Health & Beauty





วัตสัน ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ครึ่งปีหลัง 2022 เดินหน้ากลยุทธ์ O+O Platform

posted Jun 1, 2022, 6:57 PM by Maturos Lophong



วัตสัน ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ครึ่งปีหลัง 2022 เดินหน้ากลยุทธ์ O+O Platform พิชิตใจขาชอปแบบไร้รอยต่อ ปักธงมุ่งสู่ผู้นำด้าน E-Commerce พร้อมชูแนวคิด 'The New Beautiful' ความงามรูปแบบใหม่


วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย รุกตลาดรีเทลครึ่งปี 2022
ชูกลยุทธ์ O+O Platform (Offline plus Online) เชื่อมต่อประสบการณ์การชอปปิงแบบไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าเป็น The best of “both worlds” ยกระดับประสบการณ์การชอปปิงทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ครอบคลุมการซื้อสินค้าในทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Health & Beauty รวมไปถึงการเสนอแนวคิด 'The New Beautiful' นิยามความงามรูปแบบใหม่ สนับสนุนในทุกความสวยงาม ยอมรับในทุกความต่าง ก้าวข้ามมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ (beauty standard) เพื่อปลุกความมั่นใจให้กับทุกลุคที่เป็นตัวเอง เสริมสร้างพลังและศักยภาพ ให้ตัวเอง Look Good. Do Good. Feel Great. เปล่งประกายความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอก




นายพสิษฐ์ มั่นคงขันติวงศ์ กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งปีหลัง 2022 เรายังคงสานต่อพันธกิจ เติมเต็มรอยยิ้มให้ลูกค้าจากวันนี้สู่วันพรุ่งนี้และในทุกๆ วัน โดยผลักดันกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลด้วยความเข้าใจ พร้อมปลุกแนวคิด “The New Beautiful” กับนิยามความงามรูปแบบใหม่ที่เปิดรับคุณค่าความสวยงามอันหลากหลายของผู้คน สะท้อนรูปลักษณ์ บุคลิกภาพและความมั่นใจโดยไม่จำกัดเพศ วัย ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิต ผลักดันให้ผู้บริโภคก้าวข้ามภาพจำ Beauty Standard แบบพิมพ์นิยม และส่งเสริมคุณค่าความงามที่เป็นตัวเอง ให้ตัวเอง Look Good. Do Good. Feel Great เปล่งประกายความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอก

ในส่วนของวัตสันเอง มุ่งมั่นส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าและความงามตามแบบฉบับและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ผ่านสินค้าและบริการด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตรูปแบบต่างๆ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจกับแนวคิด The New Beautiful เพื่อความงามที่หลากหลายต่อไป”

“นอกจากนี้ วัตสัน ยังคงสานต่อบทบาทในฐานะร้านสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ O+O Platform เน้นสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อหน้าร้านและออนไลน์ ที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ชอปปิ้งได้ทุกช่องทาง จากทุกที่ ทุกเวลา โดยลูกค้าที่ใช้จ่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ (O+O) มีการใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าที่ซื้อเฉพาะหน้าร้านถึง 3 เท่า โดย 3 อันดับของหมวดหมู่สินค้าที่มีการเติบโตทางออนไลน์มากที่สุดในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Haircare, Health & Fitness และ Derma Skincare และจากกลยุทธ์ O+O Platform ทำให้เรามั่นใจเดินหน้าเพื่อเตรียมขึ้นแท่นเป็น The best of “both worlds” ที่เชื่อมต่อสุดยอดประสบการณ์การชอปปิงจากทั้งหน้าร้านและวัตสันออนไลน์ โดยตั้งเป้าสร้างมาตรฐานสูงสุดอย่างต่อเนื่องในตลาดด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน”





“สำหรับประสบการณ์การชอปปิงรูปแบบใหม่ที่จะติดอาวุธให้วัตสัน ประเทศไทย มีสัมพันธภาพที่ดีกับทางลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดและแน่นแฟ้นมากขึ้นนั้น เรายังคงมุ่งเน้นการให้บริการแบบ Customer Obsessed ในการตอบสนองความพึงพอใจและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการจับจ่ายของลูกค้าที่สามารถใช้บริการของวัตสันได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มเติมจากบริการ Chat & Shop ที่มี 350 สาขา นอกเหนือจากนี้ ที่ผ่านมาเราได้จับมือกับ Food Panda รุกตลาด Quick Commerce เพื่อเติมเต็มความต้องการลูกค้าที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และสามารถชอปได้ตลอดเวลาตามความต้องการ หรือการจับมือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ SkinX แพลตฟอร์มพบแพทย์ผิวหนังออนไลน์แบบครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านผิวพรรณจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าสามารถรับยาได้ที่วัตสันได้ง่ายขึ้น”

นายพสิษฐ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับสมาชิกวัตสันในประเทศไทย ปัจจุบัน เรามีจำนวนสมาชิกกว่า 7 ล้านคนทั่วประเทศ และ วัตสันจะยังคงเดินหน้าเติมเต็มรอยยิ้มให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเราพบว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความพร้อมในการเข้าสู่ไลฟ์สไตล์การชอปปิงผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้จากการใช้ Member Virtual Card ผ่านแอปฯ Watsons TH ที่รับเสียงตอบรับที่ดีจากสมาชิกวัตสันอย่างมีนัยสำคัญ และในเร็วๆ นี้วัตสันได้เตรียมยกระดับสร้างประสบการณ์ชอปปิงให้กับเหล่าสมาชิกทั้งในแง่ของประสบการณ์ใหม่ๆ และในแง่ความคุ้มค่าเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันมากขึ้น”




“ในส่วนผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของวัตสันนั้น (Watsons Own Brand) เราไม่เคยหยุดนิ่ง และยังคงเดินหน้านำนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภค และแนวโน้มความต้องการของตลาด อันได้แก่ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ยืนหยัดด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ในราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้ พร้อมกับเพิ่มพื้นที่ให้กับตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ วัตสันให้ความสำคัญกับตลาดการดูแลผิวและความงามสำหรับผู้ชายมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป คำว่าสุขภาพและความงาม และการดูแลตนเองให้ดี ยุคนี้มีลูกค้าผู้ชายที่ใส่ใจภาพลักษณ์เเละดูเเลตัวเองเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก”

“และเพื่อเป็นการขานรับกับนโยบายระดับโลกในด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมตาม 'Social Purpose and 2030 Sustainability Vision' ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญของ A.S. Watson Group เรายังคงให้ความสำคัญด้าน Look good. Do good. Feel great” โดยตอกย้ำด้าน Do good ผ่านผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนที่เรียกว่า Sustainable Choices ซึ่งเป็นสินค้าทางเลือกใหม่ โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปลายปี 2020 ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องการเฟ้นหาส่วนผสมที่ดีกว่า บรรจุภัณฑ์ที่ดีกว่า ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพผ่านการทดสอบและผ่านขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในการดำเนินธุรกิจที่มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมในพันธกิจนี้กับบุคลากร และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจต่างๆ ในการเดินทางไปบนเส้นทางแห่ง Sustainability ร่วมไปกับเราอีกด้วย”

“สุดท้ายนี้ สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่ วัตสัน ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การจำหน่ายโบว์สีเขียว ภายใต้แคมเปญ “Watsons Green Ribbons” ซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นประจำต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลา 16 ปีเพื่อมอบเงินรายได้ให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเด็กและสตรีที่ประสบปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจในประเทศไทย ตลอดจนแคมเปญ Give a Smile ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการผ่าตัดให้เด็กที่มีความผิดปกติด้านปากแหว่งเพดานโหว่ โดยในปัจจุบัน สามารถคืนรอยยิ้มสู่เด็กๆ เหล่านี้ได้มากกว่า 33 คนแล้ว วัตสันจะยังคงมุ่งมั่นสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ทุกคนดูดี ตระหนักในคุณค่าของตัวเอง รู้สึกดีต่อตนเอง คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันกับเรา” นายพสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

###

เกี่ยวกับ เอ. เอส. วัตสัน กรุ๊ป

เอ. เอส. วัตสัน กรุ๊ป ก่อตั้งที่ฮ่องกง ในปี พ.ศ 2384 เป็นผู้นำร้านค้าปลีก ด้านสุขภาพและความงามระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการดำเนินธุรกิจกว่า 16,400 แห่งภายใต้แบรนด์ค้าปลีก 12 แบรนด์ ใน 29 ตลาด พร้อมด้วยพนักงานมากกว่า 130,000 คนทั่วโลก สำหรับปีงบประมาณ 2563 เอ. เอส.วัตสันกรุ๊ปมีรายได้รวมที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐ และในทุก ๆ ปี ให้บริการนักชอปมากกว่า 5.5 พันล้านคน ผ่านประสบการณ์การชอปปิงอย่างไร้รอยต่อทั้งในหน้าร้านค้าและบนออนไลน์แพลตฟอร์ม

เอ.เอส.วัตสันกรุ๊ป เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลกอย่าง ซี.เค. ฮัทชิสัน โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ซึ่งมีธุรกิจหลัก 4 ประเภท - ธุรกิจส่งออก, ธุรกิจการค้าปลีก, ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน, และธุรกิจโทรมนาคมในมากกว่า 50 ประเทศ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aswatson.com/our-company/o-and-o-strategy/

ซีทัชเปิดตัว นวัตกรรมหน้ากากฆ่าเชื้อโควิด-19 เจ้าแรกในไทย ออกแบบสำหรับองค์กรได้ ปกป้องพนักงาน

posted May 3, 2022, 1:02 AM by Maturos Lophong



ซีทัชเปิดตัว นวัตกรรมหน้ากากฆ่าเชื้อโควิด-19 เจ้าแรกในไทย
ออกแบบสำหรับองค์กรได้ ปกป้องพนักงาน คุ้มค่าตลอดการใช้งาน


เปิดประเทศพร้อมกลับสู่ชีวิตวิถีใหม่อย่างปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด ล่าสุดสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซีทัช เปิดตัว Z-Touch Mask To Go นวัตกรรมหน้ากากผ้าฆ่าเชื้อโควิด-โอไมครอน ได้มากกว่า 99% ด้วยเทคโนโลยีซิลเวอร์ (Silver Technology) สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ใส่ใช้งานได้ถึง 7 วัน โดยไม่ต้องซักและมีอายุการใช้งานนานถึง 1 ปี พร้อมผลิต ออกแบบและสกรีนโลโก้ ฟรี สำหรับลูกค้าองค์กรและลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่ 50 ชิ้น ขึ้นไป ในราคาพิเศษชิ้นละ 150 บาท คุ้มค่ากับราคาตลอดอายุการใช้งาน โดยเฉลี่ยราคาไม่ถึง 1 บาท ต่อ วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 1 มิถุนายน 2565





โดย Z-Touch Mask To Go ได้รับการรับรองผลการฆ่าเชื้อจากหลายสถาบันชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Vismederi จากประเทศอิตาลี รับรองผลการฆ่าเชื้อ SARS-CoV-2 ได้กว่า 99.9% OEKO-TEX จากประเทศสวีเดน รับรองความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม BOKEN จากประเทศญี่ปุ่น รับรองผลการฆ่าเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ H3N2 ได้กว่า 99.9% และยังคงฆ่าเชื้อได้กว่า 99.8% มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี รับรองผลการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย E.coli ได้กว่า 99.9% และยังคงฆ่าเชื้ออื่นๆ ได้กว่า 99.9% มหาวิทยาลัยมหิดล รับรองผลการฆ่าเชื้อ Human Coronavirus ได้กว่า 99.9% ฯลฯ

สำหรับจุดเด่นของ Z-Touch Mask To Go นั้น ผลิตจากวัสดุผ้าคอตตอน (Cotton) ผสมผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ที่นำมาผ่านกระบวนการพิเศษ ผนวกกับเทคโนโลยีซิลเวอร์ (Silver Technology) ทำให้สามารถฆ่าได้ทั้งเชื้อไวรัสโควิด โอไมครอนและสายพันธ์อื่นๆ รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นๆ และยังช่วยลดการเกิดสิว พร้อมทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถใช้งานได้ซ้ำติดต่อกันถึง 7 วัน ต่อการซัก 1 ครั้ง โดยไม่เกิดกลิ่นอับและยังคงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อถึงแม้จะซักทำความสะอาดมากถึง 90 ครั้ง(มีอายุการใช้งานนานถึง 1 ปี) นอกจากนี้ยังออกแบบให้สวมใส่ง่าย สบาย หายใจสะดวก และมีขนาดที่กระชับเข้ากับใบหน้า ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ครั้งแรกของโลก โดยฝีมือคนไทย




ปัจจุบันมีหลายองค์กรได้ใช้บริการ ซีทัชแมสก์ เพราะคุ้มค่าและยังเสริมภาพลักษณ์ให้กับองค์กร เช่น Siam Laser Clinic(SLC), โรงพยาบาลภูมิพล, PSG Jewelry, Thai-Denmark, รถไฟฟ้าสายสีแดง(SRT Red Lines) 

ผู้ที่สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซีทัช สามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.ztouchbrand.com / Facebook https://www.facebook.com/ztouchofficial โทร 065-717-5816 หรือ สั่งซื้อได้ที่ Line Official : @ztouchofficial , https://bit.ly/3vNZWtG Facebook : Z-Touch Thailand , https://bit.ly/3sSh7Zt Shopee : ztouch_officialstore , https://bit.ly/361UxVf Lazada : https://bit.ly/3HRB2Mh






อัลลี่ จัดกิจกรรมเปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก ชวน นท เดอะสตาร์ พร้อมเหล่ายูทูปเบอร์สาว ร่วมปลูกปะการังและทดสอบกันแดด

posted Apr 7, 2022, 12:52 AM by Maturos Lophong


อัลลี่ จัดกิจกรรมเปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก ชวน นท เดอะสตาร์
พร้อมเหล่ายูทูปเบอร์สาว ร่วมปลูกปะการังและทดสอบกันแดดใหม่
ปกป้องผิวจากรังสียูวีแบบไร้สารอันตรายต่อปะการัง สัตว์ทะเลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม



อัลลี่ (Allie) แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดดชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น โดย บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอความงามในรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความงาม เพื่อโลกที่ยังยืน” ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์กันแดดใหม่ปกป้องผิวจากรังสียูวี พร้อมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไร้สารอันตรายต่อปะการังและสัตว์ทะเล พร้อมชวน “นท เดอะสตาร์” นางฟ้าเกาะเต่าและเหล่ายูทูปเบอร์สาวร่วมกิจกรรม Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการอนุรักษ์ทะเล พร้อมร่วมกันปลูกปะการังและทดสอบคุณสมบัติครีมกันแดดใหม่ ณ อุทยานใต้ทะเล เกาะขาม สัตหีบ จังหวัดชลบุรี




กิจกรรม “Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก” เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและท้องทะเล ต่อเนื่องจากที่ อัลลี่ ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของฮาวาย ในการจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ช่วยฟื้นคืนทะเลให้กลับมางดงาม ภายใต้แนวคิด “ความงาม เพื่อโลกที่ยังยืน”

นอกจากจัดกิจกรรมดังกล่าวแล้ว อัลลี่ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกส่วนของผลิตภัณฑ์ ทั้งการยกเลิกการใช้สารดูดซับรังสียูวีจำพวก OMC ที่ประกอบด้วยสาร Octinoxate, Oxybenzone, 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลบางชนิดและขัดขวางการเจริญเติบโตของปะการัง โดย อัลลี่ ได้พัฒนานวัตกรรมเนื้อเจลใหม่ที่สามารถจับตัวกันเป็นโครงสร้างแบบตาข่าย เกิดเป็นชั้นฟิล์มบางๆ ช่วยกันแดด ยึดติดผิวได้ดีและให้ผลในการดูดซับรังสียูวีได้เช่นเดียวกับสาร OMC อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพการกันแดด SPF50+/PA++++ และมีความเบาสบาย ไม่หนักผิว ป้องกันการเสียดสีและกันน้ำได้สูงสุด รวมไปถึงในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับกิจกรรม “Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก” ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทยนั้น เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ มีทะเลที่สวยงาม มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล สัตว์ทะเลและปะการัง ที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของโลก โดย อัลลี่ เลือกเปิดตัวกิจกรรมครั้งนี้ ณ อุทยานใต้ทะเล เกาะขาม สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพราะเกาะขามเป็นแห่งแรกที่มีการเคลื่อนย้ายปะการังที่กำลังเสื่อมโทรม มาไว้ที่เกาะขามเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างแนวปะการังในบริเวณที่เสื่อมโทรมและตายไปให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธ์และปลูกปะการังที่สำคัญของไทยอีกด้วย




โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นมีการเชิญคณะผู้บริหาร อัลลี่ ประเทศไทย พร้อมด้วย นท พนายางกูร (นท เดอะสตาร์) และเหล่ายูทูปเบอร์สาว มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองในการอนุรักษ์ปะการังและท้องทะเลไทย กับ อาจารย์ประสาน แสงไพบูลย์ ผู้คิดค้นวิธีการปลูกปะการังเขากวางผ่านท่อพีวีซี ถึงเทคนิคและวิธีการฟื้นฟูปะการัง พร้อมร่วมลงมือปลูกประการังเขากวางในพื้นที่อุทยานใต้ทะเลเกาะขามสัตหีบ รวมถึงร่วมกันทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดใหม่จาก อัลลี่ ระหว่างทำกิจกรรมในครั้งนี้อีกด้วย


ด้าน นท พนายางกูร หรือ นท เดอะสตาร์ ซึ่งพักหลังเดินหน้ากับงานด้านอนุรักษ์ท้องทะเลที่เกาะเต่าอย่างเต็มตัว จนได้รับฉายา นางฟ้าเกาะเต่า กล่าวถึงที่มาของงานอนุรักษ์และการร่วมกิจกรรม “Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก” ว่า “เริ่มจากเป็นคนชอบดำน้ำ แล้วอยากทำอะไรที่ลึกซึ้งมากขึ้น เลยอยากเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะพอเราดำไปถึงจุดหนึ่งเรารู้ว่า แค่ไม่กี่ปีปะการังเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ตายไปเยอะมาก จากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะของน้ำเอง หรือจากการท่องเที่ยว ทุกวันนี้เลยไม่ใช่ดำน้ำเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ดำเพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งแวดล้อมตรงนั้นเป็นอย่างไรและเราจะดูแลมันอย่างไรได้บ้าง ถ้านับระยะเวลาที่หันมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจังก็ประมาณ 3 ปีแล้ว





กิจกรรมที่ได้มาร่วมกับ อัลลี่ ในวันนี้ รู้สึกชื่นชมความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของอัลลี่ ทำให้รู้สึกสบายใจที่สามารถใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการังและสัตว์ทะเล พอได้รับการติดต่อให้มาร่วมกิจกรรม นท ทราบถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และแนวคิดของโครงการ ทำให้ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในทันที ยิ่งได้ทดลองใช้ระหว่างจัดกิจกรรมเห็นได้เลยว่ากันแดดได้ดีมาก ติดผิวดี ไม่เหนียวตัวและยังได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกและดูแลรักษาปะการัง ซึ่งจะนำไปปรับใช้กับงานอนุรักษ์ที่เกาะเต่าด้วย

ส่วนตัวอยากให้มีกิจกรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้นเยอะๆ เพื่อให้คนเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของธรรมชาติ เรากับธรรมชาติต้องอยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่เอาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ต้องคืนกลับให้เค้าด้วย รักตัวเองก็อย่าลืมดูแลตัวเองและสิ่งแวดล้อมด้วย เราต้องอยู่กับโลกใบนี้ มันเป็นโลกใบเดียวที่เรามี ถ้าเราไม่ดูแลเค้าแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน เวลาไปเที่ยวเอาอะไรไป เอากลับมาให้หมด อย่าทิ้งเอาไว้ ดูแต่ตามืออย่าจับทุกๆ อย่างใต้น้ำ ต้องขอบคุณ อัลลี่ แทนคนไทยทุกคนอีกครั้ง ที่ให้ความสำคัญกับทะเลไทยและเลือกเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเพื่อสารต่อแนวคิดนี้ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป



สธ. ทีเส็บ และพันธมิตรปลื้มงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ประสบผลสำเร็จเกินคาด

posted Mar 28, 2022, 1:42 AM by Maturos Lophong


สธ. ทีเส็บ และพันธมิตรปลื้มงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ประสบผลสำเร็จเกินคาด

ผอ. ใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวชื่นชม สร้างมูลค่าจับคู่ธุรกิจและการเจรจาการค้ากว่า 10,658 ล้านบาท

ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ปิดงานยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จเกินคาด กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานปลื้มตลอด 4 วัน ของการจัดงาน ประชาชนให้ความสนใจเข้าชมงานและร่วมกิจกรรมจำนวนมาก เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้า การลงทุน การจับคู่ธุรกิจและการจำหน่ายสินค้าในธุรกิจการแพทย์และสุขภาพกว่า 10,658 ล้านบาท พร้อมได้รับการชื่นชมจากผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ด้านการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการกระจายวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย ทำให้สามารถเดินหน้าจัดงานฯ ได้อย่างยิ่งใหญ่





นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง ความสำเร็จของการจัดงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ที่พึ่งจบไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมาว่า แม้จะเป็น ครั้งแรกของการจัดงานและผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายจนต้องเลื่อนการจัดงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) ถึงวันนี้ นับได้ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 4 วันที่ (17- 20 มีนาคม 2565) ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดงาน ทั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้วางไว้

โดยการจัดงานเน้นไปที่การสนับสนุนและการจัดแสดงในลักษณะห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ด้วยแนวคิด “การขับเคลื่อนนวัตกรรม การดูแลสุขภาพอัจฉริยะ” (Empowering Smart Healthcare Innovations) ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้รับประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความสามารถและการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ล่าสุดประเทศไทยมีโรงพยาบาลได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2565 (The World's Best Hospitals 2022) มีระบบการบริหารจัดการโรคติดต่อ และวัคซีนที่ดี มีความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ทำให้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติว่า ประเทศไทยเป็นเมืองเป้าหมายด้านสุขภาพของโลกอย่างแท้จริง

โดยการจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังได้รับคำชื่นชมจาก ดร.เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้เกียรติร่วมพิธีเปิดงานฯ ผ่าน Video Conference ซึ่งประกาศความเชื่อมั่นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และระบบวัคซีนของโลก โดยเน้นย้ำให้ทุกประเทศทำงานร่วมกันในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ และร่วมกันบริจาควัคซีนให้กับประเทศที่มีรายได้น้อย พร้อมแสดงความยินดีกับประเทศไทยที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการกระจายวัคซีนได้เป็นอย่างดี จนทำให้เกิดการจัดงานครั้งนี้ขึ้น ซึ่งการสานต่อความสำเร็จของการจัดงานฯ นั้น จะเป็นการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialised Expo ในปี 2571 ภายใต้ชื่องาน “Expo 2028 – Phuket Thailand” รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปคในปี 2565




ด้านนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานฯ ครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือเป็นอย่างดีของทุกฝ่ายทั้งพันธมิตรภาครัฐและเอกชนภายใต้แนวทาง หนึ่งกระทรวง หนึ่งงานนิทรรศการ (One Ministry One Expo) เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ภายในประเทศ โดยการสร้างงานมหกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับชาติที่ใหญ่ที่สุด นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนภายในประเทศและนานาชาติแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงอีกด้วย

ในฐานะที่เป็นงานที่เกิดขึ้นครั้งแรกและยังอยู่ในสถานการณ์โควิด เราถือว่าประสบความสำเร็จสูงมากสามารถสร้างมูลค่าจากการค้า การเจรจาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในแบบ Online และ On Site ได้สูงถึง 10,658 ล้านบาท โดยเป็นการจับคู่ธุรกิจแบบ Online ทั้งหมด 241 คู่ธุรกิจ และ On Site ทั้งหมด 200 คู่ธุรกิจ และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้อีกจาก E-Marketplace ของการจัดงาน ซึ่งยังคงเปิดให้บริการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.thailandhealthexpo.com

นอกจากจะประสบความสำเร็จด้านธุรกิจจากการจัดงานแล้ว จำนวนผู้เข้าร่วมงานยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 5 หมื่นคน ซึ่งการจัดงานแบบไฮบริด (Hybrid) ทำให้มีความสะดวกต่อการเข้าร่วมงานของทั้งผู้ร่วมงานในประเทศและต่างประเทศที่สามารถเยี่ยมชมการจัดงาน ร่วมฟังการประชุมสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจต่างๆ และร่วมกิจกรรมกับการจัดงานได้เสมือนมาร่วมการจัดงานจริงผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงยังได้รับความสนใจจากประชาชนในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กและวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 อีกเป็นจำนวนมาก

งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ถือเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของการจัดงานตามแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดงานไมซ์ตามมาตรการความปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID free setting) ภายใต้การจัดงานแบบ 2HY (Hygiene & Hybrid) ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการจัดงานเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะสร้างความมั่นใจต่อการจัดประชุม สัมมนา การจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเว้นต์ต่าง ๆ ในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพและปลอดภัย



BEAUTY ตั้งเป้าเทิร์นอะราวด์ รายได้โต 65% ปีนี้

posted Feb 20, 2022, 11:19 PM by Maturos Lophong



BEAUTY ตั้งเป้าเทิร์นอะราวด์ รายได้โต 65% ปีนี้


ปรับกลยุทธ์จัดเต็ม พร้อม Refreshing Brand รุกตลาด


BEAUTY ตั้งเป้าเทิร์นอะราวด์ปีนี้ รายได้เติบโต 65% รักษาอัตรากำไรสุทธิ 10% ชู 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ Re Model / Refresh Branding / Re Structuring ครั้งใหญ่ ลุยตลาดแมสทั้งในและต่างประเทศ เสริมทัพ 2 ผู้บริหารใหม่ รุกช่องทางจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพสู่ตลาดมวลชน มุ่งเน้นสินค้า BEAUTY & WELLNESS


ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวภายใต้แนวคิด Live a Beautiful Life เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายผลประกอบการกลับมามีกำไร มีฐานะการเงิน กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 65% หรือ อยู่ที่ประมาณ 680 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10% โดยสัดส่วนรายได้แบ่งตามช่องทางการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย ช่องทางต่างประเทศ 37% ช่องทางค้าปลีก (Retail) 27% ช่องทางค้าส่ง (Trading) 24 % และช่องทาง E-Commerce 12%





ทั้งนี้บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ โดยเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน และพัฒนาธุรกิจให้กลับมาแข็งแกร่งภายใน 3 ปี โดยในปีนี้จะเริ่มจาก 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ (Re Model) 2. ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Refresh Branding) 3.ปรับโครงสร้างบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ (Re Structuring)


โดยในส่วนของการ Re Model ได้ปรับเพิ่มช่องทางจำหน่ายหลักจากร้าน BEAUTY BUFFET เป็นการพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดแมส ( Mass Market ) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านตัวแทนจำหน่าย 13 รายใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเน้นการขยายจุดจำหน่ายสู่ร้าน General Trade ทั้งในรูปแบบวางจำหน่ายสินค้าในร้านค้าและรูปแบบ Store in Store ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวม 8,600 แห่ง พร้อมทั้งเน้นการกระจายสินค้าเข้าสู่ร้าน Modern Trade รวม 6,000 แห่ง และเพิ่มสินค้าใหม่ในจุดจำหน่ายเดิม ขณะที่ BEAUTY BUFFET SHOP จะมีการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ให้มีความทันสมัย เป็น Professional ด้านผลิตภัณฑ์ การแนะนำเกี่ยวกับความงามอย่างครบวงจร สำหรับกลุ่มลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ทยอยปรับปรุงสาขาไปแล้วจำนวน 3 แห่ง คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 50 แห่งทั่วประเทศ ภายในไตรมาส 2/65

ช่องทาง E-Commerce จะเน้นเพิ่มความสามารถการนำเสนอสินค้ากับกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น พัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพิ่มแพลตฟอร์มการเข้าถึงสินค้าให้มีความหลากหลายทั้งเว็บไซต์ของบริษัท, Market Place ชั้นนำ, Social Media ที่มีศักยภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการการเข้าถึงได้ทุกช่องทาง สั่งซื้อง่าย และได้รับสินค้าถูกต้อง รวดเร็ว



ส่วนช่องทางตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายใน 13 ประเทศ (จีน ฮ่องกง ไตหวัน อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม พม่า ลาว มาลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินเดีย ญี่ปุ่น) ในปีนี้จะเน้นกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆของแต่ละประเทศ และทำการตลาดให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในวงกว้างร่วมกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น ขณะที่โมเดลการขายแบบ Product License ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของ BEAUTY ปัจจุบันมีสินค้าทั้งสกินแคร์และเมคอัพ ที่ตัวแทนนำไปผลิตและจำหน่ายรวม 12 รายการ คาดว่าในปีนี้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เนื่องจากสามารถออกสินค้าได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า-ส่งออก และตรงความต้องการของกลุ่มลูกค้า บริษัทมีแผนขยายตัวแทนจำหน่ายและจำนวนรายการสินค้าที่ให้ License เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน





“จากการปรับรูปแบบการจำหน่าย การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม BEAUTY & WELLNESS ในช่วงที่ผ่านมา และมีการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงสำคัญในปีนี้อีกประการ คือ การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Refresh Branding) ของ BEAUTY BUFFET ให้มีความทันสมัย สนุกสนาน เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม ซึ่งในช่วงต่อจากนี้บริษัทจะมีการสื่อสารการตลาดด้วยภาพลักษณ์ใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์แบบ O2O เต็มรูปแบบ และพรีเซนเตอร์ที่หลากหลาย” ดร.พีระพงษ์ กล่าว


นอกจากนี้ BEAUTY ยังมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน การบริหาร (Re Structuring) ครั้งใหญ่ ลดขนาดองค์กรให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ และสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิต การขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหารได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อีกทั้งมีการเพิ่มทีมบริหารใหม่ 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจค้าปลีก และการบริหารจัดการตัวแทนจำหน่าย เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อขยายตลาดตาม Business Model ใหม่ต่อไป

เปิดตัว “กายาออยล์” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากน้ำมันงา พร้อมดึง ไชยา มิตรชัย นั่งแท่นพรีเซนเตอร์คนแรก

posted Jan 12, 2022, 12:53 AM by Maturos Lophong


เปิดตัว “กายาออยล์” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากน้ำมันงา

พร้อมดึง ไชยา มิตรชัย นั่งแท่นพรีเซนเตอร์คนแรก



บริษัท ไอเฮิร์บ คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดงานเปิดตัว กายาออยล์ (Gaya Oil) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพจากน้ำมันงาชนิดแคปซูล เจาะกลุ่มคนวัยทำงานถึงวัยเกษียณ และตอบโจทย์ความต้องการในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมของผู้บริโภคในยุคนิวนอร์มอล พร้อมเผยโฉมพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ เอ - ไชยา มิตรชัย เพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ กายาออยส์ และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค






นายยัญชัย บุญใช้ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอเฮิร์บ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบัน กลุ่มคนวัยทำงานมีพฤติกรรมการทำงานที่หนักขึ้น และไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง จึงทำให้ผู้บริโภคเกิดการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อเป็นตัวช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทาน และป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ของร่างกาย บริษัทฯ จึงมุ่งมั่นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญ ที่บริษัทฯ ได้รุกตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารด้วยการเปิดตัวแบรนด์ กายาออยล์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูล พร้อมเลือก เอ - ไชยา มิตรชัย มาร่วมงานและช่วยในการโปรโมทสินค้า เพราะถือเป็นอีกคนในวงการบันเทิงที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี และมีกลุ่มฐานแฟนคลับหลายช่วงอายุตรงกับกลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์ที่วางไว้ สำหรับกายาออยล์ เหมาะสำหรับกลุ่มคนวัยทำงาน อายุระหว่าง 25 – 44 ปี ไปจนถึงผู้สูงอายุ และกลุ่มแม่บ้าน อายุระหว่าง 40 - 65 ปี รวมถึงกลุ่มคนที่ต้องการดูแลสุขภาพตัวเองและมีความเสี่ยงเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุน หรือข้อเข่าเสื่อม ซึ่งจากสถิติพบว่าประชาชนคนไทยเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมกว่า 6 ล้านคน (ข้อมูลจากกรมการแพทย์, 2561) และเพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เราจึงได้พิถีพิถันกับทุกขั้นตอนการวิจัยพัฒนาจนถึงขั้นตอนการผลิต จนได้สุดยอดผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง ในราคาคุ้มค่า เหมาะกับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ หรือใช้มอบเป็นของขวัญแทนความห่วงใยให้กับคนที่คุณรักในโอกาสต่างๆ ได้อีกด้วย" นายยัญชัย กล่าว






ด้านพรีเซนเตอร์ เอ - ไชยา มิตรชัย เผยว่า “รู้สึกดีใจและขอบคุณทางแบรนด์ กายาออยล์ ที่เลือกให้เอได้ทำหน้าที่เป็นพรีเซนเตอร์คนแรกในครั้งนี้ และสำหรับใครที่รู้จักเอดีจะรู้อยู่แล้วว่า ปกติเราทำงานค่อนข้างหนัก จนไม่มีเวลาดูแลสุขภาพตัวเอง และด้วยอายุที่มากขึ้น เอจึงต้องใส่ใจตัวเองด้วยการมองหาตัวช่วยดีๆ อย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานอยู่เป็นประจำ ซึ่งนอกจากตัวเราเองแล้ว เอยังมีครอบครัวที่ต้องดูแลและต้องการให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดีเช่นกัน เราจึงได้ให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย น่าเชื่อถือ พร้อมมีประโยชน์และสรรพคุณเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ และหลังจากที่ได้ลอง กายาออยล์ ส่วนตัวแล้วชอบมาก รู้สึกได้ว่าช่วยลดอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ ไม่อ่อนเพลียแม้ต้องลุยงานหนักทุกวัน และสุขภาพดีขึ้น เอจึงอยากให้ทุกคนเปิดใจและลองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากน้ำมันงาชนิดแคปซูล กายาออยล์ กันเยอะๆ ครับ”







สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูลของ กายาออยล์ มีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ น้ำมันงาดำ, น้ำมันงาขาว, น้ำมันงาขี้ม่อน และ ดีแอล-แอลฟา-โทโคเฟอริล แอซีเทต โดยน้ำมันงาทั้ง 3 ชนิด นำเข้ามาจากประเทศเยอรมนี และได้รับการรับรองความปลอดภัยจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการว่าให้สารสำคัญมากที่สุด ซึ่งมีสรรพคุณแตกต่างกันในแต่ละชนิด มีส่วนช่วยในการป้องกันและลดปัญหาของสุขภาพ อาทิ น้ำมันงาดำ มีคุณสมบัติยับยั้งเซลล์ต้นกำเนิดที่ทำให้ข้อเสื่อม มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ พร้อมอุดมด้วยแคลเซียม สูงกว่านมถึง 6 เท่า เหมาะกับผู้สูงอายุที่อาจไม่สะดวกดื่มนม นอกจากนี้สารเซซามิน ที่มีเฉพาะในงาดำ ยังช่วยยับยั้งการเสื่อมสลายของกระดูกอ่อน ลดความเสี่ยงโรคข้อเสื่อม ส่วนน้ำมันงาขาว บำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง บำรุงเส้นผม ช่วยลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยของกล้ามเนื้อ และน้ำมันงาขี้ม่อน มีประโยชน์ในการช่วยซ่อมแซมกระดูกไม่ให้เปราะหรือแตกง่าย ช่วยลดการอักเสบของร่างกาย และลด คอเรสเตอรอลในเลือด โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนี้บรรจุในรูปแบบลิขวิดแคปซูล คงความสดใหม่ รับประทานง่าย พร้อมย่อยสลายได้ตรงจุดที่ร่างกายดูดซึม จึงทำให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่





ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูล กายาออยล์ 1 กล่อง มี 30 แคปซูล รับประทานวันละ 1 - 2 แคปซูล ก่อนหรือพร้อมอาหาร 


ปกติจำหน่ายในราคากล่องละ 530 บาท พิเศษสุด! โปรโมชั่นช่วงการเปิดตัว 5 กล่อง ราคา 999 บาท ซื้อสองชุด ราคา 1,998 บาท 


พิเศษไปกว่านั้น หากจ่ายเพิ่มอีก 1 บาท จะได้รับเพิ่มอีก 1 ชุด มีจำหน่ายแล้ววันนี้ ที่ร้านค้าสุขภาพทั่วไป และช่องทางออนไลน์ อาทิ Shopee Lazada สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อสินค้าได้ที่ Facebook page: Facebook.com/gayaoil9955 Line ID: @ok9955 หรือโทรฯ 02-0239955

โครงการลมหายใจเดียวกัน กลุ่ม ปตท. พร้อมรับมือโอมิครอน สร้างความมั่นใจประชาชน หนุนประเทศเดินหน้าอย่างปลอดภัย

posted Jan 6, 2022, 12:58 AM by Maturos Lophong



โครงการลมหายใจเดียวกัน กลุ่ม ปตท. พร้อมรับมือโอมิครอน สร้างความมั่นใจประชาชน หนุนประเทศเดินหน้าอย่างปลอดภัย

วันนี้ (4 มกราคม 2565) - นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุข ต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด 19 ในประเทศไทย โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอนที่เริ่มกระจายตัวในหลายพื้นที่ กลุ่ม ปตท. ยังคงยืนหยัดดำเนิน “โครงการลมหายใจเดียวกัน” ที่กลุ่ม ปตท. ร่วมกับพันธมิตรทางการแพทย์ โรงพยาบาลปิยะเวท ดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน พร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น และจะดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ไปจนกว่าสถานการณ์โรคระบาดจะคลี่คลาย เพื่อสร้างความอุ่นใจ ความปลอดภัยด้านสาธารณสุขให้แก่ประชาชน และแบ่งเบาภาระภาครัฐ

การให้บริการภายใต้โครงการฯ เน้นการให้บริการแบบครบวงจร “ตรวจเร็ว แยกเร็ว รักษาเร็ว” ประกอบด้วย หน่วยคัดกรองผู้ป่วยโควิด 19 ณ อาคาร EnCo Terminal หรือ Enter ถ.วิภาวดีรังสิต ซึ่งจนถึงปัจจุบันได้ตรวจคัดกรองประชาชนไปแล้วกว่า 65,000 คน รับผู้ป่วยเข้าดูแลรักษาในโครงการกว่า 3,900 คน และจัดเตรียมโรงพยาบาลสนามพร้อมรองรับ มี Hospitel รองรับผู้ป่วยระดับสีเขียวกว่า 1,000 เตียง โรงพยาบาลสนาม “สีเหลือง” สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการในระดับหนักขึ้น 300 เตียง และ โรงพยาบาลสนาม ICU รองรับผู้ป่วยวิกฤต “สีแดง” จำนวน 120 เตียง อีกทั้งสามารถรองรับผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีภาวะโรคไตและต้องฟอกไตด้วย นอกจากนี้ได้จัดตั้งสายด่วนจิตอาสาให้บริการรับสายเรียกเข้าจากผู้ที่ตรวจหาเชื้อโควิด 19 ด้วยตนเองและผลเป็นบวก เพื่อให้คำแนะนำทันทีและส่งรถพยาบาลรุดให้ความช่วยเหลือถึงบ้าน ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งผู้สนใจสามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1745 และ Line Official Account: ลมหายใจเดียวกันATK โดยสามารถค้นหาด้วยการพิมพ์ @ptt.covid-atk ได้ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง




นายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท กล่าวว่า หลายฝ่ายมีความกังวลต่อโรคติดเชื้อโควิด 19 สายพันธุ์โอมิครอน การที่โครงการลมหายใจเดียวกันของกลุ่ม ปตท. ยังเปิดให้บริการอยู่อย่างต่อเนื่องถือเป็นข่าวดี ที่เรายังมีจุดดูแลรักษาประชาชนได้อีกจุดหนึ่งแบบครบวงจร เป็นการเสริมความเชื่อมั่นการป้องกันรักษาโรค อย่างไรก็ดีการป้องกันส่วนบุคคล ยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอันดับหนึ่ง คือการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อย ๆ รักษาระยะห่าง ไม่อยู่ในที่ชุมชนโดยไม่จำเป็น อีกทั้งต้องส่งเสริมการฉีดวัคซีน โดยที่ผ่านมาอาคาร Enter และ เครือโรงพยาบาลปิยะเวทได้ให้บริการฉีดวัคซีนแก่ประชาชนแล้วกว่า 2 ล้านเข็ม ซึ่งการระบาดของโรคระบาดนั้น ถือเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก แต่จะทำอย่างไรไม่ให้รุนแรง โดยโครงการลมหายใจเดียวกันยังพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์

อนึ่ง นับตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน กลุ่ม ปตท. ได้สนับสนุนความช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ ร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสถานการณ์โควิด 19 รวมเป็นงบประมาณกว่า 1,850 ล้านบาท (ณ ธันวาคม 2564) กลุ่ม ปตท. ขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของทุกภาคส่วน และขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน เพราะเราเชื่อว่า “คนไทยทุกคนล้วนมีลมหายใจเดียวกัน”

ปี’65ตรวจสุขภาพเชิงลึกบูม ดึง5Gยกระดับคุณภาพชีวิต

posted Jan 3, 2022, 11:29 PM by Maturos Lophong



ปี’65ตรวจสุขภาพเชิงลึกบูม



ดึง5Gยกระดับคุณภาพชีวิต



https://www.youtube.com/watch?v=V1mp9L9WfgA&ab_channel=BDMSWellnessClinic



บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เผยปี’65 พร้อมรุกการตรวจสุขภาพแนวใหม่ทั่วประเทศ ดึงศักยภาพ 5G/เอไอ ยกระดับการให้บริการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน เพิ่มคุณภาพชีวิตในระยะยาวให้ผู้รับบริการชาวไทย/ต่างชาติ พร้อมขยายธุรกิจ Wellness Tourism ต่างจังหวัด รับกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ



นายแพทย์ ตนุพล วิรุฬหการุญ (หมอแอมป์) ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic) กล่าวว่าในปี 2565 จะมีการนำเทคโนโลยี 5G และเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence:AI) มาให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การป้องกัน ด้วยการตรวจสุขภาพเชิงลึกถึงระดับฮอร์โมน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ สารบ่งชี้มะเร็ง ที่มีอยู่ในร่างกาย และตรวจเชิงลึกถึงระดับพันธุกรรม เพื่อให้คำแนะนำแนวทางการดูแลตนเองอย่างถูกต้องเป็นรายบุคคล ให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรือการรักษาแบบไลฟ์สไตล์เมดิซีน ที่ไม่ต้องเสียเงิน เพื่อหยุดโรคก่อนการเจ็บป่วย เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดี เข้าสู่วัยชราที่มีสุขภาพแข็งแรงในระยะยาวสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่เป็นภาระลูกหลาน



ที่ผ่านมากลุ่มที่เข้ามาตรวจสุขภาพเชิงลึกกับทางบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก มีทุกกลุ่ม โดยกลุ่มเด็กเล็กและวัยรุ่นจะมาตรวจภูมิแพ้อาหารแฝงตรวจหาสาเหตุการเป็นผื่น กลุ่มวัยกลางคนจนถึงอายุ60 ปีขึ้นไปจะตรวจหลายอย่างซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการตรวจ ดูแล ให้คำแนะนำ เหมือนเป็นที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ในส่วนของเอไอที่นำมาใช้จะต้องผ่านการวิจัยการทดลอง การประมวลผลแล้วจนมั่นใจว่ามีความแม่นยำจึงนำมาใช้ได้ และต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาอย่างใกล้ชิด รวมถึงแอปพลิเคชั่นเพื่อบันทึกประวัติการเจ็บป่วย การรักษา ผลเลือด โดยมีเพียงคนไข้เท่านั้นที่สามารถดูข้อมูลเหล่านี้ได้ หากเกิดการเจ็บป่วยระหว่างเดินทางหรือท่องเที่ยวก็สามารถเปิดให้แพทย์ดูได้ แพทย์จะได้ทำการรักษาได้อย่างรวดเร็ว และรักษาได้ถูกโรค

ทั้งนี้ เพื่อรองรับกระแสเวลเนส หรือ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโรคไม่ให้เกิดขึ้นตั้งแต่แรก ที่คนทั่วโลกผู้ที่เห็นคุณค่าของตัวเองได้หันมาใส่ใจดูแลตัวเองมากขึ้น หลังจากถูกไวรัสโคโรนา-2019 หรือ โควิด-19 (Corona Virus Disease-2019 :COVID-19) โจมตีอย่างรวดเร็ว ทำให้ธุรกิจเวลเนสทั่วโลกเติบโตอย่างมาก ก่อนหน้านี้กระแสเวลเนสมาเพราะโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ที่ทุกคนอยากสุขภาพดี พึ่งพาตัวเองได้ และภาวะโรค เอ็นซีดี (NCDs) หรือ non-communicable diseases โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เป็นโรคที่สร้างขึ้นมาเอง เกิดจากการใช้ชีวิตที่ผิดไม่ดูแลตัวเอง เช่น เบาหวาน หลอดเลือดสมองตีบ ไขมันสูง มะเร็ง เป็นโรคที่น่ากลัวเพราะทำให้คนไทยเสียชีวิตมากถึง 76%



จากข้อมูลของสถาบันโกลบอลเวลเนส (GWI) มีการทำวิจัยเศรษฐกิจด้านสุขภาพทั่วโลก (Global Wellness Economy) ปี 2563 มีมูลค่าสูงถึง 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ สาขาที่มีมูลค่าธุรกิจใหญ่สุดคือ การดูแลตัวเอง ความสวยงาม การชะลอวัย (Personal Care & Beauty) ราว 9.55 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ อันดับสอง การทานอาหารเพื่อสุขภาพ หรือทานอาหารเป็นยา อาหารลดน้ำหนัก (Healthy Eating,Nutrition,&Weight Loss) อันดับสามสาขาการออกกำลังกายและกายภาพ (Physical Activity)อันดับสี่ สาขาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ซึ่งจะเป็นสาขาที่จะเติบโตเป็น 2 เท่าในปี 2573 คาดว่าจะเป็น 1.59 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปี 2563 ที่มีมูลค่าราว 4.36 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ถ้าไทยสามารถดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาได้มาก จะเป็นการช่วยเหลือประเทศในเชิงคุณภาพ เพราะใช้จ่ายต่อหัวสูง โดยสถาบันโกลบอลเวลเนส (GWI) ระบุว่าสูงถึง 1,800 เหรียญสหรัฐต่อคน หรือเกือบ 6 หมื่นบาทต่อคนต่อครั้ง จะทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหายน้อยกว่า ความเสี่ยงการติดเชื้อโควิด-19 ต่ำกว่า


นายแพทย์ ตนุพล กล่าวว่า ทางบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก มีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลสำคัญครั้งนี้ แสดงถึงการบริการที่ได้มาตรฐานสากล บุคลากรมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหลากหลายสาขา และมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าจำนวนมาก ยืนยันโดยการได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสถานบริการทางการแพทย์และสุขภาพชั้นนำแห่งปีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ทั้ง รางวัล Integrated Health and Wellness Service Provider of the Year in the Asia-Pacific 2021 รางวัล Dental Medical Centre of the Year in the Asia-Pacific 2021 และรางวัล Fertility Medical Centre of the Year in the Asia-Pacific 2021 จัดโดยนิตยสารชั้นนำด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและสุขภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Global Health and Travel Magazine เรียกได้ว่า บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ตั้งใจและจะมุ่งมั่นพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางหรือฮับทางการแพทย์เชิงป้องกันในภูมิภาคนี้


“ที่เน้นดูแลสุขภาพของคนให้แข็งแรงระยะยาวเพราะเราเชื่อว่า ถ้าคนสุขภาพดี จะส่งผลดีต่อประเทศ สุขภาพที่ดีจะส่งเสริมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ เหมือนมอตโต้ ที่กล่าวว่า Health brings Wealth



แพทย์หญิงจิรา ถาวรประดิษฐ์ ผู้อำนวยการคลินิกรอยัลไลฟ์ เวลเนส คลินิก (RoyalLife Wellness Clinic) กล่าวว่า คลินิกรอยัลไลฟ์ฯ อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เพื่อให้บริการตรวจสุขภาพเชิงลึกและให้คำแนะนำให้เหมาะสมกับผู้รับบริการในแต่ละราย รวมถึงทำการกระจายความรู้ด้านการดูแลสุขภาพให้กับประชาชนทั่วไปให้ได้มากที่สุด โดยมีการเปิดคลินิกอยู่ในโรงพยาบาลกรุงเทพตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ


ทั้งนี้ ได้เปิดโครงการ Wellness Near You สุขภาพดีใกล้บ้านคุณ โดยการนำเทคโนโลยี 5G เข้ามาให้บริการ ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดไม่ต้องมาตรวจสุขภาพถึงกรุงเทพ เพียงโทรเข้ามาที่คลินิกรอยัลไลฟ์ ทำการนัดหมาย หากจังหวัดไหนไม่มีโรงพยาบาลกรุงเทพ ก็สามารถไปรับการตรวจกับแล็บ N Health ที่อยู่ใกล้บ้านซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศกว่า20 แห่งเมื่อตรวจเลือดเสร็จทาง N Health จะส่งผลกลับมาให้แพทย์ที่คลินิก


RoyalLife Wellness Clinic และแพทย์จะโทรผ่านออนไลน์แจ้งผลและให้คำปรึกษาแก่ผู้รับบริการ พร้อมให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตแบบบุคคล เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับสุขภาพและร่างกายของผู้รับบริการแต่ละคน ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายเสื่อมช้าที่สุด และส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรงไปถึงวัย 70-80 ปีนอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชัน บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ประวัติด้านสุขภาพเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้รับบริการ สามารถซิงค์กับอุปกรณ์ติดตามด้านสุขภาพอื่นได้ด้วย



“ทำให้สามารถให้บริการดูแลแก่ผู้รับบริการได้อย่างทั่วถึง ในมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากจะเปิดคลินิกรอยัลไลฟ์ฯแล้ว ยังได้เปิดช่องทางการสื่อสารผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เพื่อเข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาตอบคำถามด้านสุขภาพทุก 2 อาทิตย์ ผู้ชมสามารถส่งคำถามเข้ามาได้โดยไม่เสียค่าบริการ” แพทย์หญิงจิรา กล่าว



BDMS Wellness Clinic มุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการ เพื่อมอบเป็นของขวัญสุขภาพแก่คนไทยทุกคน​เพราะสุขภาพที่ดี คือของขวัญที่ดีที่สุด​ Live longer, Healthier and Happier​


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก (BDMS Wellness Clinic)​ไลน์ @bdmswellnessclinic or https://lin.ee/rdIDv1A เว็บไซต์ www.bdmswellness.com

3 ITEMS ใหม่ล่าสุด FACIAL TREATMENT ESSENCE

posted Nov 26, 2021, 12:11 AM by Maturos Lophong


3 ITEMS ใหม่ล่าสุด FACIAL TREATMENT ESSENCE



ที่สุดของผิวสุขภาพดีกับ PURE CARE BSC


เครื่องสำอาง PURE CARE BSC ผู้เชี่ยวชาญผิวสาวชาวเอเชีย เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมจากสารสกัดจากธรรมชาติ บอบบางแม้ผิวแพ้ง่าย แนะนำ 3 ITEMS ใหม่ล่าสุด FACIAL TREATMENT ESSENCE น้ำตบ เอสเซ้นส์ 3 สูตรเพื่อตอบโจทย์ทุกปัญหาผิว พร้อมบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึก ที่สุดของผิวสวยสุขภาพดี






PURE CARE MOISTURIZING FACIAL TREATMENT OLIVE ESSENCE (95 ml.)



น้ำตบ เอสเซ้นส์ สูตรรอยัลโอลีฟ ช่วยปลอบประโลมผิวจากการระคายเคืองได้อย่างดีเยี่ยม เพื่อผิวชุ่มชื่นยาวนาน ผิวสุขภาพดี ผิวสวยยาวนานตลอดวัน ฟื้นฟูบำรุงผิวคงความนุ่มนวล ให้ผิวแลดูอ่อนกว่าวัย สารสกัดใบมะกอกจากโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรดา ช่วยให้ผิวแข็งแรง ดูอ่อนเยาว์และสุขภาพดี , สารสกัดออแกนิคจากผลโอลีฟ ทำหน้าที่เสมือนฟิล์มตามธรรมชาติ ช่วยปกป้องผิวจากการสูญเสียความชุ่มชื้น ช่วยลดการระคายเคืองจากมลภาวะต่างๆ



PURE CARE MOISTURIZING FACIAL TREATMENT LOTUS ESSENCE (95 ml.)


น้ำตบ เอสเซ้นส์ สูตรเกสรดอกบัวหลวง มอบการบำรุงผิวหน้าที่ดีที่สุด พร้อมปกป้องผิวจากความแห้งกร้าน มอบความชุ่มชื่นยาวนานให้กับผิว พร้อมปกป้องผิวไม่ให้สูญเสียความชุ่มชื่น ให้ผิวนุ่มเด้งฉ่ำ ดูอิ่มน้ำ แลดูอ่อนเยาว์ ด้วยสารสกัดจากเกสรดอกบัวหลวง โดดเด่นด้วยคุณสมบัติช่วยให้ผิวแลดูกระจ่างใส และมอบความชุ่มชื่นให้กับผิว , สารสกัดจากใบต้นไมร์ทัส กุญแจสำคัญของการคงความอ่อนเยาว์ ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ ริ้วรอยดูจางลง



PURE CARE MOISTURIZING FACIAL TREATMENT VIT C ESSENCE (95 ml.)


น้ำตบ เอสเซ้นส์ สูตรวิตามินซีจากผลส้มแมนดาริน มอบการบำรุงผิวหน้าที่ดีที่สุด ช่วยฟื้นฟูปรับเซลล์ผิวให้เรียบเนียนละเอียดขึ้น ทำให้ผิวดูฉ่ำวาว เป็นหนึ่งเคล็ดลับความงามที่สรรค์สร้างจากธรรมชาติ สู่การดูแลผิวให้ดูกระจ่างใสจากภายในอย่าง อนุพันธ์วิตามินซีประสิทธิภาพสูง ไม่ระคายเคืองต่อผิวบอบบาง ให้ผิวดูสดใสมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น


พิสูจน์ผิวสวยสุขภาพดี ด้วยตัวคุณองได้แล้ววันนี้ ณ เคาน์เตอร์ PURE CARE by BSC ทั่วประเทศ



ติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/purecarebybsc / www.purecaretoday.com

“ฟ้า 60 ยาพัฒนาจากสมุนไพรรักษาโควิด - 19 กลุ่มเขียว รายแรกของโลก”

posted Nov 22, 2021, 8:41 PM by Maturos Lophong


“ฟ้า 60 ยาพัฒนาจากสมุนไพรรักษาโควิด - 19 กลุ่มเขียว รายแรกของโลก”

สมุนไพรไทย เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทย เพื่อเศรษฐกิจไทย เพื่อการเปิดประเทศอย่างมั่นใจ



เปิดตัว “ฟ้า 60 ยาพัฒนาจากสมุนไพรรักษาโควิด - 19 กลุ่มเขียว รายแรกของโลก” ตอกย้ำประสิทธิภาพของสมุนไพรไทย ตอบโจทย์ความต้องการผู้ป่วยโควิด-19 ในระยะที่เกิดความรุนแรงน้อย ชูสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรเป็นอันดับ 1 ในการช่วยลดความรุนแรงของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี เปิดตัว “ฟ้า 60” ณ โรงแรม Swissôtel Bangkok Ratchada เมื่อวันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2564 เวลา 11.00 น.


โดยนายแพทย์ สว่าง อัมพรพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสดับบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัด ให้รายละเอียด ในฐานะที่บริษัทฯ ได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท ทีดับบลิวเอ็ม จำกัด ให้เป็นผู้แทนจำหน่าย “ฟ้า60” ยาฟ้าทะลายโจรสกัดชนิดแคปซูลที่มีสารสำคัญ คือ แอนโดรกราโฟไลด์ ในปริมาณ 60 มิลลิกรัม ต่อแคปซูล มุ่งเป้าในการช่วยรักษากลุ่มผู้ได้รับเชื้อโควิด-19 (กลุ่มผู้ป่วยสีเขียว) โดย “ฟ้า60” ได้มีการระบุบนฉลากว่า “ใช้กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง” เป็นยารักษาโควิด-19 จากสมุนไพรเดี่ยวรายแรกของโลก




“ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านเครื่องมือการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ยา เครื่องมือ เวชสำอางค์ เป็นต้น ทำให้บริษัท เอสดีบบลิว เฮลธ์แคร์ จำกัดได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ที ดับบลิว เอ็ม จำกัด ให้เป็นผู้จัดจำหน่าย “ฟ้า60” ซึ่งถือกำเนิดเป็น ยาสมุนไพรเดี่ยว (สมุนไพรเดี่ยว 1 ชนิด ที่ได้มาจากใบ ราก ดอก หรือผล มีสรรพคุณรักษาอาการใดอาการหนึ่ง โดยเรามักเคยพบเห็นกันในรูปยาชนิดแคปซูล เช่น ยาแคปซูลฟ้าทะลายโจร ยาแคปซูลขมิ้นชัน ยาแคปซูลมะระขี้นก ยาแคปซูลกระเทียม เป็นต้น)

นายแพทย์ สว่าง อัมพรพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในสมุนไพรไทยฟ้าทะลายโจร จะมีสารสกัดสำคัญคือ แอนโดรกราโฟไลด์ ซึ่งจะมีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสในเซลล์ (Viral replication) และโดยปกติจะต้องใช้ในปริมาณ 180 มิลลิกรัม ต่อ 1 วัน ต่อเนื่องกันตามคำสั่งแพทย์ (โดสรักษาโควิด-19 ที่ปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ 180 มก.ต่อวันในระยะเริ่มแรกของการติดเชื้อ และใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 วัน) เพื่อลดการเกิดโรคโควิด-19 ที่ไม่รุนแรง หรือในกลุ่มผู้ป่วยสีเขียว เป็นตัวตอบโจทย์ทั้งในการบรรเทาอาการที่รุนแรงน้อย (กลุ่มผู้ป่วยสีเขียว) และอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วย โดยไม่ต้องทานยา ปริมาณหลายๆ เม็ดใน 1 ครั้ง




ซึ่ง “ฟ้า60” ได้มีการระบุบนฉลากว่า ใช้กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง เป็นรายแรกที่วางจำหน่าย ณ ขณะนี้ นอกจากนั้นจุดเด่นเพิ่มเติมของ “ฟ้า60” คือเพิ่ม Compliance ของผู่ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาตามแพทย์สั่งครบตามจำนวน ซึ่งจำเป็นมากในการรักษาโรคติดเชื้อ ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราคิดค้น ทำเพื่อคนไทย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาให้สถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย ได้มีทางออกภายใต้นวัตกรรมการคิดค้น นำสมุนไพรไทยมาสร้างชื่อเสียง และสร้างสุขภาพที่แข็งแรงให้กับคนไทย ”



ฟ้าทะลายโจร ถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด - 19 ที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง โดยใช้ตามขนาดที่กำหนด คือ 180 มิลลิกรัมต่อวัน หรือมากกว่าขนาดที่ใช้ในการรักษาไข้หวัด 3 เท่า แต่ก็เป็นขนาดที่มีความปลอดภัยและพบว่าช่วยให้อาการเกิดปอดอักเสบลดลง

ในปี พ.ศ. 2564 ฟ้าทะลายโจร ได้ถูกบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร ฉบับที่ 2 เพื่อใช้กับผู้ป่วยโรคโควิด 19 ที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง ส่งผลให้ความต้องการสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านกลไกการวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพรอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาตนเอง และเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศ อีกทั้งรัฐบาลได้เปิดประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 โดยนำร่องในพื้นที่ 17 จังหวัดเมืองท่องเที่ยวของไทยพร้อมเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติจากประเทศเสี่ยงต่ำ 46 ประเทศ (ตามประกาศ) โดยไม่ต้องกักตัว ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการดูแลสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 นี้ อีกทั้งยังเป็นการยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล และตอบโจทย์การดูแลสุขภาพดีวิถีใหม่ Living with COVID 19”



ทั้งนี้ คุณชัชวีร์ ชีวีวัฒน์ CMO บริษัท เฮอเบิล เทคโนโลยี จำกัด ได้ให้ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติมว่า “ในเมื่อฟ้า60 ถูกออกแบบให้เป็นยาที่มีติดตัวและติดบ้าน หลักการสำคัญในการเข้าถึงฟ้า60 ก็คือจะต้องเข้าถึงได้ง่าย ในทุกพื้นที่ และทุกเวลา ทางบริษัท เฮอเบิล เทคโนโลยี จำกัด จึงได้เข้ามาช่วยในการทำ Line Official Account เพื่อเป็นจุดในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับฟ้า60 ตั้งแต่สรรพคุณ โดสการรักษา การให้คำแนะนำปรึกษา การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทั้งกลุ่มร้านขายยา โรงพยาบาล คลีนิค โดยมีทั้งทีมงานและเภสัชกรคอยตอบคำถามตั้งแต่เวลา 7.00-22.00 น.ทุกวัน ไม่มีวันหยุด และยังจัดเพิ่มเติม

คลีนิคออนไลน์ มีแพทย์คอยให้คำแนะนำในการใช้ยาสำหรับผู้ป่วยและผู้มีความเสี่ยงติดเชื้อในทุกกลุ่ม ซึ่งนอกเวลาทำการ จะมีระบบอัตโนมัติคอยให้ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นโดยตลอด ง่ายเพียงท่านกดแอดไลน์เพิ่มเพื่อน แล้วพิมพ์คำว่า “@Fah60” และในส่วนของร้านขายยา เพื่อให้การกระจายยาฟ้า60 ทั่วถึงให้เร็วที่สุด ในช่วงแรกพันธมิตรในช่องทางฟาร์มาซี ที่มีเภสัชกรให้บริการ คือ ร้านจำหน่ายยาและอุปกรณ์ทางการแทพย์ Health Up และ Supersave ทุกสาชา และกลุ่มร้านขายยาอีกนับพันแห่ง ภายใต้การกระจายผลิตภัณฑ์ฟ้า60 ผ่านดิสทริบิวชั่นของ DN Center และร้านขายยาในพื้นที่ห่างไกลยังสามารถสั่งผลิตภัณฑ์ฟ้า60 ผ่าน LineOA Fah60 ได้อีกด้วย

1-10 of 137