Government




‘กรมเจรจาฯ’ กางแผนเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 64

posted Oct 9, 2020, 12:48 AM by Maturos Lophong


‘กรมเจรจาฯ’ กางแผนเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 64

รุกเดินหน้าเปิด FTA เน้นรักษาตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่


กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กางแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2564 เน้นรักษาตลาดเดิมเพิ่มตลาดใหม่ เดินหน้าเตรียมการฟื้นเจรจา FTA กับอียูและเอฟต้า และเปิดเจรจา FTA ใหม่ กับสหราชอาณาจักร สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย และอาเซียน-แคนาดา เร่งรัดเจรจากับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา ดันจัดตั้งกองทุน FTA เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า พร้อมผลักดันลงนาม RCEP พ.ย. นี้



นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยแผนการทำงานด้านการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ปี 2564 ตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ให้เร่งรัดการเจรจา FTA ที่ค้างท่อ ตลอดจนรักษาตลาดเดิม และขยายตลาดใหม่ เพื่อขยายโอกาสส่งออกสินค้าและบริการของไทย โดยกำหนดแผนงานสำคัญ ได้แก่ การลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลง RCEP การเตรียมการฟื้นหรือเปิดเจรจา FTA การเร่งรัดการเจรจาที่คงค้าง ยกระดับและปรับปรุง FTA กรอบอาเซียน รวมถึงการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการลงนามและเร่งรัดการบังคับใช้ความตกลง RCEP ไทยจะร่วมกับสมาชิก RCEP ผลักดันให้มีการลงนามความตกลงฯ ในเดือน พ.ย. 63 และจะเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพื่อให้ไทยสามารถให้สัตยาบันได้ในปี 2564 อีกทั้ง กรมฯ มีแผนเตรียมการฟื้นการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) โดยได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาประโยชน์และผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ปลายเดือน ต.ค. 63 พร้อมเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องความพร้อมและท่าทีการเจรจาของไทย ตั้งเป้าเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเดือน ธ.ค. นี้ และเตรียมการฟื้นเจรจา FTA ไทย – สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) ที่ประกอบด้วย สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ และลิกเตนสไตน์ ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบ ซึ่งคาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปีหน้า และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องความพร้อมและการเตรียมการของไทย

นางอรมน เพิ่มเติมว่า กรมฯ ยังมีแผนเตรียมการสำหรับการเจรจา FTA กับประเทศและกลุ่มประเทศหลักๆ ได้แก่ FTA ไทย-สหราชอาณาจักร (UK) ซึ่งคาดว่าการศึกษาประโยชน์และผลกระทบจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงต้นปี 2564 และจะเปิดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมหารือเบื้องต้นกับ UK เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป สำหรับ FTA ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) ซึ่งประกอบด้วย คาซัคสถาน เบลารุส อาร์เมเนีย คีร์กิซสถาน และรัสเซีย ได้ศึกษาประโยชน์และผลกระทบเช่นกัน คาดว่าจะเสร็จและเผยแพร่ช่วงปลายปี 2564 ขณะเดียวกันจะรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และหารือกับ EAEU เพื่อรวบรวมข้อสรุปเสนอระดับนโยบายต่อไป

นอกจากนี้ จะหารือความเป็นไปได้เรื่องการเปิดเจรจา FTA อาเซียน-แคนาดา ในการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา เดือน ม.ค. 64 เพื่อนำไปสู่การจัดทำเอกสารระบุขอบเขต ความคาดหวัง และข้อบทที่คาดว่าจะบรรจุไว้ในความตกลง FTA เพื่อเสนอที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-แคนาดา พิจารณาในเดือน ส.ค. 64 ว่าจะเปิดการเจรจาหรือไม่


ทั้งนี้ ยังเร่งรัดการเจรจา FTA ที่คงค้างอยู่ 3 ฉบับ ที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจากับตุรกี ปากีสถาน และศรีลังกา ให้คืบหน้าและได้ข้อสรุป พร้อมยกระดับและปรับปรุงความตกลง FTA กรอบอาเซียน ที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน FTA อาเซียน-อินเดีย FTA อาเซียน-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เพื่อเปิดเสรีเพิ่มเติมในรายการสินค้าที่ยังไม่ได้เปิดตลาด และยกระดับความตกลงข้อบทต่างๆ ให้ทันสมัย สอดรับกับสภาพแวดล้อมและรูปแบบทางการค้าในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น กฎถิ่นกำเนิดสินค้า พิธีการศุลกากร การอำนวยความสะดวกทางการค้า และพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 


นางอรมน เสริมว่า กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่เสียประโยชน์และได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า จึงได้มอบสถาบันวิจัยศึกษาแนวทางการจัดตั้งกองทุน FTA แบบถาวร และจัดรับฟังความเห็นภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบมาเป็นระยะ โดยตั้งเป้าจะเสนอรายละเอียดการขอจัดตั้งกองทุนต่อคณะทำงานพิจารณาแนวทางกองทุนช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ซึ่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ตั้งขึ้น โดยมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ในปลายปี 2563 เพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์พิจารณาต่อไป


สำหรับการประชุมระดับทวิภาคี และการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้ากับประเทศคู่ค้า เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางการค้า และการแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าต่างๆ มีแผนจะประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) กับประเทศคู่ค้า ได้แก่ อาเซียน อาทิ กัมพูชา สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย เอเชีย อาทิ จีน บังกลาเทศ มัลดีฟส์ และภูฏาน และภูมิภาคอื่นๆ เช่น รัสเซีย สหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) และสหราชอาณาจักร เป็นต้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่คลี่คลาย จะจัดในรูปแบบการประชุมทางไกล

ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยมี FTA 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เปรู ชิลี อินเดีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยในปี 2562 มูลค่าการค้าของไทยกับ 18 ประเทศ อยู่ที่ 302,991 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นสัดส่วน 62.8% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.- ส.ค.) การค้าของไทยกับ 18 ประเทศ มีมูลค่า 179,550.6 ล้านเหรียญสหรัฐ สัดส่วน 62.3% ของมูลค่าการค้าไทยกับโลก โดยไทยส่งออกมูลค่า 92,866.9 ล้านเหรียญสหรัฐ นำเข้ามูลค่า 86,683.7 ล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าส่งออกสำคัญของไทย เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และเม็ดพลาสติก เป็นต้น และสินค้านำเข้าสำคัญของไทย เช่น น้ำมันดิบ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ และแผงวงจรไฟฟ้า เป็นต้น

มัดรวมผลงานเด่น...พร้อมรางวัลการันตีผลงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

posted Sep 23, 2020, 10:58 PM by Maturos Lophong   [ updated Sep 23, 2020, 11:02 PM ]



มัดรวมผลงานเด่น...พร้อมรางวัลการันตีผลงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 

ภายใต้การบริหารของ “วุฒิไกร”

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โชว์ผลงานเด่น 2 ปี พร้อมรางวัลการันตีผลงานเพียบ ภายใต้การบริหารงานของอธิบดีวุฒิไกร มุ่งมั่นสร้างความสำเร็จให้องค์กรเป็นหลัก เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ พร้อมพัฒนาการให้บริการ ภาคธุรกิจ และประชาชน

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การบริหารงานในทุกๆ ภารกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นการทำงานที่อยู่บนพื้นฐานแนวคิดตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างความสามารถ ในการแข่งขัน ที่มุ่งเน้นการยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ โดยมีกรอบการดำเนินงานที่ชัดเจน

ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ได้เข้ามาบริหารงานกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทุ่มเทปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ โดยมุ่งหวังให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีความก้าวหน้า และมีผลงานที่โดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ โดยผลงานเด่นประกอบด้วย การรวมขั้นตอนการเริ่มต้นธุรกิจ ตามรายงาน Doing Business ของธนาคารโลก 2020 ประเทศไทยอยู่ในอันดับรวมที่ 21 และอยู่ในอันดับที่ 47 ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ การพัฒนาระบบจดทะเบียนนิติบุคคล (e-Registration) ให้มีประสิทธิภาพและความสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น บริการข้อมูลนิติบุคคลและงบการเงินออนไลน์ (DBD Business Data Warehouse+) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 10,013,274 ครั้ง การออกหนังสือรับรองนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์รูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate File) บริการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล/งบการเงิน และบริการออนไลน์ต่างๆ ผ่านทาง DBD e-Service Application ปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้บริการกว่า 28,591,940 ครั้ง บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร พัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (e-Foreign Certificate) ที่ใช้เวลาเพียง 3 วัน 

การเพิ่มศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้ SME และผู้ประกอบการ (โดยพัฒนาผู้ประกอบการไปแล้ว 153,884 ราย ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 6,615 ล้านบาท) ขับเคลื่อน SME ไทย ด้วยนวัตกรรมออนไลน์ Total Solutions for SMEs สร้างนักการค้าออนไลน์รุ่นใหม่ “Young Digital Warrior”พัฒนาศักยภาพในการใช้ e-Commerce เป็นช่องทาง ในการขยายตลาด 8,949 ราย ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP Select ขยายช่องทางการตลาดจำหน่ายบนท่าอากาศยาน 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานภูเก็ต และท่าอากาศยานดอนเมือง มีมูลค่าการขายกว่า 581 ล้านบาท

สร้าง “Smart โชวห่วย โดยร่วมมือกับพันธมิตรและสถาบันการศึกษา สร้างทีมพี่เลี้ยงจัดร้านค้าและวางระบบการบริหารจัดการปรับภาพลักษณ์ร้านค้า โดยมีร้านค้าปลีกทั่วประเทศเข้าร่วมแล้ว 28,682 ร้านค้า พร้อมทั้ง ดำเนินการ ติดปีกโชวห่วยไทย (Total Solutions : โชวห่วย) ร่วมกับ 6 หน่วยงาน ได้แก่ สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย บริษัทสยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้แก่โชวห่วยไทยทั้งระบบ ขณะเดียวกันได้ผนึกกำลังกับแพลตฟอร์มเอกชนชื่อดังที่มีศักยภาพสูง เช่น Shopee, Lazada, JD Central, The Hub Thailand นำสินค้าชุมชน สินค้าของดีทั่วไทย สินค้าเกษตร เข้าจำหน่าย สร้างรายได้กว่า 17.507 ล้านบาท และสร้างชุมชนอัจฉริยะออนไลน์ “Digital Village Online” โดยดำเนินการร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ จากความทุ่มเททำงานของบุคลากรกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทำให้ผลงานของกรมเป็นที่ประจักษ์จนได้รับรางวัลต่างๆ อาทิ รางวัล WSIS Project Prizes จาก สหภาพโทรคมนาคมนานาชาติ (International Telecommunication Union : ITU) รางวัลบริการภาครัฐ ระดับดีเด่น ผลงานด้านหนังสือรับรองนิติบุคคลรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate File)

รางวัลชนะเลิศ Digital Government Award 2019 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบรางวัลชนะเลิศ Digital Government Award 2019 (รางวัลรัฐบาลดิจิทัล) และรางวัลการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลตามโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ รางวัล "เลิศรัฐ ประจำปี 2562" ด้านระบบการจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิส์ (e-Registration) ของกรม รางวัลชนะเลิศ Digital Transformation Award 2019 สาขา Government Intelligence และรางวัลองค์กรโปร่งใส ครั้งที่ 8 (NACC Integrity Awards) เป็นต้น

สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ร่วมใจกันทำงานและสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไป อธิบดีกล่าวปิดท้าย

รับมือส่งออก! จุรินทร์ นำพาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020

posted Sep 22, 2020, 11:09 PM by Maturos Lophong



รับมือส่งออก! จุรินทร์ นำพาณิชย์ จัด THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 แบบ “The Hybrid Edition”
นำอาหารไทยสู่ตลาดโลก พร้อมจับมือ 4 กระทรวง MOU มาตรฐานความปลอดภัยอาหารจากโควิด-19

22กันยายน 2563 13.30 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน จัดงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 โดยปีนี้เป็นไปตามนโยบายนายจุรินทร์ คือ จัดในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของ ประเทศไทย ตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) เป็นงาน THAIFEX–ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition”



โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า “ปี 2563 เป็นปีที่ทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กิจกรรมหลายๆ อย่างต้องหยุดชะงักหรือชะลอตัว แม้แต่อุตสาหกรรมอาหารซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่เคยเติบโต ก็ได้รับผลกระทบ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังต้องเผชิญกับสถานการณ์สงครามการค้า เศรษฐกิจชะลอตัว ความผันผวนของค่าเงินบาท ดังนั้น การปรับตัวทางเศรษฐกิจและการปรับตัวทางการค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ จึงเป็น เรื่องที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าให้กับฐานราก โดยเฉพาะใน ส่วนของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน เอสเอ็มอี โอท็อป รวมทั้งไมโครเอสเอ็มอีต่างๆ ที่อยู่ในทุกภาคส่วนของภูมิภาค กระทรวงพาณิชย์เล็งเห็นความจำเป็นที่จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน โดยนำแนวนโยบาย “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ตามยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือ ระหว่างสองกระทรวงสำคัญที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับพื้นฐานของประเทศ จนก้าวสู่ตลาดโลก คือ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ สร้างฐานข้อมูล Big Data ร่วมกัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ มุ่งสู่เป้าหมายให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก” โดยการค้าภายในประเทศ จะมีเซลส์แมนจังหวัดทำหน้าที่ขยายตลาดและหาช่องทางการจำหน่ายสินค้าผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นการทำงานเป็นทีมระหว่างพาณิชย์จังหวัด จับมือกับเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจ ภาคเอกชน และภาครัฐที่เกี่ยวข้อง สร้างโอกาสการค้าและช่องทางการเข้าสู่ตลาดของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย



ด้านการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์มีกลไกในการเชื่อมโยงตลาดโลกและผู้ประกอบการไทยให้มาเจอกัน ผ่านสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ซึ่งได้กระจายที่ตั้งครอบคลุมตลาดคู่ค้าหลักๆ และตลาดที่มีศักยภาพทั่วโลก จำนวน 58 แห่ง มีเซลส์แมนประเทศ เปรียบเสมือนทัพหน้าที่จะกรุยทางให้ผลผลิตจากเกษตรกร ผลิตภัณฑ์อาหารจากผู้ผลิตก้าวสู่ตลาด ต่างประเทศอย่างมั่นคง สร้างโอกาสในการแข่งขัน รวมถึงพัฒนาขีดความสามารถของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดสำคัญ ได้มีนโยบายเร่งรัดผลักดันการส่งออกภายใต้แนวทาง “รักษาและขยายตลาดเดิม เปิดตลาดใหม่ ฟื้นตลาดเก่าที่เคยเป็นตลาดสำคัญ” โดยมีคณะผู้บริหาร ระดับสูงเดินทางไปทำความตกลงทางการค้า (MOU) และจับคู่ธุรกิจกับนานาประเทศทั้งในแถบเอเชีย ยุโรป และตะวันออกกลาง เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ผมได้เล็งเห็นลู่ทางการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดของประเทศ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการผลักดันแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ ที่กระทรวงพาณิชย์มีอยู่ จัดกิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมถึงร่วมมือกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น อาลีบาบาของจีน

ในส่วนของอุตสาหกรรม อาหารนั้นแม้จะมีเหตุการณ์ที่มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในการผลิตและส่งออกอาหารในต่างประเทศ แต่ประเทศไทยสามารถให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคทั่วโลกได้ว่า อาหารไทยปลอดภัย ปราศจากเชื้อในกระบวนการผลิต จนรัฐบาลไทยสามารถออกหนังสือรับรองการปฏิบัติตามมาตรการ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออกให้กับผู้ผลิตอาหาร เพื่อแสดงต่อผู้ซื้อและผู้นำเข้าในต่างประเทศ ซึ่งหนังสือรับรองดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทย โดยผมได้มอบให้ท่านปลัดทั้ง 4 กระทรวงเป็น
ผู้ลงนามความร่วมมือในวันนี้ เพื่อรับรองการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการปนเปื้อนเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในกระบวนการผลิตอาหารส่งออก (COVID - 19 Prevention Best Practice) สำหรับงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX จึงมีส่วนสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการด้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งงานนี้เป็นงานสำคัญที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 30



"สำหรับการจัดงานในปีนี้ ได้มีการปรับชื่องานเป็น THAIFEX – ANUGA ASIA ซึ่งเป็นการรวมตัวกันระหว่าง 2 งานที่ยิ่งใหญ่ คือ THAIFEX ของประเทศไทย และ ANUGA จากเยอรมนี และยังเป็นปีแรกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานให้เป็นแบบไฮบริด (Hybrid) เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ ไวรัสโควิด-19 ซึ่งต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยใช้ชื่องานว่า THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” โดยเป็นการผสมผสานการจัดงานระหว่างออฟไลน์และเทคโนโลยีออนไลน์ การจัดงานครั้งนี้ จะเป็นการช่วยกระตุ้นตั้งแต่สินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป อุตสาหกรรม อาหารและเครื่องดื่มของไทยให้ฟื้นตัวกลับมา พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั่น และเน้นย้ำให้ทั่วโลกได้เห็นถึงศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยในเรื่องความปลอดภัย และยังสามารถผลิตและส่งออกได้ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับการบริโภคในโลก ซึ่งแม้ว่าจะมีเรื่องโควิด-19 มากระทบ แต่เรา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยมีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าแบบออฟไลน์รวม 708 บริษัท 1,747 คูหา ผมมั่นใจว่าการจัดงานแสดงสินค้าในรูปแบบผสมผสาน (หรือ Hybrid) เป็นครั้งแรกของประเทศไทย จะตอบรับสถานการณ์การค้าวิถีใหม่ (New Normal) ของงานแสดงสินค้าเกษตร อาหาร และเครื่องดื่ม THAIFEX – ANUGA ASIA 2020 “The Hybrid Edition” ครั้งนี้และจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี และผมมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งคาดว่าจะได้มูลค่ามากกว่า 6,000 ล้านบาท" นายจุรินทร์ กล่าว




รายงานข่าวกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า มีการจัดงานแสดงสินค้าจริง ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพ็คแห่งนี้ วันที่ 22-26 กันยายน ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) และผู้ชมงานในไทยที่ประกอบด้วย นักธุรกิจในวงการอาหารและเครื่องดื่มที่อยู่ในไทย 51,869 กิจการ รวมถึงตัวแทนผู้ซื้อจากต่างประเทศ (Buying Agents) ที่มีสำนักงานในไทย และการจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดงานแสดงสินค้าเสมือนจริง หรือ Virtual Trade Show ระหว่างผู้เข้าร่วมงาน (Exhibitors) กับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าต่างประเทศ (Importers) ที่ไม่สามารถเดินทางมาประเทศไทยได้เป็นผู้ประกอบการไทย 519 บริษัทและตัวแทนที่อยู่ในประเทศไทยของผู้ประกอบการต่างชาติจาก 12 ประเทศ ได้แก่ บราซิล แคนาดา จีน ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลี นอร์เวย์ โปแลนด์ ไต้หวัน อเมริกา และเวียดนาม รวม 189 บริษัท บนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร ซึ่งมีการใช้มาตรการการดูแลสุขอนามัย ของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด

พาณิชย์ จัดงาน ‘100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’

posted Sep 16, 2020, 11:13 PM by Maturos Lophong


พาณิชย์ จัดงาน ‘100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’
ประกาศความสำเร็จ...หลังผลักดันให้ไม้ยืนต้นสามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้
พร้อมเร่งส่งเสริมปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจบนที่ดินตนเอง สร้างหลักประกันให้ครอบครัวในอนาคต
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดงาน ‘100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’ ประกาศความสำเร็จ...หลังผลักดันไม้ยืนต้นทุกชนิดนำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ทำให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น พร้อมเร่งส่งเสริมปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจบนที่ดินตนเอง สร้างหลักประกันให้กับครอบครัว และความมั่นคงในอนาคต
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบันรัฐบาลได้แก้ไขกฎหมายโดยยกเลิกไม้หวงห้ามบนที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน ทำให้การปลูก การตัดไม้เศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ง่าย ประชาชนสามารถปลูกและตัดไม้เศรษฐกิจได้เหมือนการปลูกพืชเกษตรทั่วไป”



“การส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเอง โดยสามารถนำไม้ยืนต้นนั้นมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เป็นการช่วยให้เกษตรกรและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น เพื่อนำไปต่อยอดทำการเกษตรหรือใช้สอยในชีวิตประจำวัน จึงเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการ สนับสนุน ส่งเสริม อำนวยความสะดวกให้มีการปลูก การจัดการ การตัด การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ รวมถึงการส่งออกไปขายในตลาดต่างประเทศ ตลอดจนพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานไม้มีค่าทางเศรษฐกิจที่ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ”
“กระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าบูรณาการความร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการขับเคลื่อนการใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี อุทัยธานี พิษณุโลก และอ่างทอง โดยมีการนำร่องมอบวงเงินจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจให้แก่เกษตรกรทั้ง 4 จังหวัดข้างต้น พร้อมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนปลูกไม้ค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นไม้ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่า หรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ผู้ปลูก เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยและนำไปสู่การสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างความยั่งยืนด้านระบบนิเวศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสามารถนำไม้ยืนต้นมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้”
“การจัดงาน ‘100,000 ไม้ยืนต้น หลักประกันทางธุรกิจ’ เป็นการประกาศความสำเร็จหลังสามารถผลักดันให้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและประชาชนปลูกต้นไม้บนที่ดินของตนเองและชุมชน เพื่อเป็นทรัพย์สิน เป็นมรดกให้ลูกหลาน สร้างให้เกิดอาชีพใหม่ๆ มีความมั่งคงในอาชีพ รวมถึงการนำไม้มีค่าไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และนำมาเป็นหลักประกันทรัพย์สินสำหรับขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ อีกทั้งเป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชุมชนร่วมกัน เพิ่มพื้นที่ป่ารักษาระบบนิเวศ สร้างสิ่งแวดล้อมให้สมดุล และลดภาวะโลกร้อน”

“โดยมีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นสถาบันการเงินแห่งแรกที่รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกัน ถือเป็นการนำร่องให้ธนาคารพาณิชย์อื่นนำไปเป็นแบบอย่างที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไม้รายอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้ คาดว่าตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการจะสามารถปลูกพันธุ์ไม้ยืนต้นเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ จำนวน 100 ล้านต้น”


“นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานพันธมิตรที่ส่งเสริมการปลูกไม้ยืนต้นและการปลูกป่ามาร่วมเสวนา หัวข้อ “ปลูกไม้ยืนต้น สร้างมูลค่าไม้เศรษฐกิจไทย” ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสังคม กรมป่าไม้ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) ตัวแทนเกษตรกร และมีหน่วยงานที่ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ภายในงาน เช่น กรมป่าไม้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์”




“การปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเป็นแนวทางสำคัญที่มีการพูดถึงทั้งด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับเกษตรกร พร้อมๆ กับการเพิ่มความยั่งยืนให้กับทรัพยากรและระบบนิเวศของประเทศ อีกทั้งยังเป็นการสร้างสินทรัพย์และความเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจฯ ที่ต้องการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกมากขึ้น” รมช.พณ. กล่าวสรุป

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 กันยายน 2563) มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 111,365 ต้น มูลค่ารวมกว่า 132,169,000 ล้านบาท
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร 0 2547 4944 สายด่วน 1570 www.dbd.go.th และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ

คต. เผยแผนอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดภาระผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

posted Sep 13, 2020, 9:36 PM by Maturos Lophong   [ updated Sep 13, 2020, 9:37 PM ]


คต. เผยแผนอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดภาระผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล

กรมการค้าต่างประเทศยกเครื่องอำนวยความสะดวกทางการค้า


ตอบโจทย์ผู้ประกอบการในยุค New Normal ให้พร้อมสู้สถานการณ์เศรษฐกิจโลก และปลดล็อกอุปสรรคทางการค้า โดยการลดขั้นตอน ลดการเรียกเอกสารทางการค้า ลดระยะเวลา และลดการเดินทาง

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับการให้บริการแก่ผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรมด้านบริการที่มีประสิทธิภาพในการอำนวยความสะดวกทางการค้า
เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย โดยกรมฯ ได้พัฒนางานบริการออกหนังสือสำคัญการส่งออก-นำเข้าสินค้า ได้แก่ ใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกสินค้า หนังสือรับรองการนำเข้า-ส่งออกสินค้า และหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin) โดยเริ่มจากการยกเครื่องงานบริการแบบ Manual มาสู่การให้บริการแบบอิเล็กทรอนิกส์

และพัฒนาต่อยอดจนปัจจุบันสามารถให้บริการแบบดิจิทัลควบคู่กับแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งมีการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานภายในและภายนอกกรมฯ เช่น กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายเพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้า ลดขั้นตอน ลดการเรียกเอกสารประกอบการพิจารณา ลดระยะเวลา ลดการเดินทางของผู้ประกอบการ และลดต้นทุนการดำเนินงาน 


นายกีรติกล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมฯ สามารถให้บริการแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบสำหรับการให้บริการออกใบอนุญาตฯ และหนังสือรับรองการส่งออก-นำเข้า แบบ Paperless ซึ่งขณะนี้มีสินค้าที่ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ National Single Window (NSW) กับกรมศุลกากรแล้ว จำนวน 53 รายการ โดยเป็นการเชื่อมโยงแบบ Paperless จำนวน 35 รายการ จากรายการสินค้าทั้งหมด จำนวน 69 รายการ ที่อยู่ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออก-นำเข้า


นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้ารูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ภายใต้ความตกลงทางการค้าเสรีอาเซียน (e-Form D) โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์กับศุลกากรปลายทางผ่านระบบ ASEAN Single Window (ASW) อีกด้วย ซึ่งการให้บริการแบบดิจิทัลนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอและเอกสารแนบประกอบการพิจารณา ผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ และเมื่อคำขอฯ ได้รับการอนุมัติแล้ว กรมฯ จะส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของหนังสือสำคัญฯ ไปที่ศุลกากรทันที (Real Time) และผู้ประกอบการสามารถไปดำเนินพิธีการทางศุลกากรได้เลย โดยไม่ต้องเดินทางมาติดต่อขอรับหนังสือสำคัญฯ ที่กรมฯ ซึ่งการยกเครื่องการให้บริการดังกล่าวเป็นการดำเนินการที่ตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาให้เป็นหน่วยงานภาครัฐแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งช่วยตอบโจทย์การให้บริการในยุค New Normal โดยการเว้นระยะห่าง และลดการสัมผัสระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการได้เป็นอย่างดี 

นอกจากนั้น การอำนวยความสะดวกเหล่านี้ ยังเป็นการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการในการแข่งขันในตลาดโลกด้วย

นอกจากนี้กรมการค้าต่างประเทศได้กำหนดนโยบายและแผนงานบริการในอนาคตให้ก้าวสู่ยุค Digital DFT อย่างเต็มรูปแบบ รวมทั้งมีการมุ่งเน้นความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen – Centric Government) โดยการนำประเด็นความต้องการของประชาชนมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา/ปรับปรุงระบบการให้บริการร่วมด้วย ซึ่งเป็นการยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกทางการค้าแก่ผู้ประกอบการแบบดิจิทัลครบวงจร พร้อมทั้งเป็นการให้บริการที่ตรงตามความต้องการของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง


ทั้งนี้ ในวันที่ 17 และ 18 กันยายน 2563 

กรมการค้าต่างประเทศจะจัดสัมมนาเรื่อง “บทบาทกรมการค้าต่างประเทศในยุค New Normal” ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ (The Berkeley Hotel Pratunam) ซึ่งในวันที่


17 กันยายน มีการบรรยายพิเศษ เกี่ยวกับบทบาทกรมการค้าต่างประเทศในการอำนวยความสะดวกทางการค้าในยุค New Normal รวมทั้งทิศทางกรมฯ ในอนาคต โดยอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ

 พร้อมทั้งมีการเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติโควิด พิชิตตลาดเพื่อนบ้าน ผ่าน Digital DFT” ซึ่งผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมการสัมมนา


สามารถลงทะเบียนได้ที่ www.dft.go.th ด่วน !

รับจำนวนจำกัดเพียงแค่ 400 ท่านเท่านั้น

จุรินทร์นำ พาณิชย์ จับมือ 3 สถาบันการเงินชั้นนำ ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ 4 กลุ่มธุรกิจบริการเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ

posted Sep 11, 2020, 1:08 AM by Maturos Lophong   [ updated Sep 11, 2020, 1:22 AM ]



จุรินทร์นำ พาณิชย์ จับมือ 3 สถาบันการเงินชั้นนำ 

ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ 4 กลุ่มธุรกิจบริการเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ


ช่วยผู้ประกอบการ จุรินทร์นำ พาณิชย์ จับมือ 3 สถาบันการเงินชั้นนำปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้ 4 กลุ่มธุรกิจบริการเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ หลังปีที่ผ่านมาสร้างมูลค่ากว่า 14,200 ล้านบาท

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal” ภายใต้แนวคิด “Thriving in the New Normal ตั้งรับ ปรับตัว หาโอกาส” เพื่อสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ หาแนวทางขับเคลื่อนฟื้นฟูภาคธุรกิจบริการไทย 4 กลุ่ม ได้แก่ ธุรกิจการจัดงาน ธุรกิจเกม ธุรกิจแอนิเมชั่น และธุรกิจโลจิสติกส์ ให้ผ่านพ้นวิกฤติหลังโควิด-19




ในพิธีเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (วันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ ร่วมกับผู้แทนจาก 3 สถาบันการเงินชั้นนำของไทย ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) พร้อมทั้งผู้แทนจากภาคเอกชนในกลุ่มธุรกิจบริการ ได้แก่ สมาคมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย สมาคมการแสดงสินค้าไทย และสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย มาร่วมแลกเปลี่ยนทรรศนะในการประสานพลังพาธุรกิจบริการผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน 



นโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ เน้นว่าสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะในด้านการเงินและการลงทุน จึงให้ปรับยุทธศาสตร์แนวทางใหม่ในการสร้างความเข็มแข็งให้กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะในภาคบริการให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้จัด “โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal” นี้ขึ้น เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคเอกชนในด้านการแสวงหาแหล่งเงินทุน และการเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ โดยกิจกรรมไฮไลท์ในวันนี้ได้แก่ การจับคู่ธุรกิจและให้คำปรึกษาระหว่างสถาบันทางการเงินทั้ง 3 แห่งกับผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจการจัดงาน แอนิเมชั่น เกม และโลจิสติกส์ รวมจำนวนกว่า 50 ราย โดยจะเกิดการจับคู่ธุรกิจไม่ต่ำกว่า 100 คู่ และคาดว่าจะเกิดการปล่อยสินเชื่อมูลค่ากว่า 165 ล้านบาท



นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การค้าในภาคบริการได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และโลก โดยการค้าบริการมีมูลค่าเพิ่มมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการค้าด้านเกษตรหรืออุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การนำของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จึงได้กำหนดให้การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจบริการเป็น 1 ใน 10 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้นำทัพผู้ประกอบการเดินทางไปเจรจาการค้าในต่างประเทศ และผลักดันให้เกิดกิจกรรมเจรจาการค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ให้กับผู้ประกอบการในภาคบริการเป็นจำนวนมาก โดยกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้สามารถสร้างมูลค่าได้ถึงกว่า 14,200 ล้านบาท 

“กระทรวงพาณิชย์หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจบริการเพื่อพัฒนาศักยภาพและปรับตัวสู่ยุค New Normal จะเป็นจุดเริ่มต้นในการเชื่อมโยง สร้างเครือข่ายและส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการ มีความพร้อม มีศักยภาพ และพร้อมเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว

“วีรศักดิ์” สั่งเดินเครื่อง “ทำลายของก๊อปปี้” มูลค่ากว่า 354 ล้านบาท

posted Sep 8, 2020, 11:26 PM by Maturos Lophong






“วีรศักดิ์” สั่งเดินเครื่อง “ทำลายของก๊อปปี้” มูลค่ากว่า 354 ล้านบาทพร้อมยิงสดผ่าน Zoom ให้หน่วยงานไทย - เทศมีส่วนร่วมแบบเสมือนจริง


เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2563 นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีทำลายของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้ว
ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จัดขึ้นในรูปแบบเสมือนจริงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีการถ่ายทอดบรรยากาศสดจากสถานที่ทำลายของกลางในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดสระบุรี มายังกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี พร้อมกันนี้ มีหน่วยงานทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 90 แห่งร่วมเป็นสักขีพยานและมีส่วนร่วมในพิธีทำลายของกลางฯ ผ่านโปรแกรม Zoom


นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการบูรณาการ
การทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ตลอดจนภาคเอกชนเจ้าของสิทธิ เดินหน้าปราบปรามการละเมิดอย่างจริงจัง ซึ่งของกลางในคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วจะต้องนำมาทำลายอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำกลับไปหมุนเวียนในท้องตลาดหรือนำกลับมาใช้ได้อีก 
นอกจากนี้ ของละเมิดบางรายการยังเป็นอันตรายหรือคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน อาจส่งผลเสียต่อผู้บริโภคอีกด้วย



สำหรับพิธีทำลายของกลางฯ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญของการแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่จะต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส สอดคล้องกับพันธกรณีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และเป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศผู้ค้า นักลงทุน และเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการเชิญผู้แทนหน่วยงานต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 90 แห่งร่วมเป็นสักขีพยานและมีส่วนร่วมในพิธีดังกล่าวผ่านทางโปรแกรม Zoom โดยได้ดำเนินการถ่ายทอดสดบรรยากาศการทำลายสินค้าละเมิดจากสถานที่ทำลายของกลางในจังหวัดชลบุรี
และจังหวัดสระบุรี มายังกระทรวงพาณิชย์ จังหวัดนนทบุรี



ด้านนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ในปีนี้มีของกลางคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่คดีถึงที่สุดแล้วที่จะต้องนำมาทำลายทั้งสิ้น 785,376 ชิ้น ประกอบด้วยสินค้าหลากหลายประเภท อาทิ เสื้อผ้า กระเป๋า เข็มขัด รองเท้า นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ แผ่นซีดี/วีซีดี แว่นตา เครื่องสำอาง หมวก ผ้าห่ม เป็นต้น โดยเป็นของกลางจากการจับกุมและตรวจยึดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 293,310 ชิ้น กรมศุลกากร จำนวน 285,842 ชิ้น และกรมสอบสวนคดีพิเศษ จำนวน 206,224 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายโดยรวมประมาณ 354 ล้านบาท
ในโอกาสนี้ นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เน้นย้ำว่าการคุ้มครองและป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญและจะดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องต่อไป ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนไม่ส่งเสริมการซื้อขายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งหากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิด สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่ กองป้องปราม
การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ โทรศัพท์ 02-547-4702

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมพร้อมจัดงาน IP Fair 2020 ชูนวัตกรรมแห่งยุค Green New Normal

posted Sep 3, 2020, 12:06 AM by Maturos Lophong



กรมทรัพย์สินทางปัญญา  

เตรียมพร้อมจัดงาน IP Fair 2020  

ชูนวัตกรรมแห่งยุค Green New Normal 

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยความพร้อมในการจัดงาน IP Fair 2020 มหกรรมที่รวบรวมผลงานและ 
องค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหลากหลาย เช่น การแสดงผลงานทรัพย์สินทางปัญญา เสวนา เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา บริการให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา และการแสดงผลงานผู้ชนะรางวัล IP Champion และ DIP Photo Contest เป็นต้น กำหนดจัดระหว่างวันที่ 15 – 16 กันยายน นี้ ณ โรงแรม เซ็นทาราแกรนด์เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยปีนี้ กำหนดแนวคิด “Innovate for a green future” เพื่อกระตุ้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียว



เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 กรมทรัพย์สินทางปัญญาจัดงานแถลงข่าวความพร้อมของการจัดงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2020) ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร กระทรวงพาณิชย์ โดยมีนายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นประธานในการแถลงข่าว โดยกรมฯ กำหนดจัดงานภายใต้แนวคิด “Innovate for a green future” สอดคล้องกับแคมเปญจากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ในปีนี้

นายทศพล เปิดเผยว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ต่างๆ คำนึงถึงสุขภาพและสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น พฤติกรรมของมนุษย์ที่ปรับเปลี่ยนไปนี้ นำไปสู่ยุคของ Green New Normal หรือที่เรียกว่า วิถีใหม่เพื่อโลกสีเขียว โดยทุกประเทศต่างตระหนักถึงความสำคัญ และเห็นพ้องต้องกันที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว กรมฯ ในฐานะเป็นหน่วยงานหลักของประเทศที่รับผิดชอบภารกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาของไทย จึงเตรียมจัดงาน IP Fair 2020 ภายใต้แนวคิด Innovate for a green future ทรัพย์สินทางปัญญา...เพื่อโลกสีเขียว ในระหว่างวันที่ 15 – 16 กันยายน 2563 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เพื่อจัดแสดงผลงานและนวัตกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายในการต่อยอดทางความคิด กระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ และพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริการ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้การพัฒนาทางความคิด สู่เศรษฐกิจการค้าได้เติบโตอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันต้องการผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นตัวขับเคลื่อน เพื่อเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ”




สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย การแสดงผลงานและการให้บริการ ได้แก่ IP Clinic :

ให้คำปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญา IP Showcase : จัดแสดงผลงานทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม

IP Service : ให้บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญาจาก 10 หน่วยงาน Business Matching : การจับคู่ธุรกิจ

เพื่อขยายโอกาสทางการค้า IP Champion : จัดแสดงผลงานของผู้ได้รับรางวัล IP Champion ประจำปี 2563 และพิธีมอบรางวัลการประกวดภาพถ่าย DIP Photo Contest 2020

นอกจากนี้ ยังมีหัวข้อสัมมนาพิเศษ ประกอบด้วย หัวข้อ

 (1) พลิกเกมธุรกิจด้วยระบบ “Madrid” 

(2) สื่อความคิดผ่านเลนส์กล้อง สะท้อนมุมมอง IP เพื่อโลกสีเขียว (3) สิทธิบัตรเปลี่ยนโลก : อนาคตเทคโนโลยี

สีเขียว (4) “How to ไม่ทิ้ง” วิถีชีวิตใหม่ ออกแบบอย่างไร ช่วยให้ไร้ขยะ Designing for Zero Waste for the New Normal (5) 40 ปี สิทธิบัตรไทยและก้าวต่อไปสู่อนาคต (6) 2020 Korea-Thailand Copyright in the Gaming Industry Forum “คิดอย่างไรให้โดน สร้าง © เกมอย่างไรให้ดัง” (7) ไขความลับ Upskill บนโลกออนไลน์ : ขายอย่างไรไม่ให้ละเมิด IP

ประชุมระดมสมองหา แนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตรจากวิกฤต COVID–19

posted Aug 27, 2020, 7:44 PM by Maturos Lophong



วีรศักดิ์" เปิดประชุมระดมสมองหา
แนวทางการฟื้นฟูภาคการเกษตรจากวิกฤต COVID–19

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดการประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ ""เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง"ว่าได้มอบหมายให้ไอทีดีทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญหาอุปสรรค และโอกาสจากวิกฤตโควิด-19 ที่มีต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยให้มุ่งเน้นศึกษาวิเคราะห์ และประเมินผลกระทบที่มีต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมและการท่องเที่ยว เนื่องจากได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศ



โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านธุรกิจการเกษตรและอาหาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้มาตรการที่ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างแท้จริง นอกจากนั้นการฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจการพาณิชย์ของประเทศยังวางเป้าหมายใหญ่ คือ เตรียมพลิกฟื้นเศรษฐกิจในภาคการผลิตและการบริโภคในช่วงหลังวิกฤตโควิด-19"ผมได้ตระหนักถึงความสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคการเกษตรหลังวิกฤตโควิด-19 ดังนั้นจึงได้สั่งการให้ไอทีดีประชุมระดมสมอง ในหัวข้อ"เกษตรมั่งคั่ง ประเทศไทยมั่นคง"


โดยเชิญผู้ประกอบการและผู้แทนภาครัฐและเอกชน กว่า 100 ราย อาทิ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัท ซี.พี. อินเตอร์เทรดจำกัด บริษัท สุรพลฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท มาลีกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทอาคเนย์เกษตรกรรม จำกัดและบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)


 เพื่อรับทราบถึงประเด็นปัญหาอุปสรรค และผลกระทบต่อภาคธุรกิจการเกษตรและอาหารจากวิกฤติ COVID – 19 และหาแนวทางในแก้ไขปัญหาเพื่อให้ภาคเอกชนปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และรับฟังปัญหาของภาคเอกชนรวมถึงหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันและความต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบาย และเพิ่มมาตรการเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันภาคการเกษตรให้พวกเขาได้อย่างไร" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวทิ้งท้าย

DITP ขยายมูลค่าส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ เตรียมจัด STYLE Bangkok Telematching in LOVE

posted Aug 6, 2020, 12:02 AM by Maturos Lophong


DITP เดินหน้าขยายมูลค่าส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์หลังปลดล็อกดาวน์

เตรียมจัด STYLE Bangkok Telematching in LOVE

เวทีการค้าออนไลน์ ดันผู้ส่งออกไทยเจรจาการค้ากับผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าทั่วโลก


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ย้ายแพลตฟอร์มSTYLE Bangkok สู่โลกออนไลน์ เพื่อสร้างเวทีการค้า เปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกไทย ได้เจรจาการค้ากับผู้ซื้อ ผู้นำเข้าจากกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ผ่านกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok Telematching in Lifestyle Online Virtual Exhibition : LOVE) ระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมนี้


งานแถลงข่าว โดยนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เป็นประธานแถลงข่าว ซึ่งจัดขึ้นวันนี้ (พฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม 2563) ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมฯ จากภาคเอกชน และผู้ประกอบการที่เข้าร่วม โครงการฯ พร้อมจัดให้มีการเสวนา หัวข้อ “ทางรอดการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นในยุค New Normal" โดยตัวแทนผู้ส่งออกสินค้าเฟอร์นิเจอร์ เสื้อผ้า และของใช้ของตกแต่งบ้านของไทย ได้แก่ คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ กรรมการผู้จัดการด้านการตลาดวิจัยและพัฒนา บริษัท อุตสาหกรรม ดีสวัสดิ์ จำกัด คุณยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยและผู้บริหารบริษัท พาลาดิน เวิร์คแวร์ จำกัด คุณทศพล ศุภเมธีกูลวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท นิว อาไรวา จำกัด

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “ในปี 2563 นี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมเพื่อให้สอดรับกับมาตรการและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโควิด-19 ทั้งต่อการผลิตและส่งออก รวมถึงความกังวลของนักธุรกิจทั่วโลกในด้านความปลอดภัยและความยุ่งยากในการเดินทางระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศจึงได้ปรับกลยุทธ์นำงาน STYLE Bangkok ซึ่งมีกำหนดจัดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา เสริมให้มีแพลตฟอร์มออนไลน์ เปิดโอกาสให้ผู้ซื้อ-ผู้นำเข้าจากทั่วโลกได้เจรจาการค้ากับผู้ส่งออกไทยในช่วงที่ยังต้องรักษาระยะห่าง หรือ Social Distancing กันอยู่ เพื่อให้ผู้ส่งออกไทยไม่เสียโอกาสทางการค้า และยังถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทยมีความพร้อมในการทำธุรกิจการค้าระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา”


“LOVE ถือเป็นกิจกรรมออนไลน์แบบไฮบริดครั้งแรกของโลก เป็นการผสมผสานระหว่าง 2 กิจกรรมเข้าด้วยกัน ได้แก่ กิจกรรมการจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์แบบ One-on-One Online Business Matching พร้อมส่วนจัดแสดงสินค้าตัวอย่างเพื่อนำเสนอแก่ผู้ซื้อแบบ Live Streaming ควบคู่กับการนำเสนอสินค้า โดยผู้ซื้อ ผู้นำเข้า สามารถชมงานแสดงสินค้า STYLE Bangkok เสมือนจริง หรือ Virtual Exhibition ผ่านเว็บไซต์ www.stayinstylebangkok.com และเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้จัดเตรียมอุปกรณ์ ระบบ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตลอดจนล่ามแปลภาษาไว้ให้บริการ หรือสามารถเจรจาการค้าออนไลน์ ณ บริษัทของผู้ประกอบการตามความสะดวก”



ในขณะนี้ มีผู้ซื้อและผู้นำเข้าลงทะเบียนเข้าสู่ระบบจำนวน 118 ราย จาก 31 ประเทศ โดย 5 ประเทศที่ลงทะเบียนสูงสุด ได้แก่ เมียนมา สหรัฐอเมริกา อินเดีย จีนและญี่ปุ่น มีการจับคู่เจรจาซึ่งได้รับการยืนยันตอบรับแล้วจำนวน 103 คู่ จาก 14 ประเทศ และรอการตอบรับนัดหมายอีก 134 คู่ ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นของไทย ได้แสดงความสนใจลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมทั้งสิ้น 187 บริษัท คาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าการส่งออกทันทีและภายใน 1 ปี ได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท

การจับคู่เจรจาการค้าออนไลน์ในครั้งนี้ แบ่งกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออกเป็น 4 กลุ่มตามความต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก ได้แก่ Host & Home เจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม ร้านอาหาร และโปรเจกต์ต่างๆ Gifts for All เจาะกลุ่มผู้ซื้อกลุ่มห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกประเภทคอนเซ็ปท์ สโตร์ ซีเล็คเต็ดช็อป Fashion in Love เจาะกลุ่มผู้ซื้อสินค้าสิ่งทอ แฟชั่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้ากีฬา ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ รวมถึงสินค้าที่ตอบโจทย์วิถีชีวิต New Normal และ The Niche เจาะกลุ่มผู้ซื้อตลาดเฉพาะที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง (Pet) สินค้าผู้สูงอายุ (60+) และสินค้าแม่และเด็ก (Mom & Kids)

นอกจากกิจกรรมเจรจาการค้า ภายในงานยังจะมีกิจกรรมสัมมนาออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ส่งออกไทยในการรุกตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ ได้แก่ สัมมนาหัวข้อ “Opportunity for Thai Lifestyle Products in Korea” ซึ่งได้ 2 วิทยากร ผู้เชี่ยวชาญตลาดเกาหลีใต้มาชี้ช่องโอกาสสินค้าไลฟ์สไตล์บุกแดนโสม ได้แก่ คุณวิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโซล และ Ms. Mijin Kim - Creative Director จาก Assemblage ในวันที่ 11 สิงหาคม เวลา 14.00 น. สัมมนาหัวข้อ “Lifestyle Product Design and Space Design for Japanese Market 2020” โดยวิทยากรชาวญี่ปุ่นจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ในวันที่ 13 สิงหาคม 2563


“ผู้ประกอบการไทยจำเป็นปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด เตรียมพร้อมในการเข้าถึงลูกค้าและแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ การค้าออนไลน์จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นในการทำธุรกิจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการต้องพร้อมปรับปรุงและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ เช่น ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกลุ่มสินค้าสิ่งทอหันมาให้ความสำคัญกับการผลิต Functional Textile พัฒนาเสื้อผ้า ยูนิฟอร์มป้องกันเชื้อโรคให้บุคคลกรทางการแพทย์ ผู้ประกอบการเสื้อผ้าแฟชั่นที่ปรับตัวโดยนำวัตถุดิบ เครื่องจักร และฝีมือแรงงานมาผลิตหน้ากากผ้าป้องกันเชื้อโรคในภาวะที่สินค้าขาดตลาด หรือหันมาพัฒนาสินค้าตกแต่งบ้านที่มีฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตในที่พักอาศัย หรือการ Work from Home มากขึ้น”

กิจกรรมจับคู่เจรจาการค้าผ่านช่องทางออนไลน์ (STYLE Bangkok in Lifestyle Online Virtual Exhibition : LOVE) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 สิงหาคมนี้ ณ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ถนนรัชดาภิเษก

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 02 275 5312 ต่อ 210, 207 อีเมล ex-stylematching@xcon.co.th หรือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

1-10 of 144