Government




นักธุรกิจพัทยา หนุน สพป.ชบ.เขต 3 สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา

posted by Maturos Lophong


นักธุรกิจพัทยา หนุน สพป.ชบ.เขต 3 สร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติแด่ ร. 9

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 มุ่งสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของนักเรียนยากจน สนับสนุนให้ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 81 ทุนๆละ 5,000 บาท จากนักธุรกิจใหญ่ แห่งเมืองพัทยา

ดร. วันชัย บุญทอง ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3เปิดเผยว่า ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็นกฎหมายการศึกษาที่กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ประชาชนชาวไทยและตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2560 กล่าวคือ มาตรา 54 ระบุว่า "รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปีตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย"

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 3 เป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดการศึกษาระดับอนุบาล1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีโรงเรียนในสังกัด จำนวน 81 โรงเรียน มีจำนวนนักเรียน 42,879คน


"ถึงแม้ว่า รัฐจะมีระบบจัดการศึกษาให้ โดยจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายก็ตาม แต่ยังมีนักเรียนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา บางครอบครัวไม่สามารถให้การศึกษาแก่บุตรหลานของตนได้เพียงพอ ไม่มีโอกาสสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษาได้ดีมากพอที่จะจบการศึกษาในขั้นพื้นฐาน 12 ปีได้ นักเรียนเหล่านี้จึงยังมีความจำเป็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือทางการศึกษาที่มากกว่าคนอื่นๆ และยังมีค่าใช้จ่ายสิ่งจำเป็นอื่นๆ ที่ต้องได้รับการสนับสนุนอีกหลายด้านเพื่อให้การศึกษาดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และไม่สะดุดในปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะนักเรียนที่ครอบครัวขาดแคลนเงินทุน ที่รัฐจะต้องหาทางแก้ไขและได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ และจากทางสังคม เพื่อให้มีโอกาสได้ศึกษาขั้นพื้นฐานที่เท่าเทียมกัน” ผอ. สพป. ชลบุรี เขต 3 กล่าว 

นายเหลย ฉีเฉิน ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ มูลนิธิ 181 อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า เพื่อร่วมเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ในวันคล้ายวันประสูติ 5 ธันวาคม 2562 และเพื่อสนับสนุนให้เด็กไทยที่มีโอกาสน้อย ได้รับโอกาสที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการศึกษาในระดับขั้นพื้นฐานที่ดี จึงให้การสนับสนุนเงินทุนเพื่อการศึกษาแก่นักเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาที่ชลบุรีเขต 3 ใน 3 อำเภอ ได้แก่ ศรีราชา บางละมุง และสัตหีบ จำนวน 81 ทุน ๆ ละ 5,000 บาทเพื่อใช้เป็นทุนการศึกษา และนักเรียนเองจะได้มีกำลังใจ ตั้งใจ ศึกษาเรียนรู้ สร้างความก้าวหน้าให้กับตนเอง และเติบโตเป็นเยาวชนที่ดีของสังคมต่อไป



เด็กหญิงมารีดา หมื่นหาร นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนวัดหนองเกตุใหญ่ หนึ่งในตัวแทนนักเรียน 81 ทุน นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มีผลการเรียนที่ดี เกรดเฉลี่ย 3 มีฐานยากจนและเป็นนักเรียนที่มีคุณธรรม มีความประพฤติที่ดี บอกว่า ดีใจมากและขอขอบคุณทางโรงเรียน สพป. ชบ. 3 และผู้ใหญ่ใจดีที่ได้คัดเลือกให้ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ปลื้มใจมากเพราะว่าไม่เคยได้รับทุนในจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน ทุนที่ได้นี้จะนำไปใช้จ่ายในด้านการซื้ออุปกรณ์การเรียน และนำไปใช้จ่ายตอนไปเรียนหนังสือในแต่ละวัน ช่วยแบ่งเบาภาระภายในครอบครัวได้ สิ่งที่ยังขาดอยู่ตอนนี้คือ รองเท้า ส่วนเสื้อผ้านักเรียนที่ใช้อยู่ทุกวันนี้ ได้รับบริจาคมาจากผู้อุปการคุณ

มารีดา เล่าอีกว่า คุณแม่ ทำงานนวดแผนโบราณ เช่าห้องอาศัยอยู่ ไม่ได้อาศัยอยู่กับแม่ พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่มารีดายังอยู่ในท้องคุณแม่ ปัจจุบันมารีดาอาศัยอยู่กับยายในย่านที่ไกลจากที่แม่อาศัยอยู่ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง เย็นวันไหนที่แม่ไม่ได้ทำงาน แม่ก็จะมารับที่โรงเรียนกลับบ้านได้ แม่ทำงานหารายได้เป็นหลักให้ครอบครัว คุณแม่แทบจะไม่ได้มาช่วยดูและสอนการบ้านให้ เพราะว่าแม่ไม่ได้เรียนหนังสือ การบ้านที่ได้มาจากโรงเรียนจึงมักจะทำด้วยตนเองมาตลอด และจะพยายามตั้งใจเรียนให้แม่ ชื่นใจ




เด็กหญิงไอรดา รุ่งรัตน์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดตโปทาราม อีกหนึ่งในตัวแทนนักเรียน 81 ทุน นักเรียนระดับชั้นมัธยมที่มีผลการเรียนที่ดี เกรดเฉลี่ย 3 ที่มีฐานะยากจน และเป็นนักเรียนที่มีคุณธรรม มีความประพฤติทีดี บอกว่า ดีใจมากที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้รับทุน จะมุ่งมั่นตั้งใจเรียนให้ดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งล่าสุดได้เกรดการเรียน 3.89 และจะเรียนให้สูงขึ้นไปอีก ถ้ามีทุนการศึกษาที่ดีและได้เรียนอย่างต่อเนื่อง จะเรียนให้จบถึงระดับปริญญาเอก และตั้งใจประกอบอาชีพที่ดีต่อไปอนาคต

“ทุนที่ได้ 5,000 บาทนี้ จะนำไปซื้อกระเป๋านักเรียนแทนใบเก่าที่เก่าขาดชำรุด และเสื้อผ้านักเรียนตัวเก่าค่ะ และทุนที่เหลือจะเก็บไว้ใช้ประจำวันในการไปเรียนหนังสือในแต่ละวัน” เด็กหญิงไอรดา กล่าว และเผยอีกว่า ปัจจุบันอาศัยอยู่กับพี่สาว ซึ่งเป็นญาติลูกพี่ลูกน้องกันให้ความอุปการะเลี้ยงดูและส่งให้เรียนหนังสือ ส่วน พ่อแม่เลิกแยกทางกัน แม่แยกไปประกอบอาชีพไกลที่จังหวัดยะลา ไอรดา มีพี่น้องแม่เดียวกัน 2 คน น้องชายอีกคนหนึ่งแยกไปอาศัยอยู่กับยาย การได้รับทุนครั้งนี้ สามารถช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายภายในครอบครัวของพี่สาวที่ช่วยอุปการะได้อย่างดี



‘พาณิชย์’ เผยก้าวต่อไปของไทย หลังปิดดีลอาร์เซ็ป

posted Nov 8, 2019, 1:19 AM by Maturos Lophong



กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าเตรียมความพร้อมฝ่ายไทยก่อนร่วมลงนามอาร์เซ็ปกับอีก 14 ประเทศสมาชิกปีหน้า พร้อมกางแผนประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนใช้ประโยชน์จากความ ตกลงให้เต็มที่ เชื่อยังคงเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก แม้อินเดียยังไม่ตกลง

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยหลังจากผู้นำประเทศสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป : RCEP) 16 ประเทศ ร่วมกันออกแถลงการณ์ ประกาศความสำเร็จการเจรจาอาร์เซ็ป เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ที่กรุงเทพฯ ว่า “สมาชิกอาร์เซ็ป 15 ประเทศ สามารถปิดการเจรจาจัดทำความตกลงอาร์เซ็ปทั้ง 20 บท และการเจรจาเปิดตลาดในส่วนที่สำคัญทุกประเด็นได้แล้ว และมอบให้คณะเจรจาไปเริ่มขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมาย เพื่อลงนามความตกลงอาร์เซ็ปในปี 2563 โดยในส่วนของอินเดียยังมีประเด็นคงค้างที่จะต้องเจรจาต่อ ซึ่งสมาชิกอาร์เซ็ปจะทำงานร่วมกัน เพื่อหาข้อยุติในประเด็นคงค้างของอินเดียต่อไป” ซึ่งหลังจากนี้ สมาชิกอาร์เซ็ปทั้ง 15 ประเทศ จะจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ เพื่อขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายของความตกลงทั้ง 20 บท โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 เพื่อให้ประเทศสมาชิกมีเวลาเพียงพอในการดำเนินกระบวนการภายในของตนเองให้เสร็จสิ้น เพื่อให้ทั้ง 15 ประเทศ สามารถลงนามร่วมกันได้ในปี 2563 ตามที่ผู้นำตั้งเป้าไว้ โดยในส่วนของไทยจะต้องดำเนินการขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี


นางอรมน เสริมว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้กำหนดแผนการทำงานเพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจประชาชนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเรื่องความตกลงอาร์เซ็ป ดังนี้ (1) จัดประชุมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2562 ณ กระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้ข้อมูลสำคัญที่ได้จากการเจรจา รวมทั้งมติของที่ประชุมผู้นำอาร์เซ็ป เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 และหารือการเตรียมการของฝ่ายไทย โดยมีนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยระดับเจ้าหน้าที่เป็นประธานการประชุม (2) จัดสัมมนาใหญ่เรื่องอาร์เซ็ปในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 ที่กรุงเทพฯ และลงพื้นที่จัดสัมมนาในต่างจังหวัดทั้ง 4 ภูมิภาค (เชียงใหม่ สงขลา อุดรธานี และชลบุรี) ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ข้อมูลความตกลงให้ประชาชนได้รับทราบ รวมถึงการเตรียมตัวใช้ประโยชน์จากความตกลงทุกมิติและการปรับตัวจากผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

นางอรมน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้อินเดียจะยังไม่เข้าร่วมปิดดีลความตกลงอาร์เซ็ปในขั้นนี้ แต่ความตกลงอาร์เซ็ป ที่มีสมาชิก 15 ประเทศ ยังคงเป็นความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ฉบับใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีประชากรรวมกันกว่า 2,200 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 30 ของประชากรโลก มีมูลค่า GDP กว่า 24.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณร้อยละ 28.96 ของ GDP โลก และมีมูลค่าการค้ารวมกว่า 10.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 27.22 ของมูลค่าการค้าโลก โดยในปี 2561 ไทยกับประเทศสมาชิก อาร์เซ็ป 15 ประเทศ มีมูลค่าการค้ารวมประมาณ 2.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 57.31 ของการค้ารวมทั้งหมดของไทย ไทยมีมูลค่าการส่งออกไปยังประเทศสมาชิกกว่า 1.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 55.79 ของการส่งออกรวมของไทย และมีมูลค่านำเข้าจากประเทศสมาชิกกว่า 1.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น ร้อยละ 58.74 ของการส่งออกของไทย ซึ่งอาร์เซ็ปจะช่วยสร้างแต้มต่อ ลดความซ้ำซ้อนเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ประสานกฎระเบียบและมาตรการทางการค้า ส่งผลให้มีการยอมรับกฎเกณฑ์ด้านมาตรฐานต่างๆ ระหว่างกัน และสร้างความเชื่อมโยงระหว่างห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาคและในโลก ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในประเทศสมาชิกในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ

อาทิ ก่อสร้าง ค้าปลีก ธุรกิจด้านสุขภาพ ธุรกิจเกี่ยวกับภาพยนตร์และบันเทิง ประเภทเทคนิคตัดต่อภาพและเสียง การผลิต แอนนิเมชั่น นอกจากนี้ อาร์เซ็ปจะช่วยสร้างโอกาสการส่งออกของไทยในตลาดใหม่ๆ ที่การทำเอฟทีเอ ระหว่างไทย อาเซียน และสมาชิกอาร์เซ็ปในช่วงที่ผ่านมายังเปิดตลาดไม่มากพอ โดยสินค้าที่คาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์จากการที่สมาชิกอาร์เซ็ปเปิดตลาดเพิ่มเติมให้ไทยจากเอฟทีเอที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติกและเคมีภัณฑ์ ยานยนต์และชิ้นส่วน ยางล้อ เส้นใย สิ่งทอ เครื่องแต่งกาย ผลิตภัณฑ์แป้งมันสัมปะหลัง และกระดาษ เป็นต้น

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยและผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียดจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผ่านช่องทางการติดต่อรูปแบบต่างๆ Call Center 02 507 7555 หรือทางเว็บไซต์ www.dtn.go.th, www.facebook.com/TradeNegotiations และ http://twitter.com/dtn_thailand

17 พันธมิตรโชวห่วยตบเท้าร่วมมือกระทรวงพาณิชย์ติดปีกร้านค้าโชวห่วยไทย

posted Oct 30, 2019, 2:13 AM by Maturos Lophong



รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือ 16 หน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมการค้า ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ซัพพลายเออร์ สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และผู้ให้บริการ Application ข่าวดี! ทุกฝ่ายพร้อมร่วมมือกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาร้านค้าโชวห่วยไทยทั่วประเทศ

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเช้านี้ (วันพุธที่ 30 ตุลาคม 2562) ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชิญหน่วยงานพันธมิตร 16 หน่วยงาน เข้ามาประชุมหารือแนวทางการพัฒนาร้านค้าโชวห่วยร่วมกัน พร้อมทั้งกำหนดบทบาทและหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานพันธมิตรให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าใครจะต้องทำอะไรบ้าง เน้นให้เห็นเป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้ และนำไปปฏิบัติได้จริง โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านประกอบด้วย 1) ด้านการปรับภาพลักษณ์ร้านค้า 2) ด้านส่งเสริมการตลาดและบริการเสริมเพิ่มรายได้ 3) ด้านส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการร้านค้า และ 4) ด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยสมาคมการค้าและซัพพลายเออร์ จะมาช่วยปรับภาพลักษณ์ร้านค้า ส่งเสริมการตลาดและบริการเสริมเพิ่มรายได้ สถาบันการศึกษาจะช่วยสร้างองค์ความรู้และสร้างทีมพี่เลี้ยงพัฒนาร้านค้า สถาบันการเงินจะเข้ามาสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ส่วนสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและผู้ให้บริการ Application จะช่วยส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและฐานข้อมูลเพื่อบริหารจัดการร้านค้าให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด จะทำการเชื่อมโยงสินค้า SME สินค้า OTOP และสินค้าชุมชนจากท้องถิ่นเข้าไปจำหน่ายในร้านค้าโชวห่วยด้วย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มช่องทางการขาย เพิ่มรายได้ให้กับผู้ผลิตสินค้าชุมชนอีกทางหนึ่ง อันจะส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างยั่งยืน บรรลุเป้าหมายตามแนวนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และของรัฐบาลด้วย



“ร้านค้าโชวห่วย มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตาทวดของพวกเรา และอยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน เป็นธุรกิจพื้นฐานที่คนเริ่มหัดทำมาค้าขายต้องเคยทำ ก่อนที่จะขยายและแตกสาขาพัฒนาไปเป็นธุรกิจอื่นๆ จากข้อมูลการสำรวจของ The Nielsen Company (Thailand) ว่าในปี 2562 มีร้านค้าปลีกโชวห่วยทั่วประเทศ จำนวน 443,123 ร้าน แบ่งสัดส่วนเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 34% ภาคกลาง 22% ภาคเหนือ 16% ภาคใต้ 15% และกรุงเทพและปริมณฑล 13% แสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของธุรกิจในส่วนภูมิภาค ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมธุรกิจท้องถิ่นของไทยให้เข้มแข็ง แต่ด้วยสภาวะการตลาดของธุรกิจค้าส่งค้าปลีกไทย ที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านรูปแบบการแข่งขัน การตลาด และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาสั่งซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์มากขึ้น ประกอบกับร้านค้าโชวห่วยเองยังขาดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการที่เป็นระบบ เข้าไม่ถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่มีการจัดทำบัญชีและภาษี ไม่มีทายาทรับช่วงต่อ ราคาสินค้าแข่งขันไม่ได้ เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน อีกทั้งไม่มีช่องทางรายได้อื่น ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับร้านค้าขนาดใหญ่ได้ ดังนั้น ร้านค้าโชวห่วยในท้องถิ่นจึงต้องปรับตัวด้วยการจัดร้านให้เป็นระบบ นำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับรูปแบบการทำธุรกิจ เช่น เครื่อง POS มีโปรโมชั่นสนับสนุนจากซัพพลายเออร์ มีสินค้าชุมชนที่เป็นอัตลักษณ์ มีบริการเสริมเพิ่มรายได้ และขยายสู่ออนไลน์ จึงจะสามารถบริหารธุรกิจให้ Smart และเติบโตอย่างยั่งยืน”

EEC เปิดระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC - OSS อำนวยความสะดวกนักลงทุน

posted Oct 10, 2019, 2:45 AM by Maturos Lophong


EEC เปิดระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC - OSS อำนวยความสะดวกนักลงทุน

ยื่นคำขออนุมัติ อนุญาต ผ่านทางออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EEC มีนโยบายอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม ที่เข้ามาประกอบธุรกิจในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยพัฒนาระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC-OSS และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง ให้มีความทันสมัย เน้นความง่ายในการประกอบธุรกิจ รวมถึงความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยตามมาตรฐาน

ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า การพัฒนาระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC One Stop Service : EEC-OSS เป็นความร่วมมือกันของหน่วยงานเจ้าของกฎหมาย 8 ฉบับ ได้แก่ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอนามัย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ในการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของหน่วยงานภาครัฐร่วมกัน เพื่อยกระดับการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรของภาครัฐผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานและการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบที่สอดคล้องกับระบบบูรณาการศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ (Biz Portal) ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานภาครัฐ และสามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพื่อก้าวไปสู่การบริหารจัดการภาครัฐสมัยใหม่ หรือ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government) ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้แก่หน่วยงานรัฐอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี

ระบบให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ EEC-OSS ได้มีการปรับปรุงกระบวนงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลด ละ เลิก เอกสารและขั้นตอนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็น และยุบรวมใบอนุญาตที่คล้ายคลึงกัน โดยสามารถลดการใช้เอกสารที่ซ้ำซ้อน และสามารถเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารประกอบการพิจารณาจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณาได้ โดยประสิทธิภาพของระบบสามารถลดระยะเวลาได้กว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นระบบขออนุมัติ อนุญาต ออนไลน์ สามารถยื่นคำขอรับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานที่ที่มีเครือข่ายอินเตอร์เน็ตให้บริการ

ซึ่งการใช้บริการผ่านระบบ EEC-OSS สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้บริการให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว และมีความโปร่งใสในการให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นด้านการขออนุมัติ ขออนุญาต การออกใบอนุญาตหรือให้ความเห็นชอบต่างๆ ตามกฎหมาย รวมถึงเป็นการสร้างมาตรฐานในการให้บริการสำหรับผู้ประกอบธุรกิจอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นในการพัฒนาบริการของ สกพอ. 

และในอนาคตจะมีการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการและนักลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เปรียบเสมือนเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ (New Engine of Growth) ตามนโยบาย Thailand 4.0 เพื่อเชื่อมโลกแห่งการลงทุนสู่การสร้างโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน สำหรับการใช้บริการผู้ประกอบการสามารถเข้าใช้งานผ่านช่องทาง www.eeco.or.th / eec-oss หรือจะเข้าใช้งานผ่านระบบ EEC-OSS โดยตรงก็ได้ และสามารถใช้บริการได้ทุกสถานที่ ที่มีอินเตอร์เน็ตให้บริการ



เปิดยิ่งใหญ่ Bangkok RHVAC 2019 และ Bangkok E&E 2019

posted Sep 25, 2019, 10:35 PM by Maturos Lophong


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดงาน Bangkok RHVAC 2019 และงาน Bangkok E&E 2019 โดยรวบรวมสินค้าและบริการครบครัน พร้อมกิจกรรมมากมายทั้งการสัมมนาวิชาการ นิทรรศการด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ และลุ้นรับเครื่องปรับอากาศฟรี ระหว่างวันที่ 25-28 กันยายนนี้ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

นายสุชาติ สินรัตน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น 2562 (Bangkok RHVAC 2019) และงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 2562 (Bangkok E&E 2019) ว่า ในปีที่ผ่านมาประเทศไทยส่งออกสินค้าเครื่องปรับอากาศ เครื่องทำความเย็น และเครื่องใช้ไฟฟ้าคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 24,312 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.61 และมีการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิคส์และส่วนประกอบอื่นๆ คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 38,370 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.45 ทั้งนี้เป็นผลจากการที่ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพรักษาสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานระดับสากล

ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ผลิต Hard Disk Drive อันดับ 1 ของโลก เป็นผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ผลิตตู้เย็นอันดับ 4 ของโลก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอีกหลากหลายประเภท รวมถึงเครื่องปรับอากาศและเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศ มาลงทุนเปิดโรงงานผลิตสินค้าในประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ซึ่งจุดแข็งของอุตสาหกรรมนี้ในประเทศไทยคือการมีซัพพลายเชนที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

งาน Bangkok RHVAC 2019 และงาน Bangkok E&E 2019 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “One Stop Solutions…ครบทุกความต้องการในงานเดียว” สื่อความหมายถึงการเป็นที่เดียวที่มีครบทุกผลิตภัณฑ์และบริการอันหลากหลาย ภายในงานรวบรวมไว้ทั้ง ผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น และอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้ารวมเกือบ 400 บริษัท ในกว่า 1,000 คูหา และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานทั้งจากในประเทศและต่างประเทศไม่ต่ำกว่า 14,000 ราย และจะสร้างมูลค่าซื้อขายภายในงานได้กว่า 2,000 ล้านบาท 

ผู้เข้าร่วมงานจะได้พบกับแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศชั้นนำและผู้ผลิตส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เช่น Tasaki, Saijo Denki, Uniaire, Airtemp, Eminent air, Star air, Haier, Daikin ผู้ผลิตตู้เย็น ตู้แช่แข็ง ไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบและก่อสร้างห้องเย็น เช่น พัฒน์กล, ITC, Sirayooth, Mayakawa, Thermedez, Lucky star ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ในระบบทำความเย็น เช่น Kulthorn Kirby, Siam Compressor, Bitzer ผู้ผลิตระบบควบคุมและอุปกรณ์ในระบบทำความเย็น เช่น Carel, Dixell, EBM, Pioneer Motor, Aeroflex, Intronic ตลอดจนผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิคส์ชั้นนำ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน อุปกรณ์ภาพและเสียง อุปกรณ์ไฟฟ้าอุตสาหกรรม/พาวเวอร์ซัพพลาย อุปกรณ์ไอที/สำนักงาน ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ประกอบ เป็นต้น

ในงานมีการสัมมนาในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ จากผู้เชี่ยวชาญและอาจารย์ในสายงานวิศวกรรมปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็น ซึ่งสามารถร่วมสัมมนาได้ตั้งแต่ ช่างผู้ปฏิบัติการ นักศึกษา วิศวกร และบุคคลที่ต้องการเพิ่มความรู้ในอุตสาหกรรมปรับอากาศ ได้แก่ รู้เท่าทันปัญหาแอร์ระเบิด ภัยร้ายและผลกระทบจากฝุ่นจิ๋ว แนวทางการออกแบบอาคารและระบบอากาศเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นจิ๋ว จับกระแสโลกทิศทางอุตสาหกรรมเครื่องเย็นในอนาคต และ Food Safety - The Smart Way (HACCP & CFR) 

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย กิจกรรมแรกคือ การสัมมนาวิชาการ ในหัวข้อที่พลาดไม่ได้ ได้แก่ “หลักการเลือกใช้ระบบอัตโนมัติสำหรับ SMEs ไทย” “ส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นในสภาวการณ์สึนามิเทคโนโลยี ภายใต้ปรัชญา “แตกหน่อแทนแตกกิ่ง” “LSEV Skateboard Open Platform in Thailand” และ “การออกแบบ Body รถยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้น”

อีกหนึ่งในกิจกรรมที่สำคัญ คือ โครงการแสดงผลงาน “ต้นกล้าอิเล็กทรอนิกส์” ที่ส่งเสริมผลงานการพัฒนาทางด้าน Smart Electronics ของนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย จาก 9 สถาบันการศึกษา อาทิ Fento หุ่นยนต์เพื่อการศึกษาสำหรับเด็กนักเรียน โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ Skateboard รถไฟฟ้า EV โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง Smart Grid ที่ใช้เทคโนโลยี IOT โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ Wireless Power Transfer โดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่อง IOT ควบคุมเครื่องซักผ้าออนไลน์ โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯลฯ และยังมีการเชิญชวนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบผลงานโดยผู้ผลิตคนไทยร่วมกับนักศึกษามาร่วมจัดแสดงในงานอีกด้วย

นอกจากนั้น ภายในงาน Bangkok RHVAC 2019 และงาน Bangkok E&E 2019 ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ ทั้งนิทรรศการภาพรวมของอุตสาหกรรมฯ เน้นเรื่องของ Daily Life, Internet of things และ Smart Home ซึ่งมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยนำเสนอผ่าน Interactive Multimedia เพื่อแสดงถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย การแนะนำสินค้าที่โดดเด่นจากผู้ประกอบการ (Product Presentation) การจับคู่เจรจาธุรกิจ (Business Matching) และยังมีการจับรางวัลซึ่งผู้ที่เข้าชมงานจะได้มีโอกาสลุ้นรับเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ฟรีอีกด้วย 
โดยวันที่ 25-27 กันยายน 2562 จะเป็นวันเจรจาธุรกิจ ส่วนวันที่ 28 กันยายน 2562 เวลา 10.00-18.00 น. จะเป็นวันจำหน่ายปลีก เปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมและซื้อสินค้าได้ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร

กระทรวงพาณิชย์ ฯ และโคโลญ – เมสเซ่ ชูความพร้อม งานแสดงสินค้าอาหาร 2563 ชื่อใหม่ “THAIFEX - ANUGA ASIA 2020”

posted Sep 4, 2019, 9:01 PM by Maturos Lophong


กระทรวงพาณิชย์ ฯ และโคโลญ – เมสเซ่ ชูความพร้อม

งานแสดงสินค้าอาหาร 2563 จัดเต็มยิ่งกว่าเดิมในชื่อใหม่

“THAIFEX - ANUGA ASIA 2020”

THAIFEX Public Day-235.jpg THAIFEX Public Day-295.jpg THAIFEX Public Day-407.jpg นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์___อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ.jpg AW_ThaifexAnuga_Logo.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย และผู้ร่วมจัดงานโคโลญ - เมสเซ่ ประเทศเยอรมนี แสดงความพร้อมการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2562 พร้อมเผยชื่องานใหม่ เป็น “THAIFEX - ANUGA ASIA” เตรียมยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดแสดงสินค้าและอาหารในภูมิภาคเอเชีย
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตามมติประชุมคณะกรรมการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2562 (THAIIFEX – World of Food Asia 2019)

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย และผู้ร่วมจัดงาน โคโลญ - เมสเซ่ ประเทศเยอรมนี ในการเปลี่ยนชื่องานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX - World of Food Asia เป็น THAIFEX - ANUGA ASIA โดยจะเริ่มใช้ชื่อใหม่ในปี 2563 หรือ 2020 เป็นปีแรก 


โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse) เป็นผู้นำในการจัดงานแฟร์ด้านอาหารและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก เช่น Anuga, ISM และ Anuga FoodTec ซึ่งล้วนเป็นงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โคโลญเมสเซ่ไม่เพียงแต่จะจัดงานเทรดแฟร์ด้านอาหารในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในตลาดต่างๆ ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านจุดเด่นและบริบทของตลาด กิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วโลกเป็นการสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจระดับนานาชาติ



ดังนั้น ในส่วนของ “งานแสดงสินค้าอาหาร 2563 หรือ THAIFEX - ANUGA ASIA 2020” จึงมั่นใจได้ว่า ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่มีความน่าสนใจ และจัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รวบรวมผู้เข้าร่วมงานกว่า 42 ประเทศ อาทิ เอเชียตะวันออก อาเซียน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา แอฟริกา เป็นต้น ตลอดจนเป็นงานแสดงสินค้าที่มีจุดเด่นและเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในวงการอุตสาหกรรมอาหารของโลก ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย 


โดยการจัดงานในปี 2563 ได้กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2563 และได้กำหนดรูปแบบการจัดงานออกเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติเพื่อเจรจาธุรกิจทั้ง 5 วัน และวันสุดท้ายคือ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 จัดให้มีการจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป 1 วัน ซึ่งงานนี้จะเป็นงานสำคัญของการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มของประเทศไทย ตลอดจนเชื่อมโยงสู่การแลกเปลี่ยนพัฒนาคุณภาพสินค้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ การจัดงานยังมุ่งหวังว่า จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร เทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย อีกทางหนึ่งด้วย หากสนใจสามารถติดตามข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ditp.go.th หรือ สายด่วน 1169

MOU ระหว่าง สกพอ. และ ZAEZ

posted Aug 29, 2019, 7:13 PM by Maturos Lophong



(29 ส.ค.62) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) กับ คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษอากาศยานเจิ้งโจว (Zhengzhou Airport Economy Zone : ZAEZ) โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธาน ณ ห้องเวิลด์บอลรูมบี โรงแรมเซ็นทราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับ MOU ระหว่าง สกพอ. และ ZAEZ มีขอบเขตความร่วมมือ ที่สำคัญ ได้แก่

1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ ในการพัฒนามหานครการบิน ด้านต่างๆ อาทิ การวางผังศูนย์กลางการบินและการเชื่อมโยง กลยุทธ์การคัดเลือกอุตสาหกรรม ความร่วมมือสถาบันการศึกษาด้านการบินการวางผังเมือง การท่องเที่ยวและงานวิจัย เป็นต้น

2.การส่งเสริมการลงทุน และการจัดทำระบบ E- Commerce ในพื้นที่ อีอีซี และ ZAEZ

3.การส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านการบินครบวงจร ระหว่าง อีอีซี และ ZAEZ

4.การสนับสนุนความร่วมมือและการพัฒนาในโครงการต่างๆระหว่างอีอีซี และ ZAEZ ให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นแนวทางการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก ในพื้นที่ 6,500 ไร่ของสนามบินอู่ตะเภา และบวกกับรัศมี 30 กิโลเมตรรอบสนามบิน (พัทยา-ระยอง) ที่ถูกวางไว้เป็น มหานครการบินภาคตะวันออก (Eastern Aerotropolis) ซึ่งการนำประสบการณ์จากเจิ้งโจว ที่เป็นมหานครการบินในภาคกลางของจีน ขนาด 415 ตารางกิโลเมตร และเป็นมหานครการบินใหม่ที่เริ่มทำได้ 3 ปี ซึ่งถือเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองการบิน ในเขตพื้นที่ อีอีซี ของประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี

ความร่วมมือต่อไปในอนาคต และผลประโยชน์ที่จะได้รับ ภายใต้ MOU ครั้งนี้

• เกิดความร่วมมือ North Asia Aerotropolis (เมืองการบินทางเหนือของเอเชีย) จากเจิ้งโจว และ South East Asia Aerotropolis (เมืองการบินตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย) จากอู่ตะเภา การขนส่งสินค้า ที่ ZAEZ จะเป็นศูนย์กลางนำเข้าสินค้าทางอากาศของจีน รับสินค้าที่ส่งออกสำคัญ เช่น ผลไม้ อาหารทะเล สัตว์ปีก สัตว์มีชีวิต อาหารสำเร็จรูป ยา อุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งผลไม้จากพื้นที่อีอีซี จะถูกส่งไปประเทศจีน แล้วสามารถขยายไปทั่วประเทศจีน การลงทุนผลิตยาในอีอีซี จะถูกส่งขายผ่านระบบ E–Commerce ที่จะกระจายผ่าน ศูนย์รับสินค้าท่าเรือบก (Dry port) ที่เจิ้งโจว เป็นต้น เกิดการสร้างช่องทางและขยายตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกผลไม้ และผู้ประกอบการ มีรายได้ที่ยั่งยืน

• ความร่วมมือการลงทุนในอุตสาหกรรมร่วมกัน ซึ่ง ZAEZ ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีบริษัทด้าน IT และ Smart phone กว่า 60 ราย มีบริษัทเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางอากาศ 36 บริษัท บริษัทที่ธุรกิจด้าน E- Commerce 431 บริษัท บริษัทซ่อมเครื่องบิน 5 บริษัท โดยคาดว่าจะมีกลุ่มบริษัทดังกล่าวหลายแห่ง สนใจและพร้อมที่จะมาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี และคาดว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นพันธมิตร เข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มอีก

• เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความร่วมมือการพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาระบบต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งความร่วมมือและประสบการณ์จาก ZAEZ จะช่วยพัฒนาความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างดี

MOU ครั้งนี้ สืบเนื่องจาก สกพอ. ได้ร่วมงานสัมมนาการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ครั้งที่ 13 ที่เมืองเจิ้งโจว เมื่อเดือนเมษายน 2562 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี ซึ่งเบื้องต้นได้เกิดประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้

             

 

พาณิชย์มอบรางวัล PM Export Award 2019

posted Aug 27, 2019, 12:49 AM by Maturos Lophong


 

พาณิชย์มอบรางวัล PM Export Award 2019

ชูนวัตกรรมและเทคโนโลยีสนับสนุนผู้ส่งออกไทยสู่ตลาดสากล

พาณิชย์ปลื้ม นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Award 2019) เป็นปีที่ 28 ในการรับรองคุณภาพผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกไทยให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพัฒนาศักยภาพสินค้าไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ปีนี้มีผู้สมัครจากทั่วประเทศกว่า 652 บริษัท ใน 7 ประเภทรางวัล ตามขนาดของประเภทธุรกิจและผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ารับรางวัล 34 รางวัลจาก 31 บริษัท

กระทรวงพาณิชย์ตอบรับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในภาคการส่งออกและผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจให้เติบโตจากฐานรากที่แข็งแรง (Local to Global) ด้วยการยกระดับและพัฒนาท้องถิ่นให้ทันยุคเศรษฐกิจใหม่ตามแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม รวมทั้งการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการทุกระดับอย่างต่อเนื่องทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ควบคู่ไปกับการผลักดันการส่งออกของไทยทั้งในตลาดเดิม การเปิดตลาดใหม่และฟื้นฟูตลาดเก่า โดยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในมาตรฐานในสินค้าและบริการของไทย ผ่านรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Award 2019) เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจส่งออกที่มีความโดดเด่นหลากหลายประเภท ได้แก่ การส่งออกยอดเยี่ยม การมีนวัตกรรม การสร้างแบรนด์และการออกแบบสินค้าดีเยี่ยม ซึ่งสินค้าหรือบริการที่ได้รับรางวัลนี้ แสดงถึงภาพลักษณ์ คุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ซึ่งในปีนี้ได้พัฒนาการรับสมัครทางออนไลน์ ลดการใช้เอกสารแนบจำนวนมากส่งผลให้มีผู้สมัครเข้ารับรางวัลนี้จากภูมิภาค จำนวน บริษัท และมีผู้ผ่านได้รับรางวัลจากภูมิภาคถึง 7 รางวัลได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ระยอง สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม เป็นต้น


​รางวัล PM Export Award ถือเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของประเทศและเป็นการประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางถึงความสำเร็จและความทุ่มเทของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสินค้า และบริการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งการพิจารณาคัดเลือกบริษัทเข้ารับรางวัลในแต่ละปีจะมีขั้นตอนดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบเป็นระบบและโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจส่งออกที่ได้รับรางวัลนี้มีคุณสมบัติ ที่เพียบพร้อมอย่างแท้จริง โดยรางวัลทั้ง 7 ประเภทที่มีการมอบภายในงานในปีนี้ ประกอบด้วย

1. รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)

เป็นรางวัลที่พิจารณายอดการส่งออกเป็นหลัก โดยจะต้องผ่านหลักธรรมาภิบาล การบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

2. รางวัลสินค้านวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation)



เป็นรางวัลที่พิจารณาสินค้าที่มีนวัตกรรมในทุกด้าน โดยจะต้องแสดงให้เห็นนวัตกรรมอย่างชัดเจนด้วยรูปลักษณ์หรือคำอธิบาย

3. รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)

เป็นรางวัลที่พิจารณากลยุทธและองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างแบรนด์ โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

4. รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)

เป็นรางวัลที่พิจารณาแยกตามประเภทการออกแบบได้แก่ กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย กลุ่มสินค้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ กลุ่มสินค้าผลงานกราฟิกดีไซน์ และกลุ่มผลงานออกแบบตกแต่งภายใน โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

5. รางวัลสินค้าธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise Award)

เป็นรางวัลที่พิจารณาแยกตามสาขาได้แก่ สาขาโรงพยาบาล/คลินิกแพทย์เฉพาะทาง สาขาดิจิทัลคอนเทนท์และซอฟต์แวร์สาขาโลจิสติกส์การค้า (ELMA) และสาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ (Printing) โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

6. รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)

เป็นรางวัลที่พิจารณาสินค้าที่เป็น OTOP ที่ขึ้นบัญชีและได้รับดาวตามข้อกำหนดของกรมพัฒนาชุมชนหรือเป็น สินค้า OTOP Select ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจะต้องมีการส่งออกและผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

7. รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

เป็นรางวัลที่พิจารณาสินค้าฮาลาลที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับเครื่องหมายฮาลาลแล้ว โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

หลักธรรมาภิบาลและการบริหารองค์กรประกอบด้วยหมวดที่1. การบริหารองค์กร หมวดที่2. การวางแผนเชิงกลยุทธ์หมวดที่3. การพัฒนาเพื่อขยายฐานลูกค้าและการตลาดหมวดที่ 4. การวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้หมวดที่ 5. บุคลากรหมวดที่ 6. การดำเนินงานหมวดที่ 7. ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทุกบริษัทจะต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 7 หมวดนี้ รางวัล PM Export Award ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2562 เป็นครั้งที่ 28 มีผู้ประกอบธุรกิจส่งออกไทยที่ได้รับรางวัลแล้ว 604 บริษัท 708 รางวัล

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

สสว. ชู 12 โมเดลธุรกิจชุมชน

posted Aug 12, 2019, 10:37 PM by Maturos Lophong


 
สสว. ชู 12 โมเดลธุรกิจชุมชน

ตั้งเป้าพัฒนาสุดยอดนักธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด

สสว.โชว์ผลงาน 12 โมเดลผู้นำธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด ที่ผ่านโครงการประชารัฐฯ เน้นโมเดลเชื่อมโยงเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับชุมชนให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการตลาด และสร้างทักษะการเรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจในยุค 4.0ตั้งเป้าพัฒนาสุดยอดนักธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุลผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีปิดโครงการและพร้อมมอบรางวัลให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ก้าวสู่ตลาด 4.0 (SMEs & OTOP Transformation) ปฏิบัติการพลิกธุรกิจสู่ยุค 4.0 ว่า โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการทั่วประเทศมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการตลาดได้ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงความต้องการ และการส่งต่อ แก้ปัญหาผู้ประกอบการ ทำให้มีข้อมูลองค์ความรู้ที่สร้างสรรค์ ถูกต้องชัดเจน สร้างทักษะการเรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจ ในยุคที่การตลาดเปลี่ยนไปสู่ยุค 4.0 โดยผู้ประกอบการต้องสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับนำไปสร้างเครือข่ายต้นแบบระดับจังหวัดเพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าชุมชนต่อไป

ผอ. สสว. กล่าวว่า โครงการฯนี้ มีผู้ประกอบการ OTOP SMEทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติสามารถเข้าร่วมโครงการฯจำนวน 1,344 ราย และคัดเลือกจนเหลือจำนวน 141 ราย เพื่อเข้ารับการพัฒนาโมเดลธุรกิจด้วยกิจกรรมค่ายสร้างสรรค์รวมทั้งทดสอบความสำเร็จทางการตลาดหรือ Market Test 4 จังหวัด 4 ภาคทั่วประเทศ ได้แก่ สงขลา เชียงใหม่ นครราชสีมา กรุงเทพ รวมทั้งการทดสอบตลาดออนไลน์บน Platform เทพช็อป และผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะต้องผ่านการทดสอบขั้นสุดท้ายคือ การเข้าร่วมแคมป์เพื่อสร้างสรรค์ และนำเสนอแผนการสร้าง New Business Model ที่สามารถทำได้จริง ซึ่งเพิ่งจัดเมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการที่เข้ารอบทั้งหมดเพียง12 ราย เพื่อคัดเลือกโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุดเพียง 1 รายเท่านั้น โดย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โมเดล Travelers Souvenir ARโดยคุณเกศกนก แก้วกระจ่าง จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับรางวัลสุดยอดผู้นำธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด ซึ่งนอกจากจะได้รับการสานต่อเพื่อพัฒนาโมเดลเพิ่มเติมจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED แล้ว ยังได้รับโอกาสเข้าสู่ เทพช็อป Platform online ชื่อดังอีกด้วย 

นอกจากการรับสมัครผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว สสว. ยังมีการจัดประกวดการเขียนโมเดลธุรกิจสำหรับประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษาที่สนใจแสดงฝีมือจากทั่วประเทศ ซึ่งถูกคัดเหลือเพียง12 รายที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในการสร้างสรรค์แผนโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุด โดยสสว.ต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้มีโอกาสร่วมกันพัฒนาธุรกิจชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ด้วยองค์ความรู้และมีทิศทางที่ชัดเจน สามารถก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจในยุค 4.0 อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืนซึ่งมีผู้รับรางวัลไอเดียธุรกิจดีเด่นของระดับนักศึกษา และประชาชนทั่วไป อีก 3 ผลงาน ได้แก่ 

1. นางสาวสาวิตรี บำรุง จากโมเดล juice up

2. นางสาวสุรนุช บุญจันทร์ จากโมเดล เกษตรอินทรีย์คลองตัน และ

3.นางสาวสายพิล ทะวะดี จากโมเดล เกาะยอ 2 Day trip

ภายในงานยังมีการ เสวนาพิเศษหัวข้อ“การต่อยอดสุดยอดผู้ประกอบการ สู่สุดยอดชุมชนที่ยั่งยืน”เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ที่เข้มแข็งและยั่งยืน สสว. จึงได้จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “การต่อยอดผู้ประกอบการ สู่สุดยอดชุมชนที่ยั่งยืน” โดยมีวิทยากรได้แก่นายอยุทธ์ เตชะสุกิจ ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและออกแบบเผลิตภัณฑ์ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) นายพิชิต มิทราวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสรับผิดชอบสายงานการตลาดและนโยบายภาครัฐ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SMED BANK) และนางสาวเมธปรียา คำนวณวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลเอ็นดับเบิลยู จำกัด หรือ เทพช้อป มาร่วมเปิดเผยที่มาของความสำเร็จจนเกิดโมเดลธุรกิจใหม่จากความร่วมมือของหลายภาคส่วนจนได้สุดยอดผู้นำธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่ด้วยการเข้าถึงทั้งแหล่งเงินทุนและช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ที่พร้อมตอบสนองผู้บริโภคยุคปัจจุบัน


12 โมเดลธุรกิจชุมชนต้นแบบ

1.โมเดล Travelers Souvenir AR ผลงานสินค้าที่ระลึกที่มีอัตลักษณ์พื้นถิ่นพาเที่ยวนวัตวิถี โดยใช้ระบบ AR และ Web Block เชื่อมโยงกับสินค้าของที่ระลึกชุมชน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้านักท่องเที่ยวได้รู้จักชุมชนมากขึ้น และยังสามารถเชื่อมต่อไปยัง Google map ที่สามารถพานักท่องเที่ยวไปยังจุดท่องเที่ยวในชุมชนได้อีกด้วย จากบริษัท สเก็ตเชอร์ โบ จำกัด จ.สงขลา

2.โมเดล สินค้าปลอกหมอนทอจากไหมอีรี่ อัจฉริยะเพื่อการหลับลึก และแก้ปัญหาความเครียด ของผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยการคิดค้นการใช้โปรตีนไหมเคลือบผิวปลอกหมอนและสอดไส้ด้วยปุยไหมอีรี่ที่เพิ่มความนุ่มพิเศษ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับการหลับ การกดทับระหว่างการนอน โดยจะส่งการประมวลผลผ่าน App Eri Pillow ที่สามารถใช้บลูทูธ ลิงค์กับสมาร์ทโฟน หรือ เว๊บไซด์ bondonlcha.com เจ้าของผลงานคือ ร้านคุ้มสุขโข จ.ขอนแก่น

3. โมเดล Nawati การใช้แปรรูปกล้วยน้ำว้า ผลิตภัณฑ์เด่นเฉพาะจากชุมชน เป็นกล้วยเส้นทรงเครื่อง แบรนด์ Nawati เป็นการเชื่อมโยงกับชุมชนโดยส่งเสริมการปลูกกล้วยในเชิงพาณิชย์ และสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และจัดจำหน่ายสู่ตลาด โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเชื่อมโยงโดยการบรรจุ QR code ที่บรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้ซื้อ และนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการแสกนเพื่อหาข้อมูล จุดเด่นในการผลิตโดยชุมชน เพื่อชุมชน หรือแม้แต่การสั่งซื้อพันธุ์กล้วยได้อีกด้วย ผลงานจาก บริษัท บ้านกล้วย (2017) จำกัด จ.ปัตตานี

4. โมเดล ระบบจัดการซื้อขายจิ้งหรีดล่วงหน้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ผ่านเว็บไซด์www.จิ้งหรีดล่วงหน้า.com เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในการวางแผนการเลี้ยง ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ และป้องกันปัญหาจิ้งหรีดล้นตลาด ผลงานจาก ฟาร์มจิ้งหรีด ออลบั๊กส์ จ.ชัยภูมิ

5. โมเดล การแปรรูปรูปจมูกข้าวสารและธัญพืชเพื่อสุขภาพ แบรนด์ GABA BITES ธัญพืชผสมกาบ้าจากจมูกข้าว สูตร Gluten Free, Organic, Low sugar เป็นการนำวัตถุดิบจากท้องถิ่น จมูกข้าวสาร จากชุมชนสาวะดี จ.ขอนแก่น ที่มีปริมาณกาบ้าสูงมาแปรรูปโดยผสมผสานธัญพืช เป็นสแน็คเพื่อสุขภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถตรวจเช็คการผลิต และเรื่องราวจากท้องถิ่นผู้ผลิตผ่าน QR code ผลงานจาก หจก.ไทยรอยัล ฟู้ด จ.ขอนแก่น

6. โมเดล Bromedent การเพิ่มมูลค่าให้กับสับปะรดโดยใช้ทุกส่วน (Zero waste) ในการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าชุมชน โดยเพิ่มสารสกัดเอนไซม์สับปะรดจากผลที่ตกขนาด นำนวัตกรรมการสกัดเอนไซม์โปรมิเลน ช่วยย่อยสลายโปรตีน “ไบรโอฟิล์ม”ทำให้จุลินทรีย์ภายในปากอ่อนแอ และหลุดออก ช่วยลดปัญหาเหงือกอักเสบ ลดคราบพลัค และกลิ่นปาก โดยใช้ระบบ QR code เพื่อการหาข้อมูลการผลิตโดยละเอียด ผลงานจากวิสาหกิจชุมชนฟาร์ม มาร์เก็ตติ้ง ปลูกสับปะรด และแปรรูปสับปะรด จ.ราชบุรี

7. โมเดล มหัศจรรย์แห่งสมุนไพร สู่ โผงเผง Facial ครีมบำรุงผิวสกัดจากโผงเผงพืชหลักของชุมชน โดยนำสารสกัดจากโผงเผง สมุนไพรป่า ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเอ็นไซม์ และเมลานินสีผิวที่เปลี่ยนไปทำให้ผิวขาวขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนผู้ปลูกต้นโผงเผง ต.มะเขือแจ้ จ.ลำพูน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกลูกค้าในการเข้าดูศึกษาข้อมูลการผลิต ผ่าน QR code บนบรรจุภัณฑ์ ผลงานจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศึกษาพัฒนาเกษตรกรครบวงจร จ.ลำพูน

8. โมเดล ข้าวนพเก้า ข้าว 9 พลัง ผลิตจากข้าวกล้องจาก 5 สายพันธุ์ของดีชนเผ่า ได้แก่ 1.ข้าวกล้องหอมมะลิ 2.ข้าวกล้องลืมผัว- ม้ง 3.ข้าวกล้องบือบอ-ปะกากะยอ 4.ข้าวกล้องเหล้าทูหยา-ไทยใหญ่ 5.ข้าวกล้องเงาะเลอทีมู-ล้วะ โดยตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของ 4 ชาติพันธุ์แห่งภาคเหนือ และนำผลผลิตข้าวมาส่งเสริมให้เกิดคุณภาพ ผลผลิต และนำความเป็นเกษตรอินทรีย์มาสร้างมูลเพิ่มให้สินค้า และสร้างรายได้มากขึ้นให้แก่ เกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ จนได้เป็นข้าวกล้อง 5 ชาติพันธุ์ ผสมกับธัญพืช 8 ชนิด สร้างจุดขายเพื่อสุขภาพ และพัฒนาสูตรสินค้าให้มีความหลากหลาย พร้อมเผยแพร่สินค้าผ่านสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้าในช่องทางออนไลน์ เว็บไซด์www.noppakaow-999.com และจัดทำ QR code ที่กล่องบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม ผลงาน จาก บริษัท เยี่ยมเมธากร จ.เชียงใหม่

9. โมเดล นวดตัวเองด้วยน้ำหนักตัวเอง สินค้าเครื่องนอนยางพารา ที่มีการผสานภูมิปัญญาสร้างสรรค์กับนวัตกรรมโครงสร้างยางพาราแบบแยกชิ้น หลักการเดียวกับเตียงตะปูโยคี คือ การกระจายน้ำหนักลดการกดทับได้จริง มีสันนูนเปรียบเสมือนปุ่มนวดที่สะท้อนกลับเหมือนนวดตัวเองด้วยน้ำหนักตัวเอง และใช้เทคโนโลยี “โยคีดิจิทัล”คือ Healthy Community ที่ช่วยปรับสรีระของผู้ใช้ให้ห่างไกลจากโรค Office syndrome และเป็นการผลิตภายในชุมชนจังหวัดกำแพงเพชรเพื่อลดอัตราการไปทำงานต่างถิ่น ผลงานจากวิสาหกิจชุมชนเย็บผ้าเครื่องนอนยางพาราเขาคีริส จ.กำแพงเพชร

10. โมเดล Linkshipper เป็น Platform Community Auto Dropship สำหรับสินค้า Halal โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตสินค้าฮาลาลและคนในชุมชนที่ต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์แบบ Automatic เพียงแคสมัครก็จะมีเว็บไซด์พร้อมสินค้าให้ขายแบบฟรี โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการแต่งภาพ หรือ การทำเว็บไซด์เลย โดยจะเป็นสื่อกลางในการประสานชุมชนมุสลิม 200 ชุมชน ๆ ละ 50 ร้านค้าทั่วกรุงเทพ ตั้งเป้าร้านค้าฮาลาลในระบบ 10,000 ร้านค้า โดยสินค้าจะถูกคัดกรองโดยระบบอัลกอรริทึ่มของ Linkshipper เพื่อนำสินค้าขายดีจากรายการทั้งหมด ไปขึ้นในระบบของแต่ละร้านค้า เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้น คาดว่า ร้านค้าที่ Active จะมีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ถ้า 500 ร้านค้า คิดเป็นยอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท ต่อเดือน ผลงานจากบจก.วันบีลิฟ กรุงเทพฯ

11.โมเดล No Locking No Lost เป็นการนำหัตถกรรมกระจูด ที่มีคุณสมบัติทอจากเส้นใยกระจูดที่มีความเหนียวแตกต่างจากพืชจักสานชนิดอื่น ทนต่อการขีดข่วน สามารถใช้งานหนักได้ ผสานเทคโนโลยี GPS Tracking เพื่อติดตามค้นหาจากตำแหน่งที่ระบุได้ และจะมีสัญญาณเตือนหากระเป๋าอยู่ห่างจากตัวเกิน 10 เมตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และไม่จำเป็นต้องผลิตเป็นจำนวนมาก ก็สามารถทำให้ราคาต้นทุนลดลงได้ ผลงานจาก วนิดากระจูด จ.สงขลา

12. โมเดล เห็ดโคนน้อย คอยใหญ่ การนำเห็ดโคนน้อยที่มีสรรพคุณทางการรักษาดียิ่งกว่า เห็ดหลินจือ หรือ เห็ดถั่งเช่า เพราะเห็ดโคนน้อยมีสารโพลีซัคคาไลน์สูง ผสมกับเบต้ากลูติน และสารอิลิยาดีนิน ช่วยละลายไขมันในเลือด เห็ดชนิดนี้ปลูกกันมากที่จ.อุตรดิตถ์ โดยเฉพาะในเขตร้อนชิ้น จึงมีการนำ Know How ในการเพาะเห็ดชนิดนี้ ด้วยมาตรฐาน GMP และสัญลักษณ์คุณภาพ Q รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร โดยการจำหน่ายผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย และเว็บไซด์ที่ให้ความรู้ในการเพาะเห็ดเกือบทุกชนิด ผลงานของ หจก.บ้านเห็ดอุตรดิตถ์ไบโอเทค

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบโล่ให้ 9 ธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม

posted Jul 24, 2019, 12:51 AM by Maturos Lophong

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบโล่ให้ 9 ธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม 

พร้อมเชิดชู 85 ธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ ปี 2562

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดพิธีเชิดชูเกียรติให้ธุรกิจสีขาว พร้อมมอบโล่ให้ธุรกิจ 9 รายที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม และมอบหนังสือรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจให้ 85 ราย เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการันตี ความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินที่เข้มข้นตามหลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 ด้าน ถือเป็นการแข่งขันกับตนเองซึ่งธุรกิจที่ผ่านหลักเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจจะเป็นเครื่องบ่งชี้และคัดกรองธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจได้อย่างแท้จริง

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังกล่าวแสดงความยินดีในงาน “พิธีเชิดชูเกียรติธุรกิจที่ผ่านการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ ประจำปี 2562” และการเสวนาหัวข้อ ธรรมาภิบาล: สานประโยชน์ อย่างยุติธรรม ณ ชั้น 4 ห้องฉลาดลบเลอสรรค์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า กิจกรรมในวันนี้ (24 กรกฎาคม 2562) เป็นการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2560 ที่กรมฯ ได้เริ่มจัดทำเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ และในปีนี้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ ให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจได้พัฒนาไปสู่หลักธรรมาภิบาลตามมาตรฐานสากล สำหรับหลักเกณฑ์ฯ ที่คณะกรรมการใช้ประเมินธุรกิจยังคงพิจารณาจากหลักธรรมาภิบาลใน 6 ด้านคือ หลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า ซึ่งแต่ละด้านจะประกอบไปด้วยตัวชี้วัดหลัก (ธุรกิจต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80) และตัวชี้วัดรอง (ธุรกิจต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70) และผลการประเมินรวมของตัวชี้วัดทั้ง 2 ตัวต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ถึงจะผ่านเกณฑ์การรับรอง โดยคะแนนที่ได้มาจากการที่ธุรกิจได้แข่งขันกับตนเองซึ่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้และคัดกรองธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจได้อย่างแท้จริง

อธิบดี กล่าวต่อว่า “ในปี 2562 มีธุรกิจให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการประเมินจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจดีของภาคธุรกิจที่ต้องการจะพัฒนาธุรกิจด้วยความโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยปีนี้มีธุรกิจที่ผ่านการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจจำนวน 85 ราย ซึ่งกรมฯ ได้มอบหนังสือรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจเป็นเครื่องหมายการันตีความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้า มากไปกว่านั้น กรมฯ ยังได้มอบโล่ธรรมาภิบาลธุรกิจยอดเยี่ยม เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณให้แก่ธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม จำนวน 9 ราย แบ่งเป็น 1) ธุรกิจขนาดเล็ก จำนวน 3 ราย คือ บริษัท คิด คิด จำกัด, บริษัท บิซรีซอร์ส จำกัด และ บริษัท สยามทูลส์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 2) ธุรกิจขนาดกลาง จำนวน 3 ราย คือ บริษัท เจ.เจ.แอ๊ดวานซ์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เชอวาล เทคโนโลยี่ จำกัด และบริษัท อิน ดีไซน์ แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด และ 3) ธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 3 ราย คือ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด และบริษัท เบ็ทเทอร์ ฟาร์ม่า จำกัด”

“สำหรับธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์ฯ จะได้รับหนังสือรับรองเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจซึ่งมีอายุ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกให้และตราสัญลักษณ์เครื่องหมายรับรองฯ สามารถนำไปใช้ร่วมกับเครื่องหมายการค้า หรือสื่อประชาสัมพันธ์ของธุรกิจเพื่อการันตีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลธุรกิจ รวมถึง กรมฯ จะระบุข้อความว่า “นิติบุคคลนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ” ในหน้าหนังสือรับรองนิติบุคคลเพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า และประชาชนทั่วไป สุดท้ายนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลอีกครั้งหนึ่ง และกรมฯ มุ่งหวังว่าการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ภาคธุรกิจที่ประพฤติตนเป็นธุรกิจที่ดี และกลายเป็นแบบอย่างให้กับภาคธุรกิจไทยต่อไป” อธิบดี กล่าวในท้ายที่สุด


1-10 of 108