Bank & Insurance


YouTrip ผนึก เคแบงก์ เปิดตัวกระเป๋าเงินดิจิทัลรองรับหลายสกุล ตอบโจทย์นักเดินทาง

posted Nov 6, 2019, 3:19 AM by Maturos Lophong



YouTrip ผนึก เคแบงก์ เปิดตัวกระเป๋าเงินดิจิทัลรองรับหลายสกุล ตอบโจทย์นักเดินทาง 

ชูจุดเด่นเรทดีกว่าไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ใช้จ่ายได้ทั่วโลก

· YouTrip (ยูทริป) ผู้นำด้าน Multi-Currency Travel Wallet ในประเทศสิงคโปร์ จับมือ ธนาคารกสิกรไทย เปิดบริการ Multi-Currency Travel Wallet (กระเป๋าเงินดิจิทัลรองรับหลายสกุลเพื่อการเดินทาง)ในประเทศไทย ตั้งเป้าผู้สมัครใช้งาน 400,000 รายในปีแรก

· ชูจุดเด่น ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงิน 2.5% ไม่มีค่าธรรมเนียมออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปี

· มั่นใจรูดแลกเรทดีกว่า สามารถใช้งานได้มากกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก ตอบโจทย์นักเดินทาง พิเศษสุด!! รับเลย 200 บาท เมื่อใช้จ่ายครั้งแรก ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะ 50,000 คนแรก

· ตอบโจทย์ด้วยแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นพิเศษสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะ เพื่อการแลกเปลี่ยนสกุลเงินและบริหารค่าใช้จ่ายระหว่างเดินทางอย่างคล่องตัว มาพร้อมกับบัตรเติมเงินแบบคอนแทคเลส มาสเตอร์การ์ด ที่ให้ฟรี


กรุงเทพฯ, 5 พฤศจิกายน 2562, YouTrip (ยูทริป) ผู้นำด้าน Multi-Currency Travel Wallet ในประเทศสิงคโปร์ จับมือธนาคารกสิกรไทย เปิดบริการกระเป๋าเงินดิจิทัลรองรับหลายสกุลเพื่อการเดินทาง (Multi-Currency Travel Wallet) เพื่อให้นักเดินทางสามารถใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศได้ด้วยเรทที่ดีกว่า ชูจุดเด่นไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงิน 2.5% ไม่มีค่าธรรมเนียมออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปี สามารถใช้จ่ายได้มากกว่า 150 สกุลเงินด้วยเรทที่ดีกว่าร้านแลกเงินและธนาคารอื่นๆ พิเศษสำหรับผู้ใช้งาน 50,000 คนแรกที่ใช้จ่ายผ่าน YouTrip รับฟรีโบนัส 200 บาทในบัญชี YouTrip

YouTrip ตอบโจทย์นักเดินทางด้วยแอปพลิเคชันที่สร้างขึ้นพิเศษสำหรับนักเดินทางโดยเฉพาะ ผู้ใช้งานสามารถแลกเปลี่ยน 10 สกุลเงินในแอปฯ ได้ตลอดเวลาก่อนการใช้จ่ายด้วยบัตรเติมเงินแบบคอนแทคเลส มาสเตอร์การ์ด หรือสามารถให้ระบบ SmartExchangeÔ เทคโนโลยีแลกเงินอัตโนมัติ ดำเนินการให้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้จ่ายมากกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก หมดห่วงเรื่องแลกเงินล่วงหน้า และยังได้เรทที่ดีกว่าเสมอ ณ เวลานั้นๆ และเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการใช้งาน YouTrip ยังมีระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติสำหรับการใช้งานทุกรายการ และระบบล็อกบัตรชั่วคราวทันที ในกรณีที่บัตรสูญหาย นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถกดเงินสดผ่านตู้ ATM ต่างประเทศได้ตลอดเวลาด้วยเรทที่ดีกว่า ไม่มีค่าธรรมเนียม และเสริมความมั่นใจด้วยศูนย์บริการลูกค้าสำหรับบริการ YouTrip โดยเฉพาะ ตลอด 24 ชั่วโมง

ความร่วมมือระหว่าง YouTrip และธนาคารกสิกรไทย ถือเป็นการร่วมสร้างนวัตกรรมร่วมกันครั้งแรกระหว่างบริษัทฟินเทคชั้นนำระดับภูมิภาคที่เชี่ยวชาญด้าน Travel Wallet และธนาคารชั้นนำในประเทศไทย ผู้นำด้านดิจิทัล แบงกิ้ง เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายในต่างแดนเสมือนคนใช้งานที่อยู่ในประเทศนั้นๆ (Pay like a local) โดยตั้งเป้าผู้สมัครใช้บริการ 400,000 คนภายในปีแรก

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ธนาคารฯ เล็งเห็นถึงศักยภาพของ YouTrip ซึ่งเป็นฟินเทค ที่พัฒนาแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน (Mobile Application) ในหลายประเทศในลักษณะของการให้บริการในระดับภูมิภาค (Regional Mobile Application) โดยเริ่มให้บริการผลิตภัณฑ์ YouTrip ในสิงคโปร์เป็นที่แรก และได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักเดินทาง นอกจากนี้ธนาคารฯ ยังให้ความสำคัญกับธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากคนไทยนิยมเดินทางไปต่างประเทศจากหลายปัจจัยหนุนความสะดวกทั้ง ค่าเงิน การขยายเส้นทางการบิน และช่องทางในการหาข้อมูลและจองการเดินทางผ่านออนไลน์ ธนาคารฯ จึงได้ร่วมกับ YouTrip พัฒนาบัตร และแอปพลิเคชัน YouTrip ขึ้น โดยมีผลิตภัณฑ์ บริการ และระบบของธนาคารฯ เป็นหลังบ้านในรูปแบบ “พาวเวอร์บายเคแบงก์” (Powered by KBank) และการใช้งาน YouTrip มีความเชื่อมโยงกับ K PLUS ในการทำธุรกรรมต่างๆ ให้ผู้ใช้งานมีประสบการณ์การใช้งานที่ดีเสมือนใช้งานอยู่ยนแอปพลิเคชันเดียว นอกจากนี้ YouTrip จะช่วยให้นักเดินทางวางแผนเตรียมเงิน และควบคุมการใช้จ่ายระหว่างเดินทางล่วงหน้าได้ และยังมั่นใจได้ถึงความปลอดภัยจากฟีเจอร์ภายในแอปฯ ที่ออกแบบมาควบคุมการใช้จ่ายผ่านบัตรได้อัตโนมัติ”

นางสาวจุฑาศรี คูวินิชกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง YouTrip ประเทศไทย เปิดเผยว่า “การร่วมมือกับ ธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นผู้นำด้านดิจิทัล แบงกิ้ง และมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ทำให้ YouTrip สามารถมอบความปลอดภัยระดับธนาคารที่มั่นใจได้ รวมถึงความสะดวกสบายที่มากับการผสานการทำงานแบบไร้รอยต่อ (seamless integration) กับแอปพลิเคชัน K PLUS ทำให้ YouTrip สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งาน Travel Wallet ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ด้วยเรทที่ดีกว่า และสะดวกสบายในการสมัครใช้งานและเติมเงิน ให้สามารถทำได้จากทุกที่ ทุกเวลา และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจากการร่วมมือครั้งนี้ นักเดินทางชาวไทยจะมีทางเลือกที่ดีกว่าในการใช้จ่ายในสกุลเงินต่างประเทศ”

“ทั้งมาสเตอร์การ์ดและ YouTrip มีจุดมุ่งหมายเดียวกันที่จะมอบโซลูชั่นด้านการชำระเงินที่ราบรื่นและสะดวกสบายให้กับนักเดินทาง ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปไหนและเมื่อไหร่ การร่วมมือครั้งนี้ มาสเตอร์การ์ด มุ่งหวังที่จะให้ความสำเร็จของ YouTrip ในประเทศสิงคโปร์เกิดขึ้นแบบเดียวกันกับทุกๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ เรามีความตื่นเต้น เป็นอย่างมาก ที่ได้ร่วมมือกับ YouTrip ในการยกระดับประสบการณ์ของนักเดินทางชาวไทย” ไอลีน ชูว ผู้จัดการประจำประเทศไทยและเมียนมาร์ มาสเตอร์การ์ด กล่าว

ข้อเสนอสุดพิเศษ
YouTrip เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ ผู้ใช้งานสามารถสมัครง่าย ได้ภายใน 3 นาที เพียงเชื่อมต่อกับบัญชี K PLUS ได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต้องใช้เอกสาร พิเศษสุด!! รับเลย 200 บาท เมื่อใช้จ่ายครั้งแรก ไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะ 50,000 คนแรก โดยจะได้รับเงินเข้าบัญชี YouTrip ภายในเดือนธันวาคม 2562

คุณสมบัติหลักของ YouTrip

· Multi-Currency Travel Wallet ที่สามารถใช้จ่ายในต่างประเทศมากกว่า 150 สกุลเงิน ด้วยเรทที่ดีกว่า ผ่านบัตรเติมเงิน แบบคอนแทคเลส มาสเตอร์การ์ด

· ไม่มีค่าธรรมเนียมใดๆ ในการใช้จ่ายและใช้บริการ ไม่มีค่าธรรมเนียมแลกเงิน 2.5% ไม่มีค่าธรรมเนียมออกบัตร และค่าธรรมเนียมรายปี

· ไม่มีค่าธรรมเนียมกด ATM ต่างประเทศ 100 บาท จนถึง 31 มกราคม 2563

· แลกเงินล็อกเรทล่วงหน้าได้ 10 สกุลเงิน ทุกที่ ทุกเวลา สกุลเงินที่สามารถแลกเก็บได้ คือ JPY, SGD, HKD, USD, EUR, GBP, AUD, CHF, CAD และ THB

· ระบบ SmartExchangeÔ เทคโนโลยีแลกเงินอัตโนมัติ เพื่อความสะดวกในการใช้จ่ายมากกว่า 150 สกุลเงินทั่วโลก หมดห่วงเรื่องแลกเงินล่วงหน้า และยังได้เรทที่ดีกว่าเสมอ ณ เวลานั้นๆ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม

· ศูนย์บริการลูกค้าสำหรับบริการ YouTrip โดยเฉพาะ ตลอด 24 ชั่วโมง

· รับเลย 200 บาท เมื่อใช้จ่ายครั้งแรกไม่มีขั้นต่ำ เฉพาะ 50,000 คนแรก ซึ่งจะได้รับเงินเข้าบัญชี YouTrip ภายในเดือนธันวาคม 2562

เกี่ยวกับ YouTrip

YouTrip คือ สตาร์ทอัพด้านการเงิน ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มุ่งมั่นในการสร้างบริการทางการเงินในสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดให้กับนักเดินทาง เปลี่ยนโลกของการใช้จ่ายระหว่างเดินทางและบริหารค่าใช้จ่าย ในการท่องเที่ยว YouTrip มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริหารการเงิน ให้ง่ายและชาญฉลาด โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักเดินทาง ตั้งแต่เริ่มให้บริการครั้งแรกที่สิงคโปร์ในปี 2561 สำหรับการให้บริการในประเทศไทยนั้น YouTrip ร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในการเปิดให้บริการ Multi-Currency Travel Wallet แรกของประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2562

เกี่ยวกับธนาคารกสิกรไทย:

ธนาคารกสิกรไทยก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2488 ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธนาคารมุ่งมั่นพัฒนาองค์กรและผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้บริการที่เป็นเลิศ ภายใต้คำขวัญ “บริการทุกระดับประทับใจ” และแนวคิด “การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ซึ่งนำไปสู่การรวมธนาคารกสิกรไทยและบริษัทของธนาคารกสิกรไทย (K Companies) และได้กำหนด "K KASIKORNTHAI" เป็นสัญลักษณ์ ที่รับประกันคุณภาพและมาตรฐาน


ธนาคารฯ มุ่งมั่นเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ที่ริเริ่มในสิ่งใหม่ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และกระทำทุกวิถีทางเพื่อเป็นกลุ่มธุรกิจทางการเงินที่สร้างความยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย และมุ่งมั่นที่จะผสมผสานการใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ในการสร้างอย่างยั่งยืนบริการทางการเงินที่มีคุณภาพมาตรฐานสากล ทั้งนี้ เพื่อให้บรรลุผลที่ดีและเป็นธรรมต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

เมืองไทยประกันภัยเปิดตัวร้านค้าออฟฟิเชียลครั้งแรกบนอีคอมเมิร์ซกับช้อปปี้

posted Oct 29, 2019, 3:20 AM by Maturos Lophong   [ updated Oct 29, 2019, 3:20 AM ]


เมืองไทยประกันภัยเปิดตัวร้านค้าออฟฟิเชียลครั้งแรกบนอีคอมเมิร์ซกับช้อปปี้

จับคู่เอาใจนักช็อปออนไลน์ ช้อปคุ้มครองความเสี่ยงภัยง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว

พร้อมโปรมาแรงร่วมเฉลิมฉลองแคมเปญ Shopee 11.11 Big Sale

ช้อปปุ๊บรับปั๊บเบี้ยแลก Shopee Coin แทนเงินสดสูงถึง 500 บาท

เมืองไทยประกันภัยผนึกกำลัง ช้อปปี้ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เอาใจนักช้อปออนไลน์ช้อปคุ้มครองความเสี่ยงภัยง่ายๆเพียงปลายนิ้ว บน Shopee Application แอพพลิเคชันช็อปปิ้งออนไลน์ พร้อมปล่อยเฟสแรกสำหรับสายช้อปที่รักการท่องเที่ยวเดินทาง กับประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ เมืองไทย Happy Trip และประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล เมืองไทย Your Happy และ เมืองไทย HAPPY Kids ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่คุณเลือกเอง ที่นี่ เจ้าแรก เจ้าเดียว บนช้อปปี้ แอพพลิเคชัน พร้อมพ่วงโปรโมชั่นพิเศษ ช้อปปุ๊บรับปั๊บ รับเงินคืนในรูปแบบ ช้อปปี้ คอยน์ (Shopee Coin) สูงถึง 500 คอยน์

นายวาสิต ล่ำซำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ MTI กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ถือเป็นการจับมือครั้งสำคัญ ระหว่างเมืองไทยประกันภัย ผู้นำด้านประกันวินาศภัยระดับแถวหน้าของประเทศ และ ช้อปปี้ (Shopee) ผู้นำแพลทฟอร์มแอพพลิเคชันช้อปปิ้งออนไลน์ที่มีการเติบโตต่อเนื่องเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการซื้อช่องทางใหม่ให้กับลูกค้า เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของคนไทยในปัจจุบันที่มีพฤติกรรมการอุปโภค บริโภค ที่เปลี่ยนไป ช้อปปี้ (Shopee) จึงตอบโจทย์นักช้อปทุกเจนได้อย่างลงตัว เพราะทั้งซื้อง่าย สะดวก สบาย และครอบคลุมจบครบทุกความต้องการ อีกทั้งการร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นการตอกย้ำนโยบายของบริษัทฯ ในเรื่องของการขยายกลุ่มลูกค้ารายย่อย เพิ่มฐานลูกค้ายังเจเนอเรชั่น (Young Generation) เข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่สามารถตัดสินใจซื้อประกันด้วยตัวเอง โดยมีการขยายช่องทางการจำหน่ายไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย สอดคล้องกับตลาดอีคอมเมิร์ซที่กำลังเป็นเทรนมาแรงในยุคดิจิทัลนี้ โดยเมืองไทยประกันภัยมองว่าตลาดนักช้อปมีกำลังการซื้อของผ่านมือถือมีแนวโน้มสูงแบบก้าวกระโดดมากยิ่งขึ้นทุกปี และคนให้ความสำคัญกับการทำประกันภัย เพื่อหาความคุ้มครองความเสี่ยงภัยต่างๆ มีจำนวนมากยิ่งขึ้นด้วย

มร. เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวว่า “ช้อปปี้รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกจากเมืองไทยประกันภัยในฐานะพันธมิตรอีคอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการเจ้าแรกในการเปิดตัวร้านค้าออฟฟิเชียลของเมืองไทยประกันภัยบนแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซช้อปปี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันฯที่หลากหลาย ได้สะดวกสบายทุกที่ทุกเวลา ตอบโจทย์คนยุคใหม่ เพิ่มความมั่นใจให้กับไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบในปัจจุบัน ในความร่วมมือระหว่างช้อปปี้และเมืองไทยประกันภัยครั้งนี้ ถือเป็นการฉายภาพความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่มีคุณภาพ เพิ่มความมั่นใจให้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่” 

ทั้งนี้ เมืองไทยประกันภัยร่วมเฉลิมฉลองแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ Shopee 11.11 Big Sale ขนโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักช้อปออนไลน์ผ่านร้านค้า “Muangthai Insurance Official” โดยเบี้ยประกันภัยรวมทั้งประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ และประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล นำไปแลกรับ ช้อปปี้ คอยน์ ที่สามารถแทนเงินสดใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสิ้นค้าครั้งต่อไป โดยปล่อยโปรโมชั่นมาแรง วันนี้ – 30 พ.ย.62 เพียงแค่คุณมีเบี้ยประกันเริ่มต้นตั้งแต่ 500 – 999 บาท แลกรับ ช้อปปี้ คอยน์ ได้เลยทันที 100 คอยน์ และ เบี้ยประกันภัยรวมตั้งแต่ 2,500 บาท ขึ้นไป รับไปเลยทันที 500 คอยน์ โปรโมชั่นช่วง 1-31 ธ.ค. 62 เบี้ยประกันเริ่มต้นตั้งแต่ 500 – 999 บาท แลกรับ ช้อปปี้ คอยน์ ได้เลยทันที 50 คอยน์ และ เบี้ยประกันภัยรวมตั้งแต่ 2,500 บาทขึ้นไปรับไปเลยสูงสุดถึง 400 คอยน์

โดยเฟสแรกเมืองไทยประกันภัยนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย บนแพลทฟอร์มชั้นนำอย่าง Shopee เพื่อนักช้อปได้เลือกซื้อคุ้มครองความเสี่ยงภัยง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว ให้คุณได้เที่ยวอุ่นใจในช่วงไฮซีซั่นนี้ กับผลิตภัณฑ์ประกันภัย อาทิ

ประกันภัยการเดินทางต่างประเทศ (เมืองไทย Happy Trip) สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการเดินทางท่องเที่ยว มีทั้งแบบรายเที่ยว หรือรายปี สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปีกับเบี้ยประกันสุดคุ้ม เบี้ยเริ่มต้นเพียง 165 บาท คุ้มครองตลอดทริป ด้วยทุนประกันภัย สูงสุด 5 ล้านบาท ไม่ต้องสำรองจ่าย กรณีเจ็บป่วยนอนโรงพยาบาล ชดเชยรายได้ระหว่างรักษาในโรงพยาบาล พร้อมอุ่นใจด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง แม้อยู่ต่างแดนด้วยวงเงินสูงถึง 30 ล้านบาท คุ้มครองทั้งทรัพย์สินส่วนตัว กระเป๋าเดินทาง การพลาดเที่ยวบิน หรือเที่ยวบินล่าช้า กลับถึงไทยแล้วไม่สบาย ก็ยังคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลต่อเนื่องในประเทศไทย รวมถึงกรณียื่นวีซ่าไม่ผ่าน คืนเงิน 100%

ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (เมืองไทย Your Happy) แฮปปี้สุดๆ ชีวิตนี้ไม่มีสะดุด รับประกันตั้งแต่อายุ 16 – 65 ปี ให้คุ้มครองสูงสุด 2 ล้านบาท คุ้มครองทุกที่ ทุกเวลา รับเงินชดเชยรายได้กรณีรักษาตัวเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาล และค่ารักษาพยาบาล คุ้มครองสูงสุดครั้งละ 50,000 บาท รวมถึงไม่ต้องสำรองจ่ายกับโรงพยาบาลคู่สัญญาของบริษัทฯ กว่า 345 แห่ง ทั่วประเทศ

ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล P.A. (เมืองไทย P.A. HAPPY Kids) อุ่นใจวัยซน หมดกังวลกับอุบัติเหตุตลอดเวลา รับประกันตั้งแต่อายุ 1 เดือน – 15 ปี เบี้ยประกันภัยเริ่มต้น 1,500 บาท ทุนประกันภัยสูงสุด 1 ล้านบาท คุ้มครองทุกที่ ทุกเวลา จ่ายเงินชดเชยกรณีกระดูกแตกหักจากอุบัติเหตุรักษาพยาบาล ต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้ง 50,000 บาท รวมถึงไม่ต้องสำรองจ่ายกับโรงพยาบาลคู่สัญญาของบริษัทฯ กว่า 345 แห่งทั่วประเทศ

ค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับร้านค้าออฟฟิเชียลของเมืองไทยประกันภัยบนแพลทฟอร์มช้อปปี้ประเทศไทยได้ที่ https://shopee.co.th/muangthai_insurance
ดาวน์โหลดช้อปปี้แอพพลิเคชั่นได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

ซิกน่า ประกันภัย เปิดตัวเครื่องวัดระดับความเครียด เครื่องแรกของโลก ครั้งแรกในไทย

posted Oct 22, 2019, 1:56 AM by Maturos Lophong


ซิกน่า ประกันภัย เปิดตัวเครื่องวัดระดับความเครียด เครื่องแรกของโลก ครั้งแรกในประเทศไทย เชิญชวนคนไทยมาร่วมแคมเปญ”เผยความเครียดที่มีตัวตน” (SEE STRESS DIFFERENTLY)

คุณชนัญญา จัยสิน Customer Marketing Director, คุณสราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม), คุณนภา ตรีรัตนาวงศ์ รองประธานอาวุโส ฝ่ายธุรกิจประกันสุขภาพ, คุณธีรวุฒิ สุธนะเสรีพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้จัดการประจำประเทศไทย, คุณแพท ณปภา ตันตระกูล, นายแพทย์ ธรธเนศ อายานะ รองประธานอาวุโสฝ่ายการแพทย์, คุณกฤษฐ์หิรัญ อริยมหาพงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารแบรนด์และสื่อสารการตลาด

บมจ. ซิกน่า ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านประกันสุขภาพจากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีพันธกิจในการช่วยพัฒนาสุขภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของลูกค้าให้ดีขึ้น เชิญชวนคนไทยมาค้นพบและเปิดเผยความเครียดที่มีตัวตนกับ ”เผยความเครียดที่มีตัวตน” (SEE STRESS DIFFERENTLY) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในตัวตนของความเครียดผ่านเครื่องวัดระดับความเครียดเครื่องแรกของโลกเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมกับเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาให้เรามองเห็นหน้าตาของความเครียดที่หลบซ่อนอยู่ภายใน พร้อมทั้งเชิญชวนให้มาร่วมสร้างแผนลดความเครียด (PLAN) ของตัวคุณเองภายในงานอีกด้วย

เพื่อให้การมองเห็นลักษณะของความเครียดในแต่ละบุคคลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการด้านเทคโนโลยีของซิกน่า และ ‘ฌอน ซุลลิวาน’ ศิลปินนักออกแบบศิลปะเชิงดิจิทัลชื่อดัง ร่วมกันออกแบบโปรแกรมการประมวลผลความเครียดขึ้นมา โดยนำเอาข้อมูลที่ได้จากเครื่องวัดคลื่นไฟฟ้าสมองแบบสวมศีรษะซึ่งเป็นการประมวลผลข้อมูลจากการตรวจวัดคลื่นสมอง ข้อมูลจากการตรวจวัดคลื่นหัวใจ และปฏิกิริยาการตอบสนองต่อกระแสไฟฟ้าทางผิวหนัง มาประมวลผลและนำไปสู่ขั้นตอนการนำเสนอข้อมูลผ่านผลงานศิลปะภาพบุคคลที่จะมีความเปลี่ยนแปลงไปของรูปทรงและสีสันที่ขึ้นอยู่กับสภาวะความเครียดของแต่ละบุคคลในช่วงเวลานั้นๆ

วัตถุประสงค์หลักของการจัดทำแคมเปญ ”เผยความเครียดที่มีตัวตน” (SEE STRESS DIFFERENTLY)ในครั้งนี้ ซิกน่า ต้องการให้คนไทยได้ตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่มาจากความเครียดสะสมเรื้อรัง พร้อมทั้งนำเสนอวิธีการจัดการความเครียดเหล่านั้นได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดย ซิกน่า ประเทศไทย ได้มีการจัดทำแบบทดสอบทางออนไลน์เพื่อให้ทุกคนสามารถวัดระดับความเครียดของแต่ละบุคคลได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้ยังมีการจัดทำโปรแกรมกิจกรรมพิเศษเพื่อเป็นการลดระดับความเครียด โดยมีชื่อที่สามารถจำได้โดยง่ายว่า “PLAN” P (ระยะเวลาในการผ่อนคลาย) L (สถานที่ผ่อนความเครียด) A (กิจกรรมที่เพลิดเพลินทำให้ผ่อนคลายความเครียด) N (คนที่จะร่วมผ่อนคลายความเครียดไปด้วยกัน)



คุณธีรวุฒิ สุธนะเสรีพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิกน่า ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นกับการนำเสนอเทคโนโลยีล่าสุดที่ไม่เคยมีใครได้เห็นมาก่อนในงานครั้งนี้ โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาช่วยให้คนไทยสามารถวัดระดับความเครียดและพัฒนาวิธีการจัดการความเครียดเหล่านั้นได้อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ และการนำข้อมูลที่ได้จากแบบสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ที่ทางซิกน่าได้จัดทำขึ้น เราเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่จะคอยเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพของคนไทย เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดการสาเหตุหลักที่เป็นตัวการทำลายสุขภาพของคนไทย นั่นก็คือ ความเครียด”

จากผลการสำรวจคะแนนสุขภาพและความเป็นอยู่แบบ 360° ในปี 2019 แสดงให้เห็นว่า 84% ของประชากรโลกได้รับผลกระทบจากปัญหาความเครียด ซึ่งปัญหาความเครียดจากที่ทำงานเป็นปัญหาที่ส่งผลรุนแรงมากขึ้น จากตัวเลขที่สูงถึง 87% ของพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากปัญหานี้ ทั้งนี้จากภาพรวมของแบบสำรวจพบว่าคนไทยมีอัตราการได้รับผลกระทบจากความเครียดสูงกว่าประชากรในประเทศอื่น ๆ และปัญหาความเครียดนั้นก็มีอัตราการเพิ่มพูนขยายวงกว้างอย่างรวดเร็วมากขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงาน จากการศึกษาพบว่าปัญหาความเครียดสะสมเรื้อรังนี้เป็นสาเหตุหลักที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพและการอยู่ร่วมกันในสังคม คนไทยที่มีความเครียดสะสมก่อให้เกิดผลกระทบของความเครียดที่ส่งต่อร่างกายเช่น การทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ โรคความดันโลหิตสูง และโรคเบาหวาน

งานเปิดตัวแคมเปญ ”เผยความเครียดที่มีตัวตน” (SEE STRESS DIFFERENTLY) จัดขึ้นในวันที่ 21 ตุลาคม 2562 ที่ห้างสรรพสินค้าสามย่านมิตรทาวน์ โดยผู้ร่วมงานจะได้รับการประเมินผลและสามารถมองเห็นหน้าตาของระดับความเครียดของแต่ละบุคคล พร้อมทั้งได้รับคำแนะนำในการผ่อนคลายความเครียดจากทีมงานซิกน่า กิจกรรมผ่อนคลายความเครียดกับบูทกิจกรรมถ่ายภาพที่จะนำเสนอในรูปแบบของศิลปะเชิงดิจิทัลจากผลงานการดีไซน์ของ ‘ฌอน ซุลลิวาน’ ฟังการอภิปรายพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการปัญหาความเครียดจากผู้เชี่ยวชาญจาก ซิกน่า ประเทศไทย และรับฟังประสบการณ์ความเครียดและข้อแนะนำในการผ่อนคลายความเครียดจากคุณนิ้วกลม และ คุณแพท ณปภา ที่เป็นตัวแทนของคนไทยวัยทำงาน และคุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกและทำงานไปพร้อมๆกัน รวมทั้งกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายภายในงาน

โดยแคมเปญนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปตลอดปี 2019 ซึ่งสามารถร่วมทำแบบทดสอบออนไลน์เพื่อวัดระดับ ความเครียดพร้อมทั้งติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับแคมเปญ”เผยความเครียดที่มีตัวตน” (SEE STRESS DIFFERENTLY) ได้ที่: https://www.cigna.co.th/mystressplan


“ทิพยประกันภัย” ผนึกกำลัง “จีเอเบิล” สร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมประกันภัยรถยนต์รูปแบบใหม่

posted Oct 22, 2019, 1:48 AM by Maturos Lophong


บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านดิจิทัลอินชัวรันส์ ผนึกกำลัง กลุ่มบริษัท จีเอเบิล ผู้นำในการให้บริการทางด้านดิจิทัลโซลูชัน สร้างปรากฏการณ์ใหม่ ของการซื้อประกันภัยผ่านแอปพลิเคชัน iON GO (ไอออน โก) แอปฯอัจฉริยะช่วยในการขับรถปลอดภัย ชูจุดเด่นนวัตกรรม First Intelligent Smartphone Based - Pay How You Drive Insurance in Thailand เทคโนโลยีอัจฉริยะ ขับปลอดภัยจ่ายตามจริง ที่สะท้อนพฤติกรรมการขับรถและแสดงผล ผ่านโทรศัพท์มือถือ นำผลลัพธ์มาเป็นรูปแบบของการจ่ายเบี้ยประกันภัย ส่งเสริมให้ลูกค้าขับรถปลอดภัย โดยจะได้รับ iON Coins (ไอออนคอยน์) เทียบเท่ากับมูลค่าเงินสูงสุด 65% ของเบี้ยประกันภัย ตั้งเป้าช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดียิ่งขึ้น

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน ทิพยประกันภัยได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมรณรงค์เรื่องความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุเป็นประจำทุกปี รวมทั้งรณรงค์ป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน เช่น การขับรถเร็ว การแซงกระชั้นชิด การปาดหน้า ฯลฯ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น ทิพยประกันภัยเล็งเห็นว่า พฤติกรรมการขับรถที่ดีจะช่วยลดอุบัติเหตุ นอกจากนี้ในปัจจุบันลูกค้าประกันภัยรถยนต์ มี Pain Point ที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยในอัตราที่เท่ากัน ไม่ว่าลูกค้าจะมีพฤติกรรมการขับรถดีหรือไม่ดีก็ตาม จึงเกิดแนวคิดที่ว่าลูกค้าที่มีพฤติกรรมการขับรถที่ดี ควรจะได้รับอะไรตอบแทน ทิพยประกันภัยจึงได้ผนึกกำลังกับจีเอเบิล สร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ประกันภัยรถยนต์รูปแบบใหม่ เป็นครั้งแรกที่มีประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจผ่านแอปฯ iON GO ลูกค้าจะได้รับ iON Coins เทียบเท่ากับมูลค่าเงินสูงสุด 65% ของเบี้ยประกันภัย จากการขับรถดี ไม่มีเคลม ผ่านแอปฯ ตลอดทั้งปีความคุ้มครอง”

นายสุเทพ อุ่นเมตตาจิต กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทจีเอเบิล เปิดเผยว่า “ในฐานะที่เป็นผู้นำทางด้านการให้บริการดิจิทัลโซลูชัน จีเอเบิลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและร่วมสร้างธุรกิจ ดิจิทัลอินชัวรันส์ร่วมกับทิพยประกันภัย เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจในรูปแบบประกันภัยดิจิทัลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จากความร่วมมือครั้งนี้จีเอเบิลคาดหวังว่า แอปฯ iON GO และผลิตภัณฑ์ของทิพยประกันภัยจะสร้างความสะดวกสบายในการซื้อประกันภัยรถยนต์ให้แก่ลูกค้า พร้อมการมอบสิทธิพิเศษต่างๆ โดยแอปฯอัจฉริยะบนมือถือนี้จะประเมินความปลอดภัยในการขับรถของผู้ใช้งาน นอกจากนี้ ด้วยทิศทางการดำเนินธุรกิจในทิศทางเดียวกันเพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านอินโนเวชั่นและธุรกิจดิจิทัล จีเอเบิลพร้อมที่จะสนับสนุนทิพยประกันภัยและร่วมพัฒนาธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต”

นายปวรุตม์ เลียวรักษ์โอฬาร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด iON GO กลุ่มบริษัทจีเอเบิล กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด การสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่า (Better Society) ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน (Quality of life) และการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม (Fair Economy) ของแอปฯ iON GO ทำให้ประกันภัยทุกประเภทที่สามารถซื้อได้ในแอปฯ มีความแตกต่างจากประกันภัยในตลาด เพราะความร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เกิดนวัตกรรม First Intelligent Smartphone Based - Pay How You Drive Insurance in Thailand เทคโนโลยีอัจฉริยะ ขับปลอดภัยจ่ายตามจริง โดยแอปฯจะจับพฤติกรรมการขับรถหลายด้าน เช่น ความเร็วที่ขับรถ อัตราเร่ง อัตราเบรก พฤติกรรมการใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ และการใช้ความเร็วในเขตชุมชน มาประมวลผลเป็นคะแนนของผู้ใช้แต่ละบุคคล ซึ่งยิ่งขับรถดีเก็บสะสมคะแนนได้เยอะก็ยิ่งได้รับ iON Coins เพื่อนำไปแลกสิทธิพิเศษได้มากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลูกค้าสามารถใช้แอปฯ iON GO ผ่านสมาร์ทโฟนได้ทั้งระบบ iOS และ Android ซึ่งทุกคนมีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องติดอุปกรณ์หรือ

มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม”

นอกจากนี้ ทิพยประกันภัยได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ "iON GO Ultimate Safe Drive by TIP"

ขับปลอดภัย ให้เงินคืนตลอดปี พิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจผ่านแอปฯ iON GO และมีพฤติกรรมการขับรถที่ดี ไม่มีเคลม จะได้รับเป็น iON Coins เทียบเท่ากับมูลค่าเงินสูงสุด 65% ของเบี้ยประกันภัย ผ่านแอปฯ iON ตลอดทั้งปีความคุ้มครอง เพื่อสร้างพฤติกรรมการขับรถปลอดภัย และหลังจากต่ออายุประกันภัยรถยนต์ ยังได้รับส่วนลดประวัติดีกรณีไม่เคลม อีกด้วย


ผู้สนใจสามารถดาวโหลด แอปฯ iON GO ได้ฟรี! ทาง Google Play และทาง AppStore หรือสอบถามข้อมูลได้ที่แฟนแพจ iON GO www.facebook.com/iONgoApp/

ไทยพาณิชย์ปฏิวัติวงการ Payroll เปิดวาร์ปทางรอดมนุษย์เงินเดือน

posted Oct 16, 2019, 7:01 PM by Maturos Lophong   [ updated Oct 16, 2019, 7:03 PM ]



ไทยพาณิชย์ปฏิวัติวงการ Payroll เปิดวาร์ปทางรอดมนุษย์เงินเดือน

ส่ง “มีตังค์” ฉีกกฎสวัสดิการเบิกเงินเดือนล่วงหน้า

จับมือ วิลล่ามาร์เก็ท และ อำพลฟูดส์ มอบตัวช่วยสุดป๋าแบบฉบับนายจ้างในดวงใจ

ตอบรับนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ใช้เทคโนโลยีผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เศรษฐกิจและสังคม หวังมีส่วนช่วยปิดประตูหนี้นอกระบบ

ไทยพาณิชย์เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมการเงินเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทย เปิดตัว “มีตังค์” ปฏิวัติวงการบัญชีเงินเดือน (Payroll) ด้วยบริการ “เบิกเงินเดือนล่วงหน้า” (On-Demand Access ) เป็นธนาคารแรกในไทย ช่วยนายจ้างดูแลพนักงานด้วยทางออกสุดโดนใจมนุษย์เงินเดือน ผ่านแนวคิดใหม่ “มีตังค์ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน” ให้เบิกเงินเดือนล่วงหน้าด้วยตนเองบนแอพพลิเคชั่น SCB Easy เป็นทางเลือกใหม่ช่วยปลดล็อคปัญหาเมื่อพนักงานต้องการใช้เงินฉุกเฉิน ให้สามารถวางแผนการเงินจากรายได้ประจำของตนเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งหนี้นอกระบบ สอดคล้องกับนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) เริ่มให้บริการแล้วกับ 2 บริษัทชั้นนำ ได้แก่ วิลล่า มาร์เก็ท และ อำพลฟูดส์ พร้อมลุยตลาดบัญชีเงินเดือน (Payroll Account) เต็มสูบ ชูจุดเด่น SCB Payroll Solution ด้วยแพ็คเกจผลิตภัณฑ์และบริการที่แตกต่าง รวมทั้งสิทธิพิเศษระดับองค์กรที่ใช้บริการจ่ายเงินเดือนพนักงานผ่านระบบของไทยพาณิชย์ ตอบโจทย์ทั้งในมิติการบริหารบุคคลของนายจ้างและสวัสดิการทางการเงินแก่พนักงานในบริษัท ตั้งเป้าเดินหน้าขยายบัญชีพนักงานบริษัทภายใต้ SCB Payroll 20% ภายในปี 2562


นายอรพงศ์ เทียนเงิน ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ไทยพาณิชย์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับลูกค้า ตลอดจนต้องการมีส่วนช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงให้กับธุรกิจและสังคม โดยมี ดิจิทัล เวนเจอร์ส เป็นผู้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และ บริการใหม่ๆ ทั้งจากการนำเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ หรือแม้แต่การเปลี่ยนวิธีคิดให้เข้าใจปัญหาของลูกค้าอย่างถ่องแท้ เพื่อนำมาซึ่งผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ที่แตกต่างและลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้เรายังตระหนักถึงแนวนโยบายการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาบริการใหม่ๆ ที่จะให้บริการลูกค้าและพัฒนาสังคมไปพร้อมกัน ปัจจุบันเราพบว่ามนุษย์เงินเดือนจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น เงินเดือนใช้จ่ายไม่เพียงพอจนต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งกำลังส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจของไทย เพื่อเป็นการช่วยแก้ปัญหานี้ ธนาคารจึงได้พัฒนา “มีตังค์” นวัตกรรมการเงินรูปแบบใหม่ที่ให้พนักงานบริษัทที่รับเงินเดือนผ่านระบบ SCB Payroll สามารถเบิกเงินเดือนล่วงหน้าผ่านแอพพลิเคชั่น SCB Easy ได้ตามวันที่ตัวเองต้องการโดยไม่ต้องรอวันสิ้นเดือน”

ทั้งนี้ ธนาคารได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัทผู้มีรายได้น้อยกว่า 30,000 บาท พบว่ามนุษย์เงินเดือนราว 80% ของกลุ่มตัวอย่างเคยกู้เงินนอกระบบ และ 88% มียอดเงินกู้น้อยกว่า 15,000 บาท ขณะที่ 57% ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าปัญหาหนี้สินทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง สอดคล้องกับผลวิจัยของอเมริกาที่สำรวจผลจากการมอบสวัสดิการนี้ให้กับพนักงานพบว่าสวัสดิการเบิกเงินเดือนล่วงหน้าช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการทำงาน สร้างความผูกพันกับองค์กร ช่วยให้อัตราการลาออกของพนักงานลดลง 28% และลดค่าใช้จ่ายในการจัดหาบุคลากร ซึ่งในต่างประเทศมีการมอบสวัสดิการเช่นนี้อย่างแพร่หลาย

นายอรพงศ์ กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ได้รายงานต่อธนาคารแห่งประเทศไทยในการเริ่มให้บริการ มีตังค์ โดยในช่วงแรกนี้จะทำงานร่วมกับ วิลล่ามาร์เก็ท และ อำพลฟูดส์ เชื่อว่าบริการนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานบริษัท และจะช่วยแก้ปัญหาให้กับทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง ลดความเสี่ยงในการเป็นหนี้นอกระบบของพนักงานกลุ่มเป้าหมาย และจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศไทยได้

นายอิทธิพันธ์ เจียกเจิม ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารฝ่าย Global Transaction Banking Services ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “มีตังค์ เป็นหนึ่งในบริการพิเศษของ SCB Payroll Solution ที่มอบให้กับพนักงานขององค์กรที่ใช้บริการจ่ายเงินเดือนผ่านระบบของไทยพาณิชย์ นับว่าเป็นมิติใหม่ของการนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มเติมที่แตกต่างจากบริการ Payroll ทั่วไปในตลาด ทั้งนี้ เพื่อช่วยลดภาระของนายจ้างทางด้านการบริหารสวัสดิการเบิกเงินล่วงหน้าโดยไม่ต้องใช้เงินสำรองในบริษัท ในช่วงแรกของการทดสอบบริการนี้ บริษัทนายจ้างจะคัดเลือกพนักงานกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้รับสิทธิ์นี้ โดยสามารถเบิกเงินเดือนได้เท่ากับจำนวนวันที่ได้ทำงานจริงมาแล้วในเดือนนั้นๆ สูงสุดไม่เกิน 50% ของเงินเดือน หรือไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน (หรือตามที่นายจ้างกำหนด) สามารถเบิกเงินได้ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านฟังก์ชั่น มีตังค์ ในแอพพลิเคชั่น SCB Easy และธนาคารจะหักเงินคืนในการจ่ายเงินเดือนครั้งถัดไป โดยมีค่าธรรมเนียมการเบิกเงินล่วงหน้า 1,000 ละ 20 บาท และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยนายจ้างในการดูแลวินัยทางการเงินของพนักงานให้บริหารค่าจ้างของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรายังได้จัดโครงการพิเศษสำหรับพนักงานบริษัทเพื่อให้ความรู้เรื่องการบริหารเงินส่วนบุคคลอีกด้วย นอกเหนือจาก มีตังค์ ธนาคารยังมีแพ็คเกจสวัสดิการทางการเงินที่มอบให้กับพนักงานขององค์กรอย่างครบครัน อาทิ เงินฝาก สินเชื่อ ประกันชีวิต และบัตรเครดิต ที่ให้สิทธิพิเศษเหนือกว่าทั้งดอกเบี้ยพิเศษ และโปรโมชั่นเฉพาะกลุ่ม ด้วยแนวคิด รับเงินเดือนกับ SCB เรื่องดีๆ จะตามมา สำหรับในปีนี้ ธนาคารคาดว่าจะสามารถขยายบัญชีเงินเดือนเพิ่มได้กว่า 20% จากปัจจุบันที่มีฐานบัญชีเงินเดือนอยู่ที่ 2 ล้าน บัญชี”

นายพิศิษฐ์ ภูสนาคม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วิลล่า มาร์เก็ท เจพี จำกัด กล่าวว่า “วันนี้โลกเข้าสู่ยุค Digital Disruptive ส่งผลให้ธุรกิจต้องปรับตัวตามให้ทัน การบริหารจัดการบุคลากรเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้ามีความท้าทายเป็นอย่างมาก ปัจจุบันเราดูแลพนักงานกว่า 1,200 คน โดยมุ่งเน้นให้พนักงานมีความสุขในการทำงาน และมอบสวัสดิการที่คำนึงถึงประโยชน์ และขวัญกำลังใจเป็นสำคัญ พนักงานส่วนใหญ่ของเราอยู่ในวัยที่ต้องรับผิดชอบต่อครอบครัว บ่อยครั้งที่มีการขอเบิกเงินล่วงหน้าเพื่อนำไปใช้ก่อน ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทมีสวัสดิการในรูปแบบกู้ยืมและให้ผ่อนจ่ายโดยการหักเงินเดือน เราไว้วางใจธนาคารไทยพาณิชย์ที่คอยให้คำแนะนำในเรื่องของการปรับตัวทางธุรกิจให้ทันในยุคดิจิทัล และสร้างสรรค์นวัตกรรมให้กับวิลล่ามาร์เก็ทอย่างต่อเนื่อง สำหรับ บริการมีตังค์ ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการต่อยอดทางด้านดิจิทัลให้กับเราอีกครั้ง และเชื่อว่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการช่วยเหลือพนักงานในกรณีนี้ได้อย่างตรงจุด เพราะจำนวนเงินที่พนักงานต้องการไม่สูงมากนัก และพนักงานสามารถวางแผนการเงินจากจำนวนเงินเดือนที่ตัวเองต้องใช้ล่วงหน้าได้”

ดร. เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด กล่าวว่า “ในการดูแลพนักงานกลุ่มอำพลฟูดส์กว่า 1,300 คน เราใช้หลักความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจ เราทำงานกันเหมือนครอบครัว พนักงานส่วนใหญ่ทำงานกับเรามาเป็นเวลานานจนเปรียบเสมือนครอบครัวคนหนึ่ง สวัสดิการที่เรามอบให้มีหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการให้เบิกเงินเดือนล่วงหน้าเพื่อไปใช้จ่ายยามจำเป็น บริการมีตังค์ช่วยให้พนักงานสามารถทำรายการผ่านแอพพลิเคชั่น SCB Easy ได้เอง จะช่วยบรรเทาปัญหาของพนักงานได้ ช่วยลดความกังวลใจ และทำงานต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกทางด้านผลิตภัณฑ์ทางการเงินจาก SCB Payroll Solution ที่เรามอบให้กับพนักงานด้วยซึ่งนับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ของพนักงานของอำพลฟูดส์ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย”

องค์กรที่สนใจใช้บริการ SCB Payroll Solution สามารถติดต่อตัวแทนบริการลูกค้า หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.scb.co.th/th/payroll.html

#scbมีตังค์ #มีตังค์ทันทีไม่ต้องรอสิ้นเดือน #scbpayroll #รับเงินเดือนผ่านscbเรื่องดีจะตามมา

กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต คว้ารางวัล The Best Use of Technology

posted Oct 15, 2019, 3:01 AM by Maturos Lophong



บมจ. กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต ผู้นำธุรกิจประกันชีวิตและสุขภาพ รับรางวัลระดับนานาชาติ “The Best Use of Technology” จาก International Finance Award 2019 ซึ่งได้มุ่งมั่น คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าคนสำคัญ ซึ่งรางวัลดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ในการตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และความเป็นมืออาชีพให้กับฝ่ายขายของบริษัทฯ

นางแซลลี่ โอฮาร่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ปัจจุบันพฤติกรรม และความต้องการของลูกค้าในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ และบริการมีความหลายหลาย และเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล ดังนั้น บมจ. กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต จึงไม่หยุดยั้งในการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ และพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการทำงานของบริษัทฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าคนสำคัญของเรา

จากความมุ่งมั่นด้านเทคโนโลยีดังกล่าว ส่งผลให้ กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ “The Best Use of Technology” จาก International Finance Award 2019 ซึ่งเป็นรางวัลที่คัดเลือกจากบริษัทประกันทุกประเทศทั่วเอเชีย โดยกรุงไทย – แอกซ่า ประกันชีวิต ถือเป็นบริษัทประกันชีวิตจากประเทศไทยบริษัทเดียวที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ โดยรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของบริษัทฯ และเป็นบทพิสูจน์ของการก้าวเป็นผู้นำประกันชีวิตด้านเทคโนโลยีระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ความสำเร็จจากรางวัลดังกล่าวพิจารณาจาก 1.การบริหารจัดการด้านเทคโนโลยี และเทคนิคการใช้ปัญญาประดิษฐ์ 2.นวัตกรรมของแพลตฟอร์มดิจิทัล สำหรับลูกค้าและฝ่ายขาย รวมถึงความง่ายในการใช้งานของลูกค้า ซึ่งบริษัทฯ ได้พัฒนาเครื่องมือด้านดิจิทัลที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า และเพื่อบรรลุเป้าหมายอันสูงสุดของบริษัทฯ คือ การให้โอกาสทุกคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นตามใจปรารถนา

นอกจากนี้ กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 27001 ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานระดับสากล ซึ่งเป็นข้อกำหนดเกี่ยวกับระบบการจัดการความปลอดภัยของข้อมูล เพื่อให้บริษัทฯ สามารถประเมินความเสี่ยงและดำเนินการควบคุมที่เหมาะสมเพื่อรักษาความลับ ความสมบูรณ์ และความพร้อมใช้ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ของบริษัทฯ นอกจากนั้นยังใช้ระบบ AURA (Automated Underwriting and Risk Analysis) หรือการพิจารณากรมธรรม์แบบอัตโนมัติ และวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านสุขภาพ โดยระบบดังกล่าวสามารถช่วยพิจารณารับประกันเบื้องต้นแบบเรียลไทม์ มอบประสบการณ์การซื้อแบบอนุมัติ “ทันที” ซึ่งทำให้ฝ่ายขาย และลูกค้าได้รับความสะดวก และรวดเร็วในการใช้บริการมากยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งระบบที่ทางบริษัทฯ ได้พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า คือ Robotic Process Automation หรือ RPA ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติ โดยใช้หุ่นยนต์ซอฟต์แวร์ดำเนินงานด้านปฎิบัติการด้วยตนเอง เพื่อช่วยในการทำงานซ้ำ ๆ ด้วยความถี่สูง โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีระบบอัตโนมัติดังกล่าวกว่า 30 ระบบ เช่น การสร้างรายงานต่างๆ รวมถึงรายงานสรุปเบี้ยรับประกันภัย ใบคำขอที่รอการอนุมัติ และการตรวจรับเบี้ยประกันรับ ฯลฯ โดยการใช้งานระบบ RPA จะช่วยลดความผิดพลาดจากการทำงาน พร้อมทั้งเพิ่มความถูกต้องในข้อมูล และสร้างความอุ่นใจแก่ลูกค้าของเรา 

บริษัทฯ ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากมาย เพื่อยกระดับการให้บริการที่ทันสมัย สู่ความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี อาทิ “Perfect Advice - เพอร์เฟค แอดไวซ์” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันที่สนับสนุนการขายผลิตภัณฑ์ที่สร้างความยั่งยืนแก่กรมธรรม์ และที่สำคัญคือการเสนอขายผลิตภัณฑ์ด้วยแอปพลิเคชัน Perfect Advice เป็นการเสนอขายที่ถูกตามหลักจรรยาบรรณของผู้ขาย (Market Conduct) เพื่อสร้างความพึงพอใจตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า พร้อมสามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อใช้คำนวณเบี้ยประกันชีวิต และทุนประกันที่เหมาะสมกับลูกค้าได้อย่างง่ายได้

นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชัน “AdvisorZone - แอดไวเซอร์โซน” แอปพลิเคชันที่สร้างความเป็นมืออาชีพแก่ฝ่ายขายของเรา ซึ่งช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการกรอกใบคำขอผ่านระบบออนไลน์ รวมถึง ช่วยพิจารณารับประกันเบื้องต้นแบบเรียลไทม์ และการชำระเงินผ่านระบบ พร้อมนำส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบออนไลน์ จึงช่วยลดระยะเวลาในการนำส่งข้อมูลแบบเดิม พร้อมอนุมัติใบคำขอได้ทันที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์

ในขณะนี้ ฝ่ายขายได้เริ่มใช้แอปพลิเคชัน AdvisorZone และมากกว่า 50% ของจำนวนใบสมัครที่ส่งเข้ามายังบริษัทฯ ผ่านแอปพลิเคชันนี้ และคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ฝ่ายขายของเราจะเริ่มใช้มากขึ้น โดยทั้งสองแอปพลิเคชันที่ได้พัฒนาขึ้น สอดคล้องกับนโยบายของฝ่ายขายในปีนี้ ที่เป็นปีแห่ง “Year of Growth & Professional” เน้นการเติบโตอย่างมืออาชีพ

นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังเล็งเห็นการผสานการใช้เทคโนโลยีกับการตอบแทนสู่สังคม กับโครงการ “Know You Can Save Our World” จากการลดการใช้กระดาษผ่านการใช้แอปพลิเคชัน AdvisorZone ซึ่งเป็นการส่งใบสมัครซื้อกรมธรรม์ออนไลน์ โดยทุกๆ 1 ใบสมัคร จะเปลี่ยนเป็นการปลูกต้นไม้ 1 ต้น โดยโครงการดังกล่าวได้เริ่มต้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และปัจจุบันยอดสะสมของต้นไม้ที่บริษัทฯ จะปลูกมีจำนวนมากกว่า 20,000 ต้น และคาดว่าในเดือนมกราคม 2563 เราจะร่วมปลูกต้นไม้ได้จำนวน 50,000 ต้น เพื่อลดภาวะโลกร้อน และคืนป่าให้แก่ประเทศไทย”

นางภควิภา เจริญตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายลูกค้า กล่าวว่า “กรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต ได้พัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริการดูแลลูกค้า และตอบสนองความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัล แอปพลิเคชัน “Perfect Advice” เป็นเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ความต้องการ และตัดสินใจเลือกผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการด้วยตนเอง ด้วยคำถามที่อยู่ในแอปพลิเคชันที่ถามข้อมูลอย่างละเอียด จึงส่งผลให้การวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าถูกต้อง และแม่นยำ ทำให้ลูกค้าได้รับการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง เพราะบริษัทฯ ของเรามีนโยบาย “การมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”

สำหรับ “AdvisorZone” แอปพลิเคชันที่จะสร้างความประทับใจในการใช้บริการต่อเนื่องจาก Perfect Advice โดยแอปพลิเคชันดังกล่าว จะช่วยให้ลูกค้าสามารถสมัครประกันชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย รวดเร็วเพียงปลายนิ้ว โดยกรอกข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า ลงในแทปแล็ตของฝ่ายขายของกรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต และเพียงกดสมัคร ข้อมูลของลูกค้าจะถูกส่งไปยังระบบข้อมูลของบริษัทฯ เพื่อพิจารณาอนุมัติกรมธรรม์ทันที ซึ่งส่งผลให้ลูกค้าได้รับการบริการที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และลดความผิดพลาดเรื่องข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า

ทั้งนี้ ภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เราจะเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่สำหรับลูกค้า ที่ใช้ชื่อว่า “TeleHealth - เทเลเฮลท์” หนึ่งในนวัตกรรมการให้บริการทางเลือกใหม่สำหรับลูกค้า เพื่อรับบริการคำปรึกษาด้านสุขภาพออนไลน์กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาผ่านแอปพลิเคชัน รวมถึงเพิ่มความสะดวกสบาย และลดปัญหาด้านการเดินทางในการพบแพทย์ พร้อมรับบริการอย่างรวดเร็ว โดยสอดคล้อง และเป็นไปตามนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่คอยสนับสนุน และอยู่เคียงข้าง เป็นเพื่อนคู่คิดกับลูกค้าของเราค่ะ

บริษัทฯ มีแผนที่จะเปิดตัวโครงการกรมธรรม์ออนไลน์ หรือ e-policy โดยให้อิสระกับลูกค้าที่ซื้อกรมธรรม์ว่าจะเลือกแบบเดิม (กรมธรรม์แบบกระดาษ) หรือส่งเป็นอีเมล (รูปแบบ PDF ไฟล์) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มใช้งานได้ในช่วงเดือนมกราคม 2563 ที่จะถึงนี้ โดยมีแคมเปญสนับสนุน และมอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่างๆ ให้ หากลูกค้าเลือกใช้บริการกรมธรรม์ออนไลน์

สำหรับท่านใดที่ต้องการสอบถามข้อมูลด้านผลิตภัณฑ์ และบริการจากกรุงไทย - แอกซ่า ประกันชีวิต สามารถติดตามได้ที่ Line Official Account หรือ www.krungthai-axa.co.th และสอบถามได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 1159 ตลอด 24 ชั่วโมง ค่ะ”

อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยของทั้งปี 2562 และ 2563 อยู่ที่ 2.8%

posted Oct 10, 2019, 2:54 AM by Maturos Lophong   [ updated Oct 10, 2019, 2:55 AM ]



อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยของทั้งปี 2562 และ 2563 อยู่ที่ 2.8% จากสงครามการค้าที่ยืดเยื้อซึ่งส่งผลกระทบกระจายตัวจากภาคส่งออกและการท่องเที่ยวไปยังกำลังซื้อในประเทศชัดเจนมากขึ้น

อีไอซีปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2562 เหลือ 2.8% จากประมาณการเดิมที่ 3.0% โดยมีสาเหตุหลักจากสงครามการค้าที่ยังคงยืดเยื้อ รวมถึงผลกระทบสะสมของการตั้งกำแพงภาษีระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในช่วงที่ผ่านมา เริ่มส่งผลเป็นวงกว้างมากขึ้นในหลายประเทศ โดยผลกระทบในระยะหลังไม่ได้กระจุกตัวเพียงแค่การผลิตภาคอุตสาหกรรม การค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน แต่เริ่มกระจายตัวทำให้ภาคบริการชะลอลงอีกด้วย นอกจากนั้น ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (technical recession) ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างมาก เช่น เยอรมนี ฮ่องกง และ สิงคโปร์ ซึ่งจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัวและความเสี่ยงด้านต่ำสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อประคับประคองการชะลอตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงหลายประเทศที่มีความสามารถในการทำนโยบายการคลัง (fiscal policy space) ก็เริ่มมีการออกมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเช่นกัน ซึ่งจากปัจจัยข้างต้น อีไอซีประเมินว่า เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง และเมื่อรวมกับการแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่ง ก็จะทำให้ภาคการส่งออกและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในรูปของเงินบาทได้รับผลกระทบ ดังนั้น อีไอซีจึงมีการปรับลดประมาณการอัตราขยายตัวของมูลค่าส่งออกเป็นหดตัวที่ -2.5% ขณะที่ภาคท่องเที่ยว แม้จะคงคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวที่ 40.1 ล้านคน แต่มีการปรับลดประมาณการค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อหัวของนักท่องเที่ยวตามการแข็งค่าของเงินบาท ด้านอุปสงค์ในประเทศ สัญญาณการชะลอตัวของการใช้จ่ายภาคเอกชนชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะยอดขายที่อยู่อาศัยในภาคอสังหาริมทรัพย์และยอดขายรถยนต์ที่หดตัว ตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัวลงสะท้อนจากการจ้างงานที่หดตัวโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม รายได้ภาคการท่องเที่ยวและภาคเกษตรที่ซบเซา และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดต่ำลง รวมทั้งความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากสัญญาณคุณภาพสินเชื่อที่ด้อยลงและมาตรการกำกับดูแลการให้สินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ประกาศในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อีไอซีประเมินว่าจะมีผลช่วยพยุงการใช้จ่ายสินค้าไม่คงทนในช่วงที่เหลือของปี 2562 เป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ความล่าช้าของการผ่าน พรบ. งบประมาณปี 2563 จะกระทบต่อเม็ดเงินลงทุนภาครัฐในส่วนของโครงการใหม่

สำหรับปี 2563 อีไอซีคาดเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.8% ตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่จะชะลอตัวต่อเนื่องและภาระหนี้ครัวเรือนที่จะกดดันกำลังซื้อในประเทศ ความเสี่ยงด้านต่ำจากผลกระทบของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อและความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในหลายประเทศ ยังคงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังคงเปราะบาง ดังนั้นอีไอซีประเมินว่าการฟื้นตัวของการส่งออกไทยจะเป็นไปอย่างช้า ๆ (0.2% ในปี 2563) ในส่วนของภาคอุปสงค์ในประเทศ อีไอซีคาดการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากปี 2562 เล็กน้อย ตามอุปสงค์ของการส่งออกที่ยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ประกอบกับการก่อสร้างภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการ LTV นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนมีทิศทางชะลอลงเช่นกันจากหลายปัจจัยกดดัน ได้แก่ ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน ด้วยเหตุนี้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการบริโภคของภาครัฐรวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมจะมีบทบาทมากขึ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2563


ด้านนโยบายการเงิน อีไอซีคงมุมมอง กนง. มีโอกาสลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในไตรมาสที่ 4/2562 สู่ระดับ 1.25% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2563 แม้ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กนง. จะได้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงแล้ว 1 ครั้งและล่าสุดในการประชุมเดือนกันยายนได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจของทั้งปี 2562และปี 2563 แต่ในระยะถัดไป ความเสี่ยงด้านต่ำจากทั้งในและนอกประเทศที่มีสูงขึ้น จะทำให้ กนง. มีโอกาสปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 ที่คาดว่าจะโตถึง 3.3% ลงได้อีก ประกอบกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่จะยังอยู่ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายทั้งในปีนี้และปีหน้า น่าจะทำให้ กนง. พิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1 ครั้งในไตรมาสที่ 4/2562 และจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.25% ตลอดทั้งปี 2563 เพื่อประคับประคองกำลังซื้อในประเทศผ่านช่องทางการลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งแม้อาจจะไม่กระตุ้นให้เกิดการกู้ยืมใหม่ได้มากนักภายใต้ความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่จะมีส่วนลดภาระการชำระหนี้ให้กับครัวเรือนและธุรกิจ SME ที่มีหนี้อยู่แล้วเป็นสำคัญ ในส่วนของปัญหาเสถียรภาพระบบการเงินจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อเนื่องยาวนาน กนง. น่าจะใช้มาตรการ macro และ micro prudential เป็นเครื่องมือหลักในการจัดการความเสี่ยง สำหรับทิศทางของค่าเงินบาท อีไอซีประเมินว่า ค่าเงินบาทจะยังได้รับแรงกดดันด้านแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินในภูมิภาคอย่างต่อเนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่เกินดุลสูง แนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางในภูมิภาคที่อาจทำได้มากกว่าของไทยซึ่งอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว ตลอดจนเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เข้ามาเป็นช่วง ๆ จากการที่เงินบาทถูกมองว่าเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัยของภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 30-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปี 2563

                สรุปประมาณการเศรษฐกิจ
ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปมาจากทั้งภายในและภายนอก โดยสงครามการค้ายังคงเป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นได้อีกและอาจทำให้การส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบมากกว่าที่คาด ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2020 อาจชะลอลงมากกว่าคาด นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่ต้องจับตาคือความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เช่น Brexit การประท้วงในฮ่องกง และความขัดแย้งระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอเพิ่มเติม และอาจเกิดความผันผวนในตลาดเงินโลกได้ 

ขณะที่ความเสี่ยงภายในประเทศมาจากความเปราะบางทางการเงินที่มีมากขึ้นทั้งในส่วนของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ SME สะท้อนจากระดับหนี้เสีย (NPL) ทั้งในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อธุรกิจ SME ที่โน้มสูงขึ้นจากผลกระทบสะสมของภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น รายได้ที่ชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ทำให้ยอดขายของธุรกิจและรายได้ของครัวเรือนมีแนวโน้มกระจุกตัวมากขึ้น นอกจากนี้ ความล่าช้าในการจัดทำงบประมาณ รวมถึงประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายของภาครัฐ ก็ยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงภายในสำคัญที่ส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

เวิลด์ลีสทำยอดสินเชื่อเช่าซื้อสองล้อเติบโตสวนตลาด

posted Sep 30, 2019, 11:19 PM by Maturos Lophong



เวิลด์ลีสทำยอดสินเชื่อเช่าซื้อสองล้อเติบโตสวนตลาด

ปลดล็อกเศรษฐกิจชะลอด้วยการวางกลยุทธ์ถูกทาง

เครื่อง SAMM สมัครสินเชื่อด้วยตัวเองรู้ผลอนุมัติ 30 นาที ช่วยขยายฐานลูกค้าใหม่และได้ใจดีลเลอร์


นายทวีพล เจริญกิตติคุณไพศาล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเวิลด์ลีส จำกัด ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ในเครือธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทปีนี้เติบโตดีมาก สามารถทำได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ติดต่อกันทุกเดือน โดยปี 2562 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายขยายสินเชื่อใหม่ให้เติบโต 25% ซึ่ง บริษัทสามารถผลักดันยอดสินเชื่อได้เติบโตเกินเป้าหมายกว่า 10% ตั้งแต่ 8 เดือนแรก หรือคิดเป็นอัตราเติบโต 25-30% แล้ว อีกทั้งยังเป็นการเติบโตสวนตลาดรถจักรยานยนต์ที่ตอนนี้ตกลงประมาณ 4% เทียบเท่ากับการเติบโตสูงกว่าตลาดเกือบ 20%

“เราตั้งเป้าหมายว่า ไม่ว่าสภาวะตลาดจะเอื้ออำนวยหรือไม่ เราต้องทำให้เวิลด์ลีสโต โดยวางกลยุทธ์รุกฐานลูกค้าเก่าและใหม่ไปพร้อมกัน เพื่อจะเพิ่มทั้ง wallet share จากกลุ่มลูกค้าปัจจุบัน และเพิ่ม market share ในตลาดใหม่ๆ พื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเข้าไป ผสานพลังกับเครือข่ายของธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ส่งผลให้ปีนี้เป็นปีแรกที่บริษัททำยอดได้ทะลุเป้า และยังเป็นการเติบโตสวนสภาวะตลาดอีกด้วย เราอยากให้กำลังใจคนทำธุรกิจที่ตอนนี้อาจไม่ใช่รายใหญ่ในตลาด แต่ถ้าคุณวางหมากดีๆ แล้วยืนหยัดเดินหน้าไปตามแผน คุณมีโอกาสโต” นายทวีพล กล่าว

ด้านกลยุทธ์ที่เป็นหัวใจคือการให้ความสำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งดีลเลอร์และร้านค้า เป็นความสัมพันธ์ที่มากกว่าการเป็นคู่ค้าสินเชื่อ แต่เป็นเหมือนหุ้นส่วนทางธุรกิจที่พร้อมสนับสนุนและให้คำปรึกษา ถ้าต้องการความช่วยเหลือจะต้องนึกถึงเวิลด์ลีส 

“โครงการสินเชื่อไร้ฝุ่น ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนก.พ. 62 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความสำเร็จจากพาร์ทเนอร์ชิพ เมื่อสตาร์ทอัพไทยและโรงงานผู้ผลิตเกิดความคิดที่ต้องการผลักดันพลังงานสะอาดด้วยรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) เขาคิดถึงเวิลด์ลีสเป็นรายแรก เป็นที่มาของการผนึกกำลังเกิดโครงการสินเชื่อไร้ฝุ่น แม้วันนี้ผู้ใช้รถ EV ยังไม่ขยายวงกว้าง แต่การที่หลายภาคส่วนมาร่วมมือกันจุดพลุ เราเชื่อว่าในอีก 5 ปี รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าราคาจะถูกลง และความนิยมจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดพลังงานสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมอันยั่งยืน” นายทวีพล กล่าว

อีกหนึ่งจุดแข็งของเวิลด์ลีส คือ การเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อสองล้อรายแรกและรายเดียวที่มีบริการสมัครสินเชื่อรถจักรยานยนต์ด้วยตนเอง ผ่านเครื่อง "SAMM" ย่อมาจาก Self-Apply Machine for Motorcycle Loan เป็นเทคโนโลยีที่บริษัทได้พัฒนาออกมาช่วยให้ลูกค้าสามารถสมัครขอสินเชื่อได้ด้วยตัวเองที่ร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ เป็นความสะดวกสบายทั้งฝั่งลูกค้าที่ไม่จำเป็นต้องรอพนักงาน ลูกค้าสามารถสมัครสินเชื่อเช่าซื้อได้สะดวก ผ่านวิดีโอคอลกับ พนักงานของเวิลด์ลีส และทราบผลอนุมัติรวดเร็ว กรณีลูกค้านำเอกสารมาครบถ้วน สามารถทราบผลอนุมัติได้เร็วที่สุดภายใน 30 นาทีหากเอกสารครบ และฝั่งร้านค้าได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะร้านเล็กหรือร้านในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีพนักงาน และผู้ให้บริการสินเชื่อรายอื่นเข้าไม่ถึง แต่มีเครื่อง SAMM เข้าไปช่วย

บริษัทได้พัฒนา SAMM โมเดลแรกขึ้นมาในปี 2553 จากนั้นได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ SAMM เวอร์ชั่น 1 จนมาถึงเวอร์ชั่น 4 ที่ขนาดเครื่องเล็กลงและดีไซน์ทันสมัย ปัจจุบัน มีเครื่อง SAMM กว่า 400 เครื่อง และพร้อมขยายเพิ่มเติมตามปริมาณธุรกิจที่เพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ บริษัทมีโมบายแอพพลิเคชัน ชื่อว่า “SOM” application ย่อมาจาก WL e-Statement on Mobile ลูกค้าสามารถใช้มือถือดูข้อมูลการผ่อนชำระ และแสดงบาร์โค้ดใน app แทนบัตรเพื่อสแกนจ่าย ณ จุดรับชำระเงิน ที่เคาน์เตอร์เซอร์วิส เคาน์เตอร์ธนาคารต่างๆ ที่ทำการไปรษณีย์ เทสโก้โลตัส ทุกสาขา และเคาน์เตอร์ของเวิลด์ลีส

บริษัท เวิลด์ลีส เสนอผลิตภัณฑ์และบริการอันประกอบด้วย สินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และสินเชื่อเล่มทะเบียนรถจักรยานยนต์ ภายใต้ชื่อ “สองล้อแลกเงิน (2Wheels 2Cash)” ปัจจุบันบริษ้ทมีสาขารวม 16 สาขา ได้แก่ สาขากรุงเทพฯ (บางบอน) สาขานครปฐม ศูนย์สระบุรี ศูนย์โคราช สาขาขอนแก่น สาขาอุดรธานี สาขาสกลนคร สาขาบุรีรัมย์ สาขาชัยภูมิ สาขาศรีสะเกษ สาขาชลบุรี สาขาระยอง สาขาเชียงใหม่ ศูนย์พิษณุโลก สาขาเพชรบูรณ์ และสาขานครศรีธรรมราช ช่องทางติดต่อ บริษัท เวิลด์ลีส จำกัด โทรศัพท์ 0-2675-6300 e-mail : marketing@worldlease.co.th และ https://www.worldlease.co.th/

ธนาคารไทยพาณิชย์ จับอินไซต์กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลัง “เหนื่อย” ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย

posted Sep 19, 2019, 3:27 AM by Maturos Lophong   [ updated Sep 19, 2019, 3:40 AM ]


ธนาคารไทยพาณิชย์ จับอินไซต์กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่กำลัง “เหนื่อย” ต่อการทำธุรกิจในช่วงสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมส่งแคมเปญ “SME Fighto” (เอสเอ็มอี ไฟท์โตะ) ปลุกสปิริตนักสู้ผู้ประกอบการให้ไม่ยอมแพ้ และอาวุธใหม่ “มณี Free Solution” ผู้ช่วยเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร ให้ค้าขายราบรื่น ร่ำรวย เติบโตอย่างมั่งคั่ง ด้วยสามจุดเด่นที่ให้แบบฟรีๆ สำหรับเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท ได้แก่ 1) ฟรี! ค่าธรรมเนียมทุกประเภทเมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง รวมถึงฟรีบริการรับฝากเช็คข้ามเขต 2) ฟรี! อัพเกรดดอกเบี้ย บัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเดินสะพัดดอกเบี้ยสูงสุด 1% รับดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เมื่อฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 3) ฟรี! บริการ Co-working Space และสัมมนาต่อยอดธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ธนาคารยังได้เปิดตัวแม่มณีรุ่นใหม่ปี 2019 เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ เป็นตัวแทน “นักสู้” ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีชนะทุกอุปสรรค และเปิดตัว “มณีเกิร์ล” คนล่าสุดประจำปี 2019 “คริส หอวัง” เพื่อช่วยสร้างการจดจำในกลุ่มเป้าหมาย พร้อมปูพรมกิจกรรมสื่อสารการตลาดครบวงจรเพื่อขยายการรับรู้ และมุ่งหวังให้กำลังใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้อย่างครอบคลุมทั่วประเทศ

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลายมิติ อาทิ การเป็นผู้ผลิตสินค้าและบริการ การมีบทบาทต่อการจ้างงานของประเทศ เป็นจุดเริ่มต้นในการประกอบธุรกิจ เชื่อมโยงกับกิจกรรมขนาดใหญ่ และภาคการผลิตอื่นๆ โดยกว่า 99.8% ของผู้ประกอบการในไทยเป็นเอสเอ็มอี 50% ของการจ้างงานของธุรกิจในไทยมาจากเอสเอ็มอี และ 70% ของการผลิตของเอสเอ็มอีขายในประเทศ ดังนั้นเอสเอ็มอีจึงเป็นกลไกหลักเสริมสร้างรากฐานที่มั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นช่องทางในการกระจายรายได้ไปสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง แต่ทว่าเอสเอ็มอีก็เป็นกลุ่มที่มีความเปราะบางจากภาวะความกดดันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากปัจจัยลบจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดกระแส Digital disruption ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนไม่น้อยได้รับผลกระทบ เพราะปรับตัวไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง”

“ธนาคารไทยพาณิชย์ รับรู้และเข้าใจถึงสภาวะความกดดัน และความเหนื่อยล้าที่กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกำลังต้องเผชิญ จึงได้เร่งสานต่อแผนการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถดำเนินธุรกิจไปได้อย่างคล่องตัว ด้วยการประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมทุกประเภทสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยเมื่อทำผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง พร้อมเปิดตัวแคมเปญ “SME Fighto” ปลุกสปิริตนักสู้ผู้ประกอบการ และ “มณี Free Solution” ผู้ช่วยเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ค้าขายราบรื่น ร่ำรวย เติบโตอย่างมั่งคั่ง ด้วยสามโซลูชั่นสำหรับเอสเอ็มอี นอกจากนี้ธนาคารยังได้เปิดตัว “แม่มณี รุ่นใหม่” เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับเอสเอ็มอีเอาชนะทุกอุปสรรคและปัญหาที่เข้ามา” นางอภิพันธ์ กล่าว

นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวทางของธนาคารมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า (Customer Centric) นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์แล้ว ยังต้องเข้าใจบริบทและสภาพแวดล้อมของลูกค้าด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีซึ่งทุกวันนี้การทำธุรกิจต้อง

เผชิญกับปัจจัยแวดล้อมรอบด้าน และเพื่อเป็นการให้กำลังใจ ช่วยเหลือ และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากและเต็มไปด้วยความท้าทายเช่นนี้ได้ ธนาคารจึงได้นำเสนอ ‘มณี Free Solution’ ซึ่งประกอบด้วยสามจุดเด่น เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอีที่มียอดขายไม่เกิน 75 ล้านบาท ให้สามารถลดต้นทุนจากการทำธุรกรรม เติบโตอย่างมั่งคั่ง และสามารถต่อยอดธุรกิจได้ ด้วย 1) ฟรี! ค่าธรรมเนียมทุกประเภท เมื่อทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม และมีบัญชีมณีมั่งคั่ง รวมถึงฟรีบริการรับฝากเช็คข้ามเขต 2) ฟรี! อัพเกรดดอกเบี้ย บัญชีมณีมั่งคั่ง บัญชีเดินสะพัดดอกเบี้ยสูงสุด 1% รับดอกเบี้ยทุกสิ้นเดือน เมื่อฝากตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด 3) ฟรี! บริการ Co-working Space และสัมมนาต่อยอดธุรกิจ เพื่อช่วยผลักดันให้ธุรกิจของผู้ประกอบการก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น โดยธนาคารได้ปรับ Business Center ให้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของคนอยากทำธุรกิจ โดยร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ อาทิ ไปรษณีย์ไทย wongnai และ GET ที่จะมาร่วมมือในการช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา และให้บริการที่สนับสนุนการดำเนินงาน และต่อยอดการทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ และยังได้ร่วมมือกับ Class café สร้างสรรค์พื้นที่ Co-working Space ขึ้นภายใน Business Center ให้กลายเป็นพื้นที่พบปะและต่อยอดธุรกิจสำหรับผู้ที่คิดอยากทำธุรกิจ รวมถึงการให้ความรู้ผ่านงานสัมมนาต่างๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้ทดลองพัฒนาสาขาต้นแบบที่เปิดให้บริการธุรกรรมการเงินตลอด 24 ชั่วโมงขึ้นเป็นแห่งแรกของประเทศที่ Business Center สาขาสยามสแควร์ อีกด้วย” นางสาวอรรัตน์ กล่าว

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “แนวคิดแคมเปญ ‘SME Fighto’ มีที่มาจากการที่ธนาคารต้องการให้กำลังใจผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ให้สามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรค ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ดังนั้น นอกจากการนำเสนอ ‘มณี Free Solution’ ที่เปรียบเสมือนอาวุธใหม่ให้ผู้ประกอบการได้นำไปใช้แล้ว ธนาคารยังต้องการปลุกพลัง สร้างกำลังใจให้กับผู้ประกอบการเอาชนะทุกอุปสรรคด้วยการออกแบบ ‘แม่มณี’ รุ่นใหม่ปี 2019 เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ประกอบเอสเอ็มอีทั่วประเทศในการทำธุรกิจ หลังจากที่แม่มณีรุ่นแรกประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ”

“แม่มณี เป็นสัญลักษณ์ของการทำมาค้าขาย ดังนั้น เมื่อธนาคารต้องการช่วยเหลือ สนับสนุน และให้กำลังใจลูกค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีให้ลุกขึ้นมามีพลังใจในการต่อสู้ ‘แม่มณี’ จึงเป็นตัวแทนที่ดีที่สุดที่จะช่วยสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยดีไซน์ใหม่นี้ได้แรงบันดาลใจมาจาก ‘มวยคาดเชือก’ ที่สะท้อนถึงการ ‘สู้ไม่ถอย’ แบบไทยๆ ซึ่งเราอยากปลุกสปิริต ‘นักสู้ที่สู้ไม่ถอย’ ให้กับเอสเอ็มอีไทยทุกคน ให้มีพลังต่อสู้ อย่ายอมแพ้กับอุปสรรค และปัญหาต่างๆ นานาที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญ โดยแม่มณีรุ่นใหม่ปี 2019 นี้จะสวมชุดตะเบงมาน นุ่งโจงกระเบน มือคาดเชือก สวมมงคล มีท่าทาง และหุ่นที่ทะมัดทะแมง มีมัดกล้ามเล็กๆ ผิวสีน้ำผึ้ง พร้อมที่จะต่อสู้กับอุปสรรคทั้งปวง”

“และเพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ให้กับแคมเปญฯ ในวงกว้าง ธนาคารจึงได้วางแผนโปรโมทแคมเปญดังกล่าวในทุกช่องทาง ทั้งออนไลน์ และออฟไลน์แพลตฟอร์ม โดยอีกหนึ่งไฮไลท์ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับแคมเปญฯ คือ การเปิดตัว คุณคริส หอวัง ดาราสาวตัวแทนเจ้าของธุรกิจผู้มากความสามารถในฐานะ “มณีเกิร์ล” คนล่าสุด  โดยคุณคริสได้ร่วมแสดงภาพยนตร์โฆษณา ถ่ายทอดบทบาทการเป็นเจ้าของธุรกิจที่ต่อสู้กับการโดนตามเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ จนทำให้เกิดความเหนื่อยหน่าย และท้อใจ จนได้มาเจอมณีปี 2019 และมณี Free Solution จากไทยพาณิชย์ ทำให้คุณคริสมีกำลังใจที่จะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต่อไป” นายธนา กล่าว



#SMEมานี่ฟรี #สู้สู้นะ #มณีFreeSolution

‘เศรษฐกิจเอเชียหลังปิดม่านไม้ไผ่’

posted Sep 2, 2019, 9:11 PM by Maturos Lophong


ดร.โดนัล ฮานนา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ภูมิภาค กลุ่มซีไอเอ็มบี เปิดเผยว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนที่ขยายจากสงครามการค้าต่อเนื่องมาเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์เปรียบเหมือนกับการค่อยๆ ดึงม่านไม้ไผ่ลงมาปิดกั้นความสัมพันธ์ระหว่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิด 5 ประเด็นที่น่าจับตา ได้แก่

1. เทคโนโลยี 5G ในอนาคต สหรัฐและจีนต่างพัฒนาเทคโนโลยีของตัวเองโดยแยกจากกัน สหรัฐก็จะพัฒนาทางดานเทคโนโลยีทางหนึ่ง จีนก็พัฒนาเทคโนโลยีอีกทางหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคต้องเลือกว่าจะใช้เทคโนโลยีของใคร ส่งผลใหต้นทุนสูงขึ้น ประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง อาจจะกระทบกับไทยและอาเซียนได้เราต้องมาดูว่าจะต้องทำอย่างไรในภาวะเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน

2. เศรษฐกิจจีนชะลอลงจากสงครามการค้า แต่ที่เศรษฐกิจจีนกำลังโตตอนนี้เป็นการโตเหนือศักยภาพ ด้วยการอัดฉีดทางการเงินการคลัง จึงมีผลกระทบคือ เงินเฟ้อสูง ทำให้ต้นทุนสูงขึ้น

3. จีนเร่งโตโดยนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศจนขาดดุลบัญชีเดินสะพัด จากที่เคยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด 10% รวมถึงการท่องเที่ยวของชาวจีนด้วย จากการที่ชาวจีนออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศกันมาก หากจีนจำกัดการนำเข้าและการท่องเที่ยวจะกระทบกับจำนวนชาวจีนที่มาเที่ยวไทย


4. จีนเพียงเติบโตช้าแต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤต จีนมียอดสินเชื่อที่โตสูงเกินจีดีพี หากบริหารจัดการไม่ดี จะมีปัญหาผลกระทบกับไทยและอาเซียนได้ จึงเป็นเรื่องดีที่จีนพยายามรักษาเสถียรภาพเอาไว้ให้เกิดภาวะวิกฤต 

5. นักลงทุนนักวิเคราะห์มองว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 4 ครั้ง หรือ 1% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า แต่ซีไอเอ็มบีมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังไม่ถึงขั้นถดถอย การลดดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้แรงเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดไว้ เพราะฉะนั้นโอกาสที่เงินจะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ก็เป็นไปได้ โอกาสที่ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะกลับมาอ่อนค่าก็เป็นไปได้ ซึ่งเป็นผลดีกับบาท เพราะบาทแข็งค่อนข้างแรงและทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง เป็นผลดีกับภาคการลงทุน 

นอกจากนี้ มีความเสี่ยง 2 ประเด็น ที่ต้องจับตา 1. Brexit ไม่น่ากระทบไทยมากนัก ยกเว้นว่าจะลามไป EU 2. ทรัมป์จะทำอย่างไรในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปีหน้า ถ้าเศรษฐกิจที่ชะลอส่งผลให้คะแนนนิยมแย่ลง ทรัมป์อาจหันไปสู่กับอิหร่านเพื่อเพิ่มคะแนนความนิยมของตัวเอง หรืออาจไปสู้กับราคาน้ำมันทำให้ราคาสูงขึ้นเพื่อเป็นผลดีกับประเทศส่งออกน้ำมันอย่างสหรัฐ

ดังนั้น การปรับลดลงของม่านไม้ไผ่เป็นประเด็นที่ไทยและประเทศอาเซียนต้องระมัดระวัง ต้องพยายามเสริมความสัมพันธ์กันในอาเซียนให้เข้มแข็งขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะของความไม่แน่นอน และเร่งลดต้นทุนพร้อมสร้างประสิทธิภาพการผลิต

1-10 of 176