Government




กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ ประกาศความพร้อมจัดงาน “THAIFEX - ANUGA ASIA”

posted May 17, 2022, 10:54 PM by Maturos Lophong




กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ ประกาศความพร้อมจัดงาน “THAIFEX - ANUGA ASIA” อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง เปิดเวทีเจรจาธุรกิจสินค้าอาหารและเครี่องดื่มระดับโลกแบบ On Ground และ Virtual 24-28 พ.ค.นี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (KM) ประเทศเยอรมนี ประกาศจัดงาน THAIFEX - ANUGA ASIA อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เปิดเวทีการค้าระดับโลกให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้เจรจาธุรกิจ สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด ค้นหานวัตกรรม เทคโนโลยี และแรงบันดาลใจใหม่ เชื่อมต่อธุรกิจทั้ง On Ground Trade Show และ Virtual Trade Show ระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2565 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี และแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com ทั้งนี้ ตั้งเป้าเงินสะพัดนำรายได้เข้าประเทศ 10,000 ล้านบาท




นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-ANUGA ASIA ได้เคยจัดขึ้นในรูปแบบ On Ground อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงและกระจายวงกว้าง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริง THAIFEX - Virtual Trade Show (VTS) โดยจัดเจรจาธุรกิจออนไลน์หรือ Virtual - Online Business Matching (V-OBM) ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com สำหรับปีนี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการและเดินทางระหว่างประเทศได้แล้ว ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย จึงเห็นพ้องต้องกันที่จะจัด THAIFEX-ANUGA ASIA ให้ยิ่งใหญ่ในรูปแบบ On Ground Trade Show เช่นเดิม แต่ยังคงการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงควบคู่กัน เพื่อรองรับผู้ที่ยังไม่สะดวกเดินทาง โดยใช้ชื่องานปีนี้ว่า THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ Re-imagine the Future of Food & Beverage Industry


“งานนี้จะเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เป็นเวทีการค้าระดับโลกที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศต่าง ๆ จะมาเจรจาธุรกิจทั้งแบบ On Ground Trade Show และ Virtual Trade Show กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 28 พฤษภาคมนี้ ในส่วนของ On Ground จัดบนพื้นที่จริงที่ Challenger Hall 1-3 และ IEC Hall 5-10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นวันเจรจาการค้าทั้ง 5 วัน และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม และซื้อสินค้าได้ในวันสุดท้าย ซึ่งยังคงมาตรการป้องกันโควิด-19 และดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด” นายภูสิต กล่าว



นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติเมื่อทราบว่างาน THAIFEX-ANUGA ASIA ในปีนี้จะกลับมาจัดในรูปแบบ On Ground อีกครั้ง ต่างก็ให้การตอบรับเข้าร่วมงานเป็นอย่างดี โดยในฝั่งผู้นำเข้าที่ทางทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก ได้เชิญเข้ามาร่วมงานนั้น ก็ได้แจ้งยืนยันการเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ซื้อจากทางโคโลญเมสเซ่ ผู้จัดงานร่วมของเราที่ได้เชิญให้เดินทางมาเยี่ยมชมงานอีกจำนวนมาก ทำให้เรามั่นใจว่างานนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ตามนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” ของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อย่างแน่นอน



นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมงานในรูปแบบ On Ground รวม 75,000 ราย ผู้เยี่ยมชมผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com มากกว่า 3,500 ราย และได้ตั้งเป้าว่างานนี้จะเกิดยอดเจรจาสั่งซื้อประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดสั่งซื้อจากการจัดงาน On Ground 9,550 ล้านบาท และยอดสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com เป็นมูลค่าสูงถึง 450 ล้านบาท




สำหรับรูปแบบการจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ในส่วนของ On Ground Trade Show จะมีสินค้ามาจัดแสดง 11 โซนสินค้า ประกอบด้วย สินค้าอาหารทุกประเภท อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง เนื้อสัตว์ ข้าวและธัญพืช ผักและผลไม้ สินค้าอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ชาและกาแฟ เครื่องมือ/เครื่องใช้/อุปกรณ์ รวมถึงบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษสำหรับจัดแสดงสินค้าในกลุ่มฮาลาลและออแกนิกส์ อาหารนวัตกรรม รวมถึงสินค้าอาหารจากส่วนภูมิภาคที่จังหวัดต่าง ๆ เลือกสรรมาเข้าร่วมงานตามนโยบายของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงความร่วมมือของพาณิชย์จังหวัดในฐานะ Salesman จังหวัด สู่ทูตพาณิชย์ในนาม Salesman ประเทศ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้ภาคตะวันออกของไทย และกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าผลไม้ศักยภาพของไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด โดยจัดให้มีบริการสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order) กับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง รวมทั้งกิจกรรมจัดแสดงสินค้าแห่งอนาคต (Future Food) ของผู้ประกอบการไทยที่เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดโลก




ในส่วนของ Virtual Trade Show เป็นการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงที่เรียกว่า THAIFEX - Virtual Trade Show (VTS) ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com โดยผสานการจัด Virtual Trade Fair และ Virtual - Online Business Matching (V-OBM) เข้าด้วยกัน รองรับการเจรจาการค้าเสมือนจริงจากผู้ซื้อทั่วทุกมุมโลกรวมถึงประเทศจีนแบบตามเวลาจริง (Real time) ซึ่งผู้ชมงานสามารถเลือกประเภทสินค้าที่สนใจชมคูหา วิดีโอ และแคตตาล็อกสินค้าได้แบบ 3 มิติ และชมสินค้าในรูปแบบ 2 มิติ และ 360 องศา ที่สามารถหมุนและซูมดูรายละเอียดฉลาก รวมทั้งเข้าไปเจรจาการค้าได้ทั้งในรูปแบบการพิมพ์ข้อความสนทนา (Chat) การสนทนาด้วยเสียง (Voice Call) การสนทนาด้วยภาพพร้อมเสียง (Video Call) และยังมีกิจกรรม Live Streaming นำเสนอเสมือนจริงสำหรับผู้แสดงสินค้าต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมถึงสตาร์ตอัปต่าง ๆ



นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน GDP อาหารต่อ GDP ประเทศอยู่ที่ 5.5% โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่ที่ 2.3% และเป็นอันดับ 4 ของเอเชียรองจากจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย การจัดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-ANUGA ASIA จะทำให้ผู้ประกอบการไทยทั้ง SMEs รายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ ได้นำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและสากล ได้พบปะกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพทั้ง On Ground และ Virtual รวมทั้งได้นำเสนอสินค้าที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตามเทรนด์ความต้องการของโลก และเทรนด์อาหารยุคใหม่ ซึ่งงาน THAIFEX–ANUGA ASIA พร้อมที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จและเติบโต


“เราได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการต่างมีความพร้อมในการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมใหม่ออกไปสู่สายตานานาประเทศ อีกทั้งได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ตามเทรนด์ยุคใหม่ มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรักษาคุณภาพสินค้า รักษาสิ่งแวดล้อม สะดวกต่อการขนส่ง มีความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจเรื่องของการปลอดเชื้อให้แก่ผู้บริโภค โดยขณะนี้ มีผู้ส่งออกไทยยืนยันเข้าร่วมงานแล้วกว่า 722 ราย 2,085 คูหา โดยเป็น SMEs กว่า 400 ราย สำหรับผู้เข้าชมงาน ได้รับการติดต่อที่จะเข้าเยี่ยมชมงานทั้งจากในและต่างประเทศผ่านช่องทางต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากงานนี้มีความหลากหลายของสินค้ามีตั้งแต่ระดับ Niche Market จนถึง Commodity และมีผู้เล่นในตลาดทุกระดับ” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทางด้าน นายแมธเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโลญเมสเซ่ จำกัด กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้า 815 ราย บนพื้นที่ 11,592 ตร.ม. ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับงานล่าสุดในปี 2563 และแม้จะมีกฎระเบียบด้านการเดินทางที่เข้มงวดสำหรับบางประเทศ แต่จำนวนผู้ร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของงานนี้ที่ช่วยผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาค โดยผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวมาจาก 35 ประเทศ กลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากเกาหลีใต้ รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม อิตาลี มาเลเซีย และตุรกี และขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรม Hosted Buyers อย่างคับคั่ง โดยบริษัทรายใหญ่ของโลก อาทิ Dole Asia และ NTUC ก็ได้ยืนยันที่จะเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจัดงานในรูปแบบปกติยังคงมีความสำคัญต่อธุรกิจ ในขณะที่ผู้แสดงสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานในพื้นที่จริงเช่น จีน ก็ได้เข้าร่วมงานแบบเสมือนจริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต่างต้องการเข้าร่วมงานนี้ และพวกเขาได้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านการเดินทาง

“ในงานนี้มีเทรนด์ใหม่ที่โดดเด่น คือ ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ตอบรับกระแสความยั่งยืน รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากพืช และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากอาหารสะอาด (Clean label) ซึ่งในปีนี้เราได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมด และเพื่อตอบสนองเทรนด์ด้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราจึงร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance :SOS) ซึ่งเป็นมูลนิธิกู้ชีพอาหาร ให้มาทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการจัดงานครั้งนี้ โดยในช่วงท้ายของงาน มูลนิธิฯ จะรวบรวมอาหารส่วนเกินทั้งหมดจากผู้แสดงสินค้านำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนที่มีรายได้น้อย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และที่พักอาศัยต่าง ๆ ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางในสังคม” นายแมธเธียส กล่าว


ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition ได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โทร.1169 หรือ www.ditp.go.th และลงทะเบียนเข้าชมงานแบบ On Ground ได้ที่ www.thaifex-anuga.com ลงทะเบียนเข้าชมงาน THAIFEX - Virtual Trade Show ได้ที่ www.thaifex-vts.com

‘กรมเจรจาฯ’ พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค

posted May 4, 2022, 11:45 PM by Maturos Lophong



‘กรมเจรจาฯ’ พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 19-22 พ.ค.นี้

ร่วมผลักดัน FTA-AP ชูโมเดล BCG เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค



กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 19-22 พ.ค.นี้ ระดมความเห็นเรื่องการจัดทำ FTA เอเชีย-แปซิฟิก หนุน MSMEs ใช้โมเดล BCG จัดประกวดทำแอปพลิเคชันช่วยเกษตรกร ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงตลาด ปิดท้ายกับการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (MRT) ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หนุนการประชุมรัฐมนตรี WTO และทำแผนรับมือและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังโควิด-19





นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปีนี้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคอีกครั้งในรอบ 20 ปี โดยมุ่งเน้นผลักดันผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้หัวข้อหลัก คือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” หรือ “Open. Connect. Balance.” ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดัน 2 เรื่องสำคัญ คือ “การขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTA-AP) ในยุคโควิด-19 และอนาคต” และ “โครงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีของเขตเศรษฐกิจสำหรับ MSMEs ที่เป็นมิตรต่อแวดล้อมและมีนวัตกรรม ผ่านการใช้โมเดล BCG Economy”


นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านการค้าและการลงทุนภายใต้กรอบเอเปค จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting 2022: MRT) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 19 – 22 พฤษภาคมนี้ ณ โรงแรม Centara Grand and Bangkok Convention Centre at Central World กรุงเทพฯ ซึ่งในครั้งนี้รัฐมนตรีการค้าของ 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค จะเดินทางเข้ามาร่วมประชุมเป็นครั้งแรกนับจากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19





นางอรมน เพิ่มเติมว่า สำหรับในวันที่ 19 พ.ค. 2565 จะมีการสัมมนาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTA-AP) ในช่วงโควิด-19 และอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตร และประชาชน ได้รับทราบแนวคิดและเป้าหมายระยะยาวของเอเปคในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTA-AP) โดยได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ FTA-AP ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ยั่งยืนและครอบคลุม


สำหรับวันที่ 20 พ.ค. 2565 กำหนดจัดงานเสวนานานาชาติ APEC BCG Symposium 2022 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างภาครัฐ-เอกชน-วิชาการ เพื่อดำเนินการตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green (BCG) Economy) ซึ่งเป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล โดยจะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) กับ BCG Economy ซึ่งมุ่งหวังให้ MSMEs มีการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีนวัตกรรมสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ





นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประกวดแข่งขัน APEC Mobile App Challenge โดยไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมกับมูลนิธิ Asia Foundation บริษัท Google และสำนักงานเลขาธิการเอเปค เป็นผู้จัดกิจกรรม โดยรับสมัครผู้สนใจจากเขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อออกแบบ Application เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยโจทย์ของปีนี้ คือการช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคการเกษตรในเอเปค สามารถต่อยอดด้านเกษตรและอาหาร และสร้างโอกาสเข้าถึงตลาดท้องถิ่นและตลาดส่งออก ผ่านการใช้แนวคิด BCG Economy


นางอรมน เสริมว่า สำหรับไฮไลท์ในครั้งนี้ คือการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (MRT) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 พ.ค. 2565 ซึ่งเป็นเวทีให้เขตเศรษฐกิจเอเปคร่วมกันผลักดันและกำหนดทิศทางความร่วมมือในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎเกณฑ์ภายใต้ WTO โดยผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลกจะเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย และจะหารือเรื่องการรับมือและอยู่ร่วมกับโควิด-19 และการมองไปข้างหน้า โดยใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council: ABAC) เรื่องการขับเคลื่อนแผนงาน FTA-AP ในช่วงโควิด-19 และอนาคต




“เอเปคเป็นเวทีที่เน้นการเปิดเสรีทางการค้าและการลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย ถือว่าเป็นงานสำคัญที่ไทยจะแสดงบทบาทนำในเวทีโลก โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิภาคเอเปคกำลังจะฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งผลลัพธ์ของการประชุมเอเปคจะช่วยวางแนวทางฟื้นฟูและกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยภายหลังยุคโควิดอย่างยั่งยืน และตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันจะเป็นโอกาสในการแสดงความพร้อมของไทยในการเปิดประเทศ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทั่วโลกหลังสถานการณ์โควิด-19” นางอรมนกล่าว


เอเปค หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วย สมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 (ม.ค.-มี .ค.) การค้ารวมระหว่างไทยกับเอเปค มีมูลค่า 3.35 ล้านล้านบาท (102 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 23.91% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปเอเปค มูลค่า 1.65 ล้านล้านบาท (50.82 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 22.95% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และไทยนำเข้าจากเอเปคมูลค่า 1.69 ล้านล้านบาท (51.10 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 24.87% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน”

posted Apr 25, 2022, 1:52 AM by Maturos Lophong


“MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน”

25 - 28 เมษายน 2565 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ

กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club กว่า 56 ธุรกิจ เปิดพื้นที่กระทรวงพาณิชย์ให้สมาชิกเครือข่ายออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ พร้อมเจรจาธุรกิจกับนักลงทุน ภายในงาน ‘MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน’ ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2565

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจกาค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club กว่า 56 ธุรกิจ ที่กระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนส่งเสริม ร่วมออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายในงาน ‘MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2565 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี โดยมีสินค้าราคาพิเศษให้เลือกซื้อหลากหลายรายการ ประกอบด้วย เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหารและเครื่องดื่ม สมุนไพร ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และของที่ระลึก ฯลฯ”

“ภายในงานยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการ MOC Biz Club ที่ออกงาน เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มพันธมิตรทางการค้า ต่อยอดและขยายธุรกิจร่วมกัน โดยผู้ประกอบการสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และแผนการร่วมลงทุนกับนักลงทุน โดยการจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ที่ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ MOC Biz Club และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งโดยเร็ว ให้เน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เติมเต็มทุกองค์ประกอบสำคัญในการประกอบธุรกิจ ขยายช่องทางการตลาดเพิ่มเติมให้มีความหลากหลาย รวมทั้ง ผลักดันให้ผู้ประกอบการนำการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ ทำการตลาดออนไลน์ และทำการประชาสัมพันธ์อย่างครบวงจร โดยหวังผลให้กลุ่มผู้ประกอบการฯ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ”



“จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมซื้อสินค้าราคาพิเศษจากกลุ่มผู้ประกอบการ MOC Biz Club ที่มีให้เลือกสรรอย่างมากมาย รวมทั้ง นักธุรกิจที่ต้องการหาพันธมิตรทางการค้าเพื่อร่วมลงทุนและต่อยอดธุรกิจ โดยพบกันที่งาน ‘MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2565 เวลา 07.00 - 16.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ซึ่งนอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีหลากหลายรายการแล้ว ยังเป็นการให้กำลังใจและช่วยฟื้นฟูกิจการของกลุ่มผู้ประกอบการฯ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 อีกทางหนึ่งด้วย” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร : 0 2547 4445 สายด่วน 1570 และ e-Mail : dcrprov@dbd.go.th และ www.dbd.go.th





ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) มีผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั่วประเทศ จำนวน 13,294 ราย แบ่งออกเป็น 12 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มอาหาร 4,155 ราย (ร้อยละ 31.25) กลุ่มผ้า/เครื่องแต่งกาย 2,307 ราย (ร้อยละ 17.35) กลุ่มบริการ 1,856 ราย (ร้อยละ 13.96) กลุ่มสุขภาพและความงาม 1,089 ราย (ร้อยละ 8.19) กลุ่มของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก 1,053 ราย (ร้อยละ 7.92) กลุ่มเครื่องดื่ม 746 ราย (ร้อยละ 5.61) กลุ่มสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 638 ราย (ร้อยละ 4.80) กลุ่มการเกษตร 455 ราย (ร้อยละ 3.42) กลุ่มอุตสาหกรรม 403 ราย (ร้อยละ 3.03) กลุ่มท่องเที่ยว 350 ราย (ร้อยละ 2.63) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 213 ราย (ร้อยละ 1.61) และอื่นๆ 29 ราย (ร้อยละ 0.23)



แบ่งผู้ประกอบการออกเป็นรายภูมิภาค ได้ดังนี้ ภาคกลาง (18 จังหวัด) 3,955 ราย (ร้อยละ 29.75) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จังหวัด) 3,681 ราย (ร้อยละ 27.69) ภาคเหนือ (17 จังหวัด) 3,005 ราย (ร้อยละ 22.60) ภาคใต้ (14 จังหวัด) 1,426 ราย (ร้อยละ 10.73) และภาคตะวันออก (8 จังหวัด) 1,227 ราย (ร้อยละ 9.23)

แบ่งตามประเภทธุรกิจ ประกอบด้วย นิติบุคคล 2,103 ราย (ร้อยละ 15.82) ทะเบียนพาณิชย์ 1,730 ราย (ร้อยละ 13.01) และ บุคคลธรรมดา 9,461 ราย (ร้อยละ 71.17)

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ผนึกกำลัง “ไทยพาณิชย์” ยกระดับร้านค้าชุมชน

posted Apr 5, 2022, 12:00 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 5, 2022, 12:12 AM ]


“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ผนึกกำลัง “ไทยพาณิชย์” ยกระดับร้านค้าชุมชน

เข้าสู่โลกดิจิทัล เสริมความรู้ ต่อยอดธุรกิจ ขยายกิจการ
นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และจัดกิจกรรมให้ความรู้เพื่อช่วยเหลือร้านค้าชุมชนไทย


“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” จับมือ “ธนาคารไทยพาณิชย์” เดินหน้าช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนไทยทั่วประเทศ ล่าสุด ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่โลกดิจิทัล ครอบคลุมทั้งร้านค้าสินค้าพื้นถิ่นไทย (Smart Local), ชุมชนต้นแบบ (Smart Village) และ Smart โชวห่วย ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการชุมชนในการทำธุรกิจยุคใหม่บนโลกออนไลน์ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และให้ความรู้แก่ร้านค้าชุมชน ครอบคลุม 4 แกนสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับโฉมร้านค้าเข้าสู่โลกไร้เงินสด ด้วยเครื่องมือรองรับการชำระเงินครบวงจร (Digital Payment) ผ่านแอปพลิเคชันแม่มณี 2. กิจกรรมเสริมความรู้ ต่อยอดธุรกิจ สร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน 3. สินเชื่อเพื่อขยายกิจการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ และ 4.ขยายช่องทางการตลาดผ่านช่องทาง Social Media ของธนาคาร พิเศษสุด ! สำหรับร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สมัครแอปพลิเคชันแม่มณีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 รับฟรี ! ชุดพรีเมียมจากแม่มณีทันที





นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “SMART LOCAL by DBD” โดยที่ผ่านมาเราได้จัดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถปรับตัวได้ในยุคดิจิทัล พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ร้านค้าสามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ล่าสุด เราจึงได้ร่วมมือกับ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ยกระดับสินค้าเข้าสู่โลกดิจิทัล ครอบคลุมทั้ง ร้านค้าสินค้าพื้นถิ่นไทย (Smart Local), ชุมชนต้นแบบ (Smart Village) และ Smart โชวห่วย ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและกิจกรรมที่หลากหลายของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการชุมชนในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ พร้อมช่วยผลักดันให้เข้าสู่สังคมไร้เงินสด สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยความร่วมมือในครั้งนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการสร้างการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ควบคู่กับการผลักดันการจ้างงานในชุมชน”


นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ท่ามกลางบริบทของโลกยุคดิจิทัลที่ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายคนหันมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องปรับวิธีการขายเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริมศักยภาพการทำธุรกิจแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยความร่วมมือกับ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ในครั้งนี้ นับเป็นพลังสำคัญในการยกระดับสินค้าชุมชนเข้าสู่โลกดิจิทัล พร้อมช่วยส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนไทยผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินและกิจกรรมต่าง ๆ ของธนาคาร ทั้งนี้ เราได้มอบโปรโมชันพิเศษสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการที่สมัครแอปพลิเคชันแม่มณีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 รับฟรี ! ชุด พรีเมียมจากแม่มณีอีกด้วย”


ความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และธนาคารไทยพาณิชย์ ครอบคลุม 4 แกนหลัก ได้แก่
ปรับโฉมร้านค้าเข้าสู่โลกไร้เงินสด ให้มีเครื่องมือรองรับการชำระเงินครบวงจร (Digital Payment) รับชำระค่าสินค้าผ่านคิวอาร์โค้ด รองรับทั้งบัตรเครดิต/เดบิต และการผ่อนชำระผ่านแอปพลิเคชันแม่มณี พร้อมขยายตัวเป็นร้านค้าออนไลน์กับ “มณี โซเชียลคอมเมิร์ซ”
กิจกรรมเสริมความรู้ ต่อยอดธุรกิจ สร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเดินหน้าทำธุรกิจบน E-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สินเชื่อเพื่อขยายกิจการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้
ขยายช่องทางการตลาด เพิ่มยอดขายให้ร้าน Smart Local ที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีหน้าร้าน และรับชำระด้วยแอปพลิเคชันแม่มณี เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นผ่านช่องทาง Social Media ของธนาคาร


สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Call Center โทร 02 777 7777 และสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ

SMART Local FAIR by DBD งานแสดงและจำหน่ายสินค้า “ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น”

posted Mar 30, 2022, 2:07 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 5, 2022, 1:26 AM ]



เริ่มแล้ว!! งาน SMART Local FAIR by DBD

งานแสดงและจำหน่ายสินค้า “ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น”

ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นสวยงาม...จากทั่วประเทศ

พบกัน 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพฯ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิด SMART Local FAIR by DBD งานแสดงและจำหน่ายสินค้า ‘ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น’ รวบรวมสินค้าพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นสวยงามจากผู้ประกอบการทั่วประเทศมาให้เลือกซื้อเลือกชมอย่างเต็มอิ่ม กิจกรรมนาทีทองสินค้าราคาพิเศษ พร้อมลุ้นรับของรางวัลติดมือกลับบ้าน พบกัน 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ลานโปรโมชัน ชั้น G โซนลิฟต์แก้ว




นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน SMART Local FAIR by DBD ว่า “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการชุมชนของไทยอย่างเร่งด่วน เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น”

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนเพื่อสร้างจุดเด่นให้สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยได้ร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายใต้ชื่องาน ‘SMART Local FAIR by DBD’ กำหนดจัดงานฯ ทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กรุงเทพ ลานโปรโมชัน ชั้น G โซนลิฟต์แก้ว ครั้งที่ 2 วันที่ 14 - 17 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ภูเก็ต จ.ภูเก็ต Grand Hall ชั้น 1 ครั้งที่ 3 วันที่ 21 - 24 เมษายน 2565 ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพ เมืองสุขสยาม ชั้น G และ ครั้งที่ 4 วันที่ 1 - 4 พฤษภาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เฟสติวัล เชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ลานกิจกรรม ชั้น 1 คาดว่าการจัดงานฯ ทั้ง 4 ครั้ง จะสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการชุมชนที่เข้าร่วมงานฯ ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท เป็นการยกระดับและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง”




การจัดงาน ‘SMART Local FAIR by DBD’ ครั้งแรก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โซนลิฟต์แก้ว มีผู้ประกอบการเข้าร่วมงานกว่า 50 คูหา ภายในงานแบ่งออกเป็น 4 โซน คือ โซน SMART Local คัดสรรสินค้าพื้นถิ่นที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวโดดเด่นสวยงามภายใต้แคมเปญ ‘ชอปฟิน ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น’ มีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลายประเภททั้ง เสื้อผ้า อาหาร ของใช้ ของประดับ ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ”

“โซน SMART Local BCG จุดประกายแนวคิดสร้างสรรค์ตามแนวเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว เน้นการรักษ์โลก รองรับกระแสยุคใหม่ โซน SMART Local Herb คัดสรรผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่โดดเด่นแต่ละพื้นที่ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และโซน SMART Local SHOP คัดผลิตภัณฑ์ที่มีจุดเด่นและความแตกต่าง ขยายตลาดสู่บริโภคยุคใหม่ ภายในงานนอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีราคาสมเหตุผลแล้ว ยังมีกิจกรรมนาทีทองสินค้าราคาพิเศษ พร้อมลุ้นรับของรางวัลติดมือกลับบ้านด้วย”




ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมชมและซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชน ภายในงาน ‘SMART Local FAIR by DBD’ ระหว่างวันที่ 29 มีนาคม - 1 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ลานโปรโมชัน ชั้น G โซนลิฟต์แก้ว นอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีกลับบ้านแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนของไทยให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคงต่อไป” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร : 0 2547 4445 สายด่วน 1570 www.dbd.go.th และ Facebook Fanpage : SMART Local by DBD

#PoweredByDBD

รมว.ดีอีเอสกระตุ้นร้านค้า – คนไทยร่วมช็อปผ่านไทยแลนด์โพสต์มาร์ท พร้อมเปิดแคมเปญ “ของดีทั่วไทย พี่ไปรฯ ส่งให้ถึงมือ”

posted Mar 25, 2022, 1:06 AM by Maturos Lophong



รมว.ดีอีเอสกระตุ้นร้านค้า – คนไทยร่วมช็อปผ่านไทยแลนด์โพสต์มาร์ท

พร้อมเปิดแคมเปญ “ของดีทั่วไทย พี่ไปรฯ ส่งให้ถึงมือ” ช่วย 6,400 ร้านค้าสร้างยอดขายผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล


กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2565 - นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมมอบหมายให้ไปรษณีย์ไทยเดินหน้าเติมเต็มศักยภาพชุมชน ยกระดับและเพิ่มช่องทางการกระจายของดีของเด็ดทั่วไทยสู่ร้านค้ายุคดิจิทัล ผ่าน e-Marketplace ของไปรษณียไทย พร้อมจัดระบบขนส่งถึงมือผู้บริโภค โดยคัดสรรสุดยอดสินค้าเด็ดทั่วไทยทั้งอาหาร ของใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นขายดีกว่า 30 ร้านมาไว้ในงาน “ของดีทั่วไทย พี่ไปรฯ ส่งให้ถึงมือ” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 27 มีนาคม 2565 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางแค เพื่อให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อในงาน หรือ CF ผ่านไลฟ์สดช่วงกิจกรรมพิเศษ และพี่ไปรฯ จะส่งให้ถึงบ้าน หวังต่อยอดให้สั่งซื้อผ่าน Thailandpostmart.com


นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า โลกปัจจุบันมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทัล ที่เข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเรา ทำให้สะดวก และง่ายขึ้นหลากหลายรูปแบบ การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างทั่วถึง แพร่หลาย เป็นธรรมในทุกมิติ จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะชุมชนที่มีผลผลิตพร้อมจำหน่าย และผู้ประการท้องถิ่น ได้สร้างโอกาส และเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจได้แบบไร้ขีดจำกัดผ่านหน้าร้านบนแพลทฟอร์ม e-Marketplaceในชื่อThailandpostmart.com ของไปรษณีย์ไทย ซึ่งช่วยให้ร้านค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายและครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย อีกทั้งผู้บริโภคยังได้เลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพจากแหล่งผลิตโดยตรง สินค้าหายาก รวมทั้งวิธีการชำระเงินและบริการขนส่งที่ครบครันในแพลทฟอร์มเดียว ให้ทุกการเชื่อมต่อของขั้นตอนการซื้อขายในยุคดิจิทัล แสนง่ายดายทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ




ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้พัฒนาแพลทฟอร์ม e-Marketplace ในชื่อThailandpostmart.com ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของดี ของเด็ด จากทั่วประเทศและเป็นช่องทางการกระจายสินค้าเกษตร สินค้าชุมชน และสินค้า OTOP ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เพื่อเชื่อมโอกาส และเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการเชื่อมความสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้ามากกว่า 6,400 ร้านค้า และสินค้ารองรับนักช้อปออนไลน์มากกว่า 10,000 รายการ จนสร้างยอดขายให้กับผู้ประกอบการบนแพลทฟอร์มตลอดปีที่ผ่านมาได้กว่า 56 ล้านบาท รวมทั้งปีนี้มีแนวทางขับเคลื่อน Thailandpostmart.com ให้เป็นผู้นำ e-Marketplace สินค้าชุมชน พัฒนาระบบการขนส่งให้รองรับสินค้าควบคุมอุณหภูมิด้วย จึงได้จัดงาน “ของดีทั่วไทย พี่ไปรฯ ส่งให้ถึงมือ”ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางแค โดยคัดสรรร้านค้าเด็ด ๆ 30 ร้านค้าจาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ ปลาช่อนแดดเดียวตัวใหญ่ เนื้อแน่น ของดีเมืองสิงห์บุรี ไส้อั่วศรีพรรณ รสเข้มจัดจ้าน จากตลาดวโรรส เชียงใหม่ ลูกชิ้นปลาเก็จมุกดา เนื้อปลาแท้ ๆ เจ้าดังจากภูเก็ต มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ขอนแก่น ฯลฯ

เพื่อเปิดโอกาสให้นักช้อปคนเมืองได้ช้อปสินค้าภายในงาน หากติดใจก็สามารถสั่งซื้อสินค้าครั้งต่อ ๆ ไป ผ่าน thailandpostmart.com ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจมาช้อปสินค้าด้วยตนเองในงาน“ของดีทั่วไทย พี่ไปรฯ ส่งให้ถึงมือ” ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บางแค ได้ตั้งแต่วันที่ 24 – 27 มีนาคม 2565 หรือนักช้อปที่เดินทางไม่สะดวก สามารถติดตามกิจกรรมไลฟ์สดผ่าน www.facebook.com/thailandpostmart เพื่อเตรียม CF สินค้าราคาพิเศษสุดๆ อาทิ สินค้าซื้อ 2 แถม 1 สินค้าลดราคา 20% ในแต่ละวันๆ ละ 2 รอบ ในเวลา 14.00 – 15.00 น. และเวลา 19.00 – 20.00 น. หรือเลือกสินค้าได้อย่างจุใจผ่านเว็บไซต์ Thailandpostmart.com ไปรษณีย์ไทยพร้อมจัดส่งสินค้าถึงบ้านภายใน 1-2 วันทำการหลังรับคำสั่งซื้อและชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารประสบการณ์ลูกค้าบริการไปรษณีย์ โทร 02 831 3803 และ 02 831 3125


DITP ฉลองครบรอบ 70 ปี ประกาศวิสัยทัศน์ 5 ปี เป็นองค์กรด้านการค้าติด 1 ใน 5 ของเอเชีย

posted Mar 13, 2022, 11:53 PM by Maturos Lophong


DITP ฉลองครบรอบ 70 ปี ประกาศวิสัยทัศน์ 5 ปี เป็นองค์กรด้านการค้าติด 1 ใน 5 ของเอเชีย



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ฉลองการสถาปนาครบรอบ 70 ปี เปิดวิสัยทัศน์การทำงานในช่วง 5 ปีข้างหน้า ชูเป็นองค์กรมีความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570 ภายใต้การดำเนินการ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ดันผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยี เร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก สร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า บริการด้วยนวัตกรรม สร้างภาพลักษณ์ให้ประเทศและสินค้าไทย



นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 5 ปี เนื่องในโอกาสครบรอบ 70 ปี การสถาปนากรม ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรมฯ ได้เผชิญกับความท้าทายจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่และอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถเดินหน้าภารกิจของกรมฯ ต่อไปได้ ท่ามกลางอุปสรรคที่เกิดจากมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดทั้งภายในและระหว่างประเทศ โดยได้ใช้แนวคิดเชิงกลยุทธ์ “ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” ในการบริหารการเปลี่ยนแปลง ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกษ์ใช้งานกับภารกิจของกรมฯ ในทุก ๆ ด้าน ทำให้สามารถนำพาองค์กรและผู้ประกอบการปรับตัวฝ่าวิกฤตโควิด-19 ไปได้ และช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกให้เติบโตและเป็นเครื่องยนต์หลักค้ำจุนเศรษฐกิจไทย ตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์)




สำหรับแผนการขับเคลื่อนกรมฯ ในอีก 5 ปีข้างหน้า ได้ตั้งวิสัยทัศน์ “ความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570” ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายที่จะสื่อสารให้เกิดการรับรู้อย่างกว้างขวางถึงการเป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของประเทศไทย


โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใน 5 ปี ให้อยู่ใน 5 อันดับแรก เปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในเอเชีย ซึ่งถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ท้าทายความสามารถขององค์กรเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยที่จะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ มีปัจจัยภายนอกที่อยู่นอกการควบคุมจำนวนมาก ซึ่งกรมฯ เชื่อมั่นว่าการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะสร้างภูมิต้านทานต่อความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้



ทั้งนี้ ในการดำเนินการ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปสู่การเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง โดยความหมายของนวัตกรรม คือ การคิดค้นวิธีการทำงาน เครื่องมือใหม่ เพื่อแก้ปัญหาเดิม หรือปัญหาใหม่ที่จะเกิดขึ้น โดยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในองค์กรอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง รองรับยุค Digital Transformation ที่เทคโนโลยีนำการค้า ซึ่งจะมีผลต่อศักยภาพการแข่งขันของไทยในตลาดโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานภายใน และการให้บริการภายใต้ภารกิจของกรมฯ ทั้งการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การพัฒนาสินค้า/บริการ และการพัฒนาช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขององค์กร ในการเสริมและเกื้อหนุนให้ภาคธุรกิจได้พัฒนาไปอย่างก้าวไกล ด้วยหลัก “รัฐหนุน เอกชนนำ”


นอกจากนี้ ได้กำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ 4 ข้อหลัก ในการเตรียมความพร้อมภารกิจของกรมฯ สำหรับอนาคต ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี


เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ โดยจะมุ่งพัฒนาผู้ประกอบให้สามารถใช้เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ อาทิ การสื่อสารแบบ 5G , เทคโนโลยี Cloud , Big Data , Robotics , Machine Learning , Artificial Intelligence มาช่วยในการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ผ่านการพัฒนาหลักสูตรอบรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับทักษะเดิม และสร้างทักษะใหม่ในการประยุกต์ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัล การเสริมสร้างองค์ความรู้ การปรับเปลี่ยนความคิดและความเชื่อ (mindset) เพื่อการปรับตัวสู่การเป็นผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprises) และด้วยแนวคิด “รักษ์โลก” ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio Circular and Green) รวมถึงการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ผ่านการพัฒนาหลักสูตรอบรมต่างๆ ทั้งออฟไลน์และหลักสูตรการเรียนการสอนผ่านระบบ E-learning เพื่อให้ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และนักศึกษา ในทุกภูมิภาคของประเทศ สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาศักยภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน


ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเดินหน้าเร่งรัดขยายตลาดส่งออกเชิงรุก มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศผ่านช่องทางออนไลน์ เนื่องจากการค้าระหว่างประเทศในยุคดิจิทัล เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างมาก โดยรูปแบบการทำธุรกิจระหว่างประเทศเปลี่ยนจาก B2B เป็น B2C มากขึ้น โดยช่องทางการซื้อ-ขายสินค้าผ่านตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Marketplace) ทำให้ผู้ซื้อ-ผู้ขายสามารถตกลงธุรกิจกันได้โดยตรง อีกทั้งยังขยายธุรกิจไปยังตลาดใหม่ๆได้ง่ายขึ้น กรมจึงจะมุ่งเน้นส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนเพื่อขยายโอกาสให้ SMEs ไทยเข้าถึงผู้ซื้อ/ผู้บริโภคในต่างประเทศ การพัฒนากิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจทางออนไลน์ (OBM) ระหว่างผู้ส่งออกกับผู้นำเข้าในต่างประเทศ ให้เป็น Smart OBM โดยการนำเทคโนโลยี AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการจับคู่เจรจาธุรกิจให้มีความแม่นยำเพื่อสนับสนุนให้เกิดมูลค่าการซื้อขายมากยิ่งขึ้น และการนำนวัตกรรมการตลาดใหม่ๆมาปรับรูปแบบกิจกรรมของกรมให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงพัฒนาต่อยอดรูปแบบกิจกรรมที่กรมได้ปรับเปลี่ยนในช่วงการระบาดของโควิด-19 อาทิ งานแสดงสินค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้ง Virtual Trade Show


ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการด้วยนวัตกรรม การสร้างแบรนด์ การออกแบบ และความคิดสร้างสรรค์ โดยกรมจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการต่อยอดสินค้านวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยเพื่อการค้าสู่ตลาดโลก เน้นการบ่มเพาะแบรนด์ ผู้ประกอบการ BCG เพื่อสร้าง BCG Heroes ในกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพสูง อาทิ อาหารแห่งอนาคต อาหารสัตว์เลี้ยง บรรจุภัณฑ์ ไลฟ์สไตล์ และเครื่องสำอาง/ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย นอกจากนี้ จะมุ่งเน้นการใช้ soft power เป็นเครื่องมือในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศไทย โดยการใช้ความเข้มแข็งของประเทศไทยด้านวัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และเอกลักษณ์ความเป็นไทย (Thainess) มาสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าและบริการของไทย มุ่งเน้นส่งเสริมการส่งออกอาหารไทย มวยไทย ดิจิทัลคอนเทนต์ (ละคร/ภาพยนตร์ไทย เกมส์ แอนิเมชั่นที่สอดแทรกความเป็นไทย) สปาไทยและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย รวมถึงร้านอาหารไทย โดยเฉพาะร้านอาหาร Thai Select ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว


ยุทธศาสตร์ที่ 4 การส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและสินค้าไทย (Country Image และ Product Image) โดยเดินหน้าโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ Thailand Trust Mark ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสินค้าและบริการชั้นนำของไทย/ D Mark / PM Award และการส่งเสริมแบรนด์ประเทศไทยด้านการค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้แคมเปญ BCG # Be the Change รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยสินค้าอาหารของไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์การเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก


“การขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทยในอนาคต ต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม และความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน แนวยุทธศาสตร์ 4 ข้อที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับวาระแห่งชาติในการยกระดับการพัฒนาประเทศด้วย 2 โมเดลหลัก คือ โมเดล Thailand 4.0 ซึ่งเป็นการพัฒนาคลัสเตอร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”นายภูสิตกล่าว


อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการร่วมฉลองครบรอบ 70 ปี กรมฯ ยังได้จัดกิจกรรม “สค.ทำดีเพื่อสังคม” โดยจะส่งมอบเงิน สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็น และยาเวชภัณฑ์ ให้กับบ้านนนทภูมิ และสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนปากเกร็ด เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือ และส่งมอบสิ่งดี ๆ ให้กับสังคม


สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

กรมพัฒน์ฯ ยกขบวนสินค้าชุมชน จัดแคมเปญ “ช้อปฟิน ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น”

posted Mar 10, 2022, 12:28 AM by Maturos Lophong


กรมพัฒน์ฯ ยกขบวนสินค้าชุมชน จัดแคมเปญ “ช้อปฟิน ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น”

จำหน่ายผ่านห้างโลตัส 15 สาขา ทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จับมือ ห้างโลตัส (Lotus’s) จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าชุมชน ผ่านแคมเปญ “ช้อปฟิน ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น” นำสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชนกว่า 100 ราย มาให้เลือกช้อปผ่านห้างโลตัส (Lotus’s) 15 สาขา ทั่วกรุงเทพและปริมณฑล ช่วยขยายช่องทางการตลาด สร้างโอกาสทางการค้า กระตุ้นการจำหน่ายสินค้าชุมชนให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น คาดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ดำเนินงานตามนโยบายของนายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก ลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ โดยได้เปิดตัว “SMART LOCAL SHOP by DBD” สร้างจุดเด่นและความแตกต่างให้สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ สร้างโอกาสทางการค้า และกระตุ้นยอดขายสินค้าพื้นถิ่นไทย เป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากตามนโยบายรัฐบาล”




“SMART LOCAL SHOP by DBD ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์ชั้นยอดจากผู้ประกอบการชุมชนกว่า 100 ราย มาให้เลือกช้อปผ่านห้างโลตัส 15 สาขา ระหว่างวันที่ 4 มีนาคม - 1 พฤษภาคม 2565 ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ประกอบด้วย กรุงเทพฯ 6 สาขา ได้แก่ สุขาภิบาล 1 ลาดพร้าว มีนบุรี พระราม 1 พัฒนาการ บางนา-ตราด จังหวัดนนทบุรี 4 สาขา ได้แก่ นครอินทร์ บางใหญ่ บางกรวย-ไทรน้อย บางบัวทอง จังหวัดปทุมธานี 3 สาขา ได้แก่ รังสิตคลอง 4 รังสิตคลอง 7 บางกระดี และจังหวัดนครปฐม 2 สาขา ได้แก่ นครชัยศรี และนครปฐม จัดต่อเนื่องกว่า 30 ครั้ง พร้อมทั้งได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ อาทิ ช่วงเวลานาทีทอง ที่นำสินค้ามาร่วมจัดโปรโมชั่นในราคาสุดพิเศษ เป็นต้น”

“สินค้าชุมชนที่นำมาจัดจำหน่ายในครั้งนี้ เป็นไปตามแนวคิดการยกระดับศักยภาพสินค้าชุมชน SMART LOCAL by DBD ที่มุ่งเน้นยกระดับศักยภาพสินค้าชุมชน ส่งเสริมอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับ นวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ สร้างจุดเด่น และความแตกต่างให้แก่สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ครอบคลุม 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กินดี (อาหารและเครื่องดื่ม) อยู่ดี (ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก) ดูดี (ผ้าและเครื่องแต่งกาย) สวยดี (สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร)”

“โดยวันนี้ (วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม 2565) ได้เดินทางมาให้กำลังใจผู้ประกอบการสินค้าชุมชนที่นำสินค้ามาจำหน่าย ณ ห้างโลตัส สาขาบางใหญ่ พบว่า ประชาชนให้ความสนใจเข้ามาเลือกซื้อสินค้า และสอบถามรายละเอียดของสินค้าเป็นระยะ คาดว่าวันหยุดเสาร์และอาทิตย์จะมีปริมาณประชาชนเข้ามาเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยส่งเสริมสนับสนุนสินค้าจากผู้ประกอบการสินค้าชุมชนโดยตรงแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้ทดลองนำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ เป็นการขยายช่องทางการตลาดประเภทออฟไลน์ และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสินค้าจากผู้บริโภค ก่อนที่จะนำความเห็นที่ได้รับมาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น ทำให้สินค้าที่ผลิตออกมาสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดมากที่สุด จึงขอเชิญชวนผู้บริโภคร่วมอุดหนุนสินค้าจากผู้ประกอบการชุมชนของไทย ณ ห้างโลตัส 15 สาขา ที่แจ้งไว้ข้างต้น โดยเริ่มที่จังหวัดนนทบุรี 4 สาขา ได้แก่ นครอินทร์ บางใหญ่ บางกรวย-ไทรน้อย บางบัวทอง ระหว่างวันที่ 4 - 13 มีนาคม 2565” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย




‘พาณิชย์’ ช่วยเหลือผู้ประกอบการสินค้าชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘SMART LOCAL by DBD’

posted Feb 22, 2022, 11:21 PM by Maturos Lophong   [ updated Feb 23, 2022, 12:40 AM ]


‘พาณิชย์’ ช่วยเหลือผู้ประกอบการสินค้าชุมชน ภายใต้แนวคิด ‘SMART LOCAL by DBD’



‘สร้างจุดเด่น + ความแตกต่างให้สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่ผู้บริโภคยุคใหม่’


กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าช่วยผู้ประกอบการสินค้าชุมชนต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด SMART LOCAL by DBD : สร้างจุดเด่นและความแตกต่างให้สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ เน้นพัฒนาสินค้า 4 ประเภท SMART LOCAL SHOP ช้อปฟิน ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น SMART LOCAL BCG สร้างสรรค์สินค้าตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ SMART LOCAL Trader สร้างนักการค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน และ SMART LOCAL HERB คัดสรรสมุนไพรไทยตอบโจทย์ผู้บริโภค คิ๊กออฟ!! กิจกรรมแรก SMART LOCAL SHOP by DBD คัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนชั้นยอดมาให้เลือกช้อปผ่านห้างโลตัส (Lotus's) 15 สาขา ทั่วกรุงเทพ/ปริมณฑล และบนแพลตฟอร์ม Shopee เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 23 กุมภาพันธ์ นี้ ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ คาด!! สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท



นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการสินค้าชุมชนของไทย เพื่อสร้างความเข้มแข็งและลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการชุมชนทั้งการประกอบธุรกิจและรายได้ที่ได้รับเป็นอย่างมาก ฉะนั้นเมื่อสถานการณ์ฯ เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และเศรษฐกิจของประเทศกลับมาคึกคักอีกครั้ง จึงต้องรีบช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน”


“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงได้ยกระดับศักยภาพสินค้าชุมชนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ภายใต้แนวคิด SMART LOCAL by DBD : สร้างจุดเด่นและความแตกต่างให้สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่ผู้บริโภคยุคใหม่ โดยแคมเปญฯ ดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นผสมผสานกับนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับ สร้างจุดเด่น และความแตกต่างให้แก่สินค้าชุมชน ขยายตลาดสู่กลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ครอบคลุม 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กินดี (อาหารและเครื่องดื่ม) อยู่ดี (ของใช้ ของตกแต่ง และของที่ระลึก) ดูดี (ผ้าและเครื่องแต่งกาย) สวยดี (สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร) เน้นเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ สร้างงานในท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อช่วยกระตุ้นตลาดสินค้าชุมชน ขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่าย รวมทั้ง ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของแต่ละท้องถิ่น”






อธิบดีฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “SMART LOCAL by DBD ในปี 2565 จะเปิดตัว 4 กิจกรรมหลัก ประกอบด้วย SMART LOCAL SHOP คัดสรรสินค้าชุมชนที่มีศักยภาพทางการตลาด เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการขาย ผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ภายใต้แคมเปญ ‘ช้อปฟิน ของเด่นพื้นที่ ของดีพื้นถิ่น’ SMART LOCAL BCG จุดประกายแนวคิดสร้างสรรค์ตามแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ปรับเพื่อเปลี่ยนให้เกิดการรักชุมชน รักษ์โลก โดยนำแนวคิด BCG-Economy Model ไปพัฒนาและยกระดับสินค้าชุมชนเพื่อเพิ่มมูลค่า รองรับกระแสการบริโภคยุคใหม่





SMART LOCAL Trader พัฒนานักการค้าสินค้าชุมชนให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายโอกาสทางการค้า/เชื่อมโยงสินค้าพื้นถิ่นไทยเข้าสู่ช่องทางการตลาดที่หลากหลาย และ SMART LOCAL HERB คัดเลือกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่โดดเด่นในแต่ละพื้นที่ นำมาสร้างเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ (Story telling) เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ตอบโจทย์ผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มผู้ดูแลสุขภาพ กลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ออกกำลังกาย”





“กิจกรรมแรกที่คิ๊กออฟ คือ SMART LOCAL SHOP by DBD คัดสรรผลิตภัณฑ์ชุมชนชั้นยอดมาให้เลือกช้อปผ่านห้างโลตัส (Lotus’s) 15 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ประกอบด้วย กรุงเทพฯ 6 สาขา ได้แก่ สุขาภิบาล 1 ลาดพร้าว มีนบุรี พระราม 1 พัฒนาการ บางนา-ตราด จังหวัดนนทบุรี 4 สาขา ได้แก่ นครอินทร์ บางใหญ่ บางกรวย-ไทรน้อย บางบัวทอง จังหวัดปทุมธานี 3 สาขา ได้แก่ รังสิตคลอง 4 รังสิตคลอง 7 บางกระดี และจังหวัดนครปฐม 2 สาขา ได้แก่ นครชัยศรี และนครปฐม จัดต่อเนื่องกว่า 30 ครั้ง ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดีจาก Lotus’s ในการเลือกสาขาพื้นที่ และประชาสัมพันธ์ ณ สาขาที่จัดงาน โดยสินค้าที่จัดจำหน่ายมีทั้งประเภท อาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก เสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร สินค้าฮาลาล รวมทั้ง สินค้ารักษ์โลก ฯลฯ ขณะเดียวกันยังจัดให้มีกิจกรรมกระตุ้นการซื้อและส่งเสริมการขาย เช่น กิจกรรมกล่องสุ่ม ซุปเปอร์คุ้ม และกิจกรรมนาทีทอง สินค้าราคาพิเศษ”





“สำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบการซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ กรมฯ ได้ร่วมมือกับแพลตฟอร์ Shopee จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าพื้นถิ่นไทยที่ผ่านการคัดสรรจากกรมฯ กว่า 100 ร้านค้า พร้อมมอบโค้ดส่วนลด 15% นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการจับคู่เจรจาธุรกิจระหว่างกลุ่มผู้จัดจำหน่าย กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และแพลตฟอร์มออนไลน์กับกลุ่มผู้ประกอบการสินค้าพื้นถิ่นไทย จำนวนกว่า 100 ราย อีกด้วย”




“นอกจากการขยายช่องทางการจำหน่ายให้ผู้ประกอบการสินค้าพื้นถิ่นแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าสู่ “สังคมไร้เงินสด” โดยร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผลักดันให้ผู้ประกอบการสินค้าพื้นถิ่นไทย พร้อมปรับตัวในการรับชำระค่าสินค้าผ่านการสแกนซื้อสินค้า โดยใช้แอปพลิเคชั่น แม่มณี Social Commerce เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน”


“ระยะต่อไป กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะขยายความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรรายอื่น เช่น ห้าง BIG C ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ แม็คโคร และ MBK รวมทั้ง แพลตฟอร์มออนไลน์ที่มีชื่อเสียง เช่น JD Central ฯลฯ ในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนขึ้นจำหน่าย เป็นการขยายช่องทางการตลาด กระตุ้นยอดขาย สร้างการรับรู้และการจดจำผลิตภัณฑ์ฯ ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น”



"ทั้งนี้ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2565 กระทรวงฯ มีการเปิดตัวกิจกรรม SMART LOCAL SHOP by DBD อย่างเป็นทางการ ณ ลานเอนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ โดยคาดการจัดงานฯ ดังกล่าว จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 50 ล้านบาท จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยร่วมกันสนับสนุนผู้ประกอบการสินค้าชุมชนของไทย โดยสามารถอุดหนุนสินค้าได้ระหว่างวันที่ 4 มีนาคม - 1 พฤษภาคม 2565 ณ Lotus’s 15 สาขา และบนแพลตฟอร์ม Shopee เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและสร้างความเข้มแข็งให้แก่เศรษฐกิจประเทศทั้งระบบ” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร : 0 2547 4445 สายด่วน 1570 และ e-Mail : dcrprov@dbd.go.th และ www.dbd.go.th

กรมพัฒน์ฯ จับมือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยกขบวนสินค้าเกษตรดีลเด็ดกว่า 100 ร้านขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”

posted Feb 9, 2022, 10:29 PM by Maturos Lophong



กรมพัฒน์ฯ จับมือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ยกขบวนสินค้าเกษตรดีลเด็ดกว่า 100 ร้านขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์ม “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”


ตั้งเป้าเจาะตลาดสินค้าเกษตรแบบ B2B ออนไลน์ คาดยอดขายทะลุ 500 ล้านบาท


กระทรวงพาณิชย์แท็กทีมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมภาคเอกชน ยกกองทัพสินค้าเกษตรเกรดพรีเมี่ยมกว่า 100 ร้าน สินค้ากว่า 300 รายการ มาลดราคาท้าดีลบนพื้นที่แพลตฟอร์ม “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” มั่นใจปิดดีลยอดขายแบบบิ๊กล็อตในประเทศและต่างประเทศทะลุ 500 ล้านบาท


นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 2564 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ กรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วยหน่วยงานในกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กว่า 23 หน่วยงาน ร่วมกันสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้าเกษตรด้วยแพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” บนแพลตฟอร์ม Thaitrade.com ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ Phenixbox.com ของบริษัทแอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรไทยแบบบิ๊กล็อต ซึ่งสามารถผลักดันกลุ่มสหกรณ์การเกษตรนำร่อง 26 สหกรณ์ขึ้นจำหน่ายได้แล้วรวมสินค้ากว่า 80 รายการ การันตียอดขายกว่า 80 ล้านบาททั้งในและต่างประเทศ



“ปี 2565 นี้ กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรพร้อมเปิดศักราชการค้าออนไลน์ล็อตใหม่ โดยปั้นสุดยอดกลุ่มเกษตรกรระดับห้าดาว เปิดร้านเพิ่มเติมบนทั้งสองแพลตฟอร์มกว่า 100 ร้านค้า พร้อมยกทัพสินค้าเกษตรหลากหลายประเภทกว่า 300 รายการ ทั้งข้าวสาร ผัก ผลไม้ สินค้าประมง และสินค้าปศุสัตว์ จากกลุ่มเกษตรกรในความดูแลของ 6 หน่วยงาน ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมหม่อนไหม และกรมการข้าว ซึ่งการันตีคุณภาพและมาตรฐานการผลิตให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ในรูปแบบ B2B นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยเพิ่มฐานลูกค้าให้กับกลุ่มเกษตรกรและจะช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยคาดว่าในปีนี้จะสามารถปิดดีลออเดอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศได้สูงถึง 500 ล้านบาท ผ่านกลเม็ดเด็ดในการจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์ระหว่างกลุ่มเกษตรกรที่เปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มกับผู้ซื้อรายใหญ่ในประเทศและต่างประเทศ” อธิบดีฯ กล่าวเสริม

สำหรับกิจกรรมการเตรียมความพร้อมให้กลุ่มเกษตรกรในการนำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มจะเริ่มขึ้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ นี้ เป็นการเวิร์คชอประดับเข้มข้นเพื่อเปิดร้านค้าบนแพลตฟอร์มฯ พร้อมทั้งแนะนำสิทธิพิเศษเพื่อช่วยโปรโมทร้านค้าให้ดังและปังทั้งในและต่างประเทศ และจะมีการทดลองจำหน่ายสินค้าจริงเพื่อติดปีกกลุ่มเกษตรกรให้พร้อมโบยบินเติบโตในตลาดสินค้าเกษตรแบบ B2B ออนไลน์ โดยหลังจากที่กลุ่มเกษตรกรนำสินค้าขึ้นจำหน่ายแล้ว ไฮไลท์สำคัญ คือ การจับคู่เจรจาธุรกิจออนไลน์กับผู้ซื้อทั้งในและต่างประเทศ สำหรับผู้ซื้อที่สนใจสินค้าเกษตรคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ราคาท้าดีลในรูปแบบ B2B เตรียมพบกับกองทัพสินค้าเกษตรคับคั่งที่รวบรวมจาก Thaitrade.com และ Phenixbox.com มาไว้ในหน้า “ศูนย์กลางการค้าสินค้าเกษตรไทย” บน www.moc.go.th โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร 0 2547 5961 และ สายด่วน 1570






#PoweredByDBD

1-10 of 188