IT



การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากการทำ Digital Transformation

posted Apr 9, 2021, 1:06 AM by Maturos Lophong


การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากการทำ Digital Transformation

โดย รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์



ทีมวิทยากรของสถาบันไอเอ็มซี ได้มีโอกาสไปบรรยาย และทำ Workshop ในหัวข้อ Digital Transformation ให้กับหลาย ๆองค์กร สิ่งหนึ่งที่ทีมงานจะนำมาให้ผู้เรียนทำเสมอในตอนท้ายก็คือ การเขียน Business Model Canvas (BMC) สำหรับการจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจ (Business Transformation) ในยุคของดิจิทัล เพราะการทำ Digital Transformation คือ การปรับกลยุทธ์และอาจต้องคิดโมเดลของธุรกิจใหม่โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วย มากกว่าที่จะคิดเพียงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ยังมีโมเดลธุรกิจเดิมๆซึ่งอาจกำลังเกิด Digital Disruption

Business Model Canvas เป็นเครื่องมือที่ช่วยออกแบบโมเดลธุรกิจผ่านปัจจัยทั้ง 9 ด้านที่ครอบคลุมส่วนสำคัญๆ ต่อธุรกิจ BMC ถูกพัฒนา และนำเสนอโดย Alexander Osterwalder และ Yves Pigneur ในหนังสือชื่อ Business Model Generation (ปี พ.ศ. 2552) เพื่อเป็นเทมเพลตที่ช่วยออกแบบแบบจำลองธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจ และทำให้สามารถช่วยประเมินธุรกิจในด้านต่าง ๆ 9 องค์ประกอบคือ

1. Value Propositions คุณค่าของธุรกิจ
2. Customer Segment กลุ่มของลูกค้าเป้าหมายของเรา
3. Customer Relationships การสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า
4. Channels ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
5. Key Activities กิจกรรมหลักที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
6. Key Partners พาร์ทเนอร์หลักของเรา
7. Key Resource ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ
8. Revenue Streams รายได้ของของธุรกิจมาจากแหล่งใด
9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ





BMC ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจต่าง ๆ อาจต้องกลับมาทบทวน Business Model ที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้รูปแบบธุรกิจแบบเดิมก็อาจเริ่มเปลี่ยนไปในยุคไอทีที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งมีเรื่องของอินเตอร์เน็ต และ Smartphone เข้ามา และกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้งในยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เราต้องทำ Digital Transformation

เลยอยากเขียนสรุปสั้นๆให้เห็นว่า องค์ประกอบแต่ละด้านของ Business Model Canvas มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปวางแผนปรับโมเดลธุรกิจในการทำ Digital Transformation ดังนี้

1. Value Proposition ในรูปแบบเดิมเมื่อกล่าวถึงคุณค่าของธุรกิจหรือจุดเด่น ส่วนใหญ่ก็อาจมองที่สินค้าหรือบริการทีดีกว่า ราคาที่ดีกว่า มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือมีแบรนด์ เมื่อเทคโนโลยีไอทีเข้ามาคุณค่าที่จะต้องพิจารณาขึ้นก็อาจเป็นเรื่องของการเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่านเว็บไซต์ โมบาย หรือสามารถทำ Self-service ได้ แต่ในยุคของดิจิทัลที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 สิ่งที่จะเป็นคุณค่าเพิ่มขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องของ สินค้าและบริการที่สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ (Customisation) หรือตรงความต้องการของลูกค่าแต่ละคน (Personalization) หรือมีเรื่องของบริการย่อย ๆ (Microservices) หรืออาจมีคุณค่าในแง่ของความปลอดภัยด้านไอทีที่แตกต่างกับธุรกิจอื่น ๆ เป็นต้น

2. Customer Segment ในรูปแบบเดิมกลุ่มของลูกค้าเป้าหมายอาจมองในแง่ของอายุ เพศ อาชีพ หรือพื้นที่ แต่ด้วยยุคของดิจิทัลทำให้เราสามารถทำกลุ่มเป้าหมายย่อยได้ (Micro segmentation) โดยการใช้ Data Analytics และเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ๆใหม่ ๆ เช่น กลุ่ม Digital Native กลุ่ม Gamer กลุ่ม Youtuber กลุ่ม Influencer/Blogger และยังสามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรม (Behavioral segmentation) หรือปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายแบบพลวัต (Dynamic segmentaion) โดยการใช้ real-time sensor เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปตามสถานการณ์

3. Customer Relationships ในรูปแบบเดิมการสร้างสายสัมพันธ์เน้นเป็นรายบุคคล ตามโอกาสต่าง ๆ เน้นการสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือ ที่อาจเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ในยุคของไอทีก็เริ่มมีการนำระบบ CRM (Customer Relationship Management) มาใช้งานมากขึ้น มีการพูดถึงการทราบตัวตนของลูกค้าที่อาจเป็น Digital ID เช่น ติดต่อผ่านอีเมล แต่ในยุคดิจิทัลปัจจุบันการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอาจทำผ่าน Social Media หรือเป็นการสร้างกระแสทางดิจิทัล (Digital Viral) การพูดคุยกับลูกค้าอาจเป็น Dialog ที่กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้การระบุตัวตนของลูกค้าก็อาจยากขึ้นเพราะหลายคนอาจเป็นอวตารไม่ใช้บัญชีจริง

4. Channels ในรูปแบบเดิมช่องทางการเข้าถึงลูกค้าอาจเป็นผ่านการโฆษณา การทำตลาดผ่านสื่อต่าง ๆ ส่งโปรชัวร์ มีระบบ Call Center พอมาถึงในยุคไอทีก็จะมีการสร้างเว็บ การส่งอีเมล การทำ E-Commerce และระบบออนไลน์ต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันคือยุคของ App ยุคที่ต้องเข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นลำดับแรก (Mobile First) ต้องใช้ช่องทางที่หลากหลาย (Omnichannel) ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Beacon, Augmented Reality และต้องเน้นประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ที่อาจวัดความพึงพอใจด้วย Net Promoter Score (NPS)

5. Key Activities ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ การสร้างนวัตกรรม การขาย การทำตลาด การบริหารภายใน แต่ในยุคไอทีก็เริ่มมีการทำ Digitizing แปลงของขัอมูล และกระบวนการต่างๆให้อยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ สำหรับยุคดิจิทัล ในปัจจุบันคงต้องเพิ่มกิจกรรมในการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น การทำการตลาดแบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนระบบขึ้นสู่ Cloud Computing การชำระเงินในรูปแบบใหม่ๆผ่าน Mobile-payment หรือการนำระบบ RPA (Robot Process Automation) เข้ามาใช้ในองค์กร

6. Key Partners ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นหาคู่ค้าช่วยในการขาย การโฆษณา แต่ในปัจจุบันคงต้องเพิ่มความหลากหลายที่อาจมองถึงเรื่องของ คู่ค้าที่เป็นตัวกลาง/แพลตฟอร์ม กลุ่มที่เป็น Startup กลุ่ม Venture Capital กลุ่ม Freelance กลุ่มพันธมิตรในโครงการต่าง ๆ ที่ทำด้านเทคโนโลยี หรือโครงการอย่าง Smart City และบางครั้งอาจรวมถึงลูกค้าที่จะมาช่วยในการทำงาน

7. Key Resource ในรูปแบบเดิมทรัพยากรที่จำเป็นคือเงินทุน บุคลากร อุปกรณ์และสินทรัพย์ต่างๆหรือระบบไอที แต่ในปัจจุบันทรัพยากรที่จำเป็นอาจเน้นเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น เช่นการมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระบบ Mobile App อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ระบบหุ่นยนต์ ระบบ AI และ ระบบ Open-API เป็นต้น

8. Revenue Streams ในรูปแบบเดิมรายได้คงมาจากการขายสินค้า และบริการในรูปแบบเดิม ต้องบริหารกระแสเงินสด ต้องหาเงินลงทุน พอมาในยุคไอทีรูปแบบของรายได้เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นเข่น Prepaid, Pay-as-you-go หรือรายได้จากโฆษณา ในปัจจุบันกระแสดิจิทัลเข้ามาเต็มที่ทำให้เริ่มมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิมอีกมากอาทิเช่น Freemium, Fee-in-Free-Out, Pay-to-win, Ownership-to-access หรือ Dynamic pricing เป็นตัน

9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจซึ่งก็คือการประมาณการค่าใช้จ่ายในแบบเดิมที่มีมา และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีมากนัก หากองค์กรใดต้องการที่จะทำ Digital Transformation ก็อาจสามารถเริ่มต้นด้วยการทำ Business Model Canvas แล้ววางแผนในบริบทที่ควรจะเปลี่ยนไปในยุคดิจิทัลตามที่กล่าวมาในที่นี้

ผู้เขียน : รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี

หมายเหตุ : ในส่วนของสถาบันไอเอ็มซีจะมีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation อยู่ในหลายวิชา ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com

“ดีป้า” ผนึกกำลัง Nintendo - TGA - อินโฟเฟด เปิดโครงการ depa Game Accelerator Program ครั้งแรกในไทย

posted Mar 2, 2021, 12:31 AM by Maturos Lophong


“ดีป้า” ผนึกกำลัง Nintendo - TGA - อินโฟเฟด

เปิดโครงการ depa Game Accelerator Program ครั้งแรกในไทย

ปั้นผู้ผลิต-พัฒนาเกมสัญชาติไทยก้าวสู่เวทีระดับสากล

2 มีนาคม 2564, กรุงเทพมหานคร - สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย และ อินโฟเฟด เปิดตัวโครงการ depa Game Accelerator Program ครั้งแรกในประเทศไทย เฟ้นหาสุดยอดผู้ผลิตและผู้พัฒนาเกมสัญชาติไทยใน 4 หมวดเกมยอดนิยม ติดอาวุธให้มีศักยภาพและมาตรฐานเทียบเคียงระดับโลก ก่อนเปิดโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ และการทดลองเกมในตลาดจริง เพื่อรับความคิดเห็นจากเหล่าเกมเมอร์ก่อนวางจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเผยมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ปี2563 ที่มีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากอุตสาหกรรมเกมเป็นสำคัญ


ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเปี่ยมศักยภาพที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างเป็นระบบ ภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีการประเมินว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกมจะช่วยสร้างรายได้และอาชีพให้กับประเทศอย่างมหาศาล

ดังนั้น ดีป้า ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลเล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมเกม และมีเป้าหมายในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถ ควบคู่กับการวางรากฐานความเป็นมืออาชีพแก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมมือกับ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) และ บริษัท อินโฟเฟด จำกัด เปิดตัวโครงการ depa Game Accelerator Program Batch 1 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้พัฒนาเกมสัญชาติไทยใน 4 หมวดเกมยอดนิยม ประกอบด้วย Action, Adventure, Strategy และ Sport (Casual game) ให้มีศักยภาพและมาตรฐานเทียบเคียงกับผู้ประกอบการระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจทีมละ 3 – 5 คนในแต่ละหมวดเกม ก่อนคัดเลือกเหลือ 10 ทีมที่จะได้เรียนรู้ และเสริมสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาเกม พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ภายในระยะเวลาทั้งสิ้น 42 ชั่วโมง

“สำหรับ 4 ทีมสุดท้าย (1 ทีมในแต่ละหมวดเกม) ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสต่อยอดกับ Nintendo (Licensed Developer) พร้อมการสนับสนุนค่าชุดพัฒนาเกม และเปิดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนในอุตสาหกรรมเกมผ่านรูปแบบการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) รวมถึงการทดลองเกมในตลาดจริง เพื่อเปิดรับความคิดเห็นจากกลุ่มผู้เล่นเกมจริงก่อนวางจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.ณัฐพล กล่าว

ด้าน นายจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ก่อตั้ง อินโฟเฟด กล่าวว่า คุณสมบัติผู้สมัครโครงการ depa Game Accelerator Program Batch 1 จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้บริษัทหรือเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้ประกอบการเกม ผู้ประกอบการที่มีฐานผลงาน (Prototype) มาก่อน และเกมที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นเกมที่พัฒนาสำหรับสมาร์ทโฟนเท่านั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวเปิดรับสมัครแล้ววันนี้ไปจนถึงวันที่ 13 มีนาคมนี้ และจะทำการคัดเลือกระหว่างวันที่ 23-27 มีนาคม ก่อนประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 30 มีนาคม


ขณะที่ นายเนนิน อนันต์บัญชาชัย นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย เปิดเผยว่า มูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยปี 2563 มีมูลค่าสูงถึง 600,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมดิจิทัล และมีมูลค่าสูงกว่า 34,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น อุตสาหกรรมแอนิเมชัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท อุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ มูลค่า 2,000 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกม ที่มีมูลค่าสูงกว่า 29,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 85% ของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์โดยภาพรวม ซึ่งสัดส่วนรายได้หลักของอุตสาหกรรมเกมมาจากสมาร์ทโฟนถึง 61% หรือคิดเป็นมูลค่า 17,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ มีการประเมินว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัว 15% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 39,000 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมเกมมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 16.1% คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 33,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือเป็นก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเกมยุคใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต


มร.คะมอง โยชิมุระ หัวหน้าส่วนงานความสัมพันธ์ พับบลิชเชอร์และดีเวลลอปเปอร์ นินเท็นโด ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า Nintendo มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ ดีป้า ในการผลักดันและสนับมรสนุนอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยผ่านโครงการ depa Game Accelerator Program Batch 1 โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดเกม Console มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Nintendo เล็งเห็นถึงโอกาสที่ดีสำหรับนักพัฒนาเกมในประเทศไทยที่จะได้รับการต่อยอดการพัฒนาเกมผ่านแพลตฟอร์มของ Nintendo Switch และเครื่องมือพัฒนาเครื่องเกม Nintendo Switch โดยเฉพาะ Nintendo dev kit ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาเกมในประเทศมีโอกาสเข้าถึงระบบนิเวศของ Nintendo เพื่อสรรค์สร้างเกมอย่างไร้ขีดจำกัดและตอบสนองต่อความต้องการในตลาดมากที่สุด

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ KBTG และกสิกรไทย นำเทคโนโลยีไร้สัมผัส จำหน่ายตั๋วหนังผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติรายแรก

posted Dec 21, 2020, 6:29 PM by Maturos Lophong



เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ KBTG และกสิกรไทย นำเทคโนโลยีไร้สัมผัส 

จำหน่ายตั๋วหนังผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติรายแรก

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ KBTG และกสิกรไทย นำเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) ให้บริการจำหน่ายตั๋วหนังผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติที่แรกของเมืองไทย ให้ลูกค้าใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์บันเทิงยุค New Normal ได้อย่างมั่นใจ ใช้คิวอาร์โค้ดแทนการปริ้นซ์ตั๋วกระดาษ สอดรับโครงการ Green Cinema โรงภาพยนตร์รักษ์โลก ด้านกสิกรไทยชี้เทคโนโลยี Contactless ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป นำมาใช้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดี สะดวก และความยั่งยืนทางธุรกิจให้กับบริษัท

นายนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ภายใต้มาตรการรักษาความสะอาดและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โรงภาพยนตร์ก็เป็นอีกหนึ่งกิจการที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบริการได้ตามปกติ โดยจำเป็นจะต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ชัดเจน และการรักษาความสะอาดและความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในรูปแบบ Cinema New Normal ดังนั้น บริษัทฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป ด้วยการนำเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) มาประยุกต์ใช้กับการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ผ่านช่องทางจำหน่ายตั๋วหนังที่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ E-Ticket ที่สามารถตอบโจทย์และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของโรงภาพยนตร์ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าที่มาซื้อบัตรชมภาพยนตร์ สามารถเลือกซื้อได้โดยไม่จำเป็นจะต้องสัมผัสที่หน้าจอของตู้ (Contactless & Touchless) รวมไปถึงการรับบัตรชมภาพยนตร์ที่ไม่จำเป็นต้องปริ้นท์ตั๋วออกมาในรูปแบบกระดาษอีกต่อไป แต่จะได้รับคิวอาร์โค้ดในสมารท์โฟนแทน ซึ่งจะทำให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วกว่า ที่สำคัญคือจะเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษ ประหยัดพลังงาน และรักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ซึ่งเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวนี้ผ่านโครงการ Green Cinema โรงภาพยนตร์รักษ์โลก สำหรับเทคโนโลยีไร้สัมผัสนี้จะเริ่มนำร่องใช้ที่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา โดยมีแนวทางการร่วมมืออีกหลายโปรเจคในอนาคตที่จะทยอยเปิดตัวออกมาตลอดทั้งปี 2564 นี้ คาดว่าเทคโนโลยีไร้สัมผัสจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการปรินท์ตั๋วได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการปรินท์ตั๋วปกติ

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดเผยว่า KBTG ร่วมมือกับบมจ.เมจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผู้นำด้านการให้บริการโรงภาพยนตร์ ในการนำเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) ผ่านตู้จำหน่ายตั๋วหนังอัตโนมัติ E-Ticket ต่อยอดประสบการณ์การเข้าชมภาพยนตร์และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่เเละเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีจากธนาคารกสิกรไทย และ KBTG โดยลูกค้าสามารถเลือกชมภาพยนตร์ จำนวนที่นั่ง ชำระเงิน รับตั๋วชมภาพยนตร์ผ่านระบบของตู้จำหน่ายตั๋วหนังอัตโนมัติ ซึ่งจะแสดง QR Code เพื่อให้ลูกค้าใช้สมาร์ทโฟนสแกนรับตั๋วแทนการใช้กระดาษ (Paperless) เพื่อเข้าชมภาพยนตร์

นายเรืองโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี Contactless สามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าเเละความยั่งยืนให้กับธุรกิจของทางบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เพื่อตอบรับกับวิถีชีวิต New Normal ของคนไทย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดปริมาณกระดาษที่ใช้ ส่งผลให้ต้นทุนการบริการลดลงอีกด้วย เทคโนโลยี Contactless ของ KBTG สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการลดการสัมผัสได้ โดยสามารถติดต่อเพื่อร่วมโปรเจค Co-Innovation ได้ที่ www.kbtg.tech/contact โดยเลือกหัวข้อ Business/Partner Proposals

ด้านนายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทย กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป และบมจ.เมจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป นับเป็นครั้งแรกในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) มาใช้กับธุรกิจกลุ่มเอนเตอร์เทนเมนท์ โดยนำเทคโนโลยี ReKeep บริการบัตรชมภาพยนตร์ในรูปแบบดิจิทัล ที่ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่สามารถรับบัตรชมภาพยนตร์ในรูปแบบดิจิทัลผ่านการสแกน QR Code ช่วยลดการสัมผัส ลดการใช้การดาษ (Paperless) และยังช่วยลดโลกร้อน ช่วยลดการสัมผัสในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยที่มุ่งเน้นการให้บริการที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการชำระเงินแบบสังคมไร้เงินสด

เคแบงก์ จับมือ ลู อินเตอร์เนชันแนล และ โรโบเวลธ์ ผนึกพลังพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘FinVest’

posted Nov 16, 2020, 10:12 PM by Maturos Lophong



เคแบงก์ จับมือ ลู อินเตอร์เนชันแนล และ โรโบเวลธ์ ผนึกพลังพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘FinVest’


แอปฯ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนทุกคน ซื้อขายกองทุนได้ทั้งในไทยและทั่วโลก


ตั้งเป้ามูลค่าลงทุนรวมกว่า 14,000 ล้านบาท


ธนาคารกสิกรไทย ลู อินเตอร์เนชันแนล และ บลน.โรโบเวลธ์ ผนึกความแข็งแกร่งระดับโลก เปิดตัว ‘FinVest’ (ฟินเวสท์) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลงทุน ด้วยแนวคิด “ติดปีกการลงทุนให้คุณ” (Your Wings Your Ways) แอปฯ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนทุกระดับ โหลดแอป FinVest ครั้งเดียวพร้อมเปิดบัญชี สามารถซื้อขายกองทุนรวมจากบลจ. ชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้โดยตรง เพิ่มทางเลือกการลงทุนและโอกาสสร้างผลตอบแทนทั่วโลก เตรียมเปิดให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศได้ต้นปีหน้า ตั้งเป้าในปีแรกมียอดเปิดบัญชี 120,000 บัญชี และมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 14,000 ล้านบาท


นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2563 ตลาดการเงินในประเทศไทยมีมูลค่า 44 ล้านล้านบาท มีการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ 4.8 ล้านล้านบาท หรือราว 10% เราพบว่าผู้ลงทุนในกองทุนรวมมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ และชอบทำรายการลงทุนบนช่องทางดิจิทัล มีความสนใจในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น นอกจากนี้เรายังพบว่าการลงทุนในรูปแบบ Open Architecture มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี การพัฒนาแพลตฟอร์ม FinVest ในรูปแบบดิจิทัล เป็นการเสริมศักยภาพการลงทุนให้กับนักลงทุนรายย่อยในประเทศไทย สามารถลงทุนในกองทุนรวมได้ทั่วโลกผ่าน FinVest ได้โดยตรง โดยเป็นการพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างธนาคารที่เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแบงกิ้ง ร่วมกับลู อินเตอร์เนชันแนล (Lu International) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท ลูแฟ๊กซ์ โฮลดิ้ง (Lufax Holding) ในเครือผิงอันกรุ๊ป (Ping An Group) บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งมีทีมงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยมี บลน. โรโบเวลธ์ จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Wealth Tech เป็นผู้ดูแลการให้บริการแพลตฟอร์ม FinVest เพื่อให้เข้ากับตลาดทุนไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ความร่วมมือดังกล่าวยังตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน (Banking Service) เต็มรูปแบบ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแบงกิ้งของธนาคารฯ ผสานกับความเชี่ยวชาญของพันธมิตรระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทค เพื่อทำให้บริการของธนาคารเข้าไปอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่

มร. คิท วอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลู อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) กล่าวว่า ลู อินเตอร์เนชันแนล บริษัทในเครือผิงอันกรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน มีจุดแข็งในการบริหารจัดการด้านการลงทุน และมีทีมงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก เล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญที่มีความก้าวหน้าด้านการสร้างการเติบโตในการลงทุน และเศรษฐกิจ อย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย และโรโบเวลธ์ ในการพัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุน ‘FinVest’ จะช่วยตอบสนองความต้องการของนักลงทุนในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนด้วยตัวเอง ลู อินเตอร์เนชันแนล เชื่อมั่นว่าการนำเสนอแพลตฟอร์ม ‘FinVest’ สู่ตลาดไทยจะช่วยยกระดับการลงทุนในรูปแบบดิจิทัลของไทยไปสู่แถวหน้าของภูมิภาค


นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) โรโบเวลธ์ จํากัด กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนการลงทุนเพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อชีวิตหลังเกษียณ จากประชากร 70 ล้านคนในประเทศไทย มีน้อยกว่า 5% ที่เป็นผู้ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม เนื่องจากคนทั่วไปมักกังวลเรื่องความเสี่ยง คิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก ทำให้ต้องใช้เวลามาก และมีความเข้าใจผิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น การให้บริการบนแพลตฟอร์ม ‘FinVest’ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้นักลงทุนเข้าถึงช่องทางลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้ โดยการได้รับข้อมูลวิเคราะห์การลงทุนในรูปแบบที่กระชับและเข้าใจง่าย นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา ที่ได้ผ่านการคัดเลือกโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญร่วมกับผู้บริหารใน Product Screening Committee โดยโรโบเวลธ์จะให้บริการการเปิดบัญชี ซื้อขายหน่วยลงทุน ตลอดจนศูนย์บริการลูกค้า ผ่านแพลตฟอร์ม ‘FinVest’ ซึ่งเชื่อมต่อกับ Robowealth Open API ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของบริษัท

‘FinVest’ คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลงทุน ภายใต้แนวคิด ‘ติดปีกการลงทุนให้คุณ’ ทำให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนได้ “ง่าย” เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FinVest จะได้รับข้อมูลที่มีเนื้อหาเข้าใจง่าย คมชัด และ “ชี้เป้า” การลงทุนอย่างเป็นกลาง และสามารถเปิดบัญชีได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยลูกค้าเลือกผูกบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย หรือธนาคารไทยพาณิชย์ได้ เน้นความ “หลากหลาย” สามารถลงทุนในกองทุนรวมต่าง ๆ ของบลจ.ชั้นนำในประเทศไทย 15 บลจ. ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของอุตสาหกรรม และบลจ.ชั้นนำจากทั่วโลกผ่านแอปฯ FinVest ได้โดยตรง กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนมีความ “น่าเชื่อถือ” ที่ได้มาตรฐานฟินเทคระดับโลก

วิธีสมัครใช้งาน “FinVest”

ดาวน์โหลดแอป FinVest จาก iOS App Store Google Play Store และ Huawei App Gallery: finvest


ลูกค้าใหม่: ดาวน์โหลดแอป FinVest และกรอกเบอร์มือถือและใส่รหัสแบบใช้งานครั้งเดียว (OTP) เพื่อใช้งานแอปฯ ในการหาข้อมูลและชี้เป้าการลงทุนบนแอปฯ ได้ทันที และเมื่อกรอกข้อมูลการสมัคร พร้อมถ่ายภาพบัตรประชาชนและถ่ายภาพตนเอง เพื่อยืนยันตัวตน จึงสามารถเปิดบัญชีสำหรับซื้อขายกองทุนได้

ผู้ใช้งาน odini: แค่ดาวน์โหลดแอป FinVest และกรอกเบอร์มือถือที่ใช้งานกับ odini เพื่อใส่รหัสแบบใช้งานครั้งเดียว (OTP) ก็สามารถใช้บริการซื้อขายกองทุนได้ทันที


พิเศษช่วงเปิดตัว เมื่อดาวน์โหลด และเปิดบัญชีลงทุนสำเร็จรับเงินเข้าบัญชี FinVest 200 บาท (17 พ.ย. 63 – 31 ธ.ค. 63) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘FinVest’ เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3nsvYEm


FinVest Facebook Fan Page: @finvestapp Line id: @finvest หรือโทร 02-026-6222

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง จัดงาน COMMART XTREME

posted Oct 28, 2020, 7:30 PM by Maturos Lophong




เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง 

แถลงจัดงาน COMMART XTREME

โปรแรง ช้อปกระหน่ำ ส่งท้ายปี

26 - 29 พฤศจิกายน 2563 ณ ไบเทค บางนา

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำ แถลงข่าวจัดงานมหกรรมสินค้าไอซีทีระดับประเทศ COMMART XTREME ครั้งที่ 55 ภายใต้แนวคิด “โปรแรง ช้อปกระหน่ำ ส่งท้ายปี” ครบครันทุกไลน์สินค้าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมโปรโมชั่นสุดร้อนแรงเอาใจนักช้อปส่งท้ายปี และการประกาศ “Commart Award 2020” รางวัลแห่งความภูมิใจ ที่คัดสรรสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 คุ้มค่า ครบครันในงานเดียว พบกัน 26-29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ EH 98 - 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “โค้งสุดท้ายของการจัดงานคอมมาร์ตในปีนี้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้เราเชื่อว่างานจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แม้สภาวะเศรษฐกิจจะยังชะลอตัวอยู่บ้างแต่ภาครัฐก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ งานคอมมาร์ตครั้งนี้ก็อยู่ในช่วงของการใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าเพื่อลดหย่อนภาษีตามมาตรการดังกล่าวพอดี ซึ่งสินค้าไอทีก็เป็นสินค้าที่อยู่ในความต้องการของผู้บริโภค นับเป็นโอกาสดีของคนที่ต้องการซื้อสินค้าในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการช้อปปิ้ง บวกกับสถานการณ์โควิดในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแบบ New Normal ได้อย่างเหมาะสม

ด้านของแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีที่เข้าร่วมครั้งนี้ เราได้รับความร่วมมืออย่างดี จาก ACE, Advice, Asus, Banana, E-Quip, CSC, Empura, Epson, Huawei, HP, iStudio by SPVI, IT City, J.I.B, MSI, Powerbuy, SPEED Computer, Ascenti, AMD, SVOA, WD และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์มีสินค้าออกใหม่ที่เราจะได้เห็นในงานครั้งนี้ รวมถึงสินค้าอีกมากมายทั้งที่ออกไปแล้วก็นำมาลดราคาจัดโปรโมชั่นกันอย่างดุเดือด ส่งผลดีกับผู้ซื้อที่จะได้ของในราคาที่คุ้มค่า ทำให้เชื่อว่างานครั้งนี้จะสำเร็จตามที่คาดหวัง และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมไอทีให้เติบโตอีกด้วย”

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “ในงานคอมมาร์ตส่งท้ายปีครั้งนี้ ถือเป็นงานที่เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ร่วมงานทุกท่าน นอกจากจะได้พบกับสุดยอดร้านไอทีแกดเจ็ต สมาร์ทโฮม จากความร่วมมือของแบรนด์ดัง รีเทลใหญ่ ทั้งแบรนด์เจ้าประจำ และแบรนด์ใหม่ ๆ มารวมไว้ภายในงานคอมมาร์ตมากที่สุด ที่จะทำให้ผู้บริโภคได้พบกับสินค้าครบครันทุกไลน์สินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตใหม่ New Normal แล้วนั้น ยังมาพร้อมกับการประกาศ “Commart Award 2020” รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่มอบให้กับสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 จากทุกแบรนด์ทุกเทคโนโลยีรวม 40 รางวัล โดยรางวัลนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากสถิติผู้ซื้อสินค้าภายในงานคอมมาร์ตตลอดปี 2020 ซึ่งเป็นความคิดเห็นจากผู้ร่วมงานและคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ Influencer ด้าน IT กับสินค้าและบริการด้านไอทีในหมวดต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แกดเจ็ต ที่วางขายในปี 2020 อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการโหวตให้คะแนนรางวัลผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อนำมาจัดอันดับเป็นตัวเลือกให้กับผู้ซื้อด้วย รางวัลนี้จึงถือเป็นเครื่องหมายสำคัญในการการันตีคุณภาพให้กับเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัล

นอกจากนี้ยังจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุด ไว้สำหรับทุกคนที่จะมาร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่


1. The Best Technology พบกับการประกาศ “Commart Awards 2020” รางวัลแห่งความภูมิใจ ที่คัดสรรสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 ประกาศผลพร้อมช้อปกันได้จริงใน Commart XTREME


2. The Best Promotion พบกับโปรชั่นคับคั่ง


. Commart Voucher คูปองแทนเงินสดที่แจกให้กับขาช้อปผ่านกิจกรรมออนไลน์ นำมาใช้ซื้อสินค้าภายในงาน


· Commart Big Bonus อัพยอดซื้อด้วยโปรโมชั่น ซื้อครบทุก 3,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล Gift Voucher, iPhon 12 Pro Max, Play Station 5 และอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 2 แสนบาท



· Commart จอดฟรี เพียงช้อปสินค้าภายในงาน ครบทุก 5,000 บาท รับสิทธิ์จอดรถฟรีนาน 3 ชั่วโมง

· หลากหลายโปรโมชั่นจากแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้าชั้นนำที่เข้าร่วมแสดงงาน


3. The Best Service


· Commart Live พบกับการไลฟ์สด ส่งตรงจากงาน Commart ทั้งแนะนำสินค้า โปรโมชั่น ที่คัดมาให้ได้นักช้อปได้ดูแบบเรียลไทม์ ตลอด 4 วัน


· Commart รับหิ้ว บริการสุดเอ็กคลูซีฟ เอาใจนักช้อปที่ไม่สะดวกมางาน สามารถให้ทีมงาน Commart ไปหิ้วของในงานแล้วส่งตรงถึงบ้านได้เลย และมากกว่าแค่การรับหิ้ว เพราะมีทีมบก.ผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำในการเลือกสินค้า มั่นใจว่าได้ของดีตรงใจแน่นอน


4. The Best Retail พบกับแบรนด์ ร้านค้า ชั้นนำรวมไว้ในงานเดียว อาทิ ACE, Advice, Asus, Banana, E-Quip, CSC, Empura, Epson, Huawei, HP, iStudio by SPVI, IT City, J.I.B, MSI, Powerbuy, SPEED Computer, Ascenti, AMD, SVOA, WD และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด


อีกทั้งผู้มาในงานยังมั่นใจได้กับความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ที่เราจัดเตรียมไว้อย่างรอบด้านเป็นไปตามมาตรการของภาครัฐ พร้อมด้วยความร่วมมืออีกทั้งยังได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ที่ได้เข้ามาร่วมติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์ (μTherm-FaceSense) ในการคัดกรองคนในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าชมงานสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างอุ่นใจ เสมือนอยู่บ้านอีกด้วย” นายพรชัย กล่าวปิดท้าย 


งาน COMMART XTREME จัดโดย บมจ.เออาร์ไอพี ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรธุรกิจเข้าร่วมแสดงเทคโนโลยีภายในงานคับคั่ง ร่วมด้วย Media Partner ที่ช่วยการประชาสัมพันธ์ อาทิ Techhub, eLeader, Business+, Beartai, Extreme IT, it24hrs., MRT, NBS และ Overclockzone



อย่าลืมมาพบกันที่งาน “Commart XTREME” ระหว่างวันที่ 26 - 29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ EH 98 - 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เข้าชมฟรี! ตลอดทั้งงาน เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา ติดตามข่าวสารโปรโมชั่นและกิจกรรม หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.commartThailand.com, www.facebook.com/commartThailand , Line:@Commart, และ twitter.com/Commart

“โรบินฮู้ด” แอปเพื่อคนตัวเล็ก ทางเลือกใหม่ฟู้ดเดลิเวอรี

posted Oct 26, 2020, 1:12 AM by Maturos Lophong



“โรบินฮู้ด” แอปเพื่อคนตัวเล็ก ทางเลือกใหม่ฟู้ดเดลิเวอรี พร้อมเปิดทดลองให้บริการ 26 ตุลาคมนี้
• ร้านอาหารรายย่อยมากกว่า 16,000 ร้าน สร้างงานให้ไรเดอร์กว่า 10,000 คน



“โรบินฮู้ด” แพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีสัญชาติไทย โดย บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด ในเครือเอสซีบี เท็นเอกซ์ (SCB 10X) พัฒนาขึ้นจากความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารโดยเฉพาะร้านเล็ก ๆ จำนวนมากกว่า 16,000 ร้านค้า ในการเพิ่มโอกาสการขาย แก้ปัญหาที่เดิมไม่สามารถค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูง ด้วยการไม่คิดค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม (จีพี) ร้านค้าได้รับเงินเร็วภายใน 1 ชั่วโมง ทำให้มีกระแสเงินหมุนเวียนในการต่อยอดธุรกิจและช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ


นอกจากนี้ โรบินฮู้ดแพลตฟอร์มของคนไทยยังมีส่วนช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนส่งอาหารหรือไรเดอร์อีกกว่า 10,000 คน ท่ามกลางภาวะเปราะบางในตลาดแรงงานที่ตัวเลขอัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้น และช่วยให้ไรเดอร์ได้รับเงินรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่ต้องสำรองเงินเพื่อจ่ายค่าอาหารให้กับลูกค้า ด้วยโรบินฮู้ดกำหนดให้ระบบชำระเงินเป็นดิจิทัลเพย์เมนต์ 100% ให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินค่าอาหารให้กับร้านค้าได้ผ่านการตัดบัญชีใน SCB EASY หรือตัดบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเติมเงิน ปลอดภัยไม่ต้องสัมผัสเงินสด และมีร้านอาหารทางเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้ามากขึ้นโดยเฉพาะร้านเล็ก ๆ ร้านใกล้บ้าน รวมถึงร้านที่ไม่เคยอยู่บนแพลตฟอร์มส่งอาหารใดมาก่อนอีกด้วย

โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นตั้งใจให้ “โรบินฮู้ด” เป็นแอปฯ ที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาแพลตฟอร์มให้ดียิ่งขึ้น จึงได้เปิดทดลองให้บริการสั่งอาหารในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตั้งแต่วันที่ 26 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป ก่อนเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในช่วงต้นปี 2564


จุดเด่น “โรบินฮู้ด” แอปเพื่อคนตัวเล็ก ทางเลือกใหม่ฟู้ดเดลิเวอรีไทย

1. ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์ม (จีพี)

§ ช่วยผู้ประกอบการรายเล็กให้มีโอกาสเพิ่มรายได้หรือกำไรนอกจากการขายหน้าร้าน โดยไม่ต้องมีต้นทุนเพิ่มเติมจากการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ลูกค้าได้รับอาหารที่มีคุณภาพราคาและปริมาณเดียวกับการซื้อที่ร้าน

2. ช่วยเหลือและสนับสนุนร้านค้าในการนำร้านขึ้นสู่แพลตฟอร์มออนไลน์

§ มีทีมที่คอยดูแลช่วยเหลือร้านค้าโดยเฉพาะร้านเล็ก ๆ ที่อาจจะไม่มีความชำนาญในการใช้ แอปพลิเคชัน ให้สามารถเริ่มรับออเดอร์ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ รวมไปถึงการช่วยเหลือในการสร้างความน่าสนใจให้แก่ร้านอาหารผ่านรูปเมนูที่สวยงามและการเขียนบรรยายอาหาร 

3. เงินสดเข้าร้านทันที

§ ร้านค้าได้รับเงินทันทีภายใน 1 ชั่วโมง หลังจากที่อาหารและเครื่องดื่มส่งถึงบ้านลูกค้า ช่วยให้ร้านค้ามีสภาพคล่อง มีกระแสเงินหมุนเวียนในการต่อยอดและช่วยให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปอย่างราบรื่น

4. ช่วยร้านค้าเพิ่มรายได้นอกช่วงเวลาขายดี (off-peak)

§ โดยปกติร้านค้าบนแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีจะมีช่วงเวลาขายดีอยู่สองช่วง คือ มื้อกลางวัน (11.00 – 13.00 น.) และมื้อเย็น (17.00 – 19.00 น.) โดยช่วงเวลาที่เหลือนอกจากนั้น (off-peak) ยอดขายจะลดลง โรบินฮู้ดจึงได้นำเอา dynamic delivery pricing เข้ามาช่วยเพิ่มโอกาสทางการขาย ผ่านการกระตุ้นการสั่งอาหารด้วยราคาค่าส่งที่โดนใจทั้งวัน

5. ส่วนลดจากร้านค้า 8% ทั้งปีทุกเมนู คืนกำไรให้ผู้บริโภค 

§ ร้านค้าสามารถเลือกเข้าร่วมเพื่อมอบส่วนลด 8% ให้แก่ลูกค้าได้ โดยส่วนลดจะส่งต่อโดยตรงไปให้แก่ลูกค้า เพื่อเพิ่มโอกาสทางการขาย คืนกำไรกลับสู่ลูกค้า และเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว (customer engagement)

6. ใช้งานง่าย

§ โรบินฮู้ดให้ความสำคัญกับความต้องการและประสบการณ์การใช้งานที่ลูกค้าจะได้รับ จึงได้ออกแบบการสั่งอาหารผ่านแอปฯ ให้สามารถทำได้อย่างง่าย ๆ ไม่เกิน 3 คลิก รวมถึงมีการนำ AI มาใช้ในการทำ Personalization เพื่อแนะนำร้านอาหารที่น่าสนใจ ตรงกับความชอบของลูกค้าแต่ละคน

7. ผลักดันและสนับสนุนสังคมไร้เงินสด

§ เน้นการชำระเงินแบบไร้เงินสดด้วยระบบการชำระเงินแบบดิจิทัลเพย์เมนต์ ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือกชำระค่าอาหารผ่านการตัดบัญชีใน SCB EASY หรือตัดบัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรเติมเงิน และได้รับประสบการณ์การชำระเงินแบบไร้รอยต่อ (seamless customer payment experience) 

8. สร้างงานสร้างรายได้ให้คนส่งอาหารหรือไรเดอร์ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม

§ คนส่งอาหารหรือไรเดอร์ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม ไม่ต้องกังวลเรื่องการสำรองเงินสำหรับจ่ายค่าอาหารให้กับลูกค้า เมื่อรับงานส่งอาหารจากโรบินฮู้ดคนส่งอาหารจะได้รับประกันอุบัติเหตุและประกันโควิด-19 ฟรีถึงสิ้นปี 2563

9. โครงการสร้างงานสร้างโอกาสให้กับผู้ที่สนใจส่งอาหาร

§ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอาชีพคนส่งอาหารหรือไรเดอร์ให้กับผู้ที่ไม่มีจักรยานยนต์เป็นของตนเองในช่วงต้นปี 2564 โดยการให้เช่าจักรยานยนต์พร้อมการจ้างงานแบบรายวันจากพาร์ทเนอร์ของ โรบินฮู้ด

10. ฟีเจอร์ใหม่ที่เตรียมพร้อมให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในต้นปี 2564

§ โรบินฮู้ดมีแผนที่จะพัฒนาฟีเจอร์ใหม่และบริการเพิ่มเติมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าผู้ใช้งาน เช่น multiple order ที่ให้ลูกค้าสามารถทำการสั่งอาหารจากหลายร้านค้าได้โดยไม่ต้องรอให้ออเดอร์แรกเสร็จสมบูรณ์ multiple pick up ลูกค้าสามารถสั่งอาหารจากหลายร้านค้าในบริเวณใกล้เคียงกันในออเดอร์เดียว การนำคะแนนสะสมในบัตรเครดิตมาใช้ในการชำระเงิน การพัฒนา Robinhood wallet เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกในการจ่ายเงินในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น เป็นต้น

“หน้าที่ของ “โรบินฮู้ด” คือ การเป็นสะพานเชื่อมระหว่างร้านเล็กร้านน้อยกว่า 16,000 ร้านกับลูกค้าของร้านให้เจอกัน เพื่อช่วยให้ร้านอาหารมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขายผ่านแพลตฟอร์มส่งอาหาร ลูกค้ามีความสุขจากการได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพและปริมาณเท่ากับนั่งทานในร้าน และในระหว่างการเชื่อมต่อนั้นเรายังตั้งใจที่จะช่วยสร้างงานที่มีผลตอบแทนที่เป็นธรรมอีกนับหมื่นงานให้กับผู้ส่งอาหารหรือไรเดอร์ที่จะเป็นผู้เชื่อมต่อสำคัญในส่งมอบความสุขจากร้านอาหารถึงมือลูกค้า ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นจากร้านเล็ก ๆ ที่เดิมอาจจะไม่มีกำลังพอที่จะไปอยู่บนแพลตฟอร์มส่งอาหารได้ รวมถึงร้านน่าลอง ร้านดังระดับตำนานอีกหลายร้านที่ไม่เคยอยู่บนแพลตฟอร์มส่งอาหารไหนมาก่อนก็ให้เกียรติเข้าร่วมบนแพลตฟอร์มโรบินฮู้ดในครั้งนี้ รวมถึงร้านค้าพันธมิตรอีกมากมาย”

“ทางโรบินฮู้ดจึงใคร่ขอเชิญร้านค้าที่สนใจค้าขายบนแพลตฟอร์มส่งอาหารเข้าร่วมกับเรา ขอชวนผู้บริโภคเข้าร่วมใช้บริการของแพลตฟอร์มและให้คำแนะนำ ติชมเพื่อทำให้เราสามารถพัฒนาแพลตฟอร์มนี้ให้เติบโตและเป็นประโยชน์กับคนตัวเล็ก ๆ ของประเทศ เป็นกำลังใจให้ทั้งผู้ค้าขายและผู้ขับขี่ส่งอาหารเพื่อช่วยกันให้ผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปด้วยกัน" นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวทิ้งท้าย


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

§ เว็บไซต์ www.robinhood.in.th

§ Robinhood Call Center โทร. 02-777-7564


HAPPY VENTURES ผนึก HUAWEI CLOUD Thailand และ SUNMI Thailand

posted Oct 8, 2020, 8:17 PM by Maturos Lophong



HAPPY VENTURES ผนึก HUAWEI CLOUD Thailand และ SUNMI Thailand

พัฒนา NextGen FinTech สร้าง HAPPY PAY นวัตกรรมทางการเงินแนวใหม่


นายวรกร วีราพัชร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แฮปปี้ เวนเจอร์ส จำกัด พร้อมด้วย นางสาวปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานกรรมการ ธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด และ นายภคิน เผิง ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซันมี่ ไทยแลนด์ จำกัด ร่วมแถลงข่าว เปิดตัวธุรกรรมการเงินออนไลน์ใหม่ HAPPY PAY นวัตกรรมทางการเงิน ตอบโจทย์ NextGen FinTech รองรับโอกาส และการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ยุคสังคมไร้เงินสด โดยมี นายสุรพงษ์ วัฒนานนท์ ร่วมงานด้วย ณ ชั้น 39 บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จํากัด เมื่อเร็วๆ นี้

SiS จับมือ Nutanix เปิดตัว “Private Cloud as a Service”

posted Sep 2, 2020, 1:55 AM by Maturos Lophong




SiS จับมือ Nutanix เปิดตัว “Private Cloud as a Service” 


บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้นำธุรกิจ IT Distribution ในประเทศไทย และเป็นผู้ให้บริการ Cloud สำหรับองค์กรภายใต้ชื่อ "SiS Cloud Services" ร่วมมือกับ Nutanix Thailand ผู้นำด้าน platform สำหรับ Enterprise Cloud จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวบริการ “Private Cloud as a Service” บริการคลาวด์รูปแบบใหม่ เจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการระบบที่ยืดหยุ่นเหมือน public cloud เพิ่ม ลดการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว และจ่ายค่าบริการเป็นรายเดือนได้ รวมถึงมี infrastructure สำหรับใช้งานแบบส่วนตัว ตอบโจทย์ความต้องการของ IT ยุคใหม่ที่เน้นเรื่องความคุ้มค่าในการใช้งาน และปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้งานได้อย่างคล่องตัวเพื่อตอบรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในอนาคต โดยมี นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากขวา) นายพันธนา ณ ตะกั่วทุ่ง ผู้จัดการทั่วไปแผนกคลาวด์ บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (ที่ 2 จากขวา) และ นายทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Nutanix (Thailand) (ที่ 3 จากซ้าย) ร่วมแถลงข่าว ณ โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว กรุงเทพ ฟอร์จูน เมื่อเร็วๆนี้


บุคคลในภาพจากซ้ายไปขวา

1. นายธเนศ สัตตะรุจาวงษ์ Territory Account Manager บริษัท Nutanix (Thailand)

2. นายสุรักษ์ ธรรมรักษ์ SE Manager บริษัท Nutanix (Thailand)

3. นายทวิพงศ์ อโนทัยสินทวี ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท Nutanix (Thailand)

4. นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

5. นายพันธนา ณ ตะกั่วทุ่ง ผู้จัดการทั่วไปแผนกคลาวด์ บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

6. นายทวีศักดิ์ สินพิพัฒน์มงคล ผู้จัดการทั่วไป บริษัทเอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

โครงการ การประกวดคลิปวิดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” ปีที่ 3

posted Aug 27, 2020, 8:02 PM by Maturos Lophong   [ updated Aug 27, 2020, 11:27 PM ]


ซีพีแรม ร่วมกับ มีเดียอาตส์ มจธ. ตอกย้ำความสำเร็จ 

เดินหน้าชวน นร.- นศ. ทั่วประเทศ สร้างพลัง “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste”

ตระหนักลดความสูญเปล่าทางอาหารอย่างต่อเนื่อง ปีที่ 3


บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับ สาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เปิดตัวโครงการ การประกวดคลิปวิดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” ปีที่ 3 เชิญชวนนักเรียน - นักศึกษาทั่วประเทศ แชร์ไอเดีย สร้างพลังผ่านคลิปวีดีโอความยาว 3 นาที ณ ห้อง GREAT ROOM ชั้น 3 โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจากนายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด และผศ.บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ ประธานสาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้

ในปีนี้ ซีพีแรม ร่วมกับ มีเดียอาตส์ มจธ. เชิญชวนนักเรียน นักศึกษาทั่วประเทศ ร่วมส่งผลงานเข้าร่วมประกวดคลิปวิดีโอ “ คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste ” โดยโครงการดังกล่าว ดำเนินการต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยโครงการดังกล่าวเริ่มต้นจากการตั้งคำถามจากสิ่งที่เราเห็นจากอาหารในจานที่เราทานไม่หมด กองอยู่ตรงหน้าที่มีแต่เศษอาหารเหลือจากการทาน หรือแม้แต่ผักและผลไม้ที่เน่าเสียอยู่ในตู้เย็น ประกอบกับการพูดถึงของคนทั้งโลก รวมถึงองค์กรยูนิเซฟถึงความยากจน การโหยหาอาหาร ความหิวโหยของเด็กน้อยในแอฟริกา หรือประเทศที่อยู่ในสภาวะสงคราม ที่ทำให้ขาดแคลนอาหาร รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ แม้แต่ในประเทศไทยเองที่ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินทอง เมืองอู่ข้าวอู่น้ำ อยู่ที่ไหนไม่อดตาย แต่ก็ยังมีในหลายพื้นที่ห่างไกล ที่ยังขาดแคลนอาหาร อาหารไม่เพียงพอ เข้าถึงอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ มีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญ ในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง และลดความสูญเปล่าทางอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม 

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด เปิดเผยว่า ซีพีแรมได้ดำเนินการลด Food Loss ในองค์กรอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งเสริมการลด Food Waste ในกลุ่มผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องเช่นกันในระยะหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปตามแนวทาง Food 3S (Food Safety, Food Security และ Food Sustainability) ขององค์กร โดย S ตัวที่สอง ที่เรียกว่า Food Security หรือความมั่นคงทางอาหารที่ทุกคนสามารถเข้าถึงอาหารได้อย่างปลอดภัย และมั่นคง ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อย่างใดขึ้นก็ตาม มีความสอดคล้องกับแนวทางขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ ที่วางเป้าหมายของวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 โดยมีเป้าหมายหนึ่งคือโลกที่ปราศจากความหิวโหย (Zero Hunger) ด้วยการมีความมั่นคงทางอาหาร และปลอดจากภาวะการหิวโหยทุกรูปแบบ ซึ่งทุกคนจะสามารถเข้าถึงอาหารจากการกระจายอย่างทั่วถึง และมีคุณค่าโภชนาการได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี และตลอดไป

 ขณะที่การจะเกิดความมั่นคงทางอาหารได้นั้น จะต้องมีทรัพยากรหรือวัตถุดิบทางอาหารอันจะเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรอาหารและการผลิตร่วมกัน ระหว่างผู้ผลิตอาหารและเกษตรกร ตลอดจนอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมวัตถุดิบทั้งหมด และรวมไปถึงกระบวนการจัดจำหน่ายที่จะช่วยส่งต่ออาหารไปถึงมือผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึงและปลอดภัย อันจะต้องมีความใส่ใจของการสร้างความมั่นคงทางอาหารร่วมกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความต้องการในการบริโภคและวัตถุดิบที่มีอย่างยั่งยืน และสำหรับ S ตัวที่สาม ที่เรียกว่า Food Sustainability เป็นการดูแลกระบวนการผลิตและส่งมอบให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเมื่อถึงปลายน้ำคือผู้บริโภค ก็จะมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกันให้เกิดความยั่งยืน เพราะหากมีการบริโภคแบบทิ้งขว้างจนกลายเป็นความสูญเปล่าของอาหารก็จะส่งผลกระทบไปยังสิ่งแวดล้อม ซึ่งข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นมาทั่วโลกจะกลายเป็นอาหารสูญเปล่าที่ไม่ถูกทาน (Food Waste) หากนำไปฝังกลบจะก่อเกิดก๊าซมีเทนซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก หรือโลกร้อน การดำเนินการโครงการประกวดคลิปวิดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” จึงเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสูญเปล่าทางด้านอาหาร และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่องในอนาคต 

นายวิเศษ ยังกล่าวต่ออีกว่า วันนี้ซีพีแรมได้ดีเดย์เปิดเพจ Facebook ที่ชื่อว่า “ กินหมดจด ไร้ Food Waste ” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยน และแชร์ไอเดียตลอดจนแรงบันดาลใจในการลดความสูญเปล่าทางอาหาร หรือ Food waste ซึ่งเป็นการขยายผลสู่ทุกกลุ่มคนในสังคม โดยจะมีการจัดแคมเปญในการร่วมแบ่งปันไอเดีย และมีการมอบรางวัลให้ผู้โชคดี ที่เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวแคมเปญ และกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนในได้ที่ Facebook : กินหมดจด ไร้ Food Waste 

ด้านผศ.บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ ประธานสาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างความตระหนักในเรื่องลดความสูญเปล่าทางอาหารอย่างจริงจัง เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต การสร้างสรรค์สื่อเพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นจริงในโลกใบนี้ เป็นการบูรณาการศาสตร์ด้านการผลิตสื่อสร้างสรรค์ กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเราอาจจะไม่สามารถหยุดเหตุกาณ์อันเลวร้ายนี้ได้ แต่เราเป็นจุดเล็กๆ ที่ผสานรวมกันจนเกิดพลังอันยิ่งใหญ่ที่จะทำให้เหตุกาณ์ดังกล่าวชะลอการเกิดขึ้นได้ และหวังว่าถ้าคนที่ได้เห็นผลงานสร้างสรรค์ดังกล่าวจะส่งผลให้มีความตระหนักและเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมในการลดความสูญเปล่าทางอาหาร จนสามารถสร้างความอิมแพคในสังคมและโลกใบนี้ เหตุการณ์เลวร้ายดังกล่าวอาจจะหยุดการเกิดขึ้นได้

จากข้อมูลโครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า 1 ใน 3 ของอาหารที่ผลิตขึ้นทั่วโลกในแต่ละปี หรือประมาณ 1.3 พันล้านตัน จะกลายเป็นความสูญเปล่าทางอาหาร หรือ Food Waste และถูกปล่อยให้เน่าเสียไปอย่างเปล่าประโยชน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 3.3 พันล้านตันต่อปี จำนวนอาหารที่ถูกทิ้งขว้างเหล่านี้มีมูลค่ารวมกันกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราว 31 ล้านล้านบาท และเพียงพอนำไปเลี้ยงดูผู้คนที่หิวโหยได้มากถึง 870 ล้านคน และจากสถานการณ์ขาดแคลนอาหารของประชากรโลก ผู้คนที่อดอยากหิวโหยจำนวน 870 ล้านคนนั้น จำนวนเกินกว่าครึ่งหรือราว 552 ล้านคน อาศัยอยู่ในภูมิเอเชียแปซิฟิค ซึ่งนับรวมประเทศไทยด้วยเช่นกัน สาเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติความสูญเปล่าทางอาหารเกิดจาก ระบบการจำหน่ายมีกระบวนการควบคุมที่ไม่เหมาะสม การซื้อสินค้า และการเตรียมอาหารที่มากเกินจำเป็น ไปจนถึงความสูญเปล่าทางอาหารจากการบริโภค ทั้งในส่วนที่เหลือทาน และเลือกบริโภค รวมถึงสหประชาชาติ ยังตั้งเป้าลดความสูญเปล่าทางอาหารของโลกลงครึ่งหนึ่งในระดับค้าปลีกและผู้บริโภค และลดการสูญเสียอาหารจากกระบวนการผลิต และห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว ภายในปี 2573

คิวรอน ยอดขายออนไลน์พุ่ง จับมือช้อปปี้จัด “ช้อปปี้ ซูเปอร์แบรนด์เดย์ เลอซาช่า แกรนด์ เซล”

posted May 24, 2020, 11:20 PM by Maturos Lophong


คิวรอน เติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจโควิด ยอดขายออนไลน์พุ่ง ตั้งเป้าปี 63 เติบโต 100 ล้านบาท 

เดินหน้าโกยยอด จับมือช้อปปี้จัด “ช้อปปี้ ซูเปอร์แบรนด์เดย์ เลอซาช่า แกรนด์ เซล”

ผนึกกำลังส่งมอบผลิตภัณฑ์ความสวยความงามให้หญิงไทย ขนทัพสินค้า อัดโปรลดจัดหนักกว่าทุกปี

เตรียมช้อปรับความสวยงาม พร้อมกันทั่วประเทศวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ วันเดียวเท่านั้น!!!

บริษัท คิวรอน จำกัด (Kuron Co.,Ltd.) ผู้นำด้านอุปกรณ์สุขภาพและความงาม จับมือ ช้อปปี้ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ร่วมแคมเปญใหญ่ “ช้อปปี้ แบรนด์ส เฟสติวัล” เอาใจคุณผู้หญิง คืนกำไรให้ลูกค้า ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย พร้อมสวยมั่นใจสู้ภัยวิกฤตโควิด-19 ด้วยโปรโมชั่นพิเศษ และดีลสุดคุ้มใน “ช้อปปี้ ซูเปอร์แบรนด์เดย์ เลอซาช่า แกรนด์ เซล” ลดจัดหนักกว่าทุกครั้ง กับกองทัพสินค้าเพื่อความสวยความงาม เลอซาช่า และสินค้าในเครือคิวรอน อาทิ สปาร์คเคิล, คิวรอน, เจสันฯลฯ ช้อปสุดคุ้มราคาสบายกระเป๋า รับส่วนลดสูงสุดถึง 70% พร้อมแจกโค้ดรับเงินคืนเพิ่มอีกสูงสุด 60% สินค้าดีราคาเด็ดจัดให้ช้อปได้วันที่ 23 พฤษภาคมนี้ เพียงวันเดียวเท่านั้น คาดแคมเปญนี้จะสร้างยอดขายให้คิวรอนมีการเติบโตของการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 100%”




นายธิติ รัตตมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวรอน จำกัด เปิดเผยถึงความร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับช้อปปี้ ว่า “ช้อปปี้ ถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ที่เป็นผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เป็นอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มอันดับหนึ่งที่ครองใจทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย คิวรอนและช้อปปี้เราเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นมากว่า 3 ปี ปัจจุบันลูกค้าของคิวรอนมีการสั่งซื้อสินค้าในเครือคิวรอนผ่านช่องทางออนไลน์ในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์เลอซาช่าที่มียอดการสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์สูงสุดอันดับหนึ่งของคิวรอน ซึ่งช้อปปี้ถือเป็นหนึ่งช่องทางในการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ของเรา และด้วยสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจเป็นวงกว้าง ทำให้พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด คิวรอนเองถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากการปิดสถานประกอบการต่างๆ โดยเฉพาะศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน แต่เรายังมีช่องทางการจำหน่ายทางออนไลน์ ซึ่งคิวรอนยังคงสร้างยอดขายจากช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นสวนกระแสภาวะเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตามเมื่อพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการซื้อขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มีแนวโน้มสูงขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องปรับแผนการตลาดเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ คิวรอนเองเราก็มีการปรับแผนงานกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อตอบรับและตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรา ซึ่งเราให้ความสำคัญในการสร้างความพึงพอใจสูงสุดและความภักดีต่อแบรนด์ของลูกค้าเราเป็นหลัก โดยในปี 2563 นี้ คิวรอนตั้งเป้าบุกตลาดออนไลน์ และยังคงจับมือ ช้อปปี้ พันธมิตรหลักแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ดำเนินธุรกิจสร้างความแข็งแกร่งในการทำตลาดออนไลน์ร่วมกัน ภายใต้กลยุทธ์ “Beauty Smart Living” เพื่อยกระดับให้กับคนไทย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ จากแบรนด์หลักในเครือคิวรอน อาทิ เลอซาซ่า (LESASHA), สปาร์คเคิล (SPARKLE), เจสัน (JASON) และยังมีแบรนด์น้องใหม่ แบร์ (BEAR) ชุดเครื่องครัวแบรนด์อันดับหนึ่งจากประเทศจีน, ไอออนนี่ (IONIE) เครื่องฟอกอากาศพกพา จากประเทศเกาหลี และ สมูท สกิน IPL กำจัดขน จากประเทศอังกฤษ เป็นต้น เราเดินหน้ารุกการขายผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ดึงผู้บริโภคสู่อีคอมเมิร์ซ สร้างการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ เพื่อการเข้าถึงลูกค้า พร้อมสร้างการรับรู้ไปสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้น และจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้นเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ ซึ่งในปี 2563 นี้ เราตั้งเป้าเติบโตไว้ที่ 100 ล้านบาทเมื่อจบสิ้นปี มั่นใจว่าเราสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าแน่นอน”



นายเดชฤทธิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายโอเปอเรชั่น บริษัท คิวรอน จำกัด ได้กล่าวเสริมว่า “สำหรับกิจกรรม ‘ช้อปปี้ ซูเปอร์แบรนด์เดย์ เลอซาช่า แกรนด์ เซล’ ที่คิวรอนได้ขยายความร่วมมือกับ ช้อปปี้ มาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปีนี้ คิวรอนยกทัพขบวนสินค้ามาเอาใจสาวๆ พร้อมคืนกำไรให้ลูกค้า ลดจัดหนักกว่าทุกครั้งด้วยโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุดถึง 70% พร้อมแจกโค้ดรับเงินคืนเพิ่มอีกสูงสุด 60% และดีลสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากผลิตภัณฑ์สินค้าในเครือคิวรอน อาทิ เลอซาซ่า (LESASHA), สปาร์คเคิล (SPARKLE), เจสัน (JASON), คิวรอน (KURON), แบร์ (BEAR) ,ไอออนนี่ (IONIE) ฯลฯ เตรียมช้อปพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ เพียงวันเดียวเท่านั้น!!! เราคาดว่าแคมเปญนี้จะสร้างยอดขายให้คิวรอนมีการเติบโตของการขายสินค้าผ่านทางออนไลน์เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 100%”

ด้านนายศิวกร สิริวงศ์ภาณุพงศ์ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ช้อปปี้ (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงความร่วมมือกับคิวรอนในครั้งนี้ว่า “จากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้การจับจ่ายผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพบว่าผู้ซื้อใช้เวลาบนแพลทฟอร์มช้อปปี้นานขึ้นเฉลี่ย 20% ต่อสัปดาห์ ประกอบกับสินค้าประเภทความงามและของใช้ส่วนตัวยังคงเป็นหมวดหมู่ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องจากนักช้อปชาวไทย ด้วยเหตุนี้ช้อปปี้จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ขยายความร่วมมือกับคิวรอน แบรนด์พันธมิตรชั้นนำต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และในโอกาสเฉลิมฉลองแคมเปญ “ช้อปปี้ แบรนด์ส เฟสติวัล” นี้ ทั้งสองพันธมิตรได้ร่วมกันจัดกิจกรรม “ช้อปปี้ ซูเปอร์แบรนด์เดย์ เลอซาช่า แกรนด์ เซล” ที่มอบโปรโมชั่น และดีลสุดพิเศษ พร้อมเปิดช่องทางให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงสินค้ายอดนิยมจากแบรนด์ในเครือคิวรอน อาทิ เลอซาช่า, สปาร์คเคิล, และเจสัน ได้อย่างสะดวกสบายและคุ้มค่าจากที่บ้าน ภายใต้แนวคิด #ShopeeFromHome #อยู่บ้านก็ช้อปปี้ได้”




“ในฐานะอีคอมเมิร์ซแพลทฟอร์มอันดับหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานทั่วประเทศ ประกอบกับความเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำในกลุ่มสินค้าประเภทอุปกรณ์เสริมความงามของคิวรอน ที่ได้รับความนิยมสูงจากผู้ใช้งานช้อปปี้ และเปี่ยมด้วยศักยภาพในการผลิตและนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพหลากหลายเทียบเท่าอินเตอร์แบรนด์ ‘ช้อปปี้’ เชื่อมั่นว่าแคมเปญนี้จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตอกย้ำเจตนารมณ์ที่มุ่งมั่นสนับสนุนแบรนด์และผู้ประกอบการให้สามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจผ่านโลกอีคอมเมิร์ซ โดยทั้งสองพันธมิตรจะยังคงเดินหน้าขยายร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งานทุกคนตลอดไป” นายศิวกร กล่าว

เตรียมช้อปกันแบบนอนสต็อปตลอด 24 ชั่วโมง ในวันที่ 23 พฤษภาคมนี้ ลดจัดหนักกว่าทุกครั้ง วันเดียวและครั้งเดียวในรอบปีกับ “ช้อปปี้ ซูเปอร์แบรนด์เดย์ เลอซาช่า แกรนด์ เซล” ได้ที่ https://shopee.com/sbd-kuron ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Lesasha Official Shop บน Shopee: https://shopee.co.th/kuron_beauty

1-10 of 114