IT



เออาร์ไอพี จัดงาน THE THAILAND e-TAX SYMPOSIUM 2019 อย่างยิ่งใหญ่

posted Nov 6, 2019, 3:16 AM by Maturos Lophong



เออาร์ไอพี จัดงาน THE THAILAND e-TAX SYMPOSIUM 2019 อย่างยิ่งใหญ่

เพื่อขับเคลื่อนระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์สู่พื้นฐานระบบเศรษฐกิจดิจิทัล

ด้วยความร่วมมือของ กรมสรรพากร และ ETDA

บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ร่วมผลักดันนโยบาย Thailand 4.0 และ National e-Payment สนับสนุนการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างครบวงจร เพื่อนำประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ ได้จัดงาน “THE THAILAND e-TAX SYMPOSIUM 2019” โดยได้รับความร่วมมือจากกรมสรรพากร และ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเวทีให้ความรู้และไขข้อสงสัยเกี่ยวกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจเห็นความสำคัญในการนำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยได้รับเกียรติจาก คุณขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร กรมสรรพากร และ คุณสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมเป็นประธานและบรรยายพิเศษ พร้อมด้วยการเสวนาในหัวข้อที่น่าสนใจจากภาคธุรกิจ และบูทให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อใช้งานระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร


คุณขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร กรมสรรพากร กล่าวว่า “ประเทศไทยเราได้เข้าสู่ยุค 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาครัฐที่พยายามปรับกระบวนทัศน์ในการบริการภาคธุรกิจและเอกชน ให้สามารถดำรงธุรกิจ และดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ได้อย่างสะดวกสบาย ดังนั้นกรมสรรพากรจึงพัฒนาระบบและกระบวนการที่จะอำนวยความสะดวก ลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจ และพร้อมให้ความช่วยเหลือภาคเอกชนในทุกด้าน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้ทัดเทียมประเทศชั้นนำของโลก”

ด้าน คุณสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “ภารกิจของ ETDA นอกจากการผลักดันด้านอีคอมเมิร์ชของประเทศแล้ว ยังสนับสนุนและส่งเสริมให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีความมั่นคงปลอดภัย มีมาตรฐาน โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการตรวจรับรองระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และผู้ให้บริการจัดทำเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ กับกรมสรรพากร เพื่อตกลงให้ ETDA เป็นหน่วยตรวจรับรองระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการนำส่งข้อมูล e-Tax Invoice & e-Receipt เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการที่จะเลือกใช้บริการจากผู้ให้บริการที่มีมาตรฐาน และยังเป็นการส่งเสริมให้การดำเนินงานของกรมสรรพากรในเรื่องของการจัดเก็บภาษีมีความมั่นคงปลอดภัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย”

"THE THAILAND e-TAX SYMPOSIUM 2019" นับเป็นงานสัมมนาวิชาการที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และองค์กรธุรกิจชั้นนำที่นำใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ไปใช้ ร่วมมอบความรู้และแชร์ประสบการณ์ผ่านการบรรยายและเวทีเสวนา

เริ่มต้นงานสัมมนาด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับข้อมูลที่สำคัญที่ภาคธุรกิจควรทราบถึงระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีบทบาทสำคัญกับภาคธุรกิจ โดย คุณขนิษฐา สหเมธาพัฒน์ ที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร กรมสรรพากร บรรยายในหัวข้อ “Integrating electronic tax services to enhance business advantage” บูรณาการบริการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ และ คุณสุรางคณา วายุภาพ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ บรรยายหัวข้อ “How does the electronic tax standard make more effective to business?” มาตรฐานภาษีอิเล็กทรอนิกส์ช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางธุรกิจ

เสวนาจากภาคธุรกิจชั้นนำในหัวข้อ “Unleash the power of e-TAX, Enhancing the business advantage in the digital world” ผ่าโลกภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องมือสร้างความได้เปรียบสู่โลกดิจิทัลสำหรับองค์กร” กรณีศึกษา และประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ e-TAX โดย คุณนดารัตน์ ป้อมตรี Head of Business Process Improvement เอสซีจี, คุณกึกก้อง รักเผ่าพันธุ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และคุณวุฒินนท์ ตรีศรีศักดิ ผู้อำนวยการอาวุโสแผนกภาษีอากร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี คุณถนอม เกตุเอม เพจ TaxBugnoms และกูรูทางด้านภาษี ดำเนินการเสวนา พร้อมปิดท้ายงานในช่วงเช้าด้วยการบรรยายจากคุณพิรดา อิงค์ธเนศ Assistant to CEO, บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ในหัวข้อ “How to leverage e-Tax invoice in the era of digital trade and finance?” ขับเคลื่อนองค์กร ต่อยอดการทำระบบ e-tax invoice สู่โลกการเงินและการค้าแบบดิจิทัล

ช่วงบ่ายพบกับเสวนา “How to maximize the business profits with e-TAX?”เจาะกลยุทธ์การใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อธุรกิจ โดย ดร. สรณันท์ จิวะสุรัตน์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, คุณสุภิดา บรรเทาทุกข์ รักษาการนักวิชาการสรรพากรเชี่ยวชาญ กองบริหารการเสียภาษีทางอิเล็กทรอนิกส์ กรมสรรพากร, คุณอนันต์ สิริแสงทักษิณ กรรมการและประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์, คุณวิวัฒน์ พรไกรศรี ผู้เชี่ยวชาญ Software ทางด้านภาษีอิเล็กทรอนิกส์ภายในประเทศ ตัวแทนผู้บริหารจาก ATSI และคุณกฤษฎา ชุตินธร ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ จำกัด โดยมี คุณอิสรีย์ บงกชสถิตย์ ผู้ดำเนินรายการ Good Morning ASEAN เป็นผู้ดำเนินการเสวนา

พร้อมปิดท้ายด้วยการบรรยาย โดย คุณสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานการกำกับและตรวจสอบภาษี กรมสรรพากร หัวข้อ “Agility, Efficiency & Reliability with e-TAX: รวดเร็ว ปลอดภัย มั่นใจ ไปกับใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์” อีกทั้งภายในงานยังมีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt อาทิ บริษัท ดาต้าวัน เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท เอรีส อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ARES) ร่วมออกบูทให้คำปรึกษาแก่ผู้เข้าร่วมงานอีกด้วย

เรียกได้ว่าเป็นงานที่อัดแน่นไปด้วยสาระและประโยชน์ที่ช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจเห็นถึงความสำคัญและเริ่มต้นใช้ระบบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ และใบรับอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างแท้จริง นับเป็นสัญญาณที่ดีในการร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพธุรกิจไทยสู่โลกยุคดิจิทัลไร้พรมแดน

นอสตร้า โลจิสติกส์ เผยตลาดโลจิสติกส์โต 20%

posted Oct 25, 2019, 3:54 AM by Maturos Lophong


นอสตร้า โลจิสติกส์ เผยตลาดโลจิสติกส์โต 20%

ประกาศเดินเกมรุกส่งโปรดักส์ใหม่ตอบโจทย์ตลาด สมาร์ท โลจิสติกส์

นอสตร้า โลจิสติกส์ เผยตลาดธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศไทยมีมูลค่ากว่า 200,000 ล้านบาท มีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นปีละ 15 - 20% จัดเป็นธุรกิจดาวรุ่งยุคเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมประกาศเดินเกมรุก ลุยสมรภูมิโลจิสติกส์ มุ่งเป้าหมายผู้นำตลาด IoT Logistics ส่ง NOSTRA LOGISTICS Analytics Platform และ Telematics Solution ตอบรับตลาดขาขึ้น เป็นผลิตภัณฑ์เรือธงพร้อมเสริมทัพด้วย GPS Tracking ผลักดันธุรกิจขนส่งสู่ “สมาร์ท โลจิสติกส์” ชูจุดขาย 3S SAFTY เพิ่มความปลอดภัย SAVING ลดการใช้ทรัพยากร และ SATISFACTION สร้างความพึงพอใจสูงสุด เผยภาพรวมสถานการณ์แนวโน้มตลาดขนส่งและ โลจิสติกส์ในไตรมาส 4 เป็นไปในทิศทางที่ดีต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการขนส่งจ่อคิวติดตั้งอุปกรณ์ เทเลเมติกส์เชื่อมต่อกับระบบจีพีเอสติดตาม ทั้งกล้องวิดีโอออนไลน์แบบเคลื่อนที่ หรือ MDVR และกล้อง DMS เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถ และช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ปลื้มผลประกอบการตลอดไตรมาส 3 เติบโต มั่นใจปิดไตรมาส 4 ตามเป้า เติบโต 50% จากปีก่อน

นางวรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่าสถานการณ์การขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ปัจจัยที่ 1 เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวต่อเนื่อง ปัจจัยที่ 2 การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐ และปัจจัยที่ 3 การส่งออกที่ขยายตัวอย่างมาก ซึ่งส่งผลต่ออุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศไทยขยายตัวไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึงปีละ 15 - 20% จัดเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่มีอัตราการเติบโตสูงในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล บริษัทฯ ได้มองเห็นโอกาสและวางกลยุทธ์ทางการตลาดเปิดเกมรุก ด้วย NOSTRA LOGISTICS Analytics Platform และ Telematics Solution เป็นผลิตภัณฑ์เรือธง พร้อมด้วย GPS Tracking เพื่อมุ่งตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจขนส่ง ที่มองหาระบบการจัดการการขนส่งและโลจิสติกส์ ที่ทรงประสิทธิภาพในยุคแห่งการแข่งขันที่เข้มข้น และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหัวใจสำคัญของธุรกิจขนส่ง คือ ความเร็วในการจัดส่งสินค้า การส่งมอบสินค้าตรงเวลา สินค้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พนักงานให้บริการอย่างมืออาชีพ และผู้รับสินค้ามีความพึงพอใจ

ธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด โดยผู้ประกอบการได้เร่งปรับตัว นำเทคโนโลยีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ และโมบายแอพพลิเคชันเรียลไทม์ เข้ามาปรับใช้ในการให้บริการ โลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่กับการเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า อย่างไรก็ดีแม้ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์จะเป็นธุรกิจดาวรุ่งที่มีการเติบโตสูง แต่ก็จัดได้ว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ต้องเผชิญหน้ากับสภาพตลาดการแข่งขันที่รุนแรง ดังเช่นปัญหาใหญ่ 3 ประการ

1. การเข้ามาชิงพื้นที่ตลาดของกลุ่มทุนโลจิสติกส์ต่างชาติ ซึ่งมีความพร้อมทั้งต้นทุนและเครือข่ายทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น สินค้าออนไลน์ e-commerce ฯลฯ

2. ผู้ประกอบการแบกรับต้นทุนการขนส่งที่สูง เช่น ค่าเชื้อเพลิง หรือ การวิ่งรถเที่ยวเปล่า ที่ทำให้สูญเสียโอกาสในการใช้รถ

3. การปรับตัวด้วยเทคโนโลยี และการพัฒนารูปแบบทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและโอกาสทางธุรกิจในระยะยาว



ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้คิดค้นผลิตภัณฑ์เรือธงที่ต่อยอดจากระบบ GPS Tracking เพื่อตอบสนองความต้องการตลาด 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่

1. NOSTRA LOGISTICS Analytics Platform เป็นการสร้างแพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการขนส่งและ โลจิสติกส์ เพื่อเชื่อมโยงทุกข้อมูลการขนส่งเข้าสู่ระบบดิจิทัล และผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้ง GPS, Telematics, IoT (Internet of Things) และ Big Data Analytics จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการธุรกิจขนส่ง ตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลติดตามการขนส่ง ที่มาจากแหล่งข้อมูลหรือแพลตฟอร์มระบบ GPS Tracking ที่ต่างกัน อาทิ ข้อมูลพิกัดรถ ระยะทาง ระยะเวลา ความเร็วในการขับรถ พฤติกรรมการขับขี่และข้อมูลอื่น ๆ ที่มาจากอุปกรณ์เทเลเมติกส์ โดยรวบรวมและนำเข้าสู่ NOSTRA LOGISTICS Analytics Platform แล้วประมวลผลและนำเสนอภาพรวมข้อมูลจากรถขนส่งทั้งหมดเพื่อประกอบการทำงานในระดับโอเปอเรชั่น รวมถึงการวิเคราะห์และให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้บริหารจัดการ Fleet เช่น รายงานภาพรวมการจัดส่งสินค้าตามแผนงาน รายงานประเมินคะแนนพฤติกรรมผู้ขับขี่ ฯลฯ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา และช่วยตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ได้แม่นยำขึ้นด้วยแพลตฟอร์มนี้จะช่วยลดปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลขนส่งให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละราย ลดข้อจำกัดในการเลือกใช้ระบบติดตามการขนส่ง ลดความยุ่งยากและเวลาในการจัดการข้อมูลต่างระบบ และเพิ่มศักยภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก้ปัญหาการขาดข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจที่ถูกต้องสำหรับธุรกิจ

2. Telematics Solution เพิ่มขีดความสามารถให้เหนือกว่าระบบ GPS Tracking ทั่วไป ด้วยการใช้ IoT (Internet of Things) เชื่อมต่อและสื่อสารกับกล่องจีพีเอสและอุปกรณ์เทเลเมติกส์ต่าง ๆ ที่ติดตั้งบนรถ โดยนอกจากข้อมูลการติดตามรถแล้ว เทเลเมติกส์จะเน้นเรื่องการตรวจสอบและป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายในระหว่างการขับขี่เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน โดยสามารถแจ้งเตือนคนขับและผู้ควบคุมงานขนส่งได้แบบเรียลไทม์ ทั้งยังเก็บข้อมูลของระบบเครื่องยนต์ในการใช้รถตามการใช้งานจริง เช่น น้ำมัน ระยะทาง เพื่อประเมินสภาพรถขนส่งและวางแผนการบำรุงรักษารถ รวมทั้งแสดงรายงานผลในรูปแบบต่าง ๆ สำหรับสรุปผลการวิ่งงานขนส่ง พร้อมรายงานประเมินคะแนนพฤติกรรมผู้ขับขี่ ด้วยเทเลเมติกส์โซลูชันจะเพิ่มความปลอดภัยตลอดทริปขนส่ง บริหารการใช้รถขนส่งได้มีประสิทธิภาพ และควบคุมค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี ตอบโจทย์ธุรกิจขนส่งที่ต้องการเพิ่มขีดความสามารถ เสริมความปลอดภัย และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย

“นอสตร้า โลจิสติกส์ มีจุดแข็งอยู่ที่ประสบการณ์ในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศไทยมากกว่า 15 ปี โดยมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็น Professional IoT Logistics Solutions System Integrator ผู้เชี่ยวชาญในการสร้างและให้บริการโซลูชันด้วยเทคโนโลยี IoT Logistics จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ระบบ NOSTRA LOGISTICS ให้เป็น Total Transportation and Logistics System ที่มีฟังก์ชันเพื่องานขนส่งแบบครบวงจร ได้แก่ Fleet Tracking & monitoring, Fleet management, Shipment management, Resource optimization และ Safety management และโซลูชัน ที่พัฒนาอย่างเฉพาะเจาะจงให้กับธุรกิจของลูกค้าเพื่อตอบโจทย์การทำงานที่แตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ โดยจะสามารถใช้ประโยชน์จากระบบของ NOSTRA LOGISTICS ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผนวกกับการออกแบบโซลูชันแบบพร้อมใช้งาน หรือ “Ready to use solutions” นางวรินทร กล่าวเสริม


นางวรินทร กล่าวต่อว่า นอสตร้า โลจิสติกส์ จะเดินหน้าธุรกิจด้วย จุดขาย 3S เพื่อความคุ้มค่าในการลงทุน ประกอบด้วย SAFETY สร้างความปลอดภัยให้แก่ชีวิต สินค้า และทรัพย์สินการขนส่งให้แก่ธุรกิจ SAVING ธุรกิจสามารถประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายขนส่ง และน้ำมัน และ SATISFACTION ธุรกิจและลูกค้าของธุรกิจมีความพึงพอใจจากการนำเสนอบริการขนส่งที่มีมาตรฐานการบริการที่มีคุณภาพ เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการนำเสนอโปรดักส์และโซลูชันที่ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์

สำหรับภาพรวมสถานการณ์และแนวโน้มตลาดโลจิสติกส์ในไตรมาส 4 เป็นไปในทิศทางที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่ผ่านมา โดยอยู่ในระหว่างการติดตั้งอุปกรณ์เทเลเมติกส์เชื่อมต่อกับระบบจีพีเอสติดตาม ทั้งกล้องวิดีโอออนไลน์แบบเคลื่อนที่ หรือ MDVR และกล้อง DMS เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมการขับขี่ของพนักงานขับรถ และช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ให้แก่ลูกค้าธุรกิจขนส่งทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่หลายโครงการ เป็นผลให้ผลประกอบการตลอด ไตรมาส 3 เติบโต มั่นใจปิดไตรมาส 4 ตามเป้า เติบโตเพิ่มรวม 50% จากปีที่ผ่านมา นางวรินทร กล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับ NOSTRA LOGISTICS (นอสตร้า โลจิสติกส์)

NOSTRA LOGISTICS โดยบริษัท จีไอเอส จำกัด ในกลุ่มบริษัทซีดีจี เป็นโซลูชันด้านการบริหารจัดการงานขนส่ง ได้แก่ การจัดการกลุ่มรถ (Fleet Management) การติดตามตำแหน่ง (GPS Tracking) บนแผนที่ความละเอียดสูง นอสตร้าเพิ่มความปลอดภัยในการขับรถด้วยเทคโนโลยีเทเลเมติกส์ (Telematics) จัดเก็บข้อมูลและประมวลผลด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Big Data Analytics พร้อมเชื่อมต่อข้อมูลจากทุกอุปกรณ์ด้วย IoT Logistics Platform โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีในการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าอุตสาหกรรมการขนส่งและ โลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nostralogistics.com

#NOSTRALogistics #NOSTRAtelematics


เกี่ยวกับ กลุ่มบริษัท ซีดีจี

กลุ่มบริษัทซีดีจี (CDG Group) ผู้ให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแบบครบวงจรแก่องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ดำเนินธุรกิจมายาวนานกว่า 50 ปี ในการให้บริการด้านไอทีโซลูชันที่เป็นเลิศ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบระบบ พัฒนา จัดหาอุปกรณ์ พร้อมติดตั้งระบบฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอพพลิเคชันต่าง ๆ เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทุกรูปแบบ ตลอดจนบริการฝึกอบรมให้แก่บุคลากรในองค์กรของลูกค้าให้พร้อมนำไปปฏิบัติงานได้ทันที ภายใต้วิสัยทัศน์ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลูชันที่ใช้งานได้จริง ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและแก้ปัญหาให้แก่สังคมอย่างสร้างสรรค์เพื่อชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.cdg.co.th #CDGGroupThailand

Vivo x Lazada” วีโว่ ผนึกกำลัง ลาซาด้า

posted Sep 18, 2019, 1:42 AM by Maturos Lophong



“Vivo x Lazada” วีโว่ ผนึกกำลัง ลาซาด้า ลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรต่อยอดกลยุทธ์ทางการตลาด
Vivo วีโว่ แบรนด์สมาร์ทโฟนผู้นำแห่งเทคโนโลยี ที่มอบความพิเศษในการใช้ชีวิตให้กับผู้บริโภคด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เตรียมผนึกกำลังลาซาด้า ยักษ์ใหญ่แห่งวงการอีคอมเมิร์ซประเทศไทย ด้วยการร่วมมือเป็นพันธมิตรในการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ๆ สุดเอ็กซ์คลูซีฟในอนาคต เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำเทรนด์ ที่จะมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าชาวไทยและสร้างความแข็งแกร่งทางด้านธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เดินหน้าเปิดตัว Vivo NEX3 ซึ่งจัดจำหน่ายออนไลน์ที่ลาซาด้าเท่านั้น และเริ่มเปิดจองตั้งแต่วันที่ 16 กันยายนเป็นต้นไปด้วย

วีโว่จึงร่วมมือกับลาซาด้าเพื่อประกาศลงนามความร่วมมือเป็นพันธมิตรทางด้านธุรกิจอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับการร่วมมือกันของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่นำเสนอสินค้ามือถือรุ่นเรือธงของวีโว่ที่ลาซาด้าก่อนใคร แต่ยังช่วยขยายฐานลูกค้าของแบรนด์ผ่านช่องทางการขาย LazMall บนลาซาด้า อีกทั้งทางฝั่งผู้บริโภคก็มีทางเลือกในการซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ทั้งนี้ลาซาด้ายังมอบสิทธิพิเศษสนับสนุนโปรโมตสินค้าวีโว่บนแพลตฟอร์มลาซาด้าและสื่อออนไลน์ต่างๆ เพื่อขยายกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างและเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

วีโว่จึงมุ่งหวังว่าการร่วมมือกับลาซาด้าในครั้งนี้จะสามารถพัฒนาและต่อยอดกลยุทธ์ทางการตลาด เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์นักช้อปและผู้หลงใหลในเทคโนโลยีชาวไทยได้เป็นอย่างดี อันจะนำไปสู่การเป็นพันธมิตรอย่างยั่งยืนของทั้งสองแบรนด์

เตรียมช้อป Vivo NEX3 มือถือสุดล้ำ รุ่นใหม่ล่าสุดจากวีโว่ ผ่านช่องทางออนไลน์ เฉพาะที่ลาซาด้าเท่านั้น https://www.lazada.co.th/shop/vivo-thailand/

“เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส” พร้อมสนับสนุนธุรกิจออนไลน์อย่างเป็นทางการ

posted Sep 2, 2019, 9:05 PM by Maturos Lophong



“เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส” พร้อมสนับสนุนธุรกิจออนไลน์อย่างเป็นทางการ

ชูจุดเด่นบริการตลอด 365 วัน ไม่มีวันหยุด ครอบคลุม 928 อำเภอ

เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) หนึ่งในผู้นำ ด้านบริการธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนทั่วประเทศ จัดงาน “J&T Express E-Commerce Launching 2019” (เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส อีคอมเมิร์ซ ลอนช์ชิ่ง 2019) ที่พร้อมสนับสนุนธุรกิจออนไลน์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษในบริการขนส่งพัสดุด่วนที่คำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก อีกทั้งชูจุดแข็ง คือ เปิดบริการ 365 ไม่เว้นแม้วันหยุด จะอยู่ใกล้หรือไกลแค่ไหน “เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส” (J&T Express) พร้อมส่งพัสดุให้ถึงมือลูกค้า ด้วยหน้าร้านสาขาที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ 928 อำเภอ 77 จังหวัด และยังใช้กระบวนการขนส่งที่ให้รู้สึกถึงความปลอดภัย พร้อมด้วยระบบกล้อง CCTV รวมถึงการใช้สายพานในการลำเลียงพัสดุ ทำให้สามารถมั่นใจได้ว่า พัสดุจะถูกป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสียหาย และสิ่งที่ยึดมั่นเป็นสำคัญ คือ การจัดส่งพัสดุอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ตรงเวลา ภายใต้สโลแกน “Express Your Online Business” สะดวกทันใจธุรกิจออนไลน์ และ “เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส” (J&T Express) ยังขยายธุรกิจครอบคลุมทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ เป็นต้น

เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) ยังมีระบบติดตามพัสดุ ที่สามารถตรวจสอบสถานะพัสดุและราคาค่าจัดส่งพัสดุได้ง่ายดาย สะดวกสบายแบบเรียลไทม์ ผ่าน 3 ช่องทาง ได้แก่ แอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ ศูนย์บริการลูกค้า Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เช็คได้ทุกที่ทุกเวลา

นอกจากนี้ เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) ยังเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในยุคดิจิตัลด้วยความเข้าใจและเข้าถึงทุกความต้องการและเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ในด้านการขนส่ง จึงได้จับมือร่วมกันกับ ช้อปปี้ (Shopee) ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าผ่านช้อปปี้ (Shopee) เท่านั้น มุ่งหวังตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่มีการซื้อขายบนออนไลน์มากขึ้น โดยใช้ช่องทางออนไลน์ของช้อปปี้ (Shopee) ทั้งแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ เพื่อเป็นการขยายช่องทางการเข้าถึงลูกค้าให้ครอบคลุมและเหมาะกับไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิตัลมากยิ่งขึ้น โดยความร่วมมือ

ในครั้งนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจของสองพันธมิตรเพื่อนำเสนอโซลูชั่นและบริการที่ครบวงจรเพิ่มเติมให้กับกลุ่มลูกค้าของทั้งสองบริษัทให้มากที่สุด

บรูซ หลิว (BRUCE LIU) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส ประเทศไทย เปิดเผยว่า J&T express จดทะเบียนตั้งบริษัทในฮ่องกง เมื่อปี 2558 และเริ่มทำธุรกิจขนส่งในอินโดนีเซียจนกว่าขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของบริษัทขนส่งในอินโดนีเซีย ก่อนที่จะขยายไปให้บริการในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย กัมพูชา และประเทศไทย โดยปัจจุบันมีสาขา 4,000 แห่ง ศูนย์กระจายสินค้ากว่า 200 แห่ง และมีพนักงานมากกว่า 50,000 คน ทั่วทั้งอาเซียน

โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เนื่องจากมีการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่สูง และยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ซึ่งหลังจากเข้ามาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพื่อดำเนินธุรกิจจัดส่งพัสดุด่วนในประเทศไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท ล่าสุดได้เพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 100 ล้านบาท และลงทุนในธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนในไทยแล้วเบื้องต้น 2,500 ล้านบาท วางเป้าหมายคืนทุนภายใน 5 ปีจากนี้ ซึ่งปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ให้บริการครอบคลุม 928 อำเภอทั่วไทย โดยภายใน ปีนี้จะมี 1,000 สาขาทั่วไทย ศูนย์กระจายสินค้า 15 แห่งทั่วภูมิภาค มีพนักงานมากกว่า 10,000 คน รถขนส่งมากกว่า 1,000 คัน พร้อมทั้งวางเป้าหมายเป็นผู้นำธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนในธุรกิจอีคอมเมิร์ซเมืองไทยในระยะอันใกล้ด้วยจำนวนสาขาที่มากกว่าคู่แข่งรายอื่น

บรูซ หลิว กล่าวเพิ่มเติมว่า “วิสัยทัศน์ของบริษัทที่ใช้เป็นหลักคือ Express your online business ที่จะใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาบริการจัดส่งที่ดีให้กับลูกค้า ส่งง่ายนำจ่ายรวดเร็ว และได้เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนแรกของประเทศไทย มาริโอ้ เมาเร่อ เพื่อให้เห็นความตั้งใจที่บริษัทตั้งเป้าหมายจะเป็นบริษัทขนส่งสำหรับอีคอมเมิร์ซเบอร์หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”

เจแอนด์ที เอ็กซ์เพรส (J&T Express) หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจขนส่งพัสดุด่วนทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย ส่งง่าย ปลอดภัย สะดวกทันใจธุรกิจออนไลน์ ติดตามข่าวสารและโปรโมชั่นพิเศษมากมายได้ทาง

social media official account: J&T Express Thailand
เว็บไซต์: www.jtexpress.co.th
แอพพลิเคชั่น: J&T Thailand

Call Center: 02-009-5678 พร้อมให้บริการ 24 ชม.

ช้อปปี้ เปิดตัวซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด

posted Aug 14, 2019, 3:26 AM by Maturos Lophong


ช้อปปี้ เปิดตัวซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง คริสเตียโน โรนัลโด

ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด

คริสเตียโน โรนัลโด จะมาร่วมกิจกรรมกับช้อปปี้ เริ่มต้นด้วยแคมเปญสุดยิ่งใหญ่อย่าง

ช้อปปี้ ผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ประกาศเปิดตัว คริสเตียโน โรนัลโด ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด โดยคริสเตียโน โรนัลโดจะมาร่วมงานกับช้อปปี้ในกิจกรรมต่างๆ มากมาย เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และแรงบันดาลใจให้ผู้คนทั่วทั้งภูมิภาค เริ่มต้นด้วยมหกรรมช้อปปิ้งสุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง 9.9 Super Shopping Day



คริส เฟิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารช้อปปี้ กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว คริสเตียโน โรนัลโด ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุดของเรา คริสเตียโน โรนัลโด นับว่าเป็นนักกีฬาที่มีชื่อเสียงที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งเขาเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายๆ คน อีกทั้งความมุ่งมั่นในเรื่องกีฬาฟุตบอลของเขาสอดคล้อง

กับความมุ่งมั่นของเราในการมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งานทุกคน เราจะร่วมมือกับ คริสเตียโน โรนัลโด ในการสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้เกิดขึ้นกับภูมิภาคนี้”

คริสเตียโน โรนัลโด กล่าวว่า “ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของช้อปปี้ เรามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นที่หนึ่งเหมือนกัน ผมมุ่งพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อแฟนๆ และทีมของผม เช่นเดียวกับการที่ช้อปปี้รังสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อผู้ใช้งานในภูมิภาคนี้ ผมตื่นเต้นกับความร่วมมือในครั้งนี้และหวังว่าจะได้สร้างช่วงเวลาสุดพิเศษ ให้กับแฟนๆ ของผมผ่านการทำงานกับช้อปปี้”

คริสเตียโน โรนัลโด เข้าร่วมแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ 9.9 Super Shopping Day

ช้อปปี้ประกาศเปิดตัวคริสเตียโน โรนัลโดในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด พร้อมเปิดตัวมหกรรมช้อปปิ้งสุดยิ่งใหญ่แห่งปีอย่าง 9.9 Super Shopping Day โดย คริสเตียโน โรนัลโด จะมาร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับช้อปปี้ ซึ่งช้อปปี้มุ่งหวังว่าจะสามารถเชื่อมผู้ใช้งานและแฟนๆฟุตบอลกับนักฟุตบอลระดับตำนานให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

● คริสเตียโน โรนัลโด ในภาพยนตร์โฆษณา 9.9 ชุดล่าสุดของช้อปปี้: คริสเตียโน โรนัลโด

จะเป็นนักแสดงหลักในภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ล่าสุดของของช้อปปี้ ที่จะเปิดตัวในวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ซึ่งจะออกอากาศในทั้ง 7 ประเทศทั่วภูมิภาค

● พบกับ คริสเตียโน โรนัลโด ในไลฟ์สดที่ช้อปปี้ที่เดียวเท่านั้น: นับเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ที่แฟนๆ จะสามารถเกาะติดกับคริสเตียโน โรนัลโดอย่างใกล้ชิดผ่านการไลฟ์สดใน Shopee LIVE สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแอพพลิเคชั่นของช้อปปี้ และทางโซเชียลมีเดียเร็วๆ นี้

ไฮไลท์สุดพิเศษของ 9.9 Super Shopping Day ในประเทศไทย

ในประเทศไทย 9.9 Super Shopping Day จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม ถึง 9 กันยายน 2562 นี้ โดยตลอด 3 สัปดาห์นี้ จะมีโปรโมชั่นสุดพิเศษและกิจกรรมเพื่อความบันเทิงต่างๆ มากมาย ซึ่งช้อปปี้ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเต็มอิ่มไปกับดีลเด็ดๆ จากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Wacoal, Johnson & Johnson, American Tourister, Sennheiser, Huawei, Lotus Bedding, Enfagrow และอื่นๆ อีกมากมายแบบนอนสต็อป โดยมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่



● ส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ : ส่งสินค้าฟรีโดยไม่มีขั้นต่ำเมื่อช้อปปิ้งบนช้อปปี้ในช่วง 9.9 Super Shopping Day

● แฟลชเซลล์ มาราธอน 9 วันติด: นักช้อปจะได้พบกับแฟลชเซลล์ทุกชั่วโมงต่อเนื่องเป็นเวลา 9 วัน ในช่วง 21-29 สิงหาคม ในช่วงเวลาของแฟลชเซลล์ ตั้งแต่ 9 โมง - 3 ทุ่ม เตรียมพบกับสินค้าสุดฮอตในราคาที่ห้ามพลาด

● Happy Hour 9 โมง และ 3 ทุ่ม: คุ้มกว่าที่เคยเมื่อเข้าใช้งานช้อปปี้เวลา 9 โมงเช้าและ 3 ทุ่มเพื่อลุ้นรับโค้ดพิเศษลดเพิ่ม ดีลเด็ดที่น่าดึงดูด รวมไปถึงส่วนลดจากแบรนด์ชั้นนำและอื่นๆ อีกมากมาย

● ประสบการณ์สุดตื่นเต้นใน Shopee LIVE: ช้อปปี้ ไลฟ์ จะเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม โดย

ช้อปปี้ส่งมอบโค้ดส่วนลดมากกว่า 1,000 โค้ด ผ่าน 9.9 Super Battle Live สุดยอดโปรแกรม

ช้อปปี้ไลฟ์ที่จะมาสร้างเซอร์ไพรส์ในแคมเปญ 9.9 Super Shopping Day นักช้อปจะที่สามารถรับชม 9.9 Super Battle Live ที่มาพร้อมความท้าทาย ความตื่นเต้น ผ่านธีมที่หลากหลาย พร้อมมีสิทธ์ลุ้นรับรางวัลอีกด้วย

พันธมิตรชั้นนำส่งมอบส่วนลดมูลค่ารวมกว่า 9.9 ล้านบาท

ช้อปปี้ได้ร่วมมือกับแบรนด์ดังเพื่อมอบสิทธิพิเศษต่างๆ มากมาย อาทิ Bangkok Airways, KTC, DTAC, Grab, PTT Blue Card, Eatigo และอื่นๆ อีกมากมาย ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟมูลค่ารวมกว่า 9.9 ล้านบาท

● บางกอกแอร์เวย์ส เปิดตัวร้านค้าอย่างเป็นทางการครั้งแรกบนช้อปปี้ ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ พร้อมส่งโปรโมชั่นพิเศษ ในระหว่างวันที่ 21 สิงหาคม ถึง 8 กันยายนนี้ ให้ผู้ใช้ช้อปปี้รับเงินคืนในรูปแบบช้อปปี้คอยน์สูงสุด 99 ช้อปปี้คอยน์ เมื่อซื้อบัตรโดยสารบางกอกแอร์เวย์สผ่านทางร้านค้า Bangkok Airways Official Shop บน Shopee Mall และเตรียมพบกับความพิเศษที่มากยิ่งขึ้น กับโปรโมชั่นรับเงินคืนสูงสุด 999 ช้อปปี้คอยน์ เมื่อซื้อบัตรโดยสารบางกอกแอร์เวย์สในวันที่ 9 กันยายน


นอกจากนี้ ผู้ซื้อสามารถลุ้นรับรางวัลบินฟรี 9 สถานที่ในฝัน เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ในแคมเปญ 9.9 Super Shopping Day สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้บนช้อปปี้ ในวันที่ 21 สิงหาคม เป็นต้นไป

● Unlimited free data สำหรับลูกค้า DTAC: DTAC มอบการใช้งานอินเทอร์เน็ตฟรีไม่มีจำกัดให้กับลูกค้าดีแทคเมื่อใช้งานบนแอพพลิเคชั่นช้อปปี้ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ ผู้ใช้งานช้อปปี้และดีแทคสามารถช้อปปิ้งและเพลิดเพลินไปกับโปรโมชั่น เกมส์ต่างๆ รวมไปถึง Shopee LIVE ได้แบไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอินเทอร์เน็ต

● รับ Reward points ที่มากขึ้นกับ KTC: นักช้อปจะได้รับเครดิตเงินคืน 10% และรับคะแนนสะสม KTC Forever Rewards เพิ่ม 5 เท่า เมื่อช้อปปิ้งกับช้อปปี้ และชำระผ่านบัตรเครดิต KTC รวมทั้งผู้ใช้ช้อปปี้ที่สมัครบัตรเครดิต KTC ผ่านแพลทฟอร์มช้อปปี้ จะได้รับโค้ดส่วนลดจากช้อปปี้ มูลค่า 1,200 บาท


เตรียมพบกับภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่จากช้อปปี้ที่นำแสดงโดย คริสเตียโน โรนัลโด ได้ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2562


ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Shopee 9.9 Super Shopping Day ได้ที่ https://shopee.co.th/99

และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ คริสเตียโน โรนัลโด แบรนด์แอมบาสเดอร์ของช้อปปี้ ได้ที่ https://shopee.co.th/ShopeexRonaldo


ดาวน์โหลดช้อปปี้แอพพลิเคชั่นได้ฟรีจาก App Store หรือ Google Play Store

สรุปไฮไลท์งาน Galaxy Unpacked 2019: The Next Galaxy

posted Aug 14, 2019, 2:47 AM by Maturos Lophong


สรุปไฮไลท์งาน Galaxy Unpacked 2019: The Next Galaxy

ซัมซุงส่งมอบความยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมอันดับ 1 ของโลก

ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ เปิดปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในงาน Samsung Galaxy Unpacked 2019: The Next Galaxy ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ด้านนวัตกรรมมาตลอด 10 ปี เปิดตัว “กาแลคซี่ โน้ต 10” และ “กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส” อย่างยิ่งใหญ่พร้อมกันทั่วโลก ณ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีพ 2 (Galaxy Watch Active 2) และ กาแลคซี่ แท็ป เอส 6 (Galaxy Tab S 6) เพื่อตอบโจทย์ New Work Tribe หรือกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการทำงานผสมผสานกันไปอย่างลงตัว พร้อมเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาสามารถทำตามความฝันและบรรลุเป้าหมายของชีวิต

ดีเจ โกห์ ประธานธุรกิจโทรคมนาคม บริษัท ซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ขึ้นกล่าวเปิดงาน “10 ปีที่ผ่านมา สมาร์ทโฟนเข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของคนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์ การเชื่อมต่อ หรือแม้แต่ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ที่ถูกนำมาผสานเข้ากับชีวิต ในครั้งนี้เราจึงตั้งใจจะสร้างประสบการแห่งนวัตกรรมรูปแบบใหม่สู่ผู้บริโภคให้เหนือชั้นกว่าเพียงพัฒนาฟีเจอร์ โดยการเพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์อื่นๆ ในตระกูลกาแลคซี่ ทั้งนี้ กาแลคซี่ โน้ต 10 คือสมาร์ทโฟน ที่ทรงพลังที่สุด ในครั้งนี้เราได้พัฒนาขีดจำกัดด้านการใช้งาน ประสิทธิภาพอันทรงพลัง ความปลอดภัย รวมถึงความฉลาดของซอฟต์แวร์ เพื่อส่งมอบสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดที่ผู้ใช้งานตามหามาตลอด ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือสมาร์ทโฟนเครื่องนี้จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการผสมผสานการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างอิสระให้สมบูรณ์แบบที่สุด”

ภายในงานเริ่มต้นด้วยความสามารถของเทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่ดีที่สุดที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับการใช้งานของผู้บริโภค โดย กาแลคซี่ โน้ต 10 และกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส มาพร้อมขุมพลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทศวรรษ

1. Power of Design

ครั้งแรกของสมาร์ทโฟนตระกูลกาแลคซี่ โน้ต ที่มาพร้อมกับตัวเลือกถึง 2 ขนาด โดยกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.8 นิ้ว ส่วนกาแลคซี่ โน้ต 10 มาพร้อมหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว บนหน้าจอแสดงผลแบบ Dynamic AMOLED ที่ได้รับการรับรองการแสดงผลระดับ HDR10+ และ Dynamic Tone Mapping หรือการปรับโทนภาพอัตโนมัติ เพื่อให้ภาพและวิดีโอมีความสว่าง สีสันสดใส ทั้งยังมีเฉดสีมากที่สุดเมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา มากไปกว่านั้นยังมาพร้อมกับนวัตกรรมเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบอัลตราโซนิค ที่อ่านค่ารอยนิ้วมือของผู้ใช้แบบสามมิติ เพื่อป้องกันการปลอมแปลง

ประทับใจตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นด้วยเฉดสีใหม่ Aura Glow สีเงินเงางามสะท้อนความเป็นตัวตน ดีโซน์เรียบหรู โดดเด่นนำเทรนด์จนไม่อาจละสายตา ด้วยแสงสะท้อนและเกิดการตกกระทบของแสงจนเกิดประกายสีใหม่ ตอกย้ำความเป็นตัวตนของคนรุ่นใหม่ได้อย่างน่าประทับใจ

2. Power of S Pen

S Pen เปรียบเสมือน DNA ของกาแลคซี่โน้ต เพราะเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระ ฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ ของสมาร์ทโฟนออกไปอย่างสิ้นเชิง โดย S Pen เจเนเรชั่นล่าสุดนี้ถูกพัฒนาต่อยอดจากการเชื่อมต่อบลูทูธแบบ BLE (Bluetooth Low-Energy) เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถออกแบบการใช้งานในมุมที่หลากหลายมากขึ้น

· Air Action: ครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถคอนโทรลการใช้งานผ่านการจับ S Pen เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ต้องการเพื่อควบคุมการทำงานให้ได้อย่างใจ ไม่ว่าจะเป็นการโบกไปทางซ้าย-ขวา หรือปัดขึ้น-ลงกลางอากาศ

· เปลี่ยนลายมือเป็นข้อความ: ความสามารถของ S Pen ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สามารถจดข้อความลงบนหน้าจอ และเปลี่ยนลายมือเป็นตัวอักษรได้อย่างทันทีบน Samsung Notes พร้อมทั้งยังสามารถแปลงไฟล์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Word หรือ PDF

3. Power to Create

กาแลคซี่ โน้ต 10 และการแลคซี่ โน้ต 10 พลัส ถูกพัฒนาขึ้นมาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดล้ำของกล้องและความฉลาดขั้นสูงที่ทำให้การถ่ายภาพและวิดีโอเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าเดิม

· กล้องระดับโปร: กาแลคซี่ โน้ต 10 ถูกพัฒนาขึ้นพร้อมกับเทคโนโลยีของกล้องถ่ายภาพที่ทำให้ภาพถ่ายออกมาราวกับมืออาชีพ เพื่อตอบโจทย์เหล่าคอนเทนต์ครีเอเตอร์และผู้ใช้งานทุกคนให้เข้าถึงอุปกรณ์ที่ทันสมัยที่สุดในการเก็บภาพและวิดีโอ

· Zoom-in Mic: เป็นครั้งแรกของตระกูลกาแลคซี่ที่มาพร้อมกับนวัตกรรม Zoom-in Mic ที่จะช่วยเน้นเสียงในเฟรมที่เราต้องการให้ชัดมากขึ้นในขณะที่ซูมภาพเข้าไป พร้อมกับลดเสียงรอบข้างในวัตถุที่เราไม่ต้องการในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Live Focus ที่สามารถปรับความหน้าชัดหลังละลายของวิดีโอได้ และฟีเจอร์การบันทึกวิดีโอแบบ Super Steady ด้วยเทคโนโลยีป้องกันภาพสั่นไหวระบบดิจิทัล ให้คุณเก็บบรรยากาศที่ต้องการได้อย่างมืออาชีพ

· AR Doodle และ 3D Scanner: เทคโนโลยี AR และ 3D ถูกพัฒนาอยู่ในกล้องของกาแลคซี่ โน้ต เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับทุกคน โดยสามารถเพิ่มเอกลักษณ์ของตัวเองโดยการใช้ S Pen ในการสร้างสรรค์รูปภาพ วาดเอฟเฟค หรือภาพเคลื่อนไหวลงบนภาพถ่ายได้ด้วย AR Doodle นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี 3D Scanner เป็นครั้งแรกที่กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส จะมาพร้อมกับกล้อง DepthVision ที่สามารถสแกนวัตถุ และเปลี่ยนให้เป็นภาพเคลื่อนไหว 3 มิติได้

· เพิ่มความจุ จบปัญหาลบไฟล์เก่า: กาแลคซี่ โน้ต 10 มาพร้อมขนาดความจุ 256GB ส่วนการแลคซี่ โน้ต 10 พลัส

สามารถเลือกได้ระหว่างขนาดความจุของหน่วยความจำภายใน 256GB หรือ 512GB ที่สำคัญคือสามารถเพิ่มความจุได้ด้วยการใส่ไมโครเอสดีการ์ด (microSD card)

4. Power of Performance

กาแลคซี่ โน้ต 10 ถูกสร้างสรรค์ด้วยวัสดุสุดพรีเมี่ยมและระบบประมวลผลอัจฉริยะเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ผลงานผ่านสมาร์ทโฟนได้นอกเหนือไปจากการใช้งานพื้นฐานในชีวิตประจำวัน

· Hyper-fast Speed: ผู้ใช้กาแลคซี่ โน้ต 10 สามารถสัมผัสประสบการณ์การเชื่อมต่อที่เร็วที่สุดของผู้ให้บริการเครือข่ายได้ผ่านตัวเลือกของสัญญานทั้งแบบ LTE และ 5G ประสิทธิภาพอันทรงพลังของกาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่น 5G สามารถใช้งานเครือข่ายในการสตรีมวิดีโอรายละเอียดสูง โหลดคอนเทนต์ หรือสตรีมเกมที่ใช้การฟฟิกสูงได้แบบเรียลไทม์ กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส รุ่น 5G ช่วยให้เราได้ทำในสิ่งที่รักได้ โดยเปลี่ยนแปลงรูปแบบการบริโภคคอนเทนต์ และติดต่อสื่อสารกับเพื่อนและครอบครัว

· Super Fast Charging: ด้วยการชาร์จเพียง 30 นาที กาแลคซี่ โน้ต 10 พลัส สามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดทั้งวัน ทั้งยังรองรับการชาร์จเร็วสูงสุดถึง 45W ด้วยที่ชาร์จแบบมีสาย

· ความปลอดภัย: กาแลคซี่ โน้ต 10 มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยระดับที่ใช้ในทางการทหาร อย่าง Samsung Knox ซึ่งสามารถป้องกันข้อมูลต่าง ๆ ในเครื่อง พร้อมจัดเก็บกุญแจส่วนตัว สำหรับบริการจัดการธุรกรรมต่าง ๆ บนสมาร์ทโฟนได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้บนเวทียังมีการพูดถึง การเชื่อมต่อแบบ Ecosystem ในอุปกรณ์ตระกูล “กาแลคซี่” ที่ถูกพัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ เพื่อเสริมทัพความสามารถด้านการใช้งานให้ครบครันมากขึ้นโดยการเชื่อมต่ออุปกรณ์และบริการต่างๆ ให้เชื่อมโยงกัน โดยมีจุดประสงค์เพื่อทำให้แนวคิดชีวิตที่เชื่อมต่อถึงกันเป็นเรื่องจริง

· สร้างความสมบูรณ์แบบด้านสุขภาพ: กาแลคซี่ วอทช์ แอคทีฟ 2 (Galaxy Watch Active 2) เป็นอีกหนึ่งผู้ช่วยสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้มีชีวิตที่ดีและมีความหมายขึ้น สมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดนี้จะส่งมอบประสบการณ์เพื่อสุขภาพด้วยความสามารถในการตรวจจับการออกกำลังกายได้มากกว่า 39 รูปแบบ และสามารถเปิดใช้งานการติดตามอัตโนมัติได้ถึง 7 รูปแบบ พร้อมทั้งสามารถตรวจจับระดับความเครียดได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอพพลิเคชั่น Samsung Health และวิเคราะห์รูปแบบการนอนหลับเพื่อช่วยออกแบบรูปแบบการนอนที่ดีต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน

· Galaxy Tab S6: แท็บเล็ตรุ่นล่าสุดที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์และเข้าถึงสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น ถือเป็นครั้งแรกของซัมซุงที่แท็บเล็ตมาพร้อมกับเลนส์ Ultra Wide 123 บนตัวเครื่องที่มีความบางเพียง 5.7 มิลลิเมตร น้ำหนักเบาเหมาะแก่การพกพา พร้อมด้วยปากกาอัจฉริยะ S Pen ที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการใช้งาน ทั้งยังสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 10 ชั่วโมง หลังจากชาร์จเพียง 10 นาที นอกจากนั้นผู้ใช้ยังสามารถเปิด-ปิดการใช้งานฟังก์ชั่น Samsung DeX ได้ง่ายขึ้นผ่านปุ่ม DeX Function Key บนแป้นพิมพ์ Book Cover Keyboard ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ดีขึ้น

· สร้างมิติใหม่ให้วงการโน๊ตบุ๊ค: เปิดตัว กาแลคซี่ บุ๊ค เอส (Galaxy Book S) โน๊ตบุ๊คที่รวมเอาประสิทธิภาพและความทรงพลังของสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์เข้าไว้ด้วยกัน บนแพลทฟอร์มการทำงานที่ดีที่สุดจาก Microsoft และ Qualcomm ผู้ผลิตชิปเซ็ตระดับโลก โดยสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับ Gigabit LTE และทำงานด้วยระบบปฏิบัติการณ์ Windows 10 และแพลตฟอร์ม Qualcomm® Snapdragon™ 8cx มอบประสบการณ์การทำงานรูปแบบใหม่ที่ให้คุณสามารถทำงานได้ทุกที่ทุกเวลา

สุดท้ายนี้ ซัมซุงยังสร้างประสบการณ์อีกขั้นด้วยการจับมือ พาร์ทเนอร์ระดับโลก เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี

· การจับมือกับ Microsoft ถือเป็นการดึงประสบการณ์การใช้งานระหว่างอุปกรณ์และแพลตฟอร์มที่ไร้ขีดจำกัด การรวมเอา Microsoft ไว้บนกาแลคซี่ โน้ต 10 ช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานระหว่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ได้อย่างคล่องตัวและง่ายขึ้น เกิดประสบการณ์รูปแบบใหม่ของการใช้โสมาร์ทโฟน อาทิ การใช้งาน Outlook พื้นที่จัดเก็บข้อมูล OneDrive Cloud และการใช้งานไร้ขีดจำกัดระหว่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์

· ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพด้วยการจับมือกับ Under Armour ในเปิดตัว Galaxy Watch Active2 Under Armour Edition เพื่อนำเสนอข้อมูลเชิงลึกในการออกกำลังกายด้วยความสามารถในการเชื่อมต่อกับรองเท้ารุ่น HOVR ที่มีเทคโนโลยีชิปติดตามและส่งข้อมูลโดยตรงสู่แอพพลิเคชั่น MapMyRun ช่วยให้นักวิ่งปรับรูปแบบการวิ่งให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

· สืบเนื่องจากงานความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นี่คือครั้งแรกที่ซัมซุง ร่วมมือกับสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP จัดทำแคมเปญเสริมสร้างคุณภาพชีวิตผ่านแอพพลิเคชั่น Global Goals เพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้กาแลคซี่ได้มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น พร้อมทั้งยังสร้างความตระหนักรู้ในการสร้างอนาคตของชุมชนท้องถิ่นที่ดีกว่าเดิม



ระวัง สแกมเมอร์กระจายอีเมลฟิชชิ่งจากเว็บไซต์ถูกกฎหมายมากขึ้น

posted Aug 14, 2019, 2:41 AM by Maturos Lophong


ระวัง สแกมเมอร์กระจายอีเมลฟิชชิ่งจากเว็บไซต์ถูกกฎหมายมากขึ้น

นักวิจัย Kaspersky ระบุว่ามีการใช้การส่งอีเมลสแปมโดยใช้เทคนิคอีเมลฟิชชิ่งเพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตได้รับความเสียหายจากการหลงเชื่อโดยการลงทะเบียน สมัคสมาชิกและส่งฟอร์มตอบกลับไปยังเว็บไซต์ตามลิงก์ที่แนบมากับอีเมลปลอม เพราะผู้ใช้เชื่อถือในอีเมลเพราะเป็นชื่ออีเมลขององค์กรที่ถูกต้องระดับโลก

โดยพวกสแกมเมอร์จะหาวิธีใหม่ ๆ ในการส่งอีเมลสแปมและฟิชชิ่งไปยังผู้รับ ซึ่งสามารถผ่านตัวกรองที่มี่อยู่ไปได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วพวกเขาพยายามที่จะทำจดหมายหรืออีเมลที่ส่งมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและมีภาพลักษณ์ที่ดี จึงทำให้ผู้ใช้จะเพิกเฉยกับอีเมลนั้น ๆ ไม่ได้ และทำให้บริษัทที่เป็นต้นสังกัดของอีเมลหลอกลวงพวกนี้เจอกับความท้าทายกับเนื้อหาที่หลอกลวงและเป็นอันตราย ที่ดูเหมือนว่าส่งมาจากองค์กรของพวกเขา ที่จะทำให้ลูกค้าลดความเชื่อถือหรืออาจนำไปสู่การรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคล

ปัจจุบันมีวิธีที่ธรรมดาที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นั่นก็คือองค์กรส่วนใหญ่มักจะสอบถามผลตอบรับของลูกค้าด้วยการส่งอีเมลไปสอบถามผู้ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพด้านการบริการ การรักษาลูกค้า และภาพลักษณ์ขององค์กร ดังนั้นองค์กรต่าง ๆ จึงใช้วิธีการส่งอีเมลเพื่อให้ลูกค้าลงทะเบียนบัญชีส่วนตัว ตอบรับสมาชิกจดหมายข่าวหรือส่งแบบฟอร์มผลตอบรับบนเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น แบบสอบถามหรือให้ข้อเสนอแนะ เป็นต้น ซึ่งวิธีเหล่านี้จะเป็นกลไกที่พวกโจมตีใช้เพื่อแสวงหาผลประโยชน์

โดยกลไกทั้งสามที่กล่าวมาจะขอข้อมูลของลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่อีเมล เพื่อให้พวกเขาสามารถยืนยันอีเมลและส่งข้อเสนอแนะได้ จากที่นักวิจัยได้กล่าวไว้ว่า พวกสแกมเมอร์ได้เพิ่มเนื้อหาสแปมและลิงก์ฟิชชิ่งไว้ในอีเมล โดยพวกเขาจะเพิ่มอีเมลของเหยื่อเข้าไปในระบบลงทะเบียนและแบบฟอร์ตอบรับและพิมพ์ข้อความแทนชื่อ จากนั้นเว็บไซต์นั้นจะส่งจดหมายยืนยันไปยังที่อยู่อีเมลนั้น ที่ประกอบด้วยโฆษณาและลิงก์ฟิชชิ่งตั้งแต่เริ่มต้นข้อความแทนที่จะใส่ชื่อของผู้รับ

“จดหมายดัดแปลงเหล่านี้ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับแบบสำรวจออนไลน์ที่ออกแบบมาเพื่อรับข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้เยี่ยมชม ซึ่งการที่ส่งมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือทำให้ผ่านขั้นตอนการคัดกรองเนื้อหาอย่างง่ายดาย เพราะเป็นจดหมายที่ส่งมาจากองค์กรที่มีชื่อเสียง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้การส่งอีเมลปลอมเหล่านี้ ทำให้ดูไร้เดียงสา ไม่มีอะไรผิดปกติ ซึ่งถือเป็นการหลอกลวงที่มีประสิทธิภาพและน่ากังวลมาก” มาเรีย เวอร์เจลิส ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย Kaspersky กล่าว

เพื่อปกป้องการเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับองค์กร เราขอแนะนำ ดังนี้

· ตรวจสอบแบบฟอร์มสำรวจความคิดเห็นขององค์กรในเว็บไซต์ ดูว่ามีการทำงานอย่างไร

· ใส่กฎการตรวจสอบหลายอย่างที่จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดเมื่อพยายามลงทะเบียนชื่อด้วยสัญลักษณ์ที่ไม่เหมาะสม

· หากเป็นไปได้ควรประเมินความเสี่ยงของเว็บไซต์

ติดตามรายงานฉบับเต็มได้ที่ Kaspersky Daily.



เกี่ยวกับ Kaspersky

Kaspersky เป็นบริษัทด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตระดับโลก ที่ก่อตั้งในปี 1997 ด้วยความเชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเปลี่ยนเป็นโซลูชั่นความปลอดภัยยุคใหม่ ที่ให้บริการในการป้องกันสำหรับธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลและลูกค้าทั่วโลก การให้บริการของบริษัทประกอบด้วย การป้องกันปลายทาง โซลูชั่นการป้องกันความปลอดภัยแบบพิเศษจำนวนมาก และบริการเพื่อป้องกันภัยคุกคามดิจิทัล ซึ่ง Kaspersky ได้ป้องกันความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้กว่า 400 ล้านคน และอีกกว่า 270,000 องค์กร ที่ป้องกันความปลอดภัยให้กับทุกส่วนที่สำคัญสำหรับลูกค้า ศึกษาข้อมูลเพี่มเติมได้ที่ www.kaspersky.com

Vivo เปิดตัว Vivo S1 สมาร์ตโฟนสุดอินเทรนด์

posted Aug 4, 2019, 10:53 PM by Maturos Lophong


Vivo เปิดตัว Vivo S1 สมาร์ตโฟนสุดอินเทรนด์ โมเดลแรกของ S-Series ครั้งแรกในประเทศไทย 

นำเทรนด์วัยรุ่นยุคใหม่ "Unlock Your Style" ไปด้วยกัน

Vivo ประเทศไทย เปิดตัวสมาร์ตโฟนสุดอินเทรนด์อย่าง Vivo S1 อย่างเป็นทางการ โดยเป็นโมเดลแรกของ S-Series ภายใต้สโลแกน "Unlock Your Style" ซึ่งสะท้อนถึงกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นที่มีความกระตือรือร้น มีสไตล์ และติดตามเทรนด์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ Vivo S1 มาพร้อมกับคุณสมบัติที่น่าทึ่งมากมาย เช่น การปลดล็อกลายนิ้วมือบนหน้าจอ กล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 4500mAh พร้อมด้วยเทคโนโลยีชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ Dual-Engine Fast Charging กล้อง 3 ตัว ด้านหลัง AI Triple Camera และการออกแบบที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด มอบความสนุกด้วยสีสันสวยงามอย่าง Diamond Black และ Skyline Blue พร้อมทั้งเปิดตัวพรีเซนเตอร์ที่แสดงถึงต้นแบบในการปลดล็อกความเป็นตัวตนอย่างมีสไตล์ ทันสมัย และนำเทรนด์อย่าง คุณใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ที่สะท้อนถึงความเป็นวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีความสนุกสนาน สดใส และเพลิดเพลินไปกับการถ่ายภาพและเซลฟี่ อีกทั้งยังมีไลฟ์สไตล์ในการทำกิจกรรมข้างนอกที่หลากหลายตลอดวัน ทั้งนี้คุณใบเฟิร์นได้มาปรากฎตัวในงานเปิดตัว Vivo S1 พร้อมทั้งร่วมเดินแฟชั่นโชว์สุดเทรนดี้พร้อมเหล่านางแบบและนายแบบที่จะสวมใส่เสื้อผ้าดีไซเนอร์ไทยที่มีเอกลักษณ์และออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับ Vivo S1 อย่างแบรนด์ แลนด์มี่, ชากะ, สตูดิโอ โบร, กิ่งกานต์, อินซอมเนีย บาย วรา และ มิลิน

“ในฐานะที่เป็นแบรนด์ที่คำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีจากมุมมองของผู้บริโภค Vivo ต้องการที่จะตอบสนองความต้องการที่หลากหลายยิ่งขึ้นของคนไทย โดยผลการวิจัยของ Vivo ได้สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มผู้บริโภควัยรุ่นที่ต้องการสมาร์ตโฟนที่มีเอกลักษณ์ มอบสไตล์ที่เป็นตัวเอง และคุณสมบัติที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของพวกเขาอย่างแท้จริง จึงได้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภควัยรุ่นเหล่านี้ผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่าง Vivo S1 ของ S-Series ดังกล่าว” คุณบุญชัย วัฒนนิมิตรพร ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าว

การสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอที่ออกแบบมาอย่างทันสมัย

ในส่วนของการออกแบบ Vivo S1 มาพร้อมกับหน้าจอ Super Amoled แบบ Halo Fullview Display ที่มีขนาดหน้าจอ 6.38 นิ้ว FHD + รองรับความละเอียดที่ 1080 × 2340 อัตราส่วนจอแสดงผล 19:5:9 และพื้นที่หน้าจอ 90% ทำให้ Vivo S1 สามารถมอบประสบการณ์ภาพที่สนุกตื่นเต้นยิ่งขึ้นเมื่อรับชมวิดีโอหรือเล่นโซเชียลมีเดียต่าง ๆ หน้าจอความละเอียดสูงของ Vivo S1 มาพร้อมกับคุณสมบัติการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ ซึ่งไม่เพียงทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบผู้ใช้งาน แต่น่าดึงดูดยิ่งขึ้นด้วยการแสดงผลหน้าจอแบบล่าสุดจาก Vivo

ในส่วนด้านหลังของ Vivo S1 ใช้เทคนิคการเคลือบแบบนาโนไอออนสุดล้ำเพื่อสร้างการไล่เฉดสีให้ส่องประกายอย่างมีสไตล์เมื่อแสงตกกระทบ โดย Vivo S1 มีให้เลือกสองสี ได้แก่ Diamond Black และ Skyline Blue ที่มาพร้อมกับการดีไซน์แบบ 2.5 D ที่ทำให้ Vivo S1 ไม่เพียงน่าดึงดูดเท่านั้น แต่ยังให้ความสะดวกสบายในการถืออีกด้วย

ภาพถ่ายคมชัดด้วยกล้องอัจฉริยะ Smart Camera
ในส่วนของกล้อง Vivo S1 ด้านหน้านั้นมาพร้อมกับ AI Selfie Camera ความละเอียดสูงถึง 32 ล้านพิกเซล ครบครันด้วยโหมด AI อัจฉริยะ เช่น AI Filter, AI Selfie Lighting, AR Stickers และ AI Face Beauty อีกทั้งจากภาพถ่ายที่คมชัดด้วยกล้องด้านหน้าความละเอียดสูงนั้น Vivo S1 ยังมีโหมดที่หลากหลายสำหรับการปรับแต่งภาพถ่ายให้ออกมาสมบูรณ์แบบอย่างลงตัว 

กล้อง AI Triple Rear Camera กล้องหลังของ Vivo S1 3 ตัวซึ่งประกอบไปด้วย กล้องหลักความละเอียด 16 ล้านพิกเซล และกล้องตัวที่สองความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่ให้ความอัจฉริยะแบบ AI Super-Wide Angle Camera ที่สามารถถ่ายมุมกว้างได้ถึง 120 องศา และท้ายสุดกับกล้อง Depth Sensor Camera ที่มีความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สำหรับการถ่ายชัดลึกชัดตื้น และภาพถ่ายบุคคลให้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ และยังมีโหมดอัจฉริยะอื่นๆ ที่จะให้ภาพถ่ายออกมาสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น AI Portrait Framing, Portrait Mode, และ Professional Mode.

ประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคุณ

คุณบุญชัย วัฒนนิมิตพร ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า “Vivo S1 มีคุณสมบัติมากมายสำหรับวัยรุ่นเมื่อต้องเลือกสมาร์ตโฟนสักเครื่อง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบอย่างมีสไตล์ กล้องอัจฉริยะ ประสบการณ์ในการถ่ายภาพที่คมชัดด้วยหน้าจอกว้าง และมีประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติที่น่าสนใจใน Vivo S1 เช่นโหมด Ultra Game และการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้งานมือถือได้สนุกยิ่งขึ้น”

Vivo S1 มี RAM 6GB และ ROM 128GB ซึ่งให้พื้นที่หน่วยความจำในการจัดเก็บมากขึ้นสำหรับการจัดเก็บวิดีโอ เพลง และรูปภาพ ทั้งนี้เพื่อมอบประสบการณ์สมาร์ตโฟนที่มีประสิทธิภาพอันทรงพลัง Vivo S1 จึงมาพร้อมกับแบตเตอรี่ 4,500mAh พร้อมโปรเซสเซอร์ Dual-Engine Fast Charging ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างโปรเซสเซอร์ที่ประหยัดพลังงานและแบตเตอรี่ความจุสูงทำให้ Vivo S1 พร้อมที่จะสนับสนุนทุกกิจกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน

Vivo S1 นำเสนอระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 9 ล่าสุดที่ใช้ Android 9.0 Pie พร้อมด้วยปุ่มอัจฉริยะ Smart Button และ AI Jovi อีกทั้ง Vivo S1 ยังนำเสนอโหมด Ultra Game Mode กับ Multi-Turbo และโหมด Competition Mode ซึ่งจะช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมาร์ตโฟนราบรื่นขึ้นเมื่อเล่นเกมและยังประหยัดแบตเตอรี่อีกด้วย

รายละเอียดการสั่งซื้อ

Vivo S1 จะวางขายในประเทศไทย ในวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ในราคา 8,999 บาท

******

เกี่ยวกับ Vivo

Vivo เป็นแบรนด์สมาร์ตโฟนระดับโลกที่มุ่งเน้นนวัตกรรมที่ดีเยี่ยมและบริการที่เป็นเลิศและเน้นเรื่องระบบอินเตอร์เน็ตที่ใช้สำหรับโทรศัพท์โดยเฉพาะ และเป็นเจ้าของและผู้ให้บริการเครือข่ายการวิจัย โดยมีศูนย์ R&D ทั้งในซานดิเอโก้ เซินเจิ้น หนานจิง ปักกิ่ง หางโจวและไทเป โดยศูนย์เหล่านี้เน้นการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ สำหรับผู้บริโภค เช่น 5G AI การถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์ และดีไซน์สมาร์ตโฟนยุคใหม่ Vivo ยังได้จัดตั้งฐานการผลิต 5 แห่งทั่วโลก ทั้งในประเทศจีน เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Vivo มีผู้ใช้งานกว่า 2 ร้อยล้านคนทั่วโลก ที่เพลิดเพลินกับผลิตภัณฑ์และการบริการ โดยปัจจุบัน Vivo มีจำหน่ายใน 18 ประเทศทั่วโลก และมีร้านค้าตัวแทนจำหน่ายกว่า 1,000 เมืองทั่วโลก

‘บราเดอร์’ ประกาศความร่วมมือ 4 ยักษ์ใหญ่

posted Aug 4, 2019, 10:49 PM by Maturos Lophong

‘บราเดอร์’ ประกาศความร่วมมือ 4 ยักษ์ใหญ่ค่ายไอทีแบรนด์ดังระดับโลก ‘เอเซอร์ เอซุส เดลล์ เลอโนโว’ จัดแคมเปญ ‘THE MERGERS’ สร้างความแกร่ง มอบความคุ้ม กระตุ้นการเติบโตธุรกิจไอทีไทย

นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า แผนการทำตลาดครั้งนี้ บราเดอร์ ใช้กลยุทธ์ ‘X’ หรือที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่ากลยุทธ์ ‘Collaboration’ มาเป็นตัวขับเคลื่อนหลักให้เกิดความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์และนับเป็นครั้งแรกในไทยที่ 5 แบรนด์ดังด้านธุรกิจไอที มาสร้างกิจกรรมการตลาดร่วมกัน ที่ผ่านมาเราอาจจะเคยเห็นกลุ่มธุรกิจอื่นๆ งัดกลยุทธ์ Collaboration มาใช้เพิ่มความหวือหวาทางการตลาดเพื่อขยายการรับรู้ในแบรนด์และขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มใหม่ๆ แต่สำหรับวงการไอที บราเดอร์กล้าพูดได้เลยว่านี่คือครั้งแรกที่สามารถรวมแบรนด์ระดับแถวหน้ามา Collaborate กันได้มากที่สุด

ล่าสุดได้จับมือกับค่ายพันธมิตรไอทีทั้ง 4 แบรนด์ ‘เอเซอร์ เอซุส เดลล์ เลอโนโว’ ในครั้งนี้ ถือเป็นการสร้างกระแสให้แก่ธุรกิจไอทีของไทยเพื่อเพิ่มโอกาสทางการขาย หวังกระตุ้นตลาดให้เติบโต ตามเป้าหมายที่วางไว้ แคมเปญในครั้งนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่บราเดอร์ได้ริเริ่มขึ้น เพื่อเพิ่มความคุ้มค่า ให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งบราเดอร์มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคอย่างแน่นอน หากแคมเปญ ‘THE MERGERS’ ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ ก็พร้อมที่จะเดินหน้าผนึกพลังร่วมกับ แบรนด์ต่างๆ นอกเหนือจากกลุ่มธุรกิจไอที เพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้การเปิดตัวแคมเปญ THE MERGERSเพื่อสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ ด้วยการคืนกำไรสู่ลูกค้า หวังสร้างความคึกคักให้แก่ตลาดไอทีช่วงครึ่งปีหลัง 62 ด้วยแคมเปญพิเศษสุด ‘THE MERGERS’ ระเบิดพลังความคุ้มแบบไม่ซ้ำใคร ซึ่งบราเดอร์ได้คัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพ อาทิ เครื่องพิมพ์และสแกนเนอร์กว่า 25 รุ่น มาร่วมรายการในครั้งนี้ เพียงนำใบกำกับภาษีจากการซื้อโน๊ตบุ๊กหรือพีซีจาก เอเซอร์ เอซุส เดลล์ หรือเลอโนโว และใบกำกับภาษี จากการซื้อพรินเตอร์หรือสแกนเนอร์รุ่นที่ร่วมแคมเปญจากบราเดอร์ มาแลกรับ Voucher สูงสุดถึง 2,000บาท ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2562

สำหรับผลิตภัณฑ์บราเดอร์ที่เข้าร่วมแคมเปญ ‘THE MERGERS’ ในครั้งนี้ ประกอบด้วยเครื่องพิมพ์เลเซอร์ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,190 บาท ได้แก่ HL-1110, HL-1210W, DCP-1510, DCP-1610W, HL-L2320D, MFC-L2700D, HL-L2375DW, MFC-L2715DW, HL-L3270CDW, DCP-L3551CDW และ MFC-L3750CDW

เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 4,190 บาท ได้แก่ DCP-T310, DCP-T510W, DCP-T710W, MFC-T810W, MFC-T910DW, MFC-J2330DW, MFC-J2730DW, MFC-J3530DW, MFC-J3930DW, HL-T4000DW และ MFC-T4500DW เครื่องสแกนเนอร์ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3,190 บาท ได้แก่ DS-620, ADS-1200 และ ADS-2700W



ส่วนกติกาการเข้าร่วมแคมเปญง่ายๆ เพียงนำใบกำกับภาษีจากการซื้อโน้ตบุ๊กหรือพีซีจากเอเซอร์ เอซุส เดลล์ หรือเลอโนโวรุ่นใดก็ได้ พร้อมใบกำกับภาษีจากการซื้อเครื่องพิมพ์หรือสแกนเนอร์บราเดอร์รุ่นที่ร่วมรายการ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน มากรอกฟอร์มเพื่อแลกรับรับบัตรกำนัลจากเซ็นทรัลหรือโลตัสมูลค่าสูงสุด 2,000 บาท ตามเงื่อนไข โดยบัตรกำนัลจะถูกจัดส่งทางไปรษณีย์ถึงผู้รับภายใน 30 วัน

อย่างไรก็ตามสามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มาพร้อมความคุ้มค่าในแคมเปญ The Mergers กับบราเดอร์ได้ที่ ร้านค้าที่ร่วมรายการทั่วประเทศ

LINE เปิดวิสัยทัศน์ Life on LINE

posted Jul 29, 2019, 8:03 PM by Maturos Lophong   [ updated Jul 29, 2019, 8:09 PM ]

LINE ประกาศกลยุทธ์ใช้ OMO, FinTech และ AI ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมายในการเป็น life infrastructure หรือ แพลตฟอร์มที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของคนไทย

พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ ได้แก่ LINE Shopping, บริการสั่งซื้อของจาก LINE MAN, บริการเสียงรอสาย และอื่นๆ

เปิดตัวนวัตกรรมด้านธุรกิจมากมายทั้งบริการใหม่และผลิตภัณฑ์ใหม่จาก LINE Biz-Solutions โดยเฉพาะรายละเอียดของ LINE Official Account

จัดงานประกาศรางวัล LINE Thailand Awards ครั้งแรก มอบรางวัลยอดเยี่ยมหลากหลายหมวดหมู่ รวมกว่า 26 รางวัลLINE ประกาศกลยุทธ์สำคัญ พร้อมบริการใหม่ ภายใต้วิสัยทัศน์ Life on LINE

ยิ่งใหญ่สมกับเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้รับความนิยมสูงสุดในประเทศไทย LINE Thailand จัดงาน LINE Converge Thailand 2019 เพื่อสะท้อนภาพความสำเร็จของ LINE ในฐานะแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของประเทศไทย โดยภายในงานครั้งนี้ได้รับความสนใจจากแขกผู้มีเกียรติ พันธมิตร องค์กรขนาดใหญ่ ผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก พร้อมด้วยผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีเข้าร่วมงานมากมายเพื่ออัพเดทข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแพลตฟอร์ม LINE

โดยในงานวันแรกเริ่มต้นด้วยการแสดงวิสัยทัศน์ใหม่ “Life on LINE” สำหรับตลาดประเทศไทย โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้แพลตฟอร์ม LINE เป็น“ โครงสร้างพื้นฐานชีวิต” สำหรับผู้ใช้งานทุกคน รวมถึงการประกาศการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่สำคัญสำหรับตลาดในประเทศไทย ได้แก่ LINE Mini app, LINE Shopping, LINE MAN GROCERY, LINE Melody และ Smart Channel นอกจากนี้ยังได้จัดงาน LINE Thailand Awards ซึ่งมีการมอบรางวัลกว่า 26 รางวัลแก่พันธมิตรชั้นนำของ LINE ในหลากหลายหมวดหมู่ธุรกิจ

“LINE มุ่งมั่นที่จะนำเสนอประสบการณ์“WOW” ให้กับผู้ใช้ทุกคน” อึนจอง ลี รองประธานอาวุโสฝ่ายบริหารธุรกิจระดับโลก LINE คอร์ปอเรชั่น กล่าว “ ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘Life on LINE’ เราเชื่อว่าทั้ง 3 กลยุทธ์หลักของเราจะสามารถช่วยแก้ไขpain pointให้กับผู้คนได้อีกทั้งทำให้ชีวิตประจำวันสนุกสนานและสะดวกสบายมากขึ้นสำหรับผู้ใช้งานชาวไทยทุกคน”

3 กลยุทธ์สำคัญสำหรับ ‘Life on LINE’

วิสัยทัศน์“ Life on LINE” ตามที่ อึนจอง ลี ได้กล่าวไว้ ประกอบไปด้วย:

1) OMO (online-merge-offline การรวมกันของออนไลน์กับออฟไลน์) – คล้ายกับ O2O แต่เป็นการรวมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นและสมบูรณ์ยิ่งขึ้นระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ และเพื่อให้ OMO เข้ามาช่วยธุรกิจไทยได้อย่างแท้จริง LINE จึงได้เปิดตัว LINE Mini App ระบบที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้บริการเต็มรูปแบบจากแบรนด์หรือธุรกิจต่างๆ ผ่าน LINE ได้ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องออกจาก LINE และแบรนด์เองก็ยังคงรูปแบบบริการของตนเองได้ตามที่ต้องการ

2) Fintech – นี่ถือเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การเป็นสังคมไร้เงินสด ควบคู่กับการนำเสนอนวัตกรรมทางการธนาคาร ซึ่งที่ผ่านมา LINE ได้ดำเนินธุรกิจ Rabbit LINE Pay และได้ร่วมมือกับ KBANK เพื่อปฏิวัติการบริการทางการเงิน ภายใต้องค์กรความร่วมมือใหม่ในนาม KASIKORN LINE

3) AI -LINE จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีด้าน AI ขั้นสูงเพื่อนำไปใช้ในการบริการที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น การนำ AI มาช่วยในฟีเจอร์สำหรับการแนะนำบริการแบบเฉพาะบุคคลในการค้นหาการใช้บริการ LINE TV, Sticker Shop, โฆษณา และอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ใหม่ล่าสุด Smart Channel ที่เรียนรู้จากพฤติกรรมความสนใจของผู้ใช้ไปสู่การนำเสนอข้อมูลที่ตรงกับความต้องการอย่างแท้จริง

นวัตกรรมเพื่อธุรกิจไทย

ดร. พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ LINE ประเทศไทย ได้แนะนำบริการและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อธุรกิจในประเทศไทยโดยเฉพาะถึง 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่
LINE Shopping –บริการรูปแบบใหม่ในการรวมแหล่งออนไลน์ช้อปปิ้งไว้ในที่เดียว เพื่อแก้ pain point ของลูกค้าในการตามหาข้อมูลที่มีมากจนเกินไป และช่วยให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยฟีเจอร์สำคัญมากมาย อาทิ โปรโมชั่น, คะแนนสะสม, การตั้งรายการสินค้าที่ต้องการซื้อ (wish list), การแจ้งเตือนเมื่อสินค้านั้นๆ ราคาลดลง และฟีเจอร์อื่นๆ ที่จะตามมาอีกมากมายในอนาคต
LINE MAN –LINE MAN ได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยอันดับหนึ่งของคนกรุงเทพฯ ได้ประกาศแผนการรุกขยายการบริการให้ครอบคลุมพื้นที่หัวเมืองใหญ่ของประเทศไทยภายในปี 2563 ซึ่ง LINE MAN เป็นพันธมิตรกับยักษ์ใหญ่อย่าง Wongnai และ Lalamove เพื่อที่จะพัฒนาการบริการที่ดียิ่งขึ้น และบริการดังกล่าวยังได้เปิดตัวโครงการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยการลดการใช้พลาสติกอีกด้วย
LINE MAN GROCERY – บริการซื้อของใช้ในบ้านจาก LINE MAN
LINE MELODY – LINE Call จะเพิ่มฟีเจอร์ให้ผู้ใช้งานสามารถนำเพลงยอดนิยมมาเป็นเมโลดี้หรือริงค์โทนได้

“ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นนวัตกรรมที่มุ่งพัฒนาชีวิตคนไทยทั้งสิ้น” ดร. พิเชษฐ ฤกษ์ปรีชา กล่าว “แต่ที่มากไปกว่านั้นภายใต้วิสัยทัศน์“Life on LINE” สิ่งที่เราจะให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งคือผู้ใช้ของเรา รวมถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่ปลอดภัยและตอบสนองความต้องการของพวกเขา”

โซลูชั่นใหม่สำหรับภาคธุรกิจ

นอกเหนือจากการเปิดตัวบริการใหม่สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปแล้ว LINE ประเทศไทยยังได้เปิดตัวโซลูชั่นมืออาชีพสำหรับภาคธุรกิจ รวมถึงการใช้งานสำหรับงานทรัพยากรบุคคลและหน่วยงานภาครัฐ ที่จะตอบสนองการเดินหน้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่ง LINE ecosystem กำลังเติบโตอย่างมากและพร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญและมีประสิทธิภาพสำหรับภาคธุรกิจที่เชื่อมต่อแบรนด์กับลูกค้า อีกทั้งเพื่อการปรับปรุงการบริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน มีผู้ใช้งาน LINE Official Account (OA) สูงถึง 3 ล้านราย โดยมี 1.3 ล้านรายอยู่ในกลุ่มธุรกิจรีเทล และ 180,000 รายอยู่ในกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งจากความสำเร็จดังกล่าวได้นำไปสู่ความพร้อมในการพัฒนา LINE OA Plus และ OA Plus E-Commerce ที่จะช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อผลิตภัณฑ์โดยตรงผ่าน LINE Official Account ของแบรนด์ โดยไม่ต้องสวิตซ์ไปใช้แอปพลิเคชั่นอื่น โดยชูฟีเจอร์ LINE2SHOP ซึ่งมี MAC Cosmetics เป็นพันธมิตรแบรนด์แรกในการเปิดตัวบริการนี้ รวมถึงพันธมิตรที่ร่วมมือทางด้านระบบ อาทิ aCommerce และ Akita

เช่นเดียวกับบริการใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น OA x LINE MAN ที่แบรนด์สามารถเชื่อมต่อบริการ LINE MAN เข้ากับ Official Account ของธุรกิจตนเองได้

นอกจากนี้ยังมีบริการใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ด้วย

1) Slide ad บน LINE TODAY ที่จะเพิ่มมิติและความน่าสนใจของข้อความและการโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบัน LINE TODAY เป็นบริการหนึ่งที่โดดเด่นที่เข้าถึงจำนวนผู้ใช้งาน LINE มากกว่าครึ่ง

2) Smart Channel – พื้นที่โฆษณาที่อยู่ด้านบนของหน้า chat list เพื่อให้นักการตลาดสามารถส่งข้อความโฆษณาที่ตรงกลุ่มเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสม หรือผู้ใช้งานจะได้รับข้อความโฆษณาที่ตรงกับความสนใจมากขึ้น

3) LINE IDOL – ช่องทางการสื่อสารสำหรับกลุ่มศิลปิน ดารา และคนดัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับแฟนคลับได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ปัจจุบัน LINE IDOL มีช่องพิเศษสำหรับคนดังและนักเขียนบล็อก และในงานนี้เอง LINE IDOL ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ พร้อมเพิ่มหมวดหมู่ Business สำหรับคอนเทนต์จากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และ Sports สำหรับเนื้อหาเกี่ยวกับกีฬาต่างๆ

นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการชำระเงินบนมือถือของ LINE ยังคงเติบโตอย่างโดดเด่น โดยพบว่าปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Rabbit LINE Pay กว่า 6 ล้านบัญชี และมีการผูกกับบัตรเครดิต / เดบิตกว่า 4 ล้านใบ และมีผู้ลงทะเบียนสร้าง e-wallets กว่า 5 ล้านราย จึงเป็นที่มาของการร่วมมือระหว่าง Rabbit LINE Pay และ LINE Points ให้ผู้ใช้สามารถนำ LINE Points มาใช้งานกับร้านค้ากว่า 60,000 รายที่อยู่ในระบบของ Rabbit LINE Pay ได้

สำหรับธุรกิจ FinTech ของ LINE ที่ดำเนินงานภายในนามบริษัท KASIKORN LINE ซึ่งได้มีการเปิดตัวไปเมื่อปลายปี 2561 ภายในงานครั้งนี้ ได้มีการยืนยันแผนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ ในปี 2563 โดยเน้นการให้บริการเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจสถานะการเงินของตนเอง รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลเครดิตและลงทุนได้อย่างปลอดภัยผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ข้อมูลเชิงลึก, การกู้ยืม, ประกัน และการลงทุน

ภายในงาน ยังได้มีการจัดมอบรางวัล LINE Thailand Awards ครั้งแรกกับการประกาศและมอบรางวัล “ที่สุด” บนแพลตฟอร์ม LINE ให้กับแบรนด์ที่ทำผลงานเชิงธุรกิจบน LINE ได้อย่างโดดเด่นและยอดเยี่ยม ตามหมวดหมู่และแวดวงอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ เทคโนโลยี การสื่อสารและบันเทิง, ยานยนต์และพลังงาน, สินค้าบริโภคและค้าปลีก รวมไปถึงการเงินและประกัน โดยมีการมอบรางวัลทั้งหมดกว่า 26 รางวัล

1-10 of 95