Government




กรมพัฒน์ฯ เข้าใจภาคธุรกิจ..ต้องบริหารกิจการท่ามกลางโรคโควิด-19

posted by Maturos Lophong



กรมพัฒน์ฯ เข้าใจภาคธุรกิจ..ต้องบริหารกิจการท่ามกลางโรคโควิด-19

เชิญชวนใช้บริการผ่านออนไลน์...ง่าย สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย

หลีกเลี่ยงพบปะผู้คนจำนวนมาก


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เชิญชวนภาคธุรกิจและประชาชนใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์...ง่าย สะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ช่วยอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการให้สามารถเดินต่อได้ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ทุกคนต้องช่วยกัน ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ และปรับพฤติกรรมให้ ‘ปลอดโรค ปลอดภัย’




นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “นายจุรินทร์​ ลักษณวิศิษฏ์​ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดให้ทุกกรมฯ ในกระทรวงพาณิชย์มีการวางนโยบายการทำงานที่ชัดเจน โดยให้เน้นการอำนวยความสะดวกและการมีส่วนร่วมของภาคธุรกิจและประชาชน พร้อมทั้งนำนวัตกรรมทางเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการพัฒนาระบบบริการให้มีความสะดวก รวดเร็ว ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19​ ระลอกใหม่​ ที่ทุกคนต้อง ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ รวมทั้ง ต้องปรับตัวให้สามารถดำเนินชีวิตและประกอบธุรกิจได้อย่างปลอดโรค ปลอดภัย ซึ่งการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์จะเป็นตัวช่วยสำคัญในการหลีกเลี่ยงการพบปะหรือเข้าไปในหมู่คนจำนวนมาก ลดการสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยงที่อาจไม่รู้จัก เป็นการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อีกทางหนึ่ง​ ซึ่งการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของกรมฯ​ อยู่ภายใต้​การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ​ ณ​ จุดเดียวของกระทรวงพาณิชย์​ (MOC Online​ One​ Stop Service)​”




อธิบดีฯ กล่าวต่อว่า “กรมฯ ได้พัฒนากระบวนงานให้บริการ โดยมุ่งเน้นสู่การเป็นหน่วยงานดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ที่สามารถให้บริการได้ทุกที่ ทุกเวลา และอำนวยความสะดวกต่อผู้ประกอบธุรกิจและประชาชน โดยผู้ประกอบการสามารถใช้บริการกรมฯ ผ่านช่องทางออนไลน์ แบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่

1. การให้บริการจดทะเบียนธุรกิจ โดยภาคธุรกิจและประชาชนสามารถขอรับบริการผ่านทางเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การจองชื่อนิติบุคคลออนไลน์ การจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) การจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ (e-Secured) และการเชื่อมโยงข้อมูลการออกหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI (e-Foreign Certificate)


2. การให้บริการข้อมูลธุรกิจ ครอบคลุมการให้บริการข้อมูลแก่ภาคธุรกิจและประชาชนในด้านต่างๆ ได้แก่ การให้บริการหนังสือรับรอง รับรองสำเนานิติบุคคลผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งในรูปแบบของเอกสารและอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ (e-Service / e-Certificate / e-Certificate File) การให้บริการคลังข้อมูลธุรกิจ (DBD Datawarehouse+) ผ่านทางเว็บไซต์ และ แอพพลิเคชั่น DBD e-Service ทั้งระบบ Android และ IOS



3. การให้บริการด้านงบการเงินของนิติบุคคล ได้แก่ การให้บริการนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) ซึ่งบริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัด สามารถจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ เสมือนการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีที่ได้เดินทางไปยังสถานที่จัดประชุม โดยปฏิบัติตามพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 ที่ได้ออกประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2563 เป็นต้นมา (รายละเอียดดูได้จาก​ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2563/A/030/T_0020.PDF) ซึ่งจะทำให้มีผลตามกฎหมายทุกประการ ดังนั้น หากบริษัทใดที่ยังไม่ได้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ก็สามารถจัดประชุมผู้ถือหุ้นผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ และเมื่อดำเนินการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ขอให้นิติบุคคลนำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อความสะดวกรวดเร็ว และสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งสามารถนำข้อมูลที่ได้นำส่งไปใช้ประโยชน์ได้ในเชิงธุรกิจ”

4. การให้บริการส่งเสริมธุรกิจ ครอบคลุมธุรกิจทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น การให้บริการรับการอบรมออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ DBD Academy (www.dbdacademy.com) และการขอเครื่องหมายรับรองผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ DBD Registered และ DBD Verified ผ่านทาง www.Trustmarkthai.com



“การให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ ล้วนแล้วแต่เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจและประชาชน ตลอดจนเป็นการพัฒนาการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ตามนโยบายรัฐบาล e-Government ที่ทำให้เกิดความสะดวกในการตรวจสอบ การจัดเก็บเอกสาร ลดการใช้กระดาษและลดพื้นที่จัดเก็บ ช่วยประหยัดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ รวมถึง ช่วยให้ภาคธุรกิจและประชาชนไม่ต้องเดินทางมาขอรับบริการ ณ สำนักงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นการ ‘อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ’ ท่ามกลางสถานการณ์ที่โรคโควิด-19 กำลังระบาดอยู่ขณะนี้”

“ทั้งนี้​ ในส่วนของมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในพื้นที่ปฏิบัติงานและการให้บริการต่างๆ กรมฯ ได้จัดให้เจ้าหน้าที่มีการสลับหมุนเวียนการปฏิบัติงาน โดยส่วนหนึ่งให้ปฏิบัติงาน ณ สถานที่พัก (Work from Home : WFH) เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัสใกล้ชิด ซึ่งภาคธุรกิจและประชาชนที่ขอรับบริการจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ และกรมฯ สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นเดิม โดยได้เปิดช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้​ ประกอบด้วย​ *งานบริการข้อมูลธุรกิจ​ document@dbd.go.th *งานการจดทะเบียนนิติบุคคล​ regis@dbd.go.th *งานทะเบียนบริษัทมหาชน​ bservice@dbd.go.th *งานการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ​ foreign@dbd.go.th *งานด้านกฎหมาย​ law.dbd.15@gmail.com และ *งานทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ​ stro@dbd.go.th

“กรมฯ จึงขอเชิญชวนภาคธุรกิจและประชาชนใช้บริการต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dbd.go.th หรือ สายด่วนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

กรมพัฒน์ฯ เผยสถิติผู้ใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทะลุเป้า!

posted Apr 9, 2021, 1:25 AM by Maturos Lophong



กรมพัฒน์ฯ เผยสถิติผู้ใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทะลุเป้า!


ปลื้ม...ธุรกิจไทยปรับตัวรับยุคดิจิทัลได้รวดเร็ว


ภาครัฐพร้อมอำนวยความสะดวกและบริการประชาชนเต็มที่


กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ปลื้ม..ยอดผู้ใช้บริการออนไลน์ทะยานเพิ่มขึ้นไม่หยุด บ่งชี้ถึงภาคเอกชนและประชาชนปรับตัวรองรับเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว สนับสนุนให้กรมฯ ก้าวสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์แบบเร็วขึ้น เผยบริการออนไลน์ครอบคลุมทั้งด้านการจดทะเบียนธุรกิจ ข้อมูลธุรกิจ และส่งเสริมธุรกิจ รวมทั้ง อีกหลายบริการออนไลน์ที่กำลังจะพัฒนาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้สะดวก ง่าย คล่องตัว ประหยัดค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ สร้างโอกาสทางการแข่งขันที่เหนือกว่า ย้ำ!!! ภาครัฐพร้อมอำนวยความสะดวกและให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเต็มที่


นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 15 มีนาคม 2564) สถิติผู้เข้ามาใช้บริการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านช่องทางออนไลน์มีจำนวนเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด เริ่มจาก * ด้านการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ ‘การจองชื่อนิติบุคคลออนไลน์’ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกก่อนเข้าสู่การจัดตั้งนิติบุคคล เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2556 มีผู้ใช้บริการแล้ว 2,081,580 คำขอ ปัจจุบันได้รวมขั้นตอนนี้เข้ากับระบบจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจออนไลน์ หรือ ‘e-Registration’ ช่วยลดขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจให้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึง สามารถมอบอำนาจให้ผู้แทน 6 ประเภท ได้แก่ ผู้ทำบัญชี หัวหน้าสำนักงานบัญชีคุณภาพ ผู้รับรองลายมือชื่อจดทะเบียนบริษัทมหาชนจำกัด ผู้บังคับหลักประกัน ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้ที่เป็นสามัญสมาชิกและสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา สามารถจัดทำและยื่นคำขอจดทะเบียนแทนผู้ประกอบการได้ สามารถยืนยันตัวตนผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ได้โดยไม่ต้องเดินทางมายังกรมฯ รวมถึงปรับรูปแบบการกรอกข้อมูลให้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ จากสถิติการใช้บริการผ่านระบบ e-Registration ที่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2560 พบว่า มีธุรกิจให้การตอบรับเข้ามาจดทะเบียนฯ มากถึง 50,240 คำขอ”


“ด้านข้อมูลธุรกิจ มีบริการที่สามารถเข้าใช้งานผ่านหลายช่องทาง ได้แก่ ‘e-Service’ บริการออกหนังสือรับรอง รับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ และตรวจค้นเอกสาร เริ่มให้บริการตั้งแต่ 16 มกราคม 2549 ผ่าน 3 ช่องทาง คือ Walk-in, EMS, Delivery และเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2561 ได้เปิดให้บริการ DBD e-Certificate File เป็นบริการข้อมูลในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ โดยมีผู้เข้าใช้บริการผ่านระบบ e-Service ทั้งหมด 1,158,150 ราย และยังร่วมมือกับธนาคารที่เป็นพันธมิตรให้บริการ ‘e-Certificate’ การขอหนังสือรับรองและรับรองสำเนาเอกสารนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านธนาคาร จำนวน 10 แห่ง 3,747 สาขา มีผู้ใช้บริการแล้ว 935,574 ราย นับตั้งแต่เปิดให้บริการมา”


“กรมฯ ยังมีบริการตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคลด้วยตนเองผ่าน 2 ช่องทางคือ ‘DBD Datawarehouse+’ เข้าใช้งานผ่าน www.dbd.go.th เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 มีผู้ใช้บริการแล้ว 27,796,305 ครั้ง และแอพพลิเคชั่น ‘DBD e-Service’ เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2557 ครอบคลุมบริการประเภทต่างๆ อาทิ ข้อมูลนิติบุคคล/งบการเงิน และร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนพาณิชย์ เป็นต้น มีผู้ใช้บริการแล้ว 33,039,757 ครั้ง และกำลังพัฒนาข้อมูลให้รองรับผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เพิ่มความละเอียดของข้อมูลในเชิงลึกแต่ละรายพื้นที่ วิเคราะห์ความเหมาะสม และสามารถพยากรณ์โอกาสการเติบโตของธุรกิจในแต่ละพื้นที่ได้ ซึ่งจะส่งเสริมให้ธุรกิจเดินหน้าไปได้อย่างถูกทิศทางและปรับตัวได้รวดเร็ว สำหรับบริการนำส่งงบการเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ‘DBD e-Filing’เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2558 โดยนิติบุคคลหันมานำส่งงบการเงินผ่านระบบ DBD e-Filing แทนการนำส่งในรูปแบบกระดาษเกือบร้อยละ 100 โดยการนำส่งงบการเงินประจำปี 2562 มีผู้ใช้ระบบนี้มากถึง 563,556 ราย คิดเป็นร้อยละ 98 ของนิติบุคคลที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด 575,679 ราย”


“อย่างไรก็ตาม กรมฯ ขอขอบคุณภาคธุรกิจและประชาชนที่ใช้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อการนำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการให้บริการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้กรมฯ ก้าวไปสู่การเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่สมบูรณ์แบบได้เร็วมากยิ่งขึ้น และจากสถิติการใช้งานบริการออนไลน์ข้างต้น บ่งชี้เป็นอย่างดีว่าภาคธุรกิจไทยมีความพร้อมที่จะเข้าสู่โลกการค้ายุคดิจิทัล และรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีมาช่วยลดภาระด้านเวลาและค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ภาครัฐพร้อมอำนวยความสะดวกและให้บริการภาคธุรกิจและประชาชนอย่างเต็มที่ และให้สัญญาว่าจะพัฒนาการให้บริการในทุกๆ ช่องทางให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน ตลอดจนสนองนโยบายของรัฐบาลตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการให้บริการประชาชน” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ www.dbd.go.th และ สายด่วน 1570

‘พาณิชย์’ เปิดตัว “RCEP Center” บริการครบเครื่องเรื่องการค้าเสรี

posted Mar 28, 2021, 11:41 PM by Maturos Lophong



‘พาณิชย์’ เปิดตัว “RCEP Center” บริการครบเครื่องเรื่องการค้าเสรี

ชวนคนไทยใช้ประโยชน์เพิ่มศักยภาพการค้า

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์บริการ RCEP Center อย่างเป็นทางการ ณ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ ให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP ได้อย่างเต็มที่ สินค้ากว่า 29,000 รายการ จ่อใช้ประโยชน์ต้นปีหน้า

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้จัดงานเปิดตัวศูนย์บริการ RCEP Center เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2564 เพื่อให้บริการข้อมูลข่าวสารความตกลง RCEP ตลอดจนความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่ไทยเป็นภาคี และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ โดยมีข้อมูลสำคัญที่ให้บริการ ได้แก่ (1) ข้อมูลความตกลง RCEP และความตกลง FTA ฉบับอื่นๆ ของไทย (2) สถิติการค้าระหว่างประเทศของไทย (3) อัตราภาษีศุลกากรของไทยและคู่ FTA (4) กฎถิ่นกำเนิดสินค้าภายใต้ความตกลง FTA ฉบับต่างๆ (5) ข้อมูลมาตรการทางการค้าของไทยและคู่ FTA และ (6) ระบบติดตามการค้าระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ มี 2 บริการสำคัญที่ได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัย และเปิดตัวเป็นครั้งแรกในการเปิดศูนย์บริการ RCEP Center คือ บริการสืบค้นอัตราภาษีศุลกากร เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ FTA ของไทย ซึ่งได้รวมอัตราภาษีศุลกากรภายใต้ความตกลง RCEP ไว้แล้วด้วย โดยผู้ประกอบการสามารถเปรียบเทียบและเลือกใช้สิทธิประโยชน์ทั้งขาเข้าและขาออกในการทำการค้าภายใต้ FTA ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด ระบบสืบค้นอัตราภาษียังถูกออกแบบให้มีความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน โดยสามารถใช้ได้ทั้งในมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊ค ทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS



สำหรับอีกหนึ่งบริการสำคัญที่เปิดตัวในงานวันนี้ คือ การแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวทางการค้าที่ผิดปกติผ่านการใช้ระบบติดตามการค้าระหว่างประเทศ หรือ Trade Monitoring System (TMS) โดยระบบฯ จะทำการแจ้งเตือนเมื่อตัวเลขการค้าของไทยทั้งการส่งออกและการนำเข้า มีการเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ ซึ่งจะช่วยให้กระทรวงพาณิชย์สามารถเตรียมแผนรับมือ หรือจัดทำมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากการค้าต่อเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างทันท่วงที




ผู้สนใจสามารถเข้าใช้บริการของ RCEP Center ได้ทั้งแบบ Walk-in ที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ หรือสอบถามข้อมูลผ่าน Call Center ที่หมายเลข 0 2507 7555 รวมทั้งสามารถสืบค้นข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ www.dtn.go.th และเว็บไซต์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ www.moc.go.th


กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่าบริการของศูนย์ RCEP Center จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับผู้ทำธุรกิจรวมทั้งผู้ที่ยังมีความกังวลต่อผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ในการใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และความตกลง FTA อื่นๆ ที่ไทยเป็นภาคี เพื่อขยายโอกาสทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นหนึ่งกลไกที่จะช่วยสนับสนุนการส่งออกไทยให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นตามเป้าหมาย 3.5-4% ในปี 2564





ทั้งนี้ ในปี 2563 ไทยมีมูลค่าการค้ากับสมาชิก RCEP ประมาณ 7.87 ล้านล้านบาท (57.5% ของการค้ารวมของไทย) โดยเป็นการส่งออกประมาณ 3.83 ล้านล้านบาท (53.3% ของการส่งออกไทยไปโลก) สำหรับสมาชิก RCEP ที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ อาเซียน จีน และญี่ปุ่น และสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปยังตลาดสมาชิก RCEP ได้แก่ รถยนต์และส่วนประกอบ เม็ดพลาสติก อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลไม้สด และแช่เย็นและแช่แข็ง เป็นต้น


อนึ่ง ไทยพร้อมด้วยสมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้ร่วมกันลงนามความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือความตกลงอาร์เซ็ป (RCEP) ไปเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2563 ส่งผลให้ความตกลง RCEP ได้กลายมาเป็นความตกลงการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมประชากรกว่า 2.2 พันล้านคน และขนาดเศรษฐกิจของสมาชิก RCEP ที่มี GDP รวมกันกว่า 26 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีการค้ารวมกันกว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวนประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และมูลค่าการค้าของสมาชิก RCEP คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของประชากร ขนาดเศรษฐกิจ และมูลค่าการค้าโลก

DITP โชว์ผลงานฉลอง 69 ปี นำส่งออกฝ่าวิกฤตโควิด-19 พร้อมกางแผนลุยปั๊มรายได้ช่วง 6 เดือน

posted Mar 14, 2021, 9:23 PM by Maturos Lophong


DITP โชว์ผลงานฉลอง 69 ปี นำส่งออกฝ่าวิกฤตโควิด-19

พร้อมกางแผนลุยปั๊มรายได้ช่วง 6 เดือน



กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ฉลองครบรอบ 69 ปี โชว์ผลงานขับเคลื่อนการส่งออกตามนโยบาย “จุรินทร์” สามารถรับมือกับวิกฤตโควิด-19 ดันยอดส่งออกสร้างรายได้เข้าประเทศได้ต่อเนื่อง พร้อมกางแผนทำงานก้าวขึ้นสู่ปีที่ 70 อัดกว่า 100 กิจกรรมช่วง 6 เดือน เร่งส่งออก เพิ่มรายได้ เน้นเจรจาธุรกิจออนไลน์ จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย พัฒนาสินค้าและบริการ เพิ่มความรู้ส่งออก ออนไลน์ และรุกตลาดสินค้า BCG Economy


นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 มีนาคม 2564 กรมฯ ได้ครบรอบวันสถาปนา 69 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 โดยมีผลการดำเนินงานในการขับเคลื่อนการส่งออก ตามนโยบายที่ได้รับจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในปี 2563 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะการผลักดันการส่งออกสินค้าและบริการของไทย และนำรายได้เข้าประเทศได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าไทยและทั่วโลกจะประสบกับวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยผลการทำงานรับมือวิกฤตโควิด-19 ได้ปรับรูปแบบการจัดงานแสดงสินค้าสำคัญจากออฟไลน์ เป็นออนไลน์ และจัดแบบเสมือนจริง มีงานแสดงสินค้าที่ประสบความสำเร็จ เช่น งานแสดงสินค้าออนไลน์ดิจิทัล



คอนเทนต์แบบครบวงจร , งานแสดงสินค้าอาหารและงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม , งานแสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น และยังมีการจัดงานแสดงสินค้าแบบ Mirror-Mirror ที่นำสินค้าไปจัดแสดง ผู้ประกอบการไม่ต้องเดินทางไป แต่สามารถขายสินค้าได้ผ่านทางออนไลน์ รวมทั้งยังมีการจัดเจรจาธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งในช่วงการจัดงานแสดงสินค้า และจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจออนไลน์เฉพาะสินค้า




นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน โดยร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในต่างประเทศ เปิดร้าน TOPTHAI เช่น Amazon สหรัฐฯ , Tmall ในเครืออาลีบาบา จีน , Bigbasket อินเดีย และ klangthai.com กัมพูชา จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น Live Streaming ประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทย โดยรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งภายใน 15 นาที มีผู้ชมชาวจีนกดไลค์กว่า 16 ล้านไลค์ จัดกิจกรรมพัฒนาผู้ประกอบการการค้าออนไลน์ ทั้ง SMEs ผู้ประกอบการรายใหม่ และนักศึกษา เป็นต้น



ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) โดยได้มีการมอบของขวัญและร่วมทำบุญ ณ สถานสงเคราะห์เด็ก มูลนิธิสงเคราะห์เด็กอ่อนพิการทางสมองและปัญญา (บ้านเฟื่องฟ้า) นนทบุรี เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 และจัดกิจกรรม DITP Calories for Charity ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์-11 มีนาคม 2564 ในคอนเซ็ปต์ ท้า ทำ สมทบ (ทุน) เป็นการท้าให้ออกกำลังกายด้วยการเดิน วิ่ง เพื่อลดแคลอรี่ และนำรายได้ไปบริจาคให้กับสถานีไออุ่น เพื่อน้องๆ นักเรียนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่โรงเรียนร่มเกล้าปางตอง และโรงเรียนบ้านห้วยมะเขือส้ม อ.เมืองแม่ฮ่องสอน




นายสมเด็จกล่าวว่า สำหรับแผนการทำงานขับเคลื่อนการส่งออกในปี 2564 ซึ่งเป็นปีที่ 70 ของการก่อตั้ง กรมฯ ได้กำหนดแผนการทำงานเร่งด่วนในช่วง 6 เดือน ซึ่งได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา โดยมีกิจกรรมที่จะดำเนินการรวมทั้งสิ้น 106 กิจกรรม แยกเป็นการเจรจาธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching – OBM) กำหนดจัด 21 ครั้ง เน้นสินค้าทุกกลุ่มและทุกประเทศ เช่น ผัก ผลไม้ ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยาง สินค้าฮาลาล ประมง แฟชั่น ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องมือแพทย์ ของตกแต่งบ้าน พลาสติกและผลิตภัณฑ์ และสินค้าจากวิสาหกิจเพื่อสังคม

ทั้งนี้ ยังมีแผนที่จะนำผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวม 11 ครั้ง เช่น งานแสดงสินค้า Gulfood 2020 , Foodex Japan 2021 , Seoul Food & Hotel 2021 , Automechanika Dubai 2021 การจัดคณะผู้แทนการค้าสินค้าฮาลาลเยือนตลาดเป้าหมาย เช่น อียิปต์ อินโดนีเซีย กัมพูชา จีนและอินเดีย เป็นต้น


ทางด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าไทย กำหนดจัด 24 ครั้ง แยกเป็นการจัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands 2021 ในอาเซียน 7 ครั้ง ที่พนมเปญ เชียงขวาง ไชยะบุรี ฮานอย โฮจิมินห์ ย่างกุ้ง มะนิลา จัดกิจกรรมในตลาดจีน 4 โครงการ ได้แก่ การลงนาม MOU ด้านความร่วมมือทางการค้าระหว่างกรมฯ กับกรมพาณิชย์ไห่หนาน , โครงการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ในฮ่องกง , โครงการจัด Thai Pavilion ในงาน China International Consumer Products Expo Hainan Expo และ Top Thai Brands Kunming 2021 จัดกิจกรรมในเอเชียตะวันออกและโอเชียเนีย 7 โครงการ ได้แก่ สร้างภาพลักษณ์สินค้า Cartoon Character และสินค้าเครื่องปรุงรสไทยในงาน Sydney Royal Easter Show 2021 , การพัฒนาสินค้าท้องถิ่นสู่ตลาดสากล ครั้งที่ 1 , จัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อจัดซื้อสินค้าไทย , การส่งเสริมการขายสินค้าไทยผ่านสื่อทีวีดิจิทัล , การส่งเสริมการขายร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตในญี่ปุ่น , การพัฒนาสินค้าท้องถิ่นสู่สากล ครั้งที่ 2 และจัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและร้านอาหารไทย และจัดกิจกรรมในตลาดเอเชียใต้ 6 โครงการ ได้แก่ กิจกรรม OBM สินค้าอาหารสัตว์ น้ำมันปาล์ม ของเล่นเด็ก เครื่องสำอาง ไม้ยางพารา ผลิตภัณฑ์ยางพารา ตลาดอินเดีย , ส่งเสริมการขายสินค้าอาหารและผักผลไม้ทางออนไลน์ร่วมกับบริษัท Grocery Avenue ซึ่ง 2 โครงการแรกได้จัดไปแล้ว , โครงการส่งเสริมการขายสินค้าอาหารและผักผลไม้ทางออนไลน์ ออฟไลน์ร่วมกับซุปเปอร์มาร์เก็ตเครือรีไลแอนซ์ / ฟิวเจอร์กรุ๊ป , จัดงานแสดงสินค้า Top Thai Brands 2021 ที่เมืองไฮเดอราบัด เมืองปูเน่ และรัฐอินเดียตะวันตก

สำหรับการผลักดันการส่งออกสินค้าไลฟ์สไตล์ มีกิจกรรมที่จะดำเนินการรวม 19 ครั้ง เช่น การพัฒนาสินค้าไลฟ์สไตล์ การส่งเสริมสินค้าไลฟ์สไตล์เข้าสู่ตลาดต่างประเทศ การจัดคณะผู้แทนการค้ามาเจรจาการค้า การพัฒนาสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ สินค้าแม่และเด็ก สินค้า OTOP และสินค้าผู้สูงอายุ เป็นต้น และยังมีโครงการฝึกอบรมและพัฒนาผู้ประกอบการอีก 31 ครั้ง เช่น การอบรมความรู้ด้านการส่งออก โครงการต้นกล้าทูโกล การค้าขายออนไลน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้เพิ่มความสำคัญกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ BCG Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) เพราะเป็นสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน และกำลังเป็นเทรนด์ใหม่ของโลกที่กำลังเติบโต โดยในปี 2564 มีแผนนำร่องจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้านวัตกรรมที่คำนึกถึงสิ่งแวดล้อมสู่ตลาดเกาหลี เพื่อประชาสัมพันธ์และเพิ่มโอกาสส่งออกให้กับสินค้าไทยในกลุ่มของใช้ภายในบ้าน ของตกแต่งบ้าน และสินค้าแฟชั่นและสิ่งทอ โดยมีกำหนดจัดกิจกรรมเจรจาธุรกิจออนไลน์ช่วงวันที่ 29-31 มีนาคม 2564 นี้

“การจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามนโยบายที่ได้รับจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสร้างโอกาสในการขยายตลาดส่งออกให้กับสินค้าและบริการของไทย และผลักดันให้การส่งออกของไทยในปี 2564 มีการขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ประเมินไว้ที่ 4%” นายสมเด็จกล่าว

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

พาณิชย์ เปิด 12 ธุรกิจที่น่าจับตามองปี 2564

posted Jan 28, 2021, 11:54 PM by Maturos Lophong



พาณิชย์ เปิด 12 ธุรกิจที่น่าจับตามองปี 2564



กระทรวงพาณิชย์ เปิด 12 ธุรกิจที่น่าจับตามองปี 2564 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ชีวิตยุค New Normal และ Next Normal : อี-คอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขอนามัย และธุรกิจเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน... มูลค่าตลาดรวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท แนะ!!! ผู้ประกอบการที่กำลังจะลงทุนทำธุรกิจนอกจากกระแสธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมแล้ว ความชื่นชอบและความถนัดเป็นอีกคุณสมบัติที่ต้องคำนึง...การลงทุนมีความเสี่ยง ยุคนี้...ทำธุรกิจต้องรอบคอบให้มากที่สุด





นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทั้ง 2 ครั้งในประเทศไทย ทำให้ธุรกิจต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมเป็นอย่างมาก เนื่องจาก กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวจากการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคฯ ประกอบกับประชาชนมีการปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตหลายด้านทำให้การใช้จ่ายเกิดการชะลอตัว และมีความระมัดระวังเรื่องการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบฯ และกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศโดยรวม ทำให้ธุรกิจกลับมาประกอบธุรกิจและขยายการลงทุนอีกครั้ง ซึ่งในปี 2563 ผู้ประกอบการทั้งรายเก่าและรายใหม่ต่างหันมาประกอบธุรกิจที่สอดรับกับการใช้ชีวิตยุค New Normal มากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขอนามัย ธุรกิจทางการแพทย์ และธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ”


“สำหรับปี 2564 การดำเนินชีวิตของผู้คนและการประกอบธุรกิจได้ก้าวไปอีกขั้นจากวิถีปกติใหม่ (New Normal) เป็นวิถีปกติถัดไป (Next Normal) กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจ และถือว่าเป็นธุรกิจดาวเด่นที่น่าจับตามองในปี 2564 จำนวน 12 ธุรกิจ โดยได้ทำการวิเคราะห์จากข้อมูลทางธุรกิจของกรมฯ ตั้งแต่สถิติจำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ จำนวนธุรกิจที่ดำเนินกิจการอยู่ สถานที่ตั้ง งบการเงิน ผลการประกอบธุรกิจ และข้อมูลปัจจัยทางธุรกิจและเศรษฐกิจอื่นๆ ทั้งภายในและภายนอกกรมฯ ร่วมกับความสอดคล้องจากข้อมูลและผลการศึกษาจากหน่วยงานวิจัยด้านธุรกิจอื่นๆ เช่น ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ฯลฯ เป็นต้น”


รมช.พณ. กล่าวต่อว่า “12 ธุรกิจดาวเด่นที่น่าสนใจในปี 2564 ประกอบด้วย 1) ธุรกิจการค้าออนไลน์ (e-Commerce) 2) ธุรกิจแพลตฟอร์ม สำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์ 3) ธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) และ ออฟไลน์ (Offline) 4) ธุรกิจรับส่งเอกสารและสิ่งของ (Delivery) 5) ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ 6) ธุรกิจออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ (Packaging) 7) ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม 8) ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ 9) ธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ธุรกิจขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ 10) ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม Software และ Application 11) ธุรกิจการเงิน Fintech และ e-Payment 12) ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เช่น ร้านสะดวกซัก เครื่องเติมเงิน เครื่องเติมน้ำ”


“โดยทั้ง 12 ธุรกิจ สามารถจำแนกออกเป็นกลุ่มธุรกิจได้ ดังนี้ 1) กลุ่มธุรกิจด้านการค้าและการตลาดออนไลน์ได้แก่ ‘ธุรกิจการค้าออนไลน์ (e-Commerce)’ ‘ธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์’ และ ‘ธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) และออฟไลน์ (Offline)’ โดยธุรกิจในกลุ่มนี้ มีการเติบโตที่สอดคล้องและเกื้อหนุนกันกับพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันที่มีการซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ทั้งจากช่วงก่อนหน้านี้และช่วงที่เกิดมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งสะท้อนจากจำนวนธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการจัดตั้งธุรกิจใหม่ เช่น ‘ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ’ ที่มีการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ จากปีละ 310 ราย ในปี 2561 มาเป็นปีละ 798 ราย ในปี 2563

ซึ่งถือเป็นการสร้างโอกาสและความท้าทายให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ๆ เข้ามาดำเนินธุรกิจได้มากขึ้น”


“2) กลุ่มธุรกิจด้านขนส่ง โลจิสติกส์ และบรรจุภัณฑ์ เช่น ‘ธุรกิจรับส่งเอกสารและสิ่งของ (Delivery)’ ‘ธุรกิจขนส่ง โลจิสติกส์ (Logistic)’ และ ‘ธุรกิจออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ (Packaging)’ โดยเป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลดีจากพฤติกรรมการบริโภคในการซื้อ-ขายสินค้าทางออนไลน์ และการเติบโตของกลุ่มธุรกิจด้านการค้าและการตลาดออนไลน์ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน สังเกตได้จากแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก เช่น ธุรกิจรับส่งเอกสารและสิ่งของ (Delivery) มีรายได้ตลอดปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึงร้อยละ 57 และธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ (Logistic) มีกำไรตลอดปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึงร้อยละ 116 เป็นต้น”

“3) กลุ่มธุรกิจด้านสุขภาพ สุขอนามัย และการแพทย์ ได้แก่ ‘ธุรกิจบริการทางแพทย์และความงาม’ ‘ธุรกิจเครื่องมือแพทย์’ และ ‘ธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและขายสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์’ เป็นกลุ่มธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลดีจากพฤติกรรมของคนในสังคมที่ใส่ใจเรื่องของสุขภาพและการแพทย์ รวมทั้ง ความระแวดระวังจากการแพร่ระบาดของโรคฯ ที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนจากจำนวนธุรกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการจัดตั้งธุรกิจใหม่ เช่น ‘ธุรกิจเครื่องมือแพทย์’ ที่มีการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ จากปีละ 68 ราย ในปี 2561 มาเป็นปีละกว่า 114 ราย ในปี 2563 และ ‘ธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและขายสินค้าทางเภสัชภัณฑ์ และทางการแพทย์’ ที่มีการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ จากปีละ 945 ราย ในปี 2561 มาเป็นปีละกว่า 1,158 ราย ในปี 2563 เป็นต้น”



“4) กลุ่มธุรกิจด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการใช้งานในในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ‘ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม Software และ Application’ ‘ธุรกิจการเงิน Fintech และ e-Payment’ ‘ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เครื่องซักผ้า เครื่องเติมเงิน และเครื่องเติมน้ำ’ จากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่ตอบสนองต่อการบริโภคของคนในสังคม เพื่ออำนวยความสะดวกและพัฒนาการให้บริการต่างๆ ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบธุรกิจโดยใช้เทคโนโลยีมากขึ้น สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ สังเกตได้จากแนวโน้มผลประกอบการที่ดีขึ้นอย่างมาก เช่น ‘ธุรกิจการเงิน Fintech และ e-Payment’ มีกำไรตลอดปี 2562 เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น จากปี 2561 ถึงร้อยละ 324 และ ‘ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เครื่องซักผ้า เครื่องเติมเงิน และเครื่องเติมน้ำ’ มีกำไรตลอดปี 2562 เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ถึงร้อยละ 94 เป็นต้น”


“ธุรกิจดาวเด่น 12 ธุรกิจ มีมูลค่าตลาดรวมกว่า 2.2 ล้านล้านบาท และมีธุรกิจคงอยู่ทั้งสิ้น 65,738 ราย

ทุนจดทะเบียนรวม 812,213.46 ล้านบาท แบ่งเป็น * ธุรกิจการค้าออนไลน์ (e-Commerce)จำนวน 2,487 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 29,243.10 ล้านบาท * ธุรกิจแพลตฟอร์มสำหรับการเป็นตลาดกลางออนไลน์ จำนวน 739 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,259.39 ล้านบาท * ธุรกิจสื่อโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) และ ออฟไลน์ (Offline) จำนวน 9,877 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 47,323.49 ล้านบาท * ธุรกิจรับส่งเอกสารและสิ่งของ (Delivery) จำนวน 797 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 3,651.61 ล้านบาท * ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ จำนวน 28,346 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 362,115.54 ล้านบาท * ธุรกิจออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์ (Packaging) จำนวน 1,846 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 51,502.69 ล้านบาท * ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม จำนวน 4,380 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 25,510.57 ล้านบาท * ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ จำนวน 809 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 11,308.12 ล้านบาท * ธุรกิจเวชภัณฑ์ยาและธุรกิจขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ จำนวน 10,001 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 76,628.46 ล้านบาท * ธุรกิจพัฒนาโปรแกรม Software และ Applicationจำนวน 5,891 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 189,387.10 ล้านบาท * ธุรกิจการเงิน Fintech และ e-Payment จำนวน 113 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,344.62 ล้านบาท และ * ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เช่น ร้านสะดวกซัก เครื่องเติมเงิน เครื่องเติมน้ำ จำนวน 452 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 2,938.77 ล้านบาท”


“ทั้งนี้ คาดว่าปี 2564 นี้ การประกอบธุรกิจของภาคธุรกิจจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ดีขึ้นและเห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้น โดยต้องพิจารณาถึงปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และผลกระทบจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะเกื้อหนุนให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้ง ขอแนะนำว่า ผู้ประกอบการที่กำลังจะลงทุนประกอบธุรกิจ และกำลังมองหาธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่ง 12 ธุรกิจดังกล่าวข้างต้น น่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่อย่างไรก็ตาม นอกจากกระแสธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมแล้ว ความชื่นชอบและความถนัดเป็นอีกคุณสมบัติที่ต้องคำนึง เนื่องการลงทุนมีความเสี่ยง การลงทุนทำธุรกิจต้องมีรอบคอบให้มากที่สุด” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

พาณิชย์เผยเป้าส่งออกข้าวไทยปี 64 ปริมาณ 6 ล้านตัน

posted Jan 25, 2021, 12:29 AM by Maturos Lophong


พาณิชย์เผยเป้าส่งออกข้าวไทยปี 64 ปริมาณ 6 ล้านตัน

พร้อมกางแผนส่งเสริมตลาดข้าวไทยสู้วิกฤต COVID

กรมการค้าต่างประเทศร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยกำหนดเป้าการส่งออกข้าวไทยปี 2564 ปริมาณ 6 ล้านตัน พร้อมปรับแผนส่งเสริมประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในตลาดต่างประเทศสู่รูปแบบ Online มากขึ้นในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID – 19 ย้ำไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญของโลก

นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศได้จัดการประชุมผ่านระบบ Zoom ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเพื่อหารือเกี่ยวกับเป้าการส่งออกข้าวไทยในปี 2564
โดยที่ประชุมฯ เห็นชอบร่วมกันในการกำหนดเป้าการส่งออกข้าวไทยที่ปริมาณ 6 ล้านตัน ซึ่งเป็นปริมาณใกล้เคียงกับการส่งออกในปี 2563 ที่ส่งออกได้ทั้งปีรวม 5.72 ล้านตัน โดยปัจจัยหลักที่จะยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกข้าวไทยในปี 2564 ได้แก่ ราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งสำคัญ เช่น อินเดีย และ เวียดนาม ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเป็นระยะ ปัญหาตู้คอนเทนเนอร์ที่ยังคงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ส่งออก ประกอบกับผู้นำเข้าหลายประเทศยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID – 19 ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง ดังนั้น การกำหนดเป้าส่งออกข้าวไทยที่ปริมาณ 6 ล้านตัน ถือว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดข้าวทั้งในและต่างประเทศ




สำหรับแผนการดำเนินการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ข้าวไทยในต่างประเทศในปี 2564 นายกีรติฯ เปิดเผยว่า เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID – 19 ที่กลับมาทวีความรุนแรงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ทำให้กรมฯ ไม่สามารถเดินทางไปพบปะกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าหรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในต่างประเทศดังเช่นที่ผ่านมาได้ อย่างไรก็ตาม กรมฯ ในฐานะหนึ่งในหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ปี 2563 – 2567 จะใช้โอกาสนี้ในการเร่งดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับกฎระเบียบให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมข้าวไทย การจัด Workshop เพื่อพิจารณาแนวทางผลักดันการพัฒนาพันธุ์ข้าวโดยประสานกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งการจัดทำข้อมูลตลาดข้าวเชิงลึกเพื่อส่งต่อให้หน่วยงานภาคการผลิตต่อไป ซึ่งเป็นการดำเนินการภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” ตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ทั้งนี้ เพื่อให้ไทยสามารถผลิตสินค้าข้าวที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละตลาดมากขึ้น

นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการดำเนินการส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทยในต่างประเทศจาก Offline เป็น Online มากขึ้น โดยแผนดังกล่าวให้ความสำคัญกับการรักษากลุ่มลูกค้าเดิมและการแสวงหากลุ่มลูกค้าใหม่ให้ครอบคลุมตลาดข้าวมากขึ้น ซึ่งกิจกรรมหลักที่จะจัดขึ้นในปีนี้ ประกอบด้วย





1) การหารือกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นกับประเทศคู่ค้าสำคัญ ผ่านระบบ Video conferenceอาทิ ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อิรัก บังกลาเทศ เป็นต้น รวมทั้งการหารือประเทศผู้ส่งออกข้าว เช่น เวียดนาม เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์การผลิตและตลาดข้าว 2) การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ข้าวไทยเพื่อเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ 3) จัดกิจกรรมต่อยอดข้าวหอมมะลิไทยที่ได้เเชมป์ข้าวที่ดีที่สุดในโลกปี 2563 (World’s Best Rice 2020) ผ่านช่องทางสื่อโซเชียลมีเดีย เป็นต้น

นายกีรติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้วิกฤต COVID – 19 จะยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อเศรษฐกิจการค้าทั่วโลก กรมการค้าต่างประเทศจะยังคงเดินหน้าเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวไทย ด้านการตลาดต่างประเทศ โดยทำงานใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่อการส่งออกข้าวไทย รวมทั้งดำเนินการร่วมกับ สคต. ทั่วโลกในการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้าวไทย ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และคุณประโยชน์ของข้าวไทยให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถรักษาและขยายตลาดข้าวไทยในต่างประเทศและสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้าในฐานะที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพของโลกต่อไป

สำหรับการส่งออกข้าวปี 2563 มีปริมาณรวมทั้งปี 5.72 ล้านตัน มูลค่า 1.16 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 ที่มีปริมาณ 7.58 ล้านตัน มูลค่า 1.31 แสนล้านบาท โดยปริมาณและมูลค่าลดลงร้อยละ 24.54 และร้อยละ 11.23 ตามลำดับ

DITP เดินหน้าขับเคลื่อนผลักดันส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลก

posted Jan 19, 2021, 11:38 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 19, 2021, 11:39 PM ]



DITP เดินหน้าขับเคลื่อนผลักดันส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลสู่ตลาดโลก 

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตลาดอาหารฮาลาล (Halal Food) ในปัจจุบันถือเป็นตลาดหลักที่ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรมุสลิมโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1.6 พันล้านคน ในปี 2553 เป็น 2.8 พันล้านคนในปี 2593 ส่งผลให้ในอนาคตตลาดอาหารฮาลาลจะยิ่งเติบโตอย่างก้าวกระโดดในกลุ่มผู้บริโภคทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม และจากข้อมูลของ Salaam Gateway สถาบันวิจัยด้านเศรษฐกิจโลกอิสลาม ระบุปี 2561 ตลาดอาหารฮาลาลมีมูลค่า 1,369 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น ร้อยละ 17 ของค่าใช้จ่ายด้านอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลก และคาดว่าในปี 2567 ตลาดอาหารฮาลาลจะมีมูลค่าถึง 1,972 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเฉลี่ย (CAGR) ปีละร้อยละ 6.3 เลยทีเดียว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เดินหน้าผลักดันและส่งเสริมการส่งออกสินค้าฮาลาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ในการเดินหน้าใช้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” และแผนงานอาหารไทย อาหารโลก ในการมุ่งเน้นการส่งออกอาหารฮาลาล อาหารมังสวิรัติ และอาหารแนวใหม่ที่กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก เนื่องจากประเทศไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารที่มีศักยภาพในระดับชั้นนำของโลก โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารฮาลาลรายใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ของโลก ในปี 2562 ก่อนการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไทยมีมูลค่าส่งออกถึง 35,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น ร้อยละ 2.44 ของมูลค่าตลาดอาหารฮาลาลโลก

ในปีงบประมาณ 2564 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้มีแผนงานสำคัญในการส่งเสริมสินค้าฮาลาล อาทิ การอบรมให้ความรู้ผู้ประกอบการสินค้าฮาลาลเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดเป้าหมาย การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารฮาลาล 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อการค้าระหว่างประเทศ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าอาหารฮาลาลในห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์สโตร์ในตลาดภูมิภาคตะวันออกกลาง การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหาร Gulfood 2021 ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ระหว่างวันที่ 21 - 25 กุมภาพันธ์ 2564 รวมทั้งการพัฒนาฐานข้อมูลผู้ประกอบการฮาลาล และการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าอาหารฮาลาลไทยในงานแสดงสินค้า THAIFEX –ANUGA ASIA และตลาดต่างประเทศ อาทิ กาตาร์ โอมาน จีน อาเซียนและอินเดียเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น

นายสมเด็จฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ตลาดสินค้าฮาลาลมีแนวโน้มที่สดใสมากขึ้น โดยปัจจุบันภาครัฐได้ลงมติเห็นชอบวิสัยทัศน์และนโยบายการส่งเสริมสินค้าและผลิตผลเกษตรมาตรฐานฮาลาล โดยสอดคล้องกับแผนระดับชาติซึ่งเป็นทิศทางการพัฒนาประเทศ โดยมีแผนที่สําคัญ 3 แผน ประกอบด้วย 1. แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) 2. แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการเกษตร (พ.ศ. 2561 – 2580) และ 3. แผนพัฒนาการเกษตรในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ซึ่งกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยเป็นประเทศผู้นําในการพัฒนา ผลิต และส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้รับความเชื่อมั่นในระดับสากลสู่ตลาดโลกด้วยมาตรฐานฮาลาลไทย โดยใช้หลักศาสนา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในปี 2570



โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ เช่น การจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้า (Halal Hub) การจัดตั้งสถาบันฮาลาล (Halal Academy) การพัฒนาฐานข้อมูลฮาลาล (Thailand Halal Big Data) และการส่งเสริมฐานข้อมูลวัตถุดิบฮาลาล (H Number) รวมทั้งระบบศูนย์ข้อมูลกลางการแลกเปลี่ยนทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ด้านฮาลาล (System Protocol For Halal Electronic Resources Exchange หรือ SPHERE) รวมถึงแผนการที่มุ่งเจรจาการค้าในตลาดกลุ่ม OIC และ Non OIC เช่น จีน รวมถึงตลาดใหม่ๆ ที่ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในเอเชียกลาง เช่น สาธารณรัฐคาซัคสถาน ที่กำลังศึกษาและสำรวจเส้นทางขนส่ง


อีกทั้ง จากการหารือร่วมกับหน่วยงานศูนย์ฮาลาลขององค์การอาหารและยาซาอุดิอาระเบีย (Saudi Food and Drug Authority – SFDA) สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (The Central Islamic Committee of Thailand - CICOT) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันผลักดันการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลส่งออกเข้าสู่ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งมาตรฐานฮาลาลนั้น มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก โดยเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2563 ทาง SFDA ได้อนุญาตให้สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยสามารถออกประกาศนียบัตรฮาลาลสำหรับการส่งเสริมสินค้าอาหารเข้าซาอุดิอาระเบียเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงถือได้ว่าสินค้าไทยที่ได้รับเครื่องหมาย/ประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐานฮาลาลจากสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจะเป็นที่ยอมรับ (Mutual Recognition) ของ SFDA ซึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญสู่การยอมรับในมาตรฐานสินค้าฮาลาลของไทย 


นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสทางการค้าการส่งออกสินค้าฮาลาลไปยังกลุ่มตะวันออกกลาง (GCC) ที่เป็นตลาดขนาดใหญ่ประกอบด้วยจำนวนมุสลิมราว 396 ล้านคน (ร้อยละ 90 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของกลุ่มประเทศ) โดยมีความต้องการในด้านสินค้าเกษตรและอาหารฮาลาลที่หลากหลาย รวมถึงอาหารแห้งและอาหารกระป๋อง พร้อมทั้งปลดล็อคการส่งออกสินค้าอาหารประเภทสัตว์ปีกแช่แข็ง อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาลอื่นๆ ของไทย จะทำให้สามารถส่งออกได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น

นายสมเด็จฯ กล่าวทิ้งท้าย “ตลาดอาหารฮาลาลไม่เพียงแต่เป็นตลาดของชาวมุสลิมที่เป็นตลาดหลัก ซึ่งมีมูลค่าสัดส่วนการใช้จ่ายในการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกคิดเป็นอัตราส่วนราวร้อยละ 17 แต่ยังเป็นที่น่าสนใจในประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม (Non-OIC) อีกหลายประเทศเนื่องจากมีอัตราประชากรมุสลิมที่เพิ่มสูงขึ้น หรือเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวของชาวมุสลิม เช่น อินเดีย จีน สิงคโปร์ และหรือแม้แต่ประเทศไทยเอง ซึ่งจากข้อมูลเบื้องต้นจะเห็นว่าตลาดอาหารฮาลาลโลกมีแนวโน้มจะเข้ามามีบทบาท ขยายขนาด และทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการควรเริ่มศึกษาข้อมูลทำความคุ้นเคยเพื่อรองรับการตลาดดังกล่าวในอนาคต”


ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

พาณิชย์ ขยายผลยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” สยายปีกต่อยอดงานวิจัยจากหิ้งสู่ตลาดสากล

posted Jan 11, 2021, 7:49 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 11, 2021, 7:56 PM ]

พาณิชย์ ขยายผลยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” สยายปีกต่อยอดงานวิจัยจากหิ้งสู่ตลาดสากล 

จับมือ 7 พันธมิตรด้านวิจัยและนวัตกรรม สนับสนุน SMEs เชื่อมโยงตลาดกับนวัตกรรมสร้างสรรค์อนาคต

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของผู้ประกอบการ ขยายตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีระดับโลก จัดกิจกรรมเสวนา และพิธีลงนามข้อตกลงกรอบความร่วมมือ (MOU) ด้านการพัฒนาเชื่อมโยงการค้า การตลาด การวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมตลาดกับนวัตกรรม สร้างสรรค์อนาคต” ผสานศักยภาพความแข็งแกร่งด้านการตลาดผนวกเทคโนโลยีและนวัตกรรม 






ดร.สรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพาณิชย์จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของประเทศ พัฒนาเศรษฐกิจของของประเทศมีความเข้มแข็ง ลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับรายได้ของประเทศ โดยเน้นการนำเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการของไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) ที่ได้มอบหมายให้ผลักดันยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ กระทรวงพาณิชย์ต่อยอดขยายความร่วมมือไปยังกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งมีนโยบายผลักดันผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและส่งเสริมธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หวังเร่งรัดการนำรายได้เข้าประเทศด้วยสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ชี้โอกาสมีอีกมาก ขอให้ผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อม ปรับตัว พัฒนา เพื่อที่จะไปดักความต้องการของตลาดในอนาคต ชิงสัดส่วนตลาดโลก ปรับฐานสู่การค้ายุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ต่อไป




ทั้งนี้ มั่นใจว่าการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งผู้ประกอบการและนักวิจัย โดยเป็นการผสานพลังระหว่างสองกระทรวงในการที่จะเชื่อมโยงตลาดและการผลิต พัฒนาสินค้าและบริการ ตลอดจนยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการให้เข้มแข็งสู้กับคู่แข่งของไทยได้

สำหรับภาคการวิจัยของไทยนั้น นับว่ามีความก้าวหน้ามากในระดับสากล และเมื่อประกอบกับแต้มต่อด้านความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าไทยมีจุดแข็งและมีโอกาสที่จะเติบโตไปเป็นผู้นำด้านการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพและมีเทคโนโลยีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่ยาก จึงต้องเร่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น SME หรือ Micro SMEs รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ Social Enterprise ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับสินค้าและบริการให้มีคุณภาพ มาตรฐาน รวมทั้งคุณลักษณะให้มีความแตกต่าง เป็นที่เชื่อมั่นของผู้บริโภคในระดับสากล

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในกิจกรรมเสวนาและพิธีลงนามข้อตกลงในวันนี้ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้ตั้งเป้าจะลดช่องว่างระหว่างตลาดกับการวิจัยและนวัตกรรม สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิจัยและผู้ประกอบการไทย โดยมีการให้ความรู้เกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการของตลาดโลก โดย ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ความต้องการสินค้านวัตกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศ โดยทูตพาณิชย์ 4 แห่ง เครื่องมือการวิเคราะห์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ และยังมีการแบ่งปันประสบการณ์จากผู้ประกอบการที่เล็งเห็นถึงความสำคัญในการใช้ตลาดเป็นโจทย์หลักก่อนจะทำการวิจัยยกระดับสินค้า ซึ่งล้วนเป็นบริษัทดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ได้แก่ ขนมสัตว์เลี้ยงทำจากแมลง (LAIKA) นวัตกรรมน้ำผลไม้ปลอดน้ำตาลและแคลอรี่ (JuiceInnov8) และ อาหารออร์แกนิคแปรรูปจาข้าวไรซ์เบอรี่ (Jasberry)




นอกจากนี้ หน่วยงานพันธมิตรทั้ง 7 แห่งยังได้นำตัวอย่างกรณีความสำเร็จที่ผลงานวิจัยที่ออกสู่ตลาดแล้ว โดยนำมาจัดแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลในให้กับผู้ประกอบการรายอื่นๆ ซึ่งแต่ละรายมีที่มาและนวัตกรรมที่น่าสนใจ อาทิ เจลล้างมือป้องกันเชื้อโควิดที่ปกป้องยาวนาน 12 ชั่วโมงชนิดแรกในโลก (Besuto 12) นวัตกรรมวัสดุปิดแผลชนิดเจล (blu by Novatech) เครื่องฉายแสงกำจัดแบคทีเรียและไวรัสควบคุมด้วย IOT (Maneejun) และนวัตกรรมน้ำผึ้งพร้อมชง (Bee Smile) เป็นต้น

โดยที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระ ทรวงพาณิชย์ เร่งผลักดันผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมและส่งเสริมธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยร่วมกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อส่งเสริมและต่อยอดผู้ประกอบนวัตกรรมสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในด้านพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ และการสร้างโอกาสทางการค้า อาทิ กิจกรรมจับคู่ผู้ประกอบการและนักวิจัยร่วมกันพัฒนาสินค้านวัตกรรม (Smart Value Creation) กิจกรรมบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมด้านกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ตลาดสากล (IDEA LAB) การนำผู้ประกอบการไปขยายตลาดในงาน Top Thai Brand ณ เมียนมา กัมพูชา และเวียดนาม รวมทั้งการนำสินค้านวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาจากหน่วยงานพันธมิตรไปจัดแสดงและจำหน่ายในงานแสดงสินค้านานาชาติ THAIFEX ซึ่งผลเป็นที่น่าพอใจมาก ในปี 2563 มีผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมได้รับการส่งเสริม 100 ราย และสามารถสร้างมูลค่าซื้อขายได้กว่า 160 ล้านบาท



ในปี 2564 แม้ว่าจะมีข้อจำกัดอันเกิดจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าซื้อขายสินค้านวัตกรรมให้ได้สูงขึ้น 2 เท่า และเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมด้านวิจัยและนวัตกรรมเป็น 150 ราย โดยวางแผนส่งเสริม 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 

1) การเชื่อมโยงส่งต่อข้อมูลที่มีคุณภาพเกี่ยวกับตลาดให้กับนักวิจัยเพื่อเข้าถึงความต้องการและแนวโน้มตลาดโลก อาทิ โครงการ DITP business AI เครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดต่างประเทศ

2) การยกระดับผู้ประกอบการส่งออกของไทยด้วยงานวิจัยและนวัตกรรมผ่านการร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร อาทิ เป็น 3 กิจกรรม Smart Value Creation (กิจกรรมจับคู่ผู้ประกอบการที่ต้องการพัฒนานวัตกรรมตาม demand จับคู่กับ นักวิจัย เพื่อเลือกซื้อ/ใช้ผลงานวิจัยที่มีอยู่ หรือ ร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของตลาดโลกร่วมกัน โดยสามารถขอรับทุนจากหน่วยงานพันธมิตรได้)

3) การต่อยอดผู้ประกอบการจากหน่วยงานนวัตกรรมให้ได้รับโอกาสขยายช่องทางทางการค้าระหว่างประเทศผ่านเครือข่ายทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก และผ่านกิจกรรมของกรม เช่น เข้าร่วมงาน Thaifex ในคูหา Innovation Design Zone หรือ นิทรรศการ TIDE (Thailand Innovation & Design Exhibition) รวมทั้งเข้าร่วมเจรจาการค้าในงานงานแสดงสินค้าในตปท. (OBM) และ การจัดแสดงสินค้าในต่างประเทศและเจรจาแบบออนไลน์ (Mirror & Mirror) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่กรมได้เร่งปรับรูปแบบเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาเป็นพิเศษ โดยในเดือนมิถุนายน กรมกำหนดจัดกิจกรรม Mirror & Mirror ณ นครโฮจิมินห์ สำหรับสินค้านวัตกรรมโดยเฉพาะ 

4) การร่วมมือกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารกิจกรรมต่างๆ ผ่านทางช่องทางกรมและพันธมิตรด้านนวัตกรรม 

อนึ่ง หน่วยงานวิจัย 7 แห่งที่ร่วมลงนาม MOU ได้แก่ 

1. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

2. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.)

3. สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

4. สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน)(สนช./NIA)

5. หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้การกำกับของสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)

6. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ( สวทช. )

7. สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)




ตามที่กรมกำหนดวิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศเป็น 1 ใน 5 ของเอเชียภายในปี 2570 นั้น ตนเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างพันธมิตรภายใต้ MoU นี้ จะทำให้กรมสามารถบรรลุวิสัยทัศน์ได้เร็วกว่ากำหนด และจะช่วยขับเคลื่อนภาคการค้าไทยให้ก้าวกระโดดไปข้างหน้า พัฒนาขีดความสามารถของผู้ประกอบการการค้าระหว่างประเทศของไทยให้แข่งขันได้ในเวทีสากลอย่างแน่นอน นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวทิ้งท้าย




ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สายด่วนการค้าระหว่างประเทศ โทร.1169 หรือติดตามข้อมูลจาก www.ditp.go.th

ดึงหน่วยงานรัฐ-เอกชน ร่วมดว้ยลาซาด้า ช้อปปี้ เจดี เซ็นทรัล เซ็น MOU ป้องกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์

posted Jan 10, 2021, 9:10 PM by Maturos Lophong



ดึงหน่วยงานรัฐ-เอกชน ร่วมดว้ ยลาซาด้า ช้อปปี้ เจดี เซ็นทรัล 

เซ็น MOU ป้องกันสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนแพลตฟอร์มออนไลน์

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงข่าวการลงนามบันทึกข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือในการคุ้มครองทรัพย์สิน ทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ณ กระทรวงพาณิชย์

รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสาคัญกับการ สร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการเพิ่มมูลค่าสินค้า และบริการของไทย รวมทั้งการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาบนอินเทอร์เน็ต ที่ส่งผลกระทบ ต่อระบบเศรษฐกิจ การค้าการลงทุน และความไว้วางใจของผู้บริโภคต่อการซื้อขายสินค้าออนไลน์”

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้จัดทากรอบความร่วมมือในรูปแบบของ MOU ร่วมกับเจ้าของสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา 20 หน่วยงาน ผู้ประกอบการด้านอินเทอร์เน็ต 3 หน่วยงาน ได้แก่ ลาซาด้า ช้อปปี้ และเจดี เซ็นทรัล ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มชั้นนา และดึงกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมส่งเสรมิ การค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสาคัญในการส่งเสริมการค้าออนไลน์มาร่วมด้วย โดย MOU ฉบับนี้มีสาระสาคัญ 2 ส่วน คือ การระงับการจาหน่ายสินค้าละเมิดบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการเสริมสร้างองค์ความรู้ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ผู้ค้าออนไลน์

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “การจัดทา MOU ฉบับนี้ได้รับ ความสนใจจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศเป็นอย่างมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 คณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ได้เผยแพร่รายงานการเฝ้าระวังการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยระบุรายชื่อตลาดและเว็บไซต์ที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศ ในรายงานดังกล่าวECไดช้ื่นชมไทยทมีุ่่งมั่นแก้ปัญหาการละเมิดบนอินเทอร์เน็ตร่วมกันด้วย” 

“กรมทรัพย์สินทางปัญญา เชื่อมั่นว่า นอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายเพื่อจับกุมผู้กระทาละเมิด ซง่ึ ได้ดาเนินการแล้ว 231 คดี ยึดของกลาง 44,953 ชิ้น ในปี 2563 และการระงับหรือปิดกั้นเว็บไซต์ละเมิด ตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทาความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งศาลได้มีคาสั่งแล้วกว่า 1,500 URLs ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา การจัดทา MOU ในวันนี้ จะเป็นอีกก้าวสาคัญในการพัฒนาประสิทธิภาพ ในการป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็ง อันจะมีส่วนผลักดันการค้าออนไลน์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไป” นายวุฒิไกรฯ กล่าวทิ้งท้าย



FTA ดันส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไปตลาดโลกโต 5%

posted Jan 6, 2021, 12:12 AM by Maturos Lophong



FTA ดันส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นมไปตลาดโลกโต 5%

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เผย เอฟทีเอหนุนส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทย 11 เดือน ปี 2563 ขยายตัว 5% มูลค่าส่งออกกว่า 516 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย 94% เป็นการส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอ ชี้! ผลิตภัณฑ์นมของไทยมีคุณภาพ และมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนมในอาเซียน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-พ.ย. 63) พบว่านมและผลิตภัณฑ์นม ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าดาวรุ่งของไทยมีการพัฒนาและปรับตัวได้ดีท่ามกลางกระแสการค้าโลกที่มีความท้ายทายสูง มีมูลค่าส่งออกกว่า 516.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 โดย 94.7% เป็นการส่งออกไปประเทศคู่เอฟทีเอ (488.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 6%) โดยอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับหนึ่ง (84.5%) ตามด้วย จีน (4.4%) และฮ่องกง (4%) สินค้าส่งออกสำคัญ คือ นมเปรี้ยว โยเกิร์ต นม UHT นมถั่วเหลืองที่มีนมผสม และนม/ครีมที่ไม่เติมน้ำตาล

นางอรมน เสริมว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยไปตลาดโลกเพิ่มขึ้น คือ อุตสาหกรรมนมและผลิตภัณฑ์นมของไทยมีศักยภาพในการผลิตและมีคุณภาพที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยจึงเป็นที่นิยมและมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมนมในอาเซียน โดยในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมาของปี 2563 ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปอาเซียนแล้ว 436.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 7% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา และขยายตัวเพิ่มขึ้นเกือบทุกตลาด เช่น กัมพูชา 153.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (+1.5%) ฟิลิปปินส์ 72.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (+13.2%) สปป.ลาว 63 ล้านเหรียญสหรัฐ (+9.2%) สิงคโปร์ 54 ล้านเหรียญสหรัฐ (+16.1%) เป็นต้น

ทั้งนี้ ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ซึ่งภายใต้ความตกลงการค้าเสรีของไทยที่มีผลบังคับใช้แล้ว 13 ฉบับ กับ 18 ประเทศ (สมาชิกอาเซียน จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย เปรู ชิลี และฮ่องกง) สินค้านมและผลิตภัณฑ์นมทุกรายการที่ส่งออกจากไทยได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าแล้วจาก 14 ประเทศ ได้แก่ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี และฮ่องกง ส่วนอีก 4 ประเทศ ได้ลดภาษีนำเข้าสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมให้ไทยบางส่วนแต่ยังเก็บภาษีนำเข้าในบางสินค้า เช่น ญี่ปุ่น เก็บภาษีนำเข้านมที่ 21.3-25.5% โยเกิร์ต 21.3-29.8% เกาหลีใต้ เก็บภาษีนำเข้านม ครีมจืด และโยเกิร์ตที่ 28.8% อินเดีย ไม่เก็บภาษีนำเข้านมเปรี้ยวและโยเกิร์ตจากไทยแล้ว แต่ยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้านมที่ 20-60% ส่วนเปรู เก็บภาษีนำเข้านม UHT และเครื่องดื่มที่มีนมผสมที่ 6% เป็นต้น

“กรมฯ ให้ความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของเกษตรกรและผู้ประกอบการโคนมไทย และได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมปศุสัตว์ และชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย ในการจัดกิจกรรมสร้างความรับรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับตัวและเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันในโลกการค้าเสรี ให้กับกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมโคนมในภูมิภาคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งกรมฯ มีโครงการ "โคนมไทยก้าวไกล ขยายการส่งออกได้ด้วย FTA" เพื่อสร้างโอกาสขยายการส่งออกและขยายตลาดให้กับสินค้านมและผลิตภัณฑ์นมของไทยได้เพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจออนไลน์ (Online Business Matching) ระหว่างผู้ประกอบการโคนมแปรรูปของไทยกับผู้นำเข้า ผู้กระจายสินค้า ผู้แทนห้างค้าส่ง/ค้าปลีก ในตลาดจีน

1-10 of 162