Bank & Insurance


เมืองไทยประกันภัย จับมือ เกียรตินาคินภัทร สุดสะดวกเปิดซื้อประกันภัยรถยนต์ ได้บนแอป KKP MOBILE

posted by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันภัย จับมือ เกียรตินาคินภัทร สุดสะดวกเปิดซื้อประกันภัยรถยนต์

ได้บนแอป KKP MOBILE


25 มกราคม 2565: กรุงเทพฯ

บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมมือกับ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดช่องทางสุดสะดวก นำเสนอเซอร์วิสประกันภัย ได้แก่ ประกันภัยรถยนต์ 2+Care, 3+Care และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) บนแอป KKP MOBILE ให้ลูกค้าซื้อความคุ้มครองทางด้านประกันภัยได้ อย่างไม่ยุ่งยากและรวดเร็ว พร้อมชูโปรโมชันพิเศษสำหรับลูกค้า 100 ท่านแรก ที่ใช้บริการจัดทำประกันภัยรถยนต์ของเมืองไทยประกันภัยที่กำหนดผ่านช่องทางแอป KKP MOBILE รับทันทีบัตรกำนัล Lotus's มูลค่า 900 บาท จนถึงวันที่ 28 ก.พ. 2565



นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI เปิดเผยถึงความร่วมมือว่า “ในวันที่ชีวิตก้าวเข้าสู่ Digital Lifestyle เมืองไทยประกันภัย เห็นความสำคัญและพร้อมจะก้าวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งต้องการความง่าย สะดวก รวดเร็ว และความน่าเชื่อถือไปพร้อมกัน ดังนั้น การจับมือกับ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร เป็นการขยายช่องทางบริการประกันภัย เพิ่มโอกาสการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ จากพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความแข็งแกร่ง อีกทั้ง ยังสร้างประสบการณ์ที่สะดวกสบาย บนแอป KKP MOBILE ในการเลือกช็อปปิ้งผลิตภัณฑ์ประกันภัยด้วย”

โดยระยะแรกทาง เมืองไทยประกันภัย ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยบนแอป KKP MOBILE ของธนาคารเกียรตินาคินภัทร คือประกันภัยรถยนต์ 2+Care จัดเต็มความคุ้มครองแบบครอบคลุม จะรถชน สูญหาย หรือไฟไหม้ กรณีไหนก็อุ่นใจ พร้อมบริการรถใช้ระหว่างซ่อม และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 7,501 บาทต่อปี

ประกันภัยรถยนต์ 3+Care ตัวเลือกที่ตอบโจทย์ครอบคลุมรถชน พร้อมบริการรถใช้ระหว่างซ่อม และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ให้คุณมั่นใจทุกเส้นทางที่ขับขี่่ เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 6,701 บาทต่อปี

ประกันรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) รับประกันภัยรถยนต์ทุกประเภท ส่งกรมธรรม์ประกันภัยตรงถึงที่บ้าน เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 646 บาทต่อปี

นายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างธนาคารเกียรตินาคินภัทร และเมืองไทยประกันภัยในครั้งนี้ คืออีกก้าวหนึ่งของการพัฒนาแอป KKP MOBILE ให้เป็น ‘ซูเปอร์แอป’ ที่เชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ทางด้านการเงิน ไม่ว่าสินเชื่อ ประกันภัย รวมถึงการลงทุนของธนาคารไว้ในแอปเดียว และนำเสนอสิ่งที่เหมาะที่สุดให้แก่ลูกค้าได้อย่างรอบด้านเหมือนเป็นสาขาเคลื่อนที่ ภายใต้แนวคิด ‘ง่าย เร็ว คุ้มที่สุด ทุกที่ ทุกเวลา’ (Easy, Fast, Best Deal, Anytime, Anywhere) โดยในวันนี้ ลูกค้าสามารถเข้าถึงความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ที่ครอบคลุมได้อย่างง่ายดาย เพียงเข้าไปดูแบบประกันภัยบนแอป KKP MOBILE และกดซื้อได้ด้วยตนเองตลอด 24 ชั่วโมง ลดทอนความยุ่งยากของการเตรียมเอกสาร และทำให้การวางแผนทางการเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องรอ และไม่ต้องเสียเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ ที่ใช้เทคโนโลยีสร้างประสิทธิภาพในทุกมิติของชีวิต รวมทั้งด้านการเงินการลงทุน”

“ความพิเศษที่ธนาคารร่วมมือกับเมืองไทยประกันภัยครั้งนี้ จึงมีการจัดโปรโมชันแคมเปญสุดพิเศษต้อนรับสมาชิกใหม่ ที่ใช้บริการจัดทำประกันภัยรถยนต์ของเมืองไทยประกันภัยที่ร่วมรายการ ผ่านช่องทางแอป KKP MOBILE รับทันทีบัตรกำนัล Lotus's มูลค่า 900 บาท (สำหรับ 100 ท่านแรก) และท่านต่อไปรับทันทีบัตรกำนัล Lotus's มูลค่า 400 บาท” นางนวลพรรณ กล่าวเพิ่มเติม

แคมเปญส่งเสริมการขายนี้ดำเนินการผ่านบริษัท กำลังใจ โบรคเกอร์ จำกัด สามารถคลิกอ่านรายละเอียด เงื่อนไขโปรโมชันได้ที่ https://link.kkpfg.com/kHxLE ลูกค้าควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง และเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลการซื้อประกันภัยและใช้บริการได้ที่แอป KKP MOBILE หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Call Center 1484 และเว็บไซต์ www.muangthaiinsurance.com


เกี่ยวกับ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)


บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านการรับประกันวินาศภัยของคนไทย เน้นการบริหารงานด้วยความโปร่งใส ยึดหลักธรรมาภิบาล ให้ความใส่ใจสังคม ด้วยการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับการให้บริการที่ซื่อสัตย์สุจริตแก่ลูกค้าจนได้รับ ความไว้วางใจ เป็นที่รู้จักและยอมรับ ของสาธารณชนโดยทั่วไป ด้วยการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง ครองอันดับ 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยระดับแนวหน้าของประเทศไทย โดยให้บริการที่หลากหลายและครอบคลุมต่อความต้องการของผู้บริโภค อาทิเช่น ประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ ประกันรถยนต์ ประกันการเดินทางในประเทศและต่างประเทศ ประกันอัคคีภัยและทรัพย์สิน ประกันภัยสำหรับภาคธุรกิจ และประกันภัยอื่น ๆ



เกี่ยวกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)


ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด โดยธนาคารมีวิสัยทัศน์ในการนำทรัพยากรทางการเงินสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง พอเพียงและทั่วถึง ด้วยการบริการที่เหนือความคาดหมายและไม่อาจหาได้จากแหล่งอื่น



ทั้งนี้ ธุรกิจของธนาคารครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนเชื่อมโยงกับธุรกิจด้านตลาดทุน ที่ประกอบด้วยธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) และธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kkpfg.com

ไทยประกันชีวิต ส่งเสริมสุขภาพดีของคนไทย จัดกิจกรรม 80 ปี ไทยประกันชีวิต พิชิตภารกิจ 80,000 ก้าว

posted Jan 23, 2022, 9:50 PM by Maturos Lophong



ไทยประกันชีวิต ส่งเสริมสุขภาพดีของคนไทย



จัดกิจกรรม 80 ปี ไทยประกันชีวิต พิชิตภารกิจ 80,000 ก้าว


ไทยประกันชีวิตจัดกิจกรรม “80 ปี ไทยประกันชีวิต พิชิตภารกิจ 80,000 ก้าว” ส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี มอบสิทธิพิเศษทำภารกิจสำเร็จรับทันทีโค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 100 บาท ร่วมกิจกรรมผ่านแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต วันนี้ – 4 กุมภาพันธ์ 2565



นายอังกูร ศรีกัลยาณบุตร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ไทยประกันชีวิต (Thai Life Insurance : TLI) ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดมุ่งสู่การเป็น “ทุกคำตอบของการประกันชีวิต การประกันสุขภาพ และการวางแผนทางการเงิน” พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ บนแนวคิดการส่งเสริมสุขภาพดีครบวงจร หรือ Eco-Health System


ดังนั้นเพื่อร่วมส่งเสริมการดูแลสุขภาพ พร้อมร่วมฉลอง 80 ปี ไทยประกันชีวิต บริษัทฯ จึงได้กิจกรรม “80 ปี ไทยประกันชีวิต พิชิตภารกิจ 80,000 ก้าว” ชวนลูกค้าไทยประกันชีวิต และสมาชิกไลฟ์ฟิตร่วมสะสมก้าวเดินให้ครบ 80,000 ก้าว ภายใน 15 วัน ทำภารกิจสำเร็จรับทันทีโค้ดส่วนลด Lazada มูลค่า 100 บาท โดยสามารถร่วมกิจกรรมผ่านแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต ตั้งแต่วันนี้ – 4 กุมภาพันธ์ 2565


สำหรับขั้นตอนการร่วมแคมเปญ ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิตได้ฟรีทั้งระบบ IOS และ Android พร้อมลงทะเบียนเข้าใช้งาน สำหรับลูกค้าทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมผ่านฟีเจอร์กิจกรรม ส่วนสมาชิกไลฟ์ฟิตสามารถเข้าร่วมกิจกรรมผ่านฟีเจอร์ไลฟ์ฟิต หลังจากนั้นกดเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันสุขภาพ เพื่อเก็บข้อมูลก้าวเดิน โดยสามารถเลือกเชื่อมต่อแอปพลิเคชันสุขภาพได้ดังนี้ Apple Health, Google Fit, Garmin, Fitbit และ Strava หลังจากนั้นกดเข้าร่วม 80 Years 80K Steps Challenge และกดยืนยันเข้าร่วมกิจกรรม


ทั้งนี้ การอัปเดตข้อมูลก้าวเดินประจำวัน จะอัปเดตผ่านการเข้าใช้งานแอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต โดยระบบจะทำการสะสมก้าวของกิจกรรมของวันนี้ในวันรุ่งขึ้น (ข้อมูลในการสะสมก้าวเดินในกิจกรรมจะแสดงข้อมูลย้อนหลัง 1 วัน) โดยลูกค้ายังสามารถใช้สมาร์ทโฟนในการสะสมก้าว สำหรับผู้ใช้ iPhone รุ่น 5S ขึ้นไป สามารถสะสมผ่านแอปพลิเคชัน Apple Health และผู้ใช้ Android สามารถสะสมผ่านแอปพลิเคชัน Google Fit


เมื่อทำภารกิจสำเร็จสะสมก้าวเดินครบ 80,000 ก้าว ระบบจะแสดงปุ่มรับรางวัล เพื่อกดรับสิทธิพิเศษทันทีหลังทำภารกิจสำเร็จ เพื่อสำรองสิทธิ์โดยโค้ดจะมีอายุ 30 วันนับจากวันที่กดรับสิทธิ์ โดยจำกัดสิทธิ์ 1 ท่านได้รับ 1 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ


“ไทยประกันชีวิตมุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี ทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ผ่านการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้จะมีการจัดกิจกรรมด้านสุขภาพตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังพัฒนาแบบประกันสุขภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค อาทิ แบบประกันไลฟ์ฟิต ประกันสุขภาพเหมาจ่ายค่ารักษา Health Fit DD ที่จ่ายเบี้ยฯ เพียงหลักหมื่น แต่คุ้มครองวงเงินสูงถึงหลักล้านบาท รวมถึงให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก” นายอังกูรกล่าว

‘เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์’ โชว์แบงก์แอสชัวรันส์โตสวนกระแสตลาดรวมพร้อมเสริมความแข็งแกร่ง

posted Jan 13, 2022, 11:41 PM by Maturos Lophong


‘เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์’ โชว์แบงก์แอสชัวรันส์โตสวนกระแสตลาดรวมพร้อมเสริมความแข็งแกร่ง เพิ่มพันธมิตร ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย


เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ เผยปี 2564 ช่องทางการขายผ่านธนาคารและสถาบันการเงินโตสวนกระแสกว่า 47% แม้ภาพรวมของตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยจะเติบโตเล็กน้อย ชี้ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน และผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในยุค New Normal เตรียมปรับกลยุทธ์แบงก์แอสชัวรันส์ เพิ่มพันธมิตรพร้อมดึงเทคโนโลยี อัดฟีเจอร์ใหม่ให้บริการลูกค้าผ่านแอปพลิเคชัน Generali 365 ตอกย้ำความเป็นธุรกิจประกันชีวิตที่เติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่ง


นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ กล่าวว่า “ภาพรวมของตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยในปี 2564 มีการเติบโตเล็กน้อย โดยเฉพาะช่องการขายผ่านธนาคาร (Bancassurance) เนื่องจากการประกาศล็อกดาวน์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงส่งผลให้ช่องทางการขายลดจำนวนลง แต่สำหรับช่องทางการขายผ่านธนาคารและสถาบันการเงินของเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ กลับโตสวนกระแส มีตัวเลขการเติบโต 47% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เป็นเพราะกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในช่วงเวลาดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประกันชีวิตควบการลงทุน และประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น ซึ่งฐานลูกค้าหลักมาจากธนาคารเกียรตินาคินภัทร, ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย, กลุ่มบริษัทศรีสวัสดิ์, กรุงศรี ออโต้ และ โตโยต้า ลีสซิ่ง นอกจากนี้เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นคงในด้านช่องทางขายแบงก์แอสชัวรันส์ เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้สานต่อความร่วมมือกับกลุ่มพันธมิตรด้านสินเชื่อใหม่ ๆ ได้แก่ ไมโครลีสซิ่ง และ ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง รวมไปถึงการลงนามขยายความร่วมมือทางธุรกิจต่อเนื่องอีก 3 ปีกับศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของเจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในการเพิ่มช่องทางการขายและขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมในทุกกลุ่มเป้าหมาย และช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านช่องทางการขายได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้ตั้งเป้าการเติบโตแบงก์แอสชัวรันส์ปี 2565 ไม่น้อยกว่า 30%”




ทางด้านนางสาวยุวดี งานทวีกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจสถาบันการเงิน บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความสำเร็จในส่วนของช่องทางการขายผ่านธนาคารและสถาบันการเงินในปี 2564 มาจากการปรับตัวที่รวดเร็วของเจนเนอราลี่และพันธมิตรให้ทันต่อสภาวะการเปลี่ยนแปลงของตลาดและความต้องการของลูกค้า โดยดึงเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทั้งการขายผ่าน Digital Face to Face หรือการซื้อประกันผ่านช่องอิเล็กทรอนิกส์ การเพิ่มกองทุนรวมสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้าในสภาวะที่ตลาดการลงทุนผันผวนซึ่งเจนเนอราลี่ได้ใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการวิเคราะห์เพื่อจัดสรรกองทุนรวมที่มีคุณภาพและน่าสนใจให้สอดรับกับเทรนด์การลงทุนอยู่เสมอ ด้านประกันคุ้มครองสินเชื่อเติบโตจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับประเภทสินเชื่อที่หลากหลายจึงทำให้สามารถขยายฐานลูกค้าได้เร็วและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงบริการด้านการเคลมและการให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ลดกระบวนการทำงานโดยดึงเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อส่งมอบบริการและความคุ้มครองให้ลูกค้าได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น”


ทั้งนี้เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ได้เตรียมเสริมความแข็งแกร่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพช่องทางการขายผ่านธนาคารและสถาบันทางการเงิน หรือแบงก์แอสชัวรันส์ ให้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นในปี 2565 โดยมุ่งเน้นการขยายกลุ่มเป้าหมายโดยออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อวิถีชีวิตที่เหมาะสมของกลุ่มลูกค้า อย่างผลิตภัณฑ์แบบประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ (Unit Linked) ที่ลูกค้าได้รับประโยชน์ความคุ้มครองและผลตอบแทนจากการลงทุน และกลุ่มผลิตภัณฑ์คุ้มครองสินเชื่อที่คาดว่าจะเติบโตสอดคล้องไปกับทิศทางของตลาดสินเชื่อในอนาคต นอกจากนี้ยังได้เตรียมพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อประสิทธิภาพด้านงานบริการให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการเพิ่มเติมฟีเจอร์การให้การบริการที่สะดวกรวดเร็ว เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าของเราในแอปพลิเคชัน Generali 365 จึงเชื่อมั่นว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้านี้จะสามารถขยายฐานลูกค้าจากพันธมิตรใหม่เพิ่มขึ้นอีก 50% ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่แข่งขันได้ในตลาดและคำนึงถึงความต้องการและผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ



บลจ.เกียรตินาคินภัทร ส่ง KKP INCOME-H FUND รับมือตลาดโลกผันผวน

posted Jan 10, 2022, 12:49 AM by Maturos Lophong




บลจ.เกียรตินาคินภัทร ส่ง KKP INCOME-H FUND รับมือตลาดโลกผันผวน


ชูจุดเด่นสร้างผลตอบแทนกระแสเงินสดสม่ำเสมอ


เสนอขาย 10-17 ม.ค. นี้


นายยุทธพล ลาภละมูล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด (บลจ.เกียรตินาคินภัทร) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบใหม่ที่ส่งผลให้สภาวะตลาดการลงทุนทั่วโลกมีแนวโน้มผันผวนเพิ่มขึ้น และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บลจ.เกียรตินาคินภัทร จึงขอแนะนำกองทุนเปิดเคเคพี โกลบอล มัลติ แอสเซ็ท อินคัม เฮดจ์ (KKP INCOME-H FUND) กองทุนที่มีจุดเด่นในการมุ่งสร้างผลตอบแทนกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ด้วยกลยุทธ์กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เป็นทางเลือกให้แก่นักลงทุนที่ต้องการลงทุนต่อเนื่องและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนสูงกว่าระดับเงินเฟ้อในระยะยาวอย่างสม่ำเสมอ โดยเปิดเสนอขายครั้งแรกระหว่างวันที่ 10-17 ม.ค. 2565 ด้วยมูลค่าขั้นต่ำในการซื้อเพียง 1,000 บาท



“KKP INCOME-H FUND เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนหลักเพียงกองทุนเดียวคือ BGF Global Multi-Asset Income Fund ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ระหว่างการลงทุน และขณะเดียวกันยังสร้างโอกาสเติบโตของเงินทุนระยะยาว ผ่านการลงทุนในหลากหลายประเภททรัพย์สินต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงตราสารทุน ตราสารหนี้ และสินทรัพย์ทางเลือก ด้วยกลยุทธ์การจัดสัดส่วนการลงทุน/จัดพอร์ตการลงทุนแบบยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสภาวการณ์ โดย KKP INCOME-H FUND ได้รับการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด คือไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับผู้ลงทุน” นายยุทธพล กล่าว





จุดเด่นของกองทุน KKP INCOME-H FUND คือการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายอย่างครอบคลุมทั่วโลก เพื่อสร้างโอกาสรับผลตอบแทนกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ซึ่งที่ผ่านมากองทุนมีผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2555 แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการกำหนดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ทีมผู้จัดการกองทุนยังให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงขาลงในช่วงตลาดผันผวน โดยมีเป้าหมายการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้ความเสี่ยงของกองทุนต่ำกว่าพอร์ตลงทุนอ้างอิงซึ่งประกอบด้วยตราสารทุนร้อยละ 50 และตราสารหนี้ร้อยละ 50 ช่วยลดโอกาสในการสูญเสียการเติบโตของเงินลงทุนระยะยาว



“สภาวะตลาดการลงทุนในระยะต่อจากนี้ ยังมีแนวโน้มผันผวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในยุโรป ที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งในหลายประเทศและการประกาศปิดเมืองบางส่วน จนเกิดเหตุการณ์ประท้วงต่อต้านมาตรการปิดเมือง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อีกทั้งปัญหาความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานที่ยังคงไม่คลี่คลาย ซึ่งอาจส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทลดลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อคงมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ด้วยเหตุนี้ บลจ.เกียรตินาคินภัทร มองว่า การกระจายการลงทุนไปสินทรัพย์ที่หลากหลายเป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ดีในสภาวะที่ตลาดการลงทุนมีแนวโน้มผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์หลากหลายที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าระดับเงินเฟ้อในระยะยาวได้อย่างสม่ำเสมอ เป็นการลงทุนที่น่าสนใจในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศยังคงอยู่ในระดับต่ำเช่นในระยะนี้” นายยุทธพล กล่าว



กองทุน KKP INCOME-H แบ่งชนิดหน่วยลงทุน (Share class) ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดทั่วไป และชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ (Auto redemption) โดยกองทุน KKP INCOME-H ชนิดทั่วไป จะเน้นการรับผลตอนแทนในระยะยาว โดยผู้จัดการกองทุนจะนำรายรับที่ได้จากการลงทุนไปลงทุนต่อเนื่อง ในขณะที่กองทุน KKP INCOME-H-R ชนิดรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ จะเน้นการสร้างกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ ซึ่งกองทุนมีการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติสูงสุดไม่เกิน 12 ครั้งต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระแสเงินสดสม่ำเสมอทุกเดือน





สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02 305 9559 หรือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทรทุกสาขา หรือ https://am.kkpfg.com หรือผู้สนับสนุนการขายและรับซื้อคืนที่ได้รับการแต่งตั้ง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถศึกษาผลการดำเนินงานย้อนหลังได้ที่ https://www.blackrock.com/sg/en/products/237604/blackrock-global-multi-asset-income-d2-usd-fund



ข้อมูลกองทุน KKP SEMICON-H:


เปิดเสนอขายระหว่างวันที่ 10-17 ม.ค. 2565 เวลา 8.30-16.30 น.

มูลค่าขั้นต่ำในการซื้อ 1,000 บาท

ค่าธรรมเนียมการขาย: ยกเว้น



คำเตือน:

การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

ผลการดำเนินงานในอดีตมิใช่สิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต

เนื่องจากกองทุนมีการลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องของประเทศที่กองทุนไปลงทุนด้วย

กองทุนจะทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเกือบทั้งหมด โดยไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ กองทุนจึงอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนในส่วนที่ไม่ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงไว้ ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ นอกจากนี้ การทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนดังกล่าวอาจมีต้นทุน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนของกองทุนโดยรวมลดลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

กองทุนอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ได้ตามอัตราส่วนที่กำหนด โดย บลจ.เกียรตินาคินภัทร จะจัดระบบงานที่ป้องกันธุรกรรมที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์อันอาจเกิดจากนโยบายการลงทุนที่เปิดให้มีการลงทุนในกองทุนรวมภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทจัดการเดียวกัน

โปรดศึกษาคำเตือนที่สำคัญอื่นได้ในหนังสือชี้ชวนส่วนข้อมูลกองทุนรวม

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



เกี่ยวกับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด (บลจ.เกียรตินาคินภัทร) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่ครอบคลุมธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มธุรกิจฯ มีเป้าหมายในการมุ่งนำทรัพยากรทางการเงินสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง พอเพียง และทั่วถึง ด้วยการบริการที่เหนือความคาดหมาย และไม่อาจหาได้จากแหล่งอื่น ทั้งนี้ บลจ.เกียรตินาคินภัทร ประกอบธุรกิจบริหารจัดการกองทุนทุกประเภทตามที่ได้รับ

ออมสิน จับมือพันธมิตร Kick off โครงการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” เฟสแรก

posted Dec 28, 2021, 11:51 PM by Maturos Lophong


ออมสิน จับมือพันธมิตร Kick off โครงการ “สร้างงาน สร้างอาชีพ” เฟสแรก

ช่วยคนตกงาน/ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้ลุกขึ้นอีกครั้ง พึ่งพาตนเองและอยู่ได้ยั่งยื่น

ขับเคลื่อนฟื้นฟูภายใต้แนวคิด 4 ให้ : ให้ทักษะ ให้เงินทุน ให้อุปกรณ์ และให้พื้นที่ค้าขาย


วันนี้ (27 ธันวาคม 2564) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดโครงการออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ ซึ่งเป็นมาตรการตามนโยบายของรัฐบาล ที่ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มอบหมายให้ธนาคารออมสิน ช่วยฟื้นฟูและช่วยเหลือประชาชนผู้ตกงานหรือขาดรายได้ อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยโครงการดังกล่าวมุ่งหวังให้ประชาชนสามารถต่อยอดสร้างรายได้ให้แก่ตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “4 ให้” ได้แก่ ให้ทักษะ ให้เงินทุน ให้อุปกรณ์ และ ให้พื้นที่ค้าขาย โดยมี กรุงเทพมหานคร สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) และสถาบันอุดมศึกษา ร่วมเป็นหน่วยงานพันธมิตรในการขับเคลื่อนโครงการฯ ณ หอประชุมบุรฉัตร ธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่





นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ด้วยกระทรวงการคลังได้มอบหมายให้ธนาคารออมสิน ปรับภารกิจ ขยายผลให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานหรือขาดรายได้ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งถือเป็นช่วงของการฟื้นฟูและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยธนาคารได้จัดทำโครงการ “ออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ” ภายใต้แนวคิด “4 ให้” ได้แก่ ให้ทักษะ ให้เงินทุน ให้อุปกรณ์ และให้พื้นที่ค้าขาย ซึ่งถือเป็นการมอบความช่วยเหลือที่ยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายสนับสนุนและส่งเสริมให้ผู้ที่เดือดร้อนจำนวนมาก ได้มีการปรับตัวและมองเห็นโอกาสใหม่ในการประกอบอาชีพ เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สามารถใช้ความรู้ใหม่และทักษะทางอาชีพที่ได้รับการถ่ายทอด เป็นทางเลือกและช่องทางต่อยอดในการประกอบอาชีพมากขึ้น โดยมีธนาคารออมสินและพันธมิตรคอยช่วยเหลือเคียงข้าง ให้สามารถยังชีพตนเองและดูแลครอบครัวต่อไปได้



ภายใต้แนวคิด “4 ให้” การให้ทักษะ โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 18 แห่ง สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) มหาวิทยาลัยในโครงการยุวพัฒน์รักถิ่น 64 แห่ง กว่า 900 ชุมชน และเครือข่าย เชฟชื่อดังระดับมิชลินสตาร์ ตลอดจนเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์มากมาย ในการช่วยกันฝึกอบรมและสร้างทักษะอาชีพแก่ประชาชนรวมกว่า 100 หลักสูตร ซึ่งการอบรมอาชีพที่ได้รับจะช่วยให้ผู้ที่เข้าร่วมโครงการได้มีความรู้ติดตัว สามารถใช้ประกอบอาชีพได้จริงต่อไป ให้เงินทุน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้น Kick Off การให้เงินทุนผ่านมาตรการสินเชื่อสร้างงานสร้างอาชีพ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล โดย ครม. มีมติอนุมัติวงเงินชดเชยความเสียหายจาก NPLs ร้อยละ 30 ของวงเงินสินเชื่อโครงการ เพื่อสนับสนุนผลักดันความสำเร็จของการมอบความช่วยเหลือในระยะแรกของโครงการ ซึ่งในอนาคตจะมีมาตรการสินเชื่ออื่น ๆ เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง






ในส่วนของการ ให้อุปกรณ์ และ ให้พื้นค้าขาย โดยร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. ให้อุปกรณ์ มอบรถเข็น เต็นท์ ร่ม และพื้นที่ค้าขาย แก่ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อย ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวนกว่า 3,300 ร้านค้า รวมถึงการให้ใช้พื้นที่ของสาขาธนาคารออมสิน สำนักงานภาค หรือ สำนักงานเขต จัดเป็นตลาดนัดออมสิน เปิดโอกาสให้พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ตั้งแผงค้าขายสินค้าได้ และสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์สินค้า/ร้านค้า ผ่านช่องทางออนไลน์ ภายใต้โครงการตลาดนัดออนไลน์ ช่องทาง คือ เพจเฟสบุ๊ค ตลาดนัดออมสิน เป็นต้น


โครงการ ออมสิน สร้างงาน สร้างอาชีพ ถือเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนให้สามารถอยู่รอดและพึ่งพิงตนเองได้ในระยะยาว สอดคล้องกับบทบาทของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อสังคม (Social Bank) ที่มีเป้าหมายหลักคือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินที่เป็นธรรม ที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ เพื่อร่วมกันก้าวผ่านวิกฤติและความยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัล “Best Life Insurance CEO - Sara Lamsam Thailand 2021”

posted Dec 16, 2021, 12:51 AM by Maturos Lophong


“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัล “Best Life Insurance CEO - Sara Lamsam Thailand 2021”

จาก International Finance Magazine ประเทศอังกฤษ


นายสาระ ลํ่าซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) คว้ารางวัล Best Life Insurance CEO - Sara Lamsam Thailand 2021 จากการประกวด International Finance Awards 2021 จัดโดย International Finance Magazine จากประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้บริหารองค์กรธุรกิจประกันชีวิตที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านบริหารงานการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มีวิสัยทัศน์กว้างขวาง รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพบุคคลากร เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยนายสาระ ล่ำซำ ถือเป็นผู้บริหารเพียงรายเดียวจากธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลแห่งภูมิภาคเอเชียในครั้งนี้ ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

‘เจนเนอราลี่’ ควงแขน ‘ธนาคารเกียรตินาคินภัทร’ ออกประกันชีวิต 90/5 โฉมใหม่

posted Dec 15, 2021, 12:53 AM by Maturos Lophong


‘เจนเนอราลี่’ ควงแขน ‘ธนาคารเกียรตินาคินภัทร’ ออกประกันชีวิต 90/5 โฉมใหม่ เพื่อวางแผนมรดกพ่วงความคุ้มครองโรคร้ายแรง 3 เท่า สร้างหลักประกันความมั่นคงพร้อมส่งต่อความมั่งคั่ง

‘เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต’ ร่วมกับ ‘ธนาคารเกียรตินาคินภัทร’ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อตอบโจทย์การส่งต่อความมั่นคงให้ลูกหลานกับประกันชีวิตแบบตลอดชีพ 90/5 โฉมใหม่ “KKPGEN Infinite Wealth 90/5 CI Care Plus” ที่มาพร้อมกับความคุ้มครองโรคร้ายแรง อีกทั้งมอบความอุ่นใจยิ่งขึ้น ด้วยจุดเด่น ชำระเบี้ยระยะสั้นเพียง 5 ปี คุ้มครองนานถึงอายุ 90 ปี พร้อมรับความคุ้มครองเพิ่มอีก 1 เท่ากรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ รวมถึงความคุ้มครอง 32 โรคร้ายแรง* ตรวจเจอ จ่าย 3 เท่า และรับความคุ้มครองฟรีผลประโยชน์การยกเว้นชำระเบี้ยประกันตามเงื่อนไขที่กำหนด

นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์

กล่าวว่า “เจนเนอราลี่ได้ร่วมมือกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กับประกันชีวิตแบบตลอดชีพซึ่งมีจุดเด่นที่ความคุ้มค่าในหนึ่งกรมธรรม์ คุ้มครองยาว แต่ชำระเบี้ยในระยะสั้นเพียง 5 ปี ให้ความคุ้มครองทั้งกรณีเสียชีวิตหรืออยู่ครบกำหนดสัญญาถึงอายุ 90 ปี ด้วยผลตอบแทน 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย คุ้มครองเพิ่ม กรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรับอีก 100% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยตลอดสัญญา คุ้มครองการชำระเบี้ยฟรี ผู้เอาประกันภัยไม่ต้องชำระเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก กรณีทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิงจากการเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุก่อนอายุ 60 ปี (WP) คุ้มครองโรคร้ายแรงสามเท่า กรณีตรวจพบ 32 โรคร้ายแรงตามเงื่อนไขกรมธรรม์รับความคุ้มครอง 300% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตหลัก โดยให้ความคุ้มครองผู้เอาประกันภัยสูงสุดถึงอายุ 80 ปี”




ด้านนายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภายใต้หลักการบริหารความมั่งคั่งของเกียรตินาคินภัทร กรมธรรม์ประกันชีวิต “KKPGEN Infinite Wealth 90/5 CI Care Plus” นี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์สำคัญของชีวิตทั้ง Wealth Creation และ Health Protection ส่วนแรกคือความคุ้มครองชีวิตที่เป็นหลักประกันความมั่นคงให้กับครอบครัวในกรณีเกิดเหตุไม่คาดคิดและสามารถส่งต่อเป็นมรดกให้กับทายาท ส่วนที่สองคือความคุ้มครองด้านสุขภาพให้มีเงินค่ารักษาพยาบาลหรือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ซึ่งข้อดีของการทำแผนประกันนี้หากผู้เอาประกันภัยได้รับผลประโยชน์จากสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองโรคร้ายแรงแล้ว กรมธรรม์หลักจะยังคงคุ้มครองชีวิตอย่างต่อเนื่องไปตลอดสัญญา ดังนั้นลูกค้าจึงอุ่นใจและมั่นใจได้ว่าการส่งต่อมรดกให้กับลูกหลานจะเป็นไปตามแผน และไม่ถูกกระทบโดยเหตุไม่คาดคิดในทุกกรณี เรียกได้ว่าเป็นแผนความคุ้มครองแบบ Total Solution ที่น่าจะตอบโจทย์วิถีชีวิตของลูกค้าในปัจจุบันที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ให้หลักประกันอย่างรอบด้าน”

สำหรับลูกค้าที่สนใจแผนประกันชีวิต “KKPGEN Infinite Wealth 90/5 CI Care Plus” สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ธนาคารเกียรตินาคินภัทรทุกสาขา หรือโทร. 02 165 5555 ดาวน์โหลดโบรชัวร์ผลิตภัณฑ์ที่ https://link.kkpfg.com/WPqUk
*32 โรคร้ายแรงจากกลุ่มโรคที่พบบ่อยและมีค่ารักษาค่อนข้างสูง อาทิ กลุ่มโรคมะเร็งและเนื้องอก กลุ่มโรคหัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต โรคหลอดเลือดสมองแตก โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคไตวายเรื้อรัง รวมไปถึงการทุพพลภาพ โดยการวินิจฉัยของแพทย์และเป็นไปตามเงื่อนไขความคุ้มครองของสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองโรคร้ายแรง

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------เกี่ยวกับธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่ประกอบด้วยบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด โดยธนาคารมีวิสัยทัศน์ในการนำทรัพยากรทางการเงินสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง พอเพียงและทั่วถึง ด้วยการบริการที่เหนือความคาดหมายและไม่อาจหาได้จากแหล่งอื่น

ทั้งนี้ ธุรกิจของธนาคารครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนเชื่อมโยงกับธุรกิจด้านตลาดทุน ที่ประกอบด้วยธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) และธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.kkpfg.com

EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2565 เติบโตที่ 3.2% ปรับลดลงจากเดิมที่ 3.4%

posted Dec 8, 2021, 11:54 PM by Maturos Lophong




EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2565 เติบโตที่ 3.2% ปรับลดลงจากเดิมที่ 3.4% ตามผลของการระบาด COVID-19 สายพันธุ์ Omicron ที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวในช่วงปลายปีนี้

ถึงช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีหน้า แต่คาดว่าผลกระทบจะน้อยกว่า Delta ในภาพรวม เศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จากแผลเป็นเศรษฐกิจที่ลึก


EIC ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2564 โตดีกว่าคาดที่ 1.1% จากเดิม 0.7% ตามการระบาด COVID-19 ในประเทศที่เริ่มคลี่คลาย จำนวนผู้ได้รับวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น และมาตรการควบคุมโรคที่ผ่อนคลายลง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง อีกทั้ง จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังการเปิดประเทศ ส่งผลให้เศรษฐกิจทยอยปรับฟื้นตัวดีขึ้น ขณะที่การส่งออกของไทยขยายตัวได้

ในระดับสูงจากทั้งปัจจัยฐานต่ำในปีก่อนหน้าและการขยายตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก แม้ในช่วงปลายปีจะมีสัญญาณชะลอตัวลงบ้างจากการระบาด COVID-19 ระลอกใหม่ในยุโรปและปัญหาคอขวดอุปทาน (supply bottleneck) ในส่วนของภาครัฐ ยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนการบริโภคในประเทศ



อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับมาตรการพยุงเศรษฐกิจหลายประเภท


สำหรับปี 2565 EIC ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเป็น 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.4% โดยจะเป็นการฟื้นตัวจากทั้งอุปสงค์ภายในและนอกประเทศ โดยคาดว่าภาคการส่งออกสินค้าจะยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้าโลก ขณะที่อัตราการฉีดวัคซีนของไทยและประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศสะดวกขึ้น ทำให้ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยราว 5.9 ล้านคน ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาคือการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ “Omicron” ที่คาดกันว่าสามารถแพร่กระจายได้มากขึ้นและอาจลดประสิทธิภาพของวัคซีนลงบ้าง อย่างไรก็ดี คาดว่าผลกระทบจะไม่รุนแรงเท่ากับการระบาดรอบ Delta เนื่องจากการฉีดวัคซีนในไทยและประเทศหลักส่วนใหญ่อยู่ในอัตราสูงกว่าเดิม ทำให้ภาครัฐไม่จำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมที่เข้มงวดมากเหมือนเดิม อีกทั้ง ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนมีความพร้อมในการปรับตัวต่อสถานการณ์เพิ่มมากขึ้น ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซ และออนไลน์ต่าง ๆ ที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง สำหรับการใช้จ่ายในประเทศคาดว่าแม้ในระยะสั้นจะมีการฟื้นตัวจากการใช้จ่ายกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากอุปสงค์คงค้าง (pent-up demand) และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การฟื้นตัวในภาพรวมจะยังเป็นไปอย่างช้า ๆ จากผลของร่องรอยแผลเป็นเศรษฐกิจในช่วงสองปีที่ผ่านมาทั้งในด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ซบเซา และภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ในส่วนของภาครัฐ คาดว่าจะยังคงมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจผ่านทั้งเม็ดเงินจากการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้เม็ดเงินในส่วนที่เหลือประมาณ 2.6 แสนล้านจาก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาทและการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ แต่แรงส่งจากภาครัฐในภาพรวมมีแนวโน้มทยอยปรับลดลงจากปีก่อน ด้านนโยบายการเงิน EIC คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงินจะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปีหน้า เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางภายใต้เงินเฟ้อที่แม้จะเร่งตัวแต่ยังอยู่ในกรอบนโยบาย


แม้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ในปีหน้า แต่ยังเป็นการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ และยังต่ำกว่าระดับศักยภาพค่อนข้างมาก ทำให้มีความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (output loss) ในระดับสูง และอาจกระทบต่อศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในอนาคต ผ่านการลงทุนและการจ้างงานที่น้อยลง โดยกว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่ในระดับปี 2562 (ก่อน COVID-19) จะต้องรอถึงช่วงกลางปี 2566 นอกจากนี้ ความเสี่ยงของการระบาดระลอกใหม่ยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังการระบาดของ Omicron เริ่มแพร่กระจายในหลายประเทศ ซึ่งเป็นความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวมากกว่าที่คาดได้ ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณาการใช้จ่ายเพิ่มเติมโดยเน้นการใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะการปรับทักษะแรงงาน การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของกลุ่มธุรกิจ SME และการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่จะเป็น New S-Curve ของไทย

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่สำคัญ เช่น (1) การระบาด COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ทั้งในไทยและต่างประเทศที่อาจกลับมารุนแรงขึ้น (2) การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นและปัญหาคอขวดอุปทานโลก ส่งผลกระทบทางตรงผ่านกำลังซื้อในประเทศที่ลดลงและทางอ้อมผ่านภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นเร็วโดยเฉพาะหากธนาคารกลางสหรัฐฯ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรงกว่าคาด (3) การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่มากกว่าคาดจากปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และ (4) ผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่อาจมีมากกว่าคาด จนกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนในวงกว้าง


เศรษฐกิจโลกในปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องในเกณฑ์ดีแม้จะชะลอลงจากปีก่อน แต่ยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงสำคัญโดยเฉพาะจาก COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ (เช่น Omicron) และปัญหาการขาดแคลนด้านอุปทานที่อาจทำให้เงินเฟ้อและการตึงตัวของภาวะการเงินโลกสูงขึ้นมากกว่าคาด EIC ประเมินเศรษฐกิจโลกในปี 2565 ขยายตัว 4.1% ชะลอลงจาก 5.8% ในปี 2564 แต่ถือเป็นการฟื้นตัวในเกณฑ์ดีที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการฟื้นตัวของการบริโภคตามการทยอย

เปิดเมืองสะท้อนอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (EMs) ซึ่งจะนำไปสู่การเร่งบริโภคสินค้าและบริการต่าง ๆ ในช่วงต้น (pent-up demand) และการขยายตัวของการลงทุนทั้งการเพิ่มระดับสินค้าคงคลังที่ลดลงไปมากในช่วงก่อนหน้า (inventory restocking) และการลงทุนใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าและการค้าระหว่างประเทศที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ ในภาพรวม ความแตกต่างของการฟื้นตัวในปีหน้าระหว่างกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะลดลงจากปีก่อนหน้า จากการที่ประเทศกำลังพัฒนาจะเร่งฉีดวัคซีนได้มากขึ้นและจะเป็นแรงส่งการเติบโตตามหลังกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่การฉีดวัคซีนทำได้ครอบคลุมไปแล้วในช่วงก่อนหน้า อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเพื่อกลับไปสู่ระดับการเติบโตตามศักยภาพของประเทศต่าง ๆ จะยังมีความเร็วที่แตกต่างกัน (multispeed) ขึ้นอยู่กับความพร้อมด้านวัคซีน ยา และระบบสาธารณสุข ความสามารถของการใช้มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจ และปัจจัยเฉพาะของแต่ละประเทศ โดยสหรัฐฯ จะกลับเข้าสู่ระดับศักยภาพได้เร็วจากมาตรการการคลังขนาดใหญ่ ขณะที่สหราชอาณาจักรจะถูกกดดันเพิ่มเติมจากผลกระทบของ Brexit และจีนจะเผชิญความท้าทายจากนโยบาย zero-COVID และปัญหาระดับหนี้ที่สูงในภาคอสังหาริมทรัพย์ สำหรับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เศรษฐกิจที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์จะได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับสูงขึ้นมาก


อย่างไรก็ดี ต้องจับตาความเสี่ยงสำคัญ 2 ปัจจัยที่อาจกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ 1) การระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ โดยเฉพาะสายพันธุ์ “Omicron” ที่การศึกษาเบื้องต้นชี้ว่าสามารถแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น และอาจลดประสิทธิผล

ของวัคซีนในปัจจุบันต่อการป้องกันการติดโรค ถึงแม้อาการของผู้ป่วยจะรุนแรงน้อยกว่า ก็อาจส่งผลกระทบให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกสะดุดลงได้ โดยเฉพาะกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคบริการในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า หลังหลายประเทศเริ่มจำกัด

การเดินทางระหว่างประเทศบางส่วนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด นอกจากนั้น หากยังมีหลายภูมิภาคของโลกที่ยังฉีดวัคซีนได้ล่าช้าก็จะมีความเสี่ยงของการเกิดสายพันธุ์ใหม่ที่อาจรุนแรงกว่าเดิมขึ้นได้อีก และ 2) ปัญหา supply chain disruption ที่อาจยืดเยื้อกว่าที่คาด ส่งผลให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ในช่วงที่ผ่านมา ปัญหา supply chain disruption ปรับรุนแรงขึ้น ไม่สามารถตอบสนองต่ออุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นมามาก จนทำให้ราคาสินค้าปรับสูงขึ้น โดยเป็นผลจาก 4 ช่องทาง

คือ 1) การแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลต้า ส่งผลให้มีการประกาศล็อกดาวน์และปิดโรงงานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก จนเกิดการขาดแคลนสินค้าและวัตถุดิบ 2) การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการแพร่ระบาดของไวรัส

และมาตรการสนับสนุนรายได้จากภาครัฐ ที่ลดแรงจูงใจในการกลับมาทำงานของแรงงาน 3) ความล่าช้าในการขนส่งและความแออัดของท่าเรือ ซึ่งส่งผลรุนแรงต่อกลุ่มสินค้าคงทน โดยเฉพาะกลุ่มที่ขนส่งทางน้ำ และ 4) การลงทุนใหม่ในการขยายกำลังการผลิต

ของสินค้าพื้นฐาน เช่น พลังงาน และเซมิคอนดักเตอร์ ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้เกิดการขาดแคลน อย่างไรก็ดี EIC ประเมินว่าปัญหา supply chain disruption จะทยอยคลี่คลายลงได้ในปี 2565 โดยราคาสินค้าอาจยังอยู่ในระดับสูง แต่อัตรา

การเพิ่มขึ้นของราคาหรือเงินเฟ้อมีแนวโน้มชะลอลง หลังจากที่โรงงานอุตสาหกรรมในเอเชียตะวันออกกลับมาเปิดทำการได้ และภาครัฐสามารถควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสตามอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้น ส่วนปัญหาการขาดแคลนแรงงานก็มีแนวโน้ม

ปรับดีขึ้นหลังเม็ดเงินสนับสนุนจากภาครัฐในประเทศหลักทยอยหมดอายุลง ประกอบกับความกังวลต่อการแพร่ระบาดที่ลดลง รวมถึงการเพิ่มขึ้นของค่าแรงในบางอุตสาหกรรม ทำให้แรงงานมีแนวโน้มทยอยกลับเข้าตลาดแรงงานมากขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้ ขณะที่ปัญหาการขาดแคลนชิปที่ถึงแม้ล่าสุดจะเริ่มเห็นสัญญาณการลงทุนเพิ่ม แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยช่วงปี 2566 กว่าที่อุปทานใหม่จะออกมาเพียงพอต่อความต้องการในตลาดโลก ในภาพรวม ปัญหา supply chain disruption น่าจะทยอยคลี่คลายลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้อัตราเงินเฟ้อโลกในปีหน้ามีแนวโน้มชะลอลงแต่จะยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงก่อนเกิด COVID-19


ทั้งนี้แรงกดดันเงินเฟ้อได้ส่งผลให้ธนาคารกลางหลายแห่งทยอยลดการผ่อนคลายการดำเนินนโยบายการเงินลง โดยล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (QE tapering) ในอัตราที่เร็วขึ้น จากความกังวลต่ออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้คาดว่า QE Tapering อาจสิ้นสุดลงในช่วงเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้เดิม และอาจทำให้ Fed สามารถปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้อย่างน้อย 2 ครั้งในปี 2565 โดยการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกอาจทำได้อย่างเร็วในช่วงกลางปี สำหรับธนาคารกลางยุโรป (ECB) นั้น ได้ดำเนินการทำ QE Tapering ไปแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ดี ด้วยตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวช้ากว่า และแรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังต่ำกว่าสหรัฐฯ ทำให้คาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับปัจจุบันจนถึงปี 2567


ด้านเศรษฐกิจไทย EIC ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 เป็น 1.1% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 0.7% จากโมเมนตัมการฟื้นตัวที่เร็วขึ้นของเศรษฐกิจภายในประเทศหลังการเปิดเมืองและเปิดประเทศ สะท้อนจากข้อมูลเร็ว (high frequency data)ที่สะท้อนการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจากสถานการณ์การระบาดในประเทศที่ดีขึ้น และความคืบหน้าในการฉีดวัคซีน โดยช่วงต้นเดือนธันวาคม จำนวนผู้ได้รับวัคซีนครบโดสอยู่ที่ประมาณ 60% ของประชากร และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 68-70% ของประชากร ณ สิ้นปีนี้ จึงทำให้ภาครัฐมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคเป็นระยะ ๆ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายประเภทกลับมาดำเนินการได้อีกครั้งโดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวจากทั้งคนไทยและคนต่างชาติ นอกจากนี้ ภาครัฐยังมีการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการอนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มเงินโครงการคนละครึ่งเฟส 3 การให้เงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และโครงการคงการจ้างงานในภาค SMEs เป็นต้น ซึ่งจะมีผลสนับสนุนการใช้จ่ายในช่วงปลายปีนี้จนถึงต้นปีหน้า นอกจากนี้ ภาคส่งออกของไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่องตามการเติบโตของการค้าโลก แม้จะมีการชะลอตัวในบางช่วงจากการระบาดของ COVID-19 ในประเทศคู่ค้าและปัญหาคอขวดอุปทานที่กระทบต่อความต่อเนื่องในการผลิต ในภาพรวม EIC ประเมินว่าการส่งออกสินค้าของไทยในปี 2564 จะเติบโตได้ถึง 16.3%

สำหรับปี 2565 EIC ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยเป็น 3.2% จากเดิมที่คาดไว้ที่ 3.4% ตามผลกระทบของ Omicron ต่อภาคการท่องเที่ยวและความเชื่อมั่นในช่วงต้นปี ในภาพรวมยังถือเป็นการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ เศรษฐกิจไทยในปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ตามอัตราการฉีดวัคซีนของไทยและประเทศต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เอื้อให้เกิดการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ในส่วนของการส่งออกสินค้าของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องที่ 3.4% ตามการเติบโตของเศรษฐกิจและการค้าโลกโดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนาที่มีแนวโน้มขยายตัวเร่งขึ้นจากปีนี้ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวจะทยอยปรับตัวดีขึ้น แต่ยังเผชิญความเสี่ยงจากการระบาด Omicron โดยในกรณีฐาน EIC คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยในปี 2565 อยู่ที่ 5.9 ล้านคน บนพื้นฐานสมมุติฐานที่ผลกระทบของ Omicron จะจำกัดอยู่ในช่วงไตรมาสที่ 1 ขณะที่ในกรณีเลวร้าย (worse case) EIC ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจลดลงไปอยู่ที่ 2.6 ล้านคนตามการจำกัดการเดินทางของประเทศต้นทางนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจีนที่อาจยืดเวลาการเปิดประเทศออกไปเป็นในปี 2566

สำหรับการใช้จ่ายในประเทศในปี 2565 มีแนวโน้มฟื้นตัวเช่นกัน จากอานิสงส์ของการกระจายวัคซีนในประเทศที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจกรรมเศรษฐกิจจะกลับมาดำเนินการได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในระยะสั้นที่จะมีแรงส่งจากการใช้จ่ายที่มาจาก pent-up demand

ของกลุ่มผู้มีกำลังซื้อ ประกอบกับยังจะได้ปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่คาดว่าจะยังมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่อง Omicron อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนชะลอการใช้จ่ายลงจากความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นและอาจมีมาตรการจำกัดการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในบางจุดซึ่งจะกระทบกับการใช้จ่ายโดยตรง นอกจากนี้ การฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศในภาพรวมจะเป็นไปอย่างช้า ๆ จากแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่จะยังมีผลต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า โดยเฉพาะภาวะตลาดแรงงานที่ซบเซา โดยล่าสุดอัตราการว่างงานในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2564 อยู่ที่ 2.3% ถือเป็นจุดสูงสุดใหม่สำหรับอัตราการว่างงานในช่วง COVID-19 และเป็นอัตราการว่างงานที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2550 นอกจากนี้ จำนวนคนทำงานต่ำระดับ (underemployed) และคนเสมือนว่างงาน (furloughed) ได้ปรับเพิ่มขึ้นมาก EIC คาดว่าตลาดแรงงานไทยจะมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จาก 1) อุปทานส่วนเกินในตลาดแรงงาน (slack) จากคนว่างงานและคนทำงานต่ำระดับที่มีจำนวนมาก 2) กำลังในการจ้างงานของภาคธุรกิจ SME ที่ถดถอยลง และ 3) ปัญหาทักษะไม่สอดคล้องกับความต้องการ (skill mismatch) จากประเภทงานและทักษะแรงงานที่ต้องการที่เปลี่ยนไปในช่วง COVID-19 ทั้งนี้แนวโน้มตลาดแรงงานที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ จะส่งผลต่อความสามารถของภาคครัวเรือนในการหารายได้และการบริหารจัดการหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งคาดว่าน่าจะยังเป็นหนึ่งในแรงกดดันต่อการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนไทยต่อเนื่องในระยะปานกลาง

EIC มองว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังเติบโตต่ำกว่าระดับศักยภาพและมี output loss ที่มีขนาดใหญ่ ประกอบกับความเสี่ยงด้านต่ำจากการระบาดของ COVID-19 ระลอกใหม่ที่ยังมีสูง ภาครัฐจึงยังควรคงบทบาทในการสนับสนุนเศรษฐกิจในปีหน้า โดยการพิจารณากู้เงินเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติม จากการคำนวณของ EIC พบว่าแม้เศรษฐกิจจะเติบโตที่ 3.2% ในปี 2565 แต่ก็ยังต่ำกว่าระดับศักยภาพมาก จึงทำให้มี output loss[1] ในระดับสูงและผลของแผลเป็นเศรษฐกิจ

ที่ลึกขึ้น โดยกว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปอยู่ในระดับปี 2562 อาจจะต้องรอถึงช่วงกลางปี 2566 ทั้งนี้การปล่อยให้เศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำกว่าศักยภาพหรือมีแผลเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่เป็นเวลานาน จะส่งผลเสียระยะยาวต่อเศรษฐกิจไทย ผ่าน 1) จำนวนธุรกิจที่ต้องปิดกิจการมากขึ้น ทำให้การจ้างงานและการลงทุนลดลงมาก กระทบต่อศักยภาพในการเติบโตในระยะข้างหน้า 2) คนว่างงานไม่สามารถหางานได้หรืออยู่ในภาคเศรษฐกิจที่ไม่ตรงกับทักษะ ทำให้คนกลุ่มนี้สูญเสียรายได้เป็นเวลานาน ขาดการพัฒนาทักษะ

ที่เหมาะสม และอาจกลายเป็นผู้ว่างงานระยะยาวซึ่งจะกระทบกับผลิตภาพ (productivity) ของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ขณะเดียวกัน วิกฤตที่เกิดขึ้นมีแนวโน้มส่งผลกระทบที่รุนแรงกว่ากับแรงงานที่มีรายได้น้อยและทักษะไม่มาก รวมถึงธุรกิจ SME ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในไทยยิ่งถ่างกว้างขึ้น เสี่ยงต่อการก่อเกิดปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองและปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา

ในปี 2565 แรงส่งจากการใช้จ่ายของภาครัฐในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงจากปีก่อนหน้าตามการใช้จ่ายอุปโภคบริโภคของภาครัฐภายใต้กรอบงบประมาณที่ลดลง รวมถึงเม็ดเงินที่จะเหลือเพียงราว 2.6 แสนล้านบาทจาก พรก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี ด้วยความจำเป็นในการเยียวยาแผลเป็นทางเศรษฐกิจและรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่มีสูงขึ้น ภาครัฐจึงควรพิจารณากู้เงินเพิ่มเติม โดยภาครัฐควรเน้นการจัดสรรเม็ดเงินเพื่อส่งเสริมการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต โดยเฉพาะมาตรการเพิ่มทักษะแรงงาน (Upskill/Reskill) มาตรการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของธุรกิจ SME และการลงทุนเพื่ออุตสาหกรรมใหม่ ๆ เพื่อรองรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกภายหลัง COVID-19 ภายใต้กรอบวินัยทางการคลังใหม่ที่กำหนดเพดานหนี้ที่ 70% ของ GDP ทั้งนี้ระดับหนี้สาธารณะปัจจุบันยังอยู่ในวิสัยที่ภาครัฐจะสามารถบริหารจัดการได้ในภาวะดอกเบี้ยต่ำและสภาพคล่องในประเทศอยู่ในระดับสูง โดยภาครัฐต้องสื่อสารถึงแผนการลดระดับหนี้ในระยะปานกลางที่น่าเชื่อถือ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพการคลัง

ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2564 และปี 2565 ยังมีความเสี่ยงด้านต่ำในหลายมิติ ประกอบด้วย 1) การระบาด COVID-19 ทั้งในไทยและต่างประเทศที่อาจกลับมารุนแรงอีกครั้ง โดยเฉพาะหากมีการกลายพันธุ์ของไวรัสที่ลดประสิทธิภาพวัคซีนลง 2) ผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่อาจมีมากกว่าคาด จนกระทบต่อกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ 3) การเร่งตัวของอัตราเงินเฟ้อตามราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้นมากและปัญหาคอขวดอุปทานโลก ซึ่งอาจมีความรุนแรงหรือยืดเยื้อมากกว่าคาด จนทำให้ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วและแรง จนกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และ 4) เศรษฐกิจจีนที่อาจชะลอกว่าคาดจากความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์

ด้านนโยบายการเงิน EIC คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงินจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% ตลอดปี 2565 และเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการทางการเงินเพื่อกระจายสภาพคล่องและปรับโครงสร้างหนี้ให้ทั่วถึงขึ้น แม้ว่าธนาคารกลางในต่างประเทศจะมีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลปัญหาเงินเฟ้อ แต่ EIC ประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะไม่กดดันให้ กนง. ต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายตาม เนื่องจาก 1) เศรษฐกิจยังต้องการแรงสนับสนุน ขณะที่เงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบนโยบาย แม้เงินเฟ้อของไทยจะมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในช่วงปีหน้า แต่จะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 1-3% (EIC คาดเงินเฟ้อทั่วไปปี 2564 อยู่ที่ 1.2% และปี 2565 อยู่ที่ 1.6%) รวมทั้งเงินเฟ้อที่เร่งตัวมาจากปัจจัยด้านอุปทานตามราคาน้ำมันและวัตถุดิบต่าง ๆ เป็นสำคัญ ขณะที่แรงกดดันด้านอุปสงค์ยังมีจำกัดจากการที่ GDP ของไทยยังอยู่ต่ำกว่าระดับศักยภาพพอสมควร และ 2) เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง (3 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น) จึงทำให้ความเสี่ยงที่เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกในปริมาณมากหรือเงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรุนแรงจากดอกเบี้ยส่วนต่างกับต่างประเทศที่กว้างขึ้นมีน้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนาที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ เช่น บราซิลหรือรัสเซีย ที่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยค่อนข้างเร็วและมากเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ ในภาพรวม EIC ประเมิน กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ตลอดปี 2565 โดยการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกน่าจะเป็นช่วงปี 2566 เมื่อ GDP ของไทยเริ่มกลับเข้าไปสู่ระดับของช่วงก่อนเกิด COVID-19 ในปี 2562 ทั้งนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะให้น้ำหนักกับการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งผ่านนโยบายการเงินผ่านการปรับมาตรการทางการเงินต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลไกการลดความเสี่ยงด้านเครดิตเพื่อกระจายสภาพคล่องให้แก่ภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SME ได้มากขึ้น ควบคู่กับการสนับสนุนสถาบันการเงินในการปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับปัญหาของลูกหนี้แต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้น

สำหรับค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2565 EIC คาดว่ามีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีนี้ โดยนับตั้งแต่ที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้ COVID-19 สายพันธุ์ Omicron เป็นเชื้อกลายพันธุ์ที่น่ากังวล จนถึงปัจจุบัน เงินบาทอ่อนค่าลง 1.4% จากความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับแย่ลง ทำให้เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกจากตลาดการเงินไทยโดยเฉพาะในตลาดหุ้น สำหรับแนวโน้มเงินบาท ณ สิ้นปี 2565 EIC คาดว่าอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยในช่วง 32-33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก 1) เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการเปิดเมืองหลังมีการฉีดวัคซีนได้มากขึ้น 2) ดุลบัญชีเดินสะพัดคาดว่าจะขาดดุลลดลง (คาดขาดดุล 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากปีนี้ที่ขาดดุล 1.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศและค่าระวางสินค้าที่จะทยอยลดลง และ 3) เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ยังมีแนวโน้มไหลเข้ากลุ่มประเทศ EM และไทย ตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจกลุ่ม EM ที่จะเร่งตัวขึ้นตามการเปิดเมือง อย่างไรก็ดี EIC มองว่า เงินบาทจะไม่แข็งค่าขึ้นมาก เนื่องจากเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเช่นกัน จากแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed ที่จะตึงตัวขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มขยายตัวชะลอตัวลง รวมถึงความไม่แน่นอนของปัญหาคอขวดด้านอุปทาน (supply bottleneck) และการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ที่ยังมีอยู่มาก ทำให้นักลงทุนจะยังถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ดอลลาร์สหรัฐ อยู่บ้าง ทั้งนี้ค่าเงินบาทจะมีแนวโน้มผันผวนและอ่อนไหวค่อนข้างมากตามปัจจัยที่เข้ามากระทบโดยเฉพาะจากข่าวการระบาด COVID-19 รอบใหม่ ๆ ที่จะกระทบต่อแนวโน้มภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาดต่อมุมมองนโยบายการเงินของสหรัฐฯ



โดย : ดร.ยรรยง ไทยเจริญ

รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงาน Economic Intelligence Center

ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ออมสิน จับมือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สนับสนุนสมาชิกเข้าถึงแหล่งทุน

posted Nov 8, 2021, 7:05 PM by Maturos Lophong   [ updated Nov 22, 2021, 8:09 PM ]



ออมสิน จับมือหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

สนับสนุนสมาชิกเข้าถึงแหล่งทุน มุ่งช่วยเหลือ SMEs ที่กระทบโควิด

วันนี้ (8 พฤศจิกายน 2564) นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน และ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการสนับสนุนเงินทุนสำหรับ SMEs ภายใต้ “โครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน” ระหว่าง ธนาคารออมสิน หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนด้านสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประมาณ 1 แสนราย ณธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยภายใต้ความร่วมมือ “โครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน” ในครั้งนี้ ธนาคารออมสิน ได้ให้การสนับสนุนด้านสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ให้แก่สมาชิกของหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประกอบด้วย สินเชื่อ GSB Smooth BIZเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนหรือลงทุนในสินทรัพย์ถาวร อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.99% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 10 ปี วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท และ สินเชื่อ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจ Small SMEs สำหรับเป็นเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ หรือนำไปไถ่ถอนสัญญาขายฝาก ให้กู้โดยพิจารณาจากที่ดินซึ่งเป็นหลักประกัน วงเงินกู้สูงสุดร้อยละ 70 ของราคาประเมินราชการ ไม่ตรวจเครดิตบูโร อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5.99% ตลอดสัญญา ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 7 ปี โดยปลอดชำระเงินต้น 2 ปี นอกจากนี้ สมาชิกหอการค้าฯ ยังสามารถเลือกใช้บริการสินเชื่ออื่น ตามมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ได้ตามความประสงค์ อาทิ สินเชื่อ Soft Loan สำหรับ SMEs ท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง / สินเชื่อ Soft Loan ธปท. เพื่อฟื้นฟูกิจการ เป็นต้น

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญในการช่วยสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อและเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และได้ตั้งเป้าหมายไว้เป็นภารกิจแรก ๆ ที่ต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยธนาคารออมสินได้ร่วมดำเนินการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาธนาคารออมสินได้ร่วมกับหอการค้าฯ ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ผ่านโครงการต่าง ๆ ของธนาคารออมสิน และสินเชื่อสิทธิพิเศษต่าง ๆ ที่ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และขยายเวลามาตรการสินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบโควิด-19 สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ทั่วถึงมากขึ้น โดยความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการขยายขอบข่ายความร่วมมือไปยังเครือข่ายหอการค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

“ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นการทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันการเงิน และหน่วยงานต่าง ๆ ตามแนวทาง connect the dots เชื่อมจุด เชื่อมโอกาส ให้กับผู้ประกอบการอย่างแท้จริง และช่วยส่งเสริมสนับสนุนในการพัฒนาผู้ประกอบการเปลี่ยนแปลงเพื่อพร้อมเติบโต และรองรับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในปี 2565” นายสนั่น กล่าว



“ไทยพาณิชย์” ร่วมกับ “โรบินฮู้ด” ฟู้ดเดลิเวอรี ระดมกำลังเร่งบรรเทาความเดือดร้อน

posted Jul 12, 2021, 12:20 AM by Maturos Lophong


“ไทยพาณิชย์” ร่วมกับ “โรบินฮู้ด” ฟู้ดเดลิเวอรี ระดมกำลังเร่งบรรเทาความเดือดร้อน

ออกมาตรการ “ส่งฟรีทุกออเดอร์ช่วงล็อกดาวน์” เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายฝ่าวิกฤตโควิดแดงเข้ม

เร่งช่วยเหลือร้านเล็กให้มีออเดอร์ – แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลูกค้า - ไรเดอร์ได้ค่ารอบเต็มจำนวน

สนับสนุนป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงล็อกดาวน์ไปด้วยกัน


“ธนาคารไทยพาณิชย์” ตระหนักถึงความกังวลและความเดือดร้อนของสังคมไทยที่มีต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังทวีความเข้มข้น จึงได้ร่วมกับ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย ในเครือธนาคารฯ ออกมาตรการพิเศษ “ส่งฟรีทุกออเดอร์ช่วงล็อกดาวน์” ตั้งแต่วันที่ 11 – 25 กรกฎาคม 2564 รวม 15 วัน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คนในสังคม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าด้วยการออกค่าส่งอาหารให้ฟรีทุกออเดอร์ มุ่งหวังช่วยร้านอาหารโดยเฉพาะร้านเล็ก ๆ ให้มีออเดอร์มีรายได้ในการพยุงธุรกิจ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างงานที่เพิ่มขึ้นให้กับไรเดอร์ หวังให้มาตรการพิเศษในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลที่ “คนตัวใหญ่” จะสามารถมีส่วนช่วยเหลือสังคมและต่อลมหายใจให้ “คนตัวเล็ก” สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อีกครั้ง



นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารมุ่งมั่นเดินหน้าเคียงข้างและให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยผ่านมาตรการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นธนาคารฯ ยังมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยรับผิดชอบต่อสังคม และหาทางบรรเทาความเดือดร้อนเท่าที่ธนาคารฯ จะทำได้ ในช่วงล็อกดาวน์ครั้งสำคัญเพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในรอบนี้ “ไทยพาณิชย์” ได้ผนึกกำลังกับ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่อยู่ในเครือธนาคารฯ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการออกค่าส่งอาหารให้ฟรีทุกออเดอร์เป็นเวลา 15 วัน และหวังว่าผู้สั่งอาหารจะช่วยสั่งจากร้านเล็กที่เดือดร้อนเพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนร้านเล็กให้รอดไปด้วยกัน


นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย กล่าวว่า “มาตรการส่งฟรีทุกออเดอร์ในช่วงล็อกดาวน์นี้ เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากนโยบายหลักของโรบินฮู้ดที่ไม่เก็บ GP ร้านค้า และช่วยการจ้างงานของไรเดอร์ โดยไรเดอร์ที่รับงานส่งอาหารในช่วงนี้จะได้ค่ารอบเต็มจำนวนปกติ โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายดังกล่าว จึงอยากเชิญชวนทุกท่านให้มาช่วยร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ท่านรักที่กำลังเดือดร้อนด้วยกัน เป็นกำลังใจให้ฝ่ามหาวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกัน”






1-10 of 247