Marketing




เปิดตัว “เนสกาแฟ โคลด์ บริว”

posted by Maturos Lophong



ลืมกาแฟรสชาติเดิมๆ! เปิดตัว “เนสกาแฟ โคลด์ บริว” กาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มระดับพรีเมียมครั้งแรกในไทย ชูกระบวนการสกัดเย็นอย่างช้าๆ ให้ได้กาแฟสกัดเย็นที่หอม นุ่มลื่น ดื่มง่าย 

เนสกาแฟ ประกาศเปิดตัว “เนสกาแฟ โคลด์ บริว” กาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มครั้งแรกในประเทศไทย เดินหน้าบุกเบิกนวัตกรรมการผลิตกาแฟสกัดเย็นในระดับอุตสาหกรรม โดยนำกาแฟมาผ่านกระบวนการสกัดเย็นอย่างช้าๆ เพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ของกาแฟระดับพรีเมียมในรูปแบบออนเดอะโกอย่างลงตัว

เนสกาแฟ โคลด์ บริว ผลิตจากเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าคุณภาพสูง 100% นำมาผ่านกระบวนการสกัดเย็นในโรงงานที่มีระบบการผลิตกาแฟสกัดเย็นเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ด้วยการนำเมล็ดกาแฟไปแช่น้ำเย็น สกัดกาแฟอย่างช้าๆ ดึงเอารสชาติของกาแฟที่นุ่มลื่นแต่ยังคงกลิ่นหอมออกมา ซึ่งจะได้กาแฟที่มีรสชาตินุ่มลึก มีความเปรี้ยวและขมน้อยลง เนื่องจากความเย็นที่ใช้ในการผลิตไม่ดึงเอารสชาติความเปรี้ยวและรสขมออกมาจากเมล็ดกาแฟ

กาแฟสกัดเย็น สร้างสรรค์ขึ้นจากเมล็ดกาแฟคุณภาพระดับพรีเมียม ผ่านกระบวนการสกัดที่ใช้ระยะเวลานาน ด้วยสัดส่วนของเมล็ดกาแฟต่อปริมาณน้ำในอัตราที่มากกว่า ทำให้กาแฟสกัดเย็นมีราคาต่อแก้วที่สูงกว่ากาแฟชนิดอื่นดังที่เห็นได้ในสเปเชียลตี้ คาเฟ่ เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูงและความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ทำให้ไม่มีแบรนด์กาแฟใดในประเทศไทยสามารถผลิตกาแฟสกัดเย็นในปริมาณมากระดับอุตสาหกรรมจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษผสานกับนวัตกรรมที่ทันสมัย เนสกาแฟจึงก้าวเป็นแบรนด์กาแฟแบรนด์แรกในประเทศไทยที่สามารถผลิตกาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มระดับพรีเมียมในปริมาณมาก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของคอกาแฟไทย


เนสกาแฟจะจับมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น นำเสนอประสบการณ์กาแฟพร้อมดื่มระดับพรีเมียมในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งจะเป็นจุดหมายสำหรับคอกาแฟรุ่นใหม่ นอกจากนี้ เนสกาแฟ โคลด์ บริว จะจัดแคมเปญโปรโมชั่นพิเศษร่วมกับเซเว่น อีเลฟเว่นในช่วงซัมเมอร์ เพื่อยกระดับการดื่มด่ำกาแฟพรีเมียมอีกด้วย เนสกาแฟ โคลด์ บริว จะปลุกกระแสเทรนด์กาแฟสกัดเย็นสุดฮิปแห่งปี 2020 และเข้าถึงคอกาแฟเจนใหม่ ทั้งนี้ เนสกาแฟได้จัดสรรงบประมาณกว่า 100 ล้านบาทสำหรับแคมเปญเปิดตัวเนสกาแฟ โคลด์ บริว เพื่อตอกย้ำความเชี่ยวชาญด้านกาแฟระดับโลกของเนสกาแฟในการสร้างสรรค์กาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มที่สุดจัดสกัดเย็น ซึ่งมีจำหน่ายในระดับทั่วประเทศได้

นางสาวศรีประภา จิงประเสริฐสุข ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “เนสกาแฟขับเคลื่อนการเติบโตของตลาดกาแฟพร้อมดื่มอย่างต่อเนื่อง โดยตลาดกาแฟพร้อมดื่มระดับพรีเมี่ยมมีอัตราการเติบโต 19.3% สูงกว่าการเติบโตของตลาดกาแฟพร้อมดื่มโดยรวมที่โตเพียง 2.6% หรือเกือบ 9 เท่า (ที่มาจากการวิจัยของเนลสันรอบเดือนพฤศจิกายน 2562) ซึ่งเป็นผลมาจากการขับเคลื่อนด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม ที่ผลิตด้วยกาแฟคุณภาพสูงและนมแท้บรรจุในกระป๋องอลูมิเนียมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์การดื่มกาแฟนอกบ้านที่ทันสมัยมีสไตล์ มีเมนูหลากหลาย และให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากกว่าราคาอีกด้วย”

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว เนสกาแฟ โคลด์ บริว ในรูปแบบกาแฟพร้อมดื่มเป็นครั้งแรกในประเทศไทย เรามั่นใจว่าเนสกาแฟ โคลด์ บริว จะก้าวขึ้นเป็นเทรนด์กาแฟสกัดเย็นสุดฮิปที่เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ ที่มองหากาแฟคุณภาพสูง พร้อมความสะดวกสบายและเข้าถึงง่าย” นางสาวศรีประภากล่าวเสริม

เนสกาแฟ กาแฟยอดนิยมที่ผู้คนทั่วโลกชื่นชอบและแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งในประเทศไทย เป็นสื่อกลางในการเชื่อมทุกความผูกพันกับผู้บริโภคไทยมากว่า 47 ปี เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา เนสกาแฟได้เปิดตัว เนสกาแฟ อเมริกาโน่ พร้อมดื่ม ที่ผสมกาแฟอาราบิก้าคั่วบดละเอียด ให้กลิ่นหอม รสชาติเข้มเต็มรส และมีน้ำตาลน้อย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป


เนสกาแฟมีแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่มระดับพรีเมียม โดยเริ่มจากการเปิดตัว เนสกาแฟ โคลด์ บริว ซึ่งเป็นกาแฟระดับพรีเมียมในราคาที่ซื้อหาได้ ซึ่งมีจำหน่ายใน 2 รสชาติ ได้แก่ เนสกาแฟ โคลด์ บริว เพียว แบล็ค หอมนุ่มลื่น ดื่มง่าย และ เนสกาแฟ โคลด์ บริว คราฟท์ ลาเต้ ผสานนมแท้อย่างลงตัว 

นายศุภวัฒน์ คามีเยาน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟพร้อมดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวเสริมว่า “กระบวนการสร้างสรรค์กาแฟสกัดเย็นมีเอกลักษณ์โดดเด่นและมีอยู่ในสเปเชียลตี้ คาเฟ่เท่านั้น ด้วยกระบวนการผลิตที่พิถีพิถันและรสชาติที่มีเอกลักษณ์ เนสกาแฟ โคลด์ บริว สะท้อนถึงคอนเซ็ปท์ “สุดจัดสกัดเย็น” นำเสนอประสบการณ์ที่สุดของกาแฟสกัดเย็นมาสู่คอกาแฟเจนใหม่ ซึ่งเนสกาแฟได้นำเสนอคอนเซ็ปท์ดังกล่าวผ่านแคมเปญการตลาดอย่างครบเครื่องเพื่อสนับสนุนการเปิดตัว โดยหนึ่งในไฮไลต์คือ โคลด์ บริว คาเฟ่ บาย เนสกาแฟ ที่สามย่านมิตรทาวน์”

โคลด์ บริว คาเฟ่ บาย เนสกาแฟ นำเสนอประสบการณ์การดื่มด่ำกาแฟในหลายสัมผัส ด้วยเทคโนโลยี Immersive ดำดิ่งในโลกดิจิทัลคล้ายกับอยู่ในโลกแห่งกาแฟ โดยได้ร่วมมือกับบริษัทครีเอเตอร์รุ่นใหม่ที่มาแรงอย่าง Splendor Solis และ Eye Dropper Fill ในการสร้างสรรค์ หลังจากที่เปิดบริการตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา โคลด์ บริว คาเฟ่ บาย เนสกาแฟ ได้สร้างปรากฏการณ์เป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ในหมู่คอกาแฟบนโลกโซเชียล โดยมียอดผู้สนใจมาใช้บริการกว่า 700 คนหลังเปิดตัวไปในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

เนสกาแฟ โคลด์ บริว ยังได้เปิดตัว เดอะทอยส์ ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ “ด้วยคาแรกเตอร์ของเดอะทอยส์ซึ่งเป็นศิลปินที่มีดีเอ็นเอความ “สุดจัด” สร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุด ด้วยการใส่ใจทุกรายละเอียด และทำให้เป็นเรื่องง่าย เช่นเดียวกับเนสกาแฟ โคลด์ บริว เราจึงได้เชิญเดอะทอยส์มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเนสกาแฟ โคลด์ บริว นอกจากนี้ เดอะทอยส์ยังได้แต่งเพลง “สกัดเย็น” ซึ่งจะออกอากาศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และถ่ายทอดความ “สุดจัดสกัดเย็น” ในเอ็มวีใหม่ ซึ่งจะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งความสุดจัดในด้านดนตรีของเดอะ ทอยส์ ก็เหมือนกับความสุดจัดของกระบวนการผลิตกาแฟสกัดเย็นนั่นเอง” 

“เราตั้งเป้าที่จะก้าวเป็นผู้นำตลาดกาแฟพร้อมดื่มระดับพรีเมียมภายในปีนี้ ด้วยการนำเสนอกาแฟสกัดเย็นพร้อมดื่มครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งวางจำหน่ายที่เซเว่น อีเลฟเว่นและร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วประเทศ เราหวังว่า คอกาแฟรุ่นใหม่จะโดนใจกับเนสกาแฟ โคลด์ บริว ใหม่ที่มีกลิ่นหอมและรสชาตินุ่มลื่นดื่มง่าย พร้อมทั้งประสบการณ์สุดจัดสกัดเย็นอย่างแน่นอน” นางสาวศรีประภากล่าวสรุป

ดื่มด่ำเนสกาแฟ โคลด์ บริว เพียว แบล็ค ที่ได้รับสัญลักษณ์ทางเลือกสุขภาพ และ เนสกาแฟ โคลด์ บริว คราฟท์ ลาเต้ ในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและสามารถรีไซเคิลได้ ในราคาขวดละ 39 บาท ได้แล้วที่ร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ

ธนิยะ พลาซา รีโนเวทครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี เติมสีสันและไลฟ์สไตล์ใหม่ให้ถนนสีลม

posted Jan 15, 2020, 10:45 PM by Maturos Lophong



“ธนิยะ กรุ๊ป” ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แถวหน้าของเมืองไทย เตรียมทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ปรับโฉม “ธนิยะ พลาซา” อย่างยิ่งใหญ่ในรอบ 30 ปี ทั้งภายนอก ภายใน และถนนธนิยะ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Future of Thaniya” เติมสีสันใหม่ตอกย้ำการเป็นแลนด์มาร์คแห่งถนนสีลม คงจุดขาย กอล์ฟเซ็นเตอร์ครบวงจร เติมแมกเนทร้านค้าและรีเทลด้านไลฟ์สไตล์ พร้อมเพิ่มพื้นที่สีเขียว ขานรับวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ของคนสีลมและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ คิกออฟรีโนเวทเฟสแรก เมษายนนี้ เสร็จสมบูรณ์ต้นปี 64 แต่ยังเปิดให้บริการตามปกติ

นายแพทย์ทัศนวัต สมบุญธรรม กรรมการบริหาร ธนิยะ กรุ๊ป กล่าวว่า “ธนิยะ พลาซา เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี โดยเริ่มจากการพัฒนาที่ดินว่างเปล่า บนถนนสีลม ให้เป็นอาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า

เป็นอาคารสองหลังที่เชื่อมต่อกัน และเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ศาลาแดง และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสีลม ธนิยะ กรุ๊ป ได้ริเริ่มนำเอาคอนเซ็ปต์ มิกซ์ยูส มาใช้เป็นรายแรกๆ ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการเพิ่มโซน รีเทล โพเดียม ชั้น 1 - 4 ที่เรียกเคยว่า ตึกหน้า (อาคารธนิยะ บีทีเอส วิง) และตึกใหญ่ (อาคารธนิยะ พลาซา) เพื่อให้เป็นพื้นที่จำหน่ายสินค้าและบริการต่างๆ โดยกว่า 80% เป็นกลุ่มร้านค้าที่จำหน่ายอุปกรณ์กอล์ฟแบบครบวงจร ซึ่งจัดได้ว่าเป็น Golf Center ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะกล่าวได้ว่า กอล์ฟ เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงมาอย่างต่อเนื่อง และอีก 20% เป็นร้านอาหารญี่ปุ่น เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มผู้เช่าชาวญี่ปุ่นและผู้ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่นในพื้นที่ใกล้เคียง และร้านจำหน่ายสินค้าประเภทต่างๆ เช่น ร้านขายอุปกรณ์กล้องฟิล์มที่หาได้ยากแล้วในปัจจุบัน

โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา ธนิยะ พลาซา ถือว่าประสบความสำเร็จและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จนกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งหนึ่งบนถนน สีลม 

เพื่อตอกย้ำการเป็นแลนด์มาร์คของถนนสีลม และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ของผู้บริโภคในอนาคต รวมถึงนโยบายของกรุงเทพมหานครและกลุ่มภาคีเครือข่ายภาคเอกชนย่านสีลม ที่ต้องการพัฒนาถนนสีลมให้มีความสะอาด สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ปลอดภัย มีความเจริญและทันสมัย ธนิยะ กรุ๊ป จึงพร้อมเป็นผู้นำในการริเริ่มการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของสีลม ด้วยการทุ่มงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อรีโนเวท ธนิยะ พลาซา โซน Retail นี้ให้กลายเป็น “ไลฟ์สไตล์มอลล์” แห่งอนาคตที่เติมเต็มทุกความต้องการของลูกค้า และผสานให้อาคารทั้งสองให้กลายเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น ภายใต้ชื่อโครงการ ธนิยะ พลาซา (Thaiya Plaza) กับแนวคิด “The Future of Thaniya” ชูรูปแบบความทันสมัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ยังมีการนำข้อมูลจากผลสำรวจ สิ่งที่อยากเห็นบนถนนสีลม ของประชาชนสีลมว่าต้องการพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น มาพัฒนาเป็นการออกแบบพื้นที่ในแบบ Modern and Green Design มีพื้นที่ Retail ทั้งหมด 4 ชั้น รวม 12,000 ตร.ม. แบ่งเป็น อาคาร A (Atrium) พื้นที่รวม 8,500 ตร.ม (บนถนนธนิยะ) และ อาคาร B (BTS) ติดถนนสีลม ขนาดพื้นที่รวม 3,500 ตร.ม. มีสะพานเดินเชื่อมถึงกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างอาคาร A และ B ในชั้น 3 และ ชั้น 4 ส่วนในชั้น G จะมีการจัดภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น สวยงาม และเชื่อมต่อกัน

โซนร้านค้าอาคาร A ชั้น 1 - 2 ออกแบบให้เป็นโซน Golf Center เพื่อเป็นศูนย์รวมอุปกรณ์กอล์ฟและสปอร์ต ที่มีไฮไลท์เป็นห้องทดสอบอุปกรณ์กอล์ฟ (Golf Simulator) ขนาดใหญ่ รวมถึงอุปกรณ์กอล์ฟแบรนด์ชั้นนำระดับไฮเอน บริเวณพื้นที่ ชั้น 3 จะเป็น Lifestyle Shop แหล่งรวมร้านค้าและบริการตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล อาทิ คลินิกเสริมความงามและทันตกรรม บิวตี้สโตร์ ฯลฯ เป็นต้น ในโซนชั้น 4 จะเป็นโซน Food Hub รวบรวมร้านอาหารแบรนด์ดัง และร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองไทยหลากหลายสไตล์มาอยู่ในชั้นเดียวกัน ในส่วนของอาคาร B ซึ่งติดกับถนนสีลม และเชื่อมต่อกับสถานีบีทีเอสศาลาแดง แพลนว่าจะเปิดให้เป็น Flagship Store ของแบรนด์ชั้นนำ และร้านที่ให้บริการเพิ่มเติมอีกมากมาย 

ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มผู้เช่ารายเดิมและกลุ่มผู้เช่าใหม่ให้การตอบรับมาร่วมเปิดให้บริการแล้ว อาทิ Mizuno, Kasco, Bridgestone Golf, Titleist, Callaway, PING, Adidas เป็นต้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้เจรจากับแบรนด์ดัง เพื่อมาเปิดให้บริการเพิ่มเติมอีกมากมาย ส่วนถนนธนิยะซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลในการดูแลของธนิยะ กรุ๊ป จะถูกปรับปรุงใหม่ด้วยเช่นกัน ให้กลายเป็นถนนสีเขียวและเพิ่มพื้นที่เพื่อการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง (Outdoor Event) ในวันหยุดสุดสัปดาห์

แผนการดำเนินการรีโนเวท แบ่งออกเป็น 2 เฟส เฟสแรกจะเริ่มจากอาคาร A (Atrium) เริ่มต้นเดือนเมษายนไปจนถึงเดือนธันวาคมปี 2563 เฟสสอง รีโนเวทอาคาร B (BTS) คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ทั้งสองอาคารในไตรมาสแรกของปี 2564 ร้านค้าส่วนใหญ่จะถูกย้ายไปให้บริการชั่วคราวในอาคารที่ยังไม่ได้รีโนเวท เพื่อให้มีพื้นที่สำหรับประกอบการค้าขายได้อย่างต่อเนื่อง 

นายแพทย์ทัศนวัต ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ภายหลังจากการรีโนเวทเสร็จสมบูรณ์แล้ว ธนิยะ พลาซา โฉมใหม่ จะตอกย้ำการเป็นแลนด์มาร์คแห่งถนนสีลม พร้อมเติมเต็มทุกความต้องการของคนในพื้นที่สีลม คนกรุง กลุ่มนักธุรกิจ นักท่องเที่ยว กลุ่มคนรักกอลฟ์ ที่มีไลฟ์สไตล์ต่างกันได้มาแชร์พื้นที่ความสุขแห่งนี้ร่วมกัน “ธนิยะกรุ๊ป” เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ธนิยะ พลาซา จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกอบการทั้งด้านทราฟฟิคและโลเคชั่นที่เป็นศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) ของกรุงเทพมหานคร ส่วนรูปแบบการให้บริการเช่าพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการ บริษัทฯ ได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้สอดรับกับการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน”

ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน

posted Jan 12, 2020, 10:26 PM by Maturos Lophong

ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีน เปิดจองชุดไหว้เสริมสิริมงคลเรียกทรัพย์รับเฮงปีชวด วันนี้ – 23 ม.ค. 63

ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนปี 2563 ส่งโปรโมชั่นชุดไหว้เสริมสิริมงคลทั้งชุดไหว้ซาแซและชุดไหว้โหงวแซ ในราคาพิเศษ เอาใจคนไทยเชื้อสายจีน พร้อมเปิดรับจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันนี้-23 มกราคม 2563

นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ซีพี เฟรชมาร์ท ได้วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุดไหว้มงคลเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปให้เลือก 2 แบบ คือ ชุดไหว้ซาแซที่ครบถ้วนด้วยของไหว้ 3 อย่าง ทั้งไก่ต้มพร้อมเครื่องใน เป็ดพะโล้พร้อมเครื่องใน และสะโพกหมูต้มสุก (หมูบะแซ) ส่วนชุดไหว้โหงวแซ ประกอบด้วยของไหว้ 5 อย่างทั้งไก่ เป็ด หมู ปลากระพงนึ่ง และกุ้งต้มสุก พร้อมจัดแคมเปญมอบส่วนลดชุดไหว้ทั้งสองแบบ พิเศษสำหรับลูกค้า ซีพี เซอร์ไพรส์ และลูกค้าทรูมันนี่วอลเล็ท ที่สั่งจองสินค้าชุดไหว้ที่ร้าน ซีพี เฟรชมาร์ท ได้รับเงินคืน 50 บาท เมื่อชำระด้วยทรูมันนี่ที่ผูกบัตรเครดิต และสำหรับลูกค้าที่สั่งจองสินค้าชุดไหว้ที่ร้านซีพี เฟรชมาร์ท ครบ 688 บาทต่อใบเสร็จ รับฟรีกระเป๋าเรียกทรัพย์รับเฮงปีชวด


“ภาพรวมการจับจ่ายของไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้น่าจะคึกคัก ขณะที่ ซีพี เฟรชมาร์ท ทั้ง 350 สาขาทั่วประเทศ ก็มีความพร้อมทั้งด้านกำลังคนและการให้บริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า รวมทั้งมีการเก็บข้อมูลและสำรวจความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า จึงตั้งเป้าหมายว่า จะสามารถจำหน่ายชุดไหว้เสริมมงคลได้ถึง 45,000 ชุด ทำให้ตลอดช่วงตรุษจีนนี้น่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งเติบโตประมาณ 15% จากปีที่ผ่านมา” นายชัยยุทธ กล่าว

นอกจากนี้ ที่ร้านยังวางจำหน่ายของไหว้เสริมมงคล อาทิ เมล่อนเจียไต๋ แอปเปิ้ล สาลี่ ขนมเข่ง ขนมเทียน เพื่อเป็นทางเลือกเสริมสินค้าที่มีคุณภาพให้กับลูกค้า เพื่อใช้ในเทศกาลมงคลนี้อีกด้วย โดยลูกค้าสามารถสั่งจองล่วงหน้ากับชุดไหว้ซาแซ ราคาพิเศษ 688 บาทและชุดโหงวแซ 1,118 บาท ที่ร้าน ซีพี เฟรชมาร์ท ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือโทร 1788 หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ [www.cpfreshmartshop.com]www.cpfreshmartshop.com

พิเศษสำหรับลูกค้าสั่งซื้อออนไลน์ได้สิทธิ์ 2 ต่อ ต่อที่ 1 ซื้อชุดไหว้ครบ 688 ฟรีค่าจัดส่ง และต่อที่ 2 ซื้อชุดไหว้ครบ 1,500 บาท รับฟรีบัตร starbuck มูลค่า 200 บาท เพียงกรอกโค้ด FSTB โดยลูกค้าสามารถจองสินค้าได้ตั้งแต่วันนี้-23 ม.ค. และรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 19-26 ม.ค. ครอบคลุมพื้นที่ให้บริการจัดส่งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล (บางพื้นที่)

เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ชูเทคโนโลยีเออาร์ ส่งแคมเปญชงโชครับตรุษจีน

posted Jan 8, 2020, 12:57 AM by Maturos Lophong   [ updated Jan 8, 2020, 12:59 AM ]


เฮงยืนหนึ่ง! เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ชูเทคโนโลยีเออาร์ ส่งแคมเปญชงโชครับตรุษจีนสไตล์อินเตอร์แอคทีฟครั้งแรกหนึ่งเดียวในไทย เอาใจคอกาแฟทั่วประเทศ 


เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู กาแฟปรุงสำเร็จอันดับหนึ่งของโลก เปิดศักราชใหม่ปี 2020 ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ ชงโชครับตรุษจีนสไตล์อินเตอร์แอคทีฟ เจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยในหลากหลายช่องทางเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมุ่งสร้างสรรค์ประสบการณ์เสริมมงคลสุดล้ำครบวงจรด้วยเทคโนโลยีเออาร์ ประกอบด้วย โปรโมชั่นยิ่งใหญ่แห่งปีที่มาพร้อมกับผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ในบรรจุภัณฑ์ดีไซน์ตรุษจีนที่เป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น คอลเลคชั่นแก้วมงคลเนสกาแฟพร้อมคำมงคลจีน สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย สื่อโฆษณาในรถไฟฟ้า MRT เนสกาแฟฮับทุกสาขา พร้อมด้วย 8 จุดมงคลที่ MRT สถานีวัดมังกร

ผู้บริโภคสามารถสแกนบรรจุภัณฑ์ แก้ว หรือสื่อต่างๆ โดยใช้แอปพลิเคชัน Recall บนมือถือ เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์อินเตอร์แอคทีฟเคลื่อนไหวแบบ 3D ของ 8 สรรพสัตว์และของมงคลพร้อมคำมงคลอักษรจีนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านความเจริญรุ่งเรือง การมีอายุยืนยาว และความสุขสมบูรณ์ ทั้งนี้ แคมเปญดังกล่าวได้ต่อยอดคอนเซ็ปท์ของอินเตอร์แอคทีฟอาร์ตสเตชั่นที่ MRT สถานีวัดมังกรที่เนสกาแฟเปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง

เพื่อสร้างสรรค์คำมงคลที่มีความหมายดีในปีนี้ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ได้ทำงานร่วมกับหมอช้าง ทศพร ศรีตุลา หมอดูชื่อดัง เพื่อเลือกสรรสรรพสัตว์และของมงคล 8 อย่างพร้อมกับคำมงคล 8 ประการ เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีน 2020 นอกจากนี้ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ยังได้กลับมาร่วมงานอีกครั้งกับยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ศิลปินนักวาดดาวรุ่งที่เคยร่วมงานกันในโปรเจคเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟอาร์ตสเตชั่นที่ MRT สถานีวัดมังกร เพื่อสร้างสรรค์ภาพวาดลายจีน 8 สรรพสัตว์และของมงคลในแคมเปญนี้

เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอย่างสูงในการเปิดตัวอินเตอร์แอคทีฟ อาร์ต สเตชั่น ณ MRT สถานีวัดมังกร ในหมู่ผู้บริโภคเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งตกแต่งด้วยภาพวาดศิลปะสไตล์จีนสีสันสดใส และมีจุดเปิดประสบการณ์เออาร์อยู่ทั่วทั้งสถานี โดยมียอดผู้ใช้บริการและเยี่ยมชมกว่า 5 ล้านคนนับแต่เปิดตัว ซึ่งเป็นสถานีที่มียอดผู้ใช้บริการสูงที่สุดในจำนวนสถานีเปิดใหม่ทั้งหมดในปีที่แล้ว และสร้างกระแสการพูดถึงทางโซเชียลมีเดียกว่าหนึ่งล้านครั้ง นอกจากนี้ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู อินเตอร์แอคทีฟ อาร์ต สเตชั่น ณ MRT สถานีวัดมังกร ยังกวาดรางวัลแอดแมน อวอร์ดถึง 7 รางวัล

นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีนี้ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู จะเดินหน้านำประสบการณ์อินเตอร์แอคทีฟเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างต่อยอดจากความสำเร็จของ MRT สถานีวัดมังกร การใช้เทคโนโลยีเออาร์สุดล้ำ ทำให้เราสามารถยกระดับประสบการณ์กับผู้บริโภคไปอีกขั้น ด้วยการใช้กลยุทธ์ “เอ็กซ์พีเรียนเชียล มาร์เก็ตติ้ง” นำเสนอประสบการณ์ใหม่ของแคมเปญ ชงโชครับตรุษจีนสไตล์อินเตอร์แอคทีฟ ครั้งแรกในประเทศไทยให้เข้าถึงคอกาแฟทั่วประเทศ”

“แคมเปญนวัตกรรมนี้มุ่งเชื่อมความผูกพันกับผู้บริโภคไทยเชื้อสายจีนที่มีความเชื่อว่า คำอวยพรเป็นส่วนสำคัญในเทศกาลตรุษจีน การนำประเพณีตรุษจีนมาผสานกับเทคโนโลยีเออาร์จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างแน่นอน”

“เราเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทยที่นำเสนอประสบการณ์อินเตอร์แอคทีฟอย่างครบวงจร โดยใช้เทคโนโลยีเออาร์ เพื่อเชื่อมความผูกพันกับผู้บริโภคในเทศกาลตรุษจีนในหลากหลายช่องทาง ผู้บริโภคจะได้สัมผัสกับคำมงคลในรูปแบบเคลื่อนไหว3มิติ ทั้งจากบรรจุภัณฑ์ดีไซน์ตรุษจีนของผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ที่เป็นลิมิเต็ดเอดิชั่น คอลเลคชั่นแก้วมงคลเนสกาแฟอินเตอร์แอคทีฟด้วยเทคโนโลยีเออาร์ 8 ใบซึ่งแต่ละใบจะมีคำมงคลที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ ยังเพลิดเพลินกับสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย แบบอินเตอร์แอคทีฟในระหว่างการช้อปปิ้งจับจ่ายซื้อของในร้านค้าปลีกกว่า 700 ร้านทั่วประเทศ สื่อโฆษณาเวลาเดินทางโดยรถไฟฟ้า MRT เนสกาแฟฮับ พร้อมด้วย 8 จุดมงคลที่ MRT สถานีวัดมังกร เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แคมเปญนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมในตลาดกาแฟปรุงสำเร็จ และตอกย้ำการเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งที่ครองใจผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างเหนียวแน่น” นางสาวนาริฐากล่าวเสริม

เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท สำหรับกิจกรรมสื่อสารการตลาดครบวงจร เพื่อสนับสนุนแคมเปญครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงแฟชั่นโชว์ของเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เปิดตัวคอลเลคชั่นแก้วมงคลเนสกาแฟสไตล์อินเตอร์แอคทีฟสุดล้ำ ซึ่งจะมีขึ้นในค่ำคืนนี้ (8 มกราคม) ที่ ล้ง 1919

ในงานนี้ เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ได้สองแบรนด์แอมบาสเดอร์ โป๊ป และเจมส์ จิ มาเป็นตัวแทนการผสานกันของความเข้มนุ่มลงตัวของกาแฟโรบัสต้ากับอาราบิก้า นำทีมเดินแฟชั่นโชว์ พร้อมด้วยเหล่านักแสดง 8 ท่าน ได้แก่ ต้าเหนิง – กัญญาวีร์ สองเมือง หลิน – มชณต สุวรรณมาศ เฟย์ – พรปวีณ์ นีระสิงห์ โยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม คริส – พีรวัส แสงโพธิรัตน์ สิงโต – ปราชญา เรืองโรจน์ พีพี - กฤษฏ์ อํานวยเดชกร และ บิวกิ้น - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล

ร่วมเปิดประสบการณ์เออาร์อินเตอร์แอคทีฟกับแก้วมงคลเนสกาแฟได้แล้ววันนี้ เมื่อซื้อเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู หรือ เนสกาแฟ อเมริกาโน่ มูลค่า 219 บาท รับฟรีแก้วมงคลเสริมเฮง 1 ใบ ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2563 นี้เท่านั้น รวมทั้งสามารถซื้อผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ในบรรจุภัณฑ์ดีไซน์ตรุษจีนลิมิเต็ดเอดิชั่นได้แล้วในเดือนมกราคมเป็นต้นไป

นอกจากนี้ คอกาแฟยังสามารถลุ้นโชคอีกต่อได้กับโปรโมชั่นเนสกาแฟ โชคทองสะท้านฟ้า รวยทุกสัปดาห์กว่า 10 ล้าน ด้วยการสะสมซองเปล่า เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู หรือ เนสกาแฟ อเมริกาโน่ รสใดก็ได้ 5 ซอง แล้วส่งมาลุ้นโชคทองคำรวมมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

ร่วมลุ้นรางวัลที่ 1 แก้วลายมังกรทองหนัก 100 บาท มูลค่ากว่า 2 ล้านบาท พร้อมลุ้นรางวัลทุกสัปดาห์ สร้อยคอพร้อมจี้ทองคำหนัก 1 บาท แจกสัปดาห์ละ 35 รางวัล รวม 350 รางวัล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 มีนาคม 2563

ทั้งนี้ ผู้บริโภคยังสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมสะสมแต้มเออาร์ เพื่อลุ้นแลกของรางวัลมากมาย เพียงกดแอด LINE NESCAFE Official Account และลงทะเบียนเป็นสมาชิกเนสกาแฟเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม จากนั้น ใช้แอปพลิเคชัน Recallเก็บภาพเออาร์ตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น บรรจุภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ดีไซน์ตรุษจีน แก้วมงคลเนสกาแฟ สื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดขาย สื่อโฆษณาในรถไฟฟ้า MRT และ 8 จุดมงคลใน MRT สถานีวัดมังกร และอัพโหลดรูปเออาร์เข้าไปในหน้ากิจกรรมของเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู เพื่อสะสมแต้มให้ครบตามเงื่อนไข เพื่อแลกรับของรางวัลลายจีนลิมิเต็ดเอดิชั่นของยูน ปัณพัท โดยกิจกรรมมีขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคมจนถึง 29 กุมภาพันธ์ 2563 นอกจากนี้ ยังเปิดให้ดาวน์โหลด LINE สติ๊กเกอร์รูปโป๊ปและเจมส์ฟรีพร้อมกันวันที่ 14 มกราคมนี้เป็นต้นไป อย่าลืมกดแอด LINE NESCAFE Official Account

“ทีวี ไดเร็ค” เปิดกลยุทธ์ปี 63 รุกเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร

posted Jan 8, 2020, 12:53 AM by Maturos Lophong


‘บมจ.ทีวี ไดเร็ค’ หรือ TVD เปิดตัว CEO ‘ธนะบุล มัทธุรนนท์’ วางนโยบายเพิ่มขีดความสามารถการทำกำไร พร้อมเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพองค์กรและลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ชูกลยุทธ์ภายใต้โมเดล Omni Channel เชื่อมโยงช่องทางการขายสินค้าทางออฟไลน์และออนไลน์ มุ่งเน้นเพิ่มยอดขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีดิจิทัล ทีวีดาวเทียม คอลเซ็นเตอร์ และช่องทางออนไลน์ที่มีอัตราเติบโตสูง เพื่อทิ้งห่างคู่แข่งมากขึ้น

นายธนะบุล มัทธุรนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้นำธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่าน Omni Channel เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยรับผิดชอบการบริหารใน 2 บริษัท ได้แก่ บมจ.ทีวี ไดเร็ค และบริษัท ทีวีดี ช้อปปิ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจทีวีโฮมชอปปิ้ง ได้วางนโยบายการดำเนินงานในปี 2563 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถการทำกำไรให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเพื่อลดต้นทุน ตลอดจนผลักดันยอดขายให้เติบโตในอัตราใกล้เคียงกับภาพรวมธุรกิจทีวีโฮมชอปปิ้ง ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในปีนี้ที่มีแนวโน้มชะลอตัว

ทั้งนี้ การดำเนินธุรกิจของทีวี ไดเร็ค และทีวีดี ช้อปปิ้ง ในปีนี้ได้วางกลยุทธ์หลักภายใต้โมเดล Omni Channel ที่เชื่อมโยงการขายสินค้าทางออฟไลน์และออนไลน์ในหลากหลายช่องทางให้เกิดประสิทธิภาพอย่างสูงสุด โดยเฉพาะการเพิ่มยอดขายสินค้าผ่านช่องทางทีวีดิจิทัล ทีวีดาวเทียม และช่องทางคอลเซ็นเตอร์ Outbound (โทร.หาลูกค้า) ซึ่งเป็นช่องทางที่สร้างรายได้หลักและผลกำไร รวมถึงสร้างกระแสเงินสดแก่บริษัทฯ ตลอดจนรักษายอดขายผ่านช่องทางร้านค้าปลีก (TVD Shop) และผ่านสื่อแค็ตตาล็อก เพื่อปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค



ขณะเดียวกัน จะมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่มีอัตราเติบโตสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยในปีที่ผ่านมายอดขายทางออนไลน์ของทีวี ไดเร็ค มีอัตราการเติบโตประมาณ 32% สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ปรับเปลี่ยนมาเลือกซื้อสินค้าทางออนไลน์เพิ่มขึ้น โดยในปี 2563 ตั้งเป้ายอดขายผ่านช่องทางออนไลน์คิดเป็นสัดส่วน 10-15% ของรายได้รวม

“ในปี 2563 เรามุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรของบริษัทฯ ด้วยการปรับสัดส่วนรายได้ในแต่ละช่องทางการขายให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภค ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในองค์กรภายใต้โมเดล Lean Strategy เพื่อลดกระบวนการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันและเพิ่มศักยภาพการบริหารต้นทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราดำเนินการมาระยะหนึ่งและจะเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในปีนี้ โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ทีวี ไดเร็ค มีกำไรสูงกว่าปีที่ผ่านมา” นายธนะบุลกล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TVD กล่าวว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจทีวีโฮมชอปปิ้งในปีที่ผ่านมาประเมินว่ามีอัตราการเติบโตประมาณ 7% หรือมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 14,000 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยเลือกซื้อสินค้ามากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลพยายามออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ยังไม่ส่งผลให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างชัดเจน

ขณะที่แนวโน้มธุรกิจทีวีโฮมชอปปิ้งในปี 2563 คาดว่าภาพรวมตลาดจะเติบโตจากปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากยังคงได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินว่าภาพรวมธุรกิจทีวีโฮมชอปปิ้งจะมีอัตราการเติบโต 2-3% จากปีที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทฯ จึงหันมามุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรให้ดียิ่งขึ้น

“เรามองว่าภาพรวมธุรกิจทีวีโฮมชอปปิ้งในปีนี้จะไม่ได้เติบโตมากนัก ขณะที่การแข่งขันจะยังคงรุนแรงต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาจากผู้เล่นในธุรกิจที่มีหลายราย อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะพัฒนาตัวเองเพื่อทิ้งห่างคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันให้มากยิ่งขึ้น โดยเรามีการปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานภายใน นำข้อมูล (Data) ต่างๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งพัฒนาคอนเทนต์ในช่องทางออนไลน์เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้น” นายธนะบุลกล่าว

เซ็นทรัล รีเทล เปิดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “Happy Chinese New Year 2020

posted Jan 8, 2020, 12:49 AM by Maturos Lophong


เซ็นทรัล รีเทลนำร่องเทศกาลตรุษจีน เปิดแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” เดินหน้ากระตุ้นกำลังซื้อรับปีหนูทองชวนช็อปหลากหลายสินค้าเสริมเฮง

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล ผนึกทัพ 9 ธุรกิจในเครือประเดิมปีหนูทองด้วยการเป็นรีเทลรายแรกที่นำเสนอแคมเปญสุดยิ่งใหญ่รับตรุษจีนในชื่อ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 มอบประสบการณ์การจับจ่ายสินค้าที่เหนือกว่าเดิมในรูปแบบ Omnichannel เชื่อมโยงทั้งออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ให้ลูกค้าสามารถช็อปสินค้าอันหลากหลายเสริมความเฮงได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งหน้าร้านและผ่านช่องทางออนไลน์ เดินหน้ากระตุ้นการจับจ่ายรับปีหนูทอง ส่งสัญญาณถึงเศรษฐกิจไทยคึกคัก เล็งเห็นปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายของภาครัฐ และการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว


นางณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด บริษัทย่อยของเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เซ็นทรัล รีเทล พร้อมที่จะมอบประสบการณ์การจับจ่ายสินค้าที่เหนือกว่าเดิม โดยเป็นรายแรกในประเทศไทยที่เปิดตัวกิจกรรมส่งเสริมการขายกระตุ้นการจับจ่ายรับปีหนูทองในเทศกาลตรุษจีน ภายใต้แคมเปญ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” ผนึกกำลัง 9 ธุรกิจในอาณาจักรค้าปลีกเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อมอบสิทธิพิเศษและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เหนือกว่าให้แก่นักช็อป ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่เซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล จะนำมาใช้รุกตลาดค้าปลีกตลอดปี 2563 ตอกย้ำดีเอ็นเอของเซ็นทรัล รีเทลที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา พร้อมเดินหน้าเป็นศูนย์กลางสำหรับการใช้ชีวิตที่ดีที่สุดให้กับทุกคนภายใต้แนวคิด Central of Life 

ทั้งนี้ เราเชื่อว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคยังเติบโตไปในทิศทางบวกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายของภาครัฐ การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผนวกกับการขานรับของภาคเอกชน ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างสม่ำเสมอโดยคาดว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 กำลังซื้อยังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเทศกาลตรุษจีนจะเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อน ซึ่งจากข้อมูลของปีที่ผ่านมา พบว่ามีเงินสะพัดในเทศกาลตรุษจีนสูงถึง 13,000 ล้านบาท เซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล จึงได้ทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท ประเดิมแคมเปญใหญ่กระตุ้นกำลังซื้อในช่วงต้นปีให้คึกคักอย่างต่อเนื่อง”



ภายใต้แคมเปญ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” เซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล ได้ผนึกกำลัง 9 ธุรกิจในอาณาจักรค้าปลีกเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัลประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ท็อปส์, แฟมิลี่มาร์ท, มัทสึโมโตะ คิโยชิ, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, เพาเวอร์บาย, ซูเปอร์สปอร์ต, ซีเอ็มจี และบีทูเอส ร่วมกันมอบประสบการณ์การจับจ่ายสินค้าที่เหนือกว่าเดิม โดยมีแพลตฟอร์ม Omnichannel ผสมผสานจุดเด่นที่ดีที่สุดของออนไลน์และออฟไลน์ไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ เชื่อมโยงหน้าร้านกับออนไลน์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าใน 3 ด้าน ได้แก่ 1. Convenience ความสะดวกสบายที่สามารถซื้อสินค้าได้ทุกที่ทุกเวลาทั่วโลก 2. Quality of Choice การเข้าถึงตัวเลือกสินค้าที่มากกว่าและมั่นใจในคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสินค้าและ 3. Superior Omnichannel Service ด้วยบริการหลากหลายเชื่อมโยงทั้งหน้าร้านและออนไลน์ อาทิ Click & Collect, Click & Delivery, Reserve & Collect บริการรับจองสินค้าทางออนไลน์และสามารถมาดูสินค้าที่หน้าร้านได้ภายในเวลาอันสั้น สามารถรับสินค้าหรือสั่งให้ส่งสินค้าไปยังที่ที่ต้องการ, Chat & Shop, e-Ordering และ Express Delivery บริการส่งของด่วนภายใน 1-2 ชั่วโมง พร้อมด้วยบริการหลังการขายแบบไร้กังวล

“สำหรับแคมเปญ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” เซ็นทรัล รีเทล มั่นใจว่า การผนึกกำลังของทุกกลุ่มธุรกิจในการจัดแคมเปญ พร้อมด้วยโซลูชั่นที่ตอบโจทย์การจับจ่ายของทุกกลุ่มลูกค้าผ่านแพลตฟอร์ม Omnichannel จะช่วยส่งผลให้ยอดขายในเทศกาลตรุษจีนของเซ็นทรัล รีเทล เติบโตสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์อย่างแน่นอน” นางณัฐธีรา กล่าวเสริม

นางสาวภัทรพร เพ็ญประพัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายการตลาด – ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บริษัทย่อยของเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่คนไทยเชื้อสายจีนให้ความสำคัญเป็นลำดับหนึ่ง โดยเซ็นทรัล รีเทล ได้เตรียมมอบโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าทุกคนก่อนใครตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 ทั้งการมอบส่วนลดและประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าที่หลากหลายเพื่อเสริมความเฮง ฉลองเทศกาลตรุษจีน ครอบคลุมทั้งการเลือกซื้อที่หน้าร้านและออนไลน์ ผ่าน Omnichannel ให้ลูกค้าจับจ่ายซื้อของเซ่นไหว้ และสินค้าต่าง ๆ เสริมสิริมงคลและความเฮง พร้อมรับโปรโมชั่นจุใจจากทุกกลุ่มธุรกิจในอาณาจักรเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล”


สำหรับไฮไลท์โปรโมชั่นของแคมเปญ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” จากเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล ที่ทุกคนห้ามพลาด ได้แก่ 

ลุ้นเฮง รับ iPhone 11 Pro สีทอง ความจุ 64GB สีทอง จำนวน 80 เครื่อง รวมมูลค่ากว่า 2.87 ล้านบาท พิเศษ! ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ รับสิทธิลุ้นรางวัล คูณสอง

ระยะเวลาโปรโมชั่น: 15 ม.ค. – 2 ก.พ. 2563

ซื้อสินค้าครบทุก 500 บาท/ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ

สาขาที่ร่วมรายการ: เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ท็อปส์ ออนไลน์, มัทสึโมโตะ คิโยชิ, ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, เพาเวอร์บาย, ซูเปอร์สปอร์ต, บีทูเอส และร้านค้าในเครือซีเอ็มจีที่ร่วมรายการ

ซื้อสินค้าครบทุก 150 บาท/ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ

สาขาที่ร่วมรายการ: ท็อปส์ เดลี่ ทุกสาขา

ซื้อสินค้าครบทุก 80 บาท/ใบเสร็จ รับ 1 สิทธิ

สาขาที่ร่วมรายการ: แฟมิลี่มาร์ท ทุกสาขา

ช็อปสะสมผ่านบัตรเครดิต เซ็นทรัลเดอะวัน รับคะแนนเดอะวัน สูงสุด 20 เท่า

ระยะเวลาโปรโมชั่น: 22 - 28 ม.ค. 2563

*จำนวนจำกัด 8,000 สิทธิตลอดรายการ สำหรับทุกร้านในเครือเซ็นทรัลที่ร่วมรายการโปรโมชั่นนี้

*เมื่อลงทะเบียนก่อนทำรายการผ่านแอปพลิเคชัน UCHOOSE หรือ SMS

*จำกัดคะแนน The1 สูงสุด: 4,000 คะแนน สำหรับผู้ถือบัตร Luxe, Black และ The Black และ 3,800 คะแนนสำหรับผู้ถือบัตร Redz

ลูกค้าที่สนใจ สามารถช็อปและติดตามข้อมูลเกี่ยวกับแคมเปญ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” ของเซ็นทรัล รีเทล ได้ที่ร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ภายในกลุ่มเซ็นทรัล ที่ร่วมรายการ หรือที่เว็บไซต์ www.centralretail.com

TVD ปรับองค์กรครั้งใหญ่ รับกระแส Disruption

posted Jan 3, 2020, 1:13 AM by Maturos Lophong



TVD ปรับองค์กรครั้งใหญ่ รับกระแส Disruption

หลังการรีแบรนดิ้งประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ


‘บมจ.ทีวี ไดเร็ค’ หรือ TVD เผยภาพลักษณ์องค์กรหลังรีแบรนด์ ได้ยกระดับภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและพนักงานในองค์กรมีความตื่นตัวอย่างเต็มที่ ตลอดจนสามารถสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าด้วยโมเดล Omni Channel ทุกช่องทางขาย มั่นใจจะทำให้บริษัทฯ ก้าวข้ามปี 2562 ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่างๆ ทั้งการยุติการร่วมผลิตรายการกับช่อง 19 การคืน 7 ช่องสถานีโทรทัศน์ดิจิทัล และภาพรวมเศรษฐกิจชะลอตัวที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง พร้อมปั้นยอดขายตามที่ตั้งเป้าหมาย 4,450 ล้านบาท

นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้นำธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่าน Omni Channel เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ดำเนินธุรกิจด้วยโมเดลและภาพลักษณ์ใหม่จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แม้ต้องประสบปัญหาภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างดี และคาดว่าจะสามารถทำยอดขายปี 2562 ได้ตามเป้าหมาย 4,450 ล้านบาท ขณะเดียวกันได้ใช้เวลาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจในปี 2563 ภายใต้กลยุทธ์ ‘Lean Strategy’ ที่จะสร้างเสริมธุรกิจ ลดความซ้ำซ้อนของกระบวนการทำงาน บริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนควบรวมกิจการในเครือที่มีลักษณะคล้ายกัน โดยในการประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ วันที่ 23 ธันวาคม 2562 มีมติอนุมัติการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตที่ดีในอนาคต และรองรับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในยุคดิสรัปชั่น

สำหรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ของ TVD แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักคือ 1.ธุรกิจแบบ B2C (Business to Consumer) จะเน้นธุรกิจที่เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง เพื่อพัฒนาสินค้าในกลุ่ม Bedding Fitness และ Small Appliance ที่ตรงใจผู้บริโภค และได้เสริมความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ โดยเพิ่มเติมสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จะช่วยเพิ่มกำไรได้ตามเป้าหมาย นอกจากนี้การใช้โมเดลการขายสินค้าแบบ Omni Channel ได้เริ่มส่งผลบวกต่อทุกช่องทาง ขณะที่ลูกค้าก็ให้การตอบรับที่ดีและชื่นชอบในสิ่งที่บริษัทฯ นำเสนอ สะท้อนจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาสัมผัสสินค้าที่ร้านและสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ ส่วนลูกค้าจากช่องทางออนไลน์ก็เข้ามาที่หน้าร้านเพื่อขอทดลองใช้สินค้า

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจแบบ B2C ประกอบด้วย 4 บริษัทในกลุ่มดังนี้ 1.บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ

TV Direct Public Company Limited (TV Shopping Business) 2.บริษัท ทีวีดี ช้อปปิ้ง จำกัด หรือ TVD Shopping Co., Ltd. (Home Shopping Business) 3.บริษัท เมิกซ์ 915 จำกัด หรือ Merx 915 Co., Ltd. (Online Business) 4. บริษัท ทีวีดี เอ็ม จำกัด หรือ TVD M Co., Ltd. (Satellite Channel & Platform)

2.ธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) ซึ่งจะเป็นธุรกิจแนวใหม่ของบริษัทฯ เพื่อรองรับเทรนด์ Direct to Consumer ที่กำลังมาแรง เนื่องจากเจ้าของแบรนด์สินค้าเริ่มเข้าใจว่าลูกค้าที่เป็น End User มีความสำคัญมาก และการใช้เทคโนโลยีรวมถึงเครื่องมือการตลาดจะช่วยตัดตัวกลางเพื่อเริ่มสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง ดังนั้นในการนำเสนอบริการของ TVD จะมีเมนูให้แบรนด์สินค้าเลือก ทั้งแบบ Full Course ที่ตอบสนองทุกความต้องการได้ในจุดเดียว หรือเลือกใช้บริการเฉพาะอย่าง โดยบริษัทฯ มีประสบการณ์ในธุรกิจมากว่า 20 ปี เช่น บริการ Call Center ทั้ง 5 ประเภท โดยเฉพาะระบบ Telesales ที่ออกแบบและพัฒนาเพื่อการขายสินค้าทางโทรศัพท์แบบครบวงจร หรือการบริหารจัดการ Individual Order จาก Call Center ถึงมือลูกค้า พร้อมจัดเก็บข้อมูลได้แบบเฉพาะเจาะจงอีกด้วย จึงมั่นใจในการนำเสนอบริการดังกล่าวแก่ลูกค้า โดยใช้องค์ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนประสบการณ์ที่หลากหลายพร้อมแนวทางการแก้ไขที่มากกว่าความคาดหวังของลูกค้า

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจแบบ B2B ประกอบด้วย 6 บริษัทในกลุ่ม ได้แก่ 1.บริษัท ทีวีดี เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ TVD Services Co., Ltd. (ให้บริการ Call Center และ Back End System) 2.บริษัท ทีวีดี โบรกเกอร์ จำกัด หรือ TVD Broker

Co., Ltd. (Insurance Broker Business) 3.บริษัท ลาสไมล์ ไดเร็ค จำกัด หรือ Last Mile Direct Co., Ltd. (ให้บริการ DC, บริหารคลังสินค้า, ส่งของเงินสด, การบริหารสินค้าคืน) 4.บริษัท เมจิก พีวอท จำกัด หรือ Magik Pivot Co., Ltd. (ให้บริการด้านการใช้ข้อมูล MIS, การวิเคราะห์ข้อมูล Data Mining การทำ Marketing Automation, Data Center และ Cloud Services) 5. บริษัท โกลบอลวัน คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ Global One Corporation Co., Ltd. (Multi-level Marketing) และ 6. บริษัท ทรี-อาร์ดี จำกัด หรือ 3-RD Co., Ltd. (ให้บริการ BPO รวมไปถึงการสร้าง Mobile Application) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับกลุ่ม CNT-TECH จากประเทศเกาหลีใต้

นายทรงพล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการปรับโครงสร้างกลุ่มธุรกิจใหม่ ยังมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งผู้บริหารที่สำคัญในองค์กร โดยเฉพาะ บมจ.ทีวี ไดเร็ค ซึ่งคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเลื่อนตำแหน่ง นายทรงพล ชัญมาตรกิจ เป็น Group CEO เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจ B2B โดยใช้ความรู้ความสามารถในการสร้างธุรกิจใหม่ๆ รวมถึงขยายการลงทุนธุรกิจที่มีศักยภาพในยุค Disruption อีกด้วย พร้อมกันนี้ได้เลื่อนตำแหน่ง นายธนะบุล มัทธุรนนท์ จากกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีวีดีช้อปปิ้ง จำกัด เป็นตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่ของ บมจ.ทีวี ไดเร็ค เพื่อบรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป 






สำหรับ นายธนะบุล จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จาก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ และระดับปริญญาโท จาก มหาวิทยาลัย Dominican University of San Francisco มีประสบการณ์ทำงานกับธนาคาร ซิตี้แบงค์ และ บจก. ทีบีเอ็ม โซลูชั่น ก่อนจะเข้ามาร่วมงานกับกลุ่ม TVD ในตำแหน่ง กรรมการ บริษัท ทีวีดี เซอร์วิสเซส กรรมการ บริษัท ทีวีดี ช้อปปิ้ง และ กรรมการ บมจ. ทีวีไดเร็ค 


นายธนะบุล มัทธุรนนท์


ประวัติการศึกษา

· ปริญญาโท MBA major in Pacific Rim Basin, Dominican university of San Francisco

· ปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาการปกครอง, จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย


ประวัติการทำงาน

· กรรมการ บมจ. ทีวี ไดเร็ค

· กรรมการ บจ. ทีวีดี ช้อปปิ้ง

· กรรมการ บจ. ทีวีดี เซอร์วิสเซส

· กรรมการ บจ. ทีบีเอ็ม โซลูชั่น


นายวิเชียร มานะพงศ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บมจ.ทีวี ไดเร็ค กล่าวว่า มีความมั่นใจว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำความสำเร็จมาสู่บริษัทฯ โดยพัฒนาระบบงานของ TVD ให้มีความเรียบร้อยและเสถียรมากขึ้น ทั้งระบบบัญชีการเงิน ระบบการบริการลูกค้า ระบบบริหารคำสั่งซื้อ อย่างไรก็ตาม ทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในอนาคตจะแตกต่างไปจากเดิม จึงต้องเตรียมทางเลือกไว้ให้เพียงพอ 

“อนาคตที่บริษัทฯ จะไปนั้นจะไม่เหมือนเดิม เราต้องเตรียมทางเลือกไว้ให้มากพอ และผู้ที่จะบุกเบิกเส้นทางเหล่านั้นเพื่อขยายธุรกิจใหม่ๆ จำเป็นต้องมีความรู้ความสามารถแบบหนึ่ง ส่วนผู้บริหารที่ดูแลธุรกิจในปัจจุบันก็ต้องมีความรู้ความสามารถอีกรูปแบบหนึ่ง ต้องเน้นต้นทุนและประสิทธิภาพ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีเพราะบริษัทฯ มีผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญทั้ง 2 ส่วนดังกล่าว คือคุณทรงพลและคุณธนะบุล” นายวิเชียร กล่าว

อนึ่ง บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยปี 2555 ปัจจุบันบริษัทฯ ได้รับคะแนนธรรมภิบาล (CG) จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ในระดับ 5 ดาว และได้รับรางวัล

จรรณยาบรรณดีเด่นปี 2562 จากสมาคมหอการค้าไทย

แมคโดนัลด์ ส่งพรีเมียมเบอร์เกอร์ 2 เมนู ลงตลาด

posted Dec 26, 2019, 8:05 PM by Maturos Lophong



แมคโดนัลด์ ส่งพรีเมียมเบอร์เกอร์ 2 เมนู ลงตลาด

เสิร์ฟเนื้อแองกัสชิ้นยักษ์แบบไม่เคยมาก่อน เจาะกลุ่มคนรักเนื้อ


บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้นำธุรกิจอาหารบริการด่วนภายใต้แบรนด์ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดเบอร์เกอร์ ล่าสุดเปิดตัว 2 เมนูใหม่ระดับไฮเอนด์ในตระกูล The Signature Collection by McDonald’s ส่ง ‘พรีเมียมเบอร์เกอร์’ เสิร์ฟเนื้อแองกัสชิ้นหนาขนาดใหญ่แบบที่ไม่เคยมาก่อนลงลุยตลาดภายใต้แนวคิด NEVER FELT BEFORE ตอบโจทย์ผู้บริโภคแฟนพันธุ์แท้เนื้อวัวเกรดพรีเมียมที่ชื่นชอบเบอร์เกอร์เนื้อแสนอร่อยแบบเต็มปากเต็มคำในราคาที่จับต้องได้ คาดหวังยอดขายเบอร์เกอร์เนื้อเติบโต 30% พร้อมรักษาตำแหน่งเจ้าตลาดเบอร์เกอร์ยืนหนึ่งในประเทศไทย

นายธันยเชษฐ์ เอกเวชวิท กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคไทย จำกัด เปิดเผยว่า “ในฐานะผู้นำตลาดเบอร์เกอร์ในประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะส่งมอบอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบชั้นดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะเบอร์เกอร์ซึ่งเป็นเมนูหลักของแมคโดนัลด์ เราจึงพัฒนาเมนูเบอร์เกอร์อย่างต่อเนื่องโดยได้รับฟังเสียงตอบรับจากผู้บริโภคที่ชื่นชอบเบอร์เกอร์เนื้อและมีความต้องการบริโภคเนื้อเกรดพรีเมียมที่มีชิ้นเนื้อขนาดใหญ่เต็มๆ คำ เราใช้เวลาคิดค้น และพัฒนาเมนูใหม่ภายใต้ตระกูล The Signature Collection by McDonald’s เสิร์ฟเนื้อแองกัสชิ้นหนา คุณภาพเกรดพรีเมียมที่นำเข้าจากออสเตรเลีย พร้อมวัตถุดิบต่างๆ ที่มีคุณภาพรังสรรค์เป็นเบอร์เกอร์เมนูใหม่สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับแฟนพันธุ์แท้เบอร์เกอร์เนื้อได้ลิ้มลองแล้วจะต้องติดใจ”

แมคโดนัลด์คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสรสชาติกลมกล่อมของ ‘พรีเมียม เบอร์เกอร์’ แบบเต็มๆ คำ เบอร์เกอร์เนื้อแองกัสชิ้นหนาขนาดใหญ่พิเศษแบบไม่เคยมีมาก่อน นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย มีน้ำหนักก่อนปรุงมากถึง 145-155 กรัม เมื่อนำมาย่างบนเตาจะมีกลิ่นหอม ชุ่มฉ่ำ นุ่มกำลังดี ประกบด้วยขนมปังแบบใหม่ที่ให้สัมผัสนุ่ม หอมกรุ่นกลิ่นนมเนย รูปลักษณ์ใหม่โดยใช้เทคนิคการตัดกลางขนมปังด้วยน้ำก่อนนำเข้าอบ (Water Split Bun) ดับเบิ้ลความอร่อยด้วยชีสเต็มแผ่น 2 ชั้นนำเข้าจากประเทศนิวซีแลนด์ เพิ่มความฟินด้วยเบคอน หอม กรอบ ลงตัว เลือกอร่อยกับเมนูเบอร์เกอร์ใหม่ แกรนด์บาร์บีคิวแองกัส (Grand BBQ Angus) ที่เสิร์ฟพร้อมซอสบาร์บีคิวและผักกาดแก้วสดใหม่จากโครงการหลวง หรือ คลาสสิค เบคอน แองกัส (Classic Bacon Angus) เสิร์ฟพร้อมซอสสไตล์คลาสสิก แตงกวาดองและหัวหอมสไลซ์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 179 บาท* หรือ เลือกอร่อยเป็นชุดแบบเต็มอิ่มพร้อมเฟรนช์ฟรายส์และ เครื่องดื่มโค้ก ขนาด 16 ออนซ์ เริ่มต้นเพียง 239 บาท* คนรักเนื้อสามารถสัมผัสความพรีเมียมแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนได้ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ที่ร้านแมคโดนัลด์สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ รวมทั้งบริการจัดส่งอาหารถึงบ้านแมคดิลิเวอรีผ่านทางเว็บไซต์ และ แอปพลิเคชั่นของแมคโดนัลด์





แคมเปญ NEVER FELT BEFORE ได้นำกลยุทธ์ใช้ Key Opinion Leader (KOL) โดยเลือกผู้เข้าแข่งขันจากรายการมาสเตอร์เชฟ ไทยแลนด์ อาทิ ‘หมอตั้ม’ นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์เรืองสุข แพทย์หนุ่มผู้มีใจรักทำอาหาร, ‘เป๋าเป้’ เจสสิก้า หวัง ยูทูปเบอร์ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนที่หลงรักการทำอาหาร และ ‘วิน’ มาวิน ทวีผล เซเลบริตี้แห่งวงการอาหาร มาช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ที่แตกต่างเมื่อได้ลิ้มลองความอร่อยของพรีเมียมเบอร์เกอร์ และช่วยสร้างการรับรู้ให้กับเหล่าคนรักเบอร์เกอร์เนื้อ

ไวไว” ฉลองความสำเร็จ “แบบชาม” ยอดพุ่ง

posted Dec 18, 2019, 6:42 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 18, 2019, 6:46 PM ]



 ไวไว” ฉลองความสำเร็จ “แบบชาม” ยอดพุ่ง 

ปรับทิศทางรุกตลาดครั้งใหญ่ ส่ง 2 รสชาติยอดนิยมลงชาม สู้ศึกชิงแชร์ปี 63

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว ฉลองความสำเร็จ “ไวไว (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม” หลังเปิดตัวได้รับการตอบรับถล่มทลาย จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เร่งรีบ ประกอบกับเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับทุกช่วงเวลาหิว ทำให้ตอบโจทย์สินค้ากลุ่มอาหาร Ready To Eat เปิดกลุ่มใหม่ให้กับตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบชาม ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีมาก พร้อมปรับทิศทางรุกตลาดครั้งใหญ่ ส่งอีก 2 รสชาติขายดีในรูปแบบชาม ได้แก่ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว รสต้มยำ (สูตรดั้งเดิม)” ที่ได้รับคำกล่าวขานว่าเป็น ที่สุดของ “ไวไวในตำนาน” และ “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว รสหอยลายผัดฉ่า” แปลงโฉมลงสนาม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

นายยศสรัล แต้มคงคา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว กล่าวว่า “ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ สินค้ากลุ่ม Ready To Eat กำลังเป็นที่นิยมมากสำหรับผู้บริโภค บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวเองก็เป็นทางเลือกใหม่ให้กับกลุ่มอาหารประเภทนี้ที่ตอบโจทย์เวลาในชีวิตประจำวันที่มีอย่างจำกัด และสืบเนื่องจากผลตอบรับที่ดีของสินค้า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไวไวปรุงสำเร็จ ชนิดชาม ขนาด 70 กรัม ที่ผ่านมา จึงเป็นโอกาสอันดีสำหรับการออกรสชาติใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าว ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวรสต้มยำ (สูตรดั้งเดิม) (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม และบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวรสหอยลายผัดฉ่า (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้บริโภคมากขึ้น 

โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวรสต้มยำ (สูตรดั้งเดิม) (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม ถือเป็นตำรับความอร่อยของรสชาติต้มยำ ที่ได้รับคำกล่าวขานว่าเป็น ที่สุดของ “ไวไวในตำนาน” ในครั้งนี้ นอกจากเราจะเพิ่มทางเลือกใหม่ในรูปแบบชามขนาดใหญ่ ที่รับประทานง่าย สะดวก และจุใจกว่าแล้ว เรายังคงเอกลักษณ์ในเรื่องรสชาติเข้มข้นของน้ำซุป มีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครด้วยเครื่องปรุงที่มาจากสมุนไพรและพริกเผาเข้มข้น (ไม่ใช่ผงปรุงรส) ทำให้น้ำซุปหอมพริกเผา เปรี้ยว แซ่บ ถึงเครื่องรสต้มยำแบบไทยแท้ มาพร้อมกับเนื้อกุ้งอบแห้ง เส้นเหนียวนุ่ม...ไม่อืด ตามแบบฉบับของไวไว ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมาย “ ทางเลือกสุขภาพ* ” ทั้งยังตอบโจทย์กลุ่มคนที่เคยกินรสชาตินี้มาก่อนแล้ว เมื่อได้กลับมาทานทำให้คิดถึงวันเก่า ๆ 

ส่วนบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว รสหอยลายผัดฉ่า (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม เป็นรสชาติที่ถือว่าเป็นราชาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งเลยทีเดียว และเป็นรสชาติที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง ครองตำแหน่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป รสหอยลายผัดฉ่าที่ใคร ๆ ต้องสยบด้วยรสชาติความร้อนแรงถึงเครื่องผัดฉ่าทำให้ถูกปากคนไทย

สัมผัสได้ถึงความหอมของกลิ่นใบโหระพาและเครื่องผัดฉ่า เมื่อนำมาอยู่ในรูปแบบชามจึงเพิ่มความพิเศษด้วยเนื้อหอยลายอบแห้งมีวิตามินเอ วิตามินบี1 ธาตุเหล็ก และไอโอดีนสูง ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับเครื่องหมาย “ทางเลือกสุขภาพ*” ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่และแฟน ๆ ที่ชื่นชอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบแห้งรสชาติจัดจ้าน และเป็นการรับประทานแบบแห้งที่ไม่ยุ่งยาก สามารถอร่อยด้วย 3 ขั้นตอนง่าย ๆ “เจาะ – เท – คลุก” โดยไม่ต้องใช้ภาชนะเพิ่มเติมเป็นไฮไลท์ที่แฟนผัดฉ่าไม่ควรพลาด”


นายยศสรัล กล่าวอีกว่า “ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในประทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีมูลค่ากว่า 17,000 ล้านบาท โดยเฉพาะตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปชนิดชาม ที่ถือว่าไต่ระดับขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
ด้วยพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นหลัก ซึ่งภาพรวมตลาดนั้น ส่วนแบ่งการตลาดของผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในเครือ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด อยู่ในสัดส่วน 23 – 24 % 

และด้วยรสชาติที่เข้มข้น เส้นที่เหนี่ยวนุ่ม เป็นเอกลักษณ์ของไวไว และการตอบรับของผู้บริโภคที่เหนียวแน่น เราจึงมั่นใจว่าจะส่งให้ตลาดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าชนิดชามคึกคักอย่างแน่นอน 


และสำหรับในปี 2563 เราได้วางกลยุทธ์ทางการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ และใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายแบบ Below the Line เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มสังคม Online มากขึ้นอีกด้วย”


“สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 รสชาตินี้ ที่เราสร้างสรรค์ คิดค้นสูตรให้ถูกปากคนไทย และการพิถีพิถันตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบ ตลอดจนการควบคุมการผลิตให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพส่งถึงมือผู้บริโภคและถูกใจในรสชาติอย่างแท้จริง ซึ่งท่านสามารถพิสูจน์ความอร่อย 2 รสชาติใหม่ของ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไวรสต้มยำ (สูตรดั้งเดิม) (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม และ 
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว รสหอยลายผัดฉ่า (ชนิดชาม) ขนาด 70 กรัม รวมถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว (ชนิดชาม) อีก 2 รสชาติที่วางจำหน่ายและประสบความสำเร็จอย่างมากก่อนหน้านี้อย่าง “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว ปรุงสำเร็จ (ชนิดชาม) และ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไวไว รสต้มยำกุ้งน้ำข้น สูตรพริกเผา” ได้แล้ววันนี้
ในราคาชามละ 25 บาท ที่ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าทั่วไป” นายยศสรัล กล่าวปิดท้าย


*(ผลิตภัณฑ์มีปริมาณโซเดียมที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ดูแลสุขภาพอย่างเคร่งครัดไร้กังวลเรื่องการควบคุมโซเดียม)

พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมดี ๆ จากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป “ไวไว” ได้ทาง Facebook: waiwaiinstantnoodle, Instagram: waiwai_instantnoodle , www.waiwai.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด โทร. 02 - 431 – 1786

แม็คโคร ผนึก กรมการค้าภายใน ชวนกินกุ้งไทย เน้นไซส์ใหญ่ไร้ฟอร์มาลีน

posted Dec 8, 2019, 6:35 PM by Maturos Lophong



แม็คโคร ผนึก กรมการค้าภายใน ชวนกินกุ้งไทย เน้นไซส์ใหญ่ไร้ฟอร์มาลีน 

หนุนเกษตรกรเต็มสูบ ติวเข้มพัฒนาคุณภาพ ซัพพลายเชน เจาะตลาดร้านอาหาร



บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เดินหน้าช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม จุดพลุเปิดเทศกาล “ชวนกินกุ้งไทย ฯ” หลังลงนามรับซื้อภายใต้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน จำนวน 15 ตัน ลงพื้นที่ติวเข้มพัฒนาคุณภาพ แนะจัดระบบซัพพลายเชน เจาะตลาดร้านอาหาร พร้อมโปรแกรมกิจกรรมส่งเสริมการขาย สู่ 100 สาขาทั่วไทย กระตุ้นการบริโภครองรับเทศกาล



นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโคร ให้ความสำคัญกับการคัดสรรอาหารที่มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล เพื่อตอบสนองผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร ลูกค้าสมาชิก และผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพมาตลอด 30 ปี รวมทั้งให้การสนับสนุนผลผลิตของเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับ การลงนามรับซื้อกุ้งก้ามกรามกับผู้แทนสมาชิกของสมาคมผู้เพาะสัตว์น้ำไทยในพื้นที่ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ภายใต้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จำนวน 15 ตัน โดยแม็คโครได้ให้คำแนะนำเกษตรกร ในด้านการตลาด ซัพพลายเชน การเน้นคุณภาพปลอดภัยไร้ฟอร์มาลีน และจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายจนถึงสิ้นปี เพื่อให้คนไทยได้บริโภคกุ้งใหญ่คุณภาพดี ซึ่งจะวางขายใน 100 สาขาทั่วประเทศ




“เทศกาล ชวนกินกุ้งไทย ช่วยเกษตรกรไทยเติบโตอย่างยั่งยืน นอกจากจะช่วยรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามพื้นที่ภาคกลาง ที่กำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาดแล้ว แม็คโคร ยังทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกรเน้นการคัดสรรความสมบูรณ์ของกุ้ง เนื้อแน่น ขนาด 8-10 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นที่ต้องการของกลุ่มร้านอาหาร การพัฒนาระบบซัพพลายเชนหรือการขนส่งสินค้าให้คงความสด สะอาด ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยที่ศูนย์กระจายสินค้า และทำโปรโมชั่นในราคา 399 บาท เพื่อให้คนไทยได้รับประทานกุ้งคุณภาพดี คุ้มราคาและปลอดภัย”





ทั้งนี้ กุ้งก้ามกราม เป็นหนึ่งในสินค้าเกษตร 10 ชนิด ที่คณะกรรมการและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) มุ่งให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากมีปัญหาด้านราคา มีผลผลิตมาก แต่ความต้องการบริโภคลดลง โดยแม็คโคร เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่าย ที่กรมการค้าภายในเชื่อมโยงให้เกษตรกรมีช่องทางตลาดในการระบายผลผลิต ซึ่งได้มีการวางแผนพัฒนาต่อยอดเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามในด้านต่างๆ ให้มีความแข็งแกร่ง สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

1-10 of 170