BRAND LOVE ของคนตัวเล็ก ส่วนผสมทางการตลาดที่กลมกล่อม พร้อมเสิร์ฟ ของ “เจ๊นุ้ย หมูกรอบ”

posted Jul 21, 2022, 11:48 PM by Maturos Lophong   [ updated Aug 8, 2022, 11:53 PM ]
BRAND LOVE ของคนตัวเล็ก

ส่วนผสมทางการตลาดที่กลมกล่อม

พร้อมเสิร์ฟ ของ “เจ๊นุ้ย หมูกรอบ”


                                                                                                    

ใครชอบหมูกรอบยกมือขึ้น คำถามนี้มาพร้อมกับภาพของผู้หญิงอารมณ์ดีในชุดกระโปรงสีแดง ด้วยบุคคลิกภาพที่โดดเด่น ในแบบฉบับแม่ค้าแซ่บ ที่มักจะมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ ชื่นชอบในการสรรหาเรื่องราวมาเอ็นเตอร์เทนลูกค้าเป็นชีวิตจิตใจ เสิร์ฟมาพร้อมกับหมูกรอบสีเหลืองทอง หนังพองกรอบ เนื้อในฉ่ำเป็นเชิงชั้น กรอบนอกนุ่มในน่ารับประทาน


ภาพเหล่านี้สร้างการรับรู้และจดจำ และทำให้หลายคนตกหลุมรักหมูกรอบของ “เจ๊นุ้ย หมูกรอบ” แบรนด์น้องใหม่มาแรงของผู้หญิงที่ชื่อว่า “พีรษา เพิ่มทรัพย์อนันต์”





หากจะเอาเรื่องของหลักการเข้ามาวิเคราะห์เบื้องหลังความสำเร็จ

ลำดับการสร้างแบรนด์ที่เริ่มจาก การได้รู้ได้เห็น คือ แบรนด์อแวร์เนส(BRAND AWARENESS) ถัดมาคือ เห็นแล้วจดจำ แบรนด์เรคคอกไนซ์(BRAND RECOGNIZE) ต่อด้วยเห็นแล้วรู้สึกรัก แบรนด์เลิฟ(BRAND LOVE)

ย้อนเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ของ “เจ๊นุ้ย หมูกรอบ” ที่เธอมักจะตอกย้ำอยู่เสมอว่าเป็นแบรนด์ของคนตัวเล็ก มาต่อเป็นจิ๊กซอร์ให้เห็นภาพกันแล้วละก็

มาถึงขั้นนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ““เจ๊นุ้ย หมูกรอบ” แบรนด์น้องใหม่ และเป็นแฟรนไชส์มาแรงแห่งปี ได้สร้างปรากฏการณ์ BRAND LOVE ได้อย่างมีนัยสำคัญ


แน่นอนที่สุดนอกจากประเด็นหลักสินค้าคุณภาพดี รสชาติอร่อย ในราคาที่จับต้องได้แล้ว เครื่องมือสื่อสารทางการตลาด ที่เรียกว่า DIGITAL MARKETING ยังถือเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญไม่น้อย





-จุดเริ่มต้นของคนตัวเล็ก

ที่ไม่เคยทำหมูกรอบมาก่อนเลยในชีวิ


“โดยส่วนตัวเป็นคนชอบรับประทานหมูกรอบมาก แต่ในรัศมี 20-30 กิโลเมตร รอบตัวส่วนใหญ่จะไม่มีหมูกรอบแบบชั่งกิโลขายให้ซื้อหามารับประทาน เป็นที่มาว่าตกงานปุ๊ปไม่รู้จะทำอะไร ก็มานั่งคิดดูว่าเราจะทำอะไรดี ก็เลยคิดที่จะขายหมูกรอบ เพราะเป็นอาหารที่คนชอบรับประทานกัน ประกอบอาหารได้หลายเมนู แต่คนไม่ชอบลงมือทำทานกันเอง เพราะมีหลายขั้นตอน แล้วคนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันก็ชื่นชอบความสะดวกสบาย ก็เลยเลือกที่จะขายหมูกรอบ แล้วต้องยอมรับว่าข้อดีของการค้าขายก็คือได้เงินสด

จากนั้นก็มองหาทำเล ตัดสินใจมาเลือกทำเลย่านตลาดนัดเลียบทางรถไฟบางปะอิน เพราะตรงนี้ใกล้บ้าน ง่าย ไม่ต้องเก็บของ เพราะทำคนเดียว ไม่มีสามี ลูกก็ยังเรียนหนังสือ ก็เลยตกลงเช่าที่นี่ ในชีวิตไม่เคยทำหมูกรอบเลย เริ่มจากไปดูสูตรในยูทูป ซื้อหมูมาสามกิโลมาลองทำ ก็เลยเอาหมูกรอบที่ทำไปขาย ตกเย็นก็นำหมูกรอบสามกิโลไปขาย เชื่อไหมขายหมดเลย ทำในตอนแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยออกมาสวยเป็นที่พอใจเท่าไหร่ แต่ตอนนั้นก็ภูมิใจที่ทำหมูกรอบได้ ก็ค่อยๆ พัฒนาคุณภาพ หาสูตร หาวิธีการที่เหมาะสม ปรับปรุงมาเรื่อยๆ





แรกๆ ก็ใช้กระทะใบเล็ก จากสามกิโล ห้ากิโล เจ็ดกิโล สิบกิโล ลูกค้ารอเป็นชั่วโมงก็ยังรอ แสดงว่ามาถูกทางแล้ว เริ่มฮอต ก็ปรับเปลี่ยนหากระทะที่ใบใหญ่ขึ้นเพื่อที่จะทอดหมูกรอบได้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า

จากวันแรกๆยอดขายสองพันหนึ่ง เดือนเดียวยอดขายขึ้นมาห้าพันเจ็ดร้อยบาท แล้วก็เพิ่มต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ใจมันฟูเลย ก็เลยคิดว่าในชีวิตจะไม่ทำอะไรนอกจากหมูกรอบ”


-พลิกชีวิตจาก เพจชี้ช่องรวย

เรียนหลักสูตรแฟรนไชส์ต่อยอดธุกิจ



“แล้วสวรรค์ก็ประทานโชค เดือนเดียวมียอดขายวันละเจ็ดแปดพัน เดือนหนึ่งสองแสน ก็เป็นโชคดีของนุ้ย แล้วก็เป็นวาสนาของนุ้ย เพจชี้ช่องรวยติดต่อมาเพื่อมาถ่ายคลิป พอคลิปออกอากาศไป คืนเดียวมียอดคนดูถึงหนึ่งล้านวิว จากคืนนั้นหนูก็เป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศ จากที่เคยขายแค่ย่านบางปะอิน ก็มีคนติดต่อมาเยอะ ก็มีทั้งที่ต้องการสั่งซื้อ รับไปขายต่อ หรือบางคนก็ต้องการขอคำแนะนำ ขอกำลังใจ ผ่านมา สามเดือนสิบวัน คลิปนี้มียอดวิวสี่ล้านสองแสนวิว

ก็ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วประเทศ เป็นที่มาของการเข้ามาเรียนหลักสูตรเจ้าของแฟรนไชส์ แล้วก็พร้อมที่จะขายแฟรนไชส์ เพราะว่าก่อนที่จะขายแฟรนไชส์ ได้ลองส่งผ่านระบบการแช่แข็งให้กับร้านค้าใหญ่ๆ ปรากฏว่า ไปถึงลูกค้าสินค้าก็ยังสดใหม่เหมือนออกจากเตา ก็เลยเป็นที่มาของการนำแบรนด์ของตัวเองมาต่อยอด เพื่อเสิร์ฟหมูกรอบไปถึงประชาชนทั่วประเทศ”


-จุดแข็งคู่แข่งน้อย คืนทุนง่าย

โอกาสทางธุรกิจยังมีอีกมาก


“จุดเด่นคือ มีคู่แข่งน้อย ไม่เคยขายของก็ทำได้ เพราะมีคู่มือการทอด การจัดหน้าร้าน การเก็บ แล้วเอามาสอนตัวต่อตัวกับนุ้ย วิธีการสอนเราจับมือทำ เหมือนสอนลูกเขียนหนังสือ มันฝึกกันได้ มันอยู่ที่จุดเริ่มต้น

แฟรนไชส์ราคาไม่แพง ไม่ยุ่งยากซับซ้อน คืนทุนง่าย มีคนให้ความสนใจ สินค้ามีความแตกต่าง


ถ้าพูดถึงโอกาสทางธุรกิจของธุรกิจหมูกรอบ ตลาดนัดมีคนเยอะแล้วคนมาเดินตลาดนัดส่วนใหญ่ตั้งใจมาหาของกิน ไม่มีใครมาตลาดนัดแล้วมาเดินเล่นเล่น ตลาดนัดส่วนใหญ่ เวลาที่คนเดินก็ช่วงประมาณเวลาสาม สี่โมงเย็นไปแล้ว พอตอนทุ่มหนึ่ง สองทุ่มตลาดวายแล้ว เราใช้เวลาทำงานแค่สี่ ห้าชั่วโมงรวมเก็บร้านด้วย ในการหาเงินเข้ากระเป๋าสอง สามพัน กำไรนะคะ พันห้า สองพัน สามพัน แล้วแต่ตลาดนั้นคนเยอะไหม เวลาที่เหลือก็เอาไปดูแลครอบครัว พักผ่อน หรือ ทำเรื่องอื่นๆ ได้ คิดดูแล้วรายได้มากกว่าคนกินเงินเดือน”



-กว่าจะมีวันที่ยิ้มได้

ความมุ่งมั่น เบื้องหลังมีแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่



“ชีวิตกว่าที่ทุกท่านจะเห็นหนูมีโอกาสยิ้มกว้างขนาดนี้ หนูเคยเจอปัญหาที่ถาโถมมาก่อน เคยเป็นคนที่ล้มเหลวมาแล้ว เคยตัดสินใจฆ่าตัวตาย คุยกับลูก ลูกสาวอายุ16 ปีเข้ามากอดขา บอกว่าแม่จะทิ้งเงินทองไว้ให้เขามากเท่าไหร่ก็ไม่มีความหมาย ถ้าแม่ไม่อยู่กับเขา เราก็มาคิดดูถ้าเราเห็นแก่ตัว ทิ้งเขาไป เขาจะอยู่อย่างไร



ก็เลยคิดว่าชีวิตต้องหายใจไปต่อ ก็เลยมาจบที่การทำหมูกรอบ ตอนแรก ๆ ก็ยอมรับว่าอายเหมือนกัน ว่าต้องมาเป็นแม่ค้า แต่ความอายไม่ช่วยให้เราอิ่ม ไม่ได้ช่วยจ่ายค่าเทอมลูก ค่างวดรถ จ่ายค่าบ้านได้ เราก็มุ่งมั่นทำของเรา โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนสุดโต่ง นุ้ยเป็นคนที่ทำอะไรแล้ว ทำสุด พอตั้งใจทำให้สุดก็ไม่คิดว่าจะใช้เวลาได้ในเดือนเดียว”


นั่นเป็นเรื่องราวชีวิตส่วนหนึ่งที่เธอถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับบางคนที่อาจจะกำลังท้อแท้ หรือหมดหวังกับการใช้ชีวิต


อีกประเด็นหนึ่งที่อยากวิเคราะห์ให้เห็นภาพกันก็คือ ความสำเร็จของการสร้างแบรนด์ ““เจ๊นุ้ย หมูกรอบ” ก็คือการผสมผสานทั้งเรื่องของ LOGIC และ EMOTIONAL คือเป็นเรื่องของการใช้ตรรกะ เหตุผล การพัฒนาคุณภาพของสินค้า การให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างแบรนด์ รวมทั้งการต่อยอดธุรกิจอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ผสานไปกับเรื่องราวของ สิ่งที่เรียกว่า” อารมณ์ร่วม”



ว่าไปแล้ว STORY หรือเรื่องราว ภาพของผู้หญิงที่มีความอดทน มุ่งมั่น ที่จะก่อร่างสร้างธุรกิจของตัวเอง กับภาพความเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่พร้อมจะทำ และฝ่าฟันทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของลูกสาวอันเป็นที่รัก

เรื่องราวที่อาจเรียกว่าเป็น “สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก”ที่ลำดับภาพมาให้เห็นข้างต้น ก็ถือเป็นแรงขับเคลื่อนอีกแรงที่ทำให้ลูกค้า และหลายคนพร้อมที่จะสนับสนุน หรือ SUPPORT แบรนด์ “เจ๊นุ้ย หมูกรอบ”

เรียกได้ว่าก้าวสู่ความเป็น BRAND LOVE ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


นั่นหมายถึงความท้าทายขั้นต่อไป คือ BRAND ROYALTY เพราะแค่รักอย่างเดียวยังไม่พอ แต่ยังต้องเชื่อมั่น และจงภักดีต่อแบรนด์

ซึ่งประเด็นดังกล่าว เป็นเรื่องในระยาว ที่คงต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์


เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งที่อยากหยิบยกมาให้เห็น บนเส้นทางการเติบโตของคนตัวเล็ก ที่ไม่ใช่ “BIG BRAND” ที่วันนี้ได้ก้าวสู่การเป็น “BRAND LOVE” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

                                                                                                                                                                                     
**************************************************************************************************************************************************************************
                                                                                                                                                                           story/photo:มธุรส ลพหงษ์
                                                                                                                                                                           -----------------------------------

Comments