Lifestyle & Events





สมาคมเพื่อนชุมชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดรวมพลวิสาหกิจชุมชน จ.ระยอง

posted by Maturos Lophong



สมาคมเพื่อนชุมชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดรวมพลวิสาหกิจชุมชน จ.ระยอง 

ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ชู “ทุนทางสังคม” ดันสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

สมาคมเพื่อนชุมชน ร่วมกับภาคีเครือข่าย ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ในพื้นที่ กับกิจกรรม “วันรวมพลวิสาหกิจชุมชน SE’ Day 2019” (Social Enterprise Day for Eco Industrial Town, Rayong) ชู “ทุนทางสังคม” เป็นเครื่องมือสร้างจุดขายวิสาหกิจชุมชน หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ งานจัดขึ้น ณ โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ตำบลเนินพระ จังหวัดระยอง เมื่อเร็ว ๆ นี้ 

นายมนชัย รักสุจริต ผู้จัดการสมาคมเพื่อนชุมชน กล่าวว่า สมาคมเพื่อนชุมชน เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เกิดจากการรวมตัวกันของภาคอุสาหกรรมที่มีเป้าหมายสู่การอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างมีความสุขและยั่งยืน โดยมีตัวชี้วัดเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายใต้โครงการเพื่อนชุมชน - ธรรมศาสตร์โมเดล และร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ ธนาคารออมสิน สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2559 รุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบันรุ่นที่ 4 และรุ่นที่ 5 ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2563 รวมทั้งหมด 38 กลุ่ม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มเครือข่ายที่ยังต้องพัฒนาและส่งเสริมอยู่ในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์อีกเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้ จากผลงานการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของสมาคมเพื่อนชุมชน มีการใช้ “ทุนทางสังคม” เป็นเครื่องมือในการพัฒนา เช่น ทุนมนุษย์ปราชญ์ชุมชน ทุนทรัพยากรธรรมชาติ ทุนภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ชุมชนมี นำมาผสมผสานกับความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ก่อให้เกิดการเพิ่มมูลค่าในผลิตภัณฑ์ของชุมชน ผ่านกระบวนการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 

1. ขั้นพื้นฐาน คือ การให้ผู้เชี่ยวชาญเตรียมกลุ่มและวิเคราะห์ศักยภาพเบื้องต้น แล้วนำนักศึกษาธรรมศาสตร์ มาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทำบัญชีต้นทุนการผลิตและทำการตลาด

2. ขั้นก้าวหน้า คือ การให้ผู้เชี่ยวชาญส่งเสริมความเข้มแข็งของกลุ่ม ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมแบบค้นหา คนรู้ คนแสดง คนสนับสนุน ซึ่งในขั้นตอนนี้ทางสมาคมได้เชิญนักพัฒนาจากสถาบันวิจัยและวิทยาศาสตร์หรือ วว. มาช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ผ่านมาตรฐานต่าง ๆ



3. ขั้นสร้างเครือข่าย คือ การเพิ่มช่องทางการตลาด ทั้ง On line & Off Line และเพิ่มการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก 

4. ขั้นขยายผล แบบ Show & Share & Tourism คือ การแบ่งปันประสบการณ์ ส่งประกวดผลงาน และการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ นำไปสู่การท่องเที่ยว ส่งผลดีต่อการมีรายได้อย่างมั่นคงของชุมชน

ทั้งหมดนี้จึงนำไปสู่การจัดงาน “วันรวมพลวิสาหกิจชุมชน SE’ Day 2019” (Social Enterprise Day for Eco Industrial Town, Rayong) ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อให้ความรู้และพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชนที่เป็นเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งถือว่าเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่จะส่งผลต่อการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับอุตสาหกรรม อย่างมีความสุขที่ยั่งยืน 

ด้าน นายวิชัย ล้ำสุทธิ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนและชุมชนเชิงนิเวศของสมาคมเพื่อนชุมชน มีการจัดหาทีมนักพัฒนาทางสังคม เข้ามาช่วยค้นหาอัตลักษณ์ของท้องถิ่น ดึงวัฒนธรรมเป็นศูนย์รวมจิตใจ สร้างจุดแข็งให้เป็นจุดขาย จนเกิดกระแสการมีส่วนร่วมของประชาชนหลายกลุ่ม เช่น การค้นหาอัตลักษณ์ สวน-ป่า-นา-เล ของเทศบาลตำบลเนินพระ และการพัฒนาข้าวตันละ 2 ล้าน จากแปลงนาผืนสุดท้ายในชุมชนเกาะกก เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุด เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า การดึงเอาวัฒนธรรม และการใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน นำมาซึ่งการพัฒนาอย่างมีคุณธรรม ตามหลักวิชาการ ทำด้วยความจริงใจ ทำอย่างมีความอดทนและความเพียร โดยเรียนรู้ร่วมกับชุมชน ให้เกียรติซึ่งกันและกัน จะนำไปสู่การพัฒนาเมืองจริยธรรมอุตสาหกรรมที่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข จึงถือเป็นต้นแบบในการพัฒนา โดยคาดว่าจะสามารถขยายให้ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดระยอง และภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป นายวิชัย กล่าว 


ภายในงาน “วันรวมพลวิสาหกิจชุมชน SE’ Day 2019” มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน 

การบรรยายกลยุทธในการขาย “ขายดี ขายดัง ขายให้ปัง...ทำอย่างไร” โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนการให้ความรู้ในด้านต่าง ๆ เช่น การขอ อย. จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระยอง

 การให้คำแนะนำการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรม จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง การให้คำแนะนำเรื่องการจดวิสาหกิจชุมชน โดยเกษตรอำเภอเมืองระยอง

 และการให้คำปรึกษาด้านการเงิน จากธนาคารออมสิน เป็นต้น งานจัดขึ้น ณ โรงแรมโกลเด้นซิตี้ ตำบลเนินพระ จังหวัดระยอง เมื่อเร็ว ๆ นี้

LET’S JOIN ARROW X-DIMENSION CELEBRATE WITH ICE PARIS

posted Nov 19, 2019, 11:42 PM by Maturos Lophong


LET’S JOIN ARROW X-DIMENSION

CELEBRATE WITH ICE PARIS


ARROW X-DIMENSION : GIFT & CELEBRATION เปิดคอลเลคชั่นใหม่ครั้งนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความสุขที่ใกล้จะมาถึง ด้วยบรรยากาศภายใต้งาน “LET’S JOIN ARROW X-DIMENSION CELEBRATE WITH ICE PARIS” ซึ่งบรรยากาศในงานเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสัน ความรื่นเริง สนุกสนาน เพื่อส่งมอบประกายแห่ง “ความสุข” ไปสู่แขกผู้มีเกียรติทุกคน โดยได้รับเกียรติจาก สวัสดิ์ โพธิ์สินสมวงศ์ ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งกาย ARROW ร่วมด้วย ไอซ์ - พาริส อินทรโกมาลย์สุต แบรนด์แอมบาสเดอร์คนล่าสุด ชัยลดล โชควัฒนา ประธานกรรมการ บริษัท มั้งค์ โปรดักชั่น จำกัด และ สุชาติ ลายลักษณ์ศิริ รองกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยฝ่ายธุรกิจ APPAREAL บมจ. ธนูลักษณ์ ขึ้นมาร่วมแสดงความยินดีกันบนเวที ทั้งนี้งานได้จัดขึ้นบริเวณชั้น M โซน PARIS @ TERMINAL21 (อโศก)

เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ เปิดตัว “ยาดมแบล็คอินเฮเลอร์” ฉีกทุกกฎภาพลักษณ์ยาดม

posted Nov 12, 2019, 2:56 AM by Maturos Lophong

บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด เจ้าของแบรนด์ เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสินค้าที่เข้าใจคนรุ่นใหม่ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ครั้งแรกในรอบ 14 ปี ด้วย “ยาดมแบล็คอินเฮเลอร์” (Black Inhaler) ฉีกทุกกฎภาพลักษณ์ของยาดม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเมือง หวังเจาะตลาดวัยรุ่นผ่านพรีเซนเตอร์คนใหม่ขวัญใจเด็กแนว ทุ่มงบลงทุนด้านการตลาดและโปรโมทสินค้าเฉพาะช่วงปลายปี 2562 กว่า 15 ล้านบาท พร้อมชูนวัตกรรม 3 More คาดการณ์ยอดขายของปี 2562 อยู่ที่ 187 ล้านบาท ซึ่งจะโตขึ้นประมาณ 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

นางสุวรรณา เอี่ยมพิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด กล่าวถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ยาดมแบล็คอินเฮเลอร์” และทิศทางการตลาดของแบรนด์ในปี 2563 ว่า “เราเริ่มต้นแบรนด์ เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ ครั้งแรกเมื่อปี 2548 ด้วยยาดมเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ สูตรออริจินัลซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากในยุคนั้น ด้วยภาพลักษณ์ที่ทันสมัยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากที่สุดในท้องตลาด ก่อนจะมีการออกยาดมส้มซึ่งเป็นรุ่น ลิมิเต็ดอิดิชันสร้างสีสันให้ตลาดช่วงนั้น 

และในปีนี้ เรายังตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดยาดมด้านความทันสมัย เข้าใจในความต้องการและไลฟ์สไตล์ของคนยุคปัจจุบันด้วย ยาดมแบล็คอินเฮเลอร์ ด้วยแพคเกจ ‘สีดำ’ ฉีกทุกภาพลักษณ์ของยาดมในท้องตลาดในตอนนี้ ที่ให้ลุคสุดคูล เท่ สมาร์ท และกลิ่นที่เข้มกว่าเดิม เพื่อตีตลาดคนเมืองทั้งวัยรุ่นและ วัยทำงาน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของแบรนด์ให้มากยิ่งขึ้น รวมถึงใช้นวัตกรรม 3 More ได้แก่ “More Cool : ด้วยดีไซน์ ยาดมสีดำ สุดเท่ โดดเด่นไม่เหมือนใคร, More Fresh : ด้วยส่วนผสมของ เป๊ปเปอร์มิ้นท์ออยและ น้ำมัน ยูคาลิปตัส ที่มากกว่าเดิมถึงเท่าตัว ผสมด้วยสูตรเฉพาะเพื่อให้ได้กลิ่นที่เข้มขึ้น สดชื่นขึ้น ในแบบแบล็คอินเฮเลอร์ และ More Safe : เป็นมิตรกับจมูก ดมได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เพราะผลิตจากโรงงานคุณภาพระดับโลกมาตรฐาน GMP/PICs” เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบความต้องการของกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบ Lifestyle Marketing ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ และทำการโฆษณาสินค้าให้สอดคล้องไปกับเนื้อหาที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ อาทิ สุขภาพ แฟชั่น ไอเท็มใหม่ ดนตรีและเกมส์ รวมถึงประชาสัมพันธ์ผ่าน Transit Media ทั้ง BTS MRT หรือ Office Building” 

ด้านตัวเลขผลประกอบการของเป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2561 ปิดยอดขายในประเทศที่ 162 ล้านบาท คาดการณ์ว่าในปี 2562 จะสามารถปิดยอดขายที่ 187 ล้านบาท หรือโตขึ้นประมาณ 15% ซึ่งในปีที่ผ่านมาสัดส่วนรายได้ของเบอร์แทรมแบ่งเป็นในประเทศ 50% ต่างประเทศ 50% โดยแบรนด์เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ มีมูลค่าส่วนแบ่งในตลาดยาดมแบบแท่งเป็นอันดับสอง และในปีนี้ยังมีการเปิดตัวผู้เล่นรายใหม่ในตลาดยาดม ซึ่งน่าจะสร้างสีสันได้ในระดับหนึ่ง 

ด้วยศักยภาพของโรงงาน ที่เรามีทีมวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์จนได้สูตรเฉพาะที่ดีที่สุด ผลิตโดยเครื่องจักร อันทันสมัย สื่อสารด้วยกลยุทธ์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทำให้ ยาดมแบล็คอินเฮเลอร์ หรือยาดมสีดำ เป็นยาดมที่คูลที่สุดในยุคนี้ มีจำหน่ายแล้วที่ร้านบู๊ทส์ แมคโคร ฟู้ดแลนด์ ทุกสาขา และร้านขายยาทั่วไป ในราคา 29 บาท

ติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.facebook.com/PeppermintField

PRAVANA แบรนด์สีผมอันดับ 1 จากสหรัฐอเมริกา จับมือ เวิลด์คลาส กรุ๊ป

posted Nov 7, 2019, 12:16 AM by Maturos Lophong



PRAVANA แบรนด์สีผมอันดับ 1 จากสหรัฐอเมริกา จับมือ เวิลด์คลาส กรุ๊ป 

เปิดตัว 12 ซาลอน มาตรฐาน “PRAVANA PREFERRED”

ขอบคุณลูกค้าชาวไทยนำ 2 สไตลิสท์ชื่อดัง บินตรงสู่กรุงเทพฯ

โชว์เทคนิคการทำสีผมอย่างใกล้ชิด

กรุงเทพฯ – 6 พฤศจิกายน 2562 – PRAVANA แบรนด์ผลิตภัณฑ์ทำสีผมอันดับ 1 จากประเทศสหรัฐอเมริกา การันตีด้วยผลโวตจากช่างผมมืออาชีพ 5 ปีติดต่อกัน จัดงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าชาวไทย เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมาในธีมBANGKOK, THE CITY OF COLORS BY “PRAVANA” ที่บริเวณ Zen Event Galleryชั้น 8เซ็นทรัลเวิลด์ ภายในงานมีการโชว์เทคนิคการทำสีผม แบบ hands-on โดยสไตลิสท์ชื่อดังจากอเมริกาถึง 2 ท่าน ที่ให้เกียรติบินตรงมา เพื่อมอบความรู้ให้กับสไตลิสท์ชาวไทยโดยเฉพาะ รวมถึงการแสดงแฟชั่นโชว์สีผมอันทรงพลังด้วยสีสันแห่งศิลปะที่ไม่เหมือนใคร ของ PRAVANA พร้อมเปิดตัวซาลอนในกรุงเทพฯ ที่ได้รับมาตรฐาน พราวาน่า พรีเฟอร์ “PRAVANA PREFERRED”

PRAVANA เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2004 โดยคุณ Steve Goddard ผู้มีประสบการณ์ โชกโชนในวงการเส้นผมกว่า 30 ปี มีความตั้งใจที่จะเป็นบริษัทที่ผลิตสินค้า เกี่ยวกับเส้นผม โดยช่างทำผม และเพื่อช่างทำผมโดยเฉพาะ PRAVANA มีสินค้าครอบคลุมทุกความต้องการของช่างทำผมระดับมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำสีผม หรือผลิตภัณฑ์ดูแลรักษาเส้นผม และที่สำคัญคือไม่มีส่วนผสมของสารกันบูด เพราะมันเป็นอันตรายทั้งต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม ดังนั้น PRAVANA จึงเลือกใช้สูตรธรรมชาติจากสมุนไพรที่ให้ ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด และไม่ทำร้ายโลกของเรา

สำหรับไฮไลท์ของงานนั้น ได้มีการเชิญสไตลิสท์ชื่อดัง 2 ท่าน ได้แก่ คุณ NEAL MALEK ผู้ชนะเลิศ งานประกวด PRAVANA 2016 SHOW US YOUR VIVID CONTEST และคุณ MELODY LARISSA ตำแหน่ง Artistic Educator ของ PRAVANAมาโชว์เทคนิคการทำสีผมให้ผู้เข้าร่วมงานรับชมอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งมีการประกาศรายชื่อ 12 ซาลอนที่ผ่านการคัดเลือกตามมาตรฐาน PRAVANA PREFERRED เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์จาก PRAVANA รวมถึงมั่นใจในคุณภาพของซาลอนที่ให้บริการอีกด้วย 

และในงานนี้ ยังได้รับเกียรติจาก Mr. Jason Briggs, Senior Director of International Sales ผู้บริหารระดับสูงจาก Henkel Beauty Hair Care Professionalบริษัทแม่ของ PRAVANA กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทแม่ทาง Henkel มีความยินดีและรู้สึกขอบคุณที่ PRAVANAได้รับการตอบรับในประเทศไทยเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ด้วยความสนับสนุนของ WORLD CLASS GROUP(เวิลด์คลาส กรุ๊ป)ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ PRAVANA ในประเทศไทย และลูกค้าชาวไทยทุกท่าน เรามีความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับสไตลิสท์ และเป็นทางออกให้กับทุกความต้องการของลูกค้าทั่วโลก โดยที่ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามที่ PRAVANA ให้คำมั่นสัญญาไว้ รวมถึงการมอบรายได้ 5% ของยอดขายผลิตภัณฑ์ NEVO Hair Care ให้กับองค์กร City of Hope เพื่อเป็นทุนในการช่วยวิจัยรักษาโรคมะเร็งทรวงอก และช่วยสนับสนุนการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ความต้องการทำสีผมในประเทศไทยกำลังเติบโตเป็นอย่างมาก ลูกค้ามีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความเป็นตัวตนของตนเอง ความต้องการของลูกค้าทั้งในประเทศไทยและทั่วโลกนี้ ทำให้ PRAVANA ต้องยิ่งเร่งพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่อไป ทางเราจึงได้มีการจัดทำสัญลักษณ์ PRAVANA PREFERRED เพื่อมอบให้กับซาลอนที่ผ่านการคัดเลือกตามมาตรฐานของ PRAVANA เพื่อคุณลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่เหนือกว่ากับการทำสี กระผมขอขอบคุณทุกความไว้ใจที่มีให้กับ PRAVANA ขอสัญญาว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆและจะไม่ทำให้ลูกค้าผู้มีเกียรติทุกท่านผิดหวัง”

คุณ ลลนา เลิศสมิติวันท์ กรรมการผู้จัดการ เวิลด์คลาส กรุ๊ปกล่าวเสริมว่า “สำหรับการจัดงาน BANGKOK, THE CITY OF COLORS BY “PRAVANA”ในครั้งนี้ เป็นงานใหญ่ที่เซเลบริตี้ ในวงการเส้นจากหลาย generation ให้เกียรติมาร่วมงาน อาทิ คุณสมศักดิ์ ชลาชล คุณบุษบา เปรมเจริญ คุณ ลูกเกด เมทินี กิ่งโพยม คุณไก่ สมพร จากร้าน The Lounge คุณโป๊ด คุณป๊อก เชลซี เรามีความตั้งใจที่จะนำเสนอศิลปะแห่งการทำสีผม ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก ผ่านทางแฟชั่นโชว์ และการแสดงโชว์ทำสีผมจากคุณ NEAL MALEK และคุณ MELODY LARISSA โดยใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับ WORLD CLASS จาก PRAVANA ทางบริษัทฯขอขอบคุณซาลอนและลูกค้าทุก ๆ ท่านที่ให้โอกาส PRAVANA ได้เป็นสีสันส่วนหนึ่งในชีวิตของท่าน เราคาดหวังว่าจะทำให้ แบรนด์ PRAVANA เป็นที่หนึ่งในใจคนไทย ดังที่ทำมาได้แล้วที่สหรัฐอเมริกา งานนี้เป็นงานที่ทำให้ช่างทำผมทั่วฟ้าเมืองไทยได้พบปะกันอย่างอบอุ่นเป็นกันเอง และแสดงให้เห็นว่าวงการทำสีผมของประเทศไทยมีความก้าวหน้าไปมาก และมีความเป็นอาชีพ นอกจากสัญลักษณ์ PRAVANA PREFERRED ที่จะทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์และซาลอนมากขึ้นแล้ว เรายังจัดโปรแกรม PRAVANA FLY จะพาสไตลิสท์ที่ผ่านการคัดเลือก เข้าอบรมแบบ exclusive ที่สถาบัน Academy of Hair โดย Henkel Beauty Care Professional ที่สไตลิสท์จะได้รับการอบรมทั้งทฤษฏีและลงมือปฎิบัติจริง รวมถึงได้เยี่ยมชมกระบวนการการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา” 

ด้าน คุณ NEAL MALEK แฮร์สไตลิสท์ เจ้าของรางวัล PRAVANA 2016 SHOW US YOUR VIVIDS CONTESTและ หนึ่งในสมาชิก PRAVANA COLLECTIVE กล่าวว่า “มีความรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มาร่วมงานนี้ ประเทศไทยถือว่าเป็นที่ 1 ในเรื่องการทำสีผมในแถบ Southeast Asia การมาโชว์ทำสีผมในครั้งนี้ เหมือนกับเป็นการมาแลกเปลี่ยนเทคนิคและเทรนด์ในการทำสีผม ซึ่งผมสนุกมาก ๆ ที่ได้เจอกับช่างผมชาวไทย ที่มีประสบการณ์สูงและมีความคิดสร้างสรรค์กันทุกท่าน ผมหวังว่าจะได้มาร่วมงานกับช่างผมทุกท่านกับ PRAVANA อีกครั้ง ไม่ว่าจะที่ประเทศไทย หรืออเมริกา”

ทางคุณ MELODY LARISSA เจ้าของรางวัล PRAVANA SHOW US YOUR VIVIDS 2019 CHROMASILK กล่าวเพิ่มเติมถึงโปรแกรม PRAVANA FLY ว่า “PRAVANA FLY เปิดโอกาสใช้ช่างผมผู้มีความสามารถทุกท่าน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำสีผมอย่างลึกซึ้ง พร้อมโอกาสในการไปศึกษาเทคนิคเพิ่มเติมที่Head Quarter ของพราวาน่า ณ นครลอสแอนเจลิส นอกจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพแล้วการได้ความรู้หรือเทคนิคจากผู้เขียวชาญก็สำคัญ PRAVANA มองภาพรวมของความเป็นมืออาชีพของช่างผมอย่างแท้จริงดังนั้นดิฉันมีความสุขมากกับงานวันนี้ และมีความคาดหวังเป็นอย่างสูงว่าจะได้พบกับช่างผมทุกท่านที่มาร่วมงานวันนี้อีกครั้ง ผ่านโปรแกรมของ PRAVANA FLY ในอนาคตเพื่อจะได้สนุกสนานและแลกเปลี่ยนความรู้กัน” 

เส้นผมซาลอน (Senpom Salon) 1 ใน 12 ผู้ผ่านการคัดเลือกได้รับสัญลักษณ์ PRAVANA PREFERRED กล่าวขอบคุณงานในวันนี้ “ทางซาลอนของเราใช้ผลิตภัณฑ์ของ PRAVANA เป็นเวลาหลายปีแล้ว และลูกค้าที่ได้ทดลองใช้ก็มีความประทับใจกับคุณภาพของเนื้อสีที่เข้มข้นและติดทนนาน ที่สำคัญคือสีผมเงาสวย ไม่แห้งเสีย และไม่เจ็บหนังศีรษะขณะทำสีผม วันนี้เราจึงดีใจกับสัญลักษณ์ PRAVANA PREFERRED เป็นอย่างมาก เพราะเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือของซาลอนของเรา และยังเป็นโอกาสให้เราได้พัฒนาศักยภาพของเราไปพร้อม ๆ กับ PRAVANA อีกด้วย”และงาน BANGKOK, THE CITY OF COLORS BY PRAVANA นี้ก็ได้จบลงอย่างอบอุ่น สนุกสนาน พร้อมความประทับใจของผู้ร่วมงานและผู้จัดงาน พร้อมคำสัญญา ที่จะนำพาแวดวงการทำสีผมของเมืองไทย ให้ก้าวไกลสู่ระดับโลกไปด้วยกัน

พบกับ 12 ซาลอน มาตรฐาน “PRAVANA PREFERRED” ก่อนได้แล้วทั่วกรุงเทพและปริมณฑล อีกทั้งเพิ่มซาลอนในต่างจังหวัดทั่วทั้งประเทศเร็วนี้ๆ สามารถติดตามความเคลื่อนไหวกิจกรรม และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ PRAVANA ประเทศไทยได้ทีwww.facebook.com/PravanaThailand/,Instagram:@PRAVANATHAILAND, #pravanathailand #pravanapreferred #BangkokCityofColors #salonprofessionals #ChromaSilkCollectionเว็บไซต์ www.pravanathailand.com

ลาซาด้าเรียกน้ำย่อยมหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 สุดยิ่งใหญ่แห่งปีนี้

posted Oct 31, 2019, 2:46 AM by Maturos Lophong

ลาซาด้าเรียกน้ำย่อยมหกรรมช้อปปิ้ง 11.11 สุดยิ่งใหญ่แห่งปีนี้

ปล่อยเอ็มวี ‘ลาซาด้าช้อปติดไซเรน’ เรียกนักช้อปออนไลน์

ลาซาด้าตอกย้ำแนวคิดช้อปได้ต้องบันเทิงด้วย เรียกน้ำย่อยก่อนแคมเปญใหญ่แห่งปี 11.11 ด้วยมิวสิค มาร์เก็ตติ้ง ปล่อยเอ็มวี “ลาซาด้าช้อปติดไซเรน” ปลุกกระแสนักช้อปออนไลน์ พร้อมเตรียมกระหน่ำกลยุทธ์ช้อปเปอร์เทนเม้นท์เต็มรูปแบบ ผ่านสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ เบลล่า-ราณี แคมเปน และต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร มั่นใจดาราไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่า

มร.แจ็ค จาง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ลาซาด้า ประเทศไทย เตรียมพร้อมสำหรับมหกรรมช้อป 11.11 ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ผลักดันกลยุทธ์ช้อปเปอร์ เทนเม้นท์ (Shoppertainment) เต็มรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือการทำเพลง “ลาซาด้าช้อปติดไซเรน” ที่อิงกระแส ซีรีย์สุดฮอต “รักฉุดใจ นายฉุกเฉิน” ซึ่งโด่งดังทั้งในโลกออฟไลน์-ออนไลน์ และเพิ่งลาจอไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีเพลงประกอบละครยอดฮิตรักติดไซเรน ซึ่งมียอดวิวในยูทูปทะลุกว่า 100 ล้านวิว

โดยเพลง “ลาซาด้าช้อปติดไซเรน” มีการแต่งเนื้อเพลงให้สอดคล้องไปกับมหกรรมช้อป 11.11 พร้อมลงทุนถ่ายทำมิวสิควิดีโอขึ้นมาใหม่ ยังคงมี ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต และ แพรวา- ณิชาภัทร ฉัตรชัย-พลรัตน์ เจ้าของเสียงร้องของเพลงต้นฉบับเป็นผู้ร้องเพลงนี้ แต่ทุกคนจะได้เซอร์ไพรส์กับการมีส่วนร่วมของสองแบรนด์แอมบาสเดอร์ลาซาด้า อย่าง เบลล่า-ราณี แคมเปน และต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ที่ทั้งคู่ร่วมร้องและเล่นมิวสิควิดีโอด้วย



“เพลงลาซาด้าช้อปติดไซเรน เป็นการต่อยอดการตลาดออนไลน์จากทุกช่องทาง นอกจากจะได้ความบันเทิงแล้ว ยังช่วยกระตุ้นยอดจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ค้าในแพลตฟอร์ม ด้วยการดึงให้นักช้อปกลับเข้าสู่แอปลาซาด้า อีกทั้งยังเห็นได้ว่าลาซาด้ามุ่งมั่นในการใช้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบโลคอลไลซ์ (Localized) นำเสนอแคมเปญผ่านศิลปินชาวไทยทั้งหมด เพราะลาซาด้าเชื่อว่าช่วยให้เข้าถึงและเชื่อมโยงกับนักช้อปไทยได้ดีกว่า”

นักช้อปสามารถเข้าแอปพลิเคชันลาซาด้า พิมพ์ “LOVE1111” แล้วกดเสิร์ช เพื่อรับชมทีเซอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ และเก็บคูปองส่วนลดสุดพิเศษกว่า 111 บาท ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 พฤศจิกายน และฟินสุดๆ ในวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ ห้ามพลาดติดตามคลิปเต้นสุดเซอร์ไพรส์ของทั้ง 4 นักแสดง พร้อมกลับมาช้อปแบบสุดคุ้มที่ลาซาด้าที่เดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ สำหรับมหกรรม Lazada 11.11 Biggest One Day Sale วันเดียวได้ทุกดีล ลาซาด้ายังแจกคูปองถล่มทลายกว่า 111 ล้านคูปอง ลดแรงที่สุดในรอบปี ชวนกันช้อปไม่อั้น ตลอดทั้งวัน นับล้านๆ ดีล โดยได้ร่วมมือกับแบรนด์และพาร์ทเนอร์ชั้นนำมากมาย ในการมอบโปรโมชั่นที่ดีที่สุดแห่งปีให้แก่ลูกค้า

รับชมทีเซอร์ ‘ลาซาด้าช้อปติดไซเรน’ ได้แล้ววันนี้ที่ https://bit.ly/2BSxPwe

อย่าลืมกลับมาติดตามคลิปสุดฟิน และช้อปที่ลาซาด้า 11.11 นี้ วันเดียวได้ทุกดีล!

#Lazada1111TH #LazadaBiggestOneDaySale #ลาซาด้าช้อปติดไซเรน

เกี่ยวกับลาซาด้า (Lazada)

ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2012 ลาซาด้า กรุ๊ป เป็นผู้นำแพลทฟอร์มอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ด้วยการนำเสนอธุรกิจการค้าและเทคโนโลยีอันทันสมัย พร้อมระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง และเครือข่ายการชำระเงินที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ลาซาด้าได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคทั่วภูมิภาค พร้อมความมุ่งมั่นที่จะให้บริการเหล่านักช็อปออนไลน์กว่า 300 ล้านคนภายในปี 2030 ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ลาซาด้าได้กลายเป็นแพลทฟอร์มที่สำคัญของกลุ่มอาลีบาบาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการขับเคลื่อนโดยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย

The Alley ฉลองครบรอบเปิดตลาดไทย 1 ปี มียอดขายกว่า 1 แสนแก้วต่อเดือน

posted Oct 30, 2019, 2:27 AM by Maturos Lophong


The Alley ฉลองครบรอบเปิดตลาดไทย 1 ปี มียอดขายกว่า 1 แสนแก้วต่อเดือน

เดินหน้าเปิดเกมรุกขยายสาขาเพิ่มเท่าตัว ลุยเพิ่มโปรดักส์และแตกไลน์ธุรกิจใหม่

The Alley เผยตลาดเครื่องดื่มชานมไข่มุกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สดใส ยอดซื้อโต 3,000% ในปีที่ผ่านมา และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ชี้ชาวไทยบริโภคชานมไข่มุกสูงสุดในภูมิภาค เฉลี่ยคนละ 6 แก้วต่อเดือน ตามติดด้วยชาวฟิลิปปินส์ 5 แก้วต่อเดือน ฉลองความสำเร็จเปิดตลาดไทยครบรอบ 1 ปี ด้วยยอดขายกว่า 100,000 แก้วต่อเดือน พร้อมประกาศเปิดเกมรุกขยายสาขาไม่น้อยกว่า 20 สาขาภายในปี 2020 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ปักหมุดจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูง อุดรธานี ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต กางแผนธุรกิจเพิ่มโปรดักส์ใหม่ ของหวาน เบเกอรี่ ไอศกรีม จับมือพาร์ทเนอร์ชั้นนำร่วมการพัฒนาเครื่องดื่มเมนูใหม่ เพิ่มเมนูร้อน และแตกไลน์ธุรกิจสู่บริการ Catering ตอกย้ำภาพผู้นำแบรนด์ชานมไข่มุกพรีเมียม ด้วยการใช้วัตถุดิบและส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิคเพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค ชูวิชั่น Go Green ร่วมรักษ์โลก

นายอนล ธเนศวรกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มิลลาร์รี่ จำกัด มาสเตอร์แฟรนไชส์ The Alley แบรนด์ชานมไข่มุกพรีเมียมจากประเทศไต้หวันในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากแกร็บฟู๊ด (Grab Food) เผยตลาดเครื่องดื่มชานมไข่มุกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2561 มียอดสั่งซื้อเติบโตเพิ่มขึ้น 3,000% จากแบรนด์ชานมไข่มุกกว่า 1,500 แบรนด์ ที่มีหน้าร้านจำหน่ายรวมกว่า 4,000 สาขา โดยชาวไทยบริโภคชานมไข่มุกมากที่สุด เฉลี่ยคนละ 6 แก้วต่อเดือน ตามด้วยชาวฟิลิปปินส์บริโภคชานมไข่มุกเฉลี่ยคนละ 5 แก้วต่อเดือน ชาวมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย บริโภคเฉลี่ยคนละ 3 แก้วต่อเดือน จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตลาดเครื่องดื่มชานมไข่มุกยังเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงในประเทศไทย

ปัจจุบัน The Alley เข้ามาเปิดตลาดในประเทศไทยครบรอบ 1 ปี นับว่าได้รับการตอบรับและประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยยอดขายกว่า 100,000 แก้วต่อเดือน ทั้งนี้ The Alley มีรูปแบบร้านตามไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค นอกเหนือจาก The Alley ที่มีแนวคิดการตกแต่งร้านที่เป็นธรรมชาติ ตามที่เห็นในหลาย ๆ สาขา บริษัทฯ ยังได้มีการพัฒนาร้านให้มีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิม คือ The Alley Express เป็นรูปแบบร้านที่เหมาะสำหรับลูกค้ามาซื้อเครื่องดื่มกลับไปทานที่บ้านหรือที่ทำงาน และสำหรับ Delivery โดยเน้นให้เป็นรูปแบบการบริการที่รวดเร็วขึ้น และ The Alley Café ที่มาพร้อมกับความหลากหลายของเมนู ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าได้มากขึ้น ตกแต่งร้านให้เป็นรูปแบบคาเฟ่ มีพื้นที่ให้ลูกค้าสามารถนั่งชิลหรือนั่งทำงานภายในร้านได้ ทั้งนี้ คาดว่าในอนาคต จะขยายร้านทั้ง 2 รูปแบบ ให้มีสาขาเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การพัฒนารูปแบบร้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้นในอนาคต

จากข้อมูลของบริษัทฯ พบว่า จำนวน 80% ของยอดขายเป็นเครื่องดื่ม Milk Tea และ Brown Sugar กลุ่มลูกค้าหลัก 79% เป็นผู้หญิง และ 21% เป็นผู้ชาย โดยลูกค้าทั้งสองกลุ่มบริโภคชานมไข่มุกสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 24 - 35 ปี ถึงกว่า 50% และช่วงอายุ 35 - 44 ปี มากกว่า 25% เมนูยอดนิยมของผู้บริโภคใน 5 อันดับแรกได้แก่ 1. Brown Sugar Deerioca & Fresh Milk 2. Royal No.9 Milk Tea 3. Brown Sugor Deerioca & Puff 4. Tropical Passion Fruit Green Tea / Orange Lulu และ 5. Trio Assam Milk Tea สำหรับท็อปปิ้ง อับดับ 1 มากกว่า 79 % คือไข่มุก 10 % ว่านหางจระเข้ 6% มะพร้าว และ 4 % เจลลี่ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้บริโภคนิยมรับประทานหวานน้อยลง โดยผู้บริโภคกว่า 65% นิยมสั่งลดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่มลง 33% สั่งลดปริมาณน้ำตาลให้มีรสชาติหวานน้อย 26% สั่งหวานปลานกลาง และ 6% ไม่ใส่น้ำตาล พบเพียง 35 % เท่านั้นที่สั่งความหวานในระดับปกติ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพของตัวเองมากขึ้นในปัจจุบัน

นางสาวอุณาวรรณ ตั้งคารวคุณ ผู้ร่วมก่อตั้ง และกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลลาร์รี่ จำกัด กล่าวว่าจากความสำเร็จในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีแผนที่จะขับเคลื่อนธุรกิจในประเทศไทยอย่างจริงจังใน 5 ด้าน ได้แก่

1. มุ่งขยายสาขา The Alley ในประเทศไทยไม่น้อยกว่า 20 สาขาภายในปี 2563 ในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยมุ่งไปในจังหวัดที่มีกำลังซื้อสูง ได้แก่ อุดรธานี ชลบุรี ระยอง และภูเก็ต ปัจจุบัน The Alley มีสาขาทั้งหมด 12 สาขา ได้แก่ สยามสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์ สยามเซ็นเตอร์ ซีคอนสแควร์ บางจาก เซ็นทรัลบางนา เซ็นทรัลลาดพร้าว ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต สีลมคอมเพล็กซ์ Gump Ari เมกาบางนา และนิมานเหมินท์ เชียงใหม่ ทั้งนี้ ภายในเดือนธันวาคมปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 2 สาขา ได้แก่ ไอคอนสยาม และเดอะมอลล์งามวงค์วาน



2. แผนการเพิ่มสินค้าใหม่เพื่อเพิ่มความหลากหลายและสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่

· ไอศกรีม Soft Serve ที่ได้นำเมนู Royal No.9 Milk Tea ซึ่งเป็นเมนู signature มีกลิ่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หารับประทานได้ที่ The Alley โดยพัฒนาสูตรเสิร์ฟพร้อมกับเยลลี่สูตรพิเศษ เพิ่มความอร่อยที่แปลกใหม่

· เบเกอรี่ คัดสรรเมนูไม่ว่าจะเป็น Sausage Puff, Bacon & Egg Panini, ครัวซองต์ และอีกมากมาย พร้อมเสิร์ฟร้อน ๆ ให้กับลูกค้าที่ The Alley Café

· เครื่องดื่มร้อน ซึ่งมีแผนเพิ่มเครื่องดื่มร้อนมากกว่า 20 เมนู มีความพิเศษที่นำ Brown Sugar มาทำเครื่องดื่มร้อน เพิ่มรสชาติหอมอร่อยกลมกล่อมยิ่งขึ้น และนอกจากนี้ ยังมีชานม และ ชาใส ที่ทำเป็นเครื่องดื่มร้อนอีกด้วย

· เครื่องดื่มชานมไข่มุกเมนูใหม่ โดยการจับมือกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำ พัฒนาเครื่องดื่มที่เป็น ซีซันนอล (Seasonal) ตอบโจทย์ตลาดไลฟ์สไตล์และสุขภาพ นำเอาจุดแข็งของแบรนด์ The Alley ผสมผสานกับจุดแข็งของพาร์ทเนอร์ เช่น ไข่มุกบราวน์ชูก้าร์ สูตรพิเศษของ The Alley ผสมผสานกับนมถั่วเหลืองของดีน่า

3. Catering เป็นการขยายธุรกิจการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ สำหรับงานสัมมนา อีเว้นท์ งานแต่งงาน จับกลุ่มธุรกิจโรงแรม ออฟฟิศสำนักงาน โดยนำรูปแบบของ The Alley ไปให้บริการ พร้อมเสิร์ฟเครื่องดื่ม อร่อย ๆ ถึงสถานที่นั้น ๆ ทำให้รู้สึกเหมือนรับประทานอยู่ที่ร้าน

4. ส่วนผสมที่เป็นออร์แกนิค (Organic Ingredient) ด้วยสุขภาพของผู้บริโภคเป็นเรื่องที่สำคัญ The Alley จึงมุ่งสรรหาวัตถุดิบและส่วนประกอบออแกนิคเข้ามาเป็นส่วนผสมในเมนูเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น น้ำเชื่อมที่ผลิตจากอ้อยออแกนิคไม่ผ่านการฟอกขาว ไซรัปน้ำตาลอ้อย ปลอดสารเคมี ไม่ปรุงแต่งกลิ่น และสีสังเคราะห์ใบชาออแกนิค คัดสรรใบชาที่ผ่านกระบวนการปลูกแบบออแกนิค

5. มุ่งสู่ Go Green แสดงจุดยืนดูแลและรักษ์โลก แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 2 ด้าน ได้แก่ การดำเนินการภายใน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ส่วนประกอบออแกนิค การบริหารจัดการเศษอาหารอย่างมีศักยภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ เช่น แก้ว ถุง หลอดดูด เป็นต้น และการดำเนินการภายนอกด้วยการมีส่วนร่วมกับลูกค้า ได้แก่ การรณรงค์ลดขยะพลาสติก ด้วยการนำแก้วและหลอดดูดของตัวเองมาซื้อเครื่องดื่ม รณรงค์ให้ใช้ถุงกระดาษ ถุงผ้าใส่เครื่องดื่มแทนพลาสติก โดยจะจัดโปรโมชั่นส่วนลดเพื่อส่งเสริมการลดขยะจากพลาสติก ทั้งนี้ The Alley มุ่งหวังอย่างยิ่งที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

The Alley เริ่มเปิดตัวสาขาแรกในประเทศไต้หวันเมื่อปี 2557 จากนั้น 1 ปี ได้ขยายสาขาในไต้หวันเพิ่มเป็น 10 สาขา ต่อมาปีในปี 2559 ขยายสาขาออกไปยังประเทศแคนนาดาและมาเก๊า ในปี 2560 ขยายสาขาใน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีนและเวียดนาม และในปี 2561 ได้เข้าไปเปิดตลาดในประเทศฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และเกาหลี และในประเทศไทย ปัจจุบัน The Alley มีสาขาอยู่ใน 10 ประเทศทั่วโลก ทั้งหมดกว่า 315 สาขา โดยจุดเด่นคือเป็นแบรนด์ชานมไข่มุกไลฟ์สไตล์พรีเมียม ที่ใส่ใจสุขภาพผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

MAI กางแผนปี 2563 เดินหน้าจัดประกวดนางงามนานาชาติ หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวไทย

posted Oct 2, 2019, 9:16 PM by Maturos Lophong


MAI กางแผนปี 2563 เดินหน้าจัดประกวดนางงามนานาชาติ หนุนเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวไทย 

เตรียมแตกไลน์ธุรกิจต่อยอดศักยภาพสาวงามสู่ระดับโลก


บริษัท มิสออร่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MAI) ผู้นำด้านการจัดเวทีประกวดนางงาม นางแบบ และนายแบบระดับนานาชาติ และเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ ERM Thailand เวทีประกวดนางงามกว่า 18 เวทีระดับโลก เผยธุรกิจการประกวดไทยยังรุ่ง ด้วยเม็ดเงินสะพรั่งกว่า 500 ล้านบาท กางแผนธุรกิจปี 2563 เดินหน้าจัดประกวดนางงามเต็มกำลัง ขยายเวทีต้อนรับผู้เข้าประกวดนานาชาติ หนุนเศรษฐกิจ-การท่องเที่ยวไทย พร้อมเตรียมแตกไลน์ธุรกิจต่อยอดศักยภาพสาวงามรุ่นใหม่สู่ระดับโลก ตั้งเป้าโตเท่าตัว และขึ้นแท่นผู้จัดการประกวดอันดับหนึ่งในภูมิภาค


นางสาวปวีณา บำรุงรส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสออร่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MAI) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเวทีประกวดนางงามเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนไหลเข้าสู่ประเทศอย่างมหาศาล จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การโฆษณา สปอนเซอร์ การโหวตผ่านเครือข่ายสื่อสาร และสื่อโชเชียลมีเดีย โดยคาดว่า ในแต่ละปีมีมูลค่ามากกว่า 500 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ MAI ที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 35% จากปี 2561 และประสบความเร็จบนเวทีการประกวดระดับนานาชาติมากมาย รวมถึงได้ขยายธุรกิจด้วยการเปิดตัว “MAI MULTI TALENT 2019” ในปี 2562 นี้ ซึ่งเป็นบริษัทน้องใหม่ภายในเครือบริษัท มิสออร่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MAI) ที่ดำเนินธุรกิจการประกวดนางงามระดับอินเตอร์ เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ

“ในปีนี้เราประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากเวทีการประกวดนางงาม นายแบบ และนางแบบ ทั้งไทยและระดับนานาชาติ กับ 4 โปรเจคสุดยิ่งใหญ่ ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก ได้แก่ Mrs.Thailand 2019, Mrs.Tourism Queen International 2019, Miss Tourism Queen International 2019 ซึ่งถือได้ว่าเป็นเวทีต้นแบบของผู้หญิงที่เป็นหนึ่งด้านความคิด และความงาม สวยตั้งแต่ภายในสู่ภายนอก ภายใต้ลิขสิทธิ์แห่ง ERM Thailand และเวทีการประกวด “T–AM” (ที-แอม) หรือ Thailand Tourism Ambassador ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งถือเป็นเวทีการประกวดเฟ้นหากลุ่มคนต้นแบบคนรุ่นใหม่ เพื่อนำเสนอการท่องเที่ยวไทยเชิงอัตลักษณ์อย่างแท้จริง 

นอกจากนั้น เรายังประสบความสำเร็จจากการจัดเวทีการประกวดบุคคลที่มีศักยภาพด้านต่าง ๆ (Talent) ได้แก่ การประกวดดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ เพื่อนำชุดมาใช้ในการประกวดรอบสุดท้าย ซึ่งช่วยส่งเสริมผ้าไทยและเศรษฐกิจไทยต่อไป ด้านเวทีการประกวด Mrs. เราก็ได้มีการประกวดออกแบบมงกุฎ ที่จะใช้เป็นมงกุฎประจำกองประกวด ในรูปแบบที่สื่อให้เห็นถึงความเป็นไทยและใช้วัสดุในประเทศ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจไทยด้านอัญมณีไทย และโชว์ฝีมือคนไทยให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก” ปวีณากล่าว

ในปี 2563 “MAI MULTI TALENT 2019” ยังคงเดินหน้ารุกธุรกิจเวทีการประกวดอย่างเต็มกำลัง เพื่อหนุนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย และต่อยอดศักยภาพสาวงามรุ่นใหม่สู่ระดับโลก โดยตั้งเป้าการเติบโตปี 2562 และ 2563 ที่ 30% คาดรายได้กว่า 40 – 60 ล้านบาท และตั้งเป้าเติบโตขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง จากแผนการขยายเวทีในระดับนานาชาติ และจากการแตกไลน์ธุรกิจเวทีนางงามในด้านต่าง ๆ

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2563 ของ MAI จะเตรียมจัดการประกวดเวทีระดับโลกที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ได้แก่ Mrs.Thailand, Mrs. Tourism Queen International, Miss Tourism Queen International, T-AM 2020, IMOTY International Model of the Year และ World Top Model ซึ่งจะมีการปรับปรุงรูปแบบและเนื้อหาการประกวดที่ทันสมัยมากกว่าที่เคย โดยมุ่งเน้นไปที่ศักยภาพของผู้เข้าประกวด ไม่ว่าจะเป็น รูปร่างหน้าตา บุคลิภาพที่โดดเด่น มีทัศนคติบวก เต็มเปี่ยมไปด้วยความสามารถ และความสวยงามในแบบของตนเอง โดยจะมีการนำสื่อโซเชียลมีเดีย และเทคโนโลยีการโหวตที่ล้ำสมัยมาใช้ในการรประกวด เพื่อนำเสนอเรื่องราวของผู้เข้าประกวด และสร้างชื่อเสียงให้กับเวทีการประกวดได้กว้างยิ่งขึ้น อาทิ การโปรโมทการท่องเที่ยวไทยผ่านการเล่าเรื่องของผู้เข้าประกวด (Story Telling) และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อาทิ Youtube Channel, Official Fanpage Facebook, และช่องทางของผู้เข้าประกวดไม่ว่าจะเป็น Facebook และ Instagram

นอกจากนั้น ยังได้วางแผนแตกไลน์ธุรกิจจากการเวทีการประกวด เพื่อตอกย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านบุคลากรที่มีความเทียบเท่ากับต่างประเทศ ด้วยการผลักดันให้คนไทยได้ก้าวเข้าสู่ระดับสากล และเป็นที่ยอมรับในเวทีระดับอินเตอร์เนชั่นนัล แผนธุรกิจที่วางไว้ อาทิ MAI Fashion Styling โปรเจคที่จะพานางงามทุกประเทศไปทำกิจกรรมในแต่ละจังหวัด เพื่อเป็นการโปรโมทประเทศไทย, MAI TALENT AGENCY โปรเจคผลักดันนางแบบและนายแบบเข้าสู่สังกัดระดับอินเตอร์เนชั่นนัลในแต่ละประเทศ อาทิ ยุโรปและสหรัฐอเมริกา รวมถึง Fashion Showcase & Live Merchant และ Fashion Organization

“เรามองว่า การประกวดไม่ใช่เป็นเพียงแค่การแข่งขันเพื่อเฟ้นหาผู้ชนะเท่านั้น แต่สามารถต่อยอดในสายธุรกิจบันเทิงและการท่องเที่ยวได้อีกด้วย ซึ่งตลาดไทยมีศักยภาพสำหรับธุรกิจการจัดเวทีการประกวดนางงามอย่างมาก โดยธุรกิจการประกวดนางงามของเราจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยให้กลายเป็นอันดับหนึ่งของโลก ผ่านเนื้อหาการประกวดของเรา ในการพาผู้เข้าประกวดเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศไทย เพื่อสัมผัสเสน่ห์ของไทย และโปรโมทประเทศไทยให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างสู่สากล” ปวีณากล่าวปิดท้าย

แพทควงเรซซิ่ง ร่วมงาน Crocs เปิดคอลเลคชั่นใหม่ เอาใจวัยใส

posted Sep 30, 2019, 11:16 PM by Maturos Lophong



“Crocs (คร็อคส์)” เปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ LiteRide Kids เอาใจคุณหนูๆ ทั้งหลาย ชูนวัตกรรม ความนุ่มสบาย ตอบโจทย์ทุกคนในครอบครัว โดยการปฏิวัติวัสดุที่ใช้ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Created from equal parts science and magic” ตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งในเรื่องความนุ่มและเบาสบายให้แก่ทุกๆ คนที่สวมใส่ เพิ่มความนุ่มสบายมากกว่าวัสดุเดิมถึง 40% และยังมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 25%

คุณชาจี เทคคายิล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ แบรนด์ Crocs เปิดเผยว่า การเปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่นี้ LiteRide Kids เป็นคอลเลคชั่นใหม่ในตระกูล LiteRide
โดย LiteRide เป็นรองเท้าที่ถูกเปิดตัวไปในปีที่แล้ว และได้รับกระแสตอบรับดีเป็นอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าผู้ใหญ่ เนื่องจากเป็นรองเท้าที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า LiterideTM โดยด้านบนทำมาจากวัสดุ TPU มาพร้อมกับ CrosliteTM ที่พื้นด้านนอกตามแบบฉบับของ Crocs(คร็อคส์) และพื้นด้านในยังทำมาจาก LiteRide Foam technology เป็นโฟมเซลล์ปิด ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์พิเศษเฉพาะของ CrocsTM เมื่อสวมใส่จะรู้สึกถึงความนุ่ม เบา สบาย แบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน จึงมีการเรียกร้องให้ Crocs (คร็อคส์) ผลิตรองเท้า LiteRide ที่เป็นคอลเลคชั่นสำหรับเด็กขึ้นมา เนื่องจากกลุ่มพ่อ-แม่ ที่เคยได้สัมผัสถึงความสบายแล้วก็อยากให้ลูกๆ ได้สัมผัสถึงความสบายนี้เช่นกัน ดังนั้นในปีนี้เราจึงได้ผลิต LiteRide Kids สำหรับเด็กมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในกลุ่มเด็ก และเพื่อเป็นการตอกย้ำว่า Crocs (คร็อคส์) เป็นรองเท้าของทุกคนในครอบครัว บรรยากาศภายในงานอบอวลไปด้วยความสนุกสนาน ความน่ารักของเหล่าเซเลบตัวน้อย กับ น้องเรซซิ่ง น้องมาตา-เพจแม่จ๋าๆ พามาตาไปเที่ยวหน่อย น้องตะวัน-เพจหนูกลัวที่แคบ และน้องชาร์ม-เพจ My Name is Napat ทำเอาบรรดาแฟนคลับที่มายืนเชียร์ฟินไปตามๆ กัน กับความน่ารักของเด็กๆ




คุณชาจี กล่าวต่อว่า ในส่วนของคอลเลคชั่นนี้ เรามีการทำการตลาดผ่านทั้งทางออนไลน์ และ ออฟไลน์ โดยออนไลน์ จะเน้นเรื่อง Review สินค้าเป็นหลัก เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายคือ ลูกค้าที่มีครอบครัว ให้เห็นถึง feature และ Benefit lifestyle ความสวยงาม ของสินค้า ส่วนออฟไลน์ เราจะเน้นการจัด Display ที่โดดเด่นชัดเจนและมีจุดดึงดูดความสนใจของลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าได้ลองสวมใส่รองเท้า เขาจะได้สัมผัสถึงความสบาย ก่อนตัดสินใจซื้อ ทั้งหมดนี้เราใช้งบประมาณทางการตลาดประมาณ 15 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 300 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 180 %

“คาดว่ารองเท้ารุ่นใหม่นี้จะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภค เพราะคอลเลคชั่นนี้ เป็นคอลเลคชั่น
ที่ขายดีและนุ่มสบายที่สุดของแบรนด์ crocs (คร็อคส์) เนื่องจากมีนวัตกรรม LiteRideTM Foam technology ที่ได้กล่าวไปเป็นส่วนประกอบของรองเท้า เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย จึงอยากให้ท่านได้มาลองสัมผัสและสวมใส่ รับรองว่าจะติดใจแน่นอน ที่สำคัญในช่วงเปิดตัวสินค้า ทางเราก็มีโปรโมชั่นมากมาย สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ณ จุดขายที่ Crocs Shop ทุกสาขา” คุณชาจี กล่าวทิ้งท้าย

แพท ณปภา กล่าวว่า จากที่แพทได้สัมผัสและลองสวมใส่ แพทมั่นใจในความเบาสบายของคอลเล็กชั่น Literide Kids ที่ทาง Crocs (คร็อคส์) ได้คิดค้นพัฒนาเพื่อมอบความนุ่มและเบาสบายให้แก่ทุกๆท่านที่สวมใส่ และที่สำคัญดีไซน์ที่สามารถสวมใส่ได้ทุกๆ วัน ไม่ว่าจะเป็น Casual look/ formal look หรือ sporty look ซึ่งสามารถหาซื้อกันได้แล้วที่ Crocs Shop ทุกสาขาทั่วประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook Crocs.Thailand หรือสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ได้ที่ www.supersports.co.th

คร็อคส์ เปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ LiteRide Kids

posted Sep 27, 2019, 2:30 AM by Maturos Lophong


คร็อคส์ ตอบโจทย์วัยใส : คร็อคส์ จัดงานเปิดตัวรองเท้าคอลเลคชั่นใหม่ LiteRide Kids นำโดย
คุณชาจี เทคคายิล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ แบรนด์คร็อคส์
(ที่ 3 จากซ้าย) 

พร้อมด้วย คุณทัศนีย์ ชมวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้านำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์แบรนด์คร็อคส์ (ที่ 5 จากซ้าย) เพื่อชูนวัตกรรม 

โดยการปฏิวัติวัสดุที่ใช้ใหม่ ภายใต้แนวคิด “Created from equal parts science and magic” ทั้งยังตอกย้ำความเป็นที่หนึ่งในเรื่องความนุ่มและเบาสบาย

โดยภายในงานพบกับ ณปภา ตันตระกูล (ที่ 4 จากซ้าย) มาร่วมงาน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิล์ด 



ตำแหน่งจากซ้ายไปขวา 

1.คุณนพรรต นพปศักดิ์ เซเลบริตี้

2.คุณจันทร์จิรา เกียรติภราดร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด

3.คุณชาจี เทคคายิล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายจัดจำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์ แบรนด์คร็อคส์

4.คุณณปภา ตันตระกูล นักแสดง

5.คุณทัศนีย์ ชมวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้านำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ลิขสิทธิ์แบรนด์คร็อคส์

6.คุณมารี เฉิน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้







กสิกรไทย-สามย่านมิตรทาวน์ ชวนใช้ชีวิตแคชเลส

posted Sep 25, 2019, 10:50 PM by Maturos Lophong



กสิกรไทย-สามย่านมิตรทาวน์ ชวนใช้ชีวิตแคชเลส

พร้อมเปิดมิติใหม่ สามย่าน โค-ออป โค เลิร์นนิ่ง สเปซ รองรับไลฟ์สไตล์ 24 ชม.


กสิกรไทยร่วมกับศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางกรุงบนถนนพระราม 4 ชูจุดเด่นโครงการสามย่านมิตรทาวน์ รีเทล สเปซ ด้วยการใช้ชีวิตแบบแคชเลส พร้อมหนุนการสร้างพื้นที่สามย่าน โค-ออป โค เลิร์นนิ่ง สเปซ ให้บริการ 24 ชม. เอื้อประโยชน์ให้ลูกค้าของธนาคาร ทั้งในด้านความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอย และยังร่วมสร้างสรรค์แหล่งความรู้แห่งใหม่ที่มีบริการที่ครบครันและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่

นายวีรวัฒน์ ปัณฑวังกูร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า คนรุ่นใหม่มีพฤติกรรมการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ธนาคารจึงเล็งเห็นและให้ความสำคัญกับบริการทางการเงินผ่านช่องทางดิจิทัลและยังเป็นการสนับสนุนแนวความคิดของโครงการสามย่านมิตรทาวน์ ที่ต้องการเป็นพื้นที่ที่ไม่ต้องใช้เงินสด (Cashless Society)

ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้ลูกค้าที่ใช้บริการในโครงการสามย่านมิตรทาวน์ รีเทล สเปซ (Samyan Mirttown Retail Space) ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดในการจับจ่ายใช้สอย สามารถทำธุรกรรมทางการเงินแบบ Cashless ผ่านช่องทางดิจิทัลที่หลากหลาย ทั้งการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน (K PLUS) คิวอาร์โค้ด (QR Code) และช่องทางบัตรเดบิต/บัตรเครดิตผ่านเครื่อง EDC ของธนาคารกสิกรไทย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าทั้ง ช้อป ชิม ชิลล์ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว และเพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าในศูนย์การค้าสยามมิตรทาวน์ ธนาคารได้จัดโปรโมชั่น “ช้อปรัว ๆ รูดก็ดี ปิ๊บ QR ก็ได้” เมื่อปิ๊บ QR ผ่านแอป K PLUS ครบ 300 บาท รับ Shopping Bag และรับบัตรสตาร์บัคส์ มูลค่า 100 บาท เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ครบ 2,000 บาท ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 ม.ค. 63

ธนาคารกสิกรไทยในฐานะพันธมิตรของศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ยังเป็นผู้สนับสนุน สามย่าน โค-ออป (Samyan CO-OP) โค เลิร์นนิ่ง สเปซ (Co Learning Space) 24 ชม. บริเวณชั้น 2 และชั้น 3 ประกอบด้วย 1.Co-Learning Space Area 2.Studying Area 3.Learning Center 4.Marketing Venue และ 5.Online Community เพื่อให้เป็นแหล่งความรู้แห่งใหม่ในชุมชนสามย่านที่มีทั้งกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ สตาร์ทอัพ และฟรีแลนซ์ ที่สามารถเข้ามาใช้สถานที่ในการทำกิจกรรมส่งเสริมความรู้ที่หลากหลาย เช่น อ่านหนังสือ ติวบทเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบ ประชุมงาน แชร์ไอเดีย การค้นคว้าหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมการส่งเสริมพัฒนาความรู้จากคอร์ส อบรมและสัมมนาอย่างต่อเนื่องตลอดปี โดยผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สามย่าน โค-ออป นับเป็นมิติใหม่ของ โค เลิร์นนิ่ง สเปซ 24 ชม. ที่จะมาเติมเต็ม Inspiring / Sharing และ Learning Space ให้กับผู้ใช้บริการ ซึ่งมีความสะดวกสบาย ปลอดภัยและมั่นใจได้ นอกจากนี้ ในพื้นที่ สามย่าน โค-ออป ยังได้จัดสรรพื้นที่ขนาด 130 ตร.ม. หรือ KBank the Office ให้เป็นพื้นที่สำหรับพนักงานธนาคาร เพื่อทำงาน พูดคุย แชร์ไอเดียและประชุมงาน เป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการปฏิบัติงานในพื้นที่ใจกลางเมืองและเดินทางสะดวกอีกด้วย

1-10 of 114