Bank & Insurance


บอร์ดออมสิน มีมติเห็นชอบ เลือก “วิทัย รัตนากร” เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่

posted Mar 17, 2020, 1:48 AM by Maturos Lophong


บอร์ดออมสิน มีมติเห็นชอบ เลือก “วิทัย รัตนากร”

เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่


คณะกรรมการธนาคารออมสิน เห็นชอบตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มติคัดเลือก นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ แทน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ที่จะหมดวาระ เผย นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ พร้อมนำพาองค์กรปฏิบัติหน้าได้เจริญก้าวหน้า เตรียมเสนอ ธปท. ก่อนเสนอรมว.คลัง เห็นชอบแต่งตั้งต่อไป 




นายพชร อนันตศิลป์ ประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการธนาคารฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่มี นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ กรรมการธนาคารออมสิน เป็นประธานกรรมการสรรหาฯ เพื่อดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ดำรงตำแหน่งต่อจาก นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ที่จะหมดวาระในวันที่ 14 มิถุนายน 2563 โดยได้ออกประกาศสรรหาบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 นั้น 

บัดนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ดำเนินการตามกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้สนใจสมัครทั้งสิ้น 4 คน และผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นจำนวน 3 คน ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เชิญมาสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ด้วยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ที่จะสามารถนำพาธนาคารออมสินเจริญก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง สามารถ ปฏิบัติงานตามภารกิจและพันธกิจขององค์กรให้สำเร็จลุล่วง ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารออมสิน ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการสรรหาฯ แล้ว


สำหรับขั้นตอนต่อไป ธนาคารฯ จะนำเสนอผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำเสนอชื่อต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบประกาศแต่งตั้งต่อไป.

คปภ. ถกภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เร่งออก 10 มาตรการเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

posted Mar 13, 2020, 2:33 AM by Maturos Lophong



คปภ. ถกภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เร่งออก 10 มาตรการเพิ่มเติม

เพื่อลดผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยมี ศูนย์กลางการแพร่ระบาด ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักงาน คปภ. ได้เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้ออกมาตรการในการดูแลช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 Coronavirus (2019-nCoV) อย่างต่อเนื่อง ไปแล้ว นั้น

ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าว ยังไม่คลี่คลายและส่งผลกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมประกันภัยและภาคธุรกิจ
ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง ที่นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทาง
เป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการลดจำนวนเที่ยวของการขนส่งสินค้า ดังนั้น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ประกอบด้วย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกัน
วินาศภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และสมาคมนายหน้าประกันภัย เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม โดยได้ข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ดังนี้




มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมประกันภัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง


มาตรการที่ 1 จะออกคำสั่งนายทะเบียน เพื่อปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ใช้ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย โดยจากเดิมกำหนดที่อัตรามากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 2 เป็นมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 1 เพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 และสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ

มาตรการที่ 2 จะออกคำสั่งนายทะเบียน เพื่อขยายระยะเวลาของมาตรการในคำสั่งนายทะเบียนที่ออกไปแล้วเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ดังนี้

ด้านการประกันชีวิต

1. ผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ในกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันเดิม

2. ยกเว้นดอกเบี้ยกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตสิ้นผลบังคับ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 หากผู้เอาประกันภัยขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันชีวิต ภายใน 6 เดือน 

3. ผ่อนผันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ หรือมีการกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัทอาจยกเว้นหรือปรับลดดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน


4. อนุญาตให้มีการผ่อนผันให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยในแต่ละงวด โดยไม่คิดดอกเบี้ย
เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ในกรณีผู้เอาประกันภัยมีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัยใดๆ ก็ตาม 
หรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยรายงวดที่น้อยกว่า 1 ปี โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัย 
ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

5. ขอความร่วมมือบริษัทประกันชีวิตให้ผ่อนคลายการกำหนดจำนวนเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์ โดยให้มีการปรับเพิ่มเพดานขั้นสูงของจำนวนเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์

6. ให้บริษัทประกันชีวิตสามารถลดอัตราเบี้ยประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพ ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเบี้ยประกันภัย กรณีทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และวันเริ่มต้นคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2563

ด้านประกันวินาศภัย

1. ผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันสุขภาพ หรือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองเดียวกัน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยให้ขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม

2. ผ่อนผันเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัย โดยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวดได้ สำหรับการประกันภัยอัคคีภัย และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่กำหนดไว้ในรายงานสถิติธุรกิจประกันวินาศภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ที่มีการทำสัญญาหรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยตามสัญญาในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

3. ให้บริษัทประกันวินาศภัยอาจเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการเริ่มต้นและสิ้นสุดความคุ้มครองของการประกันภัยการเดินทางได้ ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีกำหนดเดินทาง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนการเดินทาง ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้บริษัททราบก่อนวันเริ่มต้นความคุ้มครองเดิม

4. จะออกคำสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยสามารถลดอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยโดยตรงกับบริษัทได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเบี้ยประกันภัย (สำหรับการประกันภัยอัคคีภัย และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่กำหนดไว้ในรายงานสถิติธุรกิจประกันวินาศภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) โดยต้องเป็นการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และวันเริ่มต้นคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ ต้องไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2563

ด้านคนกลางประกันภัย

1. ออกประกาศให้ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย ตัวแทนประกัน
วินาศภัย ที่ได้รับผลกระทบและใบอนุญาตฯ สิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 สามารถยื่นขอขยายระยะเวลาขอต่ออายุใบอนุญาตได้ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2563



2. ขอความร่วมมือตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันวินาศภัย ชะลอหรืองดการเข้าสอบหรือการเข้าอบรมตามหลักสูตรขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตฯ นับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

3. ให้ผู้เข้าสอบที่เดินทางกลับมา หรือเดินทางผ่าน หรือได้ทำกิจกรรมในระยะใกล้ชิด หรือ สัมผัสกับบุคคล
ที่เดินทางกลับมา หรือเดินทางผ่านจากประเทศหรือเขตปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา COVID-19 
ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ภายใน 14 วัน ก่อนวันสอบต้องยื่นขอเลื่อนสอบไปยังหน่วยงานจัดสอบหรือสำนักงาน คปภ.ตามที่ได้สมัครสอบไว้

มาตรการที่ 3 เพื่อบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สำนักงาน คปภ. จึงมีมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

1. สำหรับกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับและรถยนต์ที่เอาประกันภัยนั้นไม่ได้มีการใช้เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ผู้ประกอบการฯ สามารถแจ้งหยุดการใช้รถได้ โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยในช่วงระยะเวลา
ที่หยุดให้แก่ผู้ประกอบการฯ หรือผู้ประกอบการฯสามารถตกลงกับบริษัทผู้รับประกันภัยเพื่อนำเบี้ยประกันภัยที่ได้รับคืนมาขยายระยะเวลาเอาประกันภัยได้

2. สำหรับกรมธรรม์ใหม่และกรมธรรม์ที่มีการต่ออายุ สำนักงาน คปภ. จะดำเนินการออกมาตรการระยะสั้น ด้วยการออกคำสั่งนายทะเบียนให้บริษัทพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยอาจให้ส่วนลดอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนเบี้ยประกันภัย 
สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกประเภทสำหรับการทำสัญญากับบริษัทประกันภัย ตั้งแต่วันที่มีผลบังคับตามคำสั่งนายทะเบียน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และปรับปรุงแก้ไขประกาศ คปภ./ข้อบังคับ ให้บริษัทพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยอาจผ่อนผันให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง แบ่งชำระเบี้ยประกันภัยรถยนต์เป็นรายงวดได้ สำหรับผู้ประกอบการฯ ที่มีการทำสัญญาหรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยตามสัญญา ตั้งแต่วันที่มีผลบังคับตามคำสั่งนายทะเบียน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

มาตรการที่ 4 จัดทำแนวปฏิบัติ เรื่อง การจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องสำหรับการการรับมือเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID -19 ของบริษัทประกันภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ภาคธุรกิจไปปรับใช้ในการทบทวนและจัดทำแผน BCP ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์แต่ละระดับ

มาตรการที่ 5 ผ่อนผันการจัดส่งรายงานการดำรงเงินกองทุนประจำปี รายไตรมาส และรายเดือน รวมถึงกรอบและนโยบายการบริหารความเสี่ยง และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและแผนธุรกิจของบริษัทออกไปอีกไม่เกิน 
30 วัน นับจากวันที่กำหนดให้ส่งรายงาน โดยให้บริษัทขอผ่อนผันต่อนายทะเบียนเป็นรายกรณี

มาตรการที่ 6 ผ่อนผันการยื่นรายงานทางการเงินของบริษัทประกันภัย โดยผ่อนผันให้ครั้งละไม่เกิน 30 วันนับแต่วันครบกำหนด โดยให้บริษัทขอผ่อนผันต่อนายทะเบียนเป็นรายกรณี

มาตรการที่ 7 ผ่อนผันการยื่นงบการเงินและรายงานต่าง ๆ ของนายหน้าประเภทนิติบุคคล โดยผ่อนผันให้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด โดยให้นายหน้าประเภทนิติบุคคลขอผ่อนผันต่อนายทะเบียนเป็นรายกรณี

มาตรการที่ 8 ให้นายหน้าประกันภัยประเภทนิติบุคคลต้องมีความพร้อมกรณีที่บริษัทประกันภัยคู่สัญญาประกาศใช้แผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

มาตรการที่ 9 ปรับแผนการตรวจสอบ โดยเน้นการตรวจสอบนอกที่ทำการบริษัท (off-site inspection) แทนการเข้าตรวจสอบ ณ ที่ทำการบริษัท (on-site inspection) เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัส
โควิด 19 และใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมในการตรวจสอบ

มาตรการที่ 10 ผ่อนผันให้บริษัทสามารถขออนุญาตปิดที่ทำการติดต่อกับประชาชนบางพื้นที่หรือบางสาขา เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 

ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย 
เห็นด้วยกับการที่สำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยในช่วงที่มีการระบาดของโรคในระยะแรก ทุกภาคส่วนมีความห่วงใยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และได้ร่วมกันหารือ
เพื่อออกมาตรการต่าง ๆ เพราะการระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ไม่ได้กระทบเฉพาะในส่วนของผู้บริโภค แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการด้วย ซึ่งการประชุมในวันที่ 12 มีนาคม 2563 ได้มีการหารือมาตรการในการบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับการผ่อนผันและมีแผนรองรับในการให้บริการประชาชน
ได้อย่างต่อเนื่องจึงส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการช่วยเหลือเยียวยาแบบครบวงจร

ด้านนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย ให้ความเห็นว่า ในฐานะผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทย ขอขอบคุณ สำนักงาน คปภ.ที่ออกมาตรการด้านประกันภัยในมิติต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ สำนักงาน คปภ.ได้มีการปรับเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยไทยด้วยการเปิดกว้างให้บริษัทประกันภัยสามารถลงทุนได้หลากหลายสอดคล้องกับลักษณะของความเสี่ยงและภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัย ทำให้
ภาคธุรกิจประกันภัยปรับการลงทุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจกันบ้างแล้ว ดังนั้น การออกมาตรการด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยและภาคธุรกิจประกันภัยรวมไปถึงภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งขณะนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ 
ทางสมาคมประกันชีวิตไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า การบริหารต้นทุนของภาคธุรกิจ
ถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น หากสำนักงาน คปภ. พิจารณามาตรการด้านการบริหารต้นทุน หรือการบังคับใช้กฎเกณฑ์มาตรฐานทางบัญชี ไปด้วย ก็จะสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน รวมทั้งภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นอย่างยิ่ง จึงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านประกันภัยในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ การประชุมครั้งนี้ เป็นการเติมเต็มมาตรการเสริมจากมาตรการที่เคยออกไปก่อนหน้านี้ โดยในครั้งนี้มุ่งไปที่การเยียวยาภาคธุรกิจประกันภัยและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขอย้ำว่ามาตรการที่กำหนดทุกมาตรการเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งสำนักงาน คปภ.จะ monitor สถานการณ์และ


ความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย                         

เคทีซีเปิดเวทีเสวนา “KTC FIT Talks 6

posted Mar 11, 2020, 1:04 AM by Maturos Lophong


 เคทีซีเปิดเวทีเสวนา “KTC FIT Talks 6 


“เจาะลึก..อะไรจะเกิดขึ้น? เมื่อมาตรฐาน TFRS9 เข้ามา”


นายชุติเดช ชยุติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส – คอร์ปอเรท ไฟแนนซ์ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค เปิดเวทีเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “KTC FIT Talks 6: เจาะลึก..อะไรจะเกิดขึ้น? เมื่อมาตรฐาน TFRS9 เข้ามา” โดยเชิญ ดร.ศุภมิตร เตชะมนตรีกุล หุ้นส่วนสำนักงานด้านการสอบบัญชี บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด ร่วมเป็นวิทยากรพิเศษ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง เมื่อมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 (Thai Financial Reporting Standards: TFRS 9) เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 และการรับมือของสถาบันการเงินไทย ความเปลี่ยนแปลง ความเสี่ยงและผลกระทบที่เกี่ยวข้อง โดยคุณชุติเดชได้ยืนยันว่ามาตรฐาน TFRS9 ทำให้การรายงานตัวเลขทางการเงินของบริษัทมีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่มีผลกระทบอย่างใดกับการปฏิบัติงานจริง งานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุมใหญ่ “เคทีซี”ชั้น 14 อาคารสมัชชาวาณิช 2 พร้อมออกอากาศสดผ่านเฟซบุ๊คไลฟ์ (Facebook Live) ทางเพจ #KtcCsrClub



ดร.ศุภมิตร กล่าวถึงสาระสำคัญของมาตรฐาน TFRS 9 ว่า “TFRS 9 คือ มาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 9 : เครื่องมือทางการเงินที่ใช้ลงบัญชีของกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs: Publicly Accountable Entities) อันได้แก่ บริษัทมหาชน กิจการที่ต้องระดมเงินในวงกว้างโดยการออกตราสารหนี้ ตราสาร ทุน หรือเอกสารแสดงสิทธิ เช่น สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์และกองทุนรวม ฯลฯ รวมถึงกิจการที่กำลังขอจดทะเบียนออกตราสารในตลาดหลักทรัพย์ โดยได้มีการบังคับใช้มาตรฐาน TFRS9 ในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา” 

“มาตรฐาน TFRS9 ได้ปรับเปลี่ยนหลักการเกี่ยวกับการจัดประเภทและการวัดมูลค่าของเครื่องมือทางการเงิน และการด้อยค่าของเครื่องมือทางการเงิน โดยมีส่วนที่สำคัญคือ การกันเงินสำรองเพื่อรองรับผลเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากสินทรัพย์และภาระผูกพัน เช่น เงินให้สินเชื่อ เงินลงทุนในตราสารหนี้ สัญญาค้ำประกันทางการเงิน วงเงินที่ยังไม่ได้เบิกใช้ จากแนวคิดเดิมที่กันเงินสำรองจากความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว (Incurred Loss) มาเป็นการกันสำรองเพื่อรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Expected Loss: EL) เพื่อให้เงินสำรองสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตตลอดอายุของลูกหนี้ โดยกำหนดให้พิจารณาจากข้อมูลทั้งในอดีต ปัจจุบัน และเหตุการณ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต (Forward-looking Information) โดยพิจารณากันเงินสำรองต่างกันตามสถานะหรือชั้น (Stage) ของลูกหนี้”

ลูกหนี้ Stage 1 กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตไม่เปลี่ยนแปลงจากวันแรกของการให้สินเชื่อ ให้กันเงินสำรองเพื่อรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1 ปีข้างหน้า (1-year EL) 

ลูกหนี้ Stage 2 กลุ่มที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ลูกหนี้Stage 3 กลุ่มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Non-performing loan: NPL) ให้กันเงินสำรองรองรับความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดอายุของลูกหนี้ (Lifetime EL) ทำให้สถาบันการเงินรับรู้เงินสำรองเร็วขึ้นตามสถานะของลูกหนี้ที่เปลี่ยนแปลงไป และงบการเงินสะท้อนฐานะที่แท้จริงอย่างเป็นปัจจุบัน

“สำหรับงบการเงินจะเปลี่ยนแปลงการแสดงรายการแบบใหม่ ตามแนวทางการจัดประเภทและการวัดมูลค่าที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเพิ่มบางรายการ เช่น สินทรัพย์ หนี้สินทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุน (Fair value through PL: FVTPL) และงบกำไรขาดทุนจะมีการเปลี่ยนแปลงบางรายการ เช่น กำไร (ขาดทุน) จากการวัดมูลค่าเครื่องมือทางการเงินประเภทต่างๆ ผ่านกำไรขาดทุน (FVTPL) หรือกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (Fair Value through Other Comprehensive Income: FVOCI) และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้งบการเงินทราบถึงรูปแบบการประกอบธุรกิจ และวัตถุประสงค์ในการถือครองสินทรัพย์ของกิจการ หากมีวัตถุประสงค์ในการถือครองสินทรัพย์เพื่อมุ่งหวังกำไรระยะสั้น จะรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเข้างบกำไรขาดทุน (FVTPL) แต่หากถือเพื่อมุ่งหวังกระแสเงินสดและขายในอนาคต จะรับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเข้างบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น (FVOCI) แต่หากถือเพื่อมุ่งหวังเพียงกระแสเงินสดตามสัญญา จะวัดมูลค่าด้วยวิธีราคาทุนตัดจำหน่ายและมีการกันสำรองตามที่กล่าวข้างต้น สำหรับอัตราส่วนทางการเงินบางรายการก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เช่น เงินให้สินเชื่อใน Stage 2 ratio อาจมากกว่า Special Mention (SM) ratio เดิม เนื่องจากขอบเขตการนับลูกหนี้ที่กว้างกว่า ในขณะที่ Net Interest Margin (NIM) อาจกว้างขึ้นแต่ไม่มาก เนื่องจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจากส่วนที่คาดว่าจะได้รับคืนของลูกหนี้ NPL”



นายชุติเดช กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับเคทีซีบนมาตรฐาน TFRS 9 ว่า “การนำมาตรฐานบัญชี TFRS9 มาใช้สำหรับงบการเงินเคทีซีที่มีรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไปนั้น จะเป็นการเปลี่ยนแปลงในการรายงานตัวเลขทางการเงินมากกว่าที่จะเป็นผลกระทบต่อการปฏิบัติงานจริง ซึ่งสิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดจะมาจากแนวทางการตัดหนี้สูญที่เข้มข้นกว่ามาตรฐานเดิม โดยรายงานตัวเลขทางการเงินตาม TFRS9 จะแตกต่างไปจากเดิม 5 เรื่องด้วยกัน ดังนี้ 

1. การเปลี่ยนแปลงการตัดหนี้สูญ (Write off) กับการบันทึกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หรือลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระเกินกว่า 90 วัน โดยการตัดหนี้สูญจะทำได้ช้าลง เนื่องจากหนี้สูญที่ตัดออกเพื่อการใช้สิทธิทางภาษี จะยังไม่ถูกตัดออกจากรายงานจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่สามารถเรียกเก็บหนี้ได้อีกต่อไป ดังนั้น หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) บนมาตรฐานใหม่ TFRS9 จะเทียบเคียงได้กับ Write off + NPL ตามมาตรฐานเดิม เช่น เดิมบริษัท A ตัดหนี้สูญปีละประมาณ 7-8% คงเหลือ NPL ประมาณ 1% แต่ภายใต้ TFRS9 จะรายงานประมาณ 8-9% ทำให้เห็นว่าตัวเลข NPL ตามมาตรฐานใหม่ดูสูงขึ้น

2. การเปลี่ยนแปลงการบันทึก NPL กับตัวชี้วัดสำคัญทางการเงิน

ด้วย NPL ที่รายงานภายใต้ TFRS9 มีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้อัตราส่วนที่เกี่ยวข้องมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อลูกหนี้รวม (Allowance/Port) ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อลูกหนี้ที่อายุเกิน 90 วัน (NPL Coverage) เช่น ภายใต้มาตรฐานใหม่อัตราส่วนของ Allowance/Port ตามตัวเลขฐานใหม่อาจจะอยู่ประมาณ 9%-11% และ NPL Coverage อาจจะเป็นประมาณ 100%-200% ทั้งนี้ เมื่อมีการนำ TFRS9 มาใช้เต็มรูปแบบ จะทำให้สามารถประมาณการอัตราส่วนดังกล่าวได้ชัดเจนขึ้น

3. การเปลี่ยนแปลงการบันทึกรายได้

ภายใต้มาตรฐานใหม่ TFRS9 ที่กำหนดให้บริษัทยังคงต้องรับรู้รายได้ดอกเบี้ยจาก NPL ไปจนกว่า

NPL ดังกล่าวจะถูกตัดเป็นหนี้สูญ แม้ว่าจะอยู่ใน Stage 3 แล้วก็ตาม


4. การบันทึกกำไรทางบัญชีเพิ่มขึ้น

มาตรฐาน TFRS9 กำหนดให้บริษัทต้องตั้งสำรองสำหรับ NPL ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ตามจำนวนที่ได้จากการคำนวณตาม ECL Model (Expected Credit Loss Model) ซึ่งจะไม่ใช่การตั้งสำรองเต็ม 100% เหมือนเดิม และด้วยมาตรฐาน TFRS9 ที่กำหนดไว้ ในกรณีที่มีส่วนต่างของรายได้ดอกเบี้ยและสำรองในส่วนของดอกเบี้ยที่น้อยกว่า 100% ให้รับรู้ผลต่างนั้นในงบกำไรขาดทุนด้วย ซึ่งมีผลให้กำไรทางบัญชีเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ด้วยจำนวนของสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่เคทีซีมีอยู่ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 เมื่อได้คำนวณตาม ECL Model แล้ว มีส่วนที่เกินอยู่จำนวนหนึ่ง ฝ่ายจัดการของบริษัทฯ จึงพิจารณา Management Overlay จำนวนหนึ่งเพิ่มเติมตามกำหนดในมาตรฐาน TFRS9 จึงทำให้เมื่อเข้าสู่ TFRS9 จะไม่มีสำรองส่วนเกิน”


เคทีซีมีผลประกอบการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ดังนี้ กำไรสุทธิ 5,524 ล้านบาท พอร์ตลูกหนี้การค้ารวมเท่ากับ 85,834 ล้านบาท ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี แบ่งเป็นธุรกิจบัตรเครดิต 2,510,914 บัตร พอร์ตลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 56,653 ล้านบาท NPL รวม 1.06% NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 0.93% ธุรกิจสินเชื่อบุคคลมีจำนวนทั้งสิ้น 888,342 บัญชี ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม 28,933 ล้านบาท NPL ของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 0.92%

เจนเนอราลี่ ชักธงรบ ตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 40% ในปี 63

posted Feb 27, 2020, 7:37 PM by Maturos Lophong



เจนเนอราลี่ ชักธงรบ ตั้งเป้าเติบโตมากกว่า 40% ในปี 63 


ชูแคมเปญ MDRT 3ปี 3ล้าน ต่อเนื่อง

เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต ชูแคมเปญสุดยอดโบนัส MDRT 3 ปี 3 ล้านลุยต่อ หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมาก หวังผลงานเติบโตมากกว่า 40% จากปีที่ผ่านมา สวนกระแสเศรษฐกิจในยุคดอกเบี้ยขาลง พร้อมเร่งสปีดรีครูททีมผู้นำที่มี

ศักยภาพเสริมทัพ ควบคู่กับการมุ่งเน้นสร้างโมเดลตัวแทน Full-Time (FP – Financial Planner) พร้อมแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของตลาดและลูกค้า เพื่อตอกย้ำในการเป็นเพื่อนผู้เคียงข้างลูกค้าในทุกช่วงเวลาของชีวิต (Life Time Partner)

นายกรสยาม นนทรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายช่องทางจัดจำหน่ายผ่านตัวแทน (CAO) บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงกลยุทธ์ของช่องทางเอเจนซี่ และทิศทางการเติบโตในปี 2563 บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญ ในการมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพตัวแทนประกันชีวิตที่มีคุณภาพ การเสริมทัพกลุ่มผู้บริหารตัวแทนระดับ Group Manager (GM) และ Sales Manager (SM) ที่มีศักยภาพ มาร่วมงานกับบริษัทฯ รวมไปถึงการรีครูทและพัฒนากลุ่มตัวแทนที่ปรึกษาทางการเงินรุ่นใหม่ (FP - Financial Planner) มาเสริมทีม โดยในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 300 คน และมีเป้าหมายเติบโตเพิ่มเป็น 650 คนในปีนี้ ในขณะเดียวกันทางบริษัทยังตัดสินใจในการขยายแคมเปญ “MDRT BONUS’ 3ปี รับโบนัส 3 ล้านบาท ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลักจากแคมเปญประสบความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมและที่สำคัญเพื่อเป้าหมายการเติบโตในปี 2563 นี้ โดยตั้งเป้า มีรายได้เติบโตอย่างน้อย 40% จากปีก่อน


อีกทั้งแคมเปญ ‘MDRT 3ปี รับโบนัส 3 ล้านบาท’ ที่มีกระแสการตอบรับที่ดี นับเป็นปีที่เจนเนอราลี่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการพัฒนาศักยภาพและสร้างฐานของตัวแทน FP ที่มีคุณภาพ ทำให้ล่าสุดบริษัทฯ มีตัวแทนที่ติดคุณวุฒิ MDRT (Million Dollar Round Table) เติบโตจากปี 2561 ถึง 600% ขณะเดียวกันยังสามารถสร้างตัวแทนให้ติดวุฒิ TNQA (Thailand National Quality Awards) ซึ่งเป็นคุณวุฒิระดับประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพของธุรกิจได้สำเร็จ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และสะท้อนภาพในการมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพตัวแทนอย่างชัดเจน” 

สำหรับต้นปีที่ผ่าน บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทนได้จัดสัมมนาประชุมผู้บริหารทั่วประเทศภายใต้สโลแกน “Year of Lion Spirit” จิตวิญญาณแห่งผู้ชนะ เพื่อรับฟังทิศทางนโยบายและกลยุทธ์หลักสำหรับปี 2563 เพื่อให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยนาย กรสยาม นนทรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านตัวแทน ได้ประกาศกลยุทธ์หลักสำคัญ 3 ข้อ

(1) Active คนเดิม: สนับสนุนตัวแทนเก่าให้มีผลงานอย่างต่อเนื่อง

(2) เสริมแม่ไก่: การเสริมทัพผู้บริหารที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมงาน

(3) คิดใหญ่ FP: การเติบโตและพัฒนาตัวแทน Full Time อย่างยั่งยืน


“อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปีนี้มีการคาดการณ์การเติบโตภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตที่ชะลอตัวลง เนื่องจากหลากหลายปัจจัยจากปีที่ผ่านมาซึ่งยังคงมีผลสืบเนื่องมาถึงปัจจุบัน และขณะเดียวกันยังมีปัจจัยภายนอกจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงผันผวน แต่เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเกิดการตื่นตัว เกี่ยวกับการเตรียมแผนรองรับความพร้อมสู่วัยเกษียณ การวางแผนด้านสุขภาพเนื่องจากปัจจุบันมีโรคใหม่ๆที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมรองรับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว ยังถือเป็นโอกาสของธุรกิจประกันชีวิต ตลอดจนผู้บริโภค ให้ความสำคัญต่อการวางแผนคุ้มครองชีวิตและสุขภาพมากขึ้น

รวมถึงปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น การอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค การเบิกจ่ายงบประมาณ ที่ยังคงค้าง การส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตโดยหน่วยงานกำกับ ซึ่งปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยด้านบวกที่จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจประกันชีวิตในปี 2563 ขยายตัวได้” นายกรสยามกล่าว



















สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์เบี้ยประกันชีวิตปี 63 ไม่มีการเติบโต

posted Feb 19, 2020, 2:05 AM by Maturos Lophong


สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์เบี้ยประกันชีวิตปี 63 ไม่มีการเติบโต 

สมาคมประกันชีวิตไทยแจงธุรกิจประกันชีวิตปี 2562 เติบโตลดลงที่ร้อยละ 2.63 ด้วยผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวม 610,914.11 ล้านบาท และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ร้อยละ 80 คาดการณ์ปี 2563 ธุรกิจประกันชีวิตจะไม่มีการเติบโต โดยจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 610,000 ล้านบาท เหตุปัจจัยท้าทายรอบด้าน

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตไม่สูงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจากปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ที่ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอันเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา มาตรการจากภาครัฐ อาทิ จากหลักเกณฑ์ในเรื่องมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS17 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(Privacy Law) การยกระดับพฤติกรรมทางการตลาดของธุรกิจประกันชีวิต (Market Conduct) ที่กระทบต่อตัวแทนและนายหน้า ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนจากตัวเลขของช่องทางการเติบโตของแบงก์แอสชัวรันส์ที่ลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง
ร้อยละ 10.66 นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอัตราความเสียหาย จากคนกลางและการฉ้อฉลประกันภัย (Fraud & Abuse) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการรับประกันสุขภาพ การเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำที่กระทบต่อการลงทุนและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต



จากปัจจัยท้าทายเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม (มกราคม – ธันวาคม 2562) 610,914.11 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตลดลงร้อยละ 2.63 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 178,487.45 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลงร้อยละ 1.07 โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 108,737.99 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.65 เบี้ยประกันภัยรับจ่ายครั้งเดียว 69,749.45 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 17.68 เบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป (Renewal Year Premium) 432,426.66 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 3.25 ซึ่งมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิตร้อยละ 80




สำหรับเบี้ยประกันภัยรับจำแนกตามช่องทางการจำหน่าย ปี 2562 เป็นดังนี้

อันดับ 1 การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต จำนวน 315,616.85 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 51.66

หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.32 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 2 การขายผ่านธนาคาร จำนวน 250,564.71.ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 41.01

หรือเติบโตลดลงร้อยละ 10.66 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 3 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 14,908.58 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 2.44

หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.01 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 4 การขายผ่านช่องทางอื่น ๆ 29,823.95 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 4.88

หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.99 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา


สำหรับปี 2563 คาดว่าธุรกิจประกันชีวิต จะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม ประมาณ 610,000 ล้านบาท ไม่มีการเติบโต เหตุเพราะการดำเนินงานยังคงต้องเผชิญกับความกดดันจากปัจจัยท้าทายของปีที่ผ่านมาซึ่งยังคงมีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ของประเทศไทยในปีนี้ที่ร้อยละ 1.5 เหตุเศรษฐกิจของประเทศได้เผชิญกับปัจจัยลบจากการท่องเที่ยวที่หดตัวลงอันเป็นผลสืบเนื่องจากการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปกับปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และนำเงินบางส่วนไปใช้ชำระหนี้ภาคครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระทบด้านภูมิศาสตร์ ภาวะภัยแล้ง ภาวะการว่างงาน ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ผู้บริโภคมีความต้องการเฉพาะเจาะจง ธุรกิจประกันชีวิตจึงต้องมีการปรับตัว และมีการลงทุนเกี่ยวกับนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกัน digital disruption และสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นได้ทั้งปัจจัยที่ท้าทายและปัจจัยส่งเสริมธุรกิจ



อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจทำให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถเติบโตได้มาจากปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น การอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค การเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังคงค้าง การส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตโดยหน่วยงานกำกับ ซึ่งล่าสุดได้มีประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต / บริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2563 ออกเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยไทยให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยการเปิดกว้างให้บริษัทประกันสามารถลงทุนได้มากขึ้นในหลากหลายรูปแบบ


อีกทั้งยังมีปัจจัยส่งเสริมจากภาคธุรกิจ อาทิ บริษัทประกันชีวิตมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายตรงกับตามความต้องการของประชาชน และมุ่งพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลาย นอกเหนือจากการจำหน่ายผ่านตัวแทนฯ เช่น การขายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบออนไลน์ แอปพลิเคชันต่าง ๆ การขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นต้น พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบการให้บริการให้ทันสมัย สะดวกสบาย และสร้างความประทับใจในการใช้บริการ เพื่อรองรับ Life Style ของลูกค้าแต่ละราย การตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณ จึงทำให้ประชาชนให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง การวางแผนคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การหาผลตอบแทนด้วยช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่ให้ทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทนในแง่ของการลงทุน 

สำหรับทิศทางธุรกิจประกันชีวิตปี 2563 ธุรกิจประกันชีวิตจะต้องปรับลดการขายผลิตภัณฑ์ที่เคยให้ผลตอบแทนสูงเช่น Single Premium หรือแบบประกันชีวิตที่การันตีผลตอบแทนออกจากตลาด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง โดยเน้นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน เช่น ยูนิตลิงก์ (Unit- Linked ) ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองระยะยาว เช่น แบบประกันชีวิตตลอดชีพ แบบประกันบำนาญ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ

ถึงแม้ปี 2563 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจประกันชีวิต หากแต่ยังมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจประกันชีวิตจะยังคงเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น เพราะธุรกิจประกันชีวิตมีความจำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงของคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัว ค่ารักษาพยาบาลที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกปีตามวิวัฒนาการทางการแพทย์ ตลอดจนการตระหนักรู้ของประชาชนจากภาวะโรคอุบัติใหม่ หรือการแพร่กระจายของโรค เช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครองชีวิตและค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนเงินผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

นอกจากนี้แล้วภาคธุรกิจยังได้มีการตั้งรับและเตรียมตัวอย่างดีต่อปัจจัยท้าทายรอบด้าน พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือทั้งจากทางภาคอุสาหกรรมและหน่วยงานกำกับ โดยมีสมาคมประกันชีวิตไทยเป็นแกนกลางในการประสาน พันธกิจต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยท้าทาย ทั้งในรูปแบบรับฟังความคิดเห็น การจัดตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยเพื่อทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เช่น ว่าจ้างที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายมาช่วยแนะนำผลกระทบของธุรกิจประกันชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ต่อพรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล คณะทำงานเรื่องผลกระทบมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS17 คณะทำงานเรื่องผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งนำไปสู่การทดสอบ RBC 2 การดำรงเงินกองทุน และคณะทำงานเกี่ยวกับความจำเป็นทางการแพทย์ โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมเป็นประธานเพื่อกำกับและติดตามงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืนไม่ว่าเศรษฐกิจจะมีทิศทางอย่างไรก็ตาม นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติม

‘Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019’

posted Feb 17, 2020, 1:10 AM by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศผลรางวัล 

‘Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019’

ยกระดับมาตรฐานบริการที่เป็นเลิศเพื่อมอบให้กับลูกค้า

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ โครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019 เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ‘Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019’ ให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ให้บริการด้านการประกันสุขภาพร่วมกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้อย่างดีเยี่ยม โดยมี นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ในฐานะกรรมการด้านสื่อสารมวลชน นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล Healthcare Quality & Accreditation Expert สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ในฐานะกรรมการด้านการแพทย์ คุณวิลาสินี พุทธิการันต์ ที่ปรึกษาฝ่ายงานธุรกิจ Fix Broadband บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการด้านการบริการ พร้อมด้วยนายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรม Swissotel Bangkok Ratchada

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดโครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019 ขึ้นเป็นปีที่ 5 โดยตลอดทุกปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ซึ่งโครงการฯ ได้ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ และโรงพยาบาลคู่สัญญา 320 แห่งทั่วประเทศ ในการยกระดับการให้บริการด้านการคุ้มครองสุขภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่เป็นเลิศ มีมาตรฐาน และเกิดความพึงพอใจสูงสุด เป็นไปตามนโยบายหลักของบริษัทฯ ในการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม (Innovation) พร้อมก้าวเคียงคู่ไปกับลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมตอกย้ำจุดยืนนโยบาย “MTL Everyday Life Partner” ที่พร้อมเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน ระหว่างผู้เอาประกันภัย โรงพยาบาล และบริษัทฯรวมไปถึงความร่วมมือกันในการพัฒนาบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่หันมาให้ความสำคัญและดูแลใส่ใจเรื่องของสุขภาพมากยิ่งขึ้น



โดยการมอบรางวัล Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019 แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้แบ่งออกเป็น


รางวัลสูงสุด “The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019”

สำหรับโรงพยาบาลที่มีผลรวมคะแนนสูงสุดตามน้ำหนัก (Weight Score) ในแต่ละหัวข้อรางวัล



และรางวัลความเป็นเลิศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย


1. รางวัลด้านความรวดเร็ว มีคุณภาพและเข้าใจความต้องการของลูกค้า

2. รางวัลด้านการริเริ่ม เปิดรับ ตอบรับนวัตกรรมใหม่

3. รางวัลด้านการบริหารจัดการทางการแพทย์

4. รางวัลด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร

5. รางวัลด้านการดูแลใส่ใจอย่างเป็นเลิศ






สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาโรงพยาบาลที่จะได้รับรางวัลดังกล่าว จะประเมินจากข้อมูล 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1. ความถูกต้อง ครบถ้วนของการให้บริการผ่านโครงการต่าง ๆ ของบริษัทฯ และส่วนที่ 2. ความพึงพอใจของลูกค้า ผู้เอาประกันภัยที่ใช้บริการในโรงพยาบาล โดยจะมีบริษัทให้บริการวิจัยการตลาดและการประเมินผลชั้นนำของโลกเป็นผู้สำรวจ ทั้งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการบริการ ด้านสื่อสารมวลชน และด้านสังคมและจริยธรรม ร่วมกันพิจารณาตัดสินรางวัลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและน่าเชื่อถือ


นายสาระ กล่าวอีกว่า รางวัลดังกล่าวจะเป็นเครื่องตอกย้ำให้ผู้เอาประกันภัย มีความเชื่อมั่นในคุณภาพและบริการที่ได้รับ อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจแก่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับรางวัล และเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนผลักดันให้พนักงาน รวมถึงองค์กรได้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

“ทิพยประกันภัย” ผนึกกำลัง “เวลธ์ติ”

posted Feb 12, 2020, 1:52 AM by Maturos Lophong


“ทิพยประกันภัย” ผนึกกำลัง “เวลธ์ติ”
ตอกย้ำความเป็น “Digital Insurance” ขายประกันภัย

Micro Insurance ผ่าน แอปฯ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย


บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านดิจิทัลอินชัวรันส์ ผนึกกำลัง
บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันผลิตภัณฑ์ทางการเงินบนมือถือ “WEALTHI” หรือเวลธ์ติ สร้างปรากฏการณ์การขายประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) ราคาประหยัดเพียง 100 บาท/ปี ทุน 100,000 บาท และพรบ.รถยนต์ ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสเข้าถึงการประกันภัย พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ที่มีพฤติกรรมการใช้บริการและซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินผ่านมือถือ

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทิพยประกันภัย ยืนยันถึงนโยบายในการสนับสนุน Startup อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ know how เกี่ยวกับการประกันภัย สำหรับในแอปพลิเคชัน “ WEALTHI“ นั้น เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Micro insurance เพื่อให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของ WEALTHI ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่ายขึ้น โดยเฟสแรก ทิพยประกันภัย ได้นำประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) ราคาประหยัดเพียง 100 บาท/ปี ทุน 100,000 บาท และพรบ.รถยนต์ เข้าไปให้บริการในแอปพลิเคชันก่อน หลังจากนั้นจะออกแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของ WEALTHI รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิกที่มีประวัติดีอีกด้วย

ดร.สมพร กล่าวต่อว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากที่เราจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยราคาถูกแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือและช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยได้มีความมั่นคงอีกด้วย

นายธวัชชัย อิงบุญมีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด เปิดเผยว่า “การให้บริการของ WEALTHI ในปัจจุบัน ได้มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินทั่วไปในตลาดโดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคาร โดย WEALTHI ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มนี้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ซึ่งในปัจจุบันลูกค้ากลุ่มดังกล่าวยังมีจำนวนน้อยที่มีการซื้อประกันภัย ดังนั้นการร่วมมือกับทิพยประกันภัย ออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยใน

รูปแบบดิจิทัลครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการกับกลุ่มลูกค้า โดยจะเป็นการสร้างความสะดวกสบายในการซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) และพรบ.รถยนต์ให้แก่ลูกค้า พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการที่มีประวัติดีได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการดีขึ้นในระยะยาว และ WEALTHI พร้อมที่จะร่วมมือกับทิพยประกันภัย เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต”

คุณเควก ฮองซิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ฟินิกซิคท์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการการระดมทุนผ่านระบบคราวด์ฟันดิง ภายใต้แพลตฟอร์ม สินวัฒนาคราวด์ฟันดิง เปิดเผยว่าการร่วมมือกันระหว่างบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท Startup อย่าง WEALTHI นั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ Startup ของคนไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น และสนับสนุนนโยบายนี้เพื่อเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นในระยะยาว

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน WEALTHI ได้ฟรี! ทาง Google Play หรือสอบถามข้อมูลได้ที่แฟนแพจ WEALTHI www.facebook.com/wealthiTH/

---------------------------------------------------

เกี่ยวกับบริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด


WEALTHI เป็นแพลตฟอร์มทางการเงินดิจิทัลที่ให้บริการสินเชื่อให้กับผู้ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินของธนาคาร พร้อมกับการเสริมสร้างวินัยและความรู้ทางการเงิน WEALTHI ให้บริการโดยอาศัยการประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถแก้ปัญหาทางด้านการเงินให้กับผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง, รวดเร็ว, ไร้รอยต่อ และถูกต้องตามกฎหมาย สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.wealthi.co หรือ โทร 02-917-1222

สร้างมิติใหม่ TQM ปิ้งไอเดีย Insurance Gifts

posted Feb 10, 2020, 10:13 PM by Maturos Lophong



สร้างมิติใหม่ TQM ปิ้งไอเดีย Insurance Gifts

มอบประกันเป็นของขวัญแทนใจปล่อยแคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก”

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น โดยทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ หรือ TQM สร้างมิติใหม่เขย่าวงการประกันต้นปีหนูทอง ปิ้งไอเดีย ชูแนวคิด มอบความห่วงใย ด้วยประกันภัยให้คนที่คุณรัก’ เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” ชวนพันธมิตรธุรกิจประกันร่วมแคมเปญ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชูระบบการขายแบบใหม่ ‘Insurance Gifts ของขวัญจากความห่วงใย’ ซื้อประกันภัยได้ง่าย แค่คลิกผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำ InsurTech พร้อมเดินเกมการตลาดเชิงรุก ดึงคู่จิ้น “โบว์ - มิกค์” เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ครั้งแรก พร้อมเปิดตัวด้วยมิวสิคซีรี่ย์ “มากกว่าคำว่ารัก” เจาะใจลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย


ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงวันเวลาแห่งความพิเศษ อาทิ วันวาเลนไทน์ วันเกิด วันปีใหม่ วันครบรอบแต่งงาน ฯลฯ คนส่วนใหญ่จะถ่ายทอดและแสดงออกถึงคนที่รักด้วยของขวัญพิเศษที่มีคุณค่า เป็นตัวแทนความรักความห่วงใยของผู้ให้ โดยจะต้องเป็นของที่ถูกคัดสรรแล้วว่าดีที่สุดและถูกใจคนรักมากที่สุด จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ส่งมอบความห่วงใย ด้วยประกันภัยให้คนที่คุณรัก” ที่นำผลิตภัณฑ์ประกันภัยมาพัฒนาเป็นของขวัญเพื่อเป็นตัวแทนความห่วงใยที่คนทั่วไปสามารถซื้อและส่งมอบให้คนรัก และนับเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัย ของเมืองไทย


“ ทีคิวเอ็มต้องการสื่อสารให้คนเปลี่ยนมุมมองใหม่ เราอยากทำให้ประกันภัยกลายเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง มีประโยชน์กับบุคคลอันเป็นที่รัก และสามารถส่งมอบให้กันได้ในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะวันพิเศษในช่วงต่าง ๆ เพราะทุกคนไม่สามารถอยู่กับคนที่เรารักเพื่อปกป้องและดูแลเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่จะดีกว่าหากเราส่งมอบประกันเป็นของขวัญ เป็นหลักประกันให้คนที่เรารักได้อุ่นใจเสมอ ทีคิวเอ็มหวังว่าประกันจะเป็นของขวัญอีกหนึ่งอย่างที่คนจะนึกถึง เมื่อต้องมอบของขวัญให้คนที่คุณรักในแคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” 



ด้านดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ประกันภัยภายใต้แคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” จะถูกนำมาขายผ่านระบบการขายประกันออนไลน์แบบใหม่ที่ชื่อว่า “Insurance Gifts ของขวัญจากความห่วงใย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ลูกค้าสามารถซื้อประกันให้คนรักแบบง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของทีคิวเอ็ม ทั้งเฟซบุก ไลน์ และเว็บไซต์ ซื้อและส่งให้ผู้รับได้ทันทีเพียงไม่กี่ขั้นตอน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน InsureTech ของทีคิวเอ็ม โดยมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ซึ่งถูกพัฒนาและออกแบบเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคู่รักหนุ่มสาว ความรักแบบครอบครัว ความรักแบบไม่จำกัดเพศ (LGBT) และความรักที่อยู่ในรูปแบบที่ไม่ใช่เพียงคนรัก


สำหรับแคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” ได้ดึงเอา 2 นักแสดงคู่จิ้นกระแสแรง “โบว์ เมลดา” และ “มิกค์ ทองระย้า” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และใช้กลยุทธ์ Music Marketing เปิดตัวด้วยมิวสิคซีรี่ย์ “มากกว่าคำว่ารัก” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวความรักความห่วงใยด้วยการใช้ประกันภัยเป็นของขวัญแทนคำว่ารักและสร้างการรับรู้ออกไปในวงกว้าง โดยสามารถติดตามรับชมได้ทางช่องทาง Youtube TQM Insurance Broker พร้อมกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ผลิตภัณฑ์ประกันภัยภายใต้แคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” เริ่มให้เลือกซื้อเป็นของขวัญสำหรับคนรักได้แล้ววันนี้ ผ่านการขายในระบบ Insurance Gifts ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถซื้อได้ง่ายๆ เบี้ยประกันภัยราคาเบา ๆ อาทิ ประกันภัยสุขภาพ ประกันภัยไวรัสโคโรนา ประกันภัยโรคมะเร็ง ประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันการเดินทาง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ และโดยมีพันธมิตรบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมแคมเปญ 10 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท สินทรัพย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จํากัด (มหาชน) บริษัท สินมั่นคง จำกัด (มหาชน) บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จํากัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คลิกซื้อเพื่อส่งเป็นของขวัญแทนใจได้ง่ายๆ ทาง Line TQM Insurance Broker/ Facebook TQM Insurance Broker /IG TQM Insurance Broker และเว็บไซต์ [http://www.tqm.co.th%20หรือ]www.tqm.co.th หรือหากสะดวกช่องทางออฟไลน์สามารถซื้อและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วน 1737 ตลอด 24 ชั่วโมง

“ธนาคารไทยพาณิชย์” ผนึกกำลัง “เคาน์เตอร์เซอร์วิส”

posted Feb 6, 2020, 8:56 PM by Maturos Lophong



“ธนาคารไทยพาณิชย์” ผนึกกำลัง “เคาน์เตอร์เซอร์วิส”

ต่อยอดแบงก์กิ้งเอเย่นต์ ด้วยบริการยืนยันตัวตน “ฉันเองคนนี้ที่เซเว่นฯ” ใช้ได้จริงเป็นรายแรก

· เชื่อมต่อประสบการณ์ออฟไลน์ทูออนไลน์ เตรียมพร้อมสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต



“ธนาคารไทยพาณิชย์” และ “บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด” สององค์กรยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ เดินหน้าสานต่อความสำเร็จจากความร่วมมือครั้งสำคัญต่อยอดแบงก์กิ้งเอเย่นต์ ประเดิมปี 2563 ด้วยการเตรียมพร้อมสู่การเป็น “ธนาคารดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ” (Fully Digital Banking) เปิดประตูสู่การเป็นลูกค้าธนาคารด้วยบริการ “ยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส” ในเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งให้บริการได้จริงเป็นรายแรก ภายใต้แนวคิด “ฉันเองคนนี้ที่เซเว่นฯ” ที่นำเอาเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้ สำหรับลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการของไทยพาณิชย์มาก่อน (New to bank) เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์) ของธนาคารด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาอีกต่อไป นับเป็น “ก้าวแรก” ก่อนต่อยอดสู่การใช้บริการทางการเงินอื่นๆ ในอนาคต อาทิ การเปิดใช้งาน SCB EASY การสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตร Planet SCB การขอสินเชื่อต่างๆ และการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้บริการนี้ได้ผ่านการทดสอบแซนด์บ็อกซ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ (Own sandbox) เป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คาดหลังเปิดให้บริการจะสามารถขยายฐานเพิ่มลูกค้าใหม่ของธนาคารจากช่องทางนี้ได้กว่า 1 ล้านรายภายในสิ้นปี

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จของบริการแบงก์กิ้งเอเย่นต์ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา ในการเป็น Digital Financial Partnership ที่จะมาร่วมกันสร้างและพัฒนาขีดความสามารถเพื่อนำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ให้กับลูกค้า เริ่มจากบริการฝากถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยในปี 2562 ที่ผ่านมามีปริมาณธุรกรรมในส่วนของการฝากถอนจำนวน 31,875 ล้านบาท แบ่งเป็นฝากจำนวน 31,776 ล้านบาท ถอนจำนวน 99.46 ล้านบาท เฉลี่ยปริมาณธุรกรรมฝากถอนต่อวันอยู่ที่ 185.3 ล้านบาท และจากการเรียนรู้ในปีที่ผ่านมา เราทั้งสององค์กรมีความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการแบงก์กิ้งเอเย่นต์ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จะยังไม่ใช่กลุ่ม Purely Digital แบบ 100% แต่ไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามาของเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีแต่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ดังนั้น เราจึงเดินหน้าพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและค่อยๆ ผลักดัน (Migrate) ลูกค้ากลุ่มนี้สู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม อันจะนำไปสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต”

“โดยล่าสุดเราได้พัฒนาบริการ “ยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส” ในเซเว่นอีเลฟเว่น ภายใต้แนวคิด “ฉันเองคนนี้ที่เซเว่นฯ” นำเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้สำหรับเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์) ของไทยพาณิชย์ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาอีกต่อไป ก่อนต่อยอดสู่บริการทางการเงินอื่นๆ อาทิ การเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน SCB EASY การสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตร Planet SCB การขอสินเชื่อต่างๆ และการลงทุน เป็นต้น รองรับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการของธนาคารมาก่อน (New to bank) และกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young gen) ซึ่งความแข็งแกร่งด้านช่องทางและจุดให้บริการของเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงประสบการณ์จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยบริการนี้ได้ผ่านการทดสอบแซนด์บ็อกซ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ (Own sandbox) เป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ธนาคารคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสจะสามารถขยายฐานเพิ่มลูกค้าใหม่ของธนาคารจากช่องทางนี้ได้กว่า 1 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้” นางอภิพันธ์ กล่าวเสริม


นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “โดยก่อนหน้านี้เคาน์เตอร์เซอร์วิสและธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันอำนวยความสะดวกในการเปิดบริการฝากถอนเงินสด ผ่านเลขบัญชีธนาคาร และผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY รวมถึงบริการสินเชื่อที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามากมาย และอีกครั้งความร่วมมือในครั้งนี้ได้พาเคาน์เตอร์เซอร์วิสก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการเป็นตัวแทนสถาบันการเงิน หรือแบงก์กิ้งเอเย่นต์ (Banking Agent) ซึ่งเรามีความยินดีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ไว้ใจให้เราเปิดบริการใหม่ ครั้งแรกกับบริการยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) เทียบเคียงการพิสูจน์ตัวตนที่ระดับ IAL 2.3 เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์) ของธนาคารไทยพาณิชย์ด้วยตนเอง และใช้บริการอื่นๆ ของธนาคารได้ โดยลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร ซึ่งสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าให้มีความคล่องตัว เข้าถึงธนาคารได้ง่ายขึ้นด้วยจุดบริการลูกค้าเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง”

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำกลยุทธ์ “MTL Everyday Life Partner”

posted Feb 2, 2020, 8:03 PM by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำกลยุทธ์ “MTL Everyday Life Partner” 

ชูนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการตอบโจทย์

พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืนในทุกช่วงของชีวิต

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมืองไทยประกันชีวิตได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการทำงาน และการให้บริการ รวมถึงยังเป็นผู้นำในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิทัล ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายในรูปแบบเฉพาะบุคคล ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังถือเป็นปีที่สำคัญอีกปีหนึ่งสำหรับเมืองไทยประกันชีวิตที่สะท้อนถึงตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้มได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการปรับภาพลักษณ์องค์กรครั้งใหญ่ (Brightening the Brand) ในรอบ 15 ปี ให้มีความสดใส ทันสมัย และเป็นสากล ภายใต้สโลแกน “Happiness Means Everything: เพราะความสุขคือทุกอย่าง” โดยมุ่งเน้นเรื่องของการส่งมอบความสุขในทุกด้านให้กับลูกค้า พนักงาน พันธมิตร สังคม และผู้ถือหุ้น อย่างยั่งยืน

ในด้านผลการดำเนินงานของเมืองไทยประกันชีวิต ในปี 2562 มีผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 83,840 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 25,956 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยปีต่อไป 57,885 ล้านบาท มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น Protection & Investment เมื่อเทียบกับผลงานเบี้ยประกันภัยรับใหม่ทั้งหมด สูงถึง 67% มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ Investment Linked อยู่ที่ 163% และมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมสำหรับผลิตภัณฑ์ในประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงอยู่ที่ 11% เมื่อเทียบกับปี 2561 ในขณะที่ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 531,000 ล้านบาท 

นายสาระ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2563 เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุด ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในรูปแบบที่มีความเฉพาะตัวของบุคคลมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืน ในทุกช่วงของชีวิตและทุกไลฟ์สไตล์แบบ End to End ได้อย่างเหมาะสม ตอกย้ำนโยบาย “MTL Everyday Life Partner” พร้อมยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล ทันสมัย และสามารถรับมือกับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว


พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่หลากหลาย ดูแลครบถ้วนทั้งเรื่องความคุ้มครอง สุขภาพ และการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายในการเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 10/1 (Global) ซึ่งเป็นแบบประกันประเภท Index Linked ที่จะมาช่วยตอบโจทย์และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในยุคปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้วยการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุน โดยอ้างอิงการลงทุนจากดัชนี Citi Global Multi Asset Index ซึ่งบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญของ Citi ที่มี กลยุทธ์การลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวอย่างมั่นคง พร้อมให้ความคุ้มครองชีวิต 110% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นระยะเวลา 10 ปี การันตีเบี้ยประกันที่จ่ายยังอยู่ครบเมื่อจบสัญญา และสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ สัญญาเพิ่มเติมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความอุ่นใจเรี่องการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) สบายใจไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็จ่ายให้ โดยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก สูงสุด 3,000 บาทต่อครั้ง รับความคุ้มครองปีละ 60,000 บาท(1) โดยสามารถแยกซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่ต้องซื้อร่วมกับความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD) ซึ่งปกติ แบบประกันส่วนใหญ่ในตลาดจะต้องซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยในก่อนจึงจะมีสิทธิ์ซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยนอกได้

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์อย่าง สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ ที่มอบความคุ้มครองดูแลแบบเหนือระดับที่มากกว่า สามารถเลือกความคุ้มครองได้ตั้งแต่ 20-100 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์ ล่าสุดได้มีการขยายอายุความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี สร้างความอุ่นใจและหมดกังวลเพราะความคุ้มครองสุขภาพจะอยู่ดูแลคุณไปจนแก่เฒ่า

นายสาระ ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ช่องทางการขายของบริษัทฯ ในปี 2563 ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำการตลาดแบบหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channel) เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและเหมาะสมกับคนทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตัวแทนประกันชีวิตที่มุ่งสู่การเป็นผู้ออกแบบการเงิน ที่สามารถออกแบบ ให้คำปรึกษา และวางแผนการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินที่เหมาะสมแก่ลูกค้าแต่ละราย การขายผ่านช่องทางธนาคาร โบรกเกอร์ รวมไปถึงการขายแบบประกันออนไลน์ ที่มุ่งขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น K Plus และ Shopee ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการให้บริการด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยบริษัทฯ ได้พัฒนาเทคโนโลยี ในชื่อ “BizBox” เพื่อสนับสนุนกระบวนการงานขายตั้งแต่กระบวนการก่อนการนำเสนอขาย ระหว่างการเสนอขาย และหลังการเสนอขาย เพื่อส่งมอบบริการด้านการวางแผนการเงินที่ดีและเหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะหาโอกาสในการขยายการลงทุนผ่านกลุ่มประเทศอื่นๆ โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ





นายสาระ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังได้เปิดประสบการณ์ครบเครื่องการบริการที่เหนือระดับด้วยที่สุดของการบริการ ’MTL Smile Service ให้คุณคุ้มค่ามากกว่าแค่คุ้มครอง’ ด้วยรูปแบบการบริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ในทุก Lifestyle ที่คุณเลือก ทั้งนวัตกรรมการบริการและเทคโนโลยี พร้อมทีมงานที่คอยดูแลใส่ใจ รวมถึงสิทธิพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการติดต่อที่สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ โทร.1766 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Online Chat ผ่าน Muangthai.co.th รวมถึงบริการเลขาส่วนตัว บริการติดต่อประสานงานและจัดหาข้อมูลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมและสิทธิพิเศษอีกมากมายให้สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 16 ปีแห่งความสุข ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษ เพื่อแทนคำขอบคุณและความรักที่มีให้กันตลอดมา รวมถึงกิจกรรมและสิทธิประโยชน์อีกมากมายที่ให้สมาชิกฯ ได้เลือกสรรตลอด 365 วัน ทั้งในด้าน Health ดูแลสุขภาพจากโปรแกรมสุดคุ้ม พร้อมผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร และในด้าน Wealth เรียนรู้การลงทุนอย่างมั่งคั่งจากงานสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุน Lifestyle และได้เปิดตัวเปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่ “ติ๊กทุกตอน” นำแสดงโดย “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” ซึ่งจะเผยแพร่ผ่านช่องทางโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ www.muangthai.co.th รวมถึงช่องทาง Social Platform อื่นๆ อย่าง YouTube Facebook Instagram และ Line Official ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 นี้เป็นต้นไป

ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ในชื่อ “MTL Click” โดยเป็นแอปพลิเคชันที่รวบรวมทุกบริการของเมืองไทยประกันชีวิต ที่สะดวก ครบ จบในแอปเดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดย MTL Click ได้ถูกออกแบบมาให้อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการหลังการขายที่แตกต่างกันไปตามบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าระบบแบบ Biometric Login ที่สามารถเข้าได้ทั้งแบบ Face ID สแกนลายนิ้วมือ หรือการใส่ Pin Code การรวมบัตรประกันกลุ่มและประกันรายเดี่ยวไว้ในแอปเดียวในรูปแบบ Digicard รวมไปถึงการสรุปและรวมผลประโยชน์ตามประเภทกรมธรรม์ การค้นหาตำแหน่งโรงพยาบาลคู่สัญญา การติดตามและแจ้งเตือนสถานะการเคลม การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ การส่งคำขอเข้าถึงกรมธรรม์ของคนในครอบครัวและชำระเบี้ยประกันให้กันได้ ในขณะที่ช่องทางการชำระเบี้ย ลูกค้าสามารถเลือกชำระได้ผ่านบัตรเครดิต เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือผ่าน K Plus นอกจากนี้ได้มีบริการพบแพทย์ออนไลน์ (TeleMedicine) สำหรับผู้มีประกันสุขภาพกลุ่มกับเมืองไทยประกันชีวิต และสามารถรับยาตามสิทธ์ได้เสมือนการพบแพทย์ผ่านโรงพยาบาล รวมถึงบริการขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัยเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอหักลดหย่อนภาษีฯ พิเศษสุดสำหรับสมาชิกเมืองไทย Smile Club สามารถรับสิทธิพิเศษได้ทั้งปี ภายใต้แคมเปญ “โหลด แรก รับ เลย” เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MTL Click ครั้งแรก สามารถกดรับฟรี สิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย โดยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2563 มีสิทธิ์กดรับฟรีรหัสส่วนลดแทนเงินสดเติมน้ำมัน PT มูลค่า 100 บาท ที่สถานีน้ำมัน PT ทุกสาขาทั่วประเทศ


ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังเดินหน้าในการพัฒนาองค์กรและบุคลากรในทุกระดับ ให้สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นภายใต้โลกยุคใหม่ โดยล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้ทำการเปิด ศูนย์การเรียนรู้ “สรรค์สาระ” จังหวัดราชบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 48 ไร่ รายล้อมด้วยธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบของอาคารและการจัดสรรพื้นที่ให้มีความโปร่งโล่งสบาย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมอาคารที่พักและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน โดยศูนย์การเรียนรู้ สรรค์สาระ จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากรทั้งพนักงาน ตัวแทน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน พร้อมนำพาองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และแข็งแกร่ง

“หัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจของ MTL ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมใหม่และมุ่งเน้นการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม คิดค้นผลิตภัณฑ์ บริการ ที่สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกเพศทุกวัย พร้อมเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแบบเฉพาะตัว มุ่งมั่นเติบโตและก้าวไปอย่างมั่นคงเคียงข้างไปกับลูกค้า ด้วยความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บนโลกในยุคดิจิทัล นอกจากนี้เมืองไทยประกันชีวิต ยังมีพันธมิตรที่สนับสนุนในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในไม่ว่าจะเป็น Fuchsia Venture Capital ช่วยเฟ้นหา Startup ที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและวงการประกัน รวมถึงบริษัท ไอเจ็น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท เมืองไทย กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทที่จะนำหลักการของปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence ในลักษณะของ Machine Learning หรือ Deep Learning มาช่วยในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการพิจารณารับประกัน การพิจารณาสินไหม และในการพัฒนาเครื่องมือต่างๆให้กับทีมงานฝ่ายขายเพื่อเน้นการบริการดูแลลูกค้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตให้ดียิ่งขึ้น รวมถึง “Gettgo” ซึ่งอยู่ภายใต้ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด ที่คอยช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี และพร้อมส่งมอบบริการที่ดีเลิศให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม” นายสาระ กล่าว.

หมายเหตุ

(1) ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอกได้ 1 ครั้งต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 30 ครั้งต่อปี

เงื่อนไข

- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ใหม่เท่านั้น

- สัญญาเพิ่มเติม การรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่มีผลบังคับอยู่

- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

1-10 of 203