IT



ติดปีกร้านค้า ให้ขายดีติดใจ...ทรู อัปเกรด แอป “ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์”

posted May 5, 2022, 2:16 AM by Maturos Lophong

 

ติดปีกร้านค้า ให้ขายดีติดใจ...ทรู อัปเกรด แอป “ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์”

เสริมทัพฟีเจอร์ใหม่ และสิทธิประโยชน์ช่วยพ่อค้าแม่ค้าทั่วไทย
พร้อมส่งภาพยนตร์โฆษณา “ร้านติดปีก ขายดีติดใจ” ดึง “กันต์-กันตถาวร”
ช่วยติดอาวุธให้ผู้ประกอบการรายย่อย ให้ขายง่ายกว่าเดิม

กรุงเทพฯ 5 พฤษภาคม 2565 – เพราะเข้าใจถึงวิถีของพ่อค้าแม่ค้าที่ต้องปรับตัวให้ทันกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล...ทรู ทุ่มเทพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยร้านค้ายุคใหม่มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้พัฒนา แอปพลิเคชัน “ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์” เวอร์ชันใหม่ ช่วยให้ร้านค้าซื้อง่าย ขายคล่อง พร้อมให้พ่อค้าแม่ค้า สัมผัสประสบการณ์ที่เร็วกว่า แรงกว่า ล้ำกว่า ในการใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น เมื่อใช้แอปพลิชันบนเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G อีกทั้งยังช่วยยกระดับร้านค้าทรูให้สมาร์ทอย่างแท้จริง ด้วยฟีเจอร์ล้ำและฟังก์ชันเด็ด พร้อมสิทธิประโยชน์ที่ครบครันมากยิ่งขึ้น พิเศษแบบที่ใครก็ให้ไม่ได้ ทั้งใช้งานได้ง่ายกว่า สะดวก ปลอดภัย คุ้มกว่าด้วยสิทธิพิเศษจากทรูพอยท์ เข้าถึงลูกค้าได้มากกว่าผ่านช่องทางโปรโมทของกลุ่มทรู พิเศษกว่า รับเน็ตฟรีจาก True Gigatex Fiber ลดต้นทุนมากกว่า ซื้อวัตถุดิบในราคาพิเศษ และเพิ่มรายได้เสริมจากการเป็นตัวแทนผู้จำหน่ายสินค้าทรู พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ร้านติดปีก ขายดีติดใจ” ที่ได้พรีเซ็นเตอร์ “กันต์-กันตถาวร” นักแสดงและพิธีกรเบอร์ 1 ขวัญใจมหาชนมาช่วยติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการ สร้างธุรกิจให้เติบโตและสร้างรายได้มากยิ่งขึ้น และยังมีแม่ค้าชั้นนำอย่าง “เจ๊จง” จงใจ-กิจแสวง เจ้าของร้านหมูทอดเงินล้านชื่อดัง ที่เลือกเข้าร่วมกับทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ มาชวนให้ทุกร้านขายดีติดใจแล้วรวยไปด้วยกัน ร้านค้าที่สนใจ ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ สมัครฟรี ได้แล้ววันนี้ที่ LINE @TrueSmartMerchant หรือ โทร.1326




นายปเนต ทองตัน หัวหน้าสายงานธุรกิจ O2O และทรูฟู้ด บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “กลุ่มทรู เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อยมาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้ค้าขายดี มีกำไร ลดต้นทุน พร้อมได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์” เพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่จะช่วยพ่อค้าแม่ค้าตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลที่เทรนด์การจับจ่าย เข้าสู่สังคมไร้เงินสด และล่าสุดได้ต่อยอดแอปพลิเคชันดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น จึงได้ปรับโฉมทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ เวอร์ชันใหม่ ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ ฟังก์ชัน และอัปเกรดสิทธิประโยชน์ที่ร้านค้าจะได้รับมากขึ้นกว่าเดิม ครบครันในทุกมิติ พร้อมให้พ่อค้าแม่ค้า ได้รับประสบการณ์ที่เร็ว แรงกว่า ล้ำกว่า เมื่อใช้แอปพลิเคชันทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ บนเครือข่ายอัจฉริยะทรู 5G เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีร้านค้าทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ กว่า 240,000 ร้านทั่วประเทศ ทั้งที่มีหน้าร้านและขายออนไลน์ ประกอบด้วยหลากหลายประเภทธุรกิจ อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม ร้านโชว์ห่วย เสื้อผ้า เครื่องประดับ และเพื่อให้การปรับโฉมครั้งนี้พิเศษกว่าครั้งไหนๆ กลุ่มทรูจึงได้สร้างสรรค์ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ร้านติดปีก ขายดีติดใจ” โดยมีพรีเซ็นเตอร์ กันต์-กันตถาวร นักแสดงและพิธีกรเบอร์ 1 ขวัญใจคนไทยทั้งประเทศ ที่เข้าใจความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าในปัจจุบัน มาช่วยติดอาวุธและติดปีกให้ทุกคนได้สร้างธุรกิจให้พร้อมเติบโตไปได้ไกลกว่าเดิม ดังเช่น เจ้าของร้านหมูทอดเงินล้าน อย่าง “เจ๊จง” จงใจ-กิจแสวง ที่เป็นหนึ่งในแม่ค้าชั้นนำที่เลือกเป็นร้านค้าทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ และขายดีจนติดใจซึ่งเชื่อมั่นว่าการพัฒนาฟังก์ชันต่างๆ ของแอปพลิเคชันนี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการร้านค้ารายย่อยสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างราบรื่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ยั่งยืนไปด้วยกัน”





ร้านค้าทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์” จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่มากกว่าดังนี้

· ง่ายกว่า : ตั้งป้ายเดียวรับเงินได้จากทุกแอปธนาคาร รวมทั้งแอปทรูมันนี่ วอลเล็ท สะดวก ปลอดภัย ไร้กังวล ทั้งร้านค้าและลูกค้า

· คุ้มกว่า : รับทรูพอย์การรับสแกนทุกๆ การรับชำระ 25 บาท/1คะแนน สูงสุด 250 คะแนน/เดือน สำหรับร้านค้าที่ใช้เบอร์ ทรูมูฟ เอช สะสมคะแนนเพื่อนำไปแลกซื้อสินค้าที่ร่วมรายการในราคาสุดคุ้ม อาทิ เซเว่นฯ แม็คโคร โลตัส และยังสามารถใช้ทรูพอยท์แลกรับส่วนลดกับร้านค้าได้

· เข้าถึงลูกค้ากว่า : โปรโมทร้านให้ฟรีผ่าน SMS ถึง 500 เบอร์ ได้ทุกเดือนตามเงื่อนไข โปรโมทร้านค้าง่ายๆ ด้วยตัวเองผ่านแอป ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ โดยร้านค้าสามารถซื้อเพิ่มได้ในราคาพิเศษ หรือจะใช้ทรูพอยท์แลกก็คุ้มสุดๆ

· เพิ่มรายได้ : สร้างรายได้เสริมร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าทรู รับค่าตอบแทนต่อเนื่องและยั่งยืน (ขายซิม เติมเงิน เติมเน็ต ให้ลูกค้าทรู หรือแนะนำลูกค้าติดเน็ตบ้านทรู)

· ลดต้นทุนมากกว่า : ช่วยร้านค้าประหยัด รับส่วนลดซื้อวัตถุดิบราคาพิเศษ ผ่านแอป ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ พร้อมส่งฟรีทั่วประเทศ (เมื่อสั่งซื้อครบ 499 บาท)

· พิเศษกว่า : รับเน็ต True Gigatex Fiber ฟรี 12 เดือน มูลค่า 7,188 บาท เพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างคล่องตัว สะดวกกว่าใคร





กันต์ กันตถาวร ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ตัวแทนของคนพ่อค้าแม่ค้ารุ่นใหม่ เปิดเผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นตัวแทนและช่วยประชาสัมพันธ์ไปถึงพ่อค้าแม่ค้าในยุคปัจจุบัน ซึ่งแอปทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ จะตอบโจทย์ทุกฟังก์ชันการใช้งาน ด้วยเครื่องมือต่างๆ รวมถึงสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าเดิมซึ่งจะช่วยให้ร้านค้าได้ยกระดับการขายได้ง่ายกว่าเดิม และธุรกิจดำเนินอย่างราบรื่นต่อไป จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการมาเข้าร่วมเป็นร้านค้าทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ จะได้ติดปีกและขายดีติดใจไปด้วยกัน”



“เจ๊จง” จงใจ-กิจแสวง หนึ่งในร้านค้าชื่อดังที่เข้าร่วมเป็นร้านค้าทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ กล่าวว่า “จากประสบการณ์การการใช้งานจริง บอกได้เลยว่าแอปทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ นี้ดีสุดๆ สามารถจัดการยอดขาย ใช้งานง่าย และขายคล่องขึ้น และที่สำคัญยังได้รับสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าใคร การันตีไม่มีที่ไหนให้ได้มากกว่านี้ ทรูติดปีกให้เจ๊มาตั้งนานแล้ว และอยากเชิญชวนเพื่อนร่วมอาชีพ พ่อค้าแม่ขายทุกคน รีบมาเข้าร่วมเป็นร้านค้าทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ รับรองว่าร้านค้าของคุณจะต้องเติบโตมากขึ้นกว่าเดิมเหมือนร้านเจ๊จงแน่นอน”

สำหรับผู้ที่สนใจ สมัครเป็นร้านค้า ทรู สมาร์ต เมอร์ชันต์ ให้ธุรกิจของคุณติดปีก ขายดีติดใจ ได้แล้ววันนี้ที่ LINE @TrueSmartMerchant หรือ โทร. 1326

DLC เปิดตัว “อินฟินิกซ์” (INFINYX) แพลตฟอร์มบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ในยุค Metaverse

posted Mar 23, 2022, 6:23 AM by Maturos Lophong   [ updated Mar 23, 2022, 8:01 AM ]






DLC เปิดตัว “อินฟินิกซ์” (INFINYX) แพลตฟอร์มบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ในยุค Metaverse

เปิดตัว “อินฟินิกซ์” (INFINYX) แพลตฟอร์มบริการทางการเงิน ที่เชื่อมต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและโลกการเงินแบบดั้งเดิม ให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมในสินทรัพย์ทั้งในโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนได้อย่างง่ายดาย ไร้พรมแดน ผ่านแอปพลิเคชันเดียวบนมือถือ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การจับจ่ายของคนไทยในยุค Metaverse ตั้งเป้าหมายปีแรกเจาะกลุ่มลูกค้า 200,000 ราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10,000 ล้านบาท


นายพงศธร ธนบดีภัทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DLC) ในเครือ DTGO เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้พัฒนาแพลตฟอร์มอินฟินิกซ์ (INFINYX) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมต่อสินทรัพย์ดิจิทัลและโลกการเงินแบบดั้งเดิมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถทำธุรกรรมได้ทั้งโลกความเป็นจริงและโลกเสมือน และสามารถใช้งานได้ง่าย เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน INFINYX ผ่านทาง App Store, Google Play หรือเพิ่มเพื่อนใน INFINYX Line Official Account จากนั้นลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้งาน พร้อมรับสิทธิพิเศษมากมายเมื่อฝาก ถือ และใช้จ่ายกับ INFINYX”






สำหรับ INFINYX เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2565 โดย INFINYX จะเปิดตัว Utility Token (FYX) ที่ใช้ Asset Backed 100% ซึ่งสามารถใช้ได้เสมือนเงินบาท ลูกค้าของ INFINYX สามารถใช้ FYX ผ่านทางร้านค้าที่ร่วมบริการได้ทั่วโลกและใช้จ่ายผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์
“แพลตฟอร์ม INFINYX เป็นประตูระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกดิจิทัล ที่เข้ามาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่ก้าวเข้าสู่โลกการเงินดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงเป็นช่องทางให้ผู้ค้าได้เข้าถึงโลกการเงินรูปแบบใหม่ โดย INFINYX จะพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มสำคัญของบริการทางการเงินเพื่อเร่งการเติบโตในรูปแบบบูรณาการของทั้งสองโลกเข้าไว้ด้วยกัน” นายพงศธร กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายของ INFINYX คือผู้ถือบัตรเครดิตในประเทศไทย ที่มีจำนวน 25 ล้านบัญชี และผู้ถือบัตรเดบิตที่มีมากกว่า 64 ล้านบัญชี โดยคาดว่าในปีแรกจะมีผู้ใช้บริการราว 200,000 ราย และประเมินว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 10,000 ล้านบาท







นายปรเมษฐ์ บุญเลิศศักดิ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่สร้างวิสัยทัศน์ บริษัท ดิจิต้าไลฟ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (DLC) กล่าวว่า “INFINYX ใช้เทคโนโลยี Hybrid-Chain ที่เชื่อมต่อกับบล็อกเชนหลักต่างๆ ในระบบนิเวศทั่วโลก เช่น Binance Smart Chain (BSC) หรือ Ethereum (ETH) เพื่อความโปร่งใส รวดเร็วและได้มาตราฐาน นอกจากนี้ INFINYX ได้นำระบบ Proof of Stake (PoS) มาใช้เพื่อตรวจสอบกระบวนการและธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชน ซึ่งระบบ PoS ได้สร้างขั้นตอนการตรวจสอบที่โปร่งใสและเชื่อถือได้ และทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ถึงระดับสูงสุดของการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์และความปลอดภัยของข้อมูลสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในระบบนิเวศของ INFINYX”

“เราให้ความสำคัญกับการรักษาข้อมูล ความปลอดภัยของลูกค้าสูงสุด และปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด และมุ่งพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า ออกแบบให้ใช้งานง่าย ให้ลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าถึงโลกการเงินดิจิทัลได้ง่ายที่สุด” นายปรเมษฐ์ กล่าวปิดท้าย

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคต INFINYX จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับทั้งตลาด crypto และตลาดการเงินแบบดั้งเดิม รวมทั้งมีแผนที่จะเปิดตัว Investment Token และ Multi-Chain เพิ่มเติม โดยร่วมมือกับพันธมิตรแถวหน้าทั่วโลก
ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับ INFINYX เพิ่มเติมได้ทาง www.infinyx.com





IDR ตอกย้ำภาพบริษัทไทย ผู้ให้บริการกู้ข้อมูลคุณภาพสูงมาตรฐานสากล

posted Mar 18, 2022, 12:56 AM by Maturos Lophong


IDR ตอกย้ำภาพบริษัทไทย ผู้ให้บริการกู้ข้อมูลคุณภาพสูงมาตรฐานสากล ชูจุดแข็งกู้ได้ทุกอาการเสีย ข้อมูลความลับไม่รั่วไหล พร้อมขยายช่องทางบริการทั่วประเทศ กับ 12 ปีแห่งความเชื่อถือไว้วางใจ

เดินหน้าย้ายสำนักงานใหญ่ สู่ อาคาร 9 ชั้น บางนาคอมเพล็กซ์ รองรับความต้องการของลูกค้าไทยและต่างชาติที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว การันตีด้วยมาตรฐาน ISO 9001:2015 Certified และ Thailand Management System Q 002

จากการขยายตัวของภาพรวมของนวัตกรรมและเทคโนโลยีการสื่อสาร รวมถึง เทคโนโลยีสารสนเทศต่างๆ ที่มีการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์เพื่อการบันทึกข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในแมมโมรี่การ์ด กล้องวงจรปิด เครื่องคอมพิวเตอร์-โน้ตบุค แฟลชไดรฟ์ เครื่องจักร Server อุปกรณ์ ต่างๆ ยิ่งกว่านี้ ปัจจุบันผู้คนโดยเฉพาะในภาคธุรกิจ ได้ตระหนัก ถึงความสำคัญของข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจที่ต้องเก็บรักษาให้ปลอดภัย

บริษัท อินเตอร์ ดาต้า รีคัฟเวอรี่ จำกัด หรือ IDR เป็นบริษัทสัญชาติไทย ก่อตั้งภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการให้บริการด้านการกู้ข้อมูลให้กับลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ทั้งระดับบุคคล ไปจนถึงหน่วยงาน องค์กร ขนาดใหญ่ ด้วยนวัตกรรมล้ำหน้าและประสิทธิภาพสูงสุดมาตรฐาน สากล






นายไพโรจน์ ธีร์มกร (Mr. Pairoj Tea-Makorn) ผู้ก่อตั้ง บริษัท อินเตอร์ ดาต้า รีคัฟเวอรี่ จำกัด หรือ IDR ผู้สั่งสมประสบการณ์ด้าน Information Technology (เทคโนโลยีสารสนเทศ) มายาวนานกว่า 35 ปี เปิดเผยว่า จากแนวคิดที่เห็นว่า การสูญเสียข้อมูลสำคัญ ส่งผลเสียหายต่อผู้เป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล หรือ ในภาคธุรกิจ ซึ่งในขณะนั้น มีการก่อตั้งศูนย์บริการกู้ข้อมูลอย่างแพร่หลายฺในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทย ยังไม่มีแม้แต่สำนักงานสาขา หรือ ตัวแทนการบริการดังกล่าวแม้แต่แห่งเดียว ทั้งนี้ เนื่องจากค่าบริการในการกู้ข้อมูลมีอัตราสูงมาก ทำให้หลายๆ องค์กรตัดสินใจที่จะทิ้งข้อมูลของตนเองไปอย่างน่าเสียดาย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งธุรกิจบริการกู้ข้อมูล ภายใต้ชื่อบริษัท อินเตอร์ ดาต้า รีคัฟเวอรี่ จำกัด ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2552 (2009)

จากจำนวนการบริการในหลักร้อย สู่ สถิติรวมกว่า 60,000 เคส มุ่งเป้าต่อ หลักแสน

นายไพโรจน์ เปิดเผยเพิ่มเติม “จากการเริ่มต้นธุรกิจ ณ ชั้น 7 อาคาร MD บางนาคอมเพล็กซ์ บนพื้นทีขนาดย่อมๆ เพียงไม่กี่ตารางเมตร ได้เติบโตอย่างมั่นคง จนปัจจุบันได้ย้ายมาสู่อาคารใหม่ มีพื้นที่มากกว่า 1,000 ตรม. เป็นอาคารสูง 9 ชั้น โดยมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ Bangna Complex บนถนนบางนา-ตราด กม. ที่ 3 จังหวัดกรุงเทพมหานคร



ปัจจุบัน บริษัทได้ให้บริการด้านการกู้ข้อมูลครอบคลุมหลากหลายชนิดอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูล อาทิ Harddisk ฮาร์ดดิส / External Harddisk, Solid State Drive (SSD), SD MicroSD, CF Card, Memory Card, Flash Drive, CCTV, Server / NAS, Mobile, HDD Machinary โดยความต้องการด้านการกู้ข้อมูลสูงมีปริมาณสูงขึ้นเรื่อยๆ






จากฐานลูกค้าเพียงไม่กี่ร้อยรายในระยะแรก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มลูกค้ารายบุคคล (Retail customers) สามารถสร้างสถิติการบริการใหม่เป็นจำนวนรวมกว่า 60,000 เคส ในปัจจุบัน และมีแผนขยายการให้บริการ หลักแสนเคส ในอนาคตอันใกล้นี้ โดยขยายฐานลูกค้าจากกลุ่มรายบุคคล ในระยะเริ่มแรก ไปสู่กลุ่ม หน่วยงาน และ องค์กร ตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่ และ จากลูกค้าภายในประเทศ ไปสู่ ลูกค้าต่างประเทศ โดยสัดส่วนระหว่างลูกค้าบุคคล กับ ลูกค้าองค์กร คือ 60 : 40 ส่วน ประเภทมีเดีย ที่เข้ามาใช้บริการมากที่สุดเรียงลำดับ ดังนี้ Harddisk / External Harddisk, Memory Card, Flash Drive, SSD, Server, และ CCTV ตามลำดับ



ขยายช่องทางบริการลูกค้า แต่งตั้งตัวแทน IDR รองรับการบริการทั่วประเทศ พร้อมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีล้ำหน้าพัฒนาทั้งระบบ




ความสำเร็จของ IDR เป็นผลจากการพัฒนานวัตกรรมการบริการอย่างไม่หยุดยั้ง บริษัทได้ทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาและมีการนำเทคโนโลยีการกู้ข้อมูลที่ล้ำหน้ามาใช้ในกระบวนการของการกู้ข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้ลงทุนสร้างห้องแล็ป ที่เรียกว่า Clean Room มาตรฐานเดียวกับบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบัน รวมทั้ง มีการสำรองอะไหล่มากกว่า 15,000 ชิ้น เพื่อการบริการที่รวดเร็ว จึงมีอะไหล่ครอบคลุมสื่อบันทึกข้อมูลทุกประเภท และในปี พ.ศ. 2555 บริษัทฯ ได้เริ่มเข้าสู่การใช้ระบบ ISO จากสถาบัน MASCI ประเทศไทย และ ได้รับรองมาตรฐาน ISO 9001 2008 ในปี 2556 และ ISO 9001 2015 ในปี พ.ศ. 2561 ด้านการบริการ และยังมีการประเมินมาตรฐานบริการ จาก สถาบัน MASCI ประเทศไทย อย่างต่อเนื่องทุกปี จนถึง ปัจจุบัน

ในส่วนของการบริการลูกค้า เพื่อความสะดวกรวดเร็วและทั่วถึง ปัจจุบันสามารถส่งทางไปรษณีย์ หรือ ส่งผ่านตัวแทนของ IDR ได้ อาทิ IT City และ Synnex ทุกสาขาทั่วประเทศไทย และ ร้านตัวแทนอื่นๆ มากกว่า 10 ร้าน สามารถตรวจสอบพื้นที่ตัวแทน รับ-ส่งกู้ข้อมูลได้ที www.idrlab.com หรือ Hot Line : 094-6928080, 080-5913536

ส่วนพฤติกรรมผู้บริโภคในอดีตและปัจจุบันที่เปลี่ยนไปว่า “ในอดีตที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ตระหนักมากนักกับปัญหาข้อมูลหาย แต่เมื่อเทียบกับมูลค่าความเสียหายของธุรกิจนั้นๆ หรือ มูลค่าทางจิตใจ อย่างเช่น ภาพถ่าย ข้อมูลวิจัย อาร์ตเวิร์คต่างๆ รวมถึง ข้อมูลทางการเงิน จะรู้ว่าปัญหาข้อมูลหายเหล่านี้ไม่ได้มีมูลค่าที่เล็กน้อยเลย

จาก 12 ปี แห่งความสำเร็จ บริษัทยังคงมุ่งมั่นยืนหยัดนำนวัตกรรมล้ำหน้ามาปรับใช้เพื่อการให้บริการที่ตอบรับความต้องการของผู้บริโภคให้ได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้นไป นายไพโรจน์กล่าวปิดท้าย

กสทช. ตอกย้ำสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่

posted Feb 4, 2022, 12:50 AM by Maturos Lophong



กสทช. ตอกย้ำสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่


แนะวิธีใช้งาน “Mobile ID” เบอร์มือถือ แทนบัตร แทนตัวคุณ สะดวก ปลอดภัย ง่ายทุกธุรกรรม


สำนักงาน กสทช. เผยความสำเร็จในการเปิดลงทะเบียนสมัครใช้งาน “Mobile ID” เบอร์มือถือ แทนบัตร แทนตัวคุณ โดยมีแผนงานขยายขอบข่ายผู้ให้บริการและหน่วยงานต่างๆ เพิ่มมากขึ้น พร้อมเร่งเดินหน้าโปรโมทการใช้งาน Mobile ID ให้เข้าถึงและสร้างความเข้าใจกับประชาชนในวงกว้าง ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของเจเนอเรชั่นใหม่แห่งการยืนยันตัวตน รวมทั้งยังแนะนำวิธีสมัครใช้งาน Mobile ID เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ “โชว์-แชะ-พร้อมใช้” เพื่อให้การทำธุรกรรมต่างๆ ของคุณ สะดวก ใช้งานง่าย ข้อมูลส่วนบุคคลปลอดภัย เพื่อคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคนที่ดีขึ้น

หลังจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) และเครือข่ายภาคี ได้เปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถสมัครใช้บริการ “Mobile ID” เบอร์มือถือ แทนบัตร แทนตัวคุณ ตอนนี้ประชาชนคนไทยจะได้ใช้ประโยชน์จากระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยรูปแบบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ “Mobile ID” เพื่อใช้แสดงตนในการเข้าใช้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง กับหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตอกย้ำชัด ‘หมดยุค’ ยื่นเอกสารอีกต่อไปแล้ว


สำหรับระบบ Mobile ID นี้ ได้พัฒนาตามข้อกำหนดและมาตรฐานของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA ผู้ใช้งานจึงมั่นใจได้ว่าจะได้รับความสะดวกและปลอดภัย โดยมีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงจนถูกมิจฉาชีพนำไปใช้หรือปลอมแปลงเพื่อสวมสิทธิ์ได้ ซึ่งการผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้ Mobile ID มากขึ้นนี้ นอกจากจะช่วยขับเคลื่อนและส่งเสริมนโยบายรัฐบาลในเรื่องการใช้ดิจิทัลไอดีให้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ยังมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อสร้างสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนของทุกคนให้เป็นเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่แห่งการทำธุรกรรมที่จะทำให้ชีวิตคนไทยทุกคนดีขึ้นอีกด้วย

ภายหลังการทดลองทดสอบ Mobile ID ในวงปิดมาระยะหนึ่งจนเป็นที่พอใจแล้ว บัดนี้ระบบมีความพร้อมที่จะให้บริการ Mobile ID อย่างเต็มรูปแบบสำหรับประชาชนทั่วไปในการเปิดบัญชีธนาคารกรุงเทพ โดยในระยะยาวสามารถใช้ Mobile ID เพื่อยืนยันตัวตนในการทำธุรกรรมได้อย่างหลากหลาย เช่น ขอใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำธุรกรรมฝาก โอน ถอน เปิดบัญชีที่ธนาคาร ยื่นขอทำใบขับขี่อิเล็กทรอนิกส์ ขอรับบริการจากรัฐและเอกชน และทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นต้น อีกทั้งยังขยายขอบข่ายผู้ให้บริการเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้ใช้บริการกับหน่วยงานอื่นๆ ตามที่สำนักงาน กสทช. ได้ทำข้อตกลงไว้


การใช้งาน Mobile ID ตามข้อตกลงของสำนักงาน กสทช. กับหน่วยงานต่างๆ ครอบคลุมถึงการสมัครใช้บริการใบขับขี่ดิจิทัล DLT QR License กับกรมขนส่งทางบก ติดต่อเชื่อมโยงกับกรมสรรพากรสำหรับเข้าระบบเพื่อยื่นภาษีออนไลน์ (E-FILING) เข้าสู่ระบบบริการขอใช้สิทธิประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม ยืนยันตัวตนในการเปิดบัญชีธนาคารกับธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือเปิดบัญชีการลงทุนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และใช้ได้กับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เพื่อยืนยันตัวตนในการรับ-ส่ง พัสดุ เป็นต้น

นอกจากการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทราบถึงนวัตกรรมใหม่ในการพิสูจน์และยืนยันตัวตนโดยไม่ต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อรองรับบริการและธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัยมากขึ้นแล้ว สำนักงาน กสทช. ยังมุ่งเน้นส่งต่อความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์กับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยการสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งสี่อสิ่งพิมพ์และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งได้รับการตอบรับและประชาชนได้เริ่มรับรู้เกี่ยวกับระบบดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบัน สำนักงาน กสทช. จึงเดินหน้าต่อยอดประชาสัมพันธ์ Mobile ID เพิ่มเติมให้เป็นที่รับรู้ เข้าใจ และเกิดประโยชน์ในการใช้งานต่อไป โดยเชิญชวนให้ประชาชนสมัครใช้งาน Mobile ID พร้อมขจัดข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้งาน และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน สำนักงาน กสทช. จึงได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณาแนะนำการใช้งาน ซึ่งจะช่วยอธิบายขั้นตอนและวิธีการใช้งานการพิสูจน์และยืนยันตัวตนด้วยรูปแบบบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Mobile ID ผ่านช่องทางที่ประชาชนสามารถเข้าถึงง่าย ทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และถูกต้องมากยิ่งขึ้น

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาได้อธิบายถึงรูปแบบการยืนยันตัวตนแบบเดิม ๆ ที่ต้องใช้เอกสารหลักฐานในรูปแบบกระดาษ หรือเอกสารหลักฐานฉบับจริง ต้องเข้าคิวเป็นเวลานาน ๆ ในการตรวจสอบเอกสารเพื่อติดต่อหรือทำธุรกรรมกับหน่วยงานต่างๆ แต่ปัญหานี้กำลังจะหมดไป พร้อมเข้าสู่เจเนอเรชั่นใหม่ในการยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่เราจะไม่ต้องยื่นบัตรประชาชน เอกสาร หรือแม้กระทั่งลายเซ็น และไม่จำเป็นต้องเดินทางอีกต่อไปแล้ว

นอกจากนั้น ภาพยนตร์โฆษณายังแสดงขั้นตอนสมัครใช้บริการ Mobile ID โดยเปลี่ยนบทบาทของเบอร์มือถือ ให้เป็นบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนการพกบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต เพื่อนำไปใช้ติดต่อสถานที่ราชการหรือเอกชนต่อไป

โดยประชาชนทุกคนสามารถเปิดใช้งาน Mobile ID เพียง 3 ขั้นตอนง่ายๆ ได้ที่ศูนย์บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานอยู่ เพียง “โชว์” แสดงบัตรประชาชนแก่เจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบความถูกต้อง จากนั้น “แชะ” ด้วยการถ่ายภาพใบหน้า เพื่อลงทะเบียนเปรียบเทียบพิสูจน์ตัวตน เพียงเท่านี้ก็จะ “พร้อมใช้” มือถือเครื่องเดียวแทนบัตรเพื่อทำธุรกรรมอย่างปลอดภัย ทั้งข้อมูลและเงินไม่รั่วไหล และสามารถใช้บริการ Mobile ID ผ่านแอปพลิเคชันของเครือข่ายโทรศัพท์มือถือกับธุรกรรมของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้แล้ว

สามารถรับชมข้อมูล “Mobile ID” ได้ผ่านทาง https://www.youtube.com/watch?v=qOXuAblgXmg&t=1s หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-book http://ebookservicepro.com/showcase/NBTC_MobileIDPop/

ซัมซุง ประกาศวิสัยทัศน์ “Together for Tomorrow” ในงาน CES 2022

posted Jan 6, 2022, 1:05 AM by Maturos Lophong






ซัมซุง ประกาศวิสัยทัศน์ “Together for Tomorrow” ในงาน CES 2022

ซัมซุงตอกย้ำเป้าหมายในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน มอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลและเชื่อมต่อกันมากขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และสร้างประสบการณ์สมาร์ทโฮมอันไร้ที่ติ


นายจองฮี (เจ เอช) ฮาน รองประธาน ซีอีโอ และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างประสบการณ์ลูกค้า (DX – Device eXperience) บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด

ลาสเวกัส, สหรัฐอเมริกา (5 มกราคม 2565) – ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ นำโดยนายจองฮี (เจ เอช) ฮาน รองประธาน ซีอีโอ และผู้อำนวยการฝ่ายสร้างประสบการณ์ลูกค้า (DX – Device eXperience) เผยวิสัยทัศน์แห่งอนาคต “Together for Tomorrow” บนเวที Keynote ก่อนงาน CES 2022 เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของซัมซุงในการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการอยู่ร่วมกัน ผ่านการมอบประสบการณ์เฉพาะตัวที่ออกแบบได้ซึ่งสะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ที่ไม่หยุดนิ่งของผู้บริโภค และนวัตกรรมที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคมและโลก





วิสัยทัศน์ “Together for Tomorrow” ของซัมซุง ได้ส่งต่อแรงขับเคลื่อนให้ทุกคนร่วมมือกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกแก่โลกเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเร่งด่วน โดย Keynote ดังกล่าวยังแสดงให้เห็นถึงเป้าหมายของซัมซุงในการผลักดันวิสัยทัศน์ให้เกิดขึ้นจริง ด้วยการเปิดตัวหลากหลายนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน รวมถึงความร่วมมือครั้งสำคัญกับพันธมิตรชั้นนำ ไปจนถึงเทคโนโลยีที่ปรับแต่งได้และเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล

นายจองฮี (เจ เอช) ฮาน กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับทุกคนเพื่อพานวัตกรรมสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับโลกอนาคต โดยการพัฒนาก้าวสำคัญนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์ความยั่งยืนสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัส เพื่อส่งมอบไลฟ์สไตล์ที่ยั่งยืนแก่ทุกคน”

สร้างอนาคตที่ยั่งยืน

หัวใจสำคัญของวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตนี้ถูกต่อยอดขึ้นจากสิ่งที่ซัมซุงเรียกว่า “ความยั่งยืนในทุกวัน” หรือ “Everyday Sustainability” ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้ซัมซุงสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยมีความยั่งยืนเป็นที่ตั้ง และ
มุ่งหน้าสานต่อวิสัยทัศน์ดังกล่าวด้วยกระบวนการผลิตรูปแบบใหม่ที่มีผลกระทบต่ำ บรรจุภัณฑ์ที่ลดการสร้างคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และประสบการณ์ของลูกค้าที่ยั่งยืนยิ่งขึ้น รวมถึงการจัดการกับผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นสุดวงจรการใช้งาน





ความพยายามของซัมซุงในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากกระบวนการผลิต ได้รับการยกย่องจาก Carbon Trust ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกที่ให้การรับรองด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ โดยในปีที่ผ่านมา ชิปหน่วยความจำของซัมซุงได้ผ่านการรับรองจาก Carbon Trust ว่าสามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ราว 700,000 ตัน

ไม่เพียงแค่เซมิคอนดัคเตอร์เท่านั้น แต่กระบวนการเพื่อความยั่งยืนยังขยายรวมไปถึงการใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิตผลิตภัณฑ์อีกด้วย และเพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนในทุกวัน กลุ่มธุรกิจภาพและเสียงของซัมซุงจึงได้ตั้งเป้าการใช้พลาสติกรีไซเคิลให้มากขึ้นกว่าปี 2021 ถึง 30 เท่า นอกจากนี้ ซัมซุงยังเผยถึงแผนที่จะขยายการใช้วัสดุรีไซเคิลกับสมาร์ทโฟนและเครื่องใช้ไฟฟ้าใน 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย

ในปี 2021 กล่องบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดของทีวีซัมซุงนั้นผลิตจากวัสดุรีไซเคิล และในปีนี้ ซัมซุงได้เผยว่าจะใช้วัสดุรีไซเคิลกับชิ้นส่วนบรรจุภัณฑ์ภายในกล่อง ไม่ว่าจะเป็น สไตโรโฟม ฐานบรรจุ และถุงพลาสติก ด้วยเช่นกัน พร้อมนี้ ทางซัมซุงยังได้ประกาศต่อยอดโครงการ Eco-Packaging program ที่เปลี่ยนโฉมกล่องกระดาษแข็งของทีวี ให้กลายเป็นสิ่งของสุดสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นบ้านแมว โต๊ะข้าง และเฟอร์นิเจอร์ที่มีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย โดยโครงการดังกล่าวจะถูกนำมาใช้กับบรรจุภัณฑ์ของเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เช่น เครื่องดูดฝุ่น เตาอบไมโครเวฟ เครื่องฟอกอากาศ และอีกมากมายในอนาคต

ซัมซุงมุ่งสร้างประสบการณ์ความยั่งยืนที่ผู้บริโภคสามารถสัมผัสได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้ทุกคนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกร่วมกันเพื่ออนาคต ยกตัวอย่างเช่น การอัพเกรดนวัตกรรมรีโมทคอนโทรล SolarCell ซึ่งช่วยกำจัดขยะจากแบตเตอรี่ด้วยแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้ในตัว และสามารถทำการชาร์จได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน มาเป็นรีโมท SolarCell เวอร์ชันใหม่ซึ่งใช้พลังงานกระแสไฟฟ้าจากคลื่นความถี่วิทยุที่มีอยู่ในอุปกรณ์ต่างๆ รอบตัว เช่น เราเตอร์ Wi-Fi[1]


“ยิ่งไปกว่านั้น นวัตกรรมดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดพัฒนาเพื่อใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ทั้งทีวีและเครื่องใช้ไฟฟ้าของซัมซุง เช่น เพื่อให้ตอบรับกับเป้าหมายในการกำจัดแบตเตอรี่มากกว่า 200 ล้านก้อนจากสถานที่ฝังกลบ[2] ซึ่งเทียบเท่าระยะทางจากลาสเวกัสถึงเกาหลีใต้เมื่อนำมาวางเรียงกันเลยทีเดียว” นายฮาน กล่าว

นอกจากนี้ ภายในปี 2025 ซัมซุงยังตั้งเป้าพัฒนาอุปกรณ์ชาร์จทีวีและสมาร์ทโฟนที่ลดการใช้พลังงานในโหมดสแตนด์บายลงให้ได้มากที่สุดหรือแทบจะไม่ใช้เลย เพื่อลดการใช้พลังงานเมื่อไม่ได้ใช้งาน

ขยะอิเลคโทรนิคส์ หรือ E-waste ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมอิเลคโทรนิคส์ ซึ่งเป็นเหตุผลให้ซัมซุงได้รวบรวมขยะอิเลคโทรนิคส์กว่า 5 ล้านตันตั้งแต่ปี 2009 โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ซัมซุงได้นำเสนอโครงการ Galaxy for the Planet สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มความยั่งยืนที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการเร่งแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ เพื่อลดผลกระทบจากอุปกรณ์ต่อสิ่งแวดล้อมตลอดอายุการใช้งาน

นายฮาน กล่าวว่า “นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยลำพัง เพราะเราเชื่อมั่นว่าการเปิดกว้างทางนวัตกรรมและความร่วมมือซึ่งกันและกัน คือหัวใจสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปกป้องโลกของเรา” และด้วยเหตุนี้ ซัมซุงจึงได้เผยโฉมเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นั่นก็คือ การพัฒนารีโมท SolarCell แบบเปิด เพื่อสามารถใช้งานร่วมกับผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคตได้

การตัดสินใจของซัมซุงในการนำเสนอเทคโนโลยีแบบเปิดกว้างดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและตอกย้ำเป้าหมายความยั่งยืนในทุกวัน ซึ่งรวมถึงการประกาศความร่วมมือกับ Patagonia แบรนด์
เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์กีฬาระดับโลกในงาน Keynote ที่แสดงให้เห็นถึงการมุ่งสู่เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมร่วมกันของ 2 องค์กรที่มาจากต่างวงการอย่างสิ้นเชิง นำมาซึ่งการออกแบบโซลูชันเพื่อเร่งแก้ปัญหาการปนเปื้อนของอนุภาคพลาสติกในสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมเครื่องซักผ้าของซัมซุง ที่สามารถยับยั้งไมโครพลาสติกเข้าสู่แหล่งน้ำตั้งแต่ขั้นตอนการซักได้


นายวินเซนต์ สแตนลีย์ ผู้อำนวยการด้านปรัชญาแห่ง Patagonia กล่าวว่า “นี่คือปัญหาที่รุนแรง และเราไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง” โดยนายสแตนลีย์ได้กล่าวยกย่องการอุทิศตนของวิศวกรจากซัมซุง ผ่านการบรรยายถึงความสัมพันธ์ระหว่างการทำงานว่า “เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของการทำงานร่วมกัน ซึ่งเราทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อช่วยยับยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและฟื้นฟูธรรมชาติให้กลับมาสมบูรณ์”

“เรามีความตื่นเต้นกับการร่วมมือกันครั้งนี้ แต่อย่างไรก็ตาม งานของเราจะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เราจะมุ่งหน้าค้นหาและร่วมงานกับพาร์ทเนอร์ใหม่ๆ ต่อไป โดยมีเป้าหมายในการผลักดันและเร่งแก้ไขความท้าทายที่โลกของเรากำลังเผชิญอยู่” นายฮาน กล่าวเสริม

มอบการออกแบบประสบการณ์ใช้งานเฉพาะตัว

นอกจากความมุ่งมั่นเพื่อการพัฒนาสู่ความยั่งยืน ซัมซุงยังทุ่มเทค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค จากความเข้าใจว่าทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและต้องการอุปกรณ์ที่ออกแบบมาให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ซัมซุงจึงเดินหน้าพัฒนาเพื่อพลิกนิยามของความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ชีวิตประจำวันและเทคโนโลยี การคิดค้นนวัตกรรมโดยคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่งจึงเป็นหลักสำคัญของวิสัยทัศน์ “Together for tomorrow”


The Freestyle (เดอะ ฟรีสไตล์) อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงในรูปแบบของหน้าจอขนาดพกพาน้ำหนักเบา

ผลิตภัณฑ์จอภาพและแพลตฟอร์มที่ซัมซุงได้เปิดตัวในเวทีนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการสร้าง “Screens Everywhere, Screen for All” ตามที่นายฮาน ได้เคยประกาศไว้ในงาน CES 2020 นำโดย The Freestyle (เดอะ
ฟรีสไตล์) อุปกรณ์เพื่อความบันเทิงในรูปแบบของหน้าจอขนาดพกพาน้ำหนักเบา ที่สามารถสร้างประสบการณ์รับชมระดับโรงภาพยนตร์ได้ทุกที่ โดยมีระบบเสียง AI, แอปพลิเคชันสตรีมมิ่งในตัว, และสามารถเข้าถึงฟีเจอร์ของสมาร์ททีวีอีกมากมาย ทำให้ The Freestyle สามารถใช้งานได้ทุกที่และฉายหน้าจอได้ใหญ่สูงสุดถึง 100 นิ้ว

นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัว Gaming Hub แพลตฟอร์มที่รวบรวมทั้งบริการเพื่อค้นหาเกม เล่นเกมจากคลาวด์ และเครื่องเกมคอนโซล ไว้ในที่เดียวแบบ all-in-one โดยมีกำหนดจะเปิดให้ใช้บริการบนซัมซุงสมาร์ททีวีและมอนิเตอร์รุ่นปี 2022 ไม่หมดเพียงเท่านี้ ซัมซุงยังนำเสนอจอมอนิเตอร์ Odyssey Ark ขนาด 55 นิ้ว มาพร้อมกับดีไซน์จอโค้งที่จะมอบอีกขั้นของประสบการณ์เกมมิ่งด้วยฟีเจอร์ multi-view ที่ผู้ใช้สามารถเล่นเกม วิดีโอคอลกับเพื่อน และดูวิดีโอแนะนำการเล่นไปพร้อมกันได้

เมื่อกล่าวถึงผลิตภัณฑ์ที่ผู้ใช้ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบเพื่อความลงตัวกับที่อยู่อาศัย คงไม่สามารถมองข้ามไลน์อัพเครื่องใช้ไฟฟ้า Bespoke ไปได้ โดยซัมซุงได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนดีไซน์ได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ตู้เย็น Family Hub (แฟมิลี่ ฮับ), ตู้เย็นแบบ 3 ประตู และตู้เย็นแบบ 4 ประตู รวมถึงเครื่องล้างจาน, เตาประกอบอาหาร และไมโครเวฟ นอกจากนี้ยังได้เปิดตัว Bespoke Jet™ vacuum และ Bespoke Washer กับ Dryer เพื่อขยายไลน์อัพผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกห้องภายในบ้าน ให้ผู้ใช้สามารถออกแบบพื้นที่การใช้ชีวิตได้ตามสไตล์และความต้องการ


ซัมซุงไม่หยุดพัฒนาเพื่อมองหาวิธีการปรับเปลี่ยนดีไซน์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ได้ประโยชน์จากอุปกรณ์มากขึ้น จึงเป็นที่มาของ #YouMake Project หรือโครงการที่มอบอิสระให้ผู้ใช้ได้เลือกและออกแบบผลิตภัณฑ์ตามความต้องการในการใช้ชีวิตประจำวัน และตามที่ได้ประกาศบนเวที Keynote ซัมซุงวางแผนจะขยายไลน์อัพ Bespoke ให้ครอบคลุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน สมาร์ทโฟน และผลิตภัณฑ์จอภาพ เพื่อให้ผู้ใช้ได้สัมผัสประสบการณ์ Bespoke ได้มากขึ้น

ก้าวสู่ยุคแห่งการเชื่อมต่ออันไร้ที่ติ

หัวใจหลักของผลิตภัณฑ์ของซัมซุงคือการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบ เพราะการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมตามวิสัยทัศน์ “Together for tomorrow” นั้นไม่หยุดแค่เพียงการปรับแต่งประสบการณ์และความยั่งยืนเท่านั้น ซึ่งซัมซุงได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการก้าวสู่ยุคแห่งการเชื่อมต่อที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง โดยเน้นย้ำถึงการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ตลอดจนความสำคัญของผลิตภัณฑ์เจเนอเรชันถัดไป

แอปพลิเคชัน Samsung Home Hub ใหม่ล่าสุดจากซัมซุง ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกในงาน CES จะยกระดับประสบการณ์การเชื่อมต่อภายในบ้านด้วยบริการ SmartThings ที่รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยระบบ AI เพื่อการควบคุมบ้านทั้งหลังด้วยความง่ายดาย Samsung Home Hub คือแพลตฟอร์มที่รวมบริการ SmartThings ไว้ถึง 6 อย่าง ทำให้ผู้ใช้สามารถ
สั่งการสมาร์ทโฮมได้บนแอปพลิเคชันเดียวและจัดการกับงานบ้านต่างๆ ได้ด้วยปลายนิ้ว

ซัมซุงยังได้ประกาศจะทำให้ SmartThings เป็นฟีเจอร์ที่ติดตั้งมาพร้อมใช้งานในผลิตภัณฑ์ทีวีปี 2022, สมาร์ทมอนิเตอร์ และตู้เย็น Family Hub เพื่อการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นระหว่างเครื่องใช้ไฟฟ้า ช่วยสร้างประสบการณ์การใช้ชีวิตที่เข้าถึงได้มากขึ้นอย่างไร้ที่ติสำหรับทุกคน

นอกจากนี้ ซัมซุงยังประกาศบทบาทในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งของ Home Connectivity Alliance (HCA) หรือองค์กรที่รวบรวมผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าสมาร์ทโฮมไว้ด้วยกัน โดยมุ่งเน้นการสร้างรูปแบบการใช้ชีวิตอัจฉริยะให้ผู้บริโภคโดย
ไม่คำนึงถึงแบรนด์ และมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างดีไวซ์จากแบรนด์ต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น และเพื่อเพิ่มความความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และบริการ


“ในฐานะพันธมิตรระดับโลกของผู้ผลิตเครื่องใช้ในบ้านอัจฉริยะ สมาชิก HCA เชื่อว่าการเชื่อมต่อและเทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยพัฒนาประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น สะท้อนตัวตนของผู้บริโภคได้มากขึ้น และชาญฉลาดอย่างแท้จริงสำหรับผู้บริโภค” แคทเธอรีน ชิน รองประธานฝ่ายประสบการณ์ลูกค้า บริษัท Trane Technologies กล่าว “องค์กร HCA ขอเชิญผู้ผลิตระดับโลกที่มีวิสัยทัศน์คล้ายกันในด้านการผลักดันประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกัน และนวัตกรรม มาทำงานร่วมกัน”

การกล่าววิสัยทัศน์ของซัมซุงในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป โดยความมุ่งมั่นนี้ไม่เพียงสะท้อนผ่านเทคโนโลยีของซัมซุงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความทุ่มเทในการสร้างโครงการต่างๆ ที่ช่วยส่งเสริมคนรุ่นใหม่ให้ร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่พวกเขาอยากเห็น ด้วยการพัฒนาและสร้างทักษะเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำงานในอนาคต เช่น โครงการ Solve for Tomorrow และ Samsung Innovation Campus ที่ช่วยสานฝันของเยาวชนให้เป็นจริง

“วันนี้ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะประกาศว่า โครงการส่งเสริมคนรุ่นใหม่ของซัมซุง มีผู้เข้าร่วมแล้วกว่า 21 ล้านคน ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งการช่วยให้ผู้คนได้บรรลุเป้าหมายไกลกว่าที่ฝันไว้ การปกป้องโลกเพื่อให้คนรุ่นหลังได้สัมผัส
ความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ และการสร้างนวัตกรรมเพื่อความเปลี่ยนแปลง คือการสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมของซัมซุง” นายฮาน กล่าว

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงรูปภาพและวิดีโอของผลิตภัณฑ์ใหม่จากงาน CES 2022 ได้ทาง news.samsung.com/global/ces-2022

ซัมซุงรุกตลาด SME เมืองไทย เปิดตัว Samsung Business Experience Store

posted Dec 22, 2021, 7:52 PM by Maturos Lophong


ซัมซุงรุกตลาด SME เมืองไทย เปิดตัว Samsung Business Experience Store

แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เซ็นทรัลเวิลด์




นางสาวสัณห์ฤทัย ดุษฎีวิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที

บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด






กรุงเทพฯ (22 ธันวาคม 2564) – ซัมซุง เดินหน้าเจาะตลาดกลุ่มธุรกิจองค์กร ยึดทำเลใจกลางเมือง ผุด Samsung Business Experience Store แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเป็นศูนย์กลางจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ ที่มาพร้อมกับการบริการให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงบริการหลังการขายอย่างครบครัน สมฐานะความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดลูกค้าองค์กรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอย่างแท้จริง



นางสาวสัณห์ฤทัย ดุษฎีวิวัฒน์ หัวหน้าฝ่ายขายกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ถือว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยจากข้อมูลของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า ในปี 2564 มีจำนวนผู้ประกอบการทั้งสิ้น 3,134,442 ราย หรือนับเป็นมากกว่าร้อยละ 99.54 ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด รวมถึงมีการจ้างงานสูงถึง 12,714,916 คน หรือร้อยละ 72.94 ของอัตราการจ้างงานโดยรวม[1]





ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงการเข้ามาของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทำให้รูปแบบการทำงานเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (Digital Disruption) ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการ SME เล็งเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วยในการปรับเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคพร้อมสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าทั้งในด้านสินค้าและบริการ









นางสาวสัณห์ฤทัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันเรากำลังเข้าสู่ยุค Next Normal อย่างเต็มตัว ผู้ประกอบการจำนวนมากได้ตัดสินใจลงทุนเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ด้วยเหตุนี้ ซัมซุง ในฐานะแบรนด์ที่นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมาพร้อมกับโซลูชันด้านการจัดการและความปลอดภัยแบบครบวงจร จึงได้เตรียมความพร้อมเพื่อตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ ด้วยการเปิด Samsung Business Experience Store แห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ รวมถึงยังเป็นแห่งที่สองของทวีปเอเชีย และแห่งที่สามของโลก นอกเหนือจากประเทศอังกฤษ และตุรกีอีกด้วย”





“Samsung Business Experience Store จะจัดแสดงพร้อมจำหน่ายสมาร์ทดีไวซ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจ SME โดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจด้านบริการ และธุรกิจที่ต้องรองรับการทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) ซึ่งสโตร์แห่งนี้จะทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ที่สนใจได้เห็นศักยภาพของการใช้งานเทคโนโลยี ที่จะมาช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และเป็นระบบได้อย่างชัดเจนมากขึ้นก่อนทำการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจได้อย่างดีที่สุด” นางสาวสัณห์ฤทัย กล่าวปิดท้าย


Samsung Business Experience Store ตั้งอยู่เป็นส่วนหนึ่งของ Samsung Experience Store ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยแบ่งการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันเป็นทั้งหมด 3 โซน ได้แก่



โซนที่ 1: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจรูปแบบไฮบริด ภายใต้คอนเซปต์ ‘The day of Rugged Journey’ ที่จะนำหลากหลายผลิตภัณฑ์ในตระกูล Rugged Device ไม่ว่าจะเป็น XCover 5, XCover Pro, Tab Active 3, Tab Active pro ที่มีคุณสมบัติพิเศษด้านความทนทาน นวัตกรรม มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างสามารถเชื่อมต่อกับบริการของพาร์ทเนอร์ได้มาจัดแสดงไว้ในที่เดียว



ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดที่เติบโตขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจค้าปลีก (Retail) ธุรกิจธนาคาร (Banking FSI) ธุรกิจด้านสุขภาพ (Health Care) เช่น Wellness Center และ telehealth ธุรกิจขนส่ง (Logistics) และธุรกิจด้านการศึกษา (Education) ผ่านการทำงานร่วมกับฟีเจอร์และโซลูชัน อย่าง Microsoft Office Suite บน Samsung DeX ที่จะทำให้เครื่องมือการทำงานต่างๆ อาทิ Microsoft Office, Microsoft Teams หรือ Microsoft365 พร้อมใช้งานทั้งบนสมาร์ทดีไวซ์ รวมถึงเชื่อมต่อกับหน้าจอเพื่อการใช้งานแบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้ทุกการทำงานเป็นไปอย่างลื่นไหลไร้รอยต่อ


โซนที่ 2: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับจัดการธุรกิจด้านร้านอาหาร ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Samsung Galaxy Tab Active3 ผลิตภัณฑ์สมาร์ทแท็บเล็ต Rugged Device ที่มีจุดเด่นในด้านประสิทธิภาพการทำงานอันทรงพลัง และความแข็งแรงทนทาน พร้อมใช้งานในทุกสภาพแวดล้อม กับ Ocha แอปพลิเคชันบริหารจัดการร้านอาหารแบบ Point Of Sale (POS) อันดับ 1 ในประเทศไทย เพื่อให้บริการด้านระบบการขายหน้าร้าน ที่จะมีการเก็บข้อมูล
การขาย สต็อกสินค้า และข้อมูลการบันทึกค่าใช้จ่าย เมื่อมีการขายสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารสามารถจัดการร้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


โซนที่ 3: ผลิตภัณฑ์และโซลูชันสำหรับธุรกิจด้านบริการ ด้วย Smart Queue Solution ระบบจัดการคิวจาก P&P Electronics ที่พร้อมตอบสนองความต้องการ และรองรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก องค์กรขนาดใหญ่ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งโซลูชันนี้จะทำงานร่วมกับ Samsung Galaxy Tab Active3 หรือ Samsung Tab Active Pro เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่มาใช้บริการ ด้วยความสามารถในการบริหารจัดการเวลาได้อย่างเป็นระบบ การจัดการสถิติข้อมูลการเข้ารับบริการของลูกค้าอย่างละเอียดรวดเร็ว พร้อมทำงานได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่นและรองรับกระบวนการการทำงานได้หลากหลายรูปแบบ


พบกับประสบการณ์ใหม่ของนวัตกรรมและเทคโนโลยีสำหรับกลุ่มธุรกิจองค์กรได้ที่ Samsung Business Experience Store ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 4 โซน Atrium ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02-689-3277

“โรบินฮู้ด” สานต่อโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม เตรียมนำความปกติสุขสู่ความปกติใหม่

posted Nov 23, 2021, 12:10 AM by Maturos Lophong


“โรบินฮู้ด” สานต่อโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม เตรียมนำความปกติสุขสู่ความปกติใหม่

เปิดตัว “โรบินฮู้ด ทราเวล” ชู Zero Commission ช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทย

• เตรียมให้บริการแพลตฟอร์มวางแผนท่องเที่ยวแบบ ALL-IN-ONE สัญชาติไทย รับการฟื้นตัวต้นปี 2565

“โรบินฮู้ด” แอปเพื่อคนตัวเล็ก สานต่อพันธกิจในการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ต่อยอดขยายขอบเขตการให้บริการสู่ธุรกิจ Non-Food ประเดิมภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลังวิกฤตโควิดคลี่คลาย พร้อมตอกย้ำเจตนารมณ์ของแพลตฟอร์มมุ่งช่วยเหลือ “ผู้ประกอบการไทย” สร้างแพลทฟอร์มแห่งความเกื้อกูล (platform of kindness) จากโรงแรมสู่นักท่องเที่ยว ล่าสุดเปิดตัว “โรบินฮู้ด ทราเวล” เตรียมให้บริการ OTA (Online Travel Agent) สัญชาติไทย ชู Zero Commission ไม่เก็บค่าคอมมิชชันจากโรงแรม หวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและช่วยผู้ประกอบการไทยไม่ต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการใช้ตัวแทนในการขายห้องพักผ่านช่องทางออนไลน์ และสามารถนำต้นทุนที่ลดลงส่งต่อเป็นส่วนลดให้นักท่องเที่ยว พร้อมรวบรวมประสบการณ์การเดินทางแบบครบวงจร (ALL-IN-ONE) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวตั้งแต่การให้บริการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน กิจกรรมท่องเที่ยว รถเช่า และประกันภัย (Online Travel Agent) เป็นการเตรียมนำความปกติสุขในการท่องเที่ยวสู่ความปกติใหม่ของโลกหลังยุคโควิด (New Normal)


ทั้งนี้คาดว่า “โรบินฮู้ด ทราเวล” จะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการได้ต้นปี 2565 รองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังเปิดประเทศ พร้อมตั้งเป้าภายในหนึ่งปีจะมีผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยวเข้าร่วมแพลตฟอร์ม 30,000 ราย มีจำนวนลูกค้าผู้ใช้งานกว่า 200,000 ราย สามารถช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการโรงแรมได้กว่า 200 ล้านบาท ควบคู่ไปกับการขยายฐานลูกค้าผู้ใช้งานแพลตฟอร์ม เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ซุปเปอร์แอปสัญชาติไทย” ที่พร้อมรองรับการเป็นผู้ให้บริการในระดับภูมิภาค (Regional Player) ในอนาคตต่อไป


นายธนา เธียรอัจฉริยะ ประธานกรรมการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์สจำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์ม “โรบินฮู้ด” กล่าวว่า “จุดเริ่มต้นของโรบินฮู้ดแพลตฟอร์มเกิดขึ้นจากการต้องการช่วยเหลือ “คนตัวเล็ก” ให้สามารถฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้วยการไม่เก็บค่า GP กับร้านอาหาร ส่งผลให้แพลตฟอร์มเราได้รับการตอบรับจากผู้ใช้งาน ร้านค้า และไรเดอร์เป็นอย่างดี และตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมาพบว่า นอกจากธุรกิจร้านอาหารแล้ว อีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับต้น ๆ ประสบสภาวะซบเซาอย่างหนักมากว่า 2 ปี คือ ธุรกิจท่องเที่ยว โดยโรบินฮู้ดมีพันธกิจหลักในการสร้างโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม มีเป้าหมายสำคัญเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นกำลังสำคัญของประเทศเราได้ต่อยอดบริการด้านฟู้ดเดลิเวอรี จากคนตัวเล็กในธุรกิจอาหาร สู่ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศหลังสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มกลับมาพร้อมกับการเปิดประเทศ เราจึงได้เตรียมเปิด “โรบินฮู้ด ทราเวล” บริการ OTA (Online Travel Agent) ชู “Zero Commission” ไม่เก็บค่าคอมมิชชัน หวังเป็นส่วนหนึ่งของสังคมในการช่วยพลิกฟื้นภาคการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาเดินหน้าต่อได้ ที่สำคัญเป็นการนำความปกติสุขที่คนไทยมักได้รับจากการท่องเที่ยวมาสู่ความปกติใหม่ของโลกยุคหลังโควิด”


​ “โดย “โรบินฮู้ด ทราเวล” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยวให้ได้พบกัน ทีมงานใช้เวลากว่า 6 เดือน ในการเดินหน้าพูดคุยกับผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวถึงปัญหาที่พบเจอ มีการลงพื้นที่จริง เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาพัฒนาเป็นบริการใหม่ “โรบินฮู้ด ทราเวล” ภายใต้แพลตฟอร์มโรบินฮู้ด ลูกค้าไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปฯ ใหม่ เพื่อที่ลูกค้าสามารถใช้งานง่ายขึ้น และได้รับประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวที่ครบวงจร โดยบริการ “โรบินฮู้ด ทราเวล” นี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวของโรบินฮู้ดในการมุ่งสู่การเป็น “ซุปเปอร์แอปสัญชาติไทย” ที่ครอบคลุมบริการด้านอาหาร และการท่องเที่ยวเดินทาง นอกจากนี้เรามุ่งหวังให้โรบินฮู้ดเป็นแพลตฟอร์มแรกในประเทศไทย ที่ทำเพื่อช่วยเหลือคนไทยด้วยกันให้สามารถยืนหยัดต่อไปได้” นายธนา กล่าวเสริม


นายสีหนาท ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพอร์เพิล เวนเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า “ตลาดการท่องเที่ยวในประเทศไทยถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 จากผลสำรวจพบว่า ในประเทศไทยมีที่พักขนาดกลาง และขนาดเล็กกว่า 50,000 โรง โดยกว่า 44% ใช้บริการแพลตฟอร์มจองที่พักผ่านออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการโรงแรมต้องจ่ายค่าคอมมิชชันในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์กว่า 15-30% เราจึงได้นำจุดยืนในการทำธุรกิจเพื่อสังคมมาเป็นพื้นฐานในการพัฒนาบริการ “โรบินฮู้ด ทราเวล” ด้วยการไม่คิดค่าคอมมิชชันกับผู้ประกอบการโรงแรมในการใช้บริการแพลตฟอร์มของเรา ดังนั้น โรงแรมก็จะสามารถทำโปรโมชั่นเสริมเองได้ อาจจะเป็นส่วนลด หรือของแถมต่าง ๆ ส่งตรงให้กับลูกค้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมยังได้รับเงินค่าห้องรวดเร็วขึ้นภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากลูกค้า Check Out ช่วยให้มีเงินหมุนเวียนในระบบและเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังมีระบบการแบ่งปันข้อมูลลูกค้า (Customer Intelligence Sharing) ที่จะสามารถช่วยวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าได้ ด้านลูกค้าที่จองการเดินทางกับ “โรบินฮู้ด ทราเวล” จะได้รับประสบการณ์การวางแผนการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ หรือ Seamless Experience โดยเรารวบรวมประสบการณ์การเดินทางแบบครบวงจร (ALL-IN-ONE) ไว้ในแพลตฟอร์มเดียวตั้งแต่การให้บริการจองที่พัก ตั๋วเครื่องบิน กิจกรรมท่องเที่ยว รถเช่า และประกันภัย (Online Travel Agent)”



 “ด้วยความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าโรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอร์รีกว่า 2.3 ล้านคน และลูกค้าธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 16.3 ล้านคน จากข้อมูลเราพบว่า ลูกค้าที่ใช้บริการโรบินฮู้ด ฟู้ดเดลิเวอรี เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูง ทำให้เราเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายในสิ้นปี 2565 จะมีผู้ประกอบการ SME ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม และการท่องเที่ยวเข้าร่วมบนแพลตฟอร์ม “โรบินฮู้ด ทราเวล” กว่า 30,000 ราย ทั่วประเทศ มีจำนวนลูกค้าผู้ใช้งานกว่า 200,000 ราย มีทริปเกิดขึ้นจากแพลตฟอร์มกว่า 300,000 ทริป สร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1 พันล้านบาท และสามารถช่วยผู้ประกอบการลดค่าใช้จ่ายจากค่าคอมมิชชั่นได้กว่า 200 ล้านบาท เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “โรบินฮู้ด ทราเวล” จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทยกลับมาเป็นปกติสุขในเร็ววันอีกครั้ง” นายสีหนาท กล่าวทิ้งท้าย



โรบินฮู้ดจึงใคร่ขอเชิญผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวที่สนใจสมัครเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ “โรบินฮู้ด ทราเวล” ลงทะเบียนได้ที่ https://otaregister.robinhood.in.th/ หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.robinhood.in.th



#Robinhood #แอปเพื่อคนตัวเล็ก #RobinhoodTravel #แอปเพื่อผู้ประกอบการตัวเล็ก #GetReady #ทีมเที่ยวไทย

“LINE MAN MART” จับมือ ตลาดสามย่าน ฟื้นวิกฤติผู้ค้า คว้ายอดขายหลักแสนให้ชาวตลาด พร้อมเปิดฟรี GP และส่งฟรี 3 กิโล

posted Oct 13, 2021, 10:38 PM by Maturos Lophong





“LINE MAN MART” จับมือ ตลาดสามย่าน ฟื้นวิกฤติผู้ค้า

คว้ายอดขายหลักแสนให้ชาวตลาด พร้อมเปิดฟรี GP และส่งฟรี 3 กิโล


เผยหมัดเด็ดที่ทำให้พ่อค้าแม่ขายชาวตลาดสามย่าน ตลาดคุณภาพของคนเมืองสามารถเอาชนะวิกฤติและจัดการธุรกิจให้อยู่รอดจากสถานการณ์โควิด-19 ด้วยการเข้าร่วมกับ LINE MAN MART จัดโซลูชั่นใหม่ให้ร้านค้าเข้ามาขายได้ฟรี โดยไม่คิดค่า GP ทำให้ผู้ค้ารุ่นเก่ากล้าตัดสินใจเลือกใช้เป็นช่องทางสร้างรายได้ ช่วยเพิ่มยอดขาย ช่วยรักษาฐานลูกค้าประจำไว้ได้ และยังกระตุ้นการขายให้กับตลาดโดยรวมไว้ได้

ตลาดสามย่าน ตลาดขนาดใหญ่เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองกรุงมามา 50-60 ปีแล้ว ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายยุคสมัย จนกระทั่งมีคอมมูนิตี้มอลล์อย่าง สามย่านมิตรทาวน์เข้ามาเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงเป็นแหล่งค้าที่มีสินค้าคุณภาพ ลูกค้าเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ เป็นแหล่งวัตถุดิบของร้านค้าภัตตาคารชื่อดัง จนกลายเป็นตลาดใจกลางเมืองที่ลูกค้ามั่นใจและเชื่อถือมาโดยตลอด แต่เมื่อต้องเจอกับผลกระทบของสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะคำสั่งล็อกดาวน์ ทำให้ประสบกับปัญหาตลาดถูกสั่งปิด ไม่มีพื้นที่ขาย และแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงบ้าง แต่ลูกค้าก็ยังไม่กล้าออกมาจับจ่าย กลายเป็นภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัด





คุณวรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬา (PMCU) เปิดเผยว่าหากมองอีกมุมหนึ่งจะพบว่าโควิดเป็นวิกฤตที่ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวกลับไปสู่ New Normal เป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องรีเซ็ตตัวเองใหม่เพื่อให้อยู่รอด ซึ่งแนวคิดนี้ก็ทำให้หน่วยงานที่ดูแลตลาดสามย่าน โดยทีม Marketing support เร่งมองหาแนวทางช่วยเหลือผู้ค้าให้อยู่รอด โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผู้ค้าใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ

ตลาดสามย่านจึงจับมือร่วมกับ LINE MAN แพลตฟอร์มออนดีมานด์ที่เชื่อมต่อร้านค้ากับผู้ใช้งาน LINE MAN กว่า 5.9 ล้านคนต่อเดือน ผลักดันโซลูชั่นใหม่ “LINE MAN MART” เพื่อเปิดแผงตลาดของสดหรือของแห้งแบบออนไลน์ฟรี ไม่คิดค่า GP ร่วมช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดใกล้บ้านที่ได้รับผลกระทบ

เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสั่งวัตถุดิบผ่าน LINE MAN ส่งตรงถึงมือได้เลยโดยไม่ต้องออกจากบ้าน พร้อมช่วยสนับสนุนการขายจนสุดทาง โดยผู้สั่งจะได้ค่าส่งฟรีในระยะทางที่กำหนดอีกด้วย



“ในช่วงวิกฤตผู้ค้าเองก็ต้องมองต้นทุน ดังนั้นการที่ LINE MAN ช่วยเหลือทำให้ผู้ค้ายังสามารถรักษากำไรของตนไว้ได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะเปิดใจเข้าถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น และเมื่อผู้ค้ารู้สึกคุ้นชิน เห็นว่าเป็นการเพิ่มช่องทางเพิ่มรายได้ให้เขาหรือช่วยให้ขยายธุรกิจได้ ย่อมทำให้เขาอยากจะร่วมและใช้เครื่องมือนี้แบบถาวร” คุณวรพงศ์ กล่าวและพูดถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการร่วมมือกับ LINE MAN ว่า

ในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ค้ารุ่นเก่าที่เริ่มยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีเข้ากับการค้าขายได้มากขึ้น และเมื่อผู้ค้าตลาดแบบดั้งเดิมกระโดดเข้ามาโลดแล่นอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น ลูกค้าจึงมีทางเลือกและสามารถเปลี่ยนไปซื้อขายกับเจ้าอื่นได้ ดังนั้นการที่ผู้ค้ามีหน้าร้านออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนจำนวนมากได้ จึง สามารถใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะใช้รักษาลูกค้าประจำ และลูกค้าซื้อต่อเนื่องของตนเองได้เช่นกัน การเข้าร่วมแคมเปญยังเห็นผลประเมินเป็นตัวเลขได้อีกด้วย โดยพบว่ายอดขายรวมของสามย่านอยู่ที่หลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นว่าช่องทางนี้สามารถช่วยให้ชาวตลาดฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้กลุ่มผู้ค้ายังคงมีรายได้อยู่ ถึงแม้ว่าคนเดินตลาดน้อยลงในช่วงโควิด-19 ก็ตาม

ทั้งนี้ ด้วยแนวโน้มสถานการณ์คลี่คลายมากขึ้น รัฐออกมาตรการปลดล็อคพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น แม้ว่าช่องทางออนไลน์จะเข้ามาซัพพอร์ตและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในช่วงโควิด-19 ก็ตาม แต่วิธีการซื้อขายออนไลน์จะยังคงเป็นพื้นฐานอยู่เช่นเดิม เพราะวงการ shopping online นี้เข้าง่ายออกยาก บวกกับพฤติกรรมคุ้นชินกับความสะดวกสบายที่ได้รับ จึงเชื่อว่าหากผู้ค้าเลือกที่จะใช้บริการแพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์ต่อไป จะช่วยสร้างโอกาสเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

สำหรับร้านค้าที่สนใจร่วม “LINE MAN MART” สามารถสมัครได้ฟรี ไม่คิดค่า GP ถึง 31 ตุลาคม 2564 นี้ สามารถสมัครได้แล้วผ่านเว็บไซต์ https://bit.ly/2WV39IH หรือสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น Wongnai Merchant ได้ทั้งระบบ iOS และ Android เพียงเป็นร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 พื้นที่บริการ ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ก็สามารถสมัครได้ด้วยตนเอง

LINE จัดทัพใหม่ เปิดกลุ่มธุรกิจ ‘LINE Consumer Business’ มุ่งหน้ายกระดับงานครีเอทีฟไทยสู่ธุรกิจระดับโลก

posted Jun 29, 2021, 12:08 AM by Maturos Lophong




LINE จัดทัพใหม่ เปิดกลุ่มธุรกิจ ‘LINE Consumer Business’ มุ่งหน้ายกระดับงานครีเอทีฟไทยสู่ธุรกิจระดับโลก



LINE STICKERS: ผลักดันครีเอเตอร์ไทย สู่ธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ระดับโลก

LINE MELODY: ยกระดับผลงานศิลปินเพื่อสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

LINE ดูดวง: พลิกโฉมบริการด้านความเชื่อแบบไทยสู่บรรทัดฐานใหม่ในยุคดิจิทัล


LINE ก้าวสู่ปีที่ 10 ในการให้บริการ มุ่งมั่นสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตดิจิทัลของคนไทย ผ่านการให้บริการมากมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสารยุคดิจิทัลที่สร้างความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แต่ยังเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงอีกด้วย ในปี 2564 LINE เดินหน้าต่อเนื่อง ปรับโครงสร้างธุรกิจบริการบนแพลตฟอร์ม ขยาย LINE Consumer Business บุกตลาดด้วย LINE STICKERS, LINE MELODY และ LINE ดูดวง มุ่งยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ให้ดีกว่าเคย พร้อมเดินหน้าสนับสนุน ผลักดัน นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ทั้งสติกเกอร์ ดนตรี และศาสตร์ดวงชะตาแบบไทย ให้ก้าวไกลในตลาดโลก







นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาธุรกิจพาณิชย์ตลาดผู้บริโภคของ LINE ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจหลักอย่าง LINE STICKERS ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานสติกเกอร์เทียบเคียงกับครีเอเตอร์ระดับโลก เพื่อใช้บนแพลตฟอร์มของ LINE มาตั้งแต่ปี 2557 เราเห็นถึงศักยภาพการพัฒนาขยายธุรกิจ ในด้านของการทำธุรกิจลิขสิทธิ์ (Licensing) และธุรกิจจำหน่ายสินค้า (Merchandising) ในการขยายธุรกิจส่วนของธุรกิจเพลง LINE MELODY ที่เปิดตัวในปี 2562 ที่ผ่านมา LINE จึงได้ปรับโครงสร้างธุรกิจพาณิชย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดกลุ่มธุรกิจใหม่ ‘LINE Consumer Business’ เพื่อพัฒนาและผลักดันธุรกิจพาณิชย์ต่าง ๆ เริ่มต้นด้วย 3 บริการ ได้แก่ LINE STICKERS, LINE MELODY และ LINE ดูดวง ที่กลับมาด้วยโฉมใหม่ ให้มีบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจของเราอีกด้วย”




ในปี 2563 ที่ผ่านมา ธุรกิจพาณิชย์ภายใต้ LINE Consumer Business เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีครีเอเตอร์ไทยผู้สร้างสรรค์สติกเกอร์ร่วมงานกับ LINE (LINE Creators) ถึงกว่า 700,000 ราย มีสติกเกอร์วางจำหน่ายในตลาดของประเทศไทยกว่า 3.6 ล้านชุด และมีร้านค้าที่ได้รับอนุญาตเป็นตัวแทนจาก LINE STICKERS (LINE Verified Reseller) มากกว่า 12,000 ร้านค้า ในขณะเดียวกันได้เริ่มมีการต่อยอดความสำเร็จจาก LINE CREATORS MARKET ในการทำธุรกิจด้านลิขสิทธิ์ (Licensing) โดยได้ผนึกกำลังกับ เอไอเอส แบรนด์แถวหน้าของเมืองไทยในการพัฒนาให้สติกเกอร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ด้วยสติกเกอร์ชุดพิเศษกว่า 80 ชุด ที่ถูกใช้โดยลูกค้า AIS กว่า 3 ล้านราย ซึ่งความสำเร็จจากความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำก้าวแรกของธุรกิจ Licensing ได้เป็นอย่างดี ด้าน LINE MELODY เสียงเรียกเข้าและเสียงรอสายเมื่อโทรผ่าน LINE Call ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านคน จากการเปิดใช้งานเพียง 2 ปี และมีคลังเพลงทั้งสิ้นกว่า 30,000 เพลงจากกว่า 36 พันธมิตรค่ายเพลง และ Music Distributors ทั้งไทยและต่างประเทศ และมีการทำแคมเปญพิเศษร่วมกับค่ายเพลงและศิลปินต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี







“ในปี 2564 นี้ เรายังคงมุ่งมั่นเชื่อมต่อผู้ใช้ ข้อมูล และบริการให้ใกล้กันมากขึ้น​ (Closing The Distance) โดยได้นำความรู้ (Knowledge) และความเชี่ยวชาญ (Know-how) ทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับสากล มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับการให้บริการ LINE Consumer Business ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์การยกระดับงานครีเอทีฟไทยสู่ธุรกิจระดับโลก (Local Creativeness to Global Business) โดยแยกตามบริการทั้ง 3 รูปแบบได้อย่างลงตัว” นายนรสิทธิ์ กล่าวเสริม







LINE STICKERS: ผลักดันครีเอเตอร์ไทยสู่ธุรกิจ IP ระดับโลก


LINE ได้นำความสำเร็จในการสร้าง LINE Creators ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา Ecosystem ของครีเอเตอร์ที่มีศักยภาพในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างคาแรคเตอร์ IP ชื่อดังของไทย ที่จะสามารถต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปได้อย่างกว้างขวาง ผ่านโปรแกรมการพัฒนา (Creators Development Program) ที่เรียกว่า Star Programs ได้แก่ ‘NEW STAR’ ค้นหาครีเอเตอร์ดาวรุ่งหน้าใหม่ผ่านกิจกรรม LINE STICKERS CONTEST, ‘RISING STAR’ ครั้งแรกกับการเฟ้นหาครีเอเตอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยรายการเรียลริตี้โชว์ THE NEXT CREATOR และ ‘SUPER STAR’ คัดสรรสุดยอดครีเอเตอร์เข้าโปรแกรม STAR CLUB เพื่อส่งเสริมครีเอเตอร์อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นตัวกลางในธุรกิจสินทรัพย์ทางปัญญาผ่าน LINE IP BUSINESS ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้า (Merchandising) หรือนำเอาลิขสิทธิ์ลายเส้น คาแรคเตอร์ต่าง ๆ ไปนำเสนอกับธุรกิจอื่น ๆ เพื่อจัดทำเป็นสินค้าถึงมือผู้บริโภคในระดับสากล (Licensing) นำไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีครีเอเตอร์ชั้นนำร่วมใน LINE IP BUSINESS ทั้งสิ้น 19 ราย


ล่าสุด ในต้นปีที่ผ่านมา LINE STICKERS ยังได้ร่วมมือกับ ยูนิโคล แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำระดับโลก ในคอลเลคชัน UTme ด้วย 300 คาแรคเตอร์จาก 23 ครีเอเตอร์ชาวไทย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สามารถสร้างความพอใจให้กับลูกค้าของแบรนด์เป็นอย่างมาก โดยผลักดันยอดขาย UTme ได้กว่า 300% แสดงถึงศักยภาพของผลงานสร้างสรรค์ฝีมือคนไทยในการร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกได้อย่างแท้จริง



LINE MELODY: ยกระดับผลงานศิลปินเพื่อสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น



จากความนิยมในการใช้งาน LINE MELODY ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตัว LINE MELODY เป็นเครื่องมือชี้วัดความนิยมของตัวศิลปินในตลาดเพลงเมืองไทยได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบัน การบริโภคเพลงที่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่มีความหลากหลาย ยากที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อบ่งชี้ความนิยมของศิลปินได้อย่างชัดเจน เพื่อสนับสนุนผลงานจากศิลปิน และเสริมสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น LINE MELODY จึงมีแผนในการฟื้นคืนชาร์ตเพลงฮิตจากยอดการจำหน่าย LINE MELODY MUSIC CHART จากการเก็บสถิติและข้อมูลยอดเพลงต่าง ๆ ในทุกเดือน และมีการแจกรางวัล ‘Black Melody’ ให้กับศิลปินที่มียอดจำหน่ายเพลง Melody ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเป็นกำลังใจให้กับศิลปิน นอกจากนี้ LINE MELODY ยังมีแผนที่จะรวมตัวศิลปินที่ได้รับรางวัล Black Melody มาไว้ในงาน LINE MELODY AWARDS CONCERT ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เพื่อมอบรางวัลให้กับศิลปินที่มีผลงานเพลงยอดดาวน์โหลดสูงสุดตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พร้อมมอบความสุขด้วยการแสดงฟรีคอนเสิร์ตเพลงฮิตจากศิลปินยอดนิยม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่ต่อยอดจากเสียงเรียกเข้าและเสียงรอสาย ไปสู่การสร้างความนิยมในตัวศิลปินจากค่ายต่าง ๆ ที่มากขึ้น


นอกจากนี้ LINE MELODY ยังมีแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์ “Assign by Friends” ที่สามารถระบุเสียงรอสายได้ตามรายชื่อกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ภายในปีนี้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการต่อยอดยกระดับอุตสาหกรรมเพลงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับและเพิ่มความสุขจากประสบการณ์การใช้งาน LINE ให้เต็มอิ่มมากขึ้น



LINE ดูดวง: พลิกโฉมบริการด้านความเชื่อแบบไทยสู่บรรทัดฐานใหม่ในยุคดิจิทัล


ความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นค่านิยมที่อยู่คู่คนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เปลี่ยนไปแม้ในยุคดิจิทัล LINE ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีที่มาช่วยเสริมไลฟ์สไตล์ของคนไทยให้สะดวกสบายมากขึ้นในทุกด้าน จึงได้ดำเนินกลยุทธ์การตอบสนองตลาดในเชิงลึก หรือ Hyper-Localization พลิกโฉมอีกครั้งกับบริการ LINE ดูดวง ที่จะรวบรวมเรื่องราว ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ความเชื่อไว้ในที่เดียว โดยวางแผนการให้บริการที่จะตอบสนองความต้องการของคนไทยมากขึ้นด้วยการสื่อสารผ่านคาแรคเตอร์ใหม่ “น้องกุมารและเหมียวสวาท” โดยในปีนี้ยังคงบริการที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะ ดวงประจำวัน สีเสื้อมงคล เลขศาสตร์ เบอร์โทรเสริมดวง และเพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์ใหม่ “ขอพร แก้บน” ประเดิมด้วย สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังอย่างไอ้ไข่ วัดเจดีย์ และหลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ โดยได้สตาร์ทอัพมือรางวัลอย่าง ศรัทธา.online ผู้ชนะจาก LINE HACK 2020 มาต่อยอดการให้บริการของ LINE ดูดวง ให้ครอบคลุมมากขึ้น และยังมีแผนที่จะขยายบริการให้ครบถ้วนมากขึ้นอีกในปีหน้า ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนและสร้างโอกาสทางธุรกิจของตลาดกลุ่มนี้ ที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์กลางให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้สะดวก ง่าย และเป็นวงกว้าง นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งในอนาคต




“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา LINE มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อที่เป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและด้านการทำธุรกิจ ด้วยข้อมูล นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านดิจิทัล และทีมงานที่มีความรู้ในการทำธุรกิจ วันนี้ LINE จึงพร้อมที่จะเป็นแพลตฟอร์มพันธมิตรของคนไทยในทุกด้านเพื่อร่วมเดินหน้าพลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลไทยไปสู่สากล ขับเคลื่อนให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน” นายนรสิทธิ์ กล่าวสรุป

Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ฟีเจอร์โฟนใหม่ รองรับ 4G ในราคาเริ่มต้น990 บาท

posted Jun 15, 2021, 1:37 AM by Maturos Lophong



Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ฟีเจอร์โฟนใหม่ รองรับ 4G ในราคาเริ่มต้น990 บาท


ยกระดับมาตรฐานตลาดฟีเจอร์โฟน คุณภาพดี ทนทาน ทันเทคโนโลยี


เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริม แบรนด์โนเกียทั่วโลก เปิดตัวฟีเจอร์โฟนใหม่พร้อมกันทั่วโลก 2 รุ่น Nokia 105 4G และ Nokia 110 4Gยกระดับมาตรฐานตลาดฟีเจอร์โฟนใหม่ จัดหนักด้วยระบบเสียงคมชัดระดับ VoLTE HD เชื่อมต่อ 4G เมนูรูปแบบใหม่ซูมเมนูให้ใหญ่อ่านง่ายขึ้น เปิดวิทยุ FM ได้ทันทีไม่ต้องใส่หูฟัง แบตอึด สแตนบายได้สูงสุด 18 วัน อึดในแบบฉบับของ Nokia พร้อมฟังก์ชั่น ช่วยอ่านข้อความ ดีไซน์ใหม่เพรียวบางมีสไตล์ ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพตามสไตล์สแกนดิเนเวียน ทนทาน ใช้งานได้นาน Nokia 105 4G ใหม่ ในราคาเพียง 990 บาท ดีไซน์ทันสมัย มีให้เลือก 3 สี ฟ้า แดง ดำ ส่วน Nokia 110 4G ใหม่ในราคาเพียง 1,090 บาท มาพร้อมกับกล้อง QVGA ความละเอียด 0.08MP มี 3 สี เหลือง ฟ้า ดำ ให้เลือก เผยฟีเจอร์โฟนยังเป็นที่ต้องการในตลาด ไม่เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยังมีกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่ต้องการฟีเจอร์โฟนเพื่อการโทรออกรับสายเป็นหลัก ชี้สัดส่วนการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟนเทียบกับฟีเจอร์โฟนในประเทศไทยปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 90 : 10 ย้ำ Nokia มีเป้าหมายเป็นแบรนด์โทรศัพท์ที่เป็นที่ชื่นชอบ ไว้ใจได้ และใช้งานได้นาน เพื่อผู้ใช้งานทุกเซ็กเมนต์



ภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าการใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่เร่งให้เกิดพฤติกรรมผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ทั้งในการชำระเงินด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการสัมผัสถูกเชื้อโรค ใช้สมัครและรับสิทธิจากมาตรการเยียวยาต่าง ๆ รวมไปถึงการลงทะเบียนฉีดวัคซีน เป็นต้น แต่กลับพบว่ายังมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงต้องการและมองหาโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนคุณภาพดี ทนทาน เพื่อการใช้งานพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออก รับสาย อ่านข้อความ SMS ใช้เพื่อความเพลิดเพลินตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เช่น ฟังวิทยุหรือฟังเพลง เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ หรือถ่ายรูป ล่าสุด เอชเอ็มดี โกลบอล จึงได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนใหม่ จำนวน 2 รุ่น คือ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเป็นรุ่นที่สามารถตอบสนองความต้องการตลาดฟีเจอร์โฟนในประเทศไทยเช่นกัน



“ในประเทศไทยมีตลาดกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีความต้องการและมองหาฟีเจอร์โฟน สะท้อนได้ชัดจากตัวเลขสัดส่วนการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟนเทียบกับฟีเจอร์โฟนของ Nokia ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันที่มีสัดส่วน ประมาณ 90 : 10 ซึ่งการขายโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนที่พัฒนาตามเทคโนโลยีของโทรคมนาคมที่ให้คุณภาพการใช้งานหลักโดยเฉพาะเสียงรับสายและโทรออกที่ชัดบนเครือข่ายโทรศัพท์ 4G หรือเครือข่ายใหม่ ๆ ในอนาคตเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ประกอบกับหนึ่งในกลยุทธ์ด้านการตลาดของ Nokia คือการเป็นแบรนด์โทรศัพท์มือถือที่ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ชื่นชอบ ไว้ใจ และสามารถเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งานได้นาน โดยกลุ่มเป้าหมายตลาดฟีเจอร์โฟนในประเทศไทยเป็นกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีประชากรอายุ 60 ปี มากกว่า 20% ของจำนวนประชากร โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถใช้งานง่าย ตัวอักษรมองเห็นชัดเจน สามารถฟังวิทยุ แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานได้นาน และกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่มองหาโทรศัพท์มือถือ ที่ทนทาน แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ไว้สำหรับ โทรเข้า-โทรออก เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ” ภราดร อธิบาย


ฟลอเรียน ไซชี (Florian Seiche) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HMD Global ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนใหม่จำนวน 2 รุ่น คือ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเป็นฟีเจอร์โฟนที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ด้วยการเชื่อมต่อ 4Gกับคุณภาพเสียงรับสายโทรออกระดับ VoLTE HD ให้ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบฟีเจอร์โฟนได้ “Love it รักเลย” กับเสียงที่คมชัด พร้อมเมนูรูปแบบใหม่ที่มีฟังก์ชั่นซูมดูเมนู ให้มีตัวอักษรใหญ่อ่านง่ายขึ้น และสามารถฟังวิทยุ FM ได้สะดวกขึ้น เพียงกดปุ่มสปีกเกอร์โฟน (Speakerphone) โดยไม่ต้องใส่หูฟัง “Trust it ไว้ใจได้” ด้วยแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตามแบบฉบับของNokia “Keep it ทนทาน” นอร์ดิกซ์ดีไซน์ การประกอบที่ประณีต และวัสดุที่ทนทาน พร้อมทั้งสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องในโหมดสแตนบายได้สูงสุดถึง 18 วัน พร้อมฟังก์ชั่น Readout2 ช่วยอ่านข้อความให้ออกมาเป็นเสียง Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางมีสไตล์ ทั้งยังผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพตามสไตล์สแกนดิเนเวียน ทนทาน ใช้งานได้นาน


“ในฐานะผู้นำตลาดฟีเจอร์โฟน ประสบการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการเพื่อการเชื่อมต่อในทุกวัน ประเด็นสำคัญกว่าเดิมคือการที่เราพัฒนาโทรศัพท์ Nokia ให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อ 4G ซึ่ง Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ ทั้งสองรุ่นนี้ เป็นฟีเจอร์โฟนที่พร้อมสำหรับอนาคต ในราคาที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้ เพื่อใช้ติดต่อกับครอบครัวและเพื่อน รวมทั้งใช้ในการทำงานที่เน้นการรับสายโทรออก นอกจากนี้ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ ยังได้รับการออกแบบใหม่ให้ทันสมัย ทนทาน พร้อมแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานตามแบบฉบับของ Nokia”


Nokia 105 4G ใหม่ เป็นฟีเจอร์โฟน ที่มาพร้อมกับคุณภาพเสียงในระดับ VoLTE HD บนการเชื่อมต่อ 4G เสียงคมชัดราวกับอยู่ในที่เดียวกัน ไม่ต้องตะโกนเพื่อให้ปลายทางได้ยินเหมือนรุ่นก่อน ๆ ใช้งานง่ายกับฟังก์ชั่นซูมเมนู ช่วยให้ไอคอนและตัวอักษรมีขนาดใหญ่ขึ้นใช้งานหน้าจอได้ง่ายขึ้น พร้อมฟังก์ชั่น Readout2 ช่วยอ่านข้อความให้ออกมาเป็นเสียง เชื่อถือได้กับแบตเตอรี่ 1,020mAh จาก Nokia ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย ด้วยขนาดที่เล็กทำให้สามารถพกใส่กระเป๋าได้ มีสีฟ้า สีแดง และสีดำ ให้เลือกเป็นเจ้าของ ในราคาเพียง 990 บาท



Nokia 110 4G ใหม่ ฟีเจอร์โฟนใหม่จาก Nokia พร้อมคุณสมบัติทุกประการที่ Nokia 105 4G ใหม่ มี และนอกจากคุณภาพเสียงในระดับ VoLTE HD บนการเชื่อมต่อ 4G แล้ว Nokia 110 4G ใหม่ ยังมีกล้องหลัง QVGA (0.08MP) สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการฟังก์ชั่นถ่ายภาพ พร้อม MP3 player และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลตามมาตรฐาน 128 + 48MB4 พร้อมสนับสนุนMicroSD การ์ดให้สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้สูงถึง 32GB เป็นฟีเจอร์โฟน 4G ที่พร้อมสำหรับอนาคต ผสมผสานคุณภาพที่เป็นแก่นของโทรศัพท์ Nokia ขึ้นชื่อด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยวและมีสไตล์ มีให้เลือก 3 สี คือ เหลือง ฟ้า และดำ ในราคาเพียง 1,090 บาท


นอกจากนี้ ทั้ง Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ ยังมีฟังก์ชั่นที่โดดเด่น คือ สามารถฟังวิทยุ FM ได้สะดวกขึ้น แบบไม่ต้องใส่หูฟัง เพียงกดปุ่มสปีกเกอร์โฟน (Speakerphone) ก็สามารถฟังวิทยุ FM ได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นใช้งานเป็นไฟฉาย และแอปฯ เกม แอปฯ คำศัพท์ภาษาอังกฤษกับ Oxford เป็นต้น


Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ มีจำหน่ายที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย Nokia ทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ อาทิ Shopee http://nokiaphon.es/hfe Lazada http://nokiaphon.es/mc4 และ JD http://nokiaphon.es/w48


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ https://www.nokia.com/phones/th_th/feature-phones




เกี่ยวกับ HMD Global



HMD Global Oy คือ The Home of Nokia Phones ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Espoo ประเทศฟินแลนด์ ออกแบบและทำการตลาดสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน สำหรับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายต่าง ๆ ด้วยราคาผลิตภัณฑ์ ที่หลากหลาย ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและคุณภาพ HMD จึงเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากแบรนด์ Nokia ในการทำการออกแบบและทำการตลาดโทรศัพท์รวมทั้งแท็บเล็ต Nokia แต่เพียงผู้เดียว ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ HMD Global: www.hmdglobal.com

1-10 of 126