Lifestyle & Events





แม็คโคร เจาะแหล่งปลูกผักในรัฐฉาน สร้างโอกาสเกษตรกรท้องถิ่น

posted Mar 13, 2020, 1:56 AM by Maturos Lophong


แม็คโคร เจาะแหล่งปลูกผักในรัฐฉาน สร้างโอกาสเกษตรกรท้องถิ่น


ร่วมพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อาหาร ส่งผลผลิตป้อนสาขาเมียนมา


บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เจาะพื้นที่รัฐฉาน แหล่งปลูกผักสำคัญ พูดคุยเกษตรกรท้องถิ่นพัฒนามาตรฐานความปลอดภัย ระบบโลจิสติกส์ ตลอดห่วงโซ่อาหาร ป้อนผักคุณภาพส่งขายสาขาแรกในย่างกุ้ง เสริมแกร่งช่องทางตลาดค้าส่งสมัยใหม่ บ่มเพาะแนวคิดความยั่งยืน นำวิถีสมาร์ทฟาร์มเมอร์สู่ชาวสวนเมียนมา

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากแม็คโคร กำหนดแผนการขยายธุรกิจในประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ แม็คโคร ยังคงยึดมั่นนโยบายสำคัญที่ว่าด้วยการสนับสนุนเกษตรกรในท้องถิ่น โดยส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อเสาะหาแหล่งผลิตจากซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน เฉพาะอย่างยิ่ง ผักชนิดต่างๆ ที่ต้องนำมาวางขายภายในสาขาแม็คโครกว่า 500 รายการ เราได้แหล่งซัพพลายที่สำคัญคือ รัฐฉาน ซึ่งผักที่บริโภคในเมียนมามากกว่าร้อยละ 60 มาจากรัฐนี้ทั้งสิ้น

“ทีมงานของแม็คโครได้ลงพื้นที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเครือข่ายเกษตรกรเมียนมาที่ได้มาตรฐาน GAP โดยการเชื่อมโยงผ่านสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมา (UMFCCI) ซึ่งเราพบว่าปัญหาสำคัญของเขาชาวสวนในเมียนมาคือ ไม่มีตลาด ปกติจะส่งขายในตลาดสด แม็คโครจะเข้าไปเป็นช่องทางจำหน่ายเพิ่มเติม สร้างช่องทางการตลาดใหม่ที่ได้มาตรฐานให้กับเกษตรกรกลุ่มนี้”




รัฐฉานถือได้ว่า เป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจที่ กระทรวงการลงทุนและความสัมพันธ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศเมียนมาส่งเสริมให้เกิดการลงทุนและดำเนินธุรกิจด้านเกษตร ซึ่งประชากรในรัฐฉานส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม พืชเศรษฐกิจที่สําคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันฝรั่ง อ้อย อโวคาโด ผัก กาแฟ และชา ส่วนผลิตภัณฑ์จากปศุสัตว์ที่โดดเด่น ได้แก่ เนื้อวัว นมวัว เนื้อไก่ ไข่ไก่ และเนื้อหมู

ทั้งนี้ นอกจากเป็นช่องทางจำหน่ายในรูปแบบการตลาดสมัยใหม่แล้ว ทีมงานแม็คโคร ได้แลกเปลี่ยนความรู้ทางการตลาด เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจกระบวนการทำเกษตรแบบ “การตลาดนำการผลิต” โดยได้แนะนำเทคนิคดูแลผลผลิตตั้งแต่ต้นทาง จนถึงปลายทาง การตัดแต่ง บรรจุ มุ่งเน้นการดูแลหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อยืดอายุ และคงคุณภาพผักที่ดีเอาไว้ ทำให้มีการปรับกระบวนการขนส่ง มาสู่การใช้รถห้องเย็นส่งตรงผลผลิตไปยังแม็คโคร สาขาย่างกุ้ง

“แม็คโครได้ตกลงรับซื้อผักจากเกษตรกรกลุ่มใหญ่ของรัฐฉานที่มีสมาชิกกว่า 200 ราย อาทิ ผักเมืองหนาว ผักพื้นเมือง โดยศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค ผู้ประกอบการร้านอาหารในท้องถิ่นซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของแม็คโคร เรียนรู้และศึกษาตลาดในเมียนมา สำคัญที่สุดคือ การเลือกสินค้ามาจำหน่ายในสาขาต้องผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของแม็คโคร และมาตรฐานระดับสากลที่ได้รับการยอมรับด้วย ”

สำหรับการขยายตลาดมายังประเทศเมียนมา แม็คโครยังคงยึดหลักในการดำเนินธุรกิจที่จะต้องเติบโตควบคู่กับชุมชน สังคม โดยเน้นขับเคลื่อนองค์กรด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ 6 ประการ (Six Goals) ได้แก่




1) การเป็นแหล่งอ้างอิงด้านอาหารปลอดภัย ใส่ใจเรื่องคุณภาพอาหารและความปลอดภัยโดยมุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า ผู้ประกอบการธุรกิจด้านอาหาร และผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และพร้อมจะจับจ่ายเพื่อบริโภคอาหารปลอดภัยได้มาตรฐานสากล ตามที่แต่ละประเทศกำหนดไว้

2) ส่งเสริมการคัดสรรผลิตภัณฑ์อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์ จึงมุ่งทำงานกับผู้ผลิตหรือคู่ค้าที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน

3) ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยตระหนักถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งดำเนินการให้ทุกระบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

4) เป็นที่รักในท้องถิ่น แม็คโครปรารถนาจะเป็นที่รักและสร้างสรรค์ประโยชน์ให้เกิดกับชุมชนอย่างน้อยในแต่ละพื้นที่ที่แม็คโครตั้งสาขาอยู่ อาทิ การจ้างงานในท้องถิ่น การให้ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจค้าปลีกแก่ผู้ประกอบการร้านโชห่วย รวมถึงเด็กและเยาวชนที่เป็นโชห่วยรุ่นเยาว์ ให้นำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ปรับปรุงร้านค้าปลีกในท้องถิ่นให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน




5) สร้างความเจริญเติบโตทางธุรกิจให้กับลูกค้า โดยมุ่งศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้เป็นช่องทางใหม่ในการทำธุรกิจ เป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าทำธุรกิจง่ายขึ้น สะดวกขึ้น มีผลกำไรมากขึ้น และมีการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกการแข่งขันยุคใหม่ ส่งผลให้ลูกค้าผู้ประกอบการพึงพอใจและเป็นลูกค้าสมาชิกของแม็คโครในระยะยาว

6) เป็นองค์กรที่คนทุกรุ่นอยากเข้ามาร่วมงาน เพื่อให้แม็คโครเป็นองค์กรที่น่าทำงานของพนักงานในทุกช่วงวัย จึงมุ่งเน้นพัฒนาบุคลากรให้เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำ และสามารถปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี พร้อมที่จะปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ปัจจุบัน แม็คโครสาขาแรกในเมียนมาได้ดำเนินการก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จ ตั้งอยู่ย่านซัทซัน ใจกลางกรุงย่างกุ้ง โดยมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้

จัสโค สามย่านมิตรทาวน์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

posted Mar 11, 2020, 12:43 AM by Maturos Lophong   [ updated Mar 11, 2020, 12:57 AM ]


จัสโค สามย่านมิตรทาวน์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 

เดินหน้าปฏิวัติโคเวิร์คกิ้งสเปซรูปแบบใหม่ 

ด้วยนวัตกรรมแห่งโลกอนาคต 

‘จัสโค สาขา สามย่านมิตรทาวน์’ โคเวิร์คกิ้งสเปซแห่งใหม่ ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการบนย่านธุรกิจทำเลทองใจกลางเมืองกรุงเทพฯ พร้อมตอบโจทย์การใช้งานให้แก่กลุ่มธุรกิจทุกขนาดได้อย่างดีเยี่ยม 

มอบสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ด้วยพื้นที่อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ 6 ชั้น พร้อมสกายคาเฟ่สุดหรูและทัศนียภาพหลักล้าน ให้สมาชิกได้เติมพลังและผ่อนคลายอย่างเต็มที่ขณะทำงาน 

จัสโค สาขา สามย่านมิตรทาวน์ มอบวิวทิวทัศน์อันสุดแสนวิเศษของเส้นขอบฟ้าใจกลางเมืองกรุงเทพฯ

ให้แก่สมาชิก รวมไปถึงพื้นที่บริเวณสกายคาเฟ่ พื้นที่นั่งทำงานร่วมกัน และลานจัดกิจกรรมขนาดใหญ่


กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 11 มีนาคม 2563 – จัสโค ผู้ให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นระดับพรีเมียมในเอเชีย เดินหน้าส่งมอบพื้นที่การทำงานแห่งโลกอนาคตให้แก่บริษัทนานาชาติและองค์กรขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงบริษัทสตาร์ทอัพ ในวันที่ 10 มีนาคม 2563 นี้ จัสโคได้ประกาศเปิดตัวโคเวิร์คกิ้งสเปซแห่งใหม่เป็นสาขาที่ 3 ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ณ สามย่านมิตรทาวน์ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการเปิดตัวสาขาแรกที่เอไอเอ สาทร ทาวเวอร์ และสาขาที่สอง บนอาคารแคปปิตอล ทาวเวอร์ ออลซีซั่นส์เพลส ถนนวิทยุ

จัสโค สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งอยู่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ บนถนนพระรามที่ 4 และถนนพญาไท โดยมีพื้นที่การใช้งานที่กว้างขวางมากถึง 6 ชั้น ตั้งแต่ชั้นที่ 22 - 27 และมีพื้นที่ใช้สอยรวมแล้วมากกว่า 12,000 ตารางเมตร รองรับสมาชิกได้กว่า 2,500 คน


ตั้งแต่ปี 2554 ที่ผ่านมา จัสโคได้มีการพัฒนาโครงสร้างทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมิติใหม่แห่งการทำงานร่วมกันให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น โดยโซลูชั่นที่จัสโคได้นำเสนอให้แก่สมาชิกนั้น ไม่ได้มีเพียงแค่พื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความเข้าใจในด้านความต้องการของตลาดบนโลกแห่งธุรกิจอีกด้วย ในปัจจุบันจัสโคมีพื้นที่รองรับสำหรับการทำงานมากกว่า 40 สาขาในเมืองหลักของเอเชีย ซึ่งเป็นพื้นที่การทำงานมีความยืดหยุ่นและสามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มธุรกิจที่ทันสมัย อีกทั้งยังมีแพลตฟอร์มต่างๆให้แก่สมาชิก เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการสร้างความสัมพันธ์และการเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างสมาชิกภายในจัสโคอีกด้วย



พื้นที่การทำงานร่วมกันระดับพรีเมียมเพื่อสร้างประสิทธิภาพในการทำงาน

จัสโคสาขาใหม่นี้มีพื้นที่ทำงานพร้อมใช้งานที่พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของทุกธุรกิจและพนักงาน ช่วยลดปัญหาและข้อยุ่งยากในการบริหารจัดการพื้นที่ โดยรวมบริการโต๊ะทำงานแบบ hot desk ห้องทำงานส่วนตัว สำนักงานออกแบบเฉพาะสำหรับบริษัทขนาดใหญ่ ห้องประชุม พื้นที่จัดอีเวนท์และสานสัมพันธ์ คาเฟ่ ห้องคุณแม่ phone booths รวมไปถึงยังมี sky café หรือคาเฟ่ลอยฟ้าที่สวยงาม เพื่อตอบโจทย์สำหรับสมาชิกที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศในการทำงานให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น





นอกจากนี้ พื้นที่ขนาดใหญ่ของจัสโคยังถูกออกแบบมาให้มีหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดานเพื่อให้สมาชิกสามารถรับแสงธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับการดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางให้มีบันไดทอดยาวแบบเจาะทะลุเชื่อมกันทาสีฟ้าอันโดดเด่น เพื่อให้สมาชิกทุกคนสามารถติตต่อกันได้อย่างง่ายดาย ทั้งนี้ยังมีไฟนีออนที่ออกแบบพิเศษ ตลอดจนจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะที่สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ที่มีนักวาดภาพประกอบสาวชาวไทยอันโด่งดังอย่าง ‘ปอม ชาน’ มาร่วมถ่ายทอดผลงานบนผนังของทุกชั้นด้วยเทคนิคการวาดภาพแบบ 3 มิติผ่านการใช้สีสันสดใส เพื่อสร้างความมีชีวิตชีวา


จิตรกรรมฝาผนังอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของจัสโค สาขาสามย่านมิตรทาวน์

สร้างสรรค์โดยนักวาดภาพประกอบชาวไทย ‘ปอม ชาน’

สมาชิกสามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์อันสวยงามของเส้นขอบฟ้าใจกลางเมืองกรุงเทพฯมหานครได้ในทุกพื้นที่ของจัสโค ไม่ว่าจะในขณะนั่งจิบกาแฟที่สกายคาเฟ่ นั่งทำงานจาก Hot Desk หรือนั่งทำงานในบริเวณพื้นที่ทำงานร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานให้ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น หรือหลังจากที่สมาชิกทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน สมาชิกยังสามารถผ่อนคลายด้วยการเดินเล่นหรือช้อปปิ้งภายในห้างสามย่านมิตรทาวน์

การผสมผสานสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานอย่างลงตัวที่ จัสโค สาขา สามย่านมิตรทาวน์

ด้วยคาเฟ่ที่สมาชิกสามารถใช้เป็นที่นั่งจิบกาแฟยามเช้า หรือจะใช้เป็นที่นัดพบปะหากต้องการเปลี่ยนบรรยากาศการทำงานให้รู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

ยกระดับพื้นที่การทำงานให้ก้าวไปอีกขั้น

จัสโคยังมีอีกหนึ่งบริการพิเศษ ได้แก่ โซลูชั่น Enterprise 360 บริการที่จะช่วยออกแบบและสรรค์สร้างพื้นที่การทำงานแบบครบวงจรให้กับธุรกิจทุกขนาด และล่าสุด จัสโคสาขาสามย่านมิตรทาวน์ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการมอบพื้นที่พร้อมทำงานให้กับพนักงานของธนาคารกรุงไทยกว่า 900 คน ในหลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจและพนักงานได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำงานไปจากเดิม องค์กรหลายแห่งต่างหันมาสนใจโซลูชั่นการทำงานแบบยืดหยุ่น อันเนื่องจากประโยชน์ที่ได้รับจากแนวทางการทำงานแบบใหม่ รวมไปถึงสัญญาการเช่าพื้นที่ที่ยืดหยุ่นขึ้น ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายโดยรวม และโปรแกรมต่างๆ ที่ช่วยสร้างความร่วมมือกัน ให้พนักงานเกิดการแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ ที่เป็นผลมาจากโอกาสทางธุรกิจและนวัตกรรมที่เกิดขึ้นในจัสโค





มากกว่าครึ่งหนึ่งของสมาชิกจัสโคเป็นองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทที่ติดอันดับในฟอร์จูน 500 รวมไปถึงธุรกิจขนาดกลางและเล็ก สตาร์พอัพ และฟรีแลนซ์ หลอมรวมเป็นคอมมิวนิตี้ที่มีสมาชิกกว่า 2,500 คน ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงความร่วมมือทางธุรกิจในระดับภูมิภาค ผ่านพื้นที่ทำงานที่มีประสิทธิภาพในเมืองต่างๆ ทั่วเอเชียแปซิฟิก ลูกค้าระดับองค์กรของจัสโคในประเทศไทย อาทิ เฟรเซอรส์ พร็อพเพอร์ตี้ แกรนท์ ธอร์นตัน เจเนอรัล อิเล็คทริค และอินเตอร์ทัช

ให้ประสบการณ์ที่เหนือกว่า ผ่านเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมถึง 8 ประเทศ

ทั้งนี้ สมาชิกกว่า 25,000 คน ภายในเครือข่ายของจัสโคสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย ด้วยแอปพลิเคชั่น JustCo App ซึ่งให้สมาชิกได้เพลิดเพลินไปกับสิทธิพิเศษในการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะใช้แทนพาร์สปอร์ตเพื่อเข้าใช้บริการจัสโคในสาขาไหนก็ได้ในเอเชียแปซิฟิก หรือจะเป็นการรับสิทธิพิเศษต่างๆที่จัสโคได้คัดสรรมาแล้วเพื่อสมาชิกของจัสโคเท่านั้น อาทิ การปลดล็อกประตูอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชั่น การจองห้องประชุมล่วงหน้า หรือการลงทะเบียนเข้าร่วมงานอีเว้นท์ต่างๆแบบเอ็กซ์คลูซีฟ

จัสโคสร้างอนาคตของการทำงาน

ในปีนี้ JustCo Labs ยังได้เข้ามาเปิดตัวในประเทศไทย เพื่อช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์และการเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างสตาร์ทอัพและบริษัทต่างๆภายในเครือข่ายของจัสโค ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่ในประเทศ หรือระหว่างประเทศก็ตาม รวมไปถึง ที่ JustCo Labs ยังได้สร้างสรรค์ระบบนิเวศในการทำงานอันทรงพลัง ซึ่งช่วยให้ธุรกิจทุกขนาดได้รับประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรของจัสโค อาทิ กิจกรรมแฮกกาธอน หรือ มาสเตอร์คลาส เป็นต้น

มร. คง วัน ซิง, ผู้ก่อตั้งและประธานอำนวยการ จัสโค กล่าวว่า “ที่จัสโค เราเชื่อว่าการมอบพื้นที่การทำงานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้า จะเป็นสิ่งที่ช่วยผลักดันผลผลิต ความสำเร็จ ตลอดจนความได้เปรียบทางการแข่งขันในตลาดให้เราเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดย จัสโค สาขา สามย่านมิตรทาวน์ แห่งนี้จะถือเป็นทางเลือกแห่งใหม่ที่ดีที่สุดให้แก่กลุ่มบริษัทที่กำลังมองหาพื้นที่การทำงานร่วมกันที่มีความยืดหยุ่นและสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับภูมิภาคได้อย่างไร้กรอบจำกัด โดยบริการและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยของเรายังจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้แก่สมาชิกได้อย่างแท้จริงอีกด้วย”

การขยายตัวของจัสโคในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เนื่องจากอัตราการเติบโตและความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่มีต่อโคเวิร์คกิ้งสเปซมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเห็นได้ชัดจาก จัสโค สาขาสามย่านมิตรทาวน์ ที่มีอัตราการจองเช่าพื้นที่ตั้งแต่ก่อนเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการมากถึง 50% ทำให้ในช่วงไตรมาสที่สามภายในปีนี้ จัสโคได้เล็งเห็นถึงโอกาส และวางแผนที่จะเปิดตัวสาขาใหม่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯเป็นแห่งที่ 4 ณ อาคาร อัมรินทร์ ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในย่านราชประสงค์ แหล่งรวบรวมทุกไลฟสไตล์การใช้ชีวิตอย่างครบวงจรของทั้งชาวกรุงและนักท่องเที่ยว โดยสาขาใหม่ของจัสโคจะยังคงคอนเซ็ปต์การตกแต่งในสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์เพื่อช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และกระตุ้นประสิทธิภาพการทำงานให้แก่สมาชิก รวมไปถึงยังมีพื้นที่เกมและสันทนาการที่จัดไว้โดยเฉพาะ เช่น โต๊ะปิงปอง เกมปาลูกดอก และตู้เกม เพื่อให้สมาชิกของจัสโคได้พักผ่อนเมื่อเว้นว่างจากการทำงาน ทั้งนี้จัสโคสาขาใหม่ยังมอบสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ให้แก่สมาชิกเหมือนกับสาขาอื่นๆอย่างครบครัน อาทิ โต๊ะทำงานแบบไม่ประจำ (hot desk) ออฟฟิศส่วนตัว ห้องจัดอบรม ห้องประชุมขนาด 6-8 คน และโฟนบูธสำหรับการคุยโทรศัพท์แบบส่วนตัว เพื่อรักษามาตรฐานความเป็นผู้นำในด้านการมอบพื้นที่อันยืดหยุ่นในการทำงานให้กับสมาขิก และเพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีคุณภาพชีวิตและการทำงานอย่างสมดุลและสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน




จัสโคได้รับเงินลงทุนจากการสนับสนุนโดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งสิงคโปร์ GIC (Government of Singapore Investment Corporation) และ Frasers Property Limited ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ดำเนินธุรกิจในหลากหลายประเทศ ทำให้ในปัจจุบันจัสโคมีสาขารวมเกือบถึง 40 แห่ง ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในผู้นำให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นสัญชาติเอเชียเพียงเจ้าเดียวที่มีสาขาในหลายเมืองในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 












และเมื่อในเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา จัสโคได้ร่วมลงมือในกิจการค้ากับ Daito Trust Construction Co., Ltd ซึ่งเป็นบริษัทแนวหน้าด้านการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น โดย Daito Trust ได้มอบเงินลงทุนให้แก่จัสโคเป็นมูลค่าถึง 74 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อให้จัสโคได้รุกหน้าขยายฐานเครือข่ายไปยังประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้เพื่อเป็นการเพิ่มผลประโยชน์ด้านเครือข่ายและเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของสมาชิกที่ทีเพิ่มมากขึ้นในภูมิภาค 
ด้วยสิทธิพิเศษของจัสโคที่ให้สมาชิกสามารถเข้าใช้บริการภายในจัสโคสาขาใดก็ได้ระหว่างการเดินทาง นอกจากประเทศญี่ปุ่นที่เพิ่มมาใหม่แล้วสมาชิกยังสามารถเพลิดเพลินไปกับการใช้งานโคเวิร์คกิ้งสเปซของจัสโคได้ทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ จีน อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย ไต้หวัน และประเทศอื่นๆที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการ 

จากผลสำรวจของ GCUC’s 2019 global co-working report รายงานว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิปิกมีจำนวนของโคเวิร์คกิ้งสเปซที่เกิดขึ้นมากกว่า 11,000 สาขา ซึ่งถือว่าเป็นภูมิภาคที่มีพื้นที่โคเวิร์คกิ้งสเปซมากที่สุดในโลก โดยภายในปี 2020 คาดว่าพื้นที่การทำงานที่ยืดหยุ่นนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากถึง 15% ครอบคลุมพื้นที่ในหลายตลาดบนภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับจัสโค

จัสโคเป็นผู้นำให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นระดับชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก ก่อตั้งในปี 2554 และมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ เราคือผู้สร้างเทรนด์และนิยามใหม่ของการทำงานแบบร่วมกัน คอมมิวนิตี้ของจัสโคเชื่อมต่อกับผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และบริษัทต่างๆ เข้าด้วยกัน เพราะลูกค้าคือหัวใจสำคัญของเรา เราจึงจัดงานสร้างเครือข่าย และสรรหาพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้สมาชิกและพันธมิตรได้เชื่อมต่อ เข้าถึง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เราช่วยให้การทำงานดีขึ้น ด้วยการปฏิวัติวิถีการทำงาน และสร้างคอมมิวนิตี้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยทางเลือกที่ยืดหยุ่น โอกาสใหม่ๆ และประสบการณ์ที่ดีเยี่ยม

“คิด-จาก-ถุง” ทางเลือกสินค้าแฟชันรักษ์โลก

posted Mar 3, 2020, 6:56 PM by Maturos Lophong



“คิด-จาก-ถุง” ทางเลือกสินค้าแฟชันรักษ์โลก ก้าวข้ามกำแพงธุรกิจขายปูน


“เราเติบโตมาจากธุรกิจการผลิตและขายปูนมากว่า 100 ปี แต่วันนี้เราขยายโอกาสด้วยการ Upcycle ถุงปูนที่รอทำลาย ให้เป็นสินค้าแฟชัน-ไลฟ์สไตล์รักษ์โลก ตามหลัก Circular Economy ด้วยโมเดลธุรกิจใหม่ที่มองหาเพื่อนร่วมธุรกิจเป็นพาร์ทเนอร์”

ถุงบรรจุปูนซีเมนต์ที่รอทำลายในโรงงานที่กลายมาเป็นสินค้าสุดแนว ทั้งกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย เป้สุดชิค หลากหลายไอเท็มที่คนสายแฟชันต้องมี (Must Have) ภายใต้ชื่อ “คิด-จาก-ถุง” กลายเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของเอสซีจี ในการชิมลางพลิกบทบาทจากผู้ผลิตซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง สู่การเป็นผู้นำแฟชันไลฟ์สไตล์ ด้วยการหาเพื่อนร่วมทำธุรกิจและชุบชีวิตถุงบรรจุปูนซีเมนต์ให้กลายเป็นสินค้าสายแฟชันที่สะท้อนการใช้ชีวิตแบบรักษ์โลก


สยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer-Cement and Construction Solution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เล่าถึงความยากและความท้าทายในการนำถุงปูนซีเมนต์ที่รอการทำลาย มาเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ด้วยการผลักดันถุงปูนสู่สินค้า “แฟชัน-ไลฟ์สไตล์” ซึ่งนับเป็นคอนเซ็ปต์ที่ข้ามขีดจำกัดของเอสซีจีที่เติบโตมาจากธุรกิจขายปูนและวัสดุก่อสร้าง และไม่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ “สายแฟชัน” แต่ด้วยความเชื่อและความพร้อมในการปรับตัวของทีมงาน ทำให้ความคิดนี้เป็นไปได้แบบไม่ยากนัก

“เราเริ่มจากหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy ที่เป็นแนวทางการทำงานของเอสซีจีเพื่อใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ทำให้มีแนวคิดว่าถุงปูนที่รอการทำลายเหล่านี้ จะต้องไม่กลายเป็นขยะ จึงต้องคิดต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ถุงปูน”

สิ่งสำคัญที่เอสซีจีเริ่มทำเพื่อรุกตลาดที่ไม่มีความคุ้นเคย คือ การหาเพื่อนร่วมธุรกิจเป็นพาร์ทเนอร์ เพื่อร่วมกันคิด ออกแบบ และพัฒนาสินค้า พร้อมร่วมกันทำการตลาด และนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ด้วยกลยุทธ์ในการแบ่งตลาดเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.) กลุ่มลูกค้าที่มองหางานดีไซน์ที่มีลักษณะเฉพาะตัว (Exclusive) มีจำนวนจำกัด (Limited Edition) จึงได้ร่วมมือกับดีไซน์เนอร์ไทยมีชื่อเสียง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้ง ISSUE, KLOSET & ETCETERA, URFACE และล่าสุดคือ Renim Project ที่ทำให้เอสซีจีได้รับโอกาสให้ไปนำเสนอผลงานที่งาน LA Fashion Week และ 2.) กลุ่มลูกค้าทั่วไป (Mass) ที่ต้องการสินค้าที่เน้นการใช้งาน สามารถหาซื้อและเป็นเจ้าของได้ง่าย จึงได้พัฒนาสินค้าภายใต้แบรนด์ “คิด-จาก-ถุง”

หลังจากเปิดตัวกระเป๋าถุงปูนได้ไม่นาน ทั้งกระเป๋าถุงปูนคอลเลคชันพิเศษ และแบรนด์ ”คิด-จาก-ถุง” ทำให้เอสซีจีมียอดขายกระเป๋าถุงปูนเติบโตเกินคาด จนต้องมีกลยุทธ์ต่อยอดความสำเร็จ โดยเตรียมเปิดตัวคอลเลคชันใหม่ ๆ ร่วมกับดีไซน์เนอร์ เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมรักษ์โลกของผู้บริโภคที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง



“เราต่อยอดความสำเร็จด้วยการดีไซน์สินค้าใหม่ออกมาเรื่อย ๆ ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ หาช่องทางเข้าไปร่วมมือกับดีไซน์เนอร์เก่ง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และสร้างความแปลกใหม่ให้วงการแฟชันอย่างต่อเนื่อง”


การกระโดดเข้ามาบนถนนแฟชันทำให้ได้ค้นพบคำตอบที่สร้างโอกาสมหาศาล แม้ในภาวะเศษฐกิจชะลอตัว แต่สินค้ากลุ่มแฟชันกลับเติบโต แม้ว่าจะมีราคาสูง แต่ก็ยังมีกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อพร้อมจะสนับสนุนหากเป็นแบรนด์ที่ถูกใจ ตอบโจทย์เรื่องดีไซน์และการใส่ใจสิ่งแวดล้อม


“หากโดนใจผู้บริโภค ลูกค้าชอบ ก็ขายได้ เพราะฉะนั้น ต่อให้ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าแฟชันและไลฟ์สไตล์ยังขายได้ หากหมั่นพัฒนาตัวเองโดยยึดความต้องการลูกค้าเป็นตัวตั้ง”

สยามรัฐ ยังถอดบทเรียนความสำเร็จของการก้าวอีกขั้นจากการเป็นผู้ผลิตปูน สู่ผู้พัฒนาสินค้าแฟชัน ด้วย “How to ทำอย่างไรให้อยู่รอด” ด้วย 3 หลักคิด ได้แก่ 1.) รู้จักลูกค้า เป็นโจทย์แรกที่สำคัญที่สุดที่จะนำไปสู่การหาคำตอบเพื่อสร้างสินค้าที่ลูกค้าต้องการ 2.) ไม่เก่งอย่าทำเอง หลายธุรกิจพลาด เพราะคิดว่าคนเก่งจะต้องทำเองได้หมดทุกอย่าง แต่การหาพารท์เนอร์และพันธมิตรเก่ง ๆ มาเสริมทัพธุรกิจ จะนำไปสู่สินค้าข้ามเซ็คเมนท์ที่ธุรกิจผลิตได้ และ 3.) อย่าถอย ทุกวันนี้ไม่สามารถใช้โมเดลธุรกิจแบบเดิมได้ หรือหากมัวแต่กลัวว่าจะทำไม่ได้หรือรอให้ภาพชัดเจนก่อนค่อยทำอาจจะไม่ทันการณ์ ดังนั้น จึงต้องลองลงมือทำ เพียงแต่การลองสิ่งใหม่จะต้องยึดหลักไม่ท้อถอยและ “ต้องหมุนเร็ว”


“นี่เป็นสามข้อที่ทำให้เราอยู่ได้ในสภาวะที่มีการแข่งขันรวดเร็ว ซึ่งช่วยสร้างให้โมเดลธุรกิจ คิด-จาก-ถุง คืนชีวิตและเพิ่มมูลค่าให้กับถุงปูนแทนการทำลาย และเป็นการช่วยลดโลกร้อนตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกด้วย” สยามรัฐ กล่าวทิ้งท้าย 


ผู้สนใจสินค้า “คิด-จาก-ถุง” สามารถหาซื้อได้ที่ SCG Experience, SCG Online Store และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาลาดพร้าว สำหรับแฟชั่นแนวสตรีทแวร์จากถุงปูนของ Renim Project หาซื้อได้ที่ www.renimproject.com ร้าน Absolute Siam Store Siam center ร้าน CAZH Siam Discovery ร้าน CAZH ICONSIAM และ SCG Experience หรือสามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของเอสซีจีได้ที่ https://scgnewschannel.com / Facebook: scgnewschannel / Twitter: @scgnewschannel หรือ Line@: @scgnewschannel

“True 5G อัจฉริยภาพสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืนของเรา”

posted Feb 20, 2020, 2:19 AM by Maturos Lophong



ทรู ชูวิสัยทัศน์ “True 5G อัจฉริยภาพสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืนของเรา”

มุ่งสร้างโลกใหม่ ดึงอัจฉริยภาพในตัวคนไทยทุกคน ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบ True 5G

เพื่อเสริมศักยภาพให้คนไทยและประเทศไทยเป็นที่หนึ่งอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

ด้วยความครบที่เหนือกว่า ทั้งคลื่นถึง 7 ย่านความถี่ พันธมิตรระดับโลก

กับโซลูชันและเทคโนโลยีอัจฉริยะ True 5G

พร้อมชวนคนไทยร่วมเป็น ทรู “First 5G Citizen” กับ 5 ฮีโร่ต้นแบบที่จะก้าวสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืน


กลุ่มทรู ผู้นำดิจิทัลไลฟ์สไตล์ครบวงจร ชูวิสัยทัศน์ True 5G อัจฉริยภาพสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืนของเรา มุ่งนำอัจฉริยภาพของเทคโนโลยี 5G เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกมิติ เพื่อก้าวสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืน ด้วยความเชื่อว่า เครือข่าย True 5G จะไม่เป็นเพียงแค่สัญญาณมือถือ แต่เป็นสัญญาณยกระดับศักยภาพของประเทศ ให้มีอัจฉริยภาพเหนือกว่าอย่างยั่งยืนด้วยเครือข่ายอัจฉริยะ True 5G ผู้นำเครือข่ายที่ดีที่สุด พร้อมนำคลื่น 5G ที่ประมูลได้มาอย่างคุ้มค่าทั้งย่าน 2600 MHz และ 26 GHz ร่วมกับคลื่น 700 MHz เดิมและคลื่นอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว มาเสริมศักยภาพคลื่นทรูให้แข็งแกร่ง ย้ำภาพผู้นำที่มีคลื่นครบมากสุดในอุตสาหกรรม และครอบคลุมถึง 7 ย่านความถี่ ผนวกผู้นำพันธมิตรที่โดดเด่นทั้งในประเทศและระดับโลกอย่างไชน่าโมบายล์ โอเปอเรเตอร์รายใหญ่ มีลูกค้ามากที่สุดในโลก และเปิดให้บริการ 5G บนคลื่น 2600 MHz เป็นรายแรกของโลก ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักของกลุ่มทรูที่พร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ ผสานจุดเด่นที่เหนือกว่าในด้านความเป็นผู้นำดิจิทัลเทคโนโลยีและโซลูชันที่มีระบบนิเวศด้านดิจิทัลครบวงจรรายเดียวในไทย มีโซลูชันและเทคโนโลยีอัจฉริยะทั้ง AI, Robotics, Deep Data Analytics และ Smart IoT ทำให้มั่นใจว่า True 5G จะเป็นเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่พร้อมสร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืนเพื่อให้คนไทยเป็นที่หนึ่งไปด้วยกัน ปูรากฐานสำคัญในการใช้เทคโนโลยี 5G ยกระดับประเทศไทย เสริมศักยภาพการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างยั่งยืน ชวนคนไทยร่วมเป็น ทรู “First 5G Citizen” กับ 5 ฮีโร่ต้นแบบที่สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีอัจฉริยะ 5G ในโลกใหม่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนใน 5 มิติ ได้แก่ โลกแห่งความปลอดภัย กับ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ , โลกแห่งการศึกษา กับ เฌอปราง อารีย์กุล, โลกแห่งเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม กับ อเล็กซ์ เรนเดลล์, โลกแห่งสุขภาพ กับ “หมอเจี๊ยบ” ลลนา ก้องธรนินทร์ และ โลกแห่งความบันเทิง กับ “ไอซ์” พาริส อินทรโกมาลย์สุต พร้อมชวนสัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงบนเครือข่าย True 5G ที่ดีที่สุดเพื่อคนไทย ได้แล้ววันนี้ ที่ ทรูช้อปและทรูสเฟียร์ 11 สาขา และ สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 4 สถานี



นายสุภกิจ วรรธนะดิษฐ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านการพาณิชย์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ “True 5G อัจฉริยะภาพสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืนของเรา” กลุ่มทรูมีเจตนารมณ์และมุ่งมั่นนำอัจฉริยะของเทคโนโลยี 5G มาสร้างให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไทยและประเทศไทย มุ่งสู่โลกใหม่ที่มีความยั่งยืน โดยต่อยอดความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าของกลุ่มทรูในฐานะผู้นำเทคโนโลยีและโซลูชัน ที่จะนำเทคโนโลยี 5G มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ที่เป็นจริงได้ จากคลื่นความถี่ 5G ที่กลุ่มทรูประมูลมาได้อย่างคุ้มค่าตามที่ได้ประเมินไว้ ซึ่งการประมูลในครั้งที่ผ่านมาล่าสุดนี้ กลุ่มทรูชนะประมูลได้คลื่น 2600 MHz จำนวน 90 เมกะเฮิรตซ์ และ 26 GHz จำนวน 800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งคลื่น 2600 MHz และ 26 GHz นั้น จะเป็นคลื่นที่ให้บริการ 5G ที่ดีที่สุด อีกทั้งยังประมูลมาได้ในราคาที่เหมาะสม นับได้ว่าครั้งนี้กลุ่มทรูประมูลได้ “คลื่นที่ดีที่สุด และคุ้มค่าที่สุด” ตามแผนที่วางไว้ เพื่อมาร่วมใช้กับคลื่น 700 MHz ที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะสร้างความคุ้มค่าทั้งสำหรับนักลงทุนและลูกค้าของกลุ่มทรู อีกทั้งยังย้ำภาพความเป็นผู้นำเครือข่ายที่ดีที่สุดของกลุ่มทรูที่มีคลื่นครบสุดและครอบคลุมสุด โดยทรูเป็นโอเปอเรเตอร์รายเดียวที่มีคลื่นครบถึง 7 ย่านความถี่ โดยเฉพาะย่านความถี่ต่ำที่หลากหลายมากที่สุดและมีแบนด์วิธมากที่สุด ทั้ง คลื่น 700 MHz, 850 MHz และ 900 MHz รวมทั้งยังมีคลื่นความถี่กลางทั้ง 1800MHz, 2100 MHz, 2600 MHz และคลื่นความถี่สูง 26 GHz”

นายสุภกิจ กล่าวเสริมว่า “สำหรับการให้บริการ 5G นั้น ทรูมีความพร้อมสูงสุด ทั้งด้านความเป็นผู้นำด้านเครือข่ายที่ดีที่สุดของกลุ่มทรูที่มีคลื่นครบและครอบคลุมที่สุด ผสานกับจุดเด่นในเรื่องความครบครันของพันธมิตรชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลก อย่างไชน่าโมบายล์ พันธมิตรผู้ถือหุ้นของทรู ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ชั้นนำของโลก ที่มีฐานลูกค้ามากที่สุดในโลก 925 ล้านราย และเปิดให้บริการ 5G เป็นรายแรกของโลก บนคลื่นความถี่ 2600 MHz ที่พร้อมสนับสนุนทั้งในด้านองค์ความรู้ ความชำนาญ และ Best Practice รวมถึงพันธมิตรด้านเน็ตเวิร์คและดีไวซ์ ตลอดจนความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลเทคโนโลยีของกลุ่มทรูที่ครบวงจรรายเดียวในประเทศ ที่มีโซลูชันและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้ง AI, Robotics, Deep Data Analytics และ Smart IoT มั่นใจว่าจะสร้างความเหนือชั้นของเทคโนโลยีอัจฉริยะแบบ True 5G ที่พร้อมเสริมและดึงอัจฉริยภาพในตัวคนไทยทุกคน เพื่อสร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืนในหลากหลายมิติ พร้อมชวนคนไทยร่วมเป็นทรู #First 5G Citizen เช่นเดียวกับ 5 ฮีโร่ต้นแบบที่เชื่อมั่นในอัจฉริยภาพของ True 5G ที่เป็นมากกว่าสัญญาณมือถือ แต่เป็นสัญญาณยกระดับศักยภาพของประเทศ และวันนี้ ทรูพร้อมแล้วที่จะให้ชาวไทยได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงบนเครือข่ายอัจฉริยะ True 5G บนคลื่น 2600 MHz ซึ่งเป็นคลื่นความถี่เดียวกับที่ชนะการประมูล ณ ทรูช้อป และทรูสเฟียร์ 11 สาขา ได้แก่ สยามสแควร์ซอย 2, ซอย 3, พารากอน, ดิจิทัลเกตเวย์, เซ็นทรัลเวิลด์,ไอคอนสยามและเอ็มควอเทียร์ รวมทั้ง สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน 4 สถานี ได้แก่ วัดมังกร, สามยอด, สนามไชย และอิสรภาพ

นายโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “โลกใหม่ของ 5G ที่สมบูรณ์แบบไม่ใช่แค่เรื่องของเครือข่ายหรือความเร็วเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีอัจฉริยะ ที่จะช่วยยกระดับการดำเนินชีวิตในทุกมิติ สร้างโลกใหม่ที่ยั่งยืนของทุกคน พร้อมพาคนไทยและประเทศไทยเป็นที่หนึ่งไปด้วยกัน ถ่ายทอดผ่านแคมเปญสื่อสารชุดใหม่ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ True 5G อัจฉริยภาพสู่โลกใหม่ที่ยั่งยืนของเรา ผ่าน 5 คนดังที่มีภาพลักษณ์ความเป็นฮีโร่ต้นแบบในด้านต่างๆ ที่พร้อมจะนำเทคโนโลยีอัจฉริยะของ True 5G ร่วมเปลี่ยนประเทศของเราให้ดีขึ้น ได้แก่ บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ ในฐานะจิตอาสาด้านสังคมสงเคราะห์ที่ทำงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยมานานกว่า 30 ปี เป็นต้นแบบด้านความปลอดภัย (World of Security) สะท้อนประโยชน์ของ 5G ที่จะ “เปลี่ยนทุกการช่วยเหลือให้ทันท่วงที”, เฌอปราง อารีย์กุล เกิร์ลกรุ๊ป BNK48 ที่ได้ชื่อว่าเป็นเยาวชนต้นแบบด้านการศึกษา (World of Education) สิ่งที่จะทำให้ประเทศดีขึ้นคือการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กในเมืองและเด็กชนบท ซึ่งสะท้อนประโยชน์ของ 5G ที่จะ “เปลี่ยนทุกการศึกษาให้เท่าเทียม”, อเล็กซ์ เรนเดลล์ นักแสดงหนุ่มหัวใจอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่ฝันจะให้เด็กๆ และคนเมืองเข้าใจ รู้สึกหวงแหน พร้อมร่วมกันปกป้องฟื้นฟูระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมให้มีความสมดุล เป็นต้นแบบด้านเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม (World of Agriculture and Environment) สะท้อนประโยชน์ของ 5G ที่จะ “เปลี่ยนทุกระบบนิเวศให้สมดุล”, “หมอเจี๊ยบ” ลลนา ก้องธรนินทร์ อดีตนางสาวไทย นักแสดง และแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Let’s Be Heroes เพื่อช่วยเหลือคนในพื้นที่ห่างไกล ต้นแบบด้านสุขภาพ (World of Health and wellness) สะท้อนประโยชน์ของ 5G ที่จะ“เปลี่ยนทุกการดูแลให้ทั่วถึง” และ “ไอซ์” พาริส อินทรโกมาลย์สุต นักแสดงและนักร้องคลื่นลูกใหม่ที่มีความฝันที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในทุกพื้นที่ผ่านเสียงเพลง เพื่อเป็นแรงใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่มุ่งมั่นฟันฝ่าอุปสรรคและทำตามความฝันของตนเองจนสำเร็จ เป็นต้นแบบด้านความบันเทิง (World of Entertainment) สะท้อนประโยชน์ของ 5G ที่จะ “เปลี่ยนทุกแรงบันดาลใจให้ไร้ขอบเขต” สำหรับแคมเปญชุดนี้จะเริ่มเผยแพร่ผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์และ YouTube ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป







วันรักนกเงือก” ครั้งที่ 21

posted Feb 17, 2020, 12:42 AM by Maturos Lophong


ผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกายคู่รัก HORNBILL ร่วมกับ มูลนิธิศึกษาวิจัยนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดกิจกรรม “วันรักนกเงือก” ครั้งที่ 21 

เพื่อเปิดโครงการประกวดออกแบบลวดลาย “เสื้อคู่รัก” (HORNBILL LOVER) ให้ประชาชนทั่วไป นิสิต นักศึกษา ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ที่สะท้อนถึงความรักแท้ ผ่านลวดลายเสื้อ ชิงรางวัลมูลค่ากว่า 70,000 บาท


โดยมี (จากซ้าย) สวัสดิ์ โพธิ์สินสมวงศ์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย HORNBILL , ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. พิไล พูลสวัสดิ์ , ชาคริต – ภัททิรา – น้องโพธิ์ แย้มนาม , รองศาสตราจารย์ ดร. พลังพล คงเสรี คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกัน 




Thailand Coffee Fest 2020

posted Feb 13, 2020, 5:38 PM by Maturos Lophong



สุดยอดงานมหกรรมกาแฟที่ใหญ่ที่สุดในเซาท์อีสต์ เอเชีย Thailand Coffee Fest 2020

โชว์ศักยภาพอุตสาหกรรมกาแฟไทย ก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตชั้นนำ ของอาเซียน


สมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) ร่วมกับพันธมิตร แถลงข่าวการจัดงาน “Thailand Coffee Fest 2020 ครั้งที่ 5” งานมหกรรมกาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 12-15 มีนาคม 2563 ที่ อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 5-6 เมืองทองธานี ภายใต้ธีมงาน Coffee wisdom : เรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน โดยมีตัวแทนภาครัฐ นายสนอง จรินทร ผอ. สถาบันวิจัยพืชสวนฯ พร้อมด้วย นายอภิชา แย้มเกษร อุปนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย นายช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ พร้อมด้วยพันธมิตรร่วมงาน โดยชูไฮไลท์การประกวด สุดยอดกาแฟที่ดีที่สุดของไทย รับถ้วยพระราชทานรางวัลชนะเลิศจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมชมโชว์พิเศษจากบาริสต้าไทยในเวทีโลก คุณเบญจ เขมาชีวะ เจ้าของรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 Aeropress World Championships 2019 และเจ้าของรางวัลชนะเลิศ World Siphonist Champion 2018 คุณกษมา กันบุญ ร่วมโชว์และชงให้ได้ลิ้มรสชาติของกาแฟไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก

นายอภิชา แย้มเกษร อุปนายกสมาคมกาแฟพิเศษไทย (Specialty Coffee Association of Thailand) หรือ SCATH กล่าวว่า การจัดงาน Thailand Coffee Fest 2020 ในครั้งนี้ นับเป็นปีที่ 5 โดยร่วมกับ บริษัท คลาวนด์แอนด์กราวน์ จำกัด ที่ร่วมสานต่อความสำเร็จของงานมหกรรมกาแฟที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมและผลักดันธุรกิจกาแฟไทยให้เกิดการเติบโตในตลาดกาแฟ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมยังสนับสนุนผู้อยู่ในทุกๆ กระบวนการของธุรกิจกาแฟตั้งแต่ เกษตรผู้ปลูก ผู้แปรรูป โรงคั่วกาแฟ บาริสต้า จนถึงผู้บริโภค เพื่อให้วงการกาแฟไทยเติบโตไปอย่างยั่งยืน ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และเอกชนเป็นอย่างดี ในการผลักดันและสนับสนุน ทั้งการพัฒนาการผลิตในทุกกระบวนการ การเพิ่มประสิทธิภาพของผลผลิต รวมถึงพัฒนาด้านการตลาด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมทั้งรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากมีการร่วมมือกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในกลุ่มอาเซียนที่จะสามารถก้าวขึ้นเป็นแหล่งผลิตกาแฟชั้นนำของโลกได้




เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง

posted Feb 12, 2020, 2:29 AM by Maturos Lophong



เอสซีจี จับมือ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และสยามคูโบต้า

หนุนชุมชนแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยตนเอง ด้วยความรู้คู่คุณธรรม

ภายใต้โครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง”


12 กุมภาพันธ์ 2563: กรุงเทพฯ - เอสซีจี ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และสยามคูโบต้า เปิดตัวโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเอสซีจีครบรอบ 108 ปี ในปี 2564 สนับสนุนให้ชุมชนลุกขึ้นแก้ปัญหาภัยแล้งด้วยตนเองตามแนวพระราชดำริ ที่ใช้ ‘ความรู้คู่คุณธรรม’ ทั้ง ‘ความรู้’ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อตรวจสอบแหล่งน้ำ วางแผนจัดทำผังน้ำ และการใช้น้ำที่เหมาะสมกับความต้องการของชุมชน ตลอดจนส่งเสริม ‘คุณธรรม’ ให้คนในชุมชน ‘รู้ รัก สามัคคี มีส่วนร่วม และพึ่งพาตนเอง” จัดสรรแบ่งปันน้ำอย่างเป็นธรรม โดยมีชุมชนแกนนำของอุทกพัฒน์ฯ และเอสซีจี ร่วมเป็นพี่เลี้ยง ตั้งเป้าพัฒนา 108 ชุมชน แบ่งปันความรู้สู่ชุมชนอื่นต่อไป

องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ เกษม วัฒนชัย ในฐานะประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจี กล่าวว่า จากการที่เอสซีจีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) มาตั้งแต่ปี 2558 ในการสนับสนุนชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากให้บริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ด้วยการพึ่งพาตนเอง ใน 9 พื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยให้มีน้ำสำรองกว่า 16 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนกว่า 6,700 ครัวเรือน มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร



ด้วยเล็งเห็นว่าปัญหาภัยแล้งปีนี้รุนแรงมากที่สุดในรอบ 40 ปี และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างมาก เอสซีจี จึงได้ร่วมกับ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และสยามคูโบต้า จัดโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเอสซีจีครบรอบ 108 ปี ในปี 2564 ส่งเสริม 108 ชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก แต่มีความสามัคคี เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ให้สามารถวางแผนการจัดการน้ำด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งได้ด้วยตนเองตลอดกระบวนการ โดยใช้ระยะเวลา 2 ปี ภายใต้งบประมาณ 30 ล้านบาท และมีชุมชนแกนนำของอุทกพัฒน์ฯ รวมทั้งเอสซีจีร่วมเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ชุมชนรอดพ้นวิกฤตและไม่ประสบภัยแล้งอีกต่อไป พร้อมได้รับความช่วยเหลือจากกำลังพลกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ร่วมสำรวจและพัฒนาพื้นที่ประสบภัยแล้งด้วย

ปัจจัยสำคัญของการอยู่รอดจากภัยแล้งอย่างยั่งยืนนั้น คือ “คนในชุมชนต้องร่วมแก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยใช้ความรู้คู่คุณธรรม” ซึ่งต้องเริ่มจากการทำให้คนในชุมชนมีความรู้ รัก สามัคคี ลุกขึ้นมาพึ่งพาตนเอง และแก้ไขปัญหาร่วมกัน ขณะเดียวกันต้องสร้างการมีส่วนร่วมให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ และส่งเสริมคุณธรรมให้เกิดการแบ่งปันการใช้น้ำอย่างเป็นธรรม ไม่เช่นนั้นอาจเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ หากชุมชนสามารถจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ก็จะช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งน้ำแล้งและน้ำหลาก มีน้ำมาใช้ในการเพาะปลูก ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้ ขจัดความยากจนให้หมดไป

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ภัยแล้งเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงไปทั่วโลกจากความผันผวนของภูมิอากาศ สำหรับประเทศไทย แม้จะมีฝนตกเฉลี่ย 7-8 แสนล้าน ลบ.ม. ต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชน แต่หลายภาคส่วนยังขาดองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ จึงเกิดความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีกับความต้องการใช้ ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ดังนั้น จึงต้องเก็บกักน้ำในช่วงเวลา 3-4 เดือนที่มีน้ำ ให้พอใช้ในอีก 9 เดือนที่เหลือ เพื่อแก้ไขภัยแล้งได้สำเร็จ และคนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง เพราะเป็นผู้ที่เข้าใจสภาพพื้นที่ของตัวเองดีที่สุด รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการน้ำ ให้สามารถมีน้ำใช้ได้ตลอดปี ไม่ประสบภัยแล้งอีกต่อไป 

“ชุมชนที่จะแก้ปัญหาภัยแล้งได้นั้น 1. ต้องเป็นชุมชนเข้มแข็ง มีความรู้และความสามัคคี ต้องการลุกขึ้นมาจัดการน้ำด้วยตนเอง 2. มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้เคียง 3. หาที่กักเก็บน้ำ โดยอาจปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้น้ำ และใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการน้ำ กระจายน้ำสู่ชุมชน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม GPS และโซลาร์ฟาร์มเพื่อประหยัดไฟฟ้า ซึ่งถ้าทุกคนลุกขึ้นมาช่วยกันก็จะสามารถข้ามผ่านวิกฤตภัยแล้ง และมีน้ำกิน น้ำใช้ อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร” ดร.สุเมธ กล่าว

ด้าน นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 41 ปีที่สยามคูโบต้าอยู่เคียงข้างเกษตรกรไทย ทำให้เราเห็นผลกระทบของภัยแล้งที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง หากเกษตรกรไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดี ก็จะทำให้การเพาะปลูกยากขึ้น ส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้ สยามคูโบต้ามีความเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรและอะกริโซลูชันเกษตรครบวงจร หรือ KAS จึงได้สนับสนุนความรู้และการขุดแหล่งน้ำด้วยรถขุดขนาดเล็กคูโบต้า โดยมุ่งหวังว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในครั้งนี้จะช่วยให้ชุมชนมีสระน้ำที่สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและรายได้ที่มั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเกษตรกรรมของประเทศไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกอย่างยั่งยืน”



นอกจากนี้ เอสซีจียังแบ่งปันน้ำที่ผ่านกระบวนการบำบัดแล้วจำนวนประมาณ 4 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี ให้ชุมชนรอบโรงงานได้รับประโยชน์สำหรับทำการเกษตรในพื้นที่กว่า 4,000 ไร่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการเพาะปลูก และเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร พร้อมตรวจสอบคุณภาพน้ำและผลผลิตทางการเกษตรที่ใช้น้ำบำบัดของโรงงานตามมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสนับสนุนพื้นที่ในเหมืองทราย 8 แห่ง และพัฒนาเหมืองเก่า 7 แห่ง ให้สามารถกักเก็บน้ำได้รวม 44.3 ล้าน ลบ.ม. เพื่อมอบให้เป็นแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ของชุมชน

เอสซีจี และเครือข่าย เชื่อมั่นว่าหากชุมชนมีความสามัคคีและลุกขึ้นมาจัดการน้ำแบบพึ่งพาตนเอง โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีในการวางแผนการใช้น้ำ จะช่วยให้มีน้ำสำรองไว้ใช้เพื่อการอุปโภค-บริโภค และทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป โดยชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ สามารถติดต่อได้ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โทร.086-626-6233 หรืออีเมล agro@hii.or.th

ธ.ออมสิน เปิดสนามเทนนิสสีชมพู

posted Feb 11, 2020, 1:15 AM by Maturos Lophong

 


ธ.ออมสิน เปิดสนามเทนนิสสีชมพู GSB Centre Court ในการแข่งขันเทนนิสหญิงรายการ "จีเอสบี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2020"


ดร.ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน พร้อมด้วยนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ปรึกษาการจัดการแข่งขันเทนนิสหญิง “ดับเบิลยูทีเอ อินเตอร์ เนชันเนลซีรีส์ ทัวร์นาเม้นท์” ร่วมพิธีเปิดสนามแข่งขันเทนนิส "GSB Centre Court" และเปิดการแข่งขันเทนนิสหญิงรายการ "จีเอสบี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2020 พรีเซนเต็ด บาย อีเอ" มีกำหนดจัดการแข่งขันจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งธนาคารออมสินเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ เพื่อผลักดันและยกระดับวงการกีฬาเทนนิสของไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันในระดับโลกต่อไป รวมทั้งยังส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจเมืองหัวหิน โดยมีนายโชคชัย คุณาวัฒน์ รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มปฏิบัติการ นายพัชรพงษ์ อนนต์ศิริพร ผู้ช่วยผู้อำนวยการธนาคารออมสิน สายงานบริหารธุรกิจลูกค้าบุคคล นายธงชัย ศรีมณฑก ผู้อำนวยการธนาคารออมสินภาค 4 และนายนพพร บุญลาโภ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมงาน ณ จีเอสบี เซ็นเตอร์คอร์ท สนามทรู อารีน่า หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อเร็วๆนี้

สำหรับ "GSB Centre Court" สนามเทนนิสแห่งแรกในเอเชียที่เป็นสีชมพู และมีมาตรฐานระดับโลก มีความทันสมัย สะดวกสบาย เทียบเท่าสนามเทนนิสในต่างประเทศ โดยจะใช้สนับสนุนการแข่งขันเทนนิสรายการระดับโลกต่างๆ เช่น รายการ "จีเอสบี ไทยแลนด์ โอเพ่น 2020 พรีเซนเต็ด บาย อีเอ" เป็นต้น



แม็คโครสร้างอาชีพ จับมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ติดปีกร้านโชห่วย

posted Jan 28, 2020, 2:21 AM by Maturos Lophong



แม็คโครสร้างอาชีพ จับมือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า

ติดปีกร้านโชห่วยไทยครบวงจรสู่ Smart โชห่วย



บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) จับมือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้า “โครงการพัฒนาร้านค้าปลีกยุคใหม่ สู่ Smart โชห่วย” เต็มพิกัด ปล่อยขบวนคาราวานทีมแม็คโครมิตรแท้โชห่วย พร้อมด้วยทีมนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ได้รับการฝึกอบรมการพัฒนาร้านค้าปลีก เพื่อยกระดับศักยภาพร้านค้าโชห่วยไทยทั่วประเทศก้าวสู่ Smart โชห่วยอย่างเข้มแข็ง พร้อมพัฒนาและส่งเสริมการสร้างผู้ประกอบการร้านค้าโชห่วยไทยตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างครบวงจร

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด เปิดเผยว่า แม็คโคร เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือ โชห่วย ในการเป็นพลังขับเคลื่อนการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นและเป็นศูนย์กลางสายใยชุมชน แม็คโครจึงริเริ่มโครงการ “แม็คโคร มิตรแท้โชห่วย” ขึ้นตั้งแต่ปี 2550 ชูนโยบาย “เพิ่มศักยภาพร้านค้าปลีกไทย คือ เป้าหมายของเรา” เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยและโชห่วย ด้วยการให้องค์ความรู้และการจัดการร้านค้าปลีกอย่างครบวงจร และแนวทางธุรกิจ เทรนด์ของลูกค้า เครื่องมือและอุปกรณ์ เทคโนโลยีใหม่ๆ ภายใต้แนวคิดที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและทิศทางธุรกิจ พร้อมทั้งกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้ร้านค้าโชห่วยก้าวทันต่อกระแสเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในยุค Thailand 4.0 ซึ่งตลอดระยะเวลา 12 ปีของโครงการฯ แม็คโครได้เข้าใจถึงปัญหาผู้ประกอบการมาโดยตลอด จึงมุ่งสนับสนุนด้วยองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการร้านค้าปลีกที่ทันสมัยและเป็นสากล ผ่านข้อมูล Big Data Analysis กิจกรรม และเครื่องมือต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันแม็คโครมีลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการร้านค้าปลีกรายย่อย หรือโชห่วย จำนวน 700,000 ราย



สำหรับความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในการยกระดับศักยภาพร้านค้าโชห่วยภายใต้ “โครงการพัฒนาร้านค้าปลีกยุคใหม่สู่ Smart โชห่วย” แม็คโครได้ส่งทีมงานแม็คโครมิตรแท้โชห่วยลงพื้นที่ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาโชห่วยไทยให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมีจัดการอบรมนักศึกษามหาวิทยาลัย เพื่อส่งต่อองค์ความรู้เรื่องการจัดการร้านค้าปลีกไปยังร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิด มุมมอง สมัยใหม่ ให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสอดคล้อง ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ อีกด้วย ซึ่งได้มีการจัดอบรมครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสำน จังหวัดนครราชสีมา จำนวนนักศึกษา 40 คน และปรับปรุงร้านค้าปลีกจำนวน 5 ร้านค้า ทั้งนี้ เราคาดหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาร้านโชห่วยให้อยู่คู่กับสังคมไทยต่อไป



ทิม ฮอร์ตันส์ ร้านกาแฟแบรนด์ดังจากแคนาดาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย

posted Jan 14, 2020, 9:12 PM by Maturos Lophong



ทิม ฮอร์ตันส์ ร้านกาแฟแบรนด์ดังจากแคนาดาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย 18 มกราคม นี้ 

ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์



กรุงเทพฯ, 14 มกราคม 2563 - ทิม ฮอร์ตันส์ แบรนด์ที่ชนะใจลูกค้ามาแล้วอย่างล้นหลามด้วยรสชาติกาแฟระดับพรีเมี่ยม ขนมที่อบสดใหม่ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด ประกาศเปิดให้บริการสาขาแรกอย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 18 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น.ณ ห้างใจกลางเมืองศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น G



หลังจากบรรลุข้อตกลงกับบริษัทแม่ Restaurant Brands International (RBI) เจ้าของแบรนด์ ทิม ฮอร์ตันส์ และแบรนด์ระดับโลกอย่าง Tim Hortons® , Burger King® and Popeyes®, บริษัท วีอีท จำกัด เป็นผู้ได้สิทธิ์ในการนำแบรนด์ทิม ฮอร์ตันส์ เข้ามาขยายตลาดในเมืองไทยแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ วีอีท จำกัด (WeEat) บริษัทภายใต้การแผนการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจด้านอาหารของ ตระกูล วัธนเวคิน ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในการเป็นผู้นำในหลากหลายธุรกิจ อาทิ เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน, เครือ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป, บริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด (มหาชน)



ทิม ฮอร์ตันส์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1964 จนถึงปัจจุบันทิม ฮอร์ตัน ปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 4,850 สาขาทั่วโลก ร้านกาแฟแบรนด์ดังทิม ฮอร์ตันส์ จากแคนาดาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย นับเป็นประเทศที่ 14 ของ แบรนด์จากการขยายไปทั่วโลก ซึ่งทางบริษัทวีอีท และ RBI มั่นใจกับการเจริญเติบโตของตลาดธุรกิจกาแฟ ในประเทศไทยมาก โดยตั้งเป้าเปิดร้านทิม ฮอร์ตันส์ ทั่วประเทศไทย 

ในงานเปิดตัวรอบสื่อในวันที่ 14 มกราคม 2563 มร. ซันจีฟ เชาเดอรีย์ ทูตพานิชย์ เอกอัคราชฑูตแคนาดา ประจำประเทศไทย, คุณสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีอีท จำกัด, คุณฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Universe ประเทศไทยปี 2019 พร้อมทั้ง คุณนนท์-ธนนท์ จำเริญ ได้เตรียมต้อนรับการเปิดตัวของแบรนด์ชื่อดังจากแคนาดา ทิม ฮอร์ตัน

คุณสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีอีท จำกัด กล่าวว่า “การริเริ่มความคิดเพื่อผลักดันทิม ฮอร์ตันส์เข้าสู่ตลาดไทยเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังมองหาโอกาสในการเจาะตลาดค้าปลีกเกี่ยวกับอาหารในช่วงกลางปี 2561 เรามองเห็นการเติบโตของธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่องที่ 13% ต่อปีในระหว่างปี 2555-2560 อ้างอิงจากข้อมูลของ Euromonitor ที่ระบุถึงอุตสาหกรรมร้านอาหารบริการด่วนโดยที่มีเมนูกาแฟประกอบอยู่ด้วย และเติบโตในอัตราที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น (22% ระหว่างปี 2559 ถึงปี 2561 อ้างอิงจาก Euromonitor) ขณะเดียวกันนั้น เรามองเห็นช่องว่างในการเติบโตอย่างเป็นไปได้ เนื่องจากการบริโภคกาแฟของตลาดไทยมีอัตราส่วนต่อคนอยู่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทางตะวันตกและประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดไทย เมื่อเทียบกับ ทิม ฮอร์ตันส์ มีแบรนด์กาแฟระดับโลกเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ขยายธุรกิจอยู่อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเรามั่นใจว่ากาแฟยอดนิยมของแคนาดาจะไม่ทำให้ลูกค้าชาวไทยผิดหวังอย่างแน่นอน”



ร้านแรกของ ทิม ฮอร์ตันส์ ในประเทศไทยจะอยู่ที่ ชั้น G ณ ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ โดยรับรองลูกค้าได้มากกว่า 118 ที่นั่ง และมีพื้นที่ถึง 352 ตารางเมตร ตกแต่งและให้บรรยากาศแบบแคนาดา เพื่อเฉลิมฉลองสาขาแรกในประเทศไทย ทิม ฮอร์ตันส์ จะมีมีงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเอาใจคนรักกาแฟทุกคนอย่างไม่สิ้นสุดตลอดทั้งวัน พบปะและทักทายเซเลบริตี้ชื่อดังมากมาย เช่น มีน พีรวิชญ์, เต้ ดาวิชญ์, ตี๋ ธนพล และ ซาร่า โฮเลอร์ และสำหรับลูกค้าท่านแรกที่มาต่อคิว ทางแบรนด์มีความยินดีที่จะมอบกาแฟให้ดื่มฟรี 30 วัน ลูกค้าท่านแรกจะได้รับประทานกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% ฟรี 365 วัน ลูกค้าท่านต่อไปจนถึงคนที่ 100 จะได้รับรับประทานกาแฟฟรี 1 เดือน สามารถเลือกได้ทั้งแบบร้อนหรือแบบเย็น 



ในงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนในวันที่ 14 มกราคม 2563 มร.ซันจีฟ เชาเดอรีย์ ทูตพานิชย์ เอกอัคราชฑูตแคนาดา ประจำประเทศไทย, คุณสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีอีท จำกัด, คุณฟ้าใส- ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Universe ประเทศไทยปี 2019 พร้อมทั้ง คุณนนท์-ธนนท์ จำเริญ ได้เตรียมต้อนรับ การเปิดตัวของแบรนด์ชื่อดังจากแคนาดา ทิม ฮอร์ตัน

ทิมฮอร์ตันนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแบบคลาสสิกมากมายควบคู่ไปกับเมนูใหม่ที่เหมาะกับตลาดไทย ในทุกช่วงเวลาของวัน ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับตัวเลือกขนมอบสดใหม่เช่นโดนัท, มัฟฟิน, ครัวซองต์, คุกกี้ หรือแม้แต่เมนูยอดนิยมอย่างทิมบิทส์ และแน่นอนกาแฟระดับพรีเมี่ยมอาราบิก้าแท้ 100% 

เมนูที่น่าสนใจจากทิม ฮอร์ตันส์ ได้แก่

1) หลากหลายเมนูจากกาแฟระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทิมส์ ลาเต้” ซึ่งเป็นเมนูที่ควรลองสำหรับคนรักกาแฟใส่นมและ กาแฟไนโตร โคลด์ บรูว์

2) เมนูดังที่เป็นเมนูขายดีในแคนาดาอย่าง “ดับเบิ้ล ดับเบิ้ล”, “ซิกเนเจอร์ ไอซ์แคป” รสชาติหลากหลาย เช่น คุ้กกี้ แอนด์ ครีม “ครีมมี่ชิลล์” รสสตรอเบอร์รี่ช็อตเค้ก, “ทิมบิทส์” ซึ่งมาในหลากหลายรสชาติ เช่น ช็อกโกแล็ตทรัฟเฟิล และคุ้กกี้ครัมเบิ้ล

3) เมนูอาหารที่ถูกคิดค้นขึ้นสำหรับเมืองไทย อาทิเช่น บาร์บีคิว พูลพอร์ค พานินี่ แซนด์วิช และ ทูน่ากริลล์ชีสเมลท์



1-10 of 134