Bank & Insurance


ทิพยประกันภัย ร่วมกับ FIT Auto มอบสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุและโควิด-19 ฟรี!

posted Apr 9, 2021, 1:44 AM by Maturos Lophong



ทิพยประกันภัย ร่วมกับ FIT Auto มอบสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุและโควิด-19 ฟรี! คุ้มครอง 30 วัน ทุนประกันภัย สูงสุด 100,000 บาท ในแคมเปญ “FIT FEST ฟิตไม่หยุด พร้อมสุดทุกทริป”



นายประสิทธิ์ชัย สุนทราภิรมย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มอบสิทธิพิเศษประกันภัยอุบัติเหตุและประกันภัยโควิด-19 ในแคมเปญ “FIT FEST ฟิตไม่หยุด พร้อมสุดทุกทริป” ให้กับลูกค้า FIT Auto ต้อนรับทุกทริปการเดินทาง ให้ทุกวันหยุดของคุณไม่มีสะดุด อุ่นใจในทุกการเดินทาง อย่างปลอดภัย สำหรับลูกค้าที่มียอดชำระที่ FIT Auto ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันภัยความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ระยะเวลา 30 วัน (นับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์) โดยลูกค้าสามารถสแกนQR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 - 30 มิถุนายน 2564 สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม โทร. 1365



“ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”

posted Mar 28, 2021, 11:48 PM by Maturos Lophong



“ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”

(New Normal Decade @iRVP Strives Road Safety Culture)

เปิดศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ThaiRSC (New Version)

และเปิดช่องทางการให้บริการ ผ่านLine @iRVP

วันที่ 26 มีนาคม 2564 : บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด จัดแถลงข่าว “ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”(New Normal Decade @iRVP Strives Road Safety Culture) เพื่อประกาศทิศทางการดำเนินงานปี 2564 ในการให้บริการประชาชน ภายใต้วิสัยทัศน์“เป็นองค์กรเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ด้วยระบบการประกันภัยรถ เพื่อสังคม มั่นคง ยั่งยืน” โดยยึดหลักการดำเนินงานผ่าน 4 พันธกิจหลักได้แก่ พัฒนาระบบบริการสินไหม,ขยายหลักประกันสู่ประชาชน,มุ่งมั่นรณรงค์ลดอุบัติเหตุ,ภาคภูมิใจคู่หลักธรรมาภิบาล โดยเน้น“ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ณ ห้องประชุม บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด (สำนักงานใหญ่)




นายนพดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทกลางฯ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ในการบริหารเงินกองทุนของผู้เอาประกันภัยทุกคน ให้ได้รับการคุ้มครองเยียวยาเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรถ รวมทั้งทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงให้กับประชาชนและประเทศอีกด้วย โดยบริษัทกลางฯ ได้ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ขององค์กร “เป็นองค์กรเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ด้วยระบบการประกันภัยรถ เพื่อสังคม มั่นคง ยั่งยืน”ภายใต้กรอบพันธกิจ 4 เสาหลัก ซึ่งประกอบด้วย

“พัฒนาระบบบริการสินไหม” มีการยกระดับระบบสินไหมอัตโนมัติ หรือ e-Claim system และ PA&HA gateway เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อได้รับอุบัติเหตุสามารถที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยไม่สร้างภาระให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องสำรองจ่าย,การดำเนินการหน่วยประสานสิทธิ ONE STOP SERVICE,มูลนิธิ กู้ชีพ กู้ภัย รวมพลัง ร่วมใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย,ศูนย์วิทยุ คชสีห์ เพื่อบูรณาการข้อมูลอุบัติเหตุ อุบัติภัย ระบบแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือสำหรับประชาชน


“ขยายหลักประกันสู่ประชาชน” มีพัฒนาระบบรับประกันภัย Online สู่ประชาชนให้สามารถเข้าถึงการทำประกันภัยได้ ทุกที่ ทุกเวลา ทุกคน สะดวก รวดเร็ว โดยได้สร้างช่องทางการสื่อสารกับประชาชน ในยุค New Normal ผ่าน Line Official Account บริษัทกลางฯ “@iRVP” ที่มาช่วยให้ตอบสนองประชาชนได้เร็วขึ้นไม่ว่าจะทำประกันภัย พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ หรือหากเกิดปัญหา ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ เพื่อไปใช้สิทธิขอรับความคุ้มครอง พ.ร.บ. ได้ รวมทั้งประชาชนสามารถหาความรู้หรือคำตอบเรื่องความคุ้มครองประกันภัย พ.ร.บ. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ไลน์ @iRVP ยังช่วยให้ประชาชนสามารถค้นหาสาขาบริษัทกลางฯ หรือจุดบริการ ตรอ. ใกล้บ้านคุณ รวมถึงการขยายการบริการให้ประชาชน โดยจะเชื่อมต่อทุกบริการด้วยกัน เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ หรือบริการช่วยเหลืออื่นๆ อีกด้วย

“มุ่งมั่นรณรงค์ลดอุบัติเหตุ” โดยบริษัทกลางฯ ได้กำหนดแผนงานการขับเคลื่อนการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน “ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”(New Normal Decade @iRVP Strives Road Safety Culture) โดยได้มีการเปิดตัว www.thairsc.com (new Version) ที่ยกระดับไปสู่การเป็นศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน ที่ได้พัฒนาให้สามารถนำเสนอผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ได้ทุกช่องทาง / การเข้าถึงข้อมูลอุบัติเหตุต่างๆ ได้ง่าย สามารถดูสถิติแยกตามประเภทรถ ช่วงอายุ แยกตาม Ranking ระดับจังหวัด สถิติชาวต่างชาติ เป็นต้น / การแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ง่ายต่อการนำเสนอหรือนำไปใช้งาน / ข้อมูลที่สามารถแสดงได้ถึงในทุกระดับพื้นที่ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล / ข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ตามระดับพื้นที่,ตามกลุ่มข้อมูล,ตามวัน เดือน ปี / และการนำข้อมูลไปบริหารจัดการ

และเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นกับคนไทย บริษัทกลางฯ ได้มีแผนงานการบริหารจัดการแผนงานด้วยระบบเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน (MIS FOR SUSTAINABLE ROAD SAFETY) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อหน่วยงาน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขป้องกันลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับจังหวัด,อำเภอ และ ท้องถิ่น โดยมีระบบจัดการ Online วิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุและการจัดทำ ติดตามแผนงานในระดับหน่วยงาน จังหวัด,อำเภอ,ท้องถิ่น อีกด้วย




นอกจากนี้ยังมีแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ใน 3 ระดับ ได้แก่

ระดับเยาวชน (GEN Youth) ที่จะมีการ transform 479 สถานศึกษา สู่ 5,000 สถานศึกษา บน Digital Platform

ระดับวัยทำงาน (GEN Workman) มีการเชิญชวนทุกหน่วยงานทั่วประเทศมาร่วมขับเคลื่อนเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนด้วยมาตรการองค์กร โดยไม่จำกัดจำนวน

ระดับชุมชน (GEN Village) เชิญชวนชุมชนที่สนใจให้เสนอโครงการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุในพื้นที่

“ภาคภูมิใจคู่หลักธรรมาภิบาล” ที่มุ่งพัฒนา ฟื้นฟูอาชีพคนพิการที่ประสบอุบัติเหตุจากรถ รวมถึงการเป็นศูนย์ข้อมูลประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับผ่านแดนอาเซียน เพื่อยกระดับความปลอดภัยสู่ประชากรอาเซียน

นายนพดล กล่าวตอนท้ายว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนต้องปรับตัวสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) บริษัทกลางฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำระบบดิจิตอลเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนภารกิจตามกฎหมายในการดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถให้ได้การคุ้มครองตามกฎหมายจาก พ.ร.บ. และสร้างหลักการประกันภัยให้กับประชาชนทุกคน รวมถึงภารกิจเพื่อสังคมในการมุ่งมั่นรณรงค์สร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับประชาชน ตรงตามแนวคิด“ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”


 

เปิดตัว “ยูนิต ลิงค์” ฟิลลิปประกันชีวิต ให้เงินทำงานแทนคุณ

posted Feb 25, 2021, 1:08 AM by Maturos Lophong




เปิดตัว “ยูนิต ลิงค์” ฟิลลิปประกันชีวิต ให้เงินทำงานแทนคุณ



บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล " ( Unit-linked Wealth Single) แผนประกันชีวิตควบการลงทุน ชำระเบี้ยประกันภัยเพียงครั้งเดียว รับความอุ่นใจด้วยความคุ้มครองถึง 130% ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว และตอบโจทย์ความมั่งคั่งด้วยโอกาสในการสร้างผลตอบแทนผ่านการลงทุนในกองทุนรวมระดับชั้นนำไม่ต่ำกว่า 11 กองทุนและจะขยายให้มากกว่า 20 กองทุนในอนาคต พร้อมมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติเพื่อช่วยรักษาผลตอบแทนเป้าหมายที่ต้องการได้

ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2564 เป็นปีแห่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเฉลี่ยประมาณ 6% ภายหลังจากเศรษฐกิจถดถอยหดตัวในปี 2563 อันเกิดจากเหตุการณ์สำคัญ (Event Driven) โดยเริ่มมีการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของบริษัทฯ ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตพร้อมกับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนชั้นนำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ที่ยอมรับได้ของลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและแผนการออมในระยะยาว บริษัทฯจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล" ( Unit-linked Wealth Single) ซึ่งเป็นแผนประกันชีวิตที่พัฒนาโดยยึดหลักการวางแผนการเงินแบบองค์รวมโดยเป็นทั้งแผนประกันชีวิตและการลงทุนควบคู่กัน เพื่อให้ลูกค้าสร้างความมั่งคงให้แก่ชีวิตและสร้างความมั่งคั่งทางการเงินที่เพียงพอสำหรับชีวิต




ชวลิต ทองรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส - ฝ่ายขายและCAO บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล" ( Unit-linked Wealth Single) ถูกออกแบบมาให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้เป็นอย่างดี มีจุดแข็งในเรื่องการลงทุนที่สามารถนำเงินไปลงทุนก่อนหักค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มโอกาสให้เงินทำงานเติบโตงอกเงยในอนาคตได้สูงผ่านการลงทุนในกองทุนรวมที่คัดสรรอย่างมีคุณภาพ ซึ่งลูกค้าสามารถจัดสรรสัดส่วนการลงทุนเบื้องต้นได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับหรือผ่านการแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินของฟิลลิป เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว อีกทั้งยังให้ความคุ้มครองชีวิต 130 % ของเบี้ยประกันภัยประกันภัย ทำให้มีหลักประกันชีวิตและมีโอกาสการสร้างการลงทุนไปพร้อม ๆ กันในกรมธรรม์เดียวกัน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น Single Premium คือการชำระเบี้ยประกันภัยเพียงครั้งเดียว ขั้นต่ำ 100,000 บาท สามารถคุ้มครองชีวิตยาวนานถึงอายุ 99 ปี หรือจนกว่าจะมีการขายคืนหน่วยลงทุนและหากในระหว่างที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้ หากลูกค้าต้องการเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนเงินลงทุน เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยการชำระเบี้ยประกันเพิ่มเติมพิเศษ เริ่มต้น 10,000 บาท และไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อกรมธรรม์ หรือหากลูกค้าต้องการใช้เงินบางส่วนก่อนในระหว่างที่กรมธรรม์ยังมีผลก็สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ ซึ่งจะไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนเงินหลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไป


“เรามั่นใจว่า "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล" มีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ลูกค้าของบริษัทฯ ที่สนใจการลงทุนอย่างมืออาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า โดยผลิตภัณฑ์นี้จะทำหน้าที่ทั้งปกป้องความมั่งคงของชีวิต และสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน อีกทั้งช่วยกระจายการลงทุนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนลูกค้าได้โดยสามารถเลือกลงทุนในหลากหลายกองทุน ท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ Unit-linked Wealth Single สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.philliplife.com หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อรับคำแนะนำ และวางแผนทางการเงินตามความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ ทั่วประเทศ” ปรัชญา กล่าวทิ้งท้าย

AIS ควง MSIG สตาร์ทเครื่อง “ประกันขับดี” นวัตกรรมประกันรถยนต์ยุคใหม่

posted Feb 10, 2021, 8:23 PM by Maturos Lophong


AIS ควง MSIG สตาร์ทเครื่อง “ประกันขับดี” นวัตกรรมประกันรถยนต์ยุคใหม่
คิดเบี้ยรายวัน จ่ายเบี้ยรายเดือน ยกระดับมาตรฐาน InsurTech เต็มรูปแบบ โปรเจคแรก
จากโครงการ คปภ. Insurance Regulatory Sandbox คุ้มครองครบทั้งประกันชั้น 1 และ 2+


11 กุมภาพันธ์ 2564: AIS โดย AIS Insurance Service ในฐานะผู้นำด้าน Digital Service ที่เน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับอุตสาหกรรมประกันภัย ผนึกกำลัง กับ MSIG ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เปิดตัว “ประกันขับดี” ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย






· “ประกันขับดี” จาก MSIG และ AIS Insurance Service ถือเป็นการประกันภัยรถยนต์ที่มีการคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ที่แท้จริงโดยใช้นวัตกรรมจาก IoT และเทคโนโลยีการสื่อสารเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. ให้เข้าร่วมโครงการทดสอบที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

· “ประกันขับดี” เป็นแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีความสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ สอดคล้องกับสถิติการขับขี่ในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ผู้ขับขี่รถที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเลยมีอยู่ถึง 60% กลายเป็นผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเท่าๆ กับคนอื่นๆ

· “ประกันขับดี” เป็นประกันรถยนต์ที่คำนวณเบี้ยประกันภัยจากตัวแปรต่างๆ ที่ทันสมัยที่สุด โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data โดยมีอุปกรณ์ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (On-Board Diagnostic) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กใช้ติดรถ สามารถเก็บค่าตัวแปรและค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึก และละเอียดกว่า Telematics ที่เก็บเฉพาะค่าระยะทางหรือชั่วโมง

OBD II จะเก็บข้อมูลเพื่อส่งคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ
และถูกต้องแม่นยำตามการใช้งานจริง ด้วยแนวคิด “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” โดยคำนวณผ่าน 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ซึ่งช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสูงสุดถึง 50% พร้อมบริการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า “บทบาทของสำนักงาน คปภ. ที่สำคัญ คือ การส่งเสริมธุรกิจประกันภัย
ให้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาเป็น InsurTech Hub ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 โดยมุ่งหวังในการยกระดับการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อม
ให้มีความเหมาะสม ทันสมัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงมีความยินดีที่มีการเปิดตัว “ประกันขับดี”
ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้อนุมัติให้เข้าร่วมในโครงการทดสอบนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัย หรือ Insurance Regulatory Sandbox โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและ
มีศักยภาพ เพื่อเป็นการหลอมรวมและเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีในการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม จึงหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และมีการคิดเบี้ยประกันภัยตามการขับขี่จริง โดยสามารถซื้อง่ายและจ่ายสะดวก สอดรับกับพฤติกรรมการขับขี่ ช่วยให้เกิดวินัยในการขับขี่ที่ดี และมีส่วนลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย”



ด้านนายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ธุรกิจประกันต้องค้นหาโซลูชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค New Normal แนวคิดของประกันขับดีเกิดขึ้นในช่วง Lockdown ที่คนไทยทั้งประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานใหม่ จากการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home จึงขับรถน้อยลง ไม่ได้ออกเดินทางไกลข้ามจังหวัด และปัจจุบัน คนขับรถแล้วจอดเพื่อต่อรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมากขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เราอยากจะพัฒนาแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับและหากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย เป็นไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ ตาม concept ที่ว่า “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” เราใช้เวลาพัฒนาประกันขับดีอยู่กว่า 6 เดือนและพบว่าต้องใช้อุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informatics และซิมการ์ดทำงานร่วมกัน ดังนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่สัญญาณที่ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด จะเป็นบริษัทอื่นไม่ได้เลยนอกจาก AIS โดย MSIG Car Informatics จะเก็บพฤติกรรมการใช้รถจาก 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ประกันขับดีจะมีค่าเบี้ยประกันพื้นฐานรายปี โดยประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท ทุกทุนประกันภัยและรถทุกรุ่น หลังจากนั้นจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกคำนวณเป็นรายวัน แต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน แต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ 5 แฟคเตอร์ และเราจะรวบจากเบี้ยรายวันเพื่อคิดค่าเบี้ยประกันเป็นรายเดือน สามารถตรวจสอบเบี้ยได้เลยจากแอปพลิเคชันประกันขับดี การชำระเบี้ยจะตัดจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ตั้งแต่ลงทะเบียน นอกจากนี้ ประกันขับดียังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของประกันภัยรถยนต์ที่ใช้รูปแบบ Parametric ต้องเข้า Insurance Regulatory Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรม ซึ่ง MSIG เห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา
อุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้บริโภคในอนาคต จึงได้นำเสนอและทางสำนักงาน คปภ. ก็ได้อนุมัติให้เข้าโครงการเรียบร้อยแล้ว”

นายอลิสแตร์ เดวิด จอห์นสตั้น กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจพัฒนาธุรกิจใหม่ เอไอเอส กล่าวเสริมถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “นอกจาก AIS Insurance Service จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง คัดสรรบริการประกันภัยที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าแล้ว เรายังนำจุดแข็งจากการเป็น
ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมสูงสุด พร้อมคลื่นความถี่ที่มากที่สุด รวมไปถึง Digital Platform ที่ช่วยพลิกโฉมยกระดับให้บริการประกันภัย และสร้างความแตกต่างไปอีกขั้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยครั้งนี้ได้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของเอไอเอส และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ
มีเสถียรภาพ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time อีกทั้งยังได้สนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway ที่ช่วยอำนวยสะดวกและมีความปลอดภัยสูงสุด โดยถือเป็นต้นแบบของ InsurTech ครั้งแรกเพื่อลูกค้า ที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

“ประกันขับดี” พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษาและสมัครแผน “ประกันขับดี” ได้หลากหลายช่องทาง อาทิ

· “ขับดี Service Center by MSIG” โทร. 065-924-1175

· เว็บไซต์ www.ais.co.th/insurance

· แอปพลิเคชัน ประกันขับดี

ผลประกอบการ KKP ปี 63 กำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท รายได้ตลาดทุนหนุน เน้นสำรองเข้มรับความเสี่ยง

posted Feb 2, 2021, 12:19 AM by Maturos Lophong




ผลประกอบการ KKP ปี 63 กำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท

รายได้ตลาดทุนหนุน เน้นสำรองเข้มรับความเสี่ยง

(2 กุมภาพันธ์ 2564) “กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร-KKP" เผยผลประกอบการปี 2563 รับอานิสงส์กลยุทธ์กระจายรายได้และเลือกเติบโตอย่างระมัดระวังท่ามกลางวิกฤต สินเชื่อธนาคารโตร้อยละ 12.4 ด้านตลาดทุนรับประโยชน์จากความผันผวนและปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง และมีเงินไหลเข้าธุรกิจ Wealth Management เพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนล้านบาท ตั้งสำรองเข้มข้นรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 170.9 กำไรสุทธิลดลงร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบกับปี 2562 ในขณะที่ผลกำไรก่อนตั้งสำรองของทั้งกลุ่มเพิ่มร้อยละ 17.9 เดินหน้าปี 2564 โตสินเชื่ออย่างระมัดระวังอย่างน้อยร้อยละ 5 พร้อมติดตามให้ความช่วยเหลือลูกค้าใกล้ชิด”

นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr. Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) เปิดเผยในงานแถลงข่าวผลประกอบการ 2563 ของกลุ่มธุรกิจฯ ทางออนไลน์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ว่า “ปี 2563 เป็นปีของการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่ว่าโดยร่วมกับมาตรการของธปท.หรือมาตรการของธนาคารเอง เช่น การให้พักชำระเงินต้น/ดอกเบี้ย การเข้าร่วมมาตรการ Soft loan การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม จากกลยุทธ์การกระจายแหล่งรายได้ของกลุ่มธุรกิจฯ ที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และการเลือกที่จะเติบโตอย่างระมัดระวัง ได้ช่วยทำให้ผลประกอบการออกมาในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยในส่วนของธนาคาร มีอัตราการเติบโตของสินเชื่อร้อยละ 12.4 อันเนื่องมาจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบรรษัทที่มีมากขึ้นในช่วงที่ภาวะตลาดไม่เอื้อให้บริษัทใหญ่ระดมเงินจากตลาดทุน ในขณะเดียวกัน ด้านธุรกิจตลาดทุน ถือเป็นปีที่มีผลประกอบการดีมาก โดย (1) ธุรกิจนายหน้า ได้รับประโยชน์จากมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยของตลาดที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 29 ทำให้มีรายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังคงครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งของตลาดที่ร้อยละ 10.85 (2) ธุรกิจ Wealth Management มีปริมาณทรัพย์สินภายใต้คำแนะนำ (Asset Under Advice, AUA) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เป็น 6 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขยายขอบเขตบริการ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และ (3) ธุรกิจการลงทุนโดยตรง มีรายได้จากฝ่ายค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Equity and Derivative Trading) สูงถึง 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2564 ด้วยแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง และสถานการณ์ของลูกหนี้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หลังพ้นระยะของมาตรการช่วยเหลือที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กลุ่มธุรกิจฯ จึงตั้งกรอบการเติบโตของสินเชื่ออยู่ที่อย่างน้อยร้อยละ 5 และรักษาระดับอัตราส่วนเอ็นพีแอล ไม่เกินร้อยละ 4.5 ของสินเชื่อรวม”

ด้านนายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Mr.Philip Chen Chong Tan, President, Kiatnakin Bank Public Company Limited) ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานในส่วนของธุรกิจธนาคารพานิชย์ว่า “การเติบโตของสินเชื่อในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปี 2563 มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ (1) สินเชื่อรถยนต์ ที่แม้ธนาคารจะใช้เกณฑ์การพิจารณาอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยภาวะตลาดที่ทำให้การแข่งขันชะลอตัวลง ได้เปิดโอกาสให้ธนาคารขยายตัวไปในตลาดของสินทรัพย์ที่มีคุณภาพมากขึ้น และเติบโตกว่าร้อยละ 18.00 (2) สินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่รถยนต์ ที่มีการเติบโตกว่าร้อยละ 9.5 โดยส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และ (3) สินเชื่อบรรษัท ที่ความเชื่อมโยงของธนาคารกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของธุรกิจตลาดทุนในการให้คำตอบด้านวาณิชธนกิจแบบองค์รวม ในลักษณะ Wholesale Investment Banking ได้ช่วยให้สินเชื่อในส่วนนี้มีการเติบโตถึงร้อยละ 41 ในด้านของมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เมื่อสิ้นปี 2563 พบว่าสัดส่วนลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือมากกว่าร้อยละ 75 ในขณะที่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจในส่วนที่หมดระยะมาตรการช่วยเหลือแล้ว ก็สามารถกลับมาชำระหนี้ได้มากกว่าร้อยละ 75 เช่นกัน ทำให้ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 11 ของสินเชื่อรวมของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ระดับสูง และเตรียมความพร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าผู้มีความจำเป็นซึ่งเป็นภารกิจที่ธนาคารให้ความสำคัญภายใต้สถานการณ์การระบาดและผลกระทบที่ยังคงไม่สิ้นสุด”

นายปรีชา เตชรุ่งชัยกุล ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)) Mr.Preecha Techarungchaikul, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Bank Public Company Limited) ให้รายละเอียดผลการดำเนินงานปี 2563 ว่า “กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 5,123 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.4 จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 1,221 ล้านบาท ในส่วนของการตั้งสำรอง ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ร้อยละ 170.9 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 111.2 ในปี 2562 ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิที่ลดลง ในขณะที่ก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับปี 2563 กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 17.9 ทั้งนี้ สำหรับปี 2563 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 14,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 จากปี 2562 ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 6,554 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.3 จากปี 2562 ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Stage 3) มีจำนวน 7,751ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของสินเชื่อรวม ลดลงจากร้อยละ 4.0 ณ สิ้นปี 2563 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio)คำนวณตามเกณฑ์Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ร้อยละ18.15และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่1จะเท่ากับ ร้อยละ 14.14”


KKP Research คาดการณ์ GDP เติบโตร้อยละ 2

จับตาสามปัจจัยกำหนดเศรษฐกิจ


ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP Research บล.เกียรตินาคินภัทร (Dr.Pipat Luengnaruemitchai, Chief Economist, KKP Research, Kiatnakin Phatra Securities Public Company Limited) บรรยายภาพรวมเศรษฐกิจในงานแถลงข่าวผลประกอบการ 2563 และทิศทางธุรกิจปี 2564 ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่จัดขึ้นแบบออนไลน์เมื่อวันที่2 กุมภาพันธ์ ระบุ KKP Research ได้ปรับลดอัตราการเติบโต GDP เป็นร้อยละ 2 พร้อมให้ติดตาม ‘มาตรการควบคุมโรค-วัคซีน-มาตรการกระตุ้น’ 3 ประเด็นหลักที่จะกำหนดเศรษฐกิจ

“KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้า กระทบภาคส่วนต่างๆ แตกต่างกัน และมีความไม่แน่นอนสูง โดยได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2564 ลงจากร้อยละ 3.5 เป็นร้อยละ 2.0 จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่นำไปสู่การออกมาตรการจำกัดการระบาดและการชะลอลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนต่างๆ อาจทำให้ความสามารถในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศล่าช้าออกไปอีก ในกรณีเลวร้ายหากประเทศไทยไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ จนต้องมีมาตรการจำกัดที่ยาวนานขึ้น และไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เลยตลอดทั้งปี อาจมีความเสี่ยงที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยหดตัวถึงร้อยละ -1.2 ในปีนี้

ทั้งนี้ สามปัจจัยหลักที่กำหนดเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้แก่

(1) ความสำเร็จในการควบคุมการระบาดรอบใหม่ ผลกระทบจากมาตรการควบคุมของรัฐ และขีดจำกัดของระบบสาธารณสุข ซึ่งหากการแพร่ระบาดใช้ระยะเวลานานในการควบคุม หรือจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดความสามารถในการรองรับด้านสาธารณสุข อาจนำไปสู่การยกระดับความเข้มของมาตรการควบคุมภาครัฐ ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคเอกชนและการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศชะลอตัวลงอีกครั้ง

(2) ประสิทธิผล ผลข้างเคียง และการกระจายวัคซีน หากวัคซีนไม่เป็นไปตามแผนทั้งในแง่ประสิทธิผลของการป้องกัน ผลข้างเคียงที่รุนแรง หรือความล่าช้าในการได้รับและการกระจายฉีดวัคซีนให้กับประชาชน อาจส่งผลต่อการควบคุมการระบาดและการเปิดการท่องเที่ยว และ


(3) นโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ประคับประคองความอยู่รอดของภาคธุรกิจและแรงงาน และกระตุ้นเพื่อชดเชยกำลังซื้อและความต้องการในการลงทุนที่หายไปจนกว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง


ยิ่งกว่านั้น นอกเหนือจากการรับมือปัญหาเฉพาะหน้าจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเด็นระยะยาวที่ KKP Research เห็นว่าควรได้รับความใส่ใจ คือ (1) ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากวิกฤตโควิด ทั้งโอกาสในการศึกษาและโอกาสด้านการทำงาน และ (2) ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านการแข่งขันในตลาดส่งออกและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะยิ่งเป็นปัญหามากยิ่งขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภค โครงสร้างการค้า และห่วงโซ่การผลิตโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังโควิด-19” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เกิดขึ้นจากการร่วมกิจการระหว่างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการโดย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุนที่ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด โดยกลุ่มธุรกิจฯ มุ่งนำทรัพยากรทางการเงินสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง พอเพียง และทั่วถึง ด้วยการบริการที่เหนือความคาดหมาย และไม่อาจหาได้จากแหล่งอื่น

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนธุรกิจด้านตลาดทุนของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) ตลอดจนธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.kkpfg.com

เคทีซีฝ่าวิกฤติโควิด-19 ดันกำไรสุดที่ 5,332 ล้านบาท

posted Jan 19, 2021, 11:18 PM by Maturos Lophong



เคทีซีฝ่าวิกฤติโควิด-19 ดันกำไรสุดที่ 5,332 ล้านบาท 
ขานรับธปท.เตรียมขยายเวลามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้


เคทีซีรายงานผลประกอบการปี 2563 ตามมาตรฐาน TFRS9 กำไรสุทธิเท่ากับ 5,332 ล้านบาท ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี สินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ NPL รวมลดต่ำต่อเนื่องอยู่ที่ 1.8% ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดวิกฤติโควิด-19 (Covid-19) ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เดินหน้าแผนปี 2564 สร้างความแข็งแกร่งในพอร์ตลูกหนี้คุณภาพทั้ง 3 ธุรกิจหลัก บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อทะเบียนรถ พร้อมตรึงฐานสมาชิกเดิมผูกพันกับเคทีซี ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และร่วมแบ่งเบาภาระเคียงข้างสมาชิก

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับระบบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ต่อเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจากแรงกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา ทำให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น รวมทั้งพอร์ตลูกหนี้ของเคทีซีสามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้เกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประกาศปรับลดเพดานการคิดอัตราดอกเบี้ยในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ได้ส่งผลกระทบกับรายได้ของบริษัทเต็มไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทจึงปรับกลยุทธ์โดยให้ความสำคัญกับการคัดกรองลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลคุณภาพของสินทรัพย์ได้ดี รวมทั้งสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกทั้งปรับกระบวนการทำงานในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และบริหารต้นทุนทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้มาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงของลูกหนี้ให้เหมาะสม และการตัดหนี้สูญเพื่อให้พอร์ตลูกหนี้สะท้อนภาพความเป็นจริง โดยมีรายได้หนี้สูญได้รับคืนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ”





“เคทีซียังร่วมสนับสนุนมาตรการของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทั้งการปรับลดเพดานดอกเบี้ยและเพิ่มวงเงินให้กับลูกหนี้บัตรเครดิตและลูกหนี้สินเชื่อบุคคล การเปลี่ยนสินเชื่อเป็นระยะยาว เลื่อนการชำระค่างวดหรือเงินต้น การลดค่างวด เป็นต้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีกลุ่มลูกหนี้สมัครเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างกับเคทีซีมียอดหนี้คงเหลือ 813 ล้านบาท (10,812 บัญชี) ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งเคทีซีจะได้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวต่อไป”


“สำหรับแผนในปี 2564 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาด Covid-19 ที่ยังส่งผลต่อเนื่อง และเกิดการระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทย บริษัทจะปรับแผนธุรกิจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในพอร์ตลูกหนี้คุณภาพทั้ง 3 ธุรกิจหลัก โดยมุ่งรักษาพอร์ตลูกหนี้ให้มีคุณภาพดีและผูกพันกับเคทีซี ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งแบ่งเบาภาระเคียงข้างสมาชิกทุกกลุ่ม โดยธุรกิจบัตรเครดิต จะร่วมมือ


กับพันธมิตรคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เน้นส่งเสริมการตลาดที่เป็นออนไลน์มากขึ้นในทุกหมวดการใช้จ่ายซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อตอบรับกับความจำเป็นทุกความต้องการของสมาชิก ธุรกิจสินเชื่อบุคคล จะให้ความสำคัญกับการตอกย้ำทุกฟังก์ชันการใช้งานของบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ที่เพิ่มความสะดวกให้กับสมาชิกผู้ถือบัตรทั้งรูด โอน กด ผ่อนในบัตรเดียว ธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” เคทีซีจะมุ่งขยายตลาดในปีนี้เป็นหลัก โดยตั้งเป้าหมายเติบโตที่ 1,000 ล้านบาท เป็นฐานสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป สำหรับแผนโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบการชำระเงิน “Payment System” อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลและวิธีการดำเนินการ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะเป็นธุรกิจใหม่ที่มาเสริมธุรกิจหลัก และสร้างโอกาสให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว”

ผลประกอบการของเคทีซี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ภายใต้มาตรฐาน TFRS9 เปรียบเทียบกับปี 2562 มีดังนี้ กำไรสุทธิ 5,332 ล้านบาท (ปี 2562 เท่ากับ 5,524) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวมเท่ากับ 90,149 ล้านบาท (เติบโต 4.3%) NPL ต่อเงินให้สินเชื่อรวมเท่ากับ 1.8% ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี (ใกล้เคียงปี 2562) แบ่งเป็นธุรกิจบัตรเครดิต 2,575,684 บัตร (เพิ่มขึ้น 2.6%) สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 60,235 ล้านบาท อัตราเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลงที่ -7.7% หรือมีมูลค่ารวม 197,087 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิต 1.3% ธุรกิจสินเชื่อบุคคล (รวมสินเชื่อธนวัฏและสินเชื่อเจ้าของกิจการ) มีจำนวนทั้งสิ้น 814,329 บัญชี (ลดลง -8.3%) จากการปิดบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม 29,915 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเท่ากับ 2.7%

ในปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 22,056 ล้านบาท ลดลง -2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยลูกหนี้บัตรเครดิตและลูกหนี้สินเชื่อบุคคลที่เพิ่ม 5.7% และ 2.8% ตามลำดับ เป็นอัตราเพิ่มที่ชะลอตัวลง เพราะผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 และการลดเพดานอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียม (ไม่รวมค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน) มีอัตราที่ -11.0% จากรายได้ค่าธรรมเนียม Interchange Fee รายได้ค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสด และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจร้านค้า (Acquiring Business) ที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 15,400 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายการบริหารงาน 7,260 ล้านบาท ลดลง -6.0% จากรายการทางการค้าและกิจกรรมการตลาดที่ลดลง ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 6,605 ล้านบาท (หนี้สูญ 4,920 ล้านบาท และหนี้สงสัยจะสูญ 1,685 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.7% และต้นทุนทางการเงิน 1,534 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้สุทธิ (Operating Cost to Income Ratio) เท่ากับ 25.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 25.3% ในขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) เท่ากับ 32.9% ลดลงจาก 34.1% เนื่องจากลดกิจกรรมการตลาดด้านการจัดหาสมาชิกบัตรใหม่ และหันไปเน้นส่งเสริมการตลาดใช้จ่ายผ่านบัตรออนไลน์มากขึ้น

กลุ่มบริษัทเอไอเอ เผยผลการศึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่

posted Jan 11, 2021, 12:30 AM by Maturos Lophong



กลุ่มบริษัทเอไอเอ เผยผลการศึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ 

พบ 61% ของคนไทย มีอย่างน้อย 4 ปัจจัยสำคัญที่นำมาปรับใช้

เพื่อการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น


กรุงเทพมหานคร, 11 มกราคม 2564 – กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“เอไอเอ” หรือ “บริษัท” รหัสหลักทรัพย์: 1299) รายงานผลการศึกษาถึงการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ในชื่อ “Healthier Together” เผยมี 8 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better Lives) จากการสำรวจใน 6 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำ 8 ปัจจัยหลักในการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นมาปรับใช้


การศึกษานี้จัดทำขึ้นโดย บริษัท คันทาร์ กรุ๊ป (Kantar Group) ซึ่งเป็นบริษัทด้านการศึกษาและวิจัยเชิงลึกระดับโลก ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาอาชีพกว่า 80 คนในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยทำการสำรวจผู้บริโภคทั่วภูมิภาคจำนวนกว่า 6,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 1,500 ราย



เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างของแต่ละประเทศในแง่ของการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับสูงสุดจากการสำรวจใน 6 ประเทศ หรือคิดเป็น 35% โดยกลุ่มตัวอย่างได้นำ 8 ปัจจัยหลักมาปรับใช้เกือบทั้งหมด โดย 61% ของกลุ่มตัวอย่าง เผยว่ามีอย่างน้อย 4 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเพื่อการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น

ในแง่ความสัมพันธ์ของปัจจัยหลักทั้ง 8 ปัจจัย แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มี “การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง” เป็นอันดับหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แม้ว่า “การมองโลกในแง่ดี” ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในประเทศอื่นจะมาเป็นอันดับสอง ในขณะที่ “การหาเวลาเพื่อเติมพลังให้ตนเอง” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ง่ายที่สุดที่ผู้คนสามารถทำได้ และ “การกระตือรือร้นและมีส่วนร่วม” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ กลับเป็นสองปัจจัยที่คนไทยยังคงต้องพัฒนา

สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “ทุกสิ่งที่เราทำนั้นมาจากความมุ่งมั่นในการรักษาคำมั่นสัญญา ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better Lives) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความเข้าใจเชิงลึก ถึงสิ่งที่ผู้คนสามารถทำเพื่อส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จในการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น และเราจะสามารถช่วยพวกเขาได้อย่างไร ที่นอกเหนือจากการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการนอนหลับอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19”

ทั้งนี้ ที่มาของสาระสำคัญซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกใหม่รวมถึงข้อมูลต่างๆ นั้น ได้มาจากการสัมภาษณ์นักวิชาการ โค้ชสอนการดำเนินชีวิต นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต นักเขียนที่มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ และกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลจากภาคสถาบัน ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลการศึกษาแสดงให้เห็น 8 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ได้แก่:

1. การมองโลกในแง่ดี: มองเห็นสิ่งดีๆ ในทุกวัน ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ไม่ดีในอดีตมีผลกระทบกับปัจจุบันและ การมีความสุขกับการทำงาน

2. การกระตือรือร้นและมีส่วนร่วม: มีส่วนร่วมในชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว และมีความกระตือรือร้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ

3. การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง: มุ่งมั่นในเป้าหมายส่วนตัว มองหาช่องทางในการทำงาน ทำหน้าที่ และทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมทั้งการมองความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้

4. การเรียนรู้ตัวตนและอารมณ์ของตนเอง: ทราบว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนของชีวิต ทราบว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต และทราบข้อจำกัด จุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเอง

5. การรู้สึกมีความเป็นตัวของตัวเอง: มีความมั่นใจว่าสิ่งใดเหมาะสมกับตนเอง ทุ่มเทเวลาและแรงในสิ่งที่สามารถจัดการได้ ตลอดจนการมีความสามารถในการพัฒนาสุขภาพจิตของตนเอง

6. การรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ: ให้ความสนใจผู้คนอย่างเต็มที่ เปิดกว้าง และเคารพผู้อื่น รวมถึงมองหาผู้คนที่มีความชอบเหมือนกันเพื่อแบ่งปันความสนใจในเรื่องเดียวกัน

7. การไม่หยุดเรียนรู้หรือสำรวจสิ่งต่างๆ: ค้นหาแนวความคิดใหม่ๆ และริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ท้าทายความคิดเดิมของตนเอง และเปิดรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

8. การหาเวลาเพื่อเติมพลังให้ตนเอง: สร้างขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว พร้อมทั้งมองหาวิธีเติมพลังให้กับตนเองอยู่เสมอ

แบบสำรวจได้ทำการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6,000 ราย ในการให้คะแนนพฤติกรรมของตนเองในแต่ละปัจจัย ซึ่งผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า

- 85% ของผู้ทำแบบสำรวจ ให้คะแนนตนเองว่ายังไม่สามารถปรับใช้ 8 ปัจจัยหลักได้อย่างเพียงพอ ซึ่งมีเพียงแค่ 15% ที่เชื่อว่าพวกเขามี 8 ปัจจัยหลัก โดยกลุ่มคนที่เชื่อว่าตนเองมีสุขภาพและชีวิตที่ดี รายงานว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีผลกระทบเชิงลบกับความพยายามในการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาน้อยกว่ากลุ่ม 85%

- วิธีที่จะพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ที่เป็นวิธีแรกที่ง่ายที่สุดที่ผู้คนสามารถทำได้คือ “การหาเวลาเพื่อเติมพลังให้ตนเอง”

- จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดในการสำรวจครั้งนี้ มี “การมองโลกในแง่ดี” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจในกลุ่มอื่นถึง 2.3 เท่า

สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะผลลัพธ์ที่มีลักษณ์เฉพาะจากการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เราทราบถึงวิธีในการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่ง ‘Healthier Together’ แสดงให้เห็นถึงวิธีปฏิบัติที่คนสามารถทำได้จริงเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงความชัดเจนของวิธีในการนำไปสู่การมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในตอนนี้”

ทั้งนี้ สามารถดูผลการศึกษาและผลการสำรวจฉบับเต็มของ AIA Healthier Together ได้ที่ www.aia.com/healthiertogether

ออมสิน รับใน “หลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” ของ UNEP FI

posted Dec 23, 2020, 12:30 AM by Maturos Lophong



ออมสิน รับใน “หลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” ของ UNEP FI 


ธนาคารออมสิน ย้ำจุดยืนการเป็นธนาคารเพื่อสังคม ลงนามรับใน “หลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” ของสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มทางการเงิน หรือ UNEP Finance Initiative : UNEP FI ถือเป็นแบงก์รัฐแห่งแรก ที่ร่วมรับหลักการ เพื่อยกระดับการดำเนินการเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลของธนาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยวางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ด้านหลัก คือ ลดความยากจน และ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม


นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะความเสียหายต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และปัญหาการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสในองค์กร ส่งผลให้โลกได้หันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่เน้นการพัฒนาเชิงคุณภาพและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว

ธนาคารออมสินตระหนักถึงการมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment Social and Governance : ESG) เพื่อที่จะก้าวสู่การเป็นธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Banking) จึงเข้าร่วมเป็นสมาชิก “สำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มทางการเงิน หรือ UNEP Finance Initiative (UNEP FI)” เพื่อเข้าร่วมรับใน “หลักการเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” หรือ “Principles for Responsible Banking (PRB)” โดยถือเป็นสถาบันการเงินของรัฐแห่งแรกของไทยที่เข้าร่วมสนับสนุนหลักการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 6 หลักการ คือ



1. การดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Alignment)

2. การกำหนดเป้าหมายที่เพิ่มผลกระทบเชิงบวกหรือลดผลกระทบเชิงลบ (Impact & Target Setting)

3. การให้บริการลูกค้าด้วยความรับผิดชอบ (Clients & Customers)

4. การร่วมดำเนินงานกับผู้มีส่วนได้เสียด้วยความรับผิดชอบ (Stakeholders)

5. การมีธรรมาภิบาลและการปลูกฝังวัฒนธรรมการเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ (Governance & Culture)

6. เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency & Accountability)



ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้วางเป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม หรือ Social Bank อย่างเต็มรูปแบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal หรือ SDGs) 2 ด้านหลัก คือ ด้านที่ 1ลดความยากจน และด้านที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคม ตามแนวคิด “Making POSITIVE Impact on Society” โดยจะดูแลลูกค้าและประชาชน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย (พ่อค้าแม่ค้า) และองค์กรชุมชน ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนภายใต้ดอกเบี้ยที่เป็นธรรม สนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนอย่างครบวงจร และส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะทางการเงิน เพื่อที่จะยกระดับรายได้ของประชาชนและต่อยอดการเจริญเติบโตให้กับผู้ประกอบการรายย่อย อันเป็นภารกิจสำคัญที่ธนาคารฯ มีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลกลุ่มลูกค้านี้อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน






นายวิทัย กล่าวในตอนท้ายว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิก UNEP FI และการยึดมั่นต่อ “หลักการเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ (PRB)” ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของธนาคารออมสินในการเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” ในฐานะสถาบันการเงินที่เติบโตเคียงข้างประชาชน และประเทศชาติ ที่สืบทอดปณิธานที่มีมาตลอดระยะเวลา 107 ปี โดยธนาคารจะปรับภารกิจและกระบวนการทุกด้านให้สอดคล้องกับการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น การร่วมลงทุนในธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ รวมถึงการร่วมมือกับสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมให้ธุรกิจเพื่อสังคมประสบความสำเร็จในการประกอบการ ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหา พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การทำภารกิจเชิงพาณิชย์จะเป็นกิจการรองเพื่อสร้างกำไรที่จะนำมาสนับสนุนภารกิจด้านสังคม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพมากกว่าการเติบโตด้วยปริมาณ ซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ทำให้องค์กรเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทีเอ็มบี เปิดตัว สุดยอดนวัตกรรมเพื่อลูกค้าธุรกิจ “Business ONE”

posted Dec 15, 2020, 12:59 AM by Maturos Lophong



ทีเอ็มบี เปิดตัว สุดยอดนวัตกรรมเพื่อลูกค้าธุรกิจ “Business ONE” 

ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ควบคุมธุรกิจได้ในที่เดียว



กรุงเทพฯ 15 ธันวาคม 2563 -ทีเอ็มบี พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ “Business ONE” ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ ให้ลูกค้าธุรกิจทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เชื่อมต่อทั้งเรื่อง financial และ non-financial ควบคุมธุรกิจได้จากที่เดียว ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าธุรกิจทุกขนาด ใช้งานง่ายและช่วยลดต้นทุน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล โซลูชัน ที่ช่วยให้ลูกค้าธุรกิจบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการเติบโตของธุรกรรมออนไลน์ในประเทศไทยเติบโตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 21% และทำธุรกรรมการเงินออนไลน์สูงขึ้นถึง 93% ลูกค้าธุรกิจก็เช่นเดียวกัน โดยลูกค้าธุรกิจของธนาคารเอง ทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ของทีเอ็มบีเพิ่มขึ้น 50% และลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นถึง 100% ในปีที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ลูกค้าจะมีการปรับตัวมาทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งสำหรับลูกค้าธุรกิจของธนาคารส่วนใหญ่ยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหลายระบบเมื่อต้องการทำธุรกรรมหลายประเภท ได้แก่การจ่ายเงินหรือโอนเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเบิกวงเงินสินเชื่อ ล้วนต้องเข้าระบบที่แตกต่างกัน การเข้าใช้งานแต่ละบริการมีหลายขั้นตอน แบบฟอร์มในระบบดิจิทัลใช้ยาก ใช้เวลานานในการอัปโหลดไฟล์ หรือแม้ว่าจะทำธุรกรรมบนดิจิทัลแล้ว แต่ยังต้องรับ-ส่งเอกสารที่ยังเป็นกระดาษกับคู่ค้าและหน่วยงานภาครัฐ ทีเอ็มบีจึงอยากแก้ปัญหาเหล่านี้

“Business ONE” ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ พร้อมเป็นผู้ช่วยทางการเงินและการบริหารธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือเอสเอ็มอี โดย “Business ONE” ไม่ได้เป็นเพียงอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งที่เป็นเครื่องมือทำธุรกรรมการเงินเท่านั้น แต่เป็น “Digital Business Management Platform” ที่เชื่อมโยงส่วนของ financial และ non-financial เข้าด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารธุรกิจได้จากที่เดียว ใช้งานง่าย และช่วยธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีลดต้นทุนในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ นายเสนธิป กล่าว


นายรัชกร ชยาภิรัต หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร นวัตกรรมทางดิจิทัล (ลูกค้าธุรกิจ) ทีเอ็มบี กล่าวเสริมว่า “Business ONE” ถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่แตกต่างจากอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งอื่น ๆ เพราะ 

- ONE Platform – “Business ONE” ให้ลูกค้าธุรกิจทำทุกธุรกรรมได้ครบจบในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินหรือโอนเงินให้คู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเบิกวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ลดปัญหาไม่ต้องจำรหัสเข้าใช้งานหลายระบบ และยังสามารถใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเข้าผ่านคอมพิวเตอร์
แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน โดยได้รับประสบการณ์การใช้งานแบบเดียวกัน

- ONE to Control – “Business ONE” ให้ลูกค้าธุรกิจควบคุมธุรกิจได้ในระบบเดียว ใช้งานง่าย สามารถเลือกออกแบบหน้าจอการใช้งานได้ตามกลุ่มผู้ใช้งาน ทำรายการพร้อมกันได้หลายรายการในครั้งเดียว มีระบบช่วยแนะนำวิธีการโอนหรือจ่ายเงินที่สะดวก รวมถึงการหาข้อมูลทางบัญชีที่รวดเร็ว และหากมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ระบบจะสามารถประมวลข้อมูลได้เอง และแสดงข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ เป็นการช่วยวางแผนการเงินในอนาคตได้

- ONE to Command – “Business ONE” เป็นระบบเดียวที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง financial solution ของธนาคาร และ non-financial solutions อื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน HR Management ที่ช่วยให้ลูกค้าบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเชื่อมต่อเรื่องการบริหารพนักงานและการจ่ายเงินเดือนเข้าด้วยกัน



ธนาคารต้องการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง โดยใช้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง นำปัญหาที่ลูกค้าประสบจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งของเราเองหรือจากที่อื่นมาแก้หรือปรับปรุง เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “Business ONE” จะเป็นผู้ช่วยหลักในการบริหารงานของผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยทั่วประเทศอย่างแท้จริง แก้ปัญหาการใช้งานแบบเดิม ๆ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล โซลูชันเพื่อลูกค้าธุรกิจ โดยธนาคารจะทยอยโอนย้ายลูกค้าปัจจุบันขึ้นระบบใหม่นี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป และคาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะมีลูกค้าธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลของทั้งทีเอ็มบีและธนชาต มาใช้งานกว่า 100,000 บริษัท นายรัชกร กล่าวสรุป

ลูกค้าธุรกิจปัจจุบันของธนาคารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จัดการดูแลความสัมพันธ์ของบริษัทท่าน หรือศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ โทร. 02-643-7000 แต่หากบริษัทยังไม่เคยมีบัญชีธุรกิจของธนาคาร สามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ โทร. 02-643-7000 เพื่อแนะนำการสมัครใช้ได้เช่นกัน

Thailand Smart Money จับมือสถาบันการเงิน การลงทุนชั้นนำ

posted Dec 13, 2020, 8:05 PM by Maturos Lophong



Thailand Smart Money จับมือสถาบันการเงิน การลงทุนชั้นนำ

มอบแคมเปญพิเศษสุด มอบความสุขด้านการเงิน – ลงทุน ส่งท้ายปี 2020

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เริ่มวันนี้ 11–13 ธ.ค. 2563 Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 เทศกาลการเงิน การลงทุน จัดเต็มโปรโมชั่นส่งท้ายปี “ภายใต้แนวคิด ICONIC CITY นครแห่งการลงทุน” ด้วยเงินฝากดอกเบี้ยสูง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โปรโมชั่นบัตรเครดิต พร้อมการวางแผนทางการลงทุนต่าง ๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม และทรัพย์ NPA ราคาพิเศษ รวมถึงบริการให้คำปรึกษาแนะนำการลงทุนสำหรับ Startup และ SME ตลอดจนการทำประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การวางแผนการออมผ่านการทำประกันชีวิต การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ณ Sky Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ประธานเครือ นสพ.ดอกเบี้ยธุรกิจ และบริษัท พี.เอ. พริ้นท์ติ้ง เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะ ประธานจัดงาน Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ผนึกกำลังสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยมานำเสนอบริการทางการเงินการลงทุนครบวงจร โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ICONIC CITY นครแห่งการลงทุน” 

โดยมอบแคมเปญพิเศษสุดเฉพาะในงานนี้ เพื่อคืนความสุข สร้างโอกาสและทางเลือกให้แก่ประชาชน และนักลงทุนแบบครบทุกด้านการลงทุน อาทิ ด้านเงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกัน รวมทั้งการให้คำปรึกษาสำหรับกลุ่ม Startup / SME พร้อมทั้งให้บริการตรวจเช็คเครดิตการเงินกับเครดิตบูโรฟรี การให้คำปรึกษาเรื่องการแก้หนี้กับคลินิกแก้หนี้โดย SAM และการสมัครเป็นสมาชิกกับกองทุนการออมแห่งชาติ โดยบริษัทฯ คาดว่าจะมียอดคนมางานตลอด 3 วัน ราว 1 แสนคน มียอดธุรกรรมภายในงานและตามหลังงานรวมกันไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท



“อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน มีความผันผวนและได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เป็นอย่างมาก Thailand Smart Money จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสและช่องทางให้แก่ประชาชน ได้บริหารจัดการการเงินการลงทุนในช่วงส่งท้ายปี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมบริการสุดประทับใจจากทุกสถาบันการเงิน”


สำหรับหน่วยงานที่มาร่วมจับมือทำให้งาน Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 เป็นบริการทางการเงิน การลงทุนอย่างครบวงจร ประกอบด้วยธนาคารรัฐ ธนาคารเอกชน สถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทบัตรเครดิต ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), ธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทย, เครดิตบูโร, บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.), บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.), บริษัท ไทยประกันชีวิต ,บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต, บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต, บริษัท ทิพยประกันชีวิต, บริษัท ทิพยประกันภัย, บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย), บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท บัตรกรุงไทย, กองทุนการออมแห่งชาติ, และ คลีนิคแก้หนี้ โดย SAM

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย อาทิ สัมมนาเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น และทองคำ จากกูรูชื่อดัง อาทิ คุณณาศิส ประเสริฐสกุล (นายหมูบิน), คุณสมพงศ์ เบญจเทพานันท์ (กระทิงอ้วน), คุณณัฏฐะ มหัทธนา (บลจ.ทหารไทย), ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ (Mr. Messenger), ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ (บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด), ผิงผิง และ สปาย The Golden Song



พิเศษสุดๆ สำหรับผู้ที่ลงทุนในงานที่จะได้รับสิทธิ์ “ทั้งลุ้นทั้งรับ” ต่อแรกคือรับของที่ระลึกจากสถาบันการเงินที่ร่วมออกบูธ และจากทางผู้จัดงาน และต่อที่ 2 ลุ้นรางวัลใหญ่กับ Thailand Smart Money เช่น เครื่องฟอกอากาศ ทีวีดิจิทัล สร้อยคอทองคำ ทุกวันตลอดงาน






พร้อมกันนี้ Thailand Smart Money ยังได้เพิ่มมาตรการการเว้นระยะห่าง ตั้งจุดคัดกรอง เน้นย้ำเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย 


และปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยด้านสุขอนามัยแก่ผู้เข้าชมงานและพนักงาน 


ติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นของงานได้ทาง https://www.facebook.com/smartmoneyevent #thailandsmartmoneyกรุงเทพ2020 #thailandsmartmoney #เทศกาลการเงินการลงทุน #ลดหย่อนภาษี

1-10 of 233