Bank & Insurance


บล.ไทยพาณิชย์แนะจับตาตลาดการเงินหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์

posted Jul 12, 2020, 11:55 PM by Maturos Lophong



บล.ไทยพาณิชย์แนะจับตาตลาดการเงินหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์มีความคาดหวังมากเกินไป

เน้นสร้างพอร์ตลงทุนแบบ defensive มองหุ้นมี story เกี่ยวกับการติบโต และความคาดหวังต่ำ

พร้อมมองข้ามช็อต SET Index ปี 2564 อยู่ที่ 1,430 จุด

บล.ไทยพาณิชย์มองตลาดการเงินหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์กลับสู่ภาวะเกือบเป็นปกติ ไม่มีภาพของ “easy returns” อีกต่อไป มอง SET Index มี upside จำกัด valuation ไม่สมเหตุสมผลเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แม้ความเสี่ยงในระยะสั้นลดลง แต่ความไม่แน่นอนในระยะยาวยังมีอยู่ โดยยังคงมุมมองการลงทุนระมัดระวังต่อภาคบริการเนื่องจาก 3 ปัจจัย 1) การฟื้นตัวช้า 2) อัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้นของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง 3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาสที่ 3/63 แนะนำสร้างพอร์ตลงทุนแบบ defensive เน้นหุ้นมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานและ story เกี่ยวกับการเติบโตรอบใหม่ และหุ้น cyclical ที่มีความคาดหวังต่ำ ได้แก่ ADVANC BBL BCH ERW HANA และ IVL ในขณะที่ยังคงเก็บหุ้น top picks ไตรมาส2/63 คือ BDMS BEM BTS และ CPF และประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 2564 โดยอิงกับปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,430 จุด


นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า หลังจากที่ทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็กลับมาดำเนินอีกครั้งโดยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางต่างๆทำให้กิจกรรมภาคการผลิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในช่วง 4Q63 แต่ภาคบริการจะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ คาดว่าความปกติรูปแบบใหม่ (new normal) จะเกิดขึ้นในช่วง 3Q64 สืบเนื่องมาจากการค้นพบวัคซีน ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยและยุโรปอาจจะฟื้นตัวช้ากว่าสหรัฐฯ และเอเชียเหนือซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากภาคบริการน้อยกว่า

ด้านตลาดการเงินมองว่าฟื้นตัวและกลับคืนสู่ภาวะเกือบเป็นปกติแล้ว ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความเสี่ยงด้านเครดิตปรับตัวลดลงโดยได้รับการสนับสนุนของธนาคารกลาง ควบคู่กับ fund flow และ credit spread ที่เริ่มมีเสถียรภาพโดยมองว่า downside มีจำกัด เนื่องจากตลาดกลับคืนสู่ภาวะปกติ ดังนั้นเราจะเห็นการ rotation ไปยังหุ้นคุณค่า (value stock) และหุ้นวัฏจักร (cyclical stock) และภาพของ “easy returns” จะไม่มีเห็นอีกต่อไป


กลยุทธ์การลงทุนไตรมาสที่ 3/63 ยังคงเน้น Defensive ด้านเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตอย่างช้าๆ ในระยะ 1-3 ปี ข้างหน้า ดังนั้น สำหรับพอร์ตลงทุนหลักระยะยาวจึงแนะนำให้เข้าซื้อหุ้น defensive ที่มีคุณภาพสูง เช่น กลุ่มสินค้าจำเป็น และกลุ่มการแพทย์ แม้การ rotation ไปยังกลุ่มหุ้น cyclical ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เราแนะนำกลุ่มที่มีความคาดหวังต่ำ เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร 

ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต แม้เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยจะทำจุดต่ำสุดใน 2Q63 แต่เมื่อมองต่อไปข้างหน้าอาจจะมีความเสี่ยง downside บางอย่างที่จะส่งผลกระทบทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงมากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยเสี่ยง 3 ประการ ได้แก่ 1. การลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ในระยะหลังนี้ตลาดการเงินทั่วโลกเปลี่ยนมาอยู่ในภาวะ risk-on เนื่องจาก Fed ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 0% และดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดวงเงิน 2. การระบาดรอบสองของไวรัส COVID-19 โดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการระบาดรอบสอง ในช่วงกลางเดือนมิ.ย. รัฐเท็กซัส ฟลอริดา แคลิฟอร์เนีย และอริโซนา รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด การพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นมากทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกิดความกังวล 3. ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเชื่อว่าความเสี่ยงใหม่กำลังก่อตัวขึ้นและอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต ทั้งประเด็นการค้าที่สหรัฐบีบให้จีนนำเข้าเพิ่มขึ้่น ประเด็นเทคโนโลยีที่ต่ออายุการแบน Huawei และ ZTE อีก 1 ปี และประเด็นเงินทุนที่สภาผ่านร่างกฎหมายที่ให้อำนาจสหรัฐในการเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทจีนจากตลาดหลักทรัพย์หากไม่ทำตามข้อกำหนดสหรัฐ


แนะนำเน้นเลือกซื้อหุ้นรายตัวใน 3Q63 SCBS ให้ความสำคัญกับมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานและ story เกี่ยวกับการเติบโตรอบใหม่มากกว่าการปรับเพิ่ม valuation ดังนี้ 


· พอร์ตลงทุนแบบ defensive ซึ่งประกอบด้วย top picks จาก 2Q63 (BDMS BEM BTS และ CPF) และหุ้น defensive ใหม่ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด (ADVANC BCH)


· พอร์ตลงทุนเชิงกลยุทธ์ (tactical portfolio) จะมุ่งเน้นหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศที่มีคุณภาพดี เช่น BBL ERW IVL และ HANA

 

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดกลยุทธ์ New Normal Now “MTL”

posted Jun 30, 2020, 1:22 AM by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันชีวิต เปิดกลยุทธ์ New Normal Now “MTL” 
 เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รับชีวิตวิถีใหม่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ...ให้เป็นเรื่องง่าย

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอบรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในด้านของความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น ภายหลังการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมืองไทยประกันชีวิต ได้ประกาศเดินหน้าจุดยืน “MTL Everyday Life Partner” ในการเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิตโดยยึดหลักลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมชูกลยุทธ์ New Normal Now “MTL” ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการขายที่หลากหลาย บนแพลตฟอร์ม Digital และ Non-digital มุ่งตอบโจทย์ความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์และขจัด Pain Point ของลูกค้าอย่างตรงจุด

ทั้งนี้ บนโลกชีวิตวิถีใหม่ ที่ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีการมองหาประกันชีวิตและสุขภาพที่สามารถตอบโจทย์เรื่องค่าใช่จ่ายในการรักษาพยาบาลได้อย่างครอบคลุม เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เมืองไทยประกันชีวิต ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ D Health” เก็ทง่าย จ่ายเต็มแม็กซ์ ที่โดดเด่นด้วยความคุ้มครองสุขภาพที่เข้าใจง่ายและให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ 1 ล้านบาท สูงสุด 5 ล้านบาท ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ทั้งคนที่มีสวัสดิการและไม่มีสวัสดิการ หมดกังวลเรื่องค่าห้องที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต สบายใจเรื่องค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) ที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หายห่วง เรื่องค่ารักษาพยาบาลเพราะ ดี๊ดี! ดูแล ดังนี้

Ø ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน และ ค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) เหมาจ่ายตามจริง

Ø คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน เหมาจ่ายตามจริง

Ø กรณีเจ็บป่วยและกรณีผ่าตัด ทั้งโรคทั่วไปและโรคร้ายแรง เหมาจ่ายตามจริง

Ø ดูแลกันยาวๆ ให้ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี

Ø ดีที่เลือกได้ เหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 5 ล้านบาท* ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

Ø ดีที่ได้เลือก เหมาจ่ายแค่ส่วนเกินจากสวัสดิการที่มีอยู่ เพื่อทำให้เบี้ยถูกลง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าในการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพและโรคร้ายแรง ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะได้รับความคุ้มครองแล้วเบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับการหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 365 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร 

นายสาระ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการพัฒนาด้านบริการ สำหรับโลกยุค New Normal นั้น จะมุ่งเน้นสู่การเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชัน “MTL Click” ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านประกันชีวิตได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การดูข้อมูลกรมธรรม์ การชำระเบี้ยประกัน การเคลม การค้นหาโรงพยาบาล การปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ผ่านบริการ Telemedicine กับโรงพยาบาลสมิติเวช หรือการรับสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า เมืองไทยสไมล์คลับ ที่ได้คัดสรรกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมปรับรูปแบบให้เข้าวิถีใหม่ไว้อย่างครบครัน


โดยในส่วนของการให้บริการด้าน Telemedicine เมืองไทยประกันชีวิตได้เดินหน้ายกระดับบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช ได้เพิ่มอนุสาขาของแพทย์ (Specialist) ที่ให้การรักษาผ่าน Virtual Hospital เพิ่มอีก 53 สาขา เช่น อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ หัวใจ สูตินารีเวช หู คอ จมูก อายุรศาสตร์ด้านการติดเชื้อแพทย์ผิวหนัง หอบหืดและภูมิแพ้ เป็นต้น โดยมีแพทย์อนุสาขาทั้งหมดกว่า 400 ท่าน ที่พร้อมให้คำปรึกษาและรักษาได้ทั้งคนไข้เก่าและใหม่ ซึ่งความคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบนี้ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตสามารถเข้าถึงได้ผ่าน feature My Healthcare ในแอปปลิเคชัน MTL Click สำหรับลูกค้าประกันกลุ่ม และจะเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าประกันเดี่ยวในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้เมืองไทยประกันชีวิตยังมีการขยายบริการ Telemedicine เฉพาะกิจไปยังโรงพยาบาลคู่สัญญาอีกถึง 48 แห่ง สำหรับผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นโรคเรื้อรังและเป็นผู้ป่วยเดิมที่มีประวัติการรักษาในโรงพยาบาล ที่มีนัดตรวจติดตามการรักษา เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงจากการเดินทางออกจากบ้านให้แก่ผู้เอาประกันภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2563 และเตรียมที่จะขยายสู่ Telemedicine เต็มรูปแบบต่อไปในอนาคต

ในการพัฒนาด้านบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมพัฒนาระบบกับเครือโรงพยาบาลบางประกอก พัฒนานวัตกรรมระบบการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ Application Programming Interface หรือ API ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยยกระดับการให้บริการด้านการเคลมและเรียกร้องสินไหมให้มีความสะดวกรวดเร็ว และสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่ใช้บริการที่โรงพยาบาลเพียงบัตรประชาชนใบเดียว และข้อมูลที่ทำผ่านระบบนั้น อยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ โดยปัจจุบันเริ่มให้บริการได้ที่เครือโรงพยาบาลบางประกอก 6 แห่ง ได้แก่โรงพยาบาลบางประกอก 1 โรงพยาบาลบางประกอก 3 โรงพยาบาลบางประกอก 8 โรงพยาบาลบางประกอก 9 โรงพยาบาลบางประกอกรังสิต และโรงพยาบาลบางประกอก สมุทรปราการ ซึ่งเริ่มให้บริการที่ผู้ป่วยนอกก่อน และกำลังพัฒนาเพื่อให้บริการในผู้ป่วยใน เป็นลำดับถัดไป รวมถึงมีแผนที่จะขยายไปในโรงพยาบาลคู่สัญญาแห่งอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย


ด้านเมืองไทยสไมล์คลับ ได้มีการปรับรูปแบบของกิจกรรมและสิทธิพิเศษให้ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม MTL Smile Live ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรม Work Shop ผ่าน Live ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ กิจกรรม Fit From Home เป็นการ Live Class ออกกำลังกาย ที่ให้สมาชิกเข้าร่วม Fit ได้โดยไม่ต้องจองคิว และไม่ต้องกังวลในการรักษาระยะห่าง รวมไปถึงการแลกคะแนนใช้รับส่วนลด Shopping Online กับพันธมิตรที่ร่วมโครงการ นอกจากนี้ลูกค้าที่ดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน “MTL Click” พร้อมลงทะเบียนและเพิ่มกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วให้เสร็จสมบูรณ์ จะได้รับสิทธิความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2563 อีกด้วย


นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอบรับเทรนด์การดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ เมืองไทยประกันชีวิตได้ร่วมกับโรงพยาบาลสมิติเวช มอบสิทธิพิเศษลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตและสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สำหรับการซื้อหรือแลก “TytoCare” นวัตกรรมชุดอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพเบื้องต้น ออกแบบมาให้ทุกคนสามารถใช้งานเองได้ที่บ้าน เพื่อส่งข้อมูลให้แก่คุณหมอที่ให้คำปรึกษาออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมต่อการปรึกษาแพทย์ออนไลน์กับ Samitivej Virtual Hospital เหมือนหมอมาตรวจถึงบ้าน

บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำการตลาดแบบหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channels) ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตัวแทนประกันชีวิต ช่องทางธนาคาร โบรกเกอร์ รวมไปถึงการขายแบบประกันออนไลน์ ที่มุ่งขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงมีการเสนอขายผ่านช่องทาง Digital Face to Face เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่มีความสนใจในการทำประกันภัย ผ่านช่องทางการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย ด้วยการใช้เครื่องมือสื่อสารผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยข้อความ เสียง และ/หรือภาพ ระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และยังเตรียมพัฒนาระบบและเครื่องมือสนับสนุนการขายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนกระบวนการงานขายตั้งแต่กระบวนการก่อนการนำเสนอขาย ระหว่างการเสนอขาย และหลังการเสนอขาย เพื่อส่งมอบบริการด้านการวางแผนการเงินที่ดีและเหมาะสมกับลูกค้า ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุมแบบ End to End Service

นายสาระ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่อย่างแท้จริง เมืองไทยประกันชีวิต ยังมีการปรับกลยุทธ์องค์กร จากการให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home) สู่การให้พนักงานสามารถทำงานได้ในทุกสถานที่ (Work From Anywhere) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคนทั้งตัวแทนและพนักงานด้วยการพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในภาวะที่โลกมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วพร้อมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาความรู้สู่การอบรมวิถีใหม่บนออนไลน์แพลตฟอร์ม ผ่าน Live Streaming บนระบบ E-Learning ซึ่งสามารถสื่อสารกับผู้ดำเนินรายการหรือวิทยากรได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีการสร้างการเรียนรู้แบบ Self Direct Learning เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ พนักงานและตัวแทนในยุคนี้ ที่เน้นการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะส่งผล ต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ขึ้นภายในองค์กร และสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เงื่อนไขเพิ่มเติม

* สำหรับแผน 2

- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่มีผลบังคับอยู่

- เบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ สามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กรมสรรพากร กำหนด

- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ

- การเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง หมายถึง การต้องอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อการรักษาในฐานะผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง และให้รวมถึงการต้องอยู่ในโรงพยาบาลสองครั้ง หรือมากกว่าด้วยสาเหตุ หรือโรคหรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคเดียวกัน โดยที่ระยะเวลาการต้องอยู่ในโรงพยาบาล แต่ละครั้งห่างกันไม่เกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย ก็ให้ถือว่าเป็นการเข้าพักรักษาตัวครั้งเดียวกันด้วย

- เงื่อนไขของการซื้อหรือแลก TytoCare เป็นไปตามที่บริษัทฯ และโรงพยาบาลสมิติเวช กำหนด

คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตหลังโควิด-19 ระบาด

posted Jun 18, 2020, 1:53 AM by Maturos Lophong   [ updated Jun 18, 2020, 1:54 AM ]

ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตหลังโควิด-19 ระบาด 

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยถึงมุมมองและทิศทางของธุรกิจประกันชีวิตหลังโควิด-19 ระบาดว่า ธุรกิจประกันชีวิตประสบกับความท้าทายครั้งใหญ่มาโดยตลอด ซึ่งปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ดอกเบี้ยลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง ตามติดมาด้วยวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ 4 เดือนแรกของปี 63 (มกราคม- เมษายน 2563) ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 189,380.48 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ -1.24 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 50,942.06 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.69 ประกอบด้วย เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก (First Year Premium) จำนวน 33,217.30 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.24 เบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) จำนวน 17,724.76 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ -7.30 และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่ออายุ (Renewal Premium) จำนวน 138,438.42 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ -2.27 และมีอัตราความคงอยู่ 80 ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2563 จะลดลง - 2% ถึง -5% ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวม 598,695.82 – 580,368.40 ล้านบาท ซึ่งสอดรับกับจีดีพีของประเทศที่ปรับลดลงเหลือ -5.3% เช่นกัน

ทั้งนี้ จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ธุรกิจประกันชีวิตได้ทยอยปรับตัวเป็น Digital Insurer มากขึ้น มีการลงทุนในเทคโนโลยีด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก เพื่อนำดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการทำงานในทุกช่องทาง โดยมีวิกฤตโควิด-19 เป็นตัวเร่งพฤติกรรมวิถีใหม่ หรือ New Normal หลายคนต้องยอมรับดิจิทัลและการออนไลน์โดยปริยาย พนักงานประจำบางส่วนสามารถทำงานที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบเสมือนทำงานที่บริษัท มีการติดตามงาน ประชุมผ่านเครื่องมืออุปกรณ์ เครือข่ายดิจิทัลรวมถึงยังคงให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องผ่านลูกค้าสัมพันธ์ Call Center ผ่านช่องทางดิจิทัลในรูปแบบแพลตฟอร์มต่าง ๆ ลูกค้าสามารถชำระเบี้ยประกันภัยผ่านแอพพลิเคชั่น ติดต่อบริษัทได้โดยตรงอย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งการปรับตัวครั้งนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งช่องทางการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต โดยได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการออกออกประกาศการขายประกันเฉพาะกิจ Digital Face to Face ผู้เสนอขายสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดย เสียง และ/หรือภาพ กับลูกค้าได้ ดังนั้นตัวแทนในวันนี้ จึงสามารถขายผ่านการใช้โทรศัพท์ แอพพลิเคชั่นไลน์ หรือการประชุมผ่านจอภาพกับลูกค้าแล้วขออนุญาตลูกค้าในการบันทึกภาพและเสียงเพื่อส่งให้บริษัท จากนั้นบริษัทจะทำการโทรศัพท์ขอคำยืนยันการทำประกันชีวิตกับลูกค้าร่วมด้วย

ในทำนองเดียวกันธุรกิจได้มีการปรับแต่งระบบการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้มีความเชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการวิเคราะห์วิจัยข้อมูลความต้องการของลูกค้า การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI),การออกกรมธรรม์ออนไลน์ (e-policy),การเรียกร้องสินไหมทดแทน (e-claim) ต่าง ๆ เพื่อลูกค้าได้รับบริการที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น

ส่วนการปรับตัวด้านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตนั้น ธุรกิจได้ทยอยปรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง มีการการันตีผลตอบแทนออกจากตลาด เหตุปัจจัยเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ภาคธุรกิจหาผลตอบแทนให้ลูกค้าได้ยากขึ้น แนวโน้มผลิตภัณฑ์นับจากนี้จึงเป็นผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน Universal Life , Unit Linked , หรือ Participating Policy โดยเน้นการลงทุนตามความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันภัยยอมรับได้ รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองประเภทประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุซึ่งเบี้ยประกันภัยไม่แพง

และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับการประกันสุขภาพมากขึ้น นับเป็นข้อดีของการวางแผนสุขภาพก่อนการเจ็บป่วย ธุรกิจจึงได้มีการปรับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพให้หลากหลายตรงกับความต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามอัตราการเสียชีวิตจากการโรคไวรัสโควิด-19 นั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด เช่น โรคมะเร็งที่เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 215 คน หรือ 78,540 คนต่อปี โรคหัวใจที่เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 57 คน และเสียชีวิต 20,746 คนต่อปี หรือโรคร้ายอื่น ๆ สำหรับประชาชนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้วขอให้ตรวจสอบว่ากรมธรรม์นั้นยังไม่ขาดผลบังคับเพื่อความมั่นใจว่ากรมธรรม์เดิมของท่านจะยังคงได้รับความคุ้มครองทั้งโควิด-19 และโรคอื่น ๆ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ นายกสมาคมฯ กล่าวในตอนท้าย

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ สร้างอิสระครั้งใหม่ #BeyondTheNewNormal

posted May 20, 2020, 12:57 AM by Maturos Lophong   [ updated May 21, 2020, 1:31 AM ]


ประกันภัยไทยวิวัฒน์ สร้างอิสระครั้งใหม่ #BeyondTheNewNormal

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up บนแคมเปญ #คุ้มครองใหญ่แต่จ่ายเล็ก

ประกันรถที่ เปิด-ปิด และ Top-up ได้ ให้ความประหยัด ยืดหยุ่น และแฟร์กว่า

พร้อมเป็นสื่อกลางจัดกิจกรรม เติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทย ก้าวข้ามวิกฤต COVID-19

o ไทยวิวัฒน์ ต่อยอดความสำเร็จประกันรถเปิดปิด สู่ #ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่เบี้ยประกันทั้งปี มีราคาเริ่มต้นประหยัดได้ถึง ประมาณ 70% และ ให้ผู้บริโภคสามารถ Top-up เติมชั่วโมงการใช้รถได้ตามต้องการ ให้ความอิสระพร้อมประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ได้รับความคุ้มครองครบตลอด 24 ชั่วโมงและ เปิด-ปิดให้อัตโนมัติ #คุ้มครองใหญ่แต่จ่ายเล็ก

o ตอบรับสถานการณ์ปัจจุบัน จัดโปรโมชันส่วนลดค่าเบี้ยประกันสูงสุด 1,000 บาท ให้กับ 3,000 กรมธรรม์แรก ของประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up พร้อมนำรายได้ส่วนหนึ่งร่วมสมทบทุนบริจาคตู้ตรวจคัดกรอง COVID-19 มอบให้ 10 โรงพยาบาลรัฐ ทั่วประเทศ

o ช่วยเหลือคนไทย #ฝากร้านฟรีกับอาเล็ก-ธีรเดช พร้อมร่วมแชร์ความรู้และแนวคิด ให้คนไทยก้าว #BeyondTheNewNormal ร่วมกับคุณก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน จากรายการอายุน้อยร้อยล้าน และ กิจกรรมทำอาหารที่บ้าน กับ คุณชานนท์ ผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand ในรายการ “บวกกับแบม” เพื่อเติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทยก้าวข้ามวิกฤตCOVID-19

วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านนวัตกรรมประกันภัย เปิดงาน “Beyond the New Normal: เติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทย กับ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up” ผ่านช่องทางออนไลน์ ร่วมกับ Influencers รุ่นใหม่ชื่อดังของไทยอีกมากมาย อาทิ คุณแบม ปิติภัทร (พิธีกร) คุณอู๋ Spin9 และ อาเล็ก ธีรเดช ร่วมมือกัน จัดรายการ LIVE ผ่านช่องทาง Social Media ถึง 3 วันเต็ม เพื่อสนับสนุนคนไทยในการรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คุณเทพพันธ์เปิดเผยว่า “เรายึดตาม Slogan ของ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ‘คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต’ ตลอดมา และจากวิกฤต COVID-19 ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับโอกาส และทางไทยวิวัฒน์จึงได้สร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการให้คนไทยก้าวข้ามไปสู่ New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง”

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ insights ของผู้บริโภค ประกอบกับ เทคโนโลยีใหม่และความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน มาพัฒนานวัตกรรมประกันภัยเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เอาประกันโดยที่ผู้บริโภคเองก็อาจคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับ สถานการณ์ปัจจุบันที่แม้ทุกคนจะไม่ได้คาดคิด ว่าเราจะต้องมาเว้นระยะห่างทางสังคม หยุดการเดินทางที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและวางแผนทางการเงินให้ดีเพื่อปรับตัวให้ผ่านวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ไปให้ได้ ทางไทยวิวัฒน์ก็ได้เตรียมความพร้อมเป็นตัวช่วยเพื่อให้ผู้บริโภคก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างอุ่นใจโดยที่ผู้บริโภคอาจไม่คาดคิดมาก่อน

ทั้งในเรื่องสุขภาพ ประกันสุขภาพ Thaivivat Active Health ได้ให้แรงผลักดัน ให้ผู้เอาประกันภัยออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการให้รางวัลส่วนลดค่าเบี้ยประกันจากการออกกำลังกายทุกเดือนสูงถึง 40% และนำอุปกรณ์ Smartwatch จาก Brand ชั้นนำอย่าง Garmin และ Fitbit มอบให้ลูกค้าโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในสถานการณ์การระบาด COVID-19 เช่นนี้ การรักษาร่างกายให้แข็งแรงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ทางไทยวิวัฒน์ได้จัด Content การออกกำลังกายที่ลูกค้าสามารถทำได้เองที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกกำลังกายในช่วงที่เราต้องเว้นระยะห่างทางสังคม และแม้ไม่สามารถออกไปใช้บริการจากยิมหรือฟิตเนสต่างๆ ได้ ไทยวิวัฒน์เองก็ได้ปรับลดเกณฑ์การออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ให้ทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้นอกจากการรักษาร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ไทยวิวัฒน์ก็เป็นที่เดียวที่ได้มอบความคุ้มครองพิเศษให้ลูกค้าประกันสุขภาพ Thaivivat Active Health ให้สามารถเบิกค่าตรวจคัดกรอง COVID-19 ได้อีกด้วย ซึ่งประกันสุขภาพทั่วไปจะไม่คุ้มครองในส่วนนี้นอกเสียจากได้รับการรักษาจริงจากโรคที่ตรวจเจอเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าไทยวิวัฒน์ได้คิดเผื่อและใส่ใจเพื่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้จริง



นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วเรื่องการเดินทางก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัวในสถานการณ์ความปกติใหม่นี้ เราทุกคนอาจไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเราจะสามารถกลับมาเดินทางตามปกติได้เมื่อไหร่ ซึ่งประกันเดินทางเปิดปิดของไทยวิวัฒน์ ก็เป็นที่แรกและที่เดียวที่ให้ผู้เอาประกันสามารถปรับเปลี่ยนวันเดินทางได้เอง พร้อมทั้งสามารถเพิ่มหรือลดวันเดินทางได้เช่นกัน ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Travel’ และถ้าลูกค้าท่านใดมีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงนี้หรือในอนาคตอันใกล้นี้ ก็อุ่นใจได้ เนื่องจาก ประกันเดินทางของไทยวิวัฒน์ ได้เพิ่มความคุ้มครองเรื่อง การรักษาต่อเนื่องในไทยจากปกติ 7 วัน เป็น 21 วัน เพื่อให้ครอบคลุมระยะฟักตัวของ COVID-19 ด้วยเช่นกัน

ในด้านของประกันภัยรถยนต์ ไทยวิวัฒน์ เป็นที่เดียวที่ให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายค่าเบี้ยตามการใช้รถจริง ด้วยประกันรถเปิดปิด ทำให้ผู้ใช้รถสามารถประหยัดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ได้ถึง 40% ซึ่งเหมาะกับ สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ที่ผู้คนมีการใช้รถน้อยลง จากการ Work From Home และการรณรงค์ให้อยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า คุณอู๋ Spin 9 หรือ อติชาญ เชิงชวโน กูรูด้านรถยนต์และเทคโนโลยี YouTuber ชื่อดังอันดับต้นๆ ของไทย ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าจริงที่เลือกเปลี่ยนจากประกันรถรายปีทั่วไปมาเป็นประกันรถเปิดปิด คุณอู๋ได้แชร์ถึงประสบการณ์การใช้งานประกันรถเปิดปิดว่า “นอกจากจะประหยัดค่าเบี้ยประกันรถของผมทุกปีจากหลายหมื่นเหลือเพียง 7 พันกว่าบาทแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ การใช้งานที่เรียกได้ว่า Seamless เลยครับ การเปิด-ปิดประกันแบบอัตโนมัติ เมื่อสตาร์ท และ ดับเครื่องยนต์ ประกันก็จะเปิด-ปิดให้เอง ผ่านอุปกรณ์ IoT ที่เรียกว่า TVI Connect และจะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ แต่ถึงผมจะไม่เปิด App หรือมือถือผมจะแบตหมด การเปิด-ปิดก็ทำให้เองทั้งหมดผ่านทาง TVI Connect ตัวนี้ที่ทางไทยวิวัฒน์มอบให้มาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทำให้ใช้งานง่าย สะดวก แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมเปิดหรือปิดประกันเลยครับ และเรื่องความคุ้มครองก็สบายใจได้ เพราะประกันรถเปิดปิดคุ้มครองให้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เราจ่ายค่าเบี้ยเฉพาะเวลาที่ใช้รถแต่ได้รับความคุ้มครองครบเหมือนเดิมครับ และที่สำคัญการบริการด้านอื่นๆก็ดีกว่าประกันทั่วไปมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการต่อประกัน หรือ การแจ้งเหตุก็ทำได้เองผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้เราสะดวกมากขึ้นในยุคของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเราเอง”




ประกันรถเปิดปิด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้รถโดยทั่วไปที่ใช้รถอยู่เฉลี่ยไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถส่วนใหญ่เพื่อไปทำงานและกลับบ้าน ส่งผลให้ประกันรถเปิดปิดมีอัตราการต่ออายุที่สูงในตลาดประกันรถยนต์ แต่ในวันนี้ทางไทยวิวัฒน์ สามารถพัฒนารูปแบบของประกันรถเปิดปิดให้ตอบโจทย์สถานการณ์ความปกติใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ในรูปแบบของ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่ได้เพิ่มความพิเศษ ให้กับการทำประกันรถยนต์ นอกเหนือจากการเปิดปิดประกันแล้ว ในวันนี้ผู้ใช้งานยังสามารถ Top-up เพิ่มชั่วโมงประกันได้เอง ทำให้ผู้ใช้รถประหยัดค่าเบี้ยเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถทยอยจ่ายค่าเบี้ยประกันตามที่ใช้งานจริง ซึ่งหมายความว่าหากใช้รถน้อยก็จะสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันรถทั้งปีลดลงได้สูงถึงประมาณ 70%

ยกตัวอย่างเช่นประกันรถยนต์ ชั้น 1 จากราคาเบี้ยในท้องตลาดของประกันรายปีทั่วไปค่าเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อปี ส่วนประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up ราคาเริ่มต้นทั้งปี สำหรับประกันชั้น 1 จะคงเหลือเพียง 4,900 บาท เท่านั้น ทั้งนี้จะมีระยะเวลาความคุ้มครองเริ่มต้นให้ที่ 50 ชั่วโมง

ในกรณีนี้หากผู้ใช้บริการต้องการจำนวนชั่วโมงความคุ้มครองเพิ่ม ก็สามารถ Top-up ชั่วโมงความคุ้มครองได้เองตลอดเวลา ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ ในราคาเริ่มต้นสำหรับประกันชั้น 1 เพียง 400 บาท ต่อ ทุกๆ 50 ชั่วโมงความคุ้มครอง ทำให้ผู้ใช้รถจ่ายค่าเบี้ยประกันเฉพาะเท่าที่ใช้งานรถจริง หรือค่อยๆ ทยอยจ่ายค่าเบี้ยตามที่จำเป็นเท่านั้น

นอกจากประกันชั้น 1 แล้ว ยังมีประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความเหมาะสมเช่นกัน โดยราคาเบี้ยประกันชั้น 2+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท และ ราคาเบี้ยประกันชั้น 3+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,700 บาท ซึ่งการ Top-up เติมชั่วโมงของประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ จะอยู่ที่ 300 บาทต่อ 50 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

คุณแบม ปีติภัทร คูตระกูล พิธีกรตัวแทนคนรุ่นใหม่ ได้ให้ความเห็นถึง ผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up นี้ว่า “มีความล้ำสมัย และช่วยให้อิสระทางการเงินแก่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง พร้อมให้คนไทยสามารถเข้าถึงการป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มหลักประกันที่มั่นคงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนั้นยังได้ตอบโจทย์สถานการณ์ New Normal ความปกติใหม่ที่ได้เกิดขึ้น เมื่อคนไทยมีการเดินทางลดลง สามารถทำงานแบบ Work Anywhere and Anytime พร้อมเชื่อมต่อและส่งข้อมูลกันได้ผ่านทางโลกดิจิทัล ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่ ประกันรถเปิดปิด จะนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้สะดวกและประหยัดไปพร้อมๆ กัน”

ทั้งนี้ในโอกาสการเปิดตัวประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ท่ามกลางความปกติใหม่นี้ คุณเทพพันธ์ กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยประกันรถเปิดปิดได้เปิดตัวมาครบรอบ 3 ปีเต็มแล้ว ไทยวิวัฒน์ขอมอบ โปรโมชันส่วนลดสูงสุดถึง 1,000 บาทให้กับลูกค้าประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up จำนวน 3,000 กรมธรรม์แรก โดยให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 500 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ชั้น 2+ และชั้น 3+ และกรมธรรม์ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ชั้น 1 ให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 1,000 บาท

ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่สนใจสามารถทำประกันรถชั้น 1 ได้ ในราคาเริ่มต้นจาก 4,900 บาท เหลือเพียง 3,900 บาทเท่านั้น โปรโมชันดังกล่าว จะมอบให้กับผู้ทำประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up เป็นจำนวน 3,000 กรมธรรม์แรก ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2563 และสามารถทำประกันล่วงหน้าได้ถึง 1 ปี ถ้าประกันรถใครยังไม่หมดก็สามารถสมัครล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าวได้เช่นกัน

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up และ ประกันรถเปิดปิด แบบ Package 4 เดือนขึ้นไป สามารถเรียกใช้บริการทำความสะอาดรถและอบโอโซนถึงที่บ้าน ฟรี! มูลค่า 550 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor โดยความร่วมมือกับผู้ให้บริการ INSTAWASH โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ฟรี จำนวน 50 สิทธิ์ ต่อเดือน วันนี้ – 30 กันยายน 2563

นอกจากประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up จะจัดโปรโมชันเพื่อช่วยเหลือผู้ทำประกันภัยแล้ว ยังนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากเบี้ยประกันรถเปิดปิดนี้ เพื่อนำไปสมทบทุนจัดหาและบริจาคตู้ตรวจคัดกรอง COVID-19 (Modular Sward Units) มอบให้กับ 10 โรงพยาบาลรัฐ ในเครือข่ายสถาบันแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจทำประกันรถเปิดปิดTop-up สามารถสมัครประกันได้ง่ายๆ ผ่านทาง www.thaivivat.co.th หรือ โทร 02-200-7000

อย่างไรก็ตามนอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังจัดรายการ LIVE ในรูปแบบ Variety Talk and Charity ต่อเนื่องอีก 2 วัน ในวันที่ 21 และ 23 พฤษภาคม 2563 ทาง Facebook Page: Thaivivat Insurance – ไทยวิวัฒน์ รูปแบบใหม่โดย “ประกันภัยไทยวิวัฒน์ X บวกกับแบม” ที่เชื่อมต่อครอบครัวไทยวิวัฒน์เข้าด้วยกัน พูดคุยเน้นๆ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด รวมถึงเติมเต็มกำลังใจให้ฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

โดยจัดกิจกรรมร้านดีช่วยบอกต่อ ฝากร้านกับ พรีเซ็นเตอร์ประกันภัยไทยวิวัฒน์ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” ให้ผู้ชมสามารถฝากร้าน โปรโมทธุรกิจ ต่างๆ ผ่านรายการได้ฟรี เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการใหม่ๆ ให้คนไทยทุกคนได้รับรู้ พร้อมพูดคุยการรับมือกับวิถีชีวิตแบบ New Normal ความปกติใหม่ ร่วมกับแขกรับเชิญพิเศษ คุณก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน จากรายการอายุน้อยร้อยล้าน และกิจกรรมทำอาหารกับ พ่อบ้านตัวจริง คุณชานนท์ ผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand Season 3 ใน Theme ‘ประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up, Beyond the New Normal’ นอกจากนี้ในรายการ ยังมีกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของที่ระลึก รวมถึงชวนผู้ชมมาร่วมแสดงพลังสู้ COVID-19 ร่วมกับมูลนิธิต่างๆ ที่ไทยวิวัฒน์ได้นำร่อง ด้วยการร่วมสนับสนุนเงิน 1 ล้านบาท ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิเทใจ เพื่อผลิต หน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ “THAMMASK” ให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมส่งต่อเป็นกำลังใจให้เรา ก้าวผ่าน วิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

TQM ผนึกกรุงเทพประกันภัย ปล่อยโปรดักท์ซีรีย์ “ประกันเบาใจ”

posted Apr 30, 2020, 12:15 AM by Maturos Lophong


TQM ผนึกกรุงเทพประกันภัย ปล่อยโปรดักท์ซีรีย์ “ประกันเบาใจ” 

เอาใจมนุษย์ฟรีแลนซ์-มนุษย์เงินเดือน เคาะเบี้ยสุดคุ้มรับวันแรงงาน

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น โดย ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ (TQM) ร่วมกับ บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI) เปิดตัวโปรดักท์ประกันภัยซีรีย์พิเศษ ‘ประกันเบาใจ’ ด้วยประกันมนุษย์เงินเดือนและประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ มุ่งตอบสนองเพนพอยท์ ‘ความไม่แน่นอนในชีวิต’ ของมนุษย์ฟรีแลนซ์-มนุษย์เงินเดือน ที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจขาลงจากพิษไวรัสโควิด-19 พร้อมออกแบบความคุ้มครองครอบคลุมเข้าถึงอินไซด์ตลาดแรงงาน ตอบโจทย์ครบทั้งสุขภาพและการเงิน เคาะเบี้ยประกันภัยราคาเบาๆ พร้อมผ่อนจ่ายได้สูงสุด10 เดือน เพื่อเอาใจคนทำงาน เดินการตลาดเชิงรุกในยุคโซเชียล ดิสแทนซิ่ง (Social Distancing) ซื้อประกันผ่านออนไลน์ TQM 24 Smart Services ตามแนวคิด “ให้ประกันเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว” ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย แม้ในยามวิกฤตยังมีหลักประกันให้เบาใจ ชูโปรดักท์ประกันภัยที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์มนุษย์ทำงานทุกกลุ่ม ครบทุกด้านของชีวิต การออกโปรดักซ์ซีรีย์ประกันเบาใจครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายทั้งประกันมนุษย์เงินเดือนและประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ คาดว่าจะมีเบี้ยประกันเพิ่มอีก 350 ล้านบาท โดยมั่นใจว่ายอดขายรวมจะทำได้ตามเป้า 1,200 ล้านบาท พร้อมดึงเจมส์ มาร์ เป็นตัวแทนมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า “การระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะในตลาดแรงงาน ล่าสุดพบจำนวนผู้ว่างงานที่ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมแล้วกว่า 1.2 ล้านราย TQM และกรุงเทพประกันภัย จึงได้ร่วมกันออกโปรดักท์ประกันภัยซีรีย์ ‘ประกันเบาใจ’ เพราะมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์ล้วนยืนอยู่บนความเสี่ยงโดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสวัสดิการสุขภาพ ขาดหลักประกันในชีวิต นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้มีประกันมนุษย์เงินเดือน และประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ เพื่อใหมีหลักประกันให้ชีวิตของคนวัยทำงาน แม้ในวันที่ชีวิตต้องอยู่กับความวิกฤต เจ็บป่วยขาดรายได้ก็ยังมีประกันดูแล”

ด้านดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือในการออกแบบ ‘ประกันเบาใจ’ เป็นการต่อยอดจากโปรดักท์ประกันมนุษย์เงินเดือนที่กรุงเทพประกันภัยและ TQM เดินหน้าพัฒนาต่อเนื่องมากว่า 4 ปี ครั้งนี้เป็นการขยายความคุ้มครองไปยังกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพฟรีแลนซ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลและต้องการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพเช่นเดียวกัน ประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์จึงมีความคุ้มครองที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ด้วยความเข้าใจในบริบทผลกระทบจากโควิท-19 จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยรองรับความเสี่ยงทุกด้านของคนทำงาน พร้อมมีบริการพิเศษ อาทิ TeleHealth Consult เบี้ยประกันภัยไม่แพง ผ่อนชำระได้ เพื่อให้มนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์สามารถเข้าถึงได้แบบเบาใจ”

ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “โดยกลยุทธ์ในการเดินหน้าการตลาดโปรดักซ์ซีรีย์‘ประกันเบาใจ’ นั้น มุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงด้วยกลยุทธ์ช่องทางดิจิทัล ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อประกันออนไลน์ด้วยตนเองได้เลยทันที หรือหากต้องการปรึกษากับพนักงานก็สามารถทักแชทเข้ามาคุยได้ ไปจนถึงบริการหลังการขายที่สามารถรับและตรวจสอบกรมธรรม์ทางออนไลน์ โดยทั้งหมดผ่านบริการใหม่ล่าสุด TQM 24 Smart Services บนช่องทาง Line TQM Insurance Broker ตลอด 24 ชั่วโมง https://lin.ee/36WqybQ นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอื่น ๆ ไว้อำนวยความสะดวกได้แก่ Facebook TQM Insurance Broker เว็บไซต์ www.tqm.co.th หรือโทร 1737 ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน

“ครั้งนี้ TQMได้ให้ เจมส์ มาร์ พรีเซนเตอร์ของประกันมนุษย์เงินเดือนมาเป็นตัวแทนมนุษย์เงินเดือนมาบอกสิทธิพิเศษเพิ่มของประกันมนุษย์เงินเดือนในครั้งนี้ และเจมส์ยังเป็นตัวแทนของมนุษย์ฟรีแลนซ์ที่จะเล่าถึงชีวิตมนุษย์ฟรีแลนซ์ว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรและการลดความเสี่ยงด้วยประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ได้อย่างไร

นอกจากนี้ TQM มีความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่า การตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ที่แข็งแกร่งของ TQM ประกอบกับความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ที่คิดค้นมาเป็นพิเศษ จะทำให้ประกันซีรีย์ “ประกันเบาใจ” เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคทั้งมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์ได้อย่างแน่นอน” ดร.นภัสนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

เอไอเอ ประเทศไทย จับมือ 15 โรงพยาบาล เปิดตัวบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอก

posted Apr 22, 2020, 11:49 PM by Maturos Lophong



เอไอเอ ประเทศไทย จับมือ 15 โรงพยาบาล เปิดตัวบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอก
ผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
เอไอเอ ประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในเรื่องดังกล่าว จึงได้จับมือกับโรงพยาบาลในเครือข่ายจำนวน 15 โรงพยาบาล เปิดตัวบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอก (OPD) ผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


นายแพทย์สมสกุล ศรีพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทางการแพทย์และระบบประกันสุขภาพเครือข่าย เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ตระหนักดีว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น หลายท่านมีความกังวลในเรื่องการเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 เอไอเอ ประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือข่าย ทั้งสิ้น 15 โรงพยาบาล ได้แก่ รพ. กรุงเทพสำนักงานใหญ่ (ซอยศูนย์วิจัย), รพ. พญาไท นวมินทร์, รพ.กรุงเทพระยอง, รพ. มหาชัย, รพ. สมิติเวช ศรีนครินทร์, รพ. สมิติเวช สุขุมวิท, รพ. สมิติเวช ศรีราชา, รพ. สมิติเวช ชลบุรี, รพ. สมิติเวช ธนบุรี, รพ. สมิติเวช ไชน่าทาวน์, รพ. นวมินทร์ 9, รพ. บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล, รพ. บางปะกอก 1, รพ. บางปะกอก สมุทรปราการ และ รพ. นครธน ในการให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง* ที่มีประกันสุขภาพกับ
เอไอเอ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ ผ่านบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกผ่านทางโทรศัพท์ หรือ Telemedicine โดยสามารถเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกได้เสมือนการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงจากการเดินทางออกจากบ้านให้แก่ผู้เอาประกันภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” โดยบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2563”


สำหรับเงื่อนไขผู้เอาประกันภัยที่มีสิทธิรับบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกผ่านทางโทรศัพท์ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต้องเป็นผู้เอาประกันภัยที่มีประกันสุขภาพกับเอไอเอ และมีผลประโยชน์ผู้ป่วยนอก (OPD) ซึ่งต้องเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีประวัติการอนุมัติสินไหมโรคนั้นจากเอไอเอแล้ว และมีการนัดตรวจติดตามโรคดังนี้ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต โดยค่าใช้จ่ายที่เอไอเอให้ความคุ้มครองได้แก่ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ 1 ค่าธรรมเนียมแพทย์ และค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับโรค ได้แก่ การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต หรือหัวใจ ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบสิทธิการรับบริการได้ที่

· โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่ (ซอยศูนย์วิจัย) โทร. 02 310 3000

· โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ โทร. 02 944 7111 ต่อ 16306 หรือ 081 900 8231

· โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง โทร. 081 723 5354 หรือ 063 213 6244

· โรงพยาบาลมหาชัย โทร. 03 411 8888, 1776 ต่อ 1109

· โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาล นวมินทร์ 9 โทร. 02 518 1818 ต่อ 855

· โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล โทร. 093 009 2562

· โรงพยาบาลบางปะกอก 1 โทร. 02 109 1111 ต่อ 1161

· โรงพยาบาลบางปะกอก สมุทรปราการ โทร. 02 109 3222 ต่อ 10170-10171

· โรงพยาบาลนครธน โทร. 02 450 9999 ต่อ 5202

ผู้เอาประกันภัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/aiateleconsult หรือ AIA Call Center โทร. 1581 ตลอด 24 ชั่วโมง

หมายเหตุ

- ค่ารักษาพยาบาลที่เกินจากสิทธิที่ได้รับจากผลประโยชน์ในกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยจะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนเกินนั้น

- ค่าบริการจัดส่งยาหรือเวชภัณฑ์ 1 ไม่รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่ เอไอเอ คุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยจะต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

- สิทธิในการรับบริการเป็นไปตามเงื่อนไขที่เอไอเอ และแต่ละโรงพยาบาลกำหนด โดยเงื่อนไขและระยะเวลาการให้บริการอาจปรับเปลี่ยนได้

- หากมีการเปิดให้บริการเพิ่มเติมสำหรับโรงพยาบาลอื่น เอไอเอจะประกาศให้ทราบต่อไปใน AIA.CO.TH

TQM ยกระดับบริการด้วย “TQM 24 Smart Services”

posted Apr 20, 2020, 2:15 AM by Maturos Lophong



TQM ยกระดับบริการด้วย “TQM 24 Smart Services” มั่นใจ เลือก-ซื้อ-จ่าย-เคลม-รับบริการ พร้อมเปิดตัว Tele Health Consult บริการปรึกษาสุขภาพ ผ่าน LINE TQM Insurance Broker

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น โดย บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด หรือ TQM เปิดตัวบริการใหม่ “TQM 24 Smart Services” เพิ่มความมั่นใจให้ลูกค้า เลือก ซื้อ จ่าย รับกรมธรรม์ แจ้งเคลม และรับบริการอื่นๆ จากบริษัทประกันกว่า 40 บริษัท ได้แบบครบจบที่เดียว ผ่านช่องทางLINE TQM Insurance Broker ตอบสนองไลฟ์สไตล์ยุค Social Distancingและพร้อมก้าวข้ามยยุคดิจิทัล ผนึกบริการ Omni channel ทั้งแชทและโทรคุยกับพนักงานเรียลไทม์ 24 ชม. ส่งประกันไข้หวัดใหญ่และโรคที่เกิดจากยุง’ พร้อมเสริมบริการ Tele Health Consult ให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผ่าน “TQM 24 Smart Services” เผยหลังออกโปรดักท์ประกันโควิดมีลูกค้าซื้อประกันแล้วกว่า 1 ล้านกรมธรรม์ กว่า 80% ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ก้าวสู่มิติใหม่ปลดล็อกการขายและ บริการแบบเดิมๆ ให้ประกันเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว



ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า TQM มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการทำดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การวางกลยุทธ์ TQM Digital โดยพัฒนาช่องทาง Real-time Chat Bot ให้ลูกค้าสามารถซื้อประกันผ่านการแชทกับระบบอัตโนมัติ หรือ Bot ได้ 24 ชั่วโมง และยังริเริ่มพัฒนาระบบ การซื้อประกันเป็นของขวัญให้ตนเองหรือคนรัก ผ่านระบบ Insurance Gifts ในแพลตฟอร์มไลน์และเว็บไซต์

“จากการเดินหน้าทำการตลาดผ่านกลยุทธ์ดิจิทัลที่ผ่านมา ประกอบกับสถานการณ์โควิด – 19 ทำให้ได้เห็นพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อประกันโควิดกับ TQM ผ่านแพลตฟอร์ม TQM Digital ‘Line Facebook และ website’ ซึ่งเป็นยอดการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ที่สูงมาก จึงเป็นแนวทางในการนำมาต่อยอดพัฒนางานขายและงานบริการใหม่ ‘TQM 24 Smart Services’ บน Line TQM Insurance Broker https://lin.ee/36WqybQ แบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคเข้าใช้งานได้ง่ายและสะดวกที่สุดในปัจจุบันโดย TQM 24 Smart Services เป็นบริการที่ผสมผสานงานออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน โดยลูกค้าสามารถเลือกว่าจะแชทกับ Bot แชทกับพนักงาน หรือโทรคุย พร้อมช่องทางการชำระเงินให้ลูกค้าได้เลือกทั้งแบบเงินสดและบัตรเครดิต รวมถึงบริการหลังการขาย ทั้งเช็คกรมธรรม์ แจ้งเคลมได้ทุกประกันที่ซื้อกับ TQM ค้นหาอู่ สร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้รับบริการ บริการนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในช่วง Social Distancing ได้อย่างเข้าใจและเข้าถึง แม้ต้องเว้นระยะห่างกัน แต่ TQM ไม่หยุดเว้นระยะการให้บริการลูกค้า”

ด้านดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า ผู้บริโภคสามาถมั่นใจในบริการของ TQM ได้ เพราะ TQM อยู่กับคนไทยมามากกว่า 60 ปี สำหรับงานขาย TQM เป็นศูนย์รวมด้านผลิตภัณฑ์ประกันจากพันธมิตรกว่า 40 บริษัทประกันชั้นนำ มีทีมพัฒนาโปรดักท์ที่ใช้ Big Data มาวิเคราะห์ในการพัฒนาโปรดักท์ให้ลูกค้าได้เลือกหลายรูปแบบ และมีประกันแบบ Exclusive ที่ขายเฉพาะ TQM เท่านั้น ทั้งประกันรถยนต์ พ.ร.บ. ประกันโควิด ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันบ้าน ประกันชีวิต


โดยล่าสุด TQM ได้ออกแบบโปรดักท์พิเศษ ‘ประกันไข้หวัดใหญ่และโรคที่เกิดจากยุง’ เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ของโรคที่ประเทศไทยต้องเริ่มเฝ้าระวังคือ โรคไข้เลือดออกและโรคไข้หวัดใหญ่ โดยจากสถิติ เมื่อปี 2562 ไทยพบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกกว่า 1 แสนราย และโรคไข้หวัดใหญ่ กว่า 3 แสนราย ด้วยความตระหนักต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับคนไทย TQM ได้ร่วมกับบริษัทประกัน ออกแบบความคุ้มครองที่ซื้อเพียง 1 กรมธรรม์ แต่คุ้มครองถึง 2 โรคคือ โรคที่มีสาเหตุมาจากยุง ได้แก่ ไข้เลือดออก ไวรัสซิกา ไข้สมองอักเสบ เจอี ชิคุนกุนยา และไข้จับสั่น (Malaria) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A B C เบี้ยเริ่มต้น 200 บาท คุ้มครองสูงสุด 50,000 บาท คลิกดูรายละเอียดได้ที่ https://bit.ly/2VjJ4IF

พร้อมเปิดตัวบริการเสริม Tele Health Consult ซึ่งเป็นโบรคเกอร์ประกันเจ้าแรกของประเทศที่ให้บริการนี้ โดยเป็นบริการให้คำปรึกษาจากทีมแพทย์กว่า 400 คน ที่จะให้การวินิจฉัยอาการได้ในเบื้องต้น ทำให้ผู้รับบริการบางรายไม่จำเป็นต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

โดยในระยะแรกจะเปิดให้บริการ Tele Health Consult ผ่าน TQM 24 Smart Services กับลูกค้าที่ซื้อประกันโควิดได้ปรึกษาเรื่องโควิดฟรี และมีแคมเปญพิเศษกับลูกค้าที่ซื้อประกันสุขภาพในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคมนี้ จะได้รับบริการปรึกษาด้านสุขภาพอื่น ๆ ฟรีเช่นกัน


อนึ่ง ลูกค้ายังสามารถเข้ามาสอบถามและซื้อประกันกับ TQM บนช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ได้ ทั้ง Facebook https://www.facebook.com/TqmBroker/ เว็บไซต์ www.tqm.co.th และ Application TQM Beside http://onelink.to/tqmbeside หรือโทร 1737 ตลอด 24 ชั่วโมง #TQM24 #TQM24Smartservices #LineTQMInsuranceBroker

กอบกาญจน์และขัตติยาพร้อมนำทัพเคแบงก์สู้ศึกการแข่งขันและวิกฤติโลก

posted Apr 7, 2020, 12:30 AM by Maturos Lophong





กอบกาญจน์และขัตติยาพร้อมนำทัพเคแบงก์สู้ศึกการแข่งขันและวิกฤติโลก

สองหญิงแกร่ง กอบกาญจน์จับมือขัตติยารับโจทย์สำคัญนำกสิกรไทยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจและสู้ศึกดิสรัปชั่น (Disruption) วางอนาคตสร้างธนาคารเป็นองค์กรใหญ่ที่คล่องตัวสูง ขับเคลื่อนเร็วพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นทีม พาธนาคาร ลูกค้า และเศรษฐกิจประเทศชาติรอดไปด้วยกัน คาดหากโควิด-19 คุมได้ในไตรมาส 2 จีดีพีติดลบ 5.0%

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ช่วงนี้สภาพเศรษฐกิจไทยอ่อนแอลง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า ปัญหาคุณภาพสินเชื่อจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำหรับธุรกิจธนาคาร โดยอาจต้องติดตามสถานการณ์ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคล ตลอดจนสินเชื่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งที่พึ่งพิงตลาดและกำลังซื้อในประเทศ และที่พึ่งพิงตลาดส่งออก ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อย่างไรก็ตามคาดว่ามาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ จะมีส่วนสำคัญในการลดทอนผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การปรับโครงสร้างหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย จะช่วยลดภาระการกันสำรองของสถาบันการเงิน



ภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน ส่งผลให้การทบทวนประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2563 คาดว่าจะหดตัว -5.0% ท่ามกลางสมมติฐาน ดังต่อไปนี้ 

1. สถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ในไทยและต่างประเทศ สามารถควบคุมจำนวนการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อได้ในภายในไตรมาสที่ 2

2. เศรษฐกิจโลกและไทยคาดว่า จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2563

3.นโยบายการเงินและการคลังที่ทยอยออกมาแล้ว และที่กำลังจะตามมา จะช่วยประคองกลไกทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการเงินให้สามารถดำเนินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยปีนี้ คือ การใช้จ่ายของภาครัฐที่จะเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยประคองเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ส่วนปัจจัยเสี่ยง คือ การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว การส่งออก การบริโภค และการลงทุน อย่างมีนัยสำคัญ 

ทิศทางของธนาคารกสิกรไทยที่ดำเนินต่อจากนี้ คือ เข้าไปช่วยเหลือลูกค้าธนาคารในหลาย ๆ ทาง พร้อมมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่จะมีส่วนสำคัญในการลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และในอนาคตข้างหน้า นอกจากการฝ่าวิกฤติไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้แล้ว ธนาคารกสิกรไทยจะยังคงบทบาทการเป็นสถาบันการเงินชั้นนำ ที่จะเป็นตัวจักรสำคัญในการพลิกฟื้นระบบเศรษฐกิจไทยให้เดินหน้าต่อไปได้ และพร้อมเสมอที่จะรับมือกับความท้าทายรูปแบบใหม่อื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

ด้วยบทบาทและหน้าที่ของประธานกรรมการ ในการกำหนดนโยบายและกำกับดูแล ได้ประเมินฝ่ายบริหารและศักยภาพพื้นฐานของธนาคารแล้ว ก็มั่นใจว่า ยังดำรงความแข็งแกร่งเป็นที่น่าพอใจ และเชื่อมั่นว่าฝ่ายจัดการจะสามารถบริหารธนาคารให้ก้าวผ่านโจทย์ธุรกิจในช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 ควบคู่กับการสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจเพื่อรับมือดิสรัปชั่นและความท้าทายอื่นที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างเรียบร้อย

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงความรู้สึกในการรับตำแหน่งใหม่ว่า นับเป็นความท้าทายอย่างมาก และเชื่อมั่นว่าการดำเนินงานของธนาคารสามารถดำนินการได้อย่างต่อเนื่อง เพราะคณะผู้บริหารของธนาคารมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์และทิศทางธุรกิจสอดคล้องกันมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว

การดำเนินธุรกิจของธนาคารกสิกรไทยต่อจากนี้ การจัดการที่จะเร่งทำให้มากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน ได้แก่

การส่งมอบบริการทางการเงินไปถึงลูกค้ารายรายเล็กให้ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดยยังคงหลักระมัดระวังและการบริหารความเสี่ยงที่ดี ซึ่งเป็นโจทย์ที่ควรเร่งทำเป็นอันดับต้นเพราะจะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นโจทย์ของธนาคารทั้งในฐานะคนทำธุรกิจและพลเมืองของประเทศ

การจัดการด้านต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity management) ให้ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการถึงลูกค้าได้ดีขึ้น เร็วขึ้น และถูกลง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ไม่ใช่แค่การทำตามระเบียบของทางการ ซึ่งหากมองในระดับประเทศแล้วต้นทุนทางการเงินของธนาคารยังนับว่าเป็นเพียงส่วนน้อยของต้นทุนในระบบประเทศ ยังมีภาคส่วนอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่ม Productivity ได้อีกมาก เพื่อให้แรงงานการผลิตมีค่าผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยเกื้อหนุนสำคัญให้ธุรกิจอยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจนี้

การจัดการด้านทรัพยากรบุคคล ที่ต้องมีการยกระดับทักษะความสามารถพนักงาน ให้พร้อมรับมือกับภาวะการเปลี่ยนแปลงและเทคโนโลยีใหม่ ๆ

นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า โลกในทุกวันนี้เปลี่ยนไป ทั้งบทบาทของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคและการแข่งขันในธุรกิจอย่างมาก รวมกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เข้ามากระทบ ปัจจัยที่จะมาสั่นคลอนและท้าทายชีวิตของลูกค้ามีมากขึ้น ทั้งเชิงธุรกิจและชีวิตส่วนตัว แต่ธนาคารกสิกรไทยจะอยู่กับลูกค้าทุกที่และทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าอยู่กับเราแล้วปลอดภัย โดยจะช่วยเพิ่มอำนาจให้กับการใช้ชีวิตและการทำธุรกิจของลูกค้า (Empower Every Customer’s Life and Business) ทั้งการสนับสนุนแหล่งเงินทุน บริการทางการเงิน การให้ข้อมูล และโอกาสในการพบผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะกับธุรกิจ เพื่อให้ลูกค้าก้าวนำการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้นำในการทำธุรกิจ และได้ใช้ชีวิตตามที่ตัวเองต้องการ

เหตุการณ์ต่าง ๆ ในภายภาคหน้าอาจมีการเปลี่ยนแปลงที่เหนือการคาดการณ์ได้มากมาย เราอาจยังไม่รู้ชัดว่าธุรกิจธนาคารจะเปลี่ยนแปลงไปในรูปลักษณ์ไหน แต่สิ่งที่เรารู้แน่ชัดคือ เราต้องมีแนวคิดที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (Change Mind Set) มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ (Innovation) ที่สำคัญที่สุดคือ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและโลกใบนี้ (Sustainability) ซึ่งธนาคารกสิกรไทยจะเป็นองค์กรที่ใหญ่แต่เร็ว คล่องตัวสูง เป็นฟันเฟืองหลักของระบบเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับการนำพาองค์กรฝ่าวิกฤติการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างรุนแรง นับเป็นโจทย์สำคัญอันดับแรกในขณะนี้ ซึ่งนับตั้งแต่การระบาดส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ธนาคารกสิกรไทยได้มีการออกมาตรการช่วยเหลือลูกค้าด้านสินเชื่อไปแล้ว 115,000 ราย ยอดสินเชื่อ 124,000 ล้านบาท และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อช่วยเหลือลูกค้าผู้ประกอบการและลูกค้าบุคคลที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เป้าหมายสำคัญในการฝ่าวิกฤตินี้ คือ พนักงานปลอดภัย สามารถส่งมอบบริการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าให้ได้มากที่สุด และเตรียมความพร้อมเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศต่อไป ทั้งนี้ จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 และทิศทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง ธนาคารอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่าง ๆ โดยจะมีการทบทวนแผนธุรกิจและเป้าหมายปี 2563 อย่างชัดเจน หลังจากเห็นผลประกอบการของไตรมาสแรก เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์

บอร์ดออมสิน มีมติเห็นชอบ เลือก “วิทัย รัตนากร” เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่

posted Mar 17, 2020, 1:48 AM by Maturos Lophong


บอร์ดออมสิน มีมติเห็นชอบ เลือก “วิทัย รัตนากร”

เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่


คณะกรรมการธนาคารออมสิน เห็นชอบตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน มติคัดเลือก นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ แทน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ที่จะหมดวาระ เผย นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ พร้อมนำพาองค์กรปฏิบัติหน้าได้เจริญก้าวหน้า เตรียมเสนอ ธปท. ก่อนเสนอรมว.คลัง เห็นชอบแต่งตั้งต่อไป 




นายพชร อนันตศิลป์ ประธานกรรมการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการธนาคารฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ที่มี นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ กรรมการธนาคารออมสิน เป็นประธานกรรมการสรรหาฯ เพื่อดำเนินการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ดำรงตำแหน่งต่อจาก นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ที่จะหมดวาระในวันที่ 14 มิถุนายน 2563 โดยได้ออกประกาศสรรหาบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 นั้น 

บัดนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ดำเนินการตามกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้นแล้ว โดยมีผู้สนใจสมัครทั้งสิ้น 4 คน และผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นจำนวน 3 คน ซึ่งคณะกรรมการสรรหาฯ ได้เชิญมาสัมภาษณ์และแสดงวิสัยทัศน์ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ เห็นว่า นายวิทัย รัตนากร เป็นผู้มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ด้วยเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีวิสัยทัศน์ที่จะสามารถนำพาธนาคารออมสินเจริญก้าวหน้าได้อย่างต่อเนื่อง สามารถ ปฏิบัติงานตามภารกิจและพันธกิจขององค์กรให้สำเร็จลุล่วง ทั้งนี้ คณะกรรมการธนาคารออมสิน ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการสรรหาฯ แล้ว


สำหรับขั้นตอนต่อไป ธนาคารฯ จะนำเสนอผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้อำนวยการธนาคารออมสินต่อธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติก่อนนำเสนอชื่อต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบประกาศแต่งตั้งต่อไป.

คปภ. ถกภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เร่งออก 10 มาตรการเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

posted Mar 13, 2020, 2:33 AM by Maturos Lophong



คปภ. ถกภาคอุตสาหกรรมประกันภัย เร่งออก 10 มาตรการเพิ่มเติม

เพื่อลดผลกระทบจากไวรัสโควิด-19

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 โดยมี ศูนย์กลางการแพร่ระบาด ณ เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สำนักงาน คปภ. ได้เล็งเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการกำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้ออกมาตรการในการดูแลช่วยเหลือประชาชนด้านการประกันภัยที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 Coronavirus (2019-nCoV) อย่างต่อเนื่อง ไปแล้ว นั้น

ปัจจุบันสถานการณ์ดังกล่าว ยังไม่คลี่คลายและส่งผลกระทบถึงภาคอุตสาหกรรมประกันภัยและภาคธุรกิจ
ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง ที่นักท่องเที่ยวยกเลิกการเดินทาง
เป็นจำนวนมาก รวมถึงมีการลดจำนวนเที่ยวของการขนส่งสินค้า ดังนั้น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 สำนักงาน คปภ. จึงได้จัดประชุมหารือร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย ประกอบด้วย สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกัน
วินาศภัยไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และสมาคมนายหน้าประกันภัย เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม โดยได้ข้อยุติร่วมกันเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเพิ่มเติม ดังนี้




มาตรการบรรเทาผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมประกันภัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง


มาตรการที่ 1 จะออกคำสั่งนายทะเบียน เพื่อปรับปรุงอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำที่ใช้ในการคำนวณอัตราเบี้ยประกันภัย โดยจากเดิมกำหนดที่อัตรามากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 2 เป็นมากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 1 เพื่อรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 และสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ

มาตรการที่ 2 จะออกคำสั่งนายทะเบียน เพื่อขยายระยะเวลาของมาตรการในคำสั่งนายทะเบียนที่ออกไปแล้วเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ดังนี้

ด้านการประกันชีวิต

1. ผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัย ในกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาผ่อนผันเดิม

2. ยกเว้นดอกเบี้ยกรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตสิ้นผลบังคับ ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 หากผู้เอาประกันภัยขอต่ออายุกรมธรรม์ประกันชีวิต หรือกลับคืนสู่สถานะเดิมของกรมธรรม์ประกันชีวิต ภายใน 6 เดือน 

3. ผ่อนผันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยในกรณีนำมูลค่าเวนคืนมาชำระเบี้ยประกันภัยโดยอัตโนมัติ หรือมีการกู้ยืมเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิต ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 บริษัทอาจยกเว้นหรือปรับลดดอกเบี้ย เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน


4. อนุญาตให้มีการผ่อนผันให้ผู้เอาประกันภัยชำระเบี้ยประกันภัยในแต่ละงวด โดยไม่คิดดอกเบี้ย
เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน ในกรณีผู้เอาประกันภัยมีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัยใดๆ ก็ตาม 
หรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยรายงวดที่น้อยกว่า 1 ปี โดยไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงงวดการชำระเบี้ยประกันภัย 
ในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

5. ขอความร่วมมือบริษัทประกันชีวิตให้ผ่อนคลายการกำหนดจำนวนเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์ โดยให้มีการปรับเพิ่มเพดานขั้นสูงของจำนวนเงินกู้ยืมตามกรมธรรม์

6. ให้บริษัทประกันชีวิตสามารถลดอัตราเบี้ยประกันภัย สำหรับกรมธรรม์ประกันชีวิตและสัญญาเพิ่มเติมที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพ ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเบี้ยประกันภัย กรณีทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และวันเริ่มต้นคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยต้องไม่เกินวันที่ 31 สิงหาคม 2563

ด้านประกันวินาศภัย

1. ผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยของกรมธรรม์ประกันสุขภาพ หรือกรมธรรม์ประกันภัยที่มีความคุ้มครองเดียวกัน ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 โดยให้ขยายระยะเวลาผ่อนผันออกไปอีก 60 วัน นับแต่วันครบระยะเวลาผ่อนผันเดิม

2. ผ่อนผันเงื่อนไขการชำระเบี้ยประกันภัย โดยให้ผู้เอาประกันภัยสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเป็นรายงวดได้ สำหรับการประกันภัยอัคคีภัย และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่กำหนดไว้ในรายงานสถิติธุรกิจประกันวินาศภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ที่มีการทำสัญญาหรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยตามสัญญาในระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

3. ให้บริษัทประกันวินาศภัยอาจเปลี่ยนแปลงระยะเวลาการเริ่มต้นและสิ้นสุดความคุ้มครองของการประกันภัยการเดินทางได้ ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยมีกำหนดเดินทาง ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และมีเหตุจำเป็นต้องเลื่อนการเดินทาง ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยต้องแจ้งให้บริษัททราบก่อนวันเริ่มต้นความคุ้มครองเดิม

4. จะออกคำสั่งให้บริษัทประกันวินาศภัยสามารถลดอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้เอาประกันภัยโดยตรงกับบริษัทได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนเบี้ยประกันภัย (สำหรับการประกันภัยอัคคีภัย และการประกันภัยเบ็ดเตล็ด ที่กำหนดไว้ในรายงานสถิติธุรกิจประกันวินาศภัยของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) โดยต้องเป็นการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัท ระหว่างวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และวันเริ่มต้นคุ้มครองตามกรมธรรม์ฯ ต้องไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2563

ด้านคนกลางประกันภัย

1. ออกประกาศให้ตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย ตัวแทนประกัน
วินาศภัย ที่ได้รับผลกระทบและใบอนุญาตฯ สิ้นอายุตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 สามารถยื่นขอขยายระยะเวลาขอต่ออายุใบอนุญาตได้ไม่เกินวันที่ 30 มิถุนายน 2563



2. ขอความร่วมมือตัวแทนประกันชีวิต นายหน้าประกันชีวิต ตัวแทนประกันวินาศภัย นายหน้าประกันวินาศภัย ชะลอหรืองดการเข้าสอบหรือการเข้าอบรมตามหลักสูตรขอรับหรือขอต่ออายุใบอนุญาตฯ นับตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

3. ให้ผู้เข้าสอบที่เดินทางกลับมา หรือเดินทางผ่าน หรือได้ทำกิจกรรมในระยะใกล้ชิด หรือ สัมผัสกับบุคคล
ที่เดินทางกลับมา หรือเดินทางผ่านจากประเทศหรือเขตปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา COVID-19 
ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ภายใน 14 วัน ก่อนวันสอบต้องยื่นขอเลื่อนสอบไปยังหน่วยงานจัดสอบหรือสำนักงาน คปภ.ตามที่ได้สมัครสอบไว้

มาตรการที่ 3 เพื่อบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สำนักงาน คปภ. จึงมีมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้

1. สำหรับกรมธรรม์ที่ยังมีผลบังคับและรถยนต์ที่เอาประกันภัยนั้นไม่ได้มีการใช้เป็นระยะเวลาตั้งแต่ 30 วันขึ้นไป ผู้ประกอบการฯ สามารถแจ้งหยุดการใช้รถได้ โดยบริษัทผู้รับประกันภัยจะคืนเบี้ยประกันภัยในช่วงระยะเวลา
ที่หยุดให้แก่ผู้ประกอบการฯ หรือผู้ประกอบการฯสามารถตกลงกับบริษัทผู้รับประกันภัยเพื่อนำเบี้ยประกันภัยที่ได้รับคืนมาขยายระยะเวลาเอาประกันภัยได้

2. สำหรับกรมธรรม์ใหม่และกรมธรรม์ที่มีการต่ออายุ สำนักงาน คปภ. จะดำเนินการออกมาตรการระยะสั้น ด้วยการออกคำสั่งนายทะเบียนให้บริษัทพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยอาจให้ส่วนลดอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง ได้ไม่เกินอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนเบี้ยประกันภัย 
สำหรับการประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจทุกประเภทสำหรับการทำสัญญากับบริษัทประกันภัย ตั้งแต่วันที่มีผลบังคับตามคำสั่งนายทะเบียน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 และปรับปรุงแก้ไขประกาศ คปภ./ข้อบังคับ ให้บริษัทพิจารณาให้ความช่วยเหลือ โดยอาจผ่อนผันให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวและผู้ประกอบการขนส่ง แบ่งชำระเบี้ยประกันภัยรถยนต์เป็นรายงวดได้ สำหรับผู้ประกอบการฯ ที่มีการทำสัญญาหรือมีการชำระเบี้ยประกันภัยตามสัญญา ตั้งแต่วันที่มีผลบังคับตามคำสั่งนายทะเบียน ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

มาตรการที่ 4 จัดทำแนวปฏิบัติ เรื่อง การจัดทำแผนการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องสำหรับการการรับมือเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID -19 ของบริษัทประกันภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางให้แก่ภาคธุรกิจไปปรับใช้ในการทบทวนและจัดทำแผน BCP ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับความรุนแรงของสถานการณ์แต่ละระดับ

มาตรการที่ 5 ผ่อนผันการจัดส่งรายงานการดำรงเงินกองทุนประจำปี รายไตรมาส และรายเดือน รวมถึงกรอบและนโยบายการบริหารความเสี่ยง และกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจและแผนธุรกิจของบริษัทออกไปอีกไม่เกิน 
30 วัน นับจากวันที่กำหนดให้ส่งรายงาน โดยให้บริษัทขอผ่อนผันต่อนายทะเบียนเป็นรายกรณี

มาตรการที่ 6 ผ่อนผันการยื่นรายงานทางการเงินของบริษัทประกันภัย โดยผ่อนผันให้ครั้งละไม่เกิน 30 วันนับแต่วันครบกำหนด โดยให้บริษัทขอผ่อนผันต่อนายทะเบียนเป็นรายกรณี

มาตรการที่ 7 ผ่อนผันการยื่นงบการเงินและรายงานต่าง ๆ ของนายหน้าประเภทนิติบุคคล โดยผ่อนผันให้ครั้งละไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันครบกำหนด โดยให้นายหน้าประเภทนิติบุคคลขอผ่อนผันต่อนายทะเบียนเป็นรายกรณี

มาตรการที่ 8 ให้นายหน้าประกันภัยประเภทนิติบุคคลต้องมีความพร้อมกรณีที่บริษัทประกันภัยคู่สัญญาประกาศใช้แผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องจากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

มาตรการที่ 9 ปรับแผนการตรวจสอบ โดยเน้นการตรวจสอบนอกที่ทำการบริษัท (off-site inspection) แทนการเข้าตรวจสอบ ณ ที่ทำการบริษัท (on-site inspection) เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของไวรัส
โควิด 19 และใช้เทคโนโลยีเข้าร่วมในการตรวจสอบ

มาตรการที่ 10 ผ่อนผันให้บริษัทสามารถขออนุญาตปิดที่ทำการติดต่อกับประชาชนบางพื้นที่หรือบางสาขา เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจหรือการป้องกันการแพร่กระจายของไวรัส COVID-19 

ด้านนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า ทางสมาคมประกันวินาศภัยไทย 
เห็นด้วยกับการที่สำนักงาน คปภ. ได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือและเยียวยาภาคอุตสาหกรรมประกันภัย โดยในช่วงที่มีการระบาดของโรคในระยะแรก ทุกภาคส่วนมีความห่วงใยประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และได้ร่วมกันหารือ
เพื่อออกมาตรการต่าง ๆ เพราะการระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ไม่ได้กระทบเฉพาะในส่วนของผู้บริโภค แต่ยังรวมถึงผู้ประกอบการด้วย ซึ่งการประชุมในวันที่ 12 มีนาคม 2563 ได้มีการหารือมาตรการในการบรรเทาผลกระทบให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการได้รับการผ่อนผันและมีแผนรองรับในการให้บริการประชาชน
ได้อย่างต่อเนื่องจึงส่งผลให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบได้รับการช่วยเหลือเยียวยาแบบครบวงจร

ด้านนายสาระ ล่ำซำ อุปนายกฝ่ายการตลาด สมาคมประกันชีวิตไทย ให้ความเห็นว่า ในฐานะผู้แทนจากสมาคมประกันชีวิตไทย ขอขอบคุณ สำนักงาน คปภ.ที่ออกมาตรการด้านประกันภัยในมิติต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ สำนักงาน คปภ.ได้มีการปรับเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยไทยด้วยการเปิดกว้างให้บริษัทประกันภัยสามารถลงทุนได้หลากหลายสอดคล้องกับลักษณะของความเสี่ยงและภาระผูกพันที่มีต่อผู้เอาประกันภัย ทำให้
ภาคธุรกิจประกันภัยปรับการลงทุนให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจกันบ้างแล้ว ดังนั้น การออกมาตรการด้านประกันภัย เพื่อช่วยเหลือผู้เอาประกันภัยและภาคธุรกิจประกันภัยรวมไปถึงภาคธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ซึ่งขณะนี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ 
ทางสมาคมประกันชีวิตไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ มีความเห็นเพิ่มเติมว่า การบริหารต้นทุนของภาคธุรกิจ
ถือเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น หากสำนักงาน คปภ. พิจารณามาตรการด้านการบริหารต้นทุน หรือการบังคับใช้กฎเกณฑ์มาตรฐานทางบัญชี ไปด้วย ก็จะสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“สำนักงาน คปภ. มีความห่วงใยพี่น้องประชาชน รวมทั้งภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 เป็นอย่างยิ่ง จึงได้บูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนมาตรการด้านประกันภัยในการช่วยเหลือและเยียวยาประชาชน และภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ การประชุมครั้งนี้ เป็นการเติมเต็มมาตรการเสริมจากมาตรการที่เคยออกไปก่อนหน้านี้ โดยในครั้งนี้มุ่งไปที่การเยียวยาภาคธุรกิจประกันภัยและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขอย้ำว่ามาตรการที่กำหนดทุกมาตรการเป็นมาตรการระยะสั้น ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนให้เกิดความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งสำนักงาน คปภ.จะ monitor สถานการณ์และ


ความเสี่ยงต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย                         

1-10 of 211