Marketing




‘เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์’ ส่องเทรนด์ Food for the Future

posted Jul 8, 2020, 1:48 AM by Maturos Lophong


‘เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์’ ส่องเทรนด์ Food for the Future 

รุกผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตพร้อมร่วมทุนพันธมิตร ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก


‘บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)’ หรือ NRF ผู้ผลิตและส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำ ชูเทรนด์ Food for the Future พร้อมนำจุดแข็งต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกลยุทธ์เข้าลงทุนกับพันธมิตรธุรกิจในไทยและต่างประเทศด้วยนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ เจาะกลุ่มลูกค้า Millennial ทั่วโลก ผลักดัน NRF ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารระดับชั้นนำของโลก

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เปิดเผยว่า เทรนด์การบริโภคอาหารแห่งอนาคตถือเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยใช้กระบวนการผลิตจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญต่ออาหารสุขภาพ รวมทั้งยังคำนึงถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย




ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ในการเจาะตลาดอาหารในกลุ่ม Specialty Food ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา ด้วยลักษณะอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์อาหาร Specialty Food ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มอาหาร Ethnic Food หรือเทรนด์การหันมานิยมบริโภคอาหารต่างชาติโดยดัดแปลงผสมผสานกับอาหารท้องถิ่น จากแนวโน้มการรักษาสุขภาพ การทดลองอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านมากขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงการย้ายถิ่นฐานที่มากขึ้นทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตแบบถัวเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ 10 ไปจนไปในหลายปีข้างหน้า 2. กลุ่มอาหาร Plant-Based Food หรือ อาหารโปรตีนจากพืช ผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย ทดแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งได้รับความนิยมในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อดูแลสุขภาพและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีโรคระบาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น โดยยังคงได้รับรสชาติและผิวสัมผัสเหมือนเนื้อแต่ได้รับสารอาหารจากพืช ทำให้มีผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชหลากหลายรูปแบบถูกพัฒนาและนำออกมาจำหน่ายในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเป็นอนาคตของธุรกิจอาหาร

และ 3. ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) นอกจากผลิตภัณฑ์ด้านอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับสากลแล้ว บริษัทฯยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค (Functional product) V-shape ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายเหมาะกับผู้บริโภคทุกวัย รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการ กับผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ V-shape สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ในตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ สิ่งที่ท้าทายของผู้ประกอบการคือจะต้องปรับตัวรับกระแสการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นกระบวนการผลิตเพื่อสร้างความยั่งยืนและให้ความสำคัญกับการจัดการ Sustainable Supply Chain ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ การผลิต จัดเก็บ ขนส่งและจัดจำหน่าย ตลอดจนให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในทุกฝ่ายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบกับที่ผ่านมา สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ถือเป็นปัจจัยที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคต้องการอาหารที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องเป็นอาหารที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ มีสารอาหารครบ ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว ช่วยให้สุขภาพดีเพื่อต้านทานโรค จึงถือเป็นโอกาสของธุรกิจในการผลิตสินค้ารองรับความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพอีกทางหนึ่ง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF กล่าวว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตอาหารมาเป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี และเห็นโอกาสเติบโตของกลุ่มอาหารแห่งอนาคต ที่เน้นกระบวนการคัดสรรคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างดีเยี่ยม จึงกำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมาย รองรับเทรนด์และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุค Millennial (Gen Me) ที่เป็นการรวมตัวจากหลากหลายกลุ่มอายุ มีเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนสูงและมีกำลังซื้อมหาศาล

ทั้งนี้ NRF ได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างการเติบโตและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปที่มีประสบการณ์และความชำนาญมานานกว่า 27 ปี โดยเบรคส์มีฐานการผลิตในประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตสินค้าโปรตีนจากพืชให้กับตราสินค้าต่าง ๆ เช่น Quorn The Vegetarian Butcher และ Cauldron Foods และมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขยายสู่ตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในอเมริกาและยุโรป ทำให้ NRF เป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ได้เข้าลงทุนใน The Meatless Farm Limited หรือ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย โดยผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจากข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่สามารถให้รสชาติและรสสัมผัสเหมือนกับเป็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จริง อีกทั้งเข้าลงทุนใน Big Idea Venture LLC หรือ Big Idea Venture และ New Protien Fund I ซึ่งเน้นลงทุนและสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืช เพื่อเข้าถึงและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงมีโอกาสได้ลูกค้าหรือพันธมิตรรายใหม่จาก Plant-based Startup-ecosystem โดยมีเป้าหมายลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 100 บริษัท ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับสิทธิเป็น Preferred Co-Packer ให้กับสตาร์ทอัพต่าง ๆ ของกองทุน

ล่าสุด บริษัทฯ เข้าลงทุนใน Phuture Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดย NRF ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย นอกจากนี้ ได้เข้าลงทุนในบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปรวมถึงผลิตและจำหน่ายน้ำเต้าหู้สำเร็จรูปตรา Shinpo เพื่อเป็นฐานการผลิต ซึ่งจะผลักดัน NRF ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก

ปัจจุบัน NRF เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืชโดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 สูตรอาหาร และกว่า 2,000 SKU แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

1.) ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์พ่อขวัญ แบรนด์ Lee Brand แบรนด์ Thai Delight แบรนด์ Shanggie แบรนด์ DeDe และ แบรนด์ Sabzu

2.) กลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand)

3.) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food)

และ 4.) กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เช่น เจลแอลกอฮอล์ล้างมือในบรรจุภัณฑ์ V-shape นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shapes มากยิ่งขึ้น เช่น ซอสปรุงรส เครื่องปรุง เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ในหลายรูปแบบ อาทิ การผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ การร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

โดยมีจุดแข็งด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความหลากหลายสินค้า รวมถึงมุ่งสร้างตราสินค้าและสร้างชื่อเสียงของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

“เราได้นำประสบการณ์ทำธุรกิจระยะเวลาเกือบ 30 ปี ในการส่งออกสินค้าสู่ 25 ประเทศทั่วโลกอาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น จีนและมาเลเซีย เป็นต้น โดยซึ่งลูกค้าปลายทางของบริษัทฯประกอบไปด้วยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทฯ มายาวนานมากกว่า 10 ปี บริษัทฯ นำประสบการณ์ที่ได้รับมาต่อยอดการผลิตอาหารเพื่ออนาคต รองรับเมกะเทรนด์อาหารของโลกที่เกิดขึ้น และผลักดัน NRF สู่ The Purpose-Led Company หรือ บริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อให้บริษัทฯ เป็นตัวเลือกรายแรกๆ ในการผลิตสินค้าแก่บริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลก” นายแดน กล่าว

‘นันยาง’ เปิดตัวรองเท้า ‘Nanyang Have Fun’ สำหรับเด็กประถม

posted May 15, 2020, 1:11 AM by Maturos Lophong

‘นันยาง’ เปิดตัวรองเท้า ‘Nanyang Have Fun’ สำหรับเด็กประถม
ไม่ต้องผูกเชือก ลดการสัมผัสเชื้อโรค รับ New Normal

แถมฟรีเชือกยืดหยุ่น จนกว่า COVID จะหมดเมืองไทย

ยันไม่ปรับเป้า ย้ำปี 63 ยังโต 5%

นายจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2562 นันยางมีผลประกอบการสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 10% เติบโตสูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สาเหตุจากยอดขายที่เติบโตของรองเท้าผ้าใบนักเรียนในช่วงครึ่งปีแรก โดยยังครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งที่ 43% และช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้สูงขึ้นจากการส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท และการทำการตลาดที่โดนใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษได้แก่ รองเท้าผ้าใบ Nanyang RED limited edition 2019 และรองเท้าแตะ KHYA™ (ขยะ) ซึ่งผลิตจากขยะทะเล ที่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของนันยางที่สามารถสร้างการรับรู้ การยอมรับ และกระแสนิยมให้แก่แบรนด์ได้ชั่วข้ามคืน

“ในปี 2563 ถือเป็นปีที่ท้าทายตั้งแต่ก้าวแรกของปี โดยนันยางเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ ละเอียด และรวดเร็ว ตั้งมั่นในความไม่ประมาท ที่สำคัญต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาโอกาสจากปัญหา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 5% และไม่มีแผนปรับลดแต่อย่างใด เนื่องจากสินค้าของนันยางไม่ใช่สินค้าแฟชั่นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าสำหรับใช้งานและเป็นรองเท้าที่ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ทำให้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ นันยางก็สามารถรักษาตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 สาเหตุมาจากร้านค้าได้ซื้อสินค้าเพื่อเตรียมรับช่วงเปิดเทอมในช่วงไตรมาส 3 และการอ่อนตัวของ


ค่าเงินบาทส่งผลให้การส่งออกดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศพม่าที่เป็นช่วงไฮซีซั่นและมีเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต” นายจักรพล จันทวิมล กล่าวถึงการเติบโตทางธุรกิจในปี 2563

เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 นั้น นันยาง ได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส มอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ให้แก่ทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนประถม ด้วยการเปิดตัวรองเท้าผ้าใบนักเรียน Nanyang Have Fun ใหม่ ที่มาพร้อมเชือกยืดหยุ่น ไม่ต้องผูก ลดการสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้า เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ปกครอง และเพิ่มความปลอดภัยต่อเด็กนักเรียน โดยจะแถมฟรีเชือกยืดหยุ่นมูลค่า 69 บาทจนกว่า COVID-19 จะหมดไปจากประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเชือกยืดหยุ่นให้แก่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรองเท้านันยางทั่วประเทศอีก 120,000 ขุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กไทยมีสุขอนามัยที่ดีห่างไกลโรค “จากโปรเจควิจัยเฉพาะกิจ ‘นันยาง X ฮัมมิ่งเบิร์ด Inside Thai Kids’ เพื่อเจาะลึกแนวคิดของเด็กไทยวัยประถม ทำให้นันยางพบโอกาสในการพัฒนา Nanyang Have Fun ใหม่ในครั้งนี้ขึ้นและเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับดีแน่นอน เพราะจากผลสำรวจระบุว่า ปัญหาใหญ่ของเด็กประถมคือการผูกเชือกรองเท้า โดยเฉลี่ยเด็กๆ จะต้องผูกเชือกมากกว่าคนละ 10 ครั้งต่อวัน ซึ่งมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้า เชือกยืดหยุ่นจึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ รวมถึงเพิ่มความสะดวกให้แก่ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองอีกด้วย” นายจักรพล กล่าว 


ด้านมุมมองของ นันยาง ต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2563 นั้น นายจักรพล กล่าวเสริมว่า “โดยรวมตลาดจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติ เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม 


ส่วนตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนนั้นจะเป็นการชะลอการตัดสินใจซื้อเท่านั้น พอถึงฤดูกาลเปิดเทอมกำลังซื้อก็จะกลับมา และนันยางเชื่อว่า Nanyang Have Fun จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้แก่ตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนเมืองไทยได้แน่นอน” 

ทั้งนี้ รองเท้าผ้าใบนักเรียน Nanyang Have Fun ใหม่ ไม่ต้องผูกเชือก ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนักเรียนชั้นประถมโดยเฉพาะ ราคา 285 บาท แถมเชือกยืดหยุ่นมูลค่า 69 บาทจนกว่า COVID-19 จะหมดจากประเทศไทย มีความเบาและนุ่ม จากพื้นสีฟ้า Spring Soft Support™



 มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 28 – 36 เหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 4 – 10 ปี มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีขาว ดำ และน้ำตาล พร้อมเชือกผูกรองเท้าปกติ โดยสินค้าทยอยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือน พ.ค. นี้เป็นต้นไปที่ร้านรองเท้ากว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ บิ๊กซี โลตัส และช่องทางออนไลน์ Lazada Shopee JDCentral

มาม่า ขานรับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน

posted May 8, 2020, 1:29 AM by Maturos Lophong


มาม่า ขานรับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” ร่วมมือร้านค้าพันธมิตร ลดราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าคัพทุกรสชาติ เหลือเพียง 10 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

คุณบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงที่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการมาเป็นล็อตที่ 2 แล้ว มีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง กลุ่มซอสปรุงรส กลุ่มของใช้ประจำวัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง ลดสูงสุดร้อยละ 68 และมีสินค้าร่วมลดราคา 3,025 รายการ มีผู้ประกอบการร่วมโครงการ 51 ราย ซึ่งการจัดโครงการได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยเข้าร่วมโครงการทั้ง 2 ล็อต และเนื่องจากสินค้าของสหพัฒน์ล้วนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงช่วยบรรเทาความเดือนร้อนและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี


นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การระบาดของ โควิด–19 ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจซึ่งหลายคนรายได้ลดลง บริษัทฯ จึงได้เข้าร่วมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เพื่อช่วยเหลือและลดค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาม่ายังได้จัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” โดยร่วมกับร้านค้าพันธมิตร ปรับลดราคาผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าชนิดคัพทุกรสชาติ จากราคา 13 บาท เหลือ 10 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของมาม่าคัพที่มีการลดราคา สำหรับร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมจัดแคมเปญนี้ ประกอบด้วย เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์มาร์เก็ต กูร์เม่ต์มาร์เก็ต ลอว์สัน เจซีเอ็กซ์เพรส แม็กซ์แวลู ฟู้ดแลนด์ ซีพีเฟรชมาร์ท วิลล่ามาร์เก็ต จิฟฟี่ สปาร์ และซูรูฮะ รวมถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งผู้สนใจสามารถซื้อมาม่าคัพในราคา 10 บาท ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำ รวมทั้งร้านธงฟ้าทั่วประเทศ



“มาม่าเป็นสินค้าที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนานในทุกสถานการณ์ สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็นับว่าเป็นวิกฤตที่หนัก กระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ซึ่งมาม่าก็ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง การลดราคามาม่าคัพก็เป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชนได้” นายเวทิต กล่าว

 

กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ททบ.5 เขตคลองเตย และ CPF ร่วมส่งอาหารคุณภาพจากใจ...สู่ชุมชน

posted Apr 20, 2020, 8:19 PM by Maturos Lophong   [ updated Apr 20, 2020, 8:21 PM ]

กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ททบ.5 เขตคลองเตย และ CPF ร่วมส่งอาหารคุณภาพจากใจ...สู่ชุมชน 


กองทัพภาคที่ 1 และ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก โดย พลเอกกิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร่วมกับ CPF โดย นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ “กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” บรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ประชาชน 8,499 ครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด19 โดยมี พลตรีรังษี กิติญาณทรัพย์ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และนายสุชัย อมรดารารัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ร่วมงานด้วย


พลเอกกิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด19 ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า และบุคคลที่น่าเห็นใจมากอีกกลุ่มหนึ่งคือ ประชาชนที่อยู่กันอย่างแออัดในชุมชนต่างๆ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ เป็นผู้รับจ้างรายวัน ฯลฯ เมื่อธุรกิจหลายส่วนหยุดการดำเนินงานชั่วคราว ตาม พรก.ฉุกเฉิน ทำให้พวกเขาขาดรายได้ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่จะต้องพบเป็นอันดับแรกคือ ข้าวหรืออาหารที่จะรับประทานในแต่ละมื้อ

“โชคดีที่ประเทศไทยมีซีพีเอฟ ผู้ผลิตอาหารปลอดภัยที่มีจิตสาธารณะ และเล็งเห็นปัญหานี้เช่นเดียวกับกองทัพ ตลอดจนแสดงความจำนงที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จึงเกิดเป็นโครงการกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน” พลเอกกิตติเชษฐ์กล่าว

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า บริษัทฯตระหนักถึงผลกระทบจากการสถานการณ์โควิด19ที่มีต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในชุมชนแออัด หนึ่งในนั้นคือ ชุมชนในพื้นที่คลองเตย ซึ่งมีประชากร 8,499 ครัวเรือน หรือประมาณ 41,280 คน กระจายกันอยู่ใน 22 ชุมชน

“เราขอใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรในด้านอาหาร มาร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน โดยจะมอบกับข้าวแกงถุงจำนวน 25,000 ถุง และน้ำดื่ม CP 17,000 ขวดใหญ่ แจกจ่ายให้ประชาชนในชุมชนคลองเตยทุกครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนจะได้รับกับข้าวแกงถุง 3 ถุงและน้ำดื่ม CP 2 ขวดใหญ่ กับข้าวแกงถุงที่มอบให้เป็นอาหารที่บรรจุในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ทนความร้อน เพียงต้มในหม้อน้ำเดือด 5-7 นาทีก็พร้อมรับประทานได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ไมโครเวฟ” นายประสิทธิ์กล่าว


ในขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการส่งมอบอาหารจากใจให้แก่ประชาชนกว่า 20,000 คน ผู้เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และรับผิดชอบสังคมโดยกักตัวเอง เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ รวมถึง การส่งมอบอาหารให้โรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 105 โรงพยาบาล ตลอดจนครอบครัวของแพทย์-พยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐที่ช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด19 จำนวน 18,000 ครอบครัว ซึ่งทั้งหมดได้รับการตอบรับจากประชาชน ภาครัฐ และสังคมอย่างดีมาก


การส่งมอบอาหารให้ประชาชนในครั้งนี้ เป็นอีกส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชน ให้ก้าวผ่านวิกฤตไวรัสโควิด19ไปด้วยกัน ภายใต้หลักคิด Good Citizen Organization กล่าวคือเป็นบริษัทที่ร่วมสร้างและดูแลสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศ

DOHOME ชูแผน BCP พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์

posted Apr 1, 2020, 2:29 AM by Maturos Lophong



DOHOME ชูแผน BCP พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์

บริหารจัดการต้นทุน มุ่งช่องทางออนไลน์ทุกแพลทฟอร์ม

บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ชูกลยุทธ์ Business Continuity Plan (BCP) พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์ เข้มบริหารจัดการต้นทุนสินค้าและเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า House Brand พร้อมเดินหน้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลทฟอร์ม หลังปิดสาขาขนาดใหญ่และสาขา Dohome To GO บางแห่งเป็นการชั่วคราวเพื่อร่วมป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนพื้นที่โซนสินค้าอุปโภคบริโภคยังเปิดให้บริการตามปกติในทุกสาขา พร้อมเข้ม 9 มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อดูแลพนักงานและลูกค้าอย่างเคร่งครัด

นางสลิลทิพ เรืองสุทธิภาพ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชี การเงิน และสนับสนุนองค์กร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 (COVID-19) บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนภายใต้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) ที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ โดยให้พนักงานบางส่วนทำงานจากบ้าน (Work from home) เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด พร้อมทั้งเปิดช่องทางขายผ่านออนไลน์ในหลายแพลทฟอร์ม ทั้งโซเซียลคอมเมิร์ซผ่านเฟซบุ๊ค Dohome Online, Line@Dohome และอีมาร์เก็ตเพลส (E-Market place) ทั้งลาซาด้าและช้อปปี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมา หน่วยงานราชการ รวมถึงร้านจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างและรายย่อย ที่อาจะมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าในช่วงนี้ ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์และได้เตรียมความพร้อมสำหรับบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อโทรสั่งซื้อสินค้าทั่วไปและสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป ส่งฟรีเริ่มต้น 15 กม. (ไม่รวมสินค้าโครงสร้างและวัสดุก่อสร้าง)

ทั้งนี้ บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว โดยระหว่างปิดให้บริการสาขาชั่วคราว ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ส่วนแผนงานขยายสาขาดูโฮมขนาดใหญ่ 3 สาขาในปีนี้ ได้แก่ สาขาสุรินทร์ สาขามาบตาพุต และสาขาแหลมฉบัง เบื้องต้นยังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อขยายช่องทางการขายให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และห่วงใยความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นสำคัญ โดยได้ดำเนินการปิดให้บริการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 ประกอบด้วย การปิดบริการสาขาขนาดใหญ่ 8 สาขา ได้แก่ สาขารังสิต, บางบัวทอง ,พระราม2 ,นครราชสีมา, เพชรเกษม ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ และสาขาขนาดเล็ก (Dohome To GO) จำนวน 6 สาขา ได้แก่ สาขาแม็คโครจรัญสนิทวงศ์, แม็คโครสาทร, บิ๊กซีบางพลี, โลตัสโคราช,พันธ์ทิพย์งามวงศ์วาน และโลตัสบางนา

อย่างไรก็ตาม พื้นที่โซนสินค้าอุปโภคบริโภคในสาขนาดใหญ่ทุกแห่ง ยังเปิดให้บริการ (ซื้อกลับบ้าน) ตามปกติ พร้อมเพิ่ม 9 มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ได้แก่ (1) ตั้งจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายลูกค้าบริเวณประตูทางเข้า (2) เพิ่มจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ (3) ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพนักงานทุกคนก่อนเริ่มปฏิบัติงาน (4) รณรงค์ให้ลูกค้า และพนักงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัย (5) ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ (6) ทำความสะอาดพื้นที่สาขาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกชั่วโมง (7)เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดห้องน้ำ พร้อมตรวจสอบกระดาษชำระและสบู่ล้างมือให้เพียงพอ (8) ติดตั้งป้ายแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อพบว่ามีไข้ และ (9) เตรียมพร้อมนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีการร้องขอ

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ รวมพลังคนไทยยิ้มสุขใจรับซัมเมอร์

posted Mar 12, 2020, 11:53 PM by Maturos Lophong

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ รวมพลังคนไทยยิ้มสุขใจรับซัมเมอร์

จัดแคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้”

ชวนสัมผัส “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย” ครั้งแรกกับความมหัศจรรย์ของโลกท้องทะเลในรูปแบบ DIGITAL AR พร้อมสนับสนุนคนไทยเที่ยวในประเทศ

ซัมเมอร์นี้ เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ มอบความสุขและความสนุกให้คนไทยรวมพลังยิ้มสุขใจ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย กับแคมเปญ “The Mall Summer Smile ไทยสู้สู้” เนรมิตบรรยากาศชายหาดดังระดับโลก “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย” โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล มาไว้ในงาน รวมถึงรวบรวมแพคเกจท่องเที่ยวในประเทศมาให้เลือกสรรกันแบบครบครัน พร้อมทั้งตื่นตากับกิจกรรมถ่ายภาพแล้วแชร์ด้วย Digital AR เทคโนโลยี สัมผัสความสวยงามของโลกแห่งท้องทะเล ช้อปชิลล์กับตลาด Beach Bazaar คัดสรรหลากหลายเมนูอาหารอร่อยรับซัมเมอร์ รวมทั้งกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco และกิจกรรมที่สนับสนุนการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษลุ้นรับของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท งานจัดระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2563 – 30 เมษายน 2563 ที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ทุกสาขา


นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

(Miss Voralak Tulaphorn ; Chief Marketing Officer, The Mall Group Co., Ltd.) กล่าวว่า “เพื่อกระตุ้นและร่วมพลิกฟื้นเศรษฐกิจรวมทั้งส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เดอะมอลล์กรุ๊ปในฐานะผู้นำรีเทลไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกเดินหน้าจัดกิจกรรมใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ปีนี้โดยได้ผนึกกำลังร่วมกับ ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด (มหาชน) , บัตรเครดิตเอสซีบี เอ็ม วีซ่า (SCB M VISA), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จํากัด จัดงานขึ้นภายใต้แคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” เพื่อเชิญชวนชาวไทยรวมพลังร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย ซื้อสินค้าไทย ช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้า ซัพพลายเออร์และเจ้าของกิจการ SME รวมทั้งกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยลูกค้ามั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัยทั้งการเฝ้าระวังและการป้องกันขั้นสูงสุดตามมาตรฐานสุขอนามัยของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ได้สร้างสีสันบรรยากาศการท่องเที่ยวและช้อปปิ้งให้กับลูกค้าด้วยการตกแต่งบรรยากาศภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ต้อนรับหน้าร้อนนี้ โดยเนรมิต Beach Destination ชื่อดังของโลก “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย” สวรรค์ของคนรักทะเลมาไว้ในงานเดียว รวมทั้งกิจกรรมแชะ & แชร์ด้วยเทคโนโลยี Digital AR สุดล้ำนำเสนอความสวยงามมิติใหม่ของโลกแห่งท้องทะเล ตลอดจนกิจกรรมสร้างความสุขไม่ว่าจะเป็น ตลาด Beach Bazaar ที่คัดสรรหลากหลายเมนูอาหารอร่อยรับซัมเมอร์และสินค้าแฟชั่นชั้นนำรวมทั้งกิจกรรมภารกิจพิทักษ์ทะเลและกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco พร้อมโปรโมชั่นพิเศษลุ้นรับของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 17 ล้านบาทอีกด้วย”

สัมผัสกลิ่นอายบรรยากาศของ “มัลดีฟส์” พร้อมตื่นตากับ Digital AR ความสวยงามโลกท้องทะเลที่ “เดอะมอลล์ บางแค”

ไม่ต้องบินไกลถึง “มัลดีฟส์” หนึ่งใน Beach Destination ในฝันของหลายๆคน เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ได้เนรมิตสีสันและกลิ่นอายของ “มัลดีฟส์” สวรรค์ของคนรักทะเลมาไว้ในงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์อย่างกิจกรรม CITI MALDIVES WORLD INTERACTIVE AR ที่ใช้เทคโนโลยี Digital AR ทันสมัยนำเสนอความสวยงามของโลกแห่งท้องทะเล พิเศษสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ รับบัตรกำนัลศูนย์การค้าฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อแสดงบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมภาพถ่ายผ่าน THE MALL SUMMER SMILE APPLICATION พร้อมแชร์ลง Social Media และ #THEMALLSUMMERSMILE รวมทั้งยังมีกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco กับกิจกรรม SEA HERO GAME by SCB M VISA และ SCB สนุกกับภารกิจฮีโร่พิทักษ์โลกใต้ท้องทะเลให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง พร้อมรับบัตรกำนัลจากร้านค้าภายในศูนย์การค้ามากมาย เพียงช้อปในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป พิเศษ ลูกค้าบัตรเครดิต SCB M VISA และ SCB รับ ของรางวัล 2 สิทธิ์ และกิจกรรมของครอบครัวรักษ์โลก The Mall Family Club by AIS สนุกกับเวิร์คช็อป DIY MASK เพียงแสดงใบเสร็จในศูนย์ฯ 300 บาทขึ้นไป พิเศษ ลูกค้า AIS เข้าร่วมกิจกรรมฟรี

นอกเหนือจากนี้ ยังให้คุณได้เพลิดเพลินช้อป ชิม ชิลล์กับตลาด Beach Bazaar ในบรรยากาศชายหาดสุดชิลล์ รวบรวมหลากหลายเมนูคลายร้อนจากร้านค้าชื่อดังมากมาย อาทิ ร้าน TROPI HOOLA, ร้าน Kiss.Bkk, ร้าน LOVE CUPS CAFÉ ,ร้านน้ำดอกไม้, ร้านมณฑลจรัส, ร้าน Sea Food Mahanakorn, ร้านโคตรยำ, ร้านอ๊อด-เจน แกงเขียวหวาน สะท้านฟ้า, ร้านเจ๊หอยสอนสอยเงินล้าน และร้าน Sweettime เป็นต้น พิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เฉพาะวันศุกร์ – อาทิตย์ รับฟรี คูปองเมนูอาหาร มูลค่า 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ไม่จำกัดยอดซื้อ และสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิต SCB M VISA ยิ้มรับโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 รับฟรีบัตรกำนัลห้างฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อ ช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป ต่อที่ 2 แลกคะแนน M Point 100 คะแนน รับคูปองมูลค่า 100 บาท เพื่อใช้จ่ายภายในงาน Beach Bazaar พบกับของอร่อยคลายร้อนยิ้มรับซัมเมอร์และสินค้าแฟชั่นชั้นนำในตลาด Beach Bazaar งานจัดตั้งแต่วันที่ 12 – 22 มีนาคม 2563 ที่แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค และตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 ที่ แฟชั่น ฮอลล์ , ไลฟ์สไตล์ ฮออลล์ , วันที่ 24 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ พิเศษเฉพาะวันที่ 12 – 13 มีนาคม 2563 ที่เดอะมอลล์ บางแค ร่วมสนุกกับกิจกรรม “ร้อนนี้ออกแบบโค้ก“ สกรีนข้อความลงบนกระป๋อง ที่บูธ Share a Coke เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ครบตามเงื่อนไข และช้อปในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป รับคูปองส่วนลด 30 บาท (เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เครือไทยน้ำทิพย์ภายในงาน ครบ 100 บาทขึ้นไป) 



สำหรับสมาชิก M Card คลายร้อนกับเมนูสดชื่นสุขภาพดี ACAI BOWL จาก “ M Card Bar x Summer Bowl ” ที่รังสรรค์เป็นพิเศษโดยร้าน Summer Bowl มีให้เลือกชิม 2 รสชาติ “Summer Paradise” และ “Tropical Sunshine” เพียงสะสมใบเสร็จทั้ง ห้างฯ หรือศูนย์ฯ ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปรับฟรี Acai Bowl 1 ถ้วย มูลค่า 220 บาท พิเศษ สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้, ผู้ถือบัตรเครดิต SCB M VISA, SCB และ ลูกค้า AIS สะสมใบเสร็จทั้งห้างฯ หรือศูนย์ฯ เพียง 300 บาทขึ้นไป ทุกเสาร์-อาทิตย์ (วันที่ 14-15 , 21-22 มีนาคม 2563) เฉพาะที่เดอะมอลล์ บางแค

ปิดท้ายความสนุกรับซัมเมอร์กับมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องชื่อดังนำโดย สินเจริญ บาเธอร์ส 3 พี่น้องอารมณ์ดีกับเพลงเพราะสุดชิลล์ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563 เวลา 16.00 น.และเพิ่มดีกรีความชิลล์ด้วย ส้ม มารี นักร้องสาวเสียงฟีลกู๊ดที่จะทำให้ทุกคนยิ้มได้ ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. บริเวณแกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค

THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” ชวนคนไทย “ยิ้มทั่วไทย เที่ยวไทยด้วยกัน” ที่ “เดอะมอลล์ บางกะปิ”

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขานรับนโยบายภาครัฐสนับสนุนคนไทยเที่ยวในประเทศ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมท่องเที่ยวไทย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย อาทิ สมาคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมสปาไทย ฯลฯ พบกับงานท่องเที่ยวแห่งปี รวบรวมที่สุดแห่งดีลสุดคุ้มจาก 10 สมาคมท่องเที่ยวไทย พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษจากโรงแรม ที่พัก สายการบิน แพ็คเกจท่องเที่ยว สินค้าและบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว รวมทั้งร้านอาหารอร่อย ร้านค้ามากมายรวมกว่า 160 บูธ พิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เฉพาะวันศุกร์ – อาทิตย์ รับฟรี คูปองเมนูอาหาร มูลค่า 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ไม่จำกัดยอดซื้อ และสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิต SCB M VISA ยิ้มรับโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 รับฟรีบัตรกำนัลห้างฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป ต่อที่ 2 แลก 100 Points รับบัตรกำนัล 100 บาท เพื่อใช้จ่ายภายในงาน Beach Bazaar และโปรโมชั่นสุดพิเศษอีกมากมาย พร้อมกิจกรรม CITI ANDAMAN INTERACTIVE AR ใช้เทคโนโลยี Digital AR ทันสมัยนำเสนอความสวยงามของโลกแห่งท้องทะเล พิเศษสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ รับบัตรกำนัลศูนย์การค้าฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อแสดงบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมภาพถ่ายผ่าน THE MALL SUMMER SMILE APPLICATION พร้อมแชร์ลง Social Media และ #THEMALLSUMMERSMILE และ กิจกรรม SEA HERO GAME by SCB M VISA และ SCB สนุกกับภารกิจฮีโร่พิทักษ์โลกใต้ท้องทะเลให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง พร้อมรับบัตรกำนัลจากร้านค้าภายในศูนย์การค้ามากมาย เพียงช้อปในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป พิเศษ ลูกค้าบัตรเครดิต SCB M VISA และ SCB รับของรางวัล 2 สิทธิ์ งานจัดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 ที่ แฟชั่น ฮอลล์ และไลฟ์สไตล์ ฮออลล์ , ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ




“สนุกสมาย ฮาวาย อโลฮ่า” สนุกรับซัมเมอร์ในบรรยากาศสไตล์ฮาวายกับซุ้มสายรุ้งสีสันสดใส ขนาดกว่า

4 เมตร และเกมส์ AR ล่าไอเทมรับซัมเมอร์ ที่เดอะมอลล์ โคราช

อยากเห็นคนไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เดอะมอลล์ โคราชต้อนรับซัมเมอร์ในบรรยากาสสไตล์ฮาวายกับซุ้มสายรุ้งสีสันสดใส ขนาดกว่า 4 เมตร พร้อมเอาใจสายเกมส์เมอร์ ด้วยกิจกรรม SUMMER HUNTER GAME เกมส์มือถือ AR ล่าไอเทม summer อโลฮ่าสุดสนุก และกิจกรรม CITI SURF & SMILE INTERACTIVE AR ถ่ายรูปซีนสวยบนเซิร์ฟบอร์ดท่ามกลางเกลียวคลื่นยักษ์กลางทะเลฮาวายด้วยเทคโนโลยี Digital AR และร่วมกอบกู้ท้องทะเลกับกิจกรรม SEA HERO GAME by SCB M VISA และ SCB เพียงช้อปสินค้าภายในศูนย์ฯครบ 500 บาทลุ้นรับ Gift Voucher กว่า 300,000 บาท (ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์) พลาดไม่ได้!! ครั้งแรกในภาคอีสานกับโชว์เต้นอโลฮ่าสุดอลังการ นำทีมแดนซ์โดย แคทรียา อิงลิช ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. , เพลินเพลิดกับโชว์เต้นอโลฮ่าได้ทุกวันเสาร์ - วันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. พร้อมชมและเชียร์ความน่ารักของเหล่าหนูน้อยอายุ 5-8 ปี ชิงรางวัลรวมกว่า 80,000 บาท กับการประกวดหนูน้อย อโลฮ่า คิดส์ คอนเทสต์ในวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. และการประกวดฮูล่าฮูป แดนซ์ คอนเทสต์ ในวันที่ 28- 29 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม – 5 เมษายน 2563 บริเวณ Mall Park เดอะมอลล์ โคราช


รวมพลังช้อปในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ตลอดช่วงซัมเมอร์กับโปรแรง ในแคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” ลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

· ทุกวันสะสมยอดใช้จ่าย (ขั้นต่ำ 40,000 บาท) ร่วมเป็น 15 Top Spenders ยิ้มรับรางวัลที่พัก 3 วัน 2 คืน Holiday Inn Resort Vana Nava Hua Hin พร้อมอาหารเช้า และบัตรเข้าสวนน้ำ Vana Nava สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 2 ท่าน

· ลูกค้า M Card ช้อปในศูนย์ฯ ครบ 12,000 บาท รับทันที Summer Beach Blanket ผ้าปูชายหาด ดีไซน์พิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ มูลค่า 2,500 บาท พิเศษ สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ และ SCB M VISA ช้อปเพียง 8,000 บาท / ลูกค้า AIS และ AIS Fibre ช้อปเพียง 10,000 บาท

· สิทธิพิเศษทุกวัน! สำหรับลูกค้า AIS และ AIS Fibre รับบัตรกำนัลห้างฯ 100 บาท เมื่อรวมใบเสร็จครบ 2,000 บาท ช้อปสนุก ยิ้มสุขใจได้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 ที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ทุกสาขา

ผนึกกำลัง สถาบันการเงินชั้นนำ อัดโปรแรงกระชากใจนักช้อปทุกสัปดาห์ “ช้อปช่วยไทย ไทยสู้สู้”

ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเดอะมอลล์, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ อัดโปรโมชั่นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี “ช้อปช่วยไทย ไทยสู้สู้” ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 15 เมษายน 2563 รับความคุ้มค่าทุกการช้อปปิ้ง รับคูปองส่วนลดสูงสุด 40% หรือ ใช้ M Point แลกรับ และมอบความพิเศษทุกวันเสาร์ อาทิตย์ อาทิ

· สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 วันเดียวเท่านั้น!!! รับความพิเศษ อาทิ รับส่วนลดสูงสุด 50% , สมาชิกบัตร M Card รับส่วนลดเพิ่ม 12.5% และพิเศษสุดสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ รับคูปองลดเพิ่มสูงสุด 50%

· เดอะมอลล์ท่าพระ / งามวงศ์วาน / บางแค / บางกะปิ และโคราช ช้อปในห้างฯ และศูนย์ฯ แบรนด์สินค้าและร้านค้าชั้นนำลดสูงสุด 70%


· และทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เมื่อช้อปในศูนย์ฯ ครบ 3,000 บาท รับฟรี บัตรกำนัลห้างฯ 1,000 บาท


เสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 มีนาคม 2563 เฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ และเสาร์-อาทิตย์ที่ 21-22 มีนาคม และ 28-29 มีนาคม 2563 เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิตเอสซีบี เอ็ม วีซ่า และบัตรเครดิตเอสซีบี

· สมาชิก M Card ช้อปสินค้าในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ครบ 1,200 บาท รับบัตรกำนัล 200 บาท

รวมพลังคนไทยยิ้มสุขใจตลอดซัมเมอร์นี้ สัมผัสบรรยากาศความสวยงามของ “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย”

สวรรค์ของคนรักทะเล ตื่นตากับความมหัศจรรย์ของโลกท้องทะเลผ่านรูปแบบ DIGITAL AR สุดล้ำ รวมถึงรวบรวมแพคเกจท่องเที่ยวในประเทศมาให้เลือกสรรกันแบบครบครัน พร้อมช้อปชิลล์กับตลาด Beach Bazaar

และสนุกกับกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco ในแคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” งานจัดระหว่างวันที่


12 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 ที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ทุกสาขา

ซีพีเอฟ เข้าร่วมลงทุนในเทสโก้ 20%

posted Mar 9, 2020, 8:21 PM by Maturos Lophong


ซีพีเอฟ เข้าร่วมลงทุนในเทสโก้ 20% 

หวังขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยและมาเลเซีย

เชื่อรูปแบบกิจการเทสโก้สร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้ต่อเนื่อง

คณะกรรมการบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” มีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ซีพีเอฟถือหุ้นทั้งหมด (“CPM”) ลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นหรือผลประโยชน์การลงทุน (economic interest) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกลุ่มเทสโก้เอเชีย ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotus ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โดยมูลค่าเงินลงทุนของ CPM ในบริษัทโฮลดิ้งเพื่อธุรกรรมการลงทุนในกลุ่มเทสโก้เอเชียมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ( หรือเท่ากับประมาณ 47,991ล้านบาท)

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟมีความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนในเทสโก้เอเซีย เนื่องจากเป็นการต่อยอด Value Chain ของช่องทางการขายสินค้าของบริษัททั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียและเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค ด้วยซีพีเอฟมีแนวทางในการปรับรูปแบบของการค้าเนื้อสัตว์ให้ผ่านช่องทางที่ทันสมัยสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น บริษัทจึงมั่นใจว่าการลงทุนในครั้งนี้เป็นโอกาสดีในการที่จะทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยและมาเลเซียมีทางเลือกในการบริโภคเพิ่มขึ้นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอยู่แล้ว

การเข้าร่วมลงทุนครั้งนี้ ทำให้ยอดขายทั้งของเทสโก้และซีพีเอฟเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากเทสโก้เอเซียเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารและทีมงานมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่าการผนึกกำลังกับเทสโก้เอเซียน่าจะส่งผลเสริมให้ผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนั้นดียิ่งขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ รายการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้สำเร็จครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการได้รับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ Tesco UK สำหรับการขายหุ้นในกลุ่มเทสโก้เอเชีย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าอนุญาตให้ทำรายการ (หากต้องมีการขออนุญาต) และได้รับอนุญาตจาก Ministry of Domestic Trade and Consumers Affairs of Malaysia ทำรายการในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าการเข้าทำรายการน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2563 นี้

CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19

posted Mar 6, 2020, 12:59 AM by Maturos Lophong



CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19 หนุนบุคลากร รพ.รัฐ และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง เสริมมาตรการกระทรวงสาธารณสุข 



นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยประกาศให้ โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 นั้นบริษัทตระหนักดีถึงความยากลำบากในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันการระบาดของโรคซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข



บริษัทฯในฐานะผู้นำด้านอาหารปลอดภัยของโลก จึงขอมีส่วนร่วมช่วยเหลือเพื่อเสริมมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ด้วย “โครงการ CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19” โดยการสนับสนุนอาหารสำหรับผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคเฝ้าระวัง รวมถึง บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทฯจะใช้วิธีบริหารจัดการโดย 1.) ขอให้บุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 แจ้งความประสงค์รับการสนับสนุนอาหารจากซีพีเอฟ โดยลงทะเบียนได้ที่ LINE CPFRESHMART >> http://bit.ly/2PFFcyB 2.) บริษัทฯ จะนำรายชื่อที่ลงทะเบียน ตรวจสอบกลับไปยังกรมควบคุมโรค 3.) เมื่อผู้ป่วยฯ ได้รับการยืนยันผ่าน SMS แล้ว “ทีมซีพีเฟรชมาร์ทเดลิเวอรี่” จะนำผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทจากจุดกระจายสินค้า 109 สาขาทั่วประเทศ (กทม. 59 สาขา) ส่งตรงถึงบ้านผู้ป่วยฯ และ 4.) สำหรับโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ สามารถแจ้งความประสงค์รับการสนับสนุนอาหาร ผ่านฮอตไลน์ซีพีเฟรชมาร์ท โทร.1788


"ซีพีเอฟ เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัย และต้องการแบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนต้องการเป็นส่วนร่วมส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยและประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกท่าน ที่เป็นทัพหน้าในคลี่คลายปัญหานี้ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งครับ" นายประสิทธิ์กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร CP ที่จะส่งมอบ มีให้เลือกถึง 3 ชุด 34 รายการ ได้แก่ 1.) ชุดอาหารพร้อมรับประทาน (ready to eat) อาทิ ข้าวกะเพราไก่ สปาเก็ตตี้คาโบนารา เกี๊ยวกุ้ง ฯลฯ ที่กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง สามารถนำเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นร้อนและรับประทานได้ทันที 2.) ชุดข้าวแกงถุง ที่สามารถแกะถุงรับประทานได้ทันที และ 3.) ชุดอาหารสด เนื้อไก่ เนื้อหมู ที่สามารถนำไปปรุงเป็นเมนูต่างๆได้ตามต้องการ และได้เริ่มดำเนินการจัดส่งตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

ซีพีเอฟ ผลิตอาหารอาหารปลอดภัยด้วยความใส่ใจ ภายใต้แนวคิด “Put Our Heart Into Food” บน 3 เสาหลัก Innovation – People และ Planet ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารที่มุ่งสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการ CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19 เป็นส่วนหนึ่งของความใส่ใจใน People ซึ่งก็คือผู้บริโภค และคนไทยทุกคน

ไลฟส์ มูฟวิ่ง เปิดตัว “จักรยานไฟฟ้า EM”

posted Mar 3, 2020, 6:52 PM by Maturos Lophong


ไลฟส์ มูฟวิ่ง เปิดตัว “จักรยานไฟฟ้า EM” 

การันตีความประหยัดและคุ้มค่า สมศักดิ์ศรีเจ้าตลาดตัวจริง

พร้อมลดมลพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท ไลฟส์ มูฟวิ่ง จำกัด ผู้นำประกอบชิ้นส่วนและจัดจำหน่ายจักรยานสำหรับทุกคนในครอบครัว เปิดตัว “จักรยานไฟฟ้า EM” Electric Mobility for Everyone จักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของคนไทย ด้วยโซลูชั่นที่มีครบทุกเซกเมนต์ และการรับประกันที่ครอบคลุมยาวนานที่สุดในตลาด ประหยัดพลังงานกว่ารถจักรยานยนต์ 10 เท่า ลดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา 50% พร้อมรูปแบบริเริ่มทดแทนรถจักรยานยนต์ ช่วยสร้างสรรค์อากาศสะอาด เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 5 ต้น/คัน/ปี ก้าวสู่ผู้นำตลาดจักรยานไฟฟ้าที่ให้พลังสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายธานัท ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟส์ มูฟวิ่ง จำกัด เผยถึงภาพรวมของตลาดจักรยานไฟฟ้า ว่า ปัญหาโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทั่วโลก เริ่มหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการสร้างมลภาวะดังกล่าว โดยจักรยานไฟฟ้าทุกๆ คันที่ใช้ทดแทนรถจักรยานยนต์ มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เท่ากับการปลูกต้นไม้ 5 ต้น/คัน/ปี ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้ตลาดจักรยานไฟฟ้ามีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี สำหรับตลาดในประเทศไทย ถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและมีการแข่งขันสูง เพราะคนไทยตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 มากขึ้น ทำให้จักรยานไฟฟ้ากลายเป็นพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุดนั่นเอง

สำหรับ บริษัท ไลฟส์ มูฟวิ่ง จำกัด ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2016 โดยเริ่มแรกบริษัทเริ่มจากการจำหน่ายจักรยานเด็กและจักรยานแม่บ้าน พร้อมเป็น Exclusive Distributor ให้กับจักรยาน ROYALBABY (Interbrand อันดับต้นของโลกในตลาดจักรยานเด็ก) โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อให้คนไทยได้ออกกำลังกายและใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ต่อมาบริษัทได้อาศัยความชำนาญในเรื่องจักรยาน ทุ่มเทเวลากว่า 2 ปี เพื่อพัฒนา “จักรยานไฟฟ้า EM” ออกจำหน่ายในปี 2018 ซึ่ง EM ได้กลายเป็นจักรยานไฟฟ้าที่ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทย มีการควบคุมคุณภาพ และรับประกันสินค้าที่ยาวที่สุดในตลาด ช่วยให้ยอดขายจักรยานไฟฟ้าของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ในระยะ 6 เดือนแรก มียอดขายได้กว่า 500 คัน และในปี 2019 บริษัทสามารถทำยอดขายทะลุ 2,000 คัน ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีหลังจากเริ่มทำตลาด




นายธานัท ยังกล่าวต่อไปว่า จักรยานไฟฟ้า EM คือรูปแบบการริเริ่ม ให้ผู้คนหันมาเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศในสังคมของพวกเขามากขึ้น เพราะการเดินทางเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ผู้คนทุกวัยต้องทำ โดยการทดสอบของบริษัท พบว่าการเดินทางโดยจักรยานไฟฟ้า EM จะใช้จ่ายเงินค่าพลังงานประมาณ 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งประหยัดพลังงานกว่ารถจักรยานยนต์ ถึง 10 เท่า อีกทั้งตัวจักรยานไฟฟ้ายังมีชิ้นส่วน สิ้นเปลืองที่น้อยกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจักรยานไฟฟ้า EM มีน้อยกว่ารถจักรยานยนต์ ถึง 50% ซึ่งในปี 2019 ที่บริษัทขายจักรยานไฟฟ้าได้ 2,000 คัน ได้มีส่วนช่วยลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ล้านกิโลกรัม หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 10,000 ต้น เลยทีเดียว

ปัจจุบัน “จักรยานไฟฟ้า EM” คือโซลูชั่นของจักรยานไฟฟ้าที่มีครบทุกเซกเมนต์ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น จักรยานไฟฟ้าเพื่อครอบครัว เน้นการขับขี่ที่ประหยัดและทันสมัย, จักรยานไฟฟ้าเพื่อผู้สูงอายุ เน้นความปลอดภัยและการออกกำลังกาย, จักรยานไฟฟ้าเพื่อการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า และจักรยานไฟฟ้าเพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ เน้นความคล่องตัวและมีน้ำหนักเบา สามารถใช้ควบคู่กับรถไฟฟ้าได้สะดวก นอกจากนี้ บริษัทยังได้เสริมจุดแข็งของจักรยานไฟฟ้า EM ด้วยการรับประกันที่ครอบคลุมและยาวนานที่สุดในตลาด คือ รับประกัน 1 ปี สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า คอนโทรลเลอร์ และแบตเตอรี่, 3 ปี สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า, และ 5 ปี สำหรับโครงสร้างตัวถัง

ทั้งนี้ บริษัทยังออกแบบวางกลยุทธ์สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ ด้วยบริการครบวงจรจากทีมช่าง ONSITE SERVICE ที่มีความชำนาญพร้อมให้บริการซ่อมแซม-ดูแลรักษา ได้อย่างรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ในศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ กว่า 70 สาขา จัดส่งรวดเร็วให้ลูกค้าได้ทั่วไทย พร้อมให้บริการหลังการขายได้ครบครัน ทั้งยังซัพพอร์ตการบริการด้วยอะไหล่คุณภาพ จากโรงงานประกอบจักรยานไฟฟ้าของบริษัท ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน สร้างการรับรู้ว่าบริษัทสามารถควบคุมมาตรฐานของสินค้าได้ดี ผลิตสินค้าได้ทันทุกความต้องการ และมีช่องทางการขายที่เข้าถึงได้ง่าย ดูแลทุกปัญหาไม่ทิ้งลูกค้ากลางคันแน่นอน




“ปี 2020 เป็นปีที่ตัวเลขในเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่ถึงอย่างไร บริษัทยังมั่นใจว่าปัจจัยความต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของคนไทย รวมถึงช่องว่างของจักรยานไฟฟ้า EM ที่พัฒนาขึ้นนำห่างจากคู่แข่ง ทั้งในแง่ของคุณภาพสินค้า การบริการ ตลอดจนช่องทางการจำหน่าย จะทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจและบอกต่อคุณภาพเหล่านี้ และผลักดันให้ตัวเลขการเติบโตของบริษัทสามารถโตกว่า 200% ได้

และนอกจากการเติบโตจากสินค้าในเชิง END-USER ที่มีค่อนข้างครบแล้ว บริษัทจะทำการเสริมศักยภาพด้วยการพัฒนาสินค้าไปในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านจักรยานไฟฟ้าเพื่อขนส่งแบบ HEAVY DUTY เพื่อลดต้นทุนขนส่งให้บริษัทหรือแผนพัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์คนไทยเป็นเจ้าแรก พร้อมกับ Solution Battery Swapping รวมถึงแผนต้นแบบสร้างพลังงานสะอาดที่พัฒนาร่วมกับชุมชน เพื่อควบรวมจักรยานไฟฟ้าเข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถชาร์จไฟจากแสงแดดในเวลาตากแดดได้ อีกทั้งบริษัทยังมุ่งการทำตลาดในต่างประเทศ โดยอาศัยช่องว่างจากเหตุกีดกันการค้าระหว่างจีนและอเมริกา-จีนและยุโรป เพื่อขยายจักรยานไฟฟ้า EM ส่งออกไปยังตลาดเหล่านั้น” นายธานัท กล่าวทิ้งท้าย


ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และโปรโมชั่นดีๆ จาก “จักรยานไฟฟ้า EM” ได้ที่เว็บไซต์ www.lifesmoving.co.th และ www.facebook.com/Lifesmovingth พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-9458271 หรือ 087-5089592

โตโยโบ ฉลองครบรอบ 50 ปีในไทย

posted Mar 2, 2020, 1:12 AM by Maturos Lophong


โตโยโบ ฉลองครบรอบ 50 ปีในไทย เดินหน้ารั้งตำแหน่งแชมป์ยอดขายปั๊มน้ำอัตโนมัติ ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายโตร้อยละ 20 

กรุงเทพฯ 29 กุมภาพันธ์ 2563 – โตโยโบ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ จัดงานฉลองครบรอบ 50 ปีการดำเนินธุรกิจในไทย พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ปั๊มน้ำฮิตาชิใหม่ XX-series และโครงสร้างปั๊มน้ำแบบใหม่สำหรับสินค้าในอนาคต รวมถึงเพิ่มการรับประกันมอเตอร์เป็น 10 ปี ปีนี้ตั้งงบการตลาดกว่า 80 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นยอดขายโตตามเป้าร้อยละ 20 และตั้งเป้าจำหน่ายปั๊มน้ำอัตโนมัติปีละ 350,000 เครื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า

นายเดชา จงสถาพงษ์พันธ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นรายแรกเมื่อ 50 ปีก่อน รวมถึงเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปกว่า 30 ประเทศ ปัจจุบันครองสัดส่วนการตลาดสูงสุดทั้งในญี่ปุ่นและไทย โดยในญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 70 และในไทยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 55 คิดเป็นตัวเลขประมาณ 250,000 เครื่องต่อปี แบ่งออกเป็นลูกค้ากลุ่มดีลเลอร์ประมาณร้อยละ 50 กลุ่มโมเดิร์นเทรดร้อยละ 40 และกลุ่มโครงการหมู่บ้านร้อยละ 10

ในปีนี้ โตโยโบยังคงเดินหน้าครองความเป็นผู้นำยอดขายอันดับ 1 ในตลาดปั๊มน้ำในบ้านของไทยเป็นปีที่ 5 โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ในโอกาสนี้จึงได้เปิดตัวปั๊มน้ำฮิตาชิรุ่นล่าสุด XX-series ที่มีความเป็นที่สุดในทุกด้านที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เงียบที่สุด ให้ปริมาณน้ำสูงสุด และประหยัดไฟมากที่สุดเมื่อเทียบกับปั๊มน้ำฮิตาชิรุ่นอื่นๆ อีกทั้งได้แนะนำปั๊มน้ำอัตโนมัติแบบโครงสร้างหอยโข่ง (Centrifugal Type) ซึ่งภายในมีใบพัด 2 ชุด ตอบโจทย์เรื่องความเงียบขณะทำงาน และที่สำคัญยังให้ปริมาณน้ำมากกว่าเดิมร้อยละ 25 ต่อวัตต์ พร้อมแรงดันที่คงที่กว่าเดิม

“โครงสร้างใหม่นี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการปั๊มน้ำบ้านในเมืองไทย โดยในเฟสแรกบริษัทฯ จะผลิตเฉพาะปั๊มขนาดใหญ่ 300-650 วัตต์ เพื่อรองรับบ้านขนาดใหญ่ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป และในเฟสต่อไปเราจะผลิตปั๊มขนาดเล็กและปั๊มระบบอินเวอร์เตอร์โดยใช้โครงสร้างใหม่นี้ในทุกผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทุกความความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งมั่นใจได้ในคุณภาพสินค้า เพราะเครื่องปั๊ม


น้ำฮิตาชิทุกรุ่นได้รับมาตรฐาน มอก. และเรายังได้ขยายระยะเวลารับประกันมอเตอร์เป็น 10 ปี เป็นรายเดียวในประเทศไทยอีกด้วย” นายเดชา กล่าวเสริม

นายเคอิชิ ยาเบะ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัทฮิตาชิคอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตอนนี้ความต้องการในตลาดปั๊มน้ำของไทยเน้นที่ปริมาณน้ำมาก เสียงเงียบ และประหยัดพลังงาน ปีนี้ฮิตาชิจึงเตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ปั๊มน้ำ XS-series Excel type 5 รุ่น Tank type 7 รุ่น และล่าสุดคือ XX-series 2 รุ่น ซึ่งปรับปรุงจากรุ่น XS-series Stainless Tank ด้วยการใช้ใบพัดพิเศษที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำให้ได้ปริมาณน้ำสูงสุดถึง 51 ลิตรต่อนาที โดยยังคงมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 และมีความปลอดภัยได้มาตรฐาน มอก. นอกจากนี้ยังมีปั๊ม Turbine type TM-60L อีก 3 รุ่น ที่ให้แรงดันน้ำเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากรุ่นก่อน จึงให้ปริมาณน้ำสูงสุดถึง 90 ลิตรต่อนาที เสียงรบกวนน้อย ประหยัดไฟเบอร์ 5 และได้มาตรฐาน มอก. เช่นกัน”

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว โตโยโบ (ประเทศไทย) ยังได้เตรียมงบการตลาดกว่า 80 ล้านบาท โดยจะเน้นที่สื่อออนไลน์และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตอีกร้อยละ 20 ตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายยอดจำหน่าย 350,000 เครื่องต่อปี ในอีก 3 ปีข้างหน้า

-------------------------------------------------------

เกี่ยวกับบริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด 

โตโยโบ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในเครือโตโยโบ กรุ๊ป ประเทศญี่ปุ่น

 ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2496 ในฐานะสำนักงานตัวแทนของบริษัท ชินโกะ ซังเกียว และเปลี่ยนชื่อเป็น โตโยโบ (ประเทศไทย) ในปี พ.ศ. 2555 


โดยเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนพลาสติกเชิงวิศวกรรม (สัดส่วนยอดขายร้อยละ 47) ปั๊มน้ำในครัวเรือนฮิตาชิ (สัดส่วนยอดขายร้อยละ 38) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไส้กรองคาร์บอน เส้นใยทนทานสูง แผ่นฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.toyobothailand.com

1-10 of 189