Lifestyle & Events





ทิม ฮอร์ตันส์ ร้านกาแฟแบรนด์ดังจากแคนาดาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย

posted Jan 14, 2020, 9:12 PM by Maturos Lophong



ทิม ฮอร์ตันส์ ร้านกาแฟแบรนด์ดังจากแคนาดาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย 18 มกราคม นี้ 

ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์



กรุงเทพฯ, 14 มกราคม 2563 - ทิม ฮอร์ตันส์ แบรนด์ที่ชนะใจลูกค้ามาแล้วอย่างล้นหลามด้วยรสชาติกาแฟระดับพรีเมี่ยม ขนมที่อบสดใหม่ และความใส่ใจในทุกรายละเอียด ประกาศเปิดให้บริการสาขาแรกอย่างเป็นทางการ ในวันเสาร์ที่ 18 มกราคม 2563 เวลา 10.30 น.ณ ห้างใจกลางเมืองศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ ชั้น G



หลังจากบรรลุข้อตกลงกับบริษัทแม่ Restaurant Brands International (RBI) เจ้าของแบรนด์ ทิม ฮอร์ตันส์ และแบรนด์ระดับโลกอย่าง Tim Hortons® , Burger King® and Popeyes®, บริษัท วีอีท จำกัด เป็นผู้ได้สิทธิ์ในการนำแบรนด์ทิม ฮอร์ตันส์ เข้ามาขยายตลาดในเมืองไทยแต่เพียงผู้เดียว ทั้งนี้ วีอีท จำกัด (WeEat) บริษัทภายใต้การแผนการขยายธุรกิจไปยังธุรกิจด้านอาหารของ ตระกูล วัธนเวคิน ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในการเป็นผู้นำในหลากหลายธุรกิจ อาทิ เช่น ธนาคารเกียรตินาคิน, เครือ ดิ เอราวัณ กรุ๊ป, บริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด (มหาชน)



ทิม ฮอร์ตันส์ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1964 จนถึงปัจจุบันทิม ฮอร์ตัน ปัจจุบันมีจำนวนสาขามากกว่า 4,850 สาขาทั่วโลก ร้านกาแฟแบรนด์ดังทิม ฮอร์ตันส์ จากแคนาดาเปิดตัวครั้งแรกในเมืองไทย นับเป็นประเทศที่ 14 ของ แบรนด์จากการขยายไปทั่วโลก ซึ่งทางบริษัทวีอีท และ RBI มั่นใจกับการเจริญเติบโตของตลาดธุรกิจกาแฟ ในประเทศไทยมาก โดยตั้งเป้าเปิดร้านทิม ฮอร์ตันส์ ทั่วประเทศไทย 

ในงานเปิดตัวรอบสื่อในวันที่ 14 มกราคม 2563 มร. ซันจีฟ เชาเดอรีย์ ทูตพานิชย์ เอกอัคราชฑูตแคนาดา ประจำประเทศไทย, คุณสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีอีท จำกัด, คุณฟ้าใส-ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Universe ประเทศไทยปี 2019 พร้อมทั้ง คุณนนท์-ธนนท์ จำเริญ ได้เตรียมต้อนรับการเปิดตัวของแบรนด์ชื่อดังจากแคนาดา ทิม ฮอร์ตัน

คุณสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีอีท จำกัด กล่าวว่า “การริเริ่มความคิดเพื่อผลักดันทิม ฮอร์ตันส์เข้าสู่ตลาดไทยเกิดขึ้นในขณะที่เรากำลังมองหาโอกาสในการเจาะตลาดค้าปลีกเกี่ยวกับอาหารในช่วงกลางปี 2561 เรามองเห็นการเติบโตของธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่องที่ 13% ต่อปีในระหว่างปี 2555-2560 อ้างอิงจากข้อมูลของ Euromonitor ที่ระบุถึงอุตสาหกรรมร้านอาหารบริการด่วนโดยที่มีเมนูกาแฟประกอบอยู่ด้วย และเติบโตในอัตราที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้น (22% ระหว่างปี 2559 ถึงปี 2561 อ้างอิงจาก Euromonitor) ขณะเดียวกันนั้น เรามองเห็นช่องว่างในการเติบโตอย่างเป็นไปได้ เนื่องจากการบริโภคกาแฟของตลาดไทยมีอัตราส่วนต่อคนอยู่ต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วทางตะวันตกและประเทศศูนย์กลางเศรษฐกิจในเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดไทย เมื่อเทียบกับ ทิม ฮอร์ตันส์ มีแบรนด์กาแฟระดับโลกเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ขยายธุรกิจอยู่อย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และเรามั่นใจว่ากาแฟยอดนิยมของแคนาดาจะไม่ทำให้ลูกค้าชาวไทยผิดหวังอย่างแน่นอน”



ร้านแรกของ ทิม ฮอร์ตันส์ ในประเทศไทยจะอยู่ที่ ชั้น G ณ ศูนย์การค้าสามย่าน มิตรทาวน์ โดยรับรองลูกค้าได้มากกว่า 118 ที่นั่ง และมีพื้นที่ถึง 352 ตารางเมตร ตกแต่งและให้บรรยากาศแบบแคนาดา เพื่อเฉลิมฉลองสาขาแรกในประเทศไทย ทิม ฮอร์ตันส์ จะมีมีงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเอาใจคนรักกาแฟทุกคนอย่างไม่สิ้นสุดตลอดทั้งวัน พบปะและทักทายเซเลบริตี้ชื่อดังมากมาย เช่น มีน พีรวิชญ์, เต้ ดาวิชญ์, ตี๋ ธนพล และ ซาร่า โฮเลอร์ และสำหรับลูกค้าท่านแรกที่มาต่อคิว ทางแบรนด์มีความยินดีที่จะมอบกาแฟให้ดื่มฟรี 30 วัน ลูกค้าท่านแรกจะได้รับประทานกาแฟอาราบิก้าแท้ 100% ฟรี 365 วัน ลูกค้าท่านต่อไปจนถึงคนที่ 100 จะได้รับรับประทานกาแฟฟรี 1 เดือน สามารถเลือกได้ทั้งแบบร้อนหรือแบบเย็น 



ในงานเปิดตัวรอบสื่อมวลชนในวันที่ 14 มกราคม 2563 มร.ซันจีฟ เชาเดอรีย์ ทูตพานิชย์ เอกอัคราชฑูตแคนาดา ประจำประเทศไทย, คุณสุพัชร วัธนเวคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท วีอีท จำกัด, คุณฟ้าใส- ปวีณสุดา ดรูอิ้น Miss Universe ประเทศไทยปี 2019 พร้อมทั้ง คุณนนท์-ธนนท์ จำเริญ ได้เตรียมต้อนรับ การเปิดตัวของแบรนด์ชื่อดังจากแคนาดา ทิม ฮอร์ตัน

ทิมฮอร์ตันนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มแบบคลาสสิกมากมายควบคู่ไปกับเมนูใหม่ที่เหมาะกับตลาดไทย ในทุกช่วงเวลาของวัน ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินกับตัวเลือกขนมอบสดใหม่เช่นโดนัท, มัฟฟิน, ครัวซองต์, คุกกี้ หรือแม้แต่เมนูยอดนิยมอย่างทิมบิทส์ และแน่นอนกาแฟระดับพรีเมี่ยมอาราบิก้าแท้ 100% 

เมนูที่น่าสนใจจากทิม ฮอร์ตันส์ ได้แก่

1) หลากหลายเมนูจากกาแฟระดับพรีเมี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ทิมส์ ลาเต้” ซึ่งเป็นเมนูที่ควรลองสำหรับคนรักกาแฟใส่นมและ กาแฟไนโตร โคลด์ บรูว์

2) เมนูดังที่เป็นเมนูขายดีในแคนาดาอย่าง “ดับเบิ้ล ดับเบิ้ล”, “ซิกเนเจอร์ ไอซ์แคป” รสชาติหลากหลาย เช่น คุ้กกี้ แอนด์ ครีม “ครีมมี่ชิลล์” รสสตรอเบอร์รี่ช็อตเค้ก, “ทิมบิทส์” ซึ่งมาในหลากหลายรสชาติ เช่น ช็อกโกแล็ตทรัฟเฟิล และคุ้กกี้ครัมเบิ้ล

3) เมนูอาหารที่ถูกคิดค้นขึ้นสำหรับเมืองไทย อาทิเช่น บาร์บีคิว พูลพอร์ค พานินี่ แซนด์วิช และ ทูน่ากริลล์ชีสเมลท์



ยามาฮ่าจัดกิจกรรมวันเด็ก 2563 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย

posted Jan 12, 2020, 9:18 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 12, 2020, 9:21 PM ]


ยามาฮ่าจัดกิจกรรมวันเด็ก 2563 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย


นายสมเกียรติ พูลขวัญ ผู้จัดการใหญ่ด้านบริหาร พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ให้การต้อนรับ พลเอก พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พร้อมด้วย พลเอก ชัยชนะ นาคเกิด, พลเอก ชูชาติ บัวขาว, พลเรือเอก พัชระ พุ่มพิเชฏร์, พลอากาศเอก วันชัย นุชเกษม รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ลำดับที่ 1-4 พร้อมพาชมบูธกิจกรรมวันเด็กที่ยามาฮ่าให้การสนับสนุนร่วมออกบูธกิจกรรมวันเด็กประจำปี 2563
โดยในปีนี้ยามาฮ่าได้จัดกิจกรรม KIDS BIKE เสริมสร้างความรู้ในการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ถูกต้อง พร้อมปลูกฝังวินัยจราจรให้กับเด็กๆ โดยนำรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าขนาดเครื่องยนต์ 50 ซีซี มาร่วมให้เด็กๆ ได้ขับขี่และเรียนรู้ พร้อมกับลานทดสอบขับขี่รถจักรยานยนต์พร้อมรถจักรยานยนต์รุ่นต่างๆ จากยามาฮ่ามาร่วมจัดแสดง ทั้งรถบิ๊กไบค์และสแตนดาร์ดไบค์ นำโดย Yamaha FJR 1300 รถบิ๊กไบค์ขนาดเครื่องยนต์ 1,300 ซีซี ที่ถูกเลือกใช้เป็นรถนำขบวนให้กับผู้นำระดับสูงและบุคคลสำคัญต่างๆ ของประเทศไทย


 นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมวาดภาพระบายสีและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งของขวัญของรางวัลให้กับเด็กในปี 2563 อีกมากมาย พร้อมกันนี้ยังมีบูธจำหน่ายรถจักรยานยนต์จากร้านอรุณวรรณรัตน์ ผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ยามาฮ่าที่มาร่วมจำหน่ายพร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ โดยกิจกรรมวันเด็กประจำปี 2563 ยามาฮ่ายังได้จัดกิจกรรมวันเด็กในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศอีกด้วย
สำหรับการต้อนรับผู้บัญชาการทหารสูงสุดและจัดกิจกรรมวันเด็กประจำปี 2563 ในครั้งนี้มีขึ้น ณ กองบัญชาการกองทัพไทย ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อเร็วๆ นี้






บริษัท เอ็กเซลทิสฯ จับมือ เพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ ประกาศผลผู้ชนะเลิศการประกวด Clip VDO “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender”

posted Jan 9, 2020, 10:44 PM by Maturos Lophong



บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ยาจากประเทศสเปน ร่วมกับ เพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender ประกาศผลและมอบรางวัลการประกวด Clip VDO ในหัวข้อ “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender” ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆ ของผู้หญิงในแบบของคุณ ชิงเงินรางวัลกว่า 100,000 บาท พร้อมเกียรติบัตรจากการประกวดครั้งนี้

มิสเตอร์เอนริเก้ คาลโว กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ร่วมกับ Facebook เพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender จัดประกวด Clip VDO ในครั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ได้คิดสร้างสรรค์ผลงานที่เกี่ยวการสร้างแรงบันดาลใจและผลักดันให้ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาและเอาชนะอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต ซึ่งกำหนดให้ส่งผลงานตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2562 ถึง 15 ตุลาคม 2562 และเปิดให้โหวตผ่านทาง Facebook : ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender และ Youtube : NeverSurrender Thailand ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม - 25 พฤศจิกายน 2562 และประกาศผลผู้ชนะเลิศ ในวันที่ 2 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา

โดยเปิดให้โหวตคะแนนให้แต่ละทีมทาง Facebook เพจ : ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender และ Youtube : NeverSurrender Thailand ทีมใดที่มีจำนวนกดไลค์และแชร์มากที่สุด จะเป็นผู้ชนะเลิศ ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจส่งผลงานเข้าประกวดเป็นจำนวนมากถึง 37 ทีม ได้ตัดสินคัดเลือกผู้ชนะทั้ง 5 รางวัล ซึ่งประกอบด้วย





1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม Alomdee เจ้าของผลงานเรื่อง “เราสู้เพื่อใคร” ได้รับเงินรางวัล 50,000 บาท และเกียรติบัตร ซึ่งได้นำเสนอเรื่องราวของแม่ค้าขายเครื่องดื่มยามค่ำคืน ที่ต้องสู้เพื่อครอบครัว แม้กระทั่งเวลาค่ำคืนก็ไม่ย่อท้อ


2. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ทีมสู้ เจ้าของผลงานเรื่อง “ปรางค์ฉายชีวิตต้องสู้” ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท และเกียรติบัตร ได้นำเสนอชีวิตจริงของเด็กหญิงซึ่งพิการมาแต่กำเนิด ที่ชื่อปรางค์ฉาย ที่มีเพียงคุณแม่คอยเลี้ยงดูเพียงลำพัง ถึงชีวิตสองแม่ลูกจะลำบากขนาดไหน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจสองแม่ลูกก็ยังสู้ต่อไป เพราะคิดเสมอว่าคนที่ลำบากมากกว่าตัวเองเขาก็ยังสู้

3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม Thiwa tour life เจ้าของผลงานเรื่อง “It's gonna be ok” ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท และเกียรติบัตร ด้วยแนวคิดที่ว่าคนเรียนว่าเหนื่อยแล้ว คนส่งเรียนเหนื่อยกว่า ในฐานะปัจจุบันเราเป็นนักศึกษา หน้าที่ของเราก็คือการเล่าเรียนตามที่พ่อแม่ส่งมาเรียน เรื่องราวของนักศึกษาผู้หญิงคนหนึ่งที่ทั้งเรียน ทำงาน และก็ทำกิจกรรมต่างๆ ผู้หญิงที่ไม่ยอมแพ้ และก็เป็นในบทบาทนักศึกษาที่ต่อสู้กับหน้าที่ของตัวเองที่ต้องรับผิดชอบ



4. รางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ทีม Lucky pig เจ้าของผลงานเรื่อง “SuperMom” ได้รับเงินรางวัล5,000 บาท และเกียรติบัตร ได้นำเสนอเรื่องราวของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อลูก เผยให้เห็นว่าชีวิตของคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว มีความเป็นมาอย่างไร ทำให้รู้ว่าคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวมีชีวิตที่ยากลำบากขนาดไหน แต่เราได้เปลี่ยนจากเนื้อเรื่องที่ดราม่าให้มาเป็นคอมเมดี้เพื่อจะให้ดูได้ทุกเพศทุกวัย


5. รางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม Ladyfeas production เจ้าของผลงานเรื่อง “Kick twist” ได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท และเกียรติบัตร ด้วยแนวคิด พลังนักสู้ของผู้หญิง ที่ไม่เคยย่อท้อต่ออุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต จากเรื่องจริงของเชียร์ลีดเดอร์ ที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อที่จะทำท่า Kick twist ให้ได้ ต้องฝึกซ่อมทุกวัน ถึงจะทำท่านี้ได้ ถ้าผู้หญิงมุ่งมั่นหรือตั้งใจจะทำอะไร เราก็สามารถทำได้ไม่แพ้ผู้ชายหรือว่าใครหลายๆ คนที่แข็งแรงได้เลย



สามารถดู Clip VDO ในหัวข้อ “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender” ของผู้ชนะทั้ง 5 รางวัล ได้ที่ทาง Youtube ช่องNeverSurrender Thailand” ดังนี้

1. รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ทีม Alomdee ผลงานเรื่อง “เราสู้เพื่อใคร”

https://www.youtube.com/watch?v=uuXytQYRSkg

2. รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ได้แก่ทีมสู้ ผลงานเรื่อง “ปรางค์ฉายชีวิตต้องสู้”

https://www.youtube.com/watch?v=I_bxUUGeDkQ&t=2s

3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ทีม Thiwa tour life ผลงานเรื่อง “It's gonna be ok”

https://www.youtube.com/watch?v=37L_AAeVjMs&t=20s

4. รางวัลชมเชย อันดับ 1 ได้แก่ทีม Lucky pig ผลงานเรื่อง “SuperMom”

https://www.youtube.com/watch?v=pf1s791i7n4

5. รางวัลชมเชย อันดับที่ 2 ได้แก่ทีม Ladyfeas production ผลงานเรื่อง “Kick twist”

https://www.youtube.com/watch?v=a6KrDrfzx0Y


ทั้งนี้สามารถติดตามดูเรื่องราว บทความ สาระความรู้ และกิจกรรมดีๆ ได้ที่ Facebook เพจ “ผู้หญิงไม่ยอมแพ้ - Never Surrender”, เว็บไซต์ https://neversurrender.in.th และ Youtube ช่องNeverSurrender Thailand


ข้อมูลเบื้องต้นของ บริษัท เอ็กเซลทิส (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวชภัณฑ์ยาจากประเทศสเปน เพราะเราเข้าใจทุกปัญหาของผู้หญิงและยินดีที่ได้มีส่วนช่วยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพ ความสัมพันธ์ แรงบันดาลใจ เพื่อให้ผู้หญิงไทยได้แสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมา กว่า 10 ปี ที่เอ็กเซลทิสได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมตอบแทนให้กับผู้หญิงไทยตลอดไป 

ข้อมูลเบื้องต้นของเพจผู้หญิงไม่ยอมแพ้ – Never Surrender และเว็บไซต์ www.neversurrender.in.th เป็นพื้นที่ออนไลน์ของผู้หญิงทุกคน โดยมี content เกี่ยวกับเรื่องสาระความรู้ สุขภาพ ชีวิต และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทุกคนที่รู้ดีว่าตัวเองเกิดมาพร้อมศักยภาพและความเข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้ต่อปัญหาและอุปสรรคใดๆ และก้าวข้ามทุกปัญหาในชีวิตด้วยตัวของตัวเอง เราพร้อมที่จะเดินเคียงข้างผู้หญิงทุกคน และทำให้พวกเธอได้รู้สึกถึงความมั่นคงและแข็งแกร่งทั้งทางด้านจิตใจและกายภาพ

Finn ร่วมกับสถาบันการศึกษาไทย เปิดโปรแกรม “Top-up Degree”

posted Jan 9, 2020, 1:24 AM by Maturos Lophong   [ updated Jan 9, 2020, 1:25 AM ]



Finn ร่วมกับสถาบันการศึกษาไทย เปิดโปรแกรม “Top-up Degree” 

ปั้นเด็กไทยสู่ปริญญาตรี 3 ปีมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก


ศูนย์การศึกษา “Finn” ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาไทย เข้าเป็น Curriculum Provider เตรียมจัดทำโปรแกรม “Top-up Degree” หลักสูตร Level 4,5 Diploma มาตรฐานฐานบอร์ดการศึกษาประเทศอังกฤษ ส่งนักเรียนไทยเรียนต่อและจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก ใน ‘คณะบริหารธุรกิจ’ และ ‘คณะการจัดการการท่องเที่ยวและโรงแรม’ พัฒนาศักยภาพนักเรียนไทยอย่างมีคุณภาพ พร้อมสร้างมาตรฐานการศึกษาสถาบันไทยทัดเทียมระดับสากล แก้ปัญหา Disrupt ทางการศึกษาอย่างยั่งยืน

ก่อนที่โลกจะหมุนเข้าสู่ปี 2020 ธุรกิจแทบทุกวงการได้ส่งสัญญาณเตือนให้ผู้ประกอบการปรับตัว เพื่อรับกับการถูก Disrupt สารพัดรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่อาณาจักรที่ยั่งยืนมาตลอดอย่างวงการ ‘การศึกษา’ ที่ต้องฝ่าการแข่งขันอันรุนแรงจากปัจจัยต่างๆ มากมาย ทั้งการลดลงของจำนวนนักเรียน, บทบาทของแพลตฟอร์มการศึกษาทางเลือก รวมไปถึง ‘ชื่อชั้นของสถาบัน’ ที่มีส่วนตัดสินว่าสถาบัน จะเข้าไปเป็นหนึ่งในช้อยส์ของนักเรียนได้หรือไม่

ในวันนี้ที่โลกหมุนเข้าสู่ทศวรรษใหม่อย่างเป็นทางการ ชื่อชั้นของสถาบันชั้นนำในไทยจะถูกนักเรียนนำมาพิจารณาน้อยลงกว่าเดิม ส่วนลิสต์ที่มียอดเข้าชมจากนักเรียนในปี 2020 จะกลายเป็น ‘อันดับของมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก’ และนี่ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจว่าสถาบันอุดมศึกษาของไทย จะฝ่าวิกฤตการถูก Disrupt จากปัญหาเหล่านี้ด้วยวิธีไหน ? 

ในเมื่อการสร้างมาตรฐานไปสู่สถาบันระดับโลกต้องจ่ายด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน ทางเลือกของสถาบันไทยจึงเป็นการนำมาตรฐานระดับโลกมาใช้ในสถาบันตนเอง ด้วยการร่วมมือกับ ศูนย์การศึกษา “Finn” จัดทำโปรแกรม “Top-up Degree” ที่ได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการประเมินคุณภาพการศึกษาของรัฐบาลอังกฤษ ‘The Office of Qualifications and Examinations Regulation (Ofqual)’ ซึ่งนักเรียนจะศึกษาวิชาพื้นฐานจากหลักสูตรตรงของรัฐบาลอังกฤษ ในสถาบันที่ประเทศไทย เป็นระยะเวลา 2 ปี และเมื่อเข้าสู่ปีสุดท้าย (ปีที่ 3) นักเรียนสามารถเลือกคณะและวิชาเอก พร้อมเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำกว่า 20 มหาวิทยาลัย ในอังกฤษ ออสเตรเลีย และสวิสเซอร์แลนด์ ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับศูนย์การศึกษา Finn ได้ทันที ทั้งยังได้รับวุฒิปริญญาตรีโดยตรงจากมหาวิทยาลัยที่เลือก เสมือนตัวนักเรียนได้เข้าศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลกตั้งแต่ปีแรก

ซึ่งการจัดตั้งโปรแกรม “Top-up Degree” ขึ้นมานี้ นอกจากผลประโยชน์จะได้กับตัวนักเรียนโดยตรงแล้ว สถาบันการศึกษาในไทย ก็ได้รับผลประโยชน์จากทั้งในแง่จำนวนและคุณภาพของนักเรียนที่เพิ่มขึ้นแบบวัดผลได้ รวมถึงได้สร้างมาตรฐานการเรียนการสอนภายในสถาบันให้มีศักยภาพทัดเทียมกับระดับสากล พร้อมพาตัวเองผ่านปัญหา Disrupt ได้แบบหมดจด เรียกได้ว่า ‘วิน-วิน’ ด้วยกันทั้งคู่

นายกวิน พันธ์ประสิทธิเวช กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งศูนย์การศึกษา Finn (โรงเรียนบริหารธุรกิจฟินน์) กล่าวว่า “โปรแกรม Top-up Degree ของ Finn ต่างจาก Top-up Degree อื่นๆ ในจุดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้หลักสูตร Level 4,5 Diploma จากบอร์ดการศึกษาของประเทศอังกฤษโดยตรงและการันตีการเข้าเรียนต่อ ณ มหาวิทยาลัยชั้นนำในอังกฤษได้ 100% ทันที กว่า 20 มหาวิทยาลัย ซึ่งจุดแข็งนี้จะช่วยพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ 

โดยสิ่งที่นักเรียนไทยจะได้คือทุกฐานรากสำคัญในการทำงาน ทั้งด้านภาษา, การแก้ปัญหา, การคิดวิเคราะห์, ประสบการณ์, การนำเสนอ-พูดคุยด้วยภาษาอังกฤษเชิงวิชาการได้ในระดับสูง ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้จะหล่อหลอมให้นักเรียนเติบโตเป็นผู้ใหญ่และมีความพร้อมในการทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ”

ปัจจุบันโปรแกรม Top-up Degree ของศูนย์การศึกษา Finn เป็นการศึกษาในหลักสูตร Level 4,5 Diploma เป็นระยะเวลา 2 ปีในไทย และเลือกมหาวิทยาลัย คณะและสาขาเพื่อเรียนต่อปีสุดท้ายอีก 1 ปี เพื่อจบและรับวุฒิปริญญาตรีโดยตรงจากมหาวิทยาลัยที่เลือกเรียนต่อในปีสุดท้าย โดยหลักสูตรที่เปิดประกอบไปด้วย ‘คณะบริหารธุรกิจ’ และ ‘คณะการจัดการการท่องเที่ยวและโรงแรม’ พร้อมแบ่งเป็นวิชาเอกอีกกว่า 15 วิชา โดยมีพาร์ทเนอร์เป็นสถาบันชั้นนำระดับโลกเพื่อให้นักเรียนเลือกเรียนต่อ กว่า 25 แห่ง ใน 3 ประเทศ คือ อังกฤษ, ออสเตรเลีย และสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ University College Birmingham (ภายใต้การควบคุมและรับวุฒิปริญญาจาก University of Birmingham), Bournemouth University, The University of Northampton, Coventry University, University of Gloucestershire, University of Sunderland, University of Wolverhampton, Swiss Hotel Management School, Griffith University เป็นต้น นับเป็นศูนย์การศึกษา โปรแกรม Top-up Degree ที่มีพาร์ทเนอร์มากที่สุดในโลก

ซึ่งทุกสถาบันการันตี 100% ว่านักเรียน Finn ที่จบ Level 4,5 Diploma สามารถเข้าศึกษาต่อ (Top-up Degree) หลักสูตรปริญญาตรีในปีสุดท้ายได้ทันที เพียงแค่มีผลคะแนน IELTS ตามที่แต่ละมหาวิทยาลัยกำหนด โดยไม่ต้องสอบคัดเลือกใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ทุกสถาบันล้วนได้รับการรับรองคุณวุฒิและวิทยฐานะจากหน่วยงานการศึกษาของรัฐบาลในประเทศนั้นๆ และเป็นที่ยอมรับของบริษัทในระดับโลก จึงทำให้ปัจจุบันนี้มีศิษย์เก่าของ Finn หลายคนสามารถเข้าทำงานแล้วกับทั้งบรรษัทข้ามชาติ และสายการบินระดับโลก รวมทั้งทำงานกับองค์กรเอกชนชั้นนำในต่างประเทศและรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยอีกด้วย

นายกวิน กล่าวต่อไปว่า “โดยปกติแล้วเป็นที่รู้กันดีว่า การศึกษาต่อต่างประเทศหรือในสถาบันชั้นนำจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง นอกจากนี้เด็กนักเรียนยังต้องมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษ และทักษะการเรียนในแบบของอังกฤษ ทั้งแง่ของ การลงลึกในศาสตร์ที่เรียน, การทำโปรเจคระยะยาว, การบริหารเวลาและหน่วยกิต หรือแม้แต่การเรียนรู้วัฒนธรรมการใช้ชีวิตในต่างประเทศ ซึ่ง Finn ได้ร่วมกับสถาบันในไทย สอดแทรกความรู้ต่างๆ เหล่านี้เข้าไปใน โปรแกรม Top-up Degree เพื่อเตรียมให้นักศึกษามีความพร้อมในทุกด้านและผ่านเกณฑ์การประเมินของสถาบันนั้นๆ ในระยะเวลา 2 ปี นอกจากนี้ก่อนการไปเรียนต่อในปีสุดท้าย เรายังทำหน้าที่ผู้ติดต่อประสานกับสถาบัน, จัดหาที่พัก, เตรียมเอกสารต่างๆ และการทำวีซ่าให้ในทุกขั้นตอน รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อให้ผู้ปกครองจ่ายเงินแลกกับคุณภาพการศึกษาที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่ถูกกว่าการศึกษาต่อในต่างประเทศโดยตรงทั้งหลักสูตรกว่า 3 เท่า”

ด้าน ดร.ปริญญ์ ศุกรีเขตร ผู้อำนวยการและผู้ก่อตั้งศูนย์การศึกษา Finn กล่าวว่า “การร่วมมือกับกลุ่มสถาบันไทยในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย เพราะนอกจากตัวหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานสากลแล้ว Finn ยังต้องพัฒนาบุคลากรผู้สอนให้อยู่ในเกณฑ์ระดับสูง ซึ่งผู้สอนในหลักสูตรดังกล่าวต้องมีประสบการณ์ในด้านการสอน และประสบการณ์ทำงานระดับผู้บริหารในสายงานนั้นจริง รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี นอกจากนี้ Finn ยังผลักดันตัวเองให้เป็นมากกว่าผู้ให้การศึกษา ด้วยการดูแลนักเรียนในทุกด้าน อีกทั้งในการเรียนปีสุดท้าย นักเรียนจะยังมีทีมงานผู้สอนของ Finn คอยช่วยดูแลในเรื่องการทำรายงาน การเขียน Assignment และให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตตลอดเวลาที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งการสร้างมาตรฐานเหล่านี้ ทำให้นักเรียนในโปรแกรม Top-up Degree ทุกรุ่น มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ใน Top 5 ของบอร์ดการศึกษาอังกฤษ และจบการศึกษาในอันดับเกียรตินิยมกว่า 80%” 

การร่วมมือระหว่าง กลุ่มสถาบันการศึกษาในประเทศไทย กับ ศูนย์การศึกษา Finn มีแผนเริ่มเปิดหลักสูตรในช่วงเดือนมีนาคม 2563 โดยนำร่องที่ วิทยาลัยเทคโนโลยีวิศวกรรมแหลมฉบัง โดยในอนาคตโปรแกรม Top-up Degree นี้ จะเปิดสอนทั้งในสถาบันระดับอุดมศึกษาและสถาบันอาชีวศึกษา เพื่อต่อยอดศักยภาพของนักเรียนไทยไปสู่สถาบันระดับโลก รวมทั้งพัฒนาสถาบันไทยทั้งด้านวิชาการและด้านอาชีพ ให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล

ปัจจุบัน ศูนย์การศึกษา “Finn” (ชื่อเดิม Finn College) นับเป็นศูนย์การศึกษาแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ทำการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นเฉพาะโปรแกรม Top-up Degree โดยก่อตั้งมาแล้วกว่า 6 ปี จากการทดลองทำการเรียนการสอนกับนักเรียนกลุ่มเล็กๆ จนถึงปัจจุบันมีนักเรียนจบการศึกษาในสถาบันชั้นนำระดับโลกร่วม 80 คน โดยเปิดรับสถาบันการศึกษาที่ต้องการทำความร่วมมือกับ Finn หรือผู้ที่สนใจในหลักสูตรการเรียนปริญญาตรี 3 ปี แบบ Top-up Degree สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร: 083-057-7956, 092-616-6428, 02-619-1249 หรือที่ www.finn.ac และ Line: @finncollege

คลองเตยดีดี

posted Jan 8, 2020, 1:05 AM by Maturos Lophong   [ updated Jan 8, 2020, 1:06 AM ]

เมืองไทยประกันภัย จับมือ Harvard Graduate School of Design และศิษย์เก่า Harvard GSD ในประเทศไทย สำรวจและวิจัยพื้นที่ชุมชนคลองเตย ในโครงการ “คลองเตยดีดี” มุ่งปูทางสู่การพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตเพื่อความเท่าเทียมและความมั่นคง พร้อมตั้งเป้าหมายเป็นโมเดลเพื่อขยายสู่การพัฒนาชุมชนอื่นทั่วประเทศ

นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ ประธานสโมสรฟุตบอลการท่าเรือ เอฟ.ซี. กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า เมืองไทยประกันภัย เป็นบริษัทประกันวินาศภัยที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนกิจกรรมด้านการกีฬา ด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะหัวใจสำคัญของธุรกิจประกันภัยคือการเยียวยาประชาชน เมื่อเกิดภัยไม่คาดฝัน รวมถึงผลักดันให้คนในสังคมมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งนี้จากการที่เมืองไทยประกันภัยเป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสรฟุตบอลการท่าเรือ เอฟ.ซี. ซึ่งมีพื้นที่ตั้งของสนามอยู่ใจกลางชุมชนคลองเตย ทำให้ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับคนคลองเตย และมีความรู้สึกว่า ชุมชนคลองเตย สโมสรฯ และ บริษัท เมืองไทยประกันภัย เสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน การพัฒนาพื้นที่คลองเตยจึงเป็นอีกหนึ่งพันธกิจที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาเมืองไทยประกันภัย จึงมีกิจกรรมที่ทำร่วมกับคนคลองเตยอย่างต่อเนื่อง และเป็นที่มาของโครงการ คลองเตยดีดี


สำหรับการร่วมมือกับ Harvard Graduate School of Design ในครั้งนี้ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้อยู่อาศัย การสร้างความรู้สึกร่วมของคนในพื้นที่ให้ช่วยดูแลรักษาบ้านของตัวเอง เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของคนคลองเตยให้มีคุณภาพอย่างยั่งยืน

“นับเป็นโอกาสดีที่ เมืองไทยประกันภัย ได้ร่วมงานกับสถาบันการออกแบบระดับโลก Harvard Graduate School of Design และ ศาสตราจารย์ Anita Berrizbeitia MLA’ 87 หัวหน้าและแผนกภูมิสถาปัตยกรรม รวมถึงเป็นอาจารย์ของสาขาการวางแผนเมือง การออกแบบแผนเมือง และสถาปัตยกรรม เพื่อที่จะเข้ามาสำรวจ และวิจัยความต้องการในชุมชน ภายใต้แนวคิด The New Landscapes of Equity and Prosperity การพัฒนาพื้นที่อยู่อาศัยแห่งอนาคตเพื่อความเท่าเทียมและความมั่นคง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เป็นชุมชนที่ทุกคนสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

“คลองเตยดีดี จึงเป็นการรวมพลังในแบบ East Meets West โดยใช้ความรู้และนวัตกรรมของ Harvard Graduate School of Design ผสมผสานกับความรู้และประสบการณ์ในพื้นที่ของคนคลองเตย รวมถึงความตั้งใจจริงของบริษัทเมืองไทยประกันภัย เพื่อวางแผนพัฒนาชุมชนคลองเตย ซึ่งเปรียบได้กับบ้านของชาวเมืองไทยประกันภัย และแฟนฟุตบอลสโมสรการท่าเรือด้วย” นางนวลพรรณ กล่าว 



ด้าน Harvard Graduate School of Design นำโดยคณบดี Sarah M. Whiting ที่มาร่วมงาน แถลงข่าวในวันที่ 7 มกราคม 2563 ทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดย Harvard GSD จะส่งคณาจารย์และนักศึกษามาจัดตั้งสตูดิโอออกแบบในกรุงเทพมหานคร หัวข้อในการวิจัยมีตั้งแต่เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน บ้านเรือน สิ่งก่อสร้างเชิงธุรกิจ โครงสร้างเชิงระบบนิเวศน์ ภูมิทัศน์ รวมถึงพื้นที่สาธารณะรูปแบบอื่น ๆ ในเขตคลองเตย 

สำหรับรูปแบบการทำวิจัยจะอ้างอิงจากโมเดลสตูดิโอการทำวิจัยในโครงการอื่นๆ ที่ Harvard GSD เคยทำมาแล้ว โดยสตูดิโอจะประกอบด้วยอาจารย์หนึ่งคนหรือมากกว่านั้น นักศึกษาปริญญาโทประมาณ 12 คน และในโอกาสพิเศษครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากศิษย์เก่า Harvard GSD ในประเทศไทยที่มีความชำนาญด้านภูมิสถาปัตย์ ผังเมือง รวมถึงบริบทของพื้นที่ จะเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย

โดยเมืองไทยประกันภัยจะให้การสนับสนุนการดำเนินงาน รวมถึงลงพื้นที่เพื่อทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับชุมชนต่างๆ ในพื้นที่คลองเตย อันจะเชื่อมโยงให้การดำเนินงานวิจัยดังกล่าวประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งแผนแม่บทที่พร้อมด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมสำหรับนำไปต่อยอดในการเพิ่มมาตรฐานความเป็นอยู่ และคาดหวังว่า โมเดลคลองเตย จะเป็นต้นแบบชุมชนที่ส่งต่อโอกาส และความมั่นคงให้ผู้อาศัยและสังคม โดยหลังจากการวิจัยเสร็จสมบูรณ์จะมีการแบ่งปันองค์ความรู้สู่สาธารณะ ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ผ่านการจัดนิทรรศการ และงานวิจัย เพื่อขยายผลการศึกษาด้านการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ต่อไป


#คลองเตยดีดี #เมืองไทยประกันภัยXฮาร์วาร์ด

#เมืองไทยประกันภัย #เชื่อแป้ง #เชื่อเมืองไทยประกันภัย

ชวนฉลองวันเด็กที่ธัญญาพาร์ค ตะลุยความสนุกดินแดนเซอร์คัส

posted Jan 1, 2020, 11:22 PM by Maturos Lophong



ต้อนรับวันเด็กแห่งชาติ!!! ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ จัดกิจกรรมวันเด็ก “Thanya Park Happy Kids Day 2020 : The Carnival of Wonder Circus” ชวนหนูน้อยมาสนุกตะลุยดินแดน เซอร์คัสสุดยิ่งใหญ่ เปิดประสบการณ์หรรษา เสริมทักษะการเรียนรู้ กับเกมและโชว์สุดพิเศษในคณะละครสัตว์ พร้อมรับของขวัญมากมาย ตั้งแต่วันที่ 11-12 มกราคม 2563 เวลา 10.00 - 18.00 น. ณ ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์

ภายในงานพบกับกิจกรรมที่จะให้น้องๆ ได้สนุกกับการเป็นหนึ่งนักแสดงในคณะละครสัตว์ผ่านฐานต่างๆ อาทิ “ลอดห่วงไฟ” (Flaming Hoops) เริ่มต้นความท้าท้ายด้วยการกระโจนลอดห่วงไฟจำลอง จากนั้นมาฝึกการทรงตัวที่ฐาน “เดินบาร์” (Walking Balance) การเดินบนบาร์ไม้ขนาดเล็ก และมาต่อที่ “ตัวตลกโบโซ่และลูกบอลของเขา” (Big Bozo and his ball) ฐานนี้สนุกกับการใส่กางเกงโบโซ่ตัวยักษ์เอวกว้าง พร้อมวิ่งรอรับลูกบอลที่โยนลงมา และฐาน “ล็อคให้ตรงเป้าแล้วโยน” (Lock & Throw) ทดสอบความแม่นยำกับสามเกมท้าทาย เกมโยนห่วงจับเจ้าจ๋อจอมซน เกมปาบอลใส่ปากโบโซ่ และเกมโยนห่วงคล้องขวด




พลาดไม่ได้กับกิจกรรมเอาใจวัยจิ๋วตัวน้อย อาทิ “เติมสีสันคณะละครสัตว์มหัศจรรย์” (Color Circus) แต่งแต้มสีสันจินตนาการให้กับภาพตัวตลกโบโซ่ตามจินตนาการ หรือจะสนุกกับกิจกรรม “วันเดอร์เฟซ” (The Wonder Face Paint) การเพ้นท์หน้าตัวเองเป็นตัวตลกโบโซ่ตัวละครยอดนิยมในคณะละครสัตว์ พร้อมร่วมทำที่คาดผมรูปสัตว์สุดน่ารัก “คาดผมหูสัตว์หรรษา” (Animal Head Band Workshop) และ “ฟันนี่เฟซ” (Funny Faces Photo Props workshop) อุปกรณ์ถ่ายรูปสุดเก๋ รอยยิ้มและจมูกแดง เอกลักษณ์ของตัวตลกโบโซ่ ไว้ถ่ายรูปแชร์ลงโซเชียลในการเวิร์คช็อป ปิดท้ายด้วย การแสดงโชว์สุดพิเศษ อาทิ ขบวนพาเหรด “The Carnival of Wonder Circus” จัดเต็มกับตัวตลกโบโซ่บิดลูกโป่ง จั๊กกลิ้ง โบโซ่ขายาว โบโซ่นกกระจอกเทศ ขบวนพาเหรดมาสคอตสัตว์ต่างๆ ร่วมด้วยน้องๆนักเรียนวงโยธวาทิต จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง พร้อมโชว์มายากลหรรษา และโชว์น้องหมาแสนรู้ เป็นต้น




สำหรับน้องๆ หรือผู้ปกครองท่านใดที่ต้องการพาบุตรหลานมาร่วมสนุกกับกิจกรรม “Thanya Park Happy Kids Day 2020 : The Carnival of Wonder Circus” สามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 11-12 มกราคม 2563 เวลา 10.00-18.00 น. ณ ศูนย์การค้า ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-108-6000 หรือติดตามรายละเอียดได้ที่ www.facebook.com/thanyapark



เตรียมสุขภาพลูกๆ เสริมภูมิคุ้มกันด้วย Tipco Superkid

posted Dec 26, 2019, 10:33 PM by Maturos Lophong



เตรียมสุขภาพลูกๆ ให้พร้อมต้อนรับวันเด็ก
เสริมภูมิคุ้มกันด้วย Tipco Superkid ที่มีวิตามินซีสูง

ในแต่ละวัน เด็กๆ ต้องเผชิญกับเชื้อโรค ฝุ่น มลภาวะต่างๆ นอกบ้านมากมาย ซึ่งเป็นเหตุทำให้เด็กๆ ไม่สบายได้ง่าย ทิปโก้ ซุปเปอร์คิด แบรนด์น้ำผลไม้แท้ 100% ได้คัดสรรและนำคุณประโยชน์ที่ดีที่สุดของผักและผลไม้ มอบให้ลูกของคุณเติบโตอย่างมีสุขภาพดีในทุกวัน เริ่ม “เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกวันนี้ ด้วย Tipco Superkid วิตามินซีสูง” เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและเติบโตสมวัยของน้องคนเก่ง มาเตรียมสุขภาพให้คุณหนูๆ ด้วย ทิปโก้ ซุปเปอร์คิด น้ำผลไม้แท้ 100% ที่อุดมไปด้วยอีก 4 สารอาหารสำคัญ ได้แก่ วิตามินเอ, แคลเซียม, ใยอาหาร และโอเมก้า 3 อีกทั้งยังเหมาะกับเด็กที่ทานผักผลไม้ยาก ทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจได้ว่า เด็กๆ จะได้สารอาหารอย่างครบถ้วน

ทิปโก้ ซุปเปอร์คิด 4 รสชาติความอร่อย ได้แก่ น้ำส้มโชกุน, น้ำแอปเปิ้ล, น้ำองุ่นแดง, และน้ำผักผสมผลไม้รวม พิเศษสุด!!! รับผลิตภัณฑ์แจกฟรีช่วงวันเด็ก และลุ้นรับของรางวัลได้ที่บูธกิจกรรม ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต (11-12 ม.ค. 63) และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า (10-12 ม.ค. 63)

“เสริมภูมิคุ้มกันให้ลูกวันนี้ ด้วย Tipco Superkid วิตามินซีสูง” ดื่มได้ทุกวัน มั่นใจได้ในคุณภาพของ ทิปโก้ ซุปเปอร์คิด เพราะไม่เจือสี ไม่แต่งกลิ่น ไม่ใช้วัตถุกันเสีย และไม่เติมน้ำตาล มีวางจำหน่ายที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/Tipco.HealthSociety


ซีพี เวียดนาม เดินหน้าพัฒนาศักยภาพคู่ค้า

posted Dec 16, 2019, 1:54 AM by Maturos Lophong



ซีพี เวียดนาม เดินหน้าพัฒนาศักยภาพคู่ค้า สู่การผลิตอาหารที่ยั่งยืนตลอดห่วงโซ่คุณค่า 

บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น หรือ ซีพี เวียดนาม จัดอบรม Capacity building for partnership ในหัวข้อ การปฏิบัติการด้านแรงงานและความปลอดภัยในการทำงานตามกฎหมาย ให้กับคู่ค้าธุรกิจหลักเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจตามหลักสากล เสริมสร้างความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน

นายชำนาญ หวังอัครางกูร รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์ และประธานคณะกรรมการจัดหาอย่างยั่งยืน ซีพี เวียดนาม กล่าวว่าการอบรม Capacity building for partnership เป็นไปตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืนของบริษัท ซึ่งให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะและประสบการณ์ ในด้านการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับโลก ทั้งของบริษัท และคู่ค้า


“นโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้า ของซีพีเอฟ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อพัฒนาคู่ค้าของบริษัทให้เติบโตไปด้วยกัน บริษัทจะเติบโตได้อย่างมั่นคงจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคม และความพร้อมที่จะรับมือต่อประเด็นความยั่งยืนในระดับโลก เช่น ประเด็นสิทธิมนุษยชน” 


บริษัทได้ร่วมกับหน่วยงานแรงงานและสวัสดิการสังคม จังหวัดด่องไน่ (Dong Nai) เพื่อให้ความรู้กับคู่ค้าจำนวนกว่า 150 คน จาก 78 บริษัท ด้านการปฏิบัติต่อแรงงานตามกฎหมาย การเพิ่มความปลอดภัย สุขอนามัยในการทำงาน เพื่อช่วยยกระดับการคุ้มครองแรงงานตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล พัฒนาคุณภาพชีวิตของแรงงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของบริษัทอีกด้วย



นายวรวิทย์ อรุณรักษา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของซีพี เวียดนาม เสริมว่า บริษัทมีการดำเนินการสื่อสารนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนฯ ของซีพีเอฟ 4 ด้าน ได้แก่ การส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Product) การปฏิบัติต่อบุคลากรอย่างเป็นธรรมตามสิทธิมนุษยชน (People) การใช้กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Process) และมีระบบการบริหารงานอย่างโปร่งใส (Performance) ตั้งแต่ปี 2560 และในปัจจุบัน 100% ของคู่ค้าธุรกิจหลักของกิจการในประเทศเวียดนามได้รับการตรวจประเมินด้านความยั่งยืนแล้ว 


ซีพี เวียดนามให้ความสำคัญกับการพัฒนาธุรกิจ ควบคู่ไปกับยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร และแรงงานในห่วงโซ่คุณค่า จนเป็นที่ยอมรับของทั้งภาครัฐ และประชาชน ทำให้บริษัทได้รับรางวัลธุรกิจยั่งยืน CSI 100 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยผ่านการประเมิน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยสภาพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนแห่งชาติเวียดนาม

“CP Fresh Mart มาเก็บ” ชวนคนไทยแยกขยะ แลกไข่ไก่ สร้างพฤติกรรมรักษ์โลก

posted Dec 12, 2019, 12:06 AM by Maturos Lophong


ซีพี เฟรชมาร์ท ธุรกิจร้านค้าปลีกของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชวนผู้บริโภคร่วมโครงการ “CP Fresh Mart มาเก็บ” ช่วยกันนำขยะมาคัดแยก แลกไข่ไก่ สร้างพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้างดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อลดปริมาณขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพี เฟรชมาร์ท ได้ร่วมแสดงจุดยืนในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกร่วมกับทุกภาคส่วน ประกาศงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วพร้อมกันทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป พร้อมทั้ง ได้ดำเนินกิจกรรมร่วมลดขยะพลาสติกในหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ร้านค้าของซีพี เฟรชมาร์ททั้งหมด กว่า 400 สาขาทั่วประเทศ ลดการสร้างขยะพลาสติกภายในร้าน กระตุ้นให้ลูกค้ามีส่วนร่วมลดขยะพลาสติกโดยเริ่มจากการใช้ถุงผ้า พร้อมทั้งดำเนินโครงการ “CP Fresh Mart มาเก็บ” จับมือกับชุมชนช่วยกันลดขยะพลาสติกอย่างยั่งยืน ตอบรับนโยบายของรัฐบาลการจัดการขยะพลาสติกปี 2561-2573

ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมกับ บริษัท GEPP สตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่เชี่ยวชาญในการทำระบบจัดการขยะ ริเริ่มโครงการ “CP Fresh Mart มาเก็บ” ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายสร้างชุมชนต้นแบบในการรีไซเคิลขยะ โดยส่งเสริมให้ชุมชนรอบๆ ร้านซีพี เฟรชมาร์ทมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี โดยให้ลูกค้านำขยะที่เข้าร่วมโครงการ 50 ชิ้น ไปแสดงต่อพนักงานที่สาขาแล้วคัดแยกประเภทขยะให้ถูกต้อง จะได้รับไข่ไก่สด 10 ฟอง โดยกิจกรรมนี้ เริ่มนำร่องที่ ซีพี เฟรชมาร์ทสาขาเย็นจิตร , สาธร11 และ สาธรคอนโด กิจกรรมจะจัดขึ้นทุกวันพุธ ระหว่าง 13.00 – 16.00 น. และมีแผนที่จะขยายการดำเนินกิจกรรมกับสาขาอื่นๆ ต่อไป

“กิจกรรม “CP Fresh Mart มาเก็บ” ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากชุมชน โดยซีพี เฟรชมาร์ทได้ให้ความรู้ในการคัดแยกและจัดการวัสดุรีไซเคิล แก่ชุมชน มีประชาชนนำขยะรีไซเคิลมาร่วมแลกไข่ไก่อย่างต่อเนื่อง ซึ่ง GEPP จะนำขยะที่รวบรวมได้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้องต่อไป นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสู่การสร้างชุมชนรีไซเคิลโดยจากจุดเล็กๆ ก่อน” นายชัยยุทธกล่าว


นอกจากนี้ ตลอดทั้งปี ซีพี เฟรชมาร์ท ได้จัดแคมเปญ “ชวนช้อป! พกกระเป๋า ไม่เอาถุง” เชิญชวนลูกค้าทุกสาขา และไม่รับถุงพลาสติก ซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น งดแจกถุงพลาสติกทุกวันพุธ ตลอดทั้งปี “ซื้อของน้อย ไม่รับถุง” เพื่อรับสิทธิ์แลกซื้อกระเป๋าเก็บความเย็นในราคาพิเศษ ในระหว่างเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ รวมถึง สร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชน ด้วยการเปิดจุดรับขวดพลาสติกและขยะรีไซเคิลที่ร้านก่อนนำไปขาย เพื่อนำเงินรายได้กลับสู่ชุมชน ซึ่งขณะนี้ นำร่องดำเนินกิจกรรมที่ร้านซีพีเฟรชมาร์ท 10 สาขาในเขตกรุงเทพและปริมณฑล





โครงการจัดการปัญหาขยะพลาสติก สอดคล้องกับนโยบายบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนของ ซีพีเอฟ ที่มีเป้าหมาย บรรจุภัณฑ์พลาสติกทั้งหมดจะต้องสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (Reusable) ใช้ใหม่ (Recyclable) ผลิตเป็นสินค้าใหม่ได้ (Upcyclable) หรือสามารถย่อยสลายได้ (Compostable) และจะยกเลิกการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็นภายในปี 2568 สำหรับกิจการในประเทศไทย และปี 2573 สำหรับกิจการในต่างประเทศ./

วิลล่า มาร์เก็ท แนะนำ“ชุดกระเช้าของขวัญปีใหม่”

posted Dec 3, 2019, 10:35 PM by Maturos Lophong



“ชุดกระเช้าของขวัญปีใหม่”

วาริช ภูสนาคม กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ วิลล่า มาร์เก็ท แนะนำ “Discovery season's Greetings Baskets” ชุดกระเช้าของขวัญปีใหม่ ส่งความปรารถนาดีต้อนรับปีชวดผ่านกระเช้าของขวัญที่คัดสรรมาอย่างดีระดับพรีเมี่ยม มีให้เลือกถึง 14 แบบ เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกเพศทุกวัย ราคาเริ่มต้น 1,399 บาท ซื้อได้แล้ววันนี้ที่ วิลล่า มาร์เก็ท ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ที่ https://shoponline.villamarket.com/home/ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 มกราคม 2563

1-10 of 125