Bank & Insurance


ธนาคารไทยพาณิชย์ จับอินไซต์กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลัง “เหนื่อย” ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

posted by Maturos Lophong   [ updated ]


ธนาคารไทยพาณิชย์ จับอินไซต์กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลัง “เหนื่อย” ต่อการทำธุรกิจในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมส่งแคมเปญ “SME Fighto” (เอสเอ็มอี ไฟท์โตะ) ปลุกสปิริตนักสู้ผู้ประกอบการให้ไม่ยอมแพ้ และอาวุธใหม่ “มณี Free Solution” ผู้ช่วยเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร ให้ค้าขายราบรื่น ร่ำรวย เติบโตอย่างมั่งคั่ง ด้วยสามจุดเด่นที่ให้แบบฟรีๆ สำหรับเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท ได้แก่ 1) ฟรี! ค่าธรรมเนียมทุกประเภทเมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง รวมถึงฟรีบริการรับฝากเช็คข้ามเขต 2) ฟรี! อัพเกรดดอกเบี้ย บัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเดินสะพัดดอกเบี้ยสูงสุด 1% รับดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เมื่อฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 3) ฟรี! บริการ Co-working Space และสัมมนาต่อยอดธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ธนาคารยังได้เปิดตัวแม่มณีรุ่นใหม่ปี 2019 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เป็นตัวแทน “นักสู้” ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีชนะทุกอุปสรรค และเปิดตัว “มณีเกิร์ล” คนล่าสุดประจำปี 2019 “คริส หอวัง” เพื่อช่วยสร้างการจดจำในกลุ่มเป้าหมาย พร้อมปูพรมกิจกรรมสื่อสารการตลาดครบวงจรเพื่อขยายการรับรู้ และมุ่งหวังให้กำลังใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ การมีบทบาทต่อการจ้างงานของประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นในการประกอบธุรกิจ เชื่อมโยงกับกิจกรรมขนาดใหญ่ และภาคการผลิตอื่นๆ โดยกว่า 99.8% ของผู้ประกอบการในไทยเป็นเอสเอ็มอี 50% ของการจ้างงานของธุรกิจในไทยมาจากเอสเอ็มอี และ 70% ของการผลิตของเอสเอ็มอีขายในประเทศ ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงเป็นกลไกหลักเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นช่องทางในการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ทว่าเอสเอ็มอีก็เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางจากภาวะความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากปัจจัยลบจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดกระแส Digital disruption ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบ เพราะปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง”

“ธนาคารไทยพาณิชย์ รับรู้และเข้าใจถึงสภาวะความกดดัน และความเหนื่อยล้าที่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังต้องเผชิญ จึงได้เร่งสานต่อแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างคล่องตัว ด้วยการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทุกประเภทสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยเมื่อทำผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “SME Fighto” ปลุกสปิริตนักสู้ผู้ประกอบการ และ “มณี Free Solution” ผู้ช่วยเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ค้าขายราบรื่น ร่ำรวย เติบโตอย่างมั่งคั่ง ด้วยสามโซลูชั่นสำหรับเอสเอ็มอี นอกจากนี้ธนาคารยังได้เปิดตัว “แม่มณี รุ่นใหม่” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเอสเอ็มอีเอาชนะทุกอุปสรรคและปัญหาที่เข้ามา” นางอภิพันธ์ กล่าว

นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวทางของธนาคารมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์แล้ว ยังต้องเข้าใจบริบทและสภาพแวดล้อมของลูกค้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งทุกวันนี้การทำธุรกิจต้อง

เผชิญกับปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน และเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากและเต็มไปด้วยความท้าทายเช่นนี้ได้ ธนาคารจึงได้นำเสนอ ‘มณี Free Solution’ ซึ่งประกอบด้วยสามจุดเด่น เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท ให้สามารถลดต้นทุนจากการทำธุรกรรม เติบโตอย่างมั่งคั่ง และสามารถต่อยอดธุรกิจได้ ด้วย 1) ฟรี! ค่าธรรมเนียมทุกประเภท เมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง รวมถึงฟรีบริการรับฝากเช็คข้ามเขต 2) ฟรี! อัพเกรดดอกเบี้ย บัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเดินสะพัดดอกเบี้ยสูงสุด 1% รับดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เมื่อฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 3) ฟรี! บริการ Co-working Space และสัมมนาต่อยอดธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น โดยธนาคารได้ปรับ Business Center ให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของคนอยากทำธุรกิจ โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ ไปรษณีย์ไทย wongnai และ GET ที่จะมาร่วมมือในการช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และให้บริการที่สนับสนุนการดำเนินงาน และต่อยอดการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และยังได้ร่วมมือกับ Class café สร้างสรรค์พื้นที่ Co-working Space ขึ้นภายใน Business Center ให้กลายเป็นพื้นที่พบปะและต่อยอดธุรกิจสำหรับผู้ที่คิดอยากทำธุรกิจ รวมถึงการให้ความรู้ผ่านงานสัมมนาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ทดลองพัฒนาสาขาต้นแบบที่เปิดให้บริการธุรกรรมการเงินตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศที่ Business Center สาขาสยามสแควร์ อีกด้วย” นางสาวอรรัตน์ กล่าว

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวคิดแคมเปญ ‘SME Fighto’ มีที่มาจากการที่ธนาคารต้องการให้กำลังใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรค ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากการนำเสนอ ‘มณี Free Solution’ ที่เปรียบเสมือนอาวุธใหม่ให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้แล้ว ธนาคารยังต้องการปลุกพลัง สร้างกำลังใจให้กับผู้ประกอบการเอาชนะทุกอุปสรรคด้วยการออกแบบ ‘แม่มณี’ รุ่นใหม่ปี 2019 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบเอสเอ็มอีทั่วประเทศในการทำธุรกิจ หลังจากที่แม่มณีรุ่นแรกประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ”

“แม่มณี เป็นสัญลักษณ์ของการทำมาค้าขาย ดังนั้น เมื่อธนาคารต้องการช่วยเหลือ สนับสนุน และให้กำลังใจลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ลุกขึ้นมามีพลังใจในการต่อสู้ ‘แม่มณี’ จึงเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดที่จะช่วยสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยดีไซน์ใหม่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘มวยคาดเชือก’ ที่สะท้อนถึงการ ‘สู้ไม่ถอย’ แบบไทยๆ ซึ่งเราอยากปลุกสปิริต ‘นักสู้ที่สู้ไม่ถอย’ ให้กับเอสเอ็มอีไทยทุกคน ให้มีพลังต่อสู้ อย่ายอมแพ้กับอุปสรรค และปัญหาต่างๆ นานาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ โดยแม่มณีรุ่นใหม่ปี 2019 นี้จะสวมชุดตะเบงมาน นุ่งโจงกระเบน มือคาดเชือก สวมมงคล มีท่าทาง และหุ่นที่ทะมัดทะแมง มีมัดกล้ามเล็กๆ ผิวสีน้ำผึ้ง พร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง”

“และเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับแคมเปญฯ ในวงกว้าง ธนาคารจึงได้วางแผนโปรโมทแคมเปญดังกล่าวในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์แพลตฟอร์ม โดยอีกหนึ่งไฮไลท์ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับแคมเปญฯ คือ การเปิดตัว คุณคริส หอวัง ดาราสาวตัวแทนเจ้าของธุรกิจผู้มากความสามารถในฐานะ “มณีเกิร์ล” คนล่าสุด  โดยคุณคริสได้ร่วมแสดงภาพยนตร์โฆษณา ถ่ายทอดบทบาทการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต่อสู้กับการโดนตามเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ จนทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย และท้อใจ จนได้มาเจอมณีปี 2019 และมณี Free Solution จากไทยพาณิชย์ ทำให้คุณคริสมีกำลังใจที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต่อไป” นายธนา กล่าว



#SMEมานี่ฟรี #สู้สู้นะ #มณีFreeSolution

‘เศรษฐกิจเอเชียหลังปิดม่านไม้ไผ่’

posted Sep 2, 2019, 9:11 PM by Maturos Lophong


ดร.โดนัล ฮานนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาค กลุ่มซีไอเอ็มบี เปิดเผยว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนที่ขยายจากสงครามการค้าต่อเนื่องมาเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เปรียบเหมือนกับการค่อยๆ ดึงม่านไม้ไผ่ลงมาปิดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิด 5 ประเด็นที่น่าจับตา ได้แก่

1. เทคโนโลยี 5G ในอนาคต สหรัฐและจีนต่างพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองโดยแยกจากกัน สหรัฐก็จะพัฒนาทางดานเทคโนโลยีทางหนึ่ง จีนก็พัฒนาเทคโนโลยีอีกทางหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคต้องเลือกว่าจะใช้เทคโนโลยีของใคร ส่งผลใหต้นทุนสูงขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง อาจจะกระทบกับไทยและอาเซียนได้เราต้องมาดูว่าจะต้องทำอย่างไรในภาวะเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

2. เศรษฐกิจจีนชะลอลงจากสงครามการค้า แต่ที่เศรษฐกิจจีนกำลังโตตอนนี้เป็นการโตเหนือศักยภาพ ด้วยการอัดฉีดทางการเงินการคลัง จึงมีผลกระทบคือ เงินเฟ้อสูง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

3. จีนเร่งโตโดยนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศจนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 10% รวมถึงการท่องเที่ยวของชาวจีนด้วย จากการที่ชาวจีนออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศกันมาก หากจีนจำกัดการนำเข้าและการท่องเที่ยวจะกระทบกับจำนวนชาวจีนที่มาเที่ยวไทย


4. จีนเพียงเติบโตช้าแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จีนมียอดสินเชื่อที่โตสูงเกินจีดีพี หากบริหารจัดการไม่ดี จะมีปัญหาผลกระทบกับไทยและอาเซียนได้ จึงเป็นเรื่องดีที่จีนพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้ให้เกิดภาวะวิกฤต 

5. นักลงทุนนักวิเคราะห์มองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 4 ครั้ง หรือ 1% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า แต่ซีไอเอ็มบีมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ถึงขั้นถดถอย การลดดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้แรงเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เงินจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ก็เป็นไปได้ โอกาสที่ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะกลับมาอ่อนค่าก็เป็นไปได้ ซึ่งเป็นผลดีกับบาท เพราะบาทแข็งค่อนข้างแรงและทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง เป็นผลดีกับภาคการลงทุน 

นอกจากนี้ มีความเสี่ยง 2 ประเด็น ที่ต้องจับตา 1. Brexit ไม่น่ากระทบไทยมากนัก ยกเว้นว่าจะลามไป EU 2. ทรัมป์จะทำอย่างไรในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า ถ้าเศรษฐกิจที่ชะลอส่งผลให้คะแนนนิยมแย่ลง ทรัมป์อาจหันไปสู่กับอิหร่านเพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมของตัวเอง หรืออาจไปสู้กับราคาน้ำมันทำให้ราคาสูงขึ้นเพื่อเป็นผลดีกับประเทศส่งออกน้ำมันอย่างสหรัฐ

ดังนั้น การปรับลดลงของม่านไม้ไผ่เป็นประเด็นที่ไทยและประเทศอาเซียนต้องระมัดระวัง ต้องพยายามเสริมความสัมพันธ์กันในอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะของความไม่แน่นอน และเร่งลดต้นทุนพร้อมสร้างประสิทธิภาพการผลิต

เอไอเอ ประเทศไทย เปิดตัว ‘บอย ปกรณ์’ ในฐานะ AIA Unit Linked Ambassador

posted Aug 19, 2019, 7:38 PM by Maturos Lophong


เอไอเอ ประเทศไทย เปิดตัว บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ ในฐานะ เอไอเอ ยูนิต ลิงค์ แอมบาสเดอร์ (AIA Unit Linked Ambassador) พร้อมภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ‘เอไอเอ อิสระ พลัส’ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ‘เอไอเอ ยูนิต ลิงค์’ (AIA Unit Linked) เน้นเจาะกลุ่มคนรักอิสระ ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตที่ปรับเปลี่ยนได้ทุกช่วงชีวิต พร้อมโอกาสในการรับผลตอบแทนสูงขึ้น ผ่านหลากหลายกองทุนที่สามารถเลือกได้ตามความต้องการ

นายอัลเจอร์ ฟัง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มยูนิต ลิงค์ ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ซึ่งถือเป็นบริษัทประกันชีวิตเจ้าแรกที่ได้นำเสนอแบบประกันชีวิตควบการลงทุน และตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เอไอเอก็เป็นผู้นำในตลาดยูนิต ลิงค์ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดที่มากกว่า 50% และเรายังมีจำนวนตัวแทนที่ได้รับใบอนุญาต IC License มากที่สุดถึงกว่า 10,000 คนทั่วประเทศอีกด้วย ซึ่งเอไอเอจะยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มจำนวนตัวแทนประกันชีวิตเหล่านี้ให้เติบโตอย่างเป็นมืออาชีพและมีความเชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษาด้านการวางแผนการเงิน และการลงทุนแก่ลูกค้าได้อย่างมีคุณภาพ”

“ทั้งนี้ จากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แสดงให้เห็นว่าเบี้ยประกันปีแรกของกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ในประเทศไทยมีการเติบโตมากกว่า 40% อย่างต่อเนื่องในช่วงปีพ.ศ.2559-2561 เราจึงเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของกลุ่มยูนิต ลิงค์ และได้ศึกษาและพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ของเราให้ตอบโจทย์และครอบคลุมทุกความต้องการในทุกช่วงชีวิต โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่โดนเด่นของเอไอเอ ซึ่งปัจจุบัน เอไอเอมีผลิตภัณฑ์ยูนิต ลิงค์ทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ เอไอเอ อิสระ พลัส (AIA Issara Plus) เอไอเอ สมาร์ท ซีเล็ค (AIA Smart Select) และเอไอเอ สมาร์ท เวลท์ (AIA Smart Wealth) ซึ่งพัฒนามาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการความคุ้มครองชีวิตสูง การวางแผนทางการเงินเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเอง และครอบครัว การวางแผนเกษียณอายุ การวางแผนการศึกษาให้บุตร หรือการดูแลสุขภาพในระยะยาว”


นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ อิสระ พลัส (AIA Issara Plus) เป็นแบบประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิต ลิงค์ ที่ตอบโจทย์คนรักอิสระ โดยเน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มองหาแผนประกันชีวิตที่มีความยืดหยุ่นในหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนวงเงินคุ้มครองได้ทุกช่วงชีวิต การวางแผนการชำระเบี้ยประกันภัยที่สามารถหยุดพักชำระได้ รวมถึงการเลือกลงทุนได้ตามความต้องการของตัวเองได้อย่างอิสระ โดยเอไอเอ อิสระ พลัสให้ความคุ้มครองชีวิตที่สูงสุดถึง 250 เท่าของเบี้ยประกันหลัก* ซึ่งเมื่อเทียบกับแบบประกันชีวิตอื่นในกรณีจ่ายเบี้ยเท่ากัน เอไอเอ อิสระ พลัส จะให้ความคุ้มครองที่มากกว่าหลายเท่าตัว และยังให้เราสามารถวางแผนสุขภาพระยะยาวด้วยสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพที่เรียกว่า Unit Deducting Rider หรือ UDR ซึ่งคือสัญญาเพิ่มเติมแบบชำระเบี้ย ด้วยการขายคืนหน่วยลงทุน นอกจากนี้ เอไอเอ อิสระ พลัส ยังมอบความคุ้มครองทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง โดยเอไอเอ จะจ่ายผลประโยชน์เป็นเงินก้อนให้เท่ากับทุนประกัน ซึ่งผู้เอาประกันจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นภาระให้กับครอบครัวอีกด้วย ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้ ทำให้เอไอเอ อิสระ พลัส เป็นแบบประกันยูนิต ลิงค์ที่มียอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทย และเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายนี้ เราจึงได้ดึง “บอย ปกรณ์” นักแสดงหนุ่มมากความสามารถ มานำแสดงในภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ โดยคุณบอย ถือเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ ที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบหลายด้าน ทั้งด้านการทำงานในวงการบันเทิง การทำธุรกิจ และการดูแลครอบครัว แต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการทุกสิ่งทุกอย่างได้เป็นอย่างดี และยังมีการวางแผนทางการเงินที่ดี เพื่อสร้างหลักประกันที่มาพร้อมความมั่นคงและมั่งคั่ง เพื่อให้ครอบครัวได้อุ่นใจ อีกทั้งคุณบอย ยังเป็นหนึ่งในลูกค้าของกลุ่มผลิตภัณฑ์ “เอไอเอ ยูนิต ลิงค์” ของเราอีกด้วย”



“ภาพยนตร์โฆษณา “เอไอเอ อิสระ พลัส” เริ่มเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งทางเว็บไซต์, YouTube, Facebook Official Fanpage และ Line Official Account ของเอไอเอ ประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก และเรายังจะทยอยเผยแพร่คลิปวิดิโอต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจเกี่ยวกับเอไอเอ อิสระ พลัส มากขึ้น ผ่านทางช่อง Youtube ของเอไอเอ ประเทศไทย และสื่อออนไลน์ต่าง ๆ”

บอย ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์ เอไอเอ ยูนิต ลิงค์ แอมบาสเดอร์ กล่าวว่า “เอไอเอ อิสระ พลัส เป็นประกันชีวิต ที่ตอบโจทย์ คนรักอิสระอย่างผมจริง ๆ ครับ เพราะทุกวันนี้ผมมีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบมากมาย และในแต่ละช่วงชีวิตก็มีความต้องการในด้านต่างๆ ที่เปลี่ยนไป การมีประกันชีวิตควบการลงทุนที่มีความยืดหยุ่น พร้อมตอบสนองความต้องการในแต่ละช่วงชีวิตจึงเป็นอะไรที่ตรงตามความต้องการของผมมากครับ เพราะนอกจากจะให้ความคุ้มครองที่สูงแล้ว ก็ยังสามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกช่วงชีวิต ตามความต้องการของเราได้อย่างอิสระ อีกทั้งเรายังสามารถลงทุนในกองทุนรวม และปรับเปลี่ยนกองทุนได้ตามที่เราต้องการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า แถมยังหยุดพักชำระเบี้ยได้อีกด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ ที่สำคัญเอไอเอยังมีตัวแทนประกันชีวิตที่มีความรู้และความชำนาญมาช่วยอธิบายถึงเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของความคุ้มครอง การลงทุน ที่ให้เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ ซึ่งทำให้เรารู้สึกว่าสบายใจ และมั่นใจว่ามีคนดูแลเรา และให้คำแนะนำเราได้อย่างมืออาชีพ”

สามารถติดตามชมภาพยนตร์โฆษณา ‘เอไอเอ อิสระ พลัส’ ได้ทางสื่อออนไลน์ต่างๆ ทั้งทาง YouTube, Official Facebook Page และ Line Official Account ของเอไอเอ ประเทศไทย และสื่อออนไลน์อื่นๆ รวมถึงสื่อป้ายโฆษณาและบิลบอร์ด หรือสแกน QR Code เพื่อรับชมภาพยนตร์โฆษณาที่มาพร้อมอิสระในการวางแผนจัดการการเงินเพื่อความมั่นคงอย่างมั่งคั่ง





สำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ เอไอเอ อิสระ พลัส และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ในกลุ่มเอไอเอ ยูนิต ลิงค์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ www.aia.co.th หรือติดต่อตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ หรือ AIA Call Center 1581

หมายเหตุ *จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 250 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง สำหรับเพศหญิงอายุ 1 เดือน - 30 ปี สุขภาพมาตรฐานเท่านั้น โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดขึ้นอยู่กับเพศและอายุ ทั้งนี้ เป็นไปตามกฏเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

คำเตือน: ผู้เอาประกันภัยควรศึกษาและทำความเข้าใจในเอกสารเสนอขายก่อนตัดสินใจทำประกันภัย เมื่อได้รับกรมธรรม์แล้ว โปรดศึกษารายละเอียดข้อกำหนดและเงื่อนไขในกรมธรรม์

เกี่ยวกับ เอไอเอ ยูนิต ลิงค์

เอไอเอ ยูนิต ลิงค์ คือ ประกันชีวิตควบการลงทุน โดยที่เบี้ยประกันจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน เบี้ยส่วนแรกจะถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการทำประกันชีวิต และเบี้ยส่วนที่เหลือจะนำไปลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำที่คัดสรรโดยเอไอเอ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการวางแผนการเงิน เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางการเงิน พร้อมรับผลประโยชน์ทั้งความคุ้มครองชีวิต และผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมชั้นนำ ครอบคลุมความต้องการที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงอายุ

ปัจจุบัน เอไอเอ ประเทศไทย มีผลิตภัณฑ์ในกลุ่มยูนิต ลิงค์ อยู่ทั้งสิ้น 3 แบบ ซึ่งพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็นความต้องการความคุ้มครองชีวิตสูง การวางแผนทางการเงินเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับตัวเอง และครอบครัว การวางแผนเกษียณอายุ การวางแผนการศึกษาให้บุตร หรือการดูแลสุขภาพในระยะยาว

· เอไอเอ อิสระ พลัส เป็นแบบประกันที่เน้นความคุ้มครองชีวิตสูง ซึ่งให้สูงสุดถึง 250 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลัก* และสามารถแนบสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีครอบครัวที่ต้องดูแล เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น และเหมาะกับลูกค้าเด็ก หรือวัยทำงานตอนต้น ซึ่งต้องการความคุ้มครองสูง และต้องการวางแผนดูแลสุขภาพระยะยาว

· เอไอเอ สมาร์ท ซีเล็ค เป็นแบบประกันที่เน้นความคุ้มครองชีวิตที่เหมาะสม เพื่อไปถึงเป้าหมายทางการเงิน เหมาะสำหรับคนที่ต้องการออมเงินอย่างเป็นระบบ ต้องการวางแผนการศึกษาให้บุตร หรือวางแผนเกษียณในอนาคต

· เอไอเอ สมาร์ท เวลท์ เน้นการออมเงินก้อนใหญ่ โดยการชำระเบี้ยเพียงครั้งเดียว แต่คุ้มครองตลอดชีพ (ถึงอายุ 99 ปี) เหมาะกับลูกค้าที่มีเงินก้อนใหญ่ และต้องการสร้างการเติบโตให้กับเงินลงทุน หรือลูกค้าวัยทำงานที่มีเงินเก็บมาก และต้องการบริหารความมั่นคงทางการเงิน และต้องการส่งต่อมรดกนี้ให้แก่ลูกหลานในอนาคตได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

หมายเหตุ *จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 250 เท่าของเบี้ยประกันภัยหลักเพื่อความคุ้มครอง สำหรับเพศหญิงอายุ 1 เดือน - 30 ปี สุขภาพมาตรฐานเท่านั้น โดยจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุดขึ้นอยู่กับเพศและอายุ ทั้งนี้ เป็นไปตามกฏเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด

เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทเอไอเอ

กลุ่มบริษัทเอไอเอ และบริษัทในเครือ (รวมเรียกว่า “เอไอเอ” หรือ “กลุ่มบริษัทเอไอเอ”) เป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีการบริหารจัดการอย่างอิสระ มีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาใน 18 ประเทศทั่วเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งในประเทศฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน เวียดนาม นิวซีแลนด์ มาเก๊า บรูไน และกัมพูชา และเป็นผู้ถือหุ้น 97% ในบริษัทในเครือในประเทศศรีลังกา และถือหุ้นร่วมทุน 49% ในประเทศอินเดีย อีกทั้งยังมีสำนักงานผู้แทนในประเทศเมียนม่า

เอไอเอเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในเมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา ในปี 2462 โดยเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) ในด้านเบี้ยประกันภัยรับจากธุรกิจประกันชีวิต และเป็นผู้นำตลาดโดยส่วนใหญ่ในภูมิภาคโดยมีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 ที่ 230 พันล้านเหรียญสหรัฐ


กลุ่มบริษัทเอไอเอนำเสนอผลิตภัณฑ์ในการออมเงินระยะยาวและความคุ้มครองชีวิตแก่ลูกค้าบุคคลผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ทั้งการประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทเอไอเอยังให้บริการลูกค้าองค์กรผ่านผลิตภัณฑ์สวัสดิการพนักงาน ประกันสินเชื่อ และให้บริการเป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผ่านเครือข่ายตัวแทน พันธมิตรและพนักงานทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเอไอเอมีลูกค้าที่ถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลที่มีผลบังคับมากกว่า 33 ล้านกรมธรรม์ และเป็นสมาชิกกรมธรรม์ประกันกลุ่มมากกว่า 16 ล้านคน

กลุ่มบริษัทเอไอเอจดทะเบียนในกระดานหุ้นหลักของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ภายใต้รหัสหลักทรัพย์ 1299 สำหรับ American Depositary Receipts (ระดับ 1) มีการซื้อขายหลักทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ (Over-the-Counter) ภายใต้สัญลักษณ์ AAGIY

ทีคิวเอ็ม- เมืองไทยประกันภัย คลอดแคมเปญ “TQM For Lady”

posted Aug 18, 2019, 7:45 PM by Maturos Lophong


ทีคิวเอ็ม- เมืองไทยประกันภัย คลอดแคมเปญ “TQM For Lady”

ชู 5 โปรดักส์ตอบโจทย์ทุกอินไซด์ผู้หญิง ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาด

บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยบริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด จับมือ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเป็นผู้นำประกันเพื่อผู้หญิงคลอดแคมเปญ “TQM For Lady” นวัตกรรมประกันภัยใหม่ล่าสุด (Innovation) สำหรับผู้หญิงกับความคุ้มครองที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วย 5 โปรดักท์ ชูโปรดักท์ไฮไลท์ ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลที่เพิ่มค่ารักษาพยาบาลกรณีถูกทำร้ายร่างกาย 2 เท่าและมีเงินปลอบขวัญกรณีถูกกระทำชำเราหรือล่วงละเมิดทางเพศ สูงสุดรวม 200,000 บาท เผยผลสำเร็จที่ผ่านมาสร้างยอดขายกว่า 300 ล้านบาท มั่นใจ “TQM For Lady” ดันลูกค้าเติบโต 30% ลุยทำตลาดขายผ่านช่องออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กัน พร้อมพ่วงแคมเปญ “ผู้หญิงช่วยผู้หญิง” ส่งต่อความห่วงใยถึงผู้หญิงที่ประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือในสังคม เพราะปัจจุบันผู้หญิงมีแนวโน้มถูกกระทำรุนแรงจากบุคคลอื่นและคนในครอบครัวมากขึ้น ข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข พบเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง14 ปี (2547-2561) มีจำนวน 247,480 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทย ประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันภัย และทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ เป็นผู้นำที่

รุกเข้าทำตลาดประกันภัยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง เพราะมีความเข้าใจความต้องการของผู้หญิงเป็นอย่างดี ครั้งนี้จึงออกแบบความคุ้มครองและบริการเสริม ให้สามารถตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงในยุคใหม่ครบทุกมิติมาก ยิ่งขึ้น ด้วยโปรดักท์ที่หลากหลาย ได้ออกแคมเปญ “TQM For Lady” ภายใต้แนวคิด “เพราะผู้หญิงต้องการการดูแลเป็นพิเศษ” ด้วย 5 โปรดักท์ ที่เป็นนวัตกรรมประกันภัยรูปแบบใหม่ (Innovation) ได้แก่


“ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับผู้หญิง” กับความคุ้มครองที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย โดยเพิ่ม ค่ารักษาพยาบาลกรณีถูกทำร้ายร่างกาย 2 เท่า และมีเงินปลอบขวัญกรณีถูกกระทำชำเราหรือถูกล่วงละเมิดทางเพศ สูงสุดรวม 200,000 บาท รวมถึงยังให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเป็นเหตุ 2 เท่า หากเกิดเหตุในวันหยุดราชการ และค่าศัลยกรรมจากอุบัติเหตุถึง500,000บาท 



“ประกันภัยโรคมะเร็งเฉพาะผู้หญิง” ให้ความคุ้มครองโรคมะเร็งทุกชนิดทุกระยะ (ยกเว้นมะเร็งผิวหนัง) สูงสุดถึง 1.5 ล้านบาท และหากเป็นมะเร็งเฉพาะเพศหญิง ให้ความคุ้มครองเป็น 2 เท่าของทุนประกัน


“ประกันอัคคีภัยสำหรับผู้หญิง” ให้ความคุ้มครองด้านอัคคีภัย ภัยธรรมชาติและน้ำท่วม คุ้มครองทรัพย์สินจากการโจรกรรม พร้อมบริการพิเศษช่วยเหลือภายในบ้าน และศัลยกรรมจากอุบัติเหตุ 500,000 บาท

“ประกันการเดินทางต่างประเทศสำหรับผู้หญิง” คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลในต่างประเทศ สูงสุด 5 ล้านบาท คุ้มครองกระเป๋าเดินทาง ทรัพย์สินในกระเป๋า ทรัพย์สินส่วนตัว เพื่อความอุ่นใจในการช้อปปิ้ง



“ประกันรถยนต์สำหรับผู้หญิง” ที่ไม่ใช่แค่คุ้มครองรถแต่ยังคุ้มครองผู้หญิงที่เป็นผู้ขับขี่ ด้วยการรักษา ในระดับศัลยกรรมจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ คุ้มครองสูงสุดถึง1 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมพิเศษ “MTI Lady Service” ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ยุคใหม่ อาทิ บริการประสานงานจัดปาร์ตี้ในวันพิเศษของคุณ บริการแนะนำจัดหาคู่ บริการวางแผนทริปท่องเที่ยว และบริการให้คำปรึกษาเรื่องเฉพาะผู้หญิง

ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “ปัจจุบันประชากรผู้หญิงในประเทศไทยมีจำนวนกว่า 34 ล้านคน โดยมีกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงจำนวนกว่า 22 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดกลุ่มนี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง ครั้งนี้เรา 2 CEO หญิง จึงร่วมกันพัฒนาโปรดักท์ที่มุ่งตอบโจทย์ทุกอินไซด์ผู้หญิงด้วยการเปิดตัว TQM for Lady ซึ่งมีความคุ้มครองที่เข้าใจผู้หญิงอย่างแท้จริง โดยเฉพาะโปรดักท์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับผู้หญิงที่คุ้มครองการถูกกระทำชำเราหรือล่วงละเมิดทางเพศ เพราะตามข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ปี 2018 ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อจากการถูกทำร้ายร่างกายและถูกละเมิดทางเพศเฉลี่ย 7 คนต่อวัน หรือข้อมูลจากศูนย์พึ่งได้ ที่เด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรงในช่วง14 ปี (2547-2561) จำนวน 247,480 ราย เราจึงเห็นถึงความเสี่ยงด้านนี้ของผู้หญิง ที่ผ่านมาบริษัทฯ ประสบผลสำเร็จในการเข้าไปทำการตลาดเฉพาะกลุ่มผู้หญิงด้วยยอดขาย 300 ล้านบาท และนับเป็นผู้นำของการเปิดตลาดกลุ่มนี้ โปรดักท์ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงครบทุกมิติ มั่นใจ “TQM For Lady” ดันลูกค้าแคมเปญนี้เติบโต 30%

ด้านแผนการสื่อสารการตลาดจะเน้นสร้างคอนเทนต์สำหรับผู้หญิง ที่สามารถสื่อสารความเอาใจใส่ไปถึงกลุ่มผู้หญิงในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ และช่องทางขายจะนำเสนอขายผ่านออนไลน์เต็มรูปแบบ ทั้งช่องทาง Line Official “TQM Insurance Broker” แบบ One Stop Service และบริการหลังการขาย ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงแค่คลิก เฟสบุ๊ค TQM Insurance Broker และเว็บไซต์ www.tqm.co.th หรือทางโทรศัพท์ 02 119 8888 และCall Center TQM 1737 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อมุ่งตอบโจทย์ไลฟ์ไตล์ผู้หญิงยุคดิจิทัล ควบคู่กับช่องทางออฟไลน์ ที่เสนอการขายทาง Tele sales ซึ่งยังเป็นช่องทางที่มีประสิทธิภาพของทีคิวเอ็ม รวมทั้งการขายผ่านสาขา ทั่วประเทศ 95 แห่ง อย่างไรก็ดีจากแนวโน้มความรุนแรงต่อสตรีที่เพิ่มสูงขึ้น ทีคิวเอ็มและเมืองไทยประกันภัย ได้ร่วมจัดแคมเปญ “ผู้หญิงช่วยผู้หญิง” โดยรายได้จากการขายโปรดักท์ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลสำหรับ ผู้หญิงนี้กรมธรรม์ละ100บาท จะนำไปมอบให้แก่มูลนิธิและองค์กรการกุศลที่ให้การช่วยเหลือผู้หญิงที่ ถูกทำร้ายหรือกำลังประสบปัญหาในชีวิต เพื่อร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงในสังคมไทยก้ามผ่านอุปสรรคไปให้ได้ และพร้อมกลับมาลุกขึ้นยืนได้อย่างเข้มแข็งต่อไป ดร.นภัสนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

กรุงเทพประกันภัยเน้นการรับประกันภัยอย่างมีคุณภาพ

posted Aug 18, 2019, 7:42 PM by Maturos Lophong


กรุงเทพประกันภัยเผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกมีเบี้ยประกันภัยรับเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 19 คาดสิ้นปี 62 บรรลุเป้าหมาย 20,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน โดยเน้นการรับประกันภัยอย่างมีคุณภาพและควบคุมความเสี่ยงอย่างเข้มงวด พร้อมกับการลงทุนพัฒนาด้านเทคโนโลยีเสริมบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าและคู่ค้า

ดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ BKI เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ คาดการณ์ว่าธุรกิจประกันวินาศภัยจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายประการ อาทิ การส่งออกที่ชะลอตัวจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ที่เริ่มโตติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 30 เดือน โดยเท่ากับ -2.1% ในเดือนมิถุนายน (ที่มา:Toyota Motor Thailand: ยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่สะสมเดือน ม.ค.- มิ.ย. 2562 ขยายตัวได้ 7.1%) รวมถึงผลจากการกำหนดเพดานอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน (LTV Ratio) ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เข้มงวดขึ้นและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้หดตัว 36.9% (ที่มา: BAM)

ในขณะเดียวกันแผนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมของภาครัฐโครงการใหม่ๆ มีแนวโน้มที่จะเลื่อนออกไป ปัญหาด้านกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัว ราคาสินค้าเกษตรหลักยังตกต่ำต่อเนื่อง เช่น อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อีกทั้งปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลต่อพื้นที่เกษตรกรรมเป็นบริเวณกว้าง เป็นต้น

สำหรับด้านปัจจัยบวกที่มี อาทิ มาตรการภาครัฐด้านการควบคุมราคายาและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดค่าสินไหมทดแทนของประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคลลงได้ อีกทั้งโอกาสในการขยายตลาดด้วยกรมธรรม์ประกันภัยรูปแบบใหม่ภายใต้นโยบายของภาครัฐ เช่น ประกันเหมืองแร่ ประกันลำไย ประกันเรือประมง เป็นต้น

ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวว่าหากมองถึงการแข่งขันของบริษัทประกันวินาศภัยในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ ด้านการประกันภัยทรัพย์สินยังคงมีแนวโน้มการแข่งขันสูง เนื่องจากเป็นไปตามภาวะตลาดประกันภัยทรัพย์สินทั่วไปและในช่วงปีหลังๆ ไม่มีมหันตภัยรุนแรง ส่งผลให้อัตราเบี้ยประกันภัยต่อในตลาดโลกมีแนวโน้มคงที่หรือลดลงในช่วงเวลาที่เหลือของปี ส่วนตลาดลูกค้ารายย่อยนั้นคาดว่ากลยุทธ์การตลาดที่เด่นชัด คือ การแสวงหาพันธมิตรใหม่เพื่อจำหน่ายประกันภัยให้กับฐานลูกค้าของพันธมิตรผ่านช่องทางออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน อาทิ ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการรับส่งสินค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ จะได้เห็นกรมธรรม์ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะเจาะจงตรงตามความต้องการและพฤติกรรมของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ทำให้มีค่าเบี้ยประกันภัยที่ถูกลง ซึ่งเป็นผลจากการที่บริษัทประกันภัยต่างๆ เริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าให้อยู่ในรูปแบบ Big Data และจัดทำ Data Analytics เพื่อคัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงต่ำหรือมีศักยภาพในการขยายตลาด

ดร.อภิสิทธิ์. กล่าวว่าสำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ งวด 6 เดือนของปี 2562 มีเบี้ยประกันภัยรับรวม 9,707.2 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.1 มีกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานแล้ว 510.7 ล้านบาท รายได้สุทธิจากการลงทุน 870.9 ล้านบาท และมีกำไรก่อนค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 1,381.6 ล้านบาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้แล้วบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,258.2 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา และมีกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 11.82 บาท

โดยแนวทางการดำเนินงานของบริษัทฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ บริษัทฯ จะเน้นการรับประกันภัยอย่างมีคุณภาพ เพื่อรักษาผลกำไรจากการรับประกันภัย โดยการพิจารณารับประกันภัยอย่างระมัดระวัง และมีการควบคุมความเสี่ยงภัยที่เข้มงวดมากขึ้น ดังนี้ 

- มีการพัฒนาระบบข้อมูลและ Business Intelligence ให้พนักงานเข้าถึงสถิติข้อมูลผลการรับประกันภัยของกรมธรรม์แต่ละประเภทได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว สามารถจำแนกได้ถึงระดับคู่ค้าหรือลูกค้าแต่ละราย เพื่อให้พนักงานมีข้อมูลประกอบการพิจารณารับประกันภัยใหม่หรือต่ออายุกรมธรรม์อย่างครบถ้วน สามารถเสนออัตราเบี้ยประกันภัยได้อย่างเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงภัย

- วิเคราะห์พอร์ตงาน ผลิตภัณฑ์และแพกเกจที่ผลการรับประกันภัยมีแนวโน้มที่ไม่ดี โดยพิจารณาหาคุณลักษณะหรือปัจจัยของลูกค้าหรือทรัพย์สินที่ทำประกันภัยให้มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง เพื่อปรับขึ้นค่าเบี้ยประกันภัยเฉพาะ Segment ที่มีความเสี่ยงสูงให้เหมาะสม แทนการปรับขึ้นเบี้ยประกันภัยแบบเหมารวมทั้งพอร์ต ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายงานกับ Segment ที่มีความเสี่ยงต่ำไปด้วย

- ให้ความสำคัญกับการจัดทำ Risk Survey ก่อนการพิจารณารับประกันภัยอย่างเคร่งครัด โดยบริษัทฯ ได้เพิ่มอัตรากำลัง Risk Engineer เพื่อรองรับนโยบายนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี รวมทั้งให้คำแนะนำกับธุรกิจของลูกค้าเพื่อร่วมกันป้องกันความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ เพื่อให้บริษัทฯ บรรลุเป้าหมายเบี้ยประกันภัยรับรวมในปี 2562 ที่ 20,000 ล้านบาทนั้น บริษัทฯ มีแนวทางด้านการขยายเบี้ยประกันภัย ดังนี้

- การออกผลิตภัณฑ์ Package ใหม่ที่เจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะกลุ่ม มีความคุ้มครองและระดับราคาที่เหมาะสมกับลูกค้าเป้าหมาย โดยล่าสุดบริษัทฯ ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันภัย 3 โรคกวนใจ ที่คุ้มครองโรคไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก และโรคร้ายจากยุง

- ขยายงานประกันภัยในต่างจังหวัด โดยจะจัดตั้งสาขาใหม่ อีก 3 สาขาที่จังหวัดสมุทรสาคร สุพรรณบุรี และลำปาง ภายในไตรมาส 4 นี้ รวมทั้งการพิจารณาความเป็นไปได้ในการขยายสาขาหรือสำนักงานตัวแทนในต่างประเทศ

- การให้ความสำคัญกับการสร้าง Engagement กับลูกค้าและคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยนำระบบ CRM มาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น จัดทำแผนเยี่ยมเยียนลูกค้า คู่ค้า งานต่ออายุ การจัดแคมเปญการขาย ตลอดจนการสร้างทัศนคติและอบรมพัฒนาให้พนักงานทำหน้าที่เป็น Risk Consultant หรือ Business Partner กับลูกค้าและคู่ค้ามากกว่าการเป็นเพียง Insurer ทั้งนี้ ช่วงครึ่งปีแรกนี้บริษัทฯ มีอัตราการต่ออายุของกรมธรรม์อยู่ในระดับสูงถึง 83%

- บริษัทฯ ได้มีการลงทุนด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและพัฒนาการให้บริการทั้งด้านรับประกันภัยและสินไหมทดแทนเพื่อสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าในยุคดิจิตอล โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยในการให้บริการลูกค้าที่โทรเข้ามาแจ้งอุบัติเหตุและทำเคลมรถยนต์ทางโทรศัพท์ โดยการนำ Robot มาช่วยเพิ่ม Productivity ในการทำงานด้านรับประกันภัยเพื่อให้บริการที่รวดเร็วขึ้น และล่าสุดบริษัทฯ อยู่ในช่วงพัฒนาปรับเปลี่ยน Core Business System (CBS) เพื่อรองรับการขยายธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคต

ครั้งแรกในโลก! ประกันภัยไทยวิวัฒน์ นำ IoT ปฏิวัติการประกันภัยรถยนต์

posted Aug 6, 2019, 2:43 AM by Maturos Lophong


ครั้งแรกในโลก! ประกันภัยไทยวิวัฒน์ นำ IoT ปฏิวัติการประกันภัยรถยนต์

เปิดตัว นวัตกรรม InsurTech ของจริงกับ ประกันรถเปิดปิด TVI Connect

ร่วมมือกับเครือข่ายอันดับ 1 ของไทย AIS และ ระบบคราวด์อันดับ 1 ของโลก AWS


สร้างประสบการณ์ เปิด-ปิดประกันอัจฉริยะ “ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019”

o ครั้งแรกของโลก ที่ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ผู้นำนวัตกรรมประกันภัยหนึ่งเดียวในไทย เปิดตัวอุปกรณ์ TVI Connect ใช้เทคโนโลยี IoT (Internet of Things) เพื่อสร้างประสบการณ์ในการใช้ประกันภัยรถยนต์เปิดปิด อย่างอัจฉริยะ ลดค่าเบี้ยประกันรถยนต์สูงสุดได้ถึง 40%

o จับมือกับ Partners ชั้นนำด้านเทคโนโลยี ผนึกกำลังสร้าง Digital Disruption อย่างแท้จริง กับ AIS เครือข่ายอันดับ 1 เพื่อใช้ โครงข่าย NB-IoT ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ AWS (Amazon Web Service) ระบบคราวด์ อันดับ 1 ของโลกที่ให้ความเสถียรกว่า 99.99% สร้างความมั่นใจในการบริการให้แก่ผู้ใช้รถ

o ยืนยันความสำเร็จประกันรถเปิดปิด จากลูกค้าผู้ใช้งานจริง และ จากมุมมองของ กูรูวงการเทคโนโลยี - IT ไทย คุณหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ ประกาศความล้ำของ ประกันรถเปิดปิด ในรูปแบบใหม่ของไทยวิวัฒน์ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ครบทุกความต้องการของผู้ใช้รถ

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง ปณิธานของชาวไทยวิวัฒน์ ที่อยากให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างง่ายขึ้นและทั่วถึง เพื่อเป็นตัวช่วยสำคัญในการป้องกันความเสี่ยงทางด้านทรัพย์สิน ชีวิต และการเงิน ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีอิสระไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ ตามสโลแกนของแคมเปญ Control Your Life: อิสระการใช้ชีวิตที่เลือกได้

ณ วันนี้ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้ก้าวข้ามความสำเร็จไปอีกขั้น ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ ตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้นี้ ด้วย InsurTech หรือ การประยุกต์เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้กับการประกันภัย ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย และมีประสบการณ์ที่ดีขึ้น



เผยครั้งแรก กับ Thaivivat Innovation Model สร้าง InsurTech ให้เกิดขึ้นจริง

นวัตกรรมของประกันภัยไทยวิวัฒน์ มีความโดดเด่นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับประกันภัยอื่นในตลาดประกันภัยไทย เนื่องจากไทยวิวัฒน์ได้ริเริ่มกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ จากความเข้าใจผู้ใช้งานจริงอย่างถ่องแท้ ซึ่งแนวทางด้านนวัตกรรมของไทยวิวัฒน์ นั้นมุ่งสร้าง InsurTech ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องยึดลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางในการพัฒนา โดยไทยวิวัฒน์เห็นว่าสิ่งที่ลูกค้าปัจจุบันกำลังมองหาอยู่นั้น มีลักษณะพฤติกรรมที่สำคัญ 3 ประการคือ

- Fit My Lifestyle : ต้องการสิ่งที่เหมาะสมกับตนเอง และสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว

- I Can Trust : สิ่งที่ลูกค้าเลือกใช้ต้องได้รับการพิสูจน์ ยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ไว้ใจได้และใช้งานได้จริง

- Complete in One : ลูกค้าต้องการความสะดวก สินค้านั้นต้องตอบโจทย์ในหลายมิติ ครบวงจรในหนึ่งเดียว

จึงทำให้เกิด Thaivivat Innovation Model หรือ แนวทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค กล่าวคือ สิ่งที่ไทยวิวัฒน์คิดค้นขึ้นมานั้น จะต้องมี 3 สิ่งนี้ ก่อนออกสู่ผู้บริโภค อันได้แก่

- Personalized : ผลิตภัณฑ์และการบริการที่ทำขึ้นมาเพื่อลูกค้ารายบุคคล ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ต่างกัน

- Reliable : มีการทดลองและทดสอบว่ารองรับทุกสถานการณ์ที่ลูกค้าอาจประสบได้

- End-to-End : ต้องตอบโจทย์ทุกกระบวนการใช้งานของผู้บริโภคเพื่อทำให้ชิวิตง่ายขึ้น

ณ งานเปิดตัว Feature ใหม่ ของประกันรถเปิดปิดในครั้งนี้ ไทยวิวัฒน์ได้นำแนวทางนวัตกรรมนี้มาแสดงให้ดูว่าสามารถนำมาใช้งานเพื่อให้เกิด สิ่งใหม่ที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในโลก ซึ่งทางบริษัทได้พิสูจน์ความสำเร็จในแนวทางนวัตกรรมนี้ด้วยรางวัลทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันเอกชน รวมถึงสำนักงาน คปภ. ซึ่งต่างรับรู้ทิศทางที่ดีและเล็งเห็นถึงความพยายามเพื่อสร้างประโยชน์ที่แท้จริงให้แก่ผู้บริโภคชาวไทย

ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019

โดยไฮไลท์สำคัญในงาน “ALL NEW ON-OFF INSURANCE 2019” คือการเปิดตัว Feature นวัตกรรมใหม่ ของประกันรถเปิดปิด ออกสู่ตลาด ได้แก่


1. แพ็กเกจประกันรถเปิดปิด ที่ตอบโจทย์ และคุ้มค่ามากขึ้น (Personalized Product)

ประกันรถเปิดปิด ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค โดยยังยึดความยุติธรรมเป็นหลัก ให้ผู้เอาประกันจ่ายค่าเบี้ยประกันตามเวลาการใช้งานจริงคิดเป็นนาที ทำให้ผู้เอาประกัน สามารถลดภาระค่าเบี้ยประกันไปได้ถึง 40% หากมีการใช้รถที่ทำประกันเฉลี่ยไม่เกินวันละ 4 ชม. นอกจากค่าเบี้ยประกันที่คุ้มค่าแล้ว ผู้เอาประกันยังสามารถเลือกความคุ้มครองและทุนประกันที่เหมาะสมได้ด้วยตนเอง มีให้เลือกทั้งประกันชั้น 3+ ชั้น 2+ และชั้น 1 พร้อมทั้งสามารถเลือก ระยะเวลาการประกันภัยได้ ตั้งแต่ 1 เดือน 3 เดือน 4 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ได้ตามต้องการ ถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ครอบคลุมและทำมาเพื่อตอบโจทย์ผู้เอาประกันแต่ละคนมากที่สุด

2. ระบบเปิด-ปิด ประกันอัจฉริยะ “TVI Connect” เปลี่ยนประสบการณ์เปิดปิดใหม่ ง่ายยิ่งขึ้น (Reliable Service)

ครั้งแรกของโลก กับการนำเทคโนโลยี NB-IoT มาใช้จริงในวงการประกันภัย นั่นคือ ระบบเปิด-ปิด ประกันอัจฉริยะ TVI Connect ที่นำข้อเสนอแนะของผู้บริโภคมาเป็นโจทย์ โดยความร่วมมือของผู้นำนวัตกรรมระดับโลก ทั้งผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมอันดับ 1 ของไทยอย่าง AIS และผู้ให้บริการระบบคราวด์อันดับ 1 ของโลกอย่าง AWS มาผนึกกำลังกันพัฒนา ทั้ง Hardware และ การเชื่อมต่อของข้อมูลแบบ Real-Time เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค

โดยจุดเด่นสุดของ TVI Connect คือสามารถทำงานเปิดปิดประกันได้โดยทันทีเมื่อมีการ สตาร์ทและดับเครื่องยนต์ ของรถที่ทำประกันไว้ โดยการทำงานทั้งหมดเกิดจากตัวอุปกรณ์เอง ไม่ต้องพึ่ง Bluetooth หรือแม้แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ตจากมือถืออีกต่อไป โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะการใช้งานจาก แอปพลิเคชัน Thaivivat Motor โดยจะมีการส่ง Notification แจ้งเตือนทุกครั้งที่มีการเปิดและปิดประกัน ถือได้ว่าสามารถแก้ไข pain point ของผู้บริโภคที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องกลัวลืมเปิดปิดประกัน ไม่ต้องกลัวเปลืองอินเตอร์เน็ต หรือกังวลเรื่องแบตมือถือหมดอีกต่อไป พร้อมทั้งยังสามารถใช้รถร่วมกันได้หลายคน โดยไม่จำเป็นต้องมีแอพพลิเคชันอยู่ในมือถือของผู้ขับขี่ และยังติดตั้ง TVI Connect ได้ง่าย เพียงต่อเข้ากับช่องเสียบ USB ในรถ

ซึ่งระบบ TVI Connect ได้ผ่านการทดสอบรับรองความเสถียรและประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยเครือข่าย NB-IoT ของ AIS ที่ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ และ ระบบคลาวด์ของ AWS ที่รองรับการทำงานได้ 99.99% และรองรับการใช้งานการส่งสถานะการเปิด/ปิด ประกันได้กว่า 10,000 ครั้งพร้อมกันต่อ 1 วินาที เป็นการนำ IoT (Internet of Things) มาใช้งานได้จริง และสมบูรณ์แบบที่สุดในอุตสาหรรมประกันภัยไทย ณ ขณะนี้

3. แอปพลิเคชันใหม่ จัดการเรื่องประกันรถ ง่ายในแอปเดียว (End-to-End Solution)

ไทยวิวัฒน์ได้ออกแบบผลิตภัณฑ์มาเพื่อให้การดูแลผู้เอาประกันอย่างครอบคลุม คือ ผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองทุกประการเหมือนประกันรถรายปีทั่วไป แต่จะจ่ายค่าเบี้ยประกันตามนาทีที่ขับรถจริงทำให้ประหยัดได้มากกว่า ซึ่งหมายความว่าผู้เอาประกันจะได้รับความคุ้มครองแม้ปิดประกันขณะจอดรถอยู่อย่างครบถ้วนตามประเภทประกันที่เลือก คือ ประกันชั้น 2+ และชั้น 1 จะคุ้มครองรถหายไฟไหม้ 24 ชม. ตลอดอายุกรมธรรม์แม้ประกันจะปิดอยู่ และประกันชั้น 1 ก็จะให้ความคุ้มครองกรณีที่คู่กรณีไม่ใช่ยานพาหนะทางบกด้วยเช่นกันแม้ประกันจะปิดอยู่ ทำให้ผู้ใช้งานสบายใจว่าความคุ้มครองของประกันรถเปิดปิดไม่ได้ลดลงไปเลย เพียงแต่ค่าเบี้ยประกันนั้นถูกกว่ามาก จากแนวคิด เมื่อเราไม่ได้ขับรถตลอดเวลาก็ไม่ควรต้องเสียค่าประกันตลอดเวลาเนื่องจากความเสี่ยงโดยส่วนใหญ่นั้นมักเกิดขึ้นเวลาขับขี่เมื่อไม่ใช้รถเราก็ไม่ควรต้องจ่ายค่าประกันจนเกินความจำเป็น

นอกจากความคุ้มครองที่ครบถ้วนครอบคลุมแล้ว ผู้ใช้งานยังสามารถจัดการเรื่องประกันรถเปิดปิด ได้ด้วยตัวเองผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor ได้แบบครบวงจร ทั้งนี้ทีมนักออกแบบ ได้ดีไซน์ทั้ง UX (User Experience) และ UI (User- Interface) ที่ง่าย และสะดวกมากขึ้นกว่าเดิม โดยผู้ใช้งานสามารถ ตรวจสอบสถานะประกันรถเปิดปิด ได้ตลอดเวลารวมถึงการแจ้งอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยไม่ต้องบอกเส้นทางให้ยุ่งยาก แอปพลิเคชันจะส่งพิกัด Latitude & Longitude ไปยังศูนย์รับแจ้งเหตุของไทยวิวัฒน์ในทันที เพื่อส่งทีมปฏิบัติการให้เดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุได้ในเวลาที่สั้นที่สุด พร้อมทั้งตรวจสอบพิกัดของทีมปฏิบัติการไทยวิวัฒน์ได้ด้วยว่าเดินทางถึงจุดไหนแล้ว เพิ่มความมั่นใจและอุ่นใจให้ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งมีฟังก์ชันค้นหาอู่ศูนย์ซ่อม สถานพยาบาล และสถานีตำรวจ ที่ใกล้กับลูกค้าพร้อมแสดงข้อมูลติดต่อ สามารถนำทางผู้ใช้ไปยังสถานที่เหล่านี้ได้โดยทันที เมื่อครบกำหนดการต่ออายุกรมธรรม์ เอาประกันก็สามารถเลือกต่ออายุ แผนประกันที่เราต้องการ และชำระค่าเบี้ยผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที ซึ่งได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการชำระเงินออนไลน์ ที่ทันสมัยและมีความปลอดภัยสูงอย่าง Omise ถือได้ว่า ประกันรถเปิดปิดรูปแบบใหม่นี้ ตอบโจทย์ผู้เอาประกันได้เต็มรูปแบบ

คุณเทพพันธ์ กล่าวว่า “ประกันรถเปิดปิด TVI Connect รูปแบบใหม่นี้จะช่วยให้คนไทยเปิดรับ และเข้าถึงประกันภัยรถยนต์ได้มากขึ้น จากที่ปัจจุบันมีผู้ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 50% หรือกว่า 7 ล้านคันทั่วประเทศที่ยังไม่มีการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่มีความคุ้มครองทางทรัพย์สินบุคคลภายนอก มีแค่เพียงความคุ้มครองค่าเสียหายทางชีวิตและร่างกายเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถเท่านั้น

ประกันรถเปิดปิด จะมาช่วยแก้ปัญหานี้ เนื่องจากทำให้ผู้ใช้รถมีทางเลือกมากขึ้น ในการซื้อแผนประกันที่เหมาะสมกับตนเอง เลือกจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามความเสี่ยงจากการใช้รถจริง ทำให้คุ้มค่ากับการได้รับความคุ้มครองที่ตรงกับการใช้งาน เมื่อมีการป้องกันความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินที่เพียงพอ คนไทยก็จะมีความมั่นคงในการดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายของแต่ละคนได้มากยิ่งขึ้น”
ดร. เฉลิมพล สายประเสริฐ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนวัตกรรม บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ได้มีการสาธิตการใช้งาน แอปพลิเคชัน Thaivivat Motor แต่ละฟังก์ชันให้ได้เห็นไปพร้อมๆกันในงานและได้ทิ้งท้ายให้ทุกคนสามารถตรวจสอบค่าเบี้ยและซื้อประกันรถเปิดปิดได้เลยผ่านทาง LINE Chatbot ที่ LINE Official @Thaivivat ซึ่งออกแบบมาให้ผู้ใช้งานเข้าถึงได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ซื้อประกันรถยนต์ได้ทันทีในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น 

นอกจากนี้ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังคงมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมการประกันภัยอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย ต่อยอดจากความสำเร็จกับประกันรถเปิดปิด ในปัจจุบันที่มียอดขายกว่า 100,000 กรมธรรม์จากที่ตั้งเป้าไว้เพียง 10,000 กรมธรรม์ และมีอัตราการต่ออายุกรมธรรม์ที่สูงเป็นประวัติการของประกันภัยรถยนต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจของผู้ใช้งานประกันรถเปิดปิด และได้ประเมินไว้ว่าจากการเปิดตัว Feature ใหม่ของประกันรถเปิดปิด TVI Connect ในครั้งนี้ จะทำให้อัตราการเติบโตของประกันรถเปิดปิดก้าวกระโดด โตขึ้นจากเดิมกว่า 200% อีกด้วย

ไทยวิวัฒน์ ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน InsurTech หรือ นวัตกรรมประกันภัยกับทุกความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นประกันสุขภาพที่มีการใช้งานร่วมกับ Wearable Technology ชั้นนำอย่าง Garmin และ Fitbit อย่าง ประกันสุขภาพ Active Health ที่ส่งเสริมให้คนไทยออกกำลังกาย “ยิ่งออกกำลังกาย เบี้ยยิ่งลดทันทีทุกเดือน” และ ประกันเดินทางเปิดปิด ที่ให้อิสระในการเดินทาง ไม่จำกัดประเทศ อายุผู้เดินทาง หรือแม้แต่กีฬาเสี่ยงภัยอย่างสกี ดำน้ำ หรือ บันจี้จัมพ์ พร้อมทั้งให้ผู้เดินทางสามารถเพิ่มลดวันเดินทางได้แม้อยู่ต่างประเทศ และมี Features พิเศษมากมายไม่ว่าจะเป็นผู้ช่วยฉุกเฉินทางการเดินทางและการแพทย์ทั่วโลกตลอด 24 ชั่วโมง และแม้แต่การแปลภาษาหรือแปลงสกุลเงินอีกด้วย

ทั้งหมดนี้ คุณเทพพันธ์ กล่าวว่าเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์นวัตกรรมประกันภัยการได้รับ Feedback จากผู้บริโภคเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง และเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ มี Idea ใหม่ รับรองได้ว่า ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นได้อย่างแน่น่อน ตามวิสัยทัศน์ของบริษัท “คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต”

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ประกันรถเปิดปิด ไทยวิวัฒน์ ติดต่อได้ที่ Call Center โทร. 02-200-7000 หรือ เว็บไซต์ www.thaivivat.co.th และเช็กเบี้ยอัตโนมัติผ่าน LINE Thaivivat Insurance ได้ที่ @thaivivat

ไทยพาณิชย์ เปิดสูตรสำเร็จช่วยเอสเอ็มอีพิชิตทุกเป้าหมายให้เป็นจริง

posted Jul 21, 2019, 10:38 PM by Maturos Lophong

 ธนาคารไทยพาณิชย์ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง สร้าง SME Ecosystem ขับเคลื่อนทุกเป้าหมายของลูกค้าเอสเอ็มอีให้เป็นจริง ด้วยสูตรสำเร็จ 4 ปัจจัยที่เอสเอ็มอีต้องมี ได้แก่ องค์ความรู้ บริการทางการเงิน เครือข่ายธุรกิจ และดิจิทัลโซลูชั่น พร้อมถอดรหัสความสำเร็จเพื่อ เอสเอ็มอีเป็นที่ 1 สร้างการเติบโตให้ธุรกิจจากร้อยล้านสู่พันล้าน ผ่านชุมชนความรู้ทางธุรกิจ SCB SME Academy หลักสูตรบ่มเพาะศักยภาพเอสเอ็มอีแบบ 360 องศา ด้วยขุมกำลังและคลังความรู้จากประสบการณ์ตรงของ 19 นักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จตัวจริงร่วมเป็นที่ปรึกษา (Mentor) ประกบติวเข้มเพื่อส่งต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนสู่เอสเอ็มอีรุ่นน้อง

นางพิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมีปัจจัยแวดล้อมใหม่ๆ ที่เข้ามาท้าทายความสามารถตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 2562 แต่เอสเอ็มอีไทยยังคงสามารถประคองธุรกิจและรักษาระดับการเติบโตไว้ได้อย่างน่าพอใจ สำหรับภาพรวมการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารไทยพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 มียอดสินเชื่อคงค้างโดยประมาณ 340,000 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์มองว่าเอสเอ็มอีไทยมีความสามารถและมีโอกาสขยายการเติบโตที่มากกว่าในระยะข้างหน้า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 นี้ จึงมุ่งมั่นอย่างสุดกำลังเพื่อดึงศักยภาพของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (SME with purpose) ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายทางด้านการเพิ่มยอดขายและผลกำไร หรือการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศ ด้วยกลยุทธ์สำคัญคือ การสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (SME Ecosystem) ที่เอื้อให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ประกอบด้วยปัจจัย 4 ที่เอสเอ็มอีต้องมี คือ องค์ความรู้ (Academy) ผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงิน (Banking product and service) เครือข่ายธุรกิจ (Connection) และ ดิจิทัลโซลูชั่น (Digital solution) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องขององค์ความรู้ ซึ่งนับเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน ธนาคารได้พัฒนา SCB SME Academy ขึ้นมาเพื่อเป็นชุมชนความรู้ทางธุรกิจเพื่อบ่มเพาะศักยภาพเอสเอ็มอีแบบ 360 องศา ซึ่งขณะนี้ได้พัฒนา 4 หลักสูตรหลักที่ได้รับการออกแบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจในทุกมิติ อัดแน่นด้วยองค์ความรู้ เทคนิค กลยุทธ์ การประยุกต์ใช้งานจริง และการวัดผลความสำเร็จจากการเข้าเรียน โดยคอร์ส อบรมสำหรับทุกหลักสูตรจะเจาะลึกการเรียนการสอนเป็นรายอุตสาหกรรม (Industry focus) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดและสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจของตัวเองได้มากที่สุด นอกจากนี้ SCB SME Academy ยังร่วมมือกับองค์กรภายนอกมอบหลักสูตรพิเศษอื่นๆ รวมทั้งกิจกรรมสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นประจำในทุกสัปดาห์

นางพิกุล กล่าวต่อว่า SCB SME Academy เป็นชั้นเรียนที่แตกต่างและให้มากกว่าหลักสูตรการให้ความรู้ผู้ประกอบการอื่นๆ ที่มีในปัจจุบัน เพราะ SCB SME Academy มีกองทัพที่ปรึกษาทางธุรกิจ (Mentor) ซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จตัวจริงกับธนาคารจำนวนมากถึง 19 คน ที่จะร่วมกันแลกเปลี่ยนมุมมอง ถอดบทเรียนจากประสบการณ์ตรง ช่วยกระตุ้นการค้าหาไอเดียใหม่ๆ ให้กับผู้เข้าเรียน และส่งต่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนให้กับเอสเอ็มอีรุ่นน้อง ซึ่งธนาคารมุ่งหวังว่าด้วย SME Ecosystem ที่สมบูรณ์แบบ ประกอบกับการมี Mentor ให้คำปรึกษาแบบประกบตัวและติวเข้มในทุกๆ หลักสูตร จะมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เอสเอ็มอีสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ เดินหน้าธุรกิจประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตได้แข็งแกร่งอย่างก้าวกระโดด จากสิบล้านเป็นร้อยล้าน จากร้อยเป็นพันล้านในที่สุด

ทั้งนี้หลักสูตรหลักทั้ง 4 หลักสูตรภายใต้ SCB SME Academy มีการออกแบบให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ผู้ประกอบการในทุกกลุ่มตั้งแต่นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักธุรกิจที่มีประสบการณ์ รวมถึงหลักสูตรที่จัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อธุรกิจเฉพาะ ทั้งนี้หลักสูตรต่าง ๆ ประกอบด้วย 1. The DOTs (จุดเชื่อมโยงความสำเร็จทายาทนักธุรกิจรุ่นใหม่) 2. SCB Intelligent Entrepreneur Program - IEP (โครงการเสริมศักยภาพนักธุรกิจมือโปร) 3. SCB Intelligent Trade Program – ITP (หลักสูตรความรู้ประยุกต์เพื่อธุรกิจส่งออก) และ 4. หลักสูตรพัฒนา Mentor ซึ่งเป็นหลักสูตรสูงสุด เพื่อบ่มเพาะผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ก้าวขึ้นสู่การเป็นที่ปรึกษาและส่งต่อความสำเร็จให้กับเอสเอ็มอีรุ่นน้อง นอกจากนี้ยังร่วมมือกับองค์กรภายนอกมอบหลักสูตรพิเศษอื่นๆ ทั้งระยะสั้น และระยะกลาง อีกมากมาย เช่น หลักสูตร Jumpstart ที่ร่วมมือกับ Amazon Global Selling เพื่อส่งเสริมให้เอสเอ็มอีไทยเติบโตในตลาดอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ซึ่งรวมแล้วในปีนี้ SCB SME Academy จัดคอร์สอบรมต่างๆ และกิจกรรมสัมมนาอื่นๆ รวม 80 ครั้ง คาดว่าจะสามารถขยายเครือข่ายความรู้ไปยังเอสเอ็มอีกลุ่มต่างๆ ได้มากถึง 3,580 ราย

สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่สนใจสมัครเข้าร่วมหลักสูตรใน SCB SME Academy สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร.0-2722-2222 หรือที่ Website https://scbsme.scb.co.th/

#SCBSME #เพื่อSMEเป็นที่1 #เป้าหมายมีไว้เพื่อความสำเร็จ



TIP ผนึกพลังต่อยอด สยามราชธานี

posted Jul 19, 2019, 2:05 AM by Maturos Lophong


TIP ผนึกพลังต่อยอด สยามราชธานี

ครั้งแรกของไทย ในโครงการ “ขับขี่ปลอดภัย สังคมอุ่นใจ ไร้อุบัติเหตุ”

บมจ.ทิพยประกันภัย และ บมจ. สยามราชธานี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการ “ขับขี่ปลอดภัย สังคมอุ่นใจ ไร้อุบัติเหตุ” สร้างทักษะที่ดีในการขับรถยนต์ที่ถูกต้องและปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ช่วยลดไร้อุบัติเหตุและความสูญเสียบนท้องถนน เพื่อสังคมอุ่นใจ ไร้อุบัติเหตุ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ผ่านการอบรมในโครงการ โดยมีนายสุรพล พลอยสุข รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้เกียรติมาเป็นสักขีพยาน ในพิธี

ที่ผ่านมา บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP ได้ร่วมกับพันธมิตรบริษัท สยามราชธานี จำกัด (มหาชน) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดทำโครงการ "ขับขี่ปลอดภัย สังคมอุ่นใจ ไร้อุบัติเหตุ" ด้วยการจัดทำหลักสูตรการอบรมพิเศษ Professional Training และ Defensive Driving ขึ้นมาเป็นครั้งแรกของประเทศไทย โดยเบื้องต้นจะจัดอบรมให้กับ กลุ่มลูกค้าที่เป็นหน่วยงานหรือองค์กร

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่กว่า 90% มาจาก “ผู้ขับขี่” และอุบัติเหตุได้นำมาซึ่งความสูญเสีย ตลอดจนสร้างผลกระทบแก่ผู้ที่ประสบอุบัติเหตุเองและคนรอบข้าง ทิพยประกันภัยได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวจึงได้มีแนวคิดร่วมกับพันธมิตร”สยามราชธานี” จัดทำโครงการ “ขับขี่ปลอดภัย สังคมอุ่นใจ ไร้อุบัติเหตุ” เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

การอบรมหลักสูตรดังกล่าวเป็นการเพิ่มความรู้ให้กับผู้ที่เข้าอบรม ซึ่งทิพยประกันภัยจะให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ลูกค้าในเรื่องการประกันภัยรถยนต์ ที่ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมากเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รู้ถึงเงื่อนไขความคุ้มครอง ควบคู่ไปกับการให้ความรู้พัฒนาและสร้างทักษะในการขับรถยนต์อย่างปลอดภัย เสริมสร้างให้ผู้ขับขี่บนท้องถนน มีความตระหนักถึงการขับรถยนต์อย่างถูกวิธีและปลอดภัย มีเป้าหมายหลัก เพื่อส่งเสริมให้สังคมมองเห็นประโยชน์ของการขับขี่ปลอดภัย และลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้มอบสิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับผู้ที่ผ่านอบรมจากบริษัทสยามราชธานี ตั้งแต่ 6 ชั่วโมงขึ้นไป โดยมอบส่วนลดประกันภัยรถยนต์สุดพิเศษ, บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชม, ผ่อนชำระ 0% 10 เดือน สำหรับเบี้ยประกันภัยรถยนต์ทุกประเภทตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป (บัตรเครดิตที่ร่วมรายการกับบริษัท) เนื่องจากเราเห็นว่าคนกลุ่มนี้ได้ให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยในการขับขี่และมีทักษะความรู้เรื่องการขับขี่รถยนต์ที่ดี

นายเวทย์ นุชเจริญ ประธานกรรมการ บริษัทสยามราชธานี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้มีความร่วมมือกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทประกันภัยชั้นนำของคนไทย ที่มีภาครัฐเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในฐานะที่สยามราชธานี ดำเนินธุรกิจในการจ้างเหมาแรงงาน โดยจัดหาพนักงานขับรถยนต์ไปให้บริการกับพนักงานและผู้บริหารของบริษัทชั้นนำทั่วประเทศมานานกว่า 40 ปี โดยแต่ละปีเราได้จัดส่งพนักงานขับรถไปดูแลลูกค้ามากกว่า 3,000 คน หรือ 400-500 บริษัทดังนั้นการขับขี่ปลอดภัย จึงถือเป็นหัวใจหลักในการบริการที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุด

ความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการที่บริษัททิพยประกันภัย ได้เห็นความสำคัญของการสร้างผู้ขับขี่ปลอดภัยที่มีคุณภาพและมีความเป็นมืออาชีพออกสู่ท้องถนน ให้สังคมอุ่นใจ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและความปลอดภัยบนท้องถนน ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจและความมุ่งมั่นของสยามราชธานี

โดยบริษัทสยามราชธานี ในฐานะผู้นำในธุรกิจ ที่มีประสบการณ์ยาวนาน และมีทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญ จึงได้มีการพัฒนาและสร้างหลักสูตร "การฝึกอบรม ผู้ขับขี่รถยนต์ปลอดภัยมืออาชีพ" เพื่อสร้างมาตรฐาน เพื่อยกระดับการขับขี่เชิงป้องกัน และสร้างมาตรฐานอาชีพผู้ขับขี่รถยนต์ในระดับสากล โดยการนำเทคโนโลยี VR Training มาเพิ่มทักษะและเพิ่มประสิทธิภาพการประเมินผลผู้อบรมด้วย
จากการพัฒนาหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เห็นถึงศักยภาพของบริษัทขณะเดียวกันก็ต้องการพัฒนาทักษะและเพิ่มศักยภาพของผู้ที่มีอาชีพขับขี่รถยนต์ ให้มีมาตรฐานและมีความเป็นมืออาชีพจึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตร "การฝึกอบรมเพื่อยกระดับฝีมือและมาตรฐานผู้ขับขี่รถยนต์ปลอดภัยมืออาชีพระดับ 1" เมื่อวันที่ 10 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งหลักสูตรนี้ ได้รับการรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อให้ใช้เป็นหลักสูตรกลางในการฝึกอบรมให้แก่แรงงานที่เป็นผู้ขับขี่รถยนต์อาชีพได้ทั่วประเทศ 

ความร่วมมือกับ ทิพยประกันภัย จัดทำโครงการ "ขับขี่ปลอดภัย สังคมอุ่นใจ ไร้อุบัติเหตุ" ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จขึ้นอีกขั้น ในการต่อยอดและร่วมรณรงค์สร้างสังคมไร้อุบัติเหตุ ที่นอกจากจะร่วมกันส่งเสริมและสนับสนุนหลักสูตรในการสร้างผู้ขับขี่ปลอดภัยที่มีคุณภาพและมีความเป็นมืออาชีพของสยามราชธานีแล้ว ยังจะมีการต่อยอดหลักสูตรโดยเพิ่มทักษะ และให้ความรู้ด้านประกันภัยให้กับผู้ขับขี่รถยนต์ด้วย รวมทั้งจะช่วยสร้างให้สังคมอุ่นใจและสิ่งแวดล้อมบนท้องถนนที่ดีขึ้น เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุที่สร้างความสูญเสียให้กับชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยได้อย่างมหาศาล นายเวทย์ กล่าว

คปภ. ผนึกภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เปิดตัวโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน ปี 3” ณ ชุมชนบางกระดี่

posted Jul 11, 2019, 1:31 AM by Maturos Lophong

คปภ. ผนึกภาคอุตสาหกรรมประกันภัยแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชน ปี 3” ณ ชุมชนบางกระดี่ ถอดบทเรียนจาก 5 ชุมชนในทุกภาค เตรียมยกทีมเดินสายแบบ Mobile Unit ถึงประตูบ้าน เพื่อช่วยเหลือด้านประกันภัยอย่างครบวงจร พร้อมเปิดตัว “คู่มือประกันภัย ฉบับประชาชน” เป็นครั้งแรก

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน คปภ. ได้จัด “โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปี 3 โดยเป็นการนำภาคอุตสาหกรรมประกันภัยร่วมลงพื้นที่รณรงค์สร้างความรู้ ความเข้าใจด้านการประกันภัยเชิงรุกแก่ชุมชนต่างๆทั่วประเทศ ขณะเดียวกันได้ถ่ายทำเพื่อจัดทำเป็นรายการซีรีย์ “คปภ. เพื่อชุมชน” นำไปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้านประกันภัยในวงกว้าง ซึ่งปีนี้มีความแตกต่างไปจากปีที่ 1 และปีที่ 2 ด้วยการเรียนรู้ประโยชน์ของระบบประกันภัยจากการถอดบทเรียนประสบการณ์จริงที่เกิดขึ้นในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความเสี่ยงและความเสียหายในหลากหลายรูปแบบและสามารถใช้ระบบประกันภัยเข้าไปช่วยเยียวยาและบรรเทาความเดือดร้อนทำให้ชาวชุมชนมีสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นการต่อยอดความคิดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตลอดจนถ่ายทอดส่งต่อองค์ความรู้ด้านการประกันภัยให้เกิดขึ้นภายในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการในระดับพื้นที่ (Bottom-Up) และทิศทางในภาพรวมของระดับประเทศ (Top-Down) ที่ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศของทุกภาคส่วนต่อไป สำหรับชุมชนที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ มีจำนวน 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนลำไยมัดปุ๊ก บ้านร้องขุด อำเภอสันป่าตองจังหวัดเชียงใหม่ ชุมชนบ้านนาทับ-สะกอม อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ชุมชนตลาดน้ำบางคล้า อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ชุมชนบ้านโนนหอม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และชุมชนบ้านผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 3 ได้แถลงข่าวเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ณ ชุมชนบางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากสมาคมประกันวินาศภัยไทย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมการค้าผู้สำรวจภัยไทย บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนประกันชีวิต และกองทุนประกันวินาศภัย ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ และจะร่วมลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประกันภัยแล้ว รวมทั้งช่วยเหลือประชาชนด้านประกันภัยอย่างครบวงจร ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันด้านประกันภัยระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างแท้จริง สำหรับในส่วนของ สำนักงาน คปภ. การลงพื้นที่ในโครงการนี้จะดำเนินการในรูปแบบ Mobile Insurance Unit หรือศูนย์บริการประชาชนด้านการประกันภัยเคลื่อนที่แบบครบวงจรควบคู่กันไป เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านประกันภัย รวมทั้งผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่จำเป็นสำหรับชุมชน ศึกษาสภาพปัญหาด้านประกันภัยในชุมชน ตลอดจนให้ความช่วยเหลือและรับเรื่องร้องเรียนเรื่องประกันภัยผ่าน “Mobile Complaint Unit” หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยเคลื่อนที่ ซึ่งจะทำให้ประชาชนในชุมชนได้รับความรู้และบริการด้านประกันภัยแบบครบวงจรในคราวเดียวกัน


“ในการเปิดตัวโครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 3 ในวันนี้ ยังมีการเปิดตัว “คู่มือประกันภัย ฉบับประชาชน” ซึ่งถือเป็นคู่มือความรู้ด้านประกันภัยภาคประชาชน version ล่าสุดที่รวมข้อมูลที่จำเป็นในเรื่องประกันภัยที่คนไทยทุกคนควรทราบ อันเปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้านที่จะไขข้อข้องใจในเรื่องของประกันภัยในทุกมิติแบบเข้าใจง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก สามารถพกพาได้สะดวก โดยสำนักงาน คปภ.แจกฟรี เพื่อให้ประชาชนในชุมชนต่างๆ ของประเทศ ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัยและสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ประกันภัย และสามารถใช้ระบบประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสม” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

ทีเอ็มบี เปิดตัวบัตรเครดิตใหม่ TMB ABSOLUTE เจาะลูกค้าระดับบน

posted Jul 10, 2019, 1:32 AM by Maturos Lophong


ทีเอ็มบี เปิดตัวบัตรเครดิตใหม่ TMB ABSOLUTE เจาะลูกค้าระดับบน

บัตรแรกที่ให้ 10 บาท = 1 คะแนน ได้พอยท์ไวกว่า

บัตรแรกไม่เสียค่าธรรมเนียมรูดใช้ในต่างประเทศ พร้อมประกันอุบัติเหตุการเดินทาง เคียงข้างให้คุณออกไปใช้ชีวิตได้มากกว่า


 ทีเอ็มบี เปิดตัว “TMB ABSOLUTE” Visa Signature บัตรเครดิตระดับบน ที่ มาพร้อมเอกสิทธิ์เหนือกว่าบัตรอื่น ได้พอยท์ไว 10 บาท = 1 คะแนน ไม่เสียค่าธรรมเนียมรูดใช้ในต่างประเทศ พร้อมประกันอุบัติเหตุการเดินทาง นับเป็นบัตรเครดิตใบแรกของไทยที่สามารถใช้รูดต่างประเทศได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมเปลี่ยนแปลงสกุลเงิน (FX) 2.5% และรับมากขึ้นโดยรับคะแนนสะสม ทีเอ็มบี รีวอร์ด พลัส 2 เท่า เมื่อใช้จ่ายออนไลน์ทุกยอดใช้จ่าย 10 บาทเท่ากับ 2 คะแนนหรือ 12.5 บาทเท่ากับ 1 ROP ไมล์ ทำให้สามารถใช้คะแนนจากบัตรแลกไฟล์ทได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางสูงสุด 16 ล้านบาท และรับบริการห้องรับรองพิเศษที่สนามบินทั่วโลก 2 สิทธิ์ต่อปี พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

นายจเร เจียรธนะกานนท์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ทีเอ็มบี เปิดเผยว่า “บัตรเครดิต ทีเอ็มบี แอบโซลูท (TMB ABSOLUTE) เกิดขึ้นจากการศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้า ซึ่งพบว่าปัจจุบัน รูปแบบพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทยแบ่งออกเป็นประเภทอย่างชัดเจน ได้แก่ การจับจ่ายซื้อของ การท่องเที่ยว และ การกินดื่ม เป็นหลัก ซึ่งการจับจ่ายซื้อของโดยเฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ ภาพรวมการใช้จ่ายในตลาดออนไลน์หรือ eCommerce ในประเทศไทยนี้คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 860,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 14% จากปี 2560 และเมื่อจำแนกออกมาเราพบว่ายอดใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่มลูกค้าระดับบนเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 49% โดยมียอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในหมวดนี้คิดเป็นมูลค่ารวมแล้วสูงถึง 204,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 17% สำหรับการท่องเที่ยวคนไทยเที่ยวต่างประเทศ เฉลี่ย 3.9 ทริปต่อปี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกที่เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7 ทริปต่อปี โดยมีมูลค่าการใช้จ่ายรวมทุกช่องทางคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 4 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 4-6% ทั้งนี้ กลุ่มลูกค้าระดับบนมียอดใช้จ่ายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 24% ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตในต่างประเทศคิดเป็นมูลค่ารวม ประมาณ 120,000 บาท ซึ่งเติบโตขึ้น 8% จากปี 2560 ในขณะที่การกิน ดื่ม ถือเป็น ไลฟ์สไตล์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน คนไทยทานอาหาร วันละ 7 มื้อ ได้แก่ เช้า สาย เที่ยง บ่าย บ่ายแก่ เย็น และ ดึก โดยมีมูลค่ารวมทางการตลาด 400,000 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 3-5% มูลค่ารวมในการใช้จ่ายผ่านบัตรในหมวดนี้ ประมาณ 48,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 12%”

“ลูกค้าของ TMB ABSOLUTE ถือเป็นกลุ่มที่มีรายได้ค่อนข้างสูง มีรูปแบบการใช้ชีวิตที่ไม่หยุดนิ่ง มีความสนใจสิ่งรอบตัว และมีความใส่ใจในตัวเอง มีวิสัยทัศน์ในการใช้ชีวิตเพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นกับตัวเองและผู้อื่น มีการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่หลากหลาย และมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาชีวิตตนเองเพื่อไปสู่ความสำเร็จ”

“ทีเอ็มบีตั้งเป้าที่จะขยายกลุ่มลูกค้าบัตรใหม่รวมทุกประเภท 200,000 ใบ โดยบัตร TMB ABSOLUTE จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าระดับบนซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่ 40,000 ใบ ผ่านรูปแบบการตลาดที่ใช้สื่อออนไลน์และออฟไลน์ ควบคู่ไปกับการโปรโมทสิทธิพิเศษและเอกสิทธิ์ที่เหนือกว่าของบัตรเครดิต TMB ABSOLUTE ผ่านภาพยนตร์โฆษณาที่พร้อมเผยแพร่อย่างแพร่หลายแล้วในชื่อ Perfect Life กับความยาว 60 วินาที สะท้อนความเชื่อของทีเอ็มบีที่ว่า สิ่งที่บ่งบอกฐานะและความสำเร็จของคนยุคนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ทรัพย์สินเท่านั้น หากแต่เป็นประสบการณ์ชีวิตที่ดีกว่า ที่พิเศษกว่าคนอื่นๆ โดยจะเล่าผ่านชีวิตของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ดีๆ ได้ครบสมบูรณ์แบบ ทั้งในและต่างประเทศ และสิ่งที่เติมเต็มชีวิตเขาได้ทุกด้านแบบนี้ก็คือเอกสิทธิ์มากมายจากบัตร TMB ABSOLUTE นั่นเอง”

TMB ABSOLUTE Visa Signature เป็นบัตรเครดิตใบแรกที่มาพร้อมกับเอกสิทธิ์สุดพิเศษ อาทิ

· ฟรีค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ 2.5% สำหรับการใช้จ่ายด้วยสกุลเงินต่างประเทศ โดยไม่จำกัดช่องทางการใช้จ่าย และสกุลเงินต่างประเทศ สบายใจกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกเทียบเท่าร้านรับแลกเงินและยังได้คะแนนสะสม ทีเอ็มบี รีวอร์ด พลัส (TMB Rewards Plus)

· รับคะแนนสะสม 2 เท่า เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรทางออนไลน์ จากยอดใช้จ่ายทุกๆ 10 บาท (10 บาทเท่ากับ 2 คะแนน หรือ เทียบเท่า 12.5 บาท = 1 ROP) ยกเว้นการทำรายการใช้จ่ายหรือเติมเงินผ่านทาง e-wallet, Direct debit หรือ Bill payment และรายการซื้อประกันผ่านช่องทางออนไลน์

· ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1,000 บาท ขึ้นไปผ่านบัตรเครดิต TMB ABSOLUTE หากว่าของหายหรือได้รับของไม่ตรงสเปค ยังได้รับเงินชดเชยตามมูลค่าของสินค้าสูงสุด 5,000 บาท/ครั้ง หรือ 10,000บาท/ปี

นอกจากนี้ ทีเอ็มบี รีวอร์ด พลัส ยังมีบริการพิเศษด้านการท่องเที่ยวกับสิทธิพิเศษอื่นๆ อาทิ บริการห้องรับรองพิเศษ (Airport Lounge) โดย LoungeKey ณ สนามบินทั่วโลกกว่า 1,000 แห่ง สำหรับผู้ถือบัตรและผู้ติดตามจำนวนรวม 2 สิทธิ์ต่อปี ประกันภัยการเดินทางทั้งในและต่างประเทศ ให้ความคุ้มครองทั้งครอบครัวด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุด 16,000,000 บาท บริการ Visa Concierge บริการฉุกเฉินกรณีประสบปัญหาระหว่างการเดินทางในต่างประเทศ (Worldwide Emergency) ตลอด 24 ชั่วโมง

“สิ่งที่ทีเอ็มบีได้มุ่งเน้นมาโดยตลอด คือเรามุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่าง Make THE Difference ด้วยการทำให้ลูกค้าทุกกลุ่มได้รับมากกว่าในทุกๆ มิติ โดยเฉพาะบัตรเครดิต TMB ABSOLUTE Visa Signature ที่นับเป็นประสบการณ์ใหม่ของการใช้บัตรเครดิตที่ไม่เพียงแค่การใช้จ่ายได้อย่างคล่องตัวสะดวกสบายเท่านั้น แต่พร้อมให้สิทธิประโยชน์ที่ยังไม่เคยมีบัตรใบไหนให้ได้ครบสมบูรณ์แบบเช่นนี้ สะท้อนถึงมาตรฐานการบริการของทีเอ็มบีที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric) และคำนึงถึงผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นอันดับแรก รวมทั้งยังสอดรับกับแนวคิด Get MORE with TMB ลูกค้าทีเอ็มบีต้องได้รับมากกว่าอีกด้วย ซึ่งเรามุ่งหวังว่าผลิตภัณฑ์ TMB ABSOLUTE นี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้ทีเอ็มบีก้าวสู่เป้าหมายในการเป็นธนาคารที่ลูกค้ารักจนต้องบอกต่อได้ตามเป้าหมาย” นายจเร กล่าวทิ้งท้าย

1-10 of 168