Marketing




Style with Comfort สบายอย่างมีสไตล์ บาจา (Bata) เดินเกมสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่ พลิกภาพ “รองเท้าคนแก่-แบรนด์เก่า” สู่ “ความเก๋า-ดูคูล”

posted Sep 5, 2022, 1:37 AM by Maturos Lophong   [ updated Sep 5, 2022, 2:17 AM ]





Style with Comfort สบายอย่างมีสไตล์

บาจา (Bata) เดินเกมสื่อสารการตลาดรูปแบบใหม่


พลิกภาพ “รองเท้าคนแก่-แบรนด์เก่า” สู่ “ความเก๋า-ดูคูล”



สำหรับคน GEN X GEN Y แล้ว หลายคนยังคงจำภาพรองเท้านักเรียนคู่แรกในชีวิต และอีกหลายคนก็อาจตัดสินใจเลือกรองเท้า”บาจา”ให้เป็นรองเท้าคู่ใจตลอดช่วงชีวิตในวัยเรียน

แม้ว่าเมื่อเติบใหญ่ขึ้น พ้นช่วงวัยเรียนบางคนก็อาจจะห่างหายจากรองเท้าที่เคยเป็นแบรนด์คู่ใจไปบ้าง แต่บางครั้ง บางครา หลายคนก็อาจมี MOMENT ที่อยากกลับไปแวะเวียนไปเยี่ยมเยือนร้านบาจา แล้วแอบอมยิ้ม นึกถึงภาพความทรงจำครั้งหนหลังด้วยความสุขใจ



-การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต

ภาพที่ลำดับมาให้เห็นข้างต้น สอดรับกับ ข้อมูลของ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ ซีเอ็มเอ็มยู (CMMU) ที่รายงานแนวโน้มการตลาดชุดใหม่ผ่านวิจัย “NOSTALVERSE การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต” พบการถวิลหาอดีตของผู้บริโภค สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ด้วยความผูกพัน และพัฒนากลายเป็นกลยุทธ์ใหม่ทางธุรกิจสู่อนาคตได้อย่างน่าประหลาดใจ หลังสำรวจข้อมูลอินไซต์มุมมองของผู้บริโภคต่างเจเนอเรชัน X,Y และ Z ถึงความทรงจำในอดีต แบรนด์ในความทรงจำกับประสาทสัมผัสทั้ง 5 และความคิดเห็นต่อโลกอนาคต Metaverse จากข้อมูลวิจัยพบว่า คนไทย 3 ใน 4 มีความทรงจำที่ดีกับ แบรนด์ โดยปัจจุบันคนไทยยังคงมีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์ในความทรงจำ และมากกว่า 50% ยังคงให้การสนับสนุนแบรนด์ในความทรงจำอย่างต่อเนื่อง




ซีเอ็มเอ็มยู ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชนและวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยเรื่อง “NOSTALVERSE การตลาดในอดีตเชื่อมสู่โลกอนาคต” เพื่อศึกษาทัศนคติและความคิดที่แตกต่างกันเชิงลึกของผู้บริโภค ทั้งหมด 3 ช่วงวัย ได้แก่ 1. Gen X ผู้เกิดช่วงปี พ.ศ.2508-2523 2. Gen Y ผู้เกิดช่วงปี พ.ศ.2524-2539 3. Gen Z ผู้เกิดช่วงปี พ.ศ. 2540-2555 เกี่ยวกับการถวิลหาอดีต ในด้านความรู้สึก ด้านตราสินค้าในความทรงจำ และการเชื่อมโยงอดีตไปสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี Metaverse สู่การนำมาพัฒนาเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ สะท้อนออกมาในรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมการตลาดทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ อีกทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมให้คนต่างเจเนอเรชันเข้าใจซึ่งกันและกันได้ดีมากขึ้น


โดยปัจจัยที่ทำให้อดีตกับอนาคตจะมาบรรจบกันได้นั้น จากข้อมูลวิจัยพบว่า การถวิลหาอดีตอันหอมหวานเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยเยียวยาจิตใจให้ชุ่มชื่น เพราะบริบทสังคมในปัจจุบัน อาทิ การระบาดโควิด-19 สงคราม ภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และภัยธรรมชาติต่างๆ อาจก่อให้เกิดความเครียด ส่งผลให้ผู้คนบางกลุ่มรู้สึกถวิลหาช่วงเวลาในอดีต จนนำสู่การเกิด ‘กิจกรรมย้อนวันวาน’ เพื่อจำลองประสบการณ์ในอดีตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และสร้างพื้นที่จำลองในจิตใจที่รู้สึกปลอดภัย ซึ่งเป็นอีกกลไกหนึ่งที่จะสามารถทำให้เขาเหล่านั้นสามารถหลีกหนีจากภาวะปัจจุบันอันเคร่งเครียด ขณะเดียวกันผลการศึกษาด้านจิตวิทยากับอาสาสมัครทั่วโลก พบว่า การคิดถึงอดีตช่วยเยียวยาจิตใจในสภาวะที่ยากลำบาก และยังช่วยให้มีความสุขเพิ่มมากขึ้นได้

จากการถวิลหาอดีตจึงนำสู่กรณีศึกษา “การตลาดย้อนวันวาน Nostalgia Marketing” การทำการตลาดโดยการเข้าถึงทัศนคติในเชิงบวก ประสบการณ์ความคุ้นเคย และความชื่นชอบในอดีตที่ผ่านมาของผู้บริโภค โดยความทรงจำในอดีตที่ดีเหล่านี้มีความพิเศษที่จะช่วยเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับผู้บริโภค






เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกแล้วพบว่า คนไทย 91.4% เห็นว่าความทรงจำ “มีคุณค่า” จึงเป็นการยืนยันว่า ทำไม Nostalgia Marketing ถึงสำคัญ และสามารถขับเคลื่อนแบรนด์และธุรกิจไปข้างหน้าได้อย่างมาก ขณะเดียวกัน คนไทย 67.9% เห็นว่า ความทรงจำ “เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข” ช่วยเพิ่มพลังให้กับปัจจุบันได้ ขณะเดียวกันคนไทยมักจะนึกถึง พูดถึง และชอบเล่าหรือแชร์เรื่องราวในอดีตให้คนอื่นฟัง

ข้อมูลข้างต้นถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่าการให้ความสำคัญกับฐานลูกค้าเก่าถือว่ามีความสำคัญ ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการเดินไปข้างหน้า



พลิกภาพ”แก่-เก่า ”สู่ “ความเก๋า-ดูคูล”

มาถึงการรุกคืบของ “บาจา” เริ่มจากคำถามที่ว่า “ทำไมต้องมองว่าบาจาเป็นรองเท้าคนแก่ ทำไมต้องดูเป็นแบรนด์เก่า อยากให้มันดูเก๋า ดูคูล” เป็นบทสนทนาส่วนหนึ่งของ“วิลาสินี ภาณุรัตน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด ในวันที่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน

หลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมการบริหารหญิงคนแรกของบาจา แบรนด์รองเท้าที่อยู่คู่กับคนไทยมากว่า 90 ปี วิลาสินี ได้ประกาศวิสัยทัศน์ด้วยการนำแบรนด์บาจาก้าวสู่แบรนด์อันดับ 1 ในใจผู้บริโภค ถ่ายทอดผ่านการสื่อสารแบบใหม่ เพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่กว่า 2 ล้านคนในประเทศไทย และให้มีความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคุณแม่ และกลุ่มคนเจน X-Y ซึ่งเป็นแฟนของแบรนด์อย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้กลยุทธ์สำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็น “แฟนฉันมาร์เก็ตติ้ง” ได้ถูกหยิบยกนำมาใช้ ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องแฟนฉัน คงจะพอนึกภาพออก หากอธิบายเป็นจิ๊กซอร์ให้เห็นภาพก็คือ การทำตลาดในลักษณะของการเชื่อมความผูกพัน จากรุ่นสู่รุ่น โดยเอาความเก่าแก่ มาเป็นจุดแข็งในการสื่อสารสร้างความทรงจำใหม่ๆ ร่วมกัน




-รักษาฐานลูกค้าเดิม พร้อมหากลุ่มเป้าหมายใหม่



“เราไม่อยากรีแบรนด์ดิ้ง แต่เราจะมีการเปลี่ยนแปลงการพูดคุย ย้อนไปตอนแรกๆ ต้องยอมรับว่า ตอนแรกที่เข้ามาทำงานที่ บาจาก็เคยมีความคิดจะรีแบรนด์ดิ้ง แต่เมื่อมาพิจารณาในรายละเอียดอย่างรอบด้านแล้ว ก็มาคิดว่า ด้วยอายุแบรนด์กว่า 94 ปี เราจะทิ้งทีมงาน ทิ้งประวัติศาสตร์ของแบรนด์ที่เก่าแก่ขนาดนี้ได้จริงหรือ สำหรับแบรนด์เก่าแก่แล้วก็ต้องบอกว่าฐานลูกค้าเก่าถือว่ามีความสำคัญ ในขณะเดียวกันหากมองถึงเรื่องการแข่งขันในตลาด เราก็ต้องมีการหาลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา มันมีอะไรมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงไปโดยชิ้นเชิง สิ่งที่จะทำคือการเปลี่ยนแปลงการพูดคุย นั่นหมายถึงการพูดคุยยังเป็นเรื่องราวแบบเดิม แต่มีการเปลี่ยนเรื่องใหม่”

“วิลาสินี ภาณุรัตน์” บอกเล่าถึงความท้าทายในการทำงานว่า “เป็นครั้งแรกในการทำงานด้านการตลาดของเธอที่จะ ต้องมีการฟังเสียง จาก voice สอง voice อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การเลือกทำการตลาดในรูปแบบใหม่ด้วยการฟังเสียงจากฐานลูกค้าสองกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน จากนั้นก็ต้องสื่อสารตรงกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม”

นั่นหมายถึง การทำตลาดเพื่อเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เพิ่มเติมจากฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่กว่า 2 ล้านคนในประเทศไทย

ประเด็นหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ การใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ นั่นก็คือการ ทำ CRM Loyalty Campaign ก็เพื่อที่จะรักษาฐานลูกค้าที่มีอยู่ ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการเข้าไปหาลูกค้ากลุ่มใหม่ใหม่มากขึ้น โดยการให้ความสำคัญกับเรื่องช่องทางออนไลน์ โซเซียลมีเดียต่างๆ สำหรับลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เราจะทำตลาดมากขึ้น คือ กลุ่ม คุณแม่รุ่นใหม่วัย 30 ปีต้นๆ และอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มคนที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตการทำงาน First Jobber ที่ต้องการรองเท้าที่สวมสบาย ในราคาที่จับต้องได้

-เปิดตัว “เบลล่า-ราณี แคมเปน” แอมบาสเดอร์คนแรก

ไฮไลท์สำคัญส่วนหนึ่ง ที่ผ่านมาได้มีการเปิดตัว “เบลล่า-ราณี แคมเปน” เป็นแอมบาสเดอร์คนแรก และ “ลี ฐานัฐพ์ โล่คุณสมบัติ” Friend of Bata กับแคมเปญ Surprisingly Bata เพื่อตอกย้ำแบรนด์ดีเอ็นเอของบาจา ที่เน้นความสบายอย่างมีสไตล์ Style with Comfort พร้อมสื่อสารไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือคนที่ไม่เคยสวมใส่บาจามาก่อน ครอบคลุมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายของบาจา ทั้งรองเท้าสำหรับใส่ในชีวิตประจำวัน รองเท้าทำงาน รองเท้าสำหรับไปงานในโอกาสต่าง ๆ ตลอดจนรองเท้ากีฬา ที่สามารถตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ทุกการใช้ชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างครบถ้วน

“ก็ต้องบอกว่า เบลล่า ราณี และลี ฐานัฐพ์ เป็นตัวแทนของผู้หญิง และผู้ชายในแบบบาจา ที่สวย มีสไตล์ คือ ต้องบอกว่าไม่ใช่เป็นคนแบบชนิดที่ว่าเป็นแฟชั่นจ๋า แต่เป็นคนดูมีสไตล์ มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่มีความเคลื่อนไหว ไม่หยุดนิ่ง พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดเวลา ช่วยสะท้อนแบรนด์ดีเอ็นเอของบาจาที่ว่า Style with Comfort สบายอย่างมีสไตล์ เพื่อสื่อสารไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ ให้หันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของบาจาในทุกโอกาส ทุกช่วงของชีวิต”


“ในตลาดรองเท้า ตอนนี้แบรนด์ของเรามาเป็นอันดับสี่ ปีนี้เราจะทำให้ขึ้นมาอยู่เบอร์สาม ปีหน้าเราอยากจะได้เป็นเบอร์สอง และจากนี้ไปในอีกห้าปีข้างหน้าเราน่าจะได้อับดับหนึ่งกลับมา”

เป็นเป้าหมายการทวงแชมป์ที่ท้าทายและน่าจับตา ภายใต้การนำทัพของ “วิลาสินี ภาณุรัตน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บาจา (ประเทศไทย) จำกัด



เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ประจำปี 2565 ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรคลีน จากแบรนด์เลอรูท

posted Aug 21, 2022, 9:26 PM by Maturos Lophong


เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ประจำปี 2565

ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรคลีน จากแบรนด์เลอรูท



เลอรูท แบรนด์ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค เพื่อสุขภาพ ภายใต้เครือเฮอริเทจ ร่วมเฉลิมฉลองและส่งมอบความสุขในเทศกาลขนมไหว้พระจันทร์ในธีม “Lunarlicious” ขนมไหว้พระจันทร์สูตรคลีน เอาใจคนรักสุขภาพ ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาล ไขมันทรานส์ และสารกันเสีย แป้งบาง ไส้แน่น อร่อยเต็มคำ และแต่งเติมสีสันให้เข้ากับช่วงเทศกาล โดยมีให้เลือกหลากหลายรสชาติ ได้แก่ ไส้ทุเรียนอัลมอนด์พราลีน ให้คุณได้ลิ้มลองความเข้ากันของทุเรียนและอัลมอนด์พราลีน, ไส้ชาไทยแมคคาเดเมีย หอมชาไทยและได้แมคคาเดเมียเต็มคำ, ไส้ไข่เค็มคัสตาร์ด มาพร้อมกับอัลมอนด์และเมล็ดแตงโม, ไส้วอลนัทและผลไม้รวม ที่รวมเบอร์รี่ทั้ง 3 ชนิดไว้ด้วยกัน, ไส้ช็อกโกแลตมินต์ ความเข้มข้นของช็อกโกแลตบวกกับความสดชื่นจากมินต์ และไส้บ๊ะจ่างทรงเครื่อง (Ba Jang) เห็ดหอมชิตาเกะที่ให้ความเป็นบ๊ะจ่างได้อย่างลงตัว

ขนมไหว้พระจันทร์แบรนด์เลอรูท (Le Root) สามารถหาซื้อได้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม - 10 กันยายน 2565 ที่ร้าน Hm Kitchen (สาขาพุทธมณฑลสาย4-5/ ยศเส), กูร์เมต์ มาร์เก็ต (สาขาสยามพารากอน ชั้นจี, เอ็มควอเทียร์ ชั้นจี, ดีไซน์วิลเลจ พุทธมณฑลสาย 3 , เดอะมอลล์ บางแค, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน), ท็อปส์ มาร์เก็ต (สาขาเซ็นทรัลเวสเกต, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า), ร้าน เดอะเฮอริเทจ ไอคอนสยาม ชั้นจี โซนภาคใต้ เมืองสุขสยาม ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม – 10 กันยายน 2565 และสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ LINE SHOPPING: @LeRoot หรือสามารถพบกับ ขนมไหว้พระจันทร์แบรนด์เลอรูท ในงาน Heritage Fair (เดอะมอลล์ไลฟ์โตร์ ท่าพระ) ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม - 7 กันยายน 2565, งาน Thailand Coffee and Bakery ตั้งแต่วันที่ 25 – 28 สิงหาคม 2565 และงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 63 ไบเทค บางนา ตั้งแต่วันที่ 1 – 4 กันยายน 2565 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line: @leroot หรือโทร. 02-288-0908 และสามารถติดตามกิจกรรมและข่าวสารอื่น ๆ ของเครือเฮอริเทจได้ที่ www.heritagethailand.com




 

มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ฉลองครบ 500 สาขาในประเทศไทย ที่โลตัส บางกะปิ ตั้งเป้าเปิด 150 สาขาใหม่ ภายในปี 2565

posted Jul 22, 2022, 12:09 AM by Maturos Lophong


มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ฉลองครบ 500 สาขาในประเทศไทย ที่โลตัส บางกะปิ


ตั้งเป้าเปิด 150 สาขาใหม่ ภายในปี 2565


บุคคลในภาพ (จากซ้ายไปขวา): คุณแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิสเตอร์ ดีไอวาย ประเทศไทย, คุณฐิตานันท์ ซุน ผู้อำนวยการ มิสเตอร์ ดี.ไอ.วาย. ประเทศไทย


และคุณเบญจวรรณ อ่องศรี ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายศูนย์การค้าและพื้นที่เช่า ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย



21 กรกฎาคม 2565, กรุงเทพฯ – มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ผู้ค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้านที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ฉลองครบ 500 สาขา ณ โลตัสบางกะปิวันนี้ โดยการเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. หลังจากดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 6 ปี จากสาขาแรกในปี 2559 สู่ 500 สาขาทั่วประเทศ และวันนี้ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เป็นแบรนด์ที่ครองใจคนไทยอย่างแท้จริง


มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. สาขาโลตัส บางกะปิ นำเสนอร้านค้าพื้นที่กว้างขวางถึง 1,100 ตร.ม. มีสินค้าให้เลือกหลากหลายกว่า 18,000 รายการ ประกอบด้วยสินค้าหลัก 10 หมวดหมู่ ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประดับยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องเขียนและอุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของขวัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องสำอาง มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. มุ่งมั่นที่จะให้บริการชุมชน โดยเฉพาะผู้ที่พักอาศัยและทำงานในเขตบางกะปิ เพื่อมอบความสะดวกสบายแบบครบวงจร และผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพที่ "รับประกันราคาถูกเสมอ"





นายแอนดี้ ชิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. (ประเทศไทย) กล่าวในงานฉลองครบรอบ 500 สาขาว่า “มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เปิดสาขาแรกในกรุงเทพฯ เมื่อปี 2559 วันนี้เราภูมิใจที่จะเฉลิมฉลองครบรอบ 500 สาขาของเราที่โลตัส บางกะปิ เราคาดว่าจะให้บริการลูกค้า 50 ล้านคนในปีนี้ผ่านร้านค้าทั้งหมดของเราในประเทศไทย ความสำเร็จนี้มาจากการสนับสนุนอย่างดีเสมอมาของลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และความทุ่มเทของพนักงานกว่า 7,000 คนของเราทั่วประเทศ ในนามของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. เราขอขอบคุณที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของเราในวันนี้ เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นแหล่งช้อปปิ้งแบบครบวงจรที่มอบความสะดวกสบาย พร้อมคำมั่นสัญญาในการ "รับประกันราคาถูกเสมอ" ให้กับลูกค้าของเราในรูปแบบใหม่และน่าตื่นเต้น”

คุณแอนดี้กล่าวเสริมว่า การฉลองเปิดสาขาครบ 500 สาขานี้ถือเป็นนัยยะสำคัญในฐานะผู้นำในธุรกิจค้าปลีกสินค้าตกแต่งและซ่อมแซมบ้านชั้นนำของประเทศไทย โดยเป้าหมายของผู้ค้าปลีกด้านการเสริมความแข็งแกร่งของแบรนด์คือการที่ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ได้รับ World Branding Awards เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ได้รับติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน




“เราขอขอบคุณโลตัสที่ร่วมเป็นพันธมิตรกับเราในความสำเร็จครั้งนี้มาตั้งแต่ปี 2559 การสนับสนุนของโลตัสทำให้เราเปิดร้าน มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. 86 สาขาในโลตัสทั่วประเทศ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. จะเปิดสาขาเพิ่มอีก 4 แห่ง ซึ่งจะทำให้มีเรามีสาขาในโลตัสถึง 90 สาขาภายในสิ้นปี 2565” ก่อนหน้านี้ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ฉลองครบรอบ 100 สาขา ณ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. สาขาบางใหญ่ นนทบุรี และฉลองครบรอบ 200 สาขา ณ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. พระราม 4 ในปี 2561 และ 2563 ตามลำดับ


“มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. มีเป้าหมายในการเปิด 150 สาขาในปี 2565 โดยขณะนี้ได้เปิดไปแล้ว 90 สาขาในครึ่งปีแรก และในปี 2565 เราตั้งเป้าที่จะมีสาขารวมมากกว่า 550 สาขาทั่วประเทศไทย ทั้งนี้การเติบโตเชิงบวกนี้จะช่วยให้เราสามารถสร้างโอกาสในการเพิ่มอัตราการจ้างงานใหม่ของคนไทยกว่า 2,500 ตำแหน่ง” คุณแอนดี้ กล่าว

เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองครั้งสำคัญนี้ ทาง มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ได้จัดโปรโมชั่นทั่วประเทศ ลดสูงสุด 30% สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2565 และสำหรับลูกค้าที่สาขาโลตัสบางกะปิ สามารถร่วมเล่นกิจกรรมจะได้รับของสมนาคุณฟรี มูลค่ารวมสูงสุด 2 ล้านบาท พิเศษเฉพาะงานฉลอง มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ครบ 500 สาขา เท่านั้น สำหรับถือบัตรเครดิตของธนาคารกสิกรไทยสามารถแลกรับเครดิตเงินคืน 10% เมื่อใช้ K Point แลกเท่ายอดใช้จ่าย ที่ร้าน มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. ทุกสาขาใกล้บ้านคุณ


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของ มิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ – เว็บไซต์ https://www.mrdiy.com/th/, Line: @mrdiythailand, Facebook: @mrdiyTH, และ Instagram: @mrdiy.thailand.


เกี่ยวกับ มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย.

มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย. เป็นบริษัทฯ ที่บริหารจัดการสาขาโดยตรง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน มีสาขากว่า 500 สาขาทั่วประเทศไทย เราเป็นร้านค้าปลีกอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน ที่มุ่งมั่นทุ่มเทในการสร้างความแตกต่างเพื่อมอบความสะดวกสบายให้กับคุณลูกค้าผู้มีอุปการคุณทุกท่าน ในทุก ๆ สาขาของเราทั่วประเทศ


มิสเตอร์. ดี. ไอ.วาย. ทุกสาขา ได้รับการบริหารจัดการโดยตรงโดยบริษัทมิสเตอร์. ดี.ไอ.วาย. และทำงานร่วมกับผู้ค้าปลีกรายใหญ่ตลอดห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ที่มิสเตอร์. ดี. ไอ. วาย. มีสินค้าให้เลือกหลากหลายกว่า 18,000 รายการ ประกอบด้วยสินค้าหลัก 10 แผนก ได้แก่ ฮาร์ดแวร์ เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน อุปกรณ์ประดับยนต์ เครื่องเขียน และอุปกรณ์กีฬา ของเล่น ของขวัญ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ รวมถึงเครื่องประดับ และเครื่องสำอาง



บริษัทฯ มุ่งมั่นให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นอันดับแรกเสมอ โดยการดำเนินธุรกิจที่มีนวัตกรรมในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย คุณภาพดี และคุ้มค่าต่อการจับจ่าย โดยยึดมั่นคำขวัญของบริษัทฯ ของเราที่ว่า "รับประกันราคาถูกเสมอ"



ติดตามข่าวสาร และโปรโมชั่นอื่น ๆ ของ MR.DIY ได้ที่ – Facebook: @mrdiyTH, Instagram &Tiktok: @mrdiy.thailand, Line: @mrdiythailand, LinkedIn: MR.DIY Thailand, และYouTube: MR DIY Thailand

รักบ้านเกิด เปิดตัวกาแฟ ดริป รสชาติพรีเมียม ส่งตรงถึงคอกาแฟทั่วประเทศ

posted Jun 26, 2022, 10:31 PM by Maturos Lophong   [ updated Jun 27, 2022, 12:31 AM ]




รักบ้านเกิด เปิดตัวกาแฟ ดริป รสชาติพรีเมียม ส่งตรงถึงคอกาแฟทั่วประเทศ



บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ในกลุ่มเบญจจินดา เปิดตัวกาแฟ ดริป สูตรพรีเมียม 2 สไตล์ ยกระดับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ส่งตรงถึงคอกาแฟทั่วไทย สานต่อแนวทางการเติบโตของกลุ่มเกษตรกรอย่างยั่งยืน พร้อมรับกระแสกาแฟเติบโตอย่างต่อเนื่อง


คุณพิรชัย เบญจรงคกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด ในกลุ่มเบญจจินดา กล่าวว่า ในปี 2022 รักบ้านเกิด ครบรอบ 22 ปี สานต่อภารกิจสำคัญ ตามแนวคิด “เกษตรสร้างสรรค์ สุขยั่งยืน” มีเป้าหมายการดำเนินกิจการ สนับสนุนส่งเสริมอาชีพ และสร้างรายได้กระจายสู่ชุมชน สร้างการเติบโตของเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด และส่งมอบสุขภาพดีให้แก่ผู้บริโภค บริษัทฯ ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ภายใต้แบรนด์ Rakbankerd Selected เป็นกาแฟดริป เมล็ดพันธุ์กาแฟออร์แกนิก 2 สูตร 2 สายพันธุ์ จากเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคได้ลิ้มรสชาติกาแฟแท้แบบพรีเมียม สูตรเฉพาะตัวของกาแฟรักบ้านเกิด ได้แก่ สูตร Specialty และสูตร Signature

โดยสูตร Specialty เป็นการคัดสรรพิเศษเมล็ดกาแฟอาราบิก้า (Arabica) ออร์แกนิค 100% จากยอดดอยหลวง จ.เชียงราย ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบเปียก (Wet Process) โดยกรรมวิธีนี้อาศัยน้ำเป็นสำคัญ ทำให้เมล็ดกาแฟมีความสดชื่น มีชีวิตชีวามากขึ้น พิถีพิถันด้วยการคั่วแบบ Dark Roast หรือคั่วเข้ม ให้รสชาติหอมกรุ่น เอกลักษณ์เฉพาะตัวแบบ Dark Chocolate Smoky

สำหรับสูตร Signature เป็นการคัดสรรเมล็ดกาแฟออร์แกนิคจาก 2 แหล่ง 2 ชนิดผสมผสานระหว่างเมล็ดกาแฟโรบัสต้า (Robusta) คุณภาพจากหุบเขา จ.ชุมพร และเมล็ดกาแฟพิเศษอาราบิก้า (Arabica) จากยอดดอยหลวง จ.เชียงราย ผ่านกรรมวิธีการผลิตแบบกึ่งเปียกกึ่งแห้ง โดยการผลิตนี้ความหวานของเนื้อกาแฟซึมเข้าสู่เมล็ด ส่งผลให้กาแฟหวานขึ้น พิถีพิถันด้วยการคั่วแบบ Medium Roast หรือ คั่วกลาง ให้รสชาติ Rich flavor, Full aroma, Thai taste ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของรักบ้านเกิด

“รักบ้านเกิด มีเป้าหมายรายได้จากการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือผลิตภัณฑ์ออแกนิก เติบโตไม่น้อยกว่าปีละ 30 % โดย กาแฟ ดริป เป็นการเปิดตัวเข้าสู่ตลาดการแข่งขันในกาแฟ ดริป ที่มีผู้จำหน่ายในตลาดแล้วหลายราย แต่ด้วยจุดเด่นของความพิถีพิถัน การควบคุมการผลิตทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยสูตรการคั่วเมล็ดกาแฟเฉพาะของรักบ้านเกิด เพื่อให้ได้รสชาติที่มีความหอมละมุนของเมล็ดกาแฟแท้ จึงคาดว่าจะเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว และเพื่อเป็นการร่วมสนับสนุนเครือข่ายเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ได้เปิดให้ผู้สนใจเป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าได้อีกด้วย” คุณพิรชัยกล่าว

ทั้งนี้ผู้บริโภค สั่งซื้อได้ ผ่านช่องทางโซเชียล มีเดีย

Facebook : Rakbankerd Selected

Instagram : Rakbankerd Selected

Line @ : @rbk_selected

Line my shop : Rakbankerd Selected https://shop.line.me/@rbk_selected

Lazada : RAKBANKERD Selected www.lazada.co.th/shop/rakbankerd-selected

Shopee : RBK.Selected www.shopee.co.th/rakbankerdselected




เกี่ยวกับ รักบ้านเกิด

บริษัท รักบ้านเกิด จำกัด (RAKBANKERD) ผู้สร้างสรรค์สื่อดิจิทัลเกษตรไลฟ์สไตล์ และธุรกิจเกษตรสร้างสรรค์สู่ความยั่งยืน ครอบคลุมทั้งคอนเทนต์ และต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรออร์แกนิกสู่ธุรกิจเกษตรแนวสมัยใหม่ในยุคดิจิทัล ผ่านเครือข่ายพันธมิตรเกษตรกรทั่วประเทศ สร้างความรู้และการตลาดสมัยใหม่ผ่านโซเชียลมีเดียที่ทันสมัยทุกแพลตฟอร์ม และสนับสนุนเครือข่ายเกษตรไทยยุคใหม่สู่ความยั่งยืน


เกี่ยวกับ RAKBANKERD COFFEE DRIP

RAKBANKERD COFFEE DRIP เปิดตัวด้วย 2 สูตร 1. Specialty 2. Signature คัดสรรเมล็ดพันธุ์กาแฟออร์แกนิคจากเครือข่ายเกษตรกรสำนึกรักบ้านเกิด จาก จ.เชียงราย และ จ. ชุมพร ด้วยรูปแบบการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ ควบคุมมาตรฐานการผลิตในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แหล่งน้ำมาจากแหล่งสะอาดไม่มีสิ่งเจือปน ไม่มีสารปนเปื้อนในดินที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในผลผลิต และวัตถุอันตรายในการผลิตตามข้อบังคับของกรมวิชาการเกษตร ผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ Organic Thailand และ อย. และเพื่อให้ได้เมล็ดกาแฟที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ รักบ้านเกิดได้ออกแบบวัสดุกระดาษกรองกาแฟแบบพิเศษ แปรรูปมาจากใยไผ่ ย่อยสลายง่าย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และง่ายต่อการดริปกาแฟ ให้คุณสามารถทำได้เองทุกที่ทุกเวลา



“เครือสหพัฒน์” ยกทัพของกินของใช้ราคาเบาๆ มาให้ช้อปในงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 26”

posted Jun 9, 2022, 11:49 PM by Maturos Lophong



“เครือสหพัฒน์” ชวนคนไทยฝ่าวิกฤตค่าครองชีพ

ยกทัพของกินของใช้ราคาเบาๆ มาให้ช้อปในงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 26” 30 มิ.ย.- 3 ก.ค.นี้

ยิ่งใหญ่ เต็มรูปแบบทั้ง On Site ที่ไบเทค และ Online ผ่านแพลตฟอร์มดัง



นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ กล่าวว่า หลังจากที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้งานสหกรุ๊ปแฟร์ที่เคยจัดอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปีไม่สามารถจัดแบบ On Site ได้ถึง 2 ปี ในปีนี้ สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จึงเป็นโอกาสอันดีที่เครือสหพัฒน์จะได้นำงานสหกรุ๊ปแฟร์กลับมาจัดให้ยิ่งใหญ่ในรูปแบบ On Site เช่นเดิม และยังคงจัดในรูปแบบ Online ควบคู่กัน





“ตอนนี้ค่าครองชีพของคนไทยสูงขึ้นมาก สินค้าหลายรายการปรับราคาขึ้นไปแล้ว และยังมีสินค้าอีกหลายรายการที่เตรียมขึ้นราคา เครือสหพัฒน์จึงได้จัดงาน สหกรุ๊ปแฟร์ ครั้งที่ 26 ในคอนเซ็ปต์ ปลดล็อก ช้อปสวนกระแส เพื่อปลดล็อกค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยนำสินค้าของกินของใช้มาให้ช้อปสวนกระแสในราคาเบาๆ พร้อมโปรโมชันที่พิเศษกว่าทุกปี เพื่อต้อนรับการกลับมาจัดอย่างเต็มรูปแบบของงานสหกรุ๊ปแฟร์” นายธรรมรัตน์ กล่าว


ในส่วนของงาน On Site จะจัดขึ้นที่ฮอลล์ 98-100 ไบเทค บางนา บนพื้นที่กว่า 20,900 ตารางเมตร ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม 2565 เวลา 10.00–22.00 น. โดย ฮอลล์ 100 เป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้านวัตกรรม ส่วน ฮอลล์ 98-99 จะมีสินค้าแบรนด์ดังราคาพิเศษมาให้เลือกซื้อกว่า 1,000 คูหา กว่า 100 บริษัท ประกอบด้วยอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ในบ้าน เสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า เครื่องสำอาง เครื่องกีฬา เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ชุดชั้นในวาโก้ เครื่องแต่งกายจากกีลาโรชและลาคอสต์ เครื่องสำอางบีเอสซี หน้ากากอนามัยเวลแคร์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากเปา ซื่อสัตย์ ซิสเท็มมา โชกุบุสซึ โคโดโมะ




นอกจากนี้ ผู้ร่วมงานยังจะได้สัมผัสประสบการณ์ Metaverse จากบริษัทในเครือสหพัฒน์ และพบกับโซนสินค้าญี่ปุ่นที่ยกทัพแบรนด์ดังอย่าง ไดโซะ ดองกิ ลอว์สัน วาเซดะ และบุงกะ มาจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า โซนสินค้าเพื่อสุขภาพจากกลุ่ม SAHAGROUP Health Care & Wellness ที่มานำเสนอสินค้าในคอนเซ็ปต์ สุขภาพดี 24 ชั่วโมง รวมทั้งสินค้าภายใต้โมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) และการจำหน่ายสินค้าแบบ B2B โดยมี KERRY EXPRESS ผู้นำธุรกิจด้านการจัดส่งพัสดุด่วนทั่วไทย มาให้บริการส่งของสำหรับผู้ซื้อสินค้าในงานพร้อมมอบส่วนลดสูงสุดกว่า 50% และยังมีกิจกรรมพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ของงานสหกรุ๊ปแฟร์อีกมากมาย อาทิ แฟชั่นโชว์ คอนเสิร์ต การประกวด การสัมมนา การเซ็นสัญญาร่วมทุน การรับสมัครงาน เป็นต้น





ในส่วนของงาน Online ได้เปิดจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มดังอย่าง LAZADA, SHOPEE, JD CENTRAL รวมถึงแพลตฟอร์มของเครือสหพัฒน์ทั้ง SAHAGROUPONLINE, SHOP CHANNEL, IDF ONLINE, ICC SHOPPING, SAHAPAT DELIVERY และ LION SHOP ONLINE นอกจากนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ภายในเครือสหพัฒน์ ที่มีช่องทางการขายออนไลน์ของตัวเองก็พร้อมใจกันเปิดให้ช้อปปิ้งสินค้าราคาพิเศษด้วย โดยมีสินค้าให้เลือกซื้อทั้ง แฟชั่น ชุดชั้นใน ความงาม ของใช้แม่และเด็ก ของใช้ในครัวเรือน อาหารและเครื่องดื่ม บริการ/สื่อการเรียนรู้ สุขภาพ และอสังหาริมทรัพย์ เริ่มตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นมา พร้อมโปรโมชัน 30 วัน 30 โปร และแจกทองสำหรับผู้ที่มียอดซื้อสูงสุด ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายชื่อแบรนด์ที่เปิดให้ช้อปออนไลน์และโปรโมชันได้ที่ www.sahagroupfair.com และในเว็บนี้ยังมีกิจกรรมตลอดงาน อาทิ การไลฟ์สด และ Flash Sale



“สหกรุ๊ปแฟร์ว่างเว้นจากการจัดงานแบบ On Site ถึง 2 ปี เชื่อว่าหลายคนคิดถึง ต้องการไปเลือก ไปลอง ไปสัมผัสสินค้า ไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของงานที่ทุกคนคุ้นเคย บรรยากาศทั้งหมดนี้กำลังจะกลับมา เราเชื่อว่างานปีนี้จะคึกคักมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโซนจำหน่ายสินค้า ซึ่งเรายืนยันที่จะจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ บรรเทาความเดือดร้อนให้กับทุกคน” นายธรรมรัตน์ กล่าว

นันยาง เร่งผลิตรองเท้าผ้าใบรับเปิดเทอม

posted May 8, 2022, 10:12 PM by Maturos Lophong



นันยาง เร่งผลิตรองเท้าผ้าใบรับเปิดเทอมชี้ พ.ค. นี้
กำลังซื้ออาจเพิ่มทะลุ 2 เท่า หลังต้องเรียนออนไลน์หนีโควิดนาน 2 ปีเต็ม
นันยางผู้นำตลาดรองเท้าผ้าใบเดินหน้าอัดกำลังการผลิต พร้อมเร่งกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค ทั่วประเทศรับการประกาศเปิดประเทศและเปิดเรียนอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้

ดร. จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ของนันยางในการเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเรียนที่โรงเรียนเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์ 100% นานถึง 2 ปีเต็ม แต่ในปี 2565 เมื่อสถานการณ์และความรุนแรงของโรคลดลง ส่งผลให้ภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและประกาศเปิดประเทศอีกครั้งตั้งแต่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของภาคการศึกษานั้นกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้วางมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเรียนเต็มรูปแบบภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อลดลงและกำลังพิจารณาให้เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเชื่อมั่นว่าการใช้ชีวิตของนักเรียนไทยจะกลับไปเรียนที่โรงเรียนตามเดิมและอยู่ร่วมกับโควิดในวิถีใหม่

“การประกาศให้มีการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามปกติ ทำให้ผู้ปกครองต้องเตรียมความพร้อมของบุตรหลานในด้านต่างๆ รวมถึงชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ รวมถึงการฉีดวัคซีนด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากเด็กมีการเติบโตขึ้นตามวัย ขนาดเท้าใหญ่ขึ้น ดังนั้นรองเท้าที่เคยใส่ไปโรงเรียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็อาจจะไม่สามารถนำมาใส่ได้อีก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กหรือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ที่มีพัฒนาการร่างกายรวดเร็ว โดยปกติเด็กจะเปลี่ยนขนาดรองเท้าใหญ่ขึ้น อย่างต่ำปีละ 1 เบอร์” ดร.จักรพล กล่าวถึงสถานการณ์การจับจ่ายของผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ด้านภาพรวมตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนในปี 2565 นั้น ดร.จักรพล ได้แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า นันยางมั่นใจว่าตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนโดยรวมจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ที่ผ่านมาตัวเลขมูลค่าตลาดรวมของรองเท้านักเรียนก่อนวิกฤติโควิด-19 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนจะพบว่า นันยางครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 43% ในปัจจุบัน และเชื่อมั่นว่าน่าจะขยายส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้นในปี 2565 เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เล่นในตลาดลดน้อยลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรองรับกำลังซื้อหลังการเปิดประเทศไว้ในระยะยาว และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้ทุกช่วงเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ในทุกวัน

ด้านนายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันรองเท้าผ้าใบของนันยางผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน ประกอบด้วย กลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังซื้อมักจะเกิดขึ้นในช่วงเปิดภาคเรียน และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบในตัวสินค้า ซื้อสินค้าใช้งานตลอดทั้งปีต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในทุกสายงานทุกอาชีพ ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประเทศหลังวิกฤติโควิด-19 ก็น่าจะส่งผลทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติ ผู้ประกอบการร้านค้า อุตสาหกรรมต่างๆ กลับมาดำเนินธุรกิจได้ ใกล้เคียงเดิม ย่อมส่งผลให้ความต้องการรองเท้าผ้าใบในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน จึงจำเป็นที่ฝ่ายผลิตจะต้องวางแผนเพื่อรับมือกับความต้องการที่อาจสูงขึ้นแบบกระทันหัน โดยนันยางได้วางแผนผลิตสินค้าเก็บสต็อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมา เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งนันยางได้คาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้วตั้งแต่ปลายปี 2564” นายชัยพัชร์อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตของนันยาง

ปัจจุบัน นันยางมีกลุ่มผลิตภัณฑ์รองเท้าผ้าใบคุณภาพครอบคลุมทุกกลุ่มวัย โดยรองเท้าผ้าใบนักเรียนรุ่นยอดนิยม ประกอบด้วย นันยาง รุ่น 205-S ที่ครองความนิยมมากว่า 60 ปี, นันยาง แฮฟ ฟัน (Nanyang Have Fun) แบบไม่ต้องผูกเชือก เสริมความปลอดภัยสำหรับเด็กประถม ลดการสัมผัสเชื้อโรคถึง 10 เท่า ตามมาด้วย นันยาง ซาฟารี (Nanyang ZAFARI) ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย และ นันยาง ซุปเปอร์ สตาร์ (Nanyang Super Star) รองเท้าผ้าใบราคาประหยัดที่นำมาจัดโปรพิเศษเพียง 199 บาท ที่นันยางตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยคนปกครองในยุคค่าครองชีพพุ่ง

ทั้งนี้ การวางแผนเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ของนันยางในปี 2565 จำเป็นต้องพิจารณาถึงความต้องการสินค้าหรือความจำเป็นในการใช้สินค้าและประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับควบคู่กันไป เพราะแน่นอนว่าในสภาวะเศรฐกิจที่ยังไม่มั่นคง การประหยัด การควบคุมค่าใช้จ่าย ถือเป็นมาตราฐานการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคโควิด-19 แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือผู้บริโภคยังคงมองหาสินค้าคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล แต่อาจเพิ่มเติมเรื่องความทันสมัยเข้าไปด้วย จึงทำให้นันยางมองจุดเติมเต็มในสินค้าเดิมที่ลูกค้าเคยใช้แล้วชอบและซื้อซ้ำ มาเป็นจุดต่อยอดในการออกสินค้าใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด ดังนั้นในปี 2565 นันยางจึงได้นำกระแสรองเท้าผ้าใบหัวผ้าสีขาวที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงจากเด็กผู้หญิงในอดีต กลับมาปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอีกครั้ง โดยจัดวางรองเท้าผ้าใบสีขาว เพิ่มเข้าไปในกลุ่มรองเท้าผ้าใบรุ่น ZAFARI ที่ปัจจุบันมีวางขายแค่ 2 สีคือ ดำ กับ น้ำตาล การเพิ่มสีขาวเข้ามาในตลาดสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารุ่นใหม่ที่ต้องการใส่รองเท้าแบบเรียบง่าย สไตล์ธรรมดา สวมใส่สบายได้ทุกวัน ใส่รองเท้าเข้าได้กับการแต่งกายในทุกเทศกาล และทุกกิจกรรมที่ต้องการ แถมราคาไม่แพง

หากพิจารณาถึงความท้าทายของตลาดรองเท้านักเรียนในไทย ดร.จักรพล กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคืออัตราการลดลงของเด็กเกิดใหม่ ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่นันยางเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่ส่งผลรุนแรงนัก เพราะตลาดรองเท้าผ้าใบยังคงมีขนาดที่ใหญ่ ทั้งยังมีพื้นที่ให้ขยายตลาดเพิ่มได้ในทุกมิติ ซึ่งทางออกของรองเท้าผ้าใบยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ขายได้กับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เช่น นักศึกษา คนทำงาน นักกีฬา หรือคนทั่วไปที่ชื่นชอบในแบรนด์สินค้านันยาง รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างกระแสทางการตลาดให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ช่วยทำให้เกิดการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างยิ่งขึ้นที่สำคัญนันยางจะสร้างมาตรฐานให้แก่รองเท้าผ้าใบทุกคู่ ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิตอย่างดีมีกรรมวิธีผลิตเฉพาะ เพื่อให้ได้สินค้าที่ดี ทนทานในการใช้งาน และสวมใส่สบาย ดังนั้นความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ได้รับจากการใช้สินค้าที่มีคุณภาพ จึงถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ที่ธุรกิจจะต้องยึดมั่นเพื่อให้ก้าวต่อไปได้ และสิ่งนี้คือจุดแข็งของนันยางที่ยึดถือมาตลอด 69 ปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”

Jockey For Her เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022

posted May 3, 2022, 1:33 AM by Maturos Lophong   [ updated May 3, 2022, 1:39 AM ]






Jockey For Her เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022

ตอกย้ำเทรนด์โลกด้วยบราไร้โครงหลากสไตล์ สวมใส่สบายแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ตอบโจทย์เทรนด์ของผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ที่หันมาให้ความสำคัญกับการเลือกบราที่สวมใส่สบาย สามารถใช้ได้หลายโอกาสมากขึ้น ล่าสุด Jockey (จ๊อกกี้) แบรนด์สัญชาติอเมริกามีประวัติยาวนานมากว่า 146 ปี เปิดตัวชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงใหม่ล่าสุด Jockey For Her (จ๊อกกี้ ฟอร์ เฮอร์) คอลเลกชั่น “สปริง/ซัมเมอร์ 2022” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Infinite Comfort” (อินฟินิต คอมฟอร์ต) ที่มอบความสบายแบบไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยบราไร้โครงหลากสไตล์ พร้อมคุณสมบัติไม่กดรัด ไม่อึดอัด กระชับทรงสวย และซัพพอร์ตได้ดี มาพร้อมกับเคล็ดลับที่ไม่ลับให้กับสาวๆ ในการเลือกชุดชั้นในที่จะทำให้คุณมั่นใจตลอดวัน จาก คุณพั้นช์-ภัคญดา ชุติดนัยกุล และ เซเลบริตี้สาวสวยรุ่นใหม่อย่าง คุณออม-ปภาพินท์ วีระภุชงค์



Jockey (จ๊อกกี้) แบรนด์สัญชาติอเมริกาเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์กางเกงชั้นในชายอันดับ 1 ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีชุดชั้นในและชุดออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง ที่ให้ความสำคัญกับความสบายในการสวมใส่เป็นหลัก ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงทั้งหมดจึงเป็นบราไร้โครง ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การสวมใส่บราของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนนิยมเลือกบราที่ช่วยดันทรงให้หน้าอกสวยชิด ปัจจุบันสาว ๆ หันมาให้ความสำคัญกับชุดชั้นในที่สวมใส่สบายแต่ยังเก็บทรงสวย โดยเฉพาะช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้อง Work From Home และมองหาชุดชั้นในที่สวมใส่สบายมากขึ้น ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทรนด์ชุดชั้นในทั่วโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับ จ๊อกกี้ ฟอร์ เฮอร์ คอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022 ประกอบด้วยกางเกงชั้นในและบราไร้โครง 5 รุ่น ได้แก่ รุ่น 360° Fit Soft Cup ราคา 1,190 บาท เป็นรุ่นที่โดดเด่นที่สุดในคอลเลกชั่น ถูกพัฒนาจาก 360° Fit รุ่นแรกให้สวมใส่สบายมากขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ The No-Bra Bras ให้ความรู้สึกสบายเหมือนไม่ได้ใส่บรา มาพร้อมเนื้อผ้าที่ผ่านการคิดค้นขึ้นเป็นพิเศษให้มีเนื้อเนียนละเอียด สัมผัสนุ่มสบาย อ่อนโยนต่อผิว มอบความสบายขั้นสุดด้วยการตัดเย็บแบบไร้ตะเข็บ แต่มีตะขอที่ช่วยให้สวมใส่ชุดชั้นในไร้โครงสะดวกมากขึ้น สายบรายืดหยุ่นรับกับรูปร่าง ทำให้ไม่อึดอัดไม่กดทับบริเวณบ่า ดีไซน์หน้ายู หลังยู รับกับทรวงอก เก็บกระชับทุกสัดส่วน นอกจากนี้ยังประกอบด้วยฟองน้ำยางพารา ที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นคืนรูปได้ดี พับเก็บได้ไม่เสียทรง เหมาะทุกการเดินทาง




ถัดมาเป็นรุ่น The Cloud ราคา 1,090 บาท ให้สัมนุ่มนวล เบาสบายดั่งปุยเมฆ ด้วยเนื้อผ้า Circular Knitted ผ้าทอเนื้อละเอียดเนียนนุ่มที่มีส่วนผสมของเส้นใยสเป็นเด็กซ์มากถึง 40% จึงทำเนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น โอบกระชับรับทรวงอก ไม่ง้อโครง สายบ่าปรับได้ตามรูปร่าง เก็บกระชับทุกสัดส่วน มาพร้อมดีไซน์แบบเต็มตัว สามารถใส่เป็น Everyday Look แมตช์กับเสื้อตัวนอกได้อย่างลงตัว ตามด้วยรุ่น Feather ราคา 990 บาท โฮมบราที่มอบความสบายและระบายอากาศได้ดีขั้นสุด ทำจากผ้าคอตตอน รูปทรงแบบเต็มตัวช่วยเก็บเนื้อด้านข้าง และสามารถใส่เป็นเสื้อ ครอปในชีวิตประจำวันได้ ตอบรับเทรนด์การสวมใส่เสื้อผ้าของสาว ๆ รุ่นใหม่

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Cut Out ราคา 1,090 บาท ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการสวมใส่บรา ด้วยดีเทลผ้าตาข่ายที่ดูแฟชั่นมากขึ้น แต่ยังสวมใส่สบาย ไม่ระคายผิว เพราะตัดเย็บจากเนื้อผ้าไมโครไฟเบอร์ที่สาว ๆ หลายคนชอบ ดูแลรักษาง่าย เปื้อนยาก และสีสันสดใสยาวนาน ไม่ซีดเร็ว มาพร้อมฟองน้ำแบบชิ้นเดียว ทำให้ไม่เคลื่อนหลุดเมื่อสวมใส่ และฟังก์ชั่นปรับสายบ่าให้ไขว้กันได้ เพื่อเพิ่มความกระชับมากยิ่งขึ้น ปิดท้ายที่รุ่น Iconic II ราคา 1,090 บาท ที่มีฟังก์ชั่นคล้ายกับรุ่น Cut Out ตรงที่เป็นฟองน้ำแบบชิ้นเดียว และปรับสายบ่าให้ไขว้กันได้ แต่แตกต่างกันที่เป็นบราไร้โครงผ้าไนลอน ยืดหยุ่นสูง ระบายการได้้ดี และมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบจ๊อกกี้




ด้านเซเลบริตี้สาวสวยรุ่นใหม่อย่าง คุณออม - ปภาพินท์ วีระภุชงค์ เผยว่า ชุดชั้นในเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคน เนื่องจากผู้หญิงเป็นเพศที่มีทรวดทรง และการเลือกชุดชั้นในที่เหมาะสมกับรูปร่าง ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจยามสวมใส่เสื้อผ้าให้ดูดีทั้งภายในและภายนอก ด้วยความที่ตัวเองชื่นชอบการออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงมักเลือกบราแบบไร้โครงที่สวมใส่สบาย และสามารถใส่ไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อได้เลย ซึ่งปัจจุบันมีบราไร้โครงให้เลือกหลากหลายแบบมากขึ้นตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่ส่วนตัวมักเลือกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ เนื้อผ้านุ่มสบาย ใส่แล้วไม่แพ้ และสามารถพับเก็บได้ เนื่องจากเป็นคนชอบเดินทางบ่อย ๆ

อีกหนึ่งคนดังที่มาร่วมแบ่งปันเคล็ดลับการเลือกชุดชั้นใน คุณพั้นช์ - ภัคญดา ชุติดนัยกุล กล่าวว่า ส่วนตัวชอบบราที่นอกจากสวมใส่สบายแล้ว ต้องช่วยกระชับสัดส่วน โดยจะมีบราหลัก ๆ 2 แบบคือบราที่เน้นความสบายยามสวมใส่อย่างสปอร์ตบรา และบราแบบไร้สายเนื่องจากตัวเองชอบใส่เสื้อปาดไหล่ สำหรับเคล็ดลับการเลือกซื้อบราอย่างแรกแน่นอนว่าต้องสวมใส่สบาย และพยายามไปลองและเลือกซื้อชุดชั้นในที่ร้านด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ชุดชั้นในที่พอดีกับรูปร่าง ต่างจากบางคนที่ชอบเลือกชุดชั้นในให้มีความหลวมนิดนึงเพื่อความสบายตัว ซึ่งตอนนี้มีบราแบบไร้โครงที่สวมใส่สบาย พับเก็บง่าย และดีไซน์สวย ให้เลือกสวมใส่มากมาย จนบางครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย สามารถใส่บราตัวเดียวกับเสื้อคลุมหรือเสื้อแจ็คเก็ตออกไปข้างนอกได้เลย

#JockeyforHer #JockeyThailand #InfiniteComfort

เซ็นทรัล รีเทล ปลื้ม ดัน ซีอาร์ซี ไทวัสดุ เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 1 วงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง

posted Apr 28, 2022, 1:13 AM by Maturos Lophong


เซ็นทรัล รีเทล ปลื้ม ดัน ซีอาร์ซี ไทวัสดุ เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 1 วงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง



อัดฉีดงบ 7,000 ลบ. ชู 5 กลยุทธ์ ปี’65 CRC Thai Watsadu : Build the future



สร้างอนาคตมิติใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน



กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2565 - บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้ดำเนินธุรกิจ ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน ภายใต้แบรนด์ไทวัสดุ บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน และ โก! ว้าว กางแผนปี 2565 สานต่อยุทธศาสตร์ CRC Retailligence ภายใต้วิสัยทัศน์การขึ้นเป็นผู้นำค้าปลีก ออมนิชาแนลตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านอย่างครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย อัดงบลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท โดยชู 5 กลยุทธ์ CRC Thai Watsadu : Build the future พร้อมตั้งเป้าการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ในการก่อตั้ง ซีอาร์ซี ไทวัสดุ ได้ขยายธุรกิจสินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน รวมถึงสินค้าที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้คน ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับบ้านและรถ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง แม้ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งนับเป็นความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก แต่ด้วยการปรับตัวโดยไม่หยุดยั้ง ธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงระบาดหนักของโควิด-19 โดยในปี 2564 บริษัทฯ สร้างยอดขายเติบโตขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2563 พร้อมกับการขยายสาขาไทวัสดุ 5 สาขา และการเปิดธุรกิจใหม่ภายใต้แบรนด์ โก! ว้าว รองรับเทรนด์ Home Convenience ของผู้บริโภคในอนาคต ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับปี 2565 ซีอาร์ซี ไทวัสดุ มุ่งเป้าการเติบโตของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำค้าปลีกออมนิชาแนลตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้านอย่างครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย พร้อมสานต่อยุทธศาสตร์ CRC Retailligence สร้างอัตราการเติบโตของธุรกิจ (CAGR) ในระยะ 10 ปี (2560-2569) โดยใน 5 ปี แรก อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 12% ในขณะที่ 5 ปีข้างหน้า (2565-2569) คาดการณ์อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 18% และตั้งเป้าผลกำไรเพิ่มขึ้น 30% ผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจใน 5 กลยุทธ์สำคัญ ประกอบด้วย




1. Thriving เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำค้าปลีกออมนิชาแนลตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้านอย่างครบวงจร ด้วยงบลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านกุญแจสำคัญ (Multi-Key Drivers) เพื่อการขยายสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม การรีแบรนด์ และพัฒนารูปแบบบริการ ในทุกแบรนด์ (Multi-Brands) ครอบคลุม ไทวัสดุ บีเอ็นบีโฮม ออโต้วัน โก! ว้าว และหลากหลายในทุกฟอร์แมท (Multi-Formats) ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ (Multi-Channels : Chat & Shop, Call & Shop, e-ordering, Direct Sales) ขยายประเภทและชนิดของสินค้าให้หลากหลาย (Multi-Ranges) ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค (Multi-Segments)



2. Seamless Omnichannel Shopping Experience ด้วยความสำเร็จในปี 2564 ช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 400% ด้วยรายการสินค้ากว่า 70,000 รายการ มียอดการเยี่ยมชมกว่า 17 ล้านครั้งต่อเดือน มีลูกค้าจำนวน 2 ล้านรายต่อเดือน สร้างยอดขายกว่า 60,000 ออเดอร์ ต่อเดือน โดยในปี 2565 พร้อมส่งต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งผ่านช่องทางออมนิชาแนลอย่างไร้รอยต่อ ตั้งเป้าการเติบโตช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 150% ยกระดับแพลตฟอร์มออมนิชาแนล เปิดตัวโมบายแอปพลิเคชัน ‘ไทวัสดุ’ ในเดือนพฤษภาคมและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปบีเอ็นบี โฮม และออโต้วัน ที่จะพร้อมเปิดตัวในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ของเว็บไซต์ อัปเกรดระบบโครงสร้าง IT ระบบ Order & Transportation Management System ด้วยมาตรฐานบริการระดับเวิลด์คลาส





3. Supply Chain & Logistics Expansion ปรับปรุงและขยายคลังสินค้าแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 160,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นกว่า 120% เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ลงทุนขยาย fleet รถบรรทุกกว่า 25 % และเริ่มทดลองวิ่งรถบรรทุก EV Charge พลังสะอาด ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 คัน ในปี 2566 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 200 ต้นต่อปี


4. Driving Sustainability การขับเคลื่อนธุรกิจที่ยั่งยืนที่เคียงข้างในทุกมิติ ทั้งพนักงาน คู่ค้า สังคมและสิ่งแวดล้อม อันเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) ตามนโยบายของเซ็นทรัลทำ โดยมุ่งเน้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่


- People Centric ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคน ตลอดระยะเวลา 12 ปีในการดำเนินธุรกิจ สร้างรายได้และสร้างอาชีพให้กับผู้พิการ ผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสสร้างงานและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 มีการจ้างงานกว่า 1,000 อัตรา นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างบัณฑิตคุณภาพ โดยการมอบทุน และฝึกภาคปฏิบัติเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ณ ปัจจุบันได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 62 ล้านบาท




- Sharing Society ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมผ่านโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการ “รวมหัวใจให้บ้านเกิด” ที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ต่อชุมชนของตนเอง โดยการเข้าไปช่วยเหลือปรับปรุงสถานที่ และ มอบอุปกรณ์ให้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ รวมไปถึงการสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤติ เช่น การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ และยังเป็นผู้สนับสนุนโครงการที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน หน่วยงานทางการแพทย์ที่ได้ผลกระทบจากโควิด -19 อาทิ การบริจาคทุนและอุปกรณ์เพื่อสร้างศูนย์พักคอย สร้างโรงพยายาลสนาม การผลิตยาฟ้าทะลายโจร การบริจาคเจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น

- Environmental Oriented สร้างการเติบโตของธุรกิจที่เคียงข้างกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทยเป็นเวลากว่า 4 ปี มอบฝายจำนวน 1,130 แห่ง ในพื้นที่ จ. เชียงใหม่ ช่วยบรรเทาวิกฤติของป่าต้นน้ำคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ขานรับนโยบาย BCG อันเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ เริ่มติดตั้ง Solar Roof ตั้งเป้าทุกสาขาในปี 2566 ช่วยลดภาวะโลกร้อน และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 2.5 ล้านต้น


5. New Market Penetration การลงทุนขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มฟาสต์ฟิตของแบรนด์ออโต้วันเป็นผู้นำบริการตรวจสภาพรถฟรี 38 รายการ เช่น ฟรีเติมลมไนโตรเจน ฟรีปะยาง เร่งเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2565 จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 30 สาขา พร้อมเปิดตัว Super App AUTO1 และ Line Connect (Live Chat) ให้บริการสั่งซื้อ จองคิวรับบริการ การแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดระยะ รวมถึงแจ้งเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ สำหรับ โก! ว้าว ซึ่งเป็นธุรกิจน้องใหม่ ภายใต้แนวคิด ของใช้ราคาเริ่มต้น 5 บาท ตอบรับกระแสสินค้า Home Convenience ครอบคลุมสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ใช้ในชีวิตประจำวันกว่า 20,000 รายการ เร่งขยายสาขาโดยสิ้นปี 2565 จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 70 สาขา


“บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด มุ่งมั่นในการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงเคียงข้างสังคมไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ CRC Retailligence โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างมิติใหม่แห่งวงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน นำเสนอโซลูชันครบวงจรเพื่อที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น สร้างอนาคตมิติใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน” นายสุทธิสาร กล่าวสรุป

###


เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล



บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทย และมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเป็นผู้นำในประเทศอิตาลีและเป็นหนึ่งในผู้นำในประเทศเวียดนาม เครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีก 3,599 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) อาทิ ห้างสรรพสินค้า,

ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ บ้าน แอนด์ บียอนด์ / บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียนคิม (2) กลุ่มฟู้ด ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท บิ๊กซี / GO! ลานชี มาร์ท ท็อปส์ มาร์เก็ต เวียดนาม และ

มินิ โก (go!) (3) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 57 จังหวัด, ประเทศเวียดนาม ทั้งหมด 40 จังหวัด, และประเทศอิตาลี ในเมืองหลักๆ ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564)

ครั้งแรกของออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ต “Tops Online” เปิดตัวบริการใหม่ “Tops PRIME”

posted Apr 22, 2022, 1:37 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 22, 2022, 1:38 AM ]




ครั้งแรกของออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ต “Tops Online” เปิดตัวบริการใหม่

“Tops PRIME” เดลิเวอรี่เหมาจ่ายรายเดือน ส่งฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง

เปิดตัวพร้อมกัน 45 จังหวัด


กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2565 – Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) แพลตฟอร์มออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินเกมยกระดับตลาด E-Commerce เปิดตัวบริการใหม่ “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) เดลิเวอรี่เหมาจ่ายรายเดือน ส่งฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง ราคาพิเศษเพียง 99 บาท/เดือน เลือกบริการจัดส่งทั้งแบบปกติหรือ แบบ Express Delivery ส่งไวใน 1 ชม. เมื่อช้อปขั้นต่ำ 100 บาท ตอบโจทย์พฤติกรรมนักช้อปยุคใหม่ สะดวก ประหยัดเวลา หมดกังวลเรื่องค่าจัดส่ง


นายจูเลี่ยน เทสสันนิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายธุรกิจดิจิทัล บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) แพลตฟอร์มออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ของไทย ครบครันด้วยสินค้าอุปโภค-บริโภคกว่า 20,000 รายการ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักช้อปยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย ผนวกกับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคออกจากบ้านน้อยลง ขณะที่ความต้องการในการซื้อสินค้ากลับมีมากขึ้น หลังจากมีการแพร่ระบาดพบว่ามีการสั่งซื้อสินค้าผ่านท็อปส์ออนไลน์เพิ่มขึ้น 60% ทั้งนี้จากการประเมินมูลค่าตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปี 2565 คาดว่าจะเติบโต 20-25% มีมูลค่ารวม 50,000-52,000 ล้านบาท อันเป็นผลมาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ 1. Work From Home กลายเป็นรูปแบบการทำงานใหม่สำหรับบางองค์กร 2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าที่หันไปช้อปสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างถาวร อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ 3. การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้นทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดพิเศษสำหรับลูกค้า และ 4. บริการขนส่งออนดีมานด์หรือการเรียกรถจัดส่งสินค้าระบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ได้กลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนยุคหลังโควิด”



Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) พบข้อมูลอินไซต์เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มใดเกิน 3 ครั้ง และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจก็จะใช้บริการแพลตฟอร์มนั้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนหนึ่งมีความกังวลหากต้องจ่ายค่าบริการจัดส่งในแต่ละครั้ง ส่งผลให้จำกัดจำนวนการสั่งซื้อและจะเลือกแพลตฟอร์มที่มีโปรโมชั่นจัดส่งฟรีเป็นอันดับแรก ท็อปส์ ออนไลน์ (Tops Online) จึงได้เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) บริการสมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์มธุรกิจค้าปลีกครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายและคล่องตัวมากขึ้น ด้วยบริการจัดส่งฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง พร้อมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้บริการดังกล่าวยังตอบรับพฤติกรรมหลังโควิด สร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกการช้อปปิ้ง ควบคู่กับการได้รับโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดที่ดีที่สุดทำให้ผู้บริโภคมีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty)

สำหรับหัวใจหลักของ “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) บริการใหม่จาก Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) ที่พร้อมมอบประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค ด้วย 5 จุดเด่นของการให้บริการส่งความสุขได้แบบไม่จำกัด ได้แก่


· สมัครง่ายๆ ผ่าน www.tops.co.th หรือ Tops App เลือกบริการ Tops PRIME โปรโมชั่นพิเศษฉลองการเปิดตัว วันนี้-31 พฤษภาคม 2565 รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ ต่อที่ 1 ค่าบริการรายเดือนเพียง 99 บาท (จากปกติ 199 บาท) ต่อที่ 2 รับคะแนนเดอะวันพิเศษ 800 คะแนน (มูลค่า 100 บาท) ต่อที่ 3 รับคูปองส่วนลดทุกเดือนมูลค่ารวม 400 บาท สำหรับสั่งซื้อสินค้าที่ท็อปส์ ออนไลน์ (เมื่อคงสถานะบริการ Tops Prime)



· ใช้บริการเดลิเวอรี่ Tops Prime ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งเมื่อยอดสั่งซื้อ 100 บาทขึ้นไป และเลือกบริการจัดส่งในแบบปกติ รวมไปถึงการจัดส่งแบบ Express Delivery ส่งไวใน 1 ชม. (การจัดส่งแบบปกติ ส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อครบ 888 บาท สำหรับ express ส่งไวใน 1 ชั่วโมงค่าส่งเริ่มต้นที่ 20 บาทถึง 80 บาท ตามระยะทาง)



· มั่นใจในคุณภาพ ความสดใหม่ของสินค้าสามารถจัดส่งสินค้าได้ทั้ง 3 อุณหภูมิ (อุณหภูมิห้องแช่เย็น แช่แข็ง) ด้วยกล่องเก็บอุณหภูมิ



· รับโค้ดคูปองส่วนลดพิเศษทุกเดือนเฉพาะสมาชิกเท่านั้น



· เปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศใน 45 จังหวัดที่ท็อปส์ออนไลน์ให้บริการปัจจุบัน



“ทั้งนี้ Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) ตั้งเป้าว่าหลังเปิดตัวบริการ “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) จะสามารถกระตุ้นความถี่ในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ จากปกติเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ครั้งต่อเดือน โดยถือเป็นบริการหลักที่จะสามารถผลักดันการเติบโตของ ท็อปส์ ออนไลน์ ให้โดดเด่นในตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปีนี้ พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าของท็อปส์ ออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่เป็นประจำ ด้วยค่าบริการรายเดือนที่ไม่สูงมาก เลือกบริการจัดส่งได้หลายรูปแบบ ให้บริการครอบคลุม 45 จังหวัด ปลดล็อกทุกข้อจำกัดของผู้บริโภคในยุคนี้ อีกทั้งยังสร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของท็อปส์ ออนไลน์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ CRC Retailigence ที่มุ่งยกระดับนวัตกรรมค้าปลีกพร้อมเชื่อมโยงประสบการณ์ ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มออมนิแชลแนล (Omni-Channel)” นายจูเลี่ยน กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.th, เฟซบุ๊ก TopsThailand, หรือแอปพลิเคชันไลน์ @TopsThailand

###

เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล


บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทย และมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเป็นผู้นำในประเทศอิตาลีและเป็นหนึ่งในผู้นำในประเทศเวียดนาม เครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีก 3,599 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) อาทิ ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ บ้าน แอนด์ บียอนด์ / บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียนคิม (2) กลุ่มฟู้ด ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท บิ๊กซี / GO! ลานชี มาร์ท ท็อปส์ มาร์เก็ต เวียดนาม และ มินิ โก (go!) (3) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 57 จังหวัด, ประเทศเวียดนาม ทั้งหมด 40 จังหวัด, และประเทศอิตาลี ในเมืองหลักๆ ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564)

ศูนย์การค้า “เกทเวย์ แอท บางซื่อ” ชวนมาช้อป “Gateway at Bangsue Summer Sale 2022”

posted Apr 12, 2022, 1:52 AM by Maturos Lophong





ศูนย์การค้า “เกทเวย์ แอท บางซื่อ” ชวนมาช้อป


“Gateway at Bangsue Summer Sale 2022”


#ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม ถึง 30 เมษายนนี้

12 เมษายน 2565, กรุงเทพฯ ประเทศไทย - ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ The Ultimate Fun & Family Experience ใจกลางย่าน New CBD บางซื่อ ศูนย์การค้าในกลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จัดแคมเปญต้อนรับซัมเมอร์ “Gateway at Bangsue Summer Sale 2022” เอาใจนักช้อปให้ได้ช้อปปิ้งกันแบบจัดเต็ม #ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม จัดหนักลดทั้งศูนย์การค้า! สูงสุดถึง 50% ยังมีสิทธิ์แลกรับสุดคุ้มกับโปรโมชั่นอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ

#ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม ช้อปให้สุด แล้วจบที่โปรฯ เด็ดรับซัมเมอร์


ต่อที่ 1 รับส่วนลดสูงสุด 50% จากร้านค้าภายในศูนย์ฯ


ต่อที่ 2 ช้อปครบ 1,000 บาท ขึ้นไป รับฟรีทันที! บัตรชมภาพยนตร์เมเจอร์ ซิเนเพล็กซ์ มูลค่า 160 บาท


ต่อที่ 3 ช้อปครบ 2,500 บาท ขึ้นไป รับฟรีกระเป๋า Rain bow Bag มูลค่า 500 บาท


พิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต KTC รับเครดิตเงินคืนถึง 12%







นางสาวเอกกฤตา แก้วพูลศรี ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ เปิดเผยว่า “การจัดแคมเปญ ‘Gateway at Bangsue Summer Sale 2022’ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสุดคุ้มเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าแล้ว ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบันและขยายไปถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ รวมถึงการมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดภาพรวมเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น กลับมามีสีสัน และคึกคักขึ้นอีกครั้งเพื่อต้อนรับซัมเมอร์อีกด้วย


โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา เราได้จัดงาน “Summer Fashion Show” ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บางซื่อและชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมงาน โดยมีเหล่านางแบบ-นายแบบ พร้อมเสื้อผ้าจากแบรนด์ชั้นนำมาร่วมอัพเดทเทรนด์แฟชั่นรับซัมเมอร์ พร้อมโชว์ไอเทมเด็ด สีสันสดใสรับซัมเมอร์” นางสาวเอกกฤตา กล่าว

งานแฟร์ลดราคา เล่นใหญ่ ลดราคาหนักกว่าที่เคย


อัดแน่นตลอด 7 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 12 - 18 เมษายน 2565 ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ กับแคมเปญ ‘Gateway at Bangsue Summer Sale 2022’ ลดราคาจากหลากหลายร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้าฯ ที่ยกขบวนมาลดสูงสุดถึง 50% ไม่ว่าจะเป็น สินค้าเสื้อผ้า รองเท้าแฟชั่น เครื่องประดับ ไปจนถึงสินค้าแฟชั่นกีฬา อาทิ แบรนด์ H&M, Uniqlo, AIIZ, Giordano, SportsWorld, Skechers, Owndays, Wacoal และ Anello เป็นต้น และภายในงานยังพลาดไม่ได้กับร้านค้าจากแบรนด์ชั้นนำมากมายที่ขนทัพมาออกบูธ พร้อมราคาสุดพิเศษ อาทิ Wacoal, Sabina, Cool Colorful, Bunny Brooke, แบรนด์ชุดว่ายน้ำ Chariot และร้านรองเท้าแฟชั่น ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้านักช้อปยังมีสิทธิ์แลกรับของรางวัลอีกมากมายตลอด 7 วันเต็ม


Let’s Recycle เปลี่ยนเพื่อประโยชน์


ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ จัดแคมเปญ “Let’s Recycle” เปิดรับบริจาคเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที กล่องกระดาษ ขวดแก้วพลาสติกเหลือใช้ที่สามารถ Recycle ได้ไปบริจาคให้กับวัดสวนแก้ว โดยลูกค้าสามารถร่วมเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ได้ที่ ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ ตั้งแต่ที่ 15 เมษายน – 31 ธันวาคม 2565

“ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บางซื่อและชุมชนใกล้เคียง รวมถึงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างดีเยี่ยม เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาศูนย์การค้าฯ เพื่อจะนำความสุข ความครบครัน ตอบโจทย์และเติมเต็มทุกความต้องการในการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ด้วยร้านค้าและบริการที่ครบครัน พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยภายในศูนย์การค้าฯ ที่เคร่งครัด ทำให้ทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตทีนี่เป็นประสบการณ์ที่แสนพิเศษและน่าจดจำ” นางสาวเอกกฤตา กล่าวปิดท้าย


หากไม่อยากพลาดไอเทมเด็ดรับซัมเมอร์นี้ รีบพุ่งตัวไปให้ไวกับแคมเปญ “Gateway at Bangsue Summer Sale 2022” ทั้งได้ช้อปสินค้าลดราคาสูงสุดถึง 50% #ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook อย่างเป็นทางการที่ www.facebook.com/GatewayatBangsue

1-10 of 229