Marketing




ห้างเซ็นทรัล ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ปรับโฉม ใหม่ครั้งใหญ่

posted Dec 1, 2019, 7:39 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 1, 2019, 7:50 PM ]


ห้างเซ็นทรัล ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ปรับโฉมใหม่ครั้งใหญ่

รีแบรนด์ดิ้งห้าง ZEN@centralwOrld เปลี่ยนเป็น “CENTRAL@centralwOrld”

ประเดิมเป็นห้างเซ็นทรัลสาขาต้นแบบในอนาคต ชูกลยุทธ์ที่สุดของห้างสรรพสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย

รวบแบรนด์ชั้นนำจากทั่วมุมโลก และร้านอาหารชื่อดัง

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ ใจกลางราชประสงค์

สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุง ห้างเซ็นทรัล ผู้นำห้างสรรพสินค้าอันดับ 1 ของไทย ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ปรับโฉมใหม่ครั้งสำคัญ พร้อมรีแบรนด์ดิ้งห้างZEN@centralwOrld ให้เป็น “CENTRAL@centralwOrld” เพื่อยกระดับสู่ที่สุดแห่งห้างไลฟ์สไตล์ของไทยสร้างประสบการณ์ใหม่ที่มากกว่าการช้อปปิ้ง บนพื้นที่กว่า50,000 ตรม.ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิน ดื่ม ช้อป และการบริการสุดพิเศษ ถูกรวมไว้ในแต่ละชั้น 1-7 และด้วยแบรนด์เซ็นทรัล เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เป็นห้างสรรพสินค้าอันดับ1 ของไทย ที่ลูกค้าไว้วางใจ และไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา การันตีได้จากรางวัลมากมาย อีกทั้งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพบนทำเลทองย่านราชประสงค์ ซึ่งถือเป็น Strategic Location เป็นย่านเศรษฐกิจของไทยประกอบกับการปรับโฉม (Reinvention)ครั้งนี้ได้มีการนำ Lifestyle Elements ผสมผสานสินค้าต่างๆกว่า 3,000 แบรนด์ดัง และยังตอบโจทย์ลูกค้าผสานช่องทาง Offline และOnlineเป็นหนึ่งเดียวกันผ่านช่องทางออนไลน์กับ 3 บริการ Chat & Shop, E-Ordering และ Click & Collect เพื่อเป็นออมนิแชนแนลอย่างแท้จริงได้อย่างไร้รอยต่อ (Omni-Channel Service) โดยชู “CENTRAL@centralwOrld” เป็นต้นแบบห้างเซ็นทรัลสาขาอื่นในอนาคต นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมและโปรโมชั่นสุดพิเศษตลอด 2 เดือน “CENTRAL@centralwOrld Grand Opening” ตั้งแต่วันที 11-22 ธ.ค 62
พบกับสินค้าคอลเลคชั่นใหม่ลดสูงสุด 30%, แผนกบิวตี้ แกลอรี ลดสูงสุด 15%, ลด/รับเพิ่มสูงสุด 30% จากเดอะวันและบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ พร้อมรับฟรีคูปองแทนเงินสด และ บัตรของขวัญเซ็นทรัล จากบัตรเครดิตซิตี้ รวมสูงสุด 5,000 บาท (เมื่อช้อปตามเงื่อนไข) และสำหรับลูกค้าบัตรมาสเตอร์การ์ด รับบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 1,200บาท พิเศษ! เฉพาะบัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวันรับเพิ่มบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 300 บาท

ณัฐธีรา จิราธิวัฒน์ บุญศรี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด ในเครือกลุ่มเซ็นทรัลรีเทล เปิดเผยว่า “ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เป็นห้างอันดับ 1 ของไทย โดยแบรนด์เซ็นทรัลได้วางรากฐานห้างสรรพสินค้าที่มีมาตรฐานสูง ทำให้เป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งจึงได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลก การันตีด้วยรางวัลต่างๆ อย่างล่าสุดกับรางวัล“INFLUENTIAL BRANDS 2019” จากงาน 2019 ASIA CEO SUMMIT &AWARD CEREMONY และอื่นๆ อีกมากมาย โดยห้างเซ็นทรัลมีการพัฒนาพร้อมทั้งนำความทันสมัย และสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ของโลก มารวมไว้ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล 

เพื่อยกระดับอีกก้าวของการช้อปปิ้ง ด้วยการปรับโฉมใหม่ห้างเซน ชูกลยุทธ์ที่สุดของห้างสรรพสินค้าไลฟ์สไตล์ ที่ให้แต่ละชั้น ตั้งแต่ ชั้น 1-7 เป็นมากว่าการช้อปปิ้งสินค้า โดยวางคอนเซ็ปต์ใหม่ ที่ผสมผสานความลงตัวของสินค้า อาหาร และการบริการรวมไว้ในแต่ละชั้น เพิ่มความสะดวกสบาย ของการใช้ชีวิต ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่ทำเลทองของกรุงเทพ เป็น Strategic location ที่ดีที่สุดใจกลางย่านราชประสงค์ย่านเศรษฐกิจสำคัญของไทย สามารถเดินทางได้สะดวก เป็นเดสทิเนชั่นสำคัญที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ต้องมา จากความสำเร็จของห้างเซนอย่างต่อเนื่อง มียอดขายติด Top 3 ของห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลที่ขายดีที่สุดในไทย ครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญกับการสร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงเรามองว่า เทรนด์และไลฟ์สไตล์ ของนักช้อป ในปัจจุบัน มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตเปลี่ยนไป การปรับโฉมห้างเซนเพื่อรีแบรนด์ดิ้งใหม่ ตั้งแต่ชั้น 1 จนถึง ชั้น 7จึงสามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการได้อย่างลงตัว ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ในวันนี้ จึงเพียบพร้อม ด้วยสินค้าจากแบรนด์ดังทั่วทุกมุมโลก และร้านอาหาร ระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck ยกมาไว้ที่ห้างสรรพสินค้าพร้อมเพิ่มการบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาผสมผสานเข้ากับคอนเซ็ปต์ที่มีความแตกต่างกันตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละชั้นและยังตอบรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนยุคใหม่ที่เป็นออมนิชาแนล (Omni-Channel) อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทั้ง 3 บริการออมนิชาเนล ได้แก่ บริการ Click and Collect บริการสั่งของออนไลน์ สามารถรับได้ที่หน้าร้าน บริการพิเศษ Chat & Shop ที่เพียงแอดไลน์และพูดคุยกับผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยให้บริการในการเลือกซื้อสินค้า พร้อมส่งถึงมือภายในเวลา 99 นาที สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ หรือจะมารับเองที่สาขาที่สะดวกก็ได้ รวมถึงบริการ E-Ordering บริการสำหรับลูกค้าที่มาเดินห้าง เช่น ลูกค้าเข้าไปที่ห้างเซ็นทรัล ต้องการซื้อสินค้าชิ้นหนึ่ง แต่พบว่าสาขานี้ ไม่มีสินค้า ระบบ E-Ordering จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าสินค้าชิ้นนั้นมีที่สาขาไหนบ้าง พร้อมสั่งซื้อ-จัดส่งได้ตามความต้องการของลูกค้าทันที นับเป็นต้นแบบห้างออมนิแชนแนล อย่างแท้จริง (Omni-Channel Service) รวมถึงทุกช่องทางโซเชียลมีเดียของ ZEN จะผสานสู่โซเชียลมีเดียของ CENTRAL รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้ารับข่าวสารต่างๆ ของเซ็นทรัลได้อย่างครบถ้วน ทำให้โซเชียลมีเดียของ CENTRAL เป็นฐานข้อมูล Database ที่แข็งแกร่งขึ้นอีกขั้น คอนเซ็ปต์ในการปรับโฉมและรีแบรนด์ดิ้งCENTRAL@centralwOrld ครั้งนี้ จะเป็นห้างเซ็นทรัลสาขาต้นแบบในอนาคต และขึ้นแท่นที่สุดของห้างสรรพสินค้าไลฟ์สไตล์ของไทย

ซึ่งงบประมาณในการปรับโฉมและรีแบรนด์ดิ้งครั้งนี้ บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าหลังปรับโฉมครั้งนี้ จะสร้างยอดขายโตขึ้นอีก 20%ในอนาคต และตั้งเป้าลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของCENTRAL@centralwOrld เป็นกลุ่มลูกค้าคนไทย 60% กลุ่มลูกค้าต่างชาติ 40% ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาช้อปที่ห้าง CENTRAL@centralwOrld มากที่สุด ประกอบด้วย จีน, กัมพูชา, สิงคโปร์, ตะวันออกกลาง และฮ่องกง (ตามลำดับ) 

สำหรับการตกแต่ง CENTRAL@centralwOrld ครั้งนี้ เสมือนเป็นการรวมผลงานสถาปัตยกรรมของ นักออกแบบชั้นนำระดับโลกมารวมไว้ที่นี้ ทั้งจากประเทศอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส และอิตาลี ผู้ที่เคยออกแบบห้าง Rinascente (รีนาเซนเต) รวมถึงดีไซเนอร์ไทย โดยร่วมมือกัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ Contemporary จึงทำให้ห้างดูทันสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยมีคอนเซ็ปต์ที่ต่างกัน และใช้โทนสีที่แตกต่างกัน ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของแต่ละชั้น มีการนำเข้าหุ่น Mannequins หรือหุ่นโชว์ดิสเพลย์ มูลค่ากว่า 20 ล้านบาท จากประเทศฝรั่งเศส บริษัทผู้ออกแบบฯ/ผลิต และส่งออกหุ่นโชว์ดิสเพลย์อันดับ 1 ของโลก โดยหุ่นโชว์นี้จะสร้างสีสัน ในแต่ละชั้น เพิ่มมุมมองใหม่ของการแต่งตัว มีชิ้นส่วนของปาก ที่สามารถเปลี่ยนสีริมฝีปากได้หลายร้อยเฉดสี และใบหน้าที่สามารถถอดเปลี่ยนไปตามซีซั่นของแฟชั่นได้อย่างอิสระ

พร้อมกันนี้ CENTRAL@centralwOrld มีสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำ ให้เลือกสรรมากกว่า 3,000 แบรนด์ กระจายอยู่ทั้ง 7 ชั้น ดังนี้ 

ชั้น 1 BEAUTY GALERIE & LUXE GALERIE

· BEAUTY GALERIE อาณาจักรความงามที่สร้างประสบการณ์ที่แตกต่างในรูปแบบ Vertical Space ด้วยแนวคิดให้แต่ละแบรนด์ออกแบบดีไซน์เคานเตอร์ได้อย่างเต็มที่อาทิ DIOR Backstage Studio ดีไซน์ทันสมัยและมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ครบครันทั้ง เมคอัพ สกินแคร์ และน้ำหอม, CHANEL พบกับไอเท็มความงามล่าสุดประจำซีซั่นที่สาวๆทั่วโลกตามหาได้ที่นี่ , LA MER ตอกย้ำแบรนด์ระดับตำนาน โดยการดีไซน์เคาน์เตอร์ในคอนเซ็ปต์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องทะเล, GIORGIO ARMANI BEAUTY แบรนด์เครื่องสำอางระดับโลกที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างามแบบอิตาเลียน เปิดตัวที่เเรกในประเทศไทยที่เซ็นทรัล, CLARINS Skin Studio แห่งแรก และแห่งเดียวในประเทศไทย บริการ ปรณนิบัติผิวผ่อนคลายใน 30 นาที

· LUXE GALERIE สินค้าแฟชั่นแบรนด์เนมชั้นนำและสินค้าพิเศษชิ้นเอ็กซ์คลูซีฟที่แตกไลน์มาจากซุปเปอร์แบรนด์ทั่วโลก อาทิ MCQ, KENZO, VIVIENNE WESTWOOD , THEORY, CHIARA FERRAGNI, ALICE AND OLIVIA, DIANE VON FURSTENBERG, LOVE MOSCHINO, BLACKBARRETT

· และมีร้านกาแฟ Host x Amber และเร็วๆนี้เตรียมพบกับร้านอาหารสไตล์อเมริกัน ROAST COFFEE& EATERY ที่จะเปิดให้บริการวันที่ 29 พ.ย.62

ชั้น 2 WOMEN’S ELEGANCE

· เพิ่มช่องทางเชื่อมต่อ Skywalk เข้าห้างได้อย่างสะดวกสบาย พบกับสวรรค์ของคนรักรองเท้ากับหลากหลายแบรนด์ดัง กว่า 60,000 คู่ อาทิ FITFLOP, ALDO, STEVE MADDEN, STACCATO, NINE WEST, DUNE LONDON, VILLAINS SF, KENNETH COLE ฯลฯ

· WOMEN’S WEAR อัพลุคการแต่งตัวด้วยแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ อาทิ NIKE Women เปิดตัวคอนเซ็ปต์สำหรับผู้หญิงเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่เสื้อผ้าจนถึงรองเท้าของไนกี้ที่ถูกคัดเลือกมาอย่างพิเศษ เอาใจสาวๆ ให้ครีเอทลุคสไตล์สปอร์ตซึ่งมีทั้งแอคทีฟแวร์ และสปอร์ตแฟชั่น แนวPerformance และไลฟ์สไตล์ รวมถึงการบริการ Bra Fitting Service และรองเท้ารุ่นไอคอนิคอันโด่งดัง อาทิ NIKE Air Force I, NIKE Air Max, NIKE React

· ACTIVEWEAR แหล่งรวมแอคทีฟแวร์สายแฟชั่น อาทิ LURV, WAKINGBEE, TAACTIVE, GIRLSNATION ฯลฯ

· THAITHAI แฟชั่นแบรนด์จากผลงานดีไซน์เนอร์ไทยระดับแนวหน้าของไทย และคลื่นลูกใหม่ อาทิ VICKTEERUT, ASV, ASAVA, POEM ฯลฯ

· KIS BEAUTY STORE (คิส บิวตี้ สโตร์) มัลติแบรนด์ บิวตี้ สโตร์ แห่งใหม่ของเมืองไทย จุดหมายแห่งความงาม ที่ตอบไลฟ์สไตล์ของสาวยุคใหม่มีแบรนด์ใหม่ กว่า 70 แบรนด์

· พร้อมทั้ง มีร้านกาแฟ Starbucks แบรนด์ชั้นนำระดับโลกที่พร้อมให้บริการแก่ทุกท่านและมีร้าน Mango Tango ร้านน้ำมะม่วงปั่นยอดฮิต คอยให้บริการมีมุม Chill & Charge ที่ให้ทุกท่านได้มานั่งผ่อนคลาย พร้อมชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ที่นี่




ชั้น 3 WOMEN

· แหล่งรวมชุดชั้นในที่ใหญ่ที่สุด และชุดว่ายน้ำ ที่มีให้เลือกหลากหลายแบรนด์ดังมากมาย อาทิ ชุดชั้นใน ยี่ห้อ WACOAL , SABINA , TRIUMPH, BSC, MORGAN และอีกมากมาย

· เสื้อผ้าสำหรับเวิร์คกิ้งวูแมนที่ต้องการชุดลำลอง, ชุดทำงานที่สามารถสะท้อนความมาดมั่น ปราดเปรียวเป็นตัวของตัวเอง ต้องไม่ควรพลาด อาทิ G2000, ESPADA, SFERA, EXPRESSION, GILI, EP, FFASHION

· กระเป๋า อาทิ KARL LAGERFELD, KATE SPADE NEW YORK , BANGKOK BOOTERY, GUESS, COCCINELLE, CATH KIDSTONเครื่องประดับ อาทิ EVITA PERONI , BOBO, STEAFANIE SHAW และยังมี WEST ISLAND แบรนด์ดังจากเกาหลี เปิดตัวที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย (ต้นปี 2020) นอกจากนี้ ยังมีบริการเสริมความงาม อาทิ MOGA SALON , NAIL BAR, LASH BAR


ชั้น 4 UNISEX & DENIM

· เอาใจหนุ่มสาวแฟชั่นเลิฟเวอร์ ที่มีเทสต์และไลฟ์สไตล์เป็นตัวของตัวเองสตรีท แฟชั่น อาทิ ADIDAS, NIKE, PUMA, CONVERSE, ONITSUKA TIGER , UNDER ARMOUR, FILA ฯลฯ

· DENIM อาทิ EVISU, G-STAR RAW, CALVIN KLEIN JEANS, LEVI’S, LEE, WRANGLER ฯลฯ

· YOUNG WATCH อาทิ CASIO, GARMIN

· LUGGAGE ละลานตาด้วยแบรนด์ SAMSONITE, DELSEY, ELEMENTS ฯลฯ

· TREND SHOP นานาสินค้าสุดครีเอทีฟของขวัญสุดเก๋

· MUJI แบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่นสัญชาติญี่ปุ่นเป็นสาขาที่ใหญ่มีไอเท็มสินค้าและบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟอาทิ Found MUJI (ฟาวนด์ มูจิ) ผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณค่า สร้างสรรค์ จากนักออกแบบท้องถิ่น และปรับแต่งให้เป็นสินค้าของ MUJI ที่เหมาะกับวิถีชีวิตสมัยใหม่ ฯลฯ

ชั้น 5 MEN & WATCH

· รวบรวมแฟชั่นชายชั้นนำมากมาย สะท้อนลุคหนุ่มรุ่นใหม่มีสไตล์ รักการแต่งตัวแบบมีกิมมิค ทั้งในวันทำงานและวันหยุดพักผ่อน MEN’S CASUAL AND BUSINESS อาทิ TOPMAN,
THE NORTH FACE, LACOSTE ฯลฯ

· MEN’S UNDERWEAR วาไรตี้ของแบรนด์ชั้นนำที่มารวมตัวกันมากที่สุด อาทิEMPORIO ARMANI, POLO RALPH LAUREN, CALVIN KLEIN ฯลฯ

· MEN’S SHOES แหล่งรวมรองเท้าที่หลากหลายแบรนด์ดัง มีแบรนด์ชั้นนำมากมาย เช่น KENNETH COLE, GEOX, COLE HAAN, ECCO,HUSH PUPPIES, BIRKENSTOCK, TIMBERLAND, CLARKS ฯลฯ

· MEN’S GADGETS เพิ่มไลฟ์สไตล์ด้วยสีสันของสินค้าจากแบรนด์ อาทิ Bran Marshall, Gopro, Zace, Fitbit, After Shokz

· และมีร้านกาแฟ ALTO ร้านจัดแต่งทรงผม BARBERSMITH คอยบริการอีกด้วย

ชั้น 6 KIDS 

· อาณาจักรแห่งจินตนาการ ตอบรับไลฟ์สไตล์ครอบครัวสุดชิคเพื่อพรีเซนท์ความเป็นเด็กรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าแสดงออก ช่างฝัน

· KIDS TOYS อาทิ รถ School Bus ในฝันให้ได้สนุกสนานไปกับเพื่อนใหม่ Tree House บ้านต้นไม้, ตัวต่อ LEGO เช่น ปลาโลมา หรือ Costume Zone อวดโฉมกับชุดแต่งกายในจินตนาการ
เจ้าหญิง Barbie และเหล่าซุปเปอร์ฮีโร่

· LUXE KIDS งานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ชั้นนำของไทยและแบรนด์คุณภาพแถวหน้าของโลก GUCCI KIDS, ARMANI JUNIOR, KENZO KIDS, PAUL SMITH JUNIOR, LACOSTE KIDS ฯลฯ

· SMIGGLE เป็นแบรนด์นำเข้าจากประเทศออสเตรเลียที่มีขายเฉพาะห้างเซ็นทรัล

· นอกจากนี้ยังมีบริการห้องรับรอง Platinum Lounge และจุดบริการพิเศษต่างๆ Tourist Service Center ได้แก่ Vat Refund, Downtown Vat Refund , Western Union, The 1 Credit Card, Twelve Victory

· Click and Collect บริการที่สั่งของออนไลน์แล้วสามารถรับได้ที่หน้าร้าน

· และห้อง Infant ที่อำนวยความสะดวกคุณพ่อ-คุณแม่ ในการเปลี่ยนผ้าอ้อมสำหรับบุตร

ชั้น 7 LIVING HOUSE 

· แผนกโฮมคอนเซ็ปต์ใหม่ใจกลางกรุงฯ ที่แรกที่รวมร้านอาหารระดับ Michelin Guide Thai Street Food Deck มาไว้ที่ห้างสรรพสินค้า Co-Living & Eating Space ความสุขของการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่บนพื้นที่ 5,000 ตรม.ด้วย 2 โซน ได้แก่

· Co-Living (โค-ลีฟวิ่ง) ครบครันสินค้าตกแต่งบ้านคุณภาพเยี่ยม และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากแบรนด์ชั้นนำ Shop Dyson และโซนเครื่องชงการแฟสดหลากหลายเมนู อาทิ NESPRESSO ILLY, NESCAFE DOLCE GUSTO, DELONGNI ในที่เดียวบริการ Pillow Testing Room (พิลโลว์
เทสติ้งรูม) ห้องลองหมอน บริการใหม่สุดพิเศษที่ลูกค้าสามารถลองหนุน ก่อนตัดสินใจซื้อมุม
Gifts of Thailand ที่คัดสรรสินค้าที่ระลึกสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นไทยThai Handicraft ศูนย์รวมสินค้าขึ้นชื่อของไทยที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

· Co-Eating (โค-อีทติ้ง) เติมเต็มประสบการณ์ของแผนกโฮม บริการอาหารรสเลิศจากร้านอาหารชื่อดังมากถึง 22 ร้านด้วย 2 มุมบริการอาหาร คือ Michelin Guide Thai Street Food Deck
“มุมอาหารไทยระดับมิชลินไกด์” ประกอบด้วยร้านดัง อาทิ Ten Suns ไร้เทียมทาน, ข้าวมันไก่ประตูน้ำสูตรโกอ่าง, สว่างบะหมี่ปู, ปาท่องโก๋เสวย, อองตอง ร้านข้าวซอย, ลิ้มเหล่าโหงว, ไก่ทอดเจ๊กี ซอยโปโล, Gastronomic & Café Destination ‘มุมร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังจากทั่วโลก’ บ้านเบญจรงค์ ปาย ร้านอาหารเหนือและภาคกลาง, เลิศทิพย์ร้านเด็ดระดับตำนาน, Peppina (เปปปิน่า) ร้านอาหารอิตาเลียนสไตล์นาโปเลียน, MONO+MONO ไก่ทอดสไตล์อเมริกันเพรา (Prow) ร้านข้าวกะเพราสุดเก๋, Louisa Coffee (หลุยซ่าคอฟฟี่) ร้านกาแฟพรีเมียมสัญชาติไต้หวัน, Cher Cheeva Café (เฌอชีวา คาเฟ่) ร้านคาเฟ่ขนมไทย, Wannjai Café ร้านขนมหวานและเครื่องดื่มสไตล์ไทยฟิวชั่น

วันนี้ CENTRAL@centralwOrld โฉมใหม่ พร้อมแล้วที่จะเป็นแหล่งนัดพบที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของทุกท่านและนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้สามารถมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุข ค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้และเพื่อแทนคำขอบคุณแด่ลูกค้า มอบเป็นของขวัญให้คนกรุงเทพในช่วงเทศกาลแห่งความสุข CENTRAL@centralwOrld ได้จัดงาน Grand Openingพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 11 ธันวาคม เสมือนการเปิดของขวัญกล่องใหม่ของคนกรุงเทพที่ยิ่งใหญ่สมการรอคอย พบกับกิจกรรมทั้ง 7 ชั้นโดยมีไฮไลต์พิเศษจากซูเปอร์สตาร์คู่ขวัญ ณเดชน์ คูกิมิยะ-ญาญ่า อุรัสยา พร้อมโชว์สุดอลังการและโปรโมชั่นสุดพิเศษจัดแคมเปญต่อเนื่อง ตลอด 2 เดือนเต็ม

เริ่มด้วยงาน CENTRAL@centralwOrld Grand Opening วันที่ 11-22 ธันวาคม 2562 พบกับสินค้า
คอลเลคชั่นใหม่ลดสูงสุด 30%, แผนกบิวตี้ แกลอรี ลดสูงสุด 15%, ลด/รับเพิ่มสูงสุด 30% จากเดอะวันและบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ พร้อมรับฟรีคูปองแทนเงินสด และ บัตรของขวัญเซ็นทรัล จากบัตรเคริตซิตี้ รวมสูงสุด 5,000 บาท (เมื่อช้อปตามเงื่อนไข) และสำหรับลูกค้าบัตรมาสเตอร์การ์ด รับบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 1,200 บาท พิเศษ!เฉพาะบัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวันรับเพิ่มบัตรของขวัญเซ็นทรัลมูลค่า 300 บาท และต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นแรงฉลองส่งมอบความสุข ได้แก่ CENTRAL LET’S CELEBRATE 2020 ตั้งแต่วันนี้ ถึง1 มี.ค.63 (ช้อปครบ 1,500 บาท ภายในวันและสาขาเดียวกัน หรือนำคะแนนสะสม The 1 Card 100 คะแนน แลกรับสติกเกอร์ 1 ดวง ใช้เป็นส่วนลดสูงสุดถึง 40%) และต่อด้วย CENTRAL BLACK MIDNIGHT ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย ถึง 1 ธ.ค. นี้ ลดทั้งห้าง 90%ที่สุดของ MIDNIGHT SALE สินค้าใหม่ลดสูงสุด 50% ห้างเซ็นทรัล#ลดหน้ามืด ลดทั้งห้าง ทุกชั้น ทุกแผนก ลด/รับเพิ่มสูงสุด 30% จากเดอะวันและบัตรเครดิตชั้นนำที่ร่วมรายการ หรือรับฟรีคูปองแทนเงินสด และเครดิตเงินคืนจากบัตรเครดิตเซ็นทรัลเดอะวัน รวมสูงสุด 21% แจกทุกวัน ให้ทั้งงานไม่มีลิมิตช้อปมันส์ยันเที่ยงคืน ที่ห้างเซ็นทรัลทุกสาขา (เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) นอกจากนี้ ห้างเซ็นทรัลทุกสาขายังร่วมกันประดับตกแต่งไฟอย่างสวยงามเพื่อสร้างรอยยิ้มและบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองส่งความสุข สำหรับทุกท่านสามารถใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดร่วมกัน
ณ ห้างเซ็นทรัล และCENTRAL@centralwOrldซึ่งการปรับโฉมครั้งนี้ ตอกย้ำตามแนวคิด ห้างเซ็นทรัลเป็นบ้านหลังที่ 2 ของทุกคน ตามที่เคยได้ประกาศไว้

The 1 มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า

posted Nov 26, 2019, 11:05 PM by Maturos Lophong   [ updated Nov 26, 2019, 11:10 PM ]


The 1 มุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้ลูกค้า 

ส่ง ‘The 1 BIZ’ เสริมเครือข่ายพันธมิตร

ให้ทุกธุรกิจแข็งแกร่งและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน



· The 1 ตอกย้ำสถานะผู้นำ Loyalty Platform อันดับ 1 ในไทย เปิดรับทุกพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ตามวิสัยทัศน์ ‘Center of Life’

· ผลักดันธุรกิจพันธมิตรทุกประเภททั้งร้านค้าขนาดเล็ก เอสเอ็มอี ร้านค้าออนไลน์ สตาร์ทอัพ จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ Ecosystem ของ The 1 ด้วยเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท

· ผ่านการเปิดตัว ‘The 1 BIZ’ Business Intelligence Solution ภายใต้แนวคิด “Smart Insight for Smart Business” เพื่อเสริมศักยภาพธุรกิจให้เติบโตไปกับ The 1 และกลุ่มเซ็นทรัลอย่างยั่งยืน

ดร.ธรรม์ จิราธิวัฒน์, President – The 1 พูดถึงที่มาของ The 1 BIZ ว่า “จากวิสัยทัศน์ของกลุ่มเซ็นทรัลในการเป็น ‘Center of Life’ ศูนย์กลางแห่งชีวิตที่มอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกมุมของลูกค้า ซึ่งการบรรลุวิสัยทัศน์นี้ต้องอาศัยพันธมิตรที่แข็งแกร่งจากหลากหลายธุรกิจมาร่วมมือกับ The 1 ผ่านการสร้างเครือข่ายพันธมิตร 
ใน Ecosystem ของเรา”

จุดแข็งของ The 1 BIZ คือ

· No. 1 Loyalty Platform: ระบบสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งมีข้อมูลครอบคลุมและสามารถเข้าถึงทุกไลฟ์สไตล์ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์กว่า 16 ล้านคน โดยมีสมาชิกที่ใช้งานสม่ำเสมอถึง 70% และมีการสะสมคะแนน The 1 กว่า 14,000 ล้านคะแนนต่อปี

· Technology, Tools & Data: มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทั้งระบบจัดเก็บ บริหารจัดการ และวิเคราะห์ข้อมูล แอปพลิเคชั่น รวมถึงเทคโนโลยีการตลาดที่แม่นยำและครบวงจร

· Central Group: การมีกลุ่มเซ็นทรัลเป็นพันธมิตรหลัก ซึ่งมีความแข็งแกร่งในฐานะผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการ ที่มีจำนวนพื้นที่และสาขาครอบคลุมทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

“เราพร้อมเปิดรับทุกพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านค้าออนไลน์ เอสเอ็มอี (SMEs) ธุรกิจสตาร์ทอัพ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ครอบคลุมถึง 8 ประเภท ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
ธุรกิจอุปกรณ์และพื้นที่ทำงาน ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ธุรกิจการท่องเที่ยว การเดินทาง และการขนส่ง ธุรกิจเพื่อ
การอยู่อาศัย ธุรกิจบันเทิง และธุรกิจการเงิน เพื่อให้ลูกค้าทุกคนสามารถสะสม แลกคะแนน และรับสิทธิพิเศษ
ได้มากขึ้น ทุกที่ ทุกเวลา” ดร.ธรรม์ กล่าว


The 1  จึงสร้าง ‘The 1 BIZ’ ภายใต้แนวคิด “Smart Insight for Smart Business” ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพของทุกธุรกิจพันธมิตร ด้วยบิสซิเนสโซลูชั่น ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ



นายระวี พัวพรพงษ์, Head of The 1 Business กล่าวว่า “The 1 BIZ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจสมาร์ทขึ้น เมื่อเข้าร่วม Ecosystem กับเรา จะทำให้ธุรกิจสามารถรักษาและเพิ่มจำนวนลูกค้า ตลอดจนสร้างความผูกพันในระยะยาว เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารการตลาดอย่างตรงจุดทั้งแบบ Personalized และ Mass ผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลที่ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความแม่นยำ ที่นำไปสู่การผลักดันยอดขายและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพร้อมต้อนรับทุกธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งกับเราตั้งแต่วันนี้ ซึ่งเราคาดว่าภายใน 3 ปี The 1 BIZ นอกจากจำนวนและความหลากหลายของพันธมิตรที่มากขึ้น ในมุมของกลุ่มเซ็นทรัล The 1 BIZ จะครอบคลุมร้อยละ 80 ของจำนวนผู้เช่า (Tenant) จากศูนย์การค้าเซ็นทรัล (CPN) และโรบินสันไลฟ์สไตล์ (Robinson Lifestyle)”

“เรามั่นใจว่า The 1 BIZ จะช่วยสร้างความแข็งแกร่ง และการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับทุกพันธมิตรที่เข้าร่วม ไปพร้อมกับ The 1 และกลุ่มเซ็นทรัล” ดร. ธรรม์ กล่าวปิดท้าย

ปัจจุบัน The 1 มีพันธมิตรใน Ecosystem ที่แข็งแกร่ง กว่า 1,000 ราย และจุดใช้บริการกว่า 20,000 จุด ธุรกิจที่สนใจสามารถเข้าร่วม The 1 BIZ ได้ที่ www.the1.co.th


เกี่ยวกับ The 1

The 1 (เดอะวัน) คือลอยัลตี้แพลตฟอร์มสำหรับสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนสมาชิกมากกว่า 16 ล้านราย ครอบคลุมราว 25% ของประชากรไทยทั้งประเทศ ที่กำลังเดินหน้าสู่การเป็นไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์มที่เข้าใจและรู้ใจผู้บริโภคด้วยการเชื่อมโยงทุกไลฟ์สไตล์อย่างสมบูรณ์แบบผ่าน The 1 Application ที่ สามารถสะสมคะแนนผ่านทุกยอดการซื้อสินค้าและบริการจากธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัล (Central Group) ได้แก่ เซ็นทรัล, เซ็นทรัล
เอ็มบาสซี (ร้านที่ร่วมรายการ), เซน, โรบินสัน, ซูเปอร์สปอร์ต, บีทูเอส, เซ็นทรัลออนไลน์, บ้าน แอนด์ บียอนด์, ร้านค้าในเครือซีเอ็มจี, แฟมิลี่มาร์ท, เซ็นทรัล
ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ท็อปส์ ซูเปอร์คุ้ม, ท็อปส์ เดลี่, ท็อปส์ ออนไลน์, เพาเวอร์บาย, ไทวัสดุ และ ออฟฟิศเมท รวมถึงสามารถแลกคะแนนเป็นคูปองแทนเงินสด (cash coupon) หรือส่วนลดในการซื้อสินค้าและบริการ พร้อมสิทธิพิเศษที่มากกว่าจากพันธมิตรทางธุรกิจที่คัดสรรมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น สถานีบริการน้ำมัน การท่องเที่ยว บันเทิง ความงาม การเงิน ร้านอาหาร โรงพยาบาล ฯลฯ

เกี่ยวกับ The 1 BIZ

The 1 BIZ คือ Business Intelligence Solution ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการและสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการทุกรูปแบบที่แตกต่างในแต่ละธุรกิจ ตั้งแต่ร้านค้าขนาดเล็ก ร้านค้าออนไลน์ เอสเอ็มอี (SMEs) ธุรกิจสตาร์ทอัพ ไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ ครอบคลุมถึง 8 ประเภท ทั้งธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอุปกรณ์และพื้นที่ทำงาน ธุรกิจเพื่อสุขภาพ ธุรกิจการท่องเที่ยว การเดินทาง และการขนส่ง ธุรกิจเพื่อการอยู่อาศัย ธุรกิจบันเทิง และธุรกิจการเงิน ทั้งการเพิ่ม Customer Loyalty การสื่อสารกับลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าที่ช่วยให้การตัดสินใจทางธุรกิจมีความแม่นยำ เพื่อสร้างคุณค่าและการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับ The 1 และกลุ่มเซ็นทรัล



“เอสเซ้นซ์” ส่งผลิตภัณฑ์ซักผ้า “สูตรเข้มข้น” บุกตลาด

posted Nov 19, 2019, 11:36 PM by Maturos Lophong


“เอสเซ้นซ์” ส่งผลิตภัณฑ์ซักผ้า “สูตรเข้มข้น” บุกตลาด 

ชูจุดเด่นด้วยพลังขจัดคราบฝังลึก กลิ่นหอมยาวนาน ตั้งเป้ายอดแชร์ 5 %

ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น

“เอสเซ้นซ์” เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรใหม่ “สูตรเข้มข้น” เสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดผ้าให้ครบถ้วนมากขึ้น ชูจุดเด่นด้วยคุณสมบัติที่สามารถขจัดคราบฝังลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ กลิ่นหอมยาวนาน พร้อมดึง “โบว์-เมลดา” นักแสดงสาวเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เสริมลุคผลิตภัณฑ์ให้ดูทันสมัยและสดใสสำหรับคนรุ่นใหม่ พร้อมทุ่มงบ 100 ล้านอัดแคมเปญการตลาดช่วงเปิดตัว หวังชิงส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น 5 %


นางนงลักษณ์ เตชะบุญเอนก ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์เอสเซ้นซ์ และกรรมการบริหาร บริษัท ไอ.ซี.ซี.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เอสเซ้นซ์มีผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดผ้าหลากหลายประเภทและได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค และหลังจากที่ได้ทดลองพัฒนาผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ร่วมกับบริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด มานานถึง 1 ปี ล่าสุด ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น ที่มี Enzyme Active ช่วยขจัดคราบสกปรกโดยเฉพาะคราบ ฝังลึกจากโปรตีนและไขมันให้หลุดออกง่าย โดยใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมยาวนาน


“นับเป็นครั้งแรกที่เอสเซ้นส์วางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้น ทำให้เอสเซ้นซ์มีผลิตภัณฑ์ดูแลและทำความสะอาดผ้าครบมากขึ้น ไม่ว่าจะคราบหนักหรือคราบเบา และผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้นนี้ยังคงเอกลักษณ์ในเรื่องของความหอมที่ติดเนื้อผ้ายาวนาน ดังข้อความที่สื่อสารผ่านภาพยนตร์โฆษณาว่า “หนักก็เอา เบาก็สู้ ต้องเอสเซ้นซ์ที่หอมสุดๆ” ซึ่งจุดเด่นนี้ทำให้เอสเซ้นซ์มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในเวลาอันรวดเร็ว” นางนงลักษณ์กล่าว นอกจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ยังได้ โบว์-เมลดา สุศรี นักแสดงชื่อดัง มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้นนี้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ดูทันสมัย สดใส และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นด้วย 

นางนงลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมของผลิตภัณฑ์ซักผ้าชนิดน้ำในปี 2562 ว่า มีมูลค่าตลาดรวม อยู่ที่ 5,331 ล้านบาท แบ่งเป็นสูตรมาตรฐาน 1,726 ล้านบาท และสูตรเข้มข้นซึ่งมีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 3,605 ล้านบาท ผลิตภัณฑ์ซักผ้าเอสเซ้นซ์สูตรเข้มข้นได้ใช้งบประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับการทำแคมเปญสื่อสารการตลาดที่ครบวงจร ทั้งในส่วนของออฟไลน์และออนไลน์ มีภาพยนตร์โฆษณาที่จะเริ่มออนแอร์ ในวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ มีสื่อ ณ จุดขาย รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขาย ส่วนช่องทางออนไลน์จะใช้ในหลายๆ ช่องทางเพื่อให้สามารถสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ครบทุกมิติ เช่น เฟซบุ๊ค ยูทูป ไลน์ทีวี โดยจะมี influencer ทั้งในส่วนของเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ และในอนาคตอันใกล้จะขยายช่องทางโฆษณาให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ให้เกิดขึ้นในวงกว้างและเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วถึง และยังจะเน้นทำกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องอีกด้วย โดยคาดว่าภายในปี 2563 จะมีส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักผ้าสูตรเข้มข้นอยู่ที่ 5%



สำหรับผลิตภัณฑ์ซักผ้าเอสเซ้นซ์สูตรเข้มข้นนี้ มีส่วนผสมของ Enzyme Active ที่สามารถตรวจจับทำลายคราบสกปรกประเภทโปรตีนได้ดี เช่น คราบเลือด คราบกาแฟ นม ซอสมะเขือเทศ หรือคราบอาหารต่างๆ และด้วยความเข้มข้นจึงใช้ในปริมาณที่น้อยลง นอกจากนี้ยังสามารถจัดการกับกลิ่นไม่พึงประสงค์ ลดกลิ่นอับ และยังให้กลิ่นหอมสดชื่น ด้วยหัวน้ำหอมที่สกัดจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดเด่นของผลิตภัณฑ์เอสเซ้นซ์ทุกประเภท ตัวผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบการระคายเคือง ทำให้มั่นใจในการสวมใส่ มีให้เลือก 3 กลิ่นหอม คือ Romantic Violet (สีม่วง) Elegant Blue (สีฟ้า) และ Luxury Blossom (สีชมพู) บรรจุในถุงชนิดเติม ขนาด 650 มล. ราคา 89 บาท วางจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ































เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าสู้ศึกส่งท้ายปี

posted Nov 12, 2019, 9:04 PM by Maturos Lophong




เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าสู้ศึกส่งท้ายปี อัดแคมเปญกระตุ้นนักช้อปช่วงไฮซีซั่น หวังโกยยอดปี 2019 รวม 58,000 ล้าน 


เดอะมอลล์ กรุ๊ป เดินหน้าอัดโปรโมชั่นกระตุ้นนักช้อปส่งท้ายปี ทุ่มงบกว่า 350 ล้านบาท จัดแคมเปญ “The Mall Group Joy of Giving” จัดเต็มทั้งโปรโมชั่นและหลากหลายกิจกรรมความบันเทิง คืนความสุขให้ลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ มั่นใจพิชิตยอดขายช่วงไตรมาสที่ 4 กว่า 16,800 ล้านบาท และปิดยอดขายปี 2019 รวม 58,000 ล้านบาท

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด (Miss Voralak Tulaphorn ; Chief Marketing Officer, The Mall Group Co., Ltd.) กล่าวว่า “สำหรับทิศทางธุรกิจรีเทลในช่วงโค้งสุดท้ายของปีเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตจากปัจจัยบวกต่างๆ ทั้งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาครัฐ ที่หนุนให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยมีความคึกคัก ส่งผลให้มีการกระจายของเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รวมถึงภาคธุรกิจเริ่มมีความตื่นตัวลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมและโปรโมชั่นส่งเสริมเสริมการขายกันมากขึ้น เพราะช่วงปลายปีถือเป็นไฮซีชั่นของทุกธุรกิจ เป็นช่วงที่ลูกค้าจับใช้จ่ายใช้สอยซื้อสินค้า ของขวัญ ของฝาก รวมถึงบริการต่างๆ มากที่สุดช่วงหนึ่ง และเพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงปลายปี พร้อมคืนความสุขให้กับลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 350 ล้านบาท จัดแคมเปญ “The Mall Group Joy of Giving” อัดโปรโมชั่นแบบจัดเต็มทั้งส่วนลด, ของรางวัลพิเศษ และกิจกรรมอีกมากมาย โดยจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2562 – 12 ม.ค. 2563 (รวม 60 วัน) ที่เดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ รวมถึงการสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ในการช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ๆ เพื่อดึงดูดลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ได้เข้ามาใช้บริการ”

ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดของ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในช่วงไตรมาสที่ 4 ไปจนถึงปี 2563 เรายังคงมุ่งเน้นการสร้างห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป ให้เป็นสถานที่ที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างครบครัน ด้วยหลากหลายกลยุทธ์ โดยหนึ่งในนั้นยังคงเป็นเรื่อง “Digitization” คือการใช้เทคโนโลยีและดิจิทัลในการทำการตลาดแบบครบวงจร ทั้งออฟไลน์และออนไลน์อย่างไร้รอยต่อ เพื่อเข้าถึงความต้องการของฐานลูกค้าหลักของเรา คือลูกค้า M Card ซึ่งมีกว่า 4 ล้านราย และลูกค้า SCB M VISA ที่มีกว่า 6 แสนคน ได้อย่างใกล้ชิด ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือใน M Card Application หรือ Line Application เราจะมี E-Coupon มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ และเรายังให้ความสำคัญกับเรื่อง “Data Analytics” ในการทำแคมเปญต่างๆ โดยต้องดู Fact & Figure ไม่ใช่แค่ Feeling เพียงอย่างเดียว ซึ่งเราได้ใช้ Big Data ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อความถูกต้องแม่นยำ ดังนั้น Data Analytics จึงสำคัญมาก เพราะช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าและนำไปใช้ในการทำแคมเปญและกิจกรรมต่างๆที่ตรงใจลูกค้าตลอดเวลา

นอกจากนี้การเข้าถึง “Customer Journey” ยังเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เราทำอย่างต่อเนื่อง จากการติดตาม Customer Journey ของฐานลูกค้าสมาชิกที่ถือบัตร M CARD ทำให้พบว่า Journey ของลูกค้าเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ตามไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป ซึ่งเมื่อเราเข้าใจพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ และ Journey ของลูกค้า เราจะสามารถเปลี่ยน Journey ของลูกค้าได้ โดยเราต้องทำให้ Journey และ Experience ของลูกค้าดีขึ้นทุกครั้งเมื่อมาใช้บริการ โดยทุกพื้นที่ภายในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าต้องเป็น Seamless Touchpoint รวมถึงโปรโมชั่นพิเศษที่มอบให้กับลูกค้าต้องเหมือนกันทั้งออนไลน์และออฟไลน์ นอกจากนี้ ยังต้องสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งแบบ Seamless ที่ผสานการช้อปปิ้งของศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า รวมถึงการตกแต่งบรรยากาศและการจัดอีเว้นท์เพื่อสร้างสีสันและดึง engagement ลูกค้า และเพื่อให้ “Time Spend” หรือระยะเวลาที่ลูกค้าจะใช้ชีวิตอยู่ภายในศูนย์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของ Time Spent จะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทางกลุ่มเดอะมอลล์ใช้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ เพราะเมื่อลูกค้าใช้เวลาอยู่ในศูนย์นานขึ้นโอกาสในการจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าภายในห้างฯและศูนย์ฯ ก็จะมีเพิ่มมากขึ้นไปด้วย

เพื่อส่งเสริมการทำการตลาดให้มีความแข็งแกร่งและเข้มข้นขึ้น เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้เสริมกลยุทธ์อื่นๆ เพิ่มเข้าไป ได้แก่

Innovation คิดค้นและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้ก้าวทันเทรนด์โลก และไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น Application ของเราเป็น Super App คือเป็น CRM App ที่ Loyalty โดยเราจะทำแคมเปญการตลาดและกิจกรรม ที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งสร้างเรื่องราวและประสบการณ์พิเศษใหม่ๆให้กับลูกค้า

Cross Category Spending / Cross Action ของ Category การจัดกลุ่มสินค้าและบริการภายในศูนย์ฯและห้างฯ ให้มีความหลากหลายในรูปแบบ Cross Category ตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นหลัก โดยใช้มุมของลูกค้าเป็นตัวตั้งและจัดให้สินค้าอยู่ในหลายๆแผนก เพื่อมอบประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดและสร้างความสนุกในการช้อปปิ้ง ให้ลูกค้า

Collaboration การผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าเหมือนกัน ในการทำแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งขยายฐานกลุ่มลูกค้ามากขึ้น การร่วมกับพันธมิตรแบรนด์สินค้า ร้านค้าทั้งในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า พันธมิตรทางสถาบันการเงินเพื่อมอบข้อเสนอพิเศษที่คุ้มค่าให้กับลูกค้า รวมถึงการร่วมกับกลุ่มศิลปิน Artist ในการสร้างสรรค์สินค้าคอลเลคชั่นพิเศษที่เอ็กซ์คลูซีฟ

CSR / Eco / Community ถือเป็นกลยุทธ์ที่เดอะมอลล์ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างการรับรู้ในฐานะที่เป็นธุรกิจรีเทลผู้บุกเบิกกิจกรรมที่เป็นประโยช์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการ THE MALL GROUP GO GREEN: Green Everyday ที่ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ได้ประกาศเจตนารมณ์เป็นห้างสรรพสินค้า และซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรก ที่งดบริการถุงพลาสติกทุกวัน นอกจากนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังมีความมุ่งมั่น ตั้งใจสานต่อนโยบายดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคม โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพให้แก่เกษตรกรในชุมชนต่างๆ ฯลฯ

อัดโปรสุดคุ้ม พร้อมหลากกิจกรรม คืนความสุขให้ลูกค้ารับเทศกาลปีใหม่

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ จัดเต็มสีสันแห่งความสนุกส่งท้ายปี กับแคมเปญ

“THE MALL JOY OF GIVING x WE BARE BEARS WE WISH YOU A BEARY CHRISTMAS

คุณดวงตา พงษ์วิไลย์ ผู้อำนวยการใหญ่การตลาด เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ (Ms. Duangta Phongwilai, Vice President of Marketing The Mall Shopping Center) กล่าวถึงแคมเปญใหญ่ในช่วงปลายปีว่า “เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ บัตรเครดิตเอสซีบีเอ็ม วีซ่า (SCB M VISA), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), ธนาคารซิตี้แบงก์, บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมเติมเต็มสีสันแห่งความสุข สนุกส่งท้ายปี จัดแคมเปญ “THE MALL JOY OF GIVING x WE BARE BEARS WE WISH YOU A BEARY CHRISTMAS ตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2562 – 12 ม.ค. 2563 ที่ เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ ทุกสาขา ซึ่งพิเศษสุดกับครั้งแรกในประเทศไทย ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่กับการท่องโลกดิจิทัลสุดล้ำเหนือจินตนาการกับเหล่า WE BARE BEARS กริซลี่ (Grizzly) แพนด้า (Panda) และไอซ์แบร์ (Ice Bear) สามหมีจอมป่วนในรูปแบบกิจกรรม INTERACTIVE ภายใต้คอนเซ็ปต์ WE BARE BEARS INTERACTIVE BEARY CHRISTMAS TOWN ภายในงาน พบกับ 10 จุด Checkpoints ที่ให้แฟนๆ WE BARE BEARS มาร่วมสนุกท่ามกลางบรรยากาศเมืองหิมะที่มีเทคโนโลยี AR ในรูปแบบ 3 มิติรวมถึงเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้มาส่งความสุขกันทาง Online กับ BEARY X’MAS ROOM DIGITAL E-CARD ส่งมอบความสุขแบบหมีๆผ่าน E-card สุดพิเศษที่มีให้เลือกหลากหลายแบบ และยังมีกิจกรรมเกมส์ในรูปแบบดิจิทัล อาทิ BEARY TOWER ต่อหมีมอบของรางวัลแบบจัดเต็มให้กับลูกค้า นอกจากนี้ ยังเตรียมกิจกรรม THE MALL FAMILY CLUB เวิร์คช็อปคุณหนูๆ ฉบับหมี, M CARD BAR X WE BARE BEARS รับฟรี! คุกกี้ไอศกรีมแซนด์วิช, WE BARE BEARS HUGS กอด แชร์และมีทแอนด์กรี๊ด กับสามหมีจอมป่วนและ WE BARE BEARS POP UP SHOP ช้อปสินค้าลิขสิทธิ์แท้ในราคาสุดพิเศษที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ที่เดียว โดยในส่วนของกิจกรรมการจัดงานนี้ สาขาในกรุงเทพฯ จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย. – 11 ธ.ค.2562 ที่ เดอะมอลล์ บางแค,วันที่ 9 ธ.ค.2562- 3 ม.ค.2563 ที่ เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน เฉพาะ WE BARE BEARS HUGS กอด แชร์ มีทแอนด์กรี๊ดกับสามหมีจอมป่วน และจัดเต็มรูปแบบอีกครั้งในวันที่ 20 ธ.ค.2562 – 3 ม.ค.2563 ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ 

พิเศษ! ครั้งแรกในเมืองไทยสำหรับชาวพี่น้องภาคอีสาน เดอะมอลล์ โคราช ร่วมสนุก และล่าของรางวัลไปกับ BARE MAZE เขาวงกตไซส์ยักษ์ในคอนเซ็ปต์ WE BARE BEARS ร่วมผจญภัยไปกับสามหมีจอมป่วนพร้อมกิจกรรมต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 ธ.ค.2562 – 1 ม.ค. 2563 บริเวณแฟชั่น ฮอลล์ เดอะมอลล์ โคราช

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษและกิจกรรมของแคมเปญ “THE MALL JOY OF GIVING x WE BARE BEARS WE WISH YOU A BEARY CHRISTMAS รวมมูลค่ามากกว่า 37 ล้านบาท พร้อมรับ Joy Of Giving Premium We Bare Bears Limited Collection อาทิ ช้อปภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ครบ 18,000 บาทขึ้นไป พร้อมแสดงบัตรหรือ M Card Application รับฟรี Luggage We Bare Bears Limited Collection ช้อปครบ 8,000 บาทขึ้นไป รับฟรี FLIP PILLOW We Bare Bears Limited Collection พิเศษสมาชิกบัตรเครดิต SCB M VISA ช้อปภายในศูนย์ฯ ครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับฟรี Travel Set We Bare Bears Limited Collection พิเศษ!! เฉพาะวันที่ 23-24 พ.ย.2562 รับฟรี บัตรกำนัลห้างฯสูงสุดมูลค่า 2,500 บาท พร้อมสิทธิประโยชน์จากบัตรเครดิตชั้นนำรวมถึงสิทธิพิเศษสำหรับพาร์ทเนอร์ต่างๆ ตลอดจนกิจกรรมและโปรโมชั่นสุดเซอร์ไพรส์อีกมากมาย งานจัดตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. 2562 – 12 ม.ค.2563 ที่ เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ทุกสาขา

Brilliant Thanks 2020 แจกจัดหนัก!! 20 ล้าน M Point

พร้อมมอบบัตรกำนัลและของขวัญพิเศษ รวมมูลค่ากว่า 42 ล้านบาท

ทางด้าน นางสาวนงลักษณ์ โลหะมาณพ ผู้จัดการใหญ่การตลาด Corporate Promotion บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด (Miss Nonglak Lohamanop, Group General Manager, Corporate Promotion, The Mall Group Co., Ltd.) กล่าวว่า “เพื่อความคุ้มค่าในการช้อปปิ้งให้กับลูกค้าในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงได้จัดแคมเปญ “Brilliant Thanks 2020” มาเสริมความพิเศษ ระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2562 – 5 ม.ค. 2563 โดยหวังโกยยอดจากแคมเปญนี้รวมกว่า 7,000 ล้านบาท ลูกค้าที่ซื้อสินค้าภายในห้างฯ เดอะมอลล์, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ (รวม Power Mall, Gourmet Market และ Home Fresh Mart) เมื่อช้อปครบทุก 2,000 บาท รับสิทธิ์ลุ้นรับ M Point 1 ล้านคะแนน จำนวน 20 รางวัล รวม 20 ล้านคะแนน นอกจากนี้ ยังเพิ่มความแรงด้วยการมอบโปรโมชั่นสุดพิเศษเมื่อช้อปในห้างฯ อาทิ

รับคูปองส่วนลดสูงสุด 40%(เมื่อช้อปครบทุก 1,000 - 10,000 บาท หรือใช้คะแนน M Point 80 - 1,000 คะแนน แลกรับ)

พิเศษสมาชิกบัตรเครดิต SCB M VISA และบัตร M Card ช้อปผ่านบัตรรับเงินคืนรวมสูงสุด 400 บาท ระหว่างวันที่ 2 -19 ธ.ค.62 (เดอะมอลล์ ทุกสาขา ช้อปครบทุก 3,000 บาท รับเงินคืน 200 บาท /เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และ พารากอน ช้อปครบทุก 5,000 บาท รับเงินคืน 400 บาท (ไม่รวม Power Mall, Gourmet Market และ Home Fresh Mart) มูลค่ารวม 7 ล้านบาท

ช้อปรับฟรีของขวัญคอลเลคชั่นพิเศษจาก WE BARE BEARS LIMITED EDITION รวมมูลค่ากว่า 35 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค. 62 – 5 ม.ค. 63 เมื่อช้อปในห้างฯครบ 8,000 บาท รับฟรี Powerbank มูลค่า1,990บาท และเมื่อช้อปครบ 20,000 บาท รับฟรี กระเป๋าเดินทางขนาด 24 นิ้ว มูลค่า 6,990 บาท



พร้อมจับมือกับธนาคารชั้นนำจัดแคมเปญพิเศษให้นักช้อปตลอดเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคม อาทิเช่น AMEX SHOPPING SPREE วันที่ 15 พ.ย. – 15 ธ.ค. 2562 ช้อปผ่านบัตรฯรับบัตรกำนัลสูงสุด 2,000 บาท , CITI SHOPPINESS วันที่ 12 - 15 ธ.ค. 2562 ช้อปผ่านบัตรฯรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 40% เมื่อใช้คะแนนสะสมเท่ายอดซื้อ , SCB HAPPY DAY HAPPY YEAR วันที่ 20 - 31 ธ.ค. 2562 ช้อปผ่านบัตรฯรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 40% เมื่อใช้คะแนนสะสมเท่ายอดซื้อ รวมถึงการจัดงานมหกรรมลดทะลุพิกัด วันที่ 18 - 22 ธ.ค. 2562 ยกขบวนสินค้ากว่า 1 ล้านรายการ ลดสูงสด 80% ที่เมืองทองธานี กระตุ้นยอดขายในช่วงโค้งสุดท้ายของปี

เดอะมอลล์ - เอ็มโพเรียม - พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ร่วมส่งสุขรับปีใหม่

ชูคอนเซ็ปต์ “The Gift Master” ต้นแบบของขวัญที่ดีที่สุด

เดอะมอลล์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ ร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง ชวนเริ่มต้นปีใหม่ด้วยของขวัญสุดพิเศษ เพื่อส่งความสุขแด่คนที่คุณรัก ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Gift Master”ต้นแบบของขวัญที่ดีที่สุด ระหว่างวันที่ 2 ธ.ค. 2562 – 5 ม.ค. 2563

กระเช้าปีใหม่จากชุมสู่คนที่คุณรัก ลดสูงสุด 46% ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต

กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท ต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขด้วยแรงบันดาลใจของการให้ไม่รู้จบ เปิดตัวแคมเปญ “Blissful Hampers 2020” ภายใต้คอนเซ็ปต์“Spread The Joy” กระเช้าของขวัญคอลเลคชั่นสุดพิเศษ ที่สร้างสรรค์ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมท้องถิ่น โดยได้ดึงเอาเอกลักษณ์และความสวยงามของหัตถกรรมไทย มาดีไซน์ให้ดูร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น เป็น กระเช้าของขวัญผักตบชวาและกระจูด ที่มีเอกลักษณ์ โดดเด่น และสวยงาม ในปีนี้ กระเช้าของขวัญของ กูร์เมต์ มาร์เก็ต จึงทำให้ ‘การให้’ จะ มีความหมาย และยิ่งใหญ่มากขึ้น ด้วยการส่งต่อของขวัญปันความสุขและรอยยิ้มสู่ชุมชน ด้วยการส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน พร้อมให้ได้สุขเพิ่มขึ้น ด้วยโปรโมชั่น รับคืนรวมสูงสุดถึง 46% พร้อมบริการผ่อนชำระดอกเบี้ย 0% สูงสุดนาน 6 เดือน และจัดส่งฟรีเมื่อสั่งกระเช้าออนไลน์ ตั้งแต่วันนี้ – 15 ม.ค. 2563 ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรช มาร์ท ทุกสาขา

นางสาววรลักษณ์ กล่าวว่า “นอกจากโปรโมชั่นและกิจกรรมที่จัดเต็มส่งท้ายปีแล้ว M Card ยังมีบริการพิเศษ “M Card Chat & Shop” ผู้ช่วยส่วนตัวนักช้อป แชทมา ช้อปให้ ส่งถึงที่ บริการ Social Commerce ผ่านช่องทาง Line Application เพียงเพิ่มเพื่อน LINE @MCARDSHOP และแชทโต้ตอบกับพนักงาน สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทุกชิ้นทุกแผนกภายในห้างฯ เสมือนมาช้อปด้วยตัวเอง หรือคลิกดูสินค้าแนะนำได้ที่ เว็บไซต์ www.mcardshop.com

และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้ามากยิ่งได้ จึงได้จัดให้มีบริการเสริม PERSONALIZATION ให้ลูกค้าออกแบบดีไซน์สินค้าที่ลูกค้าสั่งซื้อด้วยตัวเอง เพื่อเป็นของขวัญที่ถูกใจผู้รับในแบบไม่ซ้ำใคร อาทิ ปักชื่อบนกระเป๋า พิมพ์ข้อความบนริบบิ้นห่อของขวัญ ฯลฯ เพียงแค่แชทแจ้งมา ก็ได้ของขวัญส่งความสุขให้คนที่คุณรักในทุกๆ เทศกาล พร้อมจัดส่งทั่วไทย

ปัจจุบันมีลูกค้าแชทเข้ามามากกว่า 200 ข้อความต่อวัน และเกิดการซื้อขายมากกว่า 800 ออเดอร์ต่อเดือน ซึ่งลูกค้าที่ใช้บริการมีทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยในเดือนตุลาคม ที่ผ่านมามียอดมากกว่า 15 ล้านบาท สินค้าที่ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อได้แก่ เครื่องสำอาง, เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก, มือถือ Gadget และของตกแต่งบ้าน เป็นต้น โดยในปีหน้า 2563 “M Card Chat & Shop” ตั้งเป้าหมายลูกค้าเข้ามาใช้บริการ 1,000 ออเดอร์ต่อเดือน หรือคิดเป็นยอดขายมากกว่า 50 ล้านบาท เน้นขยายไปยังต่างจังหวัดที่เดอะมอลล์ไม่มีสาขาอยู่ และชู Concept “ออกแบบสินค้าหรือของขวัญให้คนที่คุณรัก ส่งตรงจาก พารากอน/เอ็มโพเรียม สร้างความประทับใจแรก ที่เปิดกล่อง”

สำหรับช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ “M Card Chat & Shop” จัดโปรโมชั่นเอาใจลูกค้า รับส่วนลด 500 บาท เมื่อช้อปสินค้าครบ 3,000 บาทต่อใบเสร็จ ระหว่างวันที่ 1 พ.ย. 2562 - 10 ม.ค. 2563 จำกัด 300 ท่านแรก ดูรายละเอียดที่ www.mcardshop.com

นางสาววรลักษณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “ทั้งนี้ คาดว่าการจัดแคมเปญและกิจกรรมต่างๆเพื่อต้อนรับเทศกาลปีใหม่นี้จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าในช่วงปลายปีและช่วยเพิ่ม Traffic ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ 25% จากช่วงเวลาปกติ โดยคาดว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี สามารถสร้างยอดขายได้รวมกว่า 16,800 ล้านบาท และมั่นใจว่าจะพิชิตยอดขายสิ้นปี 58,000 ล้านบาท”

ดีเคเอสเอช เปิด “เลโก้ ช็อป” แห่งที่ 2 ของไทยอย่างยิ่งใหญ่ที่เมกาบางนา

posted Nov 6, 2019, 3:12 AM by Maturos Lophong


ดีเคเอสเอช เปิด “เลโก้ ช็อป” แห่งที่ 2 ของไทยอย่างยิ่งใหญ่ที่เมกาบางนา 

โชว์ไฮไลต์โมเสกประดับผนังรูป “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์” ประกอบจากตัวต่อเลโก้ 53,760 ชิ้น

บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) และบริษัท เลโก้ กรุ๊ป จำกัด เปิดร้าน “เลโก้ ช็อป” แห่งที่ 2 ในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่กว่า 200 ตารางเมตร ศูนย์การค้าเมกาบางนา เจาะกลุ่มเป้าหมายกลุ่มครอบครัวอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากแฟนๆ เลโก้เมืองไทยกับเลโก้ สโตร์แห่งแรกที่สยามพารากอน มาพร้อมไฮไลต์โมเสกประดับผนังรูปเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ที่ต่อขึ้นด้วยตัวต่อของเลโก้มากถึง 53,760 ชิ้น และ “มินิฟิกเกอร์ สแกนเนอร์” ที่แรกในประเทศไทยที่สามารถสนุกกับ “การสแกนเพื่อหาคาแรกเตอร์มินิฟิกเกอร์ของตัวคุณเอง” ได้

นายชูเกียรติ โตกมลธรรม ผู้จัดการทั่วไป หน่วยธุรกิจผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค บริษัท ดีเคเอสเอช (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เลโก้ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาสินค้าด้วยการใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในทุกชิ้นเพื่อตอบสนองลูกค้าทุกเพศทุกวัยที่เป็นแฟนเลโก้ ขณะเดียวกัน ก็มุ่งที่จะนำประสบการณ์ความสนุกในการได้ต่อตัวต่อเลโก้เข้าไปใกล้ชิดกับลูกค้า การเปิดเลโก้ ช็อปแห่งแรกในประเทศไทยที่สยามพารากอนในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้ารายใหม่และเป็นช่องทางในการแนะนำสินค้าใหม่ ๆ สู่ผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วขึ้น การเปิดร้านแห่งที่ 2 ที่เมกาบางนาถือเป็นการสานต่อกลยุทธ์การตลาดในการขยาย เลโก้ ช็อปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรลุเป้าหมายทั้งในเรื่องยอดขายและการขยายฐานลูกค้าผ่านการสร้าง Brand Experience ให้กับกลุ่มเป้าหมาย”

“เรามั่นใจว่าเลโก้ ช็อปแห่งที่ 2 จะได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมไม่แพ้เลโก้ ช็อปแห่งแรกที่สยามพารากอนแน่นอน เพราะทำเลของเมกาบางนาตั้งอยู่ในย่านที่มีการเติบโตสูง กลุ่มผู้พักอยู่อาศัยที่มีกำลังซื้อสูง ทั้งกลุ่มครอบครัวและกลุ่มที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของเลโก้อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เราจึงเตรียมไฮไลต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับเลโก้ ช็อปแห่งนี้ไว้รอแฟน ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น “โมเสกประดับผนังรูปเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์กลางแม่น้ำเจ้าพระยา” ที่ต่อด้วยตัวต่อของเลโก้มากถึง 53,760 ชิ้น ที่เราตั้งใจให้เชื่อมโยงกับโมเสกประดับผนังชิ้นแรกที่สาขาสยามพารากอนซึ่งเป็นภาพอันงดงามของพระบรมมหาราชวัง นอกจากนี้ยังมี “มินิฟิกเกอร์ สแกนเนอร์” เครื่องแรกในประเทศไทยที่เปิดโอกาสให้แฟน ๆ เลโก้สามารถสนุกกับการสแกนเพื่อหาคาแรกเตอร์ “มินิฟิกเกอร์ของตัวคุณเอง” ได้ตามต้องการ” นายชูเกียรติ กล่าวเพิ่มเติม 

เลโก้ ช็อป แห่งที่ 2 ในประเทศไทย ตั้งอยู่บนพื้นที่กว้างถึง 200 ตารางเมตร ที่ชั้น 1 ของศูนย์การค้าเมกาบางนา รองรับลูกค้าทุกเพศทุกวัยตั้งแต่คุณหนู ๆ ที่มากับครอบครัว นักเรียนนักศึกษา ไปจนถึงนักสะสมตัวจริงที่สามารถเข้ามาเพลิดเพลินกับเลโก้ได้ตลอดวัน และสามารถมาค้นหาสินค้าเลโก้ที่ชื่นชอบได้มากมายในเลโก้ ช็อปแห่งนี้ คาดหวังว่าจะมีลูกค้ากว่า 300,000 รายที่จะเข้ามาเยี่ยมชมร้านในช่วงปีแรกของการเปิดร้าน โดยวางกลยุทธ์ในด้านการทำราคาของสินค้าชุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ราคาและเวลาในการวางจำหน่ายไม่ต่างจากต่างประเทศโดยเฉพาะในตลาดอเมริกาและยุโรป เพื่อให้สาวกเลโก้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อไปหิ้วสินค้าเข้าประเทศหรือพึ่งพาผู้ขายแบบเกรย์มาร์เก็ต

นอกจากนี้ ภายในเลโก้ ช็อปแห่งที่ 2 ที่เมกาบางนายังมีสินค้าเลโก้ที่มีเอกลักษณ์และหลากหลาย พร้อมนำเสนอประสบการณ์การต่อเลโก้ที่พิเศษที่สุดให้กับลูกค้าเลโก้ในประเทศไทยด้วยสินค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็น LEGO DUPLO®, LEGO City, LEGO Friends, LEGO Speed Champions, LEGO Creator, LEGO NinjagoTM, LEGO Technic, LEGO Architecture, รวมถึงสินค้าลิขสิทธิ์ซีรีส์ต่าง ๆ อาทิ LEGO Star WarsTM, LEGO Super Heroes, LEGO Disney PrincessTM, LEGO Harry Potter, Jurassic World ฯลฯ 

และพิเศษสำหรับช่วงเปิดร้านตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายนเป็นต้นไป! สำหรับลูกค้าที่ซื้อสินค้าเลโก้ครบ 1,500 บาทขึ้นไป รับฟรีกระเป๋าผ้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีเฉพาะเลโก้ ช็อปในเมืองไทยเท่านั้น หรือหากซื้อสินค้าครบ 5,000 บาทขึ้นไป รับของขวัญลิมิเต็ท เอดิชั่น “โมเสก Thailand Iconic รูปรถตุ๊กตุ๊ก และชุดไทย” และหากซื้อสินค้าครบ 7,000 บาทขึ้นไป รับของสมนาคุณพิเศษ “ชุด 40145 LEGO Store Brand” สินค้ามีจำนวนจำกัด 1 เซ็ตต่อลูกค้า 1 ท่านเท่านั้น

กฟผ. ร่วมกับ โฮมโปร ส่งมอบของขวัญสิ้นปี จัดแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ”

posted Oct 31, 2019, 2:43 AM by Maturos Lophong


กฟผ. ร่วมกับ โฮมโปร ส่งมอบของขวัญสิ้นปี จัดแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ”

กระตุ้นประชาชนใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อประหยัดพลังงานและค่าไฟฟ้า

กฟผ. ร่วมกับ โฮมโปร ส่งต่อความสุขด้วยแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” เป็นของขวัญ ส่งท้ายช่วงสิ้นปี เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเลือกซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ช่วยประหยัดพลังงานและประหยัดค่าไฟฟ้า โดยจัดเต็มโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษมากมาย ตั้งแต่วันนี้ - 31 ธันวาคม 2562 ที่ โฮมโปร และ The Power ทุกสาขาทั่วประเทศ คาดแคมเปญนี้จะช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 310 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 39,000 ตันต่อปี

นายยงยุทธ ศรีชัย ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารด้านการใช้ไฟฟ้าและกิจการเพื่อสังคม การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ. ดำเนินโครงการฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เพื่อส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2538 โดยในปีนี้ กฟผ. ได้ร่วมกับผู้ประกอบการปรับเกณฑ์มาตรฐานเบอร์ 5 ให้ประหยัดพลังงานสูงขึ้นกว่าเดิมพร้อมทั้งปรับรูปแบบฉลากใหม่ เป็นฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว และเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการฯ กฟผ. ได้ส่งเสริมให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเกิดพฤติกรรมการเลือกซื้อและใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ด้วยการรณรงค์และประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือในการวางจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 กับพันธมิตร และผู้ประกอบการ Outlet อย่างต่อเนื่อง


นายยงยุทธ ศรีชัย กล่าวต่อว่า เพื่อส่งมอบความสุขให้กับประชาชน กฟผ. จึงได้ร่วมกับ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) จัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้แคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” เพื่อส่งมอบของขวัญในนามของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. แก่ประชาชน ส่งท้ายช่วงสิ้นปีและส่งต่อเป็นของขวัญในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกซื้ออุปกรณ์เบอร์ 5 ในราคาพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 เพิ่มขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยคาดว่าจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 รวมกันได้ไม่น้อยกว่า 430,000 ชิ้น ซึ่งจะส่งผลให้ประหยัดไฟฟ้าประมาณ 78 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 310 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 39,000 ตันต่อปี นอกจากนี้ สำหรับประชาชนที่ซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ในแคมเปญนี้ ยังสามารถแจ้งความประสงค์ในการส่งมอบอุปกรณ์ไฟฟ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อนำไปต่อยอดในการสร้างประโยชน์ให้กับมูลนิธิยุวพัฒน์ และมูลนิธิกระจกเงา โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการขนส่ง อีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา กฟผ. และโฮมโปร ยังได้ร่วมกันจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอุปกรณ์ไฟฟ้าเบอร์ 5 ภายใต้แคมเปญ “ลดดับร้อน” ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดการซื้ออุปกรณ์เบอร์ 5 รวมกันมากกว่า 340,000 ชิ้น อีกทั้งประหยัดพลังงานไฟฟ้า 100 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 400 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 51,000 ตันต่อปี

ด้าน นางสาวจารุโสภา ธรรมกถิกานนท์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) (โฮมโปร) กล่าวเพิ่มเติมว่า โฮมโปร และ กฟผ. ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 4 โดยสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้กว่า 1,000 ล้านบาท และสำหรับแคมเปญ “สุขใจผู้ให้ ประหยัดไฟผู้รับ” โฮมโปร และ กฟผ. ยังคงต้องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใส่ใจเรื่องพลังงานมากขึ้น อีกทั้งเป็นของขวัญส่งท้ายช่วงสิ้นปี จึงจัดโปรโมชั่นสุดพิเศษมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับความคุ้มค่า ทั้งเงินค่าช้อปและเงินค่าไฟฟ้า อาทิ สมาชิกบัตรโฮมการ์ด และโฮมโปร วีซ่า แพลตินัม เมื่อช้อปเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ติด ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ครบทุก 5,000 บาทขึ้นไป รับส่วนลดเพิ่ม 3% และรับคะแนนสะสมเพิ่ม 50 คะแนน หรือแลกส่วนลดเพิ่ม 50 บาท พร้อมรับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นานสูงสุด 4 เดือน



โปรช้อปเล็กคุ้มมาก เมื่อซื้อสินค้าแผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก รับส่วนลดสูงสุด 40% โดยเมื่อช้อปสินค้าครบตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป รับส่วนลด 200 บาท ช้อปครบตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไปรับส่วนลด 500 บาท ช้อปครบตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป รับส่วนลด 1,000 บาท โปรช้อปใหญ่คุ้มยิ่งกว่า เมื่อซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ อาทิ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ตั้งแต่ 2 ชิ้นขึ้นไป/ใบเสร็จรับส่วนลดเพิ่ม 5% ช้อปสินค้าตั้งแต่ 3 ชิ้นขึ้นไป/ใบเสร็จ รับส่วนลดเพิ่ม 7% และช้อปสินค้าตั้งแต่ 4 ชิ้นขึ้นไป/ใบเสร็จรับส่วนลดเพิ่ม 10% โปรดีต่อใจจาก The Power เมื่อซื้อชุดทีวีและเครื่องเสียง สำหรับสมาชิกบัตรโฮมการ์ดรับ Happy Point ทุกวันศุกร์แลกรับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 20% เมื่อใช้คะแนนสะสมเท่ายอดซื้อ และสำหรับสมาชิกบัตร โฮมโปร วีซ่า แพลตินัม รับสิทธิ์ผ่อนทั้งร้าน 0% นาน 6 เดือน

โปรดี ๆ รับหน้าหนาว เมื่อช้อปสินค้ากลุ่มเครื่องทำน้ำอุ่น น้ำร้อน และหม้อต้ม รับความคุ้มต่อเนื่อง 4 ต่อ คุ้มที่ 1 ช้อปสินค้าราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 42%

 คุ้มที่ 2 ช้อปครบ...รับทอง เมื่อช้อปครบตั้งแต่ 150,000 บาท รับฟรี สร้อยคอทองคำหนัก 1 สลึง, ช้อปครบตั้งแต่ 400,000 บาท รับฟรี สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท

 คุ้มที่ 3 รับสิทธิ์ผ่อนชำระ 0% นาน 4 เดือน 

และคุ้มที่ 4 บริการติดตั้งฟรีแบบจั๊มถึงบ้าน มูลค่ากว่า 500 บาท และหลอดไฟ LED ยิ่งซื้อมาก ยิ่งลดมาก

เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2562 ที่ โฮมโปร และ The Power ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือช้อปออนไลน์ได้ที่ www.homepro.co.th ทั้งนี้สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Call Center 1284

เซ็นทรัล รีเทล เปิดมหกรรมช้อป 11.11 กับสุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี

posted Oct 25, 2019, 3:48 AM by Maturos Lophong


เซ็นทรัล รีเทล เปิดมหกรรมช้อป 11.11
กับสุดยอดโปรโมชั่นแห่งปี ให้ลูกค้าช้อปได้ทุกที่ ทั้งหน้าร้านและออนไลน์

ครอบคลุมอาณาจักรเซ็นทรัล รีเทล และ กลุ่มเซ็นทรัล ตั้งแต่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส ซีเอ็มจี ไทวัสดุ

บ้านแอนด์บียอนด์ ท็อปส์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ แฟมิลี่มาร์ท และมัทสึโมโตะ คิโยชิ

บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“เซ็นทรัล รีเทล”) ฉลองการเปิดตัวบริการรับสินค้าที่ร้านใน 1 ชั่วโมง (1-hour pick up) และ บริการส่งสินค้าด่วน (Express Delivery) เพื่อตอบสนองความต้องการที่พุ่งสูงในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองส่งท้ายปี ด้วยโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่พร้อมส่วนลดสูงสุด 90% กับแคมเปญ “11.11 Mega Sale” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 11 พฤศจิกายน 2562 โดยมีทุกกลุ่มธุรกิจในอาณาจักรค้าปลีกเซ็นทรัล รีเทลและกลุ่มเซ็นทรัลเข้าร่วม ครอบคลุมสำหรับการช้อปปิ้งทั้งหน้าร้านและออนไลน์ ด้วยสินค้ากว่า 1 ล้านรายการ รับประกันของแท้ 100% ทุกชิ้น

นิโคโล กาลันเต้ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปัจจุบัน ผู้บริโภคไทยซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันเพียง 5 % จากร้านค้าออนไลน์ และยังคงนิยมการช้อปปิ้งในห้างและร้านค้าต่าง ๆ เซ็นทรัล รีเทลจึงมีความมุ่งมั่นที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งในการช้อปปิ้งที่หน้าร้านและออนไลน์ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าแคมเปญ 11.11 จะเน้นจัดขึ้นสำหรับการช้อปปิ้งออนไลน์เท่านั้น แต่ปีนี้เป็นครั้งแรกที่ลูกค้าจะได้เพลิดเพลินไปกับแคมเปญสุดพิเศษนี้สำหรับทั้งการช้อปที่หน้าร้านและออนไลน์” 

นิโคโลเสริมว่า จุดเริ่มต้นของแคมเปญดังกล่าวมาจากคำถามง่ายๆ 2 ข้อ คือ“ทำไมโปรโมชั่นสำหรับลูกค้าที่ซื้อหน้าร้านจะเหมือนกับซื้อออนไลน์ไม่ได้” และ “ทำไมลูกค้าที่ช้อปออนไลน์จะได้รับบริการ การรับประกันสินค้าของแท้ และคำแนะนำต่าง ๆ เหมือนกับการซื้อหน้าร้านไม่ได้” 

โดยเฉลี่ยในแต่ละเดือน ร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล มีจำนวนลูกค้าที่เข้าไปเลือกซื้อสิ่งของประมาณ 100 ล้านครั้ง ขณะที่ร้านค้าบนหน้าเว็บมีผู้เข้าชมกว่า 16 ล้านครั้ง

“แม้การช้อปปิ้งออนไลน์จะให้ความสะดวกสบาย แต่ลูกค้าส่วนใหญ่ยังคงต้องการลองสินค้าและสัมผัสสินค้าจริง รวมถึงมองหาคำแนะนำจากพนักงานขาย บริการหลังการขาย และความพึงพอใจที่จะได้สินค้าติดมือกลับบ้านโดยไม่ต้องรอเหมือนการสั่งซื้อออนไลน์ เพื่อเป็นการมอบโซลูชั่นในการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั้งที่หน้าร้านและบนช่องทางออนไลน์ของเซ็นทรัล รีเทล เราจึงได้ผสานบริการต่าง ๆ เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่สมบูรณ์แบบ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและไร้รอยต่อ” นิโคโลกล่าว 

เซ็นทรัล รีเทลได้เปิดตัวบริการใหม่ให้สอดรับกับวิถีชีวิตในปัจจุบันและอนาคต อาทิ บริการรับสินค้าที่ร้านใน
1 ชั่วโมง (1-hour pick up) จากเพาเวอร์บาย และบริการส่งสินค้าด่วน (Express Delivery) จากเซ็นทรัล แชท แอนด์ ช้อป (Chat & Shop) และท็อปส์

สำหรับบริการรับสินค้าที่ร้านใน 1 ชั่วโมง (1-hour pick up) จากเพาเวอร์บาย ลูกค้าสามารถเลือกสินค้าออนไลน์และรับสินค้าด้วยตัวเองได้ที่ร้านเพาเวอร์บายสาขาที่สะดวกทั่วประเทศภายใน 1 ชั่วโมงหลังจองสินค้า สำหรับการสั่งซื้อสินค้าด่วนจากท็อปส์ ลูกค้าในกรุงเทพฯ สามารถรอรับสินค้าให้มาส่งถึงที่ได้ภายใน 2 ชั่วโมงผ่านบริการของแกร็บ (Grab) พันธมิตรด้านการขนส่งของเซ็นทรัล โดยไม่ต้องรอข้ามวัน นอกจากนี้ ยังมีบริการส่งสินค้าด่วนจาก เซ็นทรัล แชท แอนด์ ช้อป ซึ่งลูกค้าสามารถพูดคุยกับผู้ช่วยส่วนตัวที่คอยให้บริการในการเลือกซื้อสินค้า รวมทั้งให้คำแนะนำสินค้าที่เหมาะกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละราย และทำการส่งสินค้านั้นถึงมือลูกค้าภายในเวลา 99 นาที สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 


“ในการจัดแคมเปญ 11.11 เราได้เลือกนักแสดงชื่อดัง เจมส์ มาร์ มาเป็นแคมเปญแอมบาสเดอร์ เพราะเจมส์เป็นลูกค้าตัวจริงของเราที่สามารถสื่อถึงประสบการณ์ช้อปปิ้งและเชื่อมโยงแบรนด์ของเรากับกลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี” นิโคโลเผย

เซ็นทรัล รีเทล คาดว่ามหกรรมลดราคาส่งท้ายปีจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันผลประกอบการในปีนี้ 
โดยคาดว่าจะมีจำนวนการเข้าชมเว็บไซต์ของร้านค้าในเครือตลอดช่วงระยะเวลาของแคมเปญเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.2 เท่า



ลูกค้าที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับแคมเปญ 11.11 Mega Sale ของเซ็นทรัล รีเทลได้ทางเว็บไซต์หรือที่ www.centralretail.com/1111MegaSale และที่หน้าร้านของร้านค้าในอาณาจักรเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัลที่ร่วมรายการได้ตั้งแต่ 7 - 11 พฤศจิกายน 2562

#1111megasale #centralretail

“ไอเดีย คิวบ์” เขย่าตลาดธูปเทียนและอุปกรณ์ให้แสงสว่างในไทย

posted Oct 11, 2019, 12:46 AM by Maturos Lophong   [ updated Oct 11, 2019, 12:47 AM ]


ไอเดีย คิวบ์” เขย่าตลาดธูปเทียนและอุปกรณ์ให้แสงสว่างในไทย

เปิดตัวเทียน LED “แคร์ล(CLAIRE)” และ Smart Sensor light “ริน(RIN)”

ก้าวขึ้นแท่นผู้นำตลาดรายแรกในประเทศไทย ตั้งเป้าโต 30% ต่อเนื่องทุกปี

บริษัท ไอเดีย คิวบ์ จํากัด ผู้นำในการพัฒนาสินค้า และนำเข้าเทียนแอลอีดีรายแรกของประเทศไทย เปิดตลาดพลิกโฉมสินค้า ธูปเทียน เครื่องหอมสำหรับบูชา และผลิตภัณฑ์ส่องสว่างในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เทียนแอลอีดีแบรนด์ “แคร์ล (CLAIRE)” และผลิตภัณฑ์ไฟ สมาร์ท เซ็นเซอร์, ไฟโซล่า, ถังขยะเซ็นเซอร์ แบรนด์ “ริน (RIN)” อย่างเป็นทางการ ชูเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอบโจทย์แนวทางวิถีชีวิตคนไทยรอบด้าน มุ่งเน้นฟังก์ชันใช้งานง่าย สะดวกสบาย ภายใต้สินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัย 100% มุ่งเจาะตลาดผ่านช่องทางขายออฟไลน์และออนไลน์เป็นหลัก พร้อมยืนเป็นผู้นำตลาดหนึ่งเดียวในไทย ตั้งเป้ายอดขายโต 20-30% ต่อเนื่องทุกปี




นายธานัท ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเดีย คิวบ์ จํากัด เปิดเผยว่า “ไอเดีย คิวบ์ มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ส่องสว่าง และยังเป็นผู้คัดสรรผลิตภัณฑ์เทียนแอลอีดีรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ด้วยความเข้าใจในวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยเป็นอย่างดี และยังรู้ถึงปัจจัย, ข้อจำกัด และอันตรายที่มีสาเหตุมาจากการใช้ธูปเทียนจริงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น อุบัติเหตุจากอัคคีภัย ตลอดจนผลกระทบที่ส่งผลด้านสุขภาพจากควันธูปและควันเทียน เราจึงเริ่มนำสินค้าเทียนแอลอีดีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย โดยผลิตภัณฑ์นี้สามารถใช้ทดแทนเทียนไขได้จริง และเป็นที่ยอมรับอย่างมากในวงกว้าง ด้วยคุณภาพที่ดี ทนทาน มีความปลอดภัย และใช้งานง่าย สะดวก สบาย โดยสินค้าที่เราจัดจำหน่ายในปัจจุบันจะมีอยู่ทั้งสิ้น 2 แบรนด์ คือ “แคร์ล (CLAIRE)” และ “ริน (RIN)” ซึ่งทั้งคู่จะมีจุดเด่น และความพิเศษที่แตกต่างกันออกไป

แบรนด์ แคร์ล (CLAIRE) คือสินค้ากลุ่มเทียน LED บูชาพระ, เทียน LED ตกแต่งบ้าน และ Accessory ตกแต่งเพื่อการสร้างบรรยากาศต่าง ๆ จุดเด่นคือมีความหลากหลายครบถ้วนของกลุ่มสินค้า และมีการออกแบบเพื่อตอบสนองกับวิถีชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะ ที่สำคัญ การใช้ธูปเทียนแอลอีดี จะมีความปลอดภัยในการใช้งาน 100% ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องอัคคีภัย ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจากควันธูปเทียนอีกด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของแคร์ล จะอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่มีการบูชาพระพุทธรูปในบ้าน และกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการใช้เทียนตกแต่งในบ้าน ที่ต้องการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากควันธูปควันเทียน และคำนึงถึงความสะอาดของสถานที่การใช้งาน รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย เน้นใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและครอบครัวให้ดีขึ้น สำหรับกลุ่มเป้าหมายรองลงมาจะเป็นกลุ่ม วัด ศาสนสถานต่างๆ โรงแรม หรือร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้แคร์ลมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้ามากกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ และมีสินค้าจำหน่ายเข้าตลาดแล้วรวมมากกว่า 500,000 ชิ้น

โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของแบรนด์ “แคร์ล (CLAIRE)” จะเป็นสินค้ากลุ่มที่นำมาประกอบพิธีทางศาสนา กราบไหว้บูชาพระ ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตได้เป็นอย่างดี และมีหลากหลายขนาดให้ได้เลือกใช้ สำหรับสินค้าไฮไลท์ในส่วนกลุ่มศาสนา คือ กระถางธูปที่ใส่บทสวดมนต์ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประกอบสมาธิเป็นอย่างมากโดยสินค้าสามารถปรับเปลี่ยนบทสวดได้ตามความต้องการ ผ่านทางช่องเสียบ SD Memory Card ที่สามารถใส่บทสวดเข้าไปเพิ่มได้

นอกจากนี้ยังมีสินค้ากลุ่มเทียน LED ตกแต่ง ที่นำมาสร้างบรรยากาศ ตั้งแต่มุมใช้สอยขนาดเล็กจนกระทั่งพื้นที่ขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างบรรยากาศอบอุ่น ผ่อนคลาย และโรแมนติคได้ทุกโอกาส เหมาะสำหรับห้องพักภายในคอนโด, โรงแรม, ร้านอาหาร, และสปา โดยสินค้าจะทำงานด้วยถ่านชาร์จภายในตัวเครื่อง และสามารถปรับใช้ไฟบ้านให้เหมาะกับแสงเทียน LED ได้ตามความต้องการของผู้ใช้


ในการเปิดตัวแบรนด์ “แคร์ล (CLAIRE)” อย่างเป็นทางการ บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมใหม่อย่าง เทียน LED ปล่อยกลิ่นหอม Aroma พร้อมรีโมทคอนโทรล มาร่วมเปิดตัวอีกด้วย โดยเทียน LED นี้ สามารถส่งกลิ่นหอมได้ในขณะใช้งาน ตัวสินค้าทำจากเทียนไขจริง เนรมิตเปลวเทียน LED ที่สวยงามพลิ้วไสวเสมือนเปลวไฟของจริง แต่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนระหว่างการทำงาน มาพร้อมฟังก์ชันพิเศษ ที่สามารถใส่กลิ่นน้ำหอมที่ชื่นชอบได้ และควบคุมระดับ ตั้งระยะเวลาการปล่อยกลิ่นหอมได้ตามพื้นที่ความต้องการ ทำงานด้วยถ่านชาร์จประเภท Lithium เหนือชั้นกว่าด้วยการควบคุมจากรีโมทคอนโทรล สะดวกทุกการใช้งาน จากฟังก์ชันตั้งเวลาเพื่อเปิด-ปิดการทำงานแบบอัตโนมัติได้เอง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Smart Sensorlight ภายใต้แบรนด์สินค้า “ริน (RIN)” เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชอบการ DIY (Do it yourself) รวมถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ “Family Man” ที่รักในการนำสิ่งดีๆ มาให้กับทุกคนในครอบครัว และชื่นชอบ Gadget แบบสมาร์ทฟังก์ชันที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องซ่อมแซมและบำรุงรักษาให้ยุ่งยาก ซึ่งสินค้าในแบรนด์ริน จัดอยู่ในกลุ่มไฟ Motion Sensor Nightlight ที่ใช้ทั่วไปในคอนโด, ตึกแถว, บ้านเดี่ยว กลุ่มไฟ Solar Sensor Nightlight ที่เน้นเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยยามกลางคืน ตกแต่งพื้นที่บริเวณนอกบ้าน และกลุ่มไฟ Solar Spot light - Solar Street lights ที่ใช้ในหมู่บ้าน และโรงงานขนาดกลาง-ขนาดใหญ่

จุดเด่นของสินค้าแบรนด์ “ริน (RIN)” นี้ นอกจากจะมีความหลากหลายและสะดวกในการใช้งานแล้ว ถูกออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถติดตั้งได้เอง ไม่ต้องเดินสายไฟ และ ดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์ ประหยัดค่าไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญบริษัทฯ ยังเสริมบริการหลังการขายและการรับประกันสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งตอนนี้ ผลิตภัณฑ์ของ RIN มีมากกว่า 100 รายการ จำหน่ายไปแล้วกว่า 100,000 ชิ้น ในช่องทางร้านค้าและห้างสรรพสินค้ากว่า 100 สาขา


สินค้าที่ได้รับความนิยมของแบรนด์ ริน (RIN) มีหลากหลายชนิด อาทิ Sensor Nightlight แบบสื่อสารอัตโนมัติ Communicate Sensor Nightlight ที่ใช้งานภายในอาคาร เหมาะกับพื้นที่ทางเดินและบันไดต่างๆ ทำงานด้วยถ่านไฟฉาย ติดตั้งสะดวกด้วยกาว 3M หรือสกรู ซึ่งติดมาพร้อมกับสินค้า โดย Nightlight จะทำงานเฉพาะกลางคืนหรือช่วงที่มีแสงน้อย โดยไฟจะสว่างขึ้นมาอัตโนมัติ เมื่อมีการเคลื่อนไหวผ่านรัศมีเซ็นเซอร์ และเมื่อตัวแรกไฟสว่าง ตัวที่สองจะสว่างขึ้นมาพร้อมกันโดยอัตโนมัติ แม้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวผ่านรัศมีเซ็นเซอร์ของตัวที่สอง ทำให้เกิดแสงสว่างทั่วทั้งทางเดิน และ ปิดเองโดยอัตโนมัติเมื่อเดินผ่านไป เพิ่มระดับความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มเด็กเล็ก และลูกค้ายังสามารถเพิ่มจำนวนไฟ ที่จะให้เปิด/ปิดไฟพร้อมกัน ได้ไม่จำกัด ภายในรัศมีของเซ็นเซอร์

ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทมีการจัดจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยช่องทางจำหน่ายออฟไลน์มีทั่วประเทศ บริษัทมีวางจำหน่ายพร้อมทั้งอัพเดทสินค้าใหม่ๆ ที่ HomePro ทุกสาขา รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่าง Megahome, Index Living Mall, Do Home, Big C, Makro และ Foodland ส่วนช่องทางจำหน่ายออนไลน์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ www.ideacube.co.th และ Online Marketplaces ต่าง ๆ อาทิ HomePro online shop, Lazada, Shoppee เป็นต้น”

นายธานัท กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมด้านการตลาดว่า “ปัจจุบัน สินค้าในตลาดจะมีสินค้าในบางรายการที่มีการทำงานคล้ายคลึงกับ “แคร์ล (CLAIRE)” และ “ริน (RIN)” แต่จะมีคุณภาพที่แตกต่างกันหลายระดับ ซึ่งปัจจัยในข้อนี้อาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางราย ไม่กล้าทดลองใช้สินค้าจากแบรนด์ของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต่างจากคู่แข่ง คือความมั่นใจในคุณภาพและการรับประกันสินค้า รวมถึงบริการหลังการขาย ซึ่งหากมองภาพรวมแล้ว เรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่การเติบโตของจำนวนสินค้าและการรับรู้ในแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งยังมีการเติบโตในช่องทางการจำหน่ายที่คลอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ที่สำคัญในด้านการเติบโตของด้านยอดขาย จะเป็นจุดหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งในช่วงแรกบริษัทมีอัตราการเติบโตสูงถึง 30% ในทุกๆ ปี

นอกจากนี้ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจของไทยและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือดมากขึ้นทุกวัน ทำให้เราต้องปรับตัว และคิดค้นสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโดยเน้นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม และเราจะต้องพัฒนาสินค้าในเชิงลึกเพื่อสร้างจุดแข็ง สร้างความแตกต่างของสินค้าให้เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน เติมเต็มช่องว่างเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจได้มากที่สุดนั่นเอง” นายธานัท กล่าวปิดท้าย

ในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ สำหรับผู้ที่อยากให้สุขภาพดีๆกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ อยากถวายความปลอดภัยกับวัด อยากสร้างความโรแมนติกกับคู่รัก และอยากปรับเปลี่ยนบ้านให้ทันสมัย ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความอบอุ่น แคร์ลและรินได้จัดเตรียมสินค้าและโปรโมชั่นสุดคุ้ม พร้อมในทุกหมวดหมู่ ท่านที่สนใจสามารถสอบถามโทร. 02-945-8271-2 หรือติดตามรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่ www.ideacube.co.th หรือ www.facebook.com/clairecandlethailand และ www.facebook.com/rin.smartlight

The Golden Duck แบรนด์ขนมต้นตำรับจากสิงคโปร์ พร้อมบุกตลาดไทย

posted Oct 9, 2019, 3:02 AM by Maturos Lophong



The Golden Duck แบรนด์ขนมต้นตำรับจากสิงคโปร์ พร้อมบุกตลาดไทย 

อย่างเป็นทางการ ขนทัพ 4 รสชาติความอร่อย เตรียมปูพรมวางสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ

ตั้งเป้าก้าวกระโดดถึง 200 จุดจำหน่ายภายในปี 2563

เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก (The Golden Duck) แบรนด์ขนมสัญชาติสิงคโปร์ผู้บุกเบิกขนมกินเล่นรสไข่เค็ม (Salted egg yolk snack) จากเมืองสิงโตพ่นน้ำ เดินเกมรุกเขย่าตลาดขนมขบเคี้ยวในไทย ส่ง 4 รสชาติเข้มข้น ‘หนังปลากรอบคลุกไข่เค็ม มันฝรั่งทอดกรอบคลุกไข่เค็ม สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม’ และรสชาติไฮไลท์ ’สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบคลุกปูผัดพริก’ ชูจุดขาย ‘รสชาติต้นตำรับ ที่มาพร้อมความแตกต่างด้านรสชาติแต่ยังถูกปากคนไทย’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ตัวจริงเรื่องกินเล่น” กับพันธกิจ ‘กอบกู้วิกฤติศรัทธาความอร่อยในประเทศไทย’ เดินเครื่องเต็มที่เพื่อให้คนไทยติด #กับDuckความอร่อย เตรียมปูพรมวางสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก เปิดตัวแบรนด์ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับเสียงตอบรับที่ดีกับขนมรสชาติแรก มันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็ม แต่เป้าหมายและความมุ่งมั่นของแบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ก้าวสู่ปีที่ 3 เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก วันนี้ได้ขึ้นเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งครองใจผู้บริโภคสิงคโปร์ เช่นเดียวกับเลย์ และพริงเกิ้ล การันตีด้วยยอดขายดีอันดับหนึ่งของขนมขบเคี้ยวใน 7-Eleven ช่วงตรุษจีนในฮ่องกงช่วงปี 2561-62 ฮ่องกง จึงได้ต่อยอดธุรกิจ ขยายสาขาสู่ประเทศฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซีย ไต้หวัน และประเทศไทย อีกทั้ง เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ยังมีการส่งออกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

“เมื่อประมาณต้นปี 2558 ผมเริ่มเห็นความนิยมของหนุ่มสาวชาวมิลลิเนียลกับการบริโภคขนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของไข่เค็มที่มากขึ้นเรื่อยๆ เลยปรึกษากับคริสว่าเราน่าจะทำอะไรเกี่ยวกับเทรนด์ไข่เค็มฟีเวอร์ที่มีอยู่ ซึ่งย้อนไปตอนนั้น เราทั้งสองคนไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจในอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมาก่อน แต่เราก็ไม่ลังเลที่จะลองทำธุรกิจนี้ ด้วยเพราะเป้าหมายทางธุรกิจของเราทั้งคู่ คือเราจะต้องไม่ทำแบรนด์ขนมกินเล่นรสชาติหรือคุณภาพงั้นๆ แต่เราจะเป็นต้นตำรับความอร่อยของขนบคบเคี้ยว สินค้าต้องมีคุณภาพคับแน่นในทุกซองและต้องมอบประสบการณ์ทางรสชาติที่แปลกใหม่ให้คนรักขนมตัวจริง แบรนด์เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก จึงถือกำเนิดขึ้นทันที” นายโจนาธาน เชน ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศและผู้บริหารผลิตภัณฑ์กล่าว

“สิ่งที่ เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ต่างจากทุกแบรนด์ขนมที่มีอยู่ในตลาด คือเราเป็นแบรนด์ขนมที่จริงจังเรื่องกินเล่นครับ เรามีความเชื่อเรื่องศาสตร์แห่งขนม (Snackology) เรามีทีมเชฟผู้ทุ่มเทในการเสาะหารสชาติแรงบันดาลใจในการจับคู่รสชาติเข้มข้นของแต่ละอาหารจานพิเศษให้คงอยู่พร้อมเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ ที่พร้อมปรุงออกมาเป็นขนมสุดอร่อยที่ทำจากวัตถุดิบแท้คุณภาพในทุกชิ้น” นายคริสโตเฟอร์ หวัง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร กล่าว


“สำหรับการบุกตลาดในประเทศไทย เราเล็งเห็นเม็ดเงินหมุนเวียนในกลุ่มธุรกิจสแน็คฟู้ด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท (137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในปี 2562 คาดการว่าตลาดจะเติบโตขึ้นทั้งปีที่ 1.2% (CAGR 2019-2023)1 ทั้งนี้เรามองว่า ผู้บริโภคชาวไทยต้องการสัมผัสกับขนมขบเคี้ยว แสวงหารสชาติที่แปลกใหม่และมองหาขนมขบเขี้ยวที่มีความหลากหลาย ด้วยเหตุนี้เราจึงส่ง เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก (The Golden Duck) ถึง 4 รสชาติ ได้แก่ ‘หนังปลากรอบคลุกไข่เค็ม มันฝรั่งทอดกรอบคลุกไข่เค็ม สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม’ และรสชาติไฮไลท์ ’สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบคลุกปูผัดพริก’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคขนมขบเคี้ยวที่แตกต่างกัน” นายโจนาธาน กล่าว 

“ในแง่ของรูปแบบธุรกิจและแผนการจัดจำหน่ายสินค้าในไทยจะแตกต่างจากสิงคโปร์ ในประเทศไทยจะจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด อันได้แก่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ / ท็อปส์ มาร์เก็ต / กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต (จังหวัดเชียงใหม่) โดยเราให้ความสำคัญกับการลงสินค้าที่สาขาพรีเมี่ยมเป็นหลัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 รสชาติ เราตั้งราคาขายอยู่ที่ห่อละ 195 บาท ซึ่งการเลือกสาขาในการจัดจำหน่าย ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม และหลังจากที่ได้วางสินค้าไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เราได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด เหตุผลแรก คือ เรากระจายสินค้าได้ครอบคลุมถึง 20 สาขา โดยแบ่งป็น 18 สาขาในกรุงเทพ และ 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ เหตุผลที่สอง คือ เราใช้ Influencers Marketing โดยเราทำคอนเทนท์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับเป็นช่องทางทางการสื่อสารข้อมูลให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างการรับรู้และสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วและอัพเดทข่าวสารได้แบบเรียลไทม์” นายโจนาธาน กล่าว

“ตัวจริงเรื่องกินเล่น คือ คอนเซ็ปต์ของเดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก เรามีพันธกิจในการกอบกู้วิกฤติศรัทธาความอร่อยในประเทศไทย ดังนั้นเราจึงเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแบรนด์คาแรคเตอร์ของ เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ซี่งเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยความสนุก ความกวนๆ เพื่อมาช่วยสื่อสารข้อมูลที่มีความแปลก แหวกแนว และหลากหลายไปตามกลุ่มเป้าหมาย เราได้สร้างสรรค์คอนเทนท์ผ่านรายการ ว่านไปเรื่อย (Wan Around) ซึ่งสร้างปรากฎการณ์ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง เกิดการดูมากกว่า 450,000 ครั้ง (บน YouTube และ Facebook) นอกจากนี้ เรายังได้ร่วมงานกับ 5 โซเชียลมีเดียเพจชื่อดัง โดยเจาะกลุ่มไปที่ เพจคนชอบดูกีฬา เพจคนทำงาน เพจคนชอบดูภาพยนตร์ เพจกลุ่มคนที่ชอบงานปาร์ตี้ และเพจกลุ่มคนที่ชอบตามติดเทรนด์ เพื่อสร้าง ‘วัฒนธรรม’ คนชอบกินขนมให้เกิดขึ้น เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ประเทศไทยได้เปิดโอกาสความนสนุกให้ได้ทำมากมาย” นายโจนาธาน กล่าวสรุป


สินค้าของ The Golden Duck ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย


Singapore Chilli Crab Seaweed Tempura: สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูผัดพริก ปรุงรสอย่างลงตัวด้วยความหวานของเนื้อปู ความเผ็ดกำลังดีของพริก และกลิ่นหอมของสาหร่ายย่างแบบรมควัน ทั้งยังมีแป้งเทมปุระกรอบๆที่ คลุกเคล้ารวมกันได้อย่างดี

Salted Egg Fish Skin Crunchy Crisps: หนังปลาทอดกรอบรสไข่เค็ม เพียงแค่เปิดซองก็หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นของใบแกง ไข่เค็มสุดเข้มข้น และหนังปลาทอดกรอบแผ่นบาง

Salted Egg Crab Seaweed Tempura: สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม ความลงตัวของไข่เค็ม ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับความกรอบของแป้งเทมปุระเคลือบสาหร่ายย่าง และความหวานของเนื้อปู และคลุกไข่เค็ม

Salted Egg York Potato Crisps: มันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็ม มันฝรั่งทอดเคลือบด้วยผงไข่เค็มที่เราคัดสรรไข่เค็มคุณภาพดี สีทองอร่าม ปรุงรสด้วยใบแกง และเครื่องแกง

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลิ้มลองความอร่อย ของเดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ทั้ง 4 รสชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังปลากรอบกริ๊บคลุกไข่เค็มสุดนัว มันฝรั่งทอดกรอบแผ่นบางคลุกไข่เค็มเน้นๆ สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็มเต็มๆคำ และรสชาติไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้อย่างสาหร่ายเทมปุระทอดกรอบคลุกปูผัดพริก สามารถหาซื้อได้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตสาขาชั้นนำทั้ง Tops Market, Central Food Hall, Gourmet Market และ Rimping ในราคาซองละ 195 บาท ตรวจสอบรายชื่อสาขาที่วางจำหน่ายและรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม ได้ที่ www.facebook.com/TGDThailand และwww.instagram.com/thegoldenduck.thailand/ แล้วคุณจะเข้าใจ ว่าทำให้ใครๆก็ติด #กับDuckความอร่อย

เกี่ยวกับ เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก

เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก มีจุดกำเนิดมาจากแรงบันดาลใจในการนำรสชาติเอกลักษณ์อาหารจานเด่นจากสิงคโปร์มารังสรรค์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่ในขนมทุกชิ้น บริษัทเป็นผู้ส่งออกอาหารที่มีชื่อเสียงของกลุ่มขนมขบเคี้ยวในประเทศสิงคโปร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ มันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็ม หนังปลาทอดกรอบรสไข่เค็ม สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม และสาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูผัดพริก เรามีการสร้างและพัฒนาขนมแต่ละรสชาติไม่ให้จำเจ ด้วยเทคนิคอันทันสมัยและสูตรลับความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร คิดค้นโดยทีมเชฟมากประสบการณ์ คุณสามารถคาดหวังความอร่อยเข้มในทุกคำจากเดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ทั้งส่วนผสมที่ทำจากวัตถุดิบแท้และการควบคุมการผลิตที่มีคุณภาพ การันตีความอร่อยแบบพรีเมี่ยมในฐานะ Gourmet Treat เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ไม่ได้เพียงแต่เป็นขนมยอดฮิตในสิงคโปร์ หากแต่ความอร่อยของเรายังเดินทางไปทั่วทุกภูมิภาคกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และไทย

‘สปอนเซอร์’ โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’

posted Oct 7, 2019, 7:46 PM by Maturos Lophong


‘สปอนเซอร์’ โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’

สามรสชาติใหม่ พิชิตใจผู้บริโภครุ่นใหม่ขยายฐานตลาด

· ‘สปอนเซอร์’ ครองความเป็นเจ้าตลาดสปอร์ตดริ้งค์ ด้วยส่วนแบ่ง 90% เดินหน้าแนะนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่พิชิตใจผู้บริโภค เติบโตเหนือตลาด 17% แตะ 5,000 ล้านบาท

· ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ มีให้เลือก 3 สูตร อร่อยสดชื่น ในราคาเพียงขวดละ 10 บาท ชูสูตรไฮไลท์ ‘แอคทีฟ วิตามินซี’ (สีเขียว) มีวิตามินซีสูงถึง 200% คุ้มค่าสุดในตลาด

· ดึง ‘เก้า - สุภัสสรา ธนชาต’ นางเอกสาวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ที่พร้อมสนุกสดชื่นกับทุกกิจกรรม

กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิต ‘สปอนเซอร์’ เครื่องดื่มสปอร์ตดริ้งค์อันดับหนึ่งของไทย เปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ สามรสชาติใหม่ ในฉลากดีไซน์ใหม่ อร่อยสดชื่น น้ำตาลน้อยลงจากสูตรเดิม ช่วยดับกระหาย ชดเชยการเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ชูไฮไลท์สูตรสีเขียว ‘แอคทีฟ วิตามินซี’ ที่ผสานคุณประโยชน์จากวิตามินซีสูงถึง 200% ราคาเพียงขวดละ 10 บาท คุ้มที่สุดในตลาด เตรียมงบกว่า 300 ล้านบาท เสริมสร้างการเติบโต พร้อมดึงนางเอกสุดฮอต ‘เก้า – สุภัสสรา ธนชาต’ เป็นพรีเซ็นเตอร์สาวคนแรก โดย ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ ได้รับ การพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และขยายฐานกลุ่มเป้าหมายสู่วัยรุ่น วัยทำงานที่มีความแอคทีฟ ให้ได้สนุกกับทุกกิจกรรมด้วยความสดชื่น สอดรับกับสโลแกน ‘สนุก สดชื่น ของคนแอคทีฟ’ 

นายศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดโกลเบิล กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “เราได้พัฒนา ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ สปอร์ตดริ้งค์สามสูตรใหม่ ดื่มได้ทุกเมื่อที่ต้องการเติมความสดชื่น พร้อมฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันในแต่ละสูตร ได้แก่ 1. สีเขียว - สปอนเซอร์ แอคทีฟ วิตามินซี ที่มีวิตามินซีสูง 200% มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน 2. สีฟ้า - สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซิงค์ มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย 3. สีแดง - สปอนเซอร์ แอคทีฟ แมกนีเซียม มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ โดยทั้งสามสูตรมีจำหน่ายทั้งแบบขวดแก้ว และสลีคแคนโฉมใหม่สดใสยิ่งขึ้น”


“ปัจจุบัน ตลาดสปอร์ตดริ้งค์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท โดย ‘สปอนเซอร์’ เป็นผู้นำอันดับหนึ่งที่ครองส่วนแบ่งตลาด 90% และเป็นผู้ผลักดันตลาดด้วยยอดขายที่โตขึ้น 17% (เทียบกับมกราคม - กรกฎาคมในปี 2561) เหนือกว่าตลาดโดยรวมที่โต 15% เราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างการเติบโตและต่อยอดความแข็งแกร่งของสปอนเซอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ออกกำลังกาย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งในด้านรสชาติ และคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดย ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ นี้ จะทำให้เราขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพื่อความพร้อมกับทุกกิจกรรมระหว่างวัน” นายศุภชัยกล่าวเสริม 

เพื่อเป็นการส่งเสริมการรับรู้และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ‘สปอนเซอร์’ ทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท สร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดส่งท้ายปี ได้แก่ การเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สาวคนแรก ‘เก้า - สุภัสสรา ธนชาต’ นางเอกขวัญใจวัยรุ่นที่ใส่ใจดูแลตนเองและแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ‘โอ้! แม่เก้า’ ที่มีทีเด็ดได้คนดังในสื่อโซเชียล อาทิ ‘แฮปปี้ แนนซี่’ ‘นายฮ้อยชวนชิม’ ‘หมอแล็บแพนด้า’ และ ‘แร็ปเอก’ มาร่วมแสดงในตอบจบ 4 แนว พร้อมสร้างเอ็นเกจเม้นท์จากการชวนผู้บริโภคร่วมเลือกตอนจบแบบที่ชอบผ่านทางเฟสบุ๊ค และยูทูบ ‘Sponsor Thailand’ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษมากมาย นอกจากนี้ยังจัดทีมสปอนเซอร์ ทรูป ลงพื้นที่แจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองดื่ม พร้อมจัดเต็มสื่อสนับสนุนแบบ 360o และจัดโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงมีนาคมปีหน้า

“สปอนเซอร์เป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเกลือแร่บรรจุขวดพร้อมดื่มเป็นรายแรกในประเทศไทย จากการคิดค้นของ ‘คุณเฉลียว อยู่วิทยา’ ในปี 2528 ที่นับว่าเป็นการปฏิวัติและเพิ่มความสะดวกในการบริโภคเกลือแร่ของคนไทยจากในอดีตที่ต้องนำผงเกลือแร่ชงละลายกับน้ำ ส่งผลให้สปอนเซอร์ประสบความสำเร็จ ขึ้นครองความเป็นผู้นำในตลาดจวบจนปัจจุบัน” นายศุภชัยกล่าวส่งท้าย

ท้าให้ลอง! ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ วิตามินซี’ สปอร์ตดริ้งค์สูตรใหม่ ‘สนุก สดชื่น ของคนแอคทีฟ’ มีส่วนผสมของวิตามินซีสูงถึง 200% ดื่มได้ทุกช่วงเวลา บรรจุในขวดแก้วขนาด 250 มล. ราคา 10 บาท และสลีค แคน ขนาด 325 มล. ราคา 13 บาท วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านค้าทั่วประเทศ

ร่วมติดตามข้อมูลและกิจกรรมต่างๆ ของ ‘สปอนเซอร์’ ได้ที่ www.facebook.com/Sponsorthailand หรือ www.tcp.com

1-10 of 160