Lifestyle & Events





เปิดตัว “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ

posted Sep 19, 2019, 3:18 AM by Maturos Lophong   [ updated Sep 19, 2019, 3:21 AM ]

บมจ. ยู ซิตี้ ในเครือบีทีเอสกรุ๊ป ทุ่มงบ 5 พันล้าน เปิดตัว “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ”ขึ้นแท่นเป็นโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ บนพื้นที่ 168 ไร่ ติดกับโครงการธนาซิตี้

โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซพร้อมเปิดประสบการณ์การศึกษาแบบล้ำอนาคต ที่เน้นความถนัดและความต้องการของนักเรียนเป็นหัวใจสำคัญ

โดดเด่นด้วยสระว่ายน้ำในร่มมาตรฐานโอลิมปิกที่ควบคุมอุณหภูมิได้ตลอดทั้งปีแห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย


บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) ในเครือของ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตร บริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ลิมิเต็ด จากฮ่องกง ประกาศร่วมลงทุน 5 พันล้านบาทเพื่อก่อตั้ง “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ”

โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งใหม่ล่าสุดในกรุงเทพมหานคร ที่โดดเด่นด้วยอาคารสถานที่ที่ทันสมัยและการเน้นปูรากฐานให้นักเรียนมีทักษะและทัศนคติที่พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต ด้วยการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนและอาคารเรียนบนพื้นฐานของแนวคิดใหม่ทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อมุ่งจุดประกายให้นักเรียนพัฒนาศักยภาพของตนได้อย่างสูงสุดโดยปราศจากข้อจำกัดของโรงเรียนแบบเดิมๆ

โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซตั้งอยู่บนพื้นที่ 168 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับโรงเรียนนานาชาติแห่งอื่นๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ติดกับโครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา สามารถรองรับจำนวนนักเรียนได้ถึง 1,800 คน ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาลจนถึงเกรด 12 และจะเริ่มเปิดสอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

“เป้าหมายของเราคือต้องการสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ” กล่าว “ก่อนหน้านี้ บีทีเอสกรุ๊ป และ ยู ซิตี้ มีความมุ่งมุ่นตั้งใจที่จะลงทุนเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาโดยตลอด และในที่สุดก็ได้มีโอกาสทำวิสัยทัศน์ให้เป็นจริงเมื่อได้ร่วมมือกับพันธมิตรที่เหมาะสมอย่าง ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ ในการพัฒนาโรงเรียนนานาชาติที่ให้ประสบการณ์เรียนรู้ที่ทันสมัย ก้าวล้ำทันโลกมากที่สุดในกรุงเทพมหานคร”

“การร่วมมือในการลงทุนครั้งนี้จะนำไปสู่การสร้างโรงเรียนนานาชาติที่นำเสนอการเรียนรู้แบบใหม่ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสื่อการเรียนการสอนที่ครบวงจร เพื่อช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการพัฒนาศักยภาพของตนและเติบโตเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์พร้อมรับกับอนาคตที่จะมาถึง ขณะเดียวกัน การลงทุนในครั้งนี้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในยุทธศาสตร์ของ ยู ซิตี้ ที่จะพัฒนาที่ดินในบริเวณใกล้กับโครงการธนาซิตี้ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีพื้นที่รวมทั้งหมด 168 ไร่ หรือ 66 เอเคอร์ จึงถือเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเขตกรุงเทพฯ ตลอดจนมีพื้นที่สีเขียวรวมมากถึงประมาณ 60% ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อให้นักเรียนได้รับทั้งความผ่อนคลาย ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมสติปัญญาและแรงบันดาลใจด้านศิลปะ”

การร่วมลงทุนของบริษัท ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ จำกัด ในโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ถือเป็นการลงทุนจากต่างประเทศที่มีมูลค่าสูงสุดในภาคการศึกษาระบบโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย โดยเงินลงทุนดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาทั้งในด้านการก่อสร้างอาคารเรียนและสถานที่ ตลอดจนการคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ที่เป็นเอกลักษณ์และมีประสิทธิภาพ

ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการศึกษาที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์ มีคุณสมบัติพร้อมอย่างยิ่งที่จะเข้ามาบริหารโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ โดยมีมิสเตอร์คาเมรอน ฟ็อกซ์ เป็นหัวหน้าผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ

มิสเตอร์คาเมรอน ฟ็อกซ์ หัวหน้าผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ เผยว่าโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซได้จับมือกับไอดีโอ (IDEO) บริษัทออกแบบและนวัตกรรมระดับโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมกันคิดค้นรูปแบบการเรียนการสอนและอาคารเรียนที่เหมาะกับ “โรงเรียนแห่งอนาคต”

“เวอร์โซเป็นโรงเรียนนานาชาติแห่งแรกในโลกที่ร่วมมือกับไอดีโอในการคิดค้นคอนเซ็ปต์และการออกแบบทางกายภาพขอโรงเรียนใหม่ทั้งหมดแต่ต้น โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิมๆ” คาเมรอนกล่าว “ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของไอดีโอใช้แนวทางการออกแบบที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อพัฒนาโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซให้สอดคล้องกับบริบทของอนาคต เวอร์โซมีความยินดีและภูมิใจที่ได้มีโอกาสออกแบบและสร้างโรงเรียนที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ซึ่งเราคาดหวังว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์และสร้างอิทธิพลเชิงบวกต่อการศึกษาในระบบโรงเรียนนานาชาติทั่วโลกสืบไป”

คาเมรอนกล่าวเสริมว่า “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซได้นำเอามาตรฐานการศึกษาแบบอเมริกันมาบูรณาการเพื่อสร้างเป็น ‘หลักสูตรเตรียมพร้อมรับมือกับอนาคต (Future-ready Curriculum)’ ของเวอร์โซ การเรียนการสอนของเวอร์โซจะเป็นแบบสหวิทยาการ เน้นการทำโครงงานและการฝึกทักษะ เพื่อให้นักเรียนได้พาตนเองเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่กระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน นักเรียนจะได้รับมอบหมายให้ทำงานกลุ่มกับเพื่อนๆ ที่คละวัยกัน โดยมีทีมอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญคอยช่วยแนะนำและสนับสนุนอย่างใกล้ชิด เพื่อค้นหาสิ่งที่ตนเองสนใจและถนัด ตลอดจนได้มีโอกาสแสดงความสามารถ และบ่มเพาะทักษะที่ตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคต”

การก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีปัจจัยส่งเสริมทางเศรษฐกิจและสังคม ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มจะโยกย้ายมายังทวีปเอเชียมากขึ้น รวมถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในการแปลงระบบเศรษฐกิจให้เป็นดิจิทัล และการที่องค์กรและบริษัทชั้นนำทั่วโลกกำลังมองหาผู้นำและนวัตกรรุ่นใหม่ที่มีทักษะและทัศนคติที่จำเป็นต่อการปรับตัวภายในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมรอบตัวได้อย่างควบคู่กัน

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจตะวันออกของประเทศไทย หรือ อีอีซี จะสามารถดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามาได้ปีละประมาณ 100,000 คน ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคและความต้องการโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ภาคตะวันออกของกรุงเทพฯ ที่เพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสมาคมโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยยังระบุอีกด้วยว่า ประเทศไทยเป็นตลาดโรงเรียนนานาชาติที่มีการเติบโตมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีอัตราการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลักตลอดระยะ 8 ปีที่ผ่านมา

นางปิยพร พรรณเชษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ด้วยทำเลใกล้กับธนาซิตี้ที่มีปัจจัยภายนอกส่งเสริมรอบด้าน ประกอบกับประสิทธิภาพและความน่าสนใจของรูปแบบการเรียนการสอนของเราที่คำนึงถึงนักเรียนเป็นศูนย์กลาง บริษัทฯ เชื่อว่าโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซจะเป็นแบบอย่างที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับแวดวงการศึกษาในอนาคต และผลักดันประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศแนวหน้าในด้านการศึกษา”

โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซสะท้อนถึงเป้าหมายของ ยู ซิตี้ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในบริเวณใกล้เคียงกับเครือข่ายขนส่งมวลชน โดยนางปิยพรกล่าวว่า “โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซตั้งอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิเพียง 4 กิโลเมตร หรือใช้เวลาขับรถเพียง 5 นาที มีทางเชื่อมต่อไปยังถนนสายสำคัญมากมาย และในอนาคตจะมีระบบขนส่งมวลชนรางเบาเส้นทางบางนา-สุวรรณภูมิตัดผ่านในบริเวณใกล้เคียง ด้วยทำเลที่อยู่ใกล้สนามบินนานาชาติขนาดใหญ่นี้เองทำให้ที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซเอื้อต่อการรองรับนักเรียนจากนานาประเทศและเป็นตัวเลือกโรงเรียนนานาชาติอันดับต้นๆ ของบรรดานักเรียนและครอบครัวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย”

โครงการธนาซิตี้และพื้นที่โดยรอบมีศักยภาพพร้อมที่จะพัฒนาเป็นชุมชนที่มีความทันสมัย เนื่องจากล้อมรอบไปสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ได้แก่ โครงการที่อยู่อาศัย รวมทั้งแหล่งช็อปปิ้งและแหล่งไลฟ์สไตล์ในละแวกใกล้เคียง อาทิ เมกาบางนา เซ็นทรัล วิลเลจ สนามกอล์ฟและคลับเฮ้าส์ระดับโลกของธ​​นาซิตี้ คันทรี คลับ ร้านอาหาร และโรงแรมอีสติน ธนาซิตี้ รีสอร์ท ที่เพิ่งเปิดทำการใหม่ล่าสุด

สถาปัตยกรรมอันล้ำสมัยของโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซเป็นผลมาจาการศึกษาวิจัยเพื่อคิดค้นวิธีการออกแบบสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ช่วยเสริมสร้างให้เกิดผลสัมฤทธิ์ พฤติกรรม และความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียน โดยพื้นที่การเรียนรู้ของเวอร์โซนั้นเน้นที่ความคล่องตัว ยืดหยุ่น และการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อาคารทรงกลมที่เป็นสัญลักษณ์ของเวอร์โซ ให้ความรู้สึกของการเรียนรู้ที่เป็นอิสระ แตกต่างจากรูปแบบของอาคารเรียนแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นไฮไลต์ อาทิ สระว่ายน้ำในร่มขนาด 50 เมตรมาตรฐานโอลิมปิกที่สามารถควบคุมอุณหภูมิได้แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยพร้อมด้วยระบบเกลือคลอรีนและ 10 เลนการแข่งขัน สนามฝึกซ้อมอเนกประสงค์ที่ใช้งานได้ทุกฤดูกาล สตูดิโอเพื่อการผลิตงานมัลติมีเดียและสตูดิโอบันทึกเสียง สนามกีฬาที่สามารถจุผู้ชมได้ 1,000 ที่นั่ง ห้องเวิร์คช็อปและสตูดิโองานประดิษฐ์ อาคารยิมเนเซียมขนาดใหญ่และศูนย์ออกกำลังกาย สนามฟุตบอลขนาดมาตรฐาน และโคเวิร์คกิ้งสเปซสำหรับคณาจารย์ เป็นต้น

โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซจะก่อสร้างแล้วเสร็จในช่วงต้นปี 2563 และเปิดภาคการศึกษาแรกในเดือนสิงหาคม 2563 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.verso.school หรือติดต่อสำนักงานรับสมัครของโรงเรียน ซึ่งจะเปิดตั้งแต่เดือนกันยายน 2562 เป็นต้นไป

###

เกี่ยวกับ บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTSG) เป็นกลุ่มบริษัทเอกชนดำเนินธุรกิจใน 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน ธุรกิจสื่อโฆษณา ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจบริการ โดยมีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และนับเป็นหนึ่งในสมาชิกของหุ้น BlueChip ที่อยู่ในดัชนี SET50 รวมถึงยังเป็นสมาชิกของดัชนี DJSI MSCI Asia Pacific และ FTSE4Good

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่ www.btsgroup.co.th

เกี่ยวกับ ยู ซิตี้

บริษัท ยู ซิตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทจดทะเบียนและผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของไทยที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 30 ปีและมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 12,687 ล้านบาท (389 ล้านเหรียญสหรัฐ) กลยุทธ์หลักของ ยู ซิตี้ คือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่มีคุณภาพทั่วโลก โดยดำเนินการผ่านการพัฒนาและส่งเสริมการทำงานร่วมกันภายในพอร์ทการลงทุน ทั้งนี้ การขยายตัวเชิงกลยุทธ์ของ ยู ซิตี้ ดำเนินการผ่านการเป็นหุ้นส่วน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับระบบขนส่งสาธารณะ และการตระหนักถึงความต้องการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

อสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของ ยู ซิตี้ มีอยู่ทั่วทวีปยุโรปและเอเชีย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจโรงแรมที่พักและการบริการ มีโรงแรมที่เปิดดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน 116 แห่งและโรงแรมที่กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา 30,215 แห่ง (แบ่งออกเป็น 57 โรงแรม รวม 9,209 ห้อง ที่ ยู ซิตี้ เป็นเจ้าของ หรือถือครองภายใต้สัญญาเช่าการเงินหรือสัญญาเช่าดำเนินงาน และอีก 59 โรงแรม รวม 21,006 ห้องภายใต้สัญญาการจัดการ) นอกจากนี้ ยู ซิตี้ ยังมีแพลตฟอร์มการจัดการโรงแรมและแบรนด์ที่เกี่ยวข้องจำนวน 2 แพลตฟอร์มภายใต้ เวียนนา เฮ้าส์ และ แอ๊บโซลูท โฮเต็ล เซอร์วิส ที่ช่วยให้ ยู ซิตี้ ขยายธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่นด้วยการดำเนินกิจการของตัวเอง

ยู ซิตี้ มีโครงการที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาในระยะยาว ทั้งที่ลงทุนเองโดยตรงและผ่านกิจการร่วมค้ากับองค์กรธุรกิจชั้นนำ ประกอบด้วย คอนโดมิเนียม โรงเรียนนานาชาติ โครงการมิกซ์ยูส และโรงแรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้ ยู ซิตี้ ได้รับโอกาสในการลงทุนที่ครอบคลุมขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยหลีกเลี่ยงความเสี่ยง และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับวัฏจักรธุรกิจ ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ ยู ซิตี้ ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTSG) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทจดทะเบียนที่เป็นสมาชิกของดัชนี SET50 โดย BTSG ได้กำหนดให้ ยู ซิตี้ เป็นธุรกิจที่ขับเคลื่อนการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มบริษัทฯ โดยเฉพาะ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าไปที่ www.ucity.co.th

เกี่ยวกับ ฟอร์จูน แฮนด์ เวนเจอร์

ครอบครัวเหลียงที่เป็นครอบครัวผู้บริหารโรงเรียนนานาชาติที่เป็นที่เคารพนับถือในแวดวงการศึกษาในฮ่องกง โดยเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนด้านการศึกษาและโรงเรียนมาอย่างมั่นคงและต่อเนื่องยาวนานกว่าสามชั่วอายุคน รวมประสบการณ์กว่า 60 ปี ครอบครัวเหลียงเป็นผู้ก่อตั้งสถานศึกษาชื่อดังในฮ่องกง ได้แก่ วิทยาลัยเซนต์โจฮันเนสในปี 2505 และโรงเรียนอเมริกันอินเตอร์เนชันแนลในปี 2529

ด้วยความร่วมมือกับบีทีเอสกรุ๊ปและยู ซิตี้ ในการก่อตั้งโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ ครอบครัวเหลียงจึงถือเป็นนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในภาคการศึกษาระบบโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย หลังจากที่ครอบครัวเหลียงรอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิที่เขาหลักเมื่อปี 2547 พวกเขายังคงรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อน้ำใจไมตรีของคนไทยที่ช่วยเหลือพวกเขาในช่วงเหตุการณ์ครั้งนั้น ด้วยความซาบซึ้งในน้ำใจของคนไทยอย่างไม่รู้ลืม ครอบครัวเหลียงจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เดินทางกลับมายังประเทศไทยอีกครั้งเพื่อลงทุนในการศึกษาระบบนานาชาติและสร้างโรงเรียนที่มี 'น้ำใจ' เป็นหนึ่งในค่านิยมหลัก

ซี อาร์ ซี สปอร์ต ทุ่มงบไม่อั้น! ปลุกตำนาน “ellesse”

posted Sep 17, 2019, 12:52 AM by Maturos Lophong   [ updated Sep 18, 2019, 3:08 AM ]



ซี อาร์ ซี สปอร์ต ทุ่มงบไม่อั้น! ปลุกตำนาน “ellesse” ต้อนรับเข้าบ้าน

พร้อมส่งแคมเปญ "For The Win" มั่นใจทำรายได้ 50 ล้านภายในปลายปีหน้า!

เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับแบรนด์น้องใหม่ภายใต้ชายคาของ บริษัท ซี อาร์ ซี สปอร์ต จำกัด กับแบรนด์ “ellesse” (เอล-เลส) 


มาพร้อมกับแคมเปญใหม่ "For The Win" กับคอลเลกชั่น Autumn Winter 2019 ที่จะปลุกสาวกสายแฟชั่นสตรีทแวร์ทั้งหลาย มาแสดงตัวตนผ่านการสวมใส่เสื้อผ้า และมุ่งหน้าทำตามฝัน ตามแนวคิดของแคมเปญที่ว่า "ชัยชนะและความสำเร็จเกิดขึ้นได้จากสไตล์และทัศนคติ"

คุณณัฐชนน เพ็ชรทวีพรเดช ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารสินค้านำเข้า กล่าวว่า การที่เราเลือกแบรนด์ “ellesse” (เอล-เลส) เข้ามาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้าในเรื่องความมั่นใจในเป็นเบอร์ 1 ทางด้านร้านค้าปลีกสินค้าทางด้านกีฬาและไลฟ์สไตล์ในประเทศไทย
ที่นำเสนอสินค้าให้กับทุกท่านไม่ว่าจะเป็นนักกีฬามืออาชีพ, มือสมัครเล่นได้มั่นใจว่า ร้าน Supersports มีการนำเสนอสินค้าครบทุกประเภทกีฬาหลัก และรวมถึงนวัตกรรมใหม่ที่นำเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

 อีกทั้งเรายังนำเสนอในหมวดหมู่ของแฟชั่นไลฟ์สไตล์ให้กับลูกค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย เรียกได้ว่าสามารถตอบโจทย์ของลูกค้าได้ครบครันทั้งทางด้านกีฬาและแฟชั่น โดยความน่าสนใจของแบรนด์นี้ คือ เขาก่อกำเนิดที่ประเทศอิตาลี ในปี ค.ศ. 1959 และโด่งดังมากในเรื่องของการผลิตเสื้อผ้าสำหรับเล่นสกีหิมะ ผลงานที่ขึ้นชื่อในยุคนั้นคือ “Jet Pant” กางเกงสำหรับใส่เล่นสกีตัวแรกๆบนโลกที่มีดีไซน์ช่วงขาเข้ารูปพอดีกับรองเท้าเล่นสกี ซึ่งในขณะนั้นต้องยอมรับจริงๆ ว่า กางเกง “Jet Pant” ตัวนี้ได้เปลี่ยนแปลงวงการสกีของโลกไปตลอดกาล ทั้งในแง่ของงานดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งาน และในเวลาต่อมาไม่นาน “ellesse” (เอล-เลส) ได้เริ่มแตกไลน์สินค้าไปยังกีฬาประเภทอื่นๆ นั่นคือ “เทนนิส” ที่ฮิตจนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขวางขึ้น

คุณณัฐชนน กล่าวต่อว่า เอกลักษณ์ของแบรนด์คือ โลโก้ตัวอักษร ellesse ซึ่งความพิเศษของคอลเลคชั่นนี้ นอกจากจะเป็นแบบเดียวกันกับที่วางขายในระดับ global แล้ว นั่นคือ ความ heritage 

ทุกชิ้นทั้งรองเท้าและเสื้อผ้าที่นำเข้ามาจะมีกลิ่นอายความคลาสสิคที่หวนให้นึกถึงเสื้อผ้ากีฬาในสมัยก่อน แต่มาในรูปของดีไซน์ที่ทันสมัย ใส่แล้วสามารถบ่งบอกคาแรคเตอร์และตัวตนของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

 สินค้าที่ทางเรานำเข้ามาจัดจำหน่าย จะเน้นไปที่กลุ่มวัยรุ่นจนถึงวัยรุ่นตอนปลาย มีอายุตั้งแต่ 18-24 ปี และ 25 -35 ปี เน้นสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ สีสันสดใสตามคาแรคเตอร์ของแบรนด์ เน้นสี แดง ส้ม น้ำเงิน และลายพิมพ์กราฟิกต่างๆ ที่กลุ่มเป้าหมายสามารถใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน 

การเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่วันนี้ Autumn Winter 2019 ภายใต้แคมเปญ #ForTheWin ยังมีมินิคอนเสิร์ต จากศิลปิน Younggu พร้อมแขกรับเชิญพิเศษ Diamond ในงานยังมีกิจกรรมเล่นเกมส์แจก cash voucher สูงสุด 500 บาท และกิจกรรมลุ้นรองเท้า 12 วัน 12 คู่ โดยกิจกรรมนี้จะมีให้เล่นไป จนถึงวันที่ 22 กันยายนนี้

ยูนิเซฟ จับมือ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ เปิดตัวแคมเปญ

posted Sep 9, 2019, 8:19 PM by Maturos Lophong



ยูนิเซฟ จับมือ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ เปิดตัวแคมเปญ

เด็กทุกคนอ่านได้ - Every Child Can Read

เพิ่มพูนทักษะการอ่าน พร้อมสานสัมพันธ์ในครอบครัว


องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ เปิดตัวแคมเปญเด็กทุกคนอ่านได้ - Every Child Can Read เพื่อรณรงค์ให้เด็กนักเรียนและประชาชนทั่วไปได้เห็นถึงความสำคัญของการอ่านหนังสืออันเป็นรากฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาการเรียนรู้และต่อยอดสู่ทักษะในด้านต่าง ๆ พร้อมเดินหน้าโครงการ ‘ห้องสมุดเคลื่อนที่’ ที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนหนังสือเด็กในบ้านและการขาดทักษะด้านภาษาและการอ่านเขียนของเด็กในครอบครัวที่ยากจนและอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และร่วมสนับสนุนกิจกรรม อ่านสัปดาห์ละเล่ม (A Book A Week) ในโรงเรียนนำร่อง ภายในงานได้รับเกียรติจาก ท่านอานันท์ ปันยารชุน ทูตสันถวไมตรี องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมเชิญ นิชคุณ หรเวชกุล Friend of UNICEF มาร่วมเผยถึงความรักในการอ่านและพูดคุยกับสองนักเรียนในโครงการ รวมกับคุณครูบรรณารักษ์ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

นายสเตฟาน คูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด กล่าวว่า “บริษัทฯ ให้ความสำคัญและมีนโยบายในการยกระดับการศึกษาของเด็กไทยให้มีความเท่าเทียม ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ที่ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทลจำกัด ได้ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย จัดกิจกรรมระดมทุนนำเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษาแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ห่างไกล โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ส่งมอบเงินที่ลูกค้าร่วมบริจาคให้กับองค์การยูนิเซฟประเทศไทย รวมกว่า 37 ล้านบาท พร้อมส่งมอบรถห้องสมุดเคลื่อนที่รวมทั้งสิ้น 5 คัน เพื่อสนับสนุนการทำงานของยูนิเซฟที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ชีวิตของเด็ก ๆ ในประเทศไทย เพื่อให้เด็กไทยมีโอกาสทางการศึกษาได้อ่านและเข้าถึงหนังสือที่เหมาะสมกับวัย ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็ก อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงทางการศึกษาที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ จึงได้ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย จัดโครงการ “เด็กทุกคนอ่านได้ - Every Child Can Read” เพื่อเชิญชวนลูกค้าและประชาชนทั่วไป ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเท่าเทียมทางการอ่านให้เด็กไทยทุกคน โดยการร่วมบริจาคเงินสมทบทุนผ่านบริการ CenPay ณ จุดแคชเชียร์ และ กล่องบริจาค ที่ร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และ ท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 – 31 สิงหาคม 2565”

นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “การอ่านมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะทางการรับรู้ของเด็กได้อย่างมหาศาล อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในอนาคต การอ่านช่วยกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดี ช่วยเพิ่มพูนคลังคำศัพท์ในสมองและพัฒนาทักษะการสื่อสาร ต่อยอดสู่การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และยังช่วยให้เด็กมีสมาธิที่ดีขึ้น หนังสือเล่มแรก ๆ ที่สนุกสนานและดึงดูดใจเด็ก ๆ จะมีส่วนสำคัญให้พวกเขามีนิสัยรักการอ่านเมื่อเติบโตขึ้น ยิ่งพวกเขาได้อ่านหนังสือมาก ทักษะการอ่านก็จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วย”


“การอ่านทำให้เด็กมีความฉลาดทางสติปัญญามากขึ้นและยังช่วยให้พวกเขาได้พัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่” นายโธมัสกล่าวพร้อมเสริมว่า “เด็กทุกคนอ่านได้ - Every Child Can Read เป็นโครงการที่ยูนิเซฟได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ทางการศึกษาเพื่อเข้าถึงเด็กและโรงเรียนด้วยกิจกรรมการอ่านอันพัฒนาไปสู่นิสัยรักการอ่าน เราตั้งใจที่จะจัดหาหนังสือเด็กที่เหมาะสมตามช่วงอายุ หนังสือที่มีสาระน่าสนใจ รวมทั้งเอกสารการอ่านให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน และครอบครัวที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ มีหนังสือไม่กี่เล่มหรือไม่มีหนังสือเลย โครงการนี้ยังครอบคลุมไปถึงการจัดอบรมแก่ครู ผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน และครอบครัว เพื่อพัฒนาทักษะการสอนให้เด็กได้มีพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กได้ดียิ่งขึ้น ยูนิเซฟต้องการที่จะให้การอ่านนั้นเป็นหัวใจสำคัญของการศึกษาในประเทศไทย”

ภายในงาน นิชคุณ หรเวชกุล นักร้องชื่อดังในฐานะ Friend of UNICEF ได้ร่วมพูดคุยกับนักเรียนโรงเรียนห่างไกล และร่วมรณรงค์การสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านแก่เด็กรุ่นใหม่ “การที่พ่อแม่ได้อ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟังหรืออ่านไปพร้อมกับลูกตั้งแต่พวกเขายังเล็ก ๆ นั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและมีค่ามากนะครับ” นิชคุณ Friend of UNICEF เผย “ถึงแม้ในปัจจุบัน พ่อแม่จะยุ่งมากแค่ไหน แต่ผมอยากให้ลองหาเวลาอย่างน้อย 15 นาทีต่อวันอ่านหนังสือไปพร้อม ๆ กับลูกให้ได้ เพราะการอ่านหนังสือกับลูก จะช่วยวางรากฐานการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่เด็ก ๆ อีกทั้งยังสร้างสายใยแห่งความผูกพันในครอบครัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย”


แคมเปญ เด็กทุกคนอ่านได้ – Every Child Can Read เปิดตัวพร้อมกับร่วมส่งเสริมกิจกรรม อ่านสัปดาห์ละเล่ม หรือ A Book A Week โดยความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้เด็กไทยทั่วประเทศรักการอ่านหนังสือและฝึกทักษะทางสังคมจากการร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นอย่างหลากหลาย ขณะที่โรงเรียนที่ร่วมโครงการก็ได้ออกแบบกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ มีความสนุกสนานและท้าทายเพื่อกระตุ้นให้เด็ก ๆ ได้เข้าร่วม นอกจากนี้ยังได้นำสื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กมาประยุกต์ใช้ โดยให้เด็ก ๆ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวจากหนังสือที่อ่านพร้อมรูปถ่ายคู่กับหนังสือเล่มโปรดแล้วแชร์ผ่านแฮชแท็ก #อ่านสัปดาห์ละเล่ม ประชาชนทั่วไปที่สนใจก็สามารถเข้าร่วมกับกิจกรรมนี้ได้ เพียงติดตามข้อมูลได้จากเว็บไซต์ www.unicef.or.th/abookaweek ที่ได้รวบรวมเอาเคล็ดลับการอ่านที่มีประโยชน์และรายการหนังสือแนะนำที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงอายุ

นอกจากนี้ โครงการเด็กทุกคนอ่านได้ ยังได้เตรียมสนับสนุนการจัดสร้างมุมอ่าน (Reading corner) ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโดยเริ่มที่เขตพื้นที่กรุงเทพมหานครควบคู่ไปกับการอบรมครูและผู้ดูแลเพื่อพัฒนาทักษะการเรียนรู้แก่เด็กอายุระหว่าง 3-5 ปี ขณะที่โครงการ “ห้องสมุดเคลื่อนที่” จะได้รับการสนับสนุนจากทั้งบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด และเจ้าหน้าการศึกษาส่วนท้องถิ่นให้เกิดความต่อเนื่องพร้อมขยายการเข้าถึงเด็กให้มากขึ้น โดยรถห้องสมุดเคลื่อนที่พร้อมกับเจ้าหน้าที่บริการสื่อจะบรรทุกหนังสือ และเอกสารการอ่าน เดินทางไปยังโรงเรียนระดับอนุบาล และโรงเรียนระดับประถมศึกษาขนาดเล็กตามถิ่นทุรกันดารในจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก และจังหวัดเลยจำนวน 147 แห่ง ซึ่งจำนวนมากเป็นเด็กชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ที่ไม่ได้เข้าโรงเรียน โดยคาดหวังที่จะให้เด็กราว 15,000 คน ได้เข้าถึงสื่อการอ่าน

ผลสำรวจด้านการอ่านโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2561 ระบุว่า เด็กไทยที่อายุน้อยกว่า 6 ปี ใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 42 นาที เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเมื่อ 5 ปีก่อน (2556) ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 34 นาที นอกจากนี้ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติโดยการสนับสนุนของยูนิเซฟในปี 2558-2559 พบว่า มีเด็กที่อายุต่ำกว่า 5 ปีถึง 6 ใน 10 คน มีหนังสือเด็กอยู่ที่บ้านไม่ถึง 3 เล่ม ส่วนเด็กที่มีหนังสือเด็กอยู่บ้านมากกว่า 10 เล่มนั้น ก็มีเพียงร้อยละ 14 เท่านั้น สะท้อนให้เห็นว่ายิ่งเด็กมาจากครอบครัวที่ขาดแคลน ก็ยิ่งเข้าถึงหนังสือได้น้อยลงและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ

แคมเปญ Every Child Can Read - เด็กทุกคนอ่านได้ มุ่งที่จะระดมทุนจำนวน 17 ล้านบาทเพื่อเพิ่มการเข้าถึงหนังสือสำหรับเด็กและยกระดับพัฒนาการทางการเรียนรู้ของเด็กไทยในอีกสามปีข้างหน้านี้ ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนแคมเปญ Every Child Can Read ได้ ผ่านบริการ CenPay ณ จุดแคชเชียร์ และ กล่องบริจาค ที่ร้านเซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ , ท็อปส์ มาร์เก็ต , ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์ และ ท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2562 – 31 สิงหาคม 2565” ร่วมแคมเปญ Every Child Can Read ได้แล้ววันนี้ ผ่านกิจกรรม #อ่านสัปดาห์ละเล่ม ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.unicef.or.th/abookaweek

MBK CENTER FOOD FAB By DRAG แดก “อร่อยแน่ แม่การันตี”

posted Sep 4, 2019, 9:11 PM by Maturos Lophong


สายกินงานเข้า ได้พุงกางกันทั่วหน้า MBK Center ประเคนเอาใจกันให้หนำตำให้ถึงปาก กับ

MBK CENTER FOOD FAB By DRAG แดก “อร่อยแน่ แม่การันตี”

เทศกาลอาหารจานแซ่บแดร็กกันให้เรียบ อุ้ย รวิวรรณ จินดา การันตีความอร่อย

งานนี้สายกินที่เรียกตัวเองว่า Food Lover มีเฮกันจนพุงกางแน่ เมื่อ เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ร่วมกับ อุ้ย รวิวรรณ จินดา และ นาตาเลีย เพลียแคม จัดเทศกาลอาหารสนองปากคนรักอาหารและจานเด็ด MBK CENTER Food Fabulous by Drag แดก “อร่อยแน่ แม่การันตี” สายอาหารมาพร้อมเรื่องราวของแฟชั่นมันส์ๆ เทศกาลที่รวบรวมเอาร้านอาหารชื่อดังระดับตำนานและร้านแฟชั่นสุดกิ๊บเก๋มาอยู่บนเวย์เดียวกันได้อย่างน่าทึ่ง 4-8 กันยายน2562นี้ ณ ลานกิจกรรม MBK Avenue โซน A-B ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์



โดยคุณสมพล ตรีภพนารถ กรรมการผู้จัดการธุรกิจศูนย์การค้า บ.เอ็ม บี เค จำกัด ( มหาชน) ในฐานะผู้จัดงานและคุณอุ้ย รวิวรรณ จินดา ผู้ร่วมจัดงาน MBK CENTER Food Fabulous by Drag แดก เทศกาลอาหารสนองปากคนรักอาหารและจานเด็ดนี้ ได้ดึงตัวแม่สายแดร็ก นาตาเลีย เพลียแคม เจ้าของตำแหน่งไทยแลนด์ แดร็ก ซูเปอร์สตาร์คนแรกปี 2018 พิธีกรชวนชิมอาหารแนวเว่อร์วังอลังการที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครทำเหมือน กับคู่หูสุดจี๊ด ไจ๋ซีร่า ที่สร้างความสุขให้ผู้ชมด้วยการตระเวนกินตระเวนฮาที่ตามมาด้วยยอดวิวยอดติดตามที่สูงลิ่วในยูทูบในรายการที่ชื่อ Drag แดกมาเป็นผู้จัด โดยมีนายชัชวาลล์ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทให้เกียรติเป็นประธานในงาน
ซึ่งตลอด 5 วันของเทศกาลนี้ บรรดาผู้ชมนักชิมทั้งหลายที่มาตระเวนหาของอร่อยจะได้พบกับรายการพิเศษการแสดงบนเวทีโชว์และกิจกรรมเล่นเกมส์แจกของรางวัลเพื่อมาสร้างสีสันและความสนุกสนานในบรรยากาศอร่อยลิ้นของบรรดาร้านอาหารขึ้นชื่อระดับตำนานและหาชิมได้ยาก อาทิ ส้มตำอมร จานเด็ดยอดฮิตสุดอลังจากพัทยา ราดหน้าฟาไฉ คอหมูพระราม 5 ผลิตภัณฑ์มะพร้าวอ่อนจากฟอร์เอเวอร์โคโค่ ไอศรีมอบเทียน ผลิตภัณฑ์ออแกนิก Raw and Real และอีกเพียบ 


พร้อมโปรโมชั่นพิเศษสุด เพียงเข้าร่วมกิจกรรมกับเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ผ่านทางเว็บไซต์ หรือเฟซบุ๊ก มีสิทธิ์ลุ้นรับคูปองใช้แทนเงินสดในงาน สนใจติดตามรายละเอียดได้ที่ FB MBK Center หรือที่ www.mbk-center.co.th ใครที่เรียกตัวเองว่า Food Lover และสายกินทั้งหลาย ที่ “ชอบชิม ชอบช้อป ชอบแชะ ชอบแชร์” ไม่ควรพลาด เทศกาลนี้ด้วยประการทั้งปวง

วันที่ 4-8 กันยายนนี้ ณ ลานกิจกรรม MBK Avenue โซน A-B ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้าถึงสี่ทุ่ม โดยกิจกรรมจะอยู่ในช่วง 16.00 น. เป็นต้นไปในแต่ละวัน 

วันที่ 4 กันยายน 2562

- กิจกรรม Drag Queen Show

วันที่ 5 กันยายน 2562

- เป็นการแสดงศิลปวัฒนธรรม จาก สำนักดาบพุทไธสวรรย์ กาญจนบุรี 

วันที่ 6 กันยายน 2562

- กิจกรรม Fashion Show สาว Plus Size

วันที่ 7 กันยายน 2562

- กิจกรรม Cooking Show By RICE 

- กิจกรรม Drag Queen Battle 

วันที่ 8 กันยายน 2562

- กิจกรรม Cooking Show By RICE

- มินิคอนเสิร์ตรวมศิลปิน ฟอร์ด สบชัย อุ้ย รวิวรรณ แต๋ม ชรัส เฟื่องอารมณ์ ต้อม ไกรวิทย์ มัน ลาโคนิค ปราโมทย์ วิเลปะนะ และเพื่อนๆ

เตรียมจัดใหญ่ “แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019”

posted Sep 4, 2019, 9:03 PM by Maturos Lophong



เตรียมจัดใหญ่ “แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019”

มหกรรมด้านนวัตกรรมเพื่ออุตฯ การพิมพ์ – แพคเกจจิ้ง ใหญ่สุดของเอเชีย

ด้านบิ๊กเอกชน กว่า 300 แห่ง ขนทัพนวัตกรรมแห่งอนาคต อัพดีกรีการผลิตไทย

สมาคมการพิมพ์ไทย และสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย ร่วมกับเมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย เตรียมจัดงาน “แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019” สุดยอดมหกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงจากบริษัทชั้นนำกว่า 300 แห่งทั่วโลก เพื่อเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง และผลักดันขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดสากล ผ่าน 3 โซนจัดแสดงหลัก ได้แก่ 1. โซนพาวิเลี่ยนครบวงจร จัดแสดงผลงานและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลจากทั่วโลก พร้อมบูธบริการให้คำปรึกษาและช่วยจับคู่ทางธุรกิจ 2. โซนเทคโนโลยีการพิมพ์ฉลาก ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีสำหรับการพิมพ์ฉลาก แอปพลิเคชันฉลากบรรจุภัณฑ์ที่ล้ำสมัย การตกแต่งและการปรับแต่งฉลาก ฯลฯ และ 3. โซนจัดแสดงต้นแบบ จัดแสดงผลงานการพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีต้นแบบ เพื่อการออกแบบ การแสดงผล และการผลิตสมัยใหม่ พร้อมไฮไลท์ตลอดการจัดงานอย่างบริการแมชชิ่งคู่ธุรกิจ ส่งเสริมโอกาสต่อยอดการค้า และสัมมนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในวงการอุตฯ จากทั่วโลก ด้านภาคเอกชนยักษ์ใหญ่กว่า 300 แห่ง เตรียมขนทัพนวัตกรรมใหม่ล่าสุด จ่อเปิดตัวภายในงานมากมาย ทั้งนี้ มูลค่าอุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ไทยในปี 2561 มีมูลค่าร่วม 3 แสนล้านบาท โดยคิดเป็นมูลค่าอุตฯ การพิมพ์ราว 40% หรือ 1.2 แสนล้านบาท และมูลค่าอุตฯ การบรรจุภัณฑ์ราว 60% หรือ 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งได้รับอานิสงค์การขยายตัวของดีมานต์การบริโภคในประเทศและการส่งออก โดยเฉพาะธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

“แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง 18 – 21 กันยายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pack-print.de หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ PackPrintInternational

มร.เกอร์นอท ริงลิ่ง กรรมการผู้จัดการ เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย กล่าวว่า เมสเซ่ ดุสเซลดอร์ฟ เอเชีย ร่วมกับสมาคมการพิมพ์ไทย และสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย เตรียมจัดงาน “แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019” สุดยอดมหกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ ที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาคเอเชีย ระหว่างวันที่ 18 – 21 กันยายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุม ไบเทค บางนา เพื่อเร่งการเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ที่จะช่วยผลักดันขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดสากล โดยภายในงานรวบรวมนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่ตอบโจทย์แนวทางการผลิตแห่งอนาคตจากกว่า 300 บริษัทชั้นนำ 25 ประเทศทั่วโลก อาทิ เอชพี (HP) ไฮเดลเบิร์ก (Heidelberg) โคนิก้า มินอลต้า (Konica Minolta) ฟูจิฟิล์ม (Fujifilm) ริโก้ (Ricoh) เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCG Packaging) แคนนอน (Canon) ฯลฯ ซึ่งแต่ละบริษัทเตรียมขนทัพนวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการผลิต การพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ใหม่ล่าสุด มาเปิดตัวพร้อมกันภายในงาน

แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019 เตรียมนำเสนอนวัตกรรมและเทคโนโลยีครบวงจร ภายใต้ 3 โซนจัดแสดงหลัก ได้แก่

1. โซนพาวิเลี่ยนครบวงจร (One-Stop Pack & Print Pavilion) จัดแสดงผลงานและนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลจากทั่วโลก พร้อมบูธบริการให้คำปรึกษาและช่วยจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และเปรียบเสมือนแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อนวัตกรรมการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ผู้ผลิต ผู้บริโภค ซัพพลายเออร์วัสดุการผลิต และผู้ผลิตเครื่องจักรไว้ด้วยกัน เพื่อส่งเสริมโอกาสทางธุรกิจสำหรับบริษัท ผู้ประกอบการ ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

2. โซนเทคโนโลยีการพิมพ์ฉลาก (Labelling Zone) จัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีการพิมพ์ฉลาก ที่ครอบคลุมตั้งแต่เทคโนโลยีใหม่สำหรับการพิมพ์ฉลาก แอปพลิเคชันฉลากบรรจุภัณฑ์ที่ล้ำสมัย การตกแต่งและการปรับแต่งฉลาก และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

3. โซนจัดแสดงต้นแบบ (Prototype & Design Showcase) ที่จัดแสดงผลงานการพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีต้นแบบ เพื่อการออกแบบ การแสดงผล และการผลิตสมัยใหม่ อาทิ ภาพพิมพ์ 3 มิติ และซอฟแวร์ที่เกี่ยวข้อง ต้นแบบงานบรรจุภัณฑ์จากฝีมือนักศึกษา Toyota Art Camp University และผลงานที่ชนะเลิศจากงานประกวด AsiaStar 2019

อีกหนึ่งจุดเด่นของงาน ได้แก่ บริการจับคู่การเจรจาธุรกิจ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับผู้ผลิต ลูกค้า และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยพัฒนาโอกาสทางธุรกิจที่ดีขึ้นสำหรับผู้ประกอบการ ตลอดจนยกระดับความสามารถในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ภายในงาน ยังรวบรวมงานประชุมและสัมมนา จากผู้เชี่ยวชาญในวงการอุตสาหกรรม และผู้ผลิตนวัตกรรมชั้นนำ ซึ่งจะมาแลกเปลี่ยนมุมมอง และอัปเดตกระแสของตลาดที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์และงานบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเหมาะกับทั้งผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักการตลาด รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ต้องการติดตามความเคลื่อนไหวอุตสาหกรรม จากสถิติผู้ลงลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้า พบว่า มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่า 63% จากปี 2560 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในภูมิภาค อาทิ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และอินเดีย และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมสูงถึง 17,000 คน ในปีนี้ และเชื่อว่า แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล จะช่วยสร้างข้อได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมไทยให้เท่าทันโลก สร้างผลลัพธ์การผลิตที่น่าดึงดูดและยั่งยืนในตลาดโลก รวมถึงพัฒนาศักยภาพให้สามารถแข่งขันในเวทีโลก มร.เกอร์นอท กล่าวสรุป

ด้าน นายพงศ์ธีระ พัฒนพีระเดช นายกสมาคมการพิมพ์ไทย กล่าวว่า ตัวเลขมูลค่าอุตสาหกรรมการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ไทยในปี 2561 มีมูลค่าร่วม 3 แสนล้านบาท โดยคิดเป็นมูลค่าอุตสาหกรรมการพิมพ์ราว 40% หรือ 1.2 แสนล้านบาท โดยอุตสาหกรรมการพิมพ์ไทย เป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำสำหรับ 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ หนังสือ หนังสือพิมพ์ วัสดุการพิมพ์ทั่วไป และตลาดการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ ขณะที่ประเทศไทยยังสามารถดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั่วโลก ในฐานะศูนย์กลางการผลิตด้านการพิมพ์และการบรรจุภัณฑ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรการผลิต การส่งเสริมโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องจากทางภาครัฐ รวมถึงความพร้อมด้านแรงงาน ร่วมไปกับนโยบายสนับสนุนจากทางภาครัฐ อาทิ มาตรการจูงใจทางภาษีอากร และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษีอากร สำหรับโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์การพัฒนาประเทศ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)

นายมานิตย์ กมลสุวรรณ นายกสมาคมการบรรจุภัณฑ์ไทย กล่าวว่าอุตสาหกรรมการบรรจุภัณฑ์มีกำลังการผลิตในประเทศสูงถึง 5.83 ล้านตันในปีที่ผ่านมา และจะยังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีราว 10 – 20% โดยคาดว่าตลาดตลาดการการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ทั่วโลก จะมีมูลค่าสูงถึง 8.87 ล้านล้านบาท ในปี 2563 ขณะที่ตลาดในภูมิภาคเอเชียเองมีจะมีความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ขยายถึงราว 40% จากสัดส่วนทั่วโลก ในปี 2565 ซึ่งสะท้อนโอกาสก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมการบรรจุภัณฑ์ไทยที่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิต รองรับการเติบโตดังกล่าว โดยเฉพาะในกลุ่มการพิมพ์บรรจุภัณฑ์ที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากอานิสงค์ของดีมานต์การบริโภคในประเทศและการส่งออก ในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจเวชภัณฑ์และเครื่องสำอาง และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อย่างไรก็ดี นวัตกรรม และเทคโนโลยีสมัยใหม่ จะเป็นข้อท้าทายหนึ่งที่สร้างการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทยในอนาคต ซึ่งผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรมเองต้องปรับทิศทางธุรกิจให้เท่าทันสถานการณ์ตลาด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ผลิตภัณฑ์ที่น่าดึงดูดแก่นักลงทุนทั่วโลก

“แพ็ค พริ้นท์อินเตอร์เนชั่นแนล 2019” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่าง 18 – 21 กันยายน 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.pack-print.de หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ PackPrintInternational

เดกซ์ [ดรีม เอกซ์เพรส] จับมือ ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่ และอีซูซุ จัดฉายภาพยนตร์อันดับ 1 Box Off ประเทศญี่ปุ่น

posted Sep 2, 2019, 10:12 PM by Maturos Lophong


‘One Piece Stampede’ หนังโรงวันพีซเรื่องที่ 14 ครั้งแรกในไทยฉลอง 20 ปีอย่างยิ่งใหญ่ ดึงบอยปกรณ์ ต๊อบ เถ้าแก่น้อย น้าต๋อย เซมเบ้ พร้อมเหล่า Influencer แถวหน้าของเมืองไทยร่วมพากย์สุดมันส์

ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในโอกาสฉลองครบรอบ 20 ปีสุดยิ่งใหญ่ของ วันพีซ (One Piece) หลัง เดกซ์ [ดรีม เอกซ์เพรส] ผู้นำเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ด้านคอนเทนต์ลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น ประกาศจับมือ ไฟว์สตาร์ เอเจนซี่, ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ พร้อมเหล่าพันธมิตรชั้นนำของวงการ จัดฉายภาพยนตร์ยอดนิยมสูงสุดแห่งปีนาทีนี้ ‘One Piece Stampede’ ให้เหล่าแฟนคลับแก๊งค์หมวกฟางได้ชมกับอย่างจุใจ

ล่าสุดภาพยนตร์ One Piece Stampede ทำรายได้ทะยานขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ Box Office ประเทศญี่ปุ่น ทำรายได้สูงสุดถึง 4,000,000 เยน สำหรับในประเทศไทย ภาพยนตร์ ‘One Piece Stampede’ ถูกจัดเป็นตัวเต็ง ในฐานะเบอร์หนึ่งภาพยนตร์การ์ตูนที่ขึ้นแท่นว่าดีที่สุดในปี 2019 เป็นภาพยนตร์ Animation ที่รวบรวมเหล่า Influencer มาร่วมให้เสียงภาษาไทยไว้เยอะที่สุดไม่ว่าจะเป็น น้าต๋อย เซมเบ้ (นักพากย์ระดับตำนาน), พี่่เอ็ด 7 วิ (เจ้าของเพจโฆษณาสุดป่วน), ต๊อบ เถ้าแก่น้อย (วัยรุ่นพันล้าน), บอย ปกรณ์ (นักแสดงซุปเปอร์สตาร์), นิค NRsportsRadio(นักพากย์เกม และพิธีกรชื่อดัง), เบลล์ (เพจขอบสนามชื่อดัง), ไวท์ (เจ้าเพจสอดอStyle คู่รักเน็ตไอดอล) และแป้ง Zbing z. (เจ้าหญิงแห่งวงการเกมส์แคสเตอร์เมืองไทย)



One Piece Stampede’ เปิดฉายรอบพิเศษ 2 - 8 กันยายน นี้ ดูก่อนใครได้ง่ายๆ เพียงคลิ๊กซื้อบัตรได้ที่: http://bit.ly/2XSY6mR และ 13-15 กันยายน นี้ กับไฮไลท์พิเศษฉลอง 20 ปี ‘Gear 4DX Buster Call Edition’ ที่ครั้งนี้จัดหนักจัดเต็มด้วยเอฟเฟกต์ กระแสน้ำ และแรงสั่นสะเทือนที่พิเศษมากขึ้นกว่าเดิม เอฟเฟกต์เคลื่อนไหวรอบทิศทางตอบสนองมากกว่าทุกครั้ง รวมไปถึงฉากเรือรบที่โจมตีกันสนั่นหวั่นไหวเหมือนได้ร่วมรบในศึกสงครามครั้งนี้อย่างสมจริง บัตรชมภาพยนตร์รอบพิเศษได้รับการออกแบบพิเศษในรูปแบบตั๋วเชิญเข้าร่วมงาน PIRATES FEST สนุกกับการถ่ายรูปบัตรเชิญของตัวเองได้ไม่ซ้ำใคร!! เปิดฉายจริง 19 กันยายน นี้ ทุกโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งระบบปกติ 2D และ 4DX พร้อมชุด Bucket Set 2 แบบ ‘โกอิ้ง แมรี่ และเทาซันด์ ซันนี่’, ชุด Combo Set และ Bottle Set ‘ลูฟี่และช้อบเปอร์’ พร้อมป๊อปคอร์นและน้ำอัดลม ให้เลือกสะสมแบบจุใจ

เกาะเต่า เกาะสวรรค์แห่งทะเลอ่าวไทยผลจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากผังเมือง

posted Sep 1, 2019, 9:25 PM by Maturos Lophong



เกาะเต่า เกาะสวรรค์แห่งอ่าวไทยในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างเลือกมาสัมผัสความเงียบสงบและความสวยงามของท้องทะเลในที่แห่งนี้ แต่รู้หรือไม่ว่าในสมัยก่อนเกาะเต่ามีปัญหาด้านระบบสาธารณูปโภค ถนนหนทางไม่ปลอดภัยทำให้นักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุเป็นประจำ ทางกรมโยธาธิการและผังเมือง เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าว จึงเข้ามาดำเนินการพัฒนาคุณภาพถนนให้มีมาตรฐานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของเกาะเต่าให้มีความปลอดภัย และสะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้ชุมชนมีระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดี โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก



นายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง กล่าวว่า “การดำน้ำ ถือเป็นจุดขายของเกาะเต่าแห่งนี้ จุดดำน้ำที่เกาะเต่า มีด้วยกัน 3 จุด ได้แก่ กองหินชุมพร เป็นกองหินใต้น้ำมีความลึก 30-40 เมตร เหมาะกับนักดำน้ำที่มีประสบการณ์ หินใบ เป็นกองหินที่โผล่พ้นน้ำ ความลึกประมาณ 24 เมตร มีฝูงปลาหลากหลายชนิด และกองหินตุ้งกู เป็นกองหินใต้น้ำ มีความลึกสูงสุดประมาณ 30 เมตร ต้องบอกว่า เกาะเต่าหลังจากที่กรมเข้ามาพัฒนาแล้ว ทำให้ถนนหนทางได้มาตรฐานความปลอดภัยและมีความเป็นระเบียบ คนในชุมชนและผู้เกี่ยวข้อง ช่วยกันพัฒนาและแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี ทำให้ชุมชนแห่งนี้มีระบบเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น



การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ต่าง ๆ ถือว่าเป็นการพัฒนาที่ถูกเปลี่ยนให้ดีขึ้น เป็นการรักษาคุณภาพของการท่องเที่ยวของเกาะเต่าให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้น สะดวกสบายมากขึ้น และในอนาคต เกาะเต่ายังมีโครงการพัฒนาก่อสร้างท่าเทียบเรือเพื่อให้สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เกาะเต่าได้รับการพัฒนาโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง ด้วยการมองเห็นถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อม การอนุรักษ์ ความปลอดภัย รวมไปถึงระบบสาธารณูปโภคที่จะส่งผลประโยชน์สูงสุดให้แก่คนในชุมชนและนักท่องเที่ยว จึงทำให้เกาะเต่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของเมืองไทยตามคอนเซ็ปต์เที่ยวไปด้วยกัน ร่วมสร้างเมืองแห่งความสุขไปพร้อมกัน (Planning for happiness)”


ช่องทางการติดตามข้อมูลกรมโยธาธิการและผังเมือง

เว็บไซต์กรมโยธาธิการและผังเมือง www.dpt.go.th

Facebook : @dpt.pr.go.th งานประชาสัมพันธ์กรมโยธาธิการและผังเมือง

Line@ ; @dpt.go.th โยธาและผังเมือง

“รองเท้าแตะช้างดาว” จากนันยาง และ “ทะเลจร” ร่วมมือปลุกจิตสำนึกสังคมไทยลดขยะทางทะเล

posted Aug 14, 2019, 2:33 AM by Maturos Lophong


“รองเท้าแตะช้างดาว” จากนันยาง และ “ทะเลจร”

ร่วมมือปลุกจิตสำนึกสังคมไทยลดขยะทางทะเล

คืนชีวิตรองเท้าแตะถูกทิ้งริมหาด ให้กลายเป็น “รองเท้า KHYA (ขยะ)”

นายจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงที่มาของแนวคิดในการพัฒนารองเท้า KHYA (ขยะ) และเป้าหมายของโครงการในครั้งนี้ว่า เนื่องจากปัญหาขยะทะเลเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งพบว่านอกจากพลาสติกแล้ว รองเท้าโดยเฉพาะรองเท้าแตะ มักถูกพบเป็นขยะทะเลจำนวนมาก “นันยาง” ในฐานะผู้ผลิตรองเท้าได้เห็นถึงปัญหาดังกล่าว และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาโปรเจคใหม่ “รองเท้า KHYA (ขยะ)” ที่เกิดจากการ Upcycled ขยะทะเลที่เป็นรองเท้าแตะให้กลายเป็นรองเท้าแตะคู่ใหม่ขึ้นในครั้งนี้


“โปรเจค “รองเท้า KHYA (ขยะ)” ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นโครงการตัวอย่างและแทนสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อสารกับผู้คนในสังคมพร้อมเชิญชวนให้ตระหนักถึงปัญหาขยะทะเล การมองเห็นคุณค่าของขยะ การนำขยะมาเพิ่มมูลค่า และเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยวิธีการของตนเองได้ตามความถนัด โดยในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือกันระหว่าง “รองเท้าแตะช้างดาว” จากนันยาง และ “ทะเลจร” แบรนด์ Upcycling วัสดุจากทะเลซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงผลกำไรโดย ดร.ณัฐพงศ์ นิธิอุทัย และพันธมิตร โดยรายได้จากการจำหน่ายรองเท้า จะถูกนำกลับไปมอบให้แก่หน่วยงานและโครงการเพื่อสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ต่อไป” นายจักรพล จันทวิมล กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาโปรเจค “รองเท้า KHYA (ขยะ)” ในครั้งนี้ 

ด้านนายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยถึงขั้นตอนการผลิต “รองเท้า KHYA (ขยะ)” ว่า บริษัทฯ ได้รับขยะรองเท้าแตะมาจากกลุ่มอาสาสมัคร Trash Hero ที่รวมตัวกันเก็บขยะทะเลและคัดแยกประเภทขยะ และส่งต่อขยะรองเท้าจำนวนมากไปยัง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ทำการชั่วคราวของกลุ่ม “ทะเลจร” เพื่อเตรียมวัตถุดิบขั้นแรกและส่งต่อมาที่ “นันยาง” เพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตแบบจำนวนมาก (Mass Production) โดยส่วนพื้นล่างของรองเท้า เป็นส่วนพื้นจริงรองเท้าแตะช้างดาว ที่มีความทนทานและเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ทั้งนี้ รองเท้า KHYA (ขยะ)” จะจำหน่ายในราคา 399 บาท (รวมค่าจัดส่งในประเทศไทย) วางจำหน่ายแบบสั่งจองล่วงหน้า (Pre order) เท่านั้น ระหว่างวันที่ 15-23 สิงหาคม 2562 ผ่านช่องทางการสั่งจอง 1. เวปไซต์ www.KHYA.net 2. LAZADA หรือ SHOPEE (ในประเทศไทย) Thailand Post Mart (ส่งทั่วโลก) 3. ที่ทำการไปรษณีย์ไทย 1,400


สาขาทั่วประเทศ และ 4. THP Contact Center 1545 โดยสินค้าจะจัดส่งให้แก่ผู้สั่งจองได้ประมาณเดือน พฤศจิกายน 2562

“รองเท้า KHYA (ขยะ)” 1 คู่ เกิดจากเก็บขยะทะเลประมาณ 5 กิโลกรัม ถ้า 200 คู่ เท่ากับการเก็บขยะ 1,000 กิโลกรัม (1 ตัน) ทั้งนี้โปรเจคดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสังคมที่ต้องการให้เกิดความตระหนักถึงปัญหาและคุณค่าของขยะ และหวังว่าจะเป็นสิ่งที่จุดประกายผู้ประกอบการ นักคิดรุ่นใหม่ ที่จะร่วมกันสร้างโลกให้น่าอยู่ต่อไปโดยรองเท้า KHYA (ขยะ) ที่เปิดตัวในครั้งนี้ จะเปิดจำหน่ายเพียง 9 วันและผลิตตามคำสั่งซื้อเท่านั้น จะไม่ผลิตเกินและไม่ผลิตซ้ำ” นายจักรพล จันทวิมล กล่าวสรุป

สามารถชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.KHYA.net / social media @NanyangLegend

“ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” จัดงานสุดยิ่งใหญ่ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่

posted Aug 4, 2019, 11:16 PM by Maturos Lophong

ยิ่งใหญ่กว่าเดิม “ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจมพีช กรุ๊ป จัดงานสุดยิ่งใหญ่ต้อนรับเดือนแห่งวันแม่ในงาน “DIAMOND IS YOUR BEST FRIEND MOM!” กับบรรยากาศสุดอบอุ่น เหมือน ได้อยู่กับคนในครอบครัว

 ภายในงานจัดกิจกรรมเอาใจคุณแม่และคุณลูกมากมาย เริ่มด้วยโชว์สุดพิเศษจากนายแบบหุ่นล่ำ ที่จะมาอวดเครื่องเพชรสุดหรูหราอลังการ มูลค่านับพันล้านบาท โดยมีไฮไลท์พิเศษจาก 3 นักแสดงคุณแม่ ชื่อดังอย่างคุณ ฮาน่า ทัศนาวลัย, นุ๊ก สุทธิดา และ โอ๋ ภัคจีรา ที่จะมาโชว์เครื่องเพรชและไพลินยักษ์ ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศด้วยน้ำหนักว่า 60 กะรัต มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท โดยมี โก้-ธีรศักดิ์ พันธุจริยา รับหน้าที่พิธีกรดำเนินงาน นอกจากนี้ทุกท่านที่มาร่วมงาน ยังมีสิทธิ์ ร่วมสนุก ลุ้นรับของรางวัลมากมาย อาทิ Gift Voucher จากโรงแรมชูชัยบุรี ศรีอัมพวา ภาพวาดหายาก รวมถึงของสะสมชิ้นโปรดของคุณชูชัย ชัยฤทธิเลิศ มูลค่ารวม 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) 


โดยงานจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 14.00 น. ณ ร้าน Gempeace by Chuchai ชั้น M ศูนย์การค้า ดิเอ็มโพเรียม ชูชัย ชัยฤทธิเลิศ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เจมพีช กรุ๊ป กล่าวว่า “เนื่องในเดือนแห่งวันแม่แห่งชาติบริษัท Gem peace group แบรนด์เครื่องประดับชั้นนำในประเทศไทย จึงมีนโยบายจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด รวมทั้งมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและให้การสนับสนุนแบรนด์ Gempeace by Chuchai ของเราเป็นอย่างดีตลอดมา ทางแบรนด์เล็งเห็นถึงการให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว จึงจัดทำเพชรคอลเลคชั่น สุดพิเศษที่ทำขึ้น เนื่องในวันแม่โดยเฉพาะ 


นอกจากนี้ยังมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าผู้ให้การสนับสนุนทุกท่าน ด้วยการคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพในระดับ Premium และการผลิตที่มีความปราณีต ได้รับการใส่ใจในทุกชิ้นงานเพื่อตอบสนองความต้องการของคุณลูกค้าทุก Lifestyles และเกิดความมั่นใจทุกครั้งที่ได้สวมใส่สินค้าจากทาง Gempeace by Chuchai” ร่วมเติมเต็มความรัก ความอบอุ่นให้กับคนในครอบครัว ด้วยของขวัญสุดพิเศษ และเพลินตาไปกับโชว์เพชรน้ำงามได้ในงาน “DIAMOND IS YOUR BEST FRIEND MOM!” 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยเปิดตัวโครงการ " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ "

posted Jul 29, 2019, 7:47 PM by Maturos Lophong


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ " จัดดีลส่วนลดร้านอาหาร คาเฟ่สุดชิค และโรงแรมกว่า 70 แห่ง พร้อมจับมือองค์กรใหญ่ อาทิ TrueYou , Nok Air , Agoda , Thai Rent A Car มอบส่วนลดครบ สำหรับคนชอบเที่ยว ปลุก กระแสกระตุ้นการท่องเที่ยวภาคอีสานในช่วง ' กรีน ซีซัน '

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ขานรับนโยบายกลไกขยายเศรษฐกิจไปสู่ท้องถิ่น อย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมการตลาดส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี 2562 กระตุ้นการท่องเที่ยวภาคอีสาน พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วง กรีน ซีซั่น ผุดโครงการ " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ " นำเสนอความสวยงามของทัศนียภาพลุ่มแม่น้ำโขง ในช่วงฤดูฝน ควบคู่วิถีชีวิต วัฒนธรรมท้องถิ่น โยงใยไปกับความอุดมสมบูรณ์ ของแหล่งอาหารแม่น้ำโขง ผ่านเมนูจากปลาแม่น้ำ ที่กลายเป็นของดี เด็ด และอร่อย ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส ประสบการณ์วัฒนธรรม อาหารท้องถิ่น ของชุมชนต่างๆ ตอบโจทย์แนวคิด Go For More ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : More Gastronomy" ที่เน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่นำเสนอรูปแบบอาหารที่มีในท้องถิ่น. แถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กรกฎาคม 2562 ณ ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว

นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. เปิดเผยว่า " โครงการ " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ " เป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวประจำปี 2562 และเป็นโครงการที่กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในภาคอีสาน ของ ททท และเพื่อตอบโจทย์แนวคิด เพิ่มวันพัก เพิ่มยอดใช้จ่ายต่อหัว


 เราจึงอยากกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในประเทศช่วง กรีน ซีซัน (Green Season) ช่วงฤดูฝนของบ้านเรา ที่หลายๆ คนไม่นิยมท่องเที่ยวเพราะกลัวเปียก กลัวเลอะเทอะ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในช่วงเวลานี้ เป็นช่วงแห่งความสวยงาม เขียวขจี ชุ่มชื่นและชุ่มฉ่ำ อากาศเย็นสบาย จึงอยากให้นักท่องเที่ยว ได้มีความสุขกับกิจกรรมของโครงการ " ปลาเด็ดเจ็ดย่านน้ำ " ในช่วงเวลานี้ เพราะมันจะเป็นประสบการณ์ การท่องเที่ยวท่ามกลางบรรยากาศที่ดี ที่ได้สัมผัสกับคุณค่าทางวัฒนธรรม ของดีของเด็ดในจังหวัดริมแม่น้ำโขง ที่มาพร้อมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมากมาย

สำหรับรูปแบบของกิจกรรม " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ " ททท. ได้จัดแคมเปญเพื่อมอบเป็นโปรโมชั่น และสิทธิประโยชน์ให้แก่นักท่องเที่ยวไว้มากมาย อาทิ ส่วนลดที่ร่วมกับพันธมิตรกว่า 70 ราย ทั้งร้านอาหาร ร้านคาเฟ่น่าเช็คอิน และที่พักในเมืองรองของภาคอีสาน 10 จังหวัดได้แก่ 7 จังหวัดที่ติดลุ่มน้ำโขง คือ เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และ 3 จังหวัดเชื่อมโยงเมืองหลัก เมืองรองที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว คือ อุดรธานี สกลนคร และ ร้อยเอ็ด โดยรวบรวมดีลพิเศษสูงสุดกว่า 25% ผ่านทางเว็บไซต์ www.isangastronomy.com สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2562 สำหรับสมาชิกรับส่วนลดเพิ่ม เมื่อไปกินเมนูปลาเด็ดของร้านที่เข้าร่วมรายการ และถ่ายรูปพร้อมเช็คอิน 


นอกจากนี้ ททท. ได้จับมือกับภาคเอกชน ประกอบด้วย TrueYou , Nok Air , Agoda , Thai Rent A Car มอบส่วนลดครบจบในตัว สำหรับคนชอบเที่ยว โดยสมาชิกโครงการถ้ามี True-Appication ก็สามารถรับส่วนลดเพิ่มได้อีก 5% , ลูกค้า Nok Air เพียงนำ Board Pass แสดงต่อหน้าร้านค้า รับสิทธิ์ส่วนลดเพิ่มอีก 5% และ พบกับดิวส่วนลดเที่ยวบิน เส้นทางท่องเที่ยวอีสาน 4 จังหวัดได้แก่ เลย อุดรธานี อุบลราชธานี และสกลนคร โดยรับสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ของโครงการ ได้ตั้งแต่ ระหว่างวันที่ 25 - 31 กรกฎาคม และในระหว่างวันที่ 25 - 31 มีนาคม 2562 เท่านั้น และรับส่วนลด รถเช่าในราคาสุดพิเศษ สำหรับรถเช่าภาคอีสานกับ Thai Rent A Car และดิวโรงแรมสุดพิเศษกับอโกด้าอีกกว่า 100 โรงแรม ทั่วอีสาน ผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2562

ท่องเที่ยว สัมผัสวิถีชีวิต ถิ่นอีสาน ล่องเรือชมฝั่งโขง ซึมซับวัฒนธรรม อร่อยล้ำกับเมนูปลาหลากรส คาเฟ่ที่ควรเช็คอิน รวมของดี เด็ดแห่งอีสานบ้านเฮาในโครงการ " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ " กับสิทธิประโยชน์มากมายมากมาย ฝนนี้ ถ้าไม่ไปถือว่าพลาด......





นอกจากนี้ ททท. ได้จับมือกับภาคเอกชน ประกอบด้วย TrueYou , Nok Air , Agoda , Thai Rent A Car มอบส่วนลดครบจบในตัว สำหรับคนชอบเที่ยว โดยสมาชิกโครงการถ้ามี True-Appication ก็สามารถรับส่วนลดเพิ่มได้อีก 5% , ลูกค้า Nok Air เพียงนำ Board Pass แสดงต่อหน้าร้านค้า รับสิทธิ์ส่วนลดเพิ่มอีก 5% และ พบกับดิวส่วนลดเที่ยวบิน เส้นทางท่องเที่ยวอีสาน 4 จังหวัดได้แก่ เลย อุดรธานี อุบลราชธานี และสกลนคร โดยรับสิทธิ์ผ่านเว็บไซต์ของโครงการ ได้ตั้งแต่ ระหว่างวันที่ 25 - 31 กรกฎาคม และในระหว่างวันที่ 25 - 31 มีนาคม 2562 เท่านั้น และรับส่วนลด รถเช่าในราคาสุดพิเศษ สำหรับรถเช่าภาคอีสานกับ Thai Rent A Car และดิวโรงแรมสุดพิเศษกับอโกด้าอีกกว่า 100 โรงแรม ทั่วอีสาน ผ่านทางเว็บไซต์ของโครงการตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2562



ท่องเที่ยว สัมผัสวิถีชีวิต ถิ่นอีสาน ล่องเรือชมฝั่งโขง ซึมซับวัฒนธรรม อร่อยล้ำกับเมนูปลาหลากรส คาเฟ่ที่ควรเช็คอิน รวมของดี เด็ดแห่งอีสานบ้านเฮาในโครงการ " ปลาเด็ด เจ็ดย่านน้ำ " กับสิทธิประโยชน์มากมายมากมาย ฝนนี้ ถ้าไม่ไปถือว่าพลาด......

1-10 of 104