Government




พาณิชย์” ลงนาม MOU “SHOPEE” ลุยอีคอมเมิร์ซอาเซียน ดันรายย่อยขายออนไลน์ไปต่างประเทศมากขึ้น

posted Sep 20, 2022, 12:17 AM by Maturos Lophong



พาณิชย์” ลงนาม MOU “SHOPEE” 


ลุยอีคอมเมิร์ซอาเซียน ดันรายย่อยขายออนไลน์ไปต่างประเทศมากขึ้น



นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานลงนาม MOU ระหว่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จํากัด ภายใต้เครือ Sea (ประเทศไทย) ในการร่วมมือ ด้านการส่งเสริมการค้าออนไลน์ข้ามพรมแดน หวังดันผู้ประกอบการรายย่อยของไทยกว่า 50,000 ราย ขายออนไลน์ไปต่างประเทศและสร้างมูลค่ากว่า 300 ล้านบาทใน 3 ปี



นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายหลักของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ต้องการเร่งผลักดันภาคการส่งออก โดยให้ความสำคัญกับการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการในทุกระดับก้าวสู่การค้าออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่กระทรวงพาณิชย์และรัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างมากเพราะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยได้เร่งสร้างเครือข่ายการค้าอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการสร้างพาร์ทเนอร์ในกลุ่มประเทศอาเซียนซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพขนาดใหญ่ โดยความร่วมมือกับแพลตฟอร์มช้อปปี้ที่เป็นแพลตฟอร์มชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวันในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทยสามารถส่งออกสินค้าไทยผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซของช้อปปี้โดยผู้ประกอบการเปิดเพียงแค่ 1 ร้านค้าบนช้อปปี้ประเทศไทย จะสามารถขายสู่ 3 ประเทศ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ได้ ตลอดจนมี
การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการเพื่อเสริมกลยุทธ์ด้านการขายได้อย่างยั่งยืน

“ล่าสุดกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้โปรโมทร้านค้าของผู้ประกอบการผ่านแคมเปญ “TOPTHAI” หรือ “หน้าร้านค้าออนไลน์ของกรม” ที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับสินค้าไทยท่ามกลางสินค้านานาชาติ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นความต้องการซื้อและนำมาสู่ยอดขายสินค้าของผู้ประกอบการไทย โดยมีแคมเปญที่หลากหลายได้แก่ คูปองส่วนลดและคูปองฟรีค่าจัดส่งให้กับนักช้อป รวมทั้งการปักหมุดร้าน TOPTHAI ไว้ที่หน้าแรกของแอปพลิเคชันเพื่อให้ผู้ใช้งานมองเห็นได้ตั้งแต่หน้าแรก ทั้งนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถผลักดันให้ผู้ประกอบการชาวไทยโดยเฉพาะ
รายย่อยกว่า 50,000 ราย ให้สามารถขึ้นขายบนแพลตฟอร์มช้อปปี้ เพื่อสร้างยอดขายกว่า 300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าว




นางสาวมณีรัตน์ อนุโลมสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “Sea (ประเทศไทย) และ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายช่องทางการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศได้ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น ผ่านโปรแกรม Shopee International Platform (SIP) ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสและลดอุปสรรค์ในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ โดยการร่วมมือกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ในครั้งนี้ จะมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย เพิ่มการรับรู้และโอกาสการเข้าถึงสินค้าไทย และการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการรายย่อย ที่จะสามารถส่งออกได้อย่างสะดวกผ่านแพลตฟอร์มช้อปปี้”


ร้านค้าที่เข้าร่วมโปรแกรม “Shopee International Platform (SIP)” จะได้รับการสนับสนุนจากช้อปปี้ในด้านการจัดการร้านค้า เช่น การสร้างร้านค้าในต่างประเทศ การจัดการสินค้าและสต็อก
การแชทกับผู้ซื้อ และการจัดส่งไปต่างประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใด ๆ ในระยะเริ่มต้นจะเปิดโอกาสให้ผู้ขายชาวไทยสามารถรับคำสั่งซื้อจากลูกค้าใน 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรแกรม “Shopee International Platform (SIP)” สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ https://seller.shopee.co.th/edu/article/12122




นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า “กรมฯ มีความ ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้บูรณาการความร่วมมือกับช้อปปี้ โดยร้าน TOPTHAI บนแพลตฟอร์มช้อปปี้นับเป็นร้านลําดับที่ 7 แล้ว จากก่อนหน้านี้ได้เปิดแล้วบน 6 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Bigbasket.com (ตลาดอินเดีย) Tmall China (ตลาดจีน) Amazon (ตลาดอเมริกา) PChome Thai (ไต้หวัน) Klangthai (ตลาดกัมพูชา) และ Blibli (ตลาดอินโดนีเซีย) สามารถสร้างมูลค่ารวมกันได้กว่า 505 ล้านบาท”

ทั้งนี้ โครงการ TOPTHAI Store คือ ร้านค้าออนไลน์ของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ที่เปิดอยู่บนแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนําในตลาดเป้าหมาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักใน การสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการส่งออกสินค้าไทยที่มีศักยภาพสู่ตลาดโลกผ่านช่องทางออนไลน์ข้าม พรมแดนระดับสากล ซึ่งจุดแข็งของร้าน TOPTHAI คือ เป็นร้านค้าที่จําหน่ายสินค้าคุณภาพจากไทยซึ่งผ่านการคัดสรรจากหน่วยงานรัฐบาลทําให้เชื่อมั่นได้ว่า สินค้าจากร้าน TOPTHAI จะเป็นสินค้าคุณภาพดีจากไทย

กคช. จัด OPEN HOUSE เปิดบ้าน “บมจ.เคหะสุขประชา” พร้อมเปิดตัวผู้ถือหุ้น ผนึกแรงสร้างบ้านเช่าพร้อมอาชีพเต็มกำลัง

posted Aug 22, 2022, 1:24 AM by Maturos Lophong


กคช. จัด OPEN HOUSE เปิดบ้าน “บมจ.เคหะสุขประชา”

พร้อมเปิดตัวผู้ถือหุ้น ผนึกแรงสร้างบ้านเช่าพร้อมอาชีพเต็มกำลัง



การเคหะแห่งชาติ เปิดบ้าน OPEN HOUSE บริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) พร้อมเปิดตัวผู้ถือหุ้นอย่างเป็นทางการ เผยความคืบหน้าบ้านเช่าพร้อมอาชีพ 100,000 หน่วย พร้อมระดมทุนจากภาคเอกชนกว่า 60,000 ล้านบาท ด้วยแนวคิดสร้างเศรษฐกิจชุมชนคู่ขนานในมิติ “มีบ้าน - มีอาชีพ - มีรายได้ – มีความสุข" ให้ผู้อยู่อาศัยมีที่พัก มีอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ยกระดับสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า บมจ.เคหะสุขประชา ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อให้การดำเนินงานในโครงการ “บ้านเคหะสุขประชา” เกิดความคล่องตัวและประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น ตามเป้าหมายให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยโดยถ้วนหน้า โดยเฉพาะกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง พร้อมลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้มั่นคง และสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ตามนโยบายของรัฐบาลที่มี “พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นนายกรัฐมนตรี


“ภารกิจของเคหะสุขประชารุดหน้าอย่างรวดเร็วด้วยการร่วมมือกันของการเคหะแห่งชาติ รวมถึงกลุ่ม ผู้ถือหุ้น ที่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนให้ความสำคัญกับการสร้างที่อยู่อาศัยที่สะดวกสบาย สะอาด และปลอดภัย โดยได้ดำเนินการสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้ควบคู่ขนานไปกับโครงการ ให้ประชาชนสามารถประกอบอาชีพตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และยกระดับคุณภาพชีวิตได้ในแบบ มีบ้าน - มีอาชีพ - มีรายได้ - มีความสุข”




ด้าน นายทวีพงษ์ วิชัยดิษฐ ผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ และประธานกรรมการ บริษัท เคหะสุขประชา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บมจ.เคหะสุขประชา มีการเคหะแห่งชาติ ถือหุ้นใหญ่จำนวน 49.0% และกลุ่มผู้ถือหุ้นอีก 6 ราย ประกอบด้วย บริษัท ออมสุข วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด 25.0%, บริษัท วินโดว์ เอเชีย จำกัด (มหาชน) 11.0%, บริษัท ไทยจัดการลองสเตย์ จำกัด 5.0%, บริษัท แฟคซิลิตี้ แมนเนจเมนท์ จำกัด 5.0%, บริษัท มหาจักร อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด 2.5% และบริษัท แอดวานซ์ แมททีเรียลส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด 2.5% โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 500 ล้านบาท เป็นเงินลงทุนจากการเคหะแห่งชาติ 245 ล้านบาท และเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นรายอื่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ 255 ล้านบาท



ทั้งนี้งบการสร้าง “เคหะสุขประชา บ้านเช่าพร้อมอาชีพ” จะเป็นการระดมทุนจากภาคเอกชนทั้งหมด รวมกว่า 60,000 ล้านบาท โดยทางเคหะสุขประชา ได้แต่งตั้ง บล.ทรีนีตี้ เป็นที่ปรึกษาทางด้านการระดมทุนดังกล่าวด้วย





สำหรับเป้าหมายของการดำเนินงานก่อสร้างโครงการบ้านเคหะสุขประชา บ้านเช่าพร้อมอาชีพจำนวน 100,000 หน่วย จะใช้เวลาดำเนินงานภายในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่ปี 2565 ไปจนถึงปี 2568 โดยมีเป้าหมายการก่อสร้างแบ่งเป็นปี 2565-2566 ปีละ 30,000 หน่วย และปี 2567-2568 ปีละ 20,000 หน่วย และยังมีการส่งมอบบ้านเป็นโครงการนำร่องแล้ว ในโครงการ “บ้านเคหะสุขประชาฉลองกรุง” จำนวน 302 หน่วย ตามด้วยโครงการ “บ้านเคหะสุขประชาร่มเกล้า” จำนวน 270 หน่วย ในอัตราเช่าที่ 1,500 - 3,500 บาท/เดือน


ทั้งนี้ โครงการบ้านเคหะสุขประชายังมีการสร้างเศรษฐกิจชุมชนคู่ขนาน ในมิติของ “มีบ้าน - มีอาชีพ - มีรายได้ - มีความสุข" เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้อยู่อาศัย ให้สามารถประกอบอาชีพตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง โดยจัดให้มีพื้นที่สีเขียว พื้นที่สันทนาการ พื้นที่จอดรถ รวมถึงพื้นที่ “เศรษฐกิจสุขประชา” ตามความเหมาะสมในการพัฒนาโครงการของแต่ละพื้นที่ ประกอบด้วย 6 รูปแบบ คือ เกษตรอินทรีย์, ปศุสัตว์, ตลาด,ศูนย์การค้าปลีกค้าส่ง, อาชีพบริการในชุมชนและชุมชนข้างเคียง และอุตสาหกรรมขนาดเล็ก มุ่งส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระในชุมชน รวมถึงสนับสนุนเศรษฐกิจตามภูมิสังคมของพื้นที่นั้น ๆ ที่เริ่มตั้งแต่การผลิตไปจนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย


“โครงการบ้านเคหะสุขประชาเดินหน้าขับเคลื่อนได้อย่างรวดเร็ว จากนโยบายของ นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่มั่นใจว่าสังคมที่ดีจะเริ่มต้นขึ้นที่ บ้าน ในครอบครัวที่อบอุ่น ซึ่งบ้านเช่าทั้ง 100,000 หน่วยในโครงการ จะช่วยสร้างโอกาสให้ผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบาง ได้พักอาศัยในที่อยู่ที่ดี มีคุณภาพมาตรฐานในราคาที่เหมาะสม ทั้งยังสามารถพัฒนาทักษะอาชีพในชุมชนเพื่อสร้างรายได้ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต รวมถึงยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน” นายทวีพงษ์ สรุปทิ้งท้าย

งาน SME –GP Day 19-21 ส.ค. 2565 ฟังเสวนาพิเศษ เจรจาจับคู่ธุรกิจ บริการให้คำปรึกษา สู่โอกาสเข้าถึง จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ !

posted Aug 10, 2022, 10:17 PM by Maturos Lophong



เชิญผู้ประกอบการเข้าร่วมงาน SME –GP Day 19-21 ส.ค. 2565

ฟังเสวนาพิเศษ เจรจาจับคู่ธุรกิจ บริการให้คำปรึกษา สู่โอกาสเข้าถึง
จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ !


สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เชิญชวนผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งผู้ที่สนใจ เข้าร่วมงาน “SME - GP Day” รัฐพร้อมซื้อ SME พร้อมขาย เปิดโอกาสใหม่ในการเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ง่ายดายยิ่งขึ้น โดยภายในงานรวบรวมสินค้าและบริการมากมายกว่า 100 บูธ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐที่นำมาตรการสนับสนุนให้ MSME เข้าสู่ตลาดจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ บริการให้คำแนะนำปรึกษา และพบกับบริการดี ๆจากธนาคารชั้นนำ โชว์เคสต้นแบบการพัฒนาสินค้าและบริการในกลุ่มอุตสาหกรรมมุ่งเป้า ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล กลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และ กลุ่มอุตสาหกรรมการบิน กิจกรรม Business Matching เชื่อมโยงคู่ค้าและพันธมิตรกับผู้ประกอบการ ให้เข้าสู่ระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พลาดไม่ได้กับเสวนาพิเศษ “1 Click” Join Us The Biggest E Procurement for MSME และการอบรมสัมมนาอัดแน่นจัดเต็มตลอดงาน เข้าร่วมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย วันที่ 19 – 21 สิงหาคม 2565 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี อาคาร 6 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-1054778 ต่อ 6000 (คุณกนกวรรณ) Line Official : @thaisme-gp

ธอส. คว้า 99.92 คะแนน ผลประเมิน ITA ปี 2565 สูงที่สุดอันดับหนึ่งในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ 6 ปีต่อเนื่อง

posted Aug 1, 2022, 12:21 AM by Maturos Lophong

ธอส. คว้า 99.92 คะแนน ผลประเมิน ITA ปี 2565
สูงที่สุดอันดับหนึ่งในกลุ่มรัฐวิสาหกิจ 6 ปีต่อเนื่อง

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ 99.92 คะแนน สูงสุดตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน และ สูงที่สุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชน และบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประกาศผลประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ซึ่งผลปรากฏว่า ธอส. ได้ผลประเมินที่ 99.92 คะแนน อยู่ในระดับ AA ถือเป็นหน่วยงานที่ได้รับคะแนนประเมินสูงสุดอันดับ 1 ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 จากหน่วยงาน ภาครัฐที่เข้ารับการประเมิน 8,303 หน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศ และถือเป็นคะแนนสูงที่สุดที่ธนาคารได้รับนับตั้งแต่เข้าร่วมประเมิน ITA เมื่อปี 2557 ซึ่งนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของธนาคาร ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
ที่มีพันธกิจ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” สะท้อนการเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศไทยที่มีมาตรฐานการบริหารจัดการและการดำเนินงานในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล มีความโปร่งใส และเป็นธรรม พัฒนาองค์กรให้มีความเข้มแข็ง และสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ประชาชนรวม ถึงบุคลากรภายในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการร่วมมือกันของคณะกรรมการธนาคาร ผู้บริหารระดับสูง พนักงานและผู้ปฏิบัติงานทั้งองค์กรมากกว่า 5,000 คน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder) ทุกกลุ่ม อาทิ ลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ คู่ความร่วมมือ ผู้ให้บริการภายนอก สังคมและชุมชน สื่อมวลชน และหน่วยงานกำกับฯ ที่มีความมั่นใจและให้การยอมรับว่า ธอส. ดำเนินงานอย่างมีคุณธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน


สำหรับปัจจัยแห่งความสำเร็จของ ธอส. จนนำมาสู่คะแนนสูงที่สุดในปี 2565 มีทั้งสิ้น 8 Key Success Factors ประกอบด้วย 1.Leadership ผู้นำมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน บริหารงานอย่างมีธรรมมาภิบาล เปิดเผย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ 2.Employee Awareness & Engagement สร้างการรับรู้ และเพิ่มขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานด้วยความทุ่มเท ด้วยความรับผิดชอบต่อหน้าที่ มีความรักและผูกพันต่อองค์กร เพื่อให้องค์กรเจริญก้าวหน้า 3.Digitized Communication การสื่อสารแบบดิจิทัลที่มีความรวดเร็ว และทันต่อเหตุการณ์ เหมาะกับสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นการสื่อสารแบบสองทาง เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบทิศทาง นโยบายต่าง ๆ ของธนาคาร และปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน 4.Participation ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกกลุ่มของธนาคารมีส่วนร่วมในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ


5.Technology นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการการทำงาน รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ ให้สอดรับกับยุค New Normal ทำให้เกิดความรวดเร็ว คล่องตัว และลดขั้นตอนการทำงาน 6.Learning เรียนรู้จากผลการประเมินในปีที่ผ่านมา โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีความถูกต้อง ครบถ้วน และทันต่อสถานการณ์ โดยนำหลักการของ 3 Lines of Defense มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงาน มีความโปร่งใส และตรวจสอบได้ 7.Agility ปรับตัวและตอบสนอง ต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว สร้าง Mindset ใหม่เพื่อให้เกิดการทำงานที่รวดเร็ว และคล่องตัว ลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม นำเสนอความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ เพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนในองค์กรรู้ว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารประสบความสำเร็จ 8.Resilience ความสามารถในการรับมือกับผลกระทบจากปัญหาหรือวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การแพร่รระบาดของ COVID-19 แต่ธนาคารสามารถก้าวผ่านวิกฤติได้ดีและรวดเร็วด้วยผู้นำองค์กร ผู้บริหารระดับสูง และผู้ปฏิบัติงานทุกระดับ ที่พร้อมรับมือกับปัญหา และหาโอกาสใหม่ในระหว่างเกิดวิกฤติ หรือหลังวิกฤติ รวมถึงความมีประสิทธิภาพของระบบการปฏิบัติงาน ที่ทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องฝ่ายสื่อสารองค์กร

"จุรินทร์” นำทีมเอกชนไทยลุยเมือง”ครอยดอน” (Croydon) ของ UK

posted Jun 23, 2022, 1:36 AM by Maturos Lophong



เฉียบ!!!“จุรินทร์” นำทีมเอกชนไทยลุยเมือง”ครอยดอน” (Croydon) ของ UK
เซ็น MOU ขายของให้อังกฤษรวดเดียว 4,600 ล้านบาท ทั้งไก่ ข้าวหอมมะลิ เครื่องปรุงรสและอาหารทะเลแปรรูป พร้อมอินฟลูเอนเซอร์ และบล็อกเกอร์ชื่อดังร่วมโปรโมทอาหารไทย ที่ห้าง Wing Yip สหราชอาณาจักร

วันที่ 22 มิถุนายน 2565 เวลา 8.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานลงนาม MOU ระหว่างผู้ประกอบการไทย–สหราชอาณาจักร และเป็นประธานเปิดงานและเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมอาหารไทย พร้อมด้วยนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่ห้าง Wing Yip สาขาครอยดอน(Croydon) สหราชอาณาจักร วานนี้ วันที่ 21 มิถุนายน 2565 เวลา 17.00 น.(เวลาในประเทศไทย 23.00 น.)




นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อสินค้าไทย และเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดสหราชอาณาจักร จำนวน 3 กิจกรรม ในช่วงการเดินทางเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมด้านเศรษฐกิจและการค้าไทย-สหราชอาณาจักร ณ สหราชอาณาจักร โดยกิจกรรมแรก เป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างผู้ประกอบการไทยกับสหราชอาณาจักร เพื่อส่งเสริมสินค้าและบริการไทยไปยังตลาดสหราชอาณาจักร ที่ห้าง Wing Yip สาขา Croydon โดย 1.บริษัท C.P. Trading Group co., Ltd. ลงนามกับบริษัท Manning Impex Ltd สินค้าข้าวหอมมะลิและอาหาร คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 350 ล้านบาท 2. บริษัท Alisa Inter Co., Ltd. กับบริษัท Thai Tana Ltd. สินค้าอาหารและเครื่องปรุงรส คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 150 ล้านบาท และ 3. บริษัท CPF Co., Ltd. กับ Westbridge Food Group สินค้าไก่แปรรูป คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 4,000 ล้านบาท 4.บริษัท Thai Tana Ltd. กับ บริษัท ท่าเรือมารีน สินค้าอาหารสำเร็จรูปแช่แข็ง คาดการณ์มูลค่าการสั่งซื้อภายใน 1 ปี 100 ล้านบาท

กิจกรรมที่ 2 เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าอาหารไทยร่วมกับห้าง Wing Yip ในตลาด สหราชอาณาจักร โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 -28 มิ.ย.2565 มีกิจกรรมแจกชิมอาหารไทย ได้แก่ ข้าวเหนียว มะม่วง ในวันที่ 21 มิ.ย.2565 เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อาหารไทยให้แก่ผู้บริโภคชาวสหราชอาณาจักร รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าไทยเพิ่มมากขึ้น โดยจะมีการสาธิตการปรุงอาหารไทย การจัดแสดงสินค้าไทยจากผู้นำเข้าสหราชอาณาจักร



สำหรับบริษัท Wing Yip เป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายปลีก/ส่ง สินค้าอาหารจากเอเชีย ได้แก่ จีน ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม และอินเดีย มีสินค้าทั้งหมดกว่า 4,500 ชนิด บริษัทฯ เปิดทำการมากว่า 40 ปี ปัจจุบันมีพนักงาน กว่า 300 คน มีร้านค้าปลีกของบริษัทเองชื่อ Wing Yip จำนวน 4 สาขา ในกรุงลอนดอน 2 สาขา (Croydon และ Cricklewood), เมือง Birmingham 1 สาขา, และ Manchester 1 สาขา อีกทั้ง มีการขายสินค้าในเว็บไซต์ของ บริษัทฯ (www.wingyip.com) โดยการจัดกิจกรรมร่วมกับห้าง Wing Yip ในครั้งนี้ คาดว่าจะผลักดันให้การนำเข้า สินค้าไทยของห้างฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท ในปี 2566

กิจกรรมที่ 3 เป็นการประชาสัมพันธ์ร้านอาหาร Thai SELECT และสินค้าอาหารไทยร่วมกับ influencer ในตลาดสหราชอาณาจักร เพื่อกระตุ้นการบริโภคอาหารไทย สร้างการรับรู้อาหารไทย และกระตุ้นให้เกิดการซื้ออาหารไทยและวัตถุดิบอาหารไทยเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันมีร้านอาหาร Thai SELECT ในยุโรปจำนวน 327 แห่ง จาก 1,500 แห่งทั่วโลก (ข้อมูล ณ มิ.ย.65)




ทั้งนี้ ปัจจุบันสหราชอาณาจักรเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และมีกำลังซื้อสูง โดยสินค้าอาหารยังคงเป็น สินค้านำเข้าอันดับ 1 จากประเทศไทย โดยในปี 2564 สหราชอาณาจักร นำเข้าสินค้าไก่แปรรูปจากไทย คิดเป็น มูลค่า 15,358.47 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 14.01 ส่วนสินค้าอาหารไทยและร้านอาหารไทยที่ได้รับความนิยมและขยายตัวสูงในตลาดสหราชอาณาจักร ได้แก่ อาหาร เครื่องปรุงรส ขนมขบเคี้ยว ผักสด ผลไม้ Future Food โดยเฉพาะ Plant Based Food และบริการ ได้แก่ ร้านอาหารไทย และร้านสปาไทย เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวระบุว่าภายในงานมีอินฟลูเอนเซอร์ millykr และ london. by.kseniia ซึ่งเป็นผู้มีชื่อเสียงที่ประเทศอังกฤษด้านอาหารและการท่องเที่ยว และยังมีเชฟ Yui Miles เชฟไทยจากรายการมาสเตอร์เชฟ UK มาสาธิตการทำข้าวเหนียวมะม่วงโดยนายจุรินทร์ ได้เข้าร่วมทำเมนูข้าวเหนียวมะม่วงและแจกจ่ายให้กับผู้ร่วมงานได้ชิม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีว่ามีรสชาติที่อร่อย

สำหรับผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ www.ditp.go.th หรือสายตรงการค้าระหว่างประเทศ โทร 1169

ธ.ก.ส ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงฯ

posted Jun 16, 2022, 11:11 PM by Maturos Lophong






ธ.ก.ส ร่วมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงฯ

หนุนเพิ่มพื้นที่สีเขียวลดโลกร้อนและสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต



ธ.ก.ส. เดินหน้า 7 แผนงานเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศ 26 ล้านไร่ พร้อมเติมทุนหนุนการสร้างอาชีพและรายได้ที่มาจากป่าไม้เพื่อสร้างความมั่งคั่งและยั่งยืนตามหลัก BCG พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมปลูกป่า เพื่อเทิดพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 90 พรรษา





(วันนี้ 16 มิ.ย. 65) ณ วัดป่าธรรมวิสุทธิมงคล ตำบลเขาพระงาม อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี นายสมเกียรติ กิมาวหา รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นประธานในโครงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาส มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 90 พรรษา โดยมีเกษตรกรภาคีเครือข่าย คณะผู้บริหารและพนักงานในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม

นายสมเกียรติ กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้น้อมนำแนวพระราชดำริ เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของพระบาทสมเด็จพระบรม ชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง มาแก้ไขปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างฉับพลัน ภาวะฝนแล้งหรือ น้ำท่วม ก่อให้เกิดผลกระทบไปยังเกษตรกรทั้งความเสียหายด้านการผลิตและรายได้ที่ลดลง ผ่านการดำเนินโครงการธนาคารต้นไม้ ตั้งแต่ปี 2553 และในปี 2561 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ ธ.ก.ส. เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน “โครงการชุมชนไม้มีค่า” วางเป้าหมายภายใน 10 ปี ประเทศไทยจะมีชุมชนไม้มีค่า 20,000 ชุมชน พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น 26 ล้านไร่ และมีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 2.6 ล้านครัวเรือน มุ่งหวังให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,040 ล้านบาท โดยประชาชนสามารถใช้ต้นไม้บนที่ดินของตนเองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน และต่อยอดไปสู่การประกอบอาชีพ ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีชุมชนเข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้กับ ธ.ก.ส. กว่า 6,838 ชุมชน มีสมาชิกธนาคารต้นไม้ 123,424 คน สามารถปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นบนพื้นที่ประเทศไทย 12,369,563 ต้น พร้อมวางเป้าหมายพัฒนาไปสู่ชุมชนไม้ มีค่า เพื่อสร้างรายได้จากผลผลิตและกิจกรรมจากป่าไม้ โดยมีแผนในการดำเนินงาน ดังนี้



1. แผนงานสร้างมูลค่าเพิ่มชุมชนไม้มีค่า โดยสนับสนุนให้ชุมชนที่ดำเนินโครงการธนาคารต้นไม้กับ ธ.ก.ส. พัฒนาไปสู่ชุมชนไม้มีค่า จำนวน 321 ชุมชน มีการจัดทำกระบวนการเรียนรู้ร่วมกับภาคีเครือข่ายและปราชญ์ชาวบ้าน เพื่อสร้างอาชีพและรายได้จากกิจกรรมและผลผลิตที่ได้จากไม้และป่าไม้ เช่น การเพาะกล้าไม้ การเผาถ่าน การทำน้ำส้มควันไม้ สมุนไพร การแปรรูปไม้เป็นเฟอร์นิเจอร์ และการรับจ้างปลูกต้นไม้ เป็นต้น คาดว่าจะเพิ่มรายได้ให้ชุมชนกว่า 90 ล้านบาท

2. แผนงานสร้างผู้ประเมินมูลค่าต้นไม้ ธ.ก.ส. ร่วมกับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จัดทำหลักสูตรสร้างผู้ประเมินมูลค่าต้นไม้ เพื่อให้ความรู้กับเกษตรกรในการตรวจวัดและประเมินมูลค่า ส่งเสริมการใช้ต้นไม้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ โดย ผู้ที่ผ่านการอบรมหลักสูตรจะได้รับวุฒิบัตรจาก มก. จำนวน 430 ชุมชน จำแนกเป็นกรรมการและสมาชิกโครงการธนาคารต้นไม้ 976 คน พนักงาน ธ.ก.ส. 528 คน รวมผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้น 1,504 คน

3. แผนงานสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก (Low Emission Support Scheme : LESS) และการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offset) ธ.ก.ส. มุ่งสร้างการตระหนักรู้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วยการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างสมดุลเชิงนิเวศด้วยการสนับสนุนชุมชน จำนวน 2,721,900 บาท ให้กับธนาคารต้นไม้ที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าชเรือนกระจกจากองค์การบริหารจัดการก๊าชเรือนกระจก (อบก.) จำนวน 60 ชุมชน คิดเป็นปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บได้ 468,355 ตันคาร์บอน นอกจากนี้ยังพัฒนาชุมชนธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่ และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น ให้ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program :T-VER) ซึ่งถือเป็นการเตรียมพร้อมในการพัฒนาไปสู่ระดับ ที่สามารถซื้อ – ขายคาร์บอนเครดิต และการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting)




4. แผนงานสนับสนุนชุมชนลดมลพิษ ผลจากการทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ทำให้เกิดมลพิษ ทั้งทางอากาศ ทางน้ำและทางดิน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์ ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนชุมชนธนาคารต้นไม้ ในการดำเนินกิจกรรมลดมลพิษตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดโดยชุมชน เช่น กำหนดเกณฑ์จำนวนต้นไม้ ชนิดพันธุ์ไม้ พื้นที่ปลูกการดูแลรักษา โดย ธ.ก.ส. สนับสนุนงบประมาณให้ชุมชนที่เข้าร่วมกิจกรรม ชุมชนละ 4,000 บาท ซึ่งมีธนาคารต้นไม้เข้าร่วมโครงการ จำนวน 24 ชุมชน

5. แผนการใช้ต้นไม้เป็นหลักประกัน ธ.ก.ส. ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในการจดทะเบียนไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งผลการดำเนินงานมีเกษตรกรนำต้นไม้มาใช้เป็นหลักประกัน จำนวน 3,096,499 บาท

6. แผนการจัดทำโครงการส่งเสริมการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนให้ชุมชนตระหนักถึงผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเตรียมการตั้งฐานการชดเชย การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Offsetting) ตั้งเป้าหมายในการเข้าร่วมโครงการ จำนวน 76 ชุมชนและมีชุมชนที่เข้าร่วมตั้งฐานแล้ว 9 ชุมชน

7. แผนการจัดทำโครงการปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งในปีนี้ดำเนินการปลูกป่าไปแล้วจำนวน 129,000 ต้น รวมถึงการดำเนินกิจกรรมปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติฯ ในครั้งนี้ พร้อมเป้าหมายดำเนินกิจกรรมดังกล่าวในพื้นที่อื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

นายสมเกียรติ กล่าวอีกว่า นอกจากแผนงานข้างต้น ธ.ก.ส. พร้อมเตรียมทุนสนับสนุนกิจกรรมในการปลูกต้นไม้และการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการธนาคารต้นไม้และโครงการสินเชื่อรักษ์ป่าไม้ไทยยั่งยืน วงเงินรวมกว่า 20,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในการลงทุนและเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพ การสนับสนุนการปลูกสวนป่า อัตราดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการปลูก ซึ่งปัจจุบัน ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรไปแล้ว จำนวน 7.47 ล้านบาท สำหรับเกษตรกรลูกค้าที่ประสงค์จะใช้บริการสินเชื่อ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ และ Call Center 02 555 0555

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ ประกาศความพร้อมจัดงาน “THAIFEX - ANUGA ASIA”

posted May 17, 2022, 10:54 PM by Maturos Lophong




กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ หอการค้าไทย และโคโลญเมสเซ่ ประกาศความพร้อมจัดงาน “THAIFEX - ANUGA ASIA” อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง เปิดเวทีเจรจาธุรกิจสินค้าอาหารและเครี่องดื่มระดับโลกแบบ On Ground และ Virtual 24-28 พ.ค.นี้


กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ หอการค้าไทย (TCC) และโคโลญเมสเซ่ (KM) ประเทศเยอรมนี ประกาศจัดงาน THAIFEX - ANUGA ASIA อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เปิดเวทีการค้าระดับโลกให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้เจรจาธุรกิจ สร้างโอกาสใหม่ทางการตลาด ค้นหานวัตกรรม เทคโนโลยี และแรงบันดาลใจใหม่ เชื่อมต่อธุรกิจทั้ง On Ground Trade Show และ Virtual Trade Show ระหว่างวันที่ 24-28 พฤษภาคม 2565 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี และแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com ทั้งนี้ ตั้งเป้าเงินสะพัดนำรายได้เข้าประเทศ 10,000 ล้านบาท




นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 งานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม THAIFEX-ANUGA ASIA ได้เคยจัดขึ้นในรูปแบบ On Ground อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี แต่เนื่องจากปีที่ผ่านมา สถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรงและกระจายวงกว้าง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานเป็นงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริง THAIFEX - Virtual Trade Show (VTS) โดยจัดเจรจาธุรกิจออนไลน์หรือ Virtual - Online Business Matching (V-OBM) ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com สำหรับปีนี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยเริ่มผ่อนคลายมาตรการและเดินทางระหว่างประเทศได้แล้ว ผู้จัดงานทั้ง 3 ฝ่าย จึงเห็นพ้องต้องกันที่จะจัด THAIFEX-ANUGA ASIA ให้ยิ่งใหญ่ในรูปแบบ On Ground Trade Show เช่นเดิม แต่ยังคงการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงควบคู่กัน เพื่อรองรับผู้ที่ยังไม่สะดวกเดินทาง โดยใช้ชื่องานปีนี้ว่า THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” จัดภายใต้คอนเซ็ปต์ Re-imagine the Future of Food & Beverage Industry


“งานนี้จะเป็นงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ยิ่งใหญ่และครบวงจรที่สุดแห่งเอเชีย เป็นเวทีการค้าระดับโลกที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มจากประเทศต่าง ๆ จะมาเจรจาธุรกิจทั้งแบบ On Ground Trade Show และ Virtual Trade Show กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 - 28 พฤษภาคมนี้ ในส่วนของ On Ground จัดบนพื้นที่จริงที่ Challenger Hall 1-3 และ IEC Hall 5-10 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นวันเจรจาการค้าทั้ง 5 วัน และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชม และซื้อสินค้าได้ในวันสุดท้าย ซึ่งยังคงมาตรการป้องกันโควิด-19 และดูแลสุขอนามัยของผู้เข้าร่วมงานอย่างเคร่งครัด” นายภูสิต กล่าว



นายภูสิต กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติเมื่อทราบว่างาน THAIFEX-ANUGA ASIA ในปีนี้จะกลับมาจัดในรูปแบบ On Ground อีกครั้ง ต่างก็ให้การตอบรับเข้าร่วมงานเป็นอย่างดี โดยในฝั่งผู้นำเข้าที่ทางทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก ได้เชิญเข้ามาร่วมงานนั้น ก็ได้แจ้งยืนยันการเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ซื้อจากทางโคโลญเมสเซ่ ผู้จัดงานร่วมของเราที่ได้เชิญให้เดินทางมาเยี่ยมชมงานอีกจำนวนมาก ทำให้เรามั่นใจว่างานนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย และผลักดันอาหารไทยสู่เวทีโลก ตามนโยบาย “อาหารไทย อาหารโลก” ของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้อย่างแน่นอน



นอกจากนี้ ยังได้คาดการณ์ว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมงานในรูปแบบ On Ground รวม 75,000 ราย ผู้เยี่ยมชมผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com มากกว่า 3,500 ราย และได้ตั้งเป้าว่างานนี้จะเกิดยอดเจรจาสั่งซื้อประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดสั่งซื้อจากการจัดงาน On Ground 9,550 ล้านบาท และยอดสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com เป็นมูลค่าสูงถึง 450 ล้านบาท




สำหรับรูปแบบการจัดงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition” ในส่วนของ On Ground Trade Show จะมีสินค้ามาจัดแสดง 11 โซนสินค้า ประกอบด้วย สินค้าอาหารทุกประเภท อาหารทะเล อาหารแช่แข็ง เนื้อสัตว์ ข้าวและธัญพืช ผักและผลไม้ สินค้าอาหารสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว เครื่องดื่ม ชาและกาแฟ เครื่องมือ/เครื่องใช้/อุปกรณ์ รวมถึงบริการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีโซนพิเศษสำหรับจัดแสดงสินค้าในกลุ่มฮาลาลและออแกนิกส์ อาหารนวัตกรรม รวมถึงสินค้าอาหารจากส่วนภูมิภาคที่จังหวัดต่าง ๆ เลือกสรรมาเข้าร่วมงานตามนโยบายของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในการเชื่อมโยงความร่วมมือของพาณิชย์จังหวัดในฐานะ Salesman จังหวัด สู่ทูตพาณิชย์ในนาม Salesman ประเทศ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ นิทรรศการประชาสัมพันธ์สินค้าผลไม้ภาคตะวันออกของไทย และกิจกรรมส่งเสริมการขายสินค้าผลไม้ศักยภาพของไทย อาทิ ทุเรียน มังคุด โดยจัดให้มีบริการสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order) กับเกษตรกรผู้ผลิตโดยตรง รวมทั้งกิจกรรมจัดแสดงสินค้าแห่งอนาคต (Future Food) ของผู้ประกอบการไทยที่เริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจมากขึ้นในตลาดโลก




ในส่วนของ Virtual Trade Show เป็นการจัดงานแสดงสินค้าอาหารเสมือนจริงที่เรียกว่า THAIFEX - Virtual Trade Show (VTS) ผ่านแพลตฟอร์ม www.thaifex-vts.com โดยผสานการจัด Virtual Trade Fair และ Virtual - Online Business Matching (V-OBM) เข้าด้วยกัน รองรับการเจรจาการค้าเสมือนจริงจากผู้ซื้อทั่วทุกมุมโลกรวมถึงประเทศจีนแบบตามเวลาจริง (Real time) ซึ่งผู้ชมงานสามารถเลือกประเภทสินค้าที่สนใจชมคูหา วิดีโอ และแคตตาล็อกสินค้าได้แบบ 3 มิติ และชมสินค้าในรูปแบบ 2 มิติ และ 360 องศา ที่สามารถหมุนและซูมดูรายละเอียดฉลาก รวมทั้งเข้าไปเจรจาการค้าได้ทั้งในรูปแบบการพิมพ์ข้อความสนทนา (Chat) การสนทนาด้วยเสียง (Voice Call) การสนทนาด้วยภาพพร้อมเสียง (Video Call) และยังมีกิจกรรม Live Streaming นำเสนอเสมือนจริงสำหรับผู้แสดงสินค้าต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์นวัตกรรม รวมถึงสตาร์ตอัปต่าง ๆ



นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีมูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ คิดเป็นสัดส่วน GDP อาหารต่อ GDP ประเทศอยู่ที่ 5.5% โดยประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก มีส่วนแบ่งในตลาดโลกอยู่ที่ 2.3% และเป็นอันดับ 4 ของเอเชียรองจากจีน อินโดนีเซีย และอินเดีย การจัดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX-ANUGA ASIA จะทำให้ผู้ประกอบการไทยทั้ง SMEs รายใหญ่ รวมถึงผู้ประกอบการรายใหม่ ได้นำสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดทั้งในประเทศและสากล ได้พบปะกับผู้ซื้อที่มีศักยภาพทั้ง On Ground และ Virtual รวมทั้งได้นำเสนอสินค้าที่มีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ตามเทรนด์ความต้องการของโลก และเทรนด์อาหารยุคใหม่ ซึ่งงาน THAIFEX–ANUGA ASIA พร้อมที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการให้ประสบความสำเร็จและเติบโต


“เราได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นจากผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ ผู้ประกอบการต่างมีความพร้อมในการนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมใหม่ออกไปสู่สายตานานาประเทศ อีกทั้งได้มีการพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ตามเทรนด์ยุคใหม่ มีการปรับตัวให้สอดคล้องกับตลาดและความต้องการของผู้บริโภค อาทิ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่สามารถรักษาคุณภาพสินค้า รักษาสิ่งแวดล้อม สะดวกต่อการขนส่ง มีความปลอดภัย และสร้างความมั่นใจเรื่องของการปลอดเชื้อให้แก่ผู้บริโภค โดยขณะนี้ มีผู้ส่งออกไทยยืนยันเข้าร่วมงานแล้วกว่า 722 ราย 2,085 คูหา โดยเป็น SMEs กว่า 400 ราย สำหรับผู้เข้าชมงาน ได้รับการติดต่อที่จะเข้าเยี่ยมชมงานทั้งจากในและต่างประเทศผ่านช่องทางต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เนื่องจากงานนี้มีความหลากหลายของสินค้ามีตั้งแต่ระดับ Niche Market จนถึง Commodity และมีผู้เล่นในตลาดทุกระดับ” นายวิศิษฐ์ กล่าว

ทางด้าน นายแมธเธียส คูเปอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โคโลญเมสเซ่ จำกัด กล่าวว่า การจัดงานในปีนี้มีผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้า 815 ราย บนพื้นที่ 11,592 ตร.ม. ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับงานล่าสุดในปี 2563 และแม้จะมีกฎระเบียบด้านการเดินทางที่เข้มงวดสำหรับบางประเทศ แต่จำนวนผู้ร่วมแสดงสินค้าจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ก็เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของงานนี้ที่ช่วยผลักดันการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาค โดยผู้แสดงสินค้าจากต่างประเทศและผู้นำเข้าสินค้าดังกล่าวมาจาก 35 ประเทศ กลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากเกาหลีใต้ รองลงมา ได้แก่ เวียดนาม อิตาลี มาเลเซีย และตุรกี และขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมโปรแกรม Hosted Buyers อย่างคับคั่ง โดยบริษัทรายใหญ่ของโลก อาทิ Dole Asia และ NTUC ก็ได้ยืนยันที่จะเข้าร่วมงานนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการจัดงานในรูปแบบปกติยังคงมีความสำคัญต่อธุรกิจ ในขณะที่ผู้แสดงสินค้าที่ไม่สามารถเข้าร่วมงานในพื้นที่จริงเช่น จีน ก็ได้เข้าร่วมงานแบบเสมือนจริง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต่างต้องการเข้าร่วมงานนี้ และพวกเขาได้ทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะข้อจำกัดด้านการเดินทาง

“ในงานนี้มีเทรนด์ใหม่ที่โดดเด่น คือ ผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่ตอบรับกระแสความยั่งยืน รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากพืช และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับฉลากอาหารสะอาด (Clean label) ซึ่งในปีนี้เราได้จัดแสดงผลิตภัณฑ์เหล่านี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 20% ของพื้นที่ทั้งหมด และเพื่อตอบสนองเทรนด์ด้านอาหารที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เราจึงร่วมกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (Scholars of Sustenance :SOS) ซึ่งเป็นมูลนิธิกู้ชีพอาหาร ให้มาทำหน้าที่จัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเศษอาหารเหลือทิ้งจากการจัดงานครั้งนี้ โดยในช่วงท้ายของงาน มูลนิธิฯ จะรวบรวมอาหารส่วนเกินทั้งหมดจากผู้แสดงสินค้านำไปแจกจ่ายให้กับชุมชนที่มีรายได้น้อย สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และที่พักอาศัยต่าง ๆ ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางในสังคม” นายแมธเธียส กล่าว


ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน THAIFEX-ANUGA ASIA 2022 “The Hybrid Edition ได้ที่กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) โทร.1169 หรือ www.ditp.go.th และลงทะเบียนเข้าชมงานแบบ On Ground ได้ที่ www.thaifex-anuga.com ลงทะเบียนเข้าชมงาน THAIFEX - Virtual Trade Show ได้ที่ www.thaifex-vts.com

‘กรมเจรจาฯ’ พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค

posted May 4, 2022, 11:45 PM by Maturos Lophong



‘กรมเจรจาฯ’ พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 19-22 พ.ค.นี้

ร่วมผลักดัน FTA-AP ชูโมเดล BCG เดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจในภูมิภาค



กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค 19-22 พ.ค.นี้ ระดมความเห็นเรื่องการจัดทำ FTA เอเชีย-แปซิฟิก หนุน MSMEs ใช้โมเดล BCG จัดประกวดทำแอปพลิเคชันช่วยเกษตรกร ใช้ช่องทางออนไลน์เข้าถึงตลาด ปิดท้ายกับการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (MRT) ผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก หนุนการประชุมรัฐมนตรี WTO และทำแผนรับมือและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลังโควิด-19





นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ในปีนี้ไทยได้รับโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคอีกครั้งในรอบ 20 ปี โดยมุ่งเน้นผลักดันผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมภายใต้หัวข้อหลัก คือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกันสู่สมดุล” หรือ “Open. Connect. Balance.” ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ได้ผลักดัน 2 เรื่องสำคัญ คือ “การขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTA-AP) ในยุคโควิด-19 และอนาคต” และ “โครงการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีของเขตเศรษฐกิจสำหรับ MSMEs ที่เป็นมิตรต่อแวดล้อมและมีนวัตกรรม ผ่านการใช้โมเดล BCG Economy”


นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลักรับผิดชอบด้านการค้าและการลงทุนภายใต้กรอบเอเปค จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (APEC Ministers Responsible for Trade Meeting 2022: MRT) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 19 – 22 พฤษภาคมนี้ ณ โรงแรม Centara Grand and Bangkok Convention Centre at Central World กรุงเทพฯ ซึ่งในครั้งนี้รัฐมนตรีการค้าของ 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค จะเดินทางเข้ามาร่วมประชุมเป็นครั้งแรกนับจากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19





นางอรมน เพิ่มเติมว่า สำหรับในวันที่ 19 พ.ค. 2565 จะมีการสัมมนาเกี่ยวกับการขับเคลื่อนการจัดทำเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (Free Trade Area of the Asia-Pacific: FTA-AP) ในช่วงโควิด-19 และอนาคต เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคเกษตร และประชาชน ได้รับทราบแนวคิดและเป้าหมายระยะยาวของเอเปคในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิก (FTA-AP) โดยได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ FTA-AP ซึ่งจะเป็นเครื่องมือในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ยั่งยืนและครอบคลุม


สำหรับวันที่ 20 พ.ค. 2565 กำหนดจัดงานเสวนานานาชาติ APEC BCG Symposium 2022 เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างภาครัฐ-เอกชน-วิชาการ เพื่อดำเนินการตามแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green (BCG) Economy) ซึ่งเป็นแนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล โดยจะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) กับ BCG Economy ซึ่งมุ่งหวังให้ MSMEs มีการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีนวัตกรรมสามารถต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ





นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประกวดแข่งขัน APEC Mobile App Challenge โดยไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมกับมูลนิธิ Asia Foundation บริษัท Google และสำนักงานเลขาธิการเอเปค เป็นผู้จัดกิจกรรม โดยรับสมัครผู้สนใจจากเขตเศรษฐกิจเอเปค เพื่อออกแบบ Application เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ในส่งเสริมการค้าการลงทุน โดยโจทย์ของปีนี้ คือการช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบการในภาคการเกษตรในเอเปค สามารถต่อยอดด้านเกษตรและอาหาร และสร้างโอกาสเข้าถึงตลาดท้องถิ่นและตลาดส่งออก ผ่านการใช้แนวคิด BCG Economy


นางอรมน เสริมว่า สำหรับไฮไลท์ในครั้งนี้ คือการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (MRT) กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–22 พ.ค. 2565 ซึ่งเป็นเวทีให้เขตเศรษฐกิจเอเปคร่วมกันผลักดันและกำหนดทิศทางความร่วมมือในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจการค้าของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยเฉพาะการสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีที่ยึดถือกฎเกณฑ์ภายใต้ WTO โดยผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลกจะเข้าร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย และจะหารือเรื่องการรับมือและอยู่ร่วมกับโควิด-19 และการมองไปข้างหน้า โดยใช้นโยบายการค้าเป็นเครื่องมือสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างครอบคลุมและยั่งยืน พร้อมหารือแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับผู้แทนสภาที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council: ABAC) เรื่องการขับเคลื่อนแผนงาน FTA-AP ในช่วงโควิด-19 และอนาคต




“เอเปคเป็นเวทีที่เน้นการเปิดเสรีทางการค้าและการลดอุปสรรคทางการค้า ซึ่งการเป็นเจ้าภาพเอเปคของไทย ถือว่าเป็นงานสำคัญที่ไทยจะแสดงบทบาทนำในเวทีโลก โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิภาคเอเปคกำลังจะฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งผลลัพธ์ของการประชุมเอเปคจะช่วยวางแนวทางฟื้นฟูและกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยภายหลังยุคโควิดอย่างยั่งยืน และตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงทางการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันจะเป็นโอกาสในการแสดงความพร้อมของไทยในการเปิดประเทศ เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทั่วโลกหลังสถานการณ์โควิด-19” นางอรมนกล่าว


เอเปค หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ประกอบด้วย สมาชิก 21 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไนดารุสซาลาม แคนาดา ชิลี จีน จีนฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ ปาปัวนิวกินี เปรู ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ จีนไทเป ไทย สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 (ม.ค.-มี .ค.) การค้ารวมระหว่างไทยกับเอเปค มีมูลค่า 3.35 ล้านล้านบาท (102 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 23.91% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปเอเปค มูลค่า 1.65 ล้านล้านบาท (50.82 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 22.95% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และไทยนำเข้าจากเอเปคมูลค่า 1.69 ล้านล้านบาท (51.10 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เพิ่มขึ้น 24.87% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

“MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน”

posted Apr 25, 2022, 1:52 AM by Maturos Lophong


“MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน”

25 - 28 เมษายน 2565 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ

กระทรวงพาณิชย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club กว่า 56 ธุรกิจ เปิดพื้นที่กระทรวงพาณิชย์ให้สมาชิกเครือข่ายออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ พร้อมเจรจาธุรกิจกับนักลงทุน ภายในงาน ‘MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน’ ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2565

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจกาค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กระทรวงพาณิชย์ นำผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club กว่า 56 ธุรกิจ ที่กระทรวงพาณิชย์ให้การสนับสนุนส่งเสริม ร่วมออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้า ภายในงาน ‘MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2565 ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี โดยมีสินค้าราคาพิเศษให้เลือกซื้อหลากหลายรายการ ประกอบด้วย เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย อาหารและเครื่องดื่ม สมุนไพร ของใช้ ของตกแต่งบ้าน และของที่ระลึก ฯลฯ”

“ภายในงานยังเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่สนใจเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการ MOC Biz Club ที่ออกงาน เพื่อสร้างโอกาสและเพิ่มพันธมิตรทางการค้า ต่อยอดและขยายธุรกิจร่วมกัน โดยผู้ประกอบการสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์และแผนการร่วมลงทุนกับนักลงทุน โดยการจัดงานครั้งนี้ จัดขึ้นตามข้อสั่งการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายสินิตย์ เลิศไกร) ที่ให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการ MOC Biz Club และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้งโดยเร็ว ให้เน้นการสร้างความเข้มแข็งจากภายใน เติมเต็มทุกองค์ประกอบสำคัญในการประกอบธุรกิจ ขยายช่องทางการตลาดเพิ่มเติมให้มีความหลากหลาย รวมทั้ง ผลักดันให้ผู้ประกอบการนำการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจ ทำการตลาดออนไลน์ และทำการประชาสัมพันธ์อย่างครบวงจร โดยหวังผลให้กลุ่มผู้ประกอบการฯ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ”



“จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมซื้อสินค้าราคาพิเศษจากกลุ่มผู้ประกอบการ MOC Biz Club ที่มีให้เลือกสรรอย่างมากมาย รวมทั้ง นักธุรกิจที่ต้องการหาพันธมิตรทางการค้าเพื่อร่วมลงทุนและต่อยอดธุรกิจ โดยพบกันที่งาน ‘MOC MARKET By Biz Club มหกรรมสินค้าชุมชน’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 - 28 เมษายน 2565 เวลา 07.00 - 16.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี ซึ่งนอกจากจะได้เลือกซื้อสินค้าคุณภาพดีหลากหลายรายการแล้ว ยังเป็นการให้กำลังใจและช่วยฟื้นฟูกิจการของกลุ่มผู้ประกอบการฯ ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 อีกทางหนึ่งด้วย” อธิบดีฯ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองธุรกิจภูมิภาคและชุมชน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โทร : 0 2547 4445 สายด่วน 1570 และ e-Mail : dcrprov@dbd.go.th และ www.dbd.go.th





ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) มีผู้ประกอบการเครือข่ายธุรกิจ MOC Biz Club ทั่วประเทศ จำนวน 13,294 ราย แบ่งออกเป็น 12 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มอาหาร 4,155 ราย (ร้อยละ 31.25) กลุ่มผ้า/เครื่องแต่งกาย 2,307 ราย (ร้อยละ 17.35) กลุ่มบริการ 1,856 ราย (ร้อยละ 13.96) กลุ่มสุขภาพและความงาม 1,089 ราย (ร้อยละ 8.19) กลุ่มของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก 1,053 ราย (ร้อยละ 7.92) กลุ่มเครื่องดื่ม 746 ราย (ร้อยละ 5.61) กลุ่มสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร 638 ราย (ร้อยละ 4.80) กลุ่มการเกษตร 455 ราย (ร้อยละ 3.42) กลุ่มอุตสาหกรรม 403 ราย (ร้อยละ 3.03) กลุ่มท่องเที่ยว 350 ราย (ร้อยละ 2.63) กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 213 ราย (ร้อยละ 1.61) และอื่นๆ 29 ราย (ร้อยละ 0.23)



แบ่งผู้ประกอบการออกเป็นรายภูมิภาค ได้ดังนี้ ภาคกลาง (18 จังหวัด) 3,955 ราย (ร้อยละ 29.75) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (20 จังหวัด) 3,681 ราย (ร้อยละ 27.69) ภาคเหนือ (17 จังหวัด) 3,005 ราย (ร้อยละ 22.60) ภาคใต้ (14 จังหวัด) 1,426 ราย (ร้อยละ 10.73) และภาคตะวันออก (8 จังหวัด) 1,227 ราย (ร้อยละ 9.23)

แบ่งตามประเภทธุรกิจ ประกอบด้วย นิติบุคคล 2,103 ราย (ร้อยละ 15.82) ทะเบียนพาณิชย์ 1,730 ราย (ร้อยละ 13.01) และ บุคคลธรรมดา 9,461 ราย (ร้อยละ 71.17)

“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ผนึกกำลัง “ไทยพาณิชย์” ยกระดับร้านค้าชุมชน

posted Apr 5, 2022, 12:00 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 5, 2022, 12:12 AM ]


“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ผนึกกำลัง “ไทยพาณิชย์” ยกระดับร้านค้าชุมชน

เข้าสู่โลกดิจิทัล เสริมความรู้ ต่อยอดธุรกิจ ขยายกิจการ
นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และจัดกิจกรรมให้ความรู้เพื่อช่วยเหลือร้านค้าชุมชนไทย


“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” จับมือ “ธนาคารไทยพาณิชย์” เดินหน้าช่วยเหลือ และสนับสนุนผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนไทยทั่วประเทศ ล่าสุด ยกระดับผู้ประกอบการชุมชนเข้าสู่โลกดิจิทัล ครอบคลุมทั้งร้านค้าสินค้าพื้นถิ่นไทย (Smart Local), ชุมชนต้นแบบ (Smart Village) และ Smart โชวห่วย ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพ และขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการชุมชนในการทำธุรกิจยุคใหม่บนโลกออนไลน์ พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย และให้ความรู้แก่ร้านค้าชุมชน ครอบคลุม 4 แกนสำคัญ ได้แก่ 1. ปรับโฉมร้านค้าเข้าสู่โลกไร้เงินสด ด้วยเครื่องมือรองรับการชำระเงินครบวงจร (Digital Payment) ผ่านแอปพลิเคชันแม่มณี 2. กิจกรรมเสริมความรู้ ต่อยอดธุรกิจ สร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน 3. สินเชื่อเพื่อขยายกิจการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ และ 4.ขยายช่องทางการตลาดผ่านช่องทาง Social Media ของธนาคาร พิเศษสุด ! สำหรับร้านค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนที่สมัครแอปพลิเคชันแม่มณีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 รับฟรี ! ชุดพรีเมียมจากแม่มณีทันที





นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประกอบการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “SMART LOCAL by DBD” โดยที่ผ่านมาเราได้จัดโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนไทยให้สามารถปรับตัวได้ในยุคดิจิทัล พร้อมขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพื่อให้ร้านค้าสามารถสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ล่าสุด เราจึงได้ร่วมมือกับ “ธนาคารไทยพาณิชย์” ยกระดับสินค้าเข้าสู่โลกดิจิทัล ครอบคลุมทั้ง ร้านค้าสินค้าพื้นถิ่นไทย (Smart Local), ชุมชนต้นแบบ (Smart Village) และ Smart โชวห่วย ผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ทางการเงินและกิจกรรมที่หลากหลายของธนาคารไทยพาณิชย์ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการชุมชนในการทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ พร้อมช่วยผลักดันให้เข้าสู่สังคมไร้เงินสด สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยความร่วมมือในครั้งนี้เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นการสร้างการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น ควบคู่กับการผลักดันการจ้างงานในชุมชน”


นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่อาวุโสประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Retail and Business Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า “ท่ามกลางบริบทของโลกยุคดิจิทัลที่ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หลายคนหันมาซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องปรับวิธีการขายเข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ด้วยเหตุนี้ธนาคารจึงมุ่งมั่นพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีเพื่อช่วยเสริมศักยภาพการทำธุรกิจแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม พร้อมช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินจากธนาคารได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยความร่วมมือกับ “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ในครั้งนี้ นับเป็นพลังสำคัญในการยกระดับสินค้าชุมชนเข้าสู่โลกดิจิทัล พร้อมช่วยส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการร้านค้าชุมชนไทยผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินและกิจกรรมต่าง ๆ ของธนาคาร ทั้งนี้ เราได้มอบโปรโมชันพิเศษสำหรับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการที่สมัครแอปพลิเคชันแม่มณีใหม่ ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 รับฟรี ! ชุด พรีเมียมจากแม่มณีอีกด้วย”


ความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และธนาคารไทยพาณิชย์ ครอบคลุม 4 แกนหลัก ได้แก่
ปรับโฉมร้านค้าเข้าสู่โลกไร้เงินสด ให้มีเครื่องมือรองรับการชำระเงินครบวงจร (Digital Payment) รับชำระค่าสินค้าผ่านคิวอาร์โค้ด รองรับทั้งบัตรเครดิต/เดบิต และการผ่อนชำระผ่านแอปพลิเคชันแม่มณี พร้อมขยายตัวเป็นร้านค้าออนไลน์กับ “มณี โซเชียลคอมเมิร์ซ”
กิจกรรมเสริมความรู้ ต่อยอดธุรกิจ สร้างคุณค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเดินหน้าทำธุรกิจบน E-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สินเชื่อเพื่อขยายกิจการทั้งรายเล็กและรายใหญ่ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อได้
ขยายช่องทางการตลาด เพิ่มยอดขายให้ร้าน Smart Local ที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีหน้าร้าน และรับชำระด้วยแอปพลิเคชันแม่มณี เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นผ่านช่องทาง Social Media ของธนาคาร


สำหรับลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์ SCB Call Center โทร 02 777 7777 และสาขาธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วประเทศ

1-10 of 194