Government




คต. เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA

posted Feb 20, 2020, 10:59 PM by Maturos Lophong



คต. เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ทั้งปี 62 

พร้อมเชิญชวนผู้ประกอบการตอบแบบสอบถามผลกระทบ GSP – เข้าร่วมงานเสวนา

“ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร”

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยการใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ รวมเท่ากับ 70,815.32 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ร้อยละ 75.31 การใช้สิทธิฯ 12 เดือนของปี 2562 ลดลงร้อยละ 4.45 โดยแบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 65,560.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 5,254.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ในช่วง 12 เดือน ของปี 2562 จำนวน 11 ฉบับ ไม่รวมความตกลงอาเซียน-ฮ่องกงที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 และไทย-นิวซีแลนด์ ที่ใช้ระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออก (Self-declaration) มีมูลค่า 65,560.79 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 5.81 สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกทั้งปี 2562 ที่ลดลงร้อยละ 1.3 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 76.51 โดยตลาดที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ลดลง ได้แก่ 1) อาเซียน ลดลงร้อยละ 8.69 2) ออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ 15.07 3) ชิลี ลดลงร้อยละ 28.74 4) อินเดีย ลดลงร้อยละ 4.38 5) ญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ 1.45 และ 6) เกาหลี ลดลงร้อยละ 6.69 อย่างไรก็ดี ยังมีบางตลาดที่มีการขยายตัวของการใช้สิทธิประโยชน์ ได้แก่ 1) จีน ขยายตัวร้อยละ 2.20 2) นิวซีแลนด์ ขยายตัวร้อยละ 0.69 และ 3) เปรู ขยายตัวร้อยละ 32.00


การส่งออกโดยใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ในปี 2562 ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิฯ ภายใต้ FTA สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) อาเซียน (มูลค่า 24,553.40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากแร่บิทูมินัส น้ำตาลจากอ้อย รถยนต์เพื่อขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบ 1,500-2,500 ลบ.ซม. 2) จีน (มูลค่า 18,021.33 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ทุเรียนสด สตาร์ชทำจากมันสำปะหลัง 3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 7,746.66 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ รถยนต์ส่วนบุคคลความจุกระบอกสูบเกิน 1,500 แต่ไม่เกิน 2,500 ลบ.ซม. เครื่องปรับอากาศติดผนัง 4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 7,456.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ ปลาแมคเคอเรล เนื้อไก่และเครื่องในไก่ปรุงแต่ง เนื้อสัตว์ปีกแช่แข็ง และ 5) อินเดีย (มูลค่า 4,270.93 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) มีสินค้าส่งออกสำคัญที่มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ สูง อาทิ เครื่องปรับอากาศ โพลิคาร์บอเนต เครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ กรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ไทย-ชิลี (ร้อยละ 100) 2) ไทย-เปรู (ร้อยละ 91.65) 3) อาเซียน-จีน (ร้อยละ 90.04) 4) ไทย-ญี่ปุ่น (ร้อยละ 88.58) และ 5) อาเซียน-เกาหลี (ร้อยละ 81.92) ส่วนรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำมันปิโตรเลียมและน้ำมันจากแร่บิทูมินัส ยานยนต์เพื่อขนส่งของน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 5 ตัน ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ รถยนต์เพื่อขนส่งบุคคลความจุกระบอกสูบ 1,500-2,500 ลบ.ซม. น้ำตาลจากอ้อยอื่นๆ 


การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ระหว่างเดือนมกราคม – ธันวาคม 2562 ไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP จำนวน 4 ระบบ คือ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP ตลอดปี 2562 เท่ากับ 5,254.52 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องร้อยละ 16.48 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 63.05 ตลาดที่ไทยส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา โดยมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 4,787.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 10.20 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 67.00 อันดับสองคือ สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 299.47 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงเพียงเล็กน้อยจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 0.003 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 35.85 อันดับสามคือ รัสเซียและเครือรัฐ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 139.22 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 14.63 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 79.04 และนอร์เวย์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ เท่ากับ 27.63 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 30.21 และมีสัดส่วนการใช้สิทธิฯ ร้อยละ 100 สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ระบบ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยางอื่นๆ อาหารปรุงแต่งอื่นๆ น้ำผลไม้ และเลนส์แว่นตา 



สำหรับการใช้สิทธิ GSP สหรัฐฯ ในปี 2562 พบว่ามีการใช้สิทธิฯ มากขึ้น คิดเป็นมูลค่า 4,787.07 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 4,344.18 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวที่ร้อยละ 10.20 โดยสินค้าที่มีการใช้สิทธิฯ ภายใต้ GSP สหรัฐฯ สูง 10 อันดับแรกของปี 2562 ได้แก่ ส่วนประกอบของเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่งอื่นๆ น้ำผลไม้ เลนส์แว่นตา ชิ้นส่วนยานยนต์ แว่นตาอื่นๆ หม้อแปลงไฟฟ้า เครื่องสูบเชื้อเพลิง เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าเดิมที่มีการใช้สิทธิฯ สูงอยู่แล้วในปี 2561 โดยผู้ประกอบการได้รับการยกเว้นภาษีในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 4.31 คิดเป็นมูลค่า 176.15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนในกรณีสหรัฐฯ ระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยบางรายการ กรมการค้าต่างประเทศเล็งเห็นถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมแนะนำผู้ประกอบการเตรียมรับมือจากกรณีดังกล่าว โดยแสวงหาตลาดที่มีศักยภาพใหม่ๆ หรือเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) อาทิ อเมริกาเหนือ (มีการขยายตัวในสินค้าอาหารสำเร็จรูปประเภทวีแกน) เอเชียใต้ (อินเดียมีแนวโน้มการขยายตัวของอาหารสำเร็จรูป) เป็นต้น เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากถูกระงับสิทธิ GSP นอกจากนี้ ยังมีตลาดรองที่น่าสนใจโดยไทยมีการส่งออกสินค้าที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบจากการตัดสิทธิ GSP ในปี 2561 อาทิ กลุ่มสินค้าเครื่องจักรกล/อุปกรณ์ไฟฟ้า (ญี่ปุ่น อินเดีย อินโดนีเซีย) กลุ่มยานยนต์/เรือยนต์/ส่วนประกอบ (แอฟริกาใต้ ปากีสถาน อินโดนีเซีย) กลุ่มเครื่องเดินทาง (สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) เป็นต้น



อย่างไรก็ดี เพื่อเตรียมพร้อมให้กับผู้ประกอบการรับมือกรณีระงับสิทธิ GSP สินค้าไทยของสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายนนี้ กรมการค้าต่างประเทศได้จัดทำแบบสอบถาม “ผลกระทบกรณีสหรัฐอเมริการะงับการให้สิทธิ GSP สินค้าไทย และมาตรการช่วยเหลือ” เพื่อนำข้อมูลไปประกอบการกำหนดนโยบาย และมาตรการช่วยเหลือที่ภาคเอกชนประสงค์จะได้รับจากภาครัฐในอนาคต อาทิ นโยบาย/มาตรการด้านการเงิน การตลาด การอำนวยความสะดวก โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าไปให้ข้อมูลได้ตามประกาศหน้าเว็บไซต์ของกรมการค้าต่างประเทศที่ www.dft.go.th นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้ร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และธนาคาร EXIM Bank มีกำหนดจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ตัดสิทธิ GSP : SMEs รับมืออย่างไร?” ในวันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 13.30-16.30 น. ณ ห้องจูปิเตอร์ 8-9 อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี โดยภายในงานประกอบไปด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมพูดคุยถึงสถานการณ์การตัดสิทธิ GSP ของสหรัฐฯ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงโอกาสและทางเลือกตลาดใหม่สำหรับผู้ประกอบการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ด้านการเงินและการลงทุน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความรู้ความเข้าใจและเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากการยกเลิกการให้สิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษี (GSP) จึงขอเชิญชวนผู้สนใจทุกท่านเข้าร่วมงานในวันและเวลาดังกล่าว


 ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/jo6P5T6qhGJP9Nt49 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า กรมการค้าต่างประเทศที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-547-4760

DITP โชว์แกร่งอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย

posted Feb 12, 2020, 1:56 AM by Maturos Lophong   [ updated Feb 12, 2020, 1:56 AM ]



DITP โชว์แกร่งอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย ผนึกกำลังพันธมิตรมุ่งหน้าสู่จิวเวลรี่ฮับโลก พร้อมจัดงานบางกอกเจมส์ปลายเดือนนี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ มั่นใจศักยภาพไทยขึ้นแท่นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (World’s Jewelry Hub) จัดทัพทูตพาณิชย์เปิดเกมรุกดันยอดส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เน้นขยายตลาดใหม่มากศักยภาพและการค้าออนไลน์ตีคู่ตลาดเดิม ประกาศความพร้อมจัดงานบางกอกเจมส์ฯ สร้างโอกาสผู้ประกอบการไทยพบคู่ค้านานาชาติ ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้


ภายในงาน “Afternoon Tea Talk: ดึงเสน่ห์จิวเวลรี่ไทย สู่เป้าหมาย World’s Jewelry Hub” นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัญมณีและเครื่องประดับไทยเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูงและครบวงจร ครอบคลุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับระดับท็อป 10 ของโลก โดยในปี 2561 มีสินค้าส่งออกสำคัญ 3 กลุ่มที่มีส่วนแบ่งในตลาดโลกในระดับสูง ได้แก่ เครื่องประดับเงิน ที่ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ครองส่วนแบ่งการตลาด 23.8% ของตลาดโลก พลอย อันดับ 3 ของโลก มีส่วนแบ่งการตลาด 11.9% และเครื่องประดับเทียม อันดับ 6 ของโลก ส่วนแบ่งการตลาด 5.9%

“อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยมีศักยภาพก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลกได้ ด้วยจุดเด่นหลายด้าน ได้แก่ ศักยภาพด้านการผลิต ซึ่งช่างฝีมือไทยมีความชำนาญและความประณีตในการสร้างสรรค์ผลงานเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ขณะที่ผู้ประกอบการไทยมีความเชี่ยวชาญด้านการค้าและปรับตัวได้ไว ทั้งการแสวงหาวัตถุดิบ การออกแบบ การผลิต และการตลาด รวมถึงการเอาใจใส่ต่อลูกค้า นอกจากนี้ ไทยยังมีทำเลที่ตั้งและเครือข่ายคมนาคมขนส่งที่สะดวกต่อการติดต่อกับภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก รวมถึงมีหน่วยงานเฉพาะทางด้านอัญมณีและเครื่องประดับอย่าง GIT ที่ช่วยพัฒนาบุคลากรและกำหนดมาตรฐานสินค้ากลุ่มนี้ และงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ซึ่งเป็นเวทีการค้าสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ” นายสมเด็จ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการส่งเสริมตลาด กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมส่งเสริมการค้าทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มอบหมายทูตพาณิชย์ช่วยผู้ประกอบการไทยแสวงหาโอกาสการค้าในตลาดที่มีศักยภาพเติบโต จับมือกับภาคเอกชนด้านตลาดออนไลน์ เพิ่มช่องทางวางจำหน่ายสินค้าในแพลทฟอร์มการค้าออนไลน์สำคัญทั่วโลก รวมทั้งร่วมมือกับภาคเอกชน สมาคมการค้าของไทยและต่างประเทศเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมนี้ ด้วยแคมเปญ Thailand’s Magic Hands: The Spirit of Jewelry Making


ด้านนายปรีดา เตียสุวรรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าจุดแข็งของประเทศไทย คือ หัตถศิลป์ (Craftsmanship) ฝีมือของช่างไทยที่จะต้องส่งเสริมให้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ชั้นสูง เพื่อผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพดีเยี่ยมและมีราคาสูงขึ้น

“การสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เกิดจากช่างฝีมือที่มีความสุข อารมณ์ จิตใจสุนทรี ทำให้ผลิตชิ้นงานที่มีความงดงามประณีตได้ การจะมีความสุขแบบนั้นได้ ช่างฝีมือก็ต้องมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สอดคล้องกับแนวคิดการทำธุรกิจในปัจจุบัน ที่ต้องให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการดูแลสิทธิมนุษยชน เพราะเป็นสิ่งที่ผู้บริโภครุ่นใหม่สนใจมาก”


นายปรีดากล่าวต่ออีกว่า การมีงานแสดงสินค้าด้านอัญมณีและเครื่องประดับในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเปิดโอกาสให้คนในวงการธุรกิจสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้าแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการเป็น World’s Jewelry Hub ของประเทศไทย เพราะไทยเป็นประเทศเดียวที่ถือว่ามีสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับครบทุกประเภท เช่น พลอยก้อน พลอยเจียระไน และมีช่างฝีมือที่พร้อมสร้างสรรค์ชิ้นงานจนเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ งาน Bangkok Gems & Jewelry Fair ครั้งที่ 65 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25-29 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อตอกย้ำศักยภาพและความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทย เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะเจรจาธุรกิจกับคู่ค้าจากนานาประเทศ ภายในงาน มีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ อาทิ เช่น นิทรรศการ Siam Silver Showcase นำเสนอสินค้าเครื่องประดับเงินไทยที่โดดเด่นจากอดีตถึงปัจจุบัน กิจกรรมสร้างเครือข่ายการค้า (Networking) รวมถึงคลินิกให้คำปรึกษาด้านการค้าโดยทูตพาณิชย์ การสัมมนาเพื่อให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการประมูลพลอยสี ดำเนินการโดยบริษัท Bonas โบรกเกอร์เพชร จากลอนดอนที่มีประสบการณ์จัดประมูลออนไลน์กว่า 10 ปี จัดคู่ขนานภายในงานบางกอกเจมส์ด้วย พร้อมกันนี้ ทางผู้จัดงานมีแผนดำเนินมาตรการขั้นสูงสุดเพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานทุกฝ่าย

คต. เผยแผนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ปี 63

posted Feb 10, 2020, 10:16 PM by Maturos Lophong



คต. เผยแผนกิจกรรมประชาสัมพันธ์ข้าวไทย ปี 63 เร่งสร้างความเชื่อมั่นข้าวไทยในตลาดโลก 

กรมการค้าต่างประเทศ.เดินหน้าจัดกิจกรรมตามภารกิจเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และสร้างภาพลักษณ์ข้าวไทย เน้นกระชับความสัมพันธ์ลูกค้าและสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในตลาดโลก

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปี 2563 กรมการค้าต่างประเทศยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมตามภารกิจในด้านการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ทั้งในรูปแบบการจัดคณะผู้แทนการค้าฯ และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการส่งออกข้าวไทย โดยในปีนี้ กรมฯ มีแผนจัดคณะผู้แทนการค้าฯ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในประเทศที่เป็นลูกค้าหลัก อาทิ มาเลเซีย ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ตลอดจนการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในภูมิภาคต่างๆ ได้แก่ 1. ภูมิภาคเอเชีย: งาน FOODEX 2020 ณ ประเทศญี่ปุ่น และงาน China – ASEAN Expo (CAEXPO) ครั้งที่ 17 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน 2. ภูมิภาคยุโรป: งานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์นานาชาติ BIOFACH 2020 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และ 3. ภูมิภาคตะวันออกกลาง: งาน GULFOOD 2020 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนกิจกรรมร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการจัดคณะผู้แทนการค้าฯเดินทางไปเจรจาธุรกิจในกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพ เช่น แอฟริกาใต้ เป็นต้น โดยกิจกรรมต่างๆ ของกรมฯ จะมุ่งเน้นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและมาตรฐานข้าวไทยในตลาดโลก

นายกีรติ รัชโน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “คต. ในฐานะคนขายได้ไปพบปะลูกค้าในประเทศต่างๆ ซึ่งได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากลูกค้าโดยเฉพาะกับชนิดข้าวที่ตรงความต้องการของลูกค้า และข้อมูลดังกล่าวได้นำมาขยายผลในการทำสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างดี จึงได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และเกษตรกร และได้กำหนดแผนงานเร่งด่วนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อพิจารณาแนวทางการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันของข้าวไทย” โดยในเบื้องต้นได้นำเสนอแผนการการพัฒนาข้าวไทยเพื่อการแข่งขันทั้งในด้านการผลิต การพัฒนา และการปรับปรุงสายพันธุ์ข้าวไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดต่างประเทศเพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดี อายุเก็บเกี่ยวสั้น ให้ผลผลิตสูง และต้นทุนการผลิตต่ำ ทั้งนี้ ที่ประชุมฯ เห็นชอบที่จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กรมการข้าว กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยและอาจพิจารณาเชิญสถาบันการศึกษาที่มีการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวเข้าร่วมในคณะทำงานด้วย ทั้งนี้ กรมการค้าต่างประเทศ จะเร่งผลักดันการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป 

ในปี 2562 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และขยายตลาดข้าวไทยในต่างประเทศ โดยมีการจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น


- การจัดคณะผู้แทนการค้าภาครัฐและภาคเอกชนไทยเดินทางไปเจรจาขยายตลาดข้าวและกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าในต่างประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐสิงคโปร์และเขตบริหารพิเศษฮ่องกง (17 - 22 มีนาคม 2562) สาธารณรัฐตุรกีและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (14 - 19 พฤศจิกายน 2562) และสหพันธรัฐมาเลเซีย (3 - 4 ธันวาคม 2562)

- การเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์และสร้างความรับรู้เกี่ยวกับมาตรฐานข้าวไทยทั้งในและต่างประเทศ เช่น งาน BIOFACH 2019 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (13 - 16 กุมภาพันธ์ 2562) งาน GULFOOD 2019 ณ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (15 - 23 กุมภาพันธ์ 2562) งาน THAIFEX-World of Food Asia 2019 ณ ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี (28 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2562) และงาน CAEXPO ครั้งที่ 16 ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน (18 - 25 กันยายน 2562)

- การรับรองคณะผู้นำเข้าข้าวจากฮ่องกง (15 - 21 พฤศจิกายน 2562) โดยได้นำคณะผู้นำเข้าข้าว 32 ราย เยี่ยมชมและศึกษาดูงานการวิจัยและการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย ณ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย และโรงสีข้าวในจังหวัดเชียงราย นอกจากนี้ กรมฯ ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมคณะกรรมการสำรองอาหารเพื่อความมั่นคงแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Food Security Reserve Board : AFSRB) ครั้งที่ 39 ณ โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน กรุงเทพมหานคร (14 - 17 สิงหาคม 2562) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์และแนวโน้มการผลิต การบริโภค การค้า และปริมาณสต็อกสินค้าอาหารสำคัญของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน.รวมทั้งหารือแนวทางสร้างความร่วมมือในการสร้างความสมดุลด้านอาหารเพื่อรับมือต่อสถานการณ์ความท้าทายด้านอาหารของโลกในอนาคต

ในปี 2562 ไทยส่งออกข้าวปริมาณ 7.58 ล้านตัน ลดลงจากปี 2561 ร้อยละ 32.50 ที่มีปริมาณ 11.23 ล้านตัน สำหรับปี 2563 ตั้งเป้าหมายการส่งออกไว้ที่ปริมาณ 7.5 ล้านตัน

ม.ค.63 มีการอนุญาตให้ต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.ต่างด้าวในไทย 25 ราย

posted Jan 30, 2020, 9:42 PM by Maturos Lophong



ม.ค.63 มีการอนุญาตให้ต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.ต่างด้าวในไทย 25 ราย 

มีเงินลงทุนที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ 912 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 260 คน

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเปิดเผยว่า ในการประชุมของคณะกรรมการฯ เมื่อวันพุธที่ 22 มกราคม 2563 คณะกรรมการฯ ได้อนุญาตให้คนต่างชาติลงทุนภายใต้ พรบ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 25 ราย ประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ และเยอรมนี ซึ่งมีการนำเงินเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจกว่า 912 ล้านบาท และส่งเสริม ให้เกิดการจ้างงานคนไทย 260 คน รวมถึงมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุน

การอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในครั้งนี้จะมีผลให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นวิทยาการซึ่งเป็นองค์ความรู้ในแขนงที่คนไทยยังไม่มีความชำนาญหรือมีความเชี่ยวชาญในระดับที่ไม่สูงมากนัก เช่น องค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยในกระบวนการขุดลอกร่องน้ำและแอ่งจอดเรือ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีระบบกันสั่นสะเทือนสำหรับรถจักรยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับระบบปฏิบัติการ Cargowise เพื่อการจัดการขนส่งสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีการขึ้นรูป การอบร้อน และการพ่นชุบเคลือบสีของชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ องค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการให้บริการโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต เป็นต้น

สำหรับธุรกิจที่คนต่างด้าวได้รับอนุญาต ได้แก่ 

1. ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือ/ในกลุ่ม จำนวน 14 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี และสก๊อตแลนด์ มีเงินลงทุนจำนวน 678 ล้านบาท อาทิ

·บริการรับจองระวางเรือหรือระวางเครื่องบินสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศทางทะเลและ ทางอากาศ

·บริการฝึกอบรมวิธีการซ่อมแซม การบำรุงรักษารถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่

·บริการให้คำปรึกษา แนะนำและบริหารจัดการงานด้านการตลาด ด้านธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการตรวจสอบควบคุมภายใน

·กิจการตัวแทนในการจำหน่ายเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตสินค้า



2. ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง จำนวน 4 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่น ฮ่องกง และอินโดนีเซีย มีเงินลงทุนจำนวน 35 ล้านบาท ได้แก่

·การค้าปลีกอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

·การค้าส่งรองเท้ากีฬาและรองเท้าผ้าใบ

·การค้าส่งชิ้นส่วนของระบบกันสะเทือน (Damper) สำหรับรถจักรยานยนต์

·การค้าส่งไอศกรีม โยเกิร์ต และผลิตภัณฑ์นม

3. คู่สัญญากับเอกชน จำนวน 2 ราย โดยเป็นนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ และเบลเยี่ยม มีเงินลงทุนจำนวน 161 ล้านบาท ได้แก่

·บริการจัดหา ก่อสร้าง และติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการก่อสร้างโรงแรม

·บริการขุดลอกบำรุงรักษาร่องน้ำและแอ่งจอดเรือที่บริเวณท่าเทียบเรือ

4. ธุรกิจบริการให้แก่ลูกค้า จำนวน 5 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศมาเลเซีย ฮ่องกง และสิงคโปร์ มีเงินลงทุนจำนวน 38 ล้านบาท อาทิ

·บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางวิศวกรรม บำรุงรักษา ซ่อมแซม รวมทั้งการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์

·บริการเป็นผู้จัดการกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์

·บริการให้เช่าพื้นที่อาคารโรงงาน อาคารสำนักงานและอาคารเก็บสินค้าบางส่วน รวมทั้งห้องปฏิบัติการที่ใช้สำหรับทดสอบสีและเคมีภัณฑ์

·บริการโทรคมนาคมแบบที่หนึ่ง และบริการอินเทอร์เน็ตแบบที่หนึ่ง ประเภทไม่มีโครงข่ายเป็น ของตัวเอง



ทั้งนี้ ในเดือนมกราคม 2563 จำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน คิดเป็นร้อยละ 4 โดยมีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจที่สนับสนุนการทำงานของบริษัทในเครือในกลุ่มให้มีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน ธุรกิจที่ส่งเสริมตลาดทุน รวมถึงประกอบธุรกิจซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนของภาครัฐ ดังตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น

DITP แนะผู้ส่งออกวางแผนผลิตสินค้า เจาะตลาดผู้บริโภคมิลเลนเนียลในสหรัฐอเมริกา

posted Jan 3, 2020, 1:19 AM by Maturos Lophong


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) แนะผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยจับตากลุ่มผู้บริโภคมิลเลนเนียล (Millennials) ในสหรัฐอเมริกา หลังกำลังเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง หากวางแผนทำตลาดให้ดี มีโอกาสเพิ่มการส่งออกได้อีกมาก เผยสามารถแบ่งกลุ่มสินค้าและบริการที่จะทำตลาดได้เป็น 10 กลุ่ม ชี้ช่องทางออนไลน์เหมาะนำมาใช้เจาะคนกลุ่มนี้มากที่สุด

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ หรือทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆ ทำการสำรวจโอกาสทางการตลาดให้กับสินค้าไทย โดยล่าสุดได้รับรายงานจากทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในเมืองไมอามี สหรัฐอเมริกา ถึงโอกาสการขยายตลาดสินค้าไทยเจาะเข้าสู่กลุ่มผู้บริโภค Millennials ที่คาดว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง มีอิทธิพลต่อการบริโภคสูง และกำลังจะเข้ามาแทนที่กลุ่มประชากร Generation X และ Baby Boomer ที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งหากผู้ผลิตและผู้ส่งออกของไทยทำการศึกษาและวางแผนการเจาะตลาดให้ดี ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ได้เพิ่มขึ้น

นางสาวนิธิมา ศิริโภคากิจ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองไมอามี กล่าวว่า กลุ่มประชากร Millennials มีอายุระหว่าง 23-38 ปี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง เพราะอยู่ในวัยทำงาน และมีรายได้ค่อนข้างมั่นคง โดยลักษณะการบริโภคจะแตกต่างจากผู้บริโภคกลุ่มอื่น มีลักษณะการใช้ชีวิตสัมพันธ์กับเทคโนโลยี แอปพลิเคชัน สื่อสังคมออนไลน์ มักบริโภคข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ตและโซเซียลมีเดีย และนิยมซื้อสินค้าทางออนไลน์ ซื้อสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสินค้าที่ช่วยพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น



สำหรับผู้ผลิต ผู้ส่งออกไทยที่สนใจทำตลาดเจาะผู้บริโภคกลุ่มนี้ควรศึกษารายละเอียดความต้องการในการบริโภคสินค้าและบริการ ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ซึ่งปัจจุบันสามารถแบ่งความสนใจออกได้ประมาณ 10 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มแคมปิ้ง กลุ่มสุขภาพ กลุ่มการท่องเที่ยว กลุ่มนักชิม กลุ่มกาแฟ กลุ่มอาหารแช่แข็ง กลุ่มเครื่องดื่มปราศจากน้ำตาลและแคลอรี กลุ่มต้นไม้ประดับ กลุ่มสินค้าเครื่องประทินผิว และกลุ่มยานพาหนะ

โดยช่องทางในการขยายตลาด เห็นว่าช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางในการสื่อสารและทำตลาดผู้บริโภคกลุ่ม Millennials ได้ดีที่สุด เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้มีลักษณะนิสัยให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย มักจะเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และไม่ค่อยชอบเสียเวลาเพื่อเดินทางไปเลือกซื้อสินค้าตามร้านค้าปลีกทั่วไป และหากสินค้ามีจุดเด่นในการรับผิดชอบต่อสังคม การรักษาสิ่งแวดล้อม ก็มักจะบอกต่อในกลุ่มเพื่อนและคนรู้จักให้ทดลองใช้ ซึ่งจะเป็นผลดีในการทำการตลาดแบบบอกต่อ และมีผลดีที่ไม่ต้องใช้งบประชาสัมพันธ์มาก ทำให้สินค้ามีโอกาสเพิ่มขึ้น

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

วีรศักดิ์’ โชว์เก๋า ผลงาน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

posted Dec 26, 2019, 8:15 PM by Maturos Lophong



วีรศักดิ์’ โชว์เก๋า ผลงาน 5 เดือน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เข้มแข็ง

พร้อมลุยปี ‘63 ต่อเนื่อง ...สานต่อกิจกรรมเดิม ...ริเริ่มโครงการใหม่

เป้าหมายสูงสุด คือ ประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ และประเทศชาติ

‘วีรศักดิ์’ รัฐมนตรีติดดิน เดินหน้าไม่หยุด โชว์ผลงาน 5 เดือน เน้นสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก พัฒนาผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งโชวห่วย...ยังคงให้ความสำคัญลำดับต้นๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาภาคธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ...ปี ‘63 เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อเนื่อง สั่งการกรมพัฒน์ฯ เตรียมเหนื่อยต่อ...เพื่อประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศชาติ

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “เดือนธันวาคม 2562 นี้ จะครบรอบ 5 เดือน ที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้ดำเนินภารกิจสำคัญหลายเรื่อง เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้มีความแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานรากที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มาก เป็นภารกิจที่ตั้งใจจะทำให้ประสบความสำเร็จตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่ง เนื่องจากเศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน ส่งผลต่อความกินดี อยู่ดี และปากท้องของประชาชน ทำให้เศรษฐกิจเกิดความสมดุล ขณะเดียวกัน ได้เร่งผลักดันผู้ประกอบการทุกกลุ่ม ได้แก่ ผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน เอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีความเข้มแข็ง ทั้งการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการธุรกิจ และการพัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการมืออาชีพ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

“สนับสนุนให้ผู้ประกอบการเร่งขยายช่องทางการตลาดผ่านช่องทางออนไลน์ หรือ อี-คอมเมิร์ซ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ได้ผลักดันให้ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนนำสินค้าขึ้นขายบนแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียง เช่น Lazada, Shopee และ อี-มาร์เก็ตเพลสอื่นๆ ทำให้มีรายได้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้ง สร้างองค์ความรู้ที่สำคัญสำหรับการขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์แก่ผู้ประกอบการทุกระดับเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ และกระตุ้นยอดขายให้สูงขึ้น”

รมช.พณ.กล่าวต่อว่า “ขณะเดียวกัน ยังคงให้ความสำคัญในการเดินหน้าพัฒนาธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทย โดยเฉพาะ “โชวห่วย” ให้มีความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน ให้ความรู้ ปรับภาพลักษณ์ร้านค้า จัดหาสินค้าราคาประหยัด เชื่อมโยงสินค้าชุมชนเพื่อสร้างความแตกต่าง สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการร้านค้า การให้สินเชื่อเพื่อการพัฒนาธุรกิจ รวมถึง การจัดกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจค้าส่งค้าปลีกเพื่อกระจายสินค้าระหว่างกัน จำนวนกว่า 6,000 ราย ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1,258 ล้านบาท โดยปี 2562 นี้ ได้ดำเนินการพัฒนาร้านโชวห่วยไปแล้วทั่วประเทศกว่า 10,000 ร้านค้า”

“เพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางการตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP Select โดยร่วมกับ บริษัท คิงส์พาวเวอร์ แท็กซ์ฟรี จำกัด คัดเลือกผลิตภัณฑ์ OTOP Select ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายในร้านค้าบนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต มียอดจำหน่ายรวมกว่า 500 ล้านบาท มีการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด และพัฒนาผู้ประกอบการสู่ความเป็นมืออาชีพมากขึ้น”

“นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มศักยภาพเอสเอ็มอีไทยด้วยหลักประกันทางธุรกิจ โดยการให้ความรู้กฎหมายหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น และสร้างความรู้/ความเข้าใจกับประชาชนในการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นหลักประกันในการประเมินขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และ ส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีความเข้มแข็ง”

“ซึ่งภารกิจดังกล่าว ต้องดำเนินงานควบคู่กันไป และให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เนื่องจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้มีความมั่นคงในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 ที่กำลังจะถึงนี้ ก็พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการทุกประเภทธุรกิจ เช่น ผู้ประกอบธุรกิจชุมชน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และผู้ประกอบการรายย่อยอื่นๆ การขยายช่องทางการตลาดทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ ในรูปแบบ Omni Channel มีการเชื่อมโยงการค้าขยายช่องทางการตลาดระดับภาคและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม การพัฒนาร้านค้าปลีกสู่การเป็น Smart โชวห่วย การผลักดันให้ผู้ประกอบการใช้ช่องทาง e-Commerce เพิ่มขึ้นผ่านแพลตฟอร์ม อี-มาร์เก็ตเพลส ที่มีศักยภาพและเป็นที่นิยม รวมถึง จะมีการขยายตลาดผลิตภัณฑ์ OTOP Selectไปยังท่าอากาศยานเชียงใหม่ และอู่ตะเภาเพิ่มเติมด้วย นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายภารกิจที่ต้องดำเนินการ ทั้งสานต่อกิจกรรมเดิม และริเริ่มโครงการใหม่ๆ เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นของประเทศมีความเข้มแข็งมากที่สุด โดยคำนึงถึงประชาชน ผู้ประกอบการ และประเทศชาติเป็นที่ตั้ง” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

คต. เผยภาพรวมการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA และ GSP 10 เดือน กว่า 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ

posted Dec 24, 2019, 1:19 AM by Maturos Lophong


กรมการค้าต่างประเทศเผยภาพรวมการใช้สิทธิ FTA และ GSP 10 เดือนแรกของปี 62 กว่า 60,316.64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยตลาดอาเซียนยังคงครองแชมป์การใช้สิทธิ FTA อย่างต่อเนื่อง ส่วนสหรัฐฯ ยังเป็นอันดับหนึ่งในการใช้สิทธิ GSP มากที่สุด นอกจากนี้ กรมฯ ยังเร่งผลักดันอาเซียนให้ใช้ระบบ e-Form D หนุนการค้า คาดใช้จริงครบ 10 ประเทศภายในต้นปีหน้า


นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ รวมอยู่ที่ 60,316.64 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ อยู่ที่ 78.03% ลดลงที่ 2.95% สอดคล้องกับทิศทางการส่งออกที่ลดลง 2.4% ทั้งนี้ แบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 55,885.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 4,431.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ


การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 จำนวน 12 ฉบับ (ไม่รวมความตกลงอาเซียน-ฮ่องกงที่เพิ่งจะมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562) มีมูลค่า 55,885.19 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 79.59% ของมูลค่าการส่งออกรวมในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าซึ่งมีมูลค่าอยู่ที่ 70,215.10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ยังคงลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 4.30% โดยมีสาเหตุสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวอันเนื่องมาจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงปัจจัยด้านค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ FTA ในภาพรวมจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาแต่ยังมีตลาดศักยภาพที่มีการขยายตัวของอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ได้แก่ (1) เปรู ขยายตัวดีที่ 28.10% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ถุงมือใช้ในทางศัลยกรรม รถจักรยานยนต์ความจุกระบอกสูบ 250-500 ลบ.ซม. เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารและเครื่องครัว เป็นต้น (2) จีน ขยายตัวที่ 3.77% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง เป็นต้น และ (3) ญี่ปุ่น ขยายตัวที่ 0.11% มีการส่งออกเพิ่มขึ้นในสินค้า เช่น ปลาแมคเคอเรล ไก่ปรุงแต่ง กุ้งปรุงแต่ง เป็นต้น สำหรับตลาดที่มีการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ FTA ลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ อาเซียน (ลดลง 7.02%) ออสเตรเลีย (ลดลง 13.98%) ชิลี (ลดลง 28.77%) อินเดีย (ลดลง 1.75%) และเกาหลี (ลดลง 5.82%) 

ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA สูงสุด 5 อันดับแรกยังคงเป็น (1) อาเซียน (มูลค่า 20,836.78 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) (2) จีน (มูลค่า 15,263.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) (3) ออสเตรเลีย (มูลค่า 6,743.59 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) (4) ญี่ปุ่น (มูลค่า 6,347.48 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ (5) อินเดีย (มูลค่า 3,654.57 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) กรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) อาเซียน-จีน (100%) (2) ไทย-ชิลี (100%) (3) ไทย-เปรู (90.62%) (4) ไทย-ญี่ปุ่น (89.01%) และ (5) อาเซียน-เกาหลี (82.98%) และรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก ทุเรียนสด ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ ผลไม้ประเภทฝรั่ง มะม่วง และมังคุดสดหรือแห้ง และน้ำตาลจากอ้อย

การใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป หรือ GSP ระหว่างเดือนมกราคม – ตุลาคม 2562 ไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP จำนวน 4 ระบบ คือ สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช และนอร์เวย์ โดยมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP 10 เดือนแรกอยู่ที่ 4,431.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 62.51% ของมูลค่าการส่งออกรวมในรายการสินค้าที่ได้รับสิทธิประโยชน์ซึ่งมีมูลค่า 7,089.13 ขยายตัวต่อเนื่องที่ 18.06% สำหรับ 10 เดือนแรกของปี 2562 ตลาดที่ไทยส่งออกโดยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ มากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าการใช้สิทธิอยู่ที่ 4,029.63 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราการใช้สิทธิฯ 66.96% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิฯ ซึ่งมีมูลค่า 6,017.69 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 11.57% ถัดมาคือ สวิตเซอร์แลนด์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 262.43 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิฯ ที่ 35.02% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 749.36 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 1.55% ส่วนรัสเซียและเครือรัฐ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 118.56 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิฯ ที่ 79.97% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 148.24 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 14.08% และนอร์เวย์ มีมูลค่าการใช้สิทธิฯ อยู่ที่ 19.70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และมีอัตราการใช้สิทธิฯ ที่ 86.75% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 22.71 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 17.54% สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ระบบ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยางอื่นๆ อาหารปรุงแต่งอื่นๆ น้ำผลไม้ และเลนส์แว่นตา 



ในปี 2562 ที่ผ่านมา ไทยในฐานะประธานอาเซียนได้เร่งผลักดันและสนับสนุนการดำเนินการของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ยังไม่เข้าร่วมการเชื่อมโยงระบบการแลกเปลี่ยนหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) แบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Form D) ให้สามารถเข้าร่วมได้สำเร็จ เพื่อเพิ่มทางเลือกและส่งเสริมการอำนวยความสะดวกทางการค้าในอาเซียน ล่าสุด! ได้มีการเชื่อมโยงระบบดังกล่าวเป็นผลสำเร็จเพิ่มอีก 2 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา และสปป.ลาว ซึ่งพร้อมจะเข้าร่วมระบบ e-Form D ภายใต้กรอบอาเซียนแล้ว โดยกรมการค้าต่างประเทศจะเริ่มใช้แนวทางการอำนวยความสะดวกกับสองประเทศดังกล่าวผ่านระบบ e-Form D ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ระบบ e-Form D ถือเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ประกอบการในการขอใช้สิทธิพิเศษทางภาษี ณ ประเทศปลายทางในกลุ่มอาเซียน จากเดิมที่สามารถใช้เอกสารการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าได้ 2 แบบ คือ Form D ที่เป็นกระดาษ และเอกสารรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของผู้ส่งออก (Self Certification) ประกอบการดำเนินพิธีการทางศุลกากร เพื่อขอลดหย่อน/ยกเว้นภาษี ณ ประเทศปลายทางที่นำเข้าสินค้า ทั้งนี้ ปัจจุบัน ไทยดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูล e-Form D กับประเทศสมาชิกอาเซียน 6 ประเทศ (รวมไทยเป็น 7 ประเทศ) ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน และกัมพูชา แล้ว ดังนั้น หากเริ่มใช้ระบบดังกล่าวกับเมียนมาและ สปป. ลาว ก็จะคงเหลือประเทศฟิลิปปินส์เท่านั้นที่อยู่ในระหว่างการทดสอบระบบช่วงสุดท้าย อย่างไรก็ดี กรมฯ คาดว่าฟิลิปปินส์จะสามารถใช้งานระบบ e-Form D ได้ในช่วงต้นปี 2563


ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับระบบ e-Form D หรือการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กองสิทธิประโยชน์ทางการค้า โทร.02-547-4855 หรือเว็บไซต์กรมการค้าต่างประเทศ www.dft.go.th หรือสายด่วน 1385

DITP เคาะ 56 ล้าน! สนับสนุน SMEs ไทยบุกตลาดโลก

posted Dec 24, 2019, 1:16 AM by Maturos Lophong


DITP เคาะ 56 ล้าน! สนับสนุน SMEs ไทยบุกตลาดโลก 


ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active รอบที่ 4/2562


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เคาะวงเงินสนับสนุน SMEs ไทยกว่า 56 ล้านบาท ! มุ่งขยายช่องทางการส่งออก ภายใต้โครงการ SMEs Pro-active หลังผู้ประกอบการกว่า 290 ราย ตบเท้าสมัครเข้าร่วมงานแสดงสินค้าทั่วโลก 130 งาน พร้อมบุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ-ตลาดหลักในยุโรปและอเมริกา

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ประธานที่ประชุมคณะกรรมการโครงการ SMEs Pro-active ครั้งที่ 4/2562 ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย (BOT) และสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (TNSC) เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 62 เคาะอนุมัติผู้ประกอบการ SMEs ที่ขอรับการสนับสนุนเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน 2563 รวมทั้งสิ้น 131 งาน ผู้ประกอบการ 293 ราย วงเงินสนับสนุน 56.74 ล้านบาท โดยสนับสนุนกิจกรรมในตลาดใหม่เป็นจำนวนเงิน 33.52 ล้านบาท จำนวน 79 งาน ผู้ประกอบการ 174 ราย และกิจกรรมในตลาดหลักเป็นจำนวนเงิน 23.22 ล้านบาท จำนวน 52 งาน ผู้ประกอบการ 119 ราย

เบ็ดเสร็จสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ในระยะที่ 3 (ปีงบประมาณ 2562-2564) ไปแล้วกว่า1,500 ราย งานน่าสนใจที่ผู้ประกอบการสมัครในรอบที่ 4/2562 สำหรับงานในตลาดหลัก คืองาน MAISON & OBJET 2019 ประเทศฝรั่งเศส 1 ในงานแสดงสินค้าไลฟ์สไตล์และของตกแต่งบ้านระดับโลก ซึ่งมีผู้ซื้อจากทั่วโลกเข้าชมงานกว่า 80,000 คน บริษัทเข้าร่วมงานจาก 72 ประเทศ ร่วมประชันสินค้าหลากหลายแบบ ส่วนงานในตลาดใหม่ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นงาน fair ระดับมหึมาจากแดนมังกร เช่น อาทิ CIIE 2019 FHC China 2019 Cosmopack Asia 2019 Canton Fair 2019 ซึ่งมีผู้เข้าชมงานจำนวนมากกว่า 30,000 ราย ซึ่งจีนถือเป็นตลาดผู้ซื้อขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชีย และมีบริษัท exhibitors เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอย่างคับคั่ง สำหรับงานเด่นจากฝั่งอาเซียน คือ SIAL Interfood ASEAN 2019 ณ ประเทศอินโดนีเซีย งานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติ ซึ่งมีผู้เข้าชมงานกว่า 70,000 คน โดยเทรนด์อาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคาดว่าจะได้รับความสนใจเป็นอย่างดีในปีนี้

โดยผู้ประกอบการที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและไลฟ์สไตล์ และตลาดที่มีผู้ประกอบการขอรับการสนับสนุนสูงสุดคือ เอเชียตะวันออก โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน ตามมาด้วยอาเซียน และยุโรปตะวันตก

ทั้งนี้ DITP ยังคงมุ่งสนับสนุนผ่านโครงการ SMEs Pro-active เพื่อสานฝัน SMEs ไทยที่มีความพร้อมและอยากส่งออก ให้สามารถก้าวสู่ตลาดโลกและแข่งขันได้อย่างเข้มแข็งในตลาดและสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องการ โดยให้วงเงินสนับสนุนสูงสุด 200,000 บาทต่อครั้ง จำนวน 6 ครั้ง ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าพื้นที่ ค่าคูหา ค่าประกันภัยในงาน ค่าตกแต่ง ค่าไฟฟ้า ค่าดูแลสิ่งแวดล้อม ค่าประชาสัมพันธ์และค่าธรรมเนียม ในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรม Business Matching/Pitching จะสนับสนุนค่าเข้าร่วมงาน (administration & registration fee) หากผู้ประกอบการท่านใดสนใจ สามารถศึกษาข้อมูลและหลักเกณฑ์โครงการเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ https://smesproactive.ditp.go.th/ หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่ 02-507-7783 หรือ 7786

กบข. ผสานความร่วมมือกับธนาคารโลก

posted Dec 16, 2019, 1:57 AM by Maturos Lophong


กบข. ผสานความร่วมมือกับธนาคารโลก ครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยกระดับการลงทุนเพื่อความยั่งยืน มุ่งสู่การเป็น Sustainable Pension อย่างเต็มรูปแบบ



นายวิทัย รัตนากร เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เปิดเผยว่า กบข. และธนาคารโลกได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันจัดทำ โครงการความร่วมมือทางเทคนิคด้านการบริหารเงินทุนเพื่อความยั่งยืนระหว่างกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และ ธนาคารโลก (Technical Co-Operation on Sustainable Investment between Government Pension Fund and World Bank) สำหรับปี 2563 โดยโครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือแรกที่ธนาคารโลกให้ความร่วมมือกับกองทุนบำนาญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



วัตถุประสงค์ของความร่วมมือดังกล่าวคือเพื่อยกระดับกระบวนการลงทุนของ กบข. ที่ได้มีการนำปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social & Governance: ESG) มาผสานในกระบวนการลงทุนมาตั้งแต่ปี 2562 ให้มีมาตรฐานทัดเทียมกับกองทุนบำนาญระดับโลก และสอดคล้องแนวปฏิบัติเพื่อการลงทุนอย่างรับผิดชอบของ PRI ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งโดยสหประชาชาติเพื่อจัดทำและส่งเสริมมาตรฐานดังกล่าว (The United Nations-supported Principles for Responsible Investment : PRI) และ กบข. ได้ร่วมเป็นสมาชิกในปี 2562 ทั้งนี้ กบข. และธนาคารโลกมีเป้าหมายร่วมกันที่จะให้ กบข. เป็นต้นแบบ “กรณีศึกษาต้นแบบ” (Showcase) ของกองทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีการบริหารจัดการเงินลงทุน โดยใช้ปัจจัยด้าน ESG อย่างเต็มรูปแบบ นายวิทัยฯ กล่าว



สำหรับรายละเอียดลักษณะความร่วมมือนั้น นายวิทัยฯ กล่าวว่า มีอยู่ด้วยกัน 4 ประการ ดังนี้ 


การจัดทำแผนกลยุทธ์การลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัย ESG

การนำปัจจัย ESG มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการบริหารจัดการลงทุนของ กบข. รวมถึงการพัฒนาระบบคะแนนด้านความยั่งยืน (ESG Scoring System) เพื่อใช้ในการประเมินมูลค่าตราสารทุนและตราสารหนี้ในการลงทุน

การจัดทำแนวทางนำปัจจัย ESG มาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการสรรหาผู้จัดการกองทุนภายนอก และ

การจัดทำกรอบการกำกับ ติดตาม และจัดทำรายงานผลการดำเนินกลยุทธ์การลงทุนที่คำนึงถึงปัจจัย ESG มาใช้ของ กบข.

นายวิทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การร่วมมือกับธนาคารโลกในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวที่สำคัญและสอดคล้องกับเป้าหมายเป็นผู้นำและผู้ริเริ่มนวัตกรรมด้านการลงทุนโดยคำนึงปัจจัย ESG (Leader in ESG Investing and Initiatives) ของ กบข. โดยในปีที่ผ่านมา กบข. ได้ริเริ่มหลากหลายแผนงานเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว อาทิ



จัดตั้ง ESG-focused Portfolio ที่มีการลงทุนเฉพาะหุ้นไทยที่คำนึงปัจจัย ESG และเป็นการนำ THSI Index ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยมาใช้เป็นรายแรกของประเทศไทย

ริเริ่มโครงการลงนามประกาศเจตนารมณ์แนวปฏิบัติ “การระงับลงทุน” (Negative List Guideline) กับบริษัทจดทะเบียนที่มีประเด็นปัญหา ESG มีนักลงทุนสถาบันร่วมลงนาม 32 ราย

ปรับกระบวนการลงทุนของ กบข. โดยนำปัจจัยด้าน ESG เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนในทุกขั้นตอน (ESG Integration into Investment Process)

นำปัจจัย ESG มาเป็นหนึ่งในเกณฑ์พิจารณาคัดเลือกผู้จัดการกองทุนภายนอก

เป็นผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายเพื่อความยั่งยืนแห่งประเทศไทย (TRBN) เป็นต้น

ด้านนางเบอร์กิท ฮานสล์ ผู้จัดการธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกมีความยินดีอย่างมากที่จะทำงานร่วมกันกับ กบข. และหน่วยงานกำกับตลาดการเงิน เพื่อช่วยให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติการทางการเงินที่เป็นสีเขียวและความยั่งยืน ธนาคารโลกหวังว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะทำให้ กบข.สามารถนำวิธีการทางการเงินเพื่อความยั่งยืนในระดับสากลมาปรับใช้ในกระบวนการลงทุนและจัดหาเครื่องมือเพื่อที่จะ นำทางและสร้างความเป็นเลิศในตลาดการเงินภายในประเทศของประเทศไทยได้

สถานการณ์การลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทย ตามภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก

posted Dec 4, 2019, 2:09 AM by Maturos Lophong



สถานการณ์การลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทย ตามภาวะผันผวนของเศรษฐกิจโลก 

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ต่างชาติลงทุนจากการอนุญาตให้ประกอบธุรกิจตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ในช่วง 11 เดือนของปี 2562 (มกราคม-พฤศจิกายน) มีมูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 22,153 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 106 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในปี 2562 มีคนต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจในโครงการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ ทดสอบ และบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้า บริการติดตั้ง ตรวจสอบ ทดสอบระบบและให้การสนับสนุนทางเทคนิคดาวเทียมสำรวจทรัพยากร เป็นต้น แม้ว่าจำนวนคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาต มีจำนวนทั้งสิ้น 193 ราย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จะมีจำนวนลดลง 59 ราย คิดเป็นร้อยละ 23

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้น มุ่งเน้นส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย โดยได้มีการปรับปรุงธุรกิจตามบัญชีท้ายพระราชบัญญัติฯ โดยปรับธุรกิจออกจากบัญชีท้ายไปแล้ว 4 ครั้ง เป็นจำนวน 45 ธุรกิจ ซึ่งส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจในธุรกิจดังกล่าวได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพื่อให้การประกอบธุรกิจสอดคล้องกับสภาวการณ์และตอบสนองต่อนโยบายรัฐบาลในแพ็กเกจเร่งรัดการลงทุนและรองรับการย้ายฐานการผลิตจากผลกระทบสงครามการค้า ในด้านการอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business)

สำหรับจำนวนการยื่นคำขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวในช่วง 11 เดือนของ
ปี 2562 (มกราคม-พฤศจิกายน) เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ก็ไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยลดลงเพียงจำนวน 23 ราย คิดเป็นร้อยละ 6.5 ซึ่งคำขอดังกล่าวอยู่ในระหว่างรอการพิจารณาอนุญาตของคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

อย่างไรก็ตาม ยังมีนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยผ่านช่องทางการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งจากข้อมูลของ BOI พบว่ายอดการส่งเสริมการลงทุนในช่วง 9 เดือนของปี 2562 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 เพิ่มขึ้นร้อยละ 11 โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 1,165 โครงการ มูลค่าการลงทุนรวม 314,130 ล้านบาท ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI แล้ว ไม่ต้องขออนุญาตการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติฯ นี้อีก

ดังนั้น เมื่อพิจารณาการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยรวมของช่องทางการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติฯ และตามช่องทางการส่งเสริมการลงทุนของ BOI แสดงให้เห็นว่านักลงทุนต่างชาติยังคงสนใจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก รองอธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย




1-10 of 118