Government




DITP ขยายมูลค่าส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ เตรียมจัด STYLE Bangkok Telematching in LOVE

posted Aug 6, 2020, 12:02 AM by Maturos Lophong


DITP เดินหน้าขยายมูลค่าส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์หลังปลดล็อกดาวน์

เตรียมจัด STYLE Bangkok Telematching in LOVE

เวทีการค้าออนไลน์ ดันผู้ส่งออกไทยเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าทั่วโลก


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ย้ายแพลตฟอร์มSTYLE Bangkok สู่โลกออนไลน์ เพื่อสร้างเวทีการค้า เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย ได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok Telematching in Lifestyle Online Virtual Exhibition : LOVE) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมนี้


งานแถลงข่าว โดยนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานแถลงข่าว ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563) ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมฯ จากภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่เข้าร่วม โครงการฯ พร้อมจัดให้มีการเสวนา หัวข้อ “ทางรอดการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในยุค New Normal" โดยตัวแทนผู้ส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และของใช้ของตกแต่งบ้านของไทย ได้แก่ คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ กรรมการผู้จัดการด้านการตลาดวิจัยและพัฒนา บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด คุณยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและผู้บริหารบริษัท พาลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด คุณทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิว อาไรวา จำกัด

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ในปี 2563 นี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อให้สอดรับกับมาตรการและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ทั้งต่อการผลิตและส่งออก รวมถึงความกังวลของนักธุรกิจทั่วโลกในด้านความปลอดภัยและความยุ่งยากในการเดินทางระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้ปรับกลยุทธ์นำงาน STYLE Bangkok ซึ่งมีกำหนดจัดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เสริมให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าจากทั่วโลกได้เจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทยในช่วงที่ยังต้องรักษาระยะห่าง หรือ Social Distancing กันอยู่ เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยไม่เสียโอกาสทางการค้า และยังถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยมีความพร้อมในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา”


“LOVE ถือเป็นกิจกรรมออนไลน์แบบไฮบริดครั้งแรกของโลก เป็นการผสมผสานระหว่าง 2 กิจกรรมเข้าด้วยกัน ได้แก่ กิจกรรมการจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์แบบ One-on-One Online Business Matching พร้อมส่วนจัดแสดงสินค้าตัวอย่างเพื่อนำเสนอแก่ผู้ซื้อแบบ Live Streaming ควบคู่กับการนำเสนอสินค้า โดยผู้ซื้อ ผู้นำเข้า สามารถชมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เสมือนจริง หรือ Virtual Exhibition ผ่านเว็บไซต์ www.stayinstylebangkok.com และเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดเตรียมอุปกรณ์ ระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนล่ามแปลภาษาไว้ให้บริการ หรือสามารถเจรจาการค้าออนไลน์ ณ บริษัทของผู้ประกอบการตามความสะดวก”



ในขณะนี้ มีผู้ซื้อและผู้นำเข้าลงทะเบียนเข้าสู่ระบบจำนวน 118 ราย จาก 31 ประเทศ โดย 5 ประเทศที่ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เมียนมา สหรัฐอเมริกา อินเดีย จีนและญี่ปุ่น มีการจับคู่เจรจาซึ่งได้รับการยืนยันตอบรับแล้วจำนวน 103 คู่ จาก 14 ประเทศ และรอการตอบรับนัดหมายอีก 134 คู่ ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย ได้แสดงความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 187 บริษัท คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกทันทีและภายใน 1 ปี ได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

การจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ในครั้งนี้ แบ่งกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออกเป็น 4 กลุ่มตามความต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก ได้แก่ Host & Home เจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร และโปรเจกต์ต่างๆ Gifts for All เจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกประเภทคอนเซ็ปท์ สโตร์ ซีเล็คเต็ดช็อป Fashion in Love เจาะกลุ่มผู้ซื้อสินค้าสิ่งทอ แฟชั่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้ากีฬา ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงสินค้าที่ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal และ The Niche เจาะกลุ่มผู้ซื้อตลาดเฉพาะที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet) สินค้าผู้สูงอายุ (60+) และสินค้าแม่และเด็ก (Mom & Kids)

นอกจากกิจกรรมเจรจาการค้า ภายในงานยังจะมีกิจกรรมสัมมนาออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ส่งออกไทยในการรุกตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ ได้แก่ สัมมนาหัวข้อ “Opportunity for Thai Lifestyle Products in Korea” ซึ่งได้ 2 วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญตลาดเกาหลีใต้มาชี้ช่องโอกาสสินค้าไลฟ์สไตล์บุกแดนโสม ได้แก่ คุณวิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล และ Ms. Mijin Kim - Creative Director จาก Assemblage ในวันที่ 11 สิงหาคม เวลา 14.00 น. สัมมนาหัวข้อ “Lifestyle Product Design and Space Design for Japanese Market 2020” โดยวิทยากรชาวญี่ปุ่นจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในวันที่ 13 สิงหาคม 2563


“ผู้ประกอบการไทยจำเป็นปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด เตรียมพร้อมในการเข้าถึงลูกค้าและแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ การค้าออนไลน์จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องพร้อมปรับปรุงและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เช่น ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าสิ่งทอหันมาให้ความสำคัญกับการผลิต Functional Textile พัฒนาเสื้อผ้า ยูนิฟอร์มป้องกันเชื้อโรคให้บุคคลกรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นที่ปรับตัวโดยนำวัตถุดิบ เครื่องจักร และฝีมือแรงงานมาผลิตหน้ากากผ้าป้องกันเชื้อโรคในภาวะที่สินค้าขาดตลาด หรือหันมาพัฒนาสินค้าตกแต่งบ้านที่มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตในที่พักอาศัย หรือการ Work from Home มากขึ้น”

กิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok in Lifestyle Online Virtual Exhibition : LOVE) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมนี้ ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 275 5312 ต่อ 210, 207 อีเมล ex-stylematching@xcon.co.th หรือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

“THAIFEX - ANUGA ASIA 2020” ในรูปแบบใหม่ “The Hybrid Edition”

posted Aug 3, 2020, 2:30 AM by Maturos Lophong



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ 

ยืนยันจัดงาน “THAIFEX - ANUGA ASIA 2020” ในรูปแบบใหม่ “The Hybrid Edition”



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ ประเทศเยอรมนี

ในฐานะผู้จัดงานแสดงสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX - ANUGA ASIA 2020 อย่าง เป็นทางการยืนยันความพร้อมในการจัดงานที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี ระหว่าง วันที่ 22 - 26 กันยายน 2563 โดยครั้งนี้ได้มีการปรับรูปแบบการจัดงานใหม่ในลักษณะไฮบริด เพื่อรองรับชีวิตวิถี

New Normal ภายใต้ชื่องาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” จัดให้มีการเจรจาซื้อขายแบบออฟไลน์ควบคู่ออนไลน์เผยได้รับการตอบรับจากบริษัทที่ต้องการแสวงหาโอกาส ในรูปแบบใหม่ๆ เข้า ร่วมแสดงสินค้าแบบออฟไลน์ จำนวน 363 บริษัท โดยเป็นผู้ประกอบการไทย 319 บริษัท และตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 15 ประเทศ 44บริษัท

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “การแพร่ระบาดของ โรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลก แต่คณะผู้จัดงานมองเห็นสัญญาณบวกของการฟื้นตัวจาก สถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทย จึงได้เดินหน้าจัดงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2020 “TheHybridEdition”โดยจะมีการปรับ เปลี่ยนรูปแบบให้เป็นลักษณะไฮบริดที่ผสานการจัด VirtualTrade Fair และ Virtual - Online Business Matching นอกเหนือจากการจัดงานแสดงสินค้าตามปกติ โดยนา เทคโนโลยีมาขับเคลื่อนในการติดต่อกับผู้ซื้อ ต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มให้ฟื้นตัว กลับมาโดยเร็ว และตอบโจทย์นักธุรกิจต่างชาติหรือผู้นำเข้าสินค้าอาหารที่ไม่สามารถเดินทางมาไทยได้ นอกจากนี้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศยังได้จัดให้มีการแสดงสินค้าเสมือนจริง THAIFEXporterVirtual Trade Show ควบคู่ไปด้วย 

ในส่วนของการจัดงานแบบออฟไลน์จะจัดแสดงสินค้า อาหารและเครื่องดื่ม ณ ศูนย์แสดงสินค้าและ

การประชุมอิมแพค เมืองทองธานี และเพิ่มกิจกรรมการจัดนิทรรศการด้านหน้าโถงอาคาร ภายใต้แนวคิด

EAT RESPONSIBLY เพื่อนำเสนอแนวโน้มของการบริโภคยุคใหม่ที่ไม่ได้มุ่งเน้นที่รสชาติ หรือประโยชน์ของ อาหารเท่านั้น แต่ยังลงลึกไปถึงที่มาของวัตถุดิบกรรมวิธีหรือเรื่องราวทีเป็นเอกลักษณ์ของอาหารจานนั้นๆ ผ่านประเภทการจัดแสดง 8 กลุ่ม ได้แก่ FutureFood,FreefromFood,FoodIngredients,Asia’s Herbto the World, New Protein Source, Thailand Trust Mark, Style Bangkok Showcase และ Halal to the World

การจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์โควิด-19 คณะผู้จัดงานจึงได้มีมาตรการการดูแล สุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.)

เพื่อดำเนินการตามแนวทางความปลอดภัยเกี่ยวกับระยะห่างความหนาแน่นของบูธแสดงสินค้ามาตรการ



ด้านสุขภาพและอนามัยต่าง ๆ เช่น สวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่งานแสดงสินค้า ตรวจวัดอุณหภูมิ รวมถึงการจัดการผู้เข้าร่วมงาน หรือคณะผู้แทนการค้าจากต่างประเทศ โดยจะดำเนินการตามมาตรการและข้อกำหนดในการควบคุมโรคโควิด-19อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีปัญหาและสร้างผลกระทบใดๆต่อทุกภาคส่วนในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีแพลตฟอร์มการลงทะเบียนล่วงหน้า ในรูปโฉมใหม่โดยเปิดให้ผู้เข้าร่วมงานพิมพ์ป้ายชื่อของตนเองที่เคาน์เตอร์ลงทะเบียนหน้างาน พร้อมการจัดการคิวที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความสบายใจและความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

ในส่วนของ “THAIFEXporter Virtual Trade Show” ซึ่งเป็นงานในรูปแบบออนไลน์ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยซึ่งหลายรายได้รับ ผลกระทบจากสถานการณ์ โควิด-19 ให้มีโอกาสเจรจาการค้าและริเริ่มการจัดงานแสดงสินค้าในลักษณะเสมือนจริงซึ่งเป็นแนวโน้มของ

การจัดงานแสดงสินค้ายุคใหม่ โดยจะมีการซื้อ ขายผ่านเว็บไซต์ www.thaifexportervirtualtradeshow.com จัดแสดงคูหาเสมือนจริงในรูปแบบ 3 มิติ ผู้ชมงานจากต่างประเทศสามารถเข้าไปเลือกสินค้าในชั้นวางสินค้า ชมคลิปวิดีโอ เปิดแคตตาล๊อกสินค้า ฝากข้อความนัดเวลาเจรจาการค้าล่วงหน้าหรือเจรจาการค้าได้ทันที โดยจะเปิดโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมแสดงสินค้างาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “TheHybridEdition”ครั้งรนี้สามารถเข้าร่วมงานออนไลน์ของเราได้”

นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า “ประเทศไทย เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ลำดับที่ 11 ของโลก และเป็นอัน ดับ 2 ของเอเชีย มียอด ส่งออก กว่า 1.25 ล้านล้านบาท สำหรับ ธุรกิจอาหารไทยในยุค New normal ทำให้ เกิดเทรนด์ธุรกิจใหม่มากมาย เช่น

ผู้ค้าปลีก ร้านอาหาร หรือแม้แต่ธุรกิจดั้ง เดิมที่ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนการต่าง ๆ ให้อยู่ในรูปแบบออนไลน์มากขึ้นเราจึงต้องการมอบโอกาสที่เหมาะสมให้กับผู้ประกอบการในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงนี้และฟื้นฟูธุรกิจ ของพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสนับสนุนธุรกิจและผู้ประกอบการให้ได้รับประโยชน์จากเทรนด์เหล่านี้ เราจึงได้จัดงาน THAIFEX -ANUGAASIA2020 “TheHybridEdition”เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของอุตสาหกรรม ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศไทยในฐานะตลาดอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงานได้รับประโยชน์จากโอกาสใหม่ๆในการเข้าถึงตลาดในภูมิภาคเอเชียและ

ทั่วโลก ซึ่งในปีนี้มีผู้ประกอบการไทยได้ให้ความสนใจการจัดงานรูปแบบใหม่และยืนยันเข้าร่วมงานแล้ว จำนวน 319 บริษัท 1,116 คูหา เป็น SMEs 120 ราย และมีรายใหม่ 90 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สามารถสร้างงาน สร้าง มูลค่าเพิ่ม และสร้างรายได้ ก่อให้เกิดมูลค่าแก่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้เรายังมอบสิทธิ ประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั้ง Manufacturer และ Exporter ที่เข้าร่วม อาทิ ส่วนลดค่าพื้นที่เข้า ร่วมงาน 20% สิทธิการเข้าร่วมเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ /ผู้นำเข้าผ่าน Online Business Matching, VDO Conference, Facebook Live แนะนำสินค้า ของบริษัท”

ทางด้าน นายภูษิต ศศิธรานนท์ กรรมการผู้จัดการ โคโลญเมสเซ่ ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ว่าผู้คนทั่วโลกกำลังเผชิญความยากลำบากจากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 อยู่แต่ อุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มยัง

คงเป็นสิ่งจำเป็นต่อภาคธุรกิจซึ่งต้องดำเนินการต่อไป เรามีความพร้อมที่จะฟันฝ่าสถานการณ์ ปัจจุบันนี้ และมุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยในปีนี้มี ตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 15 ประเทศรวม 44 บริษัท ยังคงยืนยันการเข้า ร่วมงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม บราซิล โปแลนด์ นอร์เวย์ อินโดนีเซียและสิงคโปร์ โดยในงานจะมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ THAIFEX Start Up Pavilion & Tech Pavilion, THAIFEX Taste Innovation Show และ THAIFEX TrendZone เป็นต้น รวมทั้งการสัมมนาออนไลน์ฟรีเป็นครั้งแรก”

สำหรับงาน THAIFEX - ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” จะจัดขึ้น 5 วัน โดยแบ่งเป็นวันเจรจาการค้า ในวันที่ 22-26กันยายน2563 และวันจำหน่ายปลีก ในวันที่ 25-26 กันยายน 2563 ซึ่งจัดขึ้น 2 วัน จากเดิมที่จัดเพียง 1 วันเท่านั้น เพื่อส่งเสริมการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ *******************************************

THAILAND SMILES WITH YOU #ยิ้มให้โลกให้โลกยิ้ม

posted Jul 23, 2020, 9:27 PM by Maturos Lophong


THAILAND SMILES WITH YOU

#ยิ้มให้โลกให้โลกยิ้ม

ความร่วมมือของรัฐบาลและภาคเอกชน

ในการสนับสนุนมาตการภาครัฐฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจหลังโควิค-19

กรุงเทพฯ 23 กรกฎาคม 2563 - กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จับมือสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เปิดโครงการ 'THAILAND SMILE WITH YOU #ยิ้มให้โลกให้โลกยิ้ม ประชาสัมพันธ์ประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก โดยการส่งกำลังใจให้ผู้คนทั่วโลกด้วยรอยยิ้มของคนไทยทุกคนในการก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ร่วมกัน ผ่านสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ สโมสรฟุตบอลระดับพรีมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ ที่มีผู้สนใจติดตามชมการแข่งขันหลายพันล้านคนทั่วโลก สร้างการจดจำประเทศไทย ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านการเดินทางและการท่องเที่ยว ที่คาดหวังผลในระยะยาว โดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ พร้อมด้วยพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี , นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข , นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี , นายโชติ ตราซู ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ ดร. ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้เกียรติร่วมงาน ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์คอมเพล็กซ์ ถนนรางน้ำ

นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ กล่าว " โครงการ THAILAND SMILES WITH YOU #ยิ้มให้โลกให้โลกยิ้ม เป็นหนึ่งในโครงการที่กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ นำเสนอท่านนายกรัฐมนตรี จากจดหมายเปิดผนึกถึงภาคเอกชน ขอความร่วมมือกันจัดทำโครงการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

นอกเหนือจากแนวทางและโครงการอื่นๆ ของรัฐบาลจากวิกฤตการณ์ของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอย่างรุนแรง รวมถึงส่งผลต่อความเป็นอยู่, จิตใจ, สภาพทางสังคม และการดำเนินชีวิตของทุกๆ คน อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ในฐานะคนไทยและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจด้วยความตระหนักถึงการมีส่วนร่วม และรับผิดชอบต่อสังคม จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการให้ความร่วมมือ และการสนับสนุนภาครัฐในการช่วยบรรเทา สนับสนุน และสร้างเสริมโครงการต่างๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ ให้สามารถก้าวผ่านวิกฤตการณ์ ในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้กลับคืนสู่สภาวการณ์ปกติโดยเร็ว

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมจัดงานใหญ่ “Thailand Franchise Award : TFA 2020”

posted Jul 16, 2020, 12:10 AM by Maturos Lophong



กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเตรียมจัดงานใหญ่ “Thailand Franchise Award : TFA 2020” 

สร้างมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์เพิ่มศักยภาพแข่งขันผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดสากล

กรุงเทพมหานคร - กรกฏาคม 2563, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจัดงาน ประกวดรางวัลแฟรนไชส์ไทย (Thailand Franchise Award : TFA 2020) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาเพิ่มสมรรถนะขีด ความสามารถและยกระดับให้ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยมีระบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล ก้าวสู่การแข่งขันสอดรับเทรนด์วิถีชีวิตปกติแบบใหม่ New Normal พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์ ร่วมโครงการ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึง 10 สิงหาคม 2563

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ภารกิจสำคัญหนึ่งของกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า คือ การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ และกรมได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ EXIM Bank ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และ สมาคม แฟรนไชส์และไลเซนส์ จัดงาน “Thailand Franchise Award 2020” เพื่อพัฒนาและส่งเสริม ตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ให้มีภาพลักษณ์ที่ดีสร้างความน่าเชื่อถือ และเป็นที่รู้จักในตลาดสากลมากยิ่งขึ้น อีกทั้ง เป็นการกระตุ้นธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมีคุณภาพ และรักษามาตรฐานคุณภาพของธุรกิจ อันจะนำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยจะมีการ มอบโล่รางวัลให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ แฟรนไชส์ที่มีการพัฒนาศักยภาพมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค

โดยใช้หลักเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการบริหารจัดการธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ (Total Franchise Quality Management – TQFM) กำหนดประเภทรางวัลแบ่งออกเป็น 5 ประเภทรวม 13 รางวัล คือ 



ประเภทที่ 1 รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมตามขนาด 3 รางวัล



- Best Small Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยขนาดย่อมยอดเยี่ยม



- Best Medium Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยขนาดกลางยอดเยี่ยม



- Best Large Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยขนาดใหญ่ยอดเยี่ยม




ประเภทที่ 2 รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยยอดเยี่ยมรายอุตสาหกรรม 5 รางวัล



- Best Food Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยอาหารยอดเยี่ยม



- Best Beverage Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยเครื่องดื่มยอดเยี่ยม



- Best Service Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยบริการยอดเยี่ยม



- Best Retail Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่ยม

- Best Education Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยการศึกษายอดเยี่ยม


ประเภทที่ 3 รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ไทยที่มีความโดดเด่นเฉพาะด้าน 2 รางวัล



- Best Innovation Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม



- Best Export Franchise รางวัลแฟรนไชส์ไทยโกอินเตอร์ยอดเยี่ยม




ประเภทที่ 4 รางวัลสุดยอดธุรกิจแฟรนไชส์ไทยแห่งปี 2 รางวัล

- Franchise of The Year รางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทย

- Franchise Shining Star รางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยดาวรุ่ง


ประเภทที่ 5 รางวัลธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศ 1 รางวัล

- Best Overseas Franchise รางวัลแฟรนไชส์ต่างประเทศยอดเยี่ยม

กำหนดคุณสมบัติธุรกิจแฟรนไชส์ที่สนใจสมัครเข้าร่วมประกวด คือ ต้องดำเนินการในรูปแบบแฟรนไชส์ ภายในประเทศไทย มีการจดทะเบียนพาณิชย์ หรือ ทะเบียนนิติบุคคล เป็นธุรกิจที่มีภาพลักษณ์กิจการที่ดี มีสินค้า หรือบริการที่มีคณคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดผู้บริโภค ทั้งนี้ผู้สมัคร จะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณาจาก คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคัดเลือกแฟรนไชส์ที่เหมาะสมเพื่อรับโล่รางวัล “Thailand Franchise Award 2020” ภายในเดือนกันยายน


มาร่วมกันสร้างมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์ไทย เพื่อก้าวไกลสู่ตลาดสากล และเตรียมพร้อมกับการตลาด แบบใหม่ที่มาพร้อมกับวิถีชีวิตแบบ New Normal จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์เข้าร่วมสมัครการ ประกวดรางวัลแฟรนไชส์ไทย ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 10 สิงหาคม 2563. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองส่งเสริม และพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร. 02 574 5953 หรือ ที่ปรึกษาโครงการ บริษัท เจโนไซส์จำกัด ติดต่อคุณชัชพิสิฐ สหบันเทิงศิลป์ และคุณทัศน์พล สว่างศรี โทรศัพท์ 082 9545965, 065 4615050

สสว. หนุนสหกรณ์ไทยสู่สหกรณ์ 4.0

posted Jul 10, 2020, 2:06 AM by Maturos Lophong



สสว. หนุนขับเคลื่อนสหกรณ์ไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจฐานรากจับมือ 4 พันธมิตร “พลิกสหกรณ์ไทย สู่ สหกรณ์ 4.0” เต็มรูปแบบ


นายวีระพงศ์ มาลัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนท้องถิ่น ด้วยการให้ชุมชนได้เรียนรู้ และเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการทำธุรกิจ ด้วยนโยบายดังกล่าว สสว. จึงจัดทำโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากยุค 4.0 ภายใต้แนวคิด “พลิกสหกรณ์ไทยสู่สหกรณ์ 4.0” แบบเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

ผอ.สสว. เผยว่า ปีนี้ สสว. ได้กำหนดทิศทางการพัฒนาศักยภาพสถาบันเกษตรกร โดยมีเป้าหมายสหกรณ์ 100 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ สหกรณ์ภาคการเกษตร ที่มีความพร้อมพัฒนาตนเอง เตรียมตัวเข้าสู่แพลทฟอร์มใหม่ ในยุค 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ และเป็นสหกรณ์ต้นแบบที่จะนำองค์ความรู้ที่ได้ไปเผยแพร่เป็นแหล่งเรียนรู้ระหว่างสมาชิกสหกรณ์ต่อไปในอนาคต ซึ่งโครงการดังกล่าว บูรณาการความร่วมมือผ่าน 4 พันธมิตร ได้แก่ สสว. กรมส่งเสริมสหกรณ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ และ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยแต่ละหน่วยงานมีหน้าที่ดังนี้


สสว. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการ และได้มอบให้สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) เป็นหน่วยร่วมดำเนินการ โดยมี กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อมระดับปานกลางและทั่วไปที่มีศักยภาพจำนวนกว่า 100 แห่ง เพื่อเข้าร่วมโครงการ ทีเส็บ ร่วมผลักดันแหล่งผลิตและสินค้าสหกรณ์พร้อมสู่การออกตลาดในประเทศและต่างประเทศ และ บมจ.บางจาก ที่พร้อมร่วมพัฒนาทักษะความเป็นผู้ประกอบการผ่านโมเดลธุรกิจใหม่ให้กับสหกรณ์เพื่อต่อยอดสินค้าเกษตรให้มีนวัตกรรมสีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกระจายสินค้าสู่ช่องทางเครือข่ายของบริษัทฯ เพื่อประโยชน์สูงสุดในการสร้างสหกรณ์ 4.0

“สสว. มอบหมายให้ ISMED เป็นหน่วยร่วมดำเนินการในการพัฒนาสหกรณ์ ด้วยกระบวนการอบรมและเพิ่มเติมองค์ความรู้ผ่านการศึกษาดูงานที่สามารถนำไปปรับใช้กับสหกรณ์ได้ พร้อมการนำอัตลักษณ์ของตนเองมาสร้าง หรือปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสอดคล้องกับยุคปัจจุบัน โดยมีทีมที่ปรึกษาให้คำแนะนำเชิงลึก เพื่อให้สหกรณ์สามารถจัดทำแผนธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจใหม่ที่ปฎิบัติได้จริง โดยสหกรณ์ที่มีผลงานโดดเด่นจะได้รับการคัดเลือกเป็นสุดยอดสหกรณ์ต้นแบบ หรือ COOP Select ที่พร้อมเข้าสู่การต่อยอดทางการตลาดแพลทฟอร์มต่าง ๆ จากทาง สสว. และเครือข่ายพันธมิตร” นายวีระพงศ์ กล่าว

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายในการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันเกษตรกร ทั้งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีความเข้มแข็ง เป็นที่พึ่งของมวลสมาชิกและชุมชน ในปีนี้กรมฯ มีโครงการและกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้าที่ปลอดภัยได้มาตรฐาน สหกรณ์รวบรวมสู่กระบวนการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และส่งเสริมการตลาดสินค้าและผลิตภัณฑ์สู่ผู้บริโภค โดยความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับ สสว. ในครั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมคัดเลือกสหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีศักยภาพในการแปรรูปสินค้าเกษตร จำนวน 100 แห่ง เข้าสู่กระบวนการพัฒนาตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากยุค 4.0 เพื่อให้สหกรณ์เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิด ด้วยวิธีดำเนินการแบบโมเดลธุรกิจยุคใหม่ สามารถสร้างสรรค์สินค้าและบริการสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลง สนับสนุนให้สหกรณ์มีช่องทางและโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง โดยมีเป้าหมายให้สหกรณ์เป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจฐานราก (Local Economy) ต่อไป 


นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เผยว่า ปัจจุบันกลุ่มสหกรณ์เป็นกลุ่มเป้าหมายหลักในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเพื่อพร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย ดังนั้นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากยุค 4.0 ที่จัดโดย สสว. และเครือข่ายพันธมิตร จึงเป็นการทำงานที่ช่วยเติมเต็มภารกิจของโครงการฯ และเป้าหมายของทีเส็บอย่างเหมาะสม โดยสหกรณ์ที่ได้รับการพัฒนาศักยภาพสู่สหกรณ์ 4.0 ทีเส็บ จะทำหน้าที่ต่อยอดสินค้าและบริการให้มีความเหมาะสมพร้อมต้อนรับและบริการนักธุรกิจที่เข้ามาศึกษาดูงานหรือเยี่ยมชม ตามภารกิจของทีเส็บที่จะนำไปต่อยอดสร้างช่องทางการตลาดการขายใหม่สำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศต่อไป

เกษตร-พาณิชย์ ขับเคลื่อน “ตลาดนำการผลิต”

posted Jun 26, 2020, 12:10 AM by Maturos Lophong   [ updated Jun 26, 2020, 12:13 AM ]




เกษตร-พาณิชย์ ขับเคลื่อน “ตลาดนำการผลิต” เปิดตัว M-Help Me ซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ ครบจบบนแอปฯ เดียว 

เดินหน้าบูรณาการ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” เปิดตัวแพลตฟอร์มหลักในการจำหน่ายสินค้าเกษตร M-Help Me แอปพลิชัน ซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ อย่างครบวงจร ชูมาตรฐานการรับประกันสินค้า ยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทย สร้างอาชีพใหม่ให้คนตกงาน ชวนประชาชนอุดหนุนผลผลิต ร่วมฝ่าวิกฤตโควิด-19

โครงการคืนคุณแผ่นดิน ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมการส่งเสริมการเกษตรและกรมส่งเสริมสหกรณ์ ,กระทรวงคมนาคมและกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในและกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และหน่วยงานภาคเอกชน ได้แก่ สมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทยสมาคมขนส่งสมาคมสินค้าและโลจิสติกส์ไทย, สมาคมตัวแทนขนส่งทางอากาศไทย, สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย , สมาคมผู้ประกอบการผักผลไม้ไทย บริษัท ไทยฟิน เทค จำกัด และ บริษัท Grab Taxi ประเทศไทยจำกัด รวม 13 หน่วยงาน

ทั้งนี้เป้าหมายหลักในการบูรณาการในการทำงานร่วมกันให้เบ็ดเสร็จและครบวงจรเพื่อให้ประสิทธิภาพในการหาแนวทางบริหารจัดการการขนส่งผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค covid-19 มีดังต่อไปนี้ 

1. ร่วมบูรณาการในทุกมิติ ทางด้านการขนส่งทางอากาศทางบกและทางเรือให้สามารถดำเนินการกระจายผลผลิตไปได้ 77จังหวัดและนอกประเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

2. ร่วมบูรณาการเชื่อมต่อระบบการจัดส่งเดลิเวอรี่ที่มีอยู่ในประเทศและแพลตฟอร์มหน่วยงานภาคเอกชนที่มีอยู่บริหารจัดการให้เกิดประโยชน์ทางด้านระบบการขนส่ง เพื่อระบายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและสร้างโอกาสที่จะขยายตลาดได้เพิ่มขึ้น

3. หน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องคำนวณอัตราค่าระวาง ค่าบริการต่างๆด้วยความเป็นธรรมพร้อมให้ความสนับสนุนช่วยเหลือให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์อำนวยความสะดวกอย่างเต็มกำลัง



นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน เกษตรกรไทยยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง จากอุปสรรคในการส่งออก และช่องทางการกระจายสินค้า ขณะที่สินค้าเกษตรของไทยยังมีผลผลิตออกมา 

ตามฤดูกาลตลอดทั้งปี แต่ด้วยสภาพความเปลี่ยนแปลงของตลาดในปีนี้ ทำให้เกษตรกรเป็นจำนวนมากต้องประสบปัญหาสินค้าล้นตลาด ดังนั้นภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ออกแบบช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์แบบครบวงจร เพื่อเชื่อมโยงสินค้าระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ขนส่ง เพื่อให้เกิดระบบการกระจายสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ช่วยเหลือเกษตรกรไทย อันเป็นการกระจายรายได้ให้กับชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ

โดยไม่นานมานี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ได้จับมือผนึกกำลังเพื่อบูรณาการทำงานร่วมกัน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด สร้างโอกาสไทยทุกคน” โดยใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยการบูรณาการในครั้งนี้ ทั้ง 2 กระทรวง มีพันธกิจร่วมกัน คือ สร้าง Single Big Data ใช้ข้อมูลจากฐานเดียวกัน เพื่อสร้างแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ พัฒนาคนและผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด เน้นยุทธศาสตร์การตลาดนำการผลิต




ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ โครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดตัวแอปพลิเคชัน M-Help Me แพลตฟอร์มซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ ครบจบบนแอปฯเดียวที่ ครบวงจร เป็นช่องทางการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากผลผลิตทางการเกษตร จากสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยแพลตฟอร์มนี้จะเป็นช่องทางหลักในการกระจายสินค้าที่ครบวงจร ซึ่งมีทั้งผู้ซื้อ ผู้ขาย และผู้ขนส่ง อยู่ในแอปพลิเคชันเดียว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรไทย รวมถึงการนำแพลตฟอร์มหลักนี้กระจายสินค้าในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

นายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน กล่าวว่า แพลตฟอร์ม M-Help Me เรียกว่า M Man เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าออนไลน์อย่างครบวงจร เพื่อใช้แก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดในช่วงฤดูกาลผลผลิต และยังมีอุปสรรคด้านการส่งออกและการขนส่ง รวมทั้งการบริโภคที่ลดลง จากภาคการท่องเที่ยวที่ยังรอคอยการฟื้นตัว ภายในแอปพลิเคชัน M-Help Me ประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่

1.ผู้ซื้อ สามารถเข้ามาแสดงความจำนงค์ในการหาซื้อสินค้า หรือเลือกซื้อสินค้าที่มีอยู่

2.ผู้ขาย สามารถนำเสนอรายละเอียดในการขายผลผลิตด้านการเกษตรพร้อมราคา

3.การขนส่ง จะเปิดให้ผู้ที่สนใจในแต่ละพื้นที่เข้าสมัครเป็นพนักงานขนส่งอิสระ เพื่อช่วยประชาชนที่กำลังตกงานให้มีอาชีพและรายได้ เป็นส่วนเสริมนอกเหนือจากบริการขนส่งจากภาคเอกชนที่เปิดให้บริการอยู่แล้ว เช่น Grab, Lineman ฯลฯ

4.การรับประกันสินค้า เป็นการยกระดับมาตรฐานการขายสินค้าทางออนไลน์ สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อว่าจะได้รับสินค้าดีมีคุณภาพตามที่ระบุ และเพื่อให้ผู้ขายได้คำนึงถึงคุณภาพของสินค้า เพื่อความยั่งยืนในการซื้อขายในระยะยาว

5.การชำระเงิน นอกจากการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารแล้ว ยังสามารถจ่ายผ่านบัตรเครดิตของธนาคารต่างๆ ได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อในทุกกลุ่ม

นายประสิทธิ์ กล่าวเสริมว่า แอปพลิเคชัน M-Help Me เป็นแพลตฟอร์มทาง LINE ที่มุ่งเน้นการสื่อสารที่เข้าใจง่าย สามารถใช้ได้ทุกกลุ่ม ช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายได้ครบวงจร ภายใต้มาตรฐานและความน่าเชื่อถือ โดยคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป ที่สามารถซื้อหาผลผลิตทางการเกษตรที่สดใหม่ เกษตรกรผู้ขายสามารถกระจายสินค้าและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง และผู้ที่มองหางาน สามารถเข้ามาสมัครเป็นพนักงานขนส่งสินค้าได้ ซึ่งทุกกระบวนการเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน มุ่งเน้นความถูกต้องและโปร่งใส เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด 

ทั้งนี้ แอปพลิเคชัน M-Help Me เปิดให้ดาวน์โหลดได้แล้วทั้งระบบปฏิบัติการณ์ iOS และ Android โดยจะเป็นแพลตฟอร์มหลักในการกระจายสินค้าทางการเกษตร และจะขยายไปยังกลุ่มสินค้าอุปโภคอื่นๆต่อไป เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรไทยมีความเข้มแข็ง สามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

วิธีการใช้แอพพลิเคชั่นในการสั่งซื้อหรือแลกเปลี่ยนสินค้ามี 3 วิธีดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 วิธีการค้นหาเข้า Application M- Help me โดยเริ่มจากให้พิมพ์ในช่องบอกสิ่งที่ คุณต้องการจากนั้นก็เลือกหาสินค้าจาก คนที่โพสต์ลงใน App

ขั้นตอนที่ 2 ต้องการขายเข้า Application M- Help me จากนั้นกดเข้าไปเพื่อเลือกกรอกความต้องการขาย ใส่รายละเอียดสินค้าที่เราต้องการจะขาย พร้อมเลือกรูปสินค้าและอัพโหลดรูปสินค้าและกดส่งความต้องการของคุณเข้าระบบ

ขั้นตอนที่ 3 ต้องการซื้อ Application M - Help me จากนั้นกดเข้าไปเพื่อเลือกกรอกความต้องการซื้อ ใส่รายละเอียดความต้องการที่เราต้องการจะซื้อ พร้อมเลือกรูปสินค้าและอัพโหลดรูปสินค้าและกดส่งความต้องการของคุณเข้าระบบ และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกสร้างความคล่องตัวต่อระบบการซื้อการขายจึงมีแนวทางเพื่อดำเนินการชำระเงินผ่านทางระบบ Payment Gateway ในแบบ GB Prime pay ที่รวดเร็วและเที่ยงตรง

กรมพัฒน์ฯ เปิดบ้าน ...เชิญพันธมิตร 5 เทรดเดอร์ ร่วมคัดสรรสินค้า OTOP Select 3-5 ดาว

posted Jun 21, 2020, 11:16 PM by Maturos Lophong



กรมพัฒน์ฯ เปิดบ้าน ...เชิญพันธมิตร 5 เทรดเดอร์ ร่วมคัดสรรสินค้า OTOP Select 3-5 ดาว 

พิเศษ... นอกจากจะนำขึ้นจำหน่ายบนห้างแล้ว ยังเปิดตลาดออนไลน์โกอินเตอร์จำหน่ายต่างประเทศด้วย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดบ้านทันทีหลังโควิด-19 บรรเทาเบาบาง เชิญ 5 พันธมิตร .. คิงเพาเวอร์ เซ็นทรัล เดอะมอลล์ สยามพิวรรธน์ และ โอทอปคอมเพล็กซ์พุแค ร่วมคัดสรรสินค้า OTOP Select 3-5 ดาว ขึ้นจำหน่ายบนห้าง พร้อมเปิดตลาดออนไลน์ส่งโอทอปไทยโกอินเตอร์ไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศ ปีนี้สินค้าเลือกยาก...สวยและมีมาตรฐานทุกชิ้น ต้นเหตุ...มาจากช่วงโควิด-19 ระบาด ผู้ประกอบการอยู่บ้าน หยุดเชื้อ ระดมพลังสมองพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้โดนใจตลาดมากที่สุด

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดบ้านเชิญหน่วยงานพันธมิตร 5 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด และศูนย์ OTOP คอมเพล็กซ์พุแค จังหวัดสระบุรี ร่วมคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP Select 3 - 5 ดาว จำนวนกว่า 211 รายการ ขึ้นจำหน่ายบนศูนย์การค้า โดยปีนี้ นอกจากเทรดเดอร์จะนำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการคัดสรรขึ้นจำหน่ายบนห้างแล้ว ยังได้เปิดตลาดออนไลน์เพื่อนำสินค้าจำหน่ายตลาดต่างประเทศด้วย ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สินค้า OTOP Select ของไทย จะได้ขยายช่องทางการตลาดให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ”
“การคัดสรร OTOP Select ในครั้งนี้ จะพิจารณาถึงศักยภาพ / ความพร้อมของผู้ประกอบการและผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ทั้งด้านการตลาด มาตรฐาน คุณภาพผลิตภัณฑ์ และการสื่อถึงภูมิปัญญาท้องถิ่น จำแนกสินค้าออกเป็น 4 ประเภท คือ 1) กินดี (Eat well) ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม 2) อยู่ดี (Live well) ได้แก่ ของใช้ ของที่ระลึก 3) สวยดี (Look well) ได้แก่ ครีมบำรุง ผลิตภัณฑ์สปา และ 4) ดูดี (Dress well) ได้แก่ เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ โดยผลิตภัณฑ์ OTOP Select ทั้ง 211 รายการที่เข้าร่วมการคัดสรรฯ ได้ผ่านเกณฑ์การพัฒนาศักยภาพด้านการตลาด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ อัตลักษณ์ที่สื่อถึงภูมิปัญญาประจำท้องถิ่น และมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค ทำให้การคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP Select ครั้งนี้ เป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความสวยงาม มีมาตรฐาน และโดนใจตลาดเกือบทุกชิ้น ซึ่งแสดงถึงความเข้าใจตลาดของผู้ประกอบการมากขึ้น โดยมีการใช้ทฤษฎีการตลาดนำการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตออกมาตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างตรงจุด” 






รองอธิบดีฯ กล่าวต่อว่า “นอกจากผลิตภัณฑ์ OTOP Select ที่ผ่านการคัดสรรในครั้งนี้ จะได้รับโอกาสในการขยายช่องทางการตลาดไปจำหน่ายยังสถานที่ต่างๆ เช่น สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อกระตุ้นยอดขาย สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และสร้างการจดจำให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ยังจะได้รับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดความนิยมในสินค้าท้องถิ่น และนำไปสู่การสร้างรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชนต่อไป”

“นอกจากนี้ ประมาณสิงหาคม 2563 กรมฯ เตรียมจัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางการค้า ในรูปแบบคลัสเตอร์รายพื้นที่และกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การประกอบธุรกิจ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำให้เกิดการส่งต่อเทคโนโลยีและกลุ่มลูกค้าระหว่างกันเป็นการขยายตลาดให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ จะสร้างโอกาสทางการตลาดเพิ่มขึ้นโดยการเจรจาจับคู่ธุรกิจ และการจัดงานแสดงสินค้าของดีทั่วไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เรียนรู้การเข้าสู่ช่องทางการตลาดทั้งการเจรจาและการออกร้าน ขณะเดียวกัน ได้มีการผลักดันให้ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างความแตกต่างและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า รวมถึงนำการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ และการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อให้สามารถจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการตลาดออนไลน์ถือเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ และทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน สอดรับกับกระแสบริโภคนิยมที่ปัจจุบันมักใช้ช่องทางออนไลน์ในการซื้อสินค้า โดยเฉพาะการทำการประชาสัมพันธ์และการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เช่น เฟสบุ๊ค ไลน์ ฯลฯ ที่สามารถเข้าถึงตัวผู้บริโภคได้ใกล้ชิดมากขึ้น”


“การพัฒนารูปแบบการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมตลาดและวิถีชีวิตยุคใหม่ การสร้างโอกาสทางการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสามารถกระตุ้นความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการเชื่อมโยงสู่วิถีชุมชนในแต่ละพื้นที่ การสร้างภาพลักษณ์สินค้าเพื่อกระตุ้นการรับรู้ผลิตภัณฑ์ มีการสื่อสารทางการตลาดแบบครบวงจร สร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจต่อผลิตภัณฑ์ และทำการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นความต้องการบริโภคของกลุ่มเป้าหมาย จะทำให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจ รับรู้ และพร้อมที่จะตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์โอทอปของไทยไปใช้อุปโภค/บริโภคในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเกิดความภักดีต่อตัวผลิตภัณฑ์ พร้อมที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายผลิตภัณฑ์โอทอปโดยรวม ผลักดันให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้มีความเข้มแข็ง อย่างไรก็ตาม สินค้าดีมีคุณภาพต้องได้รับโอกาสในการขยายตลาดและมีตลาดรองรับ รวมถึง ต้องมีการประชาสัมพันธ์ที่ดีเพื่อสร้างการจดจำ ซึ่งจะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคด้วยเช่นกัน” รองอธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย 


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร : 0 2547 5950 สายด่วน 1570 และ e-Mail : otop.dbd@gmail.com และ www.dbd.go.th




DITP เตรียมจัดโครงการกว่า 250 โครงการ บุกตลาดส่งออกหลังโควิดคลี่คลาย

posted Jun 4, 2020, 1:09 AM by Maturos Lophong



DITP เตรียมจัดโครงการกว่า 250 โครงการ บุกตลาดส่งออกหลังโควิดคลี่คลาย 

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่าจากสถานการณ์โควิด -19 ที่มีแนวโน้มคลี่คลายลงและหลายประเทศทั่วโลกได้มีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เพื่อช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจนั้น
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง เพื่อมองหาโอกาสและช่องทางในการกระตุ้นเศรษฐกิจในการบุกตลาดส่งออกให้กับผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์เอื้ออำนวยกรมพร้อมดำเนินการได้ทันทีเพื่อรักษาและขยายตลาดส่งออกโดยรวม โดยได้จัดเตรียมโครงการกว่า 250 โครงการ อาทิ การส่งเสริมสินค้าไทยผ่านช่องทางออนไลน์ โมเดิร์นเทรด ห้างสรรพสินค้า ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก การยกระดับภาพลักษณ์สินค้าและธุรกิจบริการไทยในต่างประเทศ ภายใต้ตราสัญลักษณ์ Tmark, Demark, PM Award และ Thai Select รวมถึงการสร้างมาตรฐานด้านคุณภาพและความปลอดภัยให้กับสินค้าและบริการของไทย เช่น มาตรฐานด้านอาหาร ฮาลาล เกษตรอินทรีย์ การนำทัพผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและการจัดงานแสดงสินค้าในไทย พร้อมจัดกิจกรรมให้คำปรึกษาและข้อมูลเพื่อบุกตลาดต่างประเทศกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกผ่านกิจกรรม Online Export Clinic ในการบุกตลาดส่งออกทุกภูมิภาคทั่วโลก นอกจากนี้กรมยังมีพันธมิตรทางการค้าในการสนับสนุนการจัดกิจกรรมของกรมและสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย มหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งพันธมิตรแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ อาทิ Tmall, Alibaba (ตลาดจีน) Bigbasket (ตลาดอินเดีย) คลัง.com (ตลาดอาเซียน) และ Amazon (ตลาดอเมริกา) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์(นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ให้กรมสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับกับสถานการณ์ในทุกมิติ พร้อมปรับสถานการณ์โควิดสร้างโอกาสให้ธุรกิจไทย

ทั้งนี้ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา กรมได้ทำกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่องและปรับรูปแบบการดำเนินงานโดยเน้นกิจกรรมออนไลน์มากขึ้นและมีผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ อาทิ การจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบออนไลน์แบบเสมือนจริงสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ ภายใต้ชื่องาน Multimedia Online Virtual Exhibition (M.O.V.E.) เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการจับคู่ธุรกิจกิจกว่า 350 คู่ สร้างรายได้กว่า 1,800 ล้านบาท รวมทั้งงานสัมมนาและเวิร์คชอปออนไลน์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ครีเอเตอร์ไทยโดยผู้เชี่ยวชาญในวงการแอนิเมชันระดับสากล จาก Walt Disney Animation Studio, Nickelodeon Animation Studio และ Marvel Studio เป็นต้น

ในส่วนกิจกรรมเจรจาธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ (Online business Matching) ในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมที่ผ่านมาได้ดำเนินการในหลายสินค้าและหลายตลาด อาทิ ตลาดเกาหลีใต้ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา อียิปต์ ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเครื่องใช้ภายในบ้านและสินค้าแฟชั่น สินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ถุงมือยาง เป็นต้น มีมูลค่าการซื้อขาย ประมาณ 636.48 ล้านบาท และมีกำหนดเจรจาในอีกหลายตลาดต่อเนื่องจนถึงเดือนกันยายน 2563 สำหรับการจัดอบรมสัมมนาผ่านช่องทางออนไลน์ (E-Learning & E-Academy) มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 3,900 ราย รวมทั้งกรมยังจึงได้จัดทำวิดีโอ 14 ภาษา เพื่อประชาสัมพันธ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งด้านมาตรฐานความปลอดภัย การเป็นผู้ผลิตอาหารตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ในฐานะครัวของโลกเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั่วโลกอีกด้วย




สำหรับโอกาสและสถานการณ์ทางการค้าในตลาดจีน นายประคัลร์ กอดำรงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 1 กล่าวว่า ตลาดจีนนับเป็นตลาดหลักที่เริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดลง คนจีนยังคงต้องการสินค้าไทยมาก โดยสินค้าไทยที่มีศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว อาหารแช่แข็ง อาหารทะเล โดยเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพและให้สำคัญกับความปลอดภัยของอาหารมากขึ้น กลุ่มสินค้าเพื่อสุขอนามัยและสุขภาพ เช่น ถุงมือยาง สินค้าบำรุงสุขภาพ และ กลุ่มสินค้าเพื่อความบันเทิง เช่น ละคร ภาพยนตร์ออนไลน์ เกมส์ออนไลน์ โดยกิจกรรมที่จะดำเนินการภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 เริ่มดีขึ้น ได้แก่ การส่งเสริมผลไม้ไทย “Thai Fruits Golden Months” ร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ต ในเมืองสำคัญของจีน เช่น เมืองชิงต่าว (ห้าง Hisense) เมืองเซี่ยะเหมิน (ห้าง Rainbow) นครเซี่ยงไฮ้ (ซุปเปอร์มาร์เก็ต City’s Super) นครกวางโจว (ซุปเปอร์ มาร์เก็ต AEON) เมืองฮ่องกง (ห้าง Welcome) และจัดร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ต OLE ในนครเฉิงตู มหานครฉงชิ่ง และเมืองซีอาน รวมทั้งการส่งเสริมสินค้าไทยผ่านโมเดิร์นเทรด เช่น เมืองฮ่องกง (ซุปเปอร์มาร์เก็ตอิอน) นครคุนหมิง (ห้างคาร์ฟูร์และห้างพาร์คสัน) นครเฉิงตู (ห้างโลตัส) เมืองฮาบิน (ห้าง song lei) นอกจากนี้กรมจะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในจีน จำนวน 3 งาน ในช่วงเดือนกันยายน – พฤศจิกายน 2563 ได้แก่ งานแสดงสินค้า SME นานาชาติจีน (China International SME Fair) งานมหกรรมแสดงสินค้าจีน-อาเซียน (China-ASEAN Expo) และงานมหกรรมสินค้านำเข้านานาชาติจีน (China International Import Expo)




ในส่วนภูมิภาคอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา นายจิรกานต์ เพชรชาติ รองผู้อำนวยการสำนักพัฒนาตลาดและธุรกิจไทยในต่างประเทศ 2 กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจการค้าหลังวิกฤติ COVID-19 หลายประเทศเริ่มผ่อนคลายมาตรการ
ล็อกดาวน์ เปิดด่านพรมแดนทางบก ให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนบางส่วนเปิดดำเนินการ เพื่อให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้ โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขการควบคุมความปลอดภัยด้านสาธารณสุข มาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม ส่วนการส่งออกสินค้าในภาพรวม
ไม่มีปัญหาอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับโอกาสของผู้ประกอบการไทยในตลาดอเมริกา ลาตินอเมริกา ยุโรปและCIS ตะวันออกกลาง และแอฟริกานั้น จากสถานการณ์ COVID-19 ทำให้ระบบซัพพลายเชน (supply chain) เปลี่ยนไป หลายประเทศหันมานำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น ทั้งนี้สินค้าที่มีศักยภาพในแต่ละตลาด เช่น ตลาดอเมริกา - สินค้ากลุ่มอาหาร นวัตกรรมด้านความสะอาดและปลอดภัย สินค้ากลุ่มไลฟ์สไตล์ วัตถุดิบและส่วนประกอบที่ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ ตลาดลาตินอเมริกา - สินค้าปลาทูน่ากระป๋องและอาหารกระป๋องอื่นๆ (สับปะรด, ข้าวโพดอ่อน และน้ำผลไม้) ร้านอาหารไทย หลักสูตรสอนการทำอาหารออนไลน์ ตลาดยุโรปและ CIS - สินค้าข้าว อาหารแช่แข็งกึ่งสำเร็จรูปต่างๆ ยาและเวชภัณฑ์ สินค้าสุขภาพ ออร์แกนิค ตลาดตะวันออกกลาง - สินค้าอาหารทะเลประเภทกุ้ง ปลา ปลาทูน่าแช่เย็น/แช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพารา สินค้าอุปโภคบริโภค เช่น ข้าว น้ำมันพืช ปลาทูน่ากระป๋อง อาหารแห้ง น้ำตาล ของใช้ในบ้าน และสินค้าเวชภัณฑ์ เช่น หน้ากาก ถุงมือ ตลาดแอฟริกา - สินค้าเครื่องมือแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์ สินค้าอาหารสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ยางรถยนต์ ส่วนทิศทางธุรกิจบริการสินค้าที่มีศักยภาพมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกันคือ บริการการป้องกันและการฆ่าเชื้อโรค บริการส่งสินค้าและอาหาร การค้าออนไลน์ ดิจิทัลคอนเทนต์ การให้คำปรึกษาทางไกล (Export Clinic) สุขภาพและความงาม เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมจะจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าอาหารไทยร่วมกับผู้นำเข้า/ผู้ค้าปลีก อาทิ ตลาดฮิสแปนิกในสหรัฐอเมริกา สินค้าเกษตรในประเทศเม็กซิโก สินค้าผักและผลไม้ในตลาดยูเออี สินค้าอาหารฮาลาลในตลาดซาอุดิอาระเบีย รวมทั้งจัดกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมสินค้ากลุ่มแฟชั่นในตลาดออสเตรีย เฟอร์นิเจอร์ เครื่องประดับและของแต่งบ้านในตลาดอิตาลี อาหารและสินค้าไลฟ์สไตล์ในตลาดแคนาดา ส่วนในอเมริกาเน้นสินค้าอาหาร เครื่องประดับ สินค้าออร์แกนิค รวมทั้งจัดกิจกรรม online business matching และผลักดันสินค้าไทยผ่าน amzon.com ในสหรัฐอเมริกาและ Mercado Libre ในเม็กซิโก





ด้านโอกาสของสินค้าอาหาร นางสาวณัฐิยา สุจินดา ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นตัวเร่งสำคัญ ที่ทำให้สินค้าอาหารเติบโตขึ้น ทั้งอาหารสด อาหารแห้ง อาหารกระป๋อง อาหารแช่แข็ง และอื่นๆ รวมถึงวัตถุดิบในการทำอาหารต่างก็ได้รับอานิสงส์ขายดีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไทยจะมีคู่แข่ง แต่ไทยก็มีจุดแข็งตรงที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลกว่าอาหารไทยปลอดภัยไร้โควิด-19 เนื่องจากรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ได้

เป็นอย่างดี กรมจึงได้วางแผนจัดงานแสดงสินค้าสินค้าอาหารเพื่อรองรับความต้องการซื้อจากทุกมุมโลก ทั้งในและต่างประเทศ

อาทิ THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 (วันที่ 22 – 26 กันยายน 2563) MIHAS ในประเทศมาเลเซีย (1 – 4 กันยายน 2563) FINE FOOD ในประเทศออสเตรเลีย (วันที่ 7 – 10 กันยายน 2563) งาน SEOUL FOOD & HOTEL ในประเทศเกาหลี (วันที่ 15 – 18 กันยายน 2563) งาน SIAL ในประเทศฝรั่งเศส (วันที่ 18 – 22 ตุลาคม 2563) งาน BIOFACH ในประเทศเยอรมัน (วันที่ 17 – 20 กุมภาพันธ์ 2564 งาน GULFOOD ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (กุมภาพันธ์ 2564) และ FOODEX ในประเทศญี่ปุ่น (มีนาคม 2564)




ในส่วนของสินค้าไลฟ์สไตล์ นางนิศาบุษป์ วีรบุตร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กล่าวว่า จากการเว้นระยะห่างทางสังคมทำให้คนอยู่บ้าน และใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์กันมากขึ้น โดยหันมาให้ความสำคัญในการแสดงตัวตนหรือการโพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (Social Network) โดยเน้นสินค้าแฟชั่นให้เข้ากับบุคคลของตนเอง รวมทั้งการมีเวลาอยู่บ้านมากขึ้นทำให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการแต่งบ้าน การหางานอดิเรกที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการดำรงชีวิตในรูปแบบ New Normal กรมฯ จึงได้ปรับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ (STYLE Bangkok) สู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ภายใต้ชื่อ STYLE Bangkok Telematching : Lifestyle Online Virtual Exhibition หรือ L.O.V.E ระหว่างวันที่ 11 – 14 สิงหาคม 2563 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเสมือนจริงกับการจับคู่ธุรกิจผ่านออนไลน์ในที่เดียว และแพลตฟอร์มงานแสดงสินค้าเสมือนจริงหลังงาน (Post Virtual Trade Show) นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม Online B2B Matching สำหรับสินค้ากลุ่มสินค้าเฉพาะ( Niche Market) เช่น กลุ่มสินค้าผู้สูงวัย กลุ่มสินค้าแม่และเด็ก และกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยมีโอกาสที่จะได้พบและเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าในต่างประเทศ โดยที่ผู้นำเข้าก็ไม่ต้องกังวลกับปัญหาอุปสรรคจากมาตรป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส




ด้านโอกาสของธุรกิจดิจิทัลคอนเทนท์ นางปรียากร ศังขวณิช ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการ กล่าวว่าปัจจัยหนุนจากการค้าออนไลน์และการทำงานที่บ้านทำให้ธุรกิจภาพยนตร์ เกม คาแรกเตอร์ การเรียนการสอนออนไลน์ มีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ให้บริการสตรีมมิ่ง (streaming) ภาพยนตร์ ได้รับความนิยมทั่วโลกและมีแนวโน้มเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงเป็นทางเลือกที่ดีและเป็นโอกาสของภาพยนตร์ไทยในการนำเสนอผลงานผ่าน Platform นี้ นอกจากนี้จากความนิยมการค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสินค้าคาแรกเตอร์ได้ปรับเปลี่ยนไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งส่งผลให้ผู้ผลิตคอนเทนท์ต่างๆ ที่ใช้ประกอบการจัดทำคลิปแนะนำสินค้า คลิปโฆษณาสินค้าต่างๆ ที่ใช้ส่งเสริมการขายสินค้าออนไลน์มีโอกาสเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยโดยเฉพาะผู้ผลิตคอนเทนท์รายย่อย หรือ freelance ด้านธุรกิจเกม จากมาตรการ lock down เป็นปัจจัยหนุนธุรกิจเกมออนไลน์ทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก และมีแนวโน้มได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการที่ผู้บริโภคเข้าถึงเกมได้สะดวก และแรงหนุนจากความนิยม e-sports ที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน รวมทั้งการเรียนการสอนออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ยังส่งผลให้ผู้ผลิตคอนเทนท์ / ผู้ออกแบบหลักสูตร e-learning ต่างๆ มีโอกาสมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และสมาคมด้านดิจิทัลคอนเทนท์ ร่วมจัดงาน Bangkok International Digital Content Festival 2020 ระหว่างวันที่ 3 - 9 สิงหาคม 2563 ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมออนไลน์ทั้งหมด ได้แก่ การจับคู่เจรจาธุรกิจ การเสวนา การอบรมเชิงปฏิบัติการ การมอบรางวัลผลงานดีเด่น และนิทรรศการแสดงผลงานต่างๆ

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมของกรม สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ www.ditp.go.th หรือ สายตรงการค้าระหว่างประเทศ 1169





พาณิชย์ เร่งกระตุ้นภาคการเกษตรเปิดหลักสูตรเร่งรัด “สมาร์ทฟาร์มเมอร์”

posted May 13, 2020, 12:52 AM by Maturos Lophong


พาณิชย์ เร่งกระตุ้นภาคการเกษตรเปิดหลักสูตรเร่งรัด “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” 

อัพสกิลเกษตรกรไทยขายออนไลน์ ตรงถึงผู้บริโภค ฝ่าวิกฤตโควิด – 19

13 พฤษภาคม 2563 - กระทรวงพาณิชย์ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชนออกมาตรการช่วยเหลือและสร้างโอกาสให้กับเกษตรกรไทยในช่วงการระบาดของโรคโควิด – 19 ด้วยการส่งเสริมความรู้ด้านการส่งออกและทักษะการขายบนแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ ภายใต้การสัมมนาหลักสูตร “Smart Farmer ออนไลน์สู่ตลาดโลก” พร้อมติดอาวุธ 2 เรื่องสำคัญให้กับเกษตรกรไทย ได้แก่ 1)การให้ความรู้ด้านการส่งออกเบื้องต้นสำหรับเกษตรกรเพื่อผลักดันการส่งออก และ2)การผลักดันเกษตรกรเข้าสู่การค้าออนไลน์ที่เหมาะสม การจัดสัมมนานี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 พฤษภาคม 2563 ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ) โดยมีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานพิธีเปิดงาน

หนึ่งในนโยบายและแผนงานที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ คือ การเร่งส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและเร่งสนับสนุนการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้จัด โครงการสัมมนาหลักสูตร “Smart Farmer ออนไลน์สู่ตลาดโลก” ในรูปแบบออนไลน์ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันชาวนาและเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ ให้ได้เรียนรู้เรื่องการส่งออก จากการที่ได้รับทราบถึงปัญหาของชาวนาและเกษตรกรไทยรุ่นใหม่นั้น พบว่ากลุ่มดังกล่าวมีความต้องการที่จะรับทราบความรู้เบื้องต้นในการส่งออก เนื่องจากที่ผ่านมาชาวนาและเกษตรกรไทยรุ่นใหม่ได้มีการส่งออกบ้างแล้ว แต่ยังไม่ทราบวิธีการส่งออกที่ถูกต้องโดยเฉพาะในเรื่องของขั้นตอนและกฎระเบียบต่างๆ ที่จำเป็น รวมทั้งเรียนรู้เรื่องการค้าออนไลน์อย่างครบวงจร พร้อมยกระดับให้ก้าวสู่การค้าระหว่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยโครงการดังกล่าวประกอบด้วยหลักสูตรที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยมีรายได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว พร้อมด้วยแนวทางการค้าระหว่างประเทศและการส่งออกบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ อีกทั้งยังมีการเรียนรู้แนวทางจากกูรูด้านเกษตรและการค้าออนไลน์กับแนวทางการแปลงร่างให้เกษตรกรไทยผันตัวสู่ “Smart Farmer” ที่ก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวนกว่า 100 ราย จากจังหวัดต่างๆ ได้แก่ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ขอนแก่น และจังหวัดอื่นๆ ครอบคลุมเกษตรกรจากกลุ่มสินค้าเกษตรแปรรูป (อาทิ ผงข้าวชงพร้อมดื่ม, ซีเรียลจากข้าว, ไอศกรีมผลไม้ ฯลฯ) กลุ่มสินค้าข้าว (อาทิ ข้าวหอมมะลิ, ข้าวไรซ์เบอร์รี่, ข้าวเหนียว กข.6 ฯลฯ ) กลุ่มสินค้าปศุสัตว์ (อาทิ ผู้เลี้ยงสุกร, ผู้เลี้ยงไก่) กลุ่มสินค้าผลไม้และผัก (อาทิ มะม่วง, ผักสวนครัว) และกลุ่มสินค้าอื่นๆ (อาทิ ผ้าพื้นเมืองที่ทำด้วยไหม, น้ำซอส ฯลฯ)

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานในสังกัดจึงได้มีการเร่งรัดจัดทำมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการจัดโครงการ“Thai Fruits Golden Months : ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” สนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสินค้าเกษตรเข้าไปขายในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของไทย ได้แก่ Thailandpostmart, Shopee, Lazada, JD Central, Jatujakmall, Cloudmall, The Hub Thailand และ Octorocket.asia ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการดังกล่าวแล้ว

สำหรับด้านตลาดต่างประเทศ ได้ปรับแผนและภารกิจในการกระจายผลไม้ โดยปรับรูปแบบกิจกรรมต่างๆ จากรูปแบบเดิมเป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายผลไม้ไทย และเร่งรัดการส่งออกผลไม้เชิงรุก โดยจะร่วมมือกับ Tmall (จีน), Bigbasket (อินเดีย), Khaleang.com (กัมพูชา), Aeon (ญี่ปุ่น), Amazon (สิงคโปร์และสหรัฐฯ) และ Lotte (เกาหลีใต้) เป็นต้น 

รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายออนไลน์กับเว็บไซต์พันธมิตรในตลาดอาเซียน จีน และยุโรป และเพิ่มกิจกรรมเจรจาธุรกิจผ่านทางออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ส่งออกไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงได้จัดทำหลักสูตรส่งเสริมศักยภาพและผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพให้ก้าวเข้าสู่การค้าออนไลน์ยุคใหม่และการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเติมองค์ความรู้ที่จำเป็น เช่น การส่งออก การใช้ระบบดิจิทัลเพื่อเป็นเครื่องมือในการค้าขาย เพื่อช่วยเปลี่ยนเกษตรกรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรยุคดิจิทัลได้ในอนาคต

หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) ได้ที่ www.nea.ditp.go.th หรือ www.ditp.go.th หรือ www.facebook.com/nea.ditp หรือ Call Center 1169

"ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด"

posted Apr 30, 2020, 12:08 AM by Maturos Lophong




จุรินทร์ จับ มือ 7 แพลตฟอร์มดัง ขายผลไม้ออนไลน์ไปทั่วไทย-ทั่วโลก เน้นลุยหนัก 2 เดือนทองผลไม้
จัดโครงการใหญ่ "ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด"



30 เมษายน 2563 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิด “โครงการ Thailand Fruits Golden Months : ไทยช่วยไทย ชาวสวนอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ ได้แก่ Thailandpostmart, Shopee, Lazada, JD Central, Jatujakmall, Cloudmall, The Hub Thailand และ Octorocket.asia สนับสนุนและช่วยเหลือเกษตรกรไทยผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 โดยส่งเสริมช่องทางออนไลน์สำหรับจำหน่ายสินค้าการเกษตรเพื่อการส่งออก ผลไม้สดเกรดพรีเมียม คุณภาพส่งออก ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด และผลไม้ไทยอื่นๆ ที่จะทะยอยออกสู่ตลาด เช่น ลำไย และลิ้นจี่ ซึ่งหลายสวนไม่สามารถส่งออกไปขายยังตลาดในต่างประเทศได้เต็มที่ดังเช่นทุกปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้มอบกล่องใส่ผลไม้จำนวน 200,000 กล่อง เพื่อช่วยเกษตรกรที่ต้องการจำหน่ายผลไม้ผ่านช่องทางออนไลน์อีกด้วย

นายจุรินทร์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ทั้งรับฟังและร่วมคิดร่วมวางแผนล่วงหน้ามาก่อนทุกระยะและพอมีสถานการณ์ก็ปรับแผนงานรองรับเพิ่มทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ วันนี้มาเปิดเดือนทองของผลไม้ 2 เดือน เพื่อส่งเสริมการค้าผลไม้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ 7 แพลตฟอร์ม เพื่อให้คนไทยสามารถซื้อผลไม้คุณภาพดี เกรดส่งออก เพื่อบริโภคได้สะดวก ในราคาถูก และสามารถช่วยเหลือชาวสวนผลไม้ทุกชนิด สอดคล้องกับสถานการณ์โควิดในขณะนี้ เพื่อพลิกวิกฤติโควิดเป็นโอกาส รวมทั้งได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อช่วยการส่งออกผลไม้ไทยไปสู่ผู้บริโภคต่างประเทศ สำหรับโครงการตั้งเป้าหมายผู้เข้าร่วมโครงการจากกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนผู้ส่งออก รวม 50 ราย ขณะนี้มีจำนวนสินค้าขึ้นจำหน่ายแล้วกว่า 60 รายการบนแพลตฟอร์มต่างๆ ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ร่วมมือกับบริษัทไปรษณีย์ไทย นำร่องจำหน่ายมะม่วงน้ำดอกไม้ ผ่านช่องทางออนไลน์ ได้แก่ เว็บไซต์ไทยแลนด์โพสต์มาร์ต ซึ่งร้านค้าออนไลน์ภายใต้การดูแลของบริษัทไปรษณีย์ไทย โดยไม่คิดค่าขนส่งกระทรวงพาณิชย์



และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ทุกหน่วยงานในสังกัดปรับแผนภารกิจ เพื่อรองรับและแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนในทุกมิติ โดยแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรประกอบด้วย การผลักดันการกระจายผลไม้เกรดพรีเมี่ยมผ่านช่องทางตลาดออนไลน์ในและต่างประเทศ การตรวจติดตามการรับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์การรับซื้อผลไม้และดูแลเกษตรกรให้ได้รับราคาที่เป็นธรรม การเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้และทำสัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายในระหว่างเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร กับ ห้างโมเดิร์นเทรด ผู้ค้าส่งในตลาดไท ผู้ส่งออก ซึ่งดำเนินการแล้วจำนวน 40 สัญญา การเชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ผ่านศูนย์รวบรวมผลไม้ของจังหวัดแหล่งผลิตกับผู้ซื้อจังหวัดนอกแหล่งผลิต เพื่อระบายผลผลิตออกสู่ตลาดให้กับผู้บริโภคโดยตรง

ขณะเดียวกันได้มีการเพิ่มช่องทางและจัดพื้นที่การจำหน่ายให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร รวมถึงการรณรงค์การบริโภคผลไม้ โดยประสานและได้รับความร่วมมือจากห้างโมเดิร์นเทรด ตลาดกลางสินค้าเกษตร และตลาดสดขนาดใหญ่ ตลอดจนเชื่อมโยงและกระจายผลผลิตสู่ผู้บริโภคผ่านเครือข่ายความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน หอการค้า สภาอุตสาหกรรม Biz Club เป็นต้น



ในส่วนของการส่งออก ให้กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับแผนและภารกิจในการกระจายผลไม้สู่ตลาดต่างประเทศ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศปรับรูปแบบกิจกรรมต่างๆ จากรูปแบบเดิมเป็นรูปแบบออนไลน์ เพื่อเร่งรัดจัดกิจกรรมผลักดันการส่งออกเชิงรุก ได้แก่ การขยายตลาดสินค้าไทยในต่างประเทศผ่านร้าน TOPTHAI Flagship Store บนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในตลาดเป้าหมาย อาทิ อเมซอนในตลาดสหรัฐฯ ทีมอลในตลาดจีน คลังไทยในตลาดกัมพูชา และบิ๊กบาสเก็ตในตลาดอินเดีย การจัดทำ Online Instore Promotion ร่วมกับเว็บไซต์พันธมิตรชั้นนำในตลาดเป้าหมาย อาทิ อาเซียน จีน และภูมิภาคยุโรป จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ไทย เพื่อให้เกิดความต้องการสินค้าไทยมากขึ้น โดยได้ดำเนินการแล้วบนแพลตฟอร์ม Redmart สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 – 28 เมษายนที่ผ่านมา และจัดโปรโมชั่นจำหน่ายผลไม้ไทยทั้ง Online และ Offline ร่วมกับ AEON Retail ของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24-26 เมษายน 2563

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดกิจกรรมเจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ระหว่างผู้ซื้อต่างประเทศกับผู้ส่งออกไทย หรือ Online Business Matching อย่างต่อเนื่อง โดยปรับพื้นที่ของกรมให้เกิดความพร้อมทั้ง อุปกรณ์ และเจ้าหน้าที่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ส่งออกในการเจรจาการค้าออนไลน์ รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมผ่านระบบซูม (Zoom) และเว็บบินาร์ (Webinar) เพิ่มเติมด้วย ซึ่งล่าสุดได้จัดให้มีการเจรจาการค้ากับผู้นำเข้ามะม่วง จากประเทศเกาหลี โดยผลจากการเจรจาคาดว่าจะมียอดนำเข้าภายใน 1 ปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15 ล้านเหรียญฯ หรือคิดเป็นปริมาณไม่น้อยกว่า 3,200 ตัน

1-10 of 135