Bank & Insurance


สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์เบี้ยประกันชีวิตปี 63 ไม่มีการเติบโต

posted Feb 19, 2020, 2:05 AM by Maturos Lophong


สมาคมประกันชีวิตไทยคาดการณ์เบี้ยประกันชีวิตปี 63 ไม่มีการเติบโต 

สมาคมประกันชีวิตไทยแจงธุรกิจประกันชีวิตปี 2562 เติบโตลดลงที่ร้อยละ 2.63 ด้วยผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวม 610,914.11 ล้านบาท และมีอัตราความคงอยู่ของกรมธรรม์ที่ร้อยละ 80 คาดการณ์ปี 2563 ธุรกิจประกันชีวิตจะไม่มีการเติบโต โดยจะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม 610,000 ล้านบาท เหตุปัจจัยท้าทายรอบด้าน

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา ตัวเลขการเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตไม่สูงเหมือนในอดีตที่ผ่านมา สืบเนื่องมาจากปัจจัยท้าทายต่าง ๆ ที่ธุรกิจประกันชีวิตต้องเผชิญ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอันเป็นผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา มาตรการจากภาครัฐ อาทิ จากหลักเกณฑ์ในเรื่องมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS17 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล(Privacy Law) การยกระดับพฤติกรรมทางการตลาดของธุรกิจประกันชีวิต (Market Conduct) ที่กระทบต่อตัวแทนและนายหน้า ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนจากตัวเลขของช่องทางการเติบโตของแบงก์แอสชัวรันส์ที่ลดลงกว่าปีที่ผ่านมาถึง
ร้อยละ 10.66 นอกจากนี้ยังมีเรื่องของอัตราความเสียหาย จากคนกลางและการฉ้อฉลประกันภัย (Fraud & Abuse) โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการรับประกันสุขภาพ การเผชิญกับภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำที่กระทบต่อการลงทุนและผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต



จากปัจจัยท้าทายเหล่านี้ส่งผลให้ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม (มกราคม – ธันวาคม 2562) 610,914.11 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตลดลงร้อยละ 2.63 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จำแนกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 178,487.45 ล้านบาท อัตราเติบโตลดลงร้อยละ 1.07 โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 108,737.99 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.65 เบี้ยประกันภัยรับจ่ายครั้งเดียว 69,749.45 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 17.68 เบี้ยประกันชีวิตปีต่อไป (Renewal Year Premium) 432,426.66 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ 3.25 ซึ่งมีอัตราการคงอยู่ของกรมธรรม์ประกันชีวิตร้อยละ 80




สำหรับเบี้ยประกันภัยรับจำแนกตามช่องทางการจำหน่าย ปี 2562 เป็นดังนี้

อันดับ 1 การขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต จำนวน 315,616.85 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 51.66

หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.32 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 2 การขายผ่านธนาคาร จำนวน 250,564.71.ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 41.01

หรือเติบโตลดลงร้อยละ 10.66 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 3 การขายผ่านช่องทางการตลาดแบบตรง 14,908.58 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 2.44

หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.01 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา

อันดับ 4 การขายผ่านช่องทางอื่น ๆ 29,823.95 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 4.88

หรือเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.99 เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา


สำหรับปี 2563 คาดว่าธุรกิจประกันชีวิต จะมีเบี้ยประกันภัยรับรวม ประมาณ 610,000 ล้านบาท ไม่มีการเติบโต เหตุเพราะการดำเนินงานยังคงต้องเผชิญกับความกดดันจากปัจจัยท้าทายของปีที่ผ่านมาซึ่งยังคงมีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน รวมถึงปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้คาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (GDP) ของประเทศไทยในปีนี้ที่ร้อยละ 1.5 เหตุเศรษฐกิจของประเทศได้เผชิญกับปัจจัยลบจากการท่องเที่ยวที่หดตัวลงอันเป็นผลสืบเนื่องจากการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 สภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศจากปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่กล้าใช้จ่าย ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ไปกับปัจจัย 4 ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน และนำเงินบางส่วนไปใช้ชำระหนี้ภาคครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยกระทบด้านภูมิศาสตร์ ภาวะภัยแล้ง ภาวะการว่างงาน ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ผู้บริโภคมีความต้องการเฉพาะเจาะจง ธุรกิจประกันชีวิตจึงต้องมีการปรับตัว และมีการลงทุนเกี่ยวกับนวัตกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกัน digital disruption และสังคมสูงวัย ซึ่งเป็นได้ทั้งปัจจัยที่ท้าทายและปัจจัยส่งเสริมธุรกิจ



อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่อาจทำให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถเติบโตได้มาจากปัจจัยส่งเสริมและกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ เช่น การอนุมัติโครงการสาธารณูปโภค การเบิกจ่ายงบประมาณที่ยังคงค้าง การส่งเสริมการท่องเที่ยว และมาตรการส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตโดยหน่วยงานกำกับ ซึ่งล่าสุดได้มีประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันชีวิต / บริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2563 ออกเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 เพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจประกันภัยไทยให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยการเปิดกว้างให้บริษัทประกันสามารถลงทุนได้มากขึ้นในหลากหลายรูปแบบ


อีกทั้งยังมีปัจจัยส่งเสริมจากภาคธุรกิจ อาทิ บริษัทประกันชีวิตมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายตรงกับตามความต้องการของประชาชน และมุ่งพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้หลากหลาย นอกเหนือจากการจำหน่ายผ่านตัวแทนฯ เช่น การขายผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ ระบบออนไลน์ แอปพลิเคชันต่าง ๆ การขายผ่านร้านค้าสะดวกซื้อ เป็นต้น พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบการให้บริการให้ทันสมัย สะดวกสบาย และสร้างความประทับใจในการใช้บริการ เพื่อรองรับ Life Style ของลูกค้าแต่ละราย การตระหนักรู้ของประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมสู่วัยเกษียณ จึงทำให้ประชาชนให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยง การวางแผนคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การหาผลตอบแทนด้วยช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ที่ให้ทั้งความคุ้มครองและผลตอบแทนในแง่ของการลงทุน 

สำหรับทิศทางธุรกิจประกันชีวิตปี 2563 ธุรกิจประกันชีวิตจะต้องปรับลดการขายผลิตภัณฑ์ที่เคยให้ผลตอบแทนสูงเช่น Single Premium หรือแบบประกันชีวิตที่การันตีผลตอบแทนออกจากตลาด เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง โดยเน้นผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตควบการลงทุน เช่น ยูนิตลิงก์ (Unit- Linked ) ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองระยะยาว เช่น แบบประกันชีวิตตลอดชีพ แบบประกันบำนาญ สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพ

ถึงแม้ปี 2563 จะยังเป็นปีที่ท้าทายสำหรับธุรกิจประกันชีวิต หากแต่ยังมีความเชื่อมั่นว่าธุรกิจประกันชีวิตจะยังคงเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น เพราะธุรกิจประกันชีวิตมีความจำเป็นต่อการบริหารความเสี่ยงของคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจชะลอตัว ค่ารักษาพยาบาลที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทุกปีตามวิวัฒนาการทางการแพทย์ ตลอดจนการตระหนักรู้ของประชาชนจากภาวะโรคอุบัติใหม่ หรือการแพร่กระจายของโรค เช่น การระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครองชีวิตและค่ารักษาพยาบาลตามจำนวนเงินผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย

นอกจากนี้แล้วภาคธุรกิจยังได้มีการตั้งรับและเตรียมตัวอย่างดีต่อปัจจัยท้าทายรอบด้าน พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือทั้งจากทางภาคอุสาหกรรมและหน่วยงานกำกับ โดยมีสมาคมประกันชีวิตไทยเป็นแกนกลางในการประสาน พันธกิจต่าง ๆ ที่เป็นปัจจัยท้าทาย ทั้งในรูปแบบรับฟังความคิดเห็น การจัดตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยเพื่อทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เช่น ว่าจ้างที่ปรึกษาทางด้านกฎหมายมาช่วยแนะนำผลกระทบของธุรกิจประกันชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ต่อพรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล คณะทำงานเรื่องผลกระทบมาตรฐานรายงานทางการเงิน IFRS17 คณะทำงานเรื่องผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งนำไปสู่การทดสอบ RBC 2 การดำรงเงินกองทุน และคณะทำงานเกี่ยวกับความจำเป็นทางการแพทย์ โดยมีคณะกรรมการบริหารสมาคมเป็นประธานเพื่อกำกับและติดตามงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ธุรกิจประกันชีวิตสามารถแข่งขัน และเติบโตได้อย่างยั่งยืนไม่ว่าเศรษฐกิจจะมีทิศทางอย่างไรก็ตาม นายกสมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวเพิ่มเติม

‘Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019’

posted Feb 17, 2020, 1:10 AM by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศผลรางวัล 

‘Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019’

ยกระดับมาตรฐานบริการที่เป็นเลิศเพื่อมอบให้กับลูกค้า

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ โครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019 เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ‘Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019’ ให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้ให้บริการด้านการประกันสุขภาพร่วมกับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้อย่างดีเยี่ยม โดยมี นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ วารสารการเงินธนาคาร ในฐานะกรรมการด้านสื่อสารมวลชน นายแพทย์อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล Healthcare Quality & Accreditation Expert สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) ในฐานะกรรมการด้านการแพทย์ คุณวิลาสินี พุทธิการันต์ ที่ปรึกษาฝ่ายงานธุรกิจ Fix Broadband บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) ในฐานะกรรมการด้านการบริการ พร้อมด้วยนายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยงานจัดขึ้น ณ โรงแรม Swissotel Bangkok Ratchada

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้จัดโครงการ Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019 ขึ้นเป็นปีที่ 5 โดยตลอดทุกปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ซึ่งโครงการฯ ได้ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างบริษัทฯ และโรงพยาบาลคู่สัญญา 320 แห่งทั่วประเทศ ในการยกระดับการให้บริการด้านการคุ้มครองสุขภาพ เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่เป็นเลิศ มีมาตรฐาน และเกิดความพึงพอใจสูงสุด เป็นไปตามนโยบายหลักของบริษัทฯ ในการเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีความโดดเด่นด้านนวัตกรรม (Innovation) พร้อมก้าวเคียงคู่ไปกับลูกค้าในทุกช่วงของชีวิต พร้อมตอกย้ำจุดยืนนโยบาย “MTL Everyday Life Partner” ที่พร้อมเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิต โดยมุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีร่วมกัน ระหว่างผู้เอาประกันภัย โรงพยาบาล และบริษัทฯรวมไปถึงความร่วมมือกันในการพัฒนาบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่หันมาให้ความสำคัญและดูแลใส่ใจเรื่องของสุขภาพมากยิ่งขึ้น



โดยการมอบรางวัล Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019 แก่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้แบ่งออกเป็น


รางวัลสูงสุด “The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2019”

สำหรับโรงพยาบาลที่มีผลรวมคะแนนสูงสุดตามน้ำหนัก (Weight Score) ในแต่ละหัวข้อรางวัล



และรางวัลความเป็นเลิศ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ประกอบด้วย


1. รางวัลด้านความรวดเร็ว มีคุณภาพและเข้าใจความต้องการของลูกค้า

2. รางวัลด้านการริเริ่ม เปิดรับ ตอบรับนวัตกรรมใหม่

3. รางวัลด้านการบริหารจัดการทางการแพทย์

4. รางวัลด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร

5. รางวัลด้านการดูแลใส่ใจอย่างเป็นเลิศ






สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาโรงพยาบาลที่จะได้รับรางวัลดังกล่าว จะประเมินจากข้อมูล 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1. ความถูกต้อง ครบถ้วนของการให้บริการผ่านโครงการต่าง ๆ ของบริษัทฯ และส่วนที่ 2. ความพึงพอใจของลูกค้า ผู้เอาประกันภัยที่ใช้บริการในโรงพยาบาล โดยจะมีบริษัทให้บริการวิจัยการตลาดและการประเมินผลชั้นนำของโลกเป็นผู้สำรวจ ทั้งมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งด้านการแพทย์ ด้านการบริการ ด้านสื่อสารมวลชน และด้านสังคมและจริยธรรม ร่วมกันพิจารณาตัดสินรางวัลเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและน่าเชื่อถือ


นายสาระ กล่าวอีกว่า รางวัลดังกล่าวจะเป็นเครื่องตอกย้ำให้ผู้เอาประกันภัย มีความเชื่อมั่นในคุณภาพและบริการที่ได้รับ อีกทั้งยังสร้างความภาคภูมิใจแก่โรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับรางวัล และเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนผลักดันให้พนักงาน รวมถึงองค์กรได้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรมการบริการใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น

“ทิพยประกันภัย” ผนึกกำลัง “เวลธ์ติ”

posted Feb 12, 2020, 1:52 AM by Maturos Lophong


“ทิพยประกันภัย” ผนึกกำลัง “เวลธ์ติ”
ตอกย้ำความเป็น “Digital Insurance” ขายประกันภัย

Micro Insurance ผ่าน แอปฯ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย


บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านดิจิทัลอินชัวรันส์ ผนึกกำลัง
บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันผลิตภัณฑ์ทางการเงินบนมือถือ “WEALTHI” หรือเวลธ์ติ สร้างปรากฏการณ์การขายประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) ราคาประหยัดเพียง 100 บาท/ปี ทุน 100,000 บาท และพรบ.รถยนต์ ผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้มีโอกาสเข้าถึงการประกันภัย พร้อมขยายฐานลูกค้าใหม่ที่มีพฤติกรรมการใช้บริการและซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเงินผ่านมือถือ

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทิพยประกันภัย ยืนยันถึงนโยบายในการสนับสนุน Startup อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และ know how เกี่ยวกับการประกันภัย สำหรับในแอปพลิเคชัน “ WEALTHI“ นั้น เราได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Micro insurance เพื่อให้ความคุ้มครองที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของ WEALTHI ซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยให้สามารถเข้าถึงประกันภัยได้ง่ายขึ้น โดยเฟสแรก ทิพยประกันภัย ได้นำประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) ราคาประหยัดเพียง 100 บาท/ปี ทุน 100,000 บาท และพรบ.รถยนต์ เข้าไปให้บริการในแอปพลิเคชันก่อน หลังจากนั้นจะออกแบบผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าของ WEALTHI รวมถึงมอบสิทธิประโยชน์ต่างๆสำหรับสมาชิกที่มีประวัติดีอีกด้วย

ดร.สมพร กล่าวต่อว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากที่เราจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยราคาถูกแล้ว ยังเป็นการช่วยเหลือและช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงิน ให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยได้มีความมั่นคงอีกด้วย

นายธวัชชัย อิงบุญมีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด เปิดเผยว่า “การให้บริการของ WEALTHI ในปัจจุบัน ได้มุ่งเน้นไปยังกลุ่มผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินทั่วไปในตลาดโดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อจากธนาคาร โดย WEALTHI ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มนี้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ซึ่งในปัจจุบันลูกค้ากลุ่มดังกล่าวยังมีจำนวนน้อยที่มีการซื้อประกันภัย ดังนั้นการร่วมมือกับทิพยประกันภัย ออกแบบผลิตภัณฑ์ประกันภัยใน

รูปแบบดิจิทัลครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการให้บริการกับกลุ่มลูกค้า โดยจะเป็นการสร้างความสะดวกสบายในการซื้อประกันภัยอุบัติเหตุ (PA) และพรบ.รถยนต์ให้แก่ลูกค้า พร้อมทั้งเป็นการส่งเสริมให้ผู้ใช้บริการที่มีประวัติดีได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ประกันภัย ซึ่งจะช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ใช้บริการดีขึ้นในระยะยาว และ WEALTHI พร้อมที่จะร่วมมือกับทิพยประกันภัย เพื่อร่วมพัฒนาธุรกิจดิจิทัลใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต”

คุณเควก ฮองซิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท ฟินิกซิคท์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ให้บริการการระดมทุนผ่านระบบคราวด์ฟันดิง ภายใต้แพลตฟอร์ม สินวัฒนาคราวด์ฟันดิง เปิดเผยว่าการร่วมมือกันระหว่างบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท Startup อย่าง WEALTHI นั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้ Startup ของคนไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น และสนับสนุนนโยบายนี้เพื่อเป็นการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้นในระยะยาว

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน WEALTHI ได้ฟรี! ทาง Google Play หรือสอบถามข้อมูลได้ที่แฟนแพจ WEALTHI www.facebook.com/wealthiTH/

---------------------------------------------------

เกี่ยวกับบริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด


WEALTHI เป็นแพลตฟอร์มทางการเงินดิจิทัลที่ให้บริการสินเชื่อให้กับผู้ไม่สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การเงินของธนาคาร พร้อมกับการเสริมสร้างวินัยและความรู้ทางการเงิน WEALTHI ให้บริการโดยอาศัยการประมวลผลด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สามารถแก้ปัญหาทางด้านการเงินให้กับผู้ใช้งานได้อย่างถูกต้อง, รวดเร็ว, ไร้รอยต่อ และถูกต้องตามกฎหมาย สามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.wealthi.co หรือ โทร 02-917-1222

สร้างมิติใหม่ TQM ปิ้งไอเดีย Insurance Gifts

posted Feb 10, 2020, 10:13 PM by Maturos Lophong



สร้างมิติใหม่ TQM ปิ้งไอเดีย Insurance Gifts

มอบประกันเป็นของขวัญแทนใจปล่อยแคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก”

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น โดยทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ หรือ TQM สร้างมิติใหม่เขย่าวงการประกันต้นปีหนูทอง ปิ้งไอเดีย ชูแนวคิด มอบความห่วงใย ด้วยประกันภัยให้คนที่คุณรัก’ เปิดตัวแคมเปญใหญ่ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” ชวนพันธมิตรธุรกิจประกันร่วมแคมเปญ ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก ชูระบบการขายแบบใหม่ ‘Insurance Gifts ของขวัญจากความห่วงใย’ ซื้อประกันภัยได้ง่าย แค่คลิกผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำ InsurTech พร้อมเดินเกมการตลาดเชิงรุก ดึงคู่จิ้น “โบว์ - มิกค์” เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ครั้งแรก พร้อมเปิดตัวด้วยมิวสิคซีรี่ย์ “มากกว่าคำว่ารัก” เจาะใจลูกค้าทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย


ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ทุกครั้งที่เข้าสู่ช่วงวันเวลาแห่งความพิเศษ อาทิ วันวาเลนไทน์ วันเกิด วันปีใหม่ วันครบรอบแต่งงาน ฯลฯ คนส่วนใหญ่จะถ่ายทอดและแสดงออกถึงคนที่รักด้วยของขวัญพิเศษที่มีคุณค่า เป็นตัวแทนความรักความห่วงใยของผู้ให้ โดยจะต้องเป็นของที่ถูกคัดสรรแล้วว่าดีที่สุดและถูกใจคนรักมากที่สุด จึงเป็นที่มาของแนวคิด “ส่งมอบความห่วงใย ด้วยประกันภัยให้คนที่คุณรัก” ที่นำผลิตภัณฑ์ประกันภัยมาพัฒนาเป็นของขวัญเพื่อเป็นตัวแทนความห่วงใยที่คนทั่วไปสามารถซื้อและส่งมอบให้คนรัก และนับเป็นการสร้างมิติใหม่ให้กับวงการประกันภัย ของเมืองไทย


“ ทีคิวเอ็มต้องการสื่อสารให้คนเปลี่ยนมุมมองใหม่ เราอยากทำให้ประกันภัยกลายเป็นของขวัญชิ้นพิเศษที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ใช้งานได้จริง มีประโยชน์กับบุคคลอันเป็นที่รัก และสามารถส่งมอบให้กันได้ในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะวันพิเศษในช่วงต่าง ๆ เพราะทุกคนไม่สามารถอยู่กับคนที่เรารักเพื่อปกป้องและดูแลเขาได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่จะดีกว่าหากเราส่งมอบประกันเป็นของขวัญ เป็นหลักประกันให้คนที่เรารักได้อุ่นใจเสมอ ทีคิวเอ็มหวังว่าประกันจะเป็นของขวัญอีกหนึ่งอย่างที่คนจะนึกถึง เมื่อต้องมอบของขวัญให้คนที่คุณรักในแคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” 



ด้านดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ประกันภัยภายใต้แคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” จะถูกนำมาขายผ่านระบบการขายประกันออนไลน์แบบใหม่ที่ชื่อว่า “Insurance Gifts ของขวัญจากความห่วงใย” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน ลูกค้าสามารถซื้อประกันให้คนรักแบบง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของทีคิวเอ็ม ทั้งเฟซบุก ไลน์ และเว็บไซต์ ซื้อและส่งให้ผู้รับได้ทันทีเพียงไม่กี่ขั้นตอน เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ และตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน InsureTech ของทีคิวเอ็ม โดยมีผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลาย ซึ่งถูกพัฒนาและออกแบบเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าแบบเฉพาะกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มคู่รักหนุ่มสาว ความรักแบบครอบครัว ความรักแบบไม่จำกัดเพศ (LGBT) และความรักที่อยู่ในรูปแบบที่ไม่ใช่เพียงคนรัก


สำหรับแคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” ได้ดึงเอา 2 นักแสดงคู่จิ้นกระแสแรง “โบว์ เมลดา” และ “มิกค์ ทองระย้า” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ และใช้กลยุทธ์ Music Marketing เปิดตัวด้วยมิวสิคซีรี่ย์ “มากกว่าคำว่ารัก” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวความรักความห่วงใยด้วยการใช้ประกันภัยเป็นของขวัญแทนคำว่ารักและสร้างการรับรู้ออกไปในวงกว้าง โดยสามารถติดตามรับชมได้ทางช่องทาง Youtube TQM Insurance Broker พร้อมกันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


ผลิตภัณฑ์ประกันภัยภายใต้แคมเปญ “มากกว่าคำว่ารัก คือ หลักประกันที่ห่วงใย” เริ่มให้เลือกซื้อเป็นของขวัญสำหรับคนรักได้แล้ววันนี้ ผ่านการขายในระบบ Insurance Gifts ซึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถซื้อได้ง่ายๆ เบี้ยประกันภัยราคาเบา ๆ อาทิ ประกันภัยสุขภาพ ประกันภัยไวรัสโคโรนา ประกันภัยโรคมะเร็ง ประกันภัยอุบัติเหตุ ประกันการเดินทาง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ และโดยมีพันธมิตรบริษัทประกันภัยที่เข้าร่วมแคมเปญ 10 บริษัท ได้แก่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท สินทรัพย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท อาคเนย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน) บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จํากัด (มหาชน) บริษัท สินมั่นคง จำกัด (มหาชน) บริษัท แอลเอ็มจี ประกันภัย จํากัด (มหาชน) และบริษัท เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คลิกซื้อเพื่อส่งเป็นของขวัญแทนใจได้ง่ายๆ ทาง Line TQM Insurance Broker/ Facebook TQM Insurance Broker /IG TQM Insurance Broker และเว็บไซต์ [http://www.tqm.co.th%20หรือ]www.tqm.co.th หรือหากสะดวกช่องทางออฟไลน์สามารถซื้อและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่สายด่วน 1737 ตลอด 24 ชั่วโมง

“ธนาคารไทยพาณิชย์” ผนึกกำลัง “เคาน์เตอร์เซอร์วิส”

posted Feb 6, 2020, 8:56 PM by Maturos Lophong



“ธนาคารไทยพาณิชย์” ผนึกกำลัง “เคาน์เตอร์เซอร์วิส”

ต่อยอดแบงก์กิ้งเอเย่นต์ ด้วยบริการยืนยันตัวตน “ฉันเองคนนี้ที่เซเว่นฯ” ใช้ได้จริงเป็นรายแรก

· เชื่อมต่อประสบการณ์ออฟไลน์ทูออนไลน์ เตรียมพร้อมสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลเต็มรูปแบบในอนาคต



“ธนาคารไทยพาณิชย์” และ “บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด” สององค์กรยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ เดินหน้าสานต่อความสำเร็จจากความร่วมมือครั้งสำคัญต่อยอดแบงก์กิ้งเอเย่นต์ ประเดิมปี 2563 ด้วยการเตรียมพร้อมสู่การเป็น “ธนาคารดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ” (Fully Digital Banking) เปิดประตูสู่การเป็นลูกค้าธนาคารด้วยบริการ “ยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส” ในเซเว่นอีเลฟเว่น ซึ่งให้บริการได้จริงเป็นรายแรก ภายใต้แนวคิด “ฉันเองคนนี้ที่เซเว่นฯ” ที่นำเอาเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้ สำหรับลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการของไทยพาณิชย์มาก่อน (New to bank) เพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์) ของธนาคารด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาอีกต่อไป นับเป็น “ก้าวแรก” ก่อนต่อยอดสู่การใช้บริการทางการเงินอื่นๆ ในอนาคต อาทิ การเปิดใช้งาน SCB EASY การสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตร Planet SCB การขอสินเชื่อต่างๆ และการลงทุน เป็นต้น ทั้งนี้บริการนี้ได้ผ่านการทดสอบแซนด์บ็อกซ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ (Own sandbox) เป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป คาดหลังเปิดให้บริการจะสามารถขยายฐานเพิ่มลูกค้าใหม่ของธนาคารจากช่องทางนี้ได้กว่า 1 ล้านรายภายในสิ้นปี

นางอภิพันธ์ เจริญอนุสรณ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ความร่วมมือกับ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จของบริการแบงก์กิ้งเอเย่นต์ที่ได้เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา ในการเป็น Digital Financial Partnership ที่จะมาร่วมกันสร้างและพัฒนาขีดความสามารถเพื่อนำเสนอบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ให้กับลูกค้า เริ่มจากบริการฝากถอนเงินสดผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยในปี 2562 ที่ผ่านมามีปริมาณธุรกรรมในส่วนของการฝากถอนจำนวน 31,875 ล้านบาท แบ่งเป็นฝากจำนวน 31,776 ล้านบาท ถอนจำนวน 99.46 ล้านบาท เฉลี่ยปริมาณธุรกรรมฝากถอนต่อวันอยู่ที่ 185.3 ล้านบาท และจากการเรียนรู้ในปีที่ผ่านมา เราทั้งสององค์กรมีความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น แม้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการแบงก์กิ้งเอเย่นต์ที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จะยังไม่ใช่กลุ่ม Purely Digital แบบ 100% แต่ไม่ได้ปฏิเสธการเข้ามาของเทคโนโลยี รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีแต่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน ดังนั้น เราจึงเดินหน้าพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินใหม่ๆ ที่มีเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความคุ้นเคยและค่อยๆ ผลักดัน (Migrate) ลูกค้ากลุ่มนี้สู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม อันจะนำไปสู่การเป็นธนาคารดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต”

“โดยล่าสุดเราได้พัฒนาบริการ “ยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส” ในเซเว่นอีเลฟเว่น ภายใต้แนวคิด “ฉันเองคนนี้ที่เซเว่นฯ” นำเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) มาใช้สำหรับเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์) ของไทยพาณิชย์ด้วยตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องไปยืนยันตัวตนที่สาขาอีกต่อไป ก่อนต่อยอดสู่บริการทางการเงินอื่นๆ อาทิ การเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน SCB EASY การสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตร Planet SCB การขอสินเชื่อต่างๆ และการลงทุน เป็นต้น รองรับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการของธนาคารมาก่อน (New to bank) และกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young gen) ซึ่งความแข็งแกร่งด้านช่องทางและจุดให้บริการของเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่มีอยู่ทั่วประเทศ จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงประสบการณ์จากออฟไลน์สู่ออนไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ โดยบริการนี้ได้ผ่านการทดสอบแซนด์บ็อกซ์ของธนาคารไทยพาณิชย์ (Own sandbox) เป็นที่เรียบร้อย และพร้อมให้บริการแก่ลูกค้าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ธนาคารคาดว่าหลังจากเปิดให้บริการยืนยันตัวตนผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิสจะสามารถขยายฐานเพิ่มลูกค้าใหม่ของธนาคารจากช่องทางนี้ได้กว่า 1 ล้านรายภายในสิ้นปีนี้” นางอภิพันธ์ กล่าวเสริม


นายวีรเดช อัครผลพานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด กล่าวว่า “โดยก่อนหน้านี้เคาน์เตอร์เซอร์วิสและธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกันอำนวยความสะดวกในการเปิดบริการฝากถอนเงินสด ผ่านเลขบัญชีธนาคาร และผ่านแอปพลิเคชัน SCB EASY รวมถึงบริการสินเชื่อที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทุกสาขา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามากมาย และอีกครั้งความร่วมมือในครั้งนี้ได้พาเคาน์เตอร์เซอร์วิสก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการเป็นตัวแทนสถาบันการเงิน หรือแบงก์กิ้งเอเย่นต์ (Banking Agent) ซึ่งเรามีความยินดีที่ธนาคารไทยพาณิชย์ไว้ใจให้เราเปิดบริการใหม่ ครั้งแรกกับบริการยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีสแกนใบหน้า (Facial Recognition) เทียบเคียงการพิสูจน์ตัวตนที่ระดับ IAL 2.3 เพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถยืนยันตัวตนเพื่อเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์แบบไม่มีสมุด (ออนไลน์) ของธนาคารไทยพาณิชย์ด้วยตนเอง และใช้บริการอื่นๆ ของธนาคารได้ โดยลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปที่สาขาธนาคาร ซึ่งสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าให้มีความคล่องตัว เข้าถึงธนาคารได้ง่ายขึ้นด้วยจุดบริการลูกค้าเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง”

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำกลยุทธ์ “MTL Everyday Life Partner”

posted Feb 2, 2020, 8:03 PM by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำกลยุทธ์ “MTL Everyday Life Partner” 

ชูนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และบริการตอบโจทย์

พร้อมเดินหน้าสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืนในทุกช่วงของชีวิต

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่เมืองไทยประกันชีวิตได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ กระบวนการทำงาน และการให้บริการ รวมถึงยังเป็นผู้นำในการเสนอขายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางดิจิทัล ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายในรูปแบบเฉพาะบุคคล ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังถือเป็นปีที่สำคัญอีกปีหนึ่งสำหรับเมืองไทยประกันชีวิตที่สะท้อนถึงตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้มได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ด้วยการปรับภาพลักษณ์องค์กรครั้งใหญ่ (Brightening the Brand) ในรอบ 15 ปี ให้มีความสดใส ทันสมัย และเป็นสากล ภายใต้สโลแกน “Happiness Means Everything: เพราะความสุขคือทุกอย่าง” โดยมุ่งเน้นเรื่องของการส่งมอบความสุขในทุกด้านให้กับลูกค้า พนักงาน พันธมิตร สังคม และผู้ถือหุ้น อย่างยั่งยืน

ในด้านผลการดำเนินงานของเมืองไทยประกันชีวิต ในปี 2562 มีผลงานเบี้ยประกันภัยรับรวมอยู่ที่ 83,840 ล้านบาท แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยรับใหม่ 25,956 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยปีต่อไป 57,885 ล้านบาท มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็น Protection & Investment เมื่อเทียบกับผลงานเบี้ยประกันภัยรับใหม่ทั้งหมด สูงถึง 67% มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ Investment Linked อยู่ที่ 163% และมีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับรวมสำหรับผลิตภัณฑ์ในประเภทสัญญาเพิ่มเติมการประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงอยู่ที่ 11% เมื่อเทียบกับปี 2561 ในขณะที่ฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ประมาณ 531,000 ล้านบาท 

นายสาระ กล่าวว่า สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2563 เมืองไทยประกันชีวิตยังคงมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำที่นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุด ผ่านนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุก Journey ในรูปแบบที่มีความเฉพาะตัวของบุคคลมากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความมั่งคั่งและมั่นคงอย่างยั่งยืน ในทุกช่วงของชีวิตและทุกไลฟ์สไตล์แบบ End to End ได้อย่างเหมาะสม ตอกย้ำนโยบาย “MTL Everyday Life Partner” พร้อมยกระดับองค์กรสู่ความเป็นสากล ทันสมัย และสามารถรับมือกับโลกยุคดิจิทัลได้อย่างเต็มตัว


พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตที่หลากหลาย ดูแลครบถ้วนทั้งเรื่องความคุ้มครอง สุขภาพ และการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายในการเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 10/1 (Global) ซึ่งเป็นแบบประกันประเภท Index Linked ที่จะมาช่วยตอบโจทย์และเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าในยุคปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ด้วยการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุน โดยอ้างอิงการลงทุนจากดัชนี Citi Global Multi Asset Index ซึ่งบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญของ Citi ที่มี กลยุทธ์การลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในระยะยาวอย่างมั่นคง พร้อมให้ความคุ้มครองชีวิต 110% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เป็นระยะเวลา 10 ปี การันตีเบี้ยประกันที่จ่ายยังอยู่ครบเมื่อจบสัญญา และสามารถนำเบี้ยประกันที่จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ สัญญาเพิ่มเติมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความอุ่นใจเรี่องการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอก (OPD) สบายใจไม่ต้องนอนโรงพยาบาลก็จ่ายให้ โดยคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก สูงสุด 3,000 บาทต่อครั้ง รับความคุ้มครองปีละ 60,000 บาท(1) โดยสามารถแยกซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยนอกได้ โดยไม่ต้องซื้อร่วมกับความคุ้มครองผู้ป่วยใน (IPD) ซึ่งปกติ แบบประกันส่วนใหญ่ในตลาดจะต้องซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยในก่อนจึงจะมีสิทธิ์ซื้อความคุ้มครองผู้ป่วยนอกได้

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์อย่าง สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ ที่มอบความคุ้มครองดูแลแบบเหนือระดับที่มากกว่า สามารถเลือกความคุ้มครองได้ตั้งแต่ 20-100 ล้านบาทต่อปีกรมธรรม์ ล่าสุดได้มีการขยายอายุความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี สร้างความอุ่นใจและหมดกังวลเพราะความคุ้มครองสุขภาพจะอยู่ดูแลคุณไปจนแก่เฒ่า

นายสาระ ได้กล่าวถึงกลยุทธ์ช่องทางการขายของบริษัทฯ ในปี 2563 ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำการตลาดแบบหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channel) เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและเหมาะสมกับคนทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตัวแทนประกันชีวิตที่มุ่งสู่การเป็นผู้ออกแบบการเงิน ที่สามารถออกแบบ ให้คำปรึกษา และวางแผนการสร้างความมั่งคั่งทางการเงินที่เหมาะสมแก่ลูกค้าแต่ละราย การขายผ่านช่องทางธนาคาร โบรกเกอร์ รวมไปถึงการขายแบบประกันออนไลน์ ที่มุ่งขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น K Plus และ Shopee ตอกย้ำความเป็นผู้นำในการให้บริการด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ โดยบริษัทฯ ได้พัฒนาเทคโนโลยี ในชื่อ “BizBox” เพื่อสนับสนุนกระบวนการงานขายตั้งแต่กระบวนการก่อนการนำเสนอขาย ระหว่างการเสนอขาย และหลังการเสนอขาย เพื่อส่งมอบบริการด้านการวางแผนการเงินที่ดีและเหมาะสมกับลูกค้ามากที่สุด นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน CLMV ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะหาโอกาสในการขยายการลงทุนผ่านกลุ่มประเทศอื่นๆ โดยตอนนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในทางธุรกิจ





นายสาระ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทฯ ยังได้เปิดประสบการณ์ครบเครื่องการบริการที่เหนือระดับด้วยที่สุดของการบริการ ’MTL Smile Service ให้คุณคุ้มค่ามากกว่าแค่คุ้มครอง’ ด้วยรูปแบบการบริการที่หลากหลาย ตอบโจทย์ในทุก Lifestyle ที่คุณเลือก ทั้งนวัตกรรมการบริการและเทคโนโลยี พร้อมทีมงานที่คอยดูแลใส่ใจ รวมถึงสิทธิพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ช่องทางการติดต่อที่สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ โทร.1766 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Online Chat ผ่าน Muangthai.co.th รวมถึงบริการเลขาส่วนตัว บริการติดต่อประสานงานและจัดหาข้อมูลต่างๆ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมและสิทธิพิเศษอีกมากมายให้สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ เนื่องในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 16 ปีแห่งความสุข ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษ เพื่อแทนคำขอบคุณและความรักที่มีให้กันตลอดมา รวมถึงกิจกรรมและสิทธิประโยชน์อีกมากมายที่ให้สมาชิกฯ ได้เลือกสรรตลอด 365 วัน ทั้งในด้าน Health ดูแลสุขภาพจากโปรแกรมสุดคุ้ม พร้อมผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร และในด้าน Wealth เรียนรู้การลงทุนอย่างมั่งคั่งจากงานสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นพิเศษโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุน Lifestyle และได้เปิดตัวเปิดตัวหนังโฆษณาชุดใหม่ “ติ๊กทุกตอน” นำแสดงโดย “ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี” ซึ่งจะเผยแพร่ผ่านช่องทางโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ www.muangthai.co.th รวมถึงช่องทาง Social Platform อื่นๆ อย่าง YouTube Facebook Instagram และ Line Official ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 นี้เป็นต้นไป

ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ในชื่อ “MTL Click” โดยเป็นแอปพลิเคชันที่รวบรวมทุกบริการของเมืองไทยประกันชีวิต ที่สะดวก ครบ จบในแอปเดียว ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดย MTL Click ได้ถูกออกแบบมาให้อำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการหลังการขายที่แตกต่างกันไปตามบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเข้าระบบแบบ Biometric Login ที่สามารถเข้าได้ทั้งแบบ Face ID สแกนลายนิ้วมือ หรือการใส่ Pin Code การรวมบัตรประกันกลุ่มและประกันรายเดี่ยวไว้ในแอปเดียวในรูปแบบ Digicard รวมไปถึงการสรุปและรวมผลประโยชน์ตามประเภทกรมธรรม์ การค้นหาตำแหน่งโรงพยาบาลคู่สัญญา การติดตามและแจ้งเตือนสถานะการเคลม การขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลกรมธรรม์ การส่งคำขอเข้าถึงกรมธรรม์ของคนในครอบครัวและชำระเบี้ยประกันให้กันได้ ในขณะที่ช่องทางการชำระเบี้ย ลูกค้าสามารถเลือกชำระได้ผ่านบัตรเครดิต เคาน์เตอร์เซอร์วิส หรือผ่าน K Plus นอกจากนี้ได้มีบริการพบแพทย์ออนไลน์ (TeleMedicine) สำหรับผู้มีประกันสุขภาพกลุ่มกับเมืองไทยประกันชีวิต และสามารถรับยาตามสิทธ์ได้เสมือนการพบแพทย์ผ่านโรงพยาบาล รวมถึงบริการขอหนังสือรับรองการชำระเบี้ยประกันภัยเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นขอหักลดหย่อนภาษีฯ พิเศษสุดสำหรับสมาชิกเมืองไทย Smile Club สามารถรับสิทธิพิเศษได้ทั้งปี ภายใต้แคมเปญ “โหลด แรก รับ เลย” เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน MTL Click ครั้งแรก สามารถกดรับฟรี สิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย โดยตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ - 31 มีนาคม 2563 มีสิทธิ์กดรับฟรีรหัสส่วนลดแทนเงินสดเติมน้ำมัน PT มูลค่า 100 บาท ที่สถานีน้ำมัน PT ทุกสาขาทั่วประเทศ


ทั้งนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังเดินหน้าในการพัฒนาองค์กรและบุคลากรในทุกระดับ ให้สามารถทำงานได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นภายใต้โลกยุคใหม่ โดยล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้ทำการเปิด ศูนย์การเรียนรู้ “สรรค์สาระ” จังหวัดราชบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 48 ไร่ รายล้อมด้วยธรรมชาติและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้วยรูปแบบของอาคารและการจัดสรรพื้นที่ให้มีความโปร่งโล่งสบาย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมอาคารที่พักและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน โดยศูนย์การเรียนรู้ สรรค์สาระ จะเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาบุคลากรทั้งพนักงาน ตัวแทน รวมไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะนำไปสู่การคิดค้นและสร้างสรรค์สิ่งที่ดี ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างรอบด้าน พร้อมนำพาองค์กรให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และแข็งแกร่ง

“หัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจของ MTL ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมใหม่และมุ่งเน้นการปรับตัวให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์สู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม คิดค้นผลิตภัณฑ์ บริการ ที่สามารถเข้าถึงความต้องการของลูกค้าในทุกเพศทุกวัย พร้อมเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแบบเฉพาะตัว มุ่งมั่นเติบโตและก้าวไปอย่างมั่นคงเคียงข้างไปกับลูกค้า ด้วยความยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล พร้อมปฏิบัติตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้บนโลกในยุคดิจิทัล นอกจากนี้เมืองไทยประกันชีวิต ยังมีพันธมิตรที่สนับสนุนในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในไม่ว่าจะเป็น Fuchsia Venture Capital ช่วยเฟ้นหา Startup ที่มีศักยภาพ เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างนวัตกรรมใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยและวงการประกัน รวมถึงบริษัท ไอเจ็น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บริษัท เมืองไทย กรุ๊ป โฮลดิ้ง จำกัด เป็นบริษัทที่จะนำหลักการของปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence ในลักษณะของ Machine Learning หรือ Deep Learning มาช่วยในการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการพิจารณารับประกัน การพิจารณาสินไหม และในการพัฒนาเครื่องมือต่างๆให้กับทีมงานฝ่ายขายเพื่อเน้นการบริการดูแลลูกค้าและตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตให้ดียิ่งขึ้น รวมถึง “Gettgo” ซึ่งอยู่ภายใต้ บริษัท เมืองไทย โบรกเกอร์ จำกัด ที่คอยช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้เป็นอย่างดี และพร้อมส่งมอบบริการที่ดีเลิศให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ตาม” นายสาระ กล่าว.

หมายเหตุ

(1) ผู้เอาประกันภัยสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลแบบผู้ป่วยนอกได้ 1 ครั้งต่อวัน สูงสุดไม่เกิน 30 ครั้งต่อปี

เงื่อนไข

- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ใหม่เท่านั้น

- สัญญาเพิ่มเติม การรักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่มีผลบังคับอยู่

- โปรดศึกษารายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจทำประกันภัย

เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ หนุนโครงการประกวดไวรัลคลิประดับประเทศ

posted Jan 30, 2020, 9:36 PM by Maturos Lophong



เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ หนุนโครงการประกวดไวรัลคลิประดับประเทศ

เวทีปั้นครีเอทีฟยุคใหม่

นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทเจนเนอราลี่ ประเทศไทย (ที่ 1 จากซ้าย) พร้อมด้วย นางสาวช่อฟ้า ยุกตะนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดและบริหารลูกค้า (CMCO) กลุ่มบริษัท เจนเนอราลี่ (ไทยแลนด์) (ที่ 4 จากซ้าย) ได้ร่วมแสดงความยินดีกับทีม “Cam A” ทีมชนะเลิศ โครงการ X Campus Ads Idea Contest 2019 การประกวดไวรัลคลิประดับประเทศ ปีที่ 2 จากผลงานชุด “สู้ๆ นะลูก” ภายใต้โจทย์"เจนเนอราลี่ ประกันความรักคุณ" ทั้งนี้เจนเนอราลี่ ไทยแลนด์ ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนโครงการเพื่อส่งเสริมและเปิดโอกาสให้ นิสิต นักศึกษา ได้แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ ได้มีประสบการณ์จริง นอกห้องเรียน โดยมีนายสรรชัย ชัชรินทร์กุล (ที่ 2 จากซ้าย) และนางสาวพิชญาภา อิงคุทานนท์ (ที่ 3 จากซ้าย) เป็นตัวแทนทีมร่วมงาน

กสิกรไทยลุยธุรกิจในยุคความท้าทายรอบด้าน

posted Jan 29, 2020, 6:18 PM by Maturos Lophong



กสิกรไทยลุยธุรกิจในยุคความท้าทายรอบด้าน เดินหน้ายุทธศาสตร์ใหม่ จัดการความเสี่ยงเชิงรุก


ผนึกพลังพันธมิตร เพิ่มศักยภาพระดับภูมิภาค ด้วยเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อดูแลลูกค้าให้ดีที่สุดเสมอ

พลิกโฉมยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร ตั้งเป้าหมายเพิ่มอำนาจแก่ลูกค้าใช้ชีวิตและทำธุรกิจให้ดีที่สุด พร้อมรับมือยุคดิสรัปชั่น ด้วยบุคคลากรที่มีความสามารถควบคู่กับรูปแบบการทำงานที่คล่องตัวสูง

ตอกย้ำจุดแข็งบริการธนาคารที่มั่นคง ไว้ใจได้ ด้วยวัฒนธรรมการจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ดำรงความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร ระบบความปลอดภัย และป้องกันการทุจริตได้มาตรฐานสากล เตรียมใช้ AI เสริมประสิทธิภาพตรวจจับภัยไซเบอร์ พร้อมจัดการความเสี่ยงงานด้านเครดิตในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าต้องการ ด้วยการผนึกพลังพันธมิตรเชิงลึก ให้ลูกค้าใช้บริการอย่างไม่มีสะดุดบนแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่าง K PLUS กับแพลตฟอร์มของพันธมิตร ทั้งแลกคะแนนสะสมบัตรเครดิต ซื้อสินค้าบน K PLUS เพิ่มบัตรสมาชิกแบรนด์ดัง ปล่อยสินเชื่อ ดันสินเชื่อบุคคลเพิ่ม 1.78 แสนล้านบาท

ดูแลลูกค้าในโลกไร้พรมแดน CCLMVI ด้วย Digital Technology พร้อมแสวงหาพันธมิตรเพื่อเชื่อมต่อธุรกิจและตอบโจทย์ชีวิตชนชั้นกลางยุคใหม่ในภูมิภาคเอเชีย เผยอยู่ระหว่างเตรียมการยื่นขออนุญาตเพื่อการจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยี KAITAI TECH ที่เซินเจิ้น สร้างนวัตกรรมบริการข้ามประเทศที่แข็งแกร่ง

KBTG มุ่งสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีและบุคลากร เพื่อให้บริการลูกค้าในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ ตั้ง “KASIKORN X” สร้างรายได้ใหม่ให้แบงก์และสร้างฟินเทค ยูนิคอร์น บริษัทแรกของไทย พร้อมเป้าหมายเป็นบริษัทเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของอาเซียน ในปี 2565 เตรียมงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และด้านบุคลากรใน 3 ปีนี้ กว่า 17,000 ล้านบาท


ประกาศยุทธศาสตร์ใหม่ เพิ่มอำนาจแก่ลูกค้าในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจให้ดีที่สุด

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายใต้ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีโจทย์ท้าทาย ควบคู่กับบทบาทของเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดดิสรัปชั่นในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การใช้ชีวิตของลูกค้าเปลี่ยนไปอย่างมาก ดังนั้นธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อความอยู่รอด รวมถึงการสร้างศักยภาพพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

ธนาคารกสิกรไทยจึงกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ ที่ยังคงยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และกำหนดเป้าหมายสำคัญคือ การเพิ่มอำนาจให้ทุกชีวิตและธุรกิจของลูกค้า (To Empower Every Customer’s Life and Business) โดยธนาคารจะขับเคลื่อนธุรกิจบน 8 เส้นทางสู่การยกระดับองค์กร (8 Transformation Journeys) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใหม่ 8 ด้าน ที่จะตอบสนองชีวิตและธุรกิจของลูกค้าให้เดินหน้าต่อไปได้เสมอ ดังนี้

Ecosystem Orchestrator & Harmonized Channel-ร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศน์ทางธุรกิจ ผสานช่องทางบริการอย่างไร้รอยต่อเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน


Intelligent Lending-ปล่อยสินเชื่อรายบุคคลจากฐานข้อมูลอัจฉริยะ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สอดคล้องกับความเสี่ยง

Proactive Risk & Compliance Management-การจัดการความเสี่ยงในเชิงรุก ป้องกันความเสียหาย และติดตามต่อเนื่อง

New Growth in Regional Market-แสวงหาโอกาสและการเติบโตในตลาดระดับภูมิภาค


Data Analytics-ศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูล จะเป็นหัวใจในการสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดการ

Cyber Security & IT Resilience-ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความสามารถในการจัดการทางไอทีที่รวดเร็ว

Performing Talent and Agile Organization – ส่งเสริมให้บุคลากรมีทักษะความสามารถและร่วมกันขับเคลื่อน ด้วยการทำงานแบบ agile ที่มีความคล่องตัวสูง

Modern World Class Technology Capability-เพิ่มศักยภาพองค์กรด้วยเทคโนโลยียุคใหม่มาตรฐานระดับโลก

นางสาวขัตติยา กล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดเวลา 75 ปีที่ทำธุรกิจ ธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้นำด้านการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญอีกครั้งหนึ่งที่ธนาคารพร้อมเดินหน้า และหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงในทุกครั้ง คือ บุคลากรที่มีคุณภาพและวัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่ที่มีร่วมกัน ได้แก่ การมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer at Heart) ประสานความร่วมมือ (Collaboration) เสริมสร้างนวัตกรรม (Innovativeness) และทำงานคล่องตัว (Agile)

ธนาคารกสิกรไทยจะส่งมอบพลังการขับเคลื่อนลงไปยังบุคลากรทุกภาคส่วนของธนาคาร เพิ่มทักษะจำเป็นในยุคสมัยใหม่ ส่งเสริมให้พนักงานมีความสามารถ และมีอำนาจในการทำงานที่ลื่นไหล คล่องตัว พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันคือการเพิ่มอำนาจให้แก่ลูกค้าในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจ ด้วยบริการที่เชื่อถือได้ สะดวก และเข้าถึงการใช้ชีวิตอย่างไร้รอยต่อ พร้อมรองรับการใช้งานข้ามประเทศและขยายโอกาสของผู้ประกอบการสู่ตลาดที่มีศักยภาพในระดับภูมิภาค เพื่อขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เข้มแข็งและเดินหน้าได้อย่างมั่นคงเสมอ 


จัดการความเสี่ยงเชิงรุก ดูแลทุกมิติ เตรียมใช้ AI ตรวจจับภัยไซเบอร์ 

มองไกลความเสี่ยงต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ให้สินเชื่อ และลงทุนภายใต้ ESG

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้ผู้คนเข้าถึงบริการได้สะดวกและง่ายขึ้นทำให้ธุรกิจขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นควบคู่กับธุรกิจและไม่เคยหยุดนิ่งเช่นกัน (Risks never sleep) สร้างความกังวลให้แก่ลูกค้าธนาคาร 3 เรื่องหลัก คือ กังวลเรื่องความปลอดภัย (Secure) กังวลเรื่องความถูกต้อง (Correct) กังวลเรื่องความน่าเชื่อถือ (Trustworthy)

ในการขับเคลื่อนธนาคารไปสู่เป้าหมายการเพิ่มอำนาจให้ทุกชีวิตและธุรกิจของลูกค้า สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ การจัดการความเสี่ยง สร้างความแข็งแกร่งของธนาคาร ลดความกังวลให้แก่ลูกค้า เพื่อที่จะพร้อมก้าวไปข้างหน้ากับธนาคารอย่างมั่นใจ ธนาคารกสิกรไทยเดินหน้า บริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Risk Management) ควบคู่กับการปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไป จึงครอบคลุมทุกมิติการจัดการความเสี่ยงของธุรกิจ โดยธนาคารมีมุมมองในการจัดกลุ่มความเสี่ยง และแนวทางการบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน แบ่งเป็น 3 แกนหลัก ดังนี้

1) การจัดการความเสี่ยงพื้นฐานจากการให้บริการทางการเงิน (Banking Services) สถาบันการเงิน ในทุกยุคสมัยต่างก็ต้องเผชิญและรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ เช่น ความเสี่ยงด้านความเชื่อมั่นที่นำไปสู่การถูกถอนเงินฝากจำนวนมาก ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องที่อาจทำให้ธนาคารไม่สามารถจ่ายเงินให้เจ้าหนี้และนำไปสู่การล้มละลาย (Payment Default) ความเสี่ยงจากการปฏิบัติงานผิดพลาด (Operational Error) และความเสี่ยงด้านการทุจริตที่อาจทำให้ธนาคารสูญเสียเป็นจำนวนมาก (Fraud and Theft)

เพื่อจัดการความเสี่ยงในกลุ่มแรกนี้ ธนาคารใช้มาตรการรักษาความมั่นคงทางการเงินไว้ เพื่อให้ธนาคารยังคงอยู่ได้ และปกป้องเงินฝากและเงินลงทุนของลูกค้าไว้ได้ ด้วยการดำรงสัดส่วนเงินกองทุน และสัดส่วนด้านสภาพคล่องที่สูงกว่าหลักเกณฑ์กำหนดมาตลอด ปัจจุบันธนาคารมีการดำรงอัตราส่วนเงินกองทุน หรือ CAR ที่ 19.62% คิดเป็น 171% ของหลักเกณฑ์ที่กำหนด มีสัดส่วนด้านสภาพคล่อง หรือ LCR ที่ 188% ของหลักเกณฑ์กำหนด นอกจากนี้ ได้มีการทำ Stress Testing กับเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงกฎระเบียบใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนแปลง การทำแผนสำรองการดูแลเงินกองทุนและสภาพคล่องและทำการทดสอบแผนเป็นประจำ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในด้านการบริหารและการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเข้าใจลูกค้า และความเสี่ยงของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ธนาคารให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรมต่าง ๆ ระหว่างลูกค้ากับธนาคาร และการนำเสนอบริการที่ประทับใจแก่ลูกค้า โดยมีการติดตั้งระบบการตรวจจับรายการทุจริต (Fraud Monitoring) ทั้งในส่วนของ Transaction Fraud, Application Fraud และ Internal Fraud Monitoring มีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 500 ล้านบาท โดยเฉพาะในส่วนของ Transaction Fraud Monitoring ที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ในปี 2560 ทำให้อัตราส่วนรายการทุจริต (Fraud to Sales Ratio) ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีอัตราส่วนที่ต่ำที่สุดเทียบกับผู้ให้บริการรายอื่น และค่าเฉลี่ยของประเทศ ส่งผลให้ธนาคารได้รับรางวัล VISA Champion Security Award (Southeast Asia) ประจำปี 2019

2) การจัดการความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากบริการที่เป็นดิจิทัล (Digital Transformation) ปัจจัยเสี่ยงที่ธนาคารต้องบริหารจัดการ จะประกอบด้วยความเสี่ยงจากความไม่เสถียรของระบบการให้บริการ (Service Instability) ความเสี่ยงจากภัยบนโลกไซเบอร์ (Cyber Risk) และความเสี่ยงด้านการดูแลข้อมูลของลูกค้า (Data Protection and Privacy Risk) การจัดการความเสี่ยงจากบริการที่เป็นดิจิทัล จึงมีเป้าหมายสำคัญเพื่อทำให้บริการของธนาคารลื่นไหล สะดวก และปลอดภัยสูงสุด โดย “คน” เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในมุมต้นทางของความเสี่ยงและการเป็นกำลังสำคัญในการป้องกัน ธนาคารจึงมีการทำงานเพื่อจัดการความเสี่ยงจากบริการที่เป็นดิจิทัล 4 ด้าน ได้แก่

ด้านมาตรฐาน ให้ความสำคัญกับการดำเนินการให้ได้ตามมาตรฐานด้านความปลอดภัยสากล เพื่อปกป้องภัยด้านไซเบอร์ และข้อมูลของลูกค้า

ด้านพนักงาน ผ่านโครงการ Cyber DNA โดยทำให้พนักงานมีความตระหนัก และมีพฤติกรรมที่ปลอดภัยจากความเสี่ยงด้านไซเบอร์ และข้อมูลรั่วไหล

ด้านลูกค้า ผ่านโครงการ สติ โดยการส่งเสริมความรู้ให้แก่ลูกค้าธนาคาร กระตุ้นให้ลูกค้าตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลตัวเอง ด้วยความมีสติ ในการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล

ด้านการทำงานร่วมกับบุคคลที่ 3 โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงานและกระบวนการทำงานต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ให้บริการและพันธมิตรของธนาคารมีมาตรฐานการดูแลความเสี่ยงด้านไซเบอร์และข้อมูลของลูกค้าที่เทียบเคียงได้กับมาตรฐานของธนาคาร

นอกจากนี้ ในปี 2563 ธนาคารกสิกรไทยจะมีการยกระดับการให้ความสำคัญในการดูแลเรื่องความปลอดภัยบน ไซเบอร์ (Cyber Security) และความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้า (Customer Data Privacy) ในระดับสูงสุด และจะมีการนำเทคโนโลยีด้าน AI และ Machine Learning มาใช้ในการตรวจจับ Cyber Crime และ Cyber Risk

3) การจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Integration) ธนาคารกสิกรไทยตั้งเป้าหมายการเป็นพลเมืองที่ดีของโลก เพื่อสร้างผลลัพธ์และคุณค่าที่ยั่งยืนแก่สังคมและประเทศชาติ ด้วยการดำเนินงานบนรากฐานของการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืนที่คำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ภายใต้หลักธรรมาภิบาลที่ดีและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม เช่น การมีนโยบายและกระบวนการการให้สินเชื่อที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และมีการกำหนดประเภทเครดิตที่ธนาคารไม่ให้การสนับสนุนสินเชื่อ (Exclusion List) เพื่อให้มั่นใจว่าธนาคารจะไม่สนับสนุนกิจการที่สร้างผลกระทบเชิงลบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และต่อชื่อเสียงของธนาคาร ขณะเดียวกันธนาคารซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของต้นทางในการส่งเสริมสังคมให้ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าว ยังได้ส่งเสริมการสร้างผลกระทบเชิงบวกจากโอกาสทางธุรกิจ (Positive Impact Financing) โดยธนาคารให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ธุรกิจที่คำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ดังนี้

สินเชื่อพลังงานทดแทน ได้แก่ สินเชื่อพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานขยะ เป็นต้น โดยในปี 2562 ธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อกว่า 6,300 ล้านบาท กำลังการผลิตกว่า 800 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าหมายปี 2563 จะมีส่วนแบ่งการตลาดด้านกำลังการผลิต (เมกะวัตต์) เป็น 15% ของตลาดในประเทศ ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกของประเทศไทย

สินเชื่อเพื่อการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ สินเชื่อเพื่อติดตั้ง Solar Rooftop สินเชื่อเพื่อปรับปรุงอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สินเชื่อเพื่อปรับปรุงกระบวนการเพื่อลดการใช้พลังงานในสถานประกอบการ เป็นต้น ในปี 2562 ธนาคารมีการให้สินเชื่อกว่า 2,000 ล้านบาท ตั้งเป้าปี 2563 จะมียอดสินเชื่อที่ 2,400 ล้านบาท

สินเชื่อเพื่อการสนับสนุนด้านสังคม ได้แก่ โครงการสนับสนุนให้เกิดการเข้าถึงบริการพื้นฐานที่จำเป็นในสังคมเป็นการสนับสนุนเงินกู้ให้แก่ผู้เกษียณอายุ โครงการสนับสนุนให้เกิดการจ้างงานในสังคม (Employment Generation) เป็นการสนับสนุนกลุ่มเอสเอ็มอีและกิจการร้านค้าย่อยรายเล็กในชุมชน โครงการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจแฟรนไชส์ เป็นต้น ในปี 2562 ธนาคารให้สินเชื่อกลุ่มนี้รวมกว่า 7,600 ล้านบาท และตั้งเป้าปี 2563 จะมียอดสินเชื่อที่ 7,730 ล้านบาท

ธนาคารมียอดการออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน มาตั้งแต่ปี 2561 จำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และตั้งเป้าหมายว่าธนาคารจะออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนเพิ่มเติมอีกในอนาคต นอกจากนี้ ธนาคารได้มีการลงทุนในหุ้นกู้สีเขียว (Green Bond) ในปี 2562 มูลค่า 1,841 ล้านบาท และตั้งเป้าจะลงทุนในปี 2563 เพิ่มเติมอีก 300-500 ล้านบาท

นายปรีดี กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดแข็งของกสิกรไทยในเรื่องการบริหารความเสี่ยงก็คือ มุ่งเสริมสร้างการบริหารความเสี่ยงให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร (Risk Culture) สร้างวินัยที่ดีในการบริหารความเสี่ยง ทำอย่างต่อเนื่อง และอยู่ในทุก ๆ การตัดสินใจและการดำเนินงาน จนฝังรากลึกเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมกสิกรไทย เพราะความเสี่ยงไม่เคยหลับ เราจึงตื่นอยู่เสมอเพื่อจัดการความเสี่ยง

ทั้งหมดนี้ เพื่อให้ลูกค้ามีความสบายใจเมื่ออยู่กับเรา หมดความกังวลใจ ทั้งเรื่องความปลอดภัยในทรัพย์สินและข้อมูล ความถูกต้องของการทำธุรกรรมและไว้ใจได้ เพราะธนาคารมีการบริหารความเสี่ยงที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายได้ ทำให้ธนาคารดำรงความแข็งแกร่ง น่าเชื่อถือ พร้อมเพิ่มอำนาจให้ลูกค้าในการใช้ชีวิตและทำธุรกิจได้อย่างไร้ความกังวล


ผนึกพันธมิตรสร้างบริการไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ดันสินเชื่อบุคคลเพิ่ม 1.78 แสนล้านบาท

นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ถึงแม้พฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มใช้ดิจิทัลแบงกิ้งเพิ่มขึ้น โดยปริมาณธุรกรรมผ่าน K PLUS เพิ่มขึ้นกว่า 200% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แต่จำนวนการทำธุรกรรมผ่านช่องทางสาขายังมีปริมาณมากเช่นกัน โดยมีปริมาณเกินกว่า 100 ล้านรายการ และเป็นรายการที่เกี่ยวข้องกับเงินสดและการยืนยันตัวตนเพื่อเปิดใช้บริการธุรกรรมการเงินต่าง ๆ ที่สาขา (Authentication) ธนาคารจึงยังคงให้ความสำคัญกับความหลากหลายของช่องทางหรือแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่ลูกค้าใช้บริการ เพื่อให้ลูกค้าของธนาคารได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ตั้งเป้าทำให้บริการของธนาคารไปอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าต้องการใช้บริการทางการเงินต่าง ๆ

ธนาคารกสิกรไทยจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศในการสร้างอีโคซิสเต็ม (Ecosystem) เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ต่าง ๆ ของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มการเดินทาง เช่น Grab แพลตฟอร์มโซเชียล มีเดีย เช่น Facebook และ LINE กลุ่มธุรกิจค้าปลีกยักษ์ใหญ่ เช่น Central JD FINTECH และ JD Central กลุ่มธุรกิจพลังงาน เช่น PTTOR สถาบันการศึกษา เช่น โครงการ CU NEX ที่ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เช่น Lazada และ Shopee รวมถึงความร่วมมือกับกลุ่มสตาร์ทอัพ เช่น YouTech ประเทศสิงคโปร์ พร้อมประสานความร่วมมือด้วยแนวคิด “Better Together” ร่วมกันพัฒนาแพลตฟอร์มหรือโซลูชันที่ทำให้รูปแบบการใช้จ่ายของลูกค้าในแต่ละธุรกิจ ในทุกช่องทางเชื่อมโยงกัน และลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีในการใช้จ่ายที่สะดวกสบาย ต่อเนื่องไม่มีสะดุด

นายพัชร กล่าวต่อว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ธนาคารได้นำศักยภาพด้านดิจิทัล แบงกิ้ง และความเชี่ยวชาญในการให้บริการโซลูชันทางการเงินอย่างครบวงจร ประสานกับจุดแข็งของพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ สร้างโซลูชันที่ยกระดับการให้บริการของแพลตฟอร์มไปด้วยกัน โดยได้ร่วมกันพัฒนาศักยภาพการให้บริการของ แอปพลิเคชันหรืออี-วอลเลต (e-Wallet) ที่ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างเทคโนโลยี “Powered by KBank” รวมถึงการเชื่อมโยงกับแอปพลิเคชัน K PLUS ทำให้ลูกค้าที่ใช้บริการของทั้งธนาคารและพันธมิตร สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์หลากหลายรูปแบบได้ง่าย และสะดวกมากยิ่งขึ้น

จากความร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบันนี้ ธนาคารและพันธมิตรสามารถให้บริการกับลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ ลูกค้าสามารถใช้บริการต่าง ๆ ได้อย่างไม่มีสะดุดบนแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่าง K PLUS ของธนาคารกสิกรไทยกับบนแพลตฟอร์มของพันธมิตร ได้แก่

1) เชื่อมโยงการให้บริการระหว่างธนาคารกับลูกค้าของกลุ่มพันธมิตรด้วยโครงสร้างเทคโนโลยี ‘Powered by KBank’ เชื่อมต่อทุกอย่างให้ใช้งานได้อัตโนมัติจบในแอปพลิเคชันเดียว ไม่ต้องออกจากแอปฯ เพื่อจ่ายเงินหรือเติมเงิน เพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการชำระเงินของลูกค้า เช่น การพัฒนาอี-วอลเลต Blue CONNECT, GrabPay, YouTrip, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทำให้ธนาคารสามารถให้บริการกับกลุ่มลูกค้าพันธมิตรรวมกว่า 1.3 ล้านราย

2) เพิ่มศักยภาพการให้บริการบนแพลตฟอร์ม K PLUS โดยเชื่อมโยงฐานข้อมูลลูกค้าที่ใช้บริการของพันธมิตรต่าง ๆ กับลูกค้าที่ใช้บริการของธนาคารเข้าด้วยกัน โดยมี K PLUS เป็นช่องทางหลักในการให้บริการ ประกอบด้วย 2 ฟีเจอร์ ได้แก่ 1) เพิ่มบัตรสมาชิก (Add Card) โดยลูกค้าสามารถเพิ่มบัตรสมาชิกของแบรนด์ต่าง ๆ ได้บน K PLUS ทั้งสิ้น 13 แบรนด์ เช่น AIS Points, AirAsia BIG Loyalty, PTT Blue Card, The1 ทำให้ลูกค้าไม่ต้องพกบัตร สามารถเช็คคะแนนสะสม รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ และ 2) ลูกค้าสามารถชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยคะแนนสะสมบัตรเครดิตใน K+ Market เป็นช่องทางในการแลกคะแนนบัตรเครดิตกสิกรไทยที่มีฐานลูกค้าถือบัตรกว่า 2.97 ล้านบัตร ทำให้ลูกค้ามีทางเลือกในการซื้อสินค้าหรือบริการด้วยเงินสดหรือคะแนนสะสมบัตรเครดิตได้ทันที และเพิ่มโอกาสการขายให้กับผู้ขาย ในปีที่ผ่านมา มีลูกค้าใช้คะแนนบัตรเครดิตกสิกรไทยเพื่อแลกซื้อสินค้าหรือบริการรวมกว่า 1,400 ล้านคะแนน

3) บริการสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกันบน K PLUS ตั้งแต่ปีที่แล้ว ธนาคารได้เริ่มให้สินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน ผ่านแพลตฟอร์มของธนาคารทุกช่องทาง รวมถึงการให้บริการสินเชื่อบน K PLUS และการเข้าถึงแพลตฟอร์มของพันธมิตรต่าง ๆ และในปีที่ผ่านมา ธนาคารได้ร่วมกับบริษัท LINE Financial จัดตั้งบริษัท กสิกรไลน์ จำกัด โดยเตรียมเปิดให้บริการสินเชื่ออย่างเต็มรูปแบบ ภายใต้แบรนด์ LINE BK ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2563 นี้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนขนาดเล็กทั้งลูกค้าทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างต่อเนื่อง รวดเร็ว สะดวกสบาย ในปี 2562 ที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคลแบบไม่มีหลักประกัน (Unsecured Lending) ได้รวมกว่า 36,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในปี 2563 ธนาคารตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อบุคคล (Consumer Lending) เพิ่ม 178,000 ล้านบาท เติบโต 30% จากปี 2562

คว้าโอกาสยุคแห่งเอเชีย ขออนุญาตจัดตั้งบริษัทเทคโนโลยี KAITAI TECH ที่เซินเจิ้น

ออกแบบและสร้างนวัตกรรมควบคู่กับขยายช่องทางใน CCLMVI

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภายใต้ภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่มีปัจจัยท้าทายรอบด้าน ธนาคารเชื่อมั่นในศักยภาพของภูมิภาคเอเชียที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกโดยเฉพาะ CCLMVI ในปี 2562 เอเชียมีจำนวนชนชั้นกลางคิดเป็น 57% ของชนชั้นกลางทั้งโลก และคาดว่าในปี 2573 จะเพิ่มเป็น 67% ทั้งนี้ชนชั้นกลางกลุ่มนี้จะเป็นคนกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีมาตอบโจทย์การดำเนินชีวิต (New Middle Class) ประกอบกับเอเชียยังเป็นขุมกำลังสำคัญทางเทคโนโลยีของโลก พบว่า ในปี 2560 มีการยื่นขอสิทธิบัตรจากฝั่งเอเชียคิดเป็น 65% ของทั้งโลก มีสตาร์ทอัพยูนิคอร์นเกิดขึ้นในเอเชีย 33% ของทั้งโลก ทำให้เชื่อว่าเวลานี้เป็นโอกาสสำคัญที่นักธุรกิจไทยจะขยายตลาด นำสินค้าและบริการไปสู่ภูมิภาคอาเซียน +3

ธนาคารกสิกรไทยใช้กลยุทธ์ Asset-Light Regional Digital Expansion ในการขยายตลาดในภูมิภาคเพื่อสร้างช่องทางการเข้าถึงตลาดลูกค้าต่างประเทศและนำเสนอบริการรองรับการทำธุรกรรมและธุรกิจข้ามประเทศของลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านความสามารถของธนาคารโดย

1) สร้างเครือข่ายบริการผนวกกับการเสาะหาพันธมิตร (Partnering) ประกอบด้วยเครือข่ายบริการของธนาคารกสิกรไทยในรูปแบบสำนักงานผู้แทน สาขา และธนาคารท้องถิ่น รวม 14 แห่งในภูมิภาค และการสร้างพันธมิตรธนาคารในภูมิภาค 72 ธนาคาร คาดว่าในปี 2563 จะมีความคืบหน้าของการจัดตั้งสาขาหรือการหาลู่ทางการทำธุรกิจธนาคารในประเทศเมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่วนประเทศจีนมีแผนขยายธุรกิจใหม่

2) การแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Scouting and matching) ผ่านบริษัท K-Vision ที่เฟ้นหาสตาร์ทอัพทั่วโลก ด้วยการเข้าเป็นพันธมิตร การเข้าไปลงทุน และการซื้อเทคโนโลยี โดย K-Vision มีดิจิทัลแลบ 5 แห่ง ที่ กรุงเทพฯ จาการ์ต้า โฮจิมินห์ซิตี้ เซินเจิ้น และเทลอาวีฟ อยู่ในกระบวนการคัดเลือกเทคพาร์ทเนอร์อย่างเข้มข้น โดยคาดว่าบริษัทที่มีศักยภาพในการเป็นพันธมิตรจะมีจำนวนมากถึงกว่า 1,000 บริษัท เพื่อใช้ Digital Technology เข้ามาตอบโจทย์ในการธุรกรรมทางการเงินและเชื่อมโยงสู่ลูกค้าของธนาคาร

ดังตัวอย่างปีที่ผ่านมา ธนาคารร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐให้บริการรับชำระค่าธรรมเนียมจากระบบ e-VISA ด้วย E-Wallet และบัตรเครดิตกว่า 56 สกุลเงิน เริ่มใช้งานแล้วที่ประเทศจีน อังกฤษ และฝรั่งเศส และจะขยายสู่ทุกประเทศที่มีสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งบริการนี้ธนาคารนำพันธมิตรทั้ง Global Tech Payment Partner และ Chinese Payment Partner เข้ามาตอบโจทย์ทั้งเรื่องสกุลเงิน ภาษา และช่องทางการชำระเงิน ให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ต้องชำระค่าวีซ่ามาไทย และพร้อมเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวให้สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการท้องถิ่นของไทยผ่าน Platform TAGTHAI ที่ธนาคารร่วมมือกับองค์กรภาครัฐและเอกชนถึง 48 แห่งจัดทำขึ้นมา

นอกจากนี้ธนาคารยัง ช่วยธุรกิจ SME ให้สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศผ่านช่องทาง E-Commerce เช่นอินโดนีเซียที่มีประชากรเกือบ 260 ล้านคน โดยร่วมมือกับบลีบลีดอทคอม (www.Blibli.com)ซึ่งเป็น 1 ใน 5 แพลตฟอร์ม อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของประเทศอินโดนีเซีย จากการเปิดตัวในช่วงเดือนธันวาคมปี 2562 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยลงทะเบียนกับบลีบลีดอทคอม แล้วกว่า 200 ราย มีสินค้าไทยที่ขายบนแพลตฟอร์มมากกว่า 1,500 รายการ พร้อมจัดโปรโมชันและกิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้สินค้าไทยเป็นที่รู้จักในประเทศอินโดนีเซียมากยิ่งขึ้น

สำหรับลูกค้าบุคคลหรือลูกค้ารายย่อย ธนาคารได้พัฒนาบริการโอนเงินไปต่างประเทศ ผ่านแอป K PLUS ไปสู่บัญชีปลายทาง โอนได้สูงสุด 50,000 ดอลลาร์ต่อครั้งต่อวัน รองรับการโอน 6 สกุลเงิน และจะเพิ่มเป็น 14 สกุลเงินในปี 2563 นี้ จุดเด่นบริการคือ ค่าธรรมเนียมต่ำ สะดวกรวดเร็ว ทำธุรกรรมได้แบบเรียลไทม์ ยอดเงินที่ถึงปลายทางครบจำนวน และตรวจสอบได้ ซึ่งนับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการโอนเงินข้ามประเทศในปัจจุบัน มีปริมาณธุรกรรมโอนเงินรายย่อยไปต่างประเทศผ่าน K PLUS มีสัดส่วนพอ ๆ กับการทำธุรกรรมที่สาขาธนาคาร

เพื่อก้าวไปข้างหน้าสู่การเป็นธนาคารแห่งภูมิภาคที่แท้จริง (A Truly Regional Bank) นอกเหนือจากการสร้างเครือข่ายและการหาพันธมิตร รวมทั้งแสวงหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านบริษัท K-Vision แล้ว ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเตรียมยื่นขออนุญาตในการจัดตั้ง บริษัท ไคไต้ เทคโนโลยี จำกัด (KAITAI Technology Company Limited) หรือไคไต้ เทค ที่เมืองเซินเจิ้น ส่วนหนึ่งของ Greater Bay Area ที่รัฐบาลจีนวางเป้าหมายเป็น The Silicon Valley of China ที่อุดมด้วยบริษัททางเทคโนโลยี จึงเป็นแหล่งบ่มเพาะเทคโนโลยีชั้นดี และเป็นศูนย์รวมบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านดิจิทัล ภารกิจหลักของ ไคไต้ เทค คือ การพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการให้บริการของธนาคารกสิกรไทย ประเทศจีน การให้บริการดิจิทัลในภูมิภาค และสามารถนำนวัตกรรมที่ได้กลับมาใช้ประโยชน์กับธนาคารกสิกรไทยและลูกค้าไทยด้วยเช่นกัน

นายพิพิธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความพร้อมที่สร้างช่องทางและบริการดิจิทัลเพื่อพาคนไทยและธุรกิจไทยที่มีความเชื่อมั่นก้าวข้ามพรมแดนไปด้วยกันสู่โอกาสมหาศาลในยุคแห่งเอเชีย ทั้งนี้ ตั้งเป้าหมายภายในปีนี้สร้างช่องทางการบริการของธนาคารใน CCLMVI ให้ครบ และขยายพอร์ตลูกค้าบุคคลในประเทศจีน

จัดโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยียุคใหม่ หนุนแบงก์เชื่อมต่อระบบกับพันธมิตร

และตั้ง KASIKORN X สร้างฟินเทค ยูนิคอร์น บริษัทแรกของไทย

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ (KBTG) เปิดเผยว่า โลกกำลังเข้าสู่คลื่นดิสรัปชั่นรอบใหม่อีกครั้ง ที่ผู้เล่นขนาดใหญ่อย่างธนาคารกำลังจะกลายเป็นฟินเทคได้ด้วยโมเดลการพัฒนาบริการแบบ Open Banking ที่เปิดรับการนำไอเดียและเทคโนโลยีแบบฟินเทคที่ประสบความสำเร็จสูงเข้ามาเชื่อมต่อ ภายใต้ข้อได้เปรียบด้านความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยี หัวใจหลักในการทรานสฟอร์มของธนาคารกสิกรไทยในยุคนี้ คือ การผสานความแข็งแกร่งของธนาคารเข้ากับความสามารถทางด้านเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว KBTG จึงเดินหน้าขับเคลื่อนแกนกลางความสามารถทางเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทย (KBank’s New Digital Core, Powered by KBTG) ในแกนสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

วางรากฐานสถาปัตยกรรมและโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยียุคใหม่ (Modern Architecture and Infrastructure) ประกอบด้วย 1) ระบบคลาวด์ที่ผสมผสานการทำงานระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud ได้อย่างรวดเร็ว (Hyper and Hybrid Multi Cloud) 2) การวางรากฐานสถาปัตยกรรมใหม่โดยยึดระบบการจัดเก็บข้อมูลที่มีความปลอดภัยขั้นสูงสุด (Security and Data Privacy Uncompromised) 3) การทำโครงสร้างด้วยโค้ดเพื่อการปรับเปลี่ยนอย่างคล่องตัว (Infrastructure-as-Code) การวางรากฐานและโครงสร้างใหม่นี้จะรองรับได้ถึง 3 เท่าของธุรกรรมสูงสุด รับมือกับการขยายตัวของการให้บริการแก่ลูกค้าของธนาคาร 20 ล้านคน ซึ่งในปี 2563 คาดว่าจะมีปริมาณธุรกรรมผ่านระบบจำนวนรวม 12,000 ล้านรายการ โดยเป็นธุรกรรมทางการเงินมากกว่า 3,000 ล้านรายการ

เสริมบทบาทธนาคารในการเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI (Enable KBank to become AI and Innovation Factory) KBTG สร้างขีดความสามารถใหม่เทียบเคียงบริษัทฟินเทคยักษ์ใหญ่ระดับโลกโดยผสานแพลตฟอร์มของข้อมูลและเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน (Data and AI Pipeline) และกระบวนการจัดการนวัตกรรม (Innovation) เพื่อเร่งสปีดการผลิตสิ่งใหม่ ๆ ให้ธนาคารกสิกรไทย

สนับสนุนการพัฒนาบริการของพันธมิตรด้วยการเปิด API รับการเชื่อมต่อเข้ากับระบบบริการของธนาคาร (Open Banking API) ปัจจุบันมีการเปิดรับการเชื่อมต่อสำหรับบริการหลากหลาย อาทิ การเชื่อมต่อเข้าสู่บริการชำระเงิน Pay with K PLUS (Pay with K PLUS API) เชื่อมต่อเข้าสู่บริการชำระเงินด้วยคิวอาร์ โค้ด (QR API), เชื่อมต่อเพื่อยืนยันตัวตน (Authentication API), เชื่อมต่อบริการอี-วอลเล็ต (E-Wallet API) เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีพันธมิตรเชื่อมต่อ API กับระบบธนาคารกว่า 50 บริษัท

นอกจากนี้ KBTG มีวิสัยทัศน์ที่จะเสริมความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีให้ล้ำไปอีกขั้นด้วยแนวทางการทำงาน ดังนี้

สร้างศักยภาพให้เป็นมากกว่าธนาคาร (Beyond Banking) คือการเป็นธนาคารอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและตอบโจทย์ของลูกค้าในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ (Data-Driven Cognitive Bank) โดยมีเทคโนโลยีที่พร้อมรองรับการพัฒนาแบบเต็มรูปแบบ

จากเทคโนโลยี AI สู่เทคโนโลยีขั้นสูง (Beyond AI Deep Tech Capability) ด้วยการสนับสนุนงานวิจัย และเปิดการเชื่อมต่อกับพันธมิตร (Open Tech Capabilities) เพื่อนำเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนไปผลิตนวัตกรรมและบริการที่เป็นประโยชน์ เช่น การร่วมมือกับ NECTEC และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในการวิจัยเรื่อง Thai NLP เป็นต้น


มุ่งสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีระดับภูมิภาค (Beyond Thailand – Towards Regional Tech Organization) ตามที่ธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อเตรียมยื่นขออนุญาตในการจัดตั้ง ไคไต้ เทค ที่เมืองเซินเจิ้น ซึ่งเป็นที่ตั้งของสตาร์ทอัพจีนที่มีศักยภาพทางด้านนวัตกรรมที่ล้ำหน้าจำนวนมาก แหล่งรวมบริษัทพัฒนาซอฟท์แวร์และเทคโนโลยีกว่า 300 บริษัท และโอกาสในการเข้าสู่อีโคซิสเต็มซึ่งเป็นหัวใจหลักทางเทคโนโลยีของประเทศจีน

ยกระดับการเติบโตแบบใหม่ ด้วยการตั้ง KASIKORN X หรือเรียกอีกชื่อว่า KX เพื่อทำหน้าที่เป็น New S-Curve Factory พันธกิจของ KX คือการสร้าง ฟินเทค ยูนิคอร์น บริษัทแรกของประเทศไทยด้วยโมเดลธุรกิจแบบสุดโต่ง ด้วยเป้าหมายในการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ๆ ให้กับกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารกสิกรไทย บริษัทจะดำเนินธุรกิจอย่างเป็นอิสระจากธนาคารกสิกรไทย และ KBTG โดยมีวัฒนธรรมองค์กร รูปแบบการทำงาน สภาพแวดล้อม และผลประโยชน์ต่าง ๆ เช่น ผลตอบแทนแบบก้าวกระโดดที่เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงาน เหมือนกับบริษัทสตาร์ทอัพ

นายเรืองโรจน์ กล่าวตอนท้ายว่า การขับเคลื่อนทางเทคโนโลยีของธนาคารกสิกรไทยไปสู่อนาคตยุคดิสรัปชั่นรอบนี้ จะมี KBTG เป็นกำลังสำคัญ ด้วยเทคโนโลยีและบุคลากรที่มีความพร้อม เพื่อสร้างบริการที่ลูกค้าประทับใจและตอบโจทย์ให้ลูกค้าในทุกมิติของไลฟ์สไตล์ทั่วประเทศ พร้อมขยายศักยภาพสู่ภูมิภาค ไปจนถึงการจัดตั้ง KASIKORN X เพื่อเปิดรับโมเดลธุรกิจแบบฟินเทคอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งเป้าหมายการเป็นบริษัทเทคโนโลยีอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2565 นี้

สำหรับเป้าหมายทางการเงินของธนาคารในปี 2563 ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้น 4-6% ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อลูกค้ารายย่อย (Retail) ที่คาดว่าจะเติบโต 9-11% จากการนำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์ในการปล่อยสินเชื่อ ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอี (SME) คาดว่าจะเติบโต 1-3% และสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ (Corporate) คาดว่าจะเติบโต 2-4% NIM จะลดลงเล็กน้อยเป็น 3.1-3.3% สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยในช่วงขาลง รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะลดลงที่ -5% ถึง -17% เป็นผลมาจากการบังคับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 9 การเปรียบเทียบกับฐานที่สูงของรายได้จากการจำหน่ายหลักทรัพย์ และธุรกิจประกันที่ยังชะลอตัว ส่วน NPL Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 3.6-4.0% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว และธนาคารปรับกลยุทธ์ในการจัดการ NPL โดยเก็บ NPL บางส่วนไว้บริหารจัดการเองหากคาดว่าจะได้รับการชำระคืนสูงกว่าในระยะยาว





ทีเอ็มบีผนึกธนชาตวางเป้าหมายขับเคลื่อนองค์กร

posted Jan 28, 2020, 1:52 AM by Maturos Lophong



ทีเอ็มบีผนึกธนชาตวางเป้าหมายขับเคลื่อนองค์กรสร้างนิยามใหม่วงการธนาคาร 

มุ่งสู่ ONE DREAM ช่วยสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทยทั้งประเทศ ด้วย ONE TEAM ที่แข็งแกร่งเป็นหนึ่งเดียว พร้อมตั้งเป้าหมาย ONE GOAL เป็นธนาคารที่คนชื่นชอบและบอกต่อมากที่สุด

ทีเอ็มบีผนึกธนชาตเป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่ ONE DREAM สร้างนิยามใหม่ของวงการธนาคาร สร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น (Financial Well-being) ให้กับคนไทยทั้งประเทศ ภายใต้ ONE TEAM ที่แข็งแกร่งเป็นหนึ่งเดียว ร่วมขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งเป้าหมาย ONE GOAL เป็นธนาคารที่คนชื่นชอบและบอกต่อมากที่สุด เปิดตัวทีมผู้บริหารของธนาคารใหม่ มุ่งเป็นที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญหนุนด้วยเทคโนโลยี วางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven Strategy) เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการทางการเงินที่ดีที่สุด รองรับความต้องการของลูกค้าทุกช่วงชีวิต และสร้างประสบการณ์แบบไร้รอยต่อในทุกช่องทาง ย้ำให้ความสำคัญในการดูแลพนักงานอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะเรื่อง Wealth-Health-Skill เพิ่มทักษะพนักงานให้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) ที่แท้จริงและมีคุณภาพที่สุด



นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทีเอ็มบี เปิดเผยว่า การดำเนินการตามแผนการจับมือทางธุรกิจรวมกิจการอย่างบูรณาการของทั้งสองธนาคารก้าวข้ามความท้าทายมาได้อย่างราบรื่นและมีความคืบหน้าไปมาก ซึ่งในปีนี้ ทั้งสองธนาคารจะเริ่มผนึกกำลังหลอมรวมทีมงานจากทั้งสองฝั่งให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ภายใต้ ONE DREAM, ONE TEAM, ONE GOAL เพื่อลูกค้าของทั้งสองธนาคาร โดยเป้าหมายการรวมกิจการในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่หนึ่งบวกหนึ่งเท่ากับสอง แต่ผลลัพธ์ต้องเท่ากับสาม เพื่อที่จะช่วยให้ลูกค้าของทั้งสองธนาคารสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตของตนเองได้ โดยต้องการสร้างนิยามใหม่ของวงการธนาคารที่มุ่งเน้นสร้างประโยชน์ให้กับผู้คน เป็นผู้นำวงการธนาคารที่ใส่ใจลูกค้า กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงเพื่อการพัฒนาโซลูชันทางการเงินที่ดีที่สุดและตอบโจทย์ลูกค้าตลอดทุกช่วงชีวิต ผ่านที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและหนุนด้วยเทคโนโลยี



“ความมุ่งหวังของเราคือ ต้องการที่จะสร้างชีวิตทางการเงินที่ดี หรือ Financial Well-being ให้กับลูกค้าและคนไทยทั้งประเทศ เพราะเราเชื่อว่ามันคือรากฐานที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ เมื่อเรามี ONE DREAMที่เป็นจุดหมายเดียวกันแล้ว และเราก็มี ONE TEAM ที่จะร่วมกันทำให้ฝันของเราเป็นจริง ดังนั้น การรวมกันในครั้งนี้ สิ่งมีค่าที่สุดที่เราได้จึงไม่ใช่สินทรัพย์ใดๆ แต่คือทีมงานชั้นยอดที่จะช่วยกันขับเคลื่อนองค์กรไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในวันนี้เป็นโอกาสดีสำหรับการแนะนำทีมผู้บริหารของธนาคารใหม่ที่แข็งแกร่ง และพร้อมจะมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกันในการร่วมกันสร้างนิยามใหม่ของวงการธนาคาร เพื่อตอบโจทย์ในการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีให้กับลูกค้า ซึ่งหวังว่าจะทำให้ธนาคารใหม่นี้ขึ้นแท่นเป็นธนาคารที่ลูกค้าชื่นชอบและบอกต่อมากที่สุด (Most Advocated Bank)”



ทีมผู้บริหารของธนาคารใหม่นี้ เป็นทีมผู้บริหารจากทั้งไทยและต่างประเทศ จึงมีความเข้าใจลูกค้าคนไทย และมีความเชี่ยวชาญระดับโลก เมื่อผนึกกำลังกันแล้ว เชื่อมั่นว่าจะนำพาองค์กรไปยังเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งประกอบด้วย นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้จัดการใหญ่, นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย, นายป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์, นางมารี แรมลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรมลูกค้ารายย่อย, นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ, นายฮัน คริเซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านบริหารความเสี่ยง, นางประภาสิริ โฆษิตธนากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน, นายมาร์คัส โดเลงก้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการ, นางวิจิตรา ธรรมโพธิทอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านทรัพยากรบุคคล, นางกาญจนา โรจวทัญญู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตลาด ซึ่งมีผลตั้งแต่ต้นปี และ นางภิตติมาศ สงวนสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการตรวจสอบ จะมีผลในไตรมาส 2 ปี 2563

นางมารี แรมลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารนวัตกรรมลูกค้ารายย่อย กล่าวว่า การสร้างคุณภาพชีวิตทางการเงินให้แก่ลูกค้าจะยึดหลักสำคัญคือ ช่วยให้ลูกค้ามีการใช้จ่ายที่เหมาะสมกับตัวเองผ่านช่องทางที่สะดวกสบาย รู้จักการออมและการลงทุนที่เพียงพอ มอบความคุ้มครองที่อุ่นใจ และการกู้ยืมเท่าที่จำเป็น โดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เกิดจากการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ให้รู้ถึงความต้องการที่แท้จริงโดยยึดหลักความปลอดภัยของข้อมูล ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลลูกค้าและใช้เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อสร้างโซลูชันที่ตรงใจสำหรับแต่ละคนโดยเฉพาะที่สำคัญต้องส่งมอบให้ลูกค้าได้ทันใจสอดรับกับความต้องการ รวมทั้งมอบรางวัลที่ทำให้ลูกค้าอุ่นใจด้วย ตัวอย่างเช่น กลุ่มลูกค้ารายได้ระดับกลางที่มีครอบครัว ค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องดูแลทั้งครอบครัว แต่ก็อยากให้ลูกมีอนาคตที่ดี เรามีโซลูชันที่นำมาตอบโจทย์ให้ชีวิตทางการเงินดีมากยิ่งขึ้น โดยลูกค้าสามารถตั้งเป้าหมายและฝากเงินเพื่ออนาคตลูก ผ่านบัญชีเพื่อออมโนฟิกซ์ ดอกเบี้ยสูง 1.6% ออมอย่างมีวินัยผ่านการเตือนเพื่อออมเมื่อถึงเวลาที่กำหนด หายห่วงในยามฉุกเฉินหรือเร่งด่วนจากภาระค่าเทอมลูกหรือเข้าโรงพยาบาลด้วย สินเชื่อส่วนบุคคล หากลูกค้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันยังได้เงินประกันสูงสุด 3 ล้านบาท ผ่านบัญชีเพื่อใช้ออลล์ฟรีที่มอบฟรีประกัน 20 เท่าจากเงินฝาก และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าด้วยแผนการลงทุนอัตโนมัติที่ช่วยนำเงินจากการออมไปลงทุน

ด้านนายป้อมเพชร รสานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านสินเชื่อรถยนต์ กล่าวว่าในฐานะที่เป็นผู้ขับเคลื่อนวงการสินเชื่อรถยนต์ การให้ความสำคัญเรื่องการให้กู้ยืมอย่างมีคุณภาพ (Healthy Borrowing) ของสินเชื่อรถยนต์ จะช่วยขับเคลื่อนชีวิต ทางการเงินของผู้คนให้ดีขึ้น และจะช่วยให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายในชีวิตได้ 

"คำว่าชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นในมิติของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์นั้นแม้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เงินกู้ แต่เรามองออกภาพเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือสินเชื่อเช่าซื้อรถเพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นหรือนำไปประกอบกิจการ หรือแม้แต่การนำรถมาแลกเงินเพื่อเป็นทุนให้กับชีวิตในด้านใดด้านหนึ่ง ก็เป็นการขับเคลื่อนให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน เราเองก็ปล่อยสินเชื่อ แบบมีคุณภาพเพื่อให้ลูกค้ายังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีไม่กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันโดยใช้ Scoring Model ที่นำข้อมูลมาวิเคราะห์ความสามารถในการชำระหนี้และการปล่อยกู้เพื่ออนุมัติสินเชื่อที่เหมาะสม เพื่อช่วยบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้า ทั้งเป็นการควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ได้ในระดับที่เหมาะสมอีกด้วย นอกจากนี้ ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินที่ดี จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราพิเศษ และเพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการใช้บริการสินเชื่อรถยนต์ ที่หลากหลายและครบทุกบริการ เราจึงใช้กลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล (Data-Driven Strategy) เพื่อนำมาซึ่ง บริการที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า และคู่ค้า เช่น Cross Area Booking ทำความเข้าใจการขายของคู่ค้าในช่องทางออนไลน์ ที่มีการให้บริการข้ามพื้นที่ เพื่อให้การขายมีประสิทธิภาพรวดเร็วมากขึ้น และ ALDX ระบบปฏิบัติการเพื่ออำนวย ความสะดวกลูกค้าตั้งแต่สมัครสินเชื่อ ติดตามผลอนุมัติ จนกระทั่งบริการและสิทธิประโยชน์จากเรา” นายป้อมเพชรกล่าว

นายอนุวัติร์ เหลืองทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้ารายย่อย กล่าวว่า การรวมสองธนาคารจะทำให้จำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านราย ธนาคารต้องดูแลรับผิดชอบให้ดีที่สุด โดยธนาคารเองมีช่องทางบริการมากมาย เช่น ช่องทางสาขา เครื่อง ATM/ ADM โมบายแอป Contact Center หรือ Direct Sales ความท้าทายคือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์จากการทำธุรกรรมของธนาคารที่เชื่อมโยงแบบไร้รอยต่อในทุกช่องทาง และได้รับความสะดวกสบายจากการมีหลากหลายช่องทาง และเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา (anywhere, anytime) โดยสิ่งสำคัญที่ธนาคารต้องทำคือการนำข้อมูลที่มีอยู่มาใช้เป็นอาวุธสำคัญในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการที่สุด ในเวลาที่เหมาะสม และเป็นการนำเสนอ ให้คำปรึกษาและข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกค้าได้ประโยชน์สูงสุด และมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นด้วย

“ในบรรดาช่องทางบริการทั้งหลาย พนักงานสาขาทั้งหมดคือหน้าบ้านและถือเป็นด่านแรกที่จะพบกับลูกค้า จึงจำเป็นที่จะต้องมีทักษะในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่แท้จริงและมีคุณภาพที่สุด โดยเราจะมีการอบรมอย่างเข้มข้นและโค้ชชิ่งอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างให้พนักงานสาขากลายเป็นที่ปรึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อจะส่งต่อและแนะนำโซลูชันที่เหมาะสมและตรงใจลูกค้าได้มากที่สุด” นายอนุวัติร์กล่าว

ขณะที่นายเสนธิป ศรีไพพรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตแบบกระจุกตัว และมีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ที่มีจำนวนมากถึง 3 ล้านบริษัท และมีการจ้างงานสูงถึง 85% กลับให้สัดส่วนของรายได้ต่อตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) เท่าบริษัทขนาดใหญ่ซึ่งมีเพียง 6,000 บริษัท ดังนั้น การจะช่วยเศรษฐกิจไทย ช่วยธุรกิจขนาดเล็กให้มีชีวิตทางการเงินที่ดี ธนาคารต้องเริ่มจากธุรกิจขนาดใหญ่โดยการปล่อยสินเชื่อที่ยั่งยืน นั่นคือมอบแหล่งเงินทุนให้ธุรกิจอย่างถูกประเภท ถูกเวลา ไม่เกินตัว และตรงความต้องการจริง และธนาคารต้องนำเสนอธุรกรรมการเงินที่ตอบโจทย์ และพร้อมเชื่อมต่อ eco-system ตั้งแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไปจนถึงเล็กทั้งด้านข้อมูลและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้การทำธุรกรรมการเงินสะดวกและการบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้ลูกค้าธุรกิจมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

“นอกจากเรื่องของธุรกิจ ธนาคารสามารถช่วยให้ลูกค้าธุรกิจมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นได้อีก โดยดูแลในเรื่องบุคลากรซึ่งเป็นปัจจัยหลักของการเจริญเติบโตของธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่เจ้าของธุรกิจ พนักงานและครอบครัว ผู้คนรอบตัว ชุมชน รวมทั้งสังคม เพราะธุรกิจจะเดินหน้าได้ พนักงานต้องมีความสุข คนรอบตัวมีความสุข มีผลตอบแทนที่ดี รายได้ที่เหมาะสม นั่นจึงเรียกว่า มีชีวิตทางการเงินที่ดีในเชิงธุรกิจอย่างแท้จริง” นายเสนธิป กล่าว

นายประพันธ์ อนุพงษ์องอาจ ผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า เป้าหมายหลักของธนาคารในตอนนี้คือ การรวมเป็นหนึ่งเดียวภายในกรกฎาคม 2564 โดยคำนึงถึงประสบการณ์ของลูกค้าที่ได้รับบริการเป็นหลัก ว่าต้องไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จึงได้มีการวางแผนการดำเนินงานอย่างดี โดยธนาคารมีแผนที่จะเริ่มทยอยนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นจุดเด่นของแต่ละธนาคารให้ลูกค้าของอีกธนาคารได้รู้จักและทดลองใช้ และกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเริ่มเปิดให้บริการ Co-Location/ Co-Brand Branch ที่เป็นสาขาร่วมระหว่างสองธนาคาร ซึ่งปีนี้วางแผนจะเปิดทั้งหมด 90 สาขา ครอบคลุมจังหวัดหลักๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้ามีความสะดวกมากขึ้นในการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของทั้งสองธนาคาร ขณะที่ในเดือนมีนาคม ลูกค้าทั้งสองธนาคารจะได้รับความสะดวกจากการใช้บริการ ATM/ ADM จำนวนกว่า 4,700 เครื่อง ฟรีค่าธรรมเนียมฝาก ถอน โอน ลูกค้าทีเอ็มบี ทัช สามารถทำรายการกดเงินไม่ใช้บัตรจากเครื่องของธนชาตได้ และบิลสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิตของธนชาต ก็สามารถชำระได้ที่เครื่องของทีเอ็มบี

“ส่วนพนักงานซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนองค์กร ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในเรื่องของสวัสดิการและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน (Employee Well-being) ซึ่งทีมบริหารได้คำนึงถึง 3 สิ่งด้วยกัน ได้แก่ Health ด้วยการมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่ให้น้ำหนักกับเงินก้อนช่วยเหลือฉุกเฉินยามเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นซึ่งจะสร้างผลกระทบที่มากกว่า ด้วยจำนวนเงินที่ต้องใช้จ่ายมากกว่าการเจ็บป่วยปกติ ในส่วนของ Wealth เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินในระยะยาวสำหรับพนักงาน โดยเราให้เงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ในอัตราที่สูงกว่าตลาด ให้พนักงานสามารถเก็บออมได้เพียงพอไว้ใช้ยามเกษียณ และ สุดท้ายเป็นเรื่อง Skill หรือการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Disruption)” นายประพันธ์กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ทางธนาคารจะมีการสื่อสารเรื่องความก้าวหน้าของการรวมกิจการเป็นระยะ การคัดเลือกผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ จากทั้งสองธนาคารเพื่อนำเสนอต่อลูกค้า ธนาคารจะคำนึงประโยชน์สูงสุดของลูกค้าเป็นหลัก การรวมกิจการในครั้งนี้ จะสร้างนิยามใหม่ของวงการธนาคาร เพื่อสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีให้กับลูกค้าอย่างแท้จริง

เอสซีบี เท็นเอกซ์ เตรียมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ผ่านภารกิจ “Moonshot Mission”

posted Jan 22, 2020, 10:57 PM by Maturos Lophong



เอสซีบี เท็นเอกซ์ เตรียมเปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ผ่านภารกิจ “Moonshot Mission”

ชูโมเดลธุรกิจ “Venture Builder” หรือ “การลงทุนร่วมสร้าง” แห่งแรกของไทย ปักหมุดขึ้นแท่นผู้นำในอาเซียนด้านการลงทุนร่วมสร้างและการลงทุนดิจิทัลเทคโนโลยีภายใน 5 ปี

บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 1OX) บริษัทในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ ประกาศความพร้อมเดินหน้าลุยสร้างเครื่องยนต์แห่งการเติบโตรูปแบบใหม่ (New Growth Engine) พัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลเทคโนโลยี ผ่านภารกิจสำคัญ “Moonshot Mission” (มูนช็อต มิชชั่น) มุ่งเน้นการลงทุนที่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พร้อมชูจุดเด่นสร้างความแตกต่างในอุตสาหกรรมธนาคารด้วยทีม “Venture Builder” หรือ “ทีมลงทุนร่วมสร้าง” เป็นครั้งแรกของเมืองไทย ตั้งเป้าขึ้นแท่นผู้นำในอาเซียนด้านการลงทุนดิจิทัลเทคโนโลยีภายใน 5 ปี

นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานกรรมการ บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ท่ามกลางพัฒนาการของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่ออนาคตของอุตสาหกรรมธนาคารอย่างมาก วันนี้สิ่งที่ไทยพาณิชย์จะต้องเร่งทำก็คือการสร้างการหาโอกาสเติบโตทางธุรกิจในรูปแบบใหม่โดยเร็ว เพื่อให้ทันกับผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้นต่อธนาคาร ที่ผ่านมาเราได้สั่งสมประสบการณ์ ทดลองลงทุนและสร้างสิ่งใหม่ๆ จนมีความพร้อมที่จะยกระดับการทดลอง (Experiment) สู่การสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Exponential) เช่น SCB 1OX จากทีมหนึ่งในธนาคารสู่การเป็นบริษัทอย่างเต็มตัว ซึ่งในการสร้างการเติบโตในระดับนั้นได้ในระยะเวลาอันสั้น ธนาคารจะต้องใช้ศักยภาพที่ธนาคารมีอยู่ คือ ฐานลูกค้ากว่า 16 ล้านคน และเป็นฐานลูกค้าดิจิทัลกว่า 10 ล้านคน เข้าร่วมกับพันธมิตรหรือผู้ประกอบการที่มีไอเดียและความพร้อมในด้านที่ธนาคารไม่มี และเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและสามารถขับเคลื่อนพันธกิจนี้ได้อย่างรวดเร็ว จึงได้มีการตั้งบริษัทใหม่อย่าง “เอสซีบี เท็นเอกซ์” (SCB 1OX) บริษัทในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของโฮลดิ้งคอมพานี (Holding Company) ที่จะเข้ามาดูแลบริษัทด้านเทคโนโลยีที่อยู่ในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งหมด เช่น ดิจิทัล เวนเจอร์ส (Digital Ventures) เอสซีบี อบาคัส (SCB Abacus) และมันนิกซ์ (MONIX) รวมถึงบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะจัดตั้งหรือลงทุนในอนาคต โดยตั้งงบลงทุนรวม 2 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้ในระยะเวลา 3 ปี บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเข้าไปลงทุนในธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยดิจิทัลเทคโนโลยี ทั้งการเข้าไปลงทุนเอง การลงทุนร่วมสร้าง และการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งการลงทุนในลักษณะนี้จะช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้กับธนาคารโดยทำให้ธนาคารมีขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นในระยะข้างหน้ารวมถึงสร้างมูลค่าจากธุรกิจใหม่ที่สามารถมาทดแทนและเพิ่มการเติบโตให้กับธนาคารได้อีกด้วย” 

ดร. อารักษ์ สุธีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด และ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า SCB 1OX คือ การต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ ท่ามกลางโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ดังนั้น บทบาทหน้าที่ของ SCB 1OX จะมุ่งเน้นการสร้างขีดความสามารถใหม่ทางด้านเทคโนโลยีผ่านการลงทุนที่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Invest in Exponential Opportunities) ภายใต้ภารกิจที่เรียกว่า “Moonshot Mission” (มูนช็อต มิชชั่น) คือ การคิดและทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นหรือมีมาก่อน มองเห็นความต้องการของตลาดในอนาคต และนำพาองค์กรไปถึงจุดนั้นก่อนใคร เพื่อไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผ่าน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่

1. Venture Builder (VB) คือ การลงทุนร่วมสร้างธุรกิจประเภทเทคสตาร์ทอัพใหม่ๆ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในอุตสาหกรรมธนาคาร และเป็นตัวขับเคลื่อนหลักทางธุรกิจของบริษัทในการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดย SCB 1OX จะให้การสนับสนุนผู้ที่มีความคิด หรือกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจที่มองเห็นอนาคต ทั้งด้านการเงินเพื่อทดลองจนไปถึงจุดที่บริษัทสามารถสเกลและระดมทุนจากภายนอกได้ นอกจากนี้ยังร่วมสร้างธุรกิจผ่านการให้การสนับสนุนผู้มีความสามารถ (Talent) ทีมงาน การเข้าถึงเทคโนโลยี (Tech access) การนำเสนอธุรกิจสู่ตลาด (go-to market) รวมถึงแชร์เซอร์วิสอื่นๆ เพื่อให้เจ้าของไอเดียสามารถโฟกัสการสร้างธุรกิจได้อย่างเต็มที่ และถ้าเจ้าของไอเดียหรือผู้ที่เข้าร่วมงานสามารถสร้างไอเดียจนสำเร็จ จะมีโอกาสร่วมเป็นเจ้าของบริษัทด้วย (Share ownership)

2. Strategic Investment and Partnership คือ การร่วมลงทุนทางยุทธศาสตร์ และการร่วมมือเป็นพันธมิตรกับบริษัทด้านเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงมุ่งหาโอกาสในการสร้างธุรกิจด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาขีดความสามารถและสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจ

3. Venture Capital (VC) คือ การลงทุนในบริษัทเทคคอมพานี และสตาร์ทอัพทั่วโลก เน้นการลงทุนที่สามารถช่วยให้บริษัทหรือสตาร์ทอัพเหล่านั้นเติบโตยิ่งขึ้น


“แม้ว่าการจะทำให้ Venture Builder ซึ่งเป็นหัวหอกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัท SCB 1OX สำเร็จได้อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการสร้าง แต่เรายังคงเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะสามารถสร้างอิมแพคแบบก้าวกระโดดให้เกิดขึ้นได้ และเราไม่ได้มองการตั้งบริษัท SCB 1OX เพียงเพื่อแข่งขันภายในประเทศไทย แต่เรามุ่งหวังสู่การเป็นผู้นำในอาเซียนด้านการลงทุนร่วมสร้างและการลงทุนดิจิทัลเทคโนโลยี ภายใน 5 ปี ด้วยเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ รวมถึงรูปแบบลงทุนร่วมสร้างที่ยังมีใครทำมาก่อนในประเทศการนำเอาเทคโนโลยีจากทั่วโลกมาปรับใช้ในไทย เป็นการให้โอกาสผู้มีความสามารถ (Talent) ได้เข้ามาร่วมพัฒนาและสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้านการเติบโตให้เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน โดย SCB 1OX พร้อมเปิดรับไอเดียและทีมทำงานจากทั่วโลก เพื่อร่วมกันผลักดันภารกิจ Moonshot นี้สู่เป้าหมายที่ตั้งไว้” ดร. อารักษ์ กล่าวทิ้งท้าย 

เกี่ยวกับบริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 1OX)

บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด เป็นบริษัทโฮลดิ้งคอมพานี ในเครือธนาคารไทยพาณิชย์ ที่มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด พร้อมชูจุดเด่นสร้างความแตกต่างครั้งแรกในอุตสาหกรรมธนาคารของเมืองไทยด้วย “Venture Builder” หรือ “การลงทุนร่วมสร้าง” ที่จะช่วยสร้างขีดความสามารถทางเทคโนโลยีที่แข็งแกร่งอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ดูแลบริษัทด้านเทคโนโลยีที่อยู่ในกลุ่มธนาคารไทยพาณิชย์ทั้งหมด ได้แก่ บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด และบริษัท มันนิกซ์ จำกัด รวมถึงบริษัทด้านเทคโนโลยีที่จะจัดตั้งหรือลงทุนในอนาคต

1-10 of 199