Health & Beauty





"Yves Rocher" รีแบรนด์ครั้งใหญ่รอบ 60 ปี

posted Oct 8, 2020, 7:28 PM by Maturos Lophong




"Yves Rocher" รีแบรนด์ครั้งใหญ่รอบ 60 ปีเร่งปรับทัพรับเทรนด์ตลาด สร้าง Brand Love เจาะกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ ตั้งเป้าที่1ในใจแบรนด์บิวตี้รักษ์โลก


คุณวิลาสินี ภาณุรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด อีฟ โรเช่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า อีฟ โรเช่ ทำการรีแบรนด์ครั้งใหญ่และเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี ประกาศปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์แบรนด์ (Creative Identity) พร้อมกันทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย โดยมุ่งเน้นปรับ Mood & Tone ของผลิตภัณฑ์และภาพลักษณ์โฆษณาต่างๆ ให้มีสีสันสดใสขึ้นที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบตัวที่บ้านเกิดแบรนด์ เมืองลา กาซิลี แคว้นบริตทานี ฝรั่งเศส ทั้งป่า มหาสมุทร หรือแม้กระทั่งมอสที่ขึ้นตามพื้นดิน เป็นการแสดงความหมายของธรรมชาติแบบโมเดิร์นขึ้น และมีความแอคทีฟเพื่อสื่อถึงความเป็นแอคทิวิสมากยิ่งขึ้น COMMITTED BUT POSITIVE. AUTHENTIC BUT MODERN.

"เริ่มจากโลโก้ ซึ่งนำคำว่า Bretagne, France และสัญลักษณ์ธงชาติฝรั่งเศสประทับลงบนทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ ที่ดีไซน์ตามส่วนประกอบจากธรรมชาติในสินค้านั้นๆ และยังได้เผย DNA ใหม่ของแบรนด์ประกอบไปด้วย 4 แกน คือ Generosity (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่), Positive Activist (จิตวิญญาณนักต่อสู้ในเชิงบวก), Rooted Entrepreneurial (หัวใจของความเป็นเจ้าของกิจการ) และ Honest (ความซื่อสัตย์จริงใจ) โดยยังคงยืนหยัดในมิชชั่นเรื่องสวยโลกไม่เสีย ให้คนและธรรมชาติเชื่อมโยงถึงกัน และอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน พร้อมมุ่งเน้นในส่วนนี้มากขึ้นไปอีก อาทิ ในเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป อีฟ โรเช่จะเป็นแบรนด์แรกในตลาด ที่ 100% ของสินค้าทำมาจากพลาสติกรีไซเคิล ซึ่งสามารถนำไปรีไซเคิลได้ 100% และนอกเหนือจากการลดใช้พลาสติกแล้ว เรายังลดใช้สารต่างๆ ในสูตรผลิตภัณฑ์ที่มีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นคลีนฟอมูลล่า และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์จากโรงงานผลิตให้มากขึ้นทุกปี ซึ่งการที่เราสามารถควบคุมสิ่งนี้ได้เนื่องมาจากโมเดลที่ไม่มีตัวกลางในสายการผลิต ทุกอย่างปลูกเอง วิจัยเอง เก็บเกี่ยวเอง ผลิตเอง จนกระทั่งส่งตรงจากฝรั่งเศสถึงมือลูกค้าทั่วโลก เราจึงสามารถให้ความสำคัญของเรื่องนี้ได้เป็นอันดับหนึ่ง และจากการที่เราไม่ผ่านคนกลางจึงทำให้เราสามารถคุมราคาให้ผู้บริโภคจับต้องได้ทุกคน ส่วนในเรื่องของ ‘สวยโลกไม่เสีย’ นั้นในปีหน้าเราจะมีอีกหลายๆ กิจกรรมออกมาอย่างต่อเนื่องแน่นอน เช่น การเปิดบริการรีฟิลเติมสินค้าที่ร้าน เพื่อลดการใช้บรรจุภัณฑ์ให้ใช้ซ้ำได้ หรือการเลิกใช้พลาสติก Wrap ทั้งหมด ทำให้ลดการใช้พลาสติกไปได้ถึง 35 ตันต่อปี และการใช้ Cardboard Box รุ่นใหม่ ที่เป็น Recycle Paper ซึ่งมาจาก Sustainability Forest รวมถึงป้ายต่างๆ ในร้านที่จะเอาพลาสติกออกทั้งหมด"
คุณวิลาสินี เผยอีกว่า จากข้อมูลพบว่ามูลค่าตลาดรวมของธุรกิจความงามและเครื่องสำอางในประเทศไทยอยู่ที่ 7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อปี ซึ่งในปัจจุบันอาจมีอัตราที่ลดลงจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจที่ชะลอตัว นอกจากนั้นยังมีคู่แข่งในตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราต้องไม่หยุดพัฒนา และเป็นที่มาของการพลิกโฉมครั้งสำคัญ อีฟ โรเช่ จึงได้เตรียมแผนการตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ รวมถึงขยายการรับรู้ในการรีเฟรชครั้งนี้ผ่านพรีเซ็นเตอร์ อีฟ โรเช่ ของประเทศไทย ที่เตรียมเปิดตัวปลายปีนี้ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างมากยิ่งขึ้น และคาดว่าผู้บริโภคจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของแบรนด์ในภาพลักษณ์ใหม่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมตอกย้ำความเป็นแบรนด์ความงามอันดับ 1 จากประเทศฝรั่งเศส
"การรีแบรนด์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโลโก้หรือเปลี่ยนแพ็คเกจจิ้ง แต่เป็นการเปลี่ยนทั้งแนวคิดและแนวทางการทำธุรกิจเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน นอกเหนือจากนี้ Digitalized Omni-Channel เชื่อมโยงออฟไลน์ ออนไลน์ที่ได้เริ่มทำมาตั้งแต่หลัง Covid-19 จะมีการเสริมทัพด้วยอีกหนึ่งโปรแกรมที่กำลังจะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้ คือ การขายด้วยรูปแบบโซเชี่ยลเซลลิ่ง (Social Selling) ที่จะสามารถเพิ่มรายได้เสริมจากการแชร์ข้อมูลสินค้าไปบน Social Media Platform ของสมาชิก ทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ระบบ Omni-Channel และ CRM ที่คาดว่าจะสามารถเพิ่มฐานลูกค้าในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ได้มากยิ่งขึ้น และมีส่วนผลักดันฐานรายได้ และยอดขายเติบโตขึ้นประมาณ 40% ในปีหน้า อีกทั้งแบรนด์ยังเตรียมทำการตลาดผ่านพรีเซ็นเตอร์ใหม่เพิ่มอีกถึง 2 คนในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจในแบรนด์ทั้งในแง่ของการพรีเซนต์สินค้าและการทำกิจกรรมกับกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างใกล้ชิดและผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์ ยังคงเน้นสินค้ากลุ่มสกินแคร์และแฮร์แคร์ ที่กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 เตรียมทยอยออกสินค้าใหม่อีกหลายรายการ ซึ่งมั่นใจว่าสิ้นปีรายได้จะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้แม้จะเพิ่งผ่านสถานการณ์โควิดมา ควบคู่ไปกับความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ความงามที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ 100% และมีขั้นตอนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามเจตนารมณ์เดิมที่อยากมอบคุณค่าจากธรรมชาติสู่คนทั่วโลกตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำธุรกิจ เพื่อสร้างแบรนด์ให้ผู้บริโภคอยากซื้อสินค้าของแบรนด์และสามารถแก้โจทย์ลูกค้าได้อย่างยั่งยืน"



เปิดตัวเครื่องสำอางรักษ์โลก PURE CARE BSC “VEGAN” แบรนด์แรกของเคาน์เตอร์แบรนด์ไทย

posted Aug 26, 2020, 12:10 AM by Maturos Lophong


เปิดตัวเครื่องสำอางรักษ์โลก PURE CARE BSC “VEGAN” 

แบรนด์แรกของเคาน์เตอร์แบรนด์ไทย



เครื่องสำอาง PURE CARE BSC โดยคุณดารนี มาตาแก้ว ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ PURE CARE BSC บมจ.ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จัดแสดงสินค้าโดยนำเครื่องสำอางคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด PURE CARE BSC Vegan



 ซึ่งเป็นเคาน์เตอร์แบรนด์ไทย แบรนด์แรกที่ผลิตคิดค้นเครื่องสำอาง Vegan เป็นเครื่องสำอางที่ไม่มีส่วนผสมจากสัตว์และไม่ทดลองผลิตภัณฑ์กับสัตว์ ณ ไบเทค บางนา

BDMS จับมือ วิริยะประกันภัย ในโครงการ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’

posted Jul 16, 2020, 12:14 AM by Maturos Lophong   [ updated Jul 16, 2020, 12:17 AM ]





BDMS จับมือ วิริยะประกันภัย

ในโครงการ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’

ให้คนไทยทุกภาคส่วนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ระดับสากลได้ทั่วประเทศ

BDMS ร่วมกับ วิริยะประกันภัยส่งเสริมสุขภาพคนไทยอีกครั้ง ด้วยการนำศักยภาพมาตรฐานการรักษาพยาบาลในระดับสากลของโรงพยาบาลเครือข่ายกว่า 45 แห่งทั่วประเทศ เข้าร่วมในโครงการ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญด้านสุขภาพ เตือนอย่าประมาทหลังพบคนไทยต้องเผชิญโรคร้ายเพิ่มขึ้นในช่วงวัยที่น้อยลง หวังให้คนไทยทุกคนมีประกันสุขภาพเป็นหลักประกันในการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน มั่นใจประเทศจะขับเคลื่อนไปได้อย่างมีศักยภาพ สุขภาพของคนในชาติต้องดี

นางนฤมล น้อยอ่ำ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เปิดเผยถึงความร่วมมือกับบริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ว่า นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญของ BDMS ในการให้บริการด้านสุขภาพแก่คนไทยร่วมกับพันธมิตรประกันภัยสุขภาพโดยได้กำหนดเป้าหมายของความร่วมมือในครั้งนี้เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี ทั้งยังมีโอกาสและทางเลือกในการเข้ารับบริการทางการแพทย์มาตรฐานระดับสากลในโรงพยาบาลเอกชนได้ง่ายยิ่งขึ้น โดย BDMS ได้ยึดถือใน 4 ปณิธานหลักในการดำเนินงาน ประกอบด้วย ศักยภาพความพร้อมในการให้บริการของโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS ทั้ง 47 แห่งทั่วประเทศไทย, ประสบการณ์ของบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน รวมถึงการเชื่อมโยงและแบ่งปันความรู้ความชำนาญการทางการแพทย์กับโรงพยาบาลต่างประเทศชั้นนำในแต่ละด้าน, ความล้ำหน้าด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และความใส่ใจด้านงานบริการของทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจความต้องการของผู้ป่วย ล้วนเป็นสิ่งที่ BDMS ต้องการมอบให้แก่คนไทยทุกคน

“จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เห็นชัดเจนว่า ‘ไม่ควรประมาทเรื่องสุขภาพ’ ผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงจะไม่เจ็บป่วย ณ วันนี้อาจไม่จริงเสมอไป ความเจ็บป่วยจากโรคภัยต่างๆ ยังคุกคามคนไทยในวัยที่น้อยลงเรื่อยๆ ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โรงพยาบาลในเครือ BDMS ทั่วประเทศเน้นคุณภาพและมาตราฐานการดูแลรักษา ทั้งยัง พัฒนาศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางการแพทย์ ร่วมกับสถาบันการแพทย์ระดับโลกโดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านอาทิ ศูนย์มะเร็ง ศูนย์หัวใจ ศูนย์ระบบประสาทและสมอง ศูนย์กระดูก ศูนย์อุบัติเหตุ เพื่อให้ผู้ใช้บริการมั่นใจและวางใจในผลการรักษาที่เรามอบให้ ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟูอย่างครบวงจร โดยเราไม่เคยหยุดที่จะแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อส่งมอบศักยภาพบริการทางการแพทย์ที่เรามี จึงเป็นที่มาของความร่วมมือขึ้นในครั้งนี้ผ่านประกันสุขภาพของโครงการ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’ นางนฤมล น้อยอ่ำ กล่าวถึงสถานการณ์ด้านสุขภาพของคนไทยในปัจจุบัน
“BDMS ได้รับความไว้วางใจจากธุรกิจประกันภัยสุขภาพทั้งในและต่างประเทศให้เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาการบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ที่ตระหนักและห่วงใยด้านสุขภาพ โดยล่าสุด บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจาก PING AN HEALTH บริษัทประกันรายใหญ่ที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดของจีน เดินหน้าขยายบริการสุขภาพมาตรฐานระดับสากลให้กับสมาชิกรองรับแผนส่งเสริมสุขภาพของจีนในปี 2030 และในครั้งนี้นับเป็นโอกาสอันดีอีกครั้งที่ BDMS ภายใต้ความร่วมมือกับวิริยะประกันภัย หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจประกันภัยสุขภาพของไทย นำเสนอประกันภัยสุขภาพวิถีใหม่ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’ ที่ตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อ ให้คนไทยมีโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเครือข่ายโรงพยาบาลของ BDMS ที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทย” นางนฤมล น้อยอ่ำ กล่าวเสริม




ล่าสุดจากการจัดอันดับโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทย โดย Newsweek นิตยสารข่าวรายสัปดาห์ของสหรัฐ พบว่าโรงพยาบาลกรุงเทพครองอันดับ 1 โรงพยาบาลที่ดีที่สุดในประเทศไทยและโรงพยาบาลสมิติเวช พร้อมทั้งโรงพยาบาลพญาไทยังติดอันดับ 1 ใน 100 ของโลกจาก World’s Best Hospital 2020 อีกด้วย “BDMS พร้อมที่จะมอบมาตรฐานบริการทางการแพทย์ระดับสากลให้แก่ชาวไทยทุกคนอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง โดยโรงพยาบาลในเครือข่าย BDMS กว่า 45 แห่งทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช, กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท, กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และโรงพยาบาล BNH มีจำนวนเตียงให้บริการรวมกว่า 6,000 เตียง มีทีมแพทย์กว่า 12,000 คน และพยาบาลวิชาชีพ 9,000 คน พร้อมศูนย์แห่งความเป็นเลิศที่ BDMS มุ่งมั่นในการพัฒนาการให้บริการระดับสากล ด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา พร้อมด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และทีมงานที่มีประสบการณ์ ซึ่งมั่นใจได้ว่าเพียงพอต่อการรองรับการให้บริการแก่ลูกค้าประกันภัยสุขภาพ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’ อย่างแน่นอน โดย BDMS จะยังเดินหน้าต่อเพื่อจับมือร่วมกับพันธมิตรในการมอบบริการทางการแพทย์มาตรฐานสากลโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ เพื่อให้ผู้ประกันตนมั่นใจในทุกครั้งที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลเครือข่าย BDMS” นางนฤมล น้อยอ่ำ กล่าวสรุป



ด้านนายเกรียงศักดิ์ โพธิเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันคนไทยส่วนมากยังไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพได้ ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงได้หารือร่วมกับ BDMS เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมให้คนไทยมีโอกาสถือครองกรมธรรม์ประกันภัยสุขภาพฉบับแรกกันถ้วนหน้า ด้วยวิถีใหม่ของ

ประกันสุขภาพที่สอดรับกับภาวะเศรษฐกิจหลัง COVID-19 และรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ด้วยประกันภัยสุขภาพ Viriyah Healthcare by BDMS ‘คุ้มครอง คุ้มค่า ราคาเพื่อคนไทย’

“ตลอด 73 ปี บริษัทฯ ยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งการแบ่งปันและสร้างสรรค์ประโยชน์แก่สังคมไทยด้วยการทำหน้าที่สร้างความมั่งคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินแก่ประชาชน สาระสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งไปที่การออกผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพแบบใหม่ขึ้นมารองรับความต้องการด้านสุขภาพ โดยวิริยะประกันภัยได้ตั้งโจทย์ไว้ว่าจะทำอย่างไรให้เบี้ยประกันภัยเข้าถึงคนไทยได้ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้สามารถตัดสินใจซื้อความคุ้มครองได้ทันที จึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ร่วมนำเสนอสู่คนไทยในครั้งนี้ ที่ตอบโจทย์การรักษาพยาบาลที่หลากหลายครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล เป็นความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายรายปีไม่จำกัดจำนวนครั้งในแต่ละปี และได้รับผลประโยชน์ใหม่ต่อเนื่องทุกปี เริ่มต้นคุ้มครองอายุตั้งแต่ 16-60 ปี คุ้มครองต่อเนื่องถึง 80 ปี ทั้งยังกำหนดค่าเบี้ยประกันที่ต่ำ ให้สอดรับกับรายได้ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทยในปัจจุบัน” นายเกรียงศักดิ์ โพธิเกษม กล่าวสรุป


เกี่ยวกับ บีดีเอ็มเอส (BDMS)


บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ (BDMS) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2515 และมุ่งมั่นที่จะมอบการดูแลและรักษาทางการแพทย์ที่มีคุณภาพให้แก่ผู้ป่วยทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังมุ่งพัฒนาความรู้และทักษะทางวิชาชีพของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ตลอดระยะเวลากว่า 48 ปี ด้วยปณิธานการทำงานดังกล่าวส่งผลให้ BDMS ได้รับการยอมรับในความเป็นเลิศด้านคุณภาพ ปัจจุบัน BDMS มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 12,000 คน ในจำนวนนี้กว่า 500 ท่านเป็น American Board Certified และพยาบาลวิชาชีพ 10,000 คน มีบริการด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยที่ได้รับการยอมรับในอย่างมากในเอเชีย


BDMS มีโรงพยาบาลหลักในเครือข่ายรวม 6 กลุ่มทั้งในไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ, กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช, โรงพยาบาล BNH, กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท, กลุ่มโรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล, กลุ่มโรงพยาบาลรอยัลใน ประเทศกัมพูชา รวมโรงพยาบาลในเครือทั้งสิ้น 49 แห่ง

SCM ตระหนักให้คนไทยมีสุขภาพดี เปิดตัวโครงการ “BODi Design” หุ่นในฝัน...คุณปั้นได้

posted Jul 1, 2020, 10:51 PM by Maturos Lophong



SCM ตระหนักให้คนไทยมีสุขภาพดี

เปิดตัวโครงการ “BODi Design” หุ่นในฝัน...คุณปั้นได้

“ซัคเซสมอร์” ใส่ใจสุขภาพคนไทย เปิดตัวโครงการ “BODi Design” หุ่นในฝัน...

คุณปั้นได้ จัดกิจกรรม BODi Design Challenge เชิญชวนสมาชิกมาร่วมกันออกกำลังกายไปกับโค้ช (มิกกี้) นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ที่จะมาให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม พร้อมกับการแข่งขันเพื่อปั้นหุ่นในฝันของคุณ ชิงรางวัลเงินสดรวมมูลค่า 150,000 บาท

นายแพทย์สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน)

หรือ (SCM) ผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยประสบปัญหาเรื่องภาวะน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ซึ่งเป็นต้นเหตุของการนำไปสู่โรคร้ายต่างๆ โดยเฉพาะโรคอ้วนและโรคเสื่อมของร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นต้น ดังนั้นในฐานะที่บริษัทฯ เป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในการดูแลสุขภาพครบวงจร จึงได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวโดยเฉพาะเรื่อง สุขภาพของคนไทย ที่จะทำอย่างไรให้คนไทยหันมาดูแลและใส่ใจในเรื่องของการออกกำลังกายมากขึ้น




บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการ “BODi Design” หุ่นในฝัน...คุณปั้นได้ ซึ่งเป็นจัดกิจกรรมออกกำลังกายเพื่อควบคุมน้ำหนัก ด้วยโปรแกรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ช่วยปั้นหุ่นในฝันของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากโค้ชหนุ่มสุดหล่อ โค้ช (มิกกี้) นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร ที่จะมาเป็นโค้ชในการฝึกสอนพร้อมให้คำแนะนำในการให้ความรู้และแนวคิดในการออกกำลังกายและหลักโภชนาการที่ถูกต้อง เพื่อดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธีกับผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกๆคน

นายแพทย์สิทธวีร์ กล่าวเสริมว่า ผู้สมัครในกลุ่มเอ็กซ์คลูซีฟโปรแกรม จำนวน 30 ท่าน จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Private Workout By Coach Micky ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พร้อมรับสิทธิ์เข้าร่วมเฟซบุ๊กกลุ่มปิด

By Coach Micky เข้าร่วมไลน์กรุ๊ป By Coach Micky และเข้าร่วมกิจกรรม Meet and Greet ขณะที่ผู้สมัคร กลุ่มสแตนดาร์ดโปรแกรม จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมเฟซบุ๊คกลุ่มปิด By Coach Micky และกิจกรรม Meet and Greet เท่านั้น




สำหรับระยะเวลาการแข่งขันเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฏาคม จนถึง 31 สิงหาคม 2563 ชิงรางวัลเงินสดรวม

มูลค่า 150,000 บาท สำหรับผู้ชนะอันดับที่ 1 จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 80,000 บาท ผู้ชนะอันดับ 2 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 40,000 บาท ผู้ชนะอันดับ 3 ได้รับเงินรางวัลมูลค่า 20,000 บาท และรางวัล Popular Vote จะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท โดยจะประกาศรายชื่อผู้ชนะภายในวันที่ 9 กันยายน 2563

“หลังจากเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ที่สนใจ

และตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมเป็นอย่างดี ซึ่งจะเห็นได้จากผู้สมัครในกลุ่มเอ็กซ์คลูซีฟโปรแกรม ครบ 30 ท่าน

ตามจำนวน จนต้องทำการปิดรับสมัครก่อนกำหนด ขณะที่กลุ่มสแตนดาร์ดโปรแกรมก็ยังสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรม

ได้ตามปกติ” นายแพทย์สิทธวีร์ กล่าว



นายนพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ (SCM) กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาบริษัทฯ มุ่งสร้างชุมชน ของคนที่มีสุขภาพดี หรือที่เรียกว่า “Wellness & Wellbeing community” ความสุขที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และสังคม ซึ่งผู้ที่จะมีความสุขได้นั้นจะต้องสามารถบริหารจัดการอารมณ์ของตนเองและผู้อื่นได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์ โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มคนอายุ 35 ปีขึ้นไป ให้คนกลุ่มนี้มีร่างกายที่เฟิร์ม สติปัญญาดี มายด์เซ็ทดี (Mindset) อันจะส่งผลต่อผลลัพธ์ชีวิตที่ดี คุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะคน ที่อาจท้อแท้ และหมดพลังใจในการต่อสู้ในชีวิต โดยที่ SCM นี้ เราจะมุ่งสร้างพลังแห่งชัยชนะ สร้างมายด์เซ็ท (Mindset) ที่ดี มีแบบอย่างให้เห็น เน้นการสื่อสารความเป็นไอคอนของแบรนด์ออกไป สร้างการรับรู้ว่าคนที่เข้าร่วม Community นี้ ไม่เพียงแต่จะได้สุขภาพกายที่แข็งแรง สุขภาพใจที่ดี แต่ยังได้เครื่องมือในการสร้างชีวิตด้วย ไปจนถึงการสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันที่จะร่วมกันต่อสู้เพื่อชัยชนะ ไปสู่ความสำเร็จร่วมกัน

สำหรับโครงการ “BODi Design” หุ่นในฝัน...คุณปั้นได้ มองว่าจะเป็นการช่วยสนับสนุนและผลักดันให้คนไทยหันมาใส่ใจและดูแลในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ตามหลักโภชนาการ เพื่อเสริมสร้างการมีสุขภาพที่ดีให้กับตนเองและคนรอบข้าง นอกจากนี้ยังเป็นการต่อยอดในการขยายกลุ่มตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพของบริษัทฯ ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลรูปร่างและควบคุมน้ำหนัก เป็นต้น

นายนพกฤษฏิ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม “BODi Design” หุ่นในฝัน...คุณปั้นได้ จะได้รับนั้น คือ ความรู้ในหลักสูตรที่เข้มข้นจากโค้ชผู้เชี่ยวชาญ รู้เทคนิคการเป็นโค้ชให้กับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เรียนรู้เทคนิคการออกกำลังกายด้วยตัวเอง เรียนรู้เคล็ดลับการลดไขมันที่ถูกวิธี ได้ความรู้ในเรื่องโภชนาการ รวมถึงแรงบันดาลใจ

ในการออกกำลังกายพร้อมทั้งประสบการณ์ตรงในการปั้นหุ่นให้ดีขึ้น และสร้างสังคมคนมีสุขภาพดี โดยผู้ที่ชนะการแข่งขันในครั้งนี้จะได้รับเกียรติเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ BODi Design ในเรื่องการดูแลสุขภาพและรูปร่าง ให้แก่บริษัทฯ

สำหรับผลิตภัณฑ์ชุด BODi Design เป็นเซ็ตอาหารเสริมที่ทางบริษัทฯ ได้คัดสรรให้กับลูกค้า เพื่อกระชับรูปร่าง และดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ช่วยปั้นหุ่นในฝันของคุณได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยในครั้งนี้ยังได้รับเกียรติจากโค้ชมิกกี้ มาช่วยให้ความรู้ในเรื่องของหลักโภชนาการและสอนการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี พร้อมกับการสร้างมายด์เซ็ท (Mindset) ที่ดีในการดูแลร่างกาย ซึ่งเหมาะกับทุกคนที่ต้องการปรับปรุงรูปร่างตัวเอง ผู้ที่มีไขมันส่วนเกิน ผู้ที่อยากดูแลรูปร่างให้สมส่วน ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย



นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผลิตภัณฑ์ BODi Design Set ชุดสำหรับรับประทาน 30 วัน ซึ่งสามารถเลือกผ่อนชำระได้ ในอัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน หรือสูงสุด 6 เดือน (เฉพาะบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น) สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 02-511-5951

นายนนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้เป็นส่วนร่วมในโครงการ “BODi Design” หุ่นในฝัน...คุณปั้นได้ ด้วยการเป็นโค้ชผู้ฝึกสอนให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะผู้ที่สมัครเข้ามาในกลุ่มเอ็กซ์คลูซีฟโปรแกรม ที่จะได้ดูแลกันอย่างไกล้ชิด เพื่อการปั้นหุ่นและสร้างสุขภาพที่แข็งแรงของทุกๆ ท่าน ทั้งนี้ จะใช้ความรู้และความสามารถที่มีอยู่นำมาฝึกสอนให้กับผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้นำความรู้ที่ได้ไปใช้อย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการเป็นโค้ชให้กับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เรียนรู้เทคนิคการออกกำลังกายด้วยตัวเอง เรียนรู้เคล็ดลับการลดไขมันที่ถูกวิธี ได้ความรู้ในเรื่องโภชนาการ รวมถึงแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายพร้อมทั้งได้รับประสบการณ์ตรงในการปั้นหุ่นให้ดีขึ้น และได้ร่วมสร้างสังคมของผู้ที่รักสุขภาพร่วมกันกับ ซัคเซสมอร์ ในครั้งนี้

มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ส่งต่อความช่วยเหลือสู่ชุมชน สู้วิกฤติโควิด-19

posted Jun 10, 2020, 9:32 PM by Maturos Lophong

มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย
ส่งต่อความช่วยเหลือสู่ชุมชนอิ่มท้องพร้อมอิ่มใจ สู้วิกฤติโควิด-19

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ประชาชนในหลายพื้นที่ชุมชนได้รับผลกระทบความเดือดร้อนจากวิกฤตการณ์ดังกล่าวนี้ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ผู้ดำเนินโครงการบ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ เพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็ก (Ronald McDonald House) จึงร่วมส่งมอบกำลังใจ และอาหารปลอดภัยให้แก่ญาติผู้ป่วยเด็กและประชาชนที่เข้ารับการรักษา ตลอดจนบุคลากรทางการแพทย์ ประชาชนผู้บริจาคโลหิต ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และประชาชนในชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกับบ้านพักพิงฯ ต่างๆ ในโครงการของทางมูลนิธิฯ ซึ่งอาจได้รับกระทบทางด้านเศษฐกิจเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19

มร.เฮสเตอร์ ชิว ประธานกรรมการ มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “มูลนิธิฯ ให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กและครอบครัวในประเทศไทยมากว่า 19 ปี ผ่านการดำเนินกิจกรรม 3 โครงการหลัก ได้แก่ ห้องสันทนาการโรนัลด์ แมคโดนัลด์, หน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่โรนัลด์ แมคโดนัลด์ และบ้านพักพิงโรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ซึ่งในแต่ละโครงการ มูลนิธิฯ ได้ดำเนินงานใกล้ชิดกับทีมบุคลาการทางการแพทย์ ทำให้เรารับทราบปัญหา และตระหนักถึงสถานการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ทางมูลนิธิฯ พร้อมด้วยพันธมิตร ผู้มีจิตอาสา จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบกำลังใจ แบ่งปันเมนูอาหารแสนอร่อยให้กับญาติของผู้ป่วยเด็ก

และผู้ป่วยที่มารับการรักษาในโรงพยาบาล รวมถึงประชาชนในชุมชนต่างๆ ที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”



มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ได้ส่งมอบหลากหลายเมนูอาหารและเครื่องดื่ม ให้ทุกคนได้อิ่มอร่อยอย่างปลอดภัย โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ได้แก่ ชุดอาหารแมคโดนัลด์ จาก บริษัท แมคไทย จำกัด, เครื่องดื่มมินิทเมด สแปลช จากบริษัทโคคา-โคลา (ประเทศไทย) จำกัด, เครื่องดื่ม BSC Corn Soy จากบริษัทไอซีซี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน), นมตราหมี UHT รสมอลต์ เครื่องดื่มช็อกโกแลตมอลต์ไมโล ผลิตภัณฑ์อาหารเช้าโกโก้ครั้นช์ ซีเรียล พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรสแม็กกี้ จากบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด และผลิตภัณฑ์ไก่ จากบริษัท ไทสัน โพลทรี่ (ไทยแลนด์) จํากัด 


ปัจจุบัน มูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ประเทศไทย ดำเนินงาน 3 โครงการหลัก ได้แก่ การสร้างและปรับปรุงห้องสันทนาการเด็ก โรนัลด์ แมคโดนัลด์ (Ronald McDonald Playroom) ณ หอผู้ป่วยเด็กในโรงพยาบาลของรัฐบาลและสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 36 ห้องทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กๆ ที่เข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมถึงเด็กๆ ที่รอพบคุณหมอ ได้ใช้เป็นสถานที่ผ่อนคลายหรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว ให้บริการผู้ป่วยเด็กไปแล้วกว่า 330,000 คน โครงการที่ 2 คือ หน่วยรถทันตกรรมเคลื่อนที่โรนัลด์ แมคโดนัลด์ ภายใต้โครงการ ‘สุขภาพดีใต้ร่มพระบารมี’ (Ronald McDonald Dental Care Unit) โดยมูลนิธิสงเคราะห์เด็กของสภากาชาดไทย ร่วมกับ มูลนิธิฯ พร้อมด้วยพันธมิตรสำคัญ ได้แก่ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ โรงพยาบาลทันตกรรมมหาจักรีสิรินธร มูลนิธิทันตแพทย์เอกชน (ประเทศไทย) และ กลุ่มบริษัท ตันจง ให้บริการด้านทันตสุขภาพ ทั้งด้านการรักษาและป้องกันให้กับเด็กด้อยโอกาสและยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 

ปัจจุบันหน่วยรถฯ ออกเดินทางไปแล้วทั้งสิ้น 55 จังหวัด ให้บริการตรวจรักษาฟันไปแล้วมากกว่า 33,000 คน หรือโดยเฉลี่ย 6,600 คนต่อปี และอีกหนึ่งโครงการที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือ บ้านพักพิง โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ เพื่อครอบครัวผู้ป่วยเด็ก (Ronald McDonald House) ให้บริการที่พักชั่วคราวโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็ก ณ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ โรงพยาบาลศิริราช ปัจจุบันบ้านพักพิงฯ ทั้ง 4 หลังได้ให้บริการที่พักแก่ครอบครัวผู้ป่วยเด็กไปแล้วกว่า 38,000 คืนต่อปี โดยภายในปีนี้ มูลนิธิฯ มีแผนจัดสร้างบ้านพักพิงฯ แห่งใหม่ในต่างจังหวัด เพื่อขยายความช่วยเหลือให้แก่ผู้ป่วยเด็กและครอบครัวมากยิ่งขึ้นต่อไป 

ท่านสามารถแบ่งปันและมอบโอกาสให้กับผู้ป่วยเด็กและครอบครัวให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้โดยบริจาคออนไลน์ผ่าน www.rmhc.or.th หรือผ่าน Bank Application โดยสแกน QR Code บนกล่องรับบริจาคของมูลนิธิฯ ที่ร้านแมคโดนัลด์ทุกสาขาทั่วประเทศ รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.rmhc.or.th และ facebook/rmhcthailand

ฟิลิป เวน เตรียมมาตรการเปิดคลับ ฝ่าวิกฤต COVID -19 (โควิด-19)

posted May 19, 2020, 9:58 PM by Maturos Lophong


ฟิลิป เวน เตรียมมาตรการเปิดคลับ ฝ่าวิกฤต COVID -19 (โควิด-19) 

พร้อมปรับรูปแบบการให้บริการ สอดรับ “New Normal"

กรุงเทพฯ - ฟิลิป เวน คลับสุขภาพและความงามระดับไฮเอนด์สำหรับสุภาพสตรี หนึ่งเดียวในเมืองไทยและเอเชียแปซิฟิก เตรียมความพร้อมเปิดให้บริการ หลังมีประกาศปลดล็อคจากภาครัฐ พร้อมปรับรูปแบบการให้บริการเพื่อให้สอดคล้องกับ “New Normal” ของผู้บริโภค

นางสาวพรทิพย์ เวสารัชเวศย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฟิลิป เวน ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า หลังวิกฤต Covid – 19 ที่ยืดเยื้อมากว่าระยะเวลา 3 เดือน ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคเปลี่ยนไป วิถีการบริการก็เปลี่ยนไปด้วย จนกลายเป็นความปกติใหม่ที่เรียกกันว่า “New Normal” เช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) การให้ความสำคัญกับความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นการใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน หรือ การพกเจลล้างมือ เป็นต้น ซึ่งทางฟิลิป เวน ได้มีการปรับมาตรฐานการบริการในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อวางแผนป้องกันเชื้อไวรัส COVID–19 (โควิด-19) แบบเชิงรุก โดยหลังจากที่มีประกาศคลายล็อคดาวน์จากรัฐบาล ฟิลิป เวน ได้เตรียมมาตรการต่างๆกว่า 28 ข้อ เพื่อให้สอดคล้องกับ “New Normal” พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค โดยมีหัวข้อหลักๆที่สำคัญดังนี้



1. ตรวจสแกนเชื้อไวรัส COVID–19 (โควิด-19) ให้พนักงานทุกคนก่อนเปิดให้บริการ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพนักงานตลอดจนผู้มาใช้บริการ ท่านสมาชิก ในเรื่องความปลอดภัย

2. ฉีดพ่นฆ่าเชื้อ 100% ของพื้นที่บริการ ด้วยเครื่องพ่นละอองฝอย (ULV) ที่ได้มาตรฐาน

3. นัดหมายล่วงหน้า จำกัดจำนวนคน เพื่อลดความแออัดตามหลักการ Social Distancing

4. ติดตั้งอุโมงค์สเปรย์ฆ่าเชื้อหน้าทางเข้าคลับ เพื่อทำความสะอาดและช่วยฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อโรคต่างๆ บนร่างกายและเสื้อผ้า

5. มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของลูกค้า และพนักงานก่อนเข้าพื้นที่ หากลูกค้ามีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาขึ้นไป ไม่อนุญาตให้เข้าพื้นที่ และหากเป็นพนักงานให้หยุดปฏิบัติงานทันที

6. Tracking ข้อมูลลูกค้าและพนักงานเพื่อเป็นการคัดกรองพื้นฐานเบื้องต้น

7. ทำฉากกั้นแยกส่วน ด้วย 3 Shield: Face Shield/Food Shield/Counter Shield และสัญลักษณ์ เพื่อเว้นระยะห่าง 2 ม.

8. พนักงานที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดลูกค้า ต้องสวมใส่ Face Shield และ Mask เสมอ

9. เพิ่มจุดวางแอลกอฮอล์ ทุกๆ 200 ม. ทั่วทั้งคลับ

10. ทำการฆ่าเชื้อจุดสัมผัสร่วมทุกๆ 30 นาที



ทั้งนี้ ฟิลิป เวน มีความพร้อมอย่างเต็มที่ ที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 15 พ.ค. นี้ โดยในช่วงแรกจะเริ่มเปิดในส่วนของแฮร์ สตูดิโอ (Hair Studio) และบาร์อาหารสุขภาพ (Health Juice Bar) ซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ธุรกิจที่ได้รับการผ่อนคลายระยะที่ 2 ตามที่ได้รับอนุญาตให้เปิดได้ก่อน โดยยึดถือหลักปฏิบัติตามข้อกำหนดของรัฐอย่างเคร่งครัด และพร้อมจะเปิดบริการเต็มรูปแบบครบวงจร ในทันทีที่มีประกาศจากภาครัฐ นางสาวพรทิพย์กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับ ฟิลิป เวน ประเทศไทยนั้น ดำเนินธุรกิจในรูปแบบคลับสุขภาพและความงามระดับไฮเอนด์ ครบวงจรสำหรับสุภาพสตรี ปัจจุบันเปิดให้บริการ 2 สาขา ประกอบด้วย คลับราชประสงค์ และคลับลาดพร้าว บนพื้นที่กว่า 4,000 ตารางเมตร พร้อมบริการด้วยผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญเฉพาะทางกว่า 150 ท่าน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่ทั้งนี้ กว่า 4 ทศวรรษในธุรกิจความงามและสุขภาพ ฟิลิป เวน ได้มุ่งเน้นการดูแลแบบองค์รวม ครบครันทั้ง Fitness, Aerobic Studio, Pilates Studio และโปรแกรมความงาม ไม่ว่าจะเป็น Slimming, Facial, Spa, Hair Studio และ Health Juice Bar ประกอบกับแนวคิด HQ (Health Quotient) ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพควบคู่กับความงามเพื่อให้เกิดความแข็งแรงและสุขภาพดีจากภายในสู่ความงามภายนอกที่แท้จริง

 

 

บาจา มอบรองเท้า “SAFETY SHOES” ให้กับบุคลากรทางการแพทย์

posted May 4, 2020, 10:41 PM by Maturos Lophong   [ updated May 4, 2020, 10:43 PM ]

 

บาจา มอบรองเท้า “SAFETY SHOES” ให้กับบุคลากรทางการแพทย์


จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันที่ผู้คนทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะภาคเอกชนที่มีจิตสำนึกร่วมรับผิดชอบต่อคนรอบข้างและสังคมไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งเพื่อฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปด้วยกัน จัดโครงการ “BATA WALK WITH YOU TOGETHER WE CAN FIGHT” ร่วมสนับสนุนรองเท้า “SAFETY SHOES” จำนวน 1,076 คู่ ที่ผ่านการออกแบบและประกอบด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง น้ำหนักเบา กันลื่น กันน้ำมัน กันสารเคมี ช่วยดูดความชื้น ป้องกันเชื้อราและกลิ่นอับของเท้า จึงช่วยระบายอากาศได้ดีขณะใส่เดินและทำงาน เพื่อนำไปมอบให้กับ 5 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลมหาราช โรงพยาบาลบ้านเหลือม และสถาบันบำราศนราดูร สำหรับแจกจ่ายให้บุคลากรทางการแพทย์ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อไป 

ทั้งนี้ บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด ขอส่งมอบกำลังใจไปยังคนไทยทุกคน โดยเฉพาะ ทีมแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดกำลังความสามารถ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราคนไทย จะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเราจะก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกัน







ELLE MASK แมสสุดชิค จากแบรนด์ ELLE

posted Apr 20, 2020, 8:09 PM by Maturos Lophong


ELLE MASK แมสสุดชิค จากแบรนด์ ELLE


คุณ รมิดา รัสเซลล์ มณีเสถียร กรรมการบริหารและผู้อำนวยการฝ่ายบูติคสตรี บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้า ด้วยการเปิดตัว ELLE MASK (แอล แมส) รุ่น ROMANCE COLLECTION (โรแมนส์ คอลเลคชั่น) แมสลูกไม้สุดชิค และ รุ่น REVERSIBLE COLLECTION (รีเวอร์สิเบิ้ล คอลเลคชั่น) ลายสกรีน แบบ Sublimation จากแบรนด์เนมชื่อดังของฝรั่งเศส ELLE (แอล) สามารถนำมา มิกซ์ แอนด์ แมทช์ ปรับใช้ใส่ได้กับหลายชุดไม่ใช่เพียงแค่สวยชิคเพียงอย่างเดียว แต่สามารถป้องกันไวรัส ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่ป้องกันถึง 3 ชั้น และ 4 ชั้น ลดการเจริญเติบโตหรือแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ถึง 99.99 เปอร์เซ็นต์

คุณสมบัติของหน้ากากอนามัย ELLE MASK รุ่น ROMANCE COLLECTION


เป็นผ้าลูกไม้สุดชิต หลากสีสัน มีให้เลือกมากมายถึง 15 ลวดลาย โดยมีผ้าป้องกันถึง 3 ชั้นด้วยกัน คือ


ชั้นที่ 1 : IMPORTED LACE FABRIC

ทำความสะอาดง่าย

ระบายอากาศได้ดี

ทนทานต่อการใช้งาน


ขั้นที่ 2 : MUSIN (WATER REPELLENT)


ป้องกันละอองน้ำ

เส้นใยเนื้อละเอียด ระบายอากาศได้ดี

ชั้นที่ 3 : 1.SALO (ANTI BACTERIA)


ด้วยเส้นใย PERMANENT ผ่านการทดสอบการต้านเชื้อ แบคทีเรียจากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ( Thailand Textile Institute หรือ THTI)ของประเทศไทย และสถาบันประเมินคุณภาพโบเก้น (Boken Quality Evaluation Institute) จากประเทศญี่ปุ่น

: 2.DUST PROTECT

ป้องกันฝุ่นละอองเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ

: 3.ANTI-ODOR 


ไม่ก่อให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์แม้สวมใส่ต่อเนื่องตลอดวัน

คุณสมบัติของหน้ากากอนามัย ELLE MASK รุ่น REVERSIBLE COLLECTION)



เป็นผ้าสะท้อนน้ำ Micro Polyester ลายสกรีน แบบSublimation ที่ลวดลายสกรีนเนียนเรียบไปกับเนื้อผ้า ด้วยระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมรองรับการป้องกันจากฝุ่นละอองและเชื้อไวรัส ถึง 4 ชั้นด้วยกัน มีให้เลือก 6 ลวดลาย คือ



ชั้นที่ 1 และชั้นที่ 4 : MICRO POLYESTER 100 เปอร์เซ็นต์ (WATER REPELLENT:ผ้าสะท้อนน้ำ)


ป้องกันละอองน้ำ

ทำความสะอาดง่าย แห้งไว

ระบายอากาศได้ดี

ทนทานต่อการใช้งาน



ชั้นที่ 2 และชั้นที่ 3: DOUBLE MUSLIN (WATER REPELLENT:ผ้าสะท้อนน้ำ)

ป้องกันละอองน้ำ

เส้นใยเนื้อละเอียด ระบายอากาศได้ดี



ส่วนคุณลักษณะของการใช้งาน ELLE MASK ทั้งสองรุ่น คือ

สวมใส่เพื่อป้องกันฝุ่นละออง

มีลวดลายที่เป็น Limited ของ Brand ELLE

เพิ่มความสนุกสนานในการสวมใส่ระหว่างวัน

หน้ากากอนามัยสามารถใช้งานได้ถึง 2 ด้าน

สามารถสวมใส่ได้ทั้งเพศชายและเพศหญิง

ELLE MASK รุ่น ROMANCE COLLECTION และ รุ่น REVERSIBLE COLLECTIONจำหน่ายทั้งในราคาขายปลีกและขายส่ง (จัดส่งสินค้าให้ฟรีทั่วประเทศ) 

ซื้อ 1 ชิ้น ราคาชิ้นละ 189 บาท

ซื้อแพค 3 ชิ้น ราคา 500 บาท

ซื้อ 4ชิ้นขึ้นไป ราคาชิ้นละ 159 บาท

ซื้อ 50 ชิ้นขึ้นไป ราคาชิ้นละ 125 บาท

ซื้อ 100 ชิ้นขึ้นไป ราคาชิ้นละ 105 บาท

ซื้อ 300 ชิ้นขึ้นไป ราคาชิ้นละ 100 บาท

ซื้อ 500 ชิ้นขึ้นไป ราคาชิ้นละ 95 บาท

ซื้อ 1.000 ชิ้นขึ้นไป ราคาชิ้นละ 90 บาท

สำหรับ ผู้ที่สนใจ ELLE MASK ทั้งสองรุ่น สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ที่ คุณจิราพร พานชาตรี โทร.083-846-1453

เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แกร่งด้วยโภชนาการ

posted Mar 26, 2020, 1:20 AM by Maturos Lophong



เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แกร่งด้วยโภชนาการ

โดย ดร. เดวิด ฮีเบอร์ ประธานคณะกรรมการสถาบันโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ COVID-19 ได้แพร่ระบาดไปทั่วโลกโดยไม่มีใครคาดคิด โดยเฉพาะอัตราการติดเชื้อและยอดผู้เสียชีวิตที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์

สิ่งที่น่ากังวลใจที่สุดก็คือ แม้เราจะรู้ว่าไวรัส Covid-19 เป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดียวกับไวรัสโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส (Middle East Respiratory Syndrome: MERS) และโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome: SARS) แต่เราก็ยังไม่รู้จักลักษณะเฉพาะอื่น ๆ ของเจ้าไวรัสชนิดนี้มากนัก เช่น การแพร่เชื้อที่รวดเร็ว ฯลฯ องค์การอนามัยโลกกล่าวด้วยว่า อาจต้องใช้เวลาถึง 1 ปีครึ่งถึงจะสามารถผลิตวัคซีนป้องกันโรค Covid-19 ชุดแรกออกมาให้บริการผู้คนได้[1]

การรักษาหรือป้องกันการแพร่เชื้อโรค Covid-19 และโรคอื่น ๆ ต้องอาศัยเพียงตัวยาที่ผ่านการรับรองเท่านั้น อย่างไรก็ดี ในขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคดังกล่าว เราจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรการป้องกันที่สามารถทำได้จริง อาทิ การดูแลรักษาความสะอาดให้เหมาะสม สวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่อจำเป็น และรักษาระยะห่างระหว่างตนเองกับผู้อื่น (Social Distancing) นอกจากนี้ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราทำงานได้ดี

อันที่จริงแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของเราคือหนึ่งในกลไกป้องกันการติดเชื้อไวรัสในร่างกายที่มีประสิทธิภาพที่สุด ภูมิคุ้มกันร่างกายแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (Innate Immunity) ที่ช่วยป้องกันเชื้อโรคไม่ให้เข้าสู่ร่างกาย และภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive Immunity) ที่ทำหน้าที่กำจัดหรือยังยั้งการเติบโตของเชื้อโรคในร่างกาย เช่น ไวรัสและแบคทีเรีย

อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย เพราะยังมีอีกหลายสิ่งเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันที่นักวิจัยยังต้องค้นคว้าและทำความเข้าใจ แต่สิ่งที่เราทุกคนรู้ก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันมีความเกี่ยวข้องกับโภชนาการอย่างไม่อาจปฏิเสธได้[2]

บทบาทของโภชนาการต่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

การจะทำความเข้าใจบทบาทของโภชนาการและอาหารต่อระบบภูมิคุ้มกันของแต่ละคน เราต้องค้นลึกลงไปถึงศาสตร์ที่เรียกว่า epigenetics ที่ศึกษาเกี่ยวกับกลไกทางชีววิทยาซึ่งทำหน้าที่เปิดปิดสวิทช์การทำงานของยีนส์




ไอเดียเรื่องศาสตร์ Epigenetics อาจฟังดูซับซ้อน แต่ให้ลองนึกถึง “ผึ้ง” (Honeybees) เป็นตัวอย่าง[3] แม้ผึ้งทุกตัวจะมีลำดับของพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอแบบเดียวกัน แต่ผึ้งก็สามารถกลายเป็นผึ้ง 3 ชนิดแตกต่างกันได้ ได้แก่ ผึ้งงาน ผึ้งตัวผู้ และผึ้งนางพญา ขึ้นอยู่กับอาหารที่ตัวอ่อนผึ้งกินเข้าไป นั่นแปลว่าแม้ผึ้งงานทุกตัวจะมียีนส์ที่สามารถโตไปเป็นผึ้งนางพญาได้ แต่ด้วยอาหารที่กินแตกต่างกันจึงส่งผลต่อการทำงานของยีนส์และทำให้พวกมันมีลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันในท้ายที่สุด

เช่นเดียวกันกับมนุษย์ ที่แม้ว่าร้อยละ 99.9 ของมนุษย์ทุกคนจะมีลักษณะทางพันธุกรรมแบบเดียวกัน แต่ epigenetics หรือปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ที่อยู่เหนือจากพันธุกรรม ก็ทำให้เราแต่ละคนมีลักษณะทางกายภาพเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบของยีนส์ที่เปิดปิดสวิตช์การทำงานแตกต่างกัน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนถึงมีผมสีแดง บางคนผมสีดำ หรือทำไมบางคนมีผิวเข้มและบางคนผิวสีอ่อน เป็นต้น

ปัจจัยต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เรารับประทาน บริเวณที่เราอยู่อาศัย จำนวนชั่วโมงที่เรานอนหลับ วิธีการออกกำลังกาย หรือแม้กระทั่งผู้คนที่เราอาศัยอยู่ด้วย ทั้งหมดนี้ล้วนก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมีที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพของเราได้ทั้งสิ้น รวมไปถึงไมโครไบโอม (Microbiome) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ในร่างกายที่ช่วยป้องกันเราจากเชื้อโรค ย่อยอาหารให้กลายเป็นพลังงาน สร้างวิตามินสำคัญ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง

ส่วนที่ใหญ่ที่สุด หรือประมาณร้อยละ 70 ของระบบภูมิคุ้มกัน ตั้งอยู่ใกล้กับลำไส้ ซึ่งคอยตรวจสอบปริมาณอาหารที่เรารับประทานเข้าไป พร้อมกับกำหนดว่าร่างกายควรนำอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง จึงเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราต้องรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ประกอบด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารสำคัญต่าง ๆ และมีไลฟ์สไตล์ที่ช่วยให้สุขภาพดีอยู่เสมอ มันไม่ใช่เพียงปรับเปลี่ยนปริมาณสารอาหารแค่หนึ่งหรือสองกลุ่ม แต่เราต้องดูแลทั้งมื้ออาหารให้สมดุลเพื่อให้แน่ใจว่าได้รับปริมาณสารอาหารเพียงพอต่อเซลล์ทุกระดับในร่างกาย

4 กลุ่มสารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
1. โปรตีน (Protein)

โปรตีน หรือที่รู้จักกันในฐานะหน่วยโครงสร้างพื้นฐานของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างแอนติบอดี้ที่จำเป็นต่อการป้องกันไวรัสและแบคทีเรียที่รุกล้ำเข้ามาในร่างกาย เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้รับปริมาณโปรตีนอย่างเพียงพอ เราสามารถรับประทานอาหารที่มีโปรตีนชั้นดีให้มากขึ้นจากปลา สัตว์ปีก เนื้อไร้ไขมัน อาหารจำพวกถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันต่ำ

2. วิตามินและสารพฤกษเคมี (Vitamins and phytonutrients)

วิตามินเอและซี รวมทั้งสารพฤกษเคมี ล้วนมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพภูมิคุ้มกันของเรา วิตามินซีซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุด ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตแอนติบอดี้ที่ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บในแต่ละวันเราจึงต้องรับประทานวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างหรือเก็บสะสมวิตามินซีไว้ได้ ในขณะที่วิตามินเอก็ช่วยบำรุงสุขภาพผิว เนื้อเยื่อของระบบย่อยอาหาร และระบบทางเดินหายใจ สารพฤกษเคมีที่พบในผักและผลไม้ ช่วยให้ร่างกายลดความเข้มข้นของอนุมูลอิสระที่เป็นตัวการทำให้ร่างกายอ่อนแอไม่สามารถต่อสู้กับความเจ็บป่วยได้ สารพฤกษเคมีหลายอย่างช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดและหัวใจ บรรเทาการอักเสบ ลดความดันเลือด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโดยรวมได้เป็นอย่างดี

3. โพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ (Probiotics and prebiotics)

ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่หลักในการส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกัน ระบบลำไส้คือเส้นทางสำคัญที่ต้องสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอก อีกทั้งเป็นทางเดินที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ไมโครไบโอมที่ช่วยเรื่องย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหารเข้าสู่ร่างกาย การมีแบคทีเรียลำไส้ที่ดีนับว่ามีคุณประโยชน์หลายประการ อาทิ ช่วยให้น้ำหนักลดลง ย่อยอาหารได้ดีขึ้น ผิวพรรณสดใส และที่สำคัญที่สุดคือช่วยให้ภูมิคุ้มกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่างานวิจัยในหัวข้อดังกล่าวจะยังไม่มีผลสรุปแน่ชัดหรือยอมรับกันโดยทั่วไปก็ตาม

หลายงานศึกษาวิจัยพบว่า โพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็น “แบคทีเรียชนิดดี” มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และพรีไบโอติกส์ ซึ่งเป็นประเภทเส้นใยอาหารที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถย่อยได้ ก็ถือเป็นอาหารของโพรไบโอติกส์เหล่านี้ด้วย

4. กรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 fatty acids)

กรดไขมันโอเมก้า 3 ได้แก่ DHA และ EPA มีประโยชน์ต่อสุขภาพและเป็นไขมันสำคัญที่พบได้ในอาหารจำพวกเมล็ดเจียและอาหารเสริมต่าง ๆ เช่น น้ำมันปลา กรดไขมันโอเมก้า 3 มีส่วนช่วยการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดและภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะที่ต่อสู้กับการติดเชื้อ

จำไว้ว่า โภชนาการไม่ใช่สิ่งที่นำมาใช้รักษาร่างกายแทนยาที่มีประสิทธิภาพได้ และไม่สามารถป้องกันเราจากการติดเชื้อโรค Covid-19 และโรคอื่น ๆ ด้วย ทว่าการรักษาระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงคือเรื่องง่าย ๆ ที่เราทุกคนควรทำเพื่อการมีสุขภาพดีท่ามกลางภาวะวิกฤตเช่นนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประเทศไทย สามารถเยี่ยมชมที่เว็บไซต์ www.Herbalife.co.th หรือ https://www.facebook.com/HerbalifeThailandOfficial หรือติดต่อ 02-660-1600

 

BEAUTY กางแผนธุรกิจปี 2563

posted Feb 4, 2020, 1:01 AM by Maturos Lophong



BEAUTY กางแผนธุรกิจปี 2563 ยกระดับสู่การเป็น International Beauty & Health Business ชู 3 กลยุทธ์ ขับเคลื่อนธุรกิจ เพิ่มความสามารถการทำกำไร ขยายตลาด 15 ประเทศ พร้อมเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในจีน ด้านตลาดในประเทศ ขยายช่องทางจัดจำหน่าย Consumer Product ปั๊มยอดขาย ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% รักษาอัตรากำไรสุทธิ 15 % 

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวภายใต้แนวคิด Live a Beautiful Life เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจด้วยนโยบาย International Beauty & Health Business เพื่อยกระดับแบรนด์สินค้าภายใต้การจำหน่ายของบริษัทเข้าสู่การเป็นแบรนด์ด้านความงามและสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนธุรกิจและแผนการดำเนินงานของบริษัทจะมุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก ประกอบด้วย


1. เพิ่มความสามารถการทำกำไร (Strengthening profitability both domestic and overseas business) : โดยมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนกำไรจากช่องทางจัดจำหน่ายต่างประเทศและบริหารจัดการต้นทุนช่องทางการจัดจำหน่ายในประเทศให้มีประสิทธิภาพ

2. ขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก (Overseas: Cultivating and expanding overseas business) จำนวน 16 ประเทศ โดยมี 13 ประเทศที่เป็นตัวแทนจำหน่ายในปี 2562 ซึ่งจะเน้นการทำการตลาดร่วมกันและเพิ่มจำนวน SKUs สินค้า และมีอีก 5 ประเทศหลักที่เน้นการทำการตลาดเฉพาะในปี2563 มีแผนจะ-พัฒนาช่องทางการตลาดและการขายเข้มข้น คือ ประเทศ เวียดนาม อินโดนีเซีย พม่า อินเดีย ฟิลิปปินส์ ในรูปแบบของตัวแทนจำหน่าย Product Distributor ,Shop Licence , Shop in Shop หรือ Counter sales


ขณะเดียวกันบริษัทเน้นการรุกตลาดสาธารณรัฐประชาชนจีน(Mainland China)ต่อเนื่อง โดยบริษัทมีแผนศึกษาการสร้างฐานธุรกิจในประเทศจีน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขยายตลาด และเพื่อความสะดวกในการพัฒนาสินค้าใหม่และการบริหารจัดการตลาดในประเทศจีน เพราะเล็งเห็นว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มีโอกาสทางธุรกิจสูง อีกทั้งบริษัทมีแผนเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดจากช่องทางจำหน่ายร้านค้าทั่วไป ( General Trade )เช่น คอนวีเนียนสโตร์ โมเดิร์นเทรดต่างๆ และช่องทางออนไลน์ที่เป็นอีคอมเมิรซ์ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการขาย -นอกจากนั้นได้ขยายจำนวนสินค้าใหม่ๆเข้าไปจำหน่ายในช่องทาง Cross Border E-Commerce อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2562 บริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายแล้วจำนวน 10 Platforms และในปีนี้มีแผนเจรจาเพิ่มจำนวน Platform อีกต่อเนื่อง 



3. ตลาดในประเทศมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มสินค้าอุปโภค และสร้างความเข้มแข็งช่องทางร้านค้าปลีก (Domestic : Expanding distribution channels for Consumer Products and improving retail business) ตลาดในประเทศ มุ่งเน้นขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆที่มีโอกาสเติบโตสูงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ที่ไม่จำกัดเฉพาะร้านสาขา พร้อมขยายกลุ่มสินค้าอุปโภค (Consumer Product) และสินค้าสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยมีแผนจะพัฒนาสินค้าด้านสุขภาพร่วมกับผู้ผลิตสินค้าชั้นนำด้านนี้เพิ่มขึ้นอีกทั้งยังมุ่งเน้นเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลายเพื่อเปิดช่องทางจัดจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น



ช่องทางร้านค้าปลีก (Retail Business Models) มุ่งเน้นการเพิ่มอัตราการเติบโตสาขาที่มีศักยภาพ พัฒนาปรับปรุงและสร้างความเข้มแข็งให้ช่องทางร้านค้าปลีก พร้อมทั้งบริหารจัดการต้นทุนในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการบริหารร้านค้าปลีกเน้นการทำการตลาดได้ด้วยตัวร้านค้าปลีกเอง (Local Store Marketing) ,สร้างโมเดลการขายสินค้าที่เป็นสินค้า Multi Brand เข้ามาจำหน่ายในร้าน Beauty Buffet เพื่อจำหน่ายสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ครอบคลุม ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 311 สาขา




ช่องทางอีคอมเมิร์ซ( E-Commerce) ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงพัฒนาและบริหารจัดการโครงสร้างระบบอีคอมเมิร์ซให้มีประสิทธิภาพ วางเป้าหมายรุกตลาดออนไลน์ ด้วยกลยุทธ์ O2O และพันธมิตร รวมถึงพัฒนาระบบรองรับพฤติกรรมการจับจ่ายผ่านมือถือของบริษัทเอง ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยผลักดันให้บริษัทมีรายได้เติบโตก้าวกระโดด

มุ่งเน้นพัฒนาสินค้าหลัก- (Product Driven) ขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตโดยการสร้าง Product Heros ที่มีกระแสดึงดูดลูกค้าทั้งสินค้าเดิมที่มีอยู่แล้วและสินค้าใหม่ เน้นสินค้าที่เป็นอินโนเวชั่นตามเทรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว 


จากการดำเนินงานในปี 2562 ถือเป็นการปรับธุรกิจตามยุทธศาสตร์ใหม่ บริษัทได้พัฒนาตลาด วางรากฐานช่องทางในตลาดต่างประเทศ ,สินค้ากลุ่มอุปโภค รวมถึงการวางแนวทาง E-Commerce ชัดเจนเพื่อเป็นฐานการขยายตลาดในปี 2563 

และสำหรับภาพรวมธุรกิจเครื่องสำอางปี 2563 คาดว่ายังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกที่ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับความงาม สุขภาพและผิวพรรณต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านความงามและสุขภาพมีความหลากหลายเพิ่มขึ้นตาม


 ซึ่งการขยายตัวดังกล่าวเป็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่จะสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ ซึ่งในปีนี้ BEAUTY วางเป้าหมายรายได้เติบโต 20% พร้อมรักษาอัตรากำไรสุทธิ 15%

1-10 of 119