Government




DITP เตรียมจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ ประเดิมงาน STYLE Bangkok

posted Mar 23, 2020, 9:22 PM by Maturos Lophong



DITP เตรียมจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ ประเดิมงาน STYLE Bangkok

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เตรียมจัดงานแสดงสินค้าออนไลน์ เปิดตัวเว็บไซต์ Stay in STYLE Bangkok เพิ่มช่องทางให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าทั่วโลกสามารถเข้าชมงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ได้จากทุกที่ทุกเวลา มั่นใจช่วยสร้างโอกาสในการเจรจาการค้าและเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยได้เพิ่มขึ้น

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เดินหน้าจัดทำเวทีแสดงสินค้าระดับนานาชาติในรูปแบบ Online Platform เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้ามีเวทีในการเจรจาการค้าที่สอดคล้องกับเทรนด์การค้าโลก ที่หันมาให้ความสำคัญกับการค้าออนไลน์มากขึ้นแล้ว โดยได้ประเดิมเปิดตัวเว็บไซต์ Stay in STYLE Bangkok หรือ www.stayinstylebangkok.com ซึ่งจะใช้เป็นเวทีแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ระดับนานาชาติของไทย และเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วโลกสามารถเข้าชมสินค้าไลฟ์สไตล์ที่จัดแสดงในงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok ได้ตลอดเวลา

“กรมฯ คาดว่า STYLE Bangkok Fair Online Platform จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดงานแสดงสินค้าให้มีความทันสมัย สามารถสร้างโอกาสในการเจรจาการค้า เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายระหว่างผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากทั่วทุกมุมโลกกับผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทยได้มากขึ้น อันจะส่งผลในการเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก ผู้ประกอบการสินค้าไลฟ์สไตล์ได้อย่างต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล ตลอดจนเสริมสร้างภาพลักษณ์เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การส่งออก และการจัดงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์ที่ยิ่งใหญ่ ทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน”

ทั้งนี้ ในปัจจุบันงานแสดงสินค้าทั่วโลกไม่ได้เป็นเวทีสำหรับพบปะระหว่างผู้ส่งออกกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าแห่งเดียวอีกต่อไป เพราะมี Online Platform การค้าเกิดขึ้นมากมาย ทำให้งานแสดงสินค้านานาชาติแบบเดิม ผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากต่างประเทศจะต้องเดินทางมาคัดเลือกและจัดซื้อสินค้าที่ต้องการด้วยตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าก็ต้องพิจารณาตัดสินใจเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่างรอบคอบ โดยมุ่งเน้นไปยังงานแสดงสินค้านานาชาติที่มีขนาดใหญ่และมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ แต่การจัดให้มี Online Platform จะช่วยแก้ไขปัญหาข้างต้น และเพิ่มโอกาสให้กับผู้ส่งออก ผู้ประกอบการไทยได้มากขึ้น

นายสมเด็จกล่าวว่า งานแสดงสินค้า STYLE Bangkok 2020 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 ตุลาคม 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ซึ่งขณะนี้กำลังเปิดรับสมัครผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมงานแล้ว โดยกำหนดปิดรับสมัครรอบแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เพื่อรับส่วนลดพิเศษ และปิดรับสมัครรอบสุดท้ายในวันที่ 30 มิถุนายน 2563

โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักส่งเสริมการค้าสินค้าไลฟ์สไตล์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทรศัพท์ 0 2507 8361 , 8363 , 8364 , 8404 โทรสาร 0 2547 4281 อีเมล lifestyleunit@ditp.go.th

DITP ปรับกลยุทธ์ทำงานรับมือโควิด-19 ใช้ออนไลน์จัดอบรม สัมมนา เจรจาธุรกิจ

posted Mar 17, 2020, 10:25 PM by Maturos Lophong


DITP ปรับกลยุทธ์ทำงานรับมือโควิด-19 ใช้ออนไลน์จัดอบรม สัมมนา เจรจาธุรกิจ 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ปรับกลยุทธ์การทำงานจากสถานการณ์โควิด-19 ใช้ระบบออนไลน์จัดอบรม สัมมนา ถ่ายทอดสดผ่าน Facebook live พร้อมปรับแผนการจัดงานแสดงสินค้า การเจรจาธุรกิจออนไลน์ นำร่องอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ พ.ค. นี้ ส่วนงาน TAPA 2020 และ THAIFEX-Anuga Asia เลื่อนจัดเป็นเดือนก.ย. แทน เผยยังได้ปรับโฉมห้องเทเลคอนเฟอเรนซ์ รองรับการเจรจาธุรกิจที่จะมีมากขึ้นด้วย

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ปรับกลยุทธ์ และกระบวนการทำงานจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยในด้านการจัดกิจกรรมอบรม สัมมนา จากเดิมที่การจัดอบรมจะให้ผู้ประกอบการ ประชาชน มารวมตัวกันในสถานที่ฝึกอบรมจริง ได้ปรับเปลี่ยนเป็นการอบรมผ่านทางออนไลน์มากขึ้น มีการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook Live ในช่องทางต่างๆ ของกรมฯ เช่น เพจของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ โดยมีผลการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จ อาทิ วันที่ 4 มีนาคม 2563 สัมมนา “ครบเครื่องเรื่องการค้าออนไลน์ by NEA ณ จังหวัดตรัง” และวันที่ 6 มีนาคม 2563 สัมมนา “ติวเข้ม...เจาะตลาดสปป.ลาว” เป็นต้น อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมผ่านช่องทาง Webinar ด้วยการเพิ่มระบบ Live Chat ให้สามารถมอนิเตอร์คำถามและข้อสงสัยตรงจากผู้เข้าชมสัมมนาได้แบบเรียลไทม์

ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ก็มีการจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เช่น วันที่ 12 มีนาคม 2563 สคต.มุมไบ จัดเสวนาออนไลน์สายตรงอินเดีย นำเสนอเรื่องราวธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ในแดนภารตะและโอกาสของผู้ประกอบการไทย

นายสมเด็จกล่าวว่า กรมฯ ยังได้ปรับแผนการดำเนินงานให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น การจัดงานแสดงสินค้าไทยในต่างประเทศ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศ การจัดคณะผู้แทนการค้าและสร้างเครือข่าย รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ โดยได้ทำการปรับแผนจัดกิจกรรมโดยใช้วิธีการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบ Online Exhibition แทน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เพิ่มการส่งออกในรูปแบบใหม่ๆ สามารถรองรับปัญหาการไม่สามารถเดินทางมาพบกันแบบ Face to Face ได้

ทั้งนี้ กรมฯ ได้นำร่องโครงการงานแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ (Film /Animation/Digital Content) และจับคู่เจรจาธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ (Multimedia Online Virtual Exhibition : MOVE) โดยรูปแบบการทำงาน คือ จัดทำเว็บไซต์งานแสดงอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทยให้เป็นสื่อกลางในการเจรจาการค้าผ่านสื่อออนไลน์ ระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ประกอบการต่างชาติ กำหนดกิจกรรมเจรจาธุรกิจในรูปแบบออนไลน์เสมือนมาในงานแสดงสินค้า โดยจะจัดระยะเวลา 3 วัน ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2563 และจะขยายไปสู่สินค้าประเภทอื่นๆ ในช่วงตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม 2563 ด้วย

ส่วนงานแสดงสินค้าสินค้าชิ้นส่วน อะไหล่ ยานยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง 2563 หรือ TAPA 2020 ได้เลื่อนวันจัดไปเป็นวันที่ 3-6 กันยายน 2563 ณ ไบเทค บางนา และงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-Anuga Asia ได้เลื่อนไปจัดวันที่ 22-26 กันยายน 2563 ณ อิมแพค เมืองทองธานี

สำหรับการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) ได้ปรับรูปแบบเป็น Online Business Matching โดยการประชุมผ่าน VDO Conference ซึ่งกรมฯ ได้ทดลองใช้แล้วในกิจกรรมจับคู่ธุรกิจสินค้าผลไม้สดและผลิตภัณฑ์ผลไม้แปรรูป ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา และได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นที่น่าพอใจ และกำลังมีแผนปรับปรุงห้องเทเลคอนเฟอเรนซ์ เพื่อรองรับการจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจตามรายสินค้าและตลาดต่อไป

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ผลิต ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการ และประชาชนที่สนใจติดตามสถานการณ์ทางการค้าและอัพเดทข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์ของกรมฯ www.ditp.go.th กรมฯ ได้จัดทำแบนเนอร์ “ศูนย์ข้อมูลสถานการณ์ทางการค้าจากผลกระทบโควิด-19” เพื่อรวบรวมสถานการณ์ทางการค้าจาก สคต.ทั่วโลก และได้มีการรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ทางการค้าจาก สคต.ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อรู้เท่าทันสถานการณ์ และสามารถใช้เป็นข้อมูลในการปรับตัวและหาโอกาสทางการค้าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

ไทล็อก-โลจิสติกส์ (TILOG–LOGISTIX)

posted Mar 11, 2020, 1:15 AM by Maturos Lophong



กระทรวงพาณิชย์ จับมือยักษ์ใหญ่ด้านงานแสดงสินค้า จัดงานแสดงสินค้าไทล็อก-โลจิสติกส์ (TILOG–LOGISTIX) ตอกย้ำไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งอาเซียน 

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ รี้ด เทรดเด็กซ์ จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) จัดงานแสดงสินค้า TILOG-LOGISTIX เพื่อเป็นเวทีส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2563 เวลา 13.00 - 14.30 น. ณ ห้องประชุมบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ประธานในพิธีได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ด้านโลจิสติกส์กับการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ที่เข้มแข็งมีบทบาทสำคัญในการช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ไทยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยที่ผ่านมา กรมฯ ได้ดำเนินงานสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานระบบโลจิสติกส์การค้าให้มีศักยภาพ และตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อขยายช่องทางการค้าออนไลน์เจาะตลาดต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์การเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอย่างต่อเนื่อง โดยพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดงานแสดงสินค้า TILOG – LOGISTIX เป็นการร่วมแรงร่วมใจระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อยกระดับให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยในระดับสากล

นายสมเด็จ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ จะผลักดันให้องคาพยพของอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์ไทยมีการพัฒนาทั้งระบบ รวมถึงยกระดับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าธุรกิจบริการให้มีความเป็นสากล สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยงานแสดงสินค้า TILOG – LOGISTIX เป็นเวทีแสดงศักยภาพของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทย ผ่านการนำเสนอเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจยุคดิจิทัล ทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากทั่วทุกมุมโลก ส่งเสริมการสร้างเครือข่ายพันธมิตรและการจับคู่ทางธุรกิจของผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการโลจิสติกส์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะสร้างประโยชน์กับผู้เข้าร่วมงานอย่างมาก”


นางวราภรณ์ ธรรมจรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รี้ด เทรดเด็กซ์ จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือของการจัดงานว่า “ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา การจัดงานแสดงสินค้า TILOG – LOGISTIX ประสบความสำเร็จในฐานะที่ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยให้มีการพัฒนาและเติบโต ทั้งยังเปิดตลาดและความร่วมมือไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน และนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการร่วมมือกันอีกในครั้งนี้ เพื่อให้งานแสดงสินค้าได้ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บทบาทของงานแสดงสินค้าจึงมีส่วนสำคัญในการเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดการรับมือและพัฒนาธุรกิจเพื่อปรับตัวให้ยืดหยุ่นกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป”

นางวราภรณ์ กล่าวเสริมถึงโอกาสของผู้ประกอบการไทยว่า “การปรับตัวและเรียนรู้ที่จะรับมือและสร้างฐานเพื่อต่อยอดสำหรับโอกาสในอนาคตยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เนื้อหางาน TILOG-LOGISTIX ที่พูดถึงโลจิสติกส์ยุคดิจิทัล จึงจะมอบข้อมูลและเครื่องมือสำคัญให้ผู้ประกอบการได้พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยจะเป็นเวทีที่ช่วยให้ผู้ประกอบการได้เตรียมพร้อมพัฒนาระบบบริหารจัดการภายใน ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคธุรกิจ เพื่อรับมือกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา”

เกี่ยวกับงาน TILOG–LOGISTIX 2020 งาน TILOG–LOGISTIX 2020 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2563 ณ ฮอลล์ 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา พร้อมแสดงเทคโนโลยีและบริการกว่า 415 แบรนด์ จาก 25 ประเทศ โดยเฉพาะเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์โลจิสติกส์ยุคดิจิทัล ตั้งแต่โซลูชั่นพื้นฐานไปจนถึงนวัตกรรมอัจฉริยะ รวมถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ระดับภูมิภาค พร้อมกิจกรรมเพิ่มองค์ความรู้ และสัมมนาระดับนานาชาติ

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พัฒนาภาพลักษณ์ใหม่

posted Mar 9, 2020, 2:34 AM by Maturos Lophong   [ updated Mar 9, 2020, 2:36 AM ]



สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พัฒนาภาพลักษณ์ใหม่ 

เชื่อมโยงทุกคนร่วมเป็นผู้ให้ เพื่อสร้างสังคมที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน


สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรสร้างแบรนด์ที่สะท้อนความเป็นผู้ให้และเชื่อมทุกฝ่ายให้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้แนวคิด “Giving is Rewarding for All การให้ คือรางวัล ที่ยั่งยืนเพื่อสังคมคุณภาพ” พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่ GLO และเผยแผนกิจกรรมการสื่อสารทั้งภายในองค์กรและแคมเปญโฆษณาประชาสัมพันธ์



ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กรรมการและโฆษกคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานะประธานคณะกรรมการสื่อสารองค์กร สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวถึงที่มาของการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ของสำนักงานสลากฯ ในรอบ 80 ปีครั้งนี้ ว่า เกิดจากการที่เราต้องการให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงขององค์กรอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นในบริบทปัจจุบัน โดยเน้นย้ำความทันสมัย โปร่งใส และเป็นมืออาชีพ การสื่อสารรูปแบบใหม่ของสำนักงานสลากฯ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับแบรนด์สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ซื้อและผู้จำหน่ายสลากฯ เกิดความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นผู้ให้รางวัลแก่สังคมและเกื้อกูลกันเพื่อให้ประเทศก้าวต่อไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง


สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ให้สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมด้วยกลุ่มบริษัท โอกิลวี่ ประเทศไทย (Ogilvy Thailand) และ ซูเปอร์ยูเนียน (Superunion) กำหนดแนวทางปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์และโฆษณาประชาสัมพันธ์ เน้นปลูกฝังความเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์ในกลุ่มพนักงาน และสื่อสารสู่ประชาชนในวงกว้าง โดยกิจกรรมขับเคลื่อนการปรับภาพลักษณ์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในเบื้องต้นประกอบด้วย การจัดฝึกอบรมพนักงานที่เน้นพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานและการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น การจัดโครงการ “GLO Brand Ambassador” เพื่อเฟ้นหาตัวแทนผู้ส่งต่อวิสัยทัศน์และวัฒนธรรมองค์กร การจัดทำเครื่องแบบใหม่ให้กับพนักงาน ตลอดจนการเปิดตัวสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกสำนักงานสลากฯ 



ผศ. ดร.ธนวรรธน์ กล่าวต่อไปอีกว่า การสร้างแบรนด์ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนโลโก้ ปรับปรุงเทคโนโลยีและบริการ หรือการสื่อสารประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่เป็นการสร้างคุณค่าที่หยั่งลึกไปถึงการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อบทบาทของสำนักงานสลากฯ ที่มีความหมายมากกว่าการพิมพ์ การจำหน่ายสลาก กินแบ่งรัฐบาล การออกรางวัล และการมอบรางวัลแก่ผู้โชคดี แต่เราต้องการสื่อสารบทบาทของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในฐานะองค์กรที่ทำงานตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในยุคใหม่ โดยสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างองค์กรและประชาชนทั่วประเทศ ให้ทุกฝ่ายมีความผูกพันในการพัฒนาสังคมส่วนรวม เพราะสำหรับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ‘การให้’ คือรางวัลเพื่อสร้างความหวังและโอกาส เป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิต และที่สำคัญ เป็นการนำรายได้มาใช้พัฒนา ชุมชน สังคม และประเทศอย่างยั่งยืน


การสร้างการมีส่วนร่วมใน “การให้” ร่วมกับประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงจะเน้นที่การสร้างความภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนให้รายได้จากการจำหน่ายสลากฯ ถูกนำไปใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ที่จำเป็นของประเทศอย่างแท้จริง อาทิ สนับสนุนด้านการสาธารณสุขผ่านการสร้างอาคารผู้ป่วยและบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ สร้างโอกาสทางการศึกษา การช่วยเหลือผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ส่งเสริมศาสนา การอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสังคมในหลากหลายด้าน เช่น โครงการ สลากสรรสร้างเพื่อชุมชน ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2562 รวม 7 ชุมชน เพื่อส่งเสริมอาชีพและเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น การบริหารจัดการชุมชน การผลิตสินค้าและบริการ การสร้างสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว ทำให้ชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ สามารถยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนและการจัดการพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างภายได้ให้กับชุมชนอย่างต่อเนื่อง และในปี 2563 สำนักงานสลากฯ ได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายโครงการนี้ไปในอีก 10 ชุมชน ทั่วประเทศ นอกจากการส่งเสริมการพัฒนาชุมชนต่างๆ แล้ว ยังคำนึงถึงการกระตุ้นส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศ โดยนำภาพวาดของเมืองรองต่าง ๆ ในประเทศไทยมาประกอบบนสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกด้วย

นอกจากนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังได้ดำเนินการผลิตและเผยแพร่รายการ “โฮป ประกายแสงแห่งความหวัง” เพื่อนำเสนอเกี่ยวกับชีวิตของผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากและขาดโอกาสการช่วยเหลือจากสังคม รวมถึงจัดกิจกรรมรณรงค์แก้ไขปัญหาการพนันในเด็กและเยาวชน ปัญหายาเสพติด ตลอดจนปัญหาสังคมอื่น ๆ ผ่านการให้ความรู้จากวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ

พ.ต.อ. บุญส่ง จันทรีศรี ผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล กล่าวว่า กว่า 80 ปีที่ผ่านมา สำนักงานสลากฯ ได้ลงแรง ลงมือ ร่วมสร้างโอกาส สร้างอาชีพ สร้างอนาคตให้กับผู้คนและชุมชน ผ่านเครือข่ายและพันธมิตรมากมาย เพราะทุก ๆ บาทของผู้ซื้อ คือการส่งต่อความหวังและความสุข ทุก ๆ แรงที่ลงไปช่วยทำงานและช่วยเหลือสังคมคือความตั้งใจที่จะมอบรอยยิ้มให้ชุมชน และทุก ๆ วัน เราได้ช่วยเหลือองค์กรทั่วประเทศที่ต้องการแรงผลักดัน ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

ผลการดำเนินงานของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลใน 5 ปีที่ผ่านมา นำส่งรายได้ให้แผ่นดินสูงสุดในลำดับต้นตลอดมา โดยมีจำนวนรายได้เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี ในปี 2562 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ถือเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีรายได้นำส่งรัฐสูงสุดเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวนเงินกว่า 41,000 ล้านบาท และได้ดำเนินการออกสลากการกุศลตามมติคณะรัฐมนตรีให้กับหน่วยงานต่าง ๆ กว่า 16 หน่วยงาน คิดเป็นมูลค่าร่วม 8,000 ล้านบาทด้วย


สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลมุ่งมั่นพัฒนาองค์กร บุคลากร ผลิตภัณฑ์ และบริการ เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่าน Ecosystem ที่มีประสิทธิภาพ โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแก่ทั้งผู้ซื้อและตัวแทนจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชั่น ประกอบด้วยแอปพลิเคชั่น GLO Lottery Official สำหรับ ผู้ซื้อสลากฯ เพื่อตรวจสอบผลรางวัลในงวดปัจจุบันและงวดย้อนหลังได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และแอปพลิเคชั่น my GLO สำหรับผู้จำหน่ายสลากฯ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลส่วนตัวรวมถึงประวัติการซื้อขายเพื่อใช้ในการตรวจสอบความโปร่งใส นอกจากนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลยังได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ LINE เปิด GLO LINE Official เพื่อเป็นสื่อกลางในการอัปเดตข้อมูลข่าวสารและถ่ายทอดสดการออกรางวัล รวมถึงจัดทำ LINE Sticker เพื่อให้สำนักงานสลากฯ เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น

ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สำนักงานสลากฯ ได้ดำเนินการจัดทำแผนแม่บทในการส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งภายในและภายนอกองค์กร รวมถึงรายงานความยั่งยืนขององค์กรตามกรอบแนวทางการรายงานสากล (Global Reporting Initiative: GRI) และแผนประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ (Eco Efficiency) ตลอดจนให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเริ่มต้นจากการจัดประชุมสีเขียว (Green Meeting) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การรณรงค์ให้เกิดการคัดแยกขยะอย่างเต็มรูปแบบภายในสำนักงานสลากฯ และพื้นที่ใกล้เคียง และการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ภายในสำนักงานสลากฯ

“ก้าวย่างของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลในวันนี้ จะเป็นก้าวใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เราจะมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ทำเพื่อทุกชีวิต เพื่อชุมชน และสังคมอย่างแท้จริง โดยเชื่อมโยงให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้มาร่วมกันสร้างสังคมแห่งการให้ และร่วมสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ของสำนักงานสลากฯ ทั้งในปัจจุบันและอนาคตไปด้วยกัน” พ.ต.อ. บุญส่ง กล่าวสรุป

เปิดรับสมัครแล้ว PM AWARD 2020

posted Mar 4, 2020, 11:22 PM by Maturos Lophong


เสริมแกร่งแบรนด์ไทย สู้ศึกการค้าโลก 

เปิดรับสมัครแล้ว PM AWARD 2020 รางวัลทรงคุณค่าสำหรับผู้ส่งออกไทย

เติบโตอย่างก้าวกระโดด สู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ !! กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชวนผู้ประกอบธุรกิจส่งออก เข้าร่วมโครงการ PM AWARD 2020 พร้อมรับโอกาสติวเข้มแบบเจาะลึก เสริมแกร่งให้แบรนด์ สู่เวทีการค้าโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ.. เปิดรับสมัครฟรี!! ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 เมษายน นี้

วันนี้ (5 มี.ค.2563) นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานในพิธีแถลงข่าวเปิด โครงการรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2563 PRIME MINISTER’S EXPORT AWARD 2020 ภายใต้แนวคิด “Leading The Way” โดยมีผู้ประกอบธุรกิจส่งออก ผู้ประกอบการสินค้า OTOP ตลอดจนสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังกว่า 120 คน ณ โรงแรมฮิลตัน สุขุมวิท 24 กรุงเทพฯ


นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การสร้างแบรนด์ประเทศไทยผ่านตราสัญลักษณ์ PM Award คือ หนึ่งในกลยุทธ์เร่งรัดการส่งออกเชิงรุก ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในด้านการพัฒนาคุณภาพสินค้าและธุรกิจบริการ ซึ่งจากสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าทั่วโลกในขณะนี้ ถือได้ว่ามีความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศไทยยังต้องเผชิญกับความผันผวน ทั้งสถานการณ์ความเสี่ยงต่างๆ ในประเทศคู่ค้าสำคัญ และสงครามการค้า อย่างไรก็ตาม กรมฯ ได้วางกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นการส่งออกของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถยืนหยัดได้ในเวทีการค้าโลก ซึ่งโครงการ PM Award เป็นรางวัลที่รัฐบาลมอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกที่มีความโดดเด่นหลากหลายประเภท เช่น การส่งออกยอดเยี่ยม การมีนวัตกรรม การสร้างแบรนด์และการออกแบบสินค้าดีเยี่ยม ฯลฯ ซึ่งสินค้าหรือบริการที่ได้รับรางวัลนี้ แสดงถึงภาพลักษณ์ คุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก


โครงการ PM Award ปีนี้ จัดขึ้นเป็นปีที่ 29 และที่ผ่านมามีผู้ได้รับรางวัล 604 บริษัท 708 รางวัล โครงการนี้เป็นการคัดเลือกผู้ประกอบการไทยในกลุ่มธุรกิจส่งออกที่มีการผลิตสินค้าหรือบริการ ที่มีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมความคิดสร้างสรรค์ มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคมให้เป็นผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาเพื่อรับรางวัลจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายสาขาวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1) รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter) 2) รางวัลสินค้านวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation) 3) รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) 4) รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design) 5) รางวัลสินค้าธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise Award) 6) รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณท์ยอดเยี่ยม (Best OTOP) และ7)รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)


ภายในงาน ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “Success Case เคล็ดไม่ลับสู่ความสำเร็จ” โดยมีวิทยากร 4 ท่านได้แก่ คุณอภิศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขายต่างประเทศ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด /คุณฉัตรชัย วงศ์มานะโรจน์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ภูตะวัน เฮิร์บ แอนด์ คอสเมติค จำกัด / คุณสุรนาม พานิชการ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โทฟุซัง จำกัด / คุณรัฐ เปลี่ยนสุข สถาปนิกและนักออกแบบ “สัมผัส แกลอรี่” ซึ่งทั้ง 4 ท่านเป็นผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัล PM Award 2018 - 2019 มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำธุรกิจและประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการ พร้อมทั้งแนะนำเคล็ดลับการเข้าเป็นหนึ่งในทำเนียบรางวัลผู้ส่งออกสินค้าและบริการดีเด่น เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของแบรนด์สินค้าด้วย

การสมัครเข้าร่วมโครงการ PM Award ไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าหรือบริการของไทยในทุกประเภทธุรกิจ ได้ประเมินศักยภาพของตนเอง โดยหลังจากที่ผู้ประกอบการผ่านการพิจารณาคัดเลือกในรอบแรกแล้ว คณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา จะไปตรวจเยี่ยมสถานประกอบการ เพื่อพิจารณาให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ในแต่ละประเภทของรางวัลต่อไป ดังนั้น ผู้ประกอบการรายเล็กที่กำลังต้องการที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาต่อยอดสินค้าและบริการของตัวเองจึงสามารถมีส่วนร่วมได้ โดยบริษัทที่ผ่านการพิจารณาและผ่านเกณฑ์การตัดสิน จะได้รับโล่และเกียรติบัตรจากนายกรัฐมนตรี พร้อมได้รับสิทธิพิเศษจากกรมฯ ทั้งในและต่างประเทศ เช่น โอกาสในการร่วมกิจกรรมเจรจาการค้า การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ร่วมกิจกรรมอบรมสัมมนา การค้าออนไลน์บน Thaitrade.com พร้อมทั้งยังได้รับการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ผ่านสื่อทั้งในและต่างประเทศและกระจายไปยังผู้ซื้อทั่วโลกผ่านสำนักงานทูตพาณิชย์ 58 แห่งและเครือข่าย นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ตราสัญลักษณ์ PM Award ในการส่งเสริมการขายได้อีกด้วย


สำหรับการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในปี 2563 นี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยสำนักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่ม ยังได้จัดกิจกรรมสัญจรแนะนำการสมัครให้กับผู้ประกอบการในส่วนภูมิภาคด้วย 

โดยกำหนดจัดครั้งต่อไป ในวันที่ 11 มีนาคม ที่โรงแรม พูลแมน ขอนแก่น ราชา ออคิด อ.เมือง จ.ขอนแก่น และในวันที่ 14 มีนาคม ที่โรงแรมบุรีศรีภู บูติก อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา



 ผู้ประกอบการท่านใดที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ในวันและสถานที่ดังกล่าว หรือสอบถามรายละเอียดการรับสมัครเพิ่มเติมได้ที่ โทร 081-198-7873, 081-989-2402 เว็บไซต์ www.pm-award.com

การจดทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

posted Feb 24, 2020, 9:52 PM by Maturos Lophong



การจดทะเบียนธุรกิจ ประจำเดือนมกราคม 2563 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แถลงข่าวการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประจำเดือนมกราคม 2563 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ผลการจดทะเบียนธุรกิจ


ธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนมกราคม


- จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศ ในเดือนมกราคม 2563 จำนวน 6,942 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 16,256 ล้านบาท


- ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 633 ราย คิดเป็น ร้อยละ 9 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 351 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคาร ร้านอาหาร จำนวน 225 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ


- ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 5,008 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.14 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 1,833 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.40 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 90 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.30 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 11 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.16 ตามลำดับ


ธุรกิจเลิกประกอบกิจการ เดือนมกราคม

- จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ประจำเดือนมกราคม 2563 มีจำนวน 1,407 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 3,900 ล้านบาท

- ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 150 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 72 ราย คิดเป็นร้อยละ 5 และธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร จำนวน 40 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ

- ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 992 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.50 รองลงมาคือช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท จำนวน 350 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.88 ลำดับถัดไปคือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 61 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.34 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 4 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.28 ตามลำดับ

ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ เดือนมกราคม


- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ม.ค. 63) ธุรกิจที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน751,662 ราย มูลค่าทุน 18.40 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด / ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 184,996 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.61 บริษัทจำกัด จำนวน 565,408 ราย คิดเป็นร้อยละ 75.22 และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,258 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.17 ตามลำดับ

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 443,706 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.03 รวมมูลค่าทุน 0.39 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.12 รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 221,260 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.44 รวมมูลค่าทุน 0.73 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 3.97 รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 71,104 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.46 รวมมูลค่าทุน 1.93 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.49 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 15,592 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.07 รวมมูลค่าทุน 15.35 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 83.42 ตามลำดับ

การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว



เดือนมกราคม



- เดือนมกราคม 2563 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น 54 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ 25 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ 29 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,198 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนธันวาคม 2562 จำนวนธุรกิจที่คนต่างชาติเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้น 15% (เพิ่มขึ้น 7 ราย)


- นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 13 ราย เงินลงทุน 2,250 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 7 ราย เงินลงทุน 1,057 ล้านบาท และเยอรมนี 7 ราย เงินลงทุน 170 ล้านบาท
*******
การให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดือนมกราคม 2563



กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล และ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวก เพื่อลดต้นทุน ลดเวลา และลดการใช้กระดาษ โดยพัฒนาการบริการทุกกระบวนการของกรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ใช้บริการยื่นขอรับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา


e-Certificate บริการระบบหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านธนาคาร



กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดระบบการให้บริการหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านธนาคาร (e-Certificate) ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2555 และผ่านการรับรองระบบพิมพ์ออกฯ จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) จึงเป็นนวัตกรรมที่สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการ ณ สาขาธนาคารใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการ ได้รวมทั้งสิ้น 10 ธนาคาร จำนวน 3,835 สาขา


e-Secured จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ผ่าน Web Application และ Web Service แบบ Host to Host และชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และออกใบเสร็จรับเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) โดยเจ้าพนักงานทะเบียนลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) รวมถึงสามารถตรวจค้นข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจเบื้องต้นผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือผ่านระบบ mobile application (ios และ android) บนสมาร์ทโฟน โดยตั้งแต่ 4 กรกฎาคม 2559 จนถึงวันที่ 31 มกราคม 2563 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 483,673 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 7,735,596 ล้านบาท โดยมีการนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและใช้ประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน



สำหรับเดือนมกราคม 2563 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 9,982 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 168,639 ล้านบาท ทั้งนี้ทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ มากที่สุด ได้แก่ สิทธิเรียกร้อง เช่น บัญชีเงินฝาก ลูกหนี้การค้า สิทธิการเช่า คิดเป็นร้อยละ 50.93 (มูลค่า 85,892 ล้านบาท) รองลงมาคือ สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง คิดเป็นร้อยละ 49.05 (มูลค่า 82,724 ล้านบาท) กิจการ มีการจดทะเบียน คิดเป็นร้อยละ 0.01 (มูลค่า 23 ล้านบาท) และ ไม้ยืนต้น เป็นประเภทไม้ยางพารา คิดเป็นร้อยละ 0.0001 (มูลค่า 210,000 บาท) และมีผู้รับหลักประกัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 231 ราย


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้จัดสัมมนาการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ สำหรับผู้รับหลักประกัน เมื่อวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ณ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยมีผู้สนใจเข้าร่วม จำนวน 230 ราย

e-Registration การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์


การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 - 31 มกราคม 2563 มีการยืนยันการใช้งาน (Activate) จำนวน 52,891 ราย รับจดทะเบียน 22,263 ราย ซึ่งกรมได้มีการเตรียมการพัฒนาระบบให้อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการยืนยันตัวตนนิติบุคคลและการใช้ระบบงาน รวมถึงการเชื่อมโยงเพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SME ทั้งด้านการเงินและซอฟแวร์ รวมทั้งการให้บริการสำเนาเอกสารทะเบียนนิติบุคคลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration


DBD e - Filing การนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์


การนำส่งงบการเงินของนิติบุคคล ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 (สำหรับนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดปี 2562) มีนิติบุคคลนำส่งงบการเงินแล้วจำนวน 42,056 ราย คิดเป็น 6 % ของนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบการเงิน โดยนำส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) จำนวน 37,939 ราย คิดเป็น 90% และนำส่งในรูปแบบกระดาษ จำนวน 4,117 ราย คิดเป็น 10% จะเห็นว่าการนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing อยู่ในสัดส่วนถึง 90% ของนิติบุคคลที่ได้นำส่งงบการเงินแล้ว ซึ่งมียอดการนำส่งงบการเงินสูงกว่าปีก่อนเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน ถือว่าการรณรงค์เชิญชวนให้นิติบุคคลนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ สามารถนำส่งงบการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่าน DBD Data Warehouse และ DBD e - Service Application ได้อย่างรวดเร็ว

การนำส่งงบการเงินประจำปี 2563 นิติบุคคลสามารถนำส่งได้ 2 ช่องทาง คือ การนำส่งผ่านช่องทางออนไลน์ DBD e-Filing รูปแบบ Excel เวอร์ชั่น 2 ซึ่งตอบโจทย์การใช้งานระบบที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม และการนำส่งรูปแบบกระดาษ (ซึ่งจะต้องส่งผ่าน DBD e-Filing อีกครั้งภายใน 7 วัน จึงจะถือว่านำส่งงบการเงินเสร็จสมบูรณ์) โดยปีนี้กรมได้ปิดช่องทางการนำส่งงบการเงินทางไปรษณีย์ เนื่องจากปีที่ผ่านมานิติบุคคลนำส่งงบการเงินทางไปรษณีย์เพียง 0.5% ของนิติบุคคลที่นำส่งงบการเงิน ซึ่งส่วนใหญ่จะนำส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing)


กรมจึงขอประชาสัมพันธ์ให้นิติบุคคลเตรียมความพร้อมโดยดาว์นโหลดไฟล์ Excel เวอร์ชั่น 2

สำหรับกรอกงบการเงินได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป โดยศึกษาวิธีการใช้งานได้ที่ www.dbd.go.th

DBD : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

×คุณใช้ Internet Explorer ในเวอร์ชั่นตำกว่าที่รองรับ (9+) เว็บไซต์จึงอาจแสดงผลได้ไม่ครบถ้วน โปรดอัพเดตเวอร์ชั่น Internet Explorer ด้วยค่ะ

www.dbd.go.th

เลือก‘บริการออนไลน์’ และ ‘ระบบนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์’ (DBD e-Filing)”และ ในส่วนการนำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นนิติบุคคลจะต้องนำส่งภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามประเภทของนิติบุคคล ดังนี้ ‘บริษัทจำกัด’ ต้องนำส่งแบบ บอจ.5 ต่อกรมฯ ภายใน 14 วัน นับแต่วันที่ได้รับอนุมัติ ในที่ประชุมใหญ่ และ ‘บริษัทมหาชนจำกัด’ ต้องนำส่งแบบ บมจ.006 ภายใน 1 เดือน นับแต่วันเสร็จการประชุม ขอให้นำส่งผ่านระบบ DBD e-Filing เช่นกัน


สำหรับมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนจากเหตุการณ์การสูญเสียครั้งใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา


ขยายระยะเวลาการยื่นงบการเงินให้กับผู้ประกอบธุรกิจที่มีหน้าที่ยื่นงบการเงิน และมีสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา สำหรับงบการเงินที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดปี 2562 ระหว่างวันที่ 1 กันยายน 2562 - 31 ธันวาคม 2562 โดยขยายระยะเวลาการยื่นงบการเงินออกไปอีก 2 เดือน ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 11

ขยายเวลาการยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ให้แก่กรรมการของบริษัทที่มีสถานที่ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดนครราชสีมา และมีหน้าที่ยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นแก่นายทะเบียน ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ - 29 กุมภาพันธ์ 2563 โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจยื่นหนังสือขอขยายเวลาต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทภายใน 15 วัน นับแต่เหตุการณ์สูญเสียครั้งใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมาได้สิ้นสุดลง ทั้งนี้นายทะเบียนจะพิจารณาอนุญาตขยายเวลาให้ตามความเหมาะสมและจำเป็น


การบริการหนังสือรับรองข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์และผลักดันการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ยกระดับการเป็นหน่วยงานรัฐบาลดิจิทัล โดยการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) มาให้บริการ ซึ่งการบริการ e-Service เป็นการบริการขอหนังสือรับรองผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขอรับข้อมูลได้ผ่านช่องทาง Walk in EMS Delivery และการออกหนังสือรับรองรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate File) ซึ่งการบริการในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์มีจำนวนการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมกราคม 2563 มีจำนวน 18,480 ราย คิดเป็น 53% ของการให้บริการ e-Service และได้ขยายการให้บริการสู่การบริการหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติและสมาคมการค้า หนังสือรับรองภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ การขอรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากผ่านทาง www.dbd.go.th แล้ว สามารถขอรับบริการผ่านทาง Application DBD e- Service ได้ทั้งระบบ Android และ IOS


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน ปรับลดอัตราค่าบริการหนังสือรับรอง รับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคาร (e-Certificate) จากอัตราเดิม หนังสือรับรองนิติบุคคล ฉบับละ 150 บาท เป็น ฉบับละ 100 บาท รับรองสำเนาเอกสารทะเบียน งบการเงิน/บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น จาก 1-5 หน้าแรก 100 บาท หน้าถัดไปหน้าละ 20 บาท เป็น หน้าละ 20 บาท โดยไม่กำหนดอัตราเริ่มต้น โดยธนาคารกรุงไทย ปรับลดเป็นระยะเวลา 8 เดือน ตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 สิงหาคม 2563 มีสาขาที่พร้อมให้บริการทั้งสิ้น 1,132 สาขาทั่วประเทศ และธนาคารออมสิน ปรับลดเป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 กว่า 1,070 สาขาทั่วประเทศ

DBD Connect เชื่อมระบบบัญชีสู่การยื่นงบการเงินออนไลน์(DBD e-Filing)


กรมฯ ร่วมกับผู้ผลิตซอฟแวร์บัญชีชั้นนำของประเทศ จำนวน 16 ราย (20 โปรแกรม) พัฒนาการเชื่อมโยงซอฟต์แวร์บัญชีกับระบบการนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) แบบอัตโนมัติ ผ่านระบบ DBD Connect อำนวยความสะดวกการจัดทำบัญชีและงบการเงินสำหรับนักบัญชีให้สามารถนำส่งงบการเงินในรูปแบบ XBRL ที่เชื่อมโยงข้อมูลทางบัญชีพร้อมนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ได้โดยตรง และไม่ต้องคีย์ข้อมูลงบการเงินซ้ำ


การบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร (Total Solution for SMEs) และ e-Accounting for SMEs



Total Solution for SMEs เป็นการขับเคลื่อน SMEs ด้วยนวัตกรรม โดยส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีในการบริหารจัดการธุรกิจที่ครบวงจรได้โดยง่าย เปลี่ยน Traditional SMEs เป็น Smart SMEs ซึ่งกรมได้รวบรวมโปรแกรมด้านการบริหารจัดการทั้ง 3 ภาคส่วนไว้ด้วยกันคือ โปรแกรมสำนักงาน (Office) โปรแกรมหน้าร้าน (POS) โปรแกรมบัญชี online (Cloud Accounting) ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 25 โปรแกรม


นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้แจกฟรี “โปรแกรม e-Accounting for SMEs” ซึ่งเป็นโปรแกรมหน้าร้าน (POS) ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าขาย เช่น มี Scanner เพื่อซื้อขายสินค้าในตัว , มีฐานข้อมูลของสินค้ามากกว่า 10,000 รายการ เป็นต้น โดยร้านค้าสามารถสมัครขอใช้งานโปรแกรม e-Accounting for SMEs ได้ผ่านทางโครงการ Total Solution for SMEs หรือดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store ในระบบ Android


DBD Data Warehouse


กรมได้พัฒนาระบบสารสนเทศให้มีความสมบูรณ์หลากหลาย และสามารถจัดทำผลวิเคราะห์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจ ประกอบด้วยข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลและวิเคราะห์งบการเงิน ข้อมูลซัพพลายเออร์ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ ข้อมูลโอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลการลงทุนจากต่างชาติในนิติบุคคลไทย รวมทั้งข้อมูลสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล พร้อมทั้งนำข้อมูลธุรกิจไปสนับสนุนการตัดสินใจในการประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยในปี 2563 (ม.ค.) มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 644,603 ครั้ง

คต. เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA

posted Feb 20, 2020, 10:59 PM by Maturos Lophong



คต. เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ทั้งปี 62 

พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการตอบแบบสอบถามผลกระทบ GSP – เข้าร่วมงานเสวนา

“ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร”

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ รวมเท่ากับ 70,815.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ร้อยละ 75.31 การใช้สิทธิฯ 12 เดือนของปี 2562 ลดลงร้อยละ 4.45 โดยแบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 65,560.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 5,254.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ในช่วง 12 เดือน ของปี 2562 จำนวน 11 ฉบับ ไม่รวมความตกลงอาเซียน-ฮ่องกงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 และไทย-นิวซีแลนด์ ที่ใช้ระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออก (Self-declaration) มีมูลค่า 65,560.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 5.81 สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกทั้งปี 2562 ที่ลดลงร้อยละ 1.3 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 76.51 โดยตลาดที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ลดลง ได้แก่ 1) อาเซียน ลดลงร้อยละ 8.69 2) ออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ 15.07 3) ชิลี ลดลงร้อยละ 28.74 4) อินเดีย ลดลงร้อยละ 4.38 5) ญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 1.45 และ 6) เกาหลี ลดลงร้อยละ 6.69 อย่างไรก็ดี ยังมีบางตลาดที่มีการขยายตัวของการใช้สิทธิประโยชน์ ได้แก่ 1) จีน ขยายตัวร้อยละ 2.20 2) นิวซีแลนด์ ขยายตัวร้อยละ 0.69 และ 3) เปรู ขยายตัวร้อยละ 32.00


การส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ในปี 2562 ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ ภายใต้ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาเซียน (มูลค่า 24,553.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากแร่บิทูมินัส น้ำตาลจากอ้อย รถยนต์เพื่อขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบ 1,500-2,500 ลบ.ซม. 2) จีน (มูลค่า 18,021.33 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียนสด สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 7,746.66 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ รถยนต์ส่วนบุคคลความจุกระบอกสูบเกิน 1,500 แต่ไม่เกิน 2,500 ลบ.ซม. เครื่องปรับอากาศติดผนัง 4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 7,456.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ ปลาแมคเคอเรล เนื้อไก่และเครื่องในไก่ปรุงแต่ง เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง และ 5) อินเดีย (มูลค่า 4,270.93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ เครื่องปรับอากาศ โพลิคาร์บอเนต เครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ กรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไทย-ชิลี (ร้อยละ 100) 2) ไทย-เปรู (ร้อยละ 91.65) 3) อาเซียน-จีน (ร้อยละ 90.04) 4) ไทย-ญี่ปุ่น (ร้อยละ 88.58) และ 5) อาเซียน-เกาหลี (ร้อยละ 81.92) ส่วนรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากแร่บิทูมินัส ยานยนต์เพื่อขนส่งของน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ รถยนต์เพื่อขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบ 1,500-2,500 ลบ.ซม. น้ำตาลจากอ้อยอื่นๆ 


การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP จำนวน 4 ระบบ คือ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP ตลอดปี 2562 เท่ากับ 5,254.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 16.48 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 63.05 ตลาดที่ไทยส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา โดยมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 4,787.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.20 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 67.00 อันดับสองคือ สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 299.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงเพียงเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.003 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 35.85 อันดับสามคือ รัสเซียและเครือรัฐ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 139.22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 14.63 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 79.04 และนอร์เวย์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 27.63 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 30.21 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 100 สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ระบบ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยางอื่นๆ อาหารปรุงแต่งอื่นๆ น้ำผลไม้ และเลนส์แว่นตา 



สำหรับการใช้สิทธิ GSP สหรัฐฯ ในปี 2562 พบว่ามีการใช้สิทธิฯ มากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 4,787.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 4,344.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวที่ร้อยละ 10.20 โดยสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ ภายใต้ GSP สหรัฐฯ สูง 10 อันดับแรกของปี 2562 ได้แก่ ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่งอื่นๆ น้ำผลไม้ เลนส์แว่นตา ชิ้นส่วนยานยนต์ แว่นตาอื่นๆ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องสูบเชื้อเพลิง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเดิมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงอยู่แล้วในปี 2561 โดยผู้ประกอบการได้รับการยกเว้นภาษีในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4.31 คิดเป็นมูลค่า 176.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนในกรณีสหรัฐฯ ระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยบางรายการ กรมการค้าต่างประเทศเล็งเห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมแนะนำผู้ประกอบการเตรียมรับมือจากกรณีดังกล่าว โดยแสวงหาตลาดที่มีศักยภาพใหม่ๆ หรือเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อาทิ อเมริกาเหนือ (มีการขยายตัวในสินค้าอาหารสำเร็จรูปประเภทวีแกน) เอเชียใต้ (อินเดียมีแนวโน้มการขยายตัวของอาหารสำเร็จรูป) เป็นต้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากถูกระงับสิทธิ GSP นอกจากนี้ ยังมีตลาดรองที่น่าสนใจโดยไทยมีการส่งออกสินค้าที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิ GSP ในปี 2561 อาทิ กลุ่มสินค้าเครื่องจักรกล/อุปกรณ์ไฟฟ้า (ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย) กลุ่มยานยนต์/เรือยนต์/ส่วนประกอบ (แอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินโดนีเซีย) กลุ่มเครื่องเดินทาง (สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นต้น



อย่างไรก็ดี เพื่อเตรียมพร้อมให้กับผู้ประกอบการรับมือกรณีระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยของสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้จัดทำแบบสอบถาม “ผลกระทบกรณีสหรัฐอเมริการะงับการให้สิทธิ GSP สินค้าไทย และมาตรการช่วยเหลือ” เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือที่ภาคเอกชนประสงค์จะได้รับจากภาครัฐในอนาคต อาทิ นโยบาย/มาตรการด้านการเงิน การตลาด การอำนวยความสะดวก โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าไปให้ข้อมูลได้ตามประกาศหน้าเว็บไซต์ของกรมการค้าต่างประเทศที่ www.dft.go.th นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และธนาคาร EXIM Bank มีกำหนดจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร?” ในวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้องจูปิเตอร์ 8-9 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยภายในงานประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์การตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงโอกาสและทางเลือกตลาดใหม่สำหรับผู้ประกอบการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจและเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการให้สิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษี (GSP) จึงขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานในวันและเวลาดังกล่าว


 ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/jo6P5T6qhGJP9Nt49 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-547-4760

DITP โชว์แกร่งอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

posted Feb 12, 2020, 1:56 AM by Maturos Lophong   [ updated Feb 12, 2020, 1:56 AM ]



DITP โชว์แกร่งอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ผนึกกำลังพันธมิตรมุ่งหน้าสู่จิวเวลรี่ฮับโลก พร้อมจัดงานบางกอกเจมส์ปลายเดือนนี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มั่นใจศักยภาพไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (World’s Jewelry Hub) จัดทัพทูตพาณิชย์เปิดเกมรุกดันยอดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เน้นขยายตลาดใหม่มากศักยภาพและการค้าออนไลน์ตีคู่ตลาดเดิม ประกาศความพร้อมจัดงานบางกอกเจมส์ฯ สร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยพบคู่ค้านานาชาติ ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้


ภายในงาน “Afternoon Tea Talk: ดึงเสน่ห์จิวเวลรี่ไทย สู่เป้าหมาย World’s Jewelry Hub” นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและครบวงจร ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับท็อป 10 ของโลก โดยในปี 2561 มีสินค้าส่งออกสำคัญ 3 กลุ่มที่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกในระดับสูง ได้แก่ เครื่องประดับเงิน ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ครองส่วนแบ่งการตลาด 23.8% ของตลาดโลก พลอย อันดับ 3 ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาด 11.9% และเครื่องประดับเทียม อันดับ 6 ของโลก ส่วนแบ่งการตลาด 5.9%

“อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ ด้วยจุดเด่นหลายด้าน ได้แก่ ศักยภาพด้านการผลิต ซึ่งช่างฝีมือไทยมีความชำนาญและความประณีตในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการค้าและปรับตัวได้ไว ทั้งการแสวงหาวัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต และการตลาด รวมถึงการเอาใจใส่ต่อลูกค้า นอกจากนี้ ไทยยังมีทำเลที่ตั้งและเครือข่ายคมนาคมขนส่งที่สะดวกต่อการติดต่อกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงมีหน่วยงานเฉพาะทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับอย่าง GIT ที่ช่วยพัฒนาบุคลากรและกำหนดมาตรฐานสินค้ากลุ่มนี้ และงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ซึ่งเป็นเวทีการค้าสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ” นายสมเด็จ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งเสริมตลาด กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มอบหมายทูตพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการไทยแสวงหาโอกาสการค้าในตลาดที่มีศักยภาพเติบโต จับมือกับภาคเอกชนด้านตลาดออนไลน์ เพิ่มช่องทางวางจำหน่ายสินค้าในแพลทฟอร์มการค้าออนไลน์สำคัญทั่วโลก รวมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชน สมาคมการค้าของไทยและต่างประเทศเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมนี้ ด้วยแคมเปญ Thailand’s Magic Hands: The Spirit of Jewelry Making


ด้านนายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าจุดแข็งของประเทศไทย คือ หัตถศิลป์ (Craftsmanship) ฝีมือของช่างไทยที่จะต้องส่งเสริมให้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ชั้นสูง เพื่อผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพดีเยี่ยมและมีราคาสูงขึ้น

“การสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เกิดจากช่างฝีมือที่มีความสุข อารมณ์ จิตใจสุนทรี ทำให้ผลิตชิ้นงานที่มีความงดงามประณีตได้ การจะมีความสุขแบบนั้นได้ ช่างฝีมือก็ต้องมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดการทำธุรกิจในปัจจุบัน ที่ต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดูแลสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภครุ่นใหม่สนใจมาก”


นายปรีดากล่าวต่ออีกว่า การมีงานแสดงสินค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเปิดโอกาสให้คนในวงการธุรกิจสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการเป็น World’s Jewelry Hub ของประเทศไทย เพราะไทยเป็นประเทศเดียวที่ถือว่ามีสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครบทุกประเภท เช่น พลอยก้อน พลอยเจียระไน และมีช่างฝีมือที่พร้อมสร้างสรรค์ชิ้นงานจนเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 65 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อตอกย้ำศักยภาพและความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าจากนานาประเทศ ภายในงาน มีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ เช่น นิทรรศการ Siam Silver Showcase นำเสนอสินค้าเครื่องประดับเงินไทยที่โดดเด่นจากอดีตถึงปัจจุบัน กิจกรรมสร้างเครือข่ายการค้า (Networking) รวมถึงคลินิกให้คำปรึกษาด้านการค้าโดยทูตพาณิชย์ การสัมมนาเพื่อให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประมูลพลอยสี ดำเนินการโดยบริษัท Bonas โบรกเกอร์เพชร จากลอนดอนที่มีประสบการณ์จัดประมูลออนไลน์กว่า 10 ปี จัดคู่ขนานภายในงานบางกอกเจมส์ด้วย พร้อมกันนี้ ทางผู้จัดงานมีแผนดำเนินมาตรการขั้นสูงสุดเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกฝ่าย

คต. เผยแผนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ปี 63

posted Feb 10, 2020, 10:16 PM by Maturos Lophong



คต. เผยแผนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ปี 63 เร่งสร้างความเชื่อมั่นข้าวไทยในตลาดโลก 

กรมการค้าต่างประเทศ.เดินหน้าจัดกิจกรรมตามภารกิจเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ข้าวไทย เน้นกระชับความสัมพันธ์ลูกค้าและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในตลาดโลก

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2563 กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมตามภารกิจในด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ทั้งในรูปแบบการจัดคณะผู้แทนการค้าฯ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการส่งออกข้าวไทย โดยในปีนี้ กรมฯ มีแผนจัดคณะผู้แทนการค้าฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในประเทศที่เป็นลูกค้าหลัก อาทิ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ตลอดจนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ 1. ภูมิภาคเอเชีย: งาน FOODEX 2020 ณ ประเทศญี่ปุ่น และงาน China – ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 17 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน 2. ภูมิภาคยุโรป: งานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ BIOFACH 2020 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และ 3. ภูมิภาคตะวันออกกลาง: งาน GULFOOD 2020 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนกิจกรรมร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการจัดคณะผู้แทนการค้าฯเดินทางไปเจรจาธุรกิจในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แอฟริกาใต้ เป็นต้น โดยกิจกรรมต่างๆ ของกรมฯ จะมุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยในตลาดโลก

นายกีรติ รัชโน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “คต. ในฐานะคนขายได้ไปพบปะลูกค้าในประเทศต่างๆ ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากลูกค้าโดยเฉพาะกับชนิดข้าวที่ตรงความต้องการของลูกค้า และข้อมูลดังกล่าวได้นำมาขยายผลในการทำสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างดี จึงได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และเกษตรกร และได้กำหนดแผนงานเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของข้าวไทย” โดยในเบื้องต้นได้นำเสนอแผนการการพัฒนาข้าวไทยเพื่อการแข่งขันทั้งในด้านการผลิต การพัฒนา และการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี อายุเก็บเกี่ยวสั้น ให้ผลผลิตสูง และต้นทุนการผลิตต่ำ ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นชอบที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมการข้าว กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและอาจพิจารณาเชิญสถาบันการศึกษาที่มีการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเข้าร่วมในคณะทำงานด้วย ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ จะเร่งผลักดันการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป 

ในปี 2562 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และขยายตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ โดยมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น


- การจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชนไทยเดินทางไปเจรจาขยายตลาดข้าวและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าในต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐสิงคโปร์และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (17 - 22 มีนาคม 2562) สาธารณรัฐตุรกีและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (14 - 19 พฤศจิกายน 2562) และสหพันธรัฐมาเลเซีย (3 - 4 ธันวาคม 2562)

- การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และสร้างความรับรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้าวไทยทั้งในและต่างประเทศ เช่น งาน BIOFACH 2019 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (13 - 16 กุมภาพันธ์ 2562) งาน GULFOOD 2019 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (15 - 23 กุมภาพันธ์ 2562) งาน THAIFEX-World of Food Asia 2019 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี (28 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2562) และงาน CAEXPO ครั้งที่ 16 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน (18 - 25 กันยายน 2562)

- การรับรองคณะผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกง (15 - 21 พฤศจิกายน 2562) โดยได้นำคณะผู้นำเข้าข้าว 32 ราย เยี่ยมชมและศึกษาดูงานการวิจัยและการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และโรงสีข้าวในจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ กรมฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve Board : AFSRB) ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร (14 - 17 สิงหาคม 2562) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และแนวโน้มการผลิต การบริโภค การค้า และปริมาณสต็อกสินค้าอาหารสำคัญของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน.รวมทั้งหารือแนวทางสร้างความร่วมมือในการสร้างความสมดุลด้านอาหารเพื่อรับมือต่อสถานการณ์ความท้าทายด้านอาหารของโลกในอนาคต

ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 7.58 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 32.50 ที่มีปริมาณ 11.23 ล้านตัน สำหรับปี 2563 ตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ปริมาณ 7.5 ล้านตัน

ม.ค.63 มีการอนุญาตให้ต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.ต่างด้าวในไทย 25 ราย

posted Jan 30, 2020, 9:42 PM by Maturos Lophong



ม.ค.63 มีการอนุญาตให้ต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.ต่างด้าวในไทย 25 ราย 

มีเงินลงทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 912 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 260 คน

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเปิดเผยว่า ในการประชุมของคณะกรรมการฯ เมื่อวันพุธที่ 22 มกราคม 2563 คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 25 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเยอรมนี ซึ่งมีการนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 912 ล้านบาท และส่งเสริม ให้เกิดการจ้างงานคนไทย 260 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้จะมีผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นวิทยาการซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในกระบวนการขุดลอกร่องน้ำและแอ่งจอดเรือ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกันสั่นสะเทือนสำหรับรถจักรยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Cargowise เพื่อการจัดการขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขึ้นรูป การอบร้อน และการพ่นชุบเคลือบสีของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่ 

1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 14 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี และสก๊อตแลนด์ มีเงินลงทุนจำนวน 678 ล้านบาท อาทิ

·บริการรับจองระวางเรือหรือระวางเครื่องบินสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลและ ทางอากาศ

·บริการฝึกอบรมวิธีการซ่อมแซม การบำรุงรักษารถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่

·บริการให้คำปรึกษา แนะนำและบริหารจัดการงานด้านการตลาด ด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการตรวจสอบควบคุมภายใน

·กิจการตัวแทนในการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า



2. ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง จำนวน 4 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินโดนีเซีย มีเงินลงทุนจำนวน 35 ล้านบาท ได้แก่

·การค้าปลีกอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

·การค้าส่งรองเท้ากีฬาและรองเท้าผ้าใบ

·การค้าส่งชิ้นส่วนของระบบกันสะเทือน (Damper) สำหรับรถจักรยานยนต์

·การค้าส่งไอศกรีม โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์นม

3. คู่สัญญากับเอกชน จำนวน 2 ราย โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ และเบลเยี่ยม มีเงินลงทุนจำนวน 161 ล้านบาท ได้แก่

·บริการจัดหา ก่อสร้าง และติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการก่อสร้างโรงแรม

·บริการขุดลอกบำรุงรักษาร่องน้ำและแอ่งจอดเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือ

4. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า จำนวน 5 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีเงินลงทุนจำนวน 38 ล้านบาท อาทิ

·บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางวิศวกรรม บำรุงรักษา ซ่อมแซม รวมทั้งการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์

·บริการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

·บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน อาคารสำนักงานและอาคารเก็บสินค้าบางส่วน รวมทั้งห้องปฏิบัติการที่ใช้สำหรับทดสอบสีและเคมีภัณฑ์

·บริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง และบริการอินเทอร์เน็ตแบบที่หนึ่ง ประเภทไม่มีโครงข่ายเป็น ของตัวเอง



ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม 2563 จำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน คิดเป็นร้อยละ 4 โดยมีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจที่สนับสนุนการทำงานของบริษัทในเครือในกลุ่มให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ธุรกิจที่ส่งเสริมตลาดทุน รวมถึงประกอบธุรกิจซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ ดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

1-10 of 124