Bank & Insurance


“ไทยพาณิชย์” ร่วมกับ “โรบินฮู้ด” ฟู้ดเดลิเวอรี ระดมกำลังเร่งบรรเทาความเดือดร้อน

posted Jul 12, 2021, 12:20 AM by Maturos Lophong


“ไทยพาณิชย์” ร่วมกับ “โรบินฮู้ด” ฟู้ดเดลิเวอรี ระดมกำลังเร่งบรรเทาความเดือดร้อน

ออกมาตรการ “ส่งฟรีทุกออเดอร์ช่วงล็อกดาวน์” เป็นกำลังใจให้ทุกฝ่ายฝ่าวิกฤตโควิดแดงเข้ม

เร่งช่วยเหลือร้านเล็กให้มีออเดอร์ – แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายลูกค้า - ไรเดอร์ได้ค่ารอบเต็มจำนวน

สนับสนุนป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเป็นกำลังใจให้ทุกคนผ่านช่วงล็อกดาวน์ไปด้วยกัน


“ธนาคารไทยพาณิชย์” ตระหนักถึงความกังวลและความเดือดร้อนของสังคมไทยที่มีต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังทวีความเข้มข้น จึงได้ร่วมกับ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย ในเครือธนาคารฯ ออกมาตรการพิเศษ “ส่งฟรีทุกออเดอร์ช่วงล็อกดาวน์” ตั้งแต่วันที่ 11 – 25 กรกฎาคม 2564 รวม 15 วัน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คนในสังคม ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าด้วยการออกค่าส่งอาหารให้ฟรีทุกออเดอร์ มุ่งหวังช่วยร้านอาหารโดยเฉพาะร้านเล็ก ๆ ให้มีออเดอร์มีรายได้ในการพยุงธุรกิจ รวมถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างงานที่เพิ่มขึ้นให้กับไรเดอร์ หวังให้มาตรการพิเศษในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของโมเดลที่ “คนตัวใหญ่” จะสามารถมีส่วนช่วยเหลือสังคมและต่อลมหายใจให้ “คนตัวเล็ก” สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากได้อีกครั้ง



นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ธนาคารมุ่งมั่นเดินหน้าเคียงข้างและให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยผ่านมาตรการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นธนาคารฯ ยังมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยรับผิดชอบต่อสังคม และหาทางบรรเทาความเดือดร้อนเท่าที่ธนาคารฯ จะทำได้ ในช่วงล็อกดาวน์ครั้งสำคัญเพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิดในรอบนี้ “ไทยพาณิชย์” ได้ผนึกกำลังกับ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีที่อยู่ในเครือธนาคารฯ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดภาระค่าใช้จ่ายด้วยการออกค่าส่งอาหารให้ฟรีทุกออเดอร์เป็นเวลา 15 วัน และหวังว่าผู้สั่งอาหารจะช่วยสั่งจากร้านเล็กที่เดือดร้อนเพื่อเป็นกำลังใจและสนับสนุนร้านเล็กให้รอดไปด้วยกัน


นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการ “โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย กล่าวว่า “มาตรการส่งฟรีทุกออเดอร์ในช่วงล็อกดาวน์นี้ เป็นมาตรการเพิ่มเติมจากนโยบายหลักของโรบินฮู้ดที่ไม่เก็บ GP ร้านค้า และช่วยการจ้างงานของไรเดอร์ โดยไรเดอร์ที่รับงานส่งอาหารในช่วงนี้จะได้ค่ารอบเต็มจำนวนปกติ โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายดังกล่าว จึงอยากเชิญชวนทุกท่านให้มาช่วยร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ท่านรักที่กำลังเดือดร้อนด้วยกัน เป็นกำลังใจให้ฝ่ามหาวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกัน”






เมืองไทยยูนิตลิงค์ ชูทางเลือกสร้างความคุ้มครองสุขภาพระยะยาวให้ลูกน้อย

posted Jun 11, 2021, 2:12 AM by Maturos Lophong



เมืองไทยยูนิตลิงค์ ชูทางเลือกสร้างความคุ้มครองสุขภาพระยะยาวให้ลูกน้อย

จ่ายเบี้ยคงที่แบบคุ้มค่า ส่งมอบอนาคตที่สวยงามด้วยโครงการ ดี คิดส์

เมืองไทยประกันชีวิต เพิ่มทางเลือกช่วยแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาลลูกรักด้วยโครงการ ดี คิดส์ เมื่อซื้อแนบแบบประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign คุ้มครองตั้งแต่อายุ 30 วัน – 99 ปี จ่ายเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา แม้ผู้เอาประกันอายุเพิ่มขึ้น โดดเด่นด้วยความคุ้มครองที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน กรณีแอดมิดเหมาจ่ายสูงสุดถึง 5 ล้านบาท

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ปัจจุบันลูกค้ามีความตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัวมากขึ้น ตลอดจนการเตรียมความพร้อมทางการเงินเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ล่าสุดบริษัทฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ตอบโจทย์ความต้องการในทุกเซกเม้นท์ เข้าถึงกลุ่มอายุที่หลากหลาย เพื่อเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจ พร้อมดูแลและเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต ภายใต้นโยบาย "MTL Trusted Lifetime Partner" โดยเปิดให้ลูกค้ายูนิตลิงค์ของบริษัทฯ สามารถซื้อความคุ้มครองสุขภาพ ดี คิดส์ แนบแบบประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการวางแผนอนาคตที่มั่นคงเพื่อลูกรัก พร้อมอุ่นใจขึ้นอีกขั้นกับการแบ่งเบาภาระค่ารักษาพยาบาล ด้วยความคุ้มครองที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน เพิ่มโอกาสในการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ให้พ่อแม่วางใจและคลายกังวลยามลูกน้อยเจ็บป่วย


“การเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงวัยเด็กเกิดขึ้นได้ง่ายจึงควรสร้างหลักประกันดูแลสุขภาพพร้อมวางแผนการเงินให้ลูกในระยะยาวด้วยการซื้อความคุ้มครองสุขภาพ ดี คิดส์ แนบกับ mDesign คลายกังวลด้วยความคุ้มครองที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน ให้ความคุ้มครองค่าห้องพักเดี่ยวราคาเริ่มต้นของโรงพยาบาล ค่าห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ไอ.ซี.ยู.) ค่าตรวจ ค่ายา ค่าผ่าตัด ระหว่างพักรักษาตัวในโรงพยาบาล กรณีแอดมิดเหมาจ่ายสูงสุดถึง 5 ล้านบาท ต่อการเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี เริ่มสมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน ให้ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี เหมาะสำหรับพ่อแม่ที่กำลังมองหาความคุ้มครองเก็บออมเพื่อดูแลสุขภาพให้ลูก เบี้ยประกันภัยหลังหักค่าใช้จ่ายจะนำไปลงทุนในกองทุนรวมศักยภาพสูง ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้เอง จึงมีโอกาสนำมูลค่าเงินลงทุนไปจ่ายค่าการประกันภัยสุขภาพในอนาคตได้” นายสาระ กล่าว

สำหรับจุดเด่นของโครงการ ดี คิดส์ เมื่อซื้อแนบ mDesign คือเบี้ยประกันภัยรวมคงที่ตลอดสัญญา แม้อายุ ผู้เอาประกันภัยเพิ่มมากขึ้น(1) สามารถหยุดพักชำระเบี้ยได้ โดยความคุ้มครองสุขภาพยังคงอยู่(2) ตอบโจทย์เรื่องความคุ้มครองที่ช่วยดูแลค่าใช้จ่ายส่วนเกิน กรณีแอดมิดเหมาจ่ายตั้งแต่ 2 แสนบาท สูงสุดถึง 5 ล้านบาทต่อการเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง(3) ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี(4) หมดกังวลเรื่องค่าห้องที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต สบายใจเรื่องค่าห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ไอ.ซี.ยู.) ที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และครอบคลุมค่าห้องพักเดี่ยวราคาเริ่มต้นของโรงพยาบาล

ทั้งนี้ ความคุ้มครองสุขภาพ D kids เป็นสัญญาเพิ่มเติมแบบชำระค่าการประกันภัยโดยการหักจากมูลค่า การลงทุน ใช้แนบกับแบบประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign ที่ตอบโจทย์การวางแผนทางการเงิน ของลูกค้าได้อย่างยืดหยุ่น โดยสามารถกำหนดความคุ้มครองชีวิต ระยะเวลาชำระเบี้ยประกันภัย และการลงทุนได้ด้วยตนเอง ในขณะที่สามารถเพิ่มเงินออมเพื่อการลงทุน ถอนเงินลงทุนออกบางส่วน หรือหยุดพักชำระเบี้ยก็สามารถทำได้ ทั้งยังสามารถเพิ่มความอุ่นใจด้วยสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพและโรคร้ายแรง โดยเบี้ยประกันภัยคงที่ตลอดอายุสัญญา นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเลือกจัดพอร์ตกองทุนรวมได้หลากหลาย เข้าถึงกองทุนคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น โดยบริษัทฯ ได้คัดสรรกองทุนรวมศักยภาพจาก บลจ.ชั้นนำทั้งยังมีพอร์ตการลงทุนแนะนำที่มีการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ตามระดับความเสี่ยงของลูกค้าให้เลือกลงทุนถึง 5 พอร์ตโฟลิโอ มีการติดตามผลการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนปรับพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์การลงทุน โดยผู้จัดการกองทุนของบริษัทฯ ที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการลงทุน เพื่อให้ลูกค้าบรรลุทุกเป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นใจ

ลูกค้าที่สนใจโครงการ ดี คิดส์ แนบแบบประกันชีวิตควบการลงทุน mDesign เพื่อลูกรัก สามารถเลือกวางแผนความคุ้มครองชีวิตและการลงทุนได้แล้ววันนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อตัวแทนเมืองไทยประกันชีวิต หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center. 1766

(1) สัญญาเพิ่มเติมแบบชำระค่าการประกันภัยโดยการหักจากมูลค่าการลงทุน

(2) อายุรับประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบอยู่ และคุ้มครองตราบเท่าที่มูลค่าการลงทุนคงเหลือเพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามกรมธรรม์และค่าการประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติม

(3) การเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง หมายถึง การเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน หรือการรักษาด้วยการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (Day Surgery) ในโรงพยาบาล แต่ละครั้ง และให้รวมถึงการเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน หรือการรักษาด้วยการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (Day Surgery) ในโรงพยาบาล ไม่ว่ากี่ครั้งก็ตาม ด้วยเหตุจากการบาดเจ็บหรือการป่วยเดียวกัน และยังรักษาไม่หาย รวมถึงภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้อง หรือต่อเนื่องกัน ทั้งนี้ ภายในระยะเวลา 90 วัน นับแต่วันที่ออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย ก็ให้ถือว่าเป็นการเข้าพักรักษาตัวครั้งเดียวกันด้วย

(4) ทั้งนี้ ระยะเวลาให้ความคุ้มครองต้องไม่เกินระยะเวลาเอาประกันภัยของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่สัญญาเพิ่มเติมนี้แนบอยู่ และตราบเท่าที่มูลค่าการลงทุนคงเหลือเพียงพอที่จะชำระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามกรมธรรม์และค่าการประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติม

หมายเหตุ



- mDesign เป็นชื่อทางการตลาดของแบบประกันภัยเมืองไทยยูนิตลิงค์ 1 (ชำระเบี้ยประกันภัยรายงวด)



- โครงการ ดี คิดส์ เป็นชื่อทางการตลาดของสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ แบบ ดี เฮลท์ (N)



– เงื่อนไขและข้อยกเว้นเป็นไปตามที่ระบุในกรมธรรม์



– การพิจารณารับประกันเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด



คำเตือน ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไข และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ออมสิน เผยยอดผู้กู้สินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ช่วยรายย่อย

posted Jun 2, 2021, 1:49 AM by Maturos Lophong


ออมสิน เผยยอดผู้กู้สินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ช่วยรายย่อย




อนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 430,000 ราย เตรียมขยายให้ผู้ใช้ MyMo รายใหม่ยื่นกู้ได้ 6 มิ.ย. นี้



นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยความคืบหน้าการปล่อยสินเชื่อตามมาตรการ “สินเชื่อสู้ภัย COVID-19” วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท ที่ผ่านมามีประชาชนให้ความสนใจยื่นกู้เป็นจำนวนมาก โดยธนาคารฯ ได้อนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้าแล้วเป็นจำนวนกว่า 430,000 ราย ทั้งนี้ ร้อยละ 95 ของจำนวนที่อนุมัติดังกล่าว เป็นการอนุมัติโดยเกณฑ์ผ่อนปรน ซึ่งไม่สามารถอนุมัติสินเชื่อได้ในกรณีปกติ จึงต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนธนาคารในการจัดทำมาตรการครั้งนี้



สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อ กล่าวคือไม่ผ่านเกณฑ์ผ่อนปรนนั้น สาเหตุหลักเกิดจากผลการประเมินความเสี่ยงโดยหน่วยงานภายนอก ได้คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณา ทั้งนี้ หากลูกค้ายังมีความจำเป็นที่ต้องการสินเชื่อ อาจเลือกใช้บริการสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่ปัจจุบันธนาคารออมสิน ร่วมกับบริษัท เงินสดทันใจ จำกัด ลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์ เหลือเพียง 0.49% ต่อเดือนตลอดอายุสัญญา ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าโครงการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ไม่มากนัก ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอสินเชื่อนี้ได้ ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ที่ธนาคารออมสิน 550 สาขา


อนึ่ง ธนาคารฯ ได้ปรับหลักเกณฑ์ของมาตรการสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 โดยให้ผู้ที่เปิดใช้ MyMo ก่อนวันที่ 1 มิถุนายน 2564 สามารถกดลงทะเบียนยื่นขอกู้ได้ ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2564 เป็นต้นไป (ปรับจากเดิมที่กำหนดไว้เป็นก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม 2564) เพื่อขยายขอบเขตความช่วยเหลือครอบคลุมประชาชนที่ต้องการเข้าถึงสินเชื่อนี้ให้มากขึ้น ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์ขอกู้จะต้องมีคุณสมบัติเบื้องต้นคือ มีสัญชาติไทย อายุ 20 ปี - 70 ปี และไม่เป็นเกษตรกร หรือข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือลูกจ้างในหน่วยงานของรัฐ โดยธนาคารฯ เปิดให้ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อสู้ภัย COVID-19 ได้ทางแอป MyMo จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 หรือจนกว่าจะครบจำนวนวงเงินโครงการ.

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า”

posted May 7, 2021, 1:55 AM by Maturos Lophong



กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

“เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า”

พร้อมสานต่อโครงการฟุตบอล KTAXA Know You Can ปีที่ 2


บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ผู้นำธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ เปิดตัวแบรนด์แคมเปญ และภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า” สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของบริษัทฯ ที่จะอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป โดยมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนทุกความเชื่อมั่น พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินโครงการฟุตบอล KTAXA Know You Can Football Youth (U15) Academyเป็นปีที่ 2 เพื่อสนับสนุนเยาวชนให้มีความเชื่อมั่นว่า “คุณทำได้ และไปได้ไกลกว่า” ด้วยการมอบโอกาสในการพัฒนาทักษะด้านฟุตบอลสู่ระดับสากลอย่างต่อเนื่อง


นางภควิภา เจริญตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายลูกค้า บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกในปัจจุบัน ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจของผู้คนทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดการหยุดชะงักกิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แบรนด์แคมเปญใหม่นี้ สร้างขึ้นจากมุมมองด้านบวก และเน้นย้ำพันธสัญญา “Know You Can – คุณทำได้” และเมื่อคุณรู้สึกว่าได้รับความคุ้มครองและปกป้องจากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต คุณก็สามารถไปได้ไกลกว่าและประสบความสำเร็จ







“แบรนด์แคมเปญและภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อมั่น และสะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างมาก โดยกระตุ้นให้ผู้คนมองข้ามวิกฤต ไปสู่ความสำเร็จ 


หัวใจสำคัญของแคมเปญและภาพยนตร์โฆษณา คือ เรามุ่งเน้นไปที่ความเชื่อมั่น และความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการสนับสนุนลูกค้า ให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะก้าวไปข้างหน้า และบรรลุเป้าหมาย 



โดยภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องผ่านชีวิตของผู้หญิงคนนึง ที่พบเจออุปสรรคมากมาย แต่ก็ไม่ยอมแพ้ และมุ่งมั่นในการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ จนได้เป็นผู้ตัดสินหญิงของกีฬาฟุตบอลระดับโลกตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ ทั้งนี้ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ดูแลและให้ความคุ้มครองลูกค้ากว่า 2 ล้านคน ด้วยผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพที่หลากหลาย รวมถึงให้บริการเสริมด้านสุขภาพ เช่น บริการเทเลเฮลท์ และ โครงการแคร์คุณกว่าใคร ไปจนถึงการให้ความคุ้มครองด้านชีวิต และการวางแผนทางการเงินที่มั่นคงอย่างยั่งยืนกับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต เพื่อการออม และการลงทุน เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งผลิตภัณฑ์ และการให้บริการแก่ลูกค้าจะเป็นส่วนช่วยส่งเสริมให้ทุกคนร่วมสร้างโลกที่ดีขึ้น เพราะเมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า”




นางสาวสุกัญญา อิสรานุวัฒน์ชัย รองประธานอาวุโส ฝ่ายสื่อสารการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร กล่าวว่า ภาพยนตร์โฆษณาชุด “เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า” เริ่มออกอากาศวันนี้ 7 พฤษภาคมเป็นต้นไป และสื่อสารไปสู่ทุกกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อต่าง ๆ อาทิ สื่อโทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ โดยในสื่อออนไลน์ บริษัทฯ ได้อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) 3 ท่าน มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวในด้านต่างๆ ที่สะท้อนความเชื่อมั่น และความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิง รฐา โพธิ์งาม นักร้อง นักแสดงชื่อดัง ที่เป็นกูรูด้านสุขภาพ มาสร้างแรงบันดาลใจด้านร่างกายและจิตใจ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงค์ ณ อยุธยา พิธีกรมากความสามารถและประสบการณ์ ที่สามารถแบ่งปันการป้องกันความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับเราได้ทุกเมื่อ และคุณเต๋า เศรษฐพงศ์ เพียงพอ นักร้อง นักแสดงสายกิจกรรมเพื่อสังคม ที่จะมาร่วมแบ่งปันมุมมองด้านการช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน เพื่อส่งต่อความเชื่อมั่นว่า คุณก็ทำได้

นอกจากนั้น เพื่อสานต่อโครงการพัฒนาเยาวชนที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีและมีเยาวชนเข้าร่วมกว่า 2,000 คนเมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เปิดตัว โครงการฟุตบอล KTAXA Know You Can Football Youth (U15) Academy ปีที่ 2 เพื่อสนับสนุนเยาวชนให้มีความเชื่อมั่นในตนเองว่า “เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า” ซึ่งบริษัทฯ จะจัดการฝึกอบรมและคัดเลือกให้แก่เยาวชนใน 4 ภูมิภาค 4 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ จ. เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา ภาคกลาง กรุงเทพมหานคร และภาคใต้ จ. กระบี่ โดยในแต่ละภาค จะทำการคัดเลือกเยาวชนฝีเท้าเยี่ยม รวมทั้งหมด 20 คน เพื่อรับมอบประกาศนียบัตร อุปกรณ์กีฬา และทุนการศึกษา รวมเงินรางวัลทั้งสิ้นกว่า 300,000 บาท และมีกิจกรรม Steplife First-Time Marathoner ซึ่งเป็นกิจกรรมต่อเนื่องจาก Steplife 10K, Steplife 1st half marathon โดยจะเริ่มสื่อสารเนื้อหาเกี่ยวกับการเตรียมตัววิ่งมาราธอนผ่าน Podcast ในเดือนมิถุนายนนี้* ทั้งนี้ การคัดเลือกและอบรมเยาวชนในภูมิภาคต่างๆ และกิจกรรมวิ่งมาราธอนจะจัดเริ่มขึ้นในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ตามลำดับ หากสถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น และจะมีการประชาสัมพันธ์โครงการดังกล่าวในโอกาสต่อไป





นางภควิภา กล่าวทิ้งท้ายว่า นับตั้งแต่บริษัทฯ ได้เปิดตัวพันธสัญญาใหม่ Know You Can ในปี 2562 บริษัทฯ ให้การสนับสนุนและมุ่งมั่นให้ความสำคัญการมีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่ง Know You Can ถือเป็นการสร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้ทุกคนสามารถฟันฝ่าทุกอุปสรรค และบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในปัจจุบันที่ทุกคนในสังคมจำเป็นต้องเอาชนะความท้าทายใหม่ ๆ ดังนั้น บริษัทฯ หวังว่า ภาพยนตร์โฆษณาใหม่นี้ จะช่วยเน้นย้ำถึงบทบาทที่ กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต มีต่อชีวิตประจำวันของลูกค้าของเรา ในการมุ่งมั่น สนับสนุนทุกความเชื่อมั่น และดูแลลูกค้าของเราตลอดไป



สมาคมสถาบันการเงินของรัฐเปิดตัวเว็บไซต์ www.gfa.or.th รับกระแสดิจิทัล

posted Apr 28, 2021, 1:34 AM by Maturos Lophong






สมาคมสถาบันการเงินของรัฐเปิดตัวเว็บไซต์ www.gfa.or.th รับกระแสดิจิทัล


รวมข้อมูลสถาบันการเงินของรัฐ สื่อสารให้ประชาชนค้นหาข้อมูลบนโลกออนไลน์ง่ายยิ่งขึ้น


วันนี้ ( 27 เมษายน 2564) นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ในฐานะประธานกรรมการสมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ( COVID – 19 ) พบว่าประชาชนมีพฤติกรรมการเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เนต จำนวนกว่า 47.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนผู้ใช้อินเตอร์เนต 71% ของคนไทย 66.4 ล้านคน เติบโตกว่า 150% ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดในยุค New Normal ประกอบกับการส่งเสริมการเข้าถึงมาตรการด้านการเงินของโครงการภาครัฐผ่านแอปพลิเคชั่นต่างๆ บนคอมพิวเตอร์ และเครื่องสมาร์ทโฟนเป็นการเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนในยุควิถีใหม่


สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ จึงได้พัฒนาเว็บไซต์ www.gfa.or.th เพื่อเป็นช่องทางการสืบค้นข้อมูลของประชาชนได้สะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น โดยจัดวางรูปแบบเว็บไซต์ให้มีดีไซน์สวยงาม ทันสมัย และที่สำคัญการจัดวางเมนู content และ หัวข้อที่กระชับ อ่านง่าย ไม่ซับซ้อน โดยแบ่งเป็น 6 เมนูหลัก ประกอบด้วย 1. เมนู “เกี่ยวกับสมาคม” จะกล่าวถึงความเป็นมา วัตถุประสงค์การจัดตั้งสมาคมฯ รายนามคณะกรรมการซึ่งเป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินของรัฐที่เป็นสมาชิก รวมถึงนโยบายและข้อบังคับของสมาคมฯ 2. เมนู “สมาชิก” ประกอบด้วย รายละเอียดของสมาชิกสามัญทั้งประเภทสถาบันการเงินและประเภทบุคคล รวมทั้งสมาชิกกิตติมศักดิ์ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เข้าร่วมเป็นสมาชิก 3. เมนู “มาตรการช่วยเหลือ” เป็นการรวบรวมมาตรการด้านการเงินที่สถาบันการเงินของรัฐได้ออกมาเพื่อดูแลและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งต่อไปหากมีมาตรการ หรือนโยบายภาครัฐเพิ่มเติมก็จะนำข้อมูลมาเผยแพร่ในส่วนนี้ 4. เมนู “ผลการดำเนินงาน” เป็นการแสดงข้อมูลผลการดำเนินงานของสมาคมสถาบันการเงินของรัฐในแต่ละปีที่ผ่านมา รวมถึงผลการดำเนินงานด้านการเงิน 5. เมนู “ข่าวประชาสัมพันธ์” เป็นการรวบรวมข่าวสารกิจกรรมต่างๆ ของสมาคม และข่าวสารของสถาบันการเงินสมาชิกที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชนทั่วไป และ 6. เมนู “ติดต่อเรา” เพื่อเป็นช่องทางสื่อสารกับประชาชนที่ต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสมาคมฯ และสถาบันการเงินของรัฐที่เป็นสมาชิก โดยสามารถกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนด ทางสมาคมฯ จะเป็นตัวกลางในการประสานกับสถาบันการเงินสมาชิกเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทราบต่อไป


นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้รวบรวม “คำถามที่พบบ่อย” เพื่อเป็นแนวคำตอบสำหรับประชาชนที่ต้องการทราบข้อมูลการใช้บริการและผลิตภัณฑ์ของแต่ละสถาบันการเงินของรัฐทุกแห่ง 



 ทั้งนี้ หากประชาชนต้องการติดต่อสมาคมฯ สามารถติดต่อได้ที่ทางโทรศัพท์หมายเลข 0-2202-1868, 0-2202-1961 หรือ E-mail GFA-official@hotmail.com


สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ (The Government Financial Institutions Association : GFA) จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลเพื่อให้บริการและช่วยเหลือประชาชน โดยใช้ทรัพยากรร่วมกันระหว่างสมาชิกสถาบันการเงินของรัฐ 8 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.),ธนาคารออมสิน,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.),ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.), ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.), ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.

ทิพยประกันภัย ร่วมกับ FIT Auto มอบสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุและโควิด-19 ฟรี!

posted Apr 9, 2021, 1:44 AM by Maturos Lophong



ทิพยประกันภัย ร่วมกับ FIT Auto มอบสิทธิ์ประกันอุบัติเหตุและโควิด-19 ฟรี! คุ้มครอง 30 วัน ทุนประกันภัย สูงสุด 100,000 บาท ในแคมเปญ “FIT FEST ฟิตไม่หยุด พร้อมสุดทุกทริป”



นายประสิทธิ์ชัย สุนทราภิรมย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) นายไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ มอบสิทธิพิเศษประกันภัยอุบัติเหตุและประกันภัยโควิด-19 ในแคมเปญ “FIT FEST ฟิตไม่หยุด พร้อมสุดทุกทริป” ให้กับลูกค้า FIT Auto ต้อนรับทุกทริปการเดินทาง ให้ทุกวันหยุดของคุณไม่มีสะดุด อุ่นใจในทุกการเดินทาง อย่างปลอดภัย สำหรับลูกค้าที่มียอดชำระที่ FIT Auto ตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ประกันภัยความคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ระยะเวลา 30 วัน (นับจากวันที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์) โดยลูกค้าสามารถสแกนQR Code บนสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 - 30 มิถุนายน 2564 สอบถามรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติม โทร. 1365



“ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”

posted Mar 28, 2021, 11:48 PM by Maturos Lophong



“ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”

(New Normal Decade @iRVP Strives Road Safety Culture)

เปิดศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน ThaiRSC (New Version)

และเปิดช่องทางการให้บริการ ผ่านLine @iRVP

วันที่ 26 มีนาคม 2564 : บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด จัดแถลงข่าว “ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”(New Normal Decade @iRVP Strives Road Safety Culture) เพื่อประกาศทิศทางการดำเนินงานปี 2564 ในการให้บริการประชาชน ภายใต้วิสัยทัศน์“เป็นองค์กรเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ด้วยระบบการประกันภัยรถ เพื่อสังคม มั่นคง ยั่งยืน” โดยยึดหลักการดำเนินงานผ่าน 4 พันธกิจหลักได้แก่ พัฒนาระบบบริการสินไหม,ขยายหลักประกันสู่ประชาชน,มุ่งมั่นรณรงค์ลดอุบัติเหตุ,ภาคภูมิใจคู่หลักธรรมาภิบาล โดยเน้น“ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” ณ ห้องประชุม บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด (สำนักงานใหญ่)




นายนพดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทกลางฯ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย ไม่แสวงหากำไร ทำหน้าที่ในการบริหารเงินกองทุนของผู้เอาประกันภัยทุกคน ให้ได้รับการคุ้มครองเยียวยาเมื่อเกิดอุบัติเหตุจากรถ รวมทั้งทำหน้าที่บริหารความเสี่ยงให้กับประชาชนและประเทศอีกด้วย โดยบริษัทกลางฯ ได้ปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ขององค์กร “เป็นองค์กรเสริมสร้างความปลอดภัยทางถนน ด้วยระบบการประกันภัยรถ เพื่อสังคม มั่นคง ยั่งยืน”ภายใต้กรอบพันธกิจ 4 เสาหลัก ซึ่งประกอบด้วย

“พัฒนาระบบบริการสินไหม” มีการยกระดับระบบสินไหมอัตโนมัติ หรือ e-Claim system และ PA&HA gateway เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประสบภัยจากรถ เมื่อได้รับอุบัติเหตุสามารถที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยไม่สร้างภาระให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องสำรองจ่าย,การดำเนินการหน่วยประสานสิทธิ ONE STOP SERVICE,มูลนิธิ กู้ชีพ กู้ภัย รวมพลัง ร่วมใจ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย,ศูนย์วิทยุ คชสีห์ เพื่อบูรณาการข้อมูลอุบัติเหตุ อุบัติภัย ระบบแจ้งเหตุ ขอความช่วยเหลือสำหรับประชาชน


“ขยายหลักประกันสู่ประชาชน” มีพัฒนาระบบรับประกันภัย Online สู่ประชาชนให้สามารถเข้าถึงการทำประกันภัยได้ ทุกที่ ทุกเวลา ทุกคน สะดวก รวดเร็ว โดยได้สร้างช่องทางการสื่อสารกับประชาชน ในยุค New Normal ผ่าน Line Official Account บริษัทกลางฯ “@iRVP” ที่มาช่วยให้ตอบสนองประชาชนได้เร็วขึ้นไม่ว่าจะทำประกันภัย พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์ หรือหากเกิดปัญหา ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ เพื่อไปใช้สิทธิขอรับความคุ้มครอง พ.ร.บ. ได้ รวมทั้งประชาชนสามารถหาความรู้หรือคำตอบเรื่องความคุ้มครองประกันภัย พ.ร.บ. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ไลน์ @iRVP ยังช่วยให้ประชาชนสามารถค้นหาสาขาบริษัทกลางฯ หรือจุดบริการ ตรอ. ใกล้บ้านคุณ รวมถึงการขยายการบริการให้ประชาชน โดยจะเชื่อมต่อทุกบริการด้วยกัน เช่น โรงพยาบาล สถานีตำรวจ หรือบริการช่วยเหลืออื่นๆ อีกด้วย

“มุ่งมั่นรณรงค์ลดอุบัติเหตุ” โดยบริษัทกลางฯ ได้กำหนดแผนงานการขับเคลื่อนการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน “ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”(New Normal Decade @iRVP Strives Road Safety Culture) โดยได้มีการเปิดตัว www.thairsc.com (new Version) ที่ยกระดับไปสู่การเป็นศูนย์วิชาการความปลอดภัยทางถนน ที่ได้พัฒนาให้สามารถนำเสนอผ่านอุปกรณ์สื่อสารต่างๆ ได้ทุกช่องทาง / การเข้าถึงข้อมูลอุบัติเหตุต่างๆ ได้ง่าย สามารถดูสถิติแยกตามประเภทรถ ช่วงอายุ แยกตาม Ranking ระดับจังหวัด สถิติชาวต่างชาติ เป็นต้น / การแสดงข้อมูลต่างๆ ที่ง่ายต่อการนำเสนอหรือนำไปใช้งาน / ข้อมูลที่สามารถแสดงได้ถึงในทุกระดับพื้นที่ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ ตำบล / ข้อมูลที่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้ตามระดับพื้นที่,ตามกลุ่มข้อมูล,ตามวัน เดือน ปี / และการนำข้อมูลไปบริหารจัดการ

และเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนให้เกิดขึ้นกับคนไทย บริษัทกลางฯ ได้มีแผนงานการบริหารจัดการแผนงานด้วยระบบเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืน (MIS FOR SUSTAINABLE ROAD SAFETY) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเพื่อหน่วยงาน ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อแก้ไขป้องกันลดอุบัติเหตุทางถนนในระดับจังหวัด,อำเภอ และ ท้องถิ่น โดยมีระบบจัดการ Online วิเคราะห์ข้อมูลอุบัติเหตุและการจัดทำ ติดตามแผนงานในระดับหน่วยงาน จังหวัด,อำเภอ,ท้องถิ่น อีกด้วย




นอกจากนี้ยังมีแผนงานเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน ใน 3 ระดับ ได้แก่

ระดับเยาวชน (GEN Youth) ที่จะมีการ transform 479 สถานศึกษา สู่ 5,000 สถานศึกษา บน Digital Platform

ระดับวัยทำงาน (GEN Workman) มีการเชิญชวนทุกหน่วยงานทั่วประเทศมาร่วมขับเคลื่อนเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนด้วยมาตรการองค์กร โดยไม่จำกัดจำนวน

ระดับชุมชน (GEN Village) เชิญชวนชุมชนที่สนใจให้เสนอโครงการรณรงค์เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุในพื้นที่

“ภาคภูมิใจคู่หลักธรรมาภิบาล” ที่มุ่งพัฒนา ฟื้นฟูอาชีพคนพิการที่ประสบอุบัติเหตุจากรถ รวมถึงการเป็นศูนย์ข้อมูลประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับผ่านแดนอาเซียน เพื่อยกระดับความปลอดภัยสู่ประชากรอาเซียน

นายนพดล กล่าวตอนท้ายว่า จากการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนต้องปรับตัวสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New normal) บริษัทกลางฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำระบบดิจิตอลเข้ามามีส่วนในการขับเคลื่อนภารกิจตามกฎหมายในการดูแลเยียวยาผู้ประสบภัยจากรถให้ได้การคุ้มครองตามกฎหมายจาก พ.ร.บ. และสร้างหลักการประกันภัยให้กับประชาชนทุกคน รวมถึงภารกิจเพื่อสังคมในการมุ่งมั่นรณรงค์สร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับประชาชน ตรงตามแนวคิด“ทศวรรษวิถีใหม่ บริษัทกลางฯ เสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน”


 

เปิดตัว “ยูนิต ลิงค์” ฟิลลิปประกันชีวิต ให้เงินทำงานแทนคุณ

posted Feb 25, 2021, 1:08 AM by Maturos Lophong




เปิดตัว “ยูนิต ลิงค์” ฟิลลิปประกันชีวิต ให้เงินทำงานแทนคุณ



บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดตัว "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล " ( Unit-linked Wealth Single) แผนประกันชีวิตควบการลงทุน ชำระเบี้ยประกันภัยเพียงครั้งเดียว รับความอุ่นใจด้วยความคุ้มครองถึง 130% ของเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียว และตอบโจทย์ความมั่งคั่งด้วยโอกาสในการสร้างผลตอบแทนผ่านการลงทุนในกองทุนรวมระดับชั้นนำไม่ต่ำกว่า 11 กองทุนและจะขยายให้มากกว่า 20 กองทุนในอนาคต พร้อมมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนอัตโนมัติเพื่อช่วยรักษาผลตอบแทนเป้าหมายที่ต้องการได้

ปรัชญา กุลวณิชพิสิฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปี 2564 เป็นปีแห่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวเฉลี่ยประมาณ 6% ภายหลังจากเศรษฐกิจถดถอยหดตัวในปี 2563 อันเกิดจากเหตุการณ์สำคัญ (Event Driven) โดยเริ่มมีการฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าของบริษัทฯ ที่ต้องการความคุ้มครองชีวิตพร้อมกับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนชั้นนำที่สอดคล้องกับระดับความเสี่ยง ที่ยอมรับได้ของลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและแผนการออมในระยะยาว บริษัทฯจึงได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล" ( Unit-linked Wealth Single) ซึ่งเป็นแผนประกันชีวิตที่พัฒนาโดยยึดหลักการวางแผนการเงินแบบองค์รวมโดยเป็นทั้งแผนประกันชีวิตและการลงทุนควบคู่กัน เพื่อให้ลูกค้าสร้างความมั่งคงให้แก่ชีวิตและสร้างความมั่งคั่งทางการเงินที่เพียงพอสำหรับชีวิต




ชวลิต ทองรมย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส - ฝ่ายขายและCAO บริษัท ฟิลลิปประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์ "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล" ( Unit-linked Wealth Single) ถูกออกแบบมาให้สามารถแข่งขันกับตลาดได้เป็นอย่างดี มีจุดแข็งในเรื่องการลงทุนที่สามารถนำเงินไปลงทุนก่อนหักค่าธรรมเนียม ที่เพิ่มโอกาสให้เงินทำงานเติบโตงอกเงยในอนาคตได้สูงผ่านการลงทุนในกองทุนรวมที่คัดสรรอย่างมีคุณภาพ ซึ่งลูกค้าสามารถจัดสรรสัดส่วนการลงทุนเบื้องต้นได้ตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับหรือผ่านการแนะนำจากที่ปรึกษาทางการเงินของฟิลลิป เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินในระยะยาว อีกทั้งยังให้ความคุ้มครองชีวิต 130 % ของเบี้ยประกันภัยประกันภัย ทำให้มีหลักประกันชีวิตและมีโอกาสการสร้างการลงทุนไปพร้อม ๆ กันในกรมธรรม์เดียวกัน โดยผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็น Single Premium คือการชำระเบี้ยประกันภัยเพียงครั้งเดียว ขั้นต่ำ 100,000 บาท สามารถคุ้มครองชีวิตยาวนานถึงอายุ 99 ปี หรือจนกว่าจะมีการขายคืนหน่วยลงทุนและหากในระหว่างที่กรมธรรม์มีผลบังคับใช้ หากลูกค้าต้องการเพิ่มหรือปรับเปลี่ยนเงินลงทุน เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นก็สามารถทำได้เช่นกัน ด้วยการชำระเบี้ยประกันเพิ่มเติมพิเศษ เริ่มต้น 10,000 บาท และไม่เกิน 150 ล้านบาทต่อกรมธรรม์ หรือหากลูกค้าต้องการใช้เงินบางส่วนก่อนในระหว่างที่กรมธรรม์ยังมีผลก็สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ ซึ่งจะไม่มีค่าธรรมเนียมการถอนเงินหลังจากปีที่ 5 เป็นต้นไป


“เรามั่นใจว่า "ยูนิต ลิงค์ เวลท์ ซิงเกิ้ล" มีโอกาสเติบโตสูง เนื่องจากสามารถตอบโจทย์ลูกค้าของบริษัทฯ ที่สนใจการลงทุนอย่างมืออาชีพ เป็นการเพิ่มโอกาสการสร้างผลตอบแทนที่มากกว่า โดยผลิตภัณฑ์นี้จะทำหน้าที่ทั้งปกป้องความมั่งคงของชีวิต และสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน อีกทั้งช่วยกระจายการลงทุนเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนลูกค้าได้โดยสามารถเลือกลงทุนในหลากหลายกองทุน ท่านที่สนใจผลิตภัณฑ์ Unit-linked Wealth Single สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.philliplife.com หรือติดต่อที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัทฯ เพื่อรับคำแนะนำ และวางแผนทางการเงินตามความเสี่ยงที่เหมาะสมได้ ทั่วประเทศ” ปรัชญา กล่าวทิ้งท้าย

AIS ควง MSIG สตาร์ทเครื่อง “ประกันขับดี” นวัตกรรมประกันรถยนต์ยุคใหม่

posted Feb 10, 2021, 8:23 PM by Maturos Lophong


AIS ควง MSIG สตาร์ทเครื่อง “ประกันขับดี” นวัตกรรมประกันรถยนต์ยุคใหม่
คิดเบี้ยรายวัน จ่ายเบี้ยรายเดือน ยกระดับมาตรฐาน InsurTech เต็มรูปแบบ โปรเจคแรก
จากโครงการ คปภ. Insurance Regulatory Sandbox คุ้มครองครบทั้งประกันชั้น 1 และ 2+


11 กุมภาพันธ์ 2564: AIS โดย AIS Insurance Service ในฐานะผู้นำด้าน Digital Service ที่เน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับอุตสาหกรรมประกันภัย ผนึกกำลัง กับ MSIG ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. เปิดตัว “ประกันขับดี” ประกันภัยรถยนต์ที่ใช้ InsurTech เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย






· “ประกันขับดี” จาก MSIG และ AIS Insurance Service ถือเป็นการประกันภัยรถยนต์ที่มีการคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่ที่แท้จริงโดยใช้นวัตกรรมจาก IoT และเทคโนโลยีการสื่อสารเจ้าแรกในประเทศไทย ซึ่งได้รับการอนุมัติจากสำนักงาน คปภ. ให้เข้าร่วมโครงการทดสอบที่นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการสำหรับธุรกิจประกันภัย (Insurance Regulatory Sandbox) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

· “ประกันขับดี” เป็นแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีความสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับ หากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย คิดค่าเบี้ยประกันตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ สอดคล้องกับสถิติการขับขี่ในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ผู้ขับขี่รถที่ไม่เกิดอุบัติเหตุเลยมีอยู่ถึง 60% กลายเป็นผู้ขับขี่ที่มีประวัติดี แต่ต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยเท่าๆ กับคนอื่นๆ

· “ประกันขับดี” เป็นประกันรถยนต์ที่คำนวณเบี้ยประกันภัยจากตัวแปรต่างๆ ที่ทันสมัยที่สุด โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Big Data โดยมีอุปกรณ์ MSIG Car Informatics หรือ OBD II (On-Board Diagnostic) เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กใช้ติดรถ สามารถเก็บค่าตัวแปรและค่าพฤติกรรมการขับรถในเชิงลึก และละเอียดกว่า Telematics ที่เก็บเฉพาะค่าระยะทางหรือชั่วโมง

OBD II จะเก็บข้อมูลเพื่อส่งคำนวณเบี้ยประกันภัยจากพฤติกรรมการขับขี่อย่างมีประสิทธิภาพ
และถูกต้องแม่นยำตามการใช้งานจริง ด้วยแนวคิด “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” โดยคำนวณผ่าน 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ซึ่งช่วยประหยัดค่าเบี้ยประกันสูงสุดถึง 50% พร้อมบริการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กล่าวว่า “บทบาทของสำนักงาน คปภ. ที่สำคัญ คือ การส่งเสริมธุรกิจประกันภัย
ให้นำเอานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับปรุงให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการให้บริการประชาชน รวมถึงส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาเป็น InsurTech Hub ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาการประกันภัย ฉบับที่ 4 โดยมุ่งหวังในการยกระดับการกำกับดูแลและส่งเสริมการพัฒนาสภาพแวดล้อม
ให้มีความเหมาะสม ทันสมัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล จึงมีความยินดีที่มีการเปิดตัว “ประกันขับดี”
ซึ่งสำนักงาน คปภ. ได้อนุมัติให้เข้าร่วมในโครงการทดสอบนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านประกันภัย หรือ Insurance Regulatory Sandbox โดยเป็นการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและ
มีศักยภาพ เพื่อเป็นการหลอมรวมและเพิ่มขีดความสามารถของเทคโนโลยีในการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม จึงหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค โดยเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์ในยุคปัจจุบัน ซึ่งมีความยืดหยุ่น และมีการคิดเบี้ยประกันภัยตามการขับขี่จริง โดยสามารถซื้อง่ายและจ่ายสะดวก สอดรับกับพฤติกรรมการขับขี่ ช่วยให้เกิดวินัยในการขับขี่ที่ดี และมีส่วนลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วย”



ด้านนายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ตลอดปี 2563 ที่ผ่านมา สถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ธุรกิจประกันต้องค้นหาโซลูชันที่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุค New Normal แนวคิดของประกันขับดีเกิดขึ้นในช่วง Lockdown ที่คนไทยทั้งประเทศต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงานใหม่ จากการเดินทางไปออฟฟิศมาเป็น Work from Home จึงขับรถน้อยลง ไม่ได้ออกเดินทางไกลข้ามจังหวัด และปัจจุบัน คนขับรถแล้วจอดเพื่อต่อรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินมากขึ้น จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่เราอยากจะพัฒนาแผนประกันภัยรถยนต์ที่มีเบี้ยประกันภัยสมเหตุสมผล จ่ายเมื่อขับและหากไม่ได้ขับก็ไม่ต้องจ่าย เป็นไปตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์จริงๆ ตาม concept ที่ว่า “ขับไม่เหมือนกัน ทำไมต้องจ่ายเท่ากัน” เราใช้เวลาพัฒนาประกันขับดีอยู่กว่า 6 เดือนและพบว่าต้องใช้อุปกรณ์ OBD II หรือ MSIG Car Informatics และซิมการ์ดทำงานร่วมกัน ดังนั้น จะต้องเป็นบริษัทที่สัญญาณที่ครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด จะเป็นบริษัทอื่นไม่ได้เลยนอกจาก AIS โดย MSIG Car Informatics จะเก็บพฤติกรรมการใช้รถจาก 5 ตัวแปรหลัก ได้แก่ ระยะทาง / ความเร็ว / ระยะเวลาการขับขี่ / ช่วงเวลาการขับขี่ และพื้นที่การขับขี่ ประกันขับดีจะมีค่าเบี้ยประกันพื้นฐานรายปี โดยประกันรถยนต์ชั้น 1 เริ่มต้นที่ 6,499 บาท ประกันรถยนต์ 2+ ราคา 3,299 บาท ทุกทุนประกันภัยและรถทุกรุ่น หลังจากนั้นจะคิดค่าเบี้ยประกันตามการขับขี่ ซึ่งเบี้ยประกันจะถูกคำนวณเป็นรายวัน แต่ละวันก็จะไม่เท่ากัน แต่ละคนก็จะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ 5 แฟคเตอร์ และเราจะรวบจากเบี้ยรายวันเพื่อคิดค่าเบี้ยประกันเป็นรายเดือน สามารถตรวจสอบเบี้ยได้เลยจากแอปพลิเคชันประกันขับดี การชำระเบี้ยจะตัดจากบัตรเครดิตที่ผูกไว้ตั้งแต่ลงทะเบียน นอกจากนี้ ประกันขับดียังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของประกันภัยรถยนต์ที่ใช้รูปแบบ Parametric ต้องเข้า Insurance Regulatory Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรม ซึ่ง MSIG เห็นว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนา
อุตสาหกรรมประกันภัยรถยนต์ต่อผู้เอาประกันภัยหรือผู้บริโภคในอนาคต จึงได้นำเสนอและทางสำนักงาน คปภ. ก็ได้อนุมัติให้เข้าโครงการเรียบร้อยแล้ว”

นายอลิสแตร์ เดวิด จอห์นสตั้น กรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจพัฒนาธุรกิจใหม่ เอไอเอส กล่าวเสริมถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “นอกจาก AIS Insurance Service จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง คัดสรรบริการประกันภัยที่ดีที่สุดจากพาร์ทเนอร์เพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าแล้ว เรายังนำจุดแข็งจากการเป็น
ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ที่มีเครือข่ายครอบคลุมสูงสุด พร้อมคลื่นความถี่ที่มากที่สุด รวมไปถึง Digital Platform ที่ช่วยพลิกโฉมยกระดับให้บริการประกันภัย และสร้างความแตกต่างไปอีกขั้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยครั้งนี้ได้ร่วมพัฒนาอุปกรณ์ MSIG Car Informatics ที่ฝังอุปกรณ์ IoT ให้สามารถส่งสัญญาณผ่านโครงข่ายของเอไอเอส และประมวลผลเข้าสู่ระบบ Cloud ของ MSIG ได้อย่างแม่นยำ
มีเสถียรภาพ ตรงตามพฤติกรรมการใช้งานจริงของลูกค้าแบบ Real Time อีกทั้งยังได้สนับสนุนช่องทางการชำระค่าบริการรายเดือนผ่านระบบ Digital Payment Gateway ที่ช่วยอำนวยสะดวกและมีความปลอดภัยสูงสุด โดยถือเป็นต้นแบบของ InsurTech ครั้งแรกเพื่อลูกค้า ที่เราภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”

“ประกันขับดี” พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ โดยลูกค้าที่สนใจสามารถศึกษาและสมัครแผน “ประกันขับดี” ได้หลากหลายช่องทาง อาทิ

· “ขับดี Service Center by MSIG” โทร. 065-924-1175

· เว็บไซต์ www.ais.co.th/insurance

· แอปพลิเคชัน ประกันขับดี

ผลประกอบการ KKP ปี 63 กำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท รายได้ตลาดทุนหนุน เน้นสำรองเข้มรับความเสี่ยง

posted Feb 2, 2021, 12:19 AM by Maturos Lophong




ผลประกอบการ KKP ปี 63 กำไรสุทธิ 5,123 ล้านบาท

รายได้ตลาดทุนหนุน เน้นสำรองเข้มรับความเสี่ยง

(2 กุมภาพันธ์ 2564) “กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร-KKP" เผยผลประกอบการปี 2563 รับอานิสงส์กลยุทธ์กระจายรายได้และเลือกเติบโตอย่างระมัดระวังท่ามกลางวิกฤต สินเชื่อธนาคารโตร้อยละ 12.4 ด้านตลาดทุนรับประโยชน์จากความผันผวนและปริมาณธุรกรรมที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับหนึ่ง และมีเงินไหลเข้าธุรกิจ Wealth Management เพิ่มขึ้นเป็น 6 แสนล้านบาท ตั้งสำรองเข้มข้นรับความเสี่ยงเศรษฐกิจ อัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 170.9 กำไรสุทธิลดลงร้อยละ 14.4 เมื่อเทียบกับปี 2562 ในขณะที่ผลกำไรก่อนตั้งสำรองของทั้งกลุ่มเพิ่มร้อยละ 17.9 เดินหน้าปี 2564 โตสินเชื่ออย่างระมัดระวังอย่างน้อยร้อยละ 5 พร้อมติดตามให้ความช่วยเหลือลูกค้าใกล้ชิด”

นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (Mr. Aphinant Klewpatinond, Chief Executive Officer, Kiatnakin Phatra Financial Group) เปิดเผยในงานแถลงข่าวผลประกอบการ 2563 ของกลุ่มธุรกิจฯ ทางออนไลน์ เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ว่า “ปี 2563 เป็นปีของการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ไม่ว่าโดยร่วมกับมาตรการของธปท.หรือมาตรการของธนาคารเอง เช่น การให้พักชำระเงินต้น/ดอกเบี้ย การเข้าร่วมมาตรการ Soft loan การปรับลดอัตราดอกเบี้ย การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม จากกลยุทธ์การกระจายแหล่งรายได้ของกลุ่มธุรกิจฯ ที่ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และการเลือกที่จะเติบโตอย่างระมัดระวัง ได้ช่วยทำให้ผลประกอบการออกมาในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยในส่วนของธนาคาร มีอัตราการเติบโตของสินเชื่อร้อยละ 12.4 อันเนื่องมาจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อบรรษัทที่มีมากขึ้นในช่วงที่ภาวะตลาดไม่เอื้อให้บริษัทใหญ่ระดมเงินจากตลาดทุน ในขณะเดียวกัน ด้านธุรกิจตลาดทุน ถือเป็นปีที่มีผลประกอบการดีมาก โดย (1) ธุรกิจนายหน้า ได้รับประโยชน์จากมูลค่าซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยของตลาดที่เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 29 ทำให้มีรายได้ค่านายหน้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังคงครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่งของตลาดที่ร้อยละ 10.85 (2) ธุรกิจ Wealth Management มีปริมาณทรัพย์สินภายใต้คำแนะนำ (Asset Under Advice, AUA) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เป็น 6 แสนล้านบาท ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการขยายขอบเขตบริการ โดยเฉพาะการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศที่ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ และ (3) ธุรกิจการลงทุนโดยตรง มีรายได้จากฝ่ายค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Equity and Derivative Trading) สูงถึง 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2564 ด้วยแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังคงเป็นไปอย่างเปราะบาง และสถานการณ์ของลูกหนี้ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หลังพ้นระยะของมาตรการช่วยเหลือที่ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กลุ่มธุรกิจฯ จึงตั้งกรอบการเติบโตของสินเชื่ออยู่ที่อย่างน้อยร้อยละ 5 และรักษาระดับอัตราส่วนเอ็นพีแอล ไม่เกินร้อยละ 4.5 ของสินเชื่อรวม”

ด้านนายฟิลิป เชียง ชอง แทน กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (Mr.Philip Chen Chong Tan, President, Kiatnakin Bank Public Company Limited) ได้กล่าวถึงผลการดำเนินงานในส่วนของธุรกิจธนาคารพานิชย์ว่า “การเติบโตของสินเชื่อในธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในปี 2563 มาจาก 3 ส่วนหลัก คือ (1) สินเชื่อรถยนต์ ที่แม้ธนาคารจะใช้เกณฑ์การพิจารณาอย่างระมัดระวัง แต่ด้วยภาวะตลาดที่ทำให้การแข่งขันชะลอตัวลง ได้เปิดโอกาสให้ธนาคารขยายตัวไปในตลาดของสินทรัพย์ที่มีคุณภาพมากขึ้น และเติบโตกว่าร้อยละ 18.00 (2) สินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่รถยนต์ ที่มีการเติบโตกว่าร้อยละ 9.5 โดยส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และ (3) สินเชื่อบรรษัท ที่ความเชื่อมโยงของธนาคารกับเครือข่ายที่เข้มแข็งของธุรกิจตลาดทุนในการให้คำตอบด้านวาณิชธนกิจแบบองค์รวม ในลักษณะ Wholesale Investment Banking ได้ช่วยให้สินเชื่อในส่วนนี้มีการเติบโตถึงร้อยละ 41 ในด้านของมาตรการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 เมื่อสิ้นปี 2563 พบว่าสัดส่วนลูกค้าสินเชื่อรายย่อยที่สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ คือมากกว่าร้อยละ 75 ในขณะที่ลูกค้าสินเชื่อธุรกิจในส่วนที่หมดระยะมาตรการช่วยเหลือแล้ว ก็สามารถกลับมาชำระหนี้ได้มากกว่าร้อยละ 75 เช่นกัน ทำให้ปัจจุบันธนาคารมีลูกค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการช่วยเหลือคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 11 ของสินเชื่อรวมของธนาคาร อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงมีการพิจารณาตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามหลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่ระดับสูง และเตรียมความพร้อมสำหรับการให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าผู้มีความจำเป็นซึ่งเป็นภารกิจที่ธนาคารให้ความสำคัญภายใต้สถานการณ์การระบาดและผลกระทบที่ยังคงไม่สิ้นสุด”

นายปรีชา เตชรุ่งชัยกุล ประธานสายการเงินและงบประมาณ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)) Mr.Preecha Techarungchaikul, Head of Finance and Budgeting, Kiatnakin Bank Public Company Limited) ให้รายละเอียดผลการดำเนินงานปี 2563 ว่า “กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิเท่ากับ 5,123 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 14.4 จากปี 2562 โดยเป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน จำนวน 1,221 ล้านบาท ในส่วนของการตั้งสำรอง ปริมาณการตั้งสำรองสำหรับปี 2563 อยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับปี 2562 โดยมีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ร้อยละ 170.9 ปรับเพิ่มขึ้นจาก 111.2 ในปี 2562 ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรสุทธิที่ลดลง ในขณะที่ก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและภาษีเงินได้สำหรับปี 2563 กลุ่มธุรกิจฯ มีกำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 17.9 ทั้งนี้ สำหรับปี 2563 รายได้ดอกเบี้ยสุทธิมีจำนวน 14,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.2 จากปี 2562 ในขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยมีจำนวน 6,554 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4.3 จากปี 2562 ปริมาณสินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต (Stage 3) มีจำนวน 7,751ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.9 ของสินเชื่อรวม ลดลงจากร้อยละ 4.0 ณ สิ้นปี 2563 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio)คำนวณตามเกณฑ์Basel III ซึ่งรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 4/2563 อยู่ที่ร้อยละ18.15และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่1จะเท่ากับ ร้อยละ 14.14”


KKP Research คาดการณ์ GDP เติบโตร้อยละ 2

จับตาสามปัจจัยกำหนดเศรษฐกิจ


ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP Research บล.เกียรตินาคินภัทร (Dr.Pipat Luengnaruemitchai, Chief Economist, KKP Research, Kiatnakin Phatra Securities Public Company Limited) บรรยายภาพรวมเศรษฐกิจในงานแถลงข่าวผลประกอบการ 2563 และทิศทางธุรกิจปี 2564 ของกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ที่จัดขึ้นแบบออนไลน์เมื่อวันที่2 กุมภาพันธ์ ระบุ KKP Research ได้ปรับลดอัตราการเติบโต GDP เป็นร้อยละ 2 พร้อมให้ติดตาม ‘มาตรการควบคุมโรค-วัคซีน-มาตรการกระตุ้น’ 3 ประเด็นหลักที่จะกำหนดเศรษฐกิจ

“KKP Research โดยเกียรตินาคินภัทร ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้า กระทบภาคส่วนต่างๆ แตกต่างกัน และมีความไม่แน่นอนสูง โดยได้ปรับลดการคาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2564 ลงจากร้อยละ 3.5 เป็นร้อยละ 2.0 จากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่นำไปสู่การออกมาตรการจำกัดการระบาดและการชะลอลงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนต่างๆ อาจทำให้ความสามารถในการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศล่าช้าออกไปอีก ในกรณีเลวร้ายหากประเทศไทยไม่สามารถควบคุมการระบาดได้ จนต้องมีมาตรการจำกัดที่ยาวนานขึ้น และไม่สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เลยตลอดทั้งปี อาจมีความเสี่ยงที่จะเห็นเศรษฐกิจไทยหดตัวถึงร้อยละ -1.2 ในปีนี้

ทั้งนี้ สามปัจจัยหลักที่กำหนดเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ได้แก่

(1) ความสำเร็จในการควบคุมการระบาดรอบใหม่ ผลกระทบจากมาตรการควบคุมของรัฐ และขีดจำกัดของระบบสาธารณสุข ซึ่งหากการแพร่ระบาดใช้ระยะเวลานานในการควบคุม หรือจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดความสามารถในการรองรับด้านสาธารณสุข อาจนำไปสู่การยกระดับความเข้มของมาตรการควบคุมภาครัฐ ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคเอกชนและการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศชะลอตัวลงอีกครั้ง

(2) ประสิทธิผล ผลข้างเคียง และการกระจายวัคซีน หากวัคซีนไม่เป็นไปตามแผนทั้งในแง่ประสิทธิผลของการป้องกัน ผลข้างเคียงที่รุนแรง หรือความล่าช้าในการได้รับและการกระจายฉีดวัคซีนให้กับประชาชน อาจส่งผลต่อการควบคุมการระบาดและการเปิดการท่องเที่ยว และ


(3) นโยบายการคลังและนโยบายการเงินเพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยลดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ประคับประคองความอยู่รอดของภาคธุรกิจและแรงงาน และกระตุ้นเพื่อชดเชยกำลังซื้อและความต้องการในการลงทุนที่หายไปจนกว่าเศรษฐกิจจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง


ยิ่งกว่านั้น นอกเหนือจากการรับมือปัญหาเฉพาะหน้าจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเด็นระยะยาวที่ KKP Research เห็นว่าควรได้รับความใส่ใจ คือ (1) ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ที่จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจากวิกฤตโควิด ทั้งโอกาสในการศึกษาและโอกาสด้านการทำงาน และ (2) ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งด้านการแข่งขันในตลาดส่งออกและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ที่จะยิ่งเป็นปัญหามากยิ่งขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภค โครงสร้างการค้า และห่วงโซ่การผลิตโลกที่จะเปลี่ยนแปลงไปหลังโควิด-19” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร

กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เกิดขึ้นจากการร่วมกิจการระหว่างธุรกิจธนาคารพาณิชย์ที่ดำเนินการโดย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และธุรกิจตลาดทุนที่ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เกียรตินาคินภัทร จำกัด โดยกลุ่มธุรกิจฯ มุ่งนำทรัพยากรทางการเงินสู่ลูกค้าอย่างถูกต้อง พอเพียง และทั่วถึง ด้วยการบริการที่เหนือความคาดหมาย และไม่อาจหาได้จากแหล่งอื่น

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมสินเชื่อบรรษัท สินเชื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี และสินเชื่อรายย่อย เช่นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล ส่วนธุรกิจด้านตลาดทุนของกลุ่มธุรกิจฯ ครอบคลุมธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking) ธุรกิจนายหน้าค้าหลักทรัพย์สำหรับผู้ลงทุนสถาบัน ธุรกิจที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล (Wealth Management) ธุรกิจการลงทุน (Direct Investment) ตลอดจนธุรกิจจัดการกองทุน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.kkpfg.com

1-10 of 238