Health & Beauty





“บีไชน์ เนเจอร์ซี” วิตามินซีธรรมชาติ ผู้ช่วยที่คอยดูแลความสดใสให้ผิว และสุภาพดี

posted Nov 13, 2022, 10:43 PM by Maturos Lophong



“บีไชน์ เนเจอร์ซี” วิตามินซีธรรมชาติ ผู้ช่วยที่คอยดูแลความสดใสให้ผิว และสุภาพดี

จัดโปรพิเศษ ขนาดซองพกพา เหลือซองละ 35 บาท ที่เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขา



“บีไชน์ เนเจอร์ซี” (B Shine NaturC) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซีจากธรรมชาติ อะเซโรลา เชอร์รี่ สกัดเข้มข้นจากสหรัฐอเมริกา ผสานคุณประโยชน์ของสารสกัดจากผักและผลไม้ ที่อุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียนท์และสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ช่วยดูแลสุขภาพ เสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันหวัด และภูมิแพ้ พร้อมช่วยบำรุงผิวใส สุขภาพดี “บีไชน์ เนเจอร์ซี” เป็นวิตามินซีธรรมชาติ 100% จึงสามารถในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี และไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร แบบเม็ด ทานง่าย
ส่วนประกอบสำคัญใน 1 เม็ด : ประกอบด้วย อะเซโรลา เชอร์รี่ สกัด 1000 มก., ซิตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ 100 มก., เบอร์รี่มิกซ์ 120 มก. (สตรอเบอร์รี่, บลูเบอร์รี่, ราสพ์เบอร์รี่, เอลเดอร์เบอร์รี่, แบล็คเคอร์เรนท์, เรดบีท), สารสกัดจากทับทิม 47.50 มก., สารสกัดจากเมล็ดลิ้นจี่ 23.75 มก., แคโรทีนอยด์ 7.5% 23.75 มก.


รับประทานง่ายๆ เพียงวันละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร มื้อเช้าหรือเย็น เริ่มเข้าฤดูหนาวแล้ว หลายจังหวัดอากาศเริ่มเย็นแล้ว ควรดูแลร่างกาย เสริมระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อสุขภาพที่ดีอยู่ตลอด ให้ “บีไชน์ เนเจอร์ซี” เป็นผู้ช่วยที่คอยดูแลความสดใส ช่วยให้ผิวสวยกระจ่างใส สร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง และเพื่อต่อสู้เชื้อโรคจากโควิด-19 กับสถานการณ์ในยุคปัจจุบันที่เชื้อโรคยังไม่หมด หายไปจากโลก ยังต้องดูแลร่างกายของตัวเองและคนที่คุณรักอยู่เสมอ

“บีไชน์ เนเจอร์ซี” แบบซองพกพาสะดวก ขนาด 5 เม็ด และแถมฟรีอีก 1 เม็ด จัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ เหลือเพียง 35 บาท และท่านใดที่เป็นสมาชิก ALL member ของร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ลดเพิ่มอีก 1 บาท เหลือ 34 บาท จากปกติ ราคา 49 บาท ซื้อได้ตั้งแต่วันนี้ - 23 พฤศจิกายน 2565 ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศ



“บีไชน์ เนเจอร์ซี” วิตามินซีธรรมชาติ 100% เป็นสินค้าขายดี 1 ใน top 10 ของตลาด ซึ่งควบคุมการผลิตและจัดจำหน่ายโดย บริษัท บีไชน์ นูทริชั่น พลัส จำกัด สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมของ “บีไชน์ เนเจอร์ซี” ได้ที่ www.bshine.co.th, FB : https://www.facebook.com/BnpHealth และ Line : @Bshine




ส่อง "โรคอ้วนและเบาหวาน" โรคร้ายของสังคมยุคใหม่

posted Nov 4, 2022, 12:57 AM by Maturos Lophong



ส่อง "โรคอ้วนและเบาหวาน" โรคร้ายของสังคมยุคใหม่


“อ้วน” คำสั้น ๆ ที่แทงใจดำใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคนเจ้าเนื้อที่อยู่ในขั้นอวบระยะสุดท้าย พอได้ยินคำนี้ทีไร มันเจ็บจี๊ดอย่างบอกไม่ถูก แต่คุณทราบหรือไม่ว่า นอกจากเรื่องความสวยงามของรูปร่าง ความอ้วนยังแฝงภัยร้ายที่เราต้องระวังอีกมากมาย ซึ่งเคสที่เริ่มพบบ่อยขึ้นในปัจจุบันก็คือโรคเบาหวานที่มาพร้อมกับภาวะอ้วน

แบบไหนที่เรียกว่าอ้วน
การที่เราจะรู้จักโรคอ้วนให้ถูกต้องตามหลักการ ต้องอาศัยคุณหมอมาช่วยชี้ชัดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ในครั้งนี้ นพ. ชาญวัฒน์ ชวนตันติกมล อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต ได้ให้คำอธิบายว่า “โรคอ้วนคือโรคเรื้อรังที่เกิดจากร่างกายมีปริมาณไขมันมากกว่าปกติจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพ การจะระบุว่าเป็นภาวะอ้วนหรือไม่ โดยมากจะพิจารณาจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คือใช้น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมและหารด้วยส่วนสูงในหน่วยเมตรยกกำลังสอง หากมีค่าดัชนีมวลกายเกิน 25 ก็ถือว่ามีภาวะอ้วน หรือสามารถวัดรอบเอวอย่างง่าย ๆ โดยใช้เกณฑ์สำหรับคนเอเชียทั่วไป ผู้ชายที่มีรอบเอวเกิน 90 เซนติเมตรและผู้หญิงที่เกิน 80 เซนติเมตรขึ้นไป ก็ถือว่าอ้วน”



สาเหตุของโรคอ้วนมีมากมาย นับตั้งแต่พันธุกรรม อายุที่มากขึ้นซึ่งทำให้การเผาผลาญลดลง การมีโรคประจำตัวและการใช้ยารักษาโรคบางชนิดที่ทำให้การเผาผลาญผิดปกติ และอีกหนึ่งสาเหตุที่พบมากขึ้นในคนหนุ่มสาวปัจจุบันก็คือพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพหรือมากเกินไป ก็ทำให้น้ำหนักขึ้นจนเกิดภาวะอ้วนได้เช่นกัน ในทางกลับกัน เราอาจเคยเห็นบางคนที่กินมากเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่คน ๆ นั้นมีโรคประจำตัวแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว เช่นอาจมีภาวะไทรอยด์เป็นพิษทำให้มีการเผาผลาญพลังงานมากกว่าปกติ ซึ่งจำเป็นต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยสาเหตุที่แน่ชัดต่อไป

คุณหมอชาญวัฒน์ยังเตือนว่าภาวะอ้วนเป็นเรื่องที่เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจนำมาซึ่งโรคร้ายได้อีกหลายโรค และเคสที่เริ่มเกิดมากขึ้นในสังคมปัจจุบันคือโรคเบาหวานจากภาวะอ้วน


อ้วนเมื่อไหร่ เสี่ยงเบาหวานเมื่อนั้น
พญ. ธนพร พุทธานุภาพ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการโรคเบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า “คนที่อ้วนจะมีไขมันในร่างกายสูงทำให้ฮอร์โมนอินซูลินที่ช่วยลดระดับน้ำตาลทำงานได้ไม่ดี ส่งผลให้การใช้และการกำจัดน้ำตาลไม่เท่าคนปกติ ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นและเป็นเบาหวานได้ ซึ่งคนที่เป็นโรคอ้วนหรือน้ำหนักเกินจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานมากกว่าคนปกติ 3-7 เท่า และ 80-90% ของคนไข้เบาหวานจะมีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกินร่วมด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสองโรคนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก”


การรักษาโรคเบาหวานจากภาวะอ้วน จะเริ่มตั้งแต่การปรับพฤติกรรมการกินและรูปแบบอาหาร รวมถึงการต้องออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อลดน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งคุณหมอธนพรแนะนำว่าควรเข้ามาพบแพทย์เพื่อรักษา เพราะผู้ป่วยเบาหวานบางคนอาจไม่ได้ดีขึ้นจากการควบคุมอาหารอย่างเดียว อาจจะต้องใช้ยาช่วย ซึ่งยารักษาในปัจจุบันมีความปลอดภัย ไม่มีผลต่อไต ช่วยในการควบคุมน้ำตาลและลดภาวะแทรกซ้อนจากเบาหวานได้ดี นอกจากนี้ถ้าเป็นเบาหวานและโรคอ้วนร่วมด้วย ก็จะมียากลุ่มใหม่ที่ช่วยลดทั้งน้ำตาลและน้ำหนักด้วย ซึ่งมีทั้งแบบกินและแบบฉีด ช่วยทำให้ผู้ป่วยคุมอาหารได้ง่ายขึ้น อิ่มเร็วขึ้น ลดระดับน้ำตาลได้เร็วขึ้น ซึ่งช่วยให้การรักษาไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด

แต่สิ่งที่หลายคนวิตกกังวลก็คือถ้าเป็นโรคเบาหวานแล้วจะรักษาหายขาดได้หรือไม่? “ปัจจุบัน เรายังไม่เรียกว่าหายขาดแต่ใช้คำว่าโรคสงบคืออยู่ในเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกับคนปกติ” คุณหมอธนพร ตอบ “สำหรับคนไข้ที่เป็นเบาหวานร่วมกับภาวะอ้วนมาไม่นานเกิน 3-5 ปี หากลดน้ำหนักได้ 15% ขึ้นไป ก็มีโอกาสที่โรคเบาหวานจะสงบจนอยู่ในระดับปกติโดยไม่ต้องใช้ยา แค่ต้องคุมน้ำหนักต่อเนื่องเท่านั้น”

ดังนั้น การป้องกันโรคเบาหวานจากภาวะอ้วนจึงอยู่ที่การควบคุมน้ำหนักซึ่งต้องปฏิบัติควบคู่กันในหลาย ๆ ด้านทั้งการปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เช่น ในอาหารหนึ่งจานอาจแบ่งเป็น 4 ส่วน ครึ่งหนึ่งกินเป็นผักใบๆ อีกหนึ่งในสี่กินเป็นเนื้อสัตว์ติดมันที่ปรุงแบบไขมันต่ำอย่างตุ๋น ต้ม หรือนึ่ง อีกหนึ่งส่วนเป็นคาร์โบไฮเดรต ซึ่งแนะนำเป็นข้าวกล้องหรือข้าวไรซ์เบอร์รี่จะทำให้น้ำตาลไม่สูงและมีกากใยเยอะ รับประทานผลไม้ในปริมาณที่พอเหมาะและเลือกชนิดที่ไม่หวานจัดเช่น แอปเปิ้ล 1 ผลเล็ก ฝรั่งครึ่งผลกลาง ชมพู่ 3-4 ผลกลาง นอกจากนี้ยังควรเสริมการออกกำลังกายอย่างการยกน้ำหนัก วิดพื้น ซิทอัพ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ และการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น ว่ายน้ำ วิ่ง ปั่นจักรยาน ให้ได้สัปดาห์ละ 150 นาทีขึ้นไป เท่านี้คุณก็จะห่างไกลจากโรคอ้วนและเบาหวานได้

ผู้ที่สงสัยว่าตัวเองอาจมีภาวะอ้วนหรือต้องการเข้ารับการตรวจรักษาโรคเบาหวานและโรคอื่น ๆ จากภาวะอ้วน สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ ชั้น 9 โรงพยาบาลวิมุต โทร. 02-079-0070


###
เกี่ยวกับโรงพยาบาลวิมุต
โรงพยาบาลวิมุต ตั้งอยู่ใจกลางย่านธุรกิจใกล้สี่แยกสะพานควายของกรุงเทพมหานครฯ เป็นโรงพยาบาลขั้นตติยภูมิ (Tertiary Care) ขนาด 236 เตียงในรูปแบบอาคารสูง 18 ชั้น ซึ่งได้รับการออกแบบตามมาตรฐานสากลของ Joint Commission International (JCI) เน้นให้บริการรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ สมอง เบาหวาน กระดูก ระบบทางเดินอาหาร และตับ รวมถึงกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) นอกจากนี้ ยังมีบริการทางการแพทย์อื่น ๆ อาทิ ศูนย์สุขภาพผู้สูงอายุ (Geriatric center) เพื่อตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงการดูแลพื้นฟูสภาวะหลังวิกฤต (Transitional Care) เพื่อฟื้นฟูร่างกายผู้ป่วยหลังจากรักษาเพื่อเตรียมตัวก่อนกลับบ้าน เรานำเสนอบริการในรูปแบบ One-stop Service ซึ่งครอบคลุมบริการดูแลสุขภาพถึงบ้าน (Health to Home) มอบความสะดวกสบายและทันสมัยผ่านการใช้ ViMUT Application สำหรับการตรวจสอบประวัติทางการแพทย์ส่วนบุคคล การจองนัดหมายแพทย์ด้วยตัวเอง การรับคำปรึกษาจากแพทย์แบบออนไลน์ (Telemedicine) และบริการจัดส่งยาและวัคซีนถึงบ้าน (ViMUT Drug delivery)

อิปซอสส์ เผยผลวิจัยชุดล่าสุด ชุด SEA AHEAD wave 6 ภาพรวมมั่นใจสภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัว แต่วิตกกังวล “เงินเฟ้อ” สูงสุดแทน โควิด

posted Oct 26, 2022, 11:16 PM by Maturos Lophong   [ updated Oct 26, 2022, 11:17 PM ]




อิปซอสส์ เผยผลวิจัยชุดล่าสุด ชุด SEA AHEAD wave 6 ภาพรวมมั่นใจสภาวะเศรษฐกิจมีการฟื้นตัว แต่วิตกกังวล “เงินเฟ้อ” สูงสุดแทน โควิด ไม่มั่นใจด้านรายได้

ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อสุขภาพ และ เลือกที่จะตัดรายจ่ายกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นและสินค้าราคาแพง โดยกลุ่มที่มีการซื้อมากขึ้น คือ กลุ่มอาหาร มาเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด สินค้าส่วนบุคคล ภัตตาคารและร้านกาแฟ และ เสื้อผ้า-รองเท้า-เครื่องประดับ ตาม ลำดับ


วันที่ 26 ตุลาคม 2565 ณ ห้องประชุม เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ บริษัท อิปซอสส์ จำกัด (Ipsos Ltd.) ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภค ผู้ให้บริการงานวิจัยที่ทำการออกแบบเฉพาะรายแบบครบวงจร Customized One Stop Research Solution Service โดย นายภาคี เจริญชนาพร Country Service Line Leader ได้เปิดเผย – ข้อมูลวิจัยชุดพิเศษ SEA AHEAD wave 6 “สถานการณ์โควิด-19 ระลอก 6 จากการแพร่ระบาด สู่ โรคประจำถิ่น ที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมผู้บริโภค แบรนด์สินค้า และ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชากร ตลอดจน แนวทางการรับมือสำหรับแบรนด์และนักการตลาด โดย อิปซอสส์ ได้ติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ชุดวิจัยและสำรวจนี้นับเป็นชุดที่ 6 ทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3,000 ราย เป็นชาย 49 หญิง 51 สำหรับ 5 ช่วงอายุ รวมถึง กลุ่มเยาวชนรุ่นใหม่ โดยสำรวจตลาดสำคัญ ในแถบภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม และ ประเทศไทย ทำการสำรวจระหว่างเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน 2565 พร้อมถามถึงความคิดเห็นสำหรับการคาดการในอีก 6 เดือนในอนาคต อีกด้วย




นายภาคี เปิดเผยว่า โดยภาพรวมความเชื่อมั่นของประชากรในกลุ่มประเทศแถบตะวันออกเฉียงใต้ กับสถานการณ์โควิด ที่มีการเปลี่ยนจากภาวการณ์แพร่ระบาด สู่ โรคประจำถิ่น โดย อินโดนีเซียมีความเชื่อมั่นสูงสุด และ ไทยในอัตราต่ำสุด มีสถิติ ดังนี้ อินโดนีเซีย เวียดนาม สิงค์โปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และ ไทย ในอัตรา 85% 81% 74% 68% 65% และ 55% ตามลำดับ ทั้งนี้ พฤติกรรมของประชากรชาวไทยเกี่ยวกับกิจกรรมที่อยากทำในอีก 3 เดือนข้างหน้า เรียงตามลำดับดังนี้ - ไปเยี่ยมเพื่อนและครอบครัวที่บ้าน ไปภัตตาคาร ท่องเที่ยวภายในประเทศ ไปร่วมงานวัฒนธรรมและงานชุมนุม ใช้บริการรถขนส่งมวลชน ไปเข้ายิมและทำกิจกรรมด้านกีฬา ไปเที่ยวต่างประเทศ ในอัตรา 67%, 63%, 60%, 50%, 49%, 49% และ 43% ตามลำดับ

นอกจากนี้ กิจกรรมที่ทำในช่วงการแพร่ระบาดโควิด คือ เน้นสุขภาพ และ ช้อปปิ้ง ออนไลน์ โดย 96% ยอมทำสิ่งต่างๆ มากขึ้น เพื่อการดูแลสุขภาพร่างกายตนเองให้ดียิ่งขึ้น และ 83% ยอมตัดความสะดวกสบายบางอย่าง เพื่อเอาเงินไปซื้อสินค้าด้านสุขภาพ




คนไทยนิยมซื้อผ่านการ ไลฟ์สตรีม โดยแพลตฟอร์ม ที่นิยม คือ โซเชียลมีเดีย อี-คอมเมิร์ช และ Twitch

นายภาคี เปิดเผยเพิ่มเติมว่า พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ยังคงเป็นที่ช่องทางที่เติบโตอย่างต่อ เนื่อง โดยสถิติการซื้อของออนไลน์ใน 6 เดือนที่ผ่านมา เปรียบเทียบระหว่างช่วง พ.ย. 64 ถึง พ.ค. 65 สำหรับกิจกรรม มีการซื้อมากขึ้น / การซื้อเท่าเดิม และ ซื้อน้อยลง ดังนี้ : - ซื้อมากขึ้นเป็นสัดส่วน 51 : 47% / เท่าเดิม 32 : 36% / ซื้อน้อยลง 13 :14% และ ไม่ระบุ

จะเห็นว่าเปอร์เซ็นต์ที่มีการซื้อเท่าเดิมสูงขึ้น ส่วนการซื้อมากขึ้นกลับมีพฤติกรรมในการซื้อลดลง และ จำนวนคนกลุ่มที่ซื้อน้อยลง มีอัตราสูงขึ้นเล็กน้อย

ทั้งนี้ ประเภทสินค้าที่ซื้อ ได้แก่ เสื้อผ้า / รองเท้า /แฟชั่น - สินค้าส่วนบุคคล และ ผลิตภัณฑ์ด้านความงาม กลุ่มอา/หาร กลุ่มของใช้ในบ้าน กลุ่มเครื่องดื่ม ของเล่นและเกม ผลิตภัณฑ์ซ่อมแซมบ้าน




ผู้บริโภคไทยยังคงนิยมซื้อของผ่านช่องทางออฟไลน์ เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์ เป็นอันดับ 1 ร้านสะดวกซื้อและร้านโชห่วยตามมาติดๆ แต่สัดส่วนของการซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ก็มีไม่น้อยเช่นกัน



โดยช่องทางการจับจ่าย และความถี่ในการจับจ่าย โดยมีสถิติเฉลี่ย เมื่อเปรียบเทียบระหว่าง ความถี่เดือนละครั้ง และ สัปดาห์ละครั้งหรือมากกว่า ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

Supermarket-Hyper market 43 : 39 = 82% CVS-Minimart 38 : 43 = 81% Traditional Grocery store 35 : 44 = 79% Wet market 33 : 40 = 73%



E Commerce 40 : 34 = 74% Social network seller 27 : 24 = 51%





โดยแพลตฟอร์ม การไลฟ์สตรีม ช็อปปิ้ง ที่นิยม คือ โซเชียลมีเดีย และ อี คอมเมิร์ช ด้วยสัดส่วน 87’% ไลฟ์ผ่าน โซเชี่ยลมีเดีย (เฟสบุ๊ค / ยูทูป / อินสตราแกรม ไลฟ์) 71% อี คอมเมิร์ช (Shoppee Lazada)

ประชากรในกลุ่ม SEA มีความเชื่อมั่นในภาพรวมความเชื่อมั่นของสภาวะเศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัวดีขึ้น ส่วนความคิดเห็นด้านสถานะทางด้านการเงินในครัวเรือน ในอีก 6 เดือน ดีขึ้น / เหมือนเดิม หรือ แย่ลง โดยอัตราที่ สถานภาพทางการเงินดีขึ้น 27% และ คิดว่าแย่ลง 36% ส่วนเท่าเดิม คือ 37% โดยความมั่นใจว่าในสถานะภาพ ด้านการเงินในครัวเรือน ในอีก 6 เดือนข้างหน้า (จาก พ.ค. 2565) การเงินดีขึ้น เหมือนเดิม และ แย่ลง ในอัตรา 51% 32% และ 17% ตามลำดับ เป็นผลให้ประชากรส่วนใหญ่จะมีการตัดงบหรือชะลอการซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ราคาแพง โดยกลุ่มสินค้าที่มีการจับจ่ายมากขึ้น และ กลุ่มที่มีการซื้อลดลง เป็นสัดส่วน ดังนี้





กลุ่มที่มีการซื้อมากขึ้น คือ อาหารสำหรับปรุงเองที่บ้าน ผลิตภัณฑ์ด้านทำความสะอาด สินค้าส่วนบุคคล ภัตตาคารและร้านกาแฟ และ เสื้อผ้า-รองเท้า-เครื่องประดับ ในอัตรา 50% 35% 31% 22% และ 19% ตามลำดับ

ส่วนกลุ่มสินค้าและบริการที่มีการใช้จ่ายน้อยลง ได้แก่ การท่องเที่ยวภายในประเทศ ท่องเที่ยวต่างประเทศ กิจกรรมด้านวัฒนธรรม ภัตตาคารและร้านกาแฟ และ เครื่องใช้ไฟฟ้า ในอัตรา 40% 39% 38% 33% และ 30% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทย ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องติดต่อกันถึง 4 เดือน

คนไทยเลือกแบรนด์แบรนด์ที่สะท้อนภาพลักษณ์และคุณค่าของตนเอง และอยากให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นตัวช่วยในการเลือกสินค้าและบริการ

ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย 71% ยินดีจ่ายเพิ่มให้กับแบรนด์ที่สามารถเสริมภาพลักษณ์ให้ตนเอง และ 74% เลือกซื้อแบรนด์ที่สะท้อนคุณค่าให้กับตนเองได้ แต่สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่จะให้คุณค่าต่อแบรนด์มากกว่าอัตราเฉลียของภาพรวมการบริโภค ดังนี้ 76% ของคนไทย Gen Z มักเลือกซื้อแบรนด์ที่สะท้อนถึงคุณค่าส่วนตัว 73% ยินดีจ่ายเพิ่มให้กับแบรนด์ที่สร้างภาพลักษณ์ให้กับตัวเอง

ทั้งนี้ ในยุคที่ข้อมูลล้นหลามและเข้าถึงได้โดยง่าย กระบวนการตัดสินใจที่ไม่ยุ่งยาก เป็น กุญแจสำคัญสำหรับแบรนด์สินค้าและนักการตลาด ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภค ในการหาตัวช่วยในการช่วยตัดสินใจ โดย 69% ของผู้บริโภคชาวไทยต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญเลือกผลิตภัณฑ์และบริการแทนการตัดสินใจเอง

ความวิตกกังวลและความเชื่อมั่นในสภาวะเศรษกิจ หลังโควิด สู่ โรคประจำถิ่น ภาวะเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนของรายได้ เป็นปัญหาที่วิตกกังวลสูงสุด

ความกังวลด้านเงินเฟ้อมีอัตราสูงขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญ ส่วน โรคระบาดโควิด-19 มีอัตราลดต่ำลงอย่างเด่นชัด ทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวก็เป็นปัจจัยด้านความกังวลใจของประชากรทั่วโลก และ ประชากรในกลุ่ม SEA เช่นกัน แต่ลำดับความกังวลใจแตกต่างกัน


อิปซอสส์ สรุปปัญหาและปัจจัยที่ส่งผลต่อธุรกิจ พร้อม แนะ แนวทางการรับมือวิกฤตตลาด

ผู้บริโภคในกลุ่มประเทศ SEA โดยเฉพาะคนไทย ต่างวิตกกังวลในความไม่แน่นอนของสุขภาพทางการเงินในอนาคต ซึ่งนำไปสู่อารมณ์ที่อ่อนไหว ดังนี้


1. ถึงแม้ว่าผู้บริโภคจะรู้สึกว่าเศรษฐกิจกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2564 อย่างไรก็ ตาม อัตราเงินเฟ้อได้กลายเป็นปัญหาสำคัญที่สร้างความวิตกกังวลเป็นอย่างสูง แทน ความกลัวต่อโรคระบาด โควิด-19 2. ในขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความพยายามในการควบคุมอัตราเงิน เฟ้อ เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ในโลก แต่ประชากรต่างก็ยังมีวิตกกังวลถึงผลกระ ทบของภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจไม่สามารถพลิกฟื้นได้ดีเท่าที่ควร 3. ภาวะเงินเฟ้อและราคาที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการครองชีพและรายได้ ซึ่งถือเป็น สถานการณ์ที่ยากลำบากของผู้ที่ยังรอคอยการฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19

4. เนื่องจากผู้บริโภคจำต้องจับจ่ายเกี่ยวกับกลุ่มอาหาร ของใช้ส่วนตัว และ เชื้อเพลิง มากขึ้น ทำ ให้พวกเขาต้องตัดงบสำหรับกลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นและที่มีราคาสูง ไว้ก่อน ทำให้ พฤติกรรม การซื้อของผู้บริโภคหันมาคำนึงถึงคุณค่าสินค้าเพื่อความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ แบรนด์ จำเป็นต้องคำนึงถึงจุดแข็ง และ กลยุทธด้านราคาที่ส่งผลต่อความอ่อนไหวด้านความรู้สึกของ ผู้บริโภคในภาวะเงินเฟ้อ ตลอดจน ต้องพิจารณา ปัจจัยเหล่านี้อย่างรอบคอบในการทำแผน การตลาด

5. ผู้บริโภคจะเลือก "ผู้เชี่ยวชาญ" มากกว่า “อินฟลูเอนเซอร์” เพียงอย่างเดียว ยิ่งกว่านี้ ผู้บริโภคจะเลือกแบรนด์สินค้าที่สะท้อนคุณค่าของตัวตนและความคุ้มค่า จุดนี้อาจใช้ให้เกิด ประโยชน์ ต่อ แบรนด์สินค้าในการชนะใจผู้บริโภค และ การสร้างความภักดีต่อแบรนด์ในระยะ ยาว

เกี่ยวกับผลสำรวจ รายงานการวิจัย ชุด สรุปผลการศึกษาของ การระบาดระลอก 6 นี้ เป็นการดำเนินการบนระบบออนไลน์ ในช่วงเดือนพฤษภาคม 2565 - มิถุนายน 2565 โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3,000 คน (500 รายต่อประเทศ) เป็นชาย 49 หญิง 51 เป็นคนโสด-สมรส-หย่า-หม้าย ในสัดส่วน 39 :51:3:2 และในช่วงอายุ 18 – 55+ โดยในชุดสำรวจครั้งนี้ ได้จัดทำกลุ่ม โดยสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างจะถูกจัดสรรให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างของแต่ละประเทศ

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เอาใจคนรักสุขภาพ เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่

posted Sep 12, 2022, 2:19 AM by Maturos Lophong



เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น เอาใจคนรักสุขภาพ เปิดตัว 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่

ไฮโปรตีน ไอซ์ คอฟฟี่ ดริ้งค์ มิกซ์ และ เฮอร์บาไลฟ์24 อาร์เอส โปร ดริ้งค์ มิกซ์



เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น (Herbalife Nutrition) บริษัทโภชนาการชื่อดังระดับโลก เปิดตัว 2 เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ไฮโปรตีน ไอซ์ คอฟฟี่ ดริ้งค์ มิกซ์ (High Protein Iced Coffee Drink Mix) 2 กลิ่น คือ คาเฟ่ ลาเต้ และมอคค่า และ เฮอร์บาไลฟ์24 อาร์เอส โปร ดริ้งค์ มิกซ์ ช็อกโกแลต เฟลเวอร์ (Herbalife24 RS PRO Drink Mix – Chocolate Flavour) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์โภชนาการนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวโดยเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ในประเทศไทยเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดี ตลอดจนตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ทั้งนี้เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ยังมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ที่ใส่ใจสุขภาพจะสามารถค้นหาแนวทางการดูแลสุขภาพที่ได้ผล ทั้งสุขภาพส่วนตัวและบรรลุเป้าหมายด้านความเป็นอยู่ที่ดีเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน โดยภายในงานฯ ได้รับเกียรติจาก เภสัชกรหญิง ดร.วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายโภชนาการและทะเบียนผลิตภัณฑ์ฯ พร้อมด้วย โย ยศวดี หัสดีวิจิตร แบรนด์แอมบาสเดอร์เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประเทศไทย ร่วมแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ด้านโภชนาการกับเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

นายสุพจน์ ฤทธิพิชัยวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 25 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยบริษัทได้ดำเนินธุรกิจด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงผ่านผลิตภัณฑ์โภชนาการคุณภาพสูง และนวัตกรรมที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังได้ให้ความรู้ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีโดยผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นของผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ที่กระฉับกระเฉงมากขึ้น ซึ่งกระตุ้นให้เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าที่หลากหลาย รวมทั้งส่งเสริมภาวะโภชนาการของผู้บริโภคอย่างครอบคลุม โดยเราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์โภชนาการที่มีคุณภาพของเรารวมกับแผนการส่วนบุคคลที่จัดทำโดยผู้จัดจำหน่ายอิสระของเรา จะสามารถช่วยให้ลูกค้าตอบสนองความต้องการทางโภชนาการและบรรลุผลตามที่ต้องการได้

รวมถึงมีผลสำรวจด้านอาหารเช้าเพื่อสุขภาพของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กับผู้คนกว่า 5,500 คนในตลาดเอเชียแปซิฟิก 11 แห่ง พบว่าผู้บริโภคชาวไทยมากกว่า 24% ดื่มกาแฟใส่นมทุกวัน โดยถือว่ากาแฟเป็นเครื่องดื่มสำหรับมื้อเช้าหลักของคนไทย นอกจากนี้บริษัทฯ ยังระบุด้วยว่าเทรนด์รักสุขภาพและการออกกำลังกายกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในประเทศไทย โดยผลสำรวจด้านความเฉื่อยของสุขภาพในเอเชียแปซิฟิก ปี 2564 ของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น พบว่าประมาณ 28% ของผู้บริโภคชาวไทยมีสัญญาณของสุขภาพที่แย่ลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และประมาณ 71% ของผู้บริโภคที่ตอบแบบสำรวจต้องการเพิ่มตารางเวลาในแผนการออกกำลังกายประจำวัน ซึ่งสอดคล้องกับการเปิดตัวไฮโปรตีน ไอซ์ คอฟฟี่ และอาร์เอส โปร เพื่อสนับสนุนผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและชื่นชอบการออกกำลังกายในตลาดประเทศไทย


เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ไฮโปรตีน ไอซ์ คอฟฟี่ ดริ้งค์ มิกซ์

เนื่องจากปัจจุบันผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับสุขภาพ โภชนาการ และความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น จึงเปิดตัวกาแฟเย็นเพื่อสุขภาพ ไฮโปรตีน ไอซ์ คอฟฟี่ ดริ้งค์ มิกซ์ หนึ่งในผลิตภัณฑ์โภชนาการเชิงนวัตกรรมที่มีคุณภาพสูง และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อผู้บริโภคที่หลงใหลรสชาติที่สดชื่น หอม เข้ม กลมกล่อมของกาแฟ ด้วยการผสมผสานกันอย่างลงตัวของกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์จากเมล็ดกาแฟโรบัสต้าเอสเพรสโซ่ 100% ที่คั่วระดับปานกลางถึงอ่อนอย่างพิถีพิถันจากประเทศบราซิล พร้อมคุณประโยชน์อื่นๆ อาทิ โปรตีน 15 กรัม ให้พลังงาน 90 กิโลแคลอรี ไม่มีน้ำตาล และไม่เติมสีสังเคราะห์ เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ต้องการดูแลรูปร่าง และให้ความสำคัญกับเรื่องโภชนาการ ตลอดจนผู้ที่มองหาเครื่องดื่มกาแฟเย็นทางเลือกที่มีคุณประโยชน์ โปรตีนสูง มีให้เลือก 2 กลิ่น ได้แก่ คาเฟ่ ลาเต้ และ มอคค่า ใน 1 ซองสามารถแบ่งทานได้ทั้งหมด 14 ครั้ง และยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ดื่มได้ทั้งช่วงเช้าหรือช่วงบ่าย




เปิดตัวผลิตภัณฑ์ เฮอร์บาไลฟ์24 อาร์เอส โปร ดริ้งค์ มิกซ์ ช็อกโกแลต เฟลเวอร์

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้คนให้มีสุขภาพดีขึ้นด้วยพลังแห่งโภชนาการที่ดี และส่งต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในซีรีส์ เฮอร์บาไลฟ์ ทเวนตี้โฟร์ (Herbalife24) กับส่วนผสมที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยผู้เชี่ยวชาญของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น อย่างต่อเนื่อง จนได้ผลิตภัณฑ์โภชนาการที่เราภูมิใจ หรือ เฮอร์บาไลฟ์24 อาร์เอส โปร ดริ้งค์ มิกซ์ กลิ่นช็อกโกแลต เครื่องดื่มโปรตีนจากนม ผสมเวย์โปรตีนมากถึง 25 กรัม มีวิตามินซี วิตามินอี แร่ธาตุ พร้อมด้วยส่วนผสมที่คัดสรรอย่างลงตัว อาทิ ไตร-คอร์อะมิโน โปรตีน แอล-กลูตามีน เคซีน กรดอะมิโนแบบโซ่กิ่ง (BCAAs) และสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการออกกำลังกาย ต้องการเสริมสร้างสมรรถภาพทางร่างกาย ผู้ที่เคลื่อนไหวคล่องตัวหรือแอคทีฟตลอดทั้งวัน ผู้ที่ดูแลรูปร่างและใส่ใจด้านโภชนาการ รวมถึงนักกีฬาสมัครเล่น และนักกีฬาอาชีพที่ต้องการดูแลสุขภาพ

ด้าน โย ยศวดี หัสดีวิจิตร แบรนด์แอมบาสเดอร์เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การออกกำลังกายในแต่ละช่วงของการแข่งขัน และโภชนาการที่เหมาะสมกับตัวเองจากผู้เชี่ยวชาญของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น มาโดยตลอด อีกทั้งในฐานะนักกีฬา มองว่าการสร้างกล้ามเนื้อเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของการออกกำลังกาย ดังนั้นเราควรมองหาโภชนาการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการแบบนักกีฬาควบคู่กับการออกกำลังกายได้อย่างลงตัว ซึ่งโภชนาการเฮอร์บาไลฟ์ช่วยสนับสนุนการออกกำลังกายของโยได้ในทุกช่วงของการแข่งขัน ทั้งช่วงฝึกซ้อม ก่อนแข่ง ระหว่างแข่ง และหลังแข่ง รวมถึงช่วยในการดูแลรูปร่างให้เราได้อย่างมั่นใจ”



สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น สามารถติดตามข้อมูล ข่าวสาร สั่งซื้อสินค้า หรือความเคลื่อนไหวด้านเคล็ดลับเพื่อสุขภาพที่ดีได้ที่ www.facebook.com/HerbalifeThailandOfficial หรือผ่านทาง www.instagram.com/HerbalifeThailandOfficial


เกี่ยวกับเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น

เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น (NYSE: HLF) เป็นบริษัทโภชนาการระดับโลกที่เปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนด้วยผลิตภัณฑ์โภชนาการที่ยอดเยี่ยมและเป็นธุรกิจที่พิสูจน์แล้วว่าให้โอกาสสำหรับผู้จำหน่ายอิสระตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ได้รับการสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ซึ่งจำหน่ายในกว่า 95 ประเทศ โดยผู้จัดจำหน่ายที่เป็นผู้ประกอบการ จะถูกฝึกสอนแบบตัวต่อตัวและสนับสนุนชุมชนที่ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกค้ายอมรับวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีและกระตือรือร้นมากขึ้น ด้วยความมุ่งมั่นของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น ในการขจัดความหิวโหยให้แก่ผู้คนและชุมชนทั่วโลก พร้อมให้คำมั่นว่าจะสร้างผลกระทบเชิงบวกที่จับต้องได้มากกว่า 50 ล้านครั้งภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีของ เฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น




“คินน์” ผู้นำธุรกิจสุขภาพ เสริมความแกร่ง เดินหน้าสร้าง New S-Curve จับมือร้านอาหาร Copper Buffet ขยายกลุ่มนิวเจนฯ

posted Jul 25, 2022, 9:12 PM by Maturos Lophong

“คินน์” ผู้นำธุรกิจสุขภาพ เสริมความแกร่ง เดินหน้าสร้าง New S-Curve จับมือร้านอาหาร Copper Buffet ขยายกลุ่มนิวเจนฯ พร้อมเตรียมออกสูตรใหม่ไตรมาส 4 นี้




บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด (KINN) ผู้นำตลาดสุขภาพด้านอาหารเสริม Neutraceutical เสริมความแกร่งธุรกิจสุขภาพ เดินหน้าสร้าง New S-Curve ทุ่มงบการตลาด ชูกลยุทธ์ Wellness For Life จับมือร้านอาหาร Copper Buffet ผ่านแคมเปญใหม่ “KINN Natto X Copper Int’l Buffet” ครั้งแรกในประเทศไทย ตั้งเป้าขยายกลุ่มเป้าหมายในกลุ่มวัยรุ่น และคนรักสุขภาพ เพื่อครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ในทุกผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ คินน์ พร้อมเตรียมออก 2 สูตรใหม่ไตรมาส 4 ปีนี้



นางสาวศิริพร อริยพุทธรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จำกัด (KINN) ผู้นำตลาดสุขภาพด้านอาหารเสริม Neutraceutical เจาะกลุ่มผู้สูงวัย Aging Society และคนรักสุขภาพ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ผ่านช่วงสถานการณ์โควิด – 19 มาอย่างยากลำบาก ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ตระหนักในด้านการดูแลสุขภาพ และสุขอนามัยทั้งของตนเองและของส่วนรวมมากขึ้น การรักษาสุขภาพตนเองให้ดีอยู่เสมอ การทานอาหารที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ จึงมีความปรารถนาที่จะเติมเต็มความสุข และการมีสุขภาพดีปลอดคอเลสเตอรอลสะสมให้กับทุกคนในครอบครัว ในแคมเปญ “KINN Natto X Copper Int’l Buffet” ด้วยงบการตลาดกว่า 6 แสนบาท ผ่านการคอลแลปส์กันระหว่างแบรนด์ คินน์ นัตโตะ กับร้านอาหารสุดไฮคลาสบุฟเฟต์อาหารนานาชาติ Copper Int’l Buffet ที่โด่งดัง มีอาหารให้เลือกหลากหลาย และล้วนแล้วแต่ใช้วัตถุดิบชั้นดีมีคุณภาพ อาทิเช่น เนื้อวากิว ปลาแซลมอน หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ ฯลฯ





สำหรับความร่วมมือกันครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับแบรนด์ “คินน์” (KINN) อีกขั้น กับการเป็นแบรนด์อาหารเสริม คินน์ ที่มาจากงานวิจัยของคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และงานวิจัยระดับสากลกับทางไบโอ ไต้หวัน และเป็นแบรนด์อาหารเสริม Neutraceutical ที่แพทย์แนะนำ และยังถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่แบรนด์ คินน์ ร่วมกับธุรกิจร้านอาหาร คอปเปอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บุฟเฟต์ ภายใต้สโลแกน “ไม่ว่ามื้อนี้จะทานเก่งแค่ไหน ก็สบายใจได้ถ้ามี KINN นัตโตะ” ถือเป็นการสร้างประสบการณ์แบบใหม่สู่การทานให้อร่อยแถมยังมีสุขภาพดีอีกด้วย

นางสาวศิริพร กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัท คินน์ เวิลด์ไวด์ ได้ค้นคว้าวิจัยคุณประโยชน์ของจุลินทรีย์ Bio Longevity โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ Neutraceutical ชีวะเภสัชภัณฑ์ ที่ช่วยเสริมสร้างสุขพลานามัย ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน เพื่อส่งมอบนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ดีที่สุด เสริมสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตมนุษย์ โดยคินน์ นัตโตะ เป็นผลงานวิจัยร่วมกับทางไบโอ ไต้หวัน ประเทศไต้หวัน เป็นสูตรที่สกัดจากถั่วนัตโตะธรรมชาติจากญี่ปุ่น โดยได้สารสกัดนัตโตะไคเนส ซึ่งมีความเข้มข้นมากถึง 20,000 ไฟบริโนปรินยูนิต (ซึ่งมีความเข้มข้นมากที่สุดในประเทศไทย) ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไตรกลีเซอไรด์ และลดความดัน และสารสกัด Monakolin-K ในข้าวเรสยีตส์ที่มีความเข้นข้น ช่วยละลายลิ่มเลือด อีกทั้งในสูตรคินน์ นัตโตะ ได้ร่วมทำคลินิกทดสอบ Clinical Trail ร่วมกับคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดลอีกด้วย การทานคินน์ นัตโตะ ต่อเนื่อง ยังช่วยลดการตายของเซลล์ประสาท หรือช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคอัลไซเมอร์ ซึ่งงานวิจัยเกี่ยวกับลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ ยังถือเป็นงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล คณะเทคนิคการแพทย์ อีกด้วย





ทั้งนี้การร่วมมือกับทางร้านอาหาร คอปเปอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล บุฟเฟต์ จะช่วยขยายฐานลูกค้าให้กว้างและลึกมากขึ้น โดยเน้นไปที่กลุ่มนิวเจนเนอเรชั่น ที่มีความชื่นชอบอาหารนานาชาติสไตล์บุฟเฟต์ ที่หลากหลาย พรีเมี่ยม โดยมีตัวช่วยเป็น คินน์ นัตโตะ ซึ่งเป็นสูตรที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล อย่างเห็นผลชัดเจนในหนึ่งเดือน ทำให้คุณลูกค้าที่มาทานอาหารบุฟเฟต์นานาชาติ ทานได้อย่างสบายใจ โดยจัดแคปเปญทานอาหารครบ 5,000 บาท มอบอาหารเสริม คินน์ นัตโตะ มูลค่า 490 บาท จำนวน 1 กล่อง ซึ่งเป้าหมายของแคมเปญนี้ เราต้องการให้นวัตกรรมเสริมอาหารคินน์ นัตโตะ X คอปเปอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลบุฟเฟต์ ให้เข้าไปอยู่ในใจทุกคนตามสโลแกนของแบรนด์ คินน์ “เพื่อชีวิตยืนยาว อย่างยั่งยืน” (Wellness For Life)



“คาดว่าจะมียอดขายตลอดแคมเปญไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ช่วยต่อยอดและสนับสนุนหน่วยธุรกิจใหม่ หรือ New S-Curve ของบริษัทฯ ได้อีกทาง หลังจากที่บริษัทดำเนินธุรกิจมา 5 ปี ตั้งแต่ปีแรกที่มีสินค้าเพียงแค่ 1 สูตรอาหารเสริม โดยระยะเวลาที่ผ่าน ทางบริษัทฯ ได้มีการค้นคว้า วิจัยกับองค์กรระดับประเทศ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งแต่ละสูตรใช้เวลาวิจัยเป็นระยะเวลาพอสมควร จนถึงปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 4 สูตร โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคินน์ นัตโตะ ที่สูตรที่ได้รับการยอมรับจากแพทย์ และแพทย์แนะนำ และในไตรมาสสุดท้ายของปีจะมีตามมาอีกสองสูตร ตามโรดแมพของบริษัทที่วางแผนเป็นบริษัทอาหารเสริมชั้นนำของประเทศไทยในอนาคตที่มีการคิดค้นสูตรนิวตร้าซูติคอลผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสูตรอื่น ๆ อีกด้วย”นางสาวศิริพร กล่าว

วัตสัน ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ครึ่งปีหลัง 2022 เดินหน้ากลยุทธ์ O+O Platform

posted Jun 1, 2022, 6:57 PM by Maturos Lophong



วัตสัน ประเทศไทย เปิดวิสัยทัศน์ครึ่งปีหลัง 2022 เดินหน้ากลยุทธ์ O+O Platform พิชิตใจขาชอปแบบไร้รอยต่อ ปักธงมุ่งสู่ผู้นำด้าน E-Commerce พร้อมชูแนวคิด 'The New Beautiful' ความงามรูปแบบใหม่


วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย รุกตลาดรีเทลครึ่งปี 2022
ชูกลยุทธ์ O+O Platform (Offline plus Online) เชื่อมต่อประสบการณ์การชอปปิงแบบไร้รอยต่อ พร้อมเดินหน้าเป็น The best of “both worlds” ยกระดับประสบการณ์การชอปปิงทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ครอบคลุมการซื้อสินค้าในทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิทัล ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาด Health & Beauty รวมไปถึงการเสนอแนวคิด 'The New Beautiful' นิยามความงามรูปแบบใหม่ สนับสนุนในทุกความสวยงาม ยอมรับในทุกความต่าง ก้าวข้ามมาตรฐานความงามแบบเดิมๆ (beauty standard) เพื่อปลุกความมั่นใจให้กับทุกลุคที่เป็นตัวเอง เสริมสร้างพลังและศักยภาพ ให้ตัวเอง Look Good. Do Good. Feel Great. เปล่งประกายความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอก




นายพสิษฐ์ มั่นคงขันติวงศ์ กรรมการผู้จัดการ วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในช่วงครึ่งปีหลัง 2022 เรายังคงสานต่อพันธกิจ เติมเต็มรอยยิ้มให้ลูกค้าจากวันนี้สู่วันพรุ่งนี้และในทุกๆ วัน โดยผลักดันกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลด้วยความเข้าใจ พร้อมปลุกแนวคิด “The New Beautiful” กับนิยามความงามรูปแบบใหม่ที่เปิดรับคุณค่าความสวยงามอันหลากหลายของผู้คน สะท้อนรูปลักษณ์ บุคลิกภาพและความมั่นใจโดยไม่จำกัดเพศ วัย ไลฟ์สไตล์และรูปแบบการใช้ชีวิต ผลักดันให้ผู้บริโภคก้าวข้ามภาพจำ Beauty Standard แบบพิมพ์นิยม และส่งเสริมคุณค่าความงามที่เป็นตัวเอง ให้ตัวเอง Look Good. Do Good. Feel Great เปล่งประกายความมั่นใจจากภายในสู่ภายนอก

ในส่วนของวัตสันเอง มุ่งมั่นส่งเสริมให้ทุกคนเห็นคุณค่าและความงามตามแบบฉบับและไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล ผ่านสินค้าและบริการด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตรูปแบบต่างๆ พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจกับแนวคิด The New Beautiful เพื่อความงามที่หลากหลายต่อไป”

“นอกจากนี้ วัตสัน ยังคงสานต่อบทบาทในฐานะร้านสุขภาพและความงามอันดับ 1 ของประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์ O+O Platform เน้นสร้างประสบการณ์ไร้รอยต่อหน้าร้านและออนไลน์ ที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ชอปปิ้งได้ทุกช่องทาง จากทุกที่ ทุกเวลา โดยลูกค้าที่ใช้จ่ายทั้งหน้าร้านและออนไลน์ (O+O) มีการใช้จ่ายมากกว่าลูกค้าที่ซื้อเฉพาะหน้าร้านถึง 3 เท่า โดย 3 อันดับของหมวดหมู่สินค้าที่มีการเติบโตทางออนไลน์มากที่สุดในปีที่ผ่านมา ได้แก่ Haircare, Health & Fitness และ Derma Skincare และจากกลยุทธ์ O+O Platform ทำให้เรามั่นใจเดินหน้าเพื่อเตรียมขึ้นแท่นเป็น The best of “both worlds” ที่เชื่อมต่อสุดยอดประสบการณ์การชอปปิงจากทั้งหน้าร้านและวัตสันออนไลน์ โดยตั้งเป้าสร้างมาตรฐานสูงสุดอย่างต่อเนื่องในตลาดด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน”





“สำหรับประสบการณ์การชอปปิงรูปแบบใหม่ที่จะติดอาวุธให้วัตสัน ประเทศไทย มีสัมพันธภาพที่ดีกับทางลูกค้าได้อย่างใกล้ชิดและแน่นแฟ้นมากขึ้นนั้น เรายังคงมุ่งเน้นการให้บริการแบบ Customer Obsessed ในการตอบสนองความพึงพอใจและสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการจับจ่ายของลูกค้าที่สามารถใช้บริการของวัตสันได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มเติมจากบริการ Chat & Shop ที่มี 350 สาขา นอกเหนือจากนี้ ที่ผ่านมาเราได้จับมือกับ Food Panda รุกตลาด Quick Commerce เพื่อเติมเต็มความต้องการลูกค้าที่มองหาความสะดวก รวดเร็ว และสามารถชอปได้ตลอดเวลาตามความต้องการ หรือการจับมือพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกับ SkinX แพลตฟอร์มพบแพทย์ผิวหนังออนไลน์แบบครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าหรือผู้บริโภคสามารถเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านผิวพรรณจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้าสามารถรับยาได้ที่วัตสันได้ง่ายขึ้น”

นายพสิษฐ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับสมาชิกวัตสันในประเทศไทย ปัจจุบัน เรามีจำนวนสมาชิกกว่า 7 ล้านคนทั่วประเทศ และ วัตสันจะยังคงเดินหน้าเติมเต็มรอยยิ้มให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเราพบว่าผู้บริโภคชาวไทยมีความพร้อมในการเข้าสู่ไลฟ์สไตล์การชอปปิงผ่านโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเห็นได้จากการใช้ Member Virtual Card ผ่านแอปฯ Watsons TH ที่รับเสียงตอบรับที่ดีจากสมาชิกวัตสันอย่างมีนัยสำคัญ และในเร็วๆ นี้วัตสันได้เตรียมยกระดับสร้างประสบการณ์ชอปปิงให้กับเหล่าสมาชิกทั้งในแง่ของประสบการณ์ใหม่ๆ และในแง่ความคุ้มค่าเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตในยุคปัจจุบันมากขึ้น”




“ในส่วนผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของวัตสันนั้น (Watsons Own Brand) เราไม่เคยหยุดนิ่ง และยังคงเดินหน้านำนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มผู้บริโภค และแนวโน้มความต้องการของตลาด อันได้แก่ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ยืนหยัดด้วยคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ในราคาที่คุ้มค่าและจับต้องได้ พร้อมกับเพิ่มพื้นที่ให้กับตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งในปีนี้ วัตสันให้ความสำคัญกับตลาดการดูแลผิวและความงามสำหรับผู้ชายมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป คำว่าสุขภาพและความงาม และการดูแลตนเองให้ดี ยุคนี้มีลูกค้าผู้ชายที่ใส่ใจภาพลักษณ์เเละดูเเลตัวเองเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก”

“และเพื่อเป็นการขานรับกับนโยบายระดับโลกในด้านการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมตาม 'Social Purpose and 2030 Sustainability Vision' ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์และพันธกิจสำคัญของ A.S. Watson Group เรายังคงให้ความสำคัญด้าน Look good. Do good. Feel great” โดยตอกย้ำด้าน Do good ผ่านผลิตภัณฑ์เพื่อความยั่งยืนที่เรียกว่า Sustainable Choices ซึ่งเป็นสินค้าทางเลือกใหม่ โดยเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ปลายปี 2020 ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องการเฟ้นหาส่วนผสมที่ดีกว่า บรรจุภัณฑ์ที่ดีกว่า ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพผ่านการทดสอบและผ่านขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ในการดำเนินธุรกิจที่มีความยั่งยืน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมในพันธกิจนี้กับบุคลากร และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจต่างๆ ในการเดินทางไปบนเส้นทางแห่ง Sustainability ร่วมไปกับเราอีกด้วย”

“สุดท้ายนี้ สำหรับกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ที่ วัตสัน ประเทศไทย เดินหน้าสานต่อมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การจำหน่ายโบว์สีเขียว ภายใต้แคมเปญ “Watsons Green Ribbons” ซึ่งจัดขึ้นอย่างเป็นประจำต่อเนื่องทุกปีเป็นเวลา 16 ปีเพื่อมอบเงินรายได้ให้แก่สมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเด็กและสตรีที่ประสบปัญหาทั้งร่างกายและจิตใจในประเทศไทย ตลอดจนแคมเปญ Give a Smile ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนการผ่าตัดให้เด็กที่มีความผิดปกติด้านปากแหว่งเพดานโหว่ โดยในปัจจุบัน สามารถคืนรอยยิ้มสู่เด็กๆ เหล่านี้ได้มากกว่า 33 คนแล้ว วัตสันจะยังคงมุ่งมั่นสร้างรอยยิ้มให้กับลูกค้าทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ทุกคนดูดี ตระหนักในคุณค่าของตัวเอง รู้สึกดีต่อตนเอง คนรอบข้างและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันกับเรา” นายพสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

###

เกี่ยวกับ เอ. เอส. วัตสัน กรุ๊ป

เอ. เอส. วัตสัน กรุ๊ป ก่อตั้งที่ฮ่องกง ในปี พ.ศ 2384 เป็นผู้นำร้านค้าปลีก ด้านสุขภาพและความงามระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีการดำเนินธุรกิจกว่า 16,400 แห่งภายใต้แบรนด์ค้าปลีก 12 แบรนด์ ใน 29 ตลาด พร้อมด้วยพนักงานมากกว่า 130,000 คนทั่วโลก สำหรับปีงบประมาณ 2563 เอ. เอส.วัตสันกรุ๊ปมีรายได้รวมที่ 22 ล้านเหรียญสหรัฐ และในทุก ๆ ปี ให้บริการนักชอปมากกว่า 5.5 พันล้านคน ผ่านประสบการณ์การชอปปิงอย่างไร้รอยต่อทั้งในหน้าร้านค้าและบนออนไลน์แพลตฟอร์ม

เอ.เอส.วัตสันกรุ๊ป เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลกอย่าง ซี.เค. ฮัทชิสัน โฮลดิ้งส์ ลิมิเต็ด ซึ่งมีธุรกิจหลัก 4 ประเภท - ธุรกิจส่งออก, ธุรกิจการค้าปลีก, ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน, และธุรกิจโทรมนาคมในมากกว่า 50 ประเทศ

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.aswatson.com/our-company/o-and-o-strategy/

ซีทัชเปิดตัว นวัตกรรมหน้ากากฆ่าเชื้อโควิด-19 เจ้าแรกในไทย ออกแบบสำหรับองค์กรได้ ปกป้องพนักงาน

posted May 3, 2022, 1:02 AM by Maturos Lophong



ซีทัชเปิดตัว นวัตกรรมหน้ากากฆ่าเชื้อโควิด-19 เจ้าแรกในไทย
ออกแบบสำหรับองค์กรได้ ปกป้องพนักงาน คุ้มค่าตลอดการใช้งาน


เปิดประเทศพร้อมกลับสู่ชีวิตวิถีใหม่อย่างปลอดภัยจากเชื้อไวรัสโควิด ล่าสุดสตาร์ทอัพสัญชาติไทย ซีทัช เปิดตัว Z-Touch Mask To Go นวัตกรรมหน้ากากผ้าฆ่าเชื้อโควิด-โอไมครอน ได้มากกว่า 99% ด้วยเทคโนโลยีซิลเวอร์ (Silver Technology) สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ใส่ใช้งานได้ถึง 7 วัน โดยไม่ต้องซักและมีอายุการใช้งานนานถึง 1 ปี พร้อมผลิต ออกแบบและสกรีนโลโก้ ฟรี สำหรับลูกค้าองค์กรและลูกค้าทั่วไป ตั้งแต่ 50 ชิ้น ขึ้นไป ในราคาพิเศษชิ้นละ 150 บาท คุ้มค่ากับราคาตลอดอายุการใช้งาน โดยเฉลี่ยราคาไม่ถึง 1 บาท ต่อ วัน เริ่มตั้งแต่วันนี้ถึง วันที่ 1 มิถุนายน 2565





โดย Z-Touch Mask To Go ได้รับการรับรองผลการฆ่าเชื้อจากหลายสถาบันชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ Vismederi จากประเทศอิตาลี รับรองผลการฆ่าเชื้อ SARS-CoV-2 ได้กว่า 99.9% OEKO-TEX จากประเทศสวีเดน รับรองความปลอดภัยต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม BOKEN จากประเทศญี่ปุ่น รับรองผลการฆ่าเชื้อไวรัส ไข้หวัดใหญ่ H3N2 ได้กว่า 99.9% และยังคงฆ่าเชื้อได้กว่า 99.8% มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี รับรองผลการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย E.coli ได้กว่า 99.9% และยังคงฆ่าเชื้ออื่นๆ ได้กว่า 99.9% มหาวิทยาลัยมหิดล รับรองผลการฆ่าเชื้อ Human Coronavirus ได้กว่า 99.9% ฯลฯ

สำหรับจุดเด่นของ Z-Touch Mask To Go นั้น ผลิตจากวัสดุผ้าคอตตอน (Cotton) ผสมผ้าโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ที่นำมาผ่านกระบวนการพิเศษ ผนวกกับเทคโนโลยีซิลเวอร์ (Silver Technology) ทำให้สามารถฆ่าได้ทั้งเชื้อไวรัสโควิด โอไมครอนและสายพันธ์อื่นๆ รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นๆ และยังช่วยลดการเกิดสิว พร้อมทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถใช้งานได้ซ้ำติดต่อกันถึง 7 วัน ต่อการซัก 1 ครั้ง โดยไม่เกิดกลิ่นอับและยังคงประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อถึงแม้จะซักทำความสะอาดมากถึง 90 ครั้ง(มีอายุการใช้งานนานถึง 1 ปี) นอกจากนี้ยังออกแบบให้สวมใส่ง่าย สบาย หายใจสะดวก และมีขนาดที่กระชับเข้ากับใบหน้า ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ครั้งแรกของโลก โดยฝีมือคนไทย




ปัจจุบันมีหลายองค์กรได้ใช้บริการ ซีทัชแมสก์ เพราะคุ้มค่าและยังเสริมภาพลักษณ์ให้กับองค์กร เช่น Siam Laser Clinic(SLC), โรงพยาบาลภูมิพล, PSG Jewelry, Thai-Denmark, รถไฟฟ้าสายสีแดง(SRT Red Lines) 

ผู้ที่สนใจข้อมูลผลิตภัณฑ์ ซีทัช สามารถค้นหารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ www.ztouchbrand.com / Facebook https://www.facebook.com/ztouchofficial โทร 065-717-5816 หรือ สั่งซื้อได้ที่ Line Official : @ztouchofficial , https://bit.ly/3vNZWtG Facebook : Z-Touch Thailand , https://bit.ly/3sSh7Zt Shopee : ztouch_officialstore , https://bit.ly/361UxVf Lazada : https://bit.ly/3HRB2Mh






อัลลี่ จัดกิจกรรมเปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก ชวน นท เดอะสตาร์ พร้อมเหล่ายูทูปเบอร์สาว ร่วมปลูกปะการังและทดสอบกันแดด

posted Apr 7, 2022, 12:52 AM by Maturos Lophong


อัลลี่ จัดกิจกรรมเปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก ชวน นท เดอะสตาร์
พร้อมเหล่ายูทูปเบอร์สาว ร่วมปลูกปะการังและทดสอบกันแดดใหม่
ปกป้องผิวจากรังสียูวีแบบไร้สารอันตรายต่อปะการัง สัตว์ทะเลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม



อัลลี่ (Allie) แบรนด์ผลิตภัณฑ์กันแดดชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น โดย บริษัท คาเนโบ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำเสนอความงามในรูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความงาม เพื่อโลกที่ยังยืน” ล่าสุดเปิดตัวผลิตภัณฑ์กันแดดใหม่ปกป้องผิวจากรังสียูวี พร้อมเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไร้สารอันตรายต่อปะการังและสัตว์ทะเล พร้อมชวน “นท เดอะสตาร์” นางฟ้าเกาะเต่าและเหล่ายูทูปเบอร์สาวร่วมกิจกรรม Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการอนุรักษ์ทะเล พร้อมร่วมกันปลูกปะการังและทดสอบคุณสมบัติครีมกันแดดใหม่ ณ อุทยานใต้ทะเล เกาะขาม สัตหีบ จังหวัดชลบุรี




กิจกรรม “Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก” เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและท้องทะเล ต่อเนื่องจากที่ อัลลี่ ประเทศญี่ปุ่น จัดทำโครงการร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของฮาวาย ในการจัดกิจกรรมเชิงอนุรักษ์ช่วยฟื้นคืนทะเลให้กลับมางดงาม ภายใต้แนวคิด “ความงาม เพื่อโลกที่ยังยืน”

นอกจากจัดกิจกรรมดังกล่าวแล้ว อัลลี่ ยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกส่วนของผลิตภัณฑ์ ทั้งการยกเลิกการใช้สารดูดซับรังสียูวีจำพวก OMC ที่ประกอบด้วยสาร Octinoxate, Oxybenzone, 4-Methylbenzylid Camphor (4MBC) และ Butylparaben ซึ่งมีงานวิจัยพบว่าเป็นอันตรายต่อสัตว์ทะเลบางชนิดและขัดขวางการเจริญเติบโตของปะการัง โดย อัลลี่ ได้พัฒนานวัตกรรมเนื้อเจลใหม่ที่สามารถจับตัวกันเป็นโครงสร้างแบบตาข่าย เกิดเป็นชั้นฟิล์มบางๆ ช่วยกันแดด ยึดติดผิวได้ดีและให้ผลในการดูดซับรังสียูวีได้เช่นเดียวกับสาร OMC อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพการกันแดด SPF50+/PA++++ และมีความเบาสบาย ไม่หนักผิว ป้องกันการเสียดสีและกันน้ำได้สูงสุด รวมไปถึงในส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่ผลิตจากวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับกิจกรรม “Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก” ที่จัดขึ้นที่ประเทศไทยนั้น เนื่องจากประเทศไทยมีทรัพยากรทางทะเลที่สมบูรณ์ มีทะเลที่สวยงาม มีความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล สัตว์ทะเลและปะการัง ที่ต้องช่วยกันรักษาไว้ให้เป็นสมบัติของโลก โดย อัลลี่ เลือกเปิดตัวกิจกรรมครั้งนี้ ณ อุทยานใต้ทะเล เกาะขาม สัตหีบ จังหวัดชลบุรี เพราะเกาะขามเป็นแห่งแรกที่มีการเคลื่อนย้ายปะการังที่กำลังเสื่อมโทรม มาไว้ที่เกาะขามเพื่อพัฒนาและเสริมสร้างแนวปะการังในบริเวณที่เสื่อมโทรมและตายไปให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นแหล่งเพาะพันธ์และปลูกปะการังที่สำคัญของไทยอีกด้วย




โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นมีการเชิญคณะผู้บริหาร อัลลี่ ประเทศไทย พร้อมด้วย นท พนายางกูร (นท เดอะสตาร์) และเหล่ายูทูปเบอร์สาว มาร่วมเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองในการอนุรักษ์ปะการังและท้องทะเลไทย กับ อาจารย์ประสาน แสงไพบูลย์ ผู้คิดค้นวิธีการปลูกปะการังเขากวางผ่านท่อพีวีซี ถึงเทคนิคและวิธีการฟื้นฟูปะการัง พร้อมร่วมลงมือปลูกประการังเขากวางในพื้นที่อุทยานใต้ทะเลเกาะขามสัตหีบ รวมถึงร่วมกันทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดใหม่จาก อัลลี่ ระหว่างทำกิจกรรมในครั้งนี้อีกด้วย


ด้าน นท พนายางกูร หรือ นท เดอะสตาร์ ซึ่งพักหลังเดินหน้ากับงานด้านอนุรักษ์ท้องทะเลที่เกาะเต่าอย่างเต็มตัว จนได้รับฉายา นางฟ้าเกาะเต่า กล่าวถึงที่มาของงานอนุรักษ์และการร่วมกิจกรรม “Allie เปิดท้องทะเลไทย หัวใจรักษ์โลก” ว่า “เริ่มจากเป็นคนชอบดำน้ำ แล้วอยากทำอะไรที่ลึกซึ้งมากขึ้น เลยอยากเรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม เพราะพอเราดำไปถึงจุดหนึ่งเรารู้ว่า แค่ไม่กี่ปีปะการังเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ตายไปเยอะมาก จากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะของน้ำเอง หรือจากการท่องเที่ยว ทุกวันนี้เลยไม่ใช่ดำน้ำเพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ดำเพื่อให้เข้าใจว่า สิ่งแวดล้อมตรงนั้นเป็นอย่างไรและเราจะดูแลมันอย่างไรได้บ้าง ถ้านับระยะเวลาที่หันมาทำงานด้านนี้อย่างจริงจังก็ประมาณ 3 ปีแล้ว





กิจกรรมที่ได้มาร่วมกับ อัลลี่ ในวันนี้ รู้สึกชื่นชมความใส่ใจและการให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมของอัลลี่ ทำให้รู้สึกสบายใจที่สามารถใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อปะการังและสัตว์ทะเล พอได้รับการติดต่อให้มาร่วมกิจกรรม นท ทราบถึงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และแนวคิดของโครงการ ทำให้ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในทันที ยิ่งได้ทดลองใช้ระหว่างจัดกิจกรรมเห็นได้เลยว่ากันแดดได้ดีมาก ติดผิวดี ไม่เหนียวตัวและยังได้รับความรู้เกี่ยวกับการปลูกและดูแลรักษาปะการัง ซึ่งจะนำไปปรับใช้กับงานอนุรักษ์ที่เกาะเต่าด้วย

ส่วนตัวอยากให้มีกิจกรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้นเยอะๆ เพื่อให้คนเข้าใจถึงความสัมพันธ์และความสำคัญของธรรมชาติ เรากับธรรมชาติต้องอยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่เอาจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ต้องคืนกลับให้เค้าด้วย รักตัวเองก็อย่าลืมดูแลตัวเองและสิ่งแวดล้อมด้วย เราต้องอยู่กับโลกใบนี้ มันเป็นโลกใบเดียวที่เรามี ถ้าเราไม่ดูแลเค้าแล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน เวลาไปเที่ยวเอาอะไรไป เอากลับมาให้หมด อย่าทิ้งเอาไว้ ดูแต่ตามืออย่าจับทุกๆ อย่างใต้น้ำ ต้องขอบคุณ อัลลี่ แทนคนไทยทุกคนอีกครั้ง ที่ให้ความสำคัญกับทะเลไทยและเลือกเป็นสถานที่จัดกิจกรรมเพื่อสารต่อแนวคิดนี้ไปยังประเทศอื่นๆ ต่อไป



สธ. ทีเส็บ และพันธมิตรปลื้มงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ประสบผลสำเร็จเกินคาด

posted Mar 28, 2022, 1:42 AM by Maturos Lophong


สธ. ทีเส็บ และพันธมิตรปลื้มงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ประสบผลสำเร็จเกินคาด

ผอ. ใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าวชื่นชม สร้างมูลค่าจับคู่ธุรกิจและการเจรจาการค้ากว่า 10,658 ล้านบาท

ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ปิดงานยิ่งใหญ่ ประสบความสำเร็จเกินคาด กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตรผู้ร่วมจัดงานปลื้มตลอด 4 วัน ของการจัดงาน ประชาชนให้ความสนใจเข้าชมงานและร่วมกิจกรรมจำนวนมาก เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ สามารถสร้างมูลค่าการเจรจาการค้า การลงทุน การจับคู่ธุรกิจและการจำหน่ายสินค้าในธุรกิจการแพทย์และสุขภาพกว่า 10,658 ล้านบาท พร้อมได้รับการชื่นชมจากผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ด้านการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการกระจายวัคซีนโควิด-19 ของประเทศไทย ทำให้สามารถเดินหน้าจัดงานฯ ได้อย่างยิ่งใหญ่





นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง ความสำเร็จของการจัดงานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ที่พึ่งจบไปเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมาว่า แม้จะเป็น ครั้งแรกของการจัดงานและผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายจนต้องเลื่อนการจัดงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (COVID-19) ถึงวันนี้ นับได้ว่าตลอดระยะเวลาการจัดงาน 4 วันที่ (17- 20 มีนาคม 2565) ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดงาน ทั้งสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (สสปน.) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้วางไว้

โดยการจัดงานเน้นไปที่การสนับสนุนและการจัดแสดงในลักษณะห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ ด้วยแนวคิด “การขับเคลื่อนนวัตกรรม การดูแลสุขภาพอัจฉริยะ” (Empowering Smart Healthcare Innovations) ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้รับประโยชน์ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความสามารถและการบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศไทย ล่าสุดประเทศไทยมีโรงพยาบาลได้รับการจัดอันดับให้เป็นโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2565 (The World's Best Hospitals 2022) มีระบบการบริหารจัดการโรคติดต่อ และวัคซีนที่ดี มีความพร้อมในการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในระดับสากล รวมทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ ทำให้เป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติว่า ประเทศไทยเป็นเมืองเป้าหมายด้านสุขภาพของโลกอย่างแท้จริง

โดยการจัดงานฯ ในครั้งนี้ยังได้รับคำชื่นชมจาก ดร.เทดรอส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Dr. Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ให้เกียรติร่วมพิธีเปิดงานฯ ผ่าน Video Conference ซึ่งประกาศความเชื่อมั่นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และระบบวัคซีนของโลก โดยเน้นย้ำให้ทุกประเทศทำงานร่วมกันในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ และร่วมกันบริจาควัคซีนให้กับประเทศที่มีรายได้น้อย พร้อมแสดงความยินดีกับประเทศไทยที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และการกระจายวัคซีนได้เป็นอย่างดี จนทำให้เกิดการจัดงานครั้งนี้ขึ้น ซึ่งการสานต่อความสำเร็จของการจัดงานฯ นั้น จะเป็นการเตรียมตัวเป็นเจ้าภาพจัดงาน Specialised Expo ในปี 2571 ภายใต้ชื่องาน “Expo 2028 – Phuket Thailand” รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพด้วยสมุนไพรไทย การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาพื้นบ้าน รวมทั้งการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเอเปคในปี 2565




ด้านนายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวว่า ความสำเร็จของการจัดงานฯ ครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือเป็นอย่างดีของทุกฝ่ายทั้งพันธมิตรภาครัฐและเอกชนภายใต้แนวทาง หนึ่งกระทรวง หนึ่งงานนิทรรศการ (One Ministry One Expo) เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ภายในประเทศ โดยการสร้างงานมหกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุขระดับชาติที่ใหญ่ที่สุด นอกจากจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนภายในประเทศและนานาชาติแล้ว ยังสร้างรายได้ที่มีมูลค่าทางธุรกิจสูงอีกด้วย

ในฐานะที่เป็นงานที่เกิดขึ้นครั้งแรกและยังอยู่ในสถานการณ์โควิด เราถือว่าประสบความสำเร็จสูงมากสามารถสร้างมูลค่าจากการค้า การเจรจาธุรกิจ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในแบบ Online และ On Site ได้สูงถึง 10,658 ล้านบาท โดยเป็นการจับคู่ธุรกิจแบบ Online ทั้งหมด 241 คู่ธุรกิจ และ On Site ทั้งหมด 200 คู่ธุรกิจ และคาดว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่องได้อีกจาก E-Marketplace ของการจัดงาน ซึ่งยังคงเปิดให้บริการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.thailandhealthexpo.com

นอกจากจะประสบความสำเร็จด้านธุรกิจจากการจัดงานแล้ว จำนวนผู้เข้าร่วมงานยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 5 หมื่นคน ซึ่งการจัดงานแบบไฮบริด (Hybrid) ทำให้มีความสะดวกต่อการเข้าร่วมงานของทั้งผู้ร่วมงานในประเทศและต่างประเทศที่สามารถเยี่ยมชมการจัดงาน ร่วมฟังการประชุมสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจต่างๆ และร่วมกิจกรรมกับการจัดงานได้เสมือนมาร่วมการจัดงานจริงผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงยังได้รับความสนใจจากประชาชนในการเข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับเด็กและวัคซีนกระตุ้นเข็ม 3 อีกเป็นจำนวนมาก

งานไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ เอ็กซ์โป 2022 ถือเป็นต้นแบบและมาตรฐานใหม่ของการจัดงานตามแนวทางปฏิบัติสำหรับการจัดงานไมซ์ตามมาตรการความปลอดภัยสำหรับองค์กร (COVID free setting) ภายใต้การจัดงานแบบ 2HY (Hygiene & Hybrid) ที่นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการจัดงานเพื่อความปลอดภัย ซึ่งจะสร้างความมั่นใจต่อการจัดประชุม สัมมนา การจัดงานแสดงสินค้าและงานอีเว้นต์ต่าง ๆ ในประเทศให้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพและปลอดภัย



BEAUTY ตั้งเป้าเทิร์นอะราวด์ รายได้โต 65% ปีนี้

posted Feb 20, 2022, 11:19 PM by Maturos Lophong



BEAUTY ตั้งเป้าเทิร์นอะราวด์ รายได้โต 65% ปีนี้


ปรับกลยุทธ์จัดเต็ม พร้อม Refreshing Brand รุกตลาด


BEAUTY ตั้งเป้าเทิร์นอะราวด์ปีนี้ รายได้เติบโต 65% รักษาอัตรากำไรสุทธิ 10% ชู 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ Re Model / Refresh Branding / Re Structuring ครั้งใหญ่ ลุยตลาดแมสทั้งในและต่างประเทศ เสริมทัพ 2 ผู้บริหารใหม่ รุกช่องทางจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพสู่ตลาดมวลชน มุ่งเน้นสินค้า BEAUTY & WELLNESS


ดร.พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน) (BEAUTY) ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวภายใต้แนวคิด Live a Beautiful Life เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทวางเป้าหมายผลประกอบการกลับมามีกำไร มีฐานะการเงิน กระแสเงินสดที่แข็งแกร่ง คาดว่ารายได้ปีนี้จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 65% หรือ อยู่ที่ประมาณ 680 ล้านบาท และรักษาอัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 10% โดยสัดส่วนรายได้แบ่งตามช่องทางการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย ช่องทางต่างประเทศ 37% ช่องทางค้าปลีก (Retail) 27% ช่องทางค้าส่ง (Trading) 24 % และช่องทาง E-Commerce 12%





ทั้งนี้บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ โดยเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน และพัฒนาธุรกิจให้กลับมาแข็งแกร่งภายใน 3 ปี โดยในปีนี้จะเริ่มจาก 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ (Re Model) 2. ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Refresh Branding) 3.ปรับโครงสร้างบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ (Re Structuring)


โดยในส่วนของการ Re Model ได้ปรับเพิ่มช่องทางจำหน่ายหลักจากร้าน BEAUTY BUFFET เป็นการพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดแมส ( Mass Market ) อย่างเต็มรูปแบบ ผ่านตัวแทนจำหน่าย 13 รายใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งจะเน้นการขยายจุดจำหน่ายสู่ร้าน General Trade ทั้งในรูปแบบวางจำหน่ายสินค้าในร้านค้าและรูปแบบ Store in Store ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศรวม 8,600 แห่ง พร้อมทั้งเน้นการกระจายสินค้าเข้าสู่ร้าน Modern Trade รวม 6,000 แห่ง และเพิ่มสินค้าใหม่ในจุดจำหน่ายเดิม ขณะที่ BEAUTY BUFFET SHOP จะมีการเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่ให้มีความทันสมัย เป็น Professional ด้านผลิตภัณฑ์ การแนะนำเกี่ยวกับความงามอย่างครบวงจร สำหรับกลุ่มลูกค้าทุกเพศ ทุกวัย ซึ่งขณะนี้บริษัทได้ทยอยปรับปรุงสาขาไปแล้วจำนวน 3 แห่ง คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ทั้ง 50 แห่งทั่วประเทศ ภายในไตรมาส 2/65

ช่องทาง E-Commerce จะเน้นเพิ่มความสามารถการนำเสนอสินค้ากับกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น พัฒนาระบบบริหารจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพ อีกทั้งเพิ่มแพลตฟอร์มการเข้าถึงสินค้าให้มีความหลากหลายทั้งเว็บไซต์ของบริษัท, Market Place ชั้นนำ, Social Media ที่มีศักยภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการการเข้าถึงได้ทุกช่องทาง สั่งซื้อง่าย และได้รับสินค้าถูกต้อง รวดเร็ว



ส่วนช่องทางตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าวางจำหน่ายใน 13 ประเทศ (จีน ฮ่องกง ไตหวัน อินโดนีเซีย กัมพูชา เวียดนาม พม่า ลาว มาลเซีย บรูไน ฟิลิปปินส์ อินเดีย ญี่ปุ่น) ในปีนี้จะเน้นกระจายสินค้าเข้าสู่พื้นที่ต่างๆของแต่ละประเทศ และทำการตลาดให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในวงกว้างร่วมกับตัวแทนจำหน่ายมากขึ้น ขณะที่โมเดลการขายแบบ Product License ในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลักของ BEAUTY ปัจจุบันมีสินค้าทั้งสกินแคร์และเมคอัพ ที่ตัวแทนนำไปผลิตและจำหน่ายรวม 12 รายการ คาดว่าในปีนี้มีโอกาสเติบโตมากขึ้น เนื่องจากสามารถออกสินค้าได้รวดเร็ว ลดขั้นตอน ค่าใช้จ่ายในการนำเข้า-ส่งออก และตรงความต้องการของกลุ่มลูกค้า บริษัทมีแผนขยายตัวแทนจำหน่ายและจำนวนรายการสินค้าที่ให้ License เพิ่มเติมด้วยเช่นกัน





“จากการปรับรูปแบบการจำหน่าย การสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม BEAUTY & WELLNESS ในช่วงที่ผ่านมา และมีการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค การเปลี่ยนแปลงสำคัญในปีนี้อีกประการ คือ การปรับภาพลักษณ์แบรนด์ (Refresh Branding) ของ BEAUTY BUFFET ให้มีความทันสมัย สนุกสนาน เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม ซึ่งในช่วงต่อจากนี้บริษัทจะมีการสื่อสารการตลาดด้วยภาพลักษณ์ใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์แบบ O2O เต็มรูปแบบ และพรีเซนเตอร์ที่หลากหลาย” ดร.พีระพงษ์ กล่าว


นอกจากนี้ BEAUTY ยังมีการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน การบริหาร (Re Structuring) ครั้งใหญ่ ลดขนาดองค์กรให้เหมาะสมกับรูปแบบธุรกิจ และสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิต การขาย และค่าใช้จ่ายในการบริหารได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ยอดขายทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


อีกทั้งมีการเพิ่มทีมบริหารใหม่ 2 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจค้าปลีก และการบริหารจัดการตัวแทนจำหน่าย เข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่ง พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อขยายตลาดตาม Business Model ใหม่ต่อไป

1-10 of 142