Lifestyle & Events





ออมสินห่วงใยเฟส 2 จับมือ กทม.และสหพัฒน์ฯ มอบกล่องห่วงใยยังชีพ 30,000 กล่อง

posted Oct 13, 2021, 10:20 PM by Maturos Lophong

ออมสินห่วงใยเฟส 2 จับมือ กทม.และสหพัฒน์ฯ มอบกล่องห่วงใยยังชีพ 30,000 กล่อง

ช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด-19 ทั่ว กทม.

นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารออมสิน ได้จัดทำโครงการออมสินห่วงใย ส่งกำลังใจให้สังคม เพื่อเป็นการช่วยเหลือสังคม โดยการเปิดเพจเฟสบุ๊คออมสินห่วงใยขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางความช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้เดือดร้อนจากโควิด-19 และเป็นช่องทางให้เข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ล่าสุด ธนาคารได้จัดทำโครงการออมสินห่วงใยฯ ระยะที่ 2 โดยร่วมกับกรุงเทพมหานคร และบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) จัดทำกล่องออมสินห่วงใย หรืออาหารแห้งเพื่อดำรงชีพ จำนวน 30,000 กล่อง เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อยู่ ซึ่งจะส่งมอบ ณ พื้นที่สำนักงานเขตของกรุงเทพมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานเขตหลักสี่ เขตจอมทอง และ ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตพระนคร รวมถึงพื้นที่หน้าสาขาของธนาคารออมสินอีก 7 แห่ง ได้แก่ สาขามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สาขาดอนเมือง สาขาคลองจั่น สาขามีนบุรี สาขาราษฎร์บูรณะ สาขาตลิ่งชัน และธนาคารออมสินสำนักงานใหญ่ ซึ่งจะทยอยส่งมอบให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวตลอดเดือนตุลาคม 2564 โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและรักษาระยะห่างทางสังคมตามมาตรการของสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด



อนึ่ง โครงการออมสินห่วงใย ส่งกำลังใจให้สังคม ระยะที่ 1 เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา 


โดยการให้ความช่วยเหลือใน 4 ภารกิจหลัก ได้แก่ 1) การบริจาคเงินสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์พักคอย กทม. โรงพยาบาลสนาม และการจัดหาอุปกรณ์การแพทย์สนับสนุนศูนย์เอราวัณ 2) บริการจัดส่งยาและสิ่งของจำเป็น ด้วยทีมงานไรเดอร์ออมสินห่วงใยและรถตู้ สนับสนุนงานจัดส่งยาต้านไวรัสและส่งความช่วยเหลืออื่น ๆ 3) จัดหาอาหารปรุงสุกและอาหารแห้ง สนับสนุนงานของพันธมิตรและกลุ่มจิตอาสา เช่น เพจอีจัน เพจเราต้องรอด กลุ่มเส้นด้าย เป็นต้น และ 4) การบริจาคทรัพย์สินรอการขาย หรือ NPA ให้ทางราชการยืมใช้ทำประโยชน์ในการจัดทำเป็นสถานที่กักตัว ซึ่งที่ผ่านมา ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนไปแล้วร่วม 500,000 ราย


กรมการพัฒนาชุมชนเฟ้นหา Best of the best ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ระดับดีเลิศ ตั้งรางวัล 1 ล้านบาท

posted Jun 24, 2021, 1:52 AM by Maturos Lophong





พช. เฟ้นหา Best of the best ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ระดับดีเลิศ ตั้งรางวัล 1 ล้านบาท มุ่งขยายผลทุกตำบลทั่วไทย พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน


ที่ผ่านมา นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ( พช.) เป็นประธานในการแถลงข่าวการประกวดผู้นำการเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ ประเภทดีเลิศ โดยอธิบดี พช. กล่าวว่า


พช.สนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร คือ “การระเบิดจากข้างใน” เกิดการตื่นตัว ดวงตาเห็นธรรม ด้วยการสร้างพลังชุมชน ใช้พลังชุมชน ในการพัฒนาชุมชน และยังสนองต่อแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี น้อมนำโครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเองมาขยายผลให้ชาวบ้านปลูกผักสร้างความมั่นคงด้านอาหารช่วงโควิด-19 ได้อย่างเป็นรูปธรรม


นายสุทธิพงษ์บอกว่า กรมการพัฒนาชุมชนให้ความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในระดับต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของผู้นำชุมชน เสริมสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและสร้างสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน



การประกวดในรอบแรก ได้คัดเลือกจากทั่วประเทศเหลือ 18 ตำบล ใน 18 เขตตรวจราชการ และได้มอบรางวัลรองชนะเลิศ ตำบลละ 100,000 บาท เพื่อนำไปพัฒนาตำบลหมู่บ้านของตัวเอง และจะค้นหา Best of the Best โดยมีเงินรางวัล 1 ล้านบาท เพื่อนำไปขยายผล พัฒนาหมู่บ้าน ให้เข้มแข็งต่อไป



รูปแบบการประกวดในยุค new normal ทั้ง 18 ตำบล จะนำเสนอผ่านระบบการประชุมออนไลน์ด้วยโปรแกรม Zoom Cloud Meeting มีการนำเสนอด้วยคลิปวิดีโอ สรุปผลงานและปักหมุดผลงานในพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงตำแหน่งที่ตั้งของพื้นที่/กิจกรรมที่ดำเนินการ/ที่อยู่ของผู้นำการเปลี่ยนแปลง/ศูนย์เรียนรู้ต่างๆ รวมถึงสรุปข้อมูลสารสนเทศ GIS ผ่านโปรแกรม Google Map โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ที่มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถเข้าร่วมตัดสิน จำนวน 11 ท่าน ด้วยเกณฑ์ 4 ด้าน คือ 1) บทบาทแกนนำของ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง 2) การบริหารจัดการชุมชนของผู้นำการเปลี่ยนแปลง ที่ทำให้ชุมชนเข้มแข็งตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3) การขยายผลขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารให้ต่อเนื่องยั่งยืน และ4) คำถามพิเศษ (Extra Point ) จากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ





คุณแม่หนูจีน ศรีนัมมัง ผู้นำการเปลี่ยนแปลง อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา แบบอย่างของการแบ่งปันอาหารในยามวิกฤตโควิด : ประตูปันสุข

ได้ร่วมงานแถลงข่าวและบอกว่าจากการที่ได้เข้าอบรม ผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับกรมการพัฒนาชุมชน เกิดแรงจูงใจในการที่อยากจะทำ ในการอบรมครั้งนั้น ก็ได้นำความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชผักสวนครัวและนำรายได้มาสู่ชุมชน ลงพื้นที่แนะนำให้ชาวบ้านปลูกผักกินเอง ทุกคนมีความกระตือรือร้นที่จะร่วมกันปลูกพืชผักสวนครัว เกิดการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็อยากจะแบ่งปันผู้ที่ได้รับผลกระทบ จึงได้คิดไอเดียทำ “ประตูปันสุข” โดยทุกวันจะนำสิ่งของไม่ว่าจะเป็นพืชผักสวนครัวและข้าวสารอาหารแห้งมาใส่ถุงพลาสติกห้อยไว้ที่ประตูเป็นจำนวนมาก ทำให้ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มานำไปรับประทาน ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้แบ่งปันในช่วงภาวะวิกฤติแบบนี้ ทำให้เกิดความรู้สึกแสนสบายกายและสุขใจทุกครั้ง


แม่หนูจีนบอกว่า ต้องขอขอบคุณท่านอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ที่เห็นความสำคัญ ในเรื่องของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สามารถทำให้คนในชุมชนอยู่แบบพอเพียง กินแจก แลกใช้ รู้อยู่ รู้กิน รู้ใช้ สุดท้ายรู้เก็บ






อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนย้ำว่า เป้าหมายการประกวด เพื่อค้นหาผู้นำ และให้ผู้นำซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนที่อยู่ในตำบลนั้น ได้เป็นผู้ที่จะชักชวนทุกครัวเรือนที่ตระหนักรู้ ประพฤติปฏิบัติในการที่จะดูแลครอบครัวของตัวเองให้เป็นครอบครัวที่มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคงทางด้านอาหาร สร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมและสร้างสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนไปทุกจังหวัดในประเทศไทยด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทั้งหมดจะเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชน ศูนย์แบ่งปันที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน



มัลติพลาย บาย เอท ส่งแบรนด์ Pastel บุกตลาด Personal Care

posted Jun 16, 2021, 1:16 AM by Maturos Lophong



มัลติพลาย บาย เอท ส่งแบรนด์ Pastel บุกตลาด Personal Care ด้วยการนำเสนอสินค้าใหม่ คลิปหอมติดแมสก์ ครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมวางตลาดเฉพาะช่องทางออนไลน์


X8 หรือ มัลติพลาย บาย เอท มุ่งเน้นในการให้ความสำคัญกับการออกแบบคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกรูปแบบ การใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ๆ หลังจากที่ส่ง ‘วิตมอรส์’ ปั่นกระแสตลาดน้ำผสมวิตามินไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยล่าสุดบุกตลาด Personal Care มุ่งสร้าง Consumer Trend จับประเด็นจากสถานการณ์ Covid-19 ที่ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด จึงนำเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาผู้บริโภคยุค New Normal อย่างเข้าใจ โดยใช้ดีไซน์มาช่วยแก้ปัญหากลิ่นอับและความอึดอัดภายใต้หน้ากากอนามัยด้วยการใส่ไอเดียเสริมประสิทธิภาพของใช้จำเป็นในรูปแบบผลิตภัณฑ์คลิปหอม ติดแมสก์ (Clever Mask Clip) ขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ พาสเทล (Pastel) โดยมีคุณสมบัติช่วยลดกลิ่นไม่พึงประสงค์ใต้หน้ากากอนามัย ทำให้ลมหายใจโล่งสบาย รู้สึกผ่อนคลาย ได้กลิ่นหอมตลอดทั้งวัน ใช้งานสะดวก พกพาง่าย เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ให้ทุกวันเป็นวันสดชื่น” (Good days start with Pastel) พร้อมตั้งเป้าเดินหน้าพัฒนาแบรนด์และสินค้า เพื่อเป็นของใช้อนาคตที่ทุกคนขาดไม่ได้ในยุค Next Normal มาพร้อม 5 กลิ่นหอมต่างอารมณ์หลากสไตล์ 5 สี 5 กลิ่น ราคาจับต้องได้ 1 ซอง 2 ชิ้น ราคา 50 บาท สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook | Instagram | LINE : @pastelcreative ตั้งแต่วันนี้


นายรวิ อิทธิระวิวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มัลติพลาย บาย เอท จำกัด บริษัทในเครือ คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่า “หลังจาก บริษัท มัลติพลาย บาท เอท หรือ X8 บริษัทในเครือ คิง เพาเวอร์ ได้ออกผลิตภัณฑ์ “วิตมอรส์” (VITMORES+) น้ำผสมวิตามิน และได้รับการตอบรับอย่างดี ด้วยคุณสมบัติของคุณประโยชน์จากวิตามิน และที่สำคัญคือ รูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นสะดุดตา Trend Setter ของกลุ่มสินค้า Consumer Trend ซึ่งเป็นแนวคิดหลัก ของ X8 และเพื่อสร้าง Brand Awareness ต่อเนื่อง สำหรับผู้นำด้าน Creativity Lifestyle ของบริษัทฯ วันนี้จึงออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ‘คลิปหอมติดแมสก์’ ครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แบรนด์ ‘Pastel’





ผลิตภัณฑ์คลิปหอมติดแมสก์แบรนด์ Pastel เกิดขึ้นจากแนวคิดในการมุ่งแก้ปัญหาของผู้บริโภคยุค Next Normal อย่างเข้าใจ โดยใช้ดีไซน์มาช่วยแก้ปัญหากลิ่นอับ และช่วยลดปัญหาอึดอัดจากการใส่แมสก์นานๆ และช่วยลดปัญหากลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากการสวมใส่แมสก์ที่เกิดขึ้นได้ระหว่างวัน ด้วยรูปทรงที่ดูเรียบแต่ทันสมัย ภายในบรรจุเจลให้กลิ่นหอมทรงหยดน้ำแนบเข้ากับทุกรูปหน้า เพื่อป้องกันฝุ่นและเชื้อโรคให้มากที่สุด ช่วยให้ผู้ใช้รู้สึกผ่อนคลายสดชื่นขณะที่สวมใส่หน้ากาก มีให้เลือก 5 กลิ่น ได้แก่ 1. BLOOMING IN SPRING กลิ่นดอกไม้ร่าเริง (ซองสีแดง) ปลุกความมีชีวิตชีวาไปกับกลิ่นเย็นชื่นใจ แฝงความหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ ให้ความรู้สึกสดใส ร่าเริง เหมือนอยู่ท่ามกลางดอกไม้นานาพันธุ์ที่กำลังผลิบาน 2. WINTER FROST กลิ่นหนาวจับใจ (ซองสีน้ำเงินฟ้า) หอมเย็น สบายจมูก กระตุ้นความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ชวนสัมผัสกลิ่นอายของเมืองหนาว แม้อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนของเมืองไทย 3. AFTER THE RAIN กลิ่นสุขหลังฝน (ซองสีเขียว) ช่วยให้รู้สึกสงบ สดชื่น ผ่อนคลายไปกับกลิ่นหอมเย็น ชุ่มชื่น เหมือนได้อยู่ในบรรยากาศท่ามกลางแมกไม้เขียวชอุ่มหลังหยาดฝนโปรายปรายเพิ่งขาดสายไป 4. SUMMER MORNING กลิ่นอาทิตย์สดใส (ซองสีส้ม) ช่วยปรับอารมณ์ให้กระฉับกระเฉง สดใสดั่งแสงแรกในยามเช้า ด้วยกลิ่นหอมสะอาด เบาสบาย ให้ความรู้สึกสดชื่น สดใสเหมือนเริ่มวันใหม่ได้ตลอดทั้งวัน และ 5. MIDNIGHT IN FALL กลิ่นเวลาแสนสงบ (ซองสีม่วง) ช่วยละทิ้งจากความวุ่นวาย เข้าสู่บรรยากาศของความสงบเสมือนยามค่ำคืน ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นที่จะทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง มีสมาธิ

นายรวิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลิตภัณฑ์ Pastel Clever Mask Clip จะเป็นที่ต้องการของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อาศัยอยู่ในเมือง ที่มีความเคร่งเครียดในชีวิตประจำวัน ทั้งกลุ่มนักเรียนนักศึกษา การแข่งขันสูง ต้องอ่าน ท่องจำ จึงต้องใช้สมาธิ และกลุ่มวัยทำงาน คนทำงานด้านบริการ กลุ่มที่มีความเครียดที่เกิดจากความกดดัน รวมทั้งผู้ที่กำลังมองหาไอเท็มที่ดีต่อภาพลักษณ์ ชื่นชอบสุนทรีย์ของกลิ่น ให้คุณค่าต่องานสร้างสรรค์และดีไซน์ หรือทันกระแสสังคม (Fashion Follower) และคาดการณ์ว่าคลิปหนีบแมสก์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต จะเป็นไอเท็มใหม่ของยุค Next Normal อย่างแน่นอน”






ทั้งนี้ แบรนด์ Pastel เป็นที่รู้จักตั้งแต่ปี 2554 ด้วยการนำผลงานศิลปินชื่อดังของไทยมาไว้บนเคสโทรศัพท์พร้อมใส่คำบรรยาย สร้างแรงบันดาลใจของผลงานนั้น และทำให้ Pastel กลายเป็นแบรนด์สำคัญในตลาดอุปกรณ์สำหรับมือถือจนถึงปี 2561 ปัจจุบันแบรนด์ Pastel ได้หันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว (Personal Care Products) โดยผลิตภัณฑ์ มีความโดดเด่น ใช้งานดีไซน์แก้ไขปัญหาจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างสรรค์ ภายใต้การดูแลของบริษัท มัลติพลาย บาย เอท หรือ X8






ผลิตภัณฑ์คลิปหอมติดแมสก์ แบรนด์ Pastel ภายในซองบรรจุคลิปหอมติดแมสก์ 1 กลิ่น จำนวน 2 ชิ้น จำหน่ายในราคา 50 บาท สามารถใช้ได้นาน 3-5 วัน และในช่วงการแนะนำ มอบโปรโมชั่นพิเศษซื้อ 4 กลิ่น แถมฟรี 1 กลิ่น (ได้รับครบทั้ง 5 กลิ่น SAVE 50 บาท) ส่งฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ก.ค. 2564 เฉพาะช่องทางออนไลน์

FACEBOOK : https://bit.ly/3zeknPV



INSTAGRAM : https://bit.ly/3wcsSca


LINE : https://lin.ee/0H2kFUH


ONLINE SHOP : https://bit.ly/3pQ4g6Z

หรือช่องทางการจัดจำหน่ายอื่นๆ



King Power : https://www.kingpower.com/brand/pastelcreative



Shopee : https://bit.ly/3wjucKz



Lazada : https://bit.ly/3pGal5v

สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.pastelcreative-x8.com

ทิศทางการศึกษาที่เปลี่ยนไป ในยุค Post Pandemic ในมุมมองของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

posted Jun 4, 2021, 1:09 AM by Maturos Lophong



ทิศทางการศึกษาที่เปลี่ยนไป ในยุค Post Pandemic

ในมุมมองของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 ที่ยืดเยื้อกินเวลามาร่วม 2 ปี ส่งผลกระทบกับสังคม เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนทั่วโลก รวมถึงผลกระทบด้านการศึกษาในวงกว้างตั้งแต่เด็กเล็กชั้นอนุบาล ไปจนถึงระดับปริญญาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสถาบันการศึกษา ถือเป็นความท้าทายและบทบาทความรับผิดชอบใหม่ของนักบริหารการศึกษาที่ต้องพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะการสร้างระบบการศึกษาที่มั่นคงส่งผลถึงการผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพสู่ตลาดงานในการขับเคลื่อนเศรฐกิจของประเทศ

สถาบันการศึกษาจึงต้องมีมาตรการในการปรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบ “ออนไลน์” ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และมีประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อให้ผู้เรียนไม่เสียโอกาสในการเรียนรู้ ซึ่งเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไปในช่วงโควิด สถาบันการศึกษาไม่สามารถยึดติดกับระบบ Offline หรือการเรียนการสอนในห้องเรียน 100% ได้อีกต่อไป ทั้งยังเป็นการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ ผ่านรูปแบบการเรียนออนไลน์ ในส่วนของ ผู้เรียนและผู้สอนด้วย

ในอีกด้านก็เกิดเป็นคำถามที่ว่า ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ Post Pandemic ทิศทางการศึกษาจะเป็นอย่างไร มีแง่มุมไหนบ้างที่เราได้รับบทเรียนจากผลกระทบในครั้งนี้ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) และ ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ นักบริหารการศึกษา ที่ดูแลนักเรียน นักศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ถึงระดับปริญญา ได้สะท้อนถึงการบริหารการศึกษาในช่วง Post Pandemic ที่หากใครไม่เร่ง “ปรับตัว” อาจต้องเจอกับความท้าทายที่เกินกว่าจะรับมือได้


ความเร็ว&แรงของ Pandemic

“Pandemic ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในระลอกแรกเป็นอะไรที่วางแผนไม่ได้ ทุกคนหรือแม้แต่เราไม่มีประสบการณ์มาก่อน ดังนั้น Pandemic ที่เกิดขึ้นเป็นการมาแบบตูมเดียว ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องปรับทุกอย่างมาเป็นออนไลน์ ซึ่งก็พบว่า หลายเซ็คเตอร์ สามารถปรับตัวได้ดีในยุคของการล็อคดาวน์”

ในมุมการจัดการเรียนการสอน เมื่อมองถึงระดับชั้นเรียนพบว่าแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงอายุ ด้วยประสบการณ์การบริหารการศึกษาในระดับเด็กเล็กที่ โรงเรียนนานาชาติเวลลิงตันคอลเลจ กรุงเทพฯ พบว่า การเรียนของเด็กเล็กระดับเตรียมอนุบาลถึง 7 ขวบจะเป็นช่วงอายุที่คิดว่ามีผลกระทบมากที่สุดจากการปรับการเรียนการสอนจากออฟไลน์เป็นออนไลน์ ส่วนหนึ่งมาจากความพร้อมของผู้เรียน การพึ่งพาตัวเองยังมีน้อยกว่าเด็กโต รวมทั้งพฤติกรรมของวัยนี้ที่การเรียนรู้ส่วนใหญ่จะเน้นผ่านการจับต้องสิ่งของและการสนทนากับผู้สอน

“ด้วยลักษณะการเรียนของเด็กวัยนี้จึงทำให้เชื่อว่าแม้ในช่วงของ Post Pandemic เด็กเล็กจะยังคงมีการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนและปฏิบัติในชั้นเรียนมากกว่าการผ่านเทคโนโลยี”



O2O คือคำตอบ

การเรียนการสอนของวัยที่โตขึ้นมาในระดับมหาวิทยาลัย ปริญญาตรีและปริญญาโท ที่ผ่านมามีการปรับตัวได้ค่อนข้างดีในรูปแบบออนไลน์ โดยที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มีการปรับผสมผสานการเรียนการสอนทั้งในแบบออฟไลน์และออนไลน์ หรือ O2O (Online to Offline)

เมื่อมองถึงช่วงหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ Post Pandemic ระบบการศึกษาในไทยจะมีการปรับตัวอย่างเห็นได้ชัดเจนทั้งในส่วนของ มหาวิทยาลัย ผู้สอน และ ผู้เรียน

มหาวิทยาลัย ปรับระบบการทำงานในทุกมิติ ได้แก่ ระบบหลังบ้าน การลงทะเบียนนักศึกษา และอื่น ๆ ให้พร้อมทำงานทุกอย่างได้ครบในจุดเดียว ซึ่งในส่วนนี้ทางมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาปีกว่าและพร้อมให้บริการได้เต็มรูปแบบในปีการศึกษา 2564

อาจารย์ผู้สอนที่ปรับแผนการสอนจาก 100% เป็นการเรียนในห้องไปสู่การเรียนออนไลน์โดยจัดสัดส่วนเนื้อหาที่เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขาวิชา ตัวอย่างเช่น บางสาขาวิชา 1ใน 3 ของเนื้อหาความรู้จะเป็นออนไลน์ แล้วปรับ 2 ใน 3 เป็นการเรียนออฟไลน์ ขณะที่บางสาขาวิชาอาจปรับเป็นออนไลน์ได้มากถึง 2 ใน 3

“ในส่วนของธุรกิจบัณฑิตย์ที่เน้นการสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ด้วยการเรียนในแบบ O2O เพื่อสนับสนุนให้เกิดความคล่องตัวในการเรียนการสอนออนไลน์และออฟไลน์ ขณะเดียวกันก็ต้องตอบโจทย์ผู้เรียนให้ได้มากที่สุด และสร้างเอนเกจเม้นท์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนให้ได้ด้วย”

สำหรับผู้เรียนแล้วเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างมากจนถึง 5G ในปัจจุบันและจะมีเข้ามาเพิ่มอีกมากในอนาคต มีส่วนสนับสนุนให้การเรียนรู้ทำได้ดีมากขึ้น



Liquid Learning เทรนด์ที่ใช่ ในยุค Post Pandemic

การเรียนรู้แบบ Liquid Learning ที่ตอบโจทย์ Personalization ของผู้เรียนมีความสำคัญอย่างไรและเกิดขึ้นจริงได้แค่ไหน ดร.ดาริกา ให้มุมมองว่าเทรนด์การเรียนรู้นับจากนี้จะไม่ใช่แค่ปรับตัวจากออฟไลน์สู่ออนไลน์แต่จะได้เห็นการเรียนรู้แนวใหม่ที่มุ่งการตอบโจทย์ความเป็น Personalize ของผู้เรียนในแบบเฉพาะบุคคลมากขึ้น เช่น บางคนชอบอ่านตัวหนังสือเยอะ ๆ แต่กับบางคนชอบการนำเสนอที่เป็นภาพมากกว่า

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันของแต่ละคน ส่งผลต่อการเรียนรู้มากหรือน้อยได้ด้วย เช่น บางคนเป็นมนุษย์เที่ยงคืน มนุษย์เช้า ประสิทธิภาพและความสนใจที่จะเรียนรู้ก็แตกต่างกันออกไป

“กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ปรับให้ลื่นไหลไปตามแต่ละบุคคล ทั้งความสนใจ ช่วงเวลา และอื่น ๆ นับเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ซึ่งที่น่าสนใจและเป็นความท้าทายไม่แพ้กัน คือ การจัดคอนเท้นท์ หรือเนื้อหาวิชา การวัดผล และการให้ Certificate”





ความท้าทายในยุค Post Pandemic

โดยในช่วงของการระบาดโควิด-19 โจทย์ใหญ่ของแต่ละมหาวิทยาลัยจากนี้จะอยู่ที่ “การประเมินผล”

“ที่มองว่าการประเมินผลเป็นความท้าทายนั่นเป็นเพราะแม้ว่าจะมีการจัดการเรียนออนไลน์จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่การทำงานและระบบงานต่าง ๆ ยังคงเป็นออฟไลน์อยู่เหมือนเดิม ซึ่งหากเป็นแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้นหากในอนาคตมีการปรับเป็นออนไลน์ 100% ซึ่งเป็นโจทย์และภารกิจที่ต้องคิดว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต”

จากความท้าทายที่เกิดขึ้นเมื่อโรคระบาดคลี่คลาย ดร.ดาริกา สะท้อนว่าไม่ใช่แค่ผู้สอนใน มหาวิทยาลัย และผู้เรียนเท่านั้นที่ต้องปรับตัวไปสู่รูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทางสำนักมาตรฐานก็ต้องทำความเข้าใจและปรับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้ในทุกมิติเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน

ในบทบาท นักบริหารการศึกษา ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ กล่าวว่า “การระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่ผ่านมา คนชอบบอกว่าในวงการศึกษาปรับตัวช้าที่สุด แต่ถึงตอนนี้พูดไม่ได้แล้ว เพราะทุกคนอยู่ในเรือลำเดียวกัน ต้องเร่งปรับตัว

จากที่หลาย ๆ คนพูดว่าทำไม่ได้ วันนี้จากสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้ค้นพบว่า มนุษย์เราปรับตัวได้ขนาดไหน กฎเกณฑ์ที่บอกว่าทำไม่ได้ วันหนึ่งก็ต้องฉีกทิ้ง แล้วจัดกฎเกณฑ์ใหม่ ได้เวลารื้อบ้านครั้งใหญ่ และ Pandemic ครั้งนี้นับเป็นบทดสอบที่สำคัญ!”

หมูแปรรูป “กุนเชียงพรีเมี่ยม” แบรนด์กล่องทิพย์ อีกหนึ่งช่องทางต่อชีวิตร้านอาหาร

posted May 11, 2021, 2:21 AM by Maturos Lophong



ฐนิวรรณ นายกสมาคมภัตตาคารไทย เดินหน้าหลังยื่นหนังสือถึงนายกฯ ผ่อนปรนนั่งกินที่ร้าน จับมือ โชคนิพน หมูป่า ส่งหมูแปรรูป “กุนเชียงพรีเมี่ยม” แบรนด์กล่องทิพย์ หมูเนื้อดี 96% เกรดฟาร์มมาตรฐาน หวานน้อย-อร่อยมาก อีกหนึ่งช่องทางต่อชีวิตร้านอาหาร แชร์ตลาด 6 พันล้าน

ร้านอาหารและคนตกงานสนใจรับจำหน่ายได้แบบไม่มีขั้นต่ำ กำไรคุ้มค่าถึง 50% ขายได้ทุกช่องทางทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ เปิดสายด่วน 091 119 8875 สอบถามไลน์ @klongthipthai ประเดิมขนแจกช่วยบุคลากรทางการแพทย์

นางฐนิวรรณ กุลมงคล ในฐานะนายกสมาคมภัตตาคารไทย และประธานกรรมการ บริหาร แบรนด์กล่องทิพย์ เปิดเผยว่า จากการที่ธุรกิจต่างๆ รวมถึงร้านอาหารต้องดิ้นทุกทางเพื่อความอยู่รอดในการรับมือกับสถานการณ์การระบาดของโควิด19 ที่ลากยาวมาถึง 3 ระลอก จนแทบเอากิจการไม่อยู่แล้วในขณะนี้ ซึ่งหนึ่งในบทบาทของสมาคมภัตตาคารไทย จึงได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อหามาตรการและทางรอดให้กับวงการร้านอาหาร ซึ่งร้านอาหารจำนวนมากรายได้ไม่เพียงพอกับต้นทุนที่ต้องรับผิดชอบ





นางฐนิวรรณ เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสดี จากประสบการณ์ในวงการร้านอาหารมากว่า 20 ปี และ ร่วม 8 ปี กับการพัฒนานวัตกรรมอาหารไทยชาววังลงกล่องเป็นรายแรกๆ ที่เน้นความพรีเมี่ยมที่มาพร้อมความทันสมัยและสะดวก ภายใต้แบรนด์ “กล่องทิพย์” โดยผนึกจุดแข็งกับบริษัท โชคนิพล หมูป่า จำกัด ผู้ขายส่งเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ โดย นายนิพล ถ้ำน้อย พัฒนาอาหารเนื้อสัตว์แปรรูปเป็น “กุนเชียงพรีเมี่ยม” หวานน้อย-อร่อยมาก ออกมาเป็นตัวช่วยร้านอาหารและคนทั่วไปที่ต้องการหารายได้ให้รอดพ้นภัยโควิด และตอบรับวิถีชีวิต นิวนอร์มอล

นางฐนิวรรณ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า “ตลาด หมูแปรรูปกุนเชียง นี้ เป็นตลาดใหญ่มีมูลค่า 6,000 ล้านบาทกล่องทิพย์และโชคนิพล หมูป่า จึงคิดร่วมกันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ผนึกจุดแข็ง พัฒนาเนื้อหมูแปรรูป ผลิตอาหารคู่บ้าน “กุนเชียงพรีเมี่ยม” แบรนด์กล่องทิพย์ ตั้งใจให้เป็นอาหารทุกคู่ครัวเรือนที่เก็บได้นานเป็นเดือนในตู้เย็น เป็นกุนเชียงหวานน้อย อร่อยมาก ที่เน้นความสะอาด ปลอดภัย ใช้เนื้อคุณภาพเกรดเนื้อฟาร์มมาตรฐาน มีเนื้อหมูถึง 95% ไม่ผสมแป้ง ไขมัน 3% น้ำตาลน้อยเพียง 2% ผลิตแบบโบราณ โดยนวดเนื้อจนเหนียวเข้ากัน ไม่ใส่สารกันบูด ไม่ใส่ดินประสิว โดยมีทั้งกุนเชียงธรรมดา อยู่ในแพค 500 กรัม และ กุนเชียงพร้อมทาน เพื่อเป็นทางรอดอีกทางให้กับร้านอาหารและคนตกงานทั้งหลาย สามารถรับไปจำหน่ายแบบไม่มีขั้นตำ ทำการขายได้ทุกรูปแบบทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ เพื่อให้โอกาสผู้สนใจหารายได้ช่วงกักตัวอยู่บ้าน โดยจัดผลตอนแทนให้อย่างคุ้มค่าถึง 50% เพื่อความอยู่รอดร่วมกันในช่วงโควิด โดยได้จัดสายด่วน เดลิเวอรี่ 091 119 8875 และที่ ไอดี ไลน์ @klongthipthai เพื่อสอบถามการรับไปจำหน่าย

ประเดิมสินค้าใหม่ขน กุนเชียงกล่องทิพย์ ช่วยบุคลากรทางการแพทย์ และ โชคนิพน หมูป่า ตั้งโรงทานแจกกุนเชียง-ข้าวสาร เป็นพันๆ ชุด อย่างต่อเนื่อง และ วอนขอผู้ชอบทานกุนเชียงช่วยกันอุดหนุนร้านอาหารและผู้ขายอิสระให้อยู่รอดร่วมกัน ซึ่ง กุนเชียง-กล่องทิพย์ ได้ส่งตรงร้านอาหารทั่วประเทศในราคาพิเศษ เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ หรือ นำไปเป็นวัตถุดิบในการทำเมนูอาหารต่างๆ โดยแผนการต่อไป กล่องทิพย์ ก็จะมีการพัฒนาอาหารแปรรูปอื่นๆ ออกสู่ตลาด อาทิ หมูชาชู ขาหมูเยอรมัน ขาหมูพะโล้ หมูหัน ลูกชิ้นหมู ฯลฯ




ผู้สานตำนานอาหารไทยชาววัง ลงกล่อง นวัตกรรมอาหาร ไอเดียสร้างสรรค์ สู้ กระแสอาหารต่างชาติที่ลงมาชิงแชร์ตลาดอาหารไทยได้อย่างสง่างาม

นางฐนิวรรณ กุลมงคล ในฐานะนายกสมาคมภัตตาคารไทย และประธานกรรมการ บริหาร แบรนด์กล่องทิพย์ เปิดเผยว่า จากเทรนด์ไลฟ์สไคล์การบริโภค ของคนรุ่นใหม่ และ เทรนด์อาหารต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาจับตลาดอาหารและผู้บริโภคชาวไทย และ จากที่มีประสบ การณ์ในวงการอาหารมานานกว่า 20 ปี พบว่า งานประชุมสัมมนาทั้งใหญ่เล็ก ทังส่วนของภาครัฐและเอกชน มักนิยมสั่งอาหารเพื่อรับรองผู้เข้า ร่วมประชุม ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทเบนโตะ หรืออาหารจากชาติอื่น ทั้งนี้เนื่องจาก อาหารเหล่านั้นจะถูกออกแบบแพคเกจให้สวยหรูดูดี น่ารับประทานและสะดวก ซึ่งอาหารไทยมักจะถูกมองข้ามและไม่ให้ราคา จึงเกิดความคิดที่จะสร้างนวัตกรรมอาหารไทยชาววัง ลงกล่อง ในรูปลักษณ์พรีเมี่ยมที่ทันสมัย และ สะดวก ด้วยรสชาติอร่อยและประณีตระดับชาววัง




จาก “กล่อง” ในปี 57 สู่ “การมีหน้าร้าน” ในปี 60 และขยายการบริการสู่ เดลิเวอรี่ ในปี 62 รองรับการเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์การบริโภคของคนยุคใหม่อย่างทันเหตุการณ์



“กล่องทิพย์” เป็นอาหารไทยชาววังระดับพรีเมี่ยม รสดั้งเดิม เป็นเมนูไทยแท้ที่หาทานยาก ปรุงสดใหม่ตามออเดอร์ ใช้วัตถุดิบคุณภาพดี กล่องปิดผนึกอย่างดี ไม่ใส่สารกันบูด มีเมนูทั้ง อาหารคาว – หวาน และ ของว่าง ให้เลือกได้ นับร้อย รายการ เน้นการบริการแบบ เดลิเวอรี่ ส่งตรงถึงบ้านและสำนักงาน โดยเฉพาะงานประชุมสัมมนา ทั้งหน่วยงานราชการและงาน บริษัท “กล่องทิพย์” ได้รับการตอบรับอย่างดีและประสบความสำเร็จอย่างดีมาร่วม 8 ปี จากปากต่อปาก และ จากการมุ่งเน้นเรื่องของโภชนาการทางด้านอาหาร ทำให้สามรถเข้าถึงกลุ่มของผู้ที่รักสุขภาพได้อีกด้วย

โดย “กล่องทิพย์” เริ่มสร้างสรรค์แนวคิดและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ปี 2557 2557 จากแค่ “กล่อง” สู่ “การมีหน้าร้าน” โดยได้เปิดเป็น “ร้านกล่องทิพย์” เป็นครั้งแรกในปี 2560 ตั้งอยู่ที่หัวมุมซอยจรัญ 96/1 ติดริม-คลองเตย ลงสะพานพระราม 7 ฝั่งจรัญชิดซ้าย เพื่อให้ลูกค้าสามารถมาเห็นของจริงและเลือกสั่งได้ตามต้องการ โดยได้ขยายบริการเป็น การส่งด่วน เดลิเวอรี่ ในปี 2562 นับเป็นการเริ่มพัฒนาในช่วงเวลาพร้อมๆ กับการดำเนินธุรกิจด้านอาหารในสโมสรรัฐสภา บริการอาหารให้กับพนักงานรัฐสภา ตลอดจนเหล่า สส ผู้ทรงเกียรติ และบริการจัดเลี้ยงสำหรับการประชุมสภาผู้แทน ราษฎรทั้งที่เป็นทางการและกลุ่มส่วนตัว

ทั้งนี้ เป้าหมายสูง สุดของ “กล่องทิพย์” คือ อยากให้อาหารไทยได้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น และการเป็นตัวแทนทางด้านวัฒนธรรมอาหารของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคคนไทยนึกถึงเป็นลำดับแรกมากกว่าที่จะเลือกวัฒนธรรมอาหารจากต่างประเทศ นางฐนิวรรณ กล่าวปิดท้าย

Kaspy แอปพลิเคชัน สัญชาติไทย แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีส่วนช่วยพัฒนาวงการเกษตรไทย

posted Apr 8, 2021, 1:25 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 8, 2021, 1:28 AM ]


Kaspy แอปพลิเคชัน สัญชาติไทย แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าเกษตรที่มีส่วนช่วยพัฒนาวงการเกษตรไทยภายใต้คอนเซ็ป “Kaspy เกษตรครบ จบในแอปเดียว”


ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแห่งการทำเกษตรกรรมหรือมีอาชีพหลักเป็นเกษตรกรแต่แปลกที่เกษตรกรไทยกลับมีรายได้น้อยและเป็นอาชีพที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะทำเลย ซึ่งปัญหาสำคัญน่าจะอยู่ที่ช่องทางการขายที่ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สมเหตุสมผล ทางบริษัท แคสปี้ จำกัด เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวจึงสร้าง Kaspy แอปพลิเคชัน สัญชาติไทย แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้าเกษตร โดยเกษตรกรจะเป็นผู้กำหนดราคาขายเอง นอกจากนี้ยังมีการทำงานร่วมกับเกษตรกรเพื่อพัฒนาวงการเกษตรไทยในทุกมิติ



คุณอั๋น – รังสิ ทุวิรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคสปี้ จำกัด กล่าวว่า ผมมีแนวคิดที่อยากจะแก้ปัญหาดังกล่าวจึงได้ลงมือศึกษาข้อมูลเป็นเวลากว่า 4 ปี ซึ่งพบว่าปัญหาของเกษตรกรไทยคือ ขาดความรู้ด้านการพัฒนาสินค้าให้เกิดคุณค่า ทั้งในแง่ของการสร้างแบรนด์ และการใช้นวัตกรรมต่างๆ ทั้งยังขาดช่องทางการขาย โดยเฉพาะการขายผ่านโลกออนไลน์ ที่เป็นช่องทางการขายสำคัญในยุคปัจจุบันและถือเป็นการเพิ่มกลุ่มผู้ซื้อให้กว้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์ การตอบแชท และการขนส่ง รวมถึงการบรรจุสินค้าเพื่อไม่ให้สินค้าเสียหายก่อนถึงมือผู้บริโภค เหล่านี้ทาง Kaspy จะช่วยให้ความรู้แก่เกษตรกรและมีการลงพื้นที่อย่างสม่ำเสมอเพื่อทราบถึงปัญหาต่างๆของเกษตรกรแล้วนำมาร่วมกันแก้ไข นอกจากนี้ยังมีการสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรที่ใช้เคมีในการทำการเกษตรเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบ “อินทรีย์” โดยใช้เกษตรกรด้วยกันที่ทำอินทรีย์แล้วประสบความสำเร็จมาแบ่งปันแนวคิดและความรู้ รวมถึงชี้ให้เห็นถึงข้อดีของการทำเกษตรอินทรีย์ ที่จะปลอดภัยทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิตเอง คือผมอยากให้เกษตรกรทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขเหมือนกับชื่อ Kaspy ที่ผมตั้งขึ้นมาจากคำว่า Kaset + Happy นั่นเองครับ





คุณไมค์ – วุฒิชัย ชีวะสุทโธ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท แคสปี้ จำกัด กล่าวว่า ในด้านของแอปพลิเคชัน Kaspy จะเป็นการซื้อขายสินค้าเกษตรเป็นหลักไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่และเมล็ดพันธุ์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปทางการเกษตร ที่ทุกอย่างผ่านการคัดสรรค์มาอย่างดี โดยมีการแบ่งหมวดหมู่อย่างชัดเจน เช่น สินค้าปลอดภัย สินค้าไร้สาร สินค้าอินทรีย์ และสินค้า Kaspy คัดสรร ที่เป็นสุดยอดสินค้าที่ผ่านการคัดเลือกในหลายๆด้าน เรียกว่าเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม ซึ่งคุณสมบัติหลักที่ทาง Kaspy ให้ความสำคัญคือ ต้องเป็นผู้ผลิตสินค้าที่ดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค เป็นเกษตรกรที่ไม่เห็นผลกำไรเป็นที่ตั้ง แต่เป็นผู้ผลิตของดีแต่ราคาจับต้องได้ และสุดท้ายต้องเป็นคนที่มีจิตใจมุ่งมั่นในการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ทาง Kaspy มีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เป็นมาตรฐานเพื่อให้ผู้บริโภคได้มั่นใจว่าจะได้ทานผักและผลไม้ที่ปลอดภัยอย่างแน่นอน ซึ่ง Kaspy เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้ามาเป็นได้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยเรามีการขายทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ B2C B2B และ C2C ในกรณีของ C2C คือ ในช่วงโควิด 19 เมื่อต้นปี 2563 ผู้คนหันมาสนใจเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น เริ่มมีการปลูกผักกินเองในครัวเรือนซึ่งหลายบ้านกินไม่ทัน ทาง Kaspy ก็เปิดโอกาสให้นำผักผลไม้มาขายบนแพลตฟอร์มนี้ได้ ซึ่งสามารถเป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย นอกจากนี้ทาง Kaspy ยังมีพื้นที่ส่วนกลางให้เกิดการแบ่งปันกันในชุมหรือพื้นที่ใกล้เคียง โดยจะมีหมวดหมู่ “แบ่งปัน” ใครที่มีสินค้าที่ต้องการแบ่งปันให้ผู้อื่นโดยไม่คิดค่าสินค้า ก็สามารถโพสต์ลงในหมวดหมู่แบ่งปันได้ ต่อไปทาง Kappy จะมีการพัฒนาแอปพิเคชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีฟีเจอร์ใหม่ๆที่เกิดประโยชน์ต่อทั้งผู้ขายและผู้ซื้อต่อไป




นอกจากนี้ คุณอั๋น – รังสิ ทุวิรัตน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แคสปี้ จำกัด กล่าวต่อว่าผมมีโอกาสได้ไปเรียนรู้การดำเนินธุรกิจ กับโครงการพอแล้วดี The Creator ซึ่งได้รับประโยชน์ในการนำมาปรับความคิดด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมากและเล็งเห็นว่าพี่น้องในโครงการต่างก็เป็นผู้ประกอบการ และ เกษตรกรที่มีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจรวมถึงแนวคิดในการดำเนินชีวิตที่ดีมากๆ คำนึงถึงผู้คนและสิ่งแวดล้อมนอกเหนือไปจากผลกำไร ตรงกับความตั้งใจของ Kaspy เช่นกัน จึงมาเป็นแผนต่อยอดที่ Kaspy จะมีส่วนร่วมสนับสนุนความตั้งใจของคนกลุ่มนี้ กลายเป็นที่มาของหมวดหมู่สินค้ากลุ่มโครงการพอแล้วดี ซึ่งจะเป็นสินค้าเกษตร หรือสินค้าแปรรูปทางการเกษตร ที่ได้ถูกคัดเลือกมาแล้ว โดยทาง Kaspy และ โครงการพอแล้วดี ยังได้รับการสนับสนุนจากทางไปรษณีย์ไทยด้านการขนส่งสินค้าในราคาพิเศษ โดยจะมีลงนาม MOU กันด้วย

เสนาหอย กล่าวว่า ผมเริ่มหันมาทำ “วินฟาร์ม” ก็เพราะอยากมีอาชีพเป็นเกษตรกรที่ผลิตผักผลไม้ที่ปลอดภัย ผมจึงเริ่มศึกษาตั้งแต่การทำดิน ลงน้ำ และขั้นตอนการปลูกทั้งหมด และมีการพัฒนาความรู้ให้กับตัวเองอยู่เสมอๆ ซึ่งยิ่งผมได้ทำก็ยิ่งสนุกและมีความสุขกับมันมากๆ ผมดีใจที่ได้เห็นผลผลิตที่ตัวเองปลูก กับมือและดีใจยิ่งกว่าที่ได้เห็นผู้บริโภคได้กินผักผลไม้ที่ปลอดภัยจากฝีมือการปลูกของผม โดยผมให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเกษตรที่ดีและปลอดภัย เพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภคนั่นคือความตั้งใจตั้งแต่ต้นของเรา และเมื่อเราได้มาทำงานร่วมกับ “Kaspy” ผมยิ่งมีความสุขและสนุกมากขึ้นเพราะได้นำสินค้าของ “วินฟาร์ม” มาขายบนแอป Kaspy แอปขายสินค้าเกษตรสัญชาติไทย ซึ่งผมชอบ Kaspy ตรงที่เขาเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเป็นผู้ขายได้ แต่คนๆนั้นต้องผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพจริงๆ และที่สำคัญ Kaspy ยังใส่ใจในเรื่องการช่วยพัฒนาความรู้ให้กับเกษตรกรด้วยโดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่และเรื่องการขนส่งสินค้า ซึ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นการช่วยเกษตรกรให้มีช่องทางการขายที่มากขึ้น



คุณฟิวส์ วานิชย์ วันทวี (ว.ทวีฟาร์ม) กล่าวว่า คนที่อยู่ในภาคของเกษตรกรรมส่วนใหญ่มักจะขาดความรู้เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การขายออนไลน์ ซึ่งทำให้ขาดโอกาสการขายในวงกว้าง แต่พอมีตัวกลางแบบ “Kaspy” ผมว่าสามารถช่วยเกษตรกรได้เยอะเลยในเรื่องการขายออนไลน์ อย่างผมจากเมื่อก่อนที่มีการขายแบบ B2B เท่านั้น แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีลูกค้าแบบ B2C มากขึ้น ทำให้ผมมีฐานลูกค้าที่กว้างขึ้น และอย่างที่รู้กันลูกค้าออนไลน์เป็นลูกค้าที่มีจำนวนมาก ถ้าเราทำตลาดตรงนี้ได้ก็ถือว่าเพิ่มโอกาสในการขายให้กับเกษตรกรได้มากขึ้นด้วย และ Kaspy มีการทำงานกับหน่วยงานด้านการขนส่งทำให้การขนส่งเป็นไปแบบสะดวกสบายมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นของแห้งหรือของสด ก็สามารถส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคได้อย่างปลอยภัย



คุณต่อ ธนพงษ์ วงศ์ชินศรี หรือคุณต่อ เพนกวิน อีท ชาบู กล่าวว่า ความสำคัญของร้านอาหารที่จะทำให้รสชาติอาหารอร่อยก็ต้องเกิดจากการมีวัตถุดิบที่ดีและปลอดภัย ที่สำคัญต้องเป็นวัตถุดิบที่มีอย่างสม่ำเสมอ มีการเชื่อมต่อต้นน้ำของผู้ผลิตวัตถุดิบให้มาเจอกับกลุ่มผู้ซื้อที่เป็นร้านอาหาร โรงแรมหรือรีสอร์ท เป็นไอเดียที่ดีมาก ๆ เพราะผมมองเห็นว่ามันจะเป็น model ที่ win win win กันทุกฝ่าย และยังมีการผลักดันให้เกิดระบบธุรกิจที่มีความเกื้อกูล บวกกับเล็งเห็นถึงความสำคัญของวัตถุดิบที่ดีที่มาจากชุมชนที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่มีคุณค่า



คุณกอล์ฟ สุรัมภา หยกโชติสกุล เจ้าของแบรนด์กาแฟ Brew Flavor กล่าวว่า เมื่อเริ่มมาเป็นผู้ประกอบการทำให้ได้เรียนรู้ว่าการเป็นผู้ประกอบการที่ดีจะหยุดเรียนรู้ไม่ได้ ถ้าเรามองว่าทุกวันนี้มีใครทำอะไรอยู่แล้วบ้าง เราต้องคิดและทำให้ต่างจากเขา ซึ่งแน่นอนก็ต้องดีกว่าด้วยเช่นกัน ซึ่งการเรียนรู้จะเป็นกระบวนการในการพัฒนาตนให้ดีกว่าเมื่อวาน นอกจากนี้เราก็ต้องเรียนรู้ว่าผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการอะไรไปพร้อมๆกัน การที่มีแอป Kaspy ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เราสามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้โดยตรง รู้ถึงความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาสินค้าให้ออกได้ดีถูกใจผู้บริโภค

ภายในงานยังมีการเปิดตัวเหล่า เกษตรกรและผู้ประกอบการกลุ่มสินค้า Kaspy คัดสรร รวมถึงได้นำสินค้า Kaspy คัดสรรมาให้ผู้ร่วมงานได้รู้จัก รับชม ทดลองชิม อีกทั้งยังมีเชฟสุดพิเศษมาทำอาหารจากวัตถุดิบคัดสรรให้ได้เพลิดเพลินกันอีกด้วย



“สินิตย์” รมช.พาณิชย์ เยี่ยมชมตลาดนัด GIพร้อมเผยเดินหน้าสร้างช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

posted Mar 31, 2021, 2:18 AM by Maturos Lophong




“สินิตย์” รมช.พาณิชย์ เยี่ยมชมตลาดนัด GI

พร้อมเผยเดินหน้าสร้างช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง



นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ใกล้ชิดประชาชน เยี่ยมชมตลาดนัด GI ชวนช๊อป ชิม ชิล และร่วมเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการ GI ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 1 เมษายน 2564 ณ ลานเอนกประสงค์ชั้น 3 บริเวณหน้าอาคารกรมทรัพย์สินทางปัญญา ยันพร้อมเดินหน้าส่งเสริมผลักดันการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดให้กับสินค้า GI ไทยอย่างยั่งยืน




นายสินิตย์ เลิศไกร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI ซึ่งเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นสนับสนุน ผลักดัน ขับเคลื่อนการส่งเสริมการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนการเพิ่มมูลค่าการตลาดของการจำหน่ายสินค้า GI ไทยอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าส่งเสริมการคุ้มครอง GI ทั้งในไทยและต่างประเทศ และได้ดำเนินการในประเทศร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทยรายการใหม่ๆ ล่าสุดขึ้นทะเบียน GI เพิ่ม 2 รายการ คือ

ข้าวหอมขาวเจ๊กชัยนาท และถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอน ทำให้ปัจจุบันมีสินค้า GI ของไทยที่ขึ้นทะเบียนมีทั้งสิ้น 136 รายการ ครอบคลุม 76 จังหวัด ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้กับสินค้า GI ให้สูงขึ้น หลังจากที่ผ่านมาสินค้า GI ไทยสร้างมูลค่าทางการตลาดโดยรวมได้กว่า 36,000 ล้านบาท”

นายสินิตย์ กล่าวว่า “ตลาดนัด GI ณ ลานเอนกประสงค์ชั้น 3 บริเวณหน้าอาคารกรมทรัพย์สินทางปัญญา จัดเป็นประจำทุกสิ้นเดือนเป็นอีกช่องทางที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์

จัดขึ้นเพื่อเป็นช่องทางในการจำหน่ายสินค้า GI ไทย และสร้างรายได้ให้แก่สินค้าชุมชนที่เป็น GI โดยในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม - 1 เมษายน 2564 ซึ่งมีสินค้าที่น่าสนใจ และตรงกับความนิยมของผู้บริโภค ได้แก่ ปลาทูแม่กลอง ละมุดสุโขทัย ลูกหยียะรัง ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ สับปะรดบ้านคา มะพร้าวน้ำหอมราชบุรี ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ส้มโอนครชัยศรี เครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด ทุเรียนป่าละอู พริกไทยจันท์ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ส้มโอขาวใหญ่สมุทรสงคราม น้ำตาลมะพร้าวแม่กลอง

ขนมหม้อแกงเมืองเพชร น้ำตาลโตนดเมืองเพชร กาแฟเขาทะลุ กล้วยเล็บมือนางชุมพร เผือกหอมบ้านหมอ ข้าวเจ๊กเชยเสาไห้ มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และปลาแรดลุ่มน้ำสะแกกรังอุทัยธานี





ทั้งนี้ นอกจากการส่งเสริมการจดทะเบียน GI ทั้งในและต่างประเทศแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ยังให้ความสำคัญกับการจัดทำระบบควบคุมตรวจสอบคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค ว่าจะได้รับสินค้า GI ที่มีคุณภาพและมาจากแหล่งผลิตที่แท้จริง พร้อมเดินหน้าส่งเสริม

ด้านการตลาด โดยเฉพาะการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งประชาชนที่สนใจสามารถเข้าไปเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สินค้า GI ต่าง ๆ ได้ทาง Facebook เพจ GI Thailand เพื่อร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังใจให้แก่ผู้ประกอบการ GI ให้สามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้




อพวช. เปิดตัว “NSM Science Square @ The Street Ratchada”

posted Mar 2, 2021, 12:37 AM by Maturos Lophong


อพวช. เปิดตัว “NSM Science Square @ The Street Ratchada”

แหล่งเรียนรู้สุด “SCREAM” แห่งใหม่ใจกลางกรุง

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดตัวพื้นที่การเรียนรู้แบบสร้างสรรค์แห่งใหม่ใจกลางกรุง ในชื่อ “NSM Science Square @ The Street Ratchada” ณ ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ชั้น 5 ผลักดันเป็นสุดยอดแหล่งเรียนรู้ในรูปแบบ “SCREAM” ที่จะชวนคุณมาปลดปล่อยจินตนาการและสร้างประสบการณ์ผ่านการเล่น เรียนรู้ ในนิทรรศการและกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมอย่างสนุกสนาน ทั้งสร้างสรรค์แรงบันดาลใจผ่านการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยตัวเอง โดยรองรับคนทุกเพศทุกวัยพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กล่าวว่า “อพวช. มีภารกิจในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์แก่สังคมไทย และเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตในรูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่ผู้เข้าชมสามารถมาเรียนรู้และค้นหาคำตอบได้ด้วยตนเอง โดยปัจจุบันเราเปิดให้บริการ 4 พิพิธภัณฑ์ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ และพิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ที่ คลองห้า ปทุมธานี และในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดี ที่ทาง อพวช. ได้เปิดตัวพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์แห่งใหม่ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ในชื่อ “NSM Science Square @ The Street Ratchada” หรือ “จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา” ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เสริมสร้างประสบการณ์ และแรงบันดาลใจผ่านนิทรรศการและกิจกรรมเสริมศึกษาให้กับเยาวชนและประชาชนทั่วไปอย่างหลากหลาย ซึ่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ชั้น 5 ที่มีความพร้อมในทุกด้าน ทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน โดย NSM Science Square @ The Street Ratchada จะเน้นรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เรียกว่า “SCREAM” ย่อมาจาก S = SCIENCE : วิทยาศาสตร์ C = Coding : การเขียนโค้ด R = Robotics : การพัฒนาและสร้างหุ่นยนต์ E = Engineering : วิศวกรรมศาสตร์ A = ART : ศิลปศึกษา และ M = Mathematic : คณิตศาสตร์ ซึ่งผู้เข้าชมจะได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมมากมายในคอนเซ็ปต์ที่จะให้ทุกคนได้ลองสำรวจ (Explore) ได้เรียนรู้อย่างสนุกสนาน (Enjoy) และสร้างสรรค์แรงบันดาลใจ (Inspire) ไปกับกิจกรรมที่คุณได้ลองลงมือทำด้วยตัวเอง”




สำหรับไฮไลท์ในส่วนของนิทรรศการ เราได้นำ นิทรรศการ “สวนปริศนา” LOGICAL PARK ที่จะชวนไปค้นพบเรื่องราวการไขปริศนาที่สนุกสนาน และท้าทายความคิด ด้วยชิ้นงานสื่อสัมผัส ในรูปแบบเกม ที่จะทำให้การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และตรรกศาสตร์ เป็นเรื่องที่ง่ายและไม่น่าเบื่ออีกต่อไป โดยภายในนิทรรศการจะประกอบไปด้วยทั้งหมด 5 โซนด้วยกัน ได้แก่ โซนอัลกอริทึม โซนความน่าจะเป็น โซนตรรกศาสตร์ โซนการเขียนโปรแกรม และโซนเกมปริศนา ทั้งนี้ยังมีกิจกรรมเสริมศึกษาที่น่าสนใจและห้ามพลาด อาทิ

กิจกรรม Imaginarium (Blue Box) : สนามเด็กเล่นแห่งจินตนาการ สนุกสนาน สร้างสรรค์ เสริมสร้างจินตนาการจากของเล่นรูปทรงตัวต่อขนาดต่าง ๆ ที่สามารถต่อรูปทรงได้ตามจินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด

กิจกรรม Inspire Lab : กิจกรรมห้องทดลองวิทยาศาสตร์ พัฒนาทักษะกระบวนการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สำหรับเยาวชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจถึงกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ผ่านกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์




กิจกรรม Innovation Space : กิจกรรมเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะด้านการเป็นนักประดิษฐ์สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ด้วยตนเอง โดยการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ที่กำหนด ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สร้างผลงาน ลงมือปฏิบัติตามกระบวนการทาง STEM Education

กิจกรรม I-SCREAM : พื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กปฐมวัย ฝึกฝนทักษะ และเรียนรู้สิ่งรอบตัว เพื่อถ่ายทอดเรื่องราววิทยาศาสตร์ โดยใช้ศิลปะในการสื่อสาร เพื่อให้เกิดความสนุกสนานและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ๆ อาทิ Theatre for story-telling,โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย, Science painting เป็นต้น

กิจกรรม Explorium : กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ธรรมชาติ สวมบทบาทเป็นนักธรรมชาติวิทยา สืบค้นไขความลับของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ ฝึกจำแนกสิ่งมีชีวิตตามหมวดหมู่ และตื่นตาตื่นใจกับตัวอย่างสัตว์สตัฟฟ์





ด้าน นายพงษ์ศักดิ์ นันตวรรณกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา กล่าวร่วมแสดงความยินดีในการเปิดแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ในครั้งนี้ว่า “สำหรับศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา มีแนวคิดในการเป็นพื้นที่สำหรับกลุ่มครอบครัวและกลุ่มวัยรุ่น ให้มีพื้นที่ในการพักผ่อน ทำกิจกรรมร่วมกัน และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ โดยเน้นการสร้างชุมชนของกลุ่มคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน ให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และใช้เวลาว่างร่วมกัน ซึ่งรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ อพวช. ได้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในพื้นที่ของเรา ซึ่งการเปิดแหล่งเรียนรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ ในศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา ถือเป็นสิ่งใหม่ที่จะเข้ามาเติมเต็มให้เป็นศูนย์การค้าที่ครบถ้วนในทุกด้าน รวมทั้งจะทำให้เกิดกลุ่มผู้ใช้บริการกลุ่มใหม่ ๆ ที่สนใจด้านวิทยาศาสตร์เข้ามาใช้บริการมากขึ้น ซึ่งถือเป็นช่องทางสร้างความสุขให้ทุกคนในสังคม และพัฒนาสังคมไทยให้เด็กและเยาวชนไทยได้รักและสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น และถ้าพูดถึงความพร้อมด้านพื้นที่ ทางเดอะ สตรีท ฯ มีความพร้อมทุกด้าน เพราะสามารถเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน และมีที่จอดรถเพียงพอสำหรับผู้ใช้บริการ นอกจากนี้เรายังมีความพร้อมด้านร้านอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่พิเศษไปกว่านั้นคือสามารถรองรับผู้มาใช้บริการได้ 24 ชั่วโมง อีกด้วย ในครั้งนี้ทางศูนย์การค้า เดอะ สตรีท ฯ ถือเป็นก้าวแรกแห่งความร่วมมือครั้งสำคัญและยินดีอย่างเต็มที่ในการที่จะสนับสนุนการดำเนินงานต่าง ๆ ของ อพวช. ต่อไปในอนาคต ”

ผศ.ดร.รวิน ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อพวช. หวังว่า “NSM Science Square @ The Street Ratchada” แห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่มีคุณค่าให้กับสังคมไทยในการสร้างสังคมวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต รวมทั้งได้สร้างความสุขให้กับทุก ๆ คนในครอบครัว ซึ่งในอนาคตเราจะมีการหมุนเวียนในการจัดนิทรรศการที่น่าสนใจ รวมทั้งกิจกรรมใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้นแน่นอน”


พิเศษ! ในช่วงเปิดตัวเดือนแรก มี.ค. 64 นี้ เมื่อซื้อกิจกรรมภายในจัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. ทุก 300 บาท จะได้รับบัตรอภินันทนาการส่วนลดมูลค่า 100 บาท ทันที! สำหรับ “NSM Science Square @ The Street Ratchada” เด็ก ,นักเรียน-นักศึกษา , สูงอายุ เข้าชมนิทรรศการ ฟรี! ผู้ใหญ่เสียค่าเข้าชม ราคา 20 บาท ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันเวลา 10.00 - 19.00 น. ณ ชั้น 5 ศูนย์การค้า เดอะ สตรีท รัชดา สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.0 2577 9970 หรือ FACEBOOK : NSMScienceSquare

TIP ปันรัก #3 Ep: LoveFromHome

posted Feb 19, 2021, 12:31 AM by Maturos Lophong   [ updated Feb 19, 2021, 12:32 AM ]


TIP ปันรัก #3 Ep: LoveFromHome มิติใหม่ของปาร์ตี้แบบ New Normal

มิติใหม่ของการจัดปาร์ตี้แบบ New Normal 

 ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ คุณวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ และทีมงานสื่อสารองค์กร ทิพยประกันภัย จัดงาน “TIP ปันรัก #3 Love From Home”

 ขอบคุณสื่อมวลชน ในวันแห่งความรัก แบบ New Normal จัดกิจกรรมได้แบบปลอดโควิด - 19 ผ่านระบบ Zoom


 มีสื่อมวลชนเข้าร่วมกิจกรรมมากมาย โดยไม่ต้องมารวมตัวกันในงานเหมือนทุกปีแต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในความสุข สนุกสนานทุกกิจกรรมเสมือนอยู่ภายในงานจริงๆ 


 ท่ามกลางบรรยากาศที่สนุกสนาน อบอุ่น ได้รับประทานอาหารร่วมกัน และอบอวลไปด้วยความรัก ตลอด 4 ชั่วโมงของการจัดกิจกรรม พร้อมจับสลากและมอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ให้กับสื่อมวลชนที่เข้ามาร่วมกิจกรรมทุกคนอีกด้วย




บาร์บีคิวพลาซ่า จับมือ แสนสิริ ประกาศกลยุทธ์เด็ด ปี 64 เปิดตัวแคมเปญสุดยิ่งใหญ่แห่งปี

posted Feb 8, 2021, 11:17 PM by Maturos Lophong



“แสนสิริ x บาร์บีคิวพลาซ่า กระจายความสุข” สร้างความสุขลั่น สนั่นเมือง

-การผนึกกำลังครั้งสำคัญของ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการธุรกิจร้านอาหาร และ วงการอสังหาฯ-

-พร้อมสั่นสะเทือน ฉีกทุกกฎกลยุทธ์การตลาดรูปแบบใหม่-


-ยกทัพจัดเต็มโปรโมชั่น และดีลดีสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อแฟนบาร์บีคิวพลาซ่า และลูกบ้านแสนสิริ-

9 กุมภาพันธ์ 2564, กรุงเทพฯ: “บาร์บีคิวพลาซ่า” ผู้นำธุรกิจร้านอาหาร ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง นำโดย บุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างโอกาสทางการตลาดกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ประกาศผนึกกำลังกับ “แสนสิริ” ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทย โดย ชลีรัตน์ ต่อจรัส ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริการลูกค้าสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้ารุกตลาด พร้อมเผยพันธกิจหลักกับโปรเจ็คสุดยิ่งใหญ่แห่งปี 2564 เปิดตัวแคมเปญ “แสนสิริ x บาร์บีคิวพลาซ่า กระจายความสุข” ที่สร้างกระแสฮือฮาจากไวรัลแคมเปญบนโลกโซเชียล ที่คนไทยทั้งประเทศต่างพูดถึง พร้อมยกทัพกระจายความสุขจัดเต็มโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสุดคุ้มมากมาย มาในรูปแบบ Privilege สุดเอ็กซ์คลูซีฟ อาทิ การเดินหน้าช่วยคนไทยได้มีบ้านง่ายขึ้น และอิ่มอร่อยไปกับครั้งแรกของแคมเปญสุดปังจากบาร์บีคิวพลาซ่า ที่ไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน

ด้านหัวเรือใหญ่จากบาร์บีคิวพลาซ่า คุณบุณย์ญานุช บุญบำรุงทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสร้างโอกาส ทางการตลาดกลุ่มธุรกิจอาหาร บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เผยว่า “ถือเป็นโอกาสอันดีที่ทางบาร์บีคิวพลาซ่า ได้มาจับมือเป็นพันธมิตรหลักกับ แสนสิริ ภายใต้แนวคิด Stay with customers ซึ่งการอยู่เคียงข้างลูกค้าในช่วงสถานการณ์โควิด 19 ระลอกใหม่นั้น ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักของ ฟู้ดแพชชั่น โดยเน้นย้ำในเรื่องการให้ความสำคัญกับการดำรงชีวิตด้วยปัจจัยสี่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คน ครั้งนี้จึงเป็นการร่วมมือผนึกกำลังครั้งใหญ่ของสองอุตสาหกรรม ในการทำโมเดล Licensing Partnership จากการที่เรามีความแข็งแกร่งและเชี่ยวชาญเรื่องการทำ Character Marketing ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการต่อยอดสำหรับการสร้างรายได้ช่องทางใหม่ให้กับองค์กร ด้วยการใช้มาสคอต บาร์บีกอน ที่เป็นตัวแทนของความสุข ไป Stay with customers ในทุก ๆ กิจกรรมการตลาด และเพื่อสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์ไปถึงเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เช่น การขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็น GON Lover สำหรับครั้งนี้จึงถือเป็นการเชื่อมต่อวงการธุรกิจร้านอาหาร และ วงการอสังหาฯ เข้าไว้ด้วยกันอย่างแท้จริง โดยได้รับผลตอบรับดีจนเกิดกระแสไวรัลแคมเปญทั้ง ออฟไลน์ และออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ปี 2564 ที่จะยกขบวนความอร่อยมาพร้อมโปรโมชั่น และดีลดี ๆ มากมายมากระจายความสุขให้คนไทยทั้งประเทศและลูกบ้านแสนสิริ อาทิ ชุดอาหารสุดพิเศษ “แสนสิริ มงGON” “GON Gang Delivery” “GON Food Truck” และ “GonGangFlix จาก Gon Gang Club” เพื่อสร้างรอยยิ้ม ความสนุก และ ความสุขให้แก่คนไทยทั้งประเทศ”

ครั้งแรกในประเทศไทย!! สิทธิพิเศษจาก บาร์บีคิวพลาซ่า เฉพาะสำหรับลูกบ้านครอบครัวแสนสิริ

· แสนสิริ มงGON ชุดอาหารในชื่อชุดสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่เป็นการผสมผสานชื่อเมนู จาก แสนสิริ และ บาร์บีกอน (แบรนด์คาแรคเตอร์) เข้าไว้ด้วยกัน โดยสั่งชุดแสนสิริ มงGON ได้ที่ร้านบาร์บีคิวพลาซ่า ทุกสาขา สำหรับชุดหมู ในราคาเพียง 249 บาท ชุดเนื้อ ในราคาเพียง 259 บาท และสามารถสั่งกลับบ้านได้ด้วย

· GON Gang Delivery ให้บริการเดลิเวอรี่พิเศษ และเพิ่มสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่ลูกบ้านแสนสิริ 134 โครงการ ในแบบฉบับ GON Lover ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง ที่พร้อมเสิร์ฟความอร่อยส่งตรงถึงบ้านแล้ว! สมาชิกลูกบ้านแสนสิริรับโค้ดส่วนลดพิเศษ 100 บาท ได้ทาง Sansiri Home Service Application แล้วนำโค้ดส่วนลดไปสั่งอาหารได้ที่ LINE@GONGANG เมื่อสั่งอาหารใดก็ได้จาก GON Gang Delivery ยอดสั่งซื้อตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไป

· GON Food Truck ครั้งแรก! ของบาร์บีคิวพลาซ่า กับ รถ GON Food Truck ที่พร้อมทักทายทุกคน และพร้อมเสิร์ฟความอร่อยในสไตล์ GON ปิ้งย่าง เปิดตัวครั้งแรกที่โครงการแสนสิริ ในคอนเซ็ปต์ “Happiness Through Food” ส่งมอบความสุขผ่านมื้ออาหารในรูปแบบสนุกสุด Fun สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และเข้าถึงได้ง่าย

· GON GANG FLIX จาก Gon Gang Club สิทธิพิเศษใหม่ในรูปแบบ Subscription Model แพ็คเก็จพิเศษ ที่จะเชื่อมต่อระหว่างลูกบ้านแสนสิริ และแฟนบาร์บีคิวพลาซ่า ที่มากกว่าคำว่าเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จะมาพร้อมดีลดีแห่งปี มอบให้แก่ลูกค้าคนสำคัญแบบคุ้มเกินคุ้มอย่างแน่นอน

“เพราะความเชื่อที่ว่า หมดยุคของการเก่งคนเดียวแล้ว ต้องขอขอบคุณทางแสนสิริที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม เพื่อการสร้างความแข็งแกร่งของการทำโปรเจ็คการตลาดรูปแบบใหม่ในครั้งนี้ ตั้งแต่การพาบาร์บีกอน ออกจากหน้าร้าน ไป Work Form Home ที่โครงการต่าง ๆ ของแสนสิริ ต่อด้วยกระแสไวรัล นั่น GON ป่ะ บนโซเชียลมีเดีย ที่ทุกคนต่างพูดถึง โดยเป้าหมายของบาร์บีคิวพลาซ่า เราคาดหวังว่าจะปั้น Licensing “บาร์บีกอน” เสมือน “ณเดชน์” ที่มีความหล่อ น่ารัก ใครเห็นก็มีแต่รอยยิ้มและความสุขเพื่อ Stay home with more joy หรือ การส่งมอบและกระจายความสุขถึงบ้าน ผ่านมื้ออาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จะมอบให้แก่ลูกค้าคนสำคัญ สุดท้ายอยากให้ติดตามแบรนด์ในเครือฟู้ดแพชชั่นอย่าง ฌานา โภชา จุ่มแซบฮัท เรดซัน และแบรนด์ น้องใหม่ หมูทอดกอดคอ รวมถึงอีกหนึ่งแพลตฟอร์มหลักอย่าง LINE@GONGANG ที่ปี 64 จะมีโปรโมชั่น และดีลดีมามอบให้อย่างแน่นอน” บุณย์ญานุช กล่าวปิดท้าย



ชลีรัตน์ ต่อจรัส ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ที่อยู่อาศัยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของลูกค้ากลุ่มเรียล ดีมานด์ ที่มองหาเพื่ออยู่อาศัยเองและตอบโจทย์ Work from Home แสนสิริ จึงนำแคมเปญที่ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ‘แสนสิริ ผ่อนให้ 24 เดือน*’ กลับมาอีกครั้งในปีนี้ พร้อมกับเซอร์ไพรส์สุดยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกคนต่างเฝ้ารอคอย นั่นก็คือ แคมเปญโปรโมชั่นแรงแห่งปี “แสนสิริ x บาร์บีคิวพลาซ่า กระจายความสุข” และสิทธิพิเศษเอ็กซ์คลูซีฟร่วมกับบาร์บีคิวพลาซ่า ผู้นำธุรกิจร้านอาหาร ตัวจริงเรื่องปิ้งย่าง เพื่อกระจายความสุขแลส่งกำลังใจให้กับทุก ๆ คน ในช่วงสถานการณ์นี้ได้สู้ต่อ และมีพลังในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ในฐานะ market mover นับเป็นครั้งแรกของวงการอสังหาฯ ที่จับมือข้ามธุรกิจกับผู้นำด้านอาหารอย่างครบวงจร ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งหวังให้คนไทยทั้งประเทศได้ “มีบ้านง่ายขึ้น และอิ่มท้อง” ผ่านแนวคิดกลยุทธ์และโอกาสในการรุกตลาดรูปแบบใหม่ ๆ ที่แตกต่าง ด้วยการผนึกพันธมิตรผู้นำล่าสุดอย่าง ฟู้ด แพชชั่น เพื่อนำพาองค์กรแสนสิริและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเราให้อยู่รอดอย่างแข็งแกร่งในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ได้ โดยตั้งเป้าสร้างยอดขายกว่า 1,500 ล้านบาท จากแคมเปญความร่วมมือครั้งนี้”

“สำหรับทิศทางกลยุทธ์การรุกตลาดอสังหาฯของแสนสิริ เราต้องการสร้างเอนเกจเมนท์กับกลุ่มเป้าหมายควบคู่กับการขายโครงการ ด้วยการสร้างโมเมนต์แห่งความสุขร่วมกัน (Joyful Together Experience) ผ่านคาแรกเตอร์สนุกๆของบาร์บีกอนที่มามอบความสุข โดยวางแผนขยายฐานตลาดลูกค้าใหม่ๆ แบบผสมผสานในทุกแพลตฟอร์ม ทั้งโซเชียลมีเดีย สื่อออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อเข้าถึงทุกเพศทุกวัยในทุกเซ็กเมนท์ ครอบคลุมทุก brand touchpoints ในชีวิตผู้บริโภคแบบ On-Life เพื่อยืนหยัดการเป็นแบรนด์ที่พร้อมอยู่ข้างทุกคนเสมอในทุกสถานการณ์ สู่การเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้ (Brand Love) ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์แสนสิริที่เข้าถึงทุกคนและจับต้องง่ายในแนวคิด ‘Made for Life เพื่อชีวิตดีดีของทุกคน ตั้งแต่การสร้างกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดียผ่าน story telling ร่วมกันเพื่อชวนให้คนติดตามและมีส่วนร่วมตลอดแคมเปญ อาทิ เล่นเกมส์ชิงรางวัลตลอดแคมเปญ, เปิดตัว Tiktok Sansiri official @sansiriplc ที่ GON ชวนเหล่า Tiktokers มาร่วมกระจายความสุข Spread Joy ทั่วเมืองตลอดเดือนกุมภาพันธ์นี้ ผ่าน #SansiriSpreadJoy #MadeForJoy ตลอดจนกิจกรรมการตลาดมากมายที่จะมาเซอร์ไพรส์ลูกบ้านแสนสิริ แฟมิลี่ กว่า 100,000 ครอบครัว


แสนสิริ ควง บาร์บีคิว พลาซ่า กระจายความสุขให้คนไทยทั้งประเทศแบบ 4 ต่อ

มีบ้านง่ายขึ้น กับ “แสนสิริ ผ่อนให้ 24 เดือน*” และ รับเพิ่มอีกกับโปรโมชั่นเด็ด พร้อมสิทธิพิเศษ

อีกมากมายจาก ‘GON ให้เพิ่ม’ ที่โครงการบ้าน คอนโดฯ และ ทาวน์โฮมพร้อมอยู่ รวม 59 โครงการ

ทั่วประเทศ ตั้งแต่ 11 ก.พ. – 31 มี.ค. นี้เท่านั้น

· ต่อที่ 1 แสนสิริ ผ่อนให้ทั้งต้นทั้งดอกเน้นๆ ไปเลย 24 เดือน*

· ต่อที่ 2 GON ให้คุณได้ลุ้นเพิ่มโปรพิเศษอีกเพียบ* อาทิ ทองคำ, ส่วนลด on top,บัตรกำนัลเงินสด, ได้ค่าส่วนกลาง

เพิ่ม, เครื่องใช้ไฟฟ้าครบชุด และเฟอร์นิเจอร์ครบเซ็ต

· ต่อที่ 3 ลูกค้าบาร์บีคิวพลาซ่า ชวนเพื่อนมาซื้อโครงการแสนสิริ รับค่าแนะนำไปเลยสูงสุด

200,000 บาท*

· ต่อที่ 4 รับ ฟรี! gift voucher ชุดหมูพิเศษ ‘แสนสิริ มงGON’ ไปกินที่ร้าน Bar B Q plaza เพียงเยี่ยมชมโครงการแสนสิริและร่วมกิจกรรมถ่ายภาพ* กับบาร์บีกอนที่โครงการบ้าน คอนโดมิเนียม และทาวน์โฮม จากแสนสิริ



“แสนสิริ และ บาร์บีคิวพลาซ่า มุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยคนไทยทุกคนและสังคมได้มีความสุข มีรอยยิ้ม และมีกำลังใจให้สู้ต่อไปในช่วงเวลานี้อย่างแข็งแกร่งไปพร้อมกับเรา ซึ่งเราหวังว่าจะช่วยสานต่อความหวังของทุกคนให้เป็นจริงได้ด้วยการมีบ้านเป็นของตัวเอง ไปพร้อมกับกิจกรรมที่เราตั้งใจมอบให้คนไทยทุกคน” ชลีรัตน์ กล่าวสรุป

#MadeForJoy #แสนสิริxGONกระจายความสุข #GONให้เพิ่ม

 

1-10 of 186