Government




กระทรวงพาณิชย์ ฯ และโคโลญ – เมสเซ่ ชูความพร้อม งานแสดงสินค้าอาหาร 2563 ชื่อใหม่ “THAIFEX - ANUGA ASIA 2020”

posted Sep 4, 2019, 9:01 PM by Maturos Lophong


กระทรวงพาณิชย์ ฯ และโคโลญ – เมสเซ่ ชูความพร้อม

งานแสดงสินค้าอาหาร 2563 จัดเต็มยิ่งกว่าเดิมในชื่อใหม่

“THAIFEX - ANUGA ASIA 2020”

THAIFEX Public Day-235.jpg THAIFEX Public Day-295.jpg THAIFEX Public Day-407.jpg นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์___อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ.jpg AW_ThaifexAnuga_Logo.jpg

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย และผู้ร่วมจัดงานโคโลญ - เมสเซ่ ประเทศเยอรมนี แสดงความพร้อมการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2562 พร้อมเผยชื่องานใหม่ เป็น “THAIFEX - ANUGA ASIA” เตรียมยกระดับความร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดแสดงสินค้าและอาหารในภูมิภาคเอเชีย
นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ตามมติประชุมคณะกรรมการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2562 (THAIIFEX – World of Food Asia 2019)

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับหอการค้าไทย และผู้ร่วมจัดงาน โคโลญ - เมสเซ่ ประเทศเยอรมนี ในการเปลี่ยนชื่องานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX - World of Food Asia เป็น THAIFEX - ANUGA ASIA โดยจะเริ่มใช้ชื่อใหม่ในปี 2563 หรือ 2020 เป็นปีแรก 


โคโลญเมสเซ่ (Koelnmesse) เป็นผู้นำในการจัดงานแฟร์ด้านอาหารและกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำของโลก เช่น Anuga, ISM และ Anuga FoodTec ซึ่งล้วนเป็นงานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล โคโลญเมสเซ่ไม่เพียงแต่จะจัดงานเทรดแฟร์ด้านอาหารในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในตลาดต่างๆ ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก ซึ่งมีความหลากหลายทั้งด้านจุดเด่นและบริบทของตลาด กิจกรรมที่จัดขึ้นทั่วโลกเป็นการสร้างพื้นฐานสำหรับธุรกิจระดับนานาชาติ



ดังนั้น ในส่วนของ “งานแสดงสินค้าอาหาร 2563 หรือ THAIFEX - ANUGA ASIA 2020” จึงมั่นใจได้ว่า ยังคงเป็นงานแสดงสินค้าอาหารที่มีความน่าสนใจ และจัดอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้รวบรวมผู้เข้าร่วมงานกว่า 42 ประเทศ อาทิ เอเชียตะวันออก อาเซียน ยุโรป สหรัฐอเมริกา ลาตินอเมริกา แอฟริกา เป็นต้น ตลอดจนเป็นงานแสดงสินค้าที่มีจุดเด่นและเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรมสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในวงการอุตสาหกรรมอาหารของโลก ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย 


โดยการจัดงานในปี 2563 ได้กำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 26 – 30 พฤษภาคม 2563 และได้กำหนดรูปแบบการจัดงานออกเป็นงานแสดงสินค้านานาชาติเพื่อเจรจาธุรกิจทั้ง 5 วัน และวันสุดท้ายคือ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2563 จัดให้มีการจำหน่ายปลีกสำหรับประชาชนทั่วไป 1 วัน ซึ่งงานนี้จะเป็นงานสำคัญของการแสดงศักยภาพอุตสาหกรรมอาหาร และเครื่องดื่มของประเทศไทย ตลอดจนเชื่อมโยงสู่การแลกเปลี่ยนพัฒนาคุณภาพสินค้า และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ การจัดงานยังมุ่งหวังว่า จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการจัดงานแสดงสินค้าอาหาร เทคโนโลยีและบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย อีกทางหนึ่งด้วย หากสนใจสามารถติดตามข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ditp.go.th หรือ สายด่วน 1169

MOU ระหว่าง สกพอ. และ ZAEZ

posted Aug 29, 2019, 7:13 PM by Maturos Lophong



(29 ส.ค.62) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ (MOU) กับ คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษอากาศยานเจิ้งโจว (Zhengzhou Airport Economy Zone : ZAEZ) โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธาน ณ ห้องเวิลด์บอลรูมบี โรงแรมเซ็นทราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับ MOU ระหว่าง สกพอ. และ ZAEZ มีขอบเขตความร่วมมือ ที่สำคัญ ได้แก่

1.การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ ในการพัฒนามหานครการบิน ด้านต่างๆ อาทิ การวางผังศูนย์กลางการบินและการเชื่อมโยง กลยุทธ์การคัดเลือกอุตสาหกรรม ความร่วมมือสถาบันการศึกษาด้านการบินการวางผังเมือง การท่องเที่ยวและงานวิจัย เป็นต้น

2.การส่งเสริมการลงทุน และการจัดทำระบบ E- Commerce ในพื้นที่ อีอีซี และ ZAEZ

3.การส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านการบินครบวงจร ระหว่าง อีอีซี และ ZAEZ

4.การสนับสนุนความร่วมมือและการพัฒนาในโครงการต่างๆระหว่างอีอีซี และ ZAEZ ให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ความร่วมมือที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นแนวทางการพัฒนาเมืองการบินภาคตะวันออก ในพื้นที่ 6,500 ไร่ของสนามบินอู่ตะเภา และบวกกับรัศมี 30 กิโลเมตรรอบสนามบิน (พัทยา-ระยอง) ที่ถูกวางไว้เป็น มหานครการบินภาคตะวันออก (Eastern Aerotropolis) ซึ่งการนำประสบการณ์จากเจิ้งโจว ที่เป็นมหานครการบินในภาคกลางของจีน ขนาด 415 ตารางกิโลเมตร และเป็นมหานครการบินใหม่ที่เริ่มทำได้ 3 ปี ซึ่งถือเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองการบิน ในเขตพื้นที่ อีอีซี ของประเทศไทย ได้เป็นอย่างดี

ความร่วมมือต่อไปในอนาคต และผลประโยชน์ที่จะได้รับ ภายใต้ MOU ครั้งนี้

• เกิดความร่วมมือ North Asia Aerotropolis (เมืองการบินทางเหนือของเอเชีย) จากเจิ้งโจว และ South East Asia Aerotropolis (เมืองการบินตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย) จากอู่ตะเภา การขนส่งสินค้า ที่ ZAEZ จะเป็นศูนย์กลางนำเข้าสินค้าทางอากาศของจีน รับสินค้าที่ส่งออกสำคัญ เช่น ผลไม้ อาหารทะเล สัตว์ปีก สัตว์มีชีวิต อาหารสำเร็จรูป ยา อุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งผลไม้จากพื้นที่อีอีซี จะถูกส่งไปประเทศจีน แล้วสามารถขยายไปทั่วประเทศจีน การลงทุนผลิตยาในอีอีซี จะถูกส่งขายผ่านระบบ E–Commerce ที่จะกระจายผ่าน ศูนย์รับสินค้าท่าเรือบก (Dry port) ที่เจิ้งโจว เป็นต้น เกิดการสร้างช่องทางและขยายตลาด ส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกผลไม้ และผู้ประกอบการ มีรายได้ที่ยั่งยืน

• ความร่วมมือการลงทุนในอุตสาหกรรมร่วมกัน ซึ่ง ZAEZ ได้ดำเนินการแล้ว โดยมีบริษัทด้าน IT และ Smart phone กว่า 60 ราย มีบริษัทเกี่ยวข้องกับการขนส่งทางอากาศ 36 บริษัท บริษัทที่ธุรกิจด้าน E- Commerce 431 บริษัท บริษัทซ่อมเครื่องบิน 5 บริษัท โดยคาดว่าจะมีกลุ่มบริษัทดังกล่าวหลายแห่ง สนใจและพร้อมที่จะมาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี และคาดว่าจะมีกลุ่มอุตสาหกรรมที่เป็นพันธมิตร เข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มอีก

• เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความร่วมมือการพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาระบบต่างๆ ที่จะอำนวยความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งความร่วมมือและประสบการณ์จาก ZAEZ จะช่วยพัฒนาความรู้และประสบการณ์เป็นอย่างดี

MOU ครั้งนี้ สืบเนื่องจาก สกพอ. ได้ร่วมงานสัมมนาการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ครั้งที่ 13 ที่เมืองเจิ้งโจว เมื่อเดือนเมษายน 2562 เพื่อเชิญชวนนักลงทุนจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในพื้นที่ อีอีซี ซึ่งเบื้องต้นได้เกิดประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเรียนรู้

             

 

พาณิชย์มอบรางวัล PM Export Award 2019

posted Aug 27, 2019, 12:49 AM by Maturos Lophong


 

พาณิชย์มอบรางวัล PM Export Award 2019

ชูนวัตกรรมและเทคโนโลยีสนับสนุนผู้ส่งออกไทยสู่ตลาดสากล

พาณิชย์ปลื้ม นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Award 2019) เป็นปีที่ 28 ในการรับรองคุณภาพผู้ประกอบการธุรกิจส่งออกไทยให้เป็นที่ประจักษ์ด้วยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการพัฒนาศักยภาพสินค้าไทย ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ปีนี้มีผู้สมัครจากทั่วประเทศกว่า 652 บริษัท ใน 7 ประเภทรางวัล ตามขนาดของประเภทธุรกิจและผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ารับรางวัล 34 รางวัลจาก 31 บริษัท

กระทรวงพาณิชย์ตอบรับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าทั้งในประเทศและระหว่างประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในภาคการส่งออกและผู้ประกอบการรายย่อย เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจให้เติบโตจากฐานรากที่แข็งแรง (Local to Global) ด้วยการยกระดับและพัฒนาท้องถิ่นให้ทันยุคเศรษฐกิจใหม่ตามแนวคิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม รวมทั้งการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการทุกระดับอย่างต่อเนื่องทั้งส่วนกลางและภูมิภาค ควบคู่ไปกับการผลักดันการส่งออกของไทยทั้งในตลาดเดิม การเปิดตลาดใหม่และฟื้นฟูตลาดเก่า โดยสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในมาตรฐานในสินค้าและบริการของไทย ผ่านรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น (Prime Minister’s Export Award : PM Award 2019) เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบการในธุรกิจส่งออกที่มีความโดดเด่นหลากหลายประเภท ได้แก่ การส่งออกยอดเยี่ยม การมีนวัตกรรม การสร้างแบรนด์และการออกแบบสินค้าดีเยี่ยม ซึ่งสินค้าหรือบริการที่ได้รับรางวัลนี้ แสดงถึงภาพลักษณ์ คุณภาพและมาตรฐานของสินค้าไทยที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ซึ่งในปีนี้ได้พัฒนาการรับสมัครทางออนไลน์ ลดการใช้เอกสารแนบจำนวนมากส่งผลให้มีผู้สมัครเข้ารับรางวัลนี้จากภูมิภาค จำนวน บริษัท และมีผู้ผ่านได้รับรางวัลจากภูมิภาคถึง 7 รางวัลได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ระยอง สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม เป็นต้น


​รางวัล PM Export Award ถือเป็นรางวัลสูงสุดของรัฐบาลที่มอบให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นเพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของประเทศและเป็นการประกาศเกียรติคุณให้เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางถึงความสำเร็จและความทุ่มเทของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาตนเอง พัฒนาสินค้า และบริการให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ซึ่งการพิจารณาคัดเลือกบริษัทเข้ารับรางวัลในแต่ละปีจะมีขั้นตอนดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบเป็นระบบและโปร่งใส โดยมีคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจส่งออกที่ได้รับรางวัลนี้มีคุณสมบัติ ที่เพียบพร้อมอย่างแท้จริง โดยรางวัลทั้ง 7 ประเภทที่มีการมอบภายในงานในปีนี้ ประกอบด้วย

1. รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)

เป็นรางวัลที่พิจารณายอดการส่งออกเป็นหลัก โดยจะต้องผ่านหลักธรรมาภิบาล การบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

2. รางวัลสินค้านวัตกรรมยอดเยี่ยม (Best Innovation)



เป็นรางวัลที่พิจารณาสินค้าที่มีนวัตกรรมในทุกด้าน โดยจะต้องแสดงให้เห็นนวัตกรรมอย่างชัดเจนด้วยรูปลักษณ์หรือคำอธิบาย

3. รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)

เป็นรางวัลที่พิจารณากลยุทธและองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างแบรนด์ โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

4. รางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)

เป็นรางวัลที่พิจารณาแยกตามประเภทการออกแบบได้แก่ กลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์แฟชั่นเครื่องแต่งกาย กลุ่มสินค้าออกแบบบรรจุภัณฑ์ กลุ่มสินค้าผลงานกราฟิกดีไซน์ และกลุ่มผลงานออกแบบตกแต่งภายใน โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

5. รางวัลสินค้าธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Service Enterprise Award)

เป็นรางวัลที่พิจารณาแยกตามสาขาได้แก่ สาขาโรงพยาบาล/คลินิกแพทย์เฉพาะทาง สาขาดิจิทัลคอนเทนท์และซอฟต์แวร์สาขาโลจิสติกส์การค้า (ELMA) และสาขาธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ (Printing) โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

6. รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)

เป็นรางวัลที่พิจารณาสินค้าที่เป็น OTOP ที่ขึ้นบัญชีและได้รับดาวตามข้อกำหนดของกรมพัฒนาชุมชนหรือเป็น สินค้า OTOP Select ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดยจะต้องมีการส่งออกและผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

7. รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

เป็นรางวัลที่พิจารณาสินค้าฮาลาลที่ผ่านการตรวจสอบและได้รับเครื่องหมายฮาลาลแล้ว โดยผ่านหลักธรรมาภิบาลการบริหารองค์กรและอื่นๆตามที่กำหนด

หลักธรรมาภิบาลและการบริหารองค์กรประกอบด้วยหมวดที่1. การบริหารองค์กร หมวดที่2. การวางแผนเชิงกลยุทธ์หมวดที่3. การพัฒนาเพื่อขยายฐานลูกค้าและการตลาดหมวดที่ 4. การวัดการวิเคราะห์และการจัดการความรู้หมวดที่ 5. บุคลากรหมวดที่ 6. การดำเนินงานหมวดที่ 7. ความสำเร็จจากการดำเนินธุรกิจ ซึ่งทุกบริษัทจะต้องผ่านเกณฑ์ทั้ง 7 หมวดนี้ รางวัล PM Export Award ที่ดำเนินการตั้งแต่ปี 2535 จนถึงปี 2562 เป็นครั้งที่ 28 มีผู้ประกอบธุรกิจส่งออกไทยที่ได้รับรางวัลแล้ว 604 บริษัท 708 รางวัล

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

สสว. ชู 12 โมเดลธุรกิจชุมชน

posted Aug 12, 2019, 10:37 PM by Maturos Lophong


 
สสว. ชู 12 โมเดลธุรกิจชุมชน

ตั้งเป้าพัฒนาสุดยอดนักธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด

สสว.โชว์ผลงาน 12 โมเดลผู้นำธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด ที่ผ่านโครงการประชารัฐฯ เน้นโมเดลเชื่อมโยงเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับชุมชนให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการตลาด และสร้างทักษะการเรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจในยุค 4.0ตั้งเป้าพัฒนาสุดยอดนักธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด

นายสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุลผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธีปิดโครงการและพร้อมมอบรางวัลให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการประชารัฐเพื่อพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและ SMEs ก้าวสู่ตลาด 4.0 (SMEs & OTOP Transformation) ปฏิบัติการพลิกธุรกิจสู่ยุค 4.0 ว่า โครงการดังกล่าว ได้ดำเนินการทั่วประเทศมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – สิงหาคม 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการตลาดได้ เป็นกลไกสำคัญในการเข้าถึงความต้องการ และการส่งต่อ แก้ปัญหาผู้ประกอบการ ทำให้มีข้อมูลองค์ความรู้ที่สร้างสรรค์ ถูกต้องชัดเจน สร้างทักษะการเรียนรู้การบริหารจัดการธุรกิจ ในยุคที่การตลาดเปลี่ยนไปสู่ยุค 4.0 โดยผู้ประกอบการต้องสามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับนำไปสร้างเครือข่ายต้นแบบระดับจังหวัดเพื่อเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าชุมชนต่อไป

ผอ. สสว. กล่าวว่า โครงการฯนี้ มีผู้ประกอบการ OTOP SMEทั่วประเทศที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติสามารถเข้าร่วมโครงการฯจำนวน 1,344 ราย และคัดเลือกจนเหลือจำนวน 141 ราย เพื่อเข้ารับการพัฒนาโมเดลธุรกิจด้วยกิจกรรมค่ายสร้างสรรค์รวมทั้งทดสอบความสำเร็จทางการตลาดหรือ Market Test 4 จังหวัด 4 ภาคทั่วประเทศ ได้แก่ สงขลา เชียงใหม่ นครราชสีมา กรุงเทพ รวมทั้งการทดสอบตลาดออนไลน์บน Platform เทพช็อป และผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะต้องผ่านการทดสอบขั้นสุดท้ายคือ การเข้าร่วมแคมป์เพื่อสร้างสรรค์ และนำเสนอแผนการสร้าง New Business Model ที่สามารถทำได้จริง ซึ่งเพิ่งจัดเมื่อวันที่ 7-8 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการที่เข้ารอบทั้งหมดเพียง12 ราย เพื่อคัดเลือกโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุดเพียง 1 รายเท่านั้น โดย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โมเดล Travelers Souvenir ARโดยคุณเกศกนก แก้วกระจ่าง จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นโมเดลที่ได้รับรางวัลสุดยอดผู้นำธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด ซึ่งนอกจากจะได้รับการสานต่อเพื่อพัฒนาโมเดลเพิ่มเติมจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ ISMED แล้ว ยังได้รับโอกาสเข้าสู่ เทพช็อป Platform online ชื่อดังอีกด้วย 

นอกจากการรับสมัครผู้ประกอบการเพื่อเข้าร่วมโครงการแล้ว สสว. ยังมีการจัดประกวดการเขียนโมเดลธุรกิจสำหรับประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษาที่สนใจแสดงฝีมือจากทั่วประเทศ ซึ่งถูกคัดเหลือเพียง12 รายที่จะเข้าร่วมกิจกรรมในการสร้างสรรค์แผนโมเดลธุรกิจที่ดีที่สุด โดยสสว.ต้องการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้มีโอกาสร่วมกันพัฒนาธุรกิจชุมชนให้สามารถแข่งขันได้ด้วยองค์ความรู้และมีทิศทางที่ชัดเจน สามารถก้าวไปสู่การเป็นธุรกิจในยุค 4.0 อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืนซึ่งมีผู้รับรางวัลไอเดียธุรกิจดีเด่นของระดับนักศึกษา และประชาชนทั่วไป อีก 3 ผลงาน ได้แก่ 

1. นางสาวสาวิตรี บำรุง จากโมเดล juice up

2. นางสาวสุรนุช บุญจันทร์ จากโมเดล เกษตรอินทรีย์คลองตัน และ

3.นางสาวสายพิล ทะวะดี จากโมเดล เกาะยอ 2 Day trip

ภายในงานยังมีการ เสวนาพิเศษหัวข้อ“การต่อยอดสุดยอดผู้ประกอบการ สู่สุดยอดชุมชนที่ยั่งยืน”เพื่อสนับสนุนให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy) ที่เข้มแข็งและยั่งยืน สสว. จึงได้จัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “การต่อยอดผู้ประกอบการ สู่สุดยอดชุมชนที่ยั่งยืน” โดยมีวิทยากรได้แก่นายอยุทธ์ เตชะสุกิจ ผู้อำนวยการศูนย์เพิ่มมูลค่าผลผลิตและออกแบบเผลิตภัณฑ์ สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) นายพิชิต มิทราวงศ์ ผู้อำนวยการอาวุโสรับผิดชอบสายงานการตลาดและนโยบายภาครัฐ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SMED BANK) และนางสาวเมธปรียา คำนวณวุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลเอ็นดับเบิลยู จำกัด หรือ เทพช้อป มาร่วมเปิดเผยที่มาของความสำเร็จจนเกิดโมเดลธุรกิจใหม่จากความร่วมมือของหลายภาคส่วนจนได้สุดยอดผู้นำธุรกิจชุมชนต้นแบบระดับจังหวัด เพื่อเตรียมความพร้อมในการต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่ด้วยการเข้าถึงทั้งแหล่งเงินทุนและช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ที่พร้อมตอบสนองผู้บริโภคยุคปัจจุบัน


12 โมเดลธุรกิจชุมชนต้นแบบ

1.โมเดล Travelers Souvenir AR ผลงานสินค้าที่ระลึกที่มีอัตลักษณ์พื้นถิ่นพาเที่ยวนวัตวิถี โดยใช้ระบบ AR และ Web Block เชื่อมโยงกับสินค้าของที่ระลึกชุมชน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้านักท่องเที่ยวได้รู้จักชุมชนมากขึ้น และยังสามารถเชื่อมต่อไปยัง Google map ที่สามารถพานักท่องเที่ยวไปยังจุดท่องเที่ยวในชุมชนได้อีกด้วย จากบริษัท สเก็ตเชอร์ โบ จำกัด จ.สงขลา

2.โมเดล สินค้าปลอกหมอนทอจากไหมอีรี่ อัจฉริยะเพื่อการหลับลึก และแก้ปัญหาความเครียด ของผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับ โดยการคิดค้นการใช้โปรตีนไหมเคลือบผิวปลอกหมอนและสอดไส้ด้วยปุยไหมอีรี่ที่เพิ่มความนุ่มพิเศษ พร้อมติดตั้งอุปกรณ์ตรวจจับการหลับ การกดทับระหว่างการนอน โดยจะส่งการประมวลผลผ่าน App Eri Pillow ที่สามารถใช้บลูทูธ ลิงค์กับสมาร์ทโฟน หรือ เว๊บไซด์ bondonlcha.com เจ้าของผลงานคือ ร้านคุ้มสุขโข จ.ขอนแก่น

3. โมเดล Nawati การใช้แปรรูปกล้วยน้ำว้า ผลิตภัณฑ์เด่นเฉพาะจากชุมชน เป็นกล้วยเส้นทรงเครื่อง แบรนด์ Nawati เป็นการเชื่อมโยงกับชุมชนโดยส่งเสริมการปลูกกล้วยในเชิงพาณิชย์ และสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชน จากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และจัดจำหน่ายสู่ตลาด โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเชื่อมโยงโดยการบรรจุ QR code ที่บรรจุภัณฑ์เพื่อให้ผู้ซื้อ และนักท่องเที่ยวหรือผู้ประกอบการแสกนเพื่อหาข้อมูล จุดเด่นในการผลิตโดยชุมชน เพื่อชุมชน หรือแม้แต่การสั่งซื้อพันธุ์กล้วยได้อีกด้วย ผลงานจาก บริษัท บ้านกล้วย (2017) จำกัด จ.ปัตตานี

4. โมเดล ระบบจัดการซื้อขายจิ้งหรีดล่วงหน้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ผ่านเว็บไซด์www.จิ้งหรีดล่วงหน้า.com เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในการวางแผนการเลี้ยง ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ และป้องกันปัญหาจิ้งหรีดล้นตลาด ผลงานจาก ฟาร์มจิ้งหรีด ออลบั๊กส์ จ.ชัยภูมิ

5. โมเดล การแปรรูปรูปจมูกข้าวสารและธัญพืชเพื่อสุขภาพ แบรนด์ GABA BITES ธัญพืชผสมกาบ้าจากจมูกข้าว สูตร Gluten Free, Organic, Low sugar เป็นการนำวัตถุดิบจากท้องถิ่น จมูกข้าวสาร จากชุมชนสาวะดี จ.ขอนแก่น ที่มีปริมาณกาบ้าสูงมาแปรรูปโดยผสมผสานธัญพืช เป็นสแน็คเพื่อสุขภาพ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น ผู้บริโภคสามารถตรวจเช็คการผลิต และเรื่องราวจากท้องถิ่นผู้ผลิตผ่าน QR code ผลงานจาก หจก.ไทยรอยัล ฟู้ด จ.ขอนแก่น

6. โมเดล Bromedent การเพิ่มมูลค่าให้กับสับปะรดโดยใช้ทุกส่วน (Zero waste) ในการผลิต และเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าชุมชน โดยเพิ่มสารสกัดเอนไซม์สับปะรดจากผลที่ตกขนาด นำนวัตกรรมการสกัดเอนไซม์โปรมิเลน ช่วยย่อยสลายโปรตีน “ไบรโอฟิล์ม”ทำให้จุลินทรีย์ภายในปากอ่อนแอ และหลุดออก ช่วยลดปัญหาเหงือกอักเสบ ลดคราบพลัค และกลิ่นปาก โดยใช้ระบบ QR code เพื่อการหาข้อมูลการผลิตโดยละเอียด ผลงานจากวิสาหกิจชุมชนฟาร์ม มาร์เก็ตติ้ง ปลูกสับปะรด และแปรรูปสับปะรด จ.ราชบุรี

7. โมเดล มหัศจรรย์แห่งสมุนไพร สู่ โผงเผง Facial ครีมบำรุงผิวสกัดจากโผงเผงพืชหลักของชุมชน โดยนำสารสกัดจากโผงเผง สมุนไพรป่า ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเอ็นไซม์ และเมลานินสีผิวที่เปลี่ยนไปทำให้ผิวขาวขึ้น เป็นการสร้างรายได้ให้ชุมชนผู้ปลูกต้นโผงเผง ต.มะเขือแจ้ จ.ลำพูน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยอำนวยความสะดวกลูกค้าในการเข้าดูศึกษาข้อมูลการผลิต ผ่าน QR code บนบรรจุภัณฑ์ ผลงานจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนศึกษาพัฒนาเกษตรกรครบวงจร จ.ลำพูน

8. โมเดล ข้าวนพเก้า ข้าว 9 พลัง ผลิตจากข้าวกล้องจาก 5 สายพันธุ์ของดีชนเผ่า ได้แก่ 1.ข้าวกล้องหอมมะลิ 2.ข้าวกล้องลืมผัว- ม้ง 3.ข้าวกล้องบือบอ-ปะกากะยอ 4.ข้าวกล้องเหล้าทูหยา-ไทยใหญ่ 5.ข้าวกล้องเงาะเลอทีมู-ล้วะ โดยตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนของ 4 ชาติพันธุ์แห่งภาคเหนือ และนำผลผลิตข้าวมาส่งเสริมให้เกิดคุณภาพ ผลผลิต และนำความเป็นเกษตรอินทรีย์มาสร้างมูลเพิ่มให้สินค้า และสร้างรายได้มากขึ้นให้แก่ เกษตรกรกลุ่มชาติพันธุ์ จนได้เป็นข้าวกล้อง 5 ชาติพันธุ์ ผสมกับธัญพืช 8 ชนิด สร้างจุดขายเพื่อสุขภาพ และพัฒนาสูตรสินค้าให้มีความหลากหลาย พร้อมเผยแพร่สินค้าผ่านสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้าในช่องทางออนไลน์ เว็บไซด์www.noppakaow-999.com และจัดทำ QR code ที่กล่องบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบอย่างสวยงาม ผลงาน จาก บริษัท เยี่ยมเมธากร จ.เชียงใหม่

9. โมเดล นวดตัวเองด้วยน้ำหนักตัวเอง สินค้าเครื่องนอนยางพารา ที่มีการผสานภูมิปัญญาสร้างสรรค์กับนวัตกรรมโครงสร้างยางพาราแบบแยกชิ้น หลักการเดียวกับเตียงตะปูโยคี คือ การกระจายน้ำหนักลดการกดทับได้จริง มีสันนูนเปรียบเสมือนปุ่มนวดที่สะท้อนกลับเหมือนนวดตัวเองด้วยน้ำหนักตัวเอง และใช้เทคโนโลยี “โยคีดิจิทัล”คือ Healthy Community ที่ช่วยปรับสรีระของผู้ใช้ให้ห่างไกลจากโรค Office syndrome และเป็นการผลิตภายในชุมชนจังหวัดกำแพงเพชรเพื่อลดอัตราการไปทำงานต่างถิ่น ผลงานจากวิสาหกิจชุมชนเย็บผ้าเครื่องนอนยางพาราเขาคีริส จ.กำแพงเพชร

10. โมเดล Linkshipper เป็น Platform Community Auto Dropship สำหรับสินค้า Halal โดยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ผลิตสินค้าฮาลาลและคนในชุมชนที่ต้องการเปิดร้านค้าออนไลน์แบบ Automatic เพียงแคสมัครก็จะมีเว็บไซด์พร้อมสินค้าให้ขายแบบฟรี โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการแต่งภาพ หรือ การทำเว็บไซด์เลย โดยจะเป็นสื่อกลางในการประสานชุมชนมุสลิม 200 ชุมชน ๆ ละ 50 ร้านค้าทั่วกรุงเทพ ตั้งเป้าร้านค้าฮาลาลในระบบ 10,000 ร้านค้า โดยสินค้าจะถูกคัดกรองโดยระบบอัลกอรริทึ่มของ Linkshipper เพื่อนำสินค้าขายดีจากรายการทั้งหมด ไปขึ้นในระบบของแต่ละร้านค้า เป็นการเพิ่มโอกาสในการขายให้มากขึ้น คาดว่า ร้านค้าที่ Active จะมีรายได้ประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน ถ้า 500 ร้านค้า คิดเป็นยอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 5,000,000 บาท ต่อเดือน ผลงานจากบจก.วันบีลิฟ กรุงเทพฯ

11.โมเดล No Locking No Lost เป็นการนำหัตถกรรมกระจูด ที่มีคุณสมบัติทอจากเส้นใยกระจูดที่มีความเหนียวแตกต่างจากพืชจักสานชนิดอื่น ทนต่อการขีดข่วน สามารถใช้งานหนักได้ ผสานเทคโนโลยี GPS Tracking เพื่อติดตามค้นหาจากตำแหน่งที่ระบุได้ และจะมีสัญญาณเตือนหากระเป๋าอยู่ห่างจากตัวเกิน 10 เมตร เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า และไม่จำเป็นต้องผลิตเป็นจำนวนมาก ก็สามารถทำให้ราคาต้นทุนลดลงได้ ผลงานจาก วนิดากระจูด จ.สงขลา

12. โมเดล เห็ดโคนน้อย คอยใหญ่ การนำเห็ดโคนน้อยที่มีสรรพคุณทางการรักษาดียิ่งกว่า เห็ดหลินจือ หรือ เห็ดถั่งเช่า เพราะเห็ดโคนน้อยมีสารโพลีซัคคาไลน์สูง ผสมกับเบต้ากลูติน และสารอิลิยาดีนิน ช่วยละลายไขมันในเลือด เห็ดชนิดนี้ปลูกกันมากที่จ.อุตรดิตถ์ โดยเฉพาะในเขตร้อนชิ้น จึงมีการนำ Know How ในการเพาะเห็ดชนิดนี้ ด้วยมาตรฐาน GMP และสัญลักษณ์คุณภาพ Q รับรองโดยกรมวิชาการเกษตร โดยการจำหน่ายผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดีย และเว็บไซด์ที่ให้ความรู้ในการเพาะเห็ดเกือบทุกชนิด ผลงานของ หจก.บ้านเห็ดอุตรดิตถ์ไบโอเทค

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบโล่ให้ 9 ธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม

posted Jul 24, 2019, 12:51 AM by Maturos Lophong

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มอบโล่ให้ 9 ธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม 

พร้อมเชิดชู 85 ธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ ปี 2562

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดพิธีเชิดชูเกียรติให้ธุรกิจสีขาว พร้อมมอบโล่ให้ธุรกิจ 9 รายที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม และมอบหนังสือรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจให้ 85 ราย เพื่อใช้เป็นเครื่องหมายการันตี ความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ สำหรับหลักเกณฑ์การประเมินที่เข้มข้นตามหลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 ด้าน ถือเป็นการแข่งขันกับตนเองซึ่งธุรกิจที่ผ่านหลักเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจจะเป็นเครื่องบ่งชี้และคัดกรองธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจได้อย่างแท้จริง

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังกล่าวแสดงความยินดีในงาน “พิธีเชิดชูเกียรติธุรกิจที่ผ่านการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ ประจำปี 2562” และการเสวนาหัวข้อ ธรรมาภิบาล: สานประโยชน์ อย่างยุติธรรม ณ ชั้น 4 ห้องฉลาดลบเลอสรรค์ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ว่า กิจกรรมในวันนี้ (24 กรกฎาคม 2562) เป็นการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2560 ที่กรมฯ ได้เริ่มจัดทำเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ และในปีนี้ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ ให้มีความละเอียดมากยิ่งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจได้พัฒนาไปสู่หลักธรรมาภิบาลตามมาตรฐานสากล สำหรับหลักเกณฑ์ฯ ที่คณะกรรมการใช้ประเมินธุรกิจยังคงพิจารณาจากหลักธรรมาภิบาลใน 6 ด้านคือ หลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า ซึ่งแต่ละด้านจะประกอบไปด้วยตัวชี้วัดหลัก (ธุรกิจต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80) และตัวชี้วัดรอง (ธุรกิจต้องได้รับคะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70) และผลการประเมินรวมของตัวชี้วัดทั้ง 2 ตัวต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ถึงจะผ่านเกณฑ์การรับรอง โดยคะแนนที่ได้มาจากการที่ธุรกิจได้แข่งขันกับตนเองซึ่งจะเป็นเครื่องบ่งชี้และคัดกรองธุรกิจที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำธุรกิจได้อย่างแท้จริง

อธิบดี กล่าวต่อว่า “ในปี 2562 มีธุรกิจให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการประเมินจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจดีของภาคธุรกิจที่ต้องการจะพัฒนาธุรกิจด้วยความโปร่งใส และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยปีนี้มีธุรกิจที่ผ่านการรับรองตามเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจจำนวน 85 ราย ซึ่งกรมฯ ได้มอบหนังสือรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจเป็นเครื่องหมายการันตีความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้า มากไปกว่านั้น กรมฯ ยังได้มอบโล่ธรรมาภิบาลธุรกิจยอดเยี่ยม เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณให้แก่ธุรกิจที่มีธรรมาภิบาลยอดเยี่ยม จำนวน 9 ราย แบ่งเป็น 1) ธุรกิจขนาดเล็ก จำนวน 3 ราย คือ บริษัท คิด คิด จำกัด, บริษัท บิซรีซอร์ส จำกัด และ บริษัท สยามทูลส์เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 2) ธุรกิจขนาดกลาง จำนวน 3 ราย คือ บริษัท เจ.เจ.แอ๊ดวานซ์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เชอวาล เทคโนโลยี่ จำกัด และบริษัท อิน ดีไซน์ แอนด์ คอนซัลแทนท์ จำกัด และ 3) ธุรกิจขนาดใหญ่ จำนวน 3 ราย คือ บริษัท ดี-แลนด์ กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ไทยอีสเทิร์น รับเบอร์ จำกัด และบริษัท เบ็ทเทอร์ ฟาร์ม่า จำกัด”

“สำหรับธุรกิจที่ผ่านเกณฑ์ฯ จะได้รับหนังสือรับรองเกณฑ์มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจซึ่งมีอายุ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกให้และตราสัญลักษณ์เครื่องหมายรับรองฯ สามารถนำไปใช้ร่วมกับเครื่องหมายการค้า หรือสื่อประชาสัมพันธ์ของธุรกิจเพื่อการันตีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาลธุรกิจ รวมถึง กรมฯ จะระบุข้อความว่า “นิติบุคคลนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ” ในหน้าหนังสือรับรองนิติบุคคลเพื่อเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับคู่ค้า และประชาชนทั่วไป สุดท้ายนี้ต้องขอแสดงความยินดีกับผู้ได้รับรางวัลอีกครั้งหนึ่ง และกรมฯ มุ่งหวังว่าการเชิดชูเกียรติในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ภาคธุรกิจที่ประพฤติตนเป็นธุรกิจที่ดี และกลายเป็นแบบอย่างให้กับภาคธุรกิจไทยต่อไป” อธิบดี กล่าวในท้ายที่สุด


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า การจดทะเบียนธุรกิจ

posted Jul 22, 2019, 11:02 PM by Maturos Lophong


การจดทะเบียนธุรกิจ ประจำเดือน มิถุนายน 2562 และครึ่งปี/2562

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้มอบหมายให้ นางโสรดา เลิศอาภาจิตร์ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแถลงข่าวการจดทะเบียนธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ประจำเดือน มิถุนายน 2562 และครึ่งปีแรกของปี 2562 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

ผลการจดทะเบียนธุรกิจ

ธุรกิจจัดตั้งใหม่เดือนมิถุนายน

- จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ทั่วประเทศในเดือนมิถุนายน 2562 จำนวน 5,586 ราย เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2562 จำนวน 5,942 ราย ลดลง จำนวน 356 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2561 จำนวน 6,514 ราย ลดลงจำนวน 928 ราย คิดเป็นร้อยละ 14


- ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 497 ราย คิดเป็น ร้อยละ 9 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 328 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และอันดับ 3 คือ ธุรกิจภัตตาคารและร้านอาหาร จำนวน 168 ราย คิดเป็นร้อยละ 3

- มูลค่าทุนธุรกิจจัดตั้งใหม่ ในเดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 15,147 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2562 จำนวน 35,218 ล้านบาท ลดลงจำนวน 20,071 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57 และเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2561 จำนวน 24,589 ล้านบาท ลดลงจำนวน 9,442 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 38

- ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 4,065 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.77 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท มีจำนวน 1,426 ราย คิดเป็นร้อยละ 25.53 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 81 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.45 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 14 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.25

ธุรกิจจัดตั้งใหม่ครึ่งปีแรก 2562 (ม.ค. - มิ.ย.)

- จำนวนธุรกิจจัดตั้งใหม่ มีผู้ประกอบธุรกิจยื่นขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศ ครึ่งปีแรกของปี 2562 (ม.ค. - มิ.ย.) จำนวน 38,222 ราย เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2561 (ก.ค. - ธ.ค.) จำนวน 34,561 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 3,661 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2561 จำนวน 37,548 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 674 ราย คิดเป็นร้อยละ 2

- ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 3,327 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 2,212 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และธุรกิจภัตตาคาร / ร้านอาหาร จำนวน 1,020 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ

- มูลค่าทุนธุรกิจจัดตั้งใหม่ ในครึ่งปีแรกของปี 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 117,756 ล้านบาท เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2561 จำนวน 231,412 ล้านบาท ลดลงจำนวน 113,656 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 49 และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2561 จำนวน 142,872 ล้านบาท ลดลงจำนวน 25,116 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 18

- ธุรกิจจัดตั้งใหม่แบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจจัดตั้งใหม่ทั่วประเทศมากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 27,808 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.75 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท มีจำนวน 9,772 ราย คิดเป็นร้อยละ 25.57 รองลงมา คือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท มีจำนวน 557 ราย คิดเป็นร้อยละ 1.46 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 85 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.22

ธุรกิจเลิกประกอบกิจการเดือนมิถุนายน

- จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ในเดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวน 1,264 ราย เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2562 จำนวน 1,130 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 134 ราย คิดเป็นร้อยละ 12 และเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2561 จำนวน 1,392 ราย ลดลงจำนวน 128 ราย คิดเป็นร้อยละ 9

- ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 115 ราย คิดเป็นร้อยละ 9 รองลงมาคือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 87 ราย คิดเป็นร้อยละ 7 และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการจัดการ จำนวน 47 ราย คิดเป็นร้อยละ 4 ตามลำดับ

- มูลค่าทุนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ในเดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 4,973 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2562 จำนวน 3,538 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 1,435 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 และเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2561 จำนวน 8,486 ล้านบาท ลดลงจำนวน 3,513 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41

- ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 865 ราย คิดเป็นร้อยละ 68.43 รองลงมาคือช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท จำนวน 331 ราย คิดเป็นร้อยละ 26.19 ลำดับถัดไปคือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 63 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.98 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.40

ธุรกิจเลิกประกอบกิจการครึ่งปีแรก 2562 (ม.ค. - มิ.ย.)

- จำนวนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ มีจำนวน 6,667 ราย เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2561 (ก.ค. - ธ.ค.) จำนวน 15,486 ราย ลดลงจำนวน 8,819 ราย คิดเป็นร้อยละ 57 และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2561 (ม.ค. - มิ.ย.) จำนวน 6,289 ราย เพิ่มขึ้นจำนวน 378 ราย คิดเป็นร้อยละ 6

- ประเภทธุรกิจเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป จำนวน 717 ราย คิดเป็นร้อยละ 11 รองลงมา คือ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 409 ราย คิดเป็นร้อยละ 6 และธุรกิจให้คำปรึกษาด้านการบริหารจัดการอื่นๆ จำนวน 179 ราย คิดเป็นร้อยละ 3 ตามลำดับ

- มูลค่าทุนธุรกิจเลิกประกอบกิจการ ในครึ่งปีแรกของปี 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 22,336 ล้านบาท เมื่อเทียบกับครึ่งปีหลังของปี 2561 (ก.ค. – ธ.ค.) จำนวน 61,421 ล้านบาท ลดลงจำนวน 39,085 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64 และเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 2561 (ม.ค. - ธ.ค.) จำนวน 39,328 ล้านบาท ลดลงจำนวน 16,992 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 43

- ธุรกิจเลิกประกอบกิจการแบ่งตามช่วงทุน โดยช่วงทุนที่มีจำนวนรายธุรกิจเลิกประกอบกิจการทั่วประเทศ มากที่สุด ได้แก่ ช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 4,690 ราย คิดเป็นร้อยละ 70.35 รองลงมาคือช่วงทุนมากกว่า 1- 5 ล้านบาท จำนวน 1,661 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.91 ลำดับถัดไปคือช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 290 ราย คิดเป็นร้อยละ 4.35 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท มีจำนวน 26 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.39

ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ ณ เดือนมิถุนายน

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่ทั้งสิ้น (ณ วันที่ 30 มิ.ย. 62) ธุรกิจที่ยังคงดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ จำนวน737,252 ราย มูลค่าทุน 16.79 ล้านล้านบาท จำแนกเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด / ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล จำนวน 184,272 ราย คิดเป็นร้อยละ 24.99 บริษัทจำกัด จำนวน 551,736 ราย คิดเป็นร้อยละ 74.84 และบริษัทมหาชนจำกัด จำนวน 1,244 ราย คิดเป็นร้อยละ 0.17

- ธุรกิจดำเนินกิจการอยู่แบ่งตามช่วงทุน ธุรกิจส่วนใหญ่มีช่วงทุนไม่เกิน 1 ล้านบาท จำนวน 437,772 ราย คิดเป็นร้อยละ 59.38 รวมมูลค่าทุน 0.38 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.27 รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 1-5 ล้านบาท จำนวน 214,289 ราย คิดเป็นร้อยละ 29.07 รวมมูลค่าทุน 0.70 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 4.17 รองลงมา คือ ช่วงทุนมากกว่า 5-100 ล้านบาท จำนวน 69,998 ราย คิดเป็นร้อยละ 9.49 รวมมูลค่าทุน 1.89 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11.26 และช่วงทุนมากกว่า 100 ล้านบาท จำนวน 15,191 ราย คิดเป็นร้อยละ 2.06 รวมมูลค่าทุน 13.81 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 82.30 ตามลำดับ

แนวโน้มการจัดตั้งธุรกิจ

เมื่อประเมินจากอัตราการเติบโตของ GDP และแนวโน้มด้านเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงแนวโน้มการ จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจตามฤดูกาล (Seasonal Trend) พบว่า โดยปกติจะมีจำนวนการจัดตั้งธุรกิจเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี แต่อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองยังถือเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการจัดตั้งธุรกิจสำหรับไตรมาสที่ 3 และ 4 ได้

การลงทุนประกอบธุรกิจในไทยภายใต้กฎหมายต่างด้าว

เดือนมิถุนายน

- การอนุญาตให้คนต่างชาติประกอบธุรกิจในเดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวน 42 ราย แบ่งเป็นใบอนุญาตประกอบธุรกิจจำนวน 16 ราย และหนังสือรับรองประกอบธุรกิจจำนวน 26 ราย โดยมีเม็ดเงินลงทุนทั้งสิ้น 8,322 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2562 จำนวนธุรกิจที่คนต่างชาติเข้ามาลงทุนลดลง 11% (ลดลง 5 ราย) ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 26% (เพิ่มขึ้น 1,723 ล้านบาท)

- นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น จำนวน 14 ราย เงินลงทุน 2,999 ล้านบาท รองลงมา ได้แก่ สิงคโปร์ จำนวน 7 ราย เงินลงทุน 178 ล้านบาท และจีน 2 ราย เงินลงทุน 115 ล้านบาท

ครึ่งปีแรก 2562 (ม.ค. – มิ.ย. )

- เดือนมกราคม – มิถุนายน 2562 คนต่างด้าวได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ จำนวน 287 ราย มีเงินลงทุนทั้งสิ้น 54,293 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปรากฏว่าจำนวนธุรกิจที่ได้รับอนุญาตลดลง 84 ราย คิดเป็นร้อยละ 23 ขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 7,933 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17 เนื่องจากปี 2562 มีต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง อาทิ บริการรับค้ำประกันหนี้ บริการเป็นศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center) บริการงานวิศวกรรม การจัดหา ติดตั้ง เช่น การใช้งานระบบเครื่องบดดินหรือหินกึ่งเคลื่อนที่โครงการแม่เมาะ การบำรุงรักษาโครงการรถไฟฟ้ามหานครสายสีน้ำเงิน อุปกรณ์ที่ใช้ในหน่วยกลั่นน้ำมันดิบ เป็นต้น



****************************
การให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดือนมิถุนายน 2562

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลดิจิทัล และ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกเพื่อลดต้นทุน ลดเวลา และลดการใช้กระดาษ โดยพัฒนาการบริการทุกระบวนการของกรม ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ผู้ใช้บริการยื่นขอรับบริการได้ทุกที่ ทุกเวลา

DBD e – Filing การนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติในการยื่นงบการเงินประจำปี 2561 สำหรับนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จะต้องนำส่งงบการเงินภายในวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 นิติบุคคลนำส่งงบการเงินแล้วจำนวน 554,406 ราย โดยนำส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ DBD e-Filing) จำนวน 501,333 ราย คิดเป็นร้อยละ 90 และนำส่งในรูปแบบกระดาษ จำนวน 53,073 ราย คิดเป็นร้อยละ 10 จะเห็นว่าการนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing อยู่ในสัดส่วน 90% ของนิติบุคคลที่ได้นำส่งงบการเงินแล้ว ซึ่งมียอดการนำส่งงบการเงินสูงกว่าปีก่อนเมื่อเปรียบเทียบในช่วงเวลาเดียวกัน ถือว่าการรณรงค์เชิญชวนให้นิติบุคคลนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งกรมฯ มั่นใจว่าการนำส่งงบการเงินผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จะสามารถอำนวยความสะดวกลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายให้แก่ภาคธุรกิจ เนื่องจากสามารถนำส่งงบการเงินได้ทุกที่ ทุกเวลา และสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่าน DBD Data Warehouse และ DBD e - Service Application ได้อย่างรวดเร็ว โดยถือเป็น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการผลักดันให้กรมฯ ก้าวสู่การเป็นหน่วยงานภาครัฐดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ และตอบสนองการพัฒนาระบบให้บริการภาคธุรกิจที่เป็นเลิศมุ่งสู่ยุค Thailand 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

สำหรับนิติบุคคลที่ยังไม่นำส่งงบการเงิน กรมฯ จะดำเนินการติดตามให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างใกล้ชิดต่อไป ซึ่งการนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing จะช่วยให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลงบการเงินเพื่อทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็ว เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ภาคธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้ารวมทั้ง สถาบันการเงินในการติดต่อทำธุรกรรมอีกด้วย

e- Secured จดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดให้บริการจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร ผ่าน Web Application และ Web Service แบบ Host to Host และชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) และออกใบเสร็จรับเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) โดยเจ้าพนักงานทะเบียนลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) รวมถึงสามารถตรวจค้นข้อมูลหลักประกันทางธุรกิจเบื้องต้นผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือผ่านระบบ mobile application (iosและandroid) บนสมาร์ทโฟน

โดยตั้งแต่ 4 กรกฎาคม 2559 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 มีการจดทะเบียนสัญญาหลักประกัน ทางธุรกิจ จำนวน 412,457 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน จำนวน 6,786,343 ล้านบาท โดยมีการนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและใช้ประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สิน

ทั้งนี้ในเดือนมิถุนายน 2562 มีการนำทรัพย์สินทางปัญญาประเภท ลิขสิทธิ์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจด้วย มูลค่าทรัพย์สินจำนวน 10 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 กรมฯ จัดสัมมนา“การบังคับหลักประกันทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ” เพื่อเสริมความรู้ แก่ผู้รับหลักประกันในเรื่องการบังคับทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจว่าผู้รับหลักประกันจะต้องดำเนินการหากมีเหตุบังคับหลักประกัน รวมถึงได้ชี้แจงการพัฒนาปรับปรุงระบบจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจให้ผู้รับหลักประกันทราบ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนา จำนวน 263 คน

e-Registration การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์

การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2560 - 30 มิถุนายน 2562 มีการยืนยันการใช้งาน (Activate) จำนวน 41,756 ราย รับจดทะเบียน 15,683 ราย ซึ่งกรมได้มีการเตรียมการพัฒนาระบบให้อำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการยืนยันตัวตนนิติบุคคลและการใช้ระบบงาน รวมถึงการเชื่อมโยงเพื่อสร้างความพร้อมในการดำเนินธุรกิจให้แก่ SME ทั้งด้านการเงินและซอฟแวร์

การบริการหนังสือรับรองข้อมูลนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์และผลักดันการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ยกระดับการเป็นหน่วยงานรัฐบาลดิจิทัล โดยการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) มาให้บริการ ซึ่งการบริการ e-Service เป็นการบริการขอหนังสือรับรองผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยขอรับข้อมูลได้ผ่านช่องทาง Walk in EMS Delivery และการออกหนังสือรับรองรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Certificate File) ซึ่งการบริการในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์มีจำนวนการใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในเดือนมิถุนายน 2562 มีจำนวน 11,205 ราย คิดเป็น 44% ของช่องทางการให้บริการทั้งหมด และได้ขยายการให้บริการสู่การบริการหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติและสมาคมการค้า หนังสือรับรองภาษาอังกฤษ

ทั้งนี้ การขอรับบริการทางอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากผ่านทาง www.dbd.go.th แล้ว สามารถขอรับบริการผ่านทาง Application DBD e- Service ได้ทั้งระบบ Android และ IOS

DBD e-Accounting โปรแกรมบัญชีเพื่อช่วยเหลือ SMEs

กรมได้ดำเนินการแจก“โปรแกรม e-Accounting for SMEs” ช่วยเหลือ SMEs สามารถบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการบันทึกข้อมูลซ้ำซ้อน ลดระยะเวลา ประหยัดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ทาง Play store ซึ่งมีการพัฒนาซอฟแวร์บัญชีเชื่อมต่อกับการนำส่งงบการเงินทางระบบ DBD e-Filing ผ่านทาง DBD Connect ซึ่งเป็นการร่วมกับผู้พัฒนาซอฟแวร์บัญชีเพื่อเชื่อมโยงระบบงานบัญชีเข้าสู่งบการเงินทางออนไลน์ได้โดยทันที จำนวน 15 ราย

Total Solution for SMEs

การขับเคลื่อน SMEs ไทย ด้วยนวัตกรรมออนไลน์ โดยส่งเสริมให้ธุรกิจเข้าถึงเทคโนโลยีทางการบัญชี และบริหารจัดการร้านค้าได้โดยง่าย ให้ได้รับข้อมูลในการบริหารจัดการธุรกิจแบบถูกต้อง ครบวงจร เปลี่ยน Traditional SMEs เป็น Smart SMEs ซึ่งกรมได้รวบรวมโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทั้ง 3 ภาคส่วน ไว้ด้วยกันคือ โปรแกรมสำนักงาน (Office) โปรแกรมหน้าร้าน (POS) โปรแกรมบัญชี online (Cloud Accounting) โดยผู้ประกอบการสามารถจัดทำบัญชีเบื้องต้นได้เองก่อนส่งข้อมูลให้ผู้ทำบัญชีตรวจสอบ

DBD Business Data Warehouse

กรมได้พัฒนาระบบสารสนเทศให้มีความสมบูรณ์หลากหลาย และสามารถจัดทำผลวิเคราะห์ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลธุรกิจ ประกอบด้วยข้อมูลนิติบุคคล ข้อมูลและวิเคราะห์งบการเงิน ข้อมูลซัพพลายเออร์ลูกค้า คู่ค้าทางธุรกิจ ข้อมูลโอกาสทางธุรกิจ ข้อมูลการลงทุนจากต่างชาติในนิติบุคคลไทย รวมทั้งข้อมูลสถิติการจดทะเบียนนิติบุคคล ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้ SMEs สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูล พร้อมทั้งนำข้อมูลธุรกิจไปสนับสนุนการตัดสินใจในการประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว โดยในปี 2562 (ม.ค.-มิ.ย.) มีจำนวนผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 4,399,282 ครั้ง

กรมการค้าภายใน ปรับภาพลักษณ์ใหม่ Farm Outlet

posted Jul 18, 2019, 1:03 AM by Maturos Lophong


กรมการค้าภายใน ปรับภาพลักษณ์ใหม่ Farm Outlet

ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ พร้อมเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่

กรมการค้าภายใน ปรับภาพลักษณ์ใหม่ ศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน หรือ ฟาร์มเอาต์เล็ต (Farm Outlet) ช่วยสร้างความโดดเด่น ดึงดูดความสนใจ เป็นช่องทางการจำหน่ายที่มีศักยภาพรองรับผลผลิตของเกษตรกรและมีความสามารถในการแข่งขัน ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ด้านผู้เชี่ยวชาญการสร้างภาพลักษณ์ เชื่อมั่นภาพลักษณ์ใหม่ฟาร์มเอาต์เล็ต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูป พร้อมเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า โครงการศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน (ฟาร์มเอาต์เล็ต : Farm Outlet) ได้จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เพื่อเป็นศูนย์กลางให้กับเกษตรกรได้นำผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์แปรรูปมาจำหน่าย ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งและ พึ่งพาตนเองได้ ตลอดจนสร้างรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น อย่างไรก็ตามปัจจุบันการเกษตรเป็นยุค ๔.๐ เป็นการเปลี่ยนแปลงจากเกษตรแบบดั้งเดิม ข้ามไปสู่เกษตรยุคใหม่ที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีการปรับตัว กรมการค้าภายในจึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มศักยภาพฟาร์มเอาต์เล็ต เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ถึงบทบาทความสำคัญ ตลอดจนพัฒนาศักยภาพของศูนย์ให้สามารถรองรับผลผลิตของเกษตรกร และมีความสามารถในการแข่งขัน มีการบริหารจัดการที่ดีพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าเมื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้ประกอบการแล้วจะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนแน่นอน

"กรมการค้าภายในได้ปรับภาพลักษณ์ใหม่ของฟาร์มเอาต์เล็ต โดยการปรับอัตลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้นเพื่อตอกย้ำแบรนด์ พร้อมถ่ายทอดและให้ความรู้เรื่องภาพลักษณ์ใหม่ของฟาร์มเอาต์เล็ต แนวทางการพัฒนา การขายและการตลาดแก่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวแทนผู้ประกอบการศูนย์ที่ปัจจุบันมี ๖๖ แห่ง ใน ๓๙ จังหวัด รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ไปในทิศทางเดียวกัน นอกจากนี้เป้าหมายปี ๒๕๖๒ จะส่งเสริมและพัฒนาศูนย์ฯ เพิ่มขึ้นอีก ๗ แห่งอีกด้วย" นายวิชัย กล่าว

ทั้งนี้ที่ผ่านมาต้องขอขอบคุณผู้มีส่วนสนับสนุนทุกภาคส่วนโดยเฉพาะภาคเอกชน ที่ให้การสนับสนุนเลือกใช้และประชาสัมพันธ์ผลผลิตทางการเกษตรและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมเดอะเชฟ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ สมาคมเชฟแห่งประเทศไทย ตลอดจนห้างสรรพสินค้า ชั้นนำต่างๆ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด บริษัท เซ็นทรัลฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เป็นต้น ที่เปิดพื้นขายให้กับสินค้าเกษตรไทย

ด้านนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างภาพลักษณ์ กล่าวว่า การปรับภาพลักษณ์ใหม่ของฟาร์มเอาต์เล็ตมีความจำเป็นเพื่อให้ก้าวทันกับเกษตรกรสมัยใหม่ที่จำเป็นต้องใช้การตลาด นำการผลิต ตลอดจนใช้นวัตกรรมหรือการสร้างภาพลักษณ์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ซึ่งฟาร์มเอาต์เล็ตได้เปิดดำเนินการมานานกว่า ๑๐ ปีแล้ว บางศูนย์ยังขาดจุดดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และบางศูนย์การบริหารจัดการยังไม่เป็นระบบและไม่เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง และที่สำคัญพบว่าปัจจุบันเกษตรกรและผู้บริโภคยังมีความสับสนและไม่เข้าใจถึงบทบาทที่แท้จริงของฟาร์มเอาต์เล็ต “การทำเกษตรยุคใหม่ เกษตรกรไม่ใช่แค่ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิต แต่ต้องมองให้ครบรอบด้าน ตั้งแต่ ต้นทางการผลิตไปจนถึงตลาดปลายทาง และให้ความสำคัญกับความต้องการผู้บริโภค รู้จักใช้เทคโนโลยี เข้ามาช่วยยกระดับธุรกิจ ภาพลักษณ์ที่ดีและชัดเจนถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะสะท้อนตัวตนและสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ได้มากขึ้น” นางดรุณวรรณ กล่าว

สำหรับโครงการส่งเสริมภาพลักษณ์ใหม่ฟาร์มเอาต์เล็ตดังกล่าวนี้ได้เริ่มตั้งแต่การสำรวจความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อฟาร์มเอาต์เล็ต อาทิ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน ผู้ที่สนใจจะเป็นผู้ประกอบการและตัวแทนผู้ประกอบการ รวมไปถึงความคิดเห็นของตัวแทนผู้บริโภคที่มีประสบการณ์การซื้อผลิตภัณฑ์ของฟาร์มเอาต์เล็ตในพื้นที่เป้าหมายไม่น้อยกว่า ๓๔ ศูนย์ รวมไม่น้อยกว่า ๔๐๐ ราย เพื่อรับฟัง ความคิดเห็นและนำมาวิเคราะห์จนได้ภาพลักษณ์ใหม่ออกมานี้ นายวิชาญ ช่วยชูใจ ผู้บริหารศูนย์ Farm Outlet ร้านทางไท จังหวัดสงขลา กล่าวว่า การเปิดฟาร์มเอาต์เล็ตเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าทางการเกษตรเพิ่มขึ้น เป็นการสร้างมูลค่าสินค้าอย่างเป็นระบบ สินค้าที่จำหน่ายมีคุณภาพ สด สะอาด ปลอดภัย เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาด และยังได้มีการสร้างเครือข่ายการผลิต การตลาด กับกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต และอยากให้ผู้ประกอบการฟาร์มเอาต์เล็ตทุกรายนอกจากการมองตลาดในประเทศแล้ว ให้มองไกลไปถึงตลาดต่างประเทศด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าสินค้าเกษตรไทยมีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล นางสาวกมลพร ตรียะชาติ ผู้บริหารศูนย์ Organic Farm Outlet จังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ผู้ประกอบการฟาร์มเอาต์เล็ตแต่ละรายต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับการปรับภาพลักษณ์ใหม่ เช่น ปรับโฉมร้านค้าให้ทันสมัย เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก เพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านออนไลน์ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้สินค้าเป็นที่น่าสนใจขึ้น เพิ่มการตลาด และการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น เป็นการสร้างความแตกต่างและโดดเด่นให้กับร้านของตัวเอง

พาณิชย์’ จัดงาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม” สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย

posted Jul 12, 2019, 2:32 AM by Maturos Lophong

พาณิชย์’ จัดงาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม” สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย

เน้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาด สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยอย่างยั่งยืน


กระทรวงพาณิชย์ จัดงาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม” สะท้อนเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย สร้างความเข้มแข็งอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสู่แหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ เน้นตอบโจทย์ความต้องการของตลาด เอาใจลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมแล้ว!!! งานแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่สวยงามที่สุดงานหนึ่งของไทย วันที่ 12 - 14 กรกฎาคม นี้ ณ ฮอลล์ 12 อิมแพค เมืองทองธานี ...บอกเลยว่า..พลาดแล้วจะเสียดาย!!


นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินโครงการ “ยกระดับการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าไหมสู่แหล่งท่องเที่ยว” โดยได้เดินสายนำผู้เชี่ยวชาญแขนงต่างๆ เช่น ดีไซน์เนอร์ นักการตลาด ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสินค้า/บรรจุภัณฑ์ และภาพลักษณ์ตราสินค้า ฯลฯ ลงพื้นที่ร่วมให้คำปรึกษาแนะนำในการปรับโครงสร้างการผลิตเพื่อขยายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยให้มีความหลากหลายครอบคลุมความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น มีการถ่ายทอดเทคนิคการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าและลดต้นทุนการผลิต กระตุ้นให้ผู้ประกอบการนำนวัตกรรมเข้ามาช่วยในการพัฒนาผ้าไหมให้มีความทันสมัย ร่วมสมัย และดูแลรักษาง่าย ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ให้นำผ้าไหมไทยมาตัดเย็บเป็นเครื่องแต่งกาย หรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนเพื่อพัฒนาเส้นทางสายไหมสู่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ ตามยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้แก่ผู้ประกอบการผ้าไหมท้องถิ่น 3 ภูมิภาค ประกอบด้วย 1) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ จ.ขอนแก่น 2) ภาคใต้ ได้แก่ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และ 3) ภาคเหนือ ได้แก่ จ.แพร่ จ.ลำพูน จ.เชียงใหม่”

“การดำเนินโครงการฯ ดังกล่าวประสบความสำเร็จด้วยดี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการผ้าไหมท้องถิ่นทั้ง 3 ภูมิภาคในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ตลอดจนเกิดการรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ้าไหมไทย และสามารถเชื่อมโยงไปยังผู้ผลิต ผู้จัดหา นักออกแบบ ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึง เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมผ้าไหมไทยอย่างยั่งยืน ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์แก่สายตานักท่องเที่ยว ผู้ที่ชื่นชอบผ้าไหมไทย และประชาชนทั่วไป ตลอดจนเป็นช่องทางในการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่ได้รับการพัฒนาโดยนำเอานวัตกรรมมาใส่ดีไซน์ที่ทันสมัยเข้าไปเพื่อตอบโจทย์ตลาดให้กว้างขวางมากขึ้น กรมฯ จึงได้จัดงานแสดงสินค้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ภายใต้ชื่องาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม”


รองอธิบดีฯ กล่าวต่อว่า “กรมฯ กำหนดจัดงาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม” ในส่วนกลาง ระหว่างวันที่ 12 - 14 กรกฎาคม 2562 ณ ฮอลล์ 12 อิมแพค เมืองทองธานี ภายในงานฯ จะมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ได้รับการพัฒนา และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าไหมหลากหลายรูปแบบ ประกอบด้วย เสื้อผ้าแฟชั่นดีไซน์ที่เหมาะกับผู้บริโภคทุกวัย เครื่องประดับ และของใช้ของตกแต่งบ้าน ฯลฯ โดยมีผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาจากกรมฯ เข้าร่วมจัดงานแสดงฯ ผู้เข้าชมงานจะได้ชื่นชมกับความงดงามของผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมแต่ละจังหวัด แต่ละภูมิภาค ซึ่งมีลวดลายที่สวยงาม มีโครงสร้างผ้าและลักษณะการออกแบบที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างกันออกไป รวมถึง สามารถเป็นเจ้าของผ้าไหมและผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมภายในงานฯ ได้ในราคาสมเหตุสมผล มีความคุ้มค่าคุ้มราคา และสามารถนำไปเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านผ้าไหมแก่ลูกหลานในอนาคตได้อีกด้วย”

“ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำหนดจัดงาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม” อีก 2 ครั้ง ระหว่างวันที่ 19 - 21 กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล จังหวัดเชียงใหม่ และ ระหว่างวันที่ 26 - 28 กรกฎาคม 2562 ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่าระยอง จังหวัดระยอง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ ได้ชื่นชมผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยของผู้ประกอบการท้องถิ่นจากทั่วประเทศ”

“จึงขอเชิญชวนแฟนพันธุ์แท้ผ้าไหมไทย และประชาชนทั่วไป เข้าร่วมงาน “หัตถศิลป์ ถิ่นแพรไหม” ระหว่างวันที่ 12 - 14 กรกฎาคม นี้ ณ ฮอลล์ 12 อิมแพค เมืองทองธานี นอกจากจะได้อุดหนุนผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยสวยๆ จากผู้ประกอบการท้องถิ่นทั่วทุกภูมิภาคแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้อุตสาหกรรมผ้าไหมไทยมีความเข้มแข็ง เป็นการสืบสานอัตลักษณ์ผ้าไหมของแต่ละชุมชนให้คงอยู่คู่กับวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทรงคุณค่าผ่านเส้นไหมและลวดลายที่งดงาม สมกับคำที่ว่า “ผ้าไหมไทยสะท้อนเอกลักษณ์แห่งความเป็นไทย” รองอธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

เปิดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 สุดอลังการ ดันไทยฮับเกษตรอินทรีย์สากล

posted Jul 11, 2019, 1:21 AM by Maturos Lophong


กรมการค้าภายใน ผนึกกำลัง นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ เปิดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019

และ Natural Expo Southeast Asia 2019 สุดอลังการ ดันไทยฮับเกษตรอินทรีย์สากล

 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ร่วมกับบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี ร่วมจัดพิธีเปิดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 ครั้งที่ 2 อย่างเป็นทางการ ระดมผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์ และมาตรฐานเกี่ยวกับสินค้าธรรมชาติทั้งในประเทศและระดับสากล เข้าร่วมออกบูธแสดงและจำหน่ายสินค้ามากกว่า 300 ราย หรือกว่า 400 บูธ พร้อมร่วมประชุมและการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) โชว์ศักยภาพไทยผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าระดับสากล ภายใต้แนวคิดการจัดงาน “Organic Gateway to Southeast Asia” ระหว่าง 11 - 14 กรกฎาคมนี้ ณ ฮอลล์ 7 - 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า งาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 เป็นงานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งเป็นเวทีแห่งการเจรจาธุรกิจระดับสากล โดยภายในงานได้รวมเหล่าเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการอินทรีย์ของไทยไว้มากที่สุด เสมือนเป็นตลาดการค้าเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียนครั้งที่ 2 โดยความร่วมมือพันธมิตรระหว่างผู้นำด้านการจัดงานแฟร์ออร์แกนิคใหญ่ระดับโลก บริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี ภายใต้ความมุ่งหวังปลุกกระแสผู้บริโภคในปัจจุบันให้หันมาบริโภคสินค้าจากธรรมชาติและออร์แกนิคเพื่อสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นรากฐานเศรษฐกิจโดยการสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์ไทยให้มีรายได้เพิ่มรวมทั้งมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ งานในครั้งนี้ยังถือเป็นการยกระดับสินค้าอินทรีย์ให้ได้มาตรฐานสากล ขณะเดียวกันยังโชว์ศักยภาพความพร้อมของประเทศไทยทั้งทางด้านการเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยง และพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอาเซียนอย่างครบวงจร

สำหรับการจัดแสดงสินค้าในปีนี้ มีจำนวนบูธทั้งสิ้นกว่า 400 บูธ ครอบคลุมสินค้าอินทรีย์ทุกกลุ่มเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เส้นผม และเครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก, ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง, ภาชนะและบรรจุภัณฑ์, สารสกัดสะเดากำจัดแมลงศัตรูพืช, ปุ๋ยอินทรีย์, สินค้าไบโอออร์แกนิคสำหรับใช้ในบ้านแทนสารเคมี รวมทั้งบริการอินทรีย์ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ร้านสปา และสถานที่ท่องเที่ยว โดยปีนี้ได้แบ่งบูธและการจัดพื้นที่ออกเป็น 6 โซน ได้แก่ 1) โซนสินค้าอินทรีย์มาตรฐานสากล 2) โซนสินค้าอินทรีย์มาตรฐานภายในประเทศ 3) โซนสินค้าธรรมชาติ 4) โซนร้านอาหารอินทรีย์ เช่น Lemon Farm, รังสิตฟาร์ม, อริยะ ออร์แกนิค คาเฟ่, กินดีเฮลตี้ปิ่นโต, เพาะรักฟู้ดโปรดักส์, บจก.ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบจก.คิงด้อม ออร์แกนิค เนทเวิร์ค (ไทยแลนด์) โดยมาพร้อมกับเมนูเด็ด ได้แก่ น้ำพริกเผาลูกหม่อน, บะหมี่ผักโมโรเฮยะปรุงสำเร็จ, ข้าวเหนียวอัญชันหมูหลุมทอด, ขนมจีบ ซาลาเปา ออร์แกนิค, ข้าวอบธัญพืช, รวมทั้งเมนูมังสวิรัติและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกเพียบ 5) โซนคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกว่า 10 หน่วยงาน และ 6) คูหาพิเศษ เช่น คูหามูลนิธิแก้วเกษตร, Organic Village ที่จำหน่ายสินค้าท้องถิ่นจากชุมชนหมู่บ้าน, กรมการค้าต่างประเทศ, ASEAN Pavilion, Sacict เป็นต้น

นายบุณยฤทธิ์ กล่าวต่อว่า “ในปีนี้มีสินค้านวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ ผลิตภัณฑ์จากข้าวอินทรีย์ เช่น เส้นพาสต้า, สปาเก็ตตี้, น้ำนมข้าวยาคูออร์แกนิค, อาหารเสริมสำหรับเด็ก, น้ำส้มสายชูหมักจากน้ำกะทิไขมันต่ำอินทรีย์, ซอสปรุงรสจากมะพร้าวอินทรีย์, เวชสำอางออร์แกนิคจาก สะเดาเพื่อรักษาอาการจากโรคผิวหนัง, ผลิตภัณฑ์ Superfood (ธัญพืชสกัด), Energy Gel (เจลให้พลังงานสกัดผลไม้ เช่น องุ่น, สตรอว์เบอร์รี), เครื่องสำอางออร์แกนิค และผลิตภัณฑ์จากกาบหมาก ภาชนะบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น ทั้งยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การสัมมนาทางวิชาการด้านการตลาดสินค้าอินทรีย์ ซึ่งเป็นกิจกรรมหัวใจสำคัญของงาน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางเครือข่ายการค้า และให้ความรู้ที่ทันสมัยด้านเกษตรอินทรีย์แก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยมีหัวข้อที่น่าใจ เช่น ความท้าทายของธุรกิจออร์แกนิคในประเทศไทย, สถานการณ์ด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเพื่อความงามและสุขภาพในประเทศไทย เป็นต้น จากเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเกษตรอินทรีย์ทั้งไทยและต่างประเทศ อีกทั้งยังมีเวิร์คช้อปสร้างอาชีพเสริมรายได้ เช่น สาธิตการจัดทำมอสบอล (โคเคดามะ), จัดสวนขวด, กำยานออร์แกนิค, ลิปบาล์มออร์แกนิค, ยาย้อมผมสีผมออร์แกนิค, ถุงผ้ามัดย้อม เป็นต้น นอกจากนี้ เป็นอีกครั้งที่ภายในงานจัดให้มีวันเจรจาธุรกิจ (Trade day) สำหรับ ผู้ที่สนใจธุรกิจออร์แกนิคอีกด้วย

ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยังเปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดสินค้าออร์แกนิคโดยภาพรวมว่า “ปัจจุบันความนิยมในการบริโภคสินค้าออร์แกนิคจึงยิ่งแผ่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเทรนด์ของโลก ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวทำให้ตลาดออร์แกนิคโลกมีมูลค่าสูงถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% ยุโรปและอเมริกาเหนือ ถือเป็นตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีมูลค่าตลาดรวมกันร้อยละ 90 โดยแบ่งเป็น ตลาดสหรัฐอเมริกา มีมูลค่าประมาณ 45,200 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 44) รองลงมาคือ ตลาดเยอรมนี มีมูลค่าประมาณ 10,040 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (สัดส่วนร้อยละ 10) นอกจากนี้ยังมีตลาดโซนอื่นๆ เช่น เอเชีย จีน และออสเตรเลีย ส่วนตลาดสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย โดยเฉพาะไทยมีมูลค่าตลาดภายในประเทศประมาณ 3,000 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกประมาณ 2.1 พันล้านบาท และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี” 

สำหรับพื้นที่เพาะปลูกเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทยจากเดิม 357,091 ไร่ เพิ่มขึ้นมา 83% หรือคิดเป็น 0.652 ล้านไร่ ซึ่งมีพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์มากที่สุดเป็นลำดับที่ 3 ในกลุ่มอาเซียน รองจากอินโดนิเชีย และฟิลิปปินส์

ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ กล่าวเสริมว่า ด้วยเป้าหมายแห่งการผลักดันออร์แกนิคไทยสู่ประตูการค้าโลก และมุ่งหวังในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน ทางกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้มีนโยบายจัดทำแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ตั้งแต่ปี 2560 - 2564 โดยกำหนดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 4 ยุทธศาสตร์ อันได้แก่ 1) การสร้างการรับรู้ของผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน 2) ผลักดันมาตรฐานและระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์ 3) พัฒนาและขยายตลาดสินค้าและบริการอินทรีย์ และ 4) พัฒนาสร้างมูลค่าสินค้าและบริการอินทรีย์ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของสินค้าอินทรีย์ไทยให้มากขึ้น ดังนั้นการร่วมมือกับทางบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี จัดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 งานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 2 จึงเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากแนวคิดการจัดงานในปี 2018 : Southeast Asia ; Home of Organic ที่ผ่านมา อีกทั้งไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพ และได้มาตรฐานเป็นที่ต้องการของประชากรโลก บวกกับความพร้อมด้านภูมิศาสตร์และการขนส่งที่ดี จึงมีความได้เปรียบสูงที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียน ซึ่งด้วยองค์ประกอบดังกล่าวจะช่วยสร้างความแตกต่างทางด้านคุณภาพให้กับสินค้าออร์แกนิคของไทย และช่วยขยายตลาด ตลอดจนเพิ่มมูลค่าการส่งออกในทุกปีอย่างแน่นอน


ทั้งนี้กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ คาดว่าตลอดระยะเวลา 4 วัน จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 50,000 คน อีกทั้งจะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 97% ดังนั้นเพื่อเป็นการร่วมส่งเสริม ผลักดัน พร้อมร่วมเปิดโอกาสทางการค้าและการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปตลาดในภูมิภาคและทั่วโลก จึงขอเชิญชวนผู้สนใจสามารถร่วมชมงาน “BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019” ได้ในระหว่างวันที่ 11 - 14 ก.ค. 62 ณ ฮอลล์ 7 - 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยวันเจรจาธุรกิจ B2B (Trade day) วันที่ 11 - 12 กรกฎาคม เวลา 10.00 - 12.30 น. และสำหรับผู้เข้าชมทั่วไป วันที่ 11 - 12 กรกฎาคม เวลา 12.30 - 20.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม เวลา 10.00 - 20 .00 น. และวันที่ 14 กรกฎาคม เวลา 10.00 - 19.00 น. สามารถติดตามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ http://th.biofach-southeastasia.com หรือทาง Facebook Fanpage : Organic & Natural Expo หรือโทร.02-507-5723

ก.พาณิชย์ จับมือ นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จัดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019

posted Jul 4, 2019, 11:35 PM by Maturos Lophong


ก.พาณิชย์ จับมือ นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จัดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ

Natural Expo Southeast Asia 2019 ต่อเนื่องปีที่ 2 พร้อมติดอาวุธออร์แกนิคไทยสู่ประตูการค้าทั่วโลก

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จับมือ บริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี ประกาศความพร้อมจัดงานแฟร์ออร์แกนิคสากล เผยวิสัยทัศน์ผลักดันสินค้าไทยสู่ประตูการค้าระดับโลก พร้อมโชว์ศักยภาพของประเทศ ผ่านงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 ที่ฮอลล์ 7-8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 11 - 14 กรกฎาคมนี้

นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญและตระหนักเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์การเลือกบริโภคสิ่งที่มีประโยชน์ ปราศจากสารเคมี และสารพิษตกค้าง หรือออร์แกนิคไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่กำลังปลุกกระแสอยู่ในขณะนี้ จึงส่งผลให้มูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นถึง 104,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3.55 ล้านล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัวประมาณปีละ 20% ในส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ยุโรป จีน ออสเตรเลีย ทางด้านตลาดอาเซียนที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ในขณะที่ความต้องการสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผลให้ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นตามมาราว 3,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นตลาดภายในประเทศ 900 ล้านบาท และตลาดต่างประเทศ 2,100 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าการส่งออกคิดเป็นร้อยละ 0.06 ของมูลค่าตลาดโลก โดยมีอัตราการเติบโตในประเทศประมาณ 10% ต่อปี ทำให้ประเทศไทยมีโอกาสขยายตลาดอีกมาก

กรมการค้าภายใน ได้ให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าอินทรีย์ เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน สำหรับในปี 2562 นี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ยังคงร่วมมือกับบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี จัดงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 งานแสดงและจำหน่ายสินค้าอินทรีย์และสินค้าธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นปีที่ 2 ภายใต้แนวคิด “Organic Gateway to Southeast Asia” โดยพัฒนาต่อยอดจากแนวคิดปี 2018 : Southeast Asia ; Home of Organic ด้วยเป้าหมายแห่งการผลักดันออร์แกนิคไทยสู่ประตูการค้าโลก และมุ่งหวังในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ในอาเซียน โดยทางกระทรวงพาณิชย์ได้เชิญผู้ประกอบการอินทรีย์ของประเทศในภูมิภาค เข้าร่วมการประชุม และการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) กับทางผู้ประกอบการอินทรีย์ชาวไทย รวมทั้งออกบูธแสดงและจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มอาเซียน โดยตั้งเป้าว่าจะมีผู้เข้าชมงานตลอด 4 วัน ไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิต
ผู้ส่งออก ผู้ประกอบการด้านสินค้าอินทรีย์ หน่วยงานเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรจากต่างประเทศ รวมถึงประชาชนทั่วไปในกลุ่มผู้ที่บริโภคสินค้าออร์แกนิคและธรรมชาติ และเชื่อว่าการจัดงานครั้งนี้จะสามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายสินค้าได้ไม่ต่ำกว่า 72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 97% และเปิดโอกาสทางการค้าและการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ไปตลาดในภูมิภาคและทั่วโลกได้อีกมาก”

นายวิชัยกล่าวว่า งาน “BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019” เป็นงานที่รวมเอาผู้ผลิตและผู้ประกอบการ ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงมาตรฐานเกี่ยวกับสินค้าธรรมชาติมาไว้ภายในงานมากกว่า 300 ราย ทั้งยังเป็นเวทีสำคัญที่จะได้แสดงศักยภาพของประเทศในการเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าอินทรีย์ในภูมิภาคอาเซียน เพราะประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์มาตรฐานสากล โดยมีพื้นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้อต่อการส่งออกไปยังตลาดทั่วภูมิภาค ซึ่งประเทศไทย นับเป็นประเทศที่ 7 ของโลกที่ได้มีการลงนามความร่วมมือระหว่างบริษัท นูเรมเบิร์ก เมสเซ่ จำกัด ประเทศเยอรมนี สำหรับจัดงานแฟร์ออร์แกนิคระดับโลกฯ ต่อจากประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา บราซิล จีน อินเดีย และญี่ปุ่น

สำหรับการจัดแสดงสินค้า มีจำนวนบูธมากกว่า 400 บูธ ครอบคลุมสินค้าอินทรีย์ทุกกลุ่มเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัย ทั้งอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เส้นผม และเครื่องสำอาง, ผลิตภัณฑ์สำหรับแม่และเด็ก, ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง, ภาชนะและบรรจุภัณฑ์, สารสกัดสะเดากำจัดแมลงศัตรูพืช, ปุ๋ยอินทรีย์, สินค้าไบโอออร์แกนิคสำหรับใช้ในบ้านแทนสารเคมี รวมทั้งบริการอินทรีย์ เช่น ร้านอาหาร โรงแรม ร้านสปา และสถานที่ท่องเที่ยว โดยปีนี้ได้แบ่งบูธและการจัดพื้นที่ออกเป็น 6 โซน ได้แก่ 1) โซนมาตรฐานสากล 115 ราย 2) โซนมาตรฐานภายในประเทศ 71 ราย 3) โซนสินค้าธรรมชาติ 122 ราย 4) โซนร้านอาหารอินทรีย์ 16 ราย เช่น Lemon Farm, รังสิตฟาร์ม, อริยะ ออร์แกนิค คาเฟ่, กินดีเฮลตี้ปิ่นโต, เพาะรักฟู้ดโปรดักส์, บจก.ฮาร์โมนี ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล และบจก.คิงด้อม ออร์แกนิค เนทเวิร์ค (ไทยแลนด์) โดยมาพร้อมกับเมนูเด็ด ได้แก่ น้ำพริกเผาลูกหม่อน, บะหมี่ผักโมโรเฮยะปรุงสำเร็จ, ข้าวเหนียวอัญชันหมูหลุมทอด, ขนมจีบ ซาลาเปา ออร์แกนิค, ข้าวอบธัญพืช, รวมทั้งเมนูมังสวิรัติและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอีกเพียบ 5) โซนคลินิกให้คำปรึกษาแนะนำจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวม 10 หน่วยงาน เช่น สนง.มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.), สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.), สนง.นวัตกรรมแห่งชาติ (NIA),
สนง.มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.), สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED), หอการค้าเยอรมัน – ไทย และสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย (TOTA) เป็นต้น และ 6) คูหาพิเศษ เช่น คูหามูลนิธิแก้วเกษตร, Organic Village, กรมการค้าต่างประเทศ, ASEAN Pavilion, Sacict เป็นต้น และนอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการต่างชาติที่ตอบรับการร่วมออกบูธอีกจำนวน 12 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี ตุรกี อินเดีย จีน กัมพูชา พม่า เวียดนาม มาเลเซีย ลาว อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ด้านกิจกรรมพิเศษที่น่าสนใจปีนี้มีมาสับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวัน ณ เวทีกลาง อาทิ สาธิตการปรุงอาหารเมนูอาหารและเครื่องดื่มออร์แกนิค โดยเชฟชื่อดัง การเสวนาในหัวข้อที่กำลังได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ เช่น เรียนรู้การทำมังคุดอินทรีย์ครบวงจร, สาธิตการทำเมนูลดน้ำหนักง่ายๆ ด้วยน้ำมะพร้าว, Biodinamic ออร์แกนิคที่มากกว่าออร์แกนิค พร้อมพบปะศิลปินดารา อาทิ ตุ๊ก ชนกวนันท์ นักแสดงและนางแบบดังที่จะมาร่วมพูดคุยถึงวิถีคน
รุ่นใหม่กับออร์แกนิคไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน และพลาดไม่ได้กับกิจกรรม workshop สร้างอาชีพเสริมรายได้ฟรีทุกวัน เช่น สาธิตการจัดทำมอสบอล (โคเคดามะ), จัดสวนขวด, กำยานออร์แกนิค, ลิปบาล์มออร์แกนิค, ยาย้อมผมสีผมออร์แกนิค,
ถุงผ้ามัดย้อม, เพ้นท์หมวกผ้า, กระเป๋าผ้า, สลัดเต้าหู้ออร์แกนิค, ทาร์ตผลไม้ออร์แกนิค เป็นต้น

อีกทั้งภายในงาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 ยังมีการจัดสัมมนาทางวิชาการด้านการตลาดสินค้าอินทรีย์ ซึ่งมีหัวข้อที่น่าใจสำหรับผู้ค้า ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ได้แก่ ความท้าทายของธุรกิจออร์แกนิคในประเทศไทย, สถานการณ์ด้านธุรกิจผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคเพื่อความงามและสุขภาพในประเทศไทย, Upgrade your brand in South East Asia: NATURLAND positive impact on the value chain และแนวโน้มของผู้บริโภคออร์แกนิคในประเทศไทย พร้อมหัวข้ออื่นๆ ที่น่าสนใจมากมายจากเหล่ากูรูผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเกษตรอินทรีย์ทั้งไทยและต่างประเทศ งานนี้สายเฮลตี้ต้องไม่พลาดเพราะมาแล้วได้ครบจบที่งานเดียว

งาน BIOFACH Southeast Asia 2019 และ Natural Expo Southeast Asia 2019 กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 - 14 ก.ค. 62 โดยมีวันเจรจาธุรกิจ B2B (Trade day) : วันที่ 11-12 กรกฎาคม เวลา 10.00 - 12.30 น. วันจำหน่ายปลีก : วันที่ 11-12 กรกฎาคม เวลา 12.30 – 20.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม เวลา 10.00 – 20 .00 น. และวันที่ 14 กรกฎาคม เวลา 10.00 -19.00 น. ณ ฮอลล์ 7- 8 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี สำหรับผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ทางเว็บไซต์ http://th.biofach-southeastasia.com หรือทาง Facebook Fanpage : Organic & Natural Expo หรือ โทร. 02-507-5723

1-10 of 103