IT



“LINE MAN MART” จับมือ ตลาดสามย่าน ฟื้นวิกฤติผู้ค้า คว้ายอดขายหลักแสนให้ชาวตลาด พร้อมเปิดฟรี GP และส่งฟรี 3 กิโล

posted Oct 13, 2021, 10:38 PM by Maturos Lophong





“LINE MAN MART” จับมือ ตลาดสามย่าน ฟื้นวิกฤติผู้ค้า

คว้ายอดขายหลักแสนให้ชาวตลาด พร้อมเปิดฟรี GP และส่งฟรี 3 กิโล


เผยหมัดเด็ดที่ทำให้พ่อค้าแม่ขายชาวตลาดสามย่าน ตลาดคุณภาพของคนเมืองสามารถเอาชนะวิกฤติและจัดการธุรกิจให้อยู่รอดจากสถานการณ์โควิด-19 ด้วยการเข้าร่วมกับ LINE MAN MART จัดโซลูชั่นใหม่ให้ร้านค้าเข้ามาขายได้ฟรี โดยไม่คิดค่า GP ทำให้ผู้ค้ารุ่นเก่ากล้าตัดสินใจเลือกใช้เป็นช่องทางสร้างรายได้ ช่วยเพิ่มยอดขาย ช่วยรักษาฐานลูกค้าประจำไว้ได้ และยังกระตุ้นการขายให้กับตลาดโดยรวมไว้ได้

ตลาดสามย่าน ตลาดขนาดใหญ่เก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองกรุงมามา 50-60 ปีแล้ว ซึ่งเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายยุคสมัย จนกระทั่งมีคอมมูนิตี้มอลล์อย่าง สามย่านมิตรทาวน์เข้ามาเพิ่มเติม แต่ก็ยังคงเป็นแหล่งค้าที่มีสินค้าคุณภาพ ลูกค้าเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อ เป็นแหล่งวัตถุดิบของร้านค้าภัตตาคารชื่อดัง จนกลายเป็นตลาดใจกลางเมืองที่ลูกค้ามั่นใจและเชื่อถือมาโดยตลอด แต่เมื่อต้องเจอกับผลกระทบของสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะคำสั่งล็อกดาวน์ ทำให้ประสบกับปัญหาตลาดถูกสั่งปิด ไม่มีพื้นที่ขาย และแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลงบ้าง แต่ลูกค้าก็ยังไม่กล้าออกมาจับจ่าย กลายเป็นภาวะซบเซาอย่างเห็นได้ชัด





คุณวรพงศ์ สุขธีรอนันตชัย ผู้อำนวยการสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬา (PMCU) เปิดเผยว่าหากมองอีกมุมหนึ่งจะพบว่าโควิดเป็นวิกฤตที่ทำให้ทุกคนต้องปรับตัวกลับไปสู่ New Normal เป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องรีเซ็ตตัวเองใหม่เพื่อให้อยู่รอด ซึ่งแนวคิดนี้ก็ทำให้หน่วยงานที่ดูแลตลาดสามย่าน โดยทีม Marketing support เร่งมองหาแนวทางช่วยเหลือผู้ค้าให้อยู่รอด โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผู้ค้าใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ

ตลาดสามย่านจึงจับมือร่วมกับ LINE MAN แพลตฟอร์มออนดีมานด์ที่เชื่อมต่อร้านค้ากับผู้ใช้งาน LINE MAN กว่า 5.9 ล้านคนต่อเดือน ผลักดันโซลูชั่นใหม่ “LINE MAN MART” เพื่อเปิดแผงตลาดของสดหรือของแห้งแบบออนไลน์ฟรี ไม่คิดค่า GP ร่วมช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าจากตลาดใกล้บ้านที่ได้รับผลกระทบ

เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสั่งวัตถุดิบผ่าน LINE MAN ส่งตรงถึงมือได้เลยโดยไม่ต้องออกจากบ้าน พร้อมช่วยสนับสนุนการขายจนสุดทาง โดยผู้สั่งจะได้ค่าส่งฟรีในระยะทางที่กำหนดอีกด้วย



“ในช่วงวิกฤตผู้ค้าเองก็ต้องมองต้นทุน ดังนั้นการที่ LINE MAN ช่วยเหลือทำให้ผู้ค้ายังสามารถรักษากำไรของตนไว้ได้ ซึ่งวิธีนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่จะเปิดใจเข้าถึงการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น และเมื่อผู้ค้ารู้สึกคุ้นชิน เห็นว่าเป็นการเพิ่มช่องทางเพิ่มรายได้ให้เขาหรือช่วยให้ขยายธุรกิจได้ ย่อมทำให้เขาอยากจะร่วมและใช้เครื่องมือนี้แบบถาวร” คุณวรพงศ์ กล่าวและพูดถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการร่วมมือกับ LINE MAN ว่า

ในช่วงล็อกดาวน์ที่ผ่านมา ส่งผลให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้ค้ารุ่นเก่าที่เริ่มยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีเข้ากับการค้าขายได้มากขึ้น และเมื่อผู้ค้าตลาดแบบดั้งเดิมกระโดดเข้ามาโลดแล่นอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น ลูกค้าจึงมีทางเลือกและสามารถเปลี่ยนไปซื้อขายกับเจ้าอื่นได้ ดังนั้นการที่ผู้ค้ามีหน้าร้านออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนจำนวนมากได้ จึง สามารถใช้เป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะใช้รักษาลูกค้าประจำ และลูกค้าซื้อต่อเนื่องของตนเองได้เช่นกัน การเข้าร่วมแคมเปญยังเห็นผลประเมินเป็นตัวเลขได้อีกด้วย โดยพบว่ายอดขายรวมของสามย่านอยู่ที่หลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นว่าช่องทางนี้สามารถช่วยให้ชาวตลาดฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี เพราะทำให้กลุ่มผู้ค้ายังคงมีรายได้อยู่ ถึงแม้ว่าคนเดินตลาดน้อยลงในช่วงโควิด-19 ก็ตาม

ทั้งนี้ ด้วยแนวโน้มสถานการณ์คลี่คลายมากขึ้น รัฐออกมาตรการปลดล็อคพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น แม้ว่าช่องทางออนไลน์จะเข้ามาซัพพอร์ตและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในช่วงโควิด-19 ก็ตาม แต่วิธีการซื้อขายออนไลน์จะยังคงเป็นพื้นฐานอยู่เช่นเดิม เพราะวงการ shopping online นี้เข้าง่ายออกยาก บวกกับพฤติกรรมคุ้นชินกับความสะดวกสบายที่ได้รับ จึงเชื่อว่าหากผู้ค้าเลือกที่จะใช้บริการแพลตฟอร์มค้าขายออนไลน์ต่อไป จะช่วยสร้างโอกาสเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน

สำหรับร้านค้าที่สนใจร่วม “LINE MAN MART” สามารถสมัครได้ฟรี ไม่คิดค่า GP ถึง 31 ตุลาคม 2564 นี้ สามารถสมัครได้แล้วผ่านเว็บไซต์ https://bit.ly/2WV39IH หรือสมัครผ่านแอปพลิเคชั่น Wongnai Merchant ได้ทั้งระบบ iOS และ Android เพียงเป็นร้านค้าที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และ 5 พื้นที่บริการ ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และนครปฐม ก็สามารถสมัครได้ด้วยตนเอง

LINE จัดทัพใหม่ เปิดกลุ่มธุรกิจ ‘LINE Consumer Business’ มุ่งหน้ายกระดับงานครีเอทีฟไทยสู่ธุรกิจระดับโลก

posted Jun 29, 2021, 12:08 AM by Maturos Lophong




LINE จัดทัพใหม่ เปิดกลุ่มธุรกิจ ‘LINE Consumer Business’ มุ่งหน้ายกระดับงานครีเอทีฟไทยสู่ธุรกิจระดับโลก



LINE STICKERS: ผลักดันครีเอเตอร์ไทย สู่ธุรกิจทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ระดับโลก

LINE MELODY: ยกระดับผลงานศิลปินเพื่อสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

LINE ดูดวง: พลิกโฉมบริการด้านความเชื่อแบบไทยสู่บรรทัดฐานใหม่ในยุคดิจิทัล


LINE ก้าวสู่ปีที่ 10 ในการให้บริการ มุ่งมั่นสู่การเป็นโครงสร้างพื้นฐานชีวิตดิจิทัลของคนไทย ผ่านการให้บริการมากมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสื่อสารยุคดิจิทัลที่สร้างความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แต่ยังเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูงอีกด้วย ในปี 2564 LINE เดินหน้าต่อเนื่อง ปรับโครงสร้างธุรกิจบริการบนแพลตฟอร์ม ขยาย LINE Consumer Business บุกตลาดด้วย LINE STICKERS, LINE MELODY และ LINE ดูดวง มุ่งยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ให้ดีกว่าเคย พร้อมเดินหน้าสนับสนุน ผลักดัน นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ ทั้งสติกเกอร์ ดนตรี และศาสตร์ดวงชะตาแบบไทย ให้ก้าวไกลในตลาดโลก







นายนรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ กล่าวว่า “ที่ผ่านมาธุรกิจพาณิชย์ตลาดผู้บริโภคของ LINE ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยเฉพาะธุรกิจหลักอย่าง LINE STICKERS ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์ไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์ผลงานสติกเกอร์เทียบเคียงกับครีเอเตอร์ระดับโลก เพื่อใช้บนแพลตฟอร์มของ LINE มาตั้งแต่ปี 2557 เราเห็นถึงศักยภาพการพัฒนาขยายธุรกิจ ในด้านของการทำธุรกิจลิขสิทธิ์ (Licensing) และธุรกิจจำหน่ายสินค้า (Merchandising) ในการขยายธุรกิจส่วนของธุรกิจเพลง LINE MELODY ที่เปิดตัวในปี 2562 ที่ผ่านมา LINE จึงได้ปรับโครงสร้างธุรกิจพาณิชย์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการเปิดกลุ่มธุรกิจใหม่ ‘LINE Consumer Business’ เพื่อพัฒนาและผลักดันธุรกิจพาณิชย์ต่าง ๆ เริ่มต้นด้วย 3 บริการ ได้แก่ LINE STICKERS, LINE MELODY และ LINE ดูดวง ที่กลับมาด้วยโฉมใหม่ ให้มีบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งยังเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพันธมิตรทางธุรกิจของเราอีกด้วย”




ในปี 2563 ที่ผ่านมา ธุรกิจพาณิชย์ภายใต้ LINE Consumer Business เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยมีครีเอเตอร์ไทยผู้สร้างสรรค์สติกเกอร์ร่วมงานกับ LINE (LINE Creators) ถึงกว่า 700,000 ราย มีสติกเกอร์วางจำหน่ายในตลาดของประเทศไทยกว่า 3.6 ล้านชุด และมีร้านค้าที่ได้รับอนุญาตเป็นตัวแทนจาก LINE STICKERS (LINE Verified Reseller) มากกว่า 12,000 ร้านค้า ในขณะเดียวกันได้เริ่มมีการต่อยอดความสำเร็จจาก LINE CREATORS MARKET ในการทำธุรกิจด้านลิขสิทธิ์ (Licensing) โดยได้ผนึกกำลังกับ เอไอเอส แบรนด์แถวหน้าของเมืองไทยในการพัฒนาให้สติกเกอร์เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า ด้วยสติกเกอร์ชุดพิเศษกว่า 80 ชุด ที่ถูกใช้โดยลูกค้า AIS กว่า 3 ล้านราย ซึ่งความสำเร็จจากความร่วมมือดังกล่าวนับเป็นการตอกย้ำก้าวแรกของธุรกิจ Licensing ได้เป็นอย่างดี ด้าน LINE MELODY เสียงเรียกเข้าและเสียงรอสายเมื่อโทรผ่าน LINE Call ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยมีผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านคน จากการเปิดใช้งานเพียง 2 ปี และมีคลังเพลงทั้งสิ้นกว่า 30,000 เพลงจากกว่า 36 พันธมิตรค่ายเพลง และ Music Distributors ทั้งไทยและต่างประเทศ และมีการทำแคมเปญพิเศษร่วมกับค่ายเพลงและศิลปินต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี







“ในปี 2564 นี้ เรายังคงมุ่งมั่นเชื่อมต่อผู้ใช้ ข้อมูล และบริการให้ใกล้กันมากขึ้น​ (Closing The Distance) โดยได้นำความรู้ (Knowledge) และความเชี่ยวชาญ (Know-how) ทั้งในด้านเทคโนโลยี ด้านการตลาด และความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคในระดับสากล มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับการให้บริการ LINE Consumer Business ในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์การยกระดับงานครีเอทีฟไทยสู่ธุรกิจระดับโลก (Local Creativeness to Global Business) โดยแยกตามบริการทั้ง 3 รูปแบบได้อย่างลงตัว” นายนรสิทธิ์ กล่าวเสริม







LINE STICKERS: ผลักดันครีเอเตอร์ไทยสู่ธุรกิจ IP ระดับโลก


LINE ได้นำความสำเร็จในการสร้าง LINE Creators ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนา Ecosystem ของครีเอเตอร์ที่มีศักยภาพในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างคาแรคเตอร์ IP ชื่อดังของไทย ที่จะสามารถต่อยอดโอกาสทางธุรกิจไปได้อย่างกว้างขวาง ผ่านโปรแกรมการพัฒนา (Creators Development Program) ที่เรียกว่า Star Programs ได้แก่ ‘NEW STAR’ ค้นหาครีเอเตอร์ดาวรุ่งหน้าใหม่ผ่านกิจกรรม LINE STICKERS CONTEST, ‘RISING STAR’ ครั้งแรกกับการเฟ้นหาครีเอเตอร์ดาวรุ่งพุ่งแรงด้วยรายการเรียลริตี้โชว์ THE NEXT CREATOR และ ‘SUPER STAR’ คัดสรรสุดยอดครีเอเตอร์เข้าโปรแกรม STAR CLUB เพื่อส่งเสริมครีเอเตอร์อย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นตัวกลางในธุรกิจสินทรัพย์ทางปัญญาผ่าน LINE IP BUSINESS ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสินค้า (Merchandising) หรือนำเอาลิขสิทธิ์ลายเส้น คาแรคเตอร์ต่าง ๆ ไปนำเสนอกับธุรกิจอื่น ๆ เพื่อจัดทำเป็นสินค้าถึงมือผู้บริโภคในระดับสากล (Licensing) นำไปสู่เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน โดยในปัจจุบันมีครีเอเตอร์ชั้นนำร่วมใน LINE IP BUSINESS ทั้งสิ้น 19 ราย


ล่าสุด ในต้นปีที่ผ่านมา LINE STICKERS ยังได้ร่วมมือกับ ยูนิโคล แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำระดับโลก ในคอลเลคชัน UTme ด้วย 300 คาแรคเตอร์จาก 23 ครีเอเตอร์ชาวไทย ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม สามารถสร้างความพอใจให้กับลูกค้าของแบรนด์เป็นอย่างมาก โดยผลักดันยอดขาย UTme ได้กว่า 300% แสดงถึงศักยภาพของผลงานสร้างสรรค์ฝีมือคนไทยในการร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกได้อย่างแท้จริง



LINE MELODY: ยกระดับผลงานศิลปินเพื่อสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น



จากความนิยมในการใช้งาน LINE MELODY ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดตัว LINE MELODY เป็นเครื่องมือชี้วัดความนิยมของตัวศิลปินในตลาดเพลงเมืองไทยได้ชัดเจนอย่างหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบัน การบริโภคเพลงที่เปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่มีความหลากหลาย ยากที่จะรวบรวมข้อมูลเพื่อบ่งชี้ความนิยมของศิลปินได้อย่างชัดเจน เพื่อสนับสนุนผลงานจากศิลปิน และเสริมสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น LINE MELODY จึงมีแผนในการฟื้นคืนชาร์ตเพลงฮิตจากยอดการจำหน่าย LINE MELODY MUSIC CHART จากการเก็บสถิติและข้อมูลยอดเพลงต่าง ๆ ในทุกเดือน และมีการแจกรางวัล ‘Black Melody’ ให้กับศิลปินที่มียอดจำหน่ายเพลง Melody ถึงเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเป็นกำลังใจให้กับศิลปิน นอกจากนี้ LINE MELODY ยังมีแผนที่จะรวมตัวศิลปินที่ได้รับรางวัล Black Melody มาไว้ในงาน LINE MELODY AWARDS CONCERT ที่จะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เพื่อมอบรางวัลให้กับศิลปินที่มีผลงานเพลงยอดดาวน์โหลดสูงสุดตลอดทั้งปีที่ผ่านมา พร้อมมอบความสุขด้วยการแสดงฟรีคอนเสิร์ตเพลงฮิตจากศิลปินยอดนิยม ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างประสบการณ์ทางดนตรีที่ต่อยอดจากเสียงเรียกเข้าและเสียงรอสาย ไปสู่การสร้างความนิยมในตัวศิลปินจากค่ายต่าง ๆ ที่มากขึ้น


นอกจากนี้ LINE MELODY ยังมีแผนที่จะเพิ่มฟีเจอร์ “Assign by Friends” ที่สามารถระบุเสียงรอสายได้ตามรายชื่อกลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงาน ภายในปีนี้อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการต่อยอดยกระดับอุตสาหกรรมเพลงด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับและเพิ่มความสุขจากประสบการณ์การใช้งาน LINE ให้เต็มอิ่มมากขึ้น



LINE ดูดวง: พลิกโฉมบริการด้านความเชื่อแบบไทยสู่บรรทัดฐานใหม่ในยุคดิจิทัล


ความเชื่อ ความศรัทธาในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นค่านิยมที่อยู่คู่คนไทยมาทุกยุคทุกสมัย ไม่เปลี่ยนไปแม้ในยุคดิจิทัล LINE ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีที่มาช่วยเสริมไลฟ์สไตล์ของคนไทยให้สะดวกสบายมากขึ้นในทุกด้าน จึงได้ดำเนินกลยุทธ์การตอบสนองตลาดในเชิงลึก หรือ Hyper-Localization พลิกโฉมอีกครั้งกับบริการ LINE ดูดวง ที่จะรวบรวมเรื่องราว ไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ความเชื่อไว้ในที่เดียว โดยวางแผนการให้บริการที่จะตอบสนองความต้องการของคนไทยมากขึ้นด้วยการสื่อสารผ่านคาแรคเตอร์ใหม่ “น้องกุมารและเหมียวสวาท” โดยในปีนี้ยังคงบริการที่ได้รับความนิยม ไม่ว่าจะ ดวงประจำวัน สีเสื้อมงคล เลขศาสตร์ เบอร์โทรเสริมดวง และเพิ่มเติมด้วยฟีเจอร์ใหม่ “ขอพร แก้บน” ประเดิมด้วย สถานที่และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังอย่างไอ้ไข่ วัดเจดีย์ และหลวงพ่อทันใจ วัดพระธาตุดอยคำ โดยได้สตาร์ทอัพมือรางวัลอย่าง ศรัทธา.online ผู้ชนะจาก LINE HACK 2020 มาต่อยอดการให้บริการของ LINE ดูดวง ให้ครอบคลุมมากขึ้น และยังมีแผนที่จะขยายบริการให้ครบถ้วนมากขึ้นอีกในปีหน้า ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนและสร้างโอกาสทางธุรกิจของตลาดกลุ่มนี้ ที่จะมีแพลตฟอร์มออนไลน์กลางให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้สะดวก ง่าย และเป็นวงกว้าง นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งในอนาคต




“ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา LINE มุ่งมั่นพัฒนาเพื่อที่เป็นแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดทั้งในด้านการดำเนินชีวิตและด้านการทำธุรกิจ ด้วยข้อมูล นวัตกรรมเทคโนโลยีด้านดิจิทัล และทีมงานที่มีความรู้ในการทำธุรกิจ วันนี้ LINE จึงพร้อมที่จะเป็นแพลตฟอร์มพันธมิตรของคนไทยในทุกด้านเพื่อร่วมเดินหน้าพลักดันเศรษฐกิจดิจิตอลไทยไปสู่สากล ขับเคลื่อนให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน” นายนรสิทธิ์ กล่าวสรุป

Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ฟีเจอร์โฟนใหม่ รองรับ 4G ในราคาเริ่มต้น990 บาท

posted Jun 15, 2021, 1:37 AM by Maturos Lophong



Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ฟีเจอร์โฟนใหม่ รองรับ 4G ในราคาเริ่มต้น990 บาท


ยกระดับมาตรฐานตลาดฟีเจอร์โฟน คุณภาพดี ทนทาน ทันเทคโนโลยี


เอชเอ็มดี โกลบอล (HMD Global) เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์เสริม แบรนด์โนเกียทั่วโลก เปิดตัวฟีเจอร์โฟนใหม่พร้อมกันทั่วโลก 2 รุ่น Nokia 105 4G และ Nokia 110 4Gยกระดับมาตรฐานตลาดฟีเจอร์โฟนใหม่ จัดหนักด้วยระบบเสียงคมชัดระดับ VoLTE HD เชื่อมต่อ 4G เมนูรูปแบบใหม่ซูมเมนูให้ใหญ่อ่านง่ายขึ้น เปิดวิทยุ FM ได้ทันทีไม่ต้องใส่หูฟัง แบตอึด สแตนบายได้สูงสุด 18 วัน อึดในแบบฉบับของ Nokia พร้อมฟังก์ชั่น ช่วยอ่านข้อความ ดีไซน์ใหม่เพรียวบางมีสไตล์ ผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพตามสไตล์สแกนดิเนเวียน ทนทาน ใช้งานได้นาน Nokia 105 4G ใหม่ ในราคาเพียง 990 บาท ดีไซน์ทันสมัย มีให้เลือก 3 สี ฟ้า แดง ดำ ส่วน Nokia 110 4G ใหม่ในราคาเพียง 1,090 บาท มาพร้อมกับกล้อง QVGA ความละเอียด 0.08MP มี 3 สี เหลือง ฟ้า ดำ ให้เลือก เผยฟีเจอร์โฟนยังเป็นที่ต้องการในตลาด ไม่เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ แต่ยังมีกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่ต้องการฟีเจอร์โฟนเพื่อการโทรออกรับสายเป็นหลัก ชี้สัดส่วนการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟนเทียบกับฟีเจอร์โฟนในประเทศไทยปัจจุบันมีสัดส่วนประมาณ 90 : 10 ย้ำ Nokia มีเป้าหมายเป็นแบรนด์โทรศัพท์ที่เป็นที่ชื่นชอบ ไว้ใจได้ และใช้งานได้นาน เพื่อผู้ใช้งานทุกเซ็กเมนต์



ภราดร รามบุตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอชเอ็มดี โกลบอล เปิดเผยว่า ถึงแม้ว่าการใช้สมาร์ทโฟนในประเทศไทยจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ที่เร่งให้เกิดพฤติกรรมผู้บริโภคใช้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น ทั้งในการชำระเงินด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการสัมผัสถูกเชื้อโรค ใช้สมัครและรับสิทธิจากมาตรการเยียวยาต่าง ๆ รวมไปถึงการลงทะเบียนฉีดวัคซีน เป็นต้น แต่กลับพบว่ายังมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย ที่ยังคงต้องการและมองหาโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนคุณภาพดี ทนทาน เพื่อการใช้งานพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการโทรออก รับสาย อ่านข้อความ SMS ใช้เพื่อความเพลิดเพลินตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง เช่น ฟังวิทยุหรือฟังเพลง เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ หรือถ่ายรูป ล่าสุด เอชเอ็มดี โกลบอล จึงได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนใหม่ จำนวน 2 รุ่น คือ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเป็นรุ่นที่สามารถตอบสนองความต้องการตลาดฟีเจอร์โฟนในประเทศไทยเช่นกัน



“ในประเทศไทยมีตลาดกลุ่มผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่มีความต้องการและมองหาฟีเจอร์โฟน สะท้อนได้ชัดจากตัวเลขสัดส่วนการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือที่เป็นสมาร์ทโฟนเทียบกับฟีเจอร์โฟนของ Nokia ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบันที่มีสัดส่วน ประมาณ 90 : 10 ซึ่งการขายโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนที่พัฒนาตามเทคโนโลยีของโทรคมนาคมที่ให้คุณภาพการใช้งานหลักโดยเฉพาะเสียงรับสายและโทรออกที่ชัดบนเครือข่ายโทรศัพท์ 4G หรือเครือข่ายใหม่ ๆ ในอนาคตเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้บริโภคกลุ่มนี้ ประกอบกับหนึ่งในกลยุทธ์ด้านการตลาดของ Nokia คือการเป็นแบรนด์โทรศัพท์มือถือที่ผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ชื่นชอบ ไว้ใจ และสามารถเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ใช้งานได้นาน โดยกลุ่มเป้าหมายตลาดฟีเจอร์โฟนในประเทศไทยเป็นกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ มีประชากรอายุ 60 ปี มากกว่า 20% ของจำนวนประชากร โดยผู้บริโภคกลุ่มนี้มองหาโทรศัพท์มือถือ ที่สามารถใช้งานง่าย ตัวอักษรมองเห็นชัดเจน สามารถฟังวิทยุ แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานได้นาน และกลุ่มลูกค้าธุรกิจที่มองหาโทรศัพท์มือถือ ที่ทนทาน แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน ไว้สำหรับ โทรเข้า-โทรออก เพื่อการทำงานโดยเฉพาะ” ภราดร อธิบาย


ฟลอเรียน ไซชี (Florian Seiche) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร HMD Global ล่าสุดได้ประกาศเปิดตัวโทรศัพท์ฟีเจอร์โฟนใหม่จำนวน 2 รุ่น คือ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G พร้อมกันทั่วโลก ซึ่งเป็นฟีเจอร์โฟนที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ด้วยการเชื่อมต่อ 4Gกับคุณภาพเสียงรับสายโทรออกระดับ VoLTE HD ให้ผู้ใช้งานที่ชื่นชอบฟีเจอร์โฟนได้ “Love it รักเลย” กับเสียงที่คมชัด พร้อมเมนูรูปแบบใหม่ที่มีฟังก์ชั่นซูมดูเมนู ให้มีตัวอักษรใหญ่อ่านง่ายขึ้น และสามารถฟังวิทยุ FM ได้สะดวกขึ้น เพียงกดปุ่มสปีกเกอร์โฟน (Speakerphone) โดยไม่ต้องใส่หูฟัง “Trust it ไว้ใจได้” ด้วยแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานตามแบบฉบับของNokia “Keep it ทนทาน” นอร์ดิกซ์ดีไซน์ การประกอบที่ประณีต และวัสดุที่ทนทาน พร้อมทั้งสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องในโหมดสแตนบายได้สูงสุดถึง 18 วัน พร้อมฟังก์ชั่น Readout2 ช่วยอ่านข้อความให้ออกมาเป็นเสียง Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ มีดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางมีสไตล์ ทั้งยังผลิตด้วยวัสดุที่มีคุณภาพตามสไตล์สแกนดิเนเวียน ทนทาน ใช้งานได้นาน


“ในฐานะผู้นำตลาดฟีเจอร์โฟน ประสบการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีค่าเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการเพื่อการเชื่อมต่อในทุกวัน ประเด็นสำคัญกว่าเดิมคือการที่เราพัฒนาโทรศัพท์ Nokia ให้สามารถรองรับการเชื่อมต่อ 4G ซึ่ง Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ ทั้งสองรุ่นนี้ เป็นฟีเจอร์โฟนที่พร้อมสำหรับอนาคต ในราคาที่ใคร ๆ ก็เป็นเจ้าของได้ เพื่อใช้ติดต่อกับครอบครัวและเพื่อน รวมทั้งใช้ในการทำงานที่เน้นการรับสายโทรออก นอกจากนี้ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ ยังได้รับการออกแบบใหม่ให้ทันสมัย ทนทาน พร้อมแบตเตอรี่ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานตามแบบฉบับของ Nokia”


Nokia 105 4G ใหม่ เป็นฟีเจอร์โฟน ที่มาพร้อมกับคุณภาพเสียงในระดับ VoLTE HD บนการเชื่อมต่อ 4G เสียงคมชัดราวกับอยู่ในที่เดียวกัน ไม่ต้องตะโกนเพื่อให้ปลายทางได้ยินเหมือนรุ่นก่อน ๆ ใช้งานง่ายกับฟังก์ชั่นซูมเมนู ช่วยให้ไอคอนและตัวอักษรมีขนาดใหญ่ขึ้นใช้งานหน้าจอได้ง่ายขึ้น พร้อมฟังก์ชั่น Readout2 ช่วยอ่านข้อความให้ออกมาเป็นเสียง เชื่อถือได้กับแบตเตอรี่ 1,020mAh จาก Nokia ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย ด้วยขนาดที่เล็กทำให้สามารถพกใส่กระเป๋าได้ มีสีฟ้า สีแดง และสีดำ ให้เลือกเป็นเจ้าของ ในราคาเพียง 990 บาท



Nokia 110 4G ใหม่ ฟีเจอร์โฟนใหม่จาก Nokia พร้อมคุณสมบัติทุกประการที่ Nokia 105 4G ใหม่ มี และนอกจากคุณภาพเสียงในระดับ VoLTE HD บนการเชื่อมต่อ 4G แล้ว Nokia 110 4G ใหม่ ยังมีกล้องหลัง QVGA (0.08MP) สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการฟังก์ชั่นถ่ายภาพ พร้อม MP3 player และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลตามมาตรฐาน 128 + 48MB4 พร้อมสนับสนุนMicroSD การ์ดให้สามารถเพิ่มหน่วยความจำได้สูงถึง 32GB เป็นฟีเจอร์โฟน 4G ที่พร้อมสำหรับอนาคต ผสมผสานคุณภาพที่เป็นแก่นของโทรศัพท์ Nokia ขึ้นชื่อด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยวและมีสไตล์ มีให้เลือก 3 สี คือ เหลือง ฟ้า และดำ ในราคาเพียง 1,090 บาท


นอกจากนี้ ทั้ง Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ ยังมีฟังก์ชั่นที่โดดเด่น คือ สามารถฟังวิทยุ FM ได้สะดวกขึ้น แบบไม่ต้องใส่หูฟัง เพียงกดปุ่มสปีกเกอร์โฟน (Speakerphone) ก็สามารถฟังวิทยุ FM ได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นใช้งานเป็นไฟฉาย และแอปฯ เกม แอปฯ คำศัพท์ภาษาอังกฤษกับ Oxford เป็นต้น


Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ มีจำหน่ายที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย Nokia ทั่วประเทศ รวมทั้งช่องทางออนไลน์ อาทิ Shopee http://nokiaphon.es/hfe Lazada http://nokiaphon.es/mc4 และ JD http://nokiaphon.es/w48


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Nokia 105 4G และ Nokia 110 4G ใหม่ https://www.nokia.com/phones/th_th/feature-phones




เกี่ยวกับ HMD Global



HMD Global Oy คือ The Home of Nokia Phones ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง Espoo ประเทศฟินแลนด์ ออกแบบและทำการตลาดสมาร์ทโฟนและฟีเจอร์โฟน สำหรับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายต่าง ๆ ด้วยราคาผลิตภัณฑ์ ที่หลากหลาย ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและคุณภาพ HMD จึงเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจากแบรนด์ Nokia ในการทำการออกแบบและทำการตลาดโทรศัพท์รวมทั้งแท็บเล็ต Nokia แต่เพียงผู้เดียว ข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับ HMD Global: www.hmdglobal.com

Gojek จับมือกระทรวงพาณิชย์ สานต่อโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยร้านค้าและประชาชน” Lot 11

posted May 31, 2021, 12:42 AM by Maturos Lophong








Gojek จับมือกระทรวงพาณิชย์ สานต่อโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยร้านค้าและประชาชน” Lot 11



บรรยายภาพ (จากซ้าย): นายวรุฒ วุฒิพงศาธร ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร แอปพลิเคชัน Gojek ร่วมกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ให้เกียรติร่วมถ่ายภาพเปิดตัวโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยร้านค้าและช่วยประชาชน” Lot 11 เพื่อสนับสนุนและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค และพาร์ทเนอร์ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลาง ในช่วงภาวะวิกฤติโควิด-19 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์



กรุงเทพฯ 28 พฤษภาคม 2564 - Gojek (โกเจ็ก) แพลตฟอร์มชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นำเสนอหลากหลายบริการแบบออนดีมานด์ ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สานต่อความร่วมมือในโครงการ “พาณิชย์ลดราคา! ช่วยร้านค้าและประชาชน” Lot 11 ใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ การลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้บริโภค ในการมอบส่วนลดสำหรับบริการส่งอาหาร (GoFood) และบริการส่งพัสดุ (GoSend) ด้วยส่วนลดสูงสุด 50% ตั้งแต่ 24 พ.ค. - 27 มิ.ย. 64 และนอกจากนั้น Gojek ยังสนับสนุนนโยบายของกรมฯ ในการมอบส่วนลดค่าคอมมิชชั่นให้แก่พาร์ทเนอร์ร้านอาหารขนาดเล็กและขนาดกลางทุกร้านที่เข้าร่วมลงทะเบียนตลอดระยะเวลา 1 เดือน พร้อมมาตรการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนทุกฝ่ายในอีโค่ซิสเต็มในช่วงระยะเวลานี้

# # #

เกี่ยวกับ Gojek

Gojek (โกเจ็ก) เป็นกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นหนึ่งในผู้เริ่มต้นคอนเซปต์ ‘ซูเปอร์แอป’ และโมเดลระบบอีโค่ซิสเต็มนี้ให้เกิดขึ้น Gojek เกิดจากความตั้งใจในการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาและลดความยุ่งยากในชีวิตประจำวัน โดยเป็นตัวกลางในการเชื่อมผู้บริโภคเข้ากับผู้ให้บริการและผู้จำหน่ายสินค้าต่าง ๆ ในตลาด


ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 Gojek ในยุคเริ่มต้นเน้นที่ธุรกิจการขนส่งสินค้าและการเรียกรถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะเปิดให้บริการผ่านแอปพลิเคชันในเดือนมกราคมปี 2558 ในประเทศอินโดนีเซีย จากนั้น Gojek ได้เติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายมาเป็นซูเปอร์แอปชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ให้บริการที่หลากหลาย ตั้งแต่การเดินทาง ดิจิตัลเพย์เมนต์ ส่งอาหาร โลจิสติกส์ และบริการแบบออนดีมานด์อีกมากมาย

ปัจจุบัน Gojek ดำเนินงานอยู่ในเมืองกว่า 207 แห่ง ใน 5 ประเทศ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยข้อมูลเมื่อเดือนมิถุนายน 2563 แอปพลิเคชัน Gojek และอีโค่ซิสเต็ม มียอดดาวน์โหลดรวมแล้วกว่า 190 ล้านครั้งโดยผู้ใช้งานทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ในฐานะซูเปอร์แอป Gojek มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ผู้บริโภคต้องพบเจอในชีวิตประจำวัน และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้คนหลายล้านคนทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานอิสระ รวมถึงธุรกิจรายย่อย ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กต่าง ๆ แอปพลิเคชัน Gojek สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งสำหรับ iOS และ Android

เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดตัว เน็กซ์เจน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ แกนพลังขับเคลื่อน AI พร้อมเอดจ์ คอมพิวติ้ง

posted Apr 23, 2021, 1:45 AM by Maturos Lophong



เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดตัว เน็กซ์เจน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ แกนพลังขับเคลื่อน AI พร้อมเอดจ์ คอมพิวติ้ง


สายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge ใหม่ นำเสนอระบบที่เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเวิร์กโหลดที่ต้องการพลังในการประมวลสูงในภาคธุรกิจ เพื่อมุ่งสู่เส้นทางของการประมวลผลอัตโนมัติ (autonomous computing)

· เดลล์ เทคโนโลยีส์ ปรับสายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge ด้วยเซิร์ฟเวอร์ เน็กซ์เจนใหม่ 17 รุ่นที่สามารถช่วยให้องค์กรธุรกิจวิเคราะห์และจัดการข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ว่าข้อมูลจะถูกเก็บที่ใดก็ตาม





· Dell EMC PowerEdge XE8545 และ R750xa ใหม่มอบความสามารถในการเร่งประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการกับเวิร์กโหลดที่ต้องการใช้ข้อมูลมหาศาลมากที่สุด


· เริ่มตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการสิ้นสุดการใช้งาน ระบบการรักษาความปลอดภัยและนวัตกรรมเพื่อความยืดหยุ่นบนไซเบอร์ (cyber-resilient innovation) ที่ได้รับการเสริมประสิทธิภาพจะปกป้องเซิร์ฟเวอร์ไปตลอดอายุการทำงานของตัวเครื่อง


· ความสามารถในการประหยัดพลังงาน (Energy efficiency) เพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเซิร์ฟเวอร์รุ่นก่อนหน้านี้




เดลล์ เทคโนโลยีส์ มุ่งหน้าสู่เน็กซ์เจนของการประมวลผลข้อมูลด้วยการเปิดตัวสายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge ที่ทรงพลังและมีความปลอดภัยสูงสุด ด้วยเซิร์ฟเวอร์ที่ออกมาใหม่นี้ เดลล์ เทคโนโลยีส์ ได้เปิดเส้นทางเพื่อมุ่งตรงสู่โครงสร้างพื้นฐานแบบอัตโนมัติ (autonomous infrastructure) เพื่อมอบประสิทธิภาพทางด้านไอทีที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อตอบรับการทำงานของ AI และเพื่อจัดการกับความต้องการใช้งานด้านไอทีเพื่อการประมวลผลที่ปลายทาง (edge)


สายผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ที่ขายดีที่สุดในโลกมอบพลังที่จำเป็นในการที่จะได้มา รวมถึงการดำเนินการกับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์จากดาต้าที่ถูกจัดเก็บอยู่ตามที่ต่างๆ ตั้งแต่ดาต้าเซ็นเตอร์กลาง ไปจนถึงพับลิคคลาวด์ต่างๆ และพื้นที่จัดเก็บที่ปลายทาง (edge locations) ลองนึกภาพใหม่ว่าด้วย PowerEdge เซิฟเวอร์ใหม่ทั้ง 17 รุ่นที่มาพร้อมกับสิทธิบัตรที่มากถึง 1,100 สิทธิบัตรที่เดลล์เป็นเจ้าของหรือจดทะเบียนในสหรัฐอเมริกา เซิร์ฟเวอร์ใหม่ทั้งหมดนี้จะมอบประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานให้ในปัจจุบัน


“ดาต้าได้ถูกสร้างขึ้นและนำมาใช้ในทุกๆ ที่ตลอดเวลามากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็น และองค์กรต่างๆ ถูกท้าทายให้สามารถจัดการกับดาต้าเหล่านั้นให้รวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นายนพดล ปัญญาธิปัตย์ กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “ในขณะที่เราคิดค้นนวัตกรรมเพื่ออนาคตทางด้านไอที ระบบอัตโนมัติในระดับแอดวานซ์คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีไม่ว่าโครงสร้างพื้นฐานจะวางอยู่ที่ใดก็ตาม โดย PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ของเรานำเสนอประสิทธิภาพที่สูงกว่าระดับเดิมเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเร่งความเร็วในการสร้างข้อมูลเชิงลึกและก้าวไปสู่การประมวลผลอัตโนมัติ (autonomous compute)”



“เนื่องจากทั้งปริมาณและความเร็วของข้อมูลยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและธุรกิจต่างก็พยายามในการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลในเชิงลึกเพื่อการดำเนินงานจากแหล่งข้อมูลต่างๆกัน นั่นหมายความว่าองค์กรธุรกิจกำลังเผชิญความท้าทายใหม่ๆทางไอทีและที่มากยิ่งไปกว่าเดิม นั่นคือองค์กรต่างต้องการความสามารถในการประมวลผลที่ตรงตามความต้องการเฉพาะด้านมากขึ้น สายผลิตภัณฑ์ เน็กซ์เจน PowerEdge ของเราได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้” นายอภิชาติ อัศวาดิศยางกูร ผู้อำนวยการฝ่ายData Center & Computer เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย กล่าว “นี่คือสายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ที่กว้างที่สุดเท่าที่เราเคยประกาศมา แพลตฟอร์มใหม่ของเราได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมให้มอบความสามารถในการประมวลผลแบบ adaptive compute ได้อย่างแท้จริงและช่วยให้เกิดระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ (intelligent systems) ที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานการประมวลแบบผลอัตโนมัติที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับแอปพลิเคชันสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันที่ต้องการพลังในการประมวลผลสูงหรือมีความซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ทั้งนี้ความก้าวหน้าเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถเพิ่มผลผลิตได้สูงสุด อีกทั้งยังมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งระยะเวลาการสร้างสรรค์นวัตกรรมภายในองค์กรของพวกเขา”




นายฐิตพล บุญประสิทธิ์ ผู้อำนวยการช่องทางการจัดจำหน่าย เดลล์ เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “พันธมิตรช่องทางธุรกิจของเราคือส่วนสำคัญที่มีผลต่อความสำเร็จโดยรวมของเราในนำเข้าสู่การเดินทางสู่การปฏิรูปทางดิจิทัล สายผลิตภัณฑ์ Dell EMC PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ ช่วยให้พันธมิตรของเราขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีกำไรในการดำเนินธุรกิจด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีแบบครบวงจร (end-to-end) ที่มีความยืดหยุ่นสำหรับลูกค้าที่มองหาการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเติบโตในยุคของการดำเนินการเพื่อการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง หรือดิสรัปชัน”



การประมวลผลอัตโนมัติ (Autonomous compute) ช่วยให้ลูกค้าได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถปรับการใช้งานได้ด้วยตัวเอง (self-deployed) ทำโพรวิชั่นด้วยตัวเอง (self-provisioned) และจัดการด้วยตัวเอง (self-managed) อย่างเต็มที่ในอนาคต ปัจจุบัน ด้วยการทำงานผ่าน Dell EMC OpenManage Enterprise เครื่อง PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ และการจัดการระบบสามารถช่วยประหยัดเวลาได้ถึง 85 เปอร์เซ็นต์โดยเฉลี่ยและลดขั้นตอนอีกนับหลายสิบขั้นตอนด้วยระบบอัตโนมัติ


ประสิทธิภาพสูงสุดช่วยให้ธุรกิจบรรลุถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น


การเพิ่มประสิทธิภาพเทคโนโลยีล่าสุดจาก AMD และ Intel ทำให้ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่มอบพลังในการประมวลผลที่จำเป็นให้กับเวิร์กโหลดและแอปพลิเคชันที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสุดของลูกค้า ตัวอย่างของความก้าวหน้า ได้แก่:


· PowerEdge R6515 ซึ่งมากับ 3rd Generation AMD EPYC™ โพรเซสเซอร์ ที่เร่งความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้สูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ในฐานบิ๊กดาต้าของ Hadoop ซึ่งช่วยเร่งเวลาสำหรับข้อมูลในเชิงลึก


· PowerEdge R750 ด้วยโพรเซสเซอร์ 3rd Generation Intel® Xeon® Scalable ที่กำลังจะมาถึง มอบประสิทธิภาพที่ทรงพลังมากยิ่งขึ้นถึง 43 เปอร์เซ็นต์ในการแก้สมการเชิงเส้นคู่ขนานจำนวนมาก รองรับเวิร์กโหลดที่ต้องใช้การประมวลผลมากที่สุด


“ด้วยสภาพแวดล้อมแบบเวอร์ชวลไลซ์ในการที่เราใช้งาน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ เราจึงมีความคล่องตัวในโยกย้ายเวิร์กโหลดได้ตามต้องการ” โจเอล เวตท์ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านเทคโนโลยี Overstock.com กล่าว “ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล การเพิ่มขึ้นของทราฟฟิกของลูกค้า หรือเวิร์กโหลดในส่วนที่มากจากแมชชีนเลิร์นนิ่งที่จำเป็นต้องจัดการให้เสร็จอย่างรวดเร็ว เราสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการด้านต่างๆ ของธุรกิจได้ด้วยความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์”


ปรับประสิทธิภาพสูงสุดด้วย AI เพื่อจัดการกับเวิร์กโหลดที่ใต้องการปริมาณข้อมูลมากที่สุด


ปัจจุบัน PowerEdge เซิร์ฟเวอร์มาพร้อมกับ PCIe Gen 4.0 ที่เพิ่มประสิทธิภาพของปริมาณงาน (throughput) ขึ้นเป็นสองเท่าจากรุ่นก่อนหน้า และเพิ่มตัวเร่งความเร็วสูงสุดหกตัวต่อเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับเวิร์กโหลดที่ท้าทายและที่ต้องการการใช้งานปริมาณดาต้าเป็นจำนวนมากที่สุด เทคโนโลยีเหล่านี้เมื่อทำงานควบคู่ไปกับระบบอัตโนมัติอัจฉริยะของ PowerEdge ทำให้นี่คือสายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ที่รองรับการทำงาน AI ได้สูงที่สุดในปัจจุบันทำให้องค์กรสามารถคาดการณ์และตอบสนองต่อความต้องการได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

สายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ล่าสุด ประกอบด้วยเซิร์ฟเวอร์แบบ accelerator-optimized 2 รุ่นที่เปลี่ยนโฉมใหม่หมด (all-new) ได้แก่


· PowerEdge XE8545 แหล่งกำเนิดพลัง (powerhouse) สำหรับเวิร์กโหลดด้าน AI เสริมพลังให้กับ HPC Ready Solution ล่าสุดสำหรับ AI และ Data Analytics ทำให้ง่ายต่อการรัน AI วิเคราะห์ และประมวลผลเวิร์กโหลดในระดับแอดวานซ์ภายในระบบเดียว ทั้งนี้ PowerEdge XE8545 ประกอบด้วย 3rd Generation AMD EPYC โพรเซสเซอร์ที่มากถึง 128 คอร์ มาพร้อมกับ NVIDIA A100 GPU สี่ตัว และซอฟต์แวร์เสริมประสิทธิภาพ NVIDIA’s vGPU ในซ็อกเก็ตแบบดูอัล 4U rack เซิร์ฟเวอร์


· PowerEdge R750xa สร้างขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็ว มอบประสิทธิภาพที่แน่นหนาของ GPU (GPU-dense) ในการเทรนแมชชีนเลิร์นนิ่ง การวินิจฉัย ตลอดจน AI ด้วยการสนับสนุนจากชุดซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise ที่เป็นสิทธิ์เฉพาะสำหรับ VMware vSphere 7 Update 2 โดยเซิร์ฟเวอร์ 2U แบบ dual socket ถูกขับเคลื่อนโดย 3rd Generation Intel® Xeon® Scalable โพรเซสเซอร์ และรองรับ GPU แบบ double-wide สูงสุดสี่ตัวและ GPU แบบ single-wide 6 ตัว


เซิร์ฟเวอร์ที่มีความทนทานสูงในรูปทรงแบบ short-depth ที่นำพาระบบไอทีไปสู่พื้นที่ปลายทาง (edge)


สร้างขึ้นเพื่อให้สามารถขยายขอบเขตการทำงานไปสู่สภาพแวดล้อมที่อยู่ห่างไกลและสมบุกสมบัน ปัจจุบัน สายผลิตภัณฑ์ PowerEdge ใหม่ได้เสริม PowerEdge XR11 และ XR12 ใหม่ที่นำประสิทธิภาพและความปลอดภัยระดับองค์กรมาสู่รูปแบบเซิร์ฟเวอร์ที่มีความทนทาน ด้วยแชสซีที่แข็งแกร่งที่ใช้พื้นที่การจัดวางที่มีขนาดเล็กและรองรับตัวเร่งความเร็วที่หลากหลาย เซิร์ฟเวอร์ที่มีรูปทรงกระทัดรัดอย่าง XR11 และXR12 ซึ่งทำงานบน ได้รับการถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเวิร์กโหลดที่ปลายทางที่เพิ่มมากขึ้น


“โครงสร้างพื้นฐานมีการพัฒนาไปไกลกว่าดาต้าเซ็นเตอร์ และตัวเวิร์กโหลดที่ปลายทาง หรือที่ edge เองก็ทวีความซับซ้อนมากขึ้น” แพทริค มัวร์เฮด ผู้ก่อตั้งและประธาน Moor Insights & Strategy กล่าว “เซิร์ฟเวอร์และโซลูชันการจัดการอัจฉริยะของเดลล์ทำให้องค์กรมีตัวเลือกในการประมวลผลและมีทูลส์ที่ช่วยรันเวิร์กโหลดที่มีความซับซ้อนอย่างที่สุดจากดาต้าเซ็นเตอร์ไปสู่ปลายทาง หรือในทุกที่ที่ต้องการ”


การรักษาความปลอดภัยที่ติดตั้งในตัวเพื่อการป้องกันแบบ end-to-end


องค์กรทั่วโลกรายงานความกังวลอันดับต้น ๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลคือความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ 6 สร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่ยืดหยุ่นทางไซเบอร์ cyber-resilient architectureและ Root of Trust รากแห่งความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับอย่างดีแนวทางที่ครอบคลุมของสายผลิตภัณฑ์ใหม่ช่วยให้ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์มีความปลอดภัยตลอดเวลาตลอดวงจรการทำงานตั้งแต่ในสายการผลิต การนำมาใช้งาน และอื่นๆ


ทั้งนี้ การรักษาความปลอดภัยได้เริ่มต้นก่อนมีการปรับใช้ด้วย Dell Technologies Secured Component Verification ซึ่งเป็นข้อเสนอแรกสำหรับเซิร์ฟเวอร์ และเป็นส่วนเสริมไปยังกระบวนการรับรอง Secure Supply Chain ของเดลล์ ด้วยคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ อาทิ PowerEdge UEFI Secure Boot Customization ทำให้การรักษาความปลอดภัยในการบูตสามารถจัดการได้อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นเพื่อป้องกันการโจมตีที่ดีขึ้น

การระบายความร้อนแบบประหยัดพลังงานออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืน


ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงานมีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและต่อลูกค้าของเราตลอดจนคำมั่นในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรานั้นผนึกแน่นอยู่ในทุกสิ่งที่เราทำ ด้วยการออกแบบแชสซีอย่างมีเอกลักษณ์ เซิร์ฟเวอร์รุ่นใหม่มาพร้อมพัดลมแบบท่อและระบบระบายความร้อนแบบปรับได้เพื่อการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์จากรุ่นก่อนหน้า ควบคู่ไปกับการระบายความร้อนแบบหลายเวกเตอร์ PowerEdge จะนำกระแสลมไปยังส่วนที่ร้อนที่สุดของเซิร์ฟเวอร์เพื่อระบายความร้อนที่ดีที่สุด โดย Direct Liquid Cooling สามารถพร้อมใช้งานในเซิร์ฟเวอร์บางรุ่นที่มากับเทคโนโลยีตรวจจับการรั่วไหลเพื่อค้นหาและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


ความพร้อมในการวางตลาด



Dell EMC PowerEdge C6525, R7525, R6525, R7515 และ R6515 เซิร์ฟเวอร์มาพร้อม 3rd Generation AMD EPYCTM โพรเซสเซอร์ วางตลาดทั่วโลกแล้ว

Dell EMC PowerEdge XE8545 เซิร์ฟเวอร์ พร้อม 3rd Generation AMD EPYC โปรเซสเซอร์ และ NVIDIA A100 GPUs วางตลาดทั่วโลกเรียบร้อยแล้ว

Dell EMC PowerEdge C6520, MX750c, R750, R750xa, R650 เซิร์ฟเวอร์และ 3rd Generation Intel® Xeon® Scalable โพรเซสเซอร์ จะวางตลาดทั่วโลกในเดือนพฤษภาคม 2564

Dell EMC PowerEdge R750xs, R650xs, R550, R450, และPowerEdge XR11 และ XR12 ที่แข็งแกร่ง จะออกสู่ตลาดในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2564

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม



· บล็อก: Where will your innovation engine take you?



· บล็อก: The uncompromised power of Dell’s AI infrastructure


ปีเตอร์ แชมเบอร์ กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค AMD



“ความสัมพันธ์กับ AMD และเดลล์ เทคโนโลยีส์ ในดาต้าเซ็นเตอร์ทวีความแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยการเปิดตัว 3rd Gen AMD EPYC server CPUs ที่วางตลาดแล้วพร้อมกับสายผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ Dell EMC PowerEdge ด้วยการผนึกกำลังคู่กัน เราไม่เพียงส่งมอบเซิร์ฟเวอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในโลกให้กับลูกค้าที่เป็นองค์กรระดับเอนเทอร์ไพรส์เท่านั้น หากแต่ยังเพิ่มขีดความสามารถของ AI ให้สูงกว่าขอบเขตเดิมๆ ด้วย PowerEdge XE8545”



ลิซ่า สเปลแมน รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ผลิตภัณฑ์ PowerEdge XE8545



"เดลล์ เทคโนโลยีส์ และอินเทล มีความมุ่งมั่นในการที่จะแก้ไขสิ่งที่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่างๆ ของลูกค้า และเราเชื่อว่า PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ของเดลล์ซึ่งขับเคลื่อนด้วยขุมพลังจากแพลตฟอร์ม 3rd Generation Xeon scalable ที่กำลังมาของอินเทล จะมอบฐานรากให้กับลูกค้าเพื่อความสำเร็จแบบก้าวกระโดดทั้งในด้านประสิทธิภาพ ความสามารถในการปรับขยายตามความต้องการในการทำงาน (scalability) การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนด้าน AI ในดาต้าเซ็นเตอร์”



ฟิล ดิคแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ Intuit Technologies



“เราประสบความสำเร็จในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และทำให้นวัตกรรมเกิดขึ้นได้สำหรับลูกค้าของเราด้วยร่วมมือกับเดลล์ เทคโนโลยีส์ ตลอดเวลา เราสามารถมองเห็นคุณค่าที่ยิ่งใหญ่จากโซลูชันการประมวลผลที่มีแข็งแกร่งและยืดหยุ่นของเดลล์มาโดยตลอด และสายผลิตภัณฑ์เน็กซ์เจน Dell EMC PowerEdge นี้ได้นำพาความสามารถนี้ขึ้นไปอีกระดับขั้น ด้วยความสามารถของ PCIe Gen 4.0 และ AI-enabled โซลูชันใหม่เหล่านี้จะช่วยให้เราทุกคนก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีการประมวลผลที่ปลายทาง หรือ edge computing”



แมทท์ ฮัฟฟ์ ประธาน Redapt



“เวิร์กโหลดกำลังทวีความซับซ้อนและมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อธุรกิจเพิ่มมากขึ้นและลูกค้าเองก็ต้องการโซลูชันระดับแอดวานซ์ที่มีความปลอดภัยในการจัดการกับเวิร์กโหลดเหล่านั้น ด้วยเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge เซิร์ฟเวอร์ใหม่ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ เราสามารถเสริมพลังให้กับลูกค้าในการใช้ประโยชน์จากสายผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์และเทคโนโลยีการจัดการระบบที่ได้รับการเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไม่ว่าพวกเขาจะต้องการสิ่งใดก็ตาม”



เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์



เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสร้างอนาคตดิจิทัล พร้อมช่วยปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิต และการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุด และมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดในยุคของข้อมูล (data era)

การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากการทำ Digital Transformation

posted Apr 9, 2021, 1:06 AM by Maturos Lophong


การเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจจากการทำ Digital Transformation

โดย รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์



ทีมวิทยากรของสถาบันไอเอ็มซี ได้มีโอกาสไปบรรยาย และทำ Workshop ในหัวข้อ Digital Transformation ให้กับหลาย ๆองค์กร สิ่งหนึ่งที่ทีมงานจะนำมาให้ผู้เรียนทำเสมอในตอนท้ายก็คือ การเขียน Business Model Canvas (BMC) สำหรับการจะเปลี่ยนแปลงธุรกิจ (Business Transformation) ในยุคของดิจิทัล เพราะการทำ Digital Transformation คือ การปรับกลยุทธ์และอาจต้องคิดโมเดลของธุรกิจใหม่โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นตัวช่วย มากกว่าที่จะคิดเพียงนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรเพียงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานที่ยังมีโมเดลธุรกิจเดิมๆซึ่งอาจกำลังเกิด Digital Disruption

Business Model Canvas เป็นเครื่องมือที่ช่วยออกแบบโมเดลธุรกิจผ่านปัจจัยทั้ง 9 ด้านที่ครอบคลุมส่วนสำคัญๆ ต่อธุรกิจ BMC ถูกพัฒนา และนำเสนอโดย Alexander Osterwalder และ Yves Pigneur ในหนังสือชื่อ Business Model Generation (ปี พ.ศ. 2552) เพื่อเป็นเทมเพลตที่ช่วยออกแบบแบบจำลองธุรกิจหรือโมเดลธุรกิจ และทำให้สามารถช่วยประเมินธุรกิจในด้านต่าง ๆ 9 องค์ประกอบคือ

1. Value Propositions คุณค่าของธุรกิจ
2. Customer Segment กลุ่มของลูกค้าเป้าหมายของเรา
3. Customer Relationships การสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้า
4. Channels ช่องทางการเข้าถึงลูกค้า
5. Key Activities กิจกรรมหลักที่ต้องทำเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
6. Key Partners พาร์ทเนอร์หลักของเรา
7. Key Resource ทรัพยากรที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ
8. Revenue Streams รายได้ของของธุรกิจมาจากแหล่งใด
9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจ





BMC ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ด้วยวิวัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจต่าง ๆ อาจต้องกลับมาทบทวน Business Model ที่ดำเนินอยู่ ทั้งนี้รูปแบบธุรกิจแบบเดิมก็อาจเริ่มเปลี่ยนไปในยุคไอทีที่เข้ามาในช่วงก่อนหน้านี้ซึ่งมีเรื่องของอินเตอร์เน็ต และ Smartphone เข้ามา และกำลังเปลี่ยนไปอีกครั้งในยุคของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เราต้องทำ Digital Transformation

เลยอยากเขียนสรุปสั้นๆให้เห็นว่า องค์ประกอบแต่ละด้านของ Business Model Canvas มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในยุคดิจิทัล เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปวางแผนปรับโมเดลธุรกิจในการทำ Digital Transformation ดังนี้

1. Value Proposition ในรูปแบบเดิมเมื่อกล่าวถึงคุณค่าของธุรกิจหรือจุดเด่น ส่วนใหญ่ก็อาจมองที่สินค้าหรือบริการทีดีกว่า ราคาที่ดีกว่า มีนวัตกรรมใหม่ๆ หรือมีแบรนด์ เมื่อเทคโนโลยีไอทีเข้ามาคุณค่าที่จะต้องพิจารณาขึ้นก็อาจเป็นเรื่องของการเข้าถึงได้ตลอดเวลาผ่านเว็บไซต์ โมบาย หรือสามารถทำ Self-service ได้ แต่ในยุคของดิจิทัลที่เป็นอุตสาหกรรม 4.0 สิ่งที่จะเป็นคุณค่าเพิ่มขึ้นมาจะกลายเป็นเรื่องของ สินค้าและบริการที่สามารถปรับเปลี่ยนไปได้ (Customisation) หรือตรงความต้องการของลูกค่าแต่ละคน (Personalization) หรือมีเรื่องของบริการย่อย ๆ (Microservices) หรืออาจมีคุณค่าในแง่ของความปลอดภัยด้านไอทีที่แตกต่างกับธุรกิจอื่น ๆ เป็นต้น

2. Customer Segment ในรูปแบบเดิมกลุ่มของลูกค้าเป้าหมายอาจมองในแง่ของอายุ เพศ อาชีพ หรือพื้นที่ แต่ด้วยยุคของดิจิทัลทำให้เราสามารถทำกลุ่มเป้าหมายย่อยได้ (Micro segmentation) โดยการใช้ Data Analytics และเริ่มมีกลุ่มเป้าหมาย ๆใหม่ ๆ เช่น กลุ่ม Digital Native กลุ่ม Gamer กลุ่ม Youtuber กลุ่ม Influencer/Blogger และยังสามารถแบ่งกลุ่มเป้าหมายตามพฤติกรรม (Behavioral segmentation) หรือปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายแบบพลวัต (Dynamic segmentaion) โดยการใช้ real-time sensor เพื่อที่จะปรับเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปตามสถานการณ์

3. Customer Relationships ในรูปแบบเดิมการสร้างสายสัมพันธ์เน้นเป็นรายบุคคล ตามโอกาสต่าง ๆ เน้นการสร้างเครือข่ายและความน่าเชื่อถือ ที่อาจเป็นความสัมพันธ์ระยะยาว ในยุคของไอทีก็เริ่มมีการนำระบบ CRM (Customer Relationship Management) มาใช้งานมากขึ้น มีการพูดถึงการทราบตัวตนของลูกค้าที่อาจเป็น Digital ID เช่น ติดต่อผ่านอีเมล แต่ในยุคดิจิทัลปัจจุบันการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอาจทำผ่าน Social Media หรือเป็นการสร้างกระแสทางดิจิทัล (Digital Viral) การพูดคุยกับลูกค้าอาจเป็น Dialog ที่กำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ตามความต้องการของลูกค้า นอกจากนี้การระบุตัวตนของลูกค้าก็อาจยากขึ้นเพราะหลายคนอาจเป็นอวตารไม่ใช้บัญชีจริง

4. Channels ในรูปแบบเดิมช่องทางการเข้าถึงลูกค้าอาจเป็นผ่านการโฆษณา การทำตลาดผ่านสื่อต่าง ๆ ส่งโปรชัวร์ มีระบบ Call Center พอมาถึงในยุคไอทีก็จะมีการสร้างเว็บ การส่งอีเมล การทำ E-Commerce และระบบออนไลน์ต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันคือยุคของ App ยุคที่ต้องเข้าถึงผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นลำดับแรก (Mobile First) ต้องใช้ช่องทางที่หลากหลาย (Omnichannel) ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น Beacon, Augmented Reality และต้องเน้นประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ที่อาจวัดความพึงพอใจด้วย Net Promoter Score (NPS)

5. Key Activities ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการ การสร้างนวัตกรรม การขาย การทำตลาด การบริหารภายใน แต่ในยุคไอทีก็เริ่มมีการทำ Digitizing แปลงของขัอมูล และกระบวนการต่างๆให้อยู่ในรูปดิจิทัลมากขึ้น รวมถึงการทำตลาดออนไลน์ สำหรับยุคดิจิทัล ในปัจจุบันคงต้องเพิ่มกิจกรรมในการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มากขึ้น เช่น การทำการตลาดแบบอัตโนมัติ การเปลี่ยนระบบขึ้นสู่ Cloud Computing การชำระเงินในรูปแบบใหม่ๆผ่าน Mobile-payment หรือการนำระบบ RPA (Robot Process Automation) เข้ามาใช้ในองค์กร

6. Key Partners ในรูปแบบเดิมก็จะเน้นหาคู่ค้าช่วยในการขาย การโฆษณา แต่ในปัจจุบันคงต้องเพิ่มความหลากหลายที่อาจมองถึงเรื่องของ คู่ค้าที่เป็นตัวกลาง/แพลตฟอร์ม กลุ่มที่เป็น Startup กลุ่ม Venture Capital กลุ่ม Freelance กลุ่มพันธมิตรในโครงการต่าง ๆ ที่ทำด้านเทคโนโลยี หรือโครงการอย่าง Smart City และบางครั้งอาจรวมถึงลูกค้าที่จะมาช่วยในการทำงาน

7. Key Resource ในรูปแบบเดิมทรัพยากรที่จำเป็นคือเงินทุน บุคลากร อุปกรณ์และสินทรัพย์ต่างๆหรือระบบไอที แต่ในปัจจุบันทรัพยากรที่จำเป็นอาจเน้นเรื่องของดิจิทัลมากขึ้น เช่นการมีข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระบบ Mobile App อุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ระบบหุ่นยนต์ ระบบ AI และ ระบบ Open-API เป็นต้น

8. Revenue Streams ในรูปแบบเดิมรายได้คงมาจากการขายสินค้า และบริการในรูปแบบเดิม ต้องบริหารกระแสเงินสด ต้องหาเงินลงทุน พอมาในยุคไอทีรูปแบบของรายได้เริ่มมีความหลากหลายมากขึ้นเข่น Prepaid, Pay-as-you-go หรือรายได้จากโฆษณา ในปัจจุบันกระแสดิจิทัลเข้ามาเต็มที่ทำให้เริ่มมีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจากเดิมอีกมากอาทิเช่น Freemium, Fee-in-Free-Out, Pay-to-win, Ownership-to-access หรือ Dynamic pricing เป็นตัน

9. Cost Structure ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจซึ่งก็คือการประมาณการค่าใช้จ่ายในแบบเดิมที่มีมา และไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยีมากนัก หากองค์กรใดต้องการที่จะทำ Digital Transformation ก็อาจสามารถเริ่มต้นด้วยการทำ Business Model Canvas แล้ววางแผนในบริบทที่ควรจะเปลี่ยนไปในยุคดิจิทัลตามที่กล่าวมาในที่นี้

ผู้เขียน : รศ.ดร.ธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันไอเอ็มซี

หมายเหตุ : ในส่วนของสถาบันไอเอ็มซีจะมีหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับ Digital Transformation อยู่ในหลายวิชา ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.imcinstitute.com

“ดีป้า” ผนึกกำลัง Nintendo - TGA - อินโฟเฟด เปิดโครงการ depa Game Accelerator Program ครั้งแรกในไทย

posted Mar 2, 2021, 12:31 AM by Maturos Lophong


“ดีป้า” ผนึกกำลัง Nintendo - TGA - อินโฟเฟด

เปิดโครงการ depa Game Accelerator Program ครั้งแรกในไทย

ปั้นผู้ผลิต-พัฒนาเกมสัญชาติไทยก้าวสู่เวทีระดับสากล

2 มีนาคม 2564, กรุงเทพมหานคร - สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ร่วมกับ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย และ อินโฟเฟด เปิดตัวโครงการ depa Game Accelerator Program ครั้งแรกในประเทศไทย เฟ้นหาสุดยอดผู้ผลิตและผู้พัฒนาเกมสัญชาติไทยใน 4 หมวดเกมยอดนิยม ติดอาวุธให้มีศักยภาพและมาตรฐานเทียบเคียงระดับโลก ก่อนเปิดโอกาสต่อยอดทางธุรกิจ และการทดลองเกมในตลาดจริง เพื่อรับความคิดเห็นจากเหล่าเกมเมอร์ก่อนวางจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเผยมูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย ปี2563 ที่มีแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากอุตสาหกรรมเกมเป็นสำคัญ


ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเปี่ยมศักยภาพที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้เกิดการเติบโตอย่างเป็นระบบ ภายใต้แผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีการประเมินว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเกมจะช่วยสร้างรายได้และอาชีพให้กับประเทศอย่างมหาศาล

ดังนั้น ดีป้า ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลเล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมเกม และมีเป้าหมายในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถ ควบคู่กับการวางรากฐานความเป็นมืออาชีพแก่บุคลากรในภาคอุตสาหกรรม จึงได้ร่วมมือกับ สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย (TGA) และ บริษัท อินโฟเฟด จำกัด เปิดตัวโครงการ depa Game Accelerator Program Batch 1 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้พัฒนาเกมสัญชาติไทยใน 4 หมวดเกมยอดนิยม ประกอบด้วย Action, Adventure, Strategy และ Sport (Casual game) ให้มีศักยภาพและมาตรฐานเทียบเคียงกับผู้ประกอบการระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย โดยเปิดรับสมัครผู้สนใจทีมละ 3 – 5 คนในแต่ละหมวดเกม ก่อนคัดเลือกเหลือ 10 ทีมที่จะได้เรียนรู้ และเสริมสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาเกม พร้อมรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม ภายในระยะเวลาทั้งสิ้น 42 ชั่วโมง

“สำหรับ 4 ทีมสุดท้าย (1 ทีมในแต่ละหมวดเกม) ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสต่อยอดกับ Nintendo (Licensed Developer) พร้อมการสนับสนุนค่าชุดพัฒนาเกม และเปิดโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มนักลงทุนในอุตสาหกรรมเกมผ่านรูปแบบการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) รวมถึงการทดลองเกมในตลาดจริง เพื่อเปิดรับความคิดเห็นจากกลุ่มผู้เล่นเกมจริงก่อนวางจำหน่าย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ” ดร.ณัฐพล กล่าว

ด้าน นายจิรยศ เทพพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ผู้ก่อตั้ง อินโฟเฟด กล่าวว่า คุณสมบัติผู้สมัครโครงการ depa Game Accelerator Program Batch 1 จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ภายใต้บริษัทหรือเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ผู้ประกอบการเกม ผู้ประกอบการที่มีฐานผลงาน (Prototype) มาก่อน และเกมที่ส่งเข้าประกวดจะต้องเป็นเกมที่พัฒนาสำหรับสมาร์ทโฟนเท่านั้น ซึ่งโครงการดังกล่าวเปิดรับสมัครแล้ววันนี้ไปจนถึงวันที่ 13 มีนาคมนี้ และจะทำการคัดเลือกระหว่างวันที่ 23-27 มีนาคม ก่อนประกาศผลผู้ผ่านเข้ารอบในวันที่ 30 มีนาคม


ขณะที่ นายเนนิน อนันต์บัญชาชัย นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เกมไทย เปิดเผยว่า มูลค่าอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยปี 2563 มีมูลค่าสูงถึง 600,000 ล้านบาท โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ถือเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมดิจิทัล และมีมูลค่าสูงกว่า 34,000 ล้านบาท แบ่งออกเป็น อุตสาหกรรมแอนิเมชัน มูลค่า 3,200 ล้านบาท อุตสาหกรรมคาแรคเตอร์ มูลค่า 2,000 ล้านบาท และอุตสาหกรรมเกม ที่มีมูลค่าสูงกว่า 29,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 85% ของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์โดยภาพรวม ซึ่งสัดส่วนรายได้หลักของอุตสาหกรรมเกมมาจากสมาร์ทโฟนถึง 61% หรือคิดเป็นมูลค่า 17,000 ล้านบาท พร้อมกันนี้ มีการประเมินว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ปี 2564 มีแนวโน้มขยายตัว 15% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 39,000 ล้านบาท ขณะที่อุตสาหกรรมเกมมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 16.1% คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 33,000 ล้านบาท ซึ่งข้อมูลดังกล่าวถือเป็นก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเกมยุคใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต


มร.คะมอง โยชิมุระ หัวหน้าส่วนงานความสัมพันธ์ พับบลิชเชอร์และดีเวลลอปเปอร์ นินเท็นโด ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า Nintendo มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ ดีป้า ในการผลักดันและสนับมรสนุนอุตสาหกรรมเกมในประเทศไทยผ่านโครงการ depa Game Accelerator Program Batch 1 โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดเกม Console มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Nintendo เล็งเห็นถึงโอกาสที่ดีสำหรับนักพัฒนาเกมในประเทศไทยที่จะได้รับการต่อยอดการพัฒนาเกมผ่านแพลตฟอร์มของ Nintendo Switch และเครื่องมือพัฒนาเครื่องเกม Nintendo Switch โดยเฉพาะ Nintendo dev kit ที่เปิดโอกาสให้นักพัฒนาเกมในประเทศมีโอกาสเข้าถึงระบบนิเวศของ Nintendo เพื่อสรรค์สร้างเกมอย่างไร้ขีดจำกัดและตอบสนองต่อความต้องการในตลาดมากที่สุด

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ KBTG และกสิกรไทย นำเทคโนโลยีไร้สัมผัส จำหน่ายตั๋วหนังผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติรายแรก

posted Dec 21, 2020, 6:29 PM by Maturos Lophong



เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ KBTG และกสิกรไทย นำเทคโนโลยีไร้สัมผัส 

จำหน่ายตั๋วหนังผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติรายแรก

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จับมือ KBTG และกสิกรไทย นำเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) ให้บริการจำหน่ายตั๋วหนังผ่านตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติที่แรกของเมืองไทย ให้ลูกค้าใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์บันเทิงยุค New Normal ได้อย่างมั่นใจ ใช้คิวอาร์โค้ดแทนการปริ้นซ์ตั๋วกระดาษ สอดรับโครงการ Green Cinema โรงภาพยนตร์รักษ์โลก ด้านกสิกรไทยชี้เทคโนโลยี Contactless ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป นำมาใช้ช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดี สะดวก และความยั่งยืนทางธุรกิจให้กับบริษัท

นายนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ภายใต้มาตรการรักษาความสะอาดและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด โรงภาพยนตร์ก็เป็นอีกหนึ่งกิจการที่ได้รับอนุญาตให้เปิดบริการได้ตามปกติ โดยจำเป็นจะต้องมีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมที่ชัดเจน และการรักษาความสะอาดและความปลอดภัยขั้นสูงสุด ในรูปแบบ Cinema New Normal ดังนั้น บริษัทฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญอย่างยิ่งในการร่วมพัฒนาเทคโนโลยีร่วมกับ กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป ด้วยการนำเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) มาประยุกต์ใช้กับการซื้อบัตรชมภาพยนตร์ผ่านช่องทางจำหน่ายตั๋วหนังที่ตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ E-Ticket ที่สามารถตอบโจทย์และสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของโรงภาพยนตร์ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าที่มาซื้อบัตรชมภาพยนตร์ สามารถเลือกซื้อได้โดยไม่จำเป็นจะต้องสัมผัสที่หน้าจอของตู้ (Contactless & Touchless) รวมไปถึงการรับบัตรชมภาพยนตร์ที่ไม่จำเป็นต้องปริ้นท์ตั๋วออกมาในรูปแบบกระดาษอีกต่อไป แต่จะได้รับคิวอาร์โค้ดในสมารท์โฟนแทน ซึ่งจะทำให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วกว่า ที่สำคัญคือจะเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษ ประหยัดพลังงาน และรักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย ซึ่งเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวนี้ผ่านโครงการ Green Cinema โรงภาพยนตร์รักษ์โลก สำหรับเทคโนโลยีไร้สัมผัสนี้จะเริ่มนำร่องใช้ที่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน ตั้งแต่วันที่ 26 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ทั้งนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา โดยมีแนวทางการร่วมมืออีกหลายโปรเจคในอนาคตที่จะทยอยเปิดตัวออกมาตลอดทั้งปี 2564 นี้ คาดว่าเทคโนโลยีไร้สัมผัสจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของการปรินท์ตั๋วได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการปรินท์ตั๋วปกติ

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) เปิดเผยว่า KBTG ร่วมมือกับบมจ.เมจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ผู้นำด้านการให้บริการโรงภาพยนตร์ ในการนำเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) ผ่านตู้จำหน่ายตั๋วหนังอัตโนมัติ E-Ticket ต่อยอดประสบการณ์การเข้าชมภาพยนตร์และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่เเละเสริมสร้างประสบการณ์ของลูกค้าด้วยเทคโนโลยีจากธนาคารกสิกรไทย และ KBTG โดยลูกค้าสามารถเลือกชมภาพยนตร์ จำนวนที่นั่ง ชำระเงิน รับตั๋วชมภาพยนตร์ผ่านระบบของตู้จำหน่ายตั๋วหนังอัตโนมัติ ซึ่งจะแสดง QR Code เพื่อให้ลูกค้าใช้สมาร์ทโฟนสแกนรับตั๋วแทนการใช้กระดาษ (Paperless) เพื่อเข้าชมภาพยนตร์

นายเรืองโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี Contactless สามารถช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้กับลูกค้าเเละความยั่งยืนให้กับธุรกิจของทางบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เพื่อตอบรับกับวิถีชีวิต New Normal ของคนไทย นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยลดปริมาณกระดาษที่ใช้ ส่งผลให้ต้นทุนการบริการลดลงอีกด้วย เทคโนโลยี Contactless ของ KBTG สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับธุรกิจอื่นๆ ที่ต้องการลดการสัมผัสได้ โดยสามารถติดต่อเพื่อร่วมโปรเจค Co-Innovation ได้ที่ www.kbtg.tech/contact โดยเลือกหัวข้อ Business/Partner Proposals

ด้านนายสุปรีชา ลิมปิกาญจนโกวิท ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ความร่วมมือระหว่างธนาคารกสิกรไทย กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป และบมจ.เมจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป นับเป็นครั้งแรกในการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีไร้สัมผัส (Contactless Technology) มาใช้กับธุรกิจกลุ่มเอนเตอร์เทนเมนท์ โดยนำเทคโนโลยี ReKeep บริการบัตรชมภาพยนตร์ในรูปแบบดิจิทัล ที่ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่สามารถรับบัตรชมภาพยนตร์ในรูปแบบดิจิทัลผ่านการสแกน QR Code ช่วยลดการสัมผัส ลดการใช้การดาษ (Paperless) และยังช่วยลดโลกร้อน ช่วยลดการสัมผัสในช่วงสถานการณ์โควิด-19 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของธนาคารกสิกรไทยที่มุ่งเน้นการให้บริการที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการชำระเงินแบบสังคมไร้เงินสด

เคแบงก์ จับมือ ลู อินเตอร์เนชันแนล และ โรโบเวลธ์ ผนึกพลังพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘FinVest’

posted Nov 16, 2020, 10:12 PM by Maturos Lophong



เคแบงก์ จับมือ ลู อินเตอร์เนชันแนล และ โรโบเวลธ์ ผนึกพลังพัฒนาแพลตฟอร์ม ‘FinVest’


แอปฯ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนทุกคน ซื้อขายกองทุนได้ทั้งในไทยและทั่วโลก


ตั้งเป้ามูลค่าลงทุนรวมกว่า 14,000 ล้านบาท


ธนาคารกสิกรไทย ลู อินเตอร์เนชันแนล และ บลน.โรโบเวลธ์ ผนึกความแข็งแกร่งระดับโลก เปิดตัว ‘FinVest’ (ฟินเวสท์) แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลงทุน ด้วยแนวคิด “ติดปีกการลงทุนให้คุณ” (Your Wings Your Ways) แอปฯ ที่ตอบโจทย์นักลงทุนทุกระดับ โหลดแอป FinVest ครั้งเดียวพร้อมเปิดบัญชี สามารถซื้อขายกองทุนรวมจากบลจ. ชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศได้โดยตรง เพิ่มทางเลือกการลงทุนและโอกาสสร้างผลตอบแทนทั่วโลก เตรียมเปิดให้ลงทุนผ่านกองทุนรวมในต่างประเทศได้ต้นปีหน้า ตั้งเป้าในปีแรกมียอดเปิดบัญชี 120,000 บัญชี และมีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 14,000 ล้านบาท


นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ในปี 2563 ตลาดการเงินในประเทศไทยมีมูลค่า 44 ล้านล้านบาท มีการลงทุนในกองทุนรวมอยู่ 4.8 ล้านล้านบาท หรือราว 10% เราพบว่าผู้ลงทุนในกองทุนรวมมีอายุน้อยลงเรื่อย ๆ และชอบทำรายการลงทุนบนช่องทางดิจิทัล มีความสนใจในผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับตราสารทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น นอกจากนี้เรายังพบว่าการลงทุนในรูปแบบ Open Architecture มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี การพัฒนาแพลตฟอร์ม FinVest ในรูปแบบดิจิทัล เป็นการเสริมศักยภาพการลงทุนให้กับนักลงทุนรายย่อยในประเทศไทย สามารถลงทุนในกองทุนรวมได้ทั่วโลกผ่าน FinVest ได้โดยตรง โดยเป็นการพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีร่วมกันระหว่างธนาคารที่เชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแบงกิ้ง ร่วมกับลู อินเตอร์เนชันแนล (Lu International) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งอยู่ภายใต้บริษัท ลูแฟ๊กซ์ โฮลดิ้ง (Lufax Holding) ในเครือผิงอันกรุ๊ป (Ping An Group) บริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศจีน ซึ่งมีทีมงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก โดยมี บลน. โรโบเวลธ์ จำกัด บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้าน Wealth Tech เป็นผู้ดูแลการให้บริการแพลตฟอร์ม FinVest เพื่อให้เข้ากับตลาดทุนไทย ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต. ความร่วมมือดังกล่าวยังตอกย้ำบทบาทการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน (Banking Service) เต็มรูปแบบ โดยนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลแบงกิ้งของธนาคารฯ ผสานกับความเชี่ยวชาญของพันธมิตรระดับโลก และผู้เชี่ยวชาญด้านฟินเทค เพื่อทำให้บริการของธนาคารเข้าไปอยู่ในทุกที่ที่ลูกค้าใช้ชีวิตอยู่

มร. คิท วอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ลู อินเตอร์เนชั่นแนล (สิงคโปร์) กล่าวว่า ลู อินเตอร์เนชันแนล บริษัทในเครือผิงอันกรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน มีจุดแข็งในการบริหารจัดการด้านการลงทุน และมีทีมงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก เล็งเห็นว่าประเทศไทยเป็นตลาดสำคัญที่มีความก้าวหน้าด้านการสร้างการเติบโตในการลงทุน และเศรษฐกิจ อย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทย และโรโบเวลธ์ ในการพัฒนาและให้บริการแพลตฟอร์มการลงทุน ‘FinVest’ จะช่วยตอบสนองความต้องการของนักลงทุนในยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการนำดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการลงทุนด้วยตัวเอง ลู อินเตอร์เนชันแนล เชื่อมั่นว่าการนำเสนอแพลตฟอร์ม ‘FinVest’ สู่ตลาดไทยจะช่วยยกระดับการลงทุนในรูปแบบดิจิทัลของไทยไปสู่แถวหน้าของภูมิภาค


นายชลเดช เขมะรัตนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) โรโบเวลธ์ จํากัด กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ แต่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่มีแผนการลงทุนเพื่อให้มีเงินเพียงพอต่อชีวิตหลังเกษียณ จากประชากร 70 ล้านคนในประเทศไทย มีน้อยกว่า 5% ที่เป็นผู้ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม เนื่องจากคนทั่วไปมักกังวลเรื่องความเสี่ยง คิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องยาก ทำให้ต้องใช้เวลามาก และมีความเข้าใจผิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องของคนรวยเท่านั้น การให้บริการบนแพลตฟอร์ม ‘FinVest’ จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้นักลงทุนเข้าถึงช่องทางลงทุนที่มีประสิทธิภาพได้ โดยการได้รับข้อมูลวิเคราะห์การลงทุนในรูปแบบที่กระชับและเข้าใจง่าย นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนที่เหมาะสมกับสภาวะตลาดในแต่ละช่วงเวลา ที่ได้ผ่านการคัดเลือกโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญร่วมกับผู้บริหารใน Product Screening Committee โดยโรโบเวลธ์จะให้บริการการเปิดบัญชี ซื้อขายหน่วยลงทุน ตลอดจนศูนย์บริการลูกค้า ผ่านแพลตฟอร์ม ‘FinVest’ ซึ่งเชื่อมต่อกับ Robowealth Open API ควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของบริษัท

‘FinVest’ คือ แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการลงทุน ภายใต้แนวคิด ‘ติดปีกการลงทุนให้คุณ’ ทำให้นักลงทุนไทยเข้าถึงการลงทุนได้ “ง่าย” เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน FinVest จะได้รับข้อมูลที่มีเนื้อหาเข้าใจง่าย คมชัด และ “ชี้เป้า” การลงทุนอย่างเป็นกลาง และสามารถเปิดบัญชีได้ผ่านสมาร์ทโฟน โดยลูกค้าเลือกผูกบัญชีกับธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย หรือธนาคารไทยพาณิชย์ได้ เน้นความ “หลากหลาย” สามารถลงทุนในกองทุนรวมต่าง ๆ ของบลจ.ชั้นนำในประเทศไทย 15 บลจ. ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของอุตสาหกรรม และบลจ.ชั้นนำจากทั่วโลกผ่านแอปฯ FinVest ได้โดยตรง กระบวนการทำงานทุกขั้นตอนมีความ “น่าเชื่อถือ” ที่ได้มาตรฐานฟินเทคระดับโลก

วิธีสมัครใช้งาน “FinVest”

ดาวน์โหลดแอป FinVest จาก iOS App Store Google Play Store และ Huawei App Gallery: finvest


ลูกค้าใหม่: ดาวน์โหลดแอป FinVest และกรอกเบอร์มือถือและใส่รหัสแบบใช้งานครั้งเดียว (OTP) เพื่อใช้งานแอปฯ ในการหาข้อมูลและชี้เป้าการลงทุนบนแอปฯ ได้ทันที และเมื่อกรอกข้อมูลการสมัคร พร้อมถ่ายภาพบัตรประชาชนและถ่ายภาพตนเอง เพื่อยืนยันตัวตน จึงสามารถเปิดบัญชีสำหรับซื้อขายกองทุนได้

ผู้ใช้งาน odini: แค่ดาวน์โหลดแอป FinVest และกรอกเบอร์มือถือที่ใช้งานกับ odini เพื่อใส่รหัสแบบใช้งานครั้งเดียว (OTP) ก็สามารถใช้บริการซื้อขายกองทุนได้ทันที


พิเศษช่วงเปิดตัว เมื่อดาวน์โหลด และเปิดบัญชีลงทุนสำเร็จรับเงินเข้าบัญชี FinVest 200 บาท (17 พ.ย. 63 – 31 ธ.ค. 63) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘FinVest’ เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3nsvYEm


FinVest Facebook Fan Page: @finvestapp Line id: @finvest หรือโทร 02-026-6222

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง จัดงาน COMMART XTREME

posted Oct 28, 2020, 7:30 PM by Maturos Lophong




เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง 

แถลงจัดงาน COMMART XTREME

โปรแรง ช้อปกระหน่ำ ส่งท้ายปี

26 - 29 พฤศจิกายน 2563 ณ ไบเทค บางนา

เออาร์ไอพี จับมือพันธมิตรแบรนด์ดัง และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีชั้นนำ แถลงข่าวจัดงานมหกรรมสินค้าไอซีทีระดับประเทศ COMMART XTREME ครั้งที่ 55 ภายใต้แนวคิด “โปรแรง ช้อปกระหน่ำ ส่งท้ายปี” ครบครันทุกไลน์สินค้าตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมโปรโมชั่นสุดร้อนแรงเอาใจนักช้อปส่งท้ายปี และการประกาศ “Commart Award 2020” รางวัลแห่งความภูมิใจ ที่คัดสรรสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 คุ้มค่า ครบครันในงานเดียว พบกัน 26-29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 - 21.00 น. ณ EH 98 - 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา


นายบุญเลิศ นราไท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “โค้งสุดท้ายของการจัดงานคอมมาร์ตในปีนี้ มีหลายปัจจัยที่ทำให้เราเชื่อว่างานจะเป็นไปตามที่คาดหวัง แม้สภาวะเศรษฐกิจจะยังชะลอตัวอยู่บ้างแต่ภาครัฐก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออกมาตรการ "ช้อปดีมีคืน" เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ งานคอมมาร์ตครั้งนี้ก็อยู่ในช่วงของการใช้สิทธิ์ซื้อสินค้าเพื่อลดหย่อนภาษีตามมาตรการดังกล่าวพอดี ซึ่งสินค้าไอทีก็เป็นสินค้าที่อยู่ในความต้องการของผู้บริโภค นับเป็นโอกาสดีของคนที่ต้องการซื้อสินค้าในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของการช้อปปิ้ง บวกกับสถานการณ์โควิดในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนสามารถปรับตัวเข้ากับวิถีชีวิตแบบ New Normal ได้อย่างเหมาะสม

ด้านของแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้าไอทีที่เข้าร่วมครั้งนี้ เราได้รับความร่วมมืออย่างดี จาก ACE, Advice, Asus, Banana, E-Quip, CSC, Empura, Epson, Huawei, HP, iStudio by SPVI, IT City, J.I.B, MSI, Powerbuy, SPEED Computer, Ascenti, AMD, SVOA, WD และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ซึ่งหลาย ๆ แบรนด์มีสินค้าออกใหม่ที่เราจะได้เห็นในงานครั้งนี้ รวมถึงสินค้าอีกมากมายทั้งที่ออกไปแล้วก็นำมาลดราคาจัดโปรโมชั่นกันอย่างดุเดือด ส่งผลดีกับผู้ซื้อที่จะได้ของในราคาที่คุ้มค่า ทำให้เชื่อว่างานครั้งนี้จะสำเร็จตามที่คาดหวัง และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมไอทีให้เติบโตอีกด้วย”

นายพรชัย จันทรศุภแสง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อไอซีทีและการจัดงาน บมจ. เออาร์ไอพี กล่าวว่า “ในงานคอมมาร์ตส่งท้ายปีครั้งนี้ ถือเป็นงานที่เราคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อผู้ร่วมงานทุกท่าน นอกจากจะได้พบกับสุดยอดร้านไอทีแกดเจ็ต สมาร์ทโฮม จากความร่วมมือของแบรนด์ดัง รีเทลใหญ่ ทั้งแบรนด์เจ้าประจำ และแบรนด์ใหม่ ๆ มารวมไว้ภายในงานคอมมาร์ตมากที่สุด ที่จะทำให้ผู้บริโภคได้พบกับสินค้าครบครันทุกไลน์สินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์และวิถีชีวิตใหม่ New Normal แล้วนั้น ยังมาพร้อมกับการประกาศ “Commart Award 2020” รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่มอบให้กับสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 จากทุกแบรนด์ทุกเทคโนโลยีรวม 40 รางวัล โดยรางวัลนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากสถิติผู้ซื้อสินค้าภายในงานคอมมาร์ตตลอดปี 2020 ซึ่งเป็นความคิดเห็นจากผู้ร่วมงานและคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ Influencer ด้าน IT กับสินค้าและบริการด้านไอทีในหมวดต่าง ๆ ทั้งคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แกดเจ็ต ที่วางขายในปี 2020 อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปมีส่วนร่วมในการโหวตให้คะแนนรางวัลผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อนำมาจัดอันดับเป็นตัวเลือกให้กับผู้ซื้อด้วย รางวัลนี้จึงถือเป็นเครื่องหมายสำคัญในการการันตีคุณภาพให้กับเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัล

นอกจากนี้ยังจัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุด ไว้สำหรับทุกคนที่จะมาร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่


1. The Best Technology พบกับการประกาศ “Commart Awards 2020” รางวัลแห่งความภูมิใจ ที่คัดสรรสุดยอดเทคโนโลยีที่ดีที่สุดแห่งปี 2020 ประกาศผลพร้อมช้อปกันได้จริงใน Commart XTREME


2. The Best Promotion พบกับโปรชั่นคับคั่ง


. Commart Voucher คูปองแทนเงินสดที่แจกให้กับขาช้อปผ่านกิจกรรมออนไลน์ นำมาใช้ซื้อสินค้าภายในงาน


· Commart Big Bonus อัพยอดซื้อด้วยโปรโมชั่น ซื้อครบทุก 3,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรางวัล Gift Voucher, iPhon 12 Pro Max, Play Station 5 และอุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์ รวมมูลค่าของรางวัลกว่า 2 แสนบาท



· Commart จอดฟรี เพียงช้อปสินค้าภายในงาน ครบทุก 5,000 บาท รับสิทธิ์จอดรถฟรีนาน 3 ชั่วโมง

· หลากหลายโปรโมชั่นจากแบรนด์และผู้จัดจำหน่ายสินค้าชั้นนำที่เข้าร่วมแสดงงาน


3. The Best Service


· Commart Live พบกับการไลฟ์สด ส่งตรงจากงาน Commart ทั้งแนะนำสินค้า โปรโมชั่น ที่คัดมาให้ได้นักช้อปได้ดูแบบเรียลไทม์ ตลอด 4 วัน


· Commart รับหิ้ว บริการสุดเอ็กคลูซีฟ เอาใจนักช้อปที่ไม่สะดวกมางาน สามารถให้ทีมงาน Commart ไปหิ้วของในงานแล้วส่งตรงถึงบ้านได้เลย และมากกว่าแค่การรับหิ้ว เพราะมีทีมบก.ผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำแนะนำในการเลือกสินค้า มั่นใจว่าได้ของดีตรงใจแน่นอน


4. The Best Retail พบกับแบรนด์ ร้านค้า ชั้นนำรวมไว้ในงานเดียว อาทิ ACE, Advice, Asus, Banana, E-Quip, CSC, Empura, Epson, Huawei, HP, iStudio by SPVI, IT City, J.I.B, MSI, Powerbuy, SPEED Computer, Ascenti, AMD, SVOA, WD และ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด


อีกทั้งผู้มาในงานยังมั่นใจได้กับความปลอดภัยด้านสาธารณสุข ที่เราจัดเตรียมไว้อย่างรอบด้านเป็นไปตามมาตรการของภาครัฐ พร้อมด้วยความร่วมมืออีกทั้งยังได้ร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ที่ได้เข้ามาร่วมติดตั้งเครื่องวัดอุณหภูมิ “มิวเทอร์ม-เฟสเซนซ์ (μTherm-FaceSense) ในการคัดกรองคนในพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าชมงานสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างอุ่นใจ เสมือนอยู่บ้านอีกด้วย” นายพรชัย กล่าวปิดท้าย 


งาน COMMART XTREME จัดโดย บมจ.เออาร์ไอพี ในครั้งนี้ ได้รับการตอบรับจากพันธมิตรธุรกิจเข้าร่วมแสดงเทคโนโลยีภายในงานคับคั่ง ร่วมด้วย Media Partner ที่ช่วยการประชาสัมพันธ์ อาทิ Techhub, eLeader, Business+, Beartai, Extreme IT, it24hrs., MRT, NBS และ Overclockzone



อย่าลืมมาพบกันที่งาน “Commart XTREME” ระหว่างวันที่ 26 - 29 พฤศจิกายน 2563 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ EH 98 - 99 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เข้าชมฟรี! ตลอดทั้งงาน เดินทางสะดวกด้วย รถไฟฟ้า BTS สถานีบางนา ติดตามข่าวสารโปรโมชั่นและกิจกรรม หรือรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.commartThailand.com, www.facebook.com/commartThailand , Line:@Commart, และ twitter.com/Commart

1-10 of 119