Bank & Insurance


เคทีซีฝ่าวิกฤติโควิด-19 ดันกำไรสุดที่ 5,332 ล้านบาท

posted Jan 19, 2021, 11:18 PM by Maturos Lophong



เคทีซีฝ่าวิกฤติโควิด-19 ดันกำไรสุดที่ 5,332 ล้านบาท 
ขานรับธปท.เตรียมขยายเวลามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้


เคทีซีรายงานผลประกอบการปี 2563 ตามมาตรฐาน TFRS9 กำไรสุทธิเท่ากับ 5,332 ล้านบาท ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี สินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ NPL รวมลดต่ำต่อเนื่องอยู่ที่ 1.8% ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดวิกฤติโควิด-19 (Covid-19) ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เดินหน้าแผนปี 2564 สร้างความแข็งแกร่งในพอร์ตลูกหนี้คุณภาพทั้ง 3 ธุรกิจหลัก บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อทะเบียนรถ พร้อมตรึงฐานสมาชิกเดิมผูกพันกับเคทีซี ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ และร่วมแบ่งเบาภาระเคียงข้างสมาชิก

นายระเฑียร ศรีมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “สถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ตั้งแต่ต้นปี 2563 ได้ส่งผลกระทบรุนแรงกับระบบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด ต่อเมื่อเศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวต่อเนื่องจากแรงกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐตั้งแต่ปลายไตรมาสที่ 2 เป็นต้นมา ทำให้ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเคทีซีเริ่มส่งสัญญาณที่ดีขึ้น รวมทั้งพอร์ตลูกหนี้ของเคทีซีสามารถขยายตัวได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภายใต้เกณฑ์ใหม่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ประกาศปรับลดเพดานการคิดอัตราดอกเบี้ยในธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล ได้ส่งผลกระทบกับรายได้ของบริษัทเต็มไตรมาสสุดท้ายของปี บริษัทจึงปรับกลยุทธ์โดยให้ความสำคัญกับการคัดกรองลูกค้ามากขึ้น เพื่อให้สามารถดูแลคุณภาพของสินทรัพย์ได้ดี รวมทั้งสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป อีกทั้งปรับกระบวนการทำงานในองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และบริหารต้นทุนทางการเงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงใช้มาตรการบริหารจัดการความเสี่ยงของลูกหนี้ให้เหมาะสม และการตัดหนี้สูญเพื่อให้พอร์ตลูกหนี้สะท้อนภาพความเป็นจริง โดยมีรายได้หนี้สูญได้รับคืนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ”





“เคทีซียังร่วมสนับสนุนมาตรการของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเต็มที่ในการช่วยเหลือด้านสินเชื่อสำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจาก Covid-19 ทั้งการปรับลดเพดานดอกเบี้ยและเพิ่มวงเงินให้กับลูกหนี้บัตรเครดิตและลูกหนี้สินเชื่อบุคคล การเปลี่ยนสินเชื่อเป็นระยะยาว เลื่อนการชำระค่างวดหรือเงินต้น การลดค่างวด เป็นต้น โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีกลุ่มลูกหนี้สมัครเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างกับเคทีซีมียอดหนี้คงเหลือ 813 ล้านบาท (10,812 บัญชี) ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2563 ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ประกาศขยายระยะเวลามาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ซึ่งเคทีซีจะได้ปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวต่อไป”


“สำหรับแผนในปี 2564 ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการแพร่ระบาด Covid-19 ที่ยังส่งผลต่อเนื่อง และเกิดการระบาดระลอกใหม่ในประเทศไทย บริษัทจะปรับแผนธุรกิจเพื่อสร้างความแข็งแกร่งในพอร์ตลูกหนี้คุณภาพทั้ง 3 ธุรกิจหลัก โดยมุ่งรักษาพอร์ตลูกหนี้ให้มีคุณภาพดีและผูกพันกับเคทีซี ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมทั้งแบ่งเบาภาระเคียงข้างสมาชิกทุกกลุ่ม โดยธุรกิจบัตรเครดิต จะร่วมมือ


กับพันธมิตรคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เน้นส่งเสริมการตลาดที่เป็นออนไลน์มากขึ้นในทุกหมวดการใช้จ่ายซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อตอบรับกับความจำเป็นทุกความต้องการของสมาชิก ธุรกิจสินเชื่อบุคคล จะให้ความสำคัญกับการตอกย้ำทุกฟังก์ชันการใช้งานของบัตรกดเงินสด “เคทีซี พราว” ที่เพิ่มความสะดวกให้กับสมาชิกผู้ถือบัตรทั้งรูด โอน กด ผ่อนในบัตรเดียว ธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม” เคทีซีจะมุ่งขยายตลาดในปีนี้เป็นหลัก โดยตั้งเป้าหมายเติบโตที่ 1,000 ล้านบาท เป็นฐานสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป สำหรับแผนโครงการที่เกี่ยวข้องกับระบบการชำระเงิน “Payment System” อยู่ในระหว่างการศึกษาข้อมูลและวิธีการดำเนินการ ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจะเป็นธุรกิจใหม่ที่มาเสริมธุรกิจหลัก และสร้างโอกาสให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงในระยะยาว”

ผลประกอบการของเคทีซี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 ภายใต้มาตรฐาน TFRS9 เปรียบเทียบกับปี 2562 มีดังนี้ กำไรสุทธิ 5,332 ล้านบาท (ปี 2562 เท่ากับ 5,524) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวมเท่ากับ 90,149 ล้านบาท (เติบโต 4.3%) NPL ต่อเงินให้สินเชื่อรวมเท่ากับ 1.8% ฐานสมาชิกรวม 3.4 ล้านบัญชี (ใกล้เคียงปี 2562) แบ่งเป็นธุรกิจบัตรเครดิต 2,575,684 บัตร (เพิ่มขึ้น 2.6%) สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 60,235 ล้านบาท อัตราเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตลดลงที่ -7.7% หรือมีมูลค่ารวม 197,087 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้บัตรเครดิต 1.3% ธุรกิจสินเชื่อบุคคล (รวมสินเชื่อธนวัฏและสินเชื่อเจ้าของกิจการ) มีจำนวนทั้งสิ้น 814,329 บัญชี (ลดลง -8.3%) จากการปิดบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหว ยอดลูกหนี้สินเชื่อบุคคลรวม 29,915 ล้านบาท NPL ต่อเงินให้สินเชื่อลูกหนี้สินเชื่อบุคคลเท่ากับ 2.7%

ในปี 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวม 22,056 ล้านบาท ลดลง -2.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ดอกเบี้ยลูกหนี้บัตรเครดิตและลูกหนี้สินเชื่อบุคคลที่เพิ่ม 5.7% และ 2.8% ตามลำดับ เป็นอัตราเพิ่มที่ชะลอตัวลง เพราะผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 และการลดเพดานอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียม (ไม่รวมค่าธรรมเนียมการใช้วงเงิน) มีอัตราที่ -11.0% จากรายได้ค่าธรรมเนียม Interchange Fee รายได้ค่าธรรมเนียมเบิกถอนเงินสด และรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจร้านค้า (Acquiring Business) ที่ลดลง ในขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 15,400 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายการบริหารงาน 7,260 ล้านบาท ลดลง -6.0% จากรายการทางการค้าและกิจกรรมการตลาดที่ลดลง ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 6,605 ล้านบาท (หนี้สูญ 4,920 ล้านบาท และหนี้สงสัยจะสูญ 1,685 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 2.7% และต้นทุนทางการเงิน 1,534 ล้านบาทตามลำดับ โดยมีสัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้สุทธิ (Operating Cost to Income Ratio) เท่ากับ 25.4% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 25.3% ในขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) เท่ากับ 32.9% ลดลงจาก 34.1% เนื่องจากลดกิจกรรมการตลาดด้านการจัดหาสมาชิกบัตรใหม่ และหันไปเน้นส่งเสริมการตลาดใช้จ่ายผ่านบัตรออนไลน์มากขึ้น

กลุ่มบริษัทเอไอเอ เผยผลการศึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่

posted Jan 11, 2021, 12:30 AM by Maturos Lophong



กลุ่มบริษัทเอไอเอ เผยผลการศึกษาด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ 

พบ 61% ของคนไทย มีอย่างน้อย 4 ปัจจัยสำคัญที่นำมาปรับใช้

เพื่อการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น


กรุงเทพมหานคร, 11 มกราคม 2564 – กลุ่มบริษัทเอไอเอ (“เอไอเอ” หรือ “บริษัท” รหัสหลักทรัพย์: 1299) รายงานผลการศึกษาถึงการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ในชื่อ “Healthier Together” เผยมี 8 ปัจจัยหลักที่จะทำให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better Lives) จากการสำรวจใน 6 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำ 8 ปัจจัยหลักในการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นมาปรับใช้


การศึกษานี้จัดทำขึ้นโดย บริษัท คันทาร์ กรุ๊ป (Kantar Group) ซึ่งเป็นบริษัทด้านการศึกษาและวิจัยเชิงลึกระดับโลก ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาอาชีพกว่า 80 คนในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยทำการสำรวจผู้บริโภคทั่วภูมิภาคจำนวนกว่า 6,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้บริโภคชาวไทยจำนวน 1,500 ราย



เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่างของแต่ละประเทศในแง่ของการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับสูงสุดจากการสำรวจใน 6 ประเทศ หรือคิดเป็น 35% โดยกลุ่มตัวอย่างได้นำ 8 ปัจจัยหลักมาปรับใช้เกือบทั้งหมด โดย 61% ของกลุ่มตัวอย่าง เผยว่ามีอย่างน้อย 4 ปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พวกเขาประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิตเพื่อการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น

ในแง่ความสัมพันธ์ของปัจจัยหลักทั้ง 8 ปัจจัย แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มี “การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง” เป็นอันดับหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แม้ว่า “การมองโลกในแง่ดี” ซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทรงพลังที่สุดในประเทศอื่นจะมาเป็นอันดับสอง ในขณะที่ “การหาเวลาเพื่อเติมพลังให้ตนเอง” ซึ่งเป็นปัจจัยที่ง่ายที่สุดที่ผู้คนสามารถทำได้ และ “การกระตือรือร้นและมีส่วนร่วม” ที่ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ กลับเป็นสองปัจจัยที่คนไทยยังคงต้องพัฒนา

สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัทเอไอเอ กล่าวว่า “ทุกสิ่งที่เราทำนั้นมาจากความมุ่งมั่นในการรักษาคำมั่นสัญญา ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น (Healthier, Longer, Better Lives) ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีความเข้าใจเชิงลึก ถึงสิ่งที่ผู้คนสามารถทำเพื่อส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จในการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น และเราจะสามารถช่วยพวกเขาได้อย่างไร ที่นอกเหนือจากการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการนอนหลับอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันและรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19”

ทั้งนี้ ที่มาของสาระสำคัญซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกใหม่รวมถึงข้อมูลต่างๆ นั้น ได้มาจากการสัมภาษณ์นักวิชาการ โค้ชสอนการดำเนินชีวิต นักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต นักเขียนที่มีอิทธิพล เจ้าหน้าที่ดูแลสุขภาพ และกลุ่มคนผู้มีอิทธิพลจากภาคสถาบัน ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐชั้นนำทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ผลการศึกษาแสดงให้เห็น 8 ปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ได้แก่:

1. การมองโลกในแง่ดี: มองเห็นสิ่งดีๆ ในทุกวัน ไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ไม่ดีในอดีตมีผลกระทบกับปัจจุบันและ การมีความสุขกับการทำงาน

2. การกระตือรือร้นและมีส่วนร่วม: มีส่วนร่วมในชุมชน มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว และมีความกระตือรือร้นทั้งทางร่างกายและจิตใจ

3. การสร้างแรงจูงใจให้ตนเอง: มุ่งมั่นในเป้าหมายส่วนตัว มองหาช่องทางในการทำงาน ทำหน้าที่ และทำกิจกรรมแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น พร้อมทั้งการมองความล้มเหลวเป็นโอกาสในการเรียนรู้

4. การเรียนรู้ตัวตนและอารมณ์ของตนเอง: ทราบว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนของชีวิต ทราบว่าอะไรคือสิ่งสำคัญในชีวิต และทราบข้อจำกัด จุดแข็ง และจุดอ่อนของตนเอง

5. การรู้สึกมีความเป็นตัวของตัวเอง: มีความมั่นใจว่าสิ่งใดเหมาะสมกับตนเอง ทุ่มเทเวลาและแรงในสิ่งที่สามารถจัดการได้ ตลอดจนการมีความสามารถในการพัฒนาสุขภาพจิตของตนเอง

6. การรักษาความสัมพันธ์ที่มีคุณภาพ: ให้ความสนใจผู้คนอย่างเต็มที่ เปิดกว้าง และเคารพผู้อื่น รวมถึงมองหาผู้คนที่มีความชอบเหมือนกันเพื่อแบ่งปันความสนใจในเรื่องเดียวกัน

7. การไม่หยุดเรียนรู้หรือสำรวจสิ่งต่างๆ: ค้นหาแนวความคิดใหม่ๆ และริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ท้าทายความคิดเดิมของตนเอง และเปิดรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ

8. การหาเวลาเพื่อเติมพลังให้ตนเอง: สร้างขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างเวลาทำงานและเวลาส่วนตัว พร้อมทั้งมองหาวิธีเติมพลังให้กับตนเองอยู่เสมอ

แบบสำรวจได้ทำการสอบถามกลุ่มตัวอย่างจำนวน 6,000 ราย ในการให้คะแนนพฤติกรรมของตนเองในแต่ละปัจจัย ซึ่งผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า

- 85% ของผู้ทำแบบสำรวจ ให้คะแนนตนเองว่ายังไม่สามารถปรับใช้ 8 ปัจจัยหลักได้อย่างเพียงพอ ซึ่งมีเพียงแค่ 15% ที่เชื่อว่าพวกเขามี 8 ปัจจัยหลัก โดยกลุ่มคนที่เชื่อว่าตนเองมีสุขภาพและชีวิตที่ดี รายงานว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มีผลกระทบเชิงลบกับความพยายามในการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาน้อยกว่ากลุ่ม 85%

- วิธีที่จะพัฒนาสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ที่เป็นวิธีแรกที่ง่ายที่สุดที่ผู้คนสามารถทำได้คือ “การหาเวลาเพื่อเติมพลังให้ตนเอง”

- จากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ผู้ที่อยู่ในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดในการสำรวจครั้งนี้ มี “การมองโลกในแง่ดี” เป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ซึ่งสูงกว่าผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจในกลุ่มอื่นถึง 2.3 เท่า

สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “นี่เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง เพราะผลลัพธ์ที่มีลักษณ์เฉพาะจากการศึกษาครั้งนี้ ทำให้เราทราบถึงวิธีในการมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างชัดเจน ซึ่ง ‘Healthier Together’ แสดงให้เห็นถึงวิธีปฏิบัติที่คนสามารถทำได้จริงเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมไปถึงความชัดเจนของวิธีในการนำไปสู่การมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเราในตอนนี้”

ทั้งนี้ สามารถดูผลการศึกษาและผลการสำรวจฉบับเต็มของ AIA Healthier Together ได้ที่ www.aia.com/healthiertogether

ออมสิน รับใน “หลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” ของ UNEP FI

posted Dec 23, 2020, 12:30 AM by Maturos Lophong



ออมสิน รับใน “หลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” ของ UNEP FI 


ธนาคารออมสิน ย้ำจุดยืนการเป็นธนาคารเพื่อสังคม ลงนามรับใน “หลักการธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” ของสำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มทางการเงิน หรือ UNEP Finance Initiative : UNEP FI ถือเป็นแบงก์รัฐแห่งแรก ที่ร่วมรับหลักการ เพื่อยกระดับการดำเนินการเพื่อสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาลของธนาคารให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยวางเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 2 ด้านหลัก คือ ลดความยากจน และ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม


นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า จากปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะความเสียหายต่อทรัพยากรทางธรรมชาติ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และปัญหาการดำเนินงานที่ไม่โปร่งใสในองค์กร ส่งผลให้โลกได้หันมาให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ที่เน้นการพัฒนาเชิงคุณภาพและคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว

ธนาคารออมสินตระหนักถึงการมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment Social and Governance : ESG) เพื่อที่จะก้าวสู่การเป็นธนาคารที่ยั่งยืน (Sustainable Banking) จึงเข้าร่วมเป็นสมาชิก “สำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยข้อริเริ่มทางการเงิน หรือ UNEP Finance Initiative (UNEP FI)” เพื่อเข้าร่วมรับใน “หลักการเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ” หรือ “Principles for Responsible Banking (PRB)” โดยถือเป็นสถาบันการเงินของรัฐแห่งแรกของไทยที่เข้าร่วมสนับสนุนหลักการดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย 6 หลักการ คือ



1. การดำเนินงานที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Alignment)

2. การกำหนดเป้าหมายที่เพิ่มผลกระทบเชิงบวกหรือลดผลกระทบเชิงลบ (Impact & Target Setting)

3. การให้บริการลูกค้าด้วยความรับผิดชอบ (Clients & Customers)

4. การร่วมดำเนินงานกับผู้มีส่วนได้เสียด้วยความรับผิดชอบ (Stakeholders)

5. การมีธรรมาภิบาลและการปลูกฝังวัฒนธรรมการเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ (Governance & Culture)

6. เป็นองค์กรที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency & Accountability)



ทั้งนี้ ธนาคารออมสินได้วางเป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อสังคม หรือ Social Bank อย่างเต็มรูปแบบ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goal หรือ SDGs) 2 ด้านหลัก คือ ด้านที่ 1ลดความยากจน และด้านที่ 10 ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคม ตามแนวคิด “Making POSITIVE Impact on Society” โดยจะดูแลลูกค้าและประชาชน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย (พ่อค้าแม่ค้า) และองค์กรชุมชน ด้วยการเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนภายใต้ดอกเบี้ยที่เป็นธรรม สนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อยและชุมชนอย่างครบวงจร และส่งเสริมการออมและพัฒนาทักษะทางการเงิน เพื่อที่จะยกระดับรายได้ของประชาชนและต่อยอดการเจริญเติบโตให้กับผู้ประกอบการรายย่อย อันเป็นภารกิจสำคัญที่ธนาคารฯ มีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลกลุ่มลูกค้านี้อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน






นายวิทัย กล่าวในตอนท้ายว่า การเข้าร่วมเป็นสมาชิก UNEP FI และการยึดมั่นต่อ “หลักการเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบ (PRB)” ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของธนาคารออมสินในการเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม” ในฐานะสถาบันการเงินที่เติบโตเคียงข้างประชาชน และประเทศชาติ ที่สืบทอดปณิธานที่มีมาตลอดระยะเวลา 107 ปี โดยธนาคารจะปรับภารกิจและกระบวนการทุกด้านให้สอดคล้องกับการเป็นธนาคารเพื่อสังคม เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน เช่น การร่วมลงทุนในธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ รวมถึงการร่วมมือกับสมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย ในการส่งเสริมให้ธุรกิจเพื่อสังคมประสบความสำเร็จในการประกอบการ ควบคู่ไปกับการแก้ปัญหา พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การทำภารกิจเชิงพาณิชย์จะเป็นกิจการรองเพื่อสร้างกำไรที่จะนำมาสนับสนุนภารกิจด้านสังคม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพมากกว่าการเติบโตด้วยปริมาณ ซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ทำให้องค์กรเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทีเอ็มบี เปิดตัว สุดยอดนวัตกรรมเพื่อลูกค้าธุรกิจ “Business ONE”

posted Dec 15, 2020, 12:59 AM by Maturos Lophong



ทีเอ็มบี เปิดตัว สุดยอดนวัตกรรมเพื่อลูกค้าธุรกิจ “Business ONE” 

ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ ควบคุมธุรกิจได้ในที่เดียว



กรุงเทพฯ 15 ธันวาคม 2563 -ทีเอ็มบี พัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ “Business ONE” ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ ให้ลูกค้าธุรกิจทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ที่เป็นมากกว่าอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง เชื่อมต่อทั้งเรื่อง financial และ non-financial ควบคุมธุรกิจได้จากที่เดียว ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าธุรกิจทุกขนาด ใช้งานง่ายและช่วยลดต้นทุน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล โซลูชัน ที่ช่วยให้ลูกค้าธุรกิจบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพพร้อมปรับตัวและเติบโตอย่างยั่งยืน

นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ทีเอ็มบี หรือ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นตัวเร่งให้ดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการเติบโตของธุรกรรมออนไลน์ในประเทศไทยเติบโตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คนไทยซื้อสินค้าออนไลน์เพิ่มขึ้น 21% และทำธุรกรรมการเงินออนไลน์สูงขึ้นถึง 93% ลูกค้าธุรกิจก็เช่นเดียวกัน โดยลูกค้าธุรกิจของธนาคารเอง ทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ของทีเอ็มบีเพิ่มขึ้น 50% และลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นถึง 100% ในปีที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ลูกค้าจะมีการปรับตัวมาทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น แต่อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งสำหรับลูกค้าธุรกิจของธนาคารส่วนใหญ่ยังมีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเข้าหลายระบบเมื่อต้องการทำธุรกรรมหลายประเภท ได้แก่การจ่ายเงินหรือโอนเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเบิกวงเงินสินเชื่อ ล้วนต้องเข้าระบบที่แตกต่างกัน การเข้าใช้งานแต่ละบริการมีหลายขั้นตอน แบบฟอร์มในระบบดิจิทัลใช้ยาก ใช้เวลานานในการอัปโหลดไฟล์ หรือแม้ว่าจะทำธุรกรรมบนดิจิทัลแล้ว แต่ยังต้องรับ-ส่งเอกสารที่ยังเป็นกระดาษกับคู่ค้าและหน่วยงานภาครัฐ ทีเอ็มบีจึงอยากแก้ปัญหาเหล่านี้

“Business ONE” ธนาคารดิจิทัลเพื่อโลกธุรกิจ พร้อมเป็นผู้ช่วยทางการเงินและการบริหารธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดใหญ่หรือเอสเอ็มอี โดย “Business ONE” ไม่ได้เป็นเพียงอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งที่เป็นเครื่องมือทำธุรกรรมการเงินเท่านั้น แต่เป็น “Digital Business Management Platform” ที่เชื่อมโยงส่วนของ financial และ non-financial เข้าด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารธุรกิจได้จากที่เดียว ใช้งานง่าย และช่วยธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีลดต้นทุนในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ นายเสนธิป กล่าว


นายรัชกร ชยาภิรัต หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหาร นวัตกรรมทางดิจิทัล (ลูกค้าธุรกิจ) ทีเอ็มบี กล่าวเสริมว่า “Business ONE” ถือเป็นนวัตกรรมดิจิทัลที่แตกต่างจากอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งอื่น ๆ เพราะ 

- ONE Platform – “Business ONE” ให้ลูกค้าธุรกิจทำทุกธุรกรรมได้ครบจบในระบบเดียว ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินหรือโอนเงินให้คู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเบิกวงเงินสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ลดปัญหาไม่ต้องจำรหัสเข้าใช้งานหลายระบบ และยังสามารถใช้งานได้จากทุกอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเข้าผ่านคอมพิวเตอร์
แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน โดยได้รับประสบการณ์การใช้งานแบบเดียวกัน

- ONE to Control – “Business ONE” ให้ลูกค้าธุรกิจควบคุมธุรกิจได้ในระบบเดียว ใช้งานง่าย สามารถเลือกออกแบบหน้าจอการใช้งานได้ตามกลุ่มผู้ใช้งาน ทำรายการพร้อมกันได้หลายรายการในครั้งเดียว มีระบบช่วยแนะนำวิธีการโอนหรือจ่ายเงินที่สะดวก รวมถึงการหาข้อมูลทางบัญชีที่รวดเร็ว และหากมีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ระบบจะสามารถประมวลข้อมูลได้เอง และแสดงข้อมูลในเชิงวิเคราะห์ เป็นการช่วยวางแผนการเงินในอนาคตได้

- ONE to Command – “Business ONE” เป็นระบบเดียวที่สามารถเชื่อมต่อได้ทั้ง financial solution ของธนาคาร และ non-financial solutions อื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่น การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน HR Management ที่ช่วยให้ลูกค้าบริหารทรัพยากรบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะเชื่อมต่อเรื่องการบริหารพนักงานและการจ่ายเงินเดือนเข้าด้วยกัน



ธนาคารต้องการพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ตามความต้องการของผู้ใช้งานจริง โดยใช้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง นำปัญหาที่ลูกค้าประสบจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งของเราเองหรือจากที่อื่นมาแก้หรือปรับปรุง เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “Business ONE” จะเป็นผู้ช่วยหลักในการบริหารงานของผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยทั่วประเทศอย่างแท้จริง แก้ปัญหาการใช้งานแบบเดิม ๆ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัล โซลูชันเพื่อลูกค้าธุรกิจ โดยธนาคารจะทยอยโอนย้ายลูกค้าปัจจุบันขึ้นระบบใหม่นี้ ตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไป และคาดว่าภายในสิ้นปี 2564 จะมีลูกค้าธุรกิจที่เป็นนิติบุคคลของทั้งทีเอ็มบีและธนชาต มาใช้งานกว่า 100,000 บริษัท นายรัชกร กล่าวสรุป

ลูกค้าธุรกิจปัจจุบันของธนาคารสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผู้จัดการดูแลความสัมพันธ์ของบริษัทท่าน หรือศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ โทร. 02-643-7000 แต่หากบริษัทยังไม่เคยมีบัญชีธุรกิจของธนาคาร สามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้าธุรกิจ โทร. 02-643-7000 เพื่อแนะนำการสมัครใช้ได้เช่นกัน

Thailand Smart Money จับมือสถาบันการเงิน การลงทุนชั้นนำ

posted Dec 13, 2020, 8:05 PM by Maturos Lophong



Thailand Smart Money จับมือสถาบันการเงิน การลงทุนชั้นนำ

มอบแคมเปญพิเศษสุด มอบความสุขด้านการเงิน – ลงทุน ส่งท้ายปี 2020

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เริ่มวันนี้ 11–13 ธ.ค. 2563 Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 เทศกาลการเงิน การลงทุน จัดเต็มโปรโมชั่นส่งท้ายปี “ภายใต้แนวคิด ICONIC CITY นครแห่งการลงทุน” ด้วยเงินฝากดอกเบี้ยสูง เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โปรโมชั่นบัตรเครดิต พร้อมการวางแผนทางการลงทุนต่าง ๆ เช่น หุ้น กองทุนรวม และทรัพย์ NPA ราคาพิเศษ รวมถึงบริการให้คำปรึกษาแนะนำการลงทุนสำหรับ Startup และ SME ตลอดจนการทำประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ การวางแผนการออมผ่านการทำประกันชีวิต การลงทุนเพื่อลดหย่อนภาษี ณ Sky Hall ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

นายรัฐกร อัสดรธีรยุทธ์ ประธานเครือ นสพ.ดอกเบี้ยธุรกิจ และบริษัท พี.เอ. พริ้นท์ติ้ง เฮ้าส์ จำกัด ในฐานะ ประธานจัดงาน Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 เปิดเผยว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ได้ผนึกกำลังสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยมานำเสนอบริการทางการเงินการลงทุนครบวงจร โดยในปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ICONIC CITY นครแห่งการลงทุน” 

โดยมอบแคมเปญพิเศษสุดเฉพาะในงานนี้ เพื่อคืนความสุข สร้างโอกาสและทางเลือกให้แก่ประชาชน และนักลงทุนแบบครบทุกด้านการลงทุน อาทิ ด้านเงินฝาก สินเชื่อ การลงทุน ประกัน รวมทั้งการให้คำปรึกษาสำหรับกลุ่ม Startup / SME พร้อมทั้งให้บริการตรวจเช็คเครดิตการเงินกับเครดิตบูโรฟรี การให้คำปรึกษาเรื่องการแก้หนี้กับคลินิกแก้หนี้โดย SAM และการสมัครเป็นสมาชิกกับกองทุนการออมแห่งชาติ โดยบริษัทฯ คาดว่าจะมียอดคนมางานตลอด 3 วัน ราว 1 แสนคน มียอดธุรกรรมภายในงานและตามหลังงานรวมกันไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นล้านบาท



“อย่างที่ทราบกันดีว่า ในปัจจุบันสถานการณ์เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน มีความผันผวนและได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เป็นอย่างมาก Thailand Smart Money จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการมอบโอกาสและช่องทางให้แก่ประชาชน ได้บริหารจัดการการเงินการลงทุนในช่วงส่งท้ายปี ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมบริการสุดประทับใจจากทุกสถาบันการเงิน”


สำหรับหน่วยงานที่มาร่วมจับมือทำให้งาน Thailand Smart Money กรุงเทพฯ ครั้งที่ 11 เป็นบริการทางการเงิน การลงทุนอย่างครบวงจร ประกอบด้วยธนาคารรัฐ ธนาคารเอกชน สถาบันการเงินชั้นนำ บริษัทประกันชีวิต ประกันภัย บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน บริษัทบัตรเครดิต ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารออมสิน, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร, ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank), ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK), ธนาคารอิสลาม แห่งประเทศไทย, เครดิตบูโร, บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (บสก), บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.), บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.), บริษัท ไทยประกันชีวิต ,บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต, บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต, บริษัท ทิพยประกันชีวิต, บริษัท ทิพยประกันภัย, บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต (ประเทศไทย), บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท บัตรกรุงไทย, กองทุนการออมแห่งชาติ, และ คลีนิคแก้หนี้ โดย SAM

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษมากมาย อาทิ สัมมนาเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น และทองคำ จากกูรูชื่อดัง อาทิ คุณณาศิส ประเสริฐสกุล (นายหมูบิน), คุณสมพงศ์ เบญจเทพานันท์ (กระทิงอ้วน), คุณณัฏฐะ มหัทธนา (บลจ.ทหารไทย), ผศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย), คุณชยนนท์ รักกาญจนันท์ (Mr. Messenger), ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ (บริษัท หลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด), ผิงผิง และ สปาย The Golden Song



พิเศษสุดๆ สำหรับผู้ที่ลงทุนในงานที่จะได้รับสิทธิ์ “ทั้งลุ้นทั้งรับ” ต่อแรกคือรับของที่ระลึกจากสถาบันการเงินที่ร่วมออกบูธ และจากทางผู้จัดงาน และต่อที่ 2 ลุ้นรางวัลใหญ่กับ Thailand Smart Money เช่น เครื่องฟอกอากาศ ทีวีดิจิทัล สร้อยคอทองคำ ทุกวันตลอดงาน






พร้อมกันนี้ Thailand Smart Money ยังได้เพิ่มมาตรการการเว้นระยะห่าง ตั้งจุดคัดกรอง เน้นย้ำเรื่องการใส่หน้ากากอนามัย 


และปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยด้านสุขอนามัยแก่ผู้เข้าชมงานและพนักงาน 


ติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นของงานได้ทาง https://www.facebook.com/smartmoneyevent #thailandsmartmoneyกรุงเทพ2020 #thailandsmartmoney #เทศกาลการเงินการลงทุน #ลดหย่อนภาษี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 เติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้

posted Dec 8, 2020, 12:01 AM by Maturos Lophong



เศรษฐกิจไทยปี 64 ฟื้นตัว ... บนความไม่แน่นอน (แถลงข่าว 8 ธันวาคม 2563) 

​ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2564 เติบโตดีขึ้นกว่าปีนี้ โดยขยายตัว 2.6% ในกรณีพื้นฐาน หรืออยู่ในกรอบ 0.0-4.5% ขณะที่ ได้ปรับประมาณการจีดีพีปี 2563 มาเป็น -6.7%

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แม้จะมองเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแนวโน้มฟื้นตัวเป็นบวก 2.6% โดยมีแรงหนุนจากการใช้จ่ายของภาครัฐทั้งการบริโภคและการลงทุน แต่อัตราการเติบโตของจีดีพีที่ถือว่าไม่สูงนักดังกล่าว สะท้อนภาพของความไม่แน่นอน โดยสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิดยังเป็นตัวกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในปี 2564 ท่ามกลางการพัฒนาวัคซีนป้องกันไวรัสโควิดที่ยังมีประเด็นเรื่องความเพียงพอและการเข้าถึงวัคซีน ทำให้คาดว่าแนวทางการเปิดประเทศเพื่อรับนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยคงจะทยอยทำได้อย่างช้าๆ ในช่วงครึ่งปีหลังเป็นต้นไป นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากทิศทางค่าเงินบาทที่แข็งค่า และปัจจัยการเมืองในประเทศ ในขณะที่ การส่งออกไทยในปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.0% หลังจากที่คาดว่าจะหดตัว 7.0% ในปี 2563 นี้ โดยทิศทางการส่งออกที่ฟื้นตัวช้ามาจากปัจจัยกดดันทั้งในเรื่องค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มหลุด 30 บาทต่อดอลลาร์ฯ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก


ดังนั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจึงยังมีความจำเป็นที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่างบประมาณภาครัฐที่เหลือจาก พ.ร.ก. เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท รวมกับพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 มีจำนวนราว 5 แสนล้านบาท น่าจะเพียงพอที่จะดูแลเศรษฐกิจโดยไม่ต้องมีการก่อหนี้เพิ่มเติม ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีการแพร่ระบาดในประเทศอย่างรุนแรงจนต้องมีมาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง ​


ส่วนนโยบายการเงินนั้น นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่าธปท.คงประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจเป็นระยะ โดยหากปรากฏสัญญาณลบของการฟื้นตัว กนง.ก็ยังมีพื้นที่ในการลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมได้อีก 0.25% หรือลดเงินสมทบกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อนำไปสู่การลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมของธนาคารพาณิชย์ แต่ทั้งนี้ คงต้องดำเนินการควบคู่กับนโยบายอื่นๆ ด้วยที่น่าจะมีประสิทธิผลตรงจุดกว่า เช่น การปรับปรุงโครงการ Soft Loans และการค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. เป็นต้น ขณะที่ โจทย์สำคัญในภาคการเงิน คือ การดูแลเรื่องคุณภาพหนี้ โดยเฉพาะลูกหนี้ที่ได้รับมาตรการช่วยเหลือทางการเงินที่ยังมีจำนวนมากกว่า 1 ใน 4 ของพอร์ตสินเชื่อรวม ให้สามารถประคองการจ่ายหนี้ปกติได้ต่อเนื่อง ขณะที่ มาตรการผ่อนปรนเกณฑ์จัดชั้นหนี้ของ ธปท.คงทำให้ Reported NPLs ของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย แม้จะเพิ่มขึ้นเข้าหา 3.53% ณ สิ้นปี 2564 จากระดับประมาณการที่ 3.35% ณ สิ้นปีนี้ แต่ก็ถือเป็นระดับที่ไม่สูง


สำหรับทิศทางอุตสาหกรรมปี 2564 นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า แม้อุตสาหกรรมหลักของไทยส่วนใหญ่จะฟื้นตัวเป็นบวก แต่ก็เป็นผลจากฐานที่ต่ำมากในปี 2563 และเนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีเงื่อนไขที่ต่างกัน เส้นทางการฟื้นตัวจึงไม่เท่ากัน โดยอุตสาหกรรมที่จะฟื้นตัวช้าและมีประเด็นติดตามสำคัญ 3 อุตสาหกรรม คือ หนึ่ง ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะยังได้รับผลกระทบหนักจากไวรัสโควิด ทำให้ภาครัฐคงต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ทั้งสินเชื่อเสริมสภาพคล่อง รวมถึงการจัดตั้งกองทุนและการ Warehouse สถานประกอบการ เพื่อประคองธุรกิจส่วนใหญ่ให้มีโอกาสไปต่อได้ สอง อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ที่อาจยังมีประเด็นด้านสภาพคล่อง ท่ามกลางหน่วยเหลือขายสะสมที่คาดว่าจะสูงราว 2.2 แสนหน่วย ณ สิ้นปี 2564 ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงยังต้องรอบคอบในการเปิดโครงการใหม่ และสาม รถยนต์ ซึ่งเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวและคงผ่านปัญหาเฉพาะหน้าได้ แต่ถัดจากนี้อุตสาหกรรมจะเจอโจทย์ที่ต้องยกระดับการผลิตไปสู่รถยนต์แห่งอนาคต มิเช่นนั้นจะสูญเสียศักยภาพการเติบโตในตลาดส่งออกได้ ซึ่งภาพนี้ ก็นับเป็นความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่หากไม่ปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง ก็อาจจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร

เอไอเอ ประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ‘AIA Health Happy’

posted Nov 16, 2020, 12:42 AM by Maturos Lophong



เอไอเอ ประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ‘AIA Health Happy’ 

ชูจุดเด่น ‘เหมา เบิ้ล คุ้ม’ มุ่งเติมเต็มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล

พร้อมออกภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ สื่อสารตรงถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ


กรุงเทพฯ, 16 พฤศจิกายน 2563 : เอไอเอ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจประกันชีวิตและประกันสุขภาพ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพใหม่ล่าสุด ‘AIA Health Happy’ ชู 3 จุดเด่น ‘เหมา เบิ้ล คุ้ม’ เพื่อสร้างความได้เปรียบในตลาดประกันสุขภาพปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายเพื่อเติมเต็มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลให้แก่ผู้เอาประกันภัย ด้วยผลประโยชน์ความคุ้มครองสูงสุดถึง 25 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาลกรณีเป็นผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก หากเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงผู้เอาประกันยังได้รับผลประโยชน์ความคุ้มครองเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 2 เท่าและต่อเนื่องรวม 4 ปีกรมธรรม์ พร้อมได้รับบริการเสริมพิเศษ นอกจากนี้ ยังดึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ AIA Health Happy มาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ เพื่อสื่อสารให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ

นายอัลเจอร์ ฟัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 8 ทศวรรษในประเทศไทย เอไอเอ ได้ส่งมอบความคุ้มครองด้านการประกันชีวิตให้คนไทยมามากกว่า 5 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่งประมาณ 50% ของลูกค้าทั้งหมด เป็นผู้ที่มีกรมธรรม์ประกันสุขภาพ ถือว่าเป็นอัตราส่วนที่ยังสามารถเพิ่มขึ้นได้อีก เพื่อให้คนไทยได้มีความคุ้มครองด้านสุขภาพที่ครอบคลุมและเพียงพอ เพราะในปัจจุบันคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เสี่ยงต่อสุขภาพ ซึ่งสวนทางกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปีเฉลี่ยประมาณ 16% ต่อปี1 อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อค่ารักษาพยาบาลยังคงสูงขึ้นเฉลี่ยถึงประมาณ 7% ต่อปี2 จากความก้าวหน้าทางการแพทย์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดล้วนส่งผลถึงค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ทำให้คนในยุคนี้ ต้องมีการวางแผนการเงินที่ดีและรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของครอบครัวในอนาคต ทั้งนี้ ประกันสุขภาพถือเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงให้กับทุกครอบครัวหากมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น ดังนั้น เอไอเอจึงมุ่งมั่นสนับสนุนให้คนไทยมีประกันสุขภาพที่คุ้มครองครอบคลุมและเพียงพอต่อความต้องการ โดยเรามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนทุกช่วงวัย และสำหรับผลิตภัณฑ์ เอไอเอ เฮลธ์ แฮปปี้ เป็นแบบประกันสุขภาพใหม่ล่าสุดที่ออกมาเพื่อช่วยเติมเต็มความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาล ให้ลูกค้าทุกคนหมดกังวลกับค่าใช้จ่ายเมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่ต้องการ”


นายเอกรัตน์ ฐิติมั่น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด เอไอเอ ประเทศไทย เผยว่า “เอไอเอ เฮลธ์ แฮปปี้ เป็นแผนประกันสุขภาพที่เราพัฒนาขึ้นมาจากความต้องการของลูกค้าเพื่อให้เหมาะสมกับความจำเป็นของแต่ละบุคคล เพราะการที่คนเราเจ็บป่วยแบบเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าค่ารักษาพยาบาลจะเท่ากัน ดังนั้น เราจึงมีแผนประกันให้ลูกค้าเลือกถึง 4 แผน โดยมีความคุ้มครองเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาท ถึง 25 ล้านบาท อายุรับประกันตั้งแต่ 6 - 75 ปี ต่ออายุถึง 84 ปี คุ้มครองถึงอายุ 85 ปี สำหรับจุดเด่นของ เอไอเอ เฮลธ์ แฮปปี้ ที่สร้างความแตกต่างจากแบบประกันสุขภาพทั่วไปในตลาด เป็นสามคำ จำง่ายๆ คือ

เหมา – รับผลประโยชน์แบบเหมาจ่าย3ในส่วนของค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้ลูกค้าหมดกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ เมื่อต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

เบิ้ล – รับผลประโยชน์สูงสุดเพิ่มเป็น 2 เท่า3 และต่อเนื่องรวม 4 ปีกรมธรรม์ กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง6 ครั้งแรก

คุ้ม – รับความคุ้มครองที่ครบจบในผลิตภัณฑ์เดียว ทั้งความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีเป็นผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD)4 ความคุ้มครองค่าห้อง ค่าอาหารและค่าบริการในโรงพยาบาล สูงสุดถึง 365 วัน3 รวมถึงความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดใหญ่ที่ไม่ต้องเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน (Day Surgery) ยิ่งไปกว่านั้น ยังได้รับสิทธิเป็นสมาชิกในโครงการเอไอเอ ไวทัลลิตี้ (AIA Vitality)5 ซึ่งได้รับส่วนลดเบี้ยประกันสูงสุดถึง 15% และสิทธิในการรับบริการคำปรึกษาด้านการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก จาก Medix โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม5

อย่างไรก็ดี จาก insight ของลูกค้า เราได้นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ชุด ‘AIA Health Happy’ เพื่อสื่อสารไปถึงกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ให้เข้าใจถึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ และกระตุ้นให้ตระหนักถึงความสำคัญของประกันสุขภาพ 

โดยจะเริ่มเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของเอไอเอ ประเทศไทย ทั้ง Official Facebook และ YouTube รวมถึงสื่อออนไลน์ต่างๆ และสื่อ Out-of-home ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และสามารถคลิกลิงก์ https://youtu.be/P9RQAI7covg หรือสแกน QR code เพื่อรับชมโฆษณา ทั้งนี้ หากลูกค้าท่านใดสนใจผลิตภัณฑ์ สามารถติดต่อ AIA Call Center 1581 หรือเว็บไซต์ aia.co.th หรือติดต่อสอบถามที่ตัวแทนประกันชีวิตเอไอเอ”

TQMเติบโตต่อเนื่อง พร้อมประกาศสยายปีกสู่ CLMV

posted Nov 12, 2020, 5:57 PM by Maturos Lophong



TQM ประกาศกำไรไตรมาส 3 เติบโตต่อเนื่องสู่จุดสูงสุดใหม่ พร้อมประกาศสยายปีกสู่ CLMV ประเดิมเข้าลงทุน “กัมพูชา-ลาว” พ.ย.นี้ 


บอร์ด TQM ไฟเขียวเข้าลงทุนในกิจการ บริษัท ทีโอ 2020 จำกัด สัดส่วนการถือหุ้น 99.99% สยายปีกลุยตลาดต่างประเทศ ประเดิม “กัมพูชา-ลาว” สิ้นพฤศจิกายนนี้ หวังต่อยอดการเติบโตโดดเด่นและมั่นคง ล่าสุดโชว์ผลงานไตรมาส 3/63 สุดแกร่ง! กำไรสุทธิพุ่งทะยานต่อเนื่อง แตะ 170 ล้านบาท ผู้บริหารมั่นใจแนวโน้มโค้งสุดท้ายยังโดดเด่น หลังเตรียมแผนเดินหน้าขยายพันธมิตรออกผลิตภัณฑ์หลากหลาย-เพิ่มช่องทางจำหน่าย หนุนภาพรวมผลงานปิดงวด ปี 2563 มั่นใจทะลุเป้าหมาย 15,000 ล้านบาท

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM ผู้นำด้านที่ปรึกษาประกันภัยและการเงิน เปิดเผยว่า ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการ บริษัทฯ เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2563 ได้มีมติอนุมัติเข้าลงทุนในกิจการ บริษัท ทีโอ 2020 จำกัด จำนวน 49,998 หุ้น ราคา 100 บาท/หุ้น โดยบริษัท ฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 99.99 % วัตถุประสงค์เพื่อลงทุนในบริษัทร่วมทุน (JV) กับกลุ่มบริษัท Asia Investment and Financial Services Co., Ltd. (AIF) ในนามบริษัท BIC Insurance จำกัด เพื่อเปิดตลาดประกันภัยในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสัดส่วน 49% ของทุนจดทะเบียน หลังจากดำเนินการแล้วเสร็จและโอนหุ้นทั้งหมดได้ภายในปี 2563 โดยจะเริ่มดำเนินธุรกิจตามแผนงานที่ได้ลงนามตาม MOU ต่อไป ซึ่งการเข้าลงทุนในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อจิ๊กซอว์ก้าวสู่การเป็น “Digital Insurance Broker” อันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างการเติบโตที่โดดเด่นต่อเนื่องผลักดันเบี้ยประกันภัยแตะ 50,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 ตามเป้าหมาย

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท Asia Investment and Financial Services Co., Ltd. (AIF) ในครั้งนี้ เพื่อทำการขยายตลาดประกันภัยในประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กับกลุ่มบริษัท TQM ได้ในอนาคต โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจะมีการนำ Technology Knowhow พร้อมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ด้านการขายช่วยในการขยายตลาดทั้ง B2B B2C และตลาดรายย่อยต่อไปโดยผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นกำลังดำเนินการเปิดกิจการที่ประเทศกัมพูชาในเดือนพฤศจิกายนนี้

ดร.อัญชลิน บอกเพิ่มเติมว่า สำหรับผลรวมผลการดำเนินงานล่าสุดไตรมาส 3/63 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 169.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน พุ่งทะยานต่อเนื่อง ตามการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าบริการ 12% แตะ 774 ล้านบาท ส่วนรวม 9 เดือน รายได้รวม 2,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 298 ล้านบาท หรือคิดเป็น 14.6% กำไรสุทธิ 512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 155.6 ล้านบาท หรือคิดเป็น 43.7% ซึ่งมาจากยอดขายประกันภัยเกือบทุกประเภทเติบโตขึ้นในทุกช่องทาง ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายการให้บริการปรับเพิ่มขึ้น 7% ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ารายได้ ที่เพิ่มขึ้น จากการเดินหน้านำดิจิทัลเข้ามาปรับใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลงานด้านบริการ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ไว้ได้ในระดับสูงที่ 50% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ในระดับ 22%

ดร.อัญชลินกล่าวอีกว่า TQM มั่นใจในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่ง ด้วยทิศทาง กลยุทธ์ Growth Engine 4 ด้าน ได้แก่ Strenghten Core Business จุดแข็งของการทำประกันภัยรถยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มช่องทางประกันภัยแบบใหม่ๆ ที่หลากหลาย ทั้งประกันภัยบ้าน ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมไปถึงโรคใหม่ ๆ การเติบโตในช่องทางการควบรวมกิจการ (Mergers and Acquisitions : M&A) ที่ขยายตลาดไปสู่ประเทศกัมพูชา พร้อมเป็น Best Position สำหรับช่องทาง M&A และ TQM InsurTech เติบโตไปกับความร่วมมือแบบขยายไปสู่ InsurTech ที่เสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้เติบโตไปแบบก้าวกระโดด

ด้านคุณฤทธิกร พูมมะสัก ประธานบริษัท Asia Investment and Financial Services Co., Ltd. กล่าวว่า การลงนามในบันทึกข้อตกลงระหว่างบริษัท ทีโอ 2020 จำกัด ภายใต้กลุ่ม TQM และ กลุ่มบริษัท Asia Investment and Financial Services Co., Ltd. ในนามบริษัท BIC Insurance จำกัด ซึ่งอยู่ใน BIC Group เพื่อขยายโอกาสการทำธุรกิจประกันวินาศภัยในทุก ๆ ด้าน ทั้งสินค้าและงานบริการ ให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทั้งรายย่อยและองค์กร มั่นใจจะสามารถเป็นผู้นำและส่วนสำคัญในการพัฒนาตลาดประกันภัยในประเทศกัมพูชาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของเรา

ด้านดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มโค้งสุดท้ายไตรมาส 4/2563 นี้ มั่นใจเติบโตแข็งแกร่งตามแผนงานที่วางไว้ ทั้ง Organic Growth และ Inorganic Growth อาทิ การเตรียมตั้งบริษัทรับเคลมประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ (A&H) รองรับตลาดประกันสุขภาพภายในประเทศที่กำลังเติบโตเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากแนวโน้มอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นทุกปี รวมถึงการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society)

พร้อมทั้งการผนึกความร่วมมือพันธมิตร ร่วมคิดค้นผลิตภัณฑ์และขยายช่องทางจำหน่ายใหม่ๆ พร้อมเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมทั้งเตรียมผนึกความร่วมมือบริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด นำ Big Data มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่เกี่ยวกับประกันภัยบ้านให้กับผู้บริโภคคนไทย ต่อยอดการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วงโค้งสุดท้าย หนุนภาพรวมผลงานทั้งปี 2563 มีโอกาสปิดได้มากกว่าเป้าหมาย 15,000 ล้านบาท

*******************************

ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) ผนึกกำลัง กลุ่มซีไอเอ็มบีไทย รุกตลาดแบงก์แอสชัวรันส์เต็มรูปแบบ

posted Oct 30, 2020, 1:20 AM by Maturos Lophong




ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) ผนึกกำลัง กลุ่มซีไอเอ็มบีไทย

รุกตลาดแบงก์แอสชัวรันส์เต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในประเทศไทย



ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) (SOMPO) ยกระดับความสัมพันธ์ครั้งสำคัญแบบ Exclusive Partnership ระยะยาว กับกลุ่มซีไอเอ็มบีไทย อันประกอบด้วย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) (CIMBT), บริษัท ซีไอเอ็มบี ไทย ออโต้ จํากัด (CIMB THAI AUTO) และ บริษัท เวิลด์ลีส จํากัด (Worldlease) เสิร์ฟผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยครบ 360 องศา ตอบโจทย์ครอบคลุมทุกความต้องการด้านประกันภัยให้ลูกค้า


ผศ.ชญณา ศิริภิรมย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา 23 ปีที่ผ่านมา ซมโปะ ได้ให้บริการทางด้านการรับประกันภัยแก่บริษัทและบุคคลทั่วไปในประเทศไทยด้วยหัวใจที่มีความมุ่งมั่นในการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของเรา

“ซมโปะ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจแบบ Exclusive Partnership กับกลุ่มซีไอเอ็มบีไทย โดยผนึกกำลังจากความพร้อม ความเชี่ยวชาญ และทรัพยากรทั้งเชิงระบบและบุคลากรอันมากประสบการณ์ของทั้ง 2 กลุ่มบริษัทใหญ่ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างครบครัน และถือเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของซมโปะในการรุกตลาดแบงก์แอสชัวรันส์อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในไทย”


ผศ.ชญณา กล่าวอีกว่า การผนึกกำลังในครั้งนี้ ซมโปะตั้งเป้าหมายความร่วมมือให้ตอบโจทย์คน 5 กลุ่ม กลุ่มแรกคือลูกค้า จากความร่วมมือกับกลุ่มซีไอเอ็มบี ไทย ทำให้ซมโปะ สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มลูกค้าได้พร้อมกันทีเดียวทั่วประเทศ กลุ่มที่ 2 คือคู่ค้าพันธมิตรของเรา กลุ่มซีไอเอ็มบี ไทย ซึ่งสิ่งที่เราเอามานำเสนอให้ต้องมีความสอดรับที่ทำให้ธุรกิจของพาร์ทเนอร์เราขายได้ง่ายขึ้นและดียิ่งขึ้น 

กลุ่มต่อมาคือกลุ่มพนักงานและครอบครัวของทุกฝ่าย ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพให้มีความมั่นคง กลุ่มที่ 4 ในส่วนของสังคม เราอยากให้คนไทยมองประกันภัยเป็นเหมือนครอบครัวที่จะเข้ามาช่วยแบ่งเบาความเสี่ยงที่คนไทยต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน เราเชื่อมั่นว่าจากความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินของสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยอย่างกลุ่มซีไอเอ็มบีไทย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ของซมโปะ จะมีส่วนช่วยทำให้คนไทยทุกคนรวมไปถึงสังคมไทยรู้สึกอุ่นใจและช่วยยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยได้ในระยะยาวตามสโลแกนของซมโปะ “ดูแลคนไทยด้วยหัวใจญี่ปุ่น” และกลุ่มสุดท้ายคือผู้ถือหุ้น แน่นอนว่าถ้าทั้ง 4 กลุ่มนี้มีความสุข ผลประกอบการจะตามมาเองอย่างแน่นอน

ชิคาโยชิ โคโนะ รองประธานกรรมการบริหาร ซมโปะ กล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นสัญญาระดับภูมิภาคที่นำร่องมาแล้วจากกลุ่มบริษัท ซมโปะ โฮลดิ้งส์ฯ และกลุ่มซีไอเอ็มบีในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งประเทศไทยถือเป็นตลาดที่น่าสนใจเป็นอย่างมากพร้อมด้วยโอกาสมหาศาล มีองค์ประกอบแห่งความสำเร็จมากมาย ทั้งขนาดจำนวนประชากร กลุ่มแรงงาน การเติบโตทางจีดีพี และปัจจัยอื่นๆ มากมาย จึงเกิดเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญในครั้งนี้ โดยประมาณการรายได้ 1 พันล้านบาทในปี 2021 และคาดว่าจะช่วยเพิ่มส่วนแบ่งในตลาดวินาศภัยได้ถึง 38% ได้ใน 2 ปีต่อจากนี้”

อนึ่ง ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) และกลุ่มซีไอเอ็มบีไทย ได้เตรียมผลิตภัณฑ์ประกันวินาศภัยครบ 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ ประกันภัยโรคมะเร็ง ประกันอัคคีภัยเพื่อที่อยู่อาศัยและองค์กรขนาดใหญ่ ประกันภัยรถยนต์ โดยเฉพาะประกันภัยรถกระบะที่คุ้มครองรถติดตั้งตู้ทึบ คอก แหนบ สำหรับผู้ใช้งานจริงๆ และประกันภัยรถจักรยานยนต์ รวมไปถึงประกันกลุ่มสำหรับองค์กร ผู้สนใจสามารถซื้อผ่านธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ทุกสาขา

สุธีร์ โล้วโสภณกุล รักษาการกรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า พันธมิตรทางธุรกิจเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถของการพัฒนาบริการ และช่วยขยายฐานลูกค้าของธนาคาร ซมโปะกับธนาคารมีรากฐานการทำธุรกิจที่คล้ายกัน จึงเชื่อมั่นว่าจะสามารถผนึกกำลังกันส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นเลิศให้ลูกค้าได้

“จากการสังเกตบริษัทประกันสัญชาติญี่ปุ่น จะเห็นถึงความความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียด โดยเฉพาะประกันมะเร็งที่เป็นจุดแข็งของซมโปะที่ผู้เล่นในตลาดรายอื่นไม่กล้าให้ เราตื่นเต้นกับโอกาสที่จะนำจุดแข็งของประกันมะเร็งที่มีผลประโยชน์ที่เข้มข้นมานำเสนอให้ลูกค้าคนไทย นอกจากนี้ ซมโปะยังโดดเด่นเรื่องประกันท่องเที่ยว เมื่อผนึกกับจุดแข็งของธนาคารที่มีความพร้อมด้านการขาย ทั้งเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ และช่องทางขายที่มีความพร้อม จะส่งมอบประโยชน์สูงสุดให้ลูกค้า” นายสุธีร์ กล่าว

สำหรับความร่วมมือระหว่างซมโปะและ WorldLease ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ บริษัทในเครือของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์จะได้รับ ประกันอุบัติเหตุจากการเสียชีวิต ความคุ้มครอง 1 แสนบาท ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ดีกว่าผู้ให้บริการรายอื่นในตลาด เพราะปัจจุบัน สถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ สูงเป็นอันดับ 2 ประกันอุบัติเหตุจากการเสียชีวิตจึงเป็นประโยชน์มากต่อลูกค้าสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์

ด้าน CIMB THAI Auto ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จุดเด่นคือ การเคลมประกันมีความรวดเร็ว Surveyor จะเดินทางมาหาลูกค้าภายใน 25 นาที ถ้าเกิน 25 นาที ซมโปะจะแถมประกันอุบัติเหตุให้ลูกค้า และถ้าเทียบกับตลาดที่ใช้เวลา 1 ชั่วโมง นอกจากนี้ การเคลมกับอู่ โดยปกติอู่ทั่วไป เวลาเราไปส่งรถเคลมกับอู่ ใช้เวลา 2-3 วันกว่าที่อู่จะตอบกลับมาว่า ตกลงให้เคลมได้ หรือบางทีเป็นอาทิย์ แต่ซมโปะการันตีว่าใช้เวลาเพียง

1 ชั่วโมง อันนี้เป็นจุดดีว่า เมื่อลูกค้าเคลมได้เร็วทำให้รถซ่อมได้เร็ว ลูกค้าจะได้รถกลับมาใช้ได้เร็ว พิเศษ รับบัตรเติมน้ำมัน PTT Privilege Card มูลค่า 500 บาท สำหรับลูกค้าที่ทำประกันรถยนต์ ชั้น 1 และ PTT Privilege Card มูลค่า 300 บาท สำหรับ 2+ กับซมโปะระหว่าง พ.ย. – ธ.ค. 2563

Living Insider จับมือ MSIG บุกตลาดประกันภัยที่อยู่อาศัยออนไลน์

posted Oct 28, 2020, 7:32 PM by Maturos Lophong



Living Insider จับมือ MSIG บุกตลาดประกันภัยที่อยู่อาศัยออนไลน์



Living Insider ผนึก MSIG ลุยตลาดอสังหาริมทรัพย์ปล่อยเช่า ผุดกรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วง ชูจุดเด่นคุ้มครองทรัพย์สินของผู้ให้เช่าบ้านและคอนโดมิเนียม ที่เกิดจากไฟไหม้ ภัยธรรมชาติ รวมถึงเพิ่มความคุ้มครองพิเศษกรณีเกิดอุบัติเหตุทำให้ทรัพย์สินของผู้ให้เช่าเสียหาย ด้วยเบี้ยประกันภัยเพียง 1,999 บาทต่อปี พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินภายในบ้านหรือ MSIG Home Assistant ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง


นายภูวนัย ภัทรโภคิณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลิฟวิ่ง อินไซเดอร์ จำกัด ผู้ให้บริการ Estate Commerce Platform ชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า “จากข้อมูลสถิติตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 โครงการเปิดขายใหม่ๆ ค่อนข้างจะลดลงพอสมควร น่าจะหายไปกว่า 70 % เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจถดถอยและเกิดการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่ในทางกลับกันตลาดให้เช่า ยังมีดีมานด์ความต้องการอยู่ตลอด โดยในแต่ละปีมีผู้ปล่อยเช่าบ้านและคอนโดมิเนียมประมาณ 100,000 ยูนิต โดยแบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 80% และบ้าน 20% อย่างไรก็ตาม ปัญหาจากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่พบบ่อยที่สุด คือความเสียหายที่เกิดจากการเช่า ไม่ว่าจะเกิดจากภัยธรรมชาติหรืออุบัติเหตุ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ทำให้ Living Insider มองหาแนวทางเพื่อแก้ไขให้ตรงจุดช่วยเหลือทั้งผู้ให้เช่าและผู้เช่า”


กรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วง ที่ร่วมพัฒนากับ MSIG เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อโต้เถียงระหว่างผู้ให้เช่าและผู้เช่าอย่างตรงจุด โดยกลุ่มลูกค้าหลักคือเจ้าของบ้าน เจ้าของคอนโดมิเนียมที่มีความกังวลว่าทรัพย์สินของตนอาจเกิดความเสียหายเกินวงเงินประกันที่เก็บจากผู้เช่า รวมถึงกลุ่มผู้เช่าเองก็สามารถซื้อแบบประกันนี้ได้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายหากทรัพย์สินของผู้ให้เช่าในห้องเช่าเกิดความเสียหาย และอีกกลุ่มคือกลุ่ม Agent ที่ควรซื้อ เพราะประกันภัยให้เช่าหายห่วง จะเป็นเสมือนเครื่องมือทำการตลาดไปในตัว ทำให้ผู้เช่ามั่นใจอยากเช่า สามารถปล่อยเช่าได้เร็วขึ้น


“Living Insider มีประสบการณ์การให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ออนไลน์ ส่งผลให้เราทำการตลาดเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญคือมีสมาชิกที่เป็นทั้งเจ้าของบ้านและ Agent มากกว่า 100,000 ราย ซึ่งจะเป็นฐานกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ของกรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วง เรามีเว็บไซต์ www.livinginsider.com ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักที่สามารถให้ข้อมูลและทำการซื้อได้ทันที กรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วงจะช่วยเสริมให้ Ecosystem ด้านการบริการของเราครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในระบบของเรากว่า 40,000 คนยังสามารถช่วยขายแผนประกันนี้ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งไม่สามารถทำตามได้” นายภูวนัยกล่าว

สำหรับการเคลมสินไหม บริษัทฯ ได้ออกแบบระบบเคลมออนไลน์ร่วมกับ MSIG ซึ่งลูกค้าสามารถยื่นเคลมผ่านหน้าเว็บไซต์ และแอปพลิเคชันที่กำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งใช้เวลาดำเนินการยื่นเคลมเพียง 2 นาที 

เท่านั้น โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วง ในปี 2564 จะสามารถขายได้ไม่ต่ำกว่า 20,000 กรมธรรม์ และภายใน 3 ปีวางเป้าหมายไว้ที่ 100,000 กรมธรรม์


นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความร่วมมือกับลิฟวิ่ง อินไซเดอร์ว่า “บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่ากรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วงจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่จะสามารถขยายตลาด และเพิ่มเบี้ยประกันทรัพย์สินให้บริษัทฯ ได้ กรมธรรม์มีความคุ้มค่ามากๆ เพราะให้ความคุ้มครองทรัพย์สินภายในบ้านหรือคอนโดมิเนียมของผู้ให้เช่าตามความเสียหายที่แท้จริงสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท จากภัยไฟไหม้ ภัยเปียกน้ำ ฟ้าผ่า ระเบิด น้ำท่วม ภัยธรรมชาติ การโจรกรรม รวมถึงให้ความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกของผู้ให้เช่าและผู้เช่าที่อยู่ในระหว่างสัญญาเช่าอีกด้วย นอกจากนี้ ยังเพิ่มเติมความคุ้มครองพิเศษสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท สำหรับกรณีเกิดอุบัติเหตุทำให้ทรัพย์สินของผู้ให้เช่าเสียหาย เช่น ชุดเครื่องนอน ของตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า โดยกรมธรรม์นี้จะเข้ามาร่วมรับผิดชอบค่าเสียหายแทนผู้เช่าอีกที แต่ผู้ให้เช่าต้องจ่ายค่าเสียหายส่วนแรก 5,000 บาทตามเงื่อนไขที่ระบุในกรมธรรม์”


ดังนั้น กรมธรรม์ประกันภัยให้เช่าหายห่วงจึงตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดเช่าอสังหาริมทรัพย์ เข้าใจปัญหาที่เกิดระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่าอย่างแท้จริง ช่วยให้ทั้ง 2 ฝ่ายอุ่นใจมากขึ้น เพราะสามารถเคลมค่าเสียหายจาก MSIG ได้ ซึ่งลูกค้าสามารถซื้อกรมธรรม์นี้ผ่าน Living Insider ด้วยเบี้ยประกันภัยเพียง 1,999 บาทต่อปี นอกจากนี้ ยังได้รับบริการช่วยเหลือฉุกเฉินภายในบ้านหรือ MSIG Home Assistance ตลอด 24 ชั่วโมง (โทร 0 2305 8715) โดยสามารถเรียกใช้บริการได้ฟรี 1 ครั้งต่อปี ในวงเงินการให้บริการสูงสุดไม่เกิน 1,000 บาทต่อครั้ง โดยผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกใช้บริการช่วยเหลือเรื่องเครื่องปรับอากาศ ระบบน้ำประปา ระบบไฟฟ้าภายในบ้าน ตู้เย็นหรือเครื่องแช่แข็ง และเครื่องทำน้ำร้อนหรือเครื่องทำน้ำอุ่น เกิดขัดข้องหรือชำรุดเสียหาย รวมไปถึง บริการช่วยเหลือเรื่องกุญแจบ้าน ในกรณีที่สูญหายไม่สามารถเข้าที่พักอาศัยได้ และบริการกำจัดสัตว์ดุร้ายที่ไม่พึงประสงค์ออกจากที่พัก

“ความร่วมมือระหว่าง MSIG และ Living Insider ในครั้งนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการก้าวสู่การเป็น InsureTech และต้องการขยายตลาดประกันภัยทรัพย์สินออนไลน์ ซึ่งบริษัทฯ ได้มองหาพันธมิตรทางธุรกิจที่มีแนวทางการดำเนินธุรกิจและพร้อมเติบโตไปในทิศทางเดียวกัน Living Insider จึงเป็นพาร์ทเนอร์ที่ตอบโจทย์ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี เพราะมีแพลตฟอร์มการขายที่ง่ายเข้าใจความต้องการของลูกค้า และมีฐานลูกค้าอยู่จำนวนมาก บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายยอดขายประกันภัยให้เช่าหายห่วง 200 ล้านบาทภายใน 3 ปี” นายรัฐพลกล่าว


เกี่ยวกับ บมจ.เอ็ม เอส ไอ จี (ประเทศไทย)

บริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำในประเทศไทย ที่ให้บริการรับประกันวินาศภัย เช่น รถยนต์ อุบัติเหตุส่วนบุคคล อัคคีภัยบ้านและทรัพย์สิน ความรับผิดชอบต่อบุคคลภายนอก ประกันภัยขนส่งทางทะเลและอากาศและอื่น ๆ มากกว่า 120 ปี บริษัทฯ พร้อมให้บริการด้วยบุคคลากรกว่า 800 คน และมีสาขา 18 สาขาครอบคลุมทั่วประเทศ

1-10 of 228