Government




พาณิชย์ ขยายผลยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” สยายปีกต่อยอดงานวิจัยจากหิ้งสู่ตลาดสากล

posted Jan 11, 2021, 7:49 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 11, 2021, 7:56 PM ]

พาณิชย์ ขยายผลยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” สยายปีกต่อยอดงานวิจัยจากหิ้งสู่ตลาดสากล 

จับมือ 7 พันธมิตรด้านวิจัยและนวัตกรรม สนับสนุน SMEs เชื่อมโยงตลาดกับนวัตกรรมสร้างสรรค์อนาคต

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการ ขยายตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีระดับโลก จัดกิจกรรมเสวนา และพิธีลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนาเชื่อมโยงการค้า การตลาด การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมตลาดกับนวัตกรรม สร้างสรรค์อนาคต” ผสานศักยภาพความแข็งแกร่งด้านการตลาดผนวกเทคโนโลยีและนวัตกรรม 






ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจของของประเทศมีความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับรายได้ของประเทศ โดยเน้นการนำเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ได้มอบหมายให้ผลักดันยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดขยายความร่วมมือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งมีนโยบายผลักดันผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและส่งเสริมธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หวังเร่งรัดการนำรายได้เข้าประเทศด้วยสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ชี้โอกาสมีอีกมาก ขอให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อม ปรับตัว พัฒนา เพื่อที่จะไปดักความต้องการของตลาดในอนาคต ชิงสัดส่วนตลาดโลก ปรับฐานสู่การค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ต่อไป




ทั้งนี้ มั่นใจว่าการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งผู้ประกอบการและนักวิจัย โดยเป็นการผสานพลังระหว่างสองกระทรวงในการที่จะเชื่อมโยงตลาดและการผลิต พัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้เข้มแข็งสู้กับคู่แข่งของไทยได้

สำหรับภาคการวิจัยของไทยนั้น นับว่ามีความก้าวหน้ามากในระดับสากล และเมื่อประกอบกับแต้มต่อด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าไทยมีจุดแข็งและมีโอกาสที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมีเทคโนโลยีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่ยาก จึงต้องเร่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น SME หรือ Micro SMEs รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ Social Enterprise ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ มาตรฐาน รวมทั้งคุณลักษณะให้มีความแตกต่าง เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในระดับสากล

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในกิจกรรมเสวนาและพิธีลงนามข้อตกลงในวันนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ตั้งเป้าจะลดช่องว่างระหว่างตลาดกับการวิจัยและนวัตกรรม สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทย โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ความต้องการสินค้านวัตกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดยทูตพาณิชย์ 4 แห่ง เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการใช้ตลาดเป็นโจทย์หลักก่อนจะทำการวิจัยยกระดับสินค้า ซึ่งล้วนเป็นบริษัทดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ได้แก่ ขนมสัตว์เลี้ยงทำจากแมลง (LAIKA) นวัตกรรมน้ำผลไม้ปลอดน้ำตาลและแคลอรี่ (JuiceInnov8) และ อาหารออร์แกนิคแปรรูปจาข้าวไรซ์เบอรี่ (Jasberry)




นอกจากนี้ หน่วยงานพันธมิตรทั้ง 7 แห่งยังได้นำตัวอย่างกรณีความสำเร็จที่ผลงานวิจัยที่ออกสู่ตลาดแล้ว โดยนำมาจัดแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลในให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ซึ่งแต่ละรายมีที่มาและนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เจลล้างมือป้องกันเชื้อโควิดที่ปกป้องยาวนาน 12 ชั่วโมงชนิดแรกในโลก (Besuto 12) นวัตกรรมวัสดุปิดแผลชนิดเจล (blu by Novatech) เครื่องฉายแสงกำจัดแบคทีเรียและไวรัสควบคุมด้วย IOT (Maneejun) และนวัตกรรมน้ำผึ้งพร้อมชง (Bee Smile) เป็นต้น

โดยที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระ ทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและส่งเสริมธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยร่วมกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและต่อยอดผู้ประกอบนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในด้านพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ และการสร้างโอกาสทางการค้า อาทิ กิจกรรมจับคู่ผู้ประกอบการและนักวิจัยร่วมกันพัฒนาสินค้านวัตกรรม (Smart Value Creation) กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดสากล (IDEA LAB) การนำผู้ประกอบการไปขยายตลาดในงาน Top Thai Brand ณ เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งการนำสินค้านวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากหน่วยงานพันธมิตรไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้านานาชาติ THAIFEX ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจมาก ในปี 2563 มีผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมได้รับการส่งเสริม 100 ราย และสามารถสร้างมูลค่าซื้อขายได้กว่า 160 ล้านบาท



ในปี 2564 แม้ว่าจะมีข้อจำกัดอันเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าซื้อขายสินค้านวัตกรรมให้ได้สูงขึ้น 2 เท่า และเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมด้านวิจัยและนวัตกรรมเป็น 150 ราย โดยวางแผนส่งเสริม 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 

1) การเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลที่มีคุณภาพเกี่ยวกับตลาดให้กับนักวิจัยเพื่อเข้าถึงความต้องการและแนวโน้มตลาดโลก อาทิ โครงการ DITP business AI เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดต่างประเทศ

2) การยกระดับผู้ประกอบการส่งออกของไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ เป็น 3 กิจกรรม Smart Value Creation (กิจกรรมจับคู่ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมตาม demand จับคู่กับ นักวิจัย เพื่อเลือกซื้อ/ใช้ผลงานวิจัยที่มีอยู่ หรือ ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของตลาดโลกร่วมกัน โดยสามารถขอรับทุนจากหน่วยงานพันธมิตรได้)

3) การต่อยอดผู้ประกอบการจากหน่วยงานนวัตกรรมให้ได้รับโอกาสขยายช่องทางทางการค้าระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก และผ่านกิจกรรมของกรม เช่น เข้าร่วมงาน Thaifex ในคูหา Innovation Design Zone หรือ นิทรรศการ TIDE (Thailand Innovation & Design Exhibition) รวมทั้งเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานงานแสดงสินค้าในตปท. (OBM) และ การจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศและเจรจาแบบออนไลน์ (Mirror & Mirror) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กรมได้เร่งปรับรูปแบบเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นพิเศษ โดยในเดือนมิถุนายน กรมกำหนดจัดกิจกรรม Mirror & Mirror ณ นครโฮจิมินห์ สำหรับสินค้านวัตกรรมโดยเฉพาะ 

4) การร่วมมือกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางช่องทางกรมและพันธมิตรด้านนวัตกรรม 

อนึ่ง หน่วยงานวิจัย 7 แห่งที่ร่วมลงนาม MOU ได้แก่ 

1. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

2. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.)

3. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

4. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช./NIA)

5. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

6. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. )

7. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)




ตามที่กรมกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570 นั้น ตนเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างพันธมิตรภายใต้ MoU นี้ จะทำให้กรมสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ได้เร็วกว่ากำหนด และจะช่วยขับเคลื่อนภาคการค้าไทยให้ก้าวกระโดดไปข้างหน้า พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศของไทยให้แข่งขันได้ในเวทีสากลอย่างแน่นอน นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย




ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169 หรือติดตามข้อมูลจาก www.ditp.go.th

ดึงหน่วยงานรัฐ-เอกชน ร่วมดว้ยลาซาด้า ช้อปปี้ เจดี เซ็นทรัล เซ็น MOU ป้องกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์

posted Jan 10, 2021, 9:10 PM by Maturos Lophong



ดึงหน่วยงานรัฐ-เอกชน ร่วมดว้ ยลาซาด้า ช้อปปี้ เจดี เซ็นทรัล 

เซ็น MOU ป้องกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ณ กระทรวงพาณิชย์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสาคัญกับการ สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการของไทย รวมทั้งการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลกระทบ ต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อการซื้อขายสินค้าออนไลน์”

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดทากรอบความร่วมมือในรูปแบบของ MOU ร่วมกับเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 20 หน่วยงาน ผู้ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ต 3 หน่วยงาน ได้แก่ ลาซาด้า ช้อปปี้ และเจดี เซ็นทรัล ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชั้นนา และดึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสรมิ การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสาคัญในการส่งเสริมการค้าออนไลน์มาร่วมด้วย โดย MOU ฉบับนี้มีสาระสาคัญ 2 ส่วน คือ การระงับการจาหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเสริมสร้างองค์ความรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ค้าออนไลน์

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “การจัดทา MOU ฉบับนี้ได้รับ ความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เผยแพร่รายงานการเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบุรายชื่อตลาดและเว็บไซต์ที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ ในรายงานดังกล่าวECไดช้ื่นชมไทยทมีุ่่งมั่นแก้ปัญหาการละเมิดบนอินเทอร์เน็ตร่วมกันด้วย” 

“กรมทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมั่นว่า นอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจับกุมผู้กระทาละเมิด ซง่ึ ได้ดาเนินการแล้ว 231 คดี ยึดของกลาง 44,953 ชิ้น ในปี 2563 และการระงับหรือปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิด ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งศาลได้มีคาสั่งแล้วกว่า 1,500 URLs ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา การจัดทา MOU ในวันนี้ จะเป็นอีกก้าวสาคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพ ในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง อันจะมีส่วนผลักดันการค้าออนไลน์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไป” นายวุฒิไกรฯ กล่าวทิ้งท้าย



FTA ดันส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไปตลาดโลกโต 5%

posted Jan 6, 2021, 12:12 AM by Maturos Lophong



FTA ดันส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไปตลาดโลกโต 5%

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผย เอฟทีเอหนุนส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทย 11 เดือน ปี 2563 ขยายตัว 5% มูลค่าส่งออกกว่า 516 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 94% เป็นการส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอ ชี้! ผลิตภัณฑ์นมของไทยมีคุณภาพ และมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนมในอาเซียน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย. 63) พบว่านมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าดาวรุ่งของไทยมีการพัฒนาและปรับตัวได้ดีท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่มีความท้ายทายสูง มีมูลค่าส่งออกกว่า 516.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดย 94.7% เป็นการส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอ (488.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6%) โดยอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่ง (84.5%) ตามด้วย จีน (4.4%) และฮ่องกง (4%) สินค้าส่งออกสำคัญ คือ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต นม UHT นมถั่วเหลืองที่มีนมผสม และนม/ครีมที่ไม่เติมน้ำตาล

นางอรมน เสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยไปตลาดโลกเพิ่มขึ้น คือ อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยมีศักยภาพในการผลิตและมีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยจึงเป็นที่นิยมและมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนมในอาเซียน โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปอาเซียนแล้ว 436.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด เช่น กัมพูชา 153.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (+1.5%) ฟิลิปปินส์ 72.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (+13.2%) สปป.ลาว 63 ล้านเหรียญสหรัฐ (+9.2%) สิงคโปร์ 54 ล้านเหรียญสหรัฐ (+16.1%) เป็นต้น

ทั้งนี้ ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ซึ่งภายใต้ความตกลงการค้าเสรีของไทยที่มีผลบังคับใช้แล้ว 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ (สมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เปรู ชิลี และฮ่องกง) สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมทุกรายการที่ส่งออกจากไทยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าแล้วจาก 14 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และฮ่องกง ส่วนอีก 4 ประเทศ ได้ลดภาษีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมให้ไทยบางส่วนแต่ยังเก็บภาษีนำเข้าในบางสินค้า เช่น ญี่ปุ่น เก็บภาษีนำเข้านมที่ 21.3-25.5% โยเกิร์ต 21.3-29.8% เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้านม ครีมจืด และโยเกิร์ตที่ 28.8% อินเดีย ไม่เก็บภาษีนำเข้านมเปรี้ยวและโยเกิร์ตจากไทยแล้ว แต่ยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้านมที่ 20-60% ส่วนเปรู เก็บภาษีนำเข้านม UHT และเครื่องดื่มที่มีนมผสมที่ 6% เป็นต้น

“กรมฯ ให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมไทย และได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรมสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับตัวและเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในโลกการค้าเสรี ให้กับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโคนมในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมฯ มีโครงการ "โคนมไทยก้าวไกล ขยายการส่งออกได้ด้วย FTA" เพื่อสร้างโอกาสขยายการส่งออกและขยายตลาดให้กับสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยได้เพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการโคนมแปรรูปของไทยกับผู้นำเข้า ผู้กระจายสินค้า ผู้แทนห้างค้าส่ง/ค้าปลีก ในตลาดจีน

การจดทะเบียนธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

posted Dec 23, 2020, 9:56 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 23, 2020, 9:59 PM ]

การจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนพฤศจิกายน 2563

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า


นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แถลงข่าวการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 โดยมีรายละเอียด ดังนี้


ผลการจดทะเบียนธุรกิจ

ธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนพฤศจิกายน2563 

- จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายน 2563 จำนวน 4,479 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 15,559 ล้านบาท

- ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 458 ราย คิดเป็น 10% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 244 ราย คิดเป็น 5% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 163 ราย คิดเป็น 4% ตามลำดับ

- ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 3,295 ราย คิดเป็น 73.57% รองลงมาช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 1,096 ราย คิดเป็น 24.47% ลำดับถัดไป คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 74 ราย คิดเป็น 1.65% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 14 ราย คิดเป็น 0.31% ตามลำดับ


ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนพฤศจิกายน 2563

- จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 มีจำนวน 2,457 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 19,442 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเลิกกิจการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

- ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 199 ราย คิดเป็น 8% รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 116 ราย คิดเป็น 5% และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 59 ราย คิดเป็น 2% ตามลำดับ

- ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 1,706 ราย คิดเป็น 69.43% รองลงมาช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท จำนวน 621 ราย คิดเป็น 25.27% ลำดับถัดไป คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 122 ราย คิดเป็น 4.97% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 8 ราย คิดเป็น 0.33% ตามลำดับ


ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ เดือนพฤศจิกายน 2563

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 พ.ย. 63) ธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 772,068 ราย มูลค่าทุน 18.67 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,811 ราย คิดเป็น 24.33% บริษัทจำกัด จำนวน 582,979 ราย คิดเป็น 75.51% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,278 ราย คิดเป็น 0.16% ตามลำดับ

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 455,511 ราย คิดเป็น 59.00% รวมมูลค่าทุน 0.40 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.14% รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 228,308 ราย คิดเป็น 29.57% รวมมูลค่าทุน 0.76 ล้านล้านบาท คิดเป็น 4.07% ช่วงถัดไปคือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 72,230 ราย คิดเป็น 9.36% รวมมูลค่าทุน 1.97 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10.55% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 16,019 ราย คิดเป็น 2.07% รวมมูลค่าทุน 15.54 ล้านล้านบาท คิดเป็น 83.24% ตามลำดับ


การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว

เดือนพฤศจิกายน2563

- เดือนพฤศจิกายน 2563 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น มีจำนวน 55 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จำนวน 22 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ จำนวน 33 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 12,877 ล้านบาท ทั้งนี้ มีจำนวนการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจเท่ากันกับเดือนก่อน (ต.ค.63) และมีเงินลงทุนรวมเพิ่มขึ้น 51% (เพิ่มขึ้น 4,374 ล้านบาท) เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อน

- นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 12 ราย เงินลงทุน 2,193 ล้านบาทรองลงมา ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 11 ราย เงินลงทุน 8,624 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา จำนวน 5 ราย เงินลงทุน 8 ล้านบาท

*******************************

การให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดือนพฤศจิกายน 2563

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล และ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวก เพื่อลดต้นทุน ลดเวลา และลดการใช้กระดาษ โดยพัฒนางานบริการทุกกระบวนการของกรมผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ใช้บริการยื่นขอรับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลาได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว และประกาศกรมเรื่องการให้บริการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา


การบริการหนังสือรับรองข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์และผลักดันการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ 


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ยกระดับการเป็นหน่วยงานรัฐบาลดิจิทัล โดยการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) มาให้บริการ ซึ่งการบริการ e-Service เป็นการบริการขอหนังสือรับรองผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขอรับข้อมูลได้ผ่านช่องทาง Walk in EMS Delivery และการออกหนังสือรับรองรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate File) มีจำนวนการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 (ม.ค. - พ.ย.) มีจำนวน 511,498 ราย คิดเป็นร้อยละ 31 ของการให้บริการผ่านระบบ e-Service และรองรับการให้บริการหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติและสมาคมการค้า หนังสือรับรองภาษาอังกฤษ ทั้งนี้ การขอรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากผ่านทาง www.dbd.go.th แล้ว สามารถขอรับบริการผ่านทาง Application DBD e- Service ได้ทั้งระบบ Android และ IOS



การให้บริการขอหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคล ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (ส่วนกลาง) และสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้า เขต 1-6 ให้ขอรับบริการได้เฉพาะทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Service) ผ่านเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2563

DBD e - Filing การนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์


การนำส่งงบการเงินของนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดปี 2562 ณ วันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 มีนิติบุคคลนำส่งงบการเงินแล้ว จำนวน 571,551 ราย คิดเป็น 79% ของนิติบุคคลที่ต้องนำส่งงบการเงิน โดยนำส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) จำนวน 559,637 ราย คิดเป็น 98% และนำส่งในรูปแบบกระดาษ จำนวน 11,914 ราย คิดเป็น 2% ทั้งนี้การนำส่งงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นสามารถนำส่งได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถตรวจสอบข้อมูลงบการเงินผ่าน DBD Data Warehouse หรือ DBD e - Service ผ่าน Application ได้อย่างรวดเร็ว

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการผ่อนคลายให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถดำเนินเศรษฐกิจและเป็นชีวิตวิถีใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงออกประกาศ เรื่อง การจัดประชุมนิติบุคคลภายใต้ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป และให้ยกเลิกประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง มาตรการการรองรับการแพร่ระบาดของโรคติเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจัดประชุมของนิติบุคคล พ.ศ. 2563 ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563

ดังนั้นนิติบุคคลประเภท บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด สมาคมการค้า หอการค้า ที่มีรอบบัญชี ก่อนหรือในวันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ที่ยังไม่ได้จัดประชุมและยังไม่ได้ยื่นงบการเงิน ให้ดำเนินการดังนี้

จัดประชุมผู้ถือหุ้นหรือสมาชิก (แล้วแต่กรณี) ได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึง 30 พฤศจิกายน 2563

จัดทำหนังสือชี้แจงการจัดประชุมล่าช้า และยื่นหนังสือชี้แจงฯ ภายในวันที่ 4 มกราคม 2564

กรมจึงขอประชาสัมพันธ์ให้บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด สมาคมการค้า หอการค้า ให้เร่งดำเนินการจัดประชุม เมื่องบการเงินได้รับอนุมัติในที่ประชุมใหญ่แล้วให้ยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด) และยื่นงบการเงินภายในระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อนิติบุคคลจะได้เตรียมความพร้อมสำหรับจัดทำและยื่นงบการเงินรอบปีบัญชีถัดไปภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

e-Certificate บริการระบบหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านธนาคาร

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ดำเนินการพัฒนาต่อยอดระบบการให้บริการหนังสือรับรอง และรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านธนาคาร (e-Certificate) ซึ่งเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2555 และผ่านการรับรองระบบพิมพ์ออกฯ จากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) จึงเป็นนวัตกรรมที่สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ และเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด ทำให้ภาคธุรกิจและประชาชนผู้สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการ ณ สาขาธนาคารใกล้บ้านที่เข้าร่วมโครงการได้รวมทั้งสิ้น 10 ธนาคาร จำนวน 3,833 สาขา

e-Secured จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ผ่าน Web Application และ Web Service แบบ Host to Host และชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และออกใบเสร็จรับเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) โดยเจ้าพนักงานทะเบียนลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) รวมถึงสามารถตรวจค้นข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจเบื้องต้นผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือผ่านระบบ mobile application (ios และ android) บนสมาร์ทโฟน โดยตั้งแต่ 4 กรกฎาคม 2559 จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 566,593 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 8,890,188 ล้านบาท โดยมีการนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและใช้ประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน

สำหรับเดือนพฤศจิกายน 2563 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ จำนวน 8,405 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 139,772 ล้านบาท ทั้งนี้ทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ มากที่สุด ได้แก่ สิทธิเรียกร้อง เช่น บัญชีเงินฝาก ลูกหนี้การค้า สิทธิการเช่า คิดเป็นร้อยละ 79.02 (มูลค่า 110,443 ล้านบาท) รองลงมาคือ สังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง คิดเป็นร้อยละ 20.97 (มูลค่า 29,313 ล้านบาท) กิจการ มีการจดทะเบียน คิดเป็นร้อยละ 0.01 (มูลค่า 16 ล้านบาท) และมีผู้รับหลักประกัน รวมจำนวนทั้งสิ้น 282 ราย

e-Registration การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์

การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 - 30 พฤศจิกายน 2563 มีการยืนยันการใช้งาน (Activate) จำนวน 73,538 ราย รับจดทะเบียน 34,134 ราย ซึ่งกรมได้มีการเตรียมการพัฒนาระบบให้อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการยืนยันตัวตนนิติบุคคลและการใช้ระบบงาน รวมถึงการเชื่อมโยงเพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SME ทั้งด้านการเงินและซอฟแวร์ รวมทั้งการให้บริการสำเนาเอกสารทะเบียนนิติบุคคลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ของนิติบุคคลที่จดทะเบียนผ่านระบบ e-Registration

DBD Connect เชื่อมระบบบัญชีสู่การยื่นงบการเงินออนไลน์(DBD e-Filing)


กรมฯ ร่วมกับผู้ผลิตซอฟแวร์บัญชีชั้นนำของประเทศ จำนวน 16 ราย (20 โปรแกรม) พัฒนาการเชื่อมโยงซอฟต์แวร์บัญชีกับระบบการนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) แบบอัตโนมัติ ผ่านระบบ DBD Connect อำนวยความสะดวกการจัดทำบัญชีและงบการเงินสำหรับนักบัญชีให้สามารถนำส่งงบการเงินในรูปแบบ XBRL ที่เชื่อมโยงข้อมูลทางบัญชีพร้อมนำส่งงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ได้โดยตรง และไม่ต้องคีย์ข้อมูลงบการเงินซ้ำ

การบริหารจัดการธุรกิจแบบครบวงจร (Total Solution for SMEs) และ e-Accounting for SMEs

Total Solution for SMEs เป็นการขับเคลื่อน SMEs ด้วยนวัตกรรม โดยส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีในการบริหารจัดการธุรกิจที่ครบวงจรได้โดยง่าย เปลี่ยน Traditional SMEs เป็น Smart SMEs ซึ่งกรมได้รวบรวมโปรแกรมด้านการบริหารจัดการทั้ง 3 ภาคส่วนไว้ด้วยกันคือ โปรแกรมสำนักงาน (Office) โปรแกรมหน้าร้าน (POS) โปรแกรมบัญชี online (Cloud Accounting) ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์ที่เข้าร่วมโครงการรวมทั้งสิ้น 25 โปรแกรม

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้แจกฟรี “โปรแกรม e-Accounting for SMEs” ซึ่งเป็นโปรแกรมหน้าร้าน (POS) ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการค้าขาย เช่น มี Scanner เพื่อซื้อขายสินค้าในตัว , มีฐานข้อมูลของสินค้ามากกว่า 10,000 รายการ เป็นต้น โดยร้านค้าสามารถสมัครขอใช้งานโปรแกรม e-Accounting for SMEs ได้ผ่านทางโครงการ Total Solution for SMEs หรือดาวน์โหลดได้ที่ Google Play Store ในระบบ Android


DBD Data Warehouse

กรมได้พัฒนาระบบสารสนเทศให้มีความสมบูรณ์หลากหลาย และสามารถจัดทำผลวิเคราะห์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจ ประกอบด้วยข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลและวิเคราะห์งบการเงิน ข้อมูลซัพพลายเออร์ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ ข้อมูลโอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลการลงทุนจากต่างชาติในนิติบุคคลไทย รวมทั้งข้อมูลสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล พร้อมทั้งนำข้อมูลธุรกิจไปสนับสนุนการตัดสินใจในการประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยในปี 2563 (ม.ค.-พ.ย.) มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 8,259,024 ครั้ง
****************************

ที่มา : กองข้อมูลธุรกิจ



กสอ. ฟันธงปี 64 เป็นปีแห่ง “เอสเอมอี ดิสรับชั่น” เตรียมหนุน 3 นโยบายเร่งด่วน

posted Dec 17, 2020, 6:27 PM by Maturos Lophong


กสอ. ฟันธงปี 64 เป็นปีแห่ง “เอสเอมอี ดิสรับชั่น” เตรียมหนุน 3 นโยบายเร่งด่วน 

กระตุ้นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 8,000 ล้าน

กรุงเทพฯ 17 ธันวาคม 2563 – กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ชี้นโยบายเร่งด่วนปี 2564 มุ่งส่งเสริมความเข้มแข็งอุตสาหกรรมไทย ผ่านปัจจัย 3 ด้าน ได้แก่ ทักษะเร่งด่วน เครื่องมือเร่งด่วน และ อุตสาหกรรมเร่งด่วน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการฝ่าคลื่นปฏิวัติเอสเอ็มอี หรือ SMEs Disruption ทั้งนี้ การส่งเสริมดังกล่าว กสอ. เตรียมปรับบทบาทเป็นโค้ชชิ่ง ให้คำแนะนำเชิงลึกกับผู้ประกอบการ เปลี่ยนบทบาทมุ่งเน้นการส่งเสริมในเชิงรุกเป็นผู้ปั้นปรุงเปลี่ยนเอสเอ็มอีให้ดีพร้อม หรือ เอสเอ็มอีดิสรับเตอร์ เพื่อให้เกิดการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยตั้งเป้าส่งเสริมไม่ต่ำกว่า 3,356 กิจการ ด้วยงบประมาณดำเนินการกว่า 500 ล้านบาท และคาดสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 8,000 ล้านบาท


นายณัฐพล รังสิตพล อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า โควิด-19 ถือเป็นปัจจัยทั้งทางบวกและทางลบที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมทั่วโลกและเกิดคลื่นปฏิวัติเอสเอ็มอี หรือ SMEs Disruption ในปี 64 ที่สำคัญ ที่รัฐบาลและกระทรวงอุตสาหกรรมให้ความสำคัญและเร่งรัดการดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ เอสเอ็มอี ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากที่ต้องได้รับการสนับสนุน ประกอบการการดำเนินงานของ กสอ. ในปี 2563 ผ่านนโยบาย ปั้น ปรุง เปลี่ยน เอสเอ็มอีให้ดีพร้อม พบว่ายังต้องยกระดับการส่งเสริมให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ดังนั้น กสอ. จึงกำหนดนโยบายการดำเนินงานในปี 2564 เร่งด่วน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินกิจการได้อย่างเต็มศักยภาพ ผ่าน นโยบาย “สติ : STI” ประกอบด้วย 3 ปัจจัยเร่งด่วนสำคัญ ได้แก่ 



· ทักษะเร่งด่วน หรือ Skill ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเร่งส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยตลอดการดำเนินงานในปี 2563 ที่ผ่านมา พบว่าเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับตัว ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบธุรกิจ แบ่งออกเป็น 3 ทักษะที่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบด้วย ทักษะวิชาตัวเบา (Lean) ผ่านการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้ในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถดำเนินการกิจได้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะต้องพัฒนาต่อยอดทักษะเดิม เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลง ทักษะการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการปรับใช้ในกระบวนการต่าง ๆ และทักษะความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับภาคอุตสาหกรรม โดย กสอ. จะขยายผลศูนย์ Mini Thai-IDC ไปยังภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ในระดับท้องถิ่นไปสู่เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ




· เครื่องมือเร่งด่วน หรือ Tools ที่จะเป็นตัวช่วยเร่งด่วนในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ซึ่งประกอบไปด้วย แพลตฟอร์มออนไลน์ (DIProm มาร์เก็ตเพลส) รวบรวมผลิตภัณฑ์คุณภาพจากผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจาก กสอ. เพื่อเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้า ทั้งยังช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค นิเวศอุตสาหกรรม โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายของผู้ประกอบการทั้งมิติเชิงอุตสาหกรรมและพื้นที่ เพื่อสร้างความร่วมมือ ต่อยอดองค์ความรู้ และการยกระดับอุตสาหกรรม เงินทุนเพื่อการประกอบการ ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับการประกอบกิจการ อาทิ เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย การสนันสนุนเงินกู้จากสถาบันการเงินทั้งในกำกับของรัฐ และเอกชน รวมถึงการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนจากภาพเอกชน เพื่อสร้างสภาพคล่องให้กับการดำเนินธุรกิจและก่อให้เกิดการจัดตั้งธุรกิจได้ในอนาคต

· อุตสาหกรรมเร่งด่วน หรือ Industry ที่มุ่งเน้นคือเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งจากข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม มูลการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ระหว่างเดือนมกราคม – กันยายน 2563อยู่ที่ 243,855 ล้านบาท ถือเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการสนับสนุนในระยะเวลาเร่งด่วน เพื่อให้เป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านการยกระดับศักยภาพในภาคการผลิตสินค้าเกษตรแปรรูป การพัฒนานักธุรกิจเกษตร และการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่หันมาประกอบอาชีพและพัฒนาภาคการเกษตรให้มีศักยภาพรวมทั้งการพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบธุรกิจสู่กระบวนการผลิตที่มีมูลค่าสูงต่อยอดขยายผลเชิงพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งการส่งเสริมวิสาหกิจให้มีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับความต้องการของผู้บริโภค

สำหรับการดำเนินงานในปี 2563 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมมีโครงการที่ดำเนินการส่งเสริม พัฒนา และสนับสนุนผู้ประกอบการไปแล้ว จำนวน 1,731 กิจการ สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 8,000 ล้านบาท อย่างไรก็ดี การดำเนินการส่งเสริมผู้ประกอบการในปี 2564 กสอ. จะปรับวิธีเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมที่ทำหน้าที่โค้ชชิ่ง ให้คำแนะนำกับผู้ประกอบการ เปลี่ยนบทบาทมามุ่งเน้นการส่งเสริมในเชิงรุก โดยการเป็นผู้ปั้นปรุงเปลี่ยนเอสเอ็มอีให้ดีพร้อม หรือ เอสเอ็มอีดิสรับเตอร์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมอย่างทันท่วงที โดยตั้งเป้าหมาย ส่งเสริมผู้ประกอบการทั่วประเทศ 3,356 กิจการ พัฒนาทักษะกับบุคลลากรในภาคอุตสาหกรรม 13,375 คน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน 177 กลุ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพเพิ่มขึ้น 982 ผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจในไทยให้มีความเข้มแข็ง ด้วยงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ต่ำกว่า 8,000 ล้านบาท นายณัฐพล กล่าวทิ้งท้าย

หอมมะลิไทยได้แชมป์ข้าวโลก 2020 เฉลิมพระเกียรติ ร.9

posted Dec 4, 2020, 12:52 AM by Maturos Lophong

จุรินทร์ นำทีมแถลง หอมมะลิไทยได้แชมป์ข้าวโลก 2020 เฉลิมพระเกียรติ ร.9 


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว และคณะ แถลงข่าวเรื่องผลการประกวดข้าวโลก ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และกรมการค้าต่างประเทศ ณ ห้องประชุมกิติยากรวรลักษณ์ ชั้น 4 อาคารสำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์


นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว กล่าวว่า ทุกปีจะมีจัดการประชุมผู้ค้าข้าวทั่วโลกปีนี้จัดขึ้นวันที่ 1-3 ธันวาคม ด้วยระบบออนไลน์ โดยในวันสุดท้ายจะมีการแถลงผลของการประกวดข้าวที่ดีที่สุดในโลก มีประเทศที่ส่งข้าวประกวดประกอบด้วย ไทย เวียดนาม กัมพูชา จีน และสหรัฐอเมริกา โดยมีข้าวตัวอย่างที่ส่ง 20 กว่าตัวอย่าง และมีคณะกรรมการเป็นผู้ตัดสิน รอบสุดท้ายมีประเทศไทยกับเวียดนามและกัมพูชา และประเทศไทยได้รับรางวัลชนะเลิศได้เป็น World’s Best Rice Award 2020 ข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี 2020 คือ ข้าวพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่เพิ่งเก็บเกี่ยวในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีโดยการแข่งขันมีมาทั้งหมด 12 ครั้ง ประเทศไทยได้รางวัลครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 ยืนยันได้ว่าคุณภาพของข้าวไทยไม่เป็นรองใครในโลก ถ้าเราสามารถช่วยกันพัฒนาและเดินตามนโยบายของท่านรองนายกฯ ที่กำลังทำนโยบายข้าวต่างๆ เชื่อว่าเราจะเป็นแชมป์ไปอีกหลายปี โดยการทดสอบจะมีเชฟมาทดสอบชิมโดยไม่ระบุว่าเป็นข้าวของประเทศใดและตัดสินว่าข้าวตัวไหนอร่อยมีรสชาติที่ดีที่สุดและมารวบรวมคะแนนบวกกับข้าวสารที่ยังไม่มีการหุงต้มคือคะแนนความสวยงามของข้าวสาร แล้วออกมาเป็นคะแนนรวม

นายจุรินทร์ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การที่เราได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดข้าวโลกถือว่าเป็นผลงานร่วมกันของคนไทยทั้งทุกคนและทุกภาคส่วนทั้ง เกษตรกร โรงสี ผู้ประกอบการ ผู้ส่งออกข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาล วันพรุ่งนี้จะเป็นวันพ่อแห่งชาติ และเป็นวันชาติ วันที่ 5 ธันวาคม 2563 รางวัลที่ประเทศไทยได้รับครั้งนี้จะเป็นการเฉลิมพระเกียรติในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราด้วยเพราะทรงมีคุณูปการเป็นอย่างยิ่งกับวงการข้าวไทยเพราะพระองค์ท่านทรงเป็น "พระบิดาแห่งการวิจัยและการพัฒนาข้าวไทย" ของเราถือว่าเป็นการนับหนึ่งที่เป็นรูปธรรมของการประกาศยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563 ถึง 2567 ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลแล้วมีการตั้งเป้าหมายไว้ชัดเจนว่าใน 5 ปีนี้เราจะทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำการผลิตการตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก



" ผลดีจากการที่เราได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดข้าวโลก จะส่งผลดีทั้งในส่วนของเกษตรกร และระบบการค้าข้าวของไทย เป็นการยกระดับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพข้าวของไทยในตลาดโลก ส่งผลดีกับทั้งตัวเกษตรกรและการส่งออกข้าวของประเทศไทยต่อไปในอนาคตด้วยขอขอบคุณสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่เป็นแม่งานในการดำเนินการนำพันธุ์ข้าวเข้าสู่การประกวดครั้งนี้จนได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดข้าวโลกปี 2563 ถือว่าปีนี้เราสามารถทวงแชมป์คืนได้หลังจากเสียแชมป์มาได้" นายจุรินทร์ กล่าว

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่าภาพรวมการส่งออกข้าวไทยมีการออก 1.5 ล้านตัน มูลค่าค่า 108,000 ล้านบาทเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีที่แล้วปริมาณลดลงร้อยละ 28 มูลค่าลดลงร้อยละ 11 โดยข้าวหอมมะลิของเรายังเป็นเจ้าตลาดในตลาดหลักอยู่เช่นสหรัฐอเมริกา แคนนาดา ฮ่องกง และสิงคโปร์ แม้ว่าตลาดอื่นอาจจะซบเซาในภาวะเศรษฐกิจและโควิดประกอบกับราคาข้าวของเราเมื่อเทียบกับคู่แข่งเช่นอินเดียยังต่างอยู่มาก แต่ถ้าเทียบกับเวียดนามใกล้เคียง ทำให้การแข่งขันกับเวียดนามสูสี สำหรับความคืบหน้าการเจรจากับ COFCO กรมการค้าต่างประเทศได้มีการทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์กับ COFCO ทางจีนได้มีการชี้แจงมาว่าข้าวในประเทศของจีนยังเยอะโดยคุยตามพื้นฐานของ MOU ที่เซ็นไว้กับ COFCO เร่งรัดให้นำเข้าข้าวที่เหลืออยู่อีก 300,000 ตันให้ครบถ้วน กรมการค้าต่างประเทศ ได้พยายามในการจบสัญญาครั้งนี้โดยท่านรองนายกฯให้ความสำคัญกับโครงการนี้มาก ยังยืนวันว่าการที่เราทำสัญญาในครั้งนี้เป็น MOU และความร่วมมือระหว่างกัน และรถไฟมีความคืบหน้าไปมากแล้วที่เซ็นสัญญาไป 50,000 ล้านบาททาง COFCO ก็ต้องดำเนินการทางด้านนี้ให้เสร็จสิ้น

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ผลักดันโครงการ AEC TRADE CENTER – PANTIP WHOLESALE DESTINATION

posted Nov 29, 2020, 9:47 PM by Maturos Lophong



แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น จับมือ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ



ผลักดันโครงการ AEC TRADE CENTER – PANTIP WHOLESALE DESTINATION



เสริมแกร่งศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้แข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล



30 พฤศจิกายน 2563 – กรุงเทพฯ / แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร นำโดย นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย กับนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สร้างจุดเริ่มต้น “AEC TRADE CENTER – PANTIP WHOLESALE DESTINATION” ศูนย์ค้าส่งครบวงจรแห่งแรกในไทย ใจกลางกรุงย่านประตูน้ำ โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวจะเกิดการบูรณาการข้อมูลด้านการตลาดเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจเชิงลึกด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการธุรกิจส่งออก เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการส่งออกไทยใช้ความสามารถด้านนวัตกรรมผนวกกับการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศในยุคดิจิทัล เพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ ยกระดับอุตสาหกรรมส่งออกไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากลและร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ





นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “การลงนามบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการสร้างจุดเชื่อมต่อโอกาส และจุดกระจายสินค้าของไทยที่มีความหลากหลายไปยังคู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่มุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการทำธุรกิจระหว่างประเทศ อีกทั้งขยายช่องทางการตลาดเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากลในยุคดิจิทัลนี้ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจะช่วยสนับสนุนข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการของไทย ให้สามารถต่อยอดธุรกิจไปในระดับนานาชาติได้”


นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยความมุ่งมั่นของเราในการร่วมเสริมสร้างเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง สอดคล้องกับพันธกิจของเราในการ “สร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า” เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าของภูมิภาค โดยโครงการ AEC TRADE CENTER – PANTIP WHOLESALE DESTINATION ตั้งอยู่บนทำเลใจกลางเมืองย่านประตูน้ำ ใกล้ศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญต่างๆ ของกรุงเทพฯ พร้อมด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ”





สำหรับผู้ประกอบการค้าส่งที่สนใจร่วมเป็นผู้ค้าในศูนย์ค้าส่งฯ AEC TRADE CENTER – PANTIP WHOLESALE DESTINATION สามารถติดต่อจองพื้นที่โดยตรงได้ที่โทร.0-2254-9797 หรือ 081–805-7247 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Social Media ได้ที่ Line@: aecpantip หรือ Facebook: @aecpantip

จุรินทร์ นำพาณิชย์ หนุน แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ตั้งเป้า 10,000 สาขาใน 1 ปี

posted Nov 25, 2020, 12:59 AM by Maturos Lophong   [ updated Nov 25, 2020, 10:05 PM ]



จุรินทร์ นำพาณิชย์ 


หนุน แฟรนไชส์สร้างอาชีพ ตั้งเป้า 10,000 สาขาใน 1 ปี 

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563 เวลา 14.00 น.


นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานเปิดงานแฟรนไชส์สร้างอาชีพ ปี 2563” ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 อาคารสํานักงาน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญ โดยมีผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์เข้าร่วม 







นายจุรินทร์ กล่าวว่า การสร้างอาชีพในธุรกิจแฟรนไชส์ส่วนใหญ่คือ SME ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจของประเทศ มีความจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 






กระทรวงพาณิชย์จึงมีนโยบาย 4 ด้านที่ต้องการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีความเข้มแข็งต่อไปในอนาคต 1.ต้องการบ่มเพาะธุรกิจแฟรนไชส์สำหรับผู้ที่เริ่มต้น 2. ยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการให้เท่าเทียมกับการบริหารระดับสากล 3. เพิ่มช่องทางธุรกิจให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ และ 4.ปั้นผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์รุ่นใหม่ให้เกิดมากขึ้น เพื่อเป็นกำลังสำคัญให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป 






แฟรนไชส์ถือว่าเป็นธุรกิจรูปแบบหนึ่งช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนและผู้บริโภค มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องและสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจได้มากขึ้น เพราะประการที่หนึ่งเจ้าของธุรกิจได้มีการพัฒนาธุรกิจของตนอย่างต่อเนื่องจนพิสูจน์ว่าประสบความสำเร็จ และได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคแล้วระดับหนึ่ง ประการที่สองธุรกิจแฟรนไชส์ผู้ซื้อแฟรนไชส์จะได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านการผลิต ความรู้ความเข้าใจเฉพาะในเรื่องการตลาดของผลิตภัณฑ์ และระบบบริหารจัดการที่เป็นรูปแบบเฉพาะของผลิตภัณฑ์นั้นทำให้ผู้ซื้อได้รับองค์ความรู้ที่ครบถ้วน เป็นหลักประกันได้ในระดับหนึ่งว่ามีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ 


วันนี้มีผู้ประกอบการแฟรนไชส์ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนส่งเสริม 351 แฟรนไชส์ และมีขนาดการลงทุนตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักล้านบาท ต่ำสุดลงทุนเพียง 5,000 บาทก็สามารถซื้อแฟรนไชส์ไปประกอบธุรกิจได้ สูงสุด 1.2 ล้านบาท มีหลายขนาดการลงทุนที่ผู้สนใจสามารถเลือกขนาดการลงทุนที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ มีความหลากหลายของประเภทธุรกิจ 





โดยในงานนี้มีการลดค่าแฟรนไชส์สูงสุดถึง 50% เป็นโอกาสดีสำหรับผู้ที่สนใจและมีสถาบันการเงินมาให้บริการสินเชื่อด้วย เป้าหมายสำคัญกระทรวงพาณิชย์ต้องการเห็นธุรกิจแฟรนไชส์มีส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพเพื่อให้พี่น้องคนไทยที่สามารถมีธุรกิจเป็นของตนเองดูแลครอบครัว และเพิ่มความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากได้ ตั้งเป้าหมายว่าปี 2564 จะสร้างเครือข่ายแฟรนไชส์ให้ได้ 10,000 สาขา




การจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนตุลาคม 2563

posted Nov 24, 2020, 8:48 PM by Maturos Lophong





การจดทะเบียนธุรกิจประจำเดือนตุลาคม 2563 

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แถลงข่าวการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประจำเดือนตุลาคม 2563 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ผลการจดทะเบียนธุรกิจ

ธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนตุลาคม2563

- จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศในเดือนตุลาคม 2563 จำนวน 5,396 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 43,746 ล้านบาท

- ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 504 ราย คิดเป็น 9% รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 262 ราย คิดเป็น 5% และอันดับ 3 คือ ธุรกิจบริการด้านอาหารในภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 164 ราย คิดเป็น 3% ตามลำดับ

- ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 4,013 ราย คิดเป็น 74.37% รองลงมาช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 1,301 ราย คิดเป็น 24.11% ลำดับถัดไป คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 71 ราย คิดเป็น 1.32% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 11 ราย คิดเป็น 0.20% ตามลำดับ

ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนตุลาคม 2563 

- จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ประจำเดือนตุลาคม 2563 มีจำนวน 2,057 ราย โดยมีมูลค่าทุนจดทะเบียนจำนวน 7,788 ล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มการเลิกกิจการในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

- ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 159 ราย คิดเป็น 8% รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 110 ราย คิดเป็น 5% และธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร จำนวน 64 ราย คิดเป็น 3% ตามลำดับ

- ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 1,382 ราย คิดเป็น 67.15% รองลงมาช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท จำนวน 563 ราย คิดเป็น 27.36% ลำดับถัดไป คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 102 ราย คิดเป็น 4.96% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 11 ราย คิดเป็น 0.53% ตามลำดับ





ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ เดือนตุลาคม 2563

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 31 ต.ค. 63) ธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน 770,087 ราย มูลค่าทุน 18.63 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด/ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 187,327 ราย คิดเป็น 24.32% บริษัทจำกัด จำนวน 581,481 ราย คิดเป็น 75.51% และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,279 ราย คิดเป็น 0.17% ตามลำดับ

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 454,465 ราย คิดเป็น 59.02% รวมมูลค่าทุน 0.40 ล้านล้านบาท คิดเป็น 2.15% รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 227,573 ราย คิดเป็น 29.55% รวมมูลค่าทุน 0.75 ล้านล้านบาท คิดเป็น 4.03% ช่วงถัดไปคือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 72,076 ราย คิดเป็น 9.36% รวมมูลค่าทุน 1.97 ล้านล้านบาท คิดเป็น 10.57% และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 15,973 ราย คิดเป็น 2.07% รวมมูลค่าทุน 15.51 ล้านล้านบาท คิดเป็น 83.25% ตามลำดับ


การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว 

เดือนตุลาคม2563

- เดือนตุลาคม 2563 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจทั้งสิ้น มีจำนวน 55 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจ จำนวน 16 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจ จำนวน 39 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 8,503 ล้านบาท

- นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 16 ราย เงินลงทุน 3,048 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 8 ราย เงินลงทุน 750 ล้านบาท และสหรัฐอเมริกา จำนวน 8 ราย เงินลงทุน 52 ล้านบาท

ธ.ก.ส. ประกาศรวมพลังสร้าง 3 สิ่งที่ดีงามสู่เศรษฐกิจฐานรากทดแทนคุณแผ่นดิน

posted Nov 5, 2020, 11:44 PM by Maturos Lophong



ธ.ก.ส. ประกาศรวมพลัง

สร้าง 3 สิ่งที่ดีงามสู่เศรษฐกิจฐานรากทดแทนคุณแผ่นดิน 

ก้าวสู่ที่ปี 55 ธ.ก.ส. ประกาศรวมพลังพนักงานทั่วประเทศยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกร ก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจและ COVID-19 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนที่ดีและความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกรรม ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน สร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้ระบบเศรษฐกิจ สังคมของประเทศให้เติบโตและ ก้าวผ่านช่วงที่ยากลำบากมาได้อย่างยาวนาน เล็งดึงคนรุ่นใหม่กลับไปร่วมพัฒนา กอดบ้านเกิด กอดประเทศ ด้วยใจรัก พร้อมอัดฉีดเม็ดเงินอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 220,000 ล้านบาท กระตุ้นการลงทุนภาคชนบท ควบคู่การประสานเครือข่ายภาครัฐเอกชน เติมความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมและการตลาด สร้างความมั่นใจในการประกอบอาชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ 


นายสุรชัย รัศมี รองผู้จัดการ รักษาการแทนผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ในโอกาสวันสถาปนาครบรอบ54 ปี และการก้าวสู่ปีที่ 55 ธ.ก.ส. ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนา ภาคเกษตรและชนบทของไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ “เป็นธนาคารพัฒนาชนบทที่ยั่งยืน มุ่งสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชนบท” และพร้อมใจรวมพลังพนักงานทั่วประเทศกว่า 25,000 คน ยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรในการก้าวข้ามวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ภัยธรรมชาติ เพื่อร่วมขับเคลื่อนภารกิจต่าง ๆ ไปสู่เป้าหมายในการสร้าง “Better Life Better Community Better Pride” คุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนที่ดี และความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน สร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมของประเทศให้เติบโตมาอย่างยาวนาน แม้ในช่วงที่ยากลำบากภาคเกษตรของไทยก็ได้ช่วยโอบอุ้มให้ก้าวผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มาได้ทุกครั้ง และเชื่อมั่นว่าด้วยพลังมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราจะก้าวข้ามวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกันเช่นเคย




ในการดำเนินงาน ธ.ก.ส. ตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ ทั้งที่เป็นผู้ที่ทำงานในเมือง นิสิตนักศึกษาจบใหม่ ทายาทเกษตรกร ซึ่งเป็นผู้ที่มีทักษะความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหารจัดการและการตลาดสมัยใหม่ หันกลับมาช่วยพัฒนาภาคเกษตรกรรมโดยจับมือหรือทดแทนเกษตรกรในรุ่นพ่อแม่ที่มีอายุมาก เพื่อให้ภาคเกษตรเติบโตและก้าวทันความเปลี่ยนแปลง เพื่อประโยชน์ของทุก ๆ คนและประเทศชาติ ซึ่ง ธ.ก.ส. ได้จัดกิจกรรมกระตุ้นให้เกิดการรับรู้ผ่านโครงการประกวด “New Gen Hug บ้านเกิด เพื่อสื่อสารให้ คนรุ่นใหม่หันกลับมาพัฒนา กลับมากอดครอบครัว กอดประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน โดย ธ.ก.ส. พร้อม ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเติมเต็ม ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเงินทุนอัตราดอกเบี้ยต่ำ ผ่านโครงการสินเชื่อ New Gen Hug บ้านเกิด สินเชื่อพอเพียงเพื่อเลี้ยงชีพ และสินเชื่อระยะสั้นฤดูกาลผลิตใหม่ วงเงิน 170,000 ล้านบาท โดยปลอดดอกเบี้ยในช่วง 3 เดือนแรก และในช่วงเดือนที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบัน MRR ร้อยละ 6.50 ต่อปี) และสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย วงเงิน 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี หรือล้านละ 100 บาท เป็นต้น นอกจากนี้จะร่วมประสานเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ไม่ว่าจะเป็น กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมส่งเสริมการเกษตร กรมป่าไม้ สถาบันการศึกษา สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ ห้างสรรพสินค้า โมเดิร์นเทรด เป็นต้น ในการช่วยเติมความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม การบริหารจัดการทางการผลิต การตลาด รวมถึงงบประมาณที่จะช่วยรองรับพื้นฐานการผลิต สร้างความมั่นใจให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการที่ลงทุนต่อไป




นายสุรชัย กล่าวต่อไปว่า ในช่วงสถานการณ์ภัยแล้งและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 รวมถึงอุทกภัยที่ผ่านมา ธ.ก.ส. ได้มอบนโยบายให้สาขาจัดทีมเข้าไปดูแลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น โดยการจัดถุงยังชีพ การมอบเงินช่วยเหลือกรณีเสียชีวิต บ้านเรือนและเครื่องมือทางการเกษตรที่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งสำรวจความเสียหายเพื่อรายงานส่วนกลางและรัฐบาลในการกำหนดแนวทางการช่วยเหลืออื่น ๆ ต่อไป โดย ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ ไปแล้ว ดังนี้ 

1. มาตรการช่วยเหลือด้านภาระหนี้สิน เพื่อลดภาระและผ่อนคลายความกังวลในช่วงวิกฤต ให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง โดยการปรับปรุงโครงสร้างการชำระหนี้ (Loan Review) ให้สอดคล้องกับที่มาของรายได้ และการพักชำระหนี้ต้นเงินและดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งระบบ 1 ปี ซึ่งจะสิ้นสุดโครงการในเดือนมิถุนายน 2564 โดยมีเกษตรกรลูกค้า สหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้รับประโยชน์ ณ 22 ตุลาคม 2563 จำนวนกว่า 3.25 ล้านราย วงเงินพักชำระหนี้กว่า 1.45 ล้านล้านบาท

2. มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ ลดปัญหาการว่างงาน กระตุ้นกลไกการซื้อขายผลผลิตทางการเกษตร ได้แก่ โครงการสนับสนุนสินเชื่อธุรกิจ SME โดยใช้ Soft Loan ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และธนาคารออมสิน อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งมีเกษตรกร ผู้ประกอบและวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่ได้รับประโยชน์ ณ 22 ตุลาคม 2563 จำนวน 5,974 ราย วงเงินกู้กว่า 5,085.58 ล้านบาท โครงการสินเชื่อฉุกเฉิน วงเงิน 20,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและครอบครัวในการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายจำเป็นและฉุกเฉินภายในครัวเรือน วงเงินกู้รายละไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักประกัน อัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 0.1 ต่อเดือน กำหนดชำระคืนไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน นับจากวันกู้ และปลอดชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยใน 6 เดือนแรก มีเกษตรกรและครอบครัวให้ความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการผ่านระบบ LINE Official BAAC Family ณ 31 ตุลาคม 2563 จำนวน 2,520,680 ราย โดย ธ.ก.ส. จ่ายสินเชื่อไปแล้วกว่า 8.5 แสนราย วงเงินกว่า 8,484.83 ล้านบาท




3. มาตรการช่วยเหลือของรัฐผ่านระบบ ธ.ก.ส. ได้แก่ การจ่ายเงินชดเชยรายได้สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 “เราไม่ทิ้งกัน” ของกระทรวงการคลัง เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม 2563) ซึ่งในการดำเนินงาน นอกจากจ่ายเงินผ่านระบบ ธ.ก.ส. ไปยังผู้ใช้สิทธิ์ที่ลงทะเบียนในโครงการกว่า 2.7 ล้านราย เป็นเงินกว่า 43,015 ล้านบาทแล้ว ธ.ก.ส. ยังร่วมจัดตั้งทีมผู้พิทักษ์สิทธิ์ ทั่วประเทศกว่า 6,000 ราย ทำหน้าที่สอบทานการประกอบอาชีพของผู้ขอทบทวนสิทธิ์เพิ่มเติมอีกจำนวน 212,987 ราย โครงการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท โดยจ่ายเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พฤษภาคม – กรกฎาคม 2563) จำนวน 10 ล้านราย วงเงินงบประมาณ 150,000 ล้านบาท ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้นำมาตรวจสอบสถานะผู้ที่เสียชีวิตและความซ้ำซ้อนกับการให้ความช่วยเหลือ อื่น ๆ ของรัฐ และทยอยโอนเงินผ่าน ธ.ก.ส. ทุกสาขากว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ โดยมีผู้ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจำนวนกว่า 7.56 ล้านราย เป็นเงิน 113,304 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ เช่น การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ คนพิการ เงินเดือน อสม. เงินประกันรายได้สินค้าเกษตร 5 พืชหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ยางพารา และปาล์มน้ำมัน เป็นต้น




นายสุรชัย กล่าวอีกว่า ในช่วงวิกฤตถือเป็นโอกาสของ ธ.ก.ส. และเกษตรกรลูกค้าในการปรับเปลี่ยนเรียนรู้ ที่จะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการบริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งตรงไปบนมือถือเกษตรกร ช่วยสร้างความสะดวกรวดเร็ว 

ไม่ว่าจะเป็น การลงทะเบียนขอใช้สิทธิ์กู้เงินฉุกเฉิน การแจ้งข้อมูลเงินเข้า - เงินออกผ่าน BAAC Connect โดยไม่มีค่าใช้จ่าย การแจ้งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ จาก ธ.ก.ส. ในระบบ LINE Official : BAAC Family การเช็คสิทธิ์โครงการรัฐบาลผ่านเว็บไซต์ www.เยียวยาเกษตรกร.com การสื่อสารผ่าน Facebook BAAC Thailand เป็นต้น 

และในขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้พัฒนาระบบการอนุมัติสินเชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างบริการที่ทันสมัย รวดเร็ว แม่นยำ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคใหม่

1-10 of 155