Bank & Insurance


TQM ผนึก FSMART รุกไมโครอินชัวรันส์ ขายประกันหลักร้อยผ่าน “ตู้บุญเติม”

posted Sep 16, 2020, 11:06 PM by Maturos Lophong



TQM ผนึก FSMART รุกไมโครอินชัวรันส์ 

ขายประกันหลักร้อยผ่าน “ตู้บุญเติม”

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น ในนาม “ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์” ผนึกความร่วมมือ บมจ.ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส รุกไมโครอินชัวรันส์ เปิดขายประกันหลักร้อยพร้อมชำระเบี้ย ผ่านตู้ออนไลน์บุญเติม 130,000 จุดทั่วประเทศ มั่นใจเป็นอีกช่องทางเพิ่มโอกาสคนไทยเข้าถึงประกัน พร้อมต่อจิ๊กซอว์หนุนภาพรวมทั้งปี 2563 ของ TQM โตตามเป้า 15,000 ล้านบาท ตั้งเป้า 1 ล้านกรมธรรม์ต่อปี ด้าน FSMART คาดช่วยดันยอดการใช้งานหน้าตู้บุญเติมเพิ่มเติมจาก 1.6 ล้านครั้งต่อวันในปัจจุบัน


ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธานกรรมการ บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TQM ผู้นำด้านที่ปรึกษาประกันภัยและการเงิน กล่าวว่า TQM ในนาม บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด ผู้นำนายหน้าประกันภัยของไทย ได้ร่วมมือทางธุรกิจกับ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ FSMART เจ้าของ “ตู้ออนไลน์บุญเติม” รุกตลาด “ไมโครอินชัวรันส์” เปิดขายประกันภัยหลักร้อยบาท พร้อมบริการชำระเงินค่าเบี้ยประกัน ผ่านตู้ออนไลน์บุญเติมทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงประกันภัยมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด




“ปัจจุบันในประเทศไทยยังมีจำนวนกรมธรรม์ต่อประชากรในระดับต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศกลุ่มพัฒนาแล้วที่มีจำนวนกรมธรรม์เกือบ 100% ของจำนวนประชากร TQM ในฐานะผู้นำด้านประกันภัย จึงมุ่งมั่นเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ พร้อมผลักดันคนไทยให้มีโอกาสได้เข้าถึงประกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ดร.อัญชลิน กล่าว

ด้าน นายพงษ์ชัย อมตานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ “FSMART” ผู้นำเครือข่ายช่องทางบริการอัตโนมัติและการเงินครบวงจร ใช้งานง่าย สะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ด้วยตู้อัตโนมัติ “บุญเติม” กล่าวว่า ความร่วมมือกับ TQM ในครั้งนี้ นับเป็นการเปิดโอกาสให้กับผู้บริโภคทั่วไป และฐานลูกค้าตู้บุญเติมกว่า 22 ล้านเลขหมาย สามารถเข้าถึงประกันภัย ผ่านช่องทางการบริการที่ใช้งานง่าย รวดเร็ว และสะดวกสบาย ด้วยจำนวนตู้บุญเติมกว่า 130,000 จุดทั่วประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับชุมชน อำเภอ ไปจนถึงระดับจังหวัด

“บริษัทฯ มีความยินดีอย่างยิ่งที่ TQM เลือกตู้บุญเติมเป็นหนึ่งช่องทางเข้าถึงการประกันภัยของผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มบริการใหม่ภายในตู้บุญเติมให้ครบวงจรครอบคลุมความต้องการลูกค้ามากขึ้น ยังเป็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าและสร้างตลาดใหม่ๆ ของทั้ง 2 บริษัท และมั่นใจจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้งาน” นายพงษ์ชัย กล่าว
ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ TQM ดำเนินการในส่วนการจัดหากรมธรรม์ที่เหมาะกับกลุ่มลูกค้า เพื่อนำเสนอผ่านตู้ออนไลน์บุญเติม และเริ่มเปิดขายทั่วประเทศ โดยในเฟสแรกจะเน้นไปยังโปรดักส์ที่สอดรับความต้องการของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน มีความคุ้มครองที่คุ้มค่า ภายใต้ราคาเบี้ยประกันภัยที่ไม่สูงมากนัก จึงง่ายต่อการตัดสินใจ โดยหากลูกค้าที่ซื้อประกันกับ TQM ผ่านตู้ออนไลน์บุญเติมไปแล้ว สามารถรับบริการหลังการขาย ปรึกษาเรื่องการเคลมประกัน และข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ ได้ที่บริการสายด่วน TQM 1737 หรือ www.tqm.co.th ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกช่องทางขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ต่อจิ๊กซอว์สร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ หนุนภาพรวมทั้งปี 2563 เติบโตตามเป้า 15,000 ล้านบาท 

“FSMART เป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพสูงครองความเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจ ซึ่งความร่วมมือกันในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ๆ ให้กับ TQM ผลักดันการเติบโตโค้งสุดท้ายไตรมาส 4 มั่นใจโปรดักส์ที่ขายผ่านตู้บุญเติมจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี”




ขณะที่ นายณรงค์ศักดิ์ เลิศทรัพย์ทวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟอร์ท สมาร์ท เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมว่า การเพิ่มบริการด้านประกันภัย และรับชำระเบี้ยประกันของ TQM ทำให้กลุ่มธุรกิจเติมเงินและรับชำระเงินอัตโนมัติ 1 ใน 3 กลุ่มธุรกิจปัจจุบันให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจทางการเงินและสินเชื่อครบวงจร เช่น การฝาก- โอนเงิน และกลุ่มธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติและการกระจายสินค้า โดยบริการด้านประกันภัยของ TQM จะเข้ามาเป็นหนึ่งในทางเลือกให้ผู้บริโภค จากบริการหน้าตู้ 86 รายการในขณะนี้ ซึ่งถือว่าตู้บุญเติมถือเป็นช่องทางการให้บริการทางออนไลน์มากที่สุด อีกทั้งเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มอัตราการใช้งานหน้าตู้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีการใช้กว่า 1.6 ล้านครั้งต่อวัน อย่างไรก็ตาม บริษัทฯมีแผนเพิ่มบริการใหม่ๆต่อเนื่อง เช่น ประกันรถยนต์ ประเภท 2+ และ 3+ ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุ ประกันการเดินทาง และประกันชีวิตที่ตู้บุญเติม ที่จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของผู้บริโภค และเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับดำเนินงานให้กับบริษัทฯต่อไป

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจฟื้นตัวลักษณะ U-Shaped ขณะที่ปรับจีดีพีปีนี้หดตัว 10%

posted Aug 27, 2020, 11:22 PM by Maturos Lophong

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจฟื้นตัวลักษณะ U-Shaped ขณะที่ปรับจีดีพีปีนี้หดตัว 10%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยแตะระดับต่ำสุดเมื่อไตรมาส 2 ของปีนี้จากมิติการหดตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) คาดปีนี้จีดีพี -10% ขณะที่ หากเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อน เศรษฐกิจไทยมีโอกาสฟื้นตัวแบบ U-Shaped ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้า โรงแรมและภัตตาคาร ยังน่าห่วง

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากทั้งสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 การแข็งค่าของเงินบาท รวมถึงประเด็นทางการเมือง ทำให้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2563 มาที่ -10% จากเดิมที่ -6% ขณะที่ มองว่าความไม่แน่นอนดังกล่าว จะทำให้เห็นการฟื้นตัวในรูปแบบยูเชฟ (U-Shaped) ซึ่งการจะประคองเศรษฐกิจไทยผ่านพ้นช่วงฐานตัว U ได้เร็วเพียงใดนั้น กลายเป็นโจทย์ยากของทางการไทยที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการออกมาตรการเศรษฐกิจเพิ่มเติมในขนาดที่เพียงพอและทันเหตุการณ์ในสภาวะการณ์ที่ไม่นิ่ง กับต้นทุนจากการออกมาตรการนั้น เช่น หนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในการแพร่ระบาดอีกครั้งของไวรัสฯ เมื่อทยอยเปิดประเทศ เป็นต้น

ทั้งนี้ แม้รัฐบาลมีแผนการใช้จ่ายรออยู่อีกมากในระยะข้างหน้า แต่ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่จำเป็นในการฟื้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน จึงยังไม่กังวลระดับหนี้สาธารณะในขณะนี้ ส่วนด้านนโยบายการเงิน คาดว่า กนง.คงจะยังไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายและเลือกติดตามสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะช่วงหลังจากสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ฯ ในช่วงปลายไตรมาส 3

ด้านภาคการเงิน นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ คาดว่า สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปี 2563 จะขยายตัว 6.5-8.0% เทียบกับที่ขยายตัว 2.3% ในปี 2562 ซึ่งการเติบโตสูงกว่าปกติ สะท้อนผลจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและภาคธุรกิจที่ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องมากกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจแท้จริงโดยยังต้องติดตามประเด็นคุณภาพหนี้ที่ระดับเอ็นพีแอลคงจะขยับขึ้นเข้าหา 3.5% ณ สิ้นปี 2563 เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ขณะที่แม้ภาครัฐจะต้องระดมทุนอีกจำนวนมากในตลาดการเงิน แต่เชื่อว่าเครื่องมือของธปท.ที่มีอยู่จะช่วยบริหารจัดการไม่ให้กระทบอัตราดอกเบี้ยในระบบได้ และปัจจุบันเงินฝากธนาคารพาณิชย์ก็เติบโตสูงราว 9-10% จากปีก่อน

นอกจากนี้ รัฐบาลคงจะออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานไปในตัว หลังจากในช่วง 6-8 เดือนแรกได้ออกมาตรการเสริมสภาพคล่องต่าง ๆ ราว 3.6 แสนล้านบาท ซึ่งประสิทธิผลของมาตรการเพิ่มเติมขึ้นกับระดับการลดความเสี่ยงเครดิตของลูกค้า หรือการผ่อนปรนเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้กับสถาบันการเงิน ส่วนความเข้มแข็งของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยนั้น มีสถานะเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 15.8% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ 8.5-9.5% และสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ อีกทั้งมีสภาพคล่องในระดับสูง ทำให้มั่นใจว่ายังทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประคองลูกค้าผ่านวิกฤตได้

ส่วนแนวโน้มธุรกิจนั้น นางสาวเกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มองว่า สถานการณ์รายได้ของธุรกิจ แม้จะมีบางพื้นที่ที่อาจทยอยปรับตัวดีขึ้นบ้างตามนโยบายทยอยเปิดประเทศและการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้ภาวะปกติ โดยธุรกิจที่มีสัดส่วนกิจการที่มีความเปราะบาง 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ซึ่งคงเป็นกลุ่มที่ทางการอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง                                                                           

เลขาธิการ คปภ. นำทัพประกันภัยลงพื้นที่ “วิสาหกิจชุมชนบ้านปลายบาง” จังหวัดนนทบุรี

posted Aug 20, 2020, 11:32 PM by Maturos Lophong   [ updated Aug 20, 2020, 11:58 PM ]


เลขาธิการ คปภ. นำทัพประกันภัยลงพื้นที่ “วิสาหกิจชุมชนบ้านปลายบาง” จังหวัดนนทบุรี 

• เปิดโครงการ “คปภ. เพื่อชุมชนปี 4” ยิ่งใหญ่ ถอดบทเรียนด้านประกันภัย จาก 5 ชุมชน ภายใต้แนวคิด “เหนือสุดใต้ ตะวันออกสุดตะวันตก” พร้อมช่วยเหลือด้านประกันภัยและเปิดเวทีเพิ่มการมีส่วนร่วมรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะด้านประกันภัยจากชาวชุมชนทุกระดับ 

ดร. สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) เปิดเผยว่า
สำนักงาน คปภ. ได้เปิดตัว “โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 4” เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2563 ณ วิสาหกิจชุมชนบ้านปลายบาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

 โดยตนพร้อมด้วยนายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย นายสาระ ล่ำซำ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย นางบงกช บวรฤกษ์ นายกสมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน นายชนะพันธุ์ พิริยะพันธุ์ นายกสมาคมนายหน้าประกันภัยไทย นายนิคม จันคง นายกสมาคมการค้าผู้สำรวจภัยไทย นายจรัญ สอนสวัสดิ์ ผู้จัดการกองทุนประกันชีวิต นางวราภรณ์ วงศ์พินิจวโรดม นายพัฒนศักดิ์ มงคลปัญญา ผู้บริหารกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ลงพื้นที่เปิดตัวโครงการ คปภ. เพื่อชุมชนปี 4 เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจด้านประกันภัยเชิงรุกให้แก่ประชาชน ภายใต้แนวคิด “เหนือสุดใต้ ตะวันออกสุดตะวันตก” โดยได้รับเกียรติจากนางสาวอโรชา นันทมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และนายวัชรเดช เกียรติชานน นายอำเภอบางกรวย กล่าวต้อนรับ 



โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 4 กำหนดเป้าหมายลงพื้นที่ 5 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนบ้านวังกะ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนบ้านแหลมมะขาม อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด ชุมชนนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย ชุมชนบ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช และชุมชนปางห้า อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยรูปแบบเป็นการถอดบทเรียนด้านประกันภัยที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละชุมชน รวมทั้งการเข้าไปศึกษาวิถีชีวิตของชุมชนเพื่อนำระบบประกันภัยเข้าไปเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงภัยแบบครบวงจร มีการนำเสนอข้อมูลด้านประกันภัยที่ประชาชนประสบหรือให้ความสนใจในช่วงเวลานั้น เช่น การประกันภัยไวรัสโคโรนา (Covid-19) การประกันภัยอัคคีภัยที่มีความคุ้มครองจากภัยน้ำท่วมในช่วงเวลาหน้าฝน หรือการประกันภัยไข้เลือดออกที่มักจะเกิดขึ้นภายในชุมชน เป็นต้น

นอกจากนี้ ในการลงพื้นที่แต่ละชุมชนจะมีการเปิดเวทีรับฟังความเห็น และข้อเสนอแนะจากชาวชุมชนเกี่ยวกับความต้องการผลิตภัณฑ์ประกันภัยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อที่สำนักงาน คปภ. และภาคธุรกิจประกันภัย จะได้พัฒนากรมธรรม์ประกันภัยให้เหมาะสมและตรงกับความต้องการของชุมชนยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นการเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนให้ช่วยคิด พัฒนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดส่งต่อองค์ความรู้ด้านการประกันภัย รวมทั้งร่วมเสริมสร้างชุมชนให้เข้มแข็งพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างความต้องการในระดับพื้นที่ (Bottom-Up) และทิศทางในภาพรวมของระดับประเทศ (Top-Down)

เลขาธิการ คปภ. กล่าวด้วยว่า โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 4 จะมีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับภาคธุรกิจประกันภัย ตลอดจนกองทุนประกันชีวิต กองทุนประกันวินาศภัย และกองทุนทดแทนผู้ประสบภัย ที่จะร่วมลงพื้นที่ในชุมชนต่าง ๆ ตามภารกิจในโครงการฯ รวมทั้งจะมีทีมงานของสำนักงาน คปภ. ในรูปแบบ Insurance Mobile Unit หรือศูนย์บริการประชาชนด้านการประกันภัยเคลื่อนที่แบบครบวงจร เพื่อให้ข้อมูล รับเรื่องร้องเรียนที่เกี่ยวข้องกับการประกันภัย ผ่าน “Mobile Complaint Unit” หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยเคลื่อนที่ให้บริการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านการประกันภัยแบบเคาะประตูบ้านประชาชนในชุมชน ตลอดจนช่วยเหลือด้านประกันภัยเบื้องต้น ซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่ออุตสาหกรรมประกันภัยอย่างยั่งยืนต่อไป ในขณะเดียวกันได้มีการถ่ายทำเป็นรายการซีรีย์ “คปภ. เพื่อชุมชน” เพื่อนำไปเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ทำให้เกิดการเรียนรู้ด้านประกันภัยในวงกว้างอีกด้วย 


“โครงการ คปภ. เพื่อชุมชน ปี 4” เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประชาชนในชุมชนต่าง ๆ ของประเทศ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันภัย เกิดความตระหนักรู้ถึงคุณค่าและคุณประโยชน์ของการประกันภัย สามารถใช้ประกันภัยเป็นเครื่องมือในการบริหารความเสี่ยงในชีวิตและทรัพย์สินให้กับตนเองและครอบครัวได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชนมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ส่งผลให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” เลขาธิการ คปภ. กล่าวในตอนท้าย

เปิดวิสัยทัศน์ วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 17

posted Jul 23, 2020, 8:22 PM by Maturos Lophong   [ updated Jul 23, 2020, 8:28 PM ]

เปิดวิสัยทัศน์ วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 17

ชูบทบาทเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ ช่วยสังคมฐานราก บรรเทาปัญหาหนี้สินและภาระดอกเบี้ย

ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 17 ฉายวิสัยทัศน์ ปรับบทบาทธนาคารออมสินเข้าสู่การเป็น Social Bank เต็มรูปแบบ เดินหน้าช่วยเหลือลูกค้า - ประชาชน 3 กลุ่ม เร่งด่วน ผู้มีรายได้น้อยหรือฐานราก ผู้ประกอบการรายย่อย และองค์กรชุมชน เผยเตรียมเข้าสู่ธุรกิจ Non-Bank เปิดรีไฟแนนซ์ลูกหนี้ กดดอกเบี้ยลง 8 -10% ช่วยเหลือคนจนที่ประสบปัญหาหนี้สิน และต้องรับภาระดอกเบี้ยที่สูงมาก หวังปรับโครงสร้างดอกเบี้ยของตลาดเงินกู้รายย่อย เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม


นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินจะปรับบทบาทมุ่งสู่การเป็น Social Bank หรือ ธนาคารเพื่อสังคม อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างผลเชิงบวกแก่สังคม “Making POSITIVE Impact on Society” ด้วยการดูแลลูกค้าและประชาชน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการรายย่อย (พ่อค้าแม่ค้า) และองค์กรชุมชน เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม หลุดพ้นจากความยากจน ยกระดับรายได้ ต่อยอดเป็นผู้ประกอบการรายย่อย สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ อันเป็นภารกิจสำคัญที่ธนาคารฯ มีความเชี่ยวชาญจากประสบการณ์ที่ได้ดูแลกลุ่มลูกค้านี้อย่างใกล้ชิดมาตลอดระยะเวลาหลายสิบปี จนปัจจุบันธนาคารฯ มีฐานลูกค้ากลุ่มนี้ถึง 12.8 ล้านราย หรือ 61.6% ของจำนวนลูกค้ารวม โดยจะปรับภารกิจและกระบวนการทุกด้านของธนาคารให้สอดคล้องกับการเป็น Social Bank เพื่อมุ่งให้เกิดผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน ในขณะที่การทำภารกิจเชิงพาณิชย์จะเป็นกิจการรองเพื่อสร้างกำไรที่จะนำมาอุดหนุนภารกิจด้านสังคม รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งทางการเงินด้วยการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าการเติบโตด้วยปริมาณ ซึ่งจะเป็นการสร้างสมดุลในการดำเนินธุรกิจขององค์กร ทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Banking)

สำหรับภารกิจแรกคือการนำธนาคารออมสินเข้าสู่ธุรกิจ Non-Bank อย่างเต็มตัว ภายใต้การมุ่งสู่ Social Bank ด้วยการสนับสนุนแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดในปัจจุบัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนรายย่อย/ผู้มีรายได้น้อยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผลเชิงบวกให้กับสังคมอย่างจริงจัง เพื่อบรรเทาภาระดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบ และมุ่งเน้นสร้างกลไกเพื่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอัตราดอกเบี้ยที่ลูกค้ากลุ่มฐานรากใช้บริการ Non-Bank ได้แก่ สินเชื่อบุคคล/บัตรกดเงินสด บัตรเครดิต สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เป็นต้น ซึ่งคิดอัตราในระดับสูงถึง 24 - 28% ต่อปี หรืออาจจะมากกว่านี้ โดยมีเป้าหมายจะลดภาระดอกเบี้ยของผู้กู้ลงให้ได้ 8 - 10% ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการได้ภายใน 6 เดือนนี้

นอกจากนี้ ธนาคารฯ จะจัดตั้งศูนย์พัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย ที่มุ่งเป้าช่วยเหลือประชาชนในการสร้างธุรกิจ โดยรวบรวมองค์ความรู้ในทุกด้านที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจ อาทิ กลุ่ม Street Food, กลุ่ม Homestay เป็นต้น เริ่มจากการให้ข้อมูลเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรม การคัดเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย การวางกลยุทธ์การตลาด และสร้างช่องทางการขาย/การหาลูกค้า ไปจนถึงการให้สินเชื่อ และการร่วมทุน โดยธนาคารออมสินจะเป็นหน่วยงานรัฐแห่งแรกที่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างครบวงจร เพื่อให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและยั่งยืน

ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวต่อไปว่า Digital Banking จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจ Social Bank ให้ประสบความสำเร็จ โดยจะถูกปรับบทบาทให้เข้ามาช่วยสนับสนุนงานของสาขา และจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบทำให้ประชาชนต้องปรับตัวสู่การใช้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ธนาคารฯ จึงเตรียมพัฒนาบริการลักษณะเฉพาะ หรือ Feature ใหม่ ๆ บนแอปพลิเคชัน MyMo เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปสาขาแต่สามารถใช้บริการบนโทรศัพท์มือถือได้ อาทิ บริการปรับโครงสร้างหนี้ การให้บริการสินเชื่อแบบ Digital Lending ตลอดจนบริการเปิดบัญชีเงินฝาก (e-KYC) อีกด้วย ซึ่งจะเริ่มให้บริการได้ภายใน 6 เดือนนับจากนี้ไปเช่นกัน

“สภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งจากผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกต่อไปอีก ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้กิจการค้าขาย/บริการ ธุรกิจต่าง ๆ ล้วนตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก จำเป็นต้องมีการปรับตัว ธนาคารออมสินจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการปรับบทบาทของธนาคารออมสินมุ่งสู่ Social Bank จะเป็นพลังสำคัญที่จะทำให้การใช้ชีวิตวิถีใหม่มีต้นทุนที่ลดลง ช่วยบรรเทาผลกระทบให้ประชาชนและลูกค้าของธนาคารฯ ได้” ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กล่าวในที่สุด

บล.ไทยพาณิชย์แนะจับตาตลาดการเงินหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์

posted Jul 12, 2020, 11:55 PM by Maturos Lophong



บล.ไทยพาณิชย์แนะจับตาตลาดการเงินหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์มีความคาดหวังมากเกินไป

เน้นสร้างพอร์ตลงทุนแบบ defensive มองหุ้นมี story เกี่ยวกับการติบโต และความคาดหวังต่ำ

พร้อมมองข้ามช็อต SET Index ปี 2564 อยู่ที่ 1,430 จุด

บล.ไทยพาณิชย์มองตลาดการเงินหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์กลับสู่ภาวะเกือบเป็นปกติ ไม่มีภาพของ “easy returns” อีกต่อไป มอง SET Index มี upside จำกัด valuation ไม่สมเหตุสมผลเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 แม้ความเสี่ยงในระยะสั้นลดลง แต่ความไม่แน่นอนในระยะยาวยังมีอยู่ โดยยังคงมุมมองการลงทุนระมัดระวังต่อภาคบริการเนื่องจาก 3 ปัจจัย 1) การฟื้นตัวช้า 2) อัตราการผิดนัดชำระหนี้สูงขึ้นของธุรกิจขนาดเล็กและกลาง 3) ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลยุทธ์การลงทุนในไตรมาสที่ 3/63 แนะนำสร้างพอร์ตลงทุนแบบ defensive เน้นหุ้นมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานและ story เกี่ยวกับการเติบโตรอบใหม่ และหุ้น cyclical ที่มีความคาดหวังต่ำ ได้แก่ ADVANC BBL BCH ERW HANA และ IVL ในขณะที่ยังคงเก็บหุ้น top picks ไตรมาส2/63 คือ BDMS BEM BTS และ CPF และประเมินเป้าหมายของ SET Index ในปี 2564 โดยอิงกับปัจจัยพื้นฐานอยู่ที่ 1,430 จุด


นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) กล่าวว่า หลังจากที่ทั่วโลกผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็กลับมาดำเนินอีกครั้งโดยเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัว ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลางต่างๆทำให้กิจกรรมภาคการผลิตจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในช่วง 4Q63 แต่ภาคบริการจะยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ คาดว่าความปกติรูปแบบใหม่ (new normal) จะเกิดขึ้นในช่วง 3Q64 สืบเนื่องมาจากการค้นพบวัคซีน ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์เลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยและยุโรปอาจจะฟื้นตัวช้ากว่าสหรัฐฯ และเอเชียเหนือซึ่งมีสัดส่วนรายได้จากภาคบริการน้อยกว่า

ด้านตลาดการเงินมองว่าฟื้นตัวและกลับคืนสู่ภาวะเกือบเป็นปกติแล้ว ความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและความเสี่ยงด้านเครดิตปรับตัวลดลงโดยได้รับการสนับสนุนของธนาคารกลาง ควบคู่กับ fund flow และ credit spread ที่เริ่มมีเสถียรภาพโดยมองว่า downside มีจำกัด เนื่องจากตลาดกลับคืนสู่ภาวะปกติ ดังนั้นเราจะเห็นการ rotation ไปยังหุ้นคุณค่า (value stock) และหุ้นวัฏจักร (cyclical stock) และภาพของ “easy returns” จะไม่มีเห็นอีกต่อไป


กลยุทธ์การลงทุนไตรมาสที่ 3/63 ยังคงเน้น Defensive ด้านเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตอย่างช้าๆ ในระยะ 1-3 ปี ข้างหน้า ดังนั้น สำหรับพอร์ตลงทุนหลักระยะยาวจึงแนะนำให้เข้าซื้อหุ้น defensive ที่มีคุณภาพสูง เช่น กลุ่มสินค้าจำเป็น และกลุ่มการแพทย์ แม้การ rotation ไปยังกลุ่มหุ้น cyclical ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป น่าจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เราแนะนำกลุ่มที่มีความคาดหวังต่ำ เช่น พลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร 

ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต แม้เราคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกและประเทศไทยจะทำจุดต่ำสุดใน 2Q63 แต่เมื่อมองต่อไปข้างหน้าอาจจะมีความเสี่ยง downside บางอย่างที่จะส่งผลกระทบทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลงมากกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ โดยมีปัจจัยเสี่ยง 3 ประการ ได้แก่ 1. การลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ในระยะหลังนี้ตลาดการเงินทั่วโลกเปลี่ยนมาอยู่ในภาวะ risk-on เนื่องจาก Fed ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 0% และดำเนินนโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ด้วยการซื้อพันธบัตรแบบไม่จำกัดวงเงิน 2. การระบาดรอบสองของไวรัส COVID-19 โดยสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการระบาดรอบสอง ในช่วงกลางเดือนมิ.ย. รัฐเท็กซัส ฟลอริดา แคลิฟอร์เนีย และอริโซนา รายงานจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด การพบผู้ติดเชื้อในประเทศเพิ่มขึ้นมากทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกิดความกังวล 3. ความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเชื่อว่าความเสี่ยงใหม่กำลังก่อตัวขึ้นและอาจกลายเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในอนาคต ทั้งประเด็นการค้าที่สหรัฐบีบให้จีนนำเข้าเพิ่มขึ้่น ประเด็นเทคโนโลยีที่ต่ออายุการแบน Huawei และ ZTE อีก 1 ปี และประเด็นเงินทุนที่สภาผ่านร่างกฎหมายที่ให้อำนาจสหรัฐในการเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทจีนจากตลาดหลักทรัพย์หากไม่ทำตามข้อกำหนดสหรัฐ


แนะนำเน้นเลือกซื้อหุ้นรายตัวใน 3Q63 SCBS ให้ความสำคัญกับมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานและ story เกี่ยวกับการเติบโตรอบใหม่มากกว่าการปรับเพิ่ม valuation ดังนี้ 


· พอร์ตลงทุนแบบ defensive ซึ่งประกอบด้วย top picks จาก 2Q63 (BDMS BEM BTS และ CPF) และหุ้น defensive ใหม่ที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาด (ADVANC BCH)


· พอร์ตลงทุนเชิงกลยุทธ์ (tactical portfolio) จะมุ่งเน้นหุ้นที่ปรับตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจโลกและวัฏจักรเศรษฐกิจในประเทศที่มีคุณภาพดี เช่น BBL ERW IVL และ HANA

 

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดกลยุทธ์ New Normal Now “MTL”

posted Jun 30, 2020, 1:22 AM by Maturos Lophong



เมืองไทยประกันชีวิต เปิดกลยุทธ์ New Normal Now “MTL” 
 เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รับชีวิตวิถีใหม่ ตอบโจทย์ทุกความต้องการ...ให้เป็นเรื่องง่าย

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอบรับกับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ที่ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งในด้านของความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสนใจด้านสุขภาพมากยิ่งขึ้น ภายหลังการเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมืองไทยประกันชีวิต ได้ประกาศเดินหน้าจุดยืน “MTL Everyday Life Partner” ในการเดินเคียงข้างในทุกช่วงของชีวิตโดยยึดหลักลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมชูกลยุทธ์ New Normal Now “MTL” ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ และช่องทางการขายที่หลากหลาย บนแพลตฟอร์ม Digital และ Non-digital มุ่งตอบโจทย์ความต้องการในทุกไลฟ์สไตล์และขจัด Pain Point ของลูกค้าอย่างตรงจุด

ทั้งนี้ บนโลกชีวิตวิถีใหม่ ที่ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ทำให้มีการมองหาประกันชีวิตและสุขภาพที่สามารถตอบโจทย์เรื่องค่าใช่จ่ายในการรักษาพยาบาลได้อย่างครอบคลุม เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน เมืองไทยประกันชีวิต ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ D Health” เก็ทง่าย จ่ายเต็มแม็กซ์ ที่โดดเด่นด้วยความคุ้มครองสุขภาพที่เข้าใจง่ายและให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในแบบเหมาจ่ายตั้งแต่ 1 ล้านบาท สูงสุด 5 ล้านบาท ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า ทั้งคนที่มีสวัสดิการและไม่มีสวัสดิการ หมดกังวลเรื่องค่าห้องที่อาจปรับเพิ่มขึ้นในอนาคต สบายใจเรื่องค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) ที่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง หายห่วง เรื่องค่ารักษาพยาบาลเพราะ ดี๊ดี! ดูแล ดังนี้

Ø ค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน และ ค่าห้องผู้ป่วยหนัก (ไอ.ซี.ยู.) เหมาจ่ายตามจริง

Ø คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน เหมาจ่ายตามจริง

Ø กรณีเจ็บป่วยและกรณีผ่าตัด ทั้งโรคทั่วไปและโรคร้ายแรง เหมาจ่ายตามจริง

Ø ดูแลกันยาวๆ ให้ความคุ้มครองถึงอายุ 99 ปี

Ø ดีที่เลือกได้ เหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรก สูงสุด 5 ล้านบาท* ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง ไม่จำกัดจำนวนครั้ง

Ø ดีที่ได้เลือก เหมาจ่ายแค่ส่วนเกินจากสวัสดิการที่มีอยู่ เพื่อทำให้เบี้ยถูกลง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าในการเสนอผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองด้านสุขภาพและโรคร้ายแรง ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เหมาะกับลูกค้าในแต่ละกลุ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะได้รับความคุ้มครองแล้วเบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 25,000 บาท และเมื่อรวมกับการหักลดหย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับผู้ที่ซื้อสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 365 (พ.ศ. 2563) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร 

นายสาระ กล่าวอีกว่า ในส่วนของการพัฒนาด้านบริการ สำหรับโลกยุค New Normal นั้น จะมุ่งเน้นสู่การเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชัน “MTL Click” ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการด้านประกันชีวิตได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น การดูข้อมูลกรมธรรม์ การชำระเบี้ยประกัน การเคลม การค้นหาโรงพยาบาล การปรึกษาปัญหาสุขภาพออนไลน์ผ่านบริการ Telemedicine กับโรงพยาบาลสมิติเวช หรือการรับสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า เมืองไทยสไมล์คลับ ที่ได้คัดสรรกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมปรับรูปแบบให้เข้าวิถีใหม่ไว้อย่างครบครัน


โดยในส่วนของการให้บริการด้าน Telemedicine เมืองไทยประกันชีวิตได้เดินหน้ายกระดับบริการให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยความร่วมมือกับโรงพยาบาลสมิติเวช ได้เพิ่มอนุสาขาของแพทย์ (Specialist) ที่ให้การรักษาผ่าน Virtual Hospital เพิ่มอีก 53 สาขา เช่น อายุรกรรมต่อมไร้ท่อ หัวใจ สูตินารีเวช หู คอ จมูก อายุรศาสตร์ด้านการติดเชื้อแพทย์ผิวหนัง หอบหืดและภูมิแพ้ เป็นต้น โดยมีแพทย์อนุสาขาทั้งหมดกว่า 400 ท่าน ที่พร้อมให้คำปรึกษาและรักษาได้ทั้งคนไข้เก่าและใหม่ ซึ่งความคุ้มครองอย่างเต็มรูปแบบนี้ลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตสามารถเข้าถึงได้ผ่าน feature My Healthcare ในแอปปลิเคชัน MTL Click สำหรับลูกค้าประกันกลุ่ม และจะเปิดให้บริการสำหรับลูกค้าประกันเดี่ยวในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ นอกจากนี้เมืองไทยประกันชีวิตยังมีการขยายบริการ Telemedicine เฉพาะกิจไปยังโรงพยาบาลคู่สัญญาอีกถึง 48 แห่ง สำหรับผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นโรคเรื้อรังและเป็นผู้ป่วยเดิมที่มีประวัติการรักษาในโรงพยาบาล ที่มีนัดตรวจติดตามการรักษา เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงจากการเดินทางออกจากบ้านให้แก่ผู้เอาประกันภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 เริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้ – 31 สิงหาคม 2563 และเตรียมที่จะขยายสู่ Telemedicine เต็มรูปแบบต่อไปในอนาคต

ในการพัฒนาด้านบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับความสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น เมืองไทยประกันชีวิต ได้ร่วมพัฒนาระบบกับเครือโรงพยาบาลบางประกอก พัฒนานวัตกรรมระบบการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ Application Programming Interface หรือ API ซึ่งระบบดังกล่าวจะช่วยยกระดับการให้บริการด้านการเคลมและเรียกร้องสินไหมให้มีความสะดวกรวดเร็ว และสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้เอาประกันภัยที่ใช้บริการที่โรงพยาบาลเพียงบัตรประชาชนใบเดียว และข้อมูลที่ทำผ่านระบบนั้น อยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ โดยปัจจุบันเริ่มให้บริการได้ที่เครือโรงพยาบาลบางประกอก 6 แห่ง ได้แก่โรงพยาบาลบางประกอก 1 โรงพยาบาลบางประกอก 3 โรงพยาบาลบางประกอก 8 โรงพยาบาลบางประกอก 9 โรงพยาบาลบางประกอกรังสิต และโรงพยาบาลบางประกอก สมุทรปราการ ซึ่งเริ่มให้บริการที่ผู้ป่วยนอกก่อน และกำลังพัฒนาเพื่อให้บริการในผู้ป่วยใน เป็นลำดับถัดไป รวมถึงมีแผนที่จะขยายไปในโรงพยาบาลคู่สัญญาแห่งอื่นๆ เพิ่มเติมอีกด้วย


ด้านเมืองไทยสไมล์คลับ ได้มีการปรับรูปแบบของกิจกรรมและสิทธิพิเศษให้ตอบโจทย์ชีวิตวิถีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม MTL Smile Live ซึ่งเป็นการจัดกิจกรรม Work Shop ผ่าน Live ไม่ว่าลูกค้าจะอยู่ที่ไหนก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ กิจกรรม Fit From Home เป็นการ Live Class ออกกำลังกาย ที่ให้สมาชิกเข้าร่วม Fit ได้โดยไม่ต้องจองคิว และไม่ต้องกังวลในการรักษาระยะห่าง รวมไปถึงการแลกคะแนนใช้รับส่วนลด Shopping Online กับพันธมิตรที่ร่วมโครงการ นอกจากนี้ลูกค้าที่ดาวน์โหลด แอปพลิเคชัน “MTL Click” พร้อมลงทะเบียนและเพิ่มกรมธรรม์ที่มีอยู่แล้วให้เสร็จสมบูรณ์ จะได้รับสิทธิความคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 15 สิงหาคม 2563 อีกด้วย


นอกจากนี้ เพื่อเป็นการตอบรับเทรนด์การดูแลสุขภาพรูปแบบใหม่ เมืองไทยประกันชีวิตได้ร่วมกับโรงพยาบาลสมิติเวช มอบสิทธิพิเศษลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตและสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สำหรับการซื้อหรือแลก “TytoCare” นวัตกรรมชุดอุปกรณ์ตรวจวัดสุขภาพเบื้องต้น ออกแบบมาให้ทุกคนสามารถใช้งานเองได้ที่บ้าน เพื่อส่งข้อมูลให้แก่คุณหมอที่ให้คำปรึกษาออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมต่อการปรึกษาแพทย์ออนไลน์กับ Samitivej Virtual Hospital เหมือนหมอมาตรวจถึงบ้าน

บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าทำการตลาดแบบหลากหลายช่องทาง (Multi Distribution Channels) ไม่ว่าจะเป็นช่องทางตัวแทนประกันชีวิต ช่องทางธนาคาร โบรกเกอร์ รวมไปถึงการขายแบบประกันออนไลน์ ที่มุ่งขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงมีการเสนอขายผ่านช่องทาง Digital Face to Face เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าที่มีความสนใจในการทำประกันภัย ผ่านช่องทางการเสนอขายกรมธรรม์ประกันภัย ด้วยการใช้เครื่องมือสื่อสารผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยข้อความ เสียง และ/หรือภาพ ระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 และยังเตรียมพัฒนาระบบและเครื่องมือสนับสนุนการขายให้ทันสมัยอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนกระบวนการงานขายตั้งแต่กระบวนการก่อนการนำเสนอขาย ระหว่างการเสนอขาย และหลังการเสนอขาย เพื่อส่งมอบบริการด้านการวางแผนการเงินที่ดีและเหมาะสมกับลูกค้า ตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างครอบคลุมแบบ End to End Service

นายสาระ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่อย่างแท้จริง เมืองไทยประกันชีวิต ยังมีการปรับกลยุทธ์องค์กร จากการให้พนักงานทำงานที่บ้าน (Work From Home) สู่การให้พนักงานสามารถทำงานได้ในทุกสถานที่ (Work From Anywhere) ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน นอกจากนี้ ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาคนทั้งตัวแทนและพนักงานด้วยการพัฒนาการเรียนรู้และพัฒนาทักษะในภาวะที่โลกมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วพร้อมได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาความรู้สู่การอบรมวิถีใหม่บนออนไลน์แพลตฟอร์ม ผ่าน Live Streaming บนระบบ E-Learning ซึ่งสามารถสื่อสารกับผู้ดำเนินรายการหรือวิทยากรได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีการสร้างการเรียนรู้แบบ Self Direct Learning เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ พนักงานและตัวแทนในยุคนี้ ที่เน้นการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะส่งผล ต่อการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ขึ้นภายในองค์กร และสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

เงื่อนไขเพิ่มเติม

* สำหรับแผน 2

- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่มีผลบังคับอยู่

- เบี้ยประกันภัยของสัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพ สามารถนำไปใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ กรมสรรพากร กำหนด

- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัทฯ

- การเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง หมายถึง การต้องอยู่ในโรงพยาบาล เพื่อการรักษาในฐานะผู้ป่วยในครั้งใดครั้งหนึ่ง และให้รวมถึงการต้องอยู่ในโรงพยาบาลสองครั้ง หรือมากกว่าด้วยสาเหตุ หรือโรคหรือภาวะแทรกซ้อนจากโรคเดียวกัน โดยที่ระยะเวลาการต้องอยู่ในโรงพยาบาล แต่ละครั้งห่างกันไม่เกินกว่า 90 วัน นับแต่วันที่ออกจากโรงพยาบาลครั้งสุดท้าย ก็ให้ถือว่าเป็นการเข้าพักรักษาตัวครั้งเดียวกันด้วย

- เงื่อนไขของการซื้อหรือแลก TytoCare เป็นไปตามที่บริษัทฯ และโรงพยาบาลสมิติเวช กำหนด

คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตหลังโควิด-19 ระบาด

posted Jun 18, 2020, 1:53 AM by Maturos Lophong   [ updated Jun 18, 2020, 1:54 AM ]

ภาพรวมธุรกิจประกันชีวิตหลังโควิด-19 ระบาด 

นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยถึงมุมมองและทิศทางของธุรกิจประกันชีวิตหลังโควิด-19 ระบาดว่า ธุรกิจประกันชีวิตประสบกับความท้าทายครั้งใหญ่มาโดยตลอด ซึ่งปัจจัยหลักคงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ดอกเบี้ยลดต่ำลงเป็นประวัติการณ์ ผลตอบแทนจากการลงทุนลดลง ตามติดมาด้วยวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซ้ำเติมให้เศรษฐกิจโลกทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ 4 เดือนแรกของปี 63 (มกราคม- เมษายน 2563) ธุรกิจประกันชีวิตมีเบี้ยประกันภัยรับรวมจำนวน 189,380.48 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลงร้อยละ -1.24 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ (New Business Premium) จำนวน 50,942.06 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.69 ประกอบด้วย เบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก (First Year Premium) จำนวน 33,217.30 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.24 เบี้ยประกันชีวิตรับจ่ายครั้งเดียว (Single Premium) จำนวน 17,724.76 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ -7.30 และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่ออายุ (Renewal Premium) จำนวน 138,438.42 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตลดลงร้อยละ -2.27 และมีอัตราความคงอยู่ 80 ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงได้ปรับคาดการณ์การเติบโตของธุรกิจประกันชีวิตในปี 2563 จะลดลง - 2% ถึง -5% ด้วยเบี้ยประกันภัยรับรวม 598,695.82 – 580,368.40 ล้านบาท ซึ่งสอดรับกับจีดีพีของประเทศที่ปรับลดลงเหลือ -5.3% เช่นกัน

ทั้งนี้ จากผลกระทบของเศรษฐกิจโลกและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ธุรกิจประกันชีวิตได้ทยอยปรับตัวเป็น Digital Insurer มากขึ้น มีการลงทุนในเทคโนโลยีด้วยเม็ดเงินจำนวนมาก เพื่อนำดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนการทำงานในทุกช่องทาง โดยมีวิกฤตโควิด-19 เป็นตัวเร่งพฤติกรรมวิถีใหม่ หรือ New Normal หลายคนต้องยอมรับดิจิทัลและการออนไลน์โดยปริยาย พนักงานประจำบางส่วนสามารถทำงานที่บ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบเสมือนทำงานที่บริษัท มีการติดตามงาน ประชุมผ่านเครื่องมืออุปกรณ์ เครือข่ายดิจิทัลรวมถึงยังคงให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องผ่านลูกค้าสัมพันธ์ Call Center ผ่านช่องทางดิจิทัลในรูปแบบแพลตฟอร์มต่าง ๆ ลูกค้าสามารถชำระเบี้ยประกันภัยผ่านแอพพลิเคชั่น ติดต่อบริษัทได้โดยตรงอย่างสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งการปรับตัวครั้งนี้ไม่เว้นแม้กระทั่งช่องทางการขายผ่านตัวแทนประกันชีวิต โดยได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการออกออกประกาศการขายประกันเฉพาะกิจ Digital Face to Face ผู้เสนอขายสามารถเสนอขายผลิตภัณฑ์ประกันภัย ผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดย เสียง และ/หรือภาพ กับลูกค้าได้ ดังนั้นตัวแทนในวันนี้ จึงสามารถขายผ่านการใช้โทรศัพท์ แอพพลิเคชั่นไลน์ หรือการประชุมผ่านจอภาพกับลูกค้าแล้วขออนุญาตลูกค้าในการบันทึกภาพและเสียงเพื่อส่งให้บริษัท จากนั้นบริษัทจะทำการโทรศัพท์ขอคำยืนยันการทำประกันชีวิตกับลูกค้าร่วมด้วย

ในทำนองเดียวกันธุรกิจได้มีการปรับแต่งระบบการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้มีความเชื่อมโยง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการวิเคราะห์วิจัยข้อมูลความต้องการของลูกค้า การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI),การออกกรมธรรม์ออนไลน์ (e-policy),การเรียกร้องสินไหมทดแทน (e-claim) ต่าง ๆ เพื่อลูกค้าได้รับบริการที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น

ส่วนการปรับตัวด้านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตนั้น ธุรกิจได้ทยอยปรับผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตประเภทออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง มีการการันตีผลตอบแทนออกจากตลาด เหตุปัจจัยเสี่ยงจากภาวะดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ภาคธุรกิจหาผลตอบแทนให้ลูกค้าได้ยากขึ้น แนวโน้มผลิตภัณฑ์นับจากนี้จึงเป็นผลิตภัณฑ์ควบการลงทุน Universal Life , Unit Linked , หรือ Participating Policy โดยเน้นการลงทุนตามความเสี่ยงที่ผู้เอาประกันภัยยอมรับได้ รวมถึงผลักดันผลิตภัณฑ์ที่ให้ความคุ้มครองประเภทประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุซึ่งเบี้ยประกันภัยไม่แพง

และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสวิกฤติโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนตระหนักและให้ความสำคัญกับการประกันสุขภาพมากขึ้น นับเป็นข้อดีของการวางแผนสุขภาพก่อนการเจ็บป่วย ธุรกิจจึงได้มีการปรับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพให้หลากหลายตรงกับความต้องการของลูกค้าเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามอัตราการเสียชีวิตจากการโรคไวรัสโควิด-19 นั้นน้อยมากเมื่อเทียบกับสถิติที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตมากที่สุด เช่น โรคมะเร็งที่เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 215 คน หรือ 78,540 คนต่อปี โรคหัวใจที่เสียชีวิตเฉลี่ยวันละ 57 คน และเสียชีวิต 20,746 คนต่อปี หรือโรคร้ายอื่น ๆ สำหรับประชาชนที่มีประกันสุขภาพอยู่แล้วขอให้ตรวจสอบว่ากรมธรรม์นั้นยังไม่ขาดผลบังคับเพื่อความมั่นใจว่ากรมธรรม์เดิมของท่านจะยังคงได้รับความคุ้มครองทั้งโควิด-19 และโรคอื่น ๆ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ นายกสมาคมฯ กล่าวในตอนท้าย

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ สร้างอิสระครั้งใหม่ #BeyondTheNewNormal

posted May 20, 2020, 12:57 AM by Maturos Lophong   [ updated May 21, 2020, 1:31 AM ]


ประกันภัยไทยวิวัฒน์ สร้างอิสระครั้งใหม่ #BeyondTheNewNormal

เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up บนแคมเปญ #คุ้มครองใหญ่แต่จ่ายเล็ก

ประกันรถที่ เปิด-ปิด และ Top-up ได้ ให้ความประหยัด ยืดหยุ่น และแฟร์กว่า

พร้อมเป็นสื่อกลางจัดกิจกรรม เติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทย ก้าวข้ามวิกฤต COVID-19

o ไทยวิวัฒน์ ต่อยอดความสำเร็จประกันรถเปิดปิด สู่ #ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่เบี้ยประกันทั้งปี มีราคาเริ่มต้นประหยัดได้ถึง ประมาณ 70% และ ให้ผู้บริโภคสามารถ Top-up เติมชั่วโมงการใช้รถได้ตามต้องการ ให้ความอิสระพร้อมประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ได้รับความคุ้มครองครบตลอด 24 ชั่วโมงและ เปิด-ปิดให้อัตโนมัติ #คุ้มครองใหญ่แต่จ่ายเล็ก

o ตอบรับสถานการณ์ปัจจุบัน จัดโปรโมชันส่วนลดค่าเบี้ยประกันสูงสุด 1,000 บาท ให้กับ 3,000 กรมธรรม์แรก ของประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up พร้อมนำรายได้ส่วนหนึ่งร่วมสมทบทุนบริจาคตู้ตรวจคัดกรอง COVID-19 มอบให้ 10 โรงพยาบาลรัฐ ทั่วประเทศ

o ช่วยเหลือคนไทย #ฝากร้านฟรีกับอาเล็ก-ธีรเดช พร้อมร่วมแชร์ความรู้และแนวคิด ให้คนไทยก้าว #BeyondTheNewNormal ร่วมกับคุณก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน จากรายการอายุน้อยร้อยล้าน และ กิจกรรมทำอาหารที่บ้าน กับ คุณชานนท์ ผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand ในรายการ “บวกกับแบม” เพื่อเติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทยก้าวข้ามวิกฤตCOVID-19

วันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านนวัตกรรมประกันภัย เปิดงาน “Beyond the New Normal: เติมเต็มกำลังใจช่วยคนไทย กับ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up” ผ่านช่องทางออนไลน์ ร่วมกับ Influencers รุ่นใหม่ชื่อดังของไทยอีกมากมาย อาทิ คุณแบม ปิติภัทร (พิธีกร) คุณอู๋ Spin9 และ อาเล็ก ธีรเดช ร่วมมือกัน จัดรายการ LIVE ผ่านช่องทาง Social Media ถึง 3 วันเต็ม เพื่อสนับสนุนคนไทยในการรับมือกับสถานการณ์ในปัจจุบัน คุณเทพพันธ์เปิดเผยว่า “เรายึดตาม Slogan ของ ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ‘คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต’ ตลอดมา และจากวิกฤต COVID-19 ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถือได้ว่าเป็นความท้าทายใหม่ที่มาพร้อมกับโอกาส และทางไทยวิวัฒน์จึงได้สร้างสรรค์พัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการให้คนไทยก้าวข้ามไปสู่ New Normal ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง”

ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ได้สร้างประสบการณ์ใหม่ให้เกิดขึ้นในวงการประกันภัยอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ insights ของผู้บริโภค ประกอบกับ เทคโนโลยีใหม่และความคิดสร้างสรรค์ของทีมงาน มาพัฒนานวัตกรรมประกันภัยเพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้เอาประกันโดยที่ผู้บริโภคเองก็อาจคาดไม่ถึง เช่นเดียวกับ สถานการณ์ปัจจุบันที่แม้ทุกคนจะไม่ได้คาดคิด ว่าเราจะต้องมาเว้นระยะห่างทางสังคม หยุดการเดินทางที่ไม่จำเป็น พร้อมทั้งรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและวางแผนทางการเงินให้ดีเพื่อปรับตัวให้ผ่านวิกฤต COVID-19 ครั้งนี้ไปให้ได้ ทางไทยวิวัฒน์ก็ได้เตรียมความพร้อมเป็นตัวช่วยเพื่อให้ผู้บริโภคก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างอุ่นใจโดยที่ผู้บริโภคอาจไม่คาดคิดมาก่อน

ทั้งในเรื่องสุขภาพ ประกันสุขภาพ Thaivivat Active Health ได้ให้แรงผลักดัน ให้ผู้เอาประกันภัยออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการให้รางวัลส่วนลดค่าเบี้ยประกันจากการออกกำลังกายทุกเดือนสูงถึง 40% และนำอุปกรณ์ Smartwatch จาก Brand ชั้นนำอย่าง Garmin และ Fitbit มอบให้ลูกค้าโดยที่ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในสถานการณ์การระบาด COVID-19 เช่นนี้ การรักษาร่างกายให้แข็งแรงเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญเลยทีเดียว พร้อมกันนี้ทางไทยวิวัฒน์ได้จัด Content การออกกำลังกายที่ลูกค้าสามารถทำได้เองที่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกในการออกกำลังกายในช่วงที่เราต้องเว้นระยะห่างทางสังคม และแม้ไม่สามารถออกไปใช้บริการจากยิมหรือฟิตเนสต่างๆ ได้ ไทยวิวัฒน์เองก็ได้ปรับลดเกณฑ์การออกกำลังกายในแต่ละสัปดาห์ให้ทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้นอกจากการรักษาร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ไทยวิวัฒน์ก็เป็นที่เดียวที่ได้มอบความคุ้มครองพิเศษให้ลูกค้าประกันสุขภาพ Thaivivat Active Health ให้สามารถเบิกค่าตรวจคัดกรอง COVID-19 ได้อีกด้วย ซึ่งประกันสุขภาพทั่วไปจะไม่คุ้มครองในส่วนนี้นอกเสียจากได้รับการรักษาจริงจากโรคที่ตรวจเจอเท่านั้น สิ่งเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่าไทยวิวัฒน์ได้คิดเผื่อและใส่ใจเพื่อทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคได้จริง



นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วเรื่องการเดินทางก็เป็นอีกเรื่องที่ทุกคนต้องปรับตัวในสถานการณ์ความปกติใหม่นี้ เราทุกคนอาจไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าเราจะสามารถกลับมาเดินทางตามปกติได้เมื่อไหร่ ซึ่งประกันเดินทางเปิดปิดของไทยวิวัฒน์ ก็เป็นที่แรกและที่เดียวที่ให้ผู้เอาประกันสามารถปรับเปลี่ยนวันเดินทางได้เอง พร้อมทั้งสามารถเพิ่มหรือลดวันเดินทางได้เช่นกัน ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Travel’ และถ้าลูกค้าท่านใดมีความจำเป็นต้องเดินทางในช่วงนี้หรือในอนาคตอันใกล้นี้ ก็อุ่นใจได้ เนื่องจาก ประกันเดินทางของไทยวิวัฒน์ ได้เพิ่มความคุ้มครองเรื่อง การรักษาต่อเนื่องในไทยจากปกติ 7 วัน เป็น 21 วัน เพื่อให้ครอบคลุมระยะฟักตัวของ COVID-19 ด้วยเช่นกัน

ในด้านของประกันภัยรถยนต์ ไทยวิวัฒน์ เป็นที่เดียวที่ให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายค่าเบี้ยตามการใช้รถจริง ด้วยประกันรถเปิดปิด ทำให้ผู้ใช้รถสามารถประหยัดค่าเบี้ยประกันรถยนต์ได้ถึง 40% ซึ่งเหมาะกับ สถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ที่ผู้คนมีการใช้รถน้อยลง จากการ Work From Home และการรณรงค์ให้อยู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า คุณอู๋ Spin 9 หรือ อติชาญ เชิงชวโน กูรูด้านรถยนต์และเทคโนโลยี YouTuber ชื่อดังอันดับต้นๆ ของไทย ก็เป็นหนึ่งในลูกค้าจริงที่เลือกเปลี่ยนจากประกันรถรายปีทั่วไปมาเป็นประกันรถเปิดปิด คุณอู๋ได้แชร์ถึงประสบการณ์การใช้งานประกันรถเปิดปิดว่า “นอกจากจะประหยัดค่าเบี้ยประกันรถของผมทุกปีจากหลายหมื่นเหลือเพียง 7 พันกว่าบาทแล้ว สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ การใช้งานที่เรียกได้ว่า Seamless เลยครับ การเปิด-ปิดประกันแบบอัตโนมัติ เมื่อสตาร์ท และ ดับเครื่องยนต์ ประกันก็จะเปิด-ปิดให้เอง ผ่านอุปกรณ์ IoT ที่เรียกว่า TVI Connect และจะมีการแจ้งเตือนทุกครั้งผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ แต่ถึงผมจะไม่เปิด App หรือมือถือผมจะแบตหมด การเปิด-ปิดก็ทำให้เองทั้งหมดผ่านทาง TVI Connect ตัวนี้ที่ทางไทยวิวัฒน์มอบให้มาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆ ทำให้ใช้งานง่าย สะดวก แบบไม่ต้องกังวลเรื่องการลืมเปิดหรือปิดประกันเลยครับ และเรื่องความคุ้มครองก็สบายใจได้ เพราะประกันรถเปิดปิดคุ้มครองให้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้เราจ่ายค่าเบี้ยเฉพาะเวลาที่ใช้รถแต่ได้รับความคุ้มครองครบเหมือนเดิมครับ และที่สำคัญการบริการด้านอื่นๆก็ดีกว่าประกันทั่วไปมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการต่อประกัน หรือ การแจ้งเหตุก็ทำได้เองผ่านแอปพลิเคชัน ทำให้เราสะดวกมากขึ้นในยุคของการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับตัวเราเอง”




ประกันรถเปิดปิด ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้รถโดยทั่วไปที่ใช้รถอยู่เฉลี่ยไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ที่ขับรถส่วนใหญ่เพื่อไปทำงานและกลับบ้าน ส่งผลให้ประกันรถเปิดปิดมีอัตราการต่ออายุที่สูงในตลาดประกันรถยนต์ แต่ในวันนี้ทางไทยวิวัฒน์ สามารถพัฒนารูปแบบของประกันรถเปิดปิดให้ตอบโจทย์สถานการณ์ความปกติใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม ในรูปแบบของ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ประกันรถยนต์รูปแบบใหม่ ที่ได้เพิ่มความพิเศษ ให้กับการทำประกันรถยนต์ นอกเหนือจากการเปิดปิดประกันแล้ว ในวันนี้ผู้ใช้งานยังสามารถ Top-up เพิ่มชั่วโมงประกันได้เอง ทำให้ผู้ใช้รถประหยัดค่าเบี้ยเพิ่มมากขึ้น และยังสามารถทยอยจ่ายค่าเบี้ยประกันตามที่ใช้งานจริง ซึ่งหมายความว่าหากใช้รถน้อยก็จะสามารถจ่ายค่าเบี้ยประกันรถทั้งปีลดลงได้สูงถึงประมาณ 70%

ยกตัวอย่างเช่นประกันรถยนต์ ชั้น 1 จากราคาเบี้ยในท้องตลาดของประกันรายปีทั่วไปค่าเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 บาทต่อปี ส่วนประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up ราคาเริ่มต้นทั้งปี สำหรับประกันชั้น 1 จะคงเหลือเพียง 4,900 บาท เท่านั้น ทั้งนี้จะมีระยะเวลาความคุ้มครองเริ่มต้นให้ที่ 50 ชั่วโมง

ในกรณีนี้หากผู้ใช้บริการต้องการจำนวนชั่วโมงความคุ้มครองเพิ่ม ก็สามารถ Top-up ชั่วโมงความคุ้มครองได้เองตลอดเวลา ผ่านทางแอปพลิเคชัน ‘Thaivivat Motor’ ในราคาเริ่มต้นสำหรับประกันชั้น 1 เพียง 400 บาท ต่อ ทุกๆ 50 ชั่วโมงความคุ้มครอง ทำให้ผู้ใช้รถจ่ายค่าเบี้ยประกันเฉพาะเท่าที่ใช้งานรถจริง หรือค่อยๆ ทยอยจ่ายค่าเบี้ยตามที่จำเป็นเท่านั้น

นอกจากประกันชั้น 1 แล้ว ยังมีประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความเหมาะสมเช่นกัน โดยราคาเบี้ยประกันชั้น 2+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,900 บาท และ ราคาเบี้ยประกันชั้น 3+ ต่อปีเริ่มต้นเพียง 2,700 บาท ซึ่งการ Top-up เติมชั่วโมงของประกันชั้น 2+ และ ชั้น 3+ จะอยู่ที่ 300 บาทต่อ 50 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น

คุณแบม ปีติภัทร คูตระกูล พิธีกรตัวแทนคนรุ่นใหม่ ได้ให้ความเห็นถึง ผลิตภัณฑ์ ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up นี้ว่า “มีความล้ำสมัย และช่วยให้อิสระทางการเงินแก่ผู้ใช้งานเป็นอย่างมากโดยเฉพาะในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง พร้อมให้คนไทยสามารถเข้าถึงการป้องกันความเสี่ยงและเพิ่มหลักประกันที่มั่นคงเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนั้นยังได้ตอบโจทย์สถานการณ์ New Normal ความปกติใหม่ที่ได้เกิดขึ้น เมื่อคนไทยมีการเดินทางลดลง สามารถทำงานแบบ Work Anywhere and Anytime พร้อมเชื่อมต่อและส่งข้อมูลกันได้ผ่านทางโลกดิจิทัล ถือได้ว่าเป็นโอกาสดีที่ ประกันรถเปิดปิด จะนำเทคโนโลยีมาช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตให้สะดวกและประหยัดไปพร้อมๆ กัน”

ทั้งนี้ในโอกาสการเปิดตัวประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ท่ามกลางความปกติใหม่นี้ คุณเทพพันธ์ กล่าวต่อว่า เนื่องด้วยประกันรถเปิดปิดได้เปิดตัวมาครบรอบ 3 ปีเต็มแล้ว ไทยวิวัฒน์ขอมอบ โปรโมชันส่วนลดสูงสุดถึง 1,000 บาทให้กับลูกค้าประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up จำนวน 3,000 กรมธรรม์แรก โดยให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 500 บาท สำหรับกรมธรรม์ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ชั้น 2+ และชั้น 3+ และกรมธรรม์ประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up ชั้น 1 ให้ส่วนลดค่าเบี้ยประกัน 1,000 บาท

ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่สนใจสามารถทำประกันรถชั้น 1 ได้ ในราคาเริ่มต้นจาก 4,900 บาท เหลือเพียง 3,900 บาทเท่านั้น โปรโมชันดังกล่าว จะมอบให้กับผู้ทำประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up เป็นจำนวน 3,000 กรมธรรม์แรก ตั้งแต่วันนี้ - 30 มิถุนายน 2563 และสามารถทำประกันล่วงหน้าได้ถึง 1 ปี ถ้าประกันรถใครยังไม่หมดก็สามารถสมัครล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิ์ดังกล่าวได้เช่นกัน

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวสิทธิพิเศษ สำหรับลูกค้าประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up และ ประกันรถเปิดปิด แบบ Package 4 เดือนขึ้นไป สามารถเรียกใช้บริการทำความสะอาดรถและอบโอโซนถึงที่บ้าน ฟรี! มูลค่า 550 บาท ผ่านแอปพลิเคชัน Thaivivat Motor โดยความร่วมมือกับผู้ให้บริการ INSTAWASH โดยสามารถรับสิทธิ์ได้ฟรี จำนวน 50 สิทธิ์ ต่อเดือน วันนี้ – 30 กันยายน 2563

นอกจากประกันรถเปิดปิด แบบ Top-up จะจัดโปรโมชันเพื่อช่วยเหลือผู้ทำประกันภัยแล้ว ยังนำรายได้ส่วนหนึ่งที่ได้จากเบี้ยประกันรถเปิดปิดนี้ เพื่อนำไปสมทบทุนจัดหาและบริจาคตู้ตรวจคัดกรอง COVID-19 (Modular Sward Units) มอบให้กับ 10 โรงพยาบาลรัฐ ในเครือข่ายสถาบันแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจทำประกันรถเปิดปิดTop-up สามารถสมัครประกันได้ง่ายๆ ผ่านทาง www.thaivivat.co.th หรือ โทร 02-200-7000

อย่างไรก็ตามนอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ประกันภัยไทยวิวัฒน์ยังจัดรายการ LIVE ในรูปแบบ Variety Talk and Charity ต่อเนื่องอีก 2 วัน ในวันที่ 21 และ 23 พฤษภาคม 2563 ทาง Facebook Page: Thaivivat Insurance – ไทยวิวัฒน์ รูปแบบใหม่โดย “ประกันภัยไทยวิวัฒน์ X บวกกับแบม” ที่เชื่อมต่อครอบครัวไทยวิวัฒน์เข้าด้วยกัน พูดคุยเน้นๆ แบบเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด รวมถึงเติมเต็มกำลังใจให้ฝ่าฟันวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

โดยจัดกิจกรรมร้านดีช่วยบอกต่อ ฝากร้านกับ พรีเซ็นเตอร์ประกันภัยไทยวิวัฒน์ “อาเล็ก-ธีรเดช เมธาวรายุทธ” ให้ผู้ชมสามารถฝากร้าน โปรโมทธุรกิจ ต่างๆ ผ่านรายการได้ฟรี เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการใหม่ๆ ให้คนไทยทุกคนได้รับรู้ พร้อมพูดคุยการรับมือกับวิถีชีวิตแบบ New Normal ความปกติใหม่ ร่วมกับแขกรับเชิญพิเศษ คุณก้อง อรรฆรัตน์ นิติพน จากรายการอายุน้อยร้อยล้าน และกิจกรรมทำอาหารกับ พ่อบ้านตัวจริง คุณชานนท์ ผู้เข้าแข่งขัน MasterChef Thailand Season 3 ใน Theme ‘ประกันรถเปิดปิดแบบ Top-up, Beyond the New Normal’ นอกจากนี้ในรายการ ยังมีกิจกรรมร่วมสนุกลุ้นรับของที่ระลึก รวมถึงชวนผู้ชมมาร่วมแสดงพลังสู้ COVID-19 ร่วมกับมูลนิธิต่างๆ ที่ไทยวิวัฒน์ได้นำร่อง ด้วยการร่วมสนับสนุนเงิน 1 ล้านบาท ร่วมกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมูลนิธิเทใจ เพื่อผลิต หน้ากากผ้าสะท้อนน้ำ “THAMMASK” ให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ พร้อมส่งต่อเป็นกำลังใจให้เรา ก้าวผ่าน วิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน

TQM ผนึกกรุงเทพประกันภัย ปล่อยโปรดักท์ซีรีย์ “ประกันเบาใจ”

posted Apr 30, 2020, 12:15 AM by Maturos Lophong


TQM ผนึกกรุงเทพประกันภัย ปล่อยโปรดักท์ซีรีย์ “ประกันเบาใจ” 

เอาใจมนุษย์ฟรีแลนซ์-มนุษย์เงินเดือน เคาะเบี้ยสุดคุ้มรับวันแรงงาน

บมจ.ทีคิวเอ็ม คอร์ปอเรชั่น โดย ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ (TQM) ร่วมกับ บมจ.กรุงเทพประกันภัย (BKI) เปิดตัวโปรดักท์ประกันภัยซีรีย์พิเศษ ‘ประกันเบาใจ’ ด้วยประกันมนุษย์เงินเดือนและประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ มุ่งตอบสนองเพนพอยท์ ‘ความไม่แน่นอนในชีวิต’ ของมนุษย์ฟรีแลนซ์-มนุษย์เงินเดือน ที่กำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจขาลงจากพิษไวรัสโควิด-19 พร้อมออกแบบความคุ้มครองครอบคลุมเข้าถึงอินไซด์ตลาดแรงงาน ตอบโจทย์ครบทั้งสุขภาพและการเงิน เคาะเบี้ยประกันภัยราคาเบาๆ พร้อมผ่อนจ่ายได้สูงสุด10 เดือน เพื่อเอาใจคนทำงาน เดินการตลาดเชิงรุกในยุคโซเชียล ดิสแทนซิ่ง (Social Distancing) ซื้อประกันผ่านออนไลน์ TQM 24 Smart Services ตามแนวคิด “ให้ประกันเป็นเรื่องง่ายแค่ปลายนิ้ว” ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย แม้ในยามวิกฤตยังมีหลักประกันให้เบาใจ ชูโปรดักท์ประกันภัยที่พัฒนามาเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์มนุษย์ทำงานทุกกลุ่ม ครบทุกด้านของชีวิต การออกโปรดักซ์ซีรีย์ประกันเบาใจครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นยอดขายทั้งประกันมนุษย์เงินเดือนและประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ คาดว่าจะมีเบี้ยประกันเพิ่มอีก 350 ล้านบาท โดยมั่นใจว่ายอดขายรวมจะทำได้ตามเป้า 1,200 ล้านบาท พร้อมดึงเจมส์ มาร์ เป็นตัวแทนมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์

ดร.อัญชลิน พรรณนิภา ประธาน บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวว่า “การระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบในวงกว้างโดยเฉพาะในตลาดแรงงาน ล่าสุดพบจำนวนผู้ว่างงานที่ยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมแล้วกว่า 1.2 ล้านราย TQM และกรุงเทพประกันภัย จึงได้ร่วมกันออกโปรดักท์ประกันภัยซีรีย์ ‘ประกันเบาใจ’ เพราะมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์ล้วนยืนอยู่บนความเสี่ยงโดยเฉพาะความเสี่ยงด้านสวัสดิการสุขภาพ ขาดหลักประกันในชีวิต นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้มีประกันมนุษย์เงินเดือน และประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ เพื่อใหมีหลักประกันให้ชีวิตของคนวัยทำงาน แม้ในวันที่ชีวิตต้องอยู่กับความวิกฤต เจ็บป่วยขาดรายได้ก็ยังมีประกันดูแล”

ด้านดร.อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ความร่วมมือในการออกแบบ ‘ประกันเบาใจ’ เป็นการต่อยอดจากโปรดักท์ประกันมนุษย์เงินเดือนที่กรุงเทพประกันภัยและ TQM เดินหน้าพัฒนาต่อเนื่องมากว่า 4 ปี ครั้งนี้เป็นการขยายความคุ้มครองไปยังกลุ่มคนที่ประกอบอาชีพฟรีแลนซ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลและต้องการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพเช่นเดียวกัน ประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์จึงมีความคุ้มครองที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ด้วยความเข้าใจในบริบทผลกระทบจากโควิท-19 จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยรองรับความเสี่ยงทุกด้านของคนทำงาน พร้อมมีบริการพิเศษ อาทิ TeleHealth Consult เบี้ยประกันภัยไม่แพง ผ่อนชำระได้ เพื่อให้มนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์สามารถเข้าถึงได้แบบเบาใจ”

ดร.นภัสนันท์ พรรณนิภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีคิวเอ็ม อินชัวร์รันส์ โบรคเกอร์ จำกัด กล่าวเสริมว่า “โดยกลยุทธ์ในการเดินหน้าการตลาดโปรดักซ์ซีรีย์‘ประกันเบาใจ’ นั้น มุ่งเน้นไปที่การเข้าถึงด้วยกลยุทธ์ช่องทางดิจิทัล ที่ลูกค้าสามารถเข้ามาซื้อประกันออนไลน์ด้วยตนเองได้เลยทันที หรือหากต้องการปรึกษากับพนักงานก็สามารถทักแชทเข้ามาคุยได้ ไปจนถึงบริการหลังการขายที่สามารถรับและตรวจสอบกรมธรรม์ทางออนไลน์ โดยทั้งหมดผ่านบริการใหม่ล่าสุด TQM 24 Smart Services บนช่องทาง Line TQM Insurance Broker ตลอด 24 ชั่วโมง https://lin.ee/36WqybQ นอกจากนี้ ยังมีช่องทางอื่น ๆ ไว้อำนวยความสะดวกได้แก่ Facebook TQM Insurance Broker เว็บไซต์ www.tqm.co.th หรือโทร 1737 ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน

“ครั้งนี้ TQMได้ให้ เจมส์ มาร์ พรีเซนเตอร์ของประกันมนุษย์เงินเดือนมาเป็นตัวแทนมนุษย์เงินเดือนมาบอกสิทธิพิเศษเพิ่มของประกันมนุษย์เงินเดือนในครั้งนี้ และเจมส์ยังเป็นตัวแทนของมนุษย์ฟรีแลนซ์ที่จะเล่าถึงชีวิตมนุษย์ฟรีแลนซ์ว่ามีปัจจัยเสี่ยงอะไรและการลดความเสี่ยงด้วยประกันมนุษย์ฟรีแลนซ์ได้อย่างไร

นอกจากนี้ TQM มีความเข้าใจในพฤติกรรมของผู้บริโภค เป็นสิ่งที่ทำให้เรามั่นใจว่า การตลาดผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ที่แข็งแกร่งของ TQM ประกอบกับความคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์ที่คิดค้นมาเป็นพิเศษ จะทำให้ประกันซีรีย์ “ประกันเบาใจ” เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคทั้งมนุษย์เงินเดือนและมนุษย์ฟรีแลนซ์ได้อย่างแน่นอน” ดร.นภัสนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

เอไอเอ ประเทศไทย จับมือ 15 โรงพยาบาล เปิดตัวบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอก

posted Apr 22, 2020, 11:49 PM by Maturos Lophong



เอไอเอ ประเทศไทย จับมือ 15 โรงพยาบาล เปิดตัวบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอก
ผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
เอไอเอ ประเทศไทย ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในเรื่องดังกล่าว จึงได้จับมือกับโรงพยาบาลในเครือข่ายจำนวน 15 โรงพยาบาล เปิดตัวบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอก (OPD) ผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19


นายแพทย์สมสกุล ศรีพิสุทธิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทางการแพทย์และระบบประกันสุขภาพเครือข่าย เอไอเอ ประเทศไทย กล่าวว่า “เอไอเอ ตระหนักดีว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นั้น หลายท่านมีความกังวลในเรื่องการเดินทางมารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดโรคโควิด-19 เอไอเอ ประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลในเครือข่าย ทั้งสิ้น 15 โรงพยาบาล ได้แก่ รพ. กรุงเทพสำนักงานใหญ่ (ซอยศูนย์วิจัย), รพ. พญาไท นวมินทร์, รพ.กรุงเทพระยอง, รพ. มหาชัย, รพ. สมิติเวช ศรีนครินทร์, รพ. สมิติเวช สุขุมวิท, รพ. สมิติเวช ศรีราชา, รพ. สมิติเวช ชลบุรี, รพ. สมิติเวช ธนบุรี, รพ. สมิติเวช ไชน่าทาวน์, รพ. นวมินทร์ 9, รพ. บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล, รพ. บางปะกอก 1, รพ. บางปะกอก สมุทรปราการ และ รพ. นครธน ในการให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรัง* ที่มีประกันสุขภาพกับ
เอไอเอ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับยาตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ ผ่านบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกผ่านทางโทรศัพท์ หรือ Telemedicine โดยสามารถเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกได้เสมือนการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวก และลดความเสี่ยงจากการเดินทางออกจากบ้านให้แก่ผู้เอาประกันภัยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดดังกล่าว อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐ “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” โดยบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกผ่านทางโทรศัพท์ สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้ จนถึง วันที่ 31 พฤษภาคม 2563”


สำหรับเงื่อนไขผู้เอาประกันภัยที่มีสิทธิรับบริการการเรียกร้องสินไหมผู้ป่วยนอกผ่านทางโทรศัพท์ ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ต้องเป็นผู้เอาประกันภัยที่มีประกันสุขภาพกับเอไอเอ และมีผลประโยชน์ผู้ป่วยนอก (OPD) ซึ่งต้องเป็นผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีประวัติการอนุมัติสินไหมโรคนั้นจากเอไอเอแล้ว และมีการนัดตรวจติดตามโรคดังนี้ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต โดยค่าใช้จ่ายที่เอไอเอให้ความคุ้มครองได้แก่ ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ 1 ค่าธรรมเนียมแพทย์ และค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับโรค ได้แก่ การตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด การทำงานของไต หรือหัวใจ ทั้งนี้ ผู้เอาประกันภัยสามารถตรวจสอบสิทธิการรับบริการได้ที่

· โรงพยาบาลกรุงเทพสำนักงานใหญ่ (ซอยศูนย์วิจัย) โทร. 02 310 3000

· โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ โทร. 02 944 7111 ต่อ 16306 หรือ 081 900 8231

· โรงพยาบาลกรุงเทพระยอง โทร. 081 723 5354 หรือ 063 213 6244

· โรงพยาบาลมหาชัย โทร. 03 411 8888, 1776 ต่อ 1109

· โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีราชา โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ชลบุรี โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาลสมิติเวช ไชน่าทาวน์ โทร. 081 995 5516

· โรงพยาบาล นวมินทร์ 9 โทร. 02 518 1818 ต่อ 855

· โรงพยาบาลบางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล โทร. 093 009 2562

· โรงพยาบาลบางปะกอก 1 โทร. 02 109 1111 ต่อ 1161

· โรงพยาบาลบางปะกอก สมุทรปราการ โทร. 02 109 3222 ต่อ 10170-10171

· โรงพยาบาลนครธน โทร. 02 450 9999 ต่อ 5202

ผู้เอาประกันภัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://bit.ly/aiateleconsult หรือ AIA Call Center โทร. 1581 ตลอด 24 ชั่วโมง

หมายเหตุ

- ค่ารักษาพยาบาลที่เกินจากสิทธิที่ได้รับจากผลประโยชน์ในกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยจะเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายส่วนเกินนั้น

- ค่าบริการจัดส่งยาหรือเวชภัณฑ์ 1 ไม่รวมอยู่ในค่าใช้จ่ายที่ เอไอเอ คุ้มครอง ผู้เอาประกันภัยจะต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้

- สิทธิในการรับบริการเป็นไปตามเงื่อนไขที่เอไอเอ และแต่ละโรงพยาบาลกำหนด โดยเงื่อนไขและระยะเวลาการให้บริการอาจปรับเปลี่ยนได้

- หากมีการเปิดให้บริการเพิ่มเติมสำหรับโรงพยาบาลอื่น เอไอเอจะประกาศให้ทราบต่อไปใน AIA.CO.TH

1-10 of 215