Marketing




“ไอเดีย คิวบ์” เขย่าตลาดธูปเทียนและอุปกรณ์ให้แสงสว่างในไทย

posted Oct 11, 2019, 12:46 AM by Maturos Lophong   [ updated Oct 11, 2019, 12:47 AM ]


ไอเดีย คิวบ์” เขย่าตลาดธูปเทียนและอุปกรณ์ให้แสงสว่างในไทย

เปิดตัวเทียน LED “แคร์ล(CLAIRE)” และ Smart Sensor light “ริน(RIN)”

ก้าวขึ้นแท่นผู้นำตลาดรายแรกในประเทศไทย ตั้งเป้าโต 30% ต่อเนื่องทุกปี

บริษัท ไอเดีย คิวบ์ จํากัด ผู้นำในการพัฒนาสินค้า และนำเข้าเทียนแอลอีดีรายแรกของประเทศไทย เปิดตลาดพลิกโฉมสินค้า ธูปเทียน เครื่องหอมสำหรับบูชา และผลิตภัณฑ์ส่องสว่างในประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ เทียนแอลอีดีแบรนด์ “แคร์ล (CLAIRE)” และผลิตภัณฑ์ไฟ สมาร์ท เซ็นเซอร์, ไฟโซล่า, ถังขยะเซ็นเซอร์ แบรนด์ “ริน (RIN)” อย่างเป็นทางการ ชูเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตอบโจทย์แนวทางวิถีชีวิตคนไทยรอบด้าน มุ่งเน้นฟังก์ชันใช้งานง่าย สะดวกสบาย ภายใต้สินค้าที่มีคุณภาพและความปลอดภัย 100% มุ่งเจาะตลาดผ่านช่องทางขายออฟไลน์และออนไลน์เป็นหลัก พร้อมยืนเป็นผู้นำตลาดหนึ่งเดียวในไทย ตั้งเป้ายอดขายโต 20-30% ต่อเนื่องทุกปี




นายธานัท ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเดีย คิวบ์ จํากัด เปิดเผยว่า “ไอเดีย คิวบ์ มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ส่องสว่าง และยังเป็นผู้คัดสรรผลิตภัณฑ์เทียนแอลอีดีรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย ด้วยความเข้าใจในวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยเป็นอย่างดี และยังรู้ถึงปัจจัย, ข้อจำกัด และอันตรายที่มีสาเหตุมาจากการใช้ธูปเทียนจริงอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น อุบัติเหตุจากอัคคีภัย ตลอดจนผลกระทบที่ส่งผลด้านสุขภาพจากควันธูปและควันเทียน เราจึงเริ่มนำสินค้าเทียนแอลอีดีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศเข้ามาจำหน่าย โดยผลิตภัณฑ์นี้สามารถใช้ทดแทนเทียนไขได้จริง และเป็นที่ยอมรับอย่างมากในวงกว้าง ด้วยคุณภาพที่ดี ทนทาน มีความปลอดภัย และใช้งานง่าย สะดวก สบาย โดยสินค้าที่เราจัดจำหน่ายในปัจจุบันจะมีอยู่ทั้งสิ้น 2 แบรนด์ คือ “แคร์ล (CLAIRE)” และ “ริน (RIN)” ซึ่งทั้งคู่จะมีจุดเด่น และความพิเศษที่แตกต่างกันออกไป

แบรนด์ แคร์ล (CLAIRE) คือสินค้ากลุ่มเทียน LED บูชาพระ, เทียน LED ตกแต่งบ้าน และ Accessory ตกแต่งเพื่อการสร้างบรรยากาศต่าง ๆ จุดเด่นคือมีความหลากหลายครบถ้วนของกลุ่มสินค้า และมีการออกแบบเพื่อตอบสนองกับวิถีชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะ ที่สำคัญ การใช้ธูปเทียนแอลอีดี จะมีความปลอดภัยในการใช้งาน 100% ไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในเรื่องอัคคีภัย ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อสุขภาพที่เกิดจากควันธูปเทียนอีกด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายหลักของแคร์ล จะอยู่ในกลุ่มลูกค้าที่มีการบูชาพระพุทธรูปในบ้าน และกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการใช้เทียนตกแต่งในบ้าน ที่ต้องการลดความเสี่ยงด้านสุขภาพจากควันธูปควันเทียน และคำนึงถึงความสะอาดของสถานที่การใช้งาน รวมถึงกลุ่มลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย เน้นใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์กับชีวิตและครอบครัวให้ดีขึ้น สำหรับกลุ่มเป้าหมายรองลงมาจะเป็นกลุ่ม วัด ศาสนสถานต่างๆ โรงแรม หรือร้านอาหาร ซึ่งตอนนี้แคร์ลมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 รายการ จำหน่ายตามห้างสรรพสินค้ามากกว่า 200 สาขาทั่วประเทศ และมีสินค้าจำหน่ายเข้าตลาดแล้วรวมมากกว่า 500,000 ชิ้น

โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของแบรนด์ “แคร์ล (CLAIRE)” จะเป็นสินค้ากลุ่มที่นำมาประกอบพิธีทางศาสนา กราบไหว้บูชาพระ ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตได้เป็นอย่างดี และมีหลากหลายขนาดให้ได้เลือกใช้ สำหรับสินค้าไฮไลท์ในส่วนกลุ่มศาสนา คือ กระถางธูปที่ใส่บทสวดมนต์ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบประกอบสมาธิเป็นอย่างมากโดยสินค้าสามารถปรับเปลี่ยนบทสวดได้ตามความต้องการ ผ่านทางช่องเสียบ SD Memory Card ที่สามารถใส่บทสวดเข้าไปเพิ่มได้

นอกจากนี้ยังมีสินค้ากลุ่มเทียน LED ตกแต่ง ที่นำมาสร้างบรรยากาศ ตั้งแต่มุมใช้สอยขนาดเล็กจนกระทั่งพื้นที่ขนาดใหญ่ ก็สามารถสร้างบรรยากาศอบอุ่น ผ่อนคลาย และโรแมนติคได้ทุกโอกาส เหมาะสำหรับห้องพักภายในคอนโด, โรงแรม, ร้านอาหาร, และสปา โดยสินค้าจะทำงานด้วยถ่านชาร์จภายในตัวเครื่อง และสามารถปรับใช้ไฟบ้านให้เหมาะกับแสงเทียน LED ได้ตามความต้องการของผู้ใช้


ในการเปิดตัวแบรนด์ “แคร์ล (CLAIRE)” อย่างเป็นทางการ บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมใหม่อย่าง เทียน LED ปล่อยกลิ่นหอม Aroma พร้อมรีโมทคอนโทรล มาร่วมเปิดตัวอีกด้วย โดยเทียน LED นี้ สามารถส่งกลิ่นหอมได้ในขณะใช้งาน ตัวสินค้าทำจากเทียนไขจริง เนรมิตเปลวเทียน LED ที่สวยงามพลิ้วไสวเสมือนเปลวไฟของจริง แต่ไม่ก่อให้เกิดความร้อนระหว่างการทำงาน มาพร้อมฟังก์ชันพิเศษ ที่สามารถใส่กลิ่นน้ำหอมที่ชื่นชอบได้ และควบคุมระดับ ตั้งระยะเวลาการปล่อยกลิ่นหอมได้ตามพื้นที่ความต้องการ ทำงานด้วยถ่านชาร์จประเภท Lithium เหนือชั้นกว่าด้วยการควบคุมจากรีโมทคอนโทรล สะดวกทุกการใช้งาน จากฟังก์ชันตั้งเวลาเพื่อเปิด-ปิดการทำงานแบบอัตโนมัติได้เอง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์ Smart Sensorlight ภายใต้แบรนด์สินค้า “ริน (RIN)” เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชอบการ DIY (Do it yourself) รวมถึงกลุ่มไลฟ์สไตล์ “Family Man” ที่รักในการนำสิ่งดีๆ มาให้กับทุกคนในครอบครัว และชื่นชอบ Gadget แบบสมาร์ทฟังก์ชันที่หลากหลาย ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ต้องซ่อมแซมและบำรุงรักษาให้ยุ่งยาก ซึ่งสินค้าในแบรนด์ริน จัดอยู่ในกลุ่มไฟ Motion Sensor Nightlight ที่ใช้ทั่วไปในคอนโด, ตึกแถว, บ้านเดี่ยว กลุ่มไฟ Solar Sensor Nightlight ที่เน้นเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยยามกลางคืน ตกแต่งพื้นที่บริเวณนอกบ้าน และกลุ่มไฟ Solar Spot light - Solar Street lights ที่ใช้ในหมู่บ้าน และโรงงานขนาดกลาง-ขนาดใหญ่

จุดเด่นของสินค้าแบรนด์ “ริน (RIN)” นี้ นอกจากจะมีความหลากหลายและสะดวกในการใช้งานแล้ว ถูกออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถติดตั้งได้เอง ไม่ต้องเดินสายไฟ และ ดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์ ประหยัดค่าไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญบริษัทฯ ยังเสริมบริการหลังการขายและการรับประกันสินค้าให้กับลูกค้า ซึ่งตอนนี้ ผลิตภัณฑ์ของ RIN มีมากกว่า 100 รายการ จำหน่ายไปแล้วกว่า 100,000 ชิ้น ในช่องทางร้านค้าและห้างสรรพสินค้ากว่า 100 สาขา


สินค้าที่ได้รับความนิยมของแบรนด์ ริน (RIN) มีหลากหลายชนิด อาทิ Sensor Nightlight แบบสื่อสารอัตโนมัติ Communicate Sensor Nightlight ที่ใช้งานภายในอาคาร เหมาะกับพื้นที่ทางเดินและบันไดต่างๆ ทำงานด้วยถ่านไฟฉาย ติดตั้งสะดวกด้วยกาว 3M หรือสกรู ซึ่งติดมาพร้อมกับสินค้า โดย Nightlight จะทำงานเฉพาะกลางคืนหรือช่วงที่มีแสงน้อย โดยไฟจะสว่างขึ้นมาอัตโนมัติ เมื่อมีการเคลื่อนไหวผ่านรัศมีเซ็นเซอร์ และเมื่อตัวแรกไฟสว่าง ตัวที่สองจะสว่างขึ้นมาพร้อมกันโดยอัตโนมัติ แม้ยังไม่มีการเคลื่อนไหวผ่านรัศมีเซ็นเซอร์ของตัวที่สอง ทำให้เกิดแสงสว่างทั่วทั้งทางเดิน และ ปิดเองโดยอัตโนมัติเมื่อเดินผ่านไป เพิ่มระดับความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานได้ดี โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงวัยและกลุ่มเด็กเล็ก และลูกค้ายังสามารถเพิ่มจำนวนไฟ ที่จะให้เปิด/ปิดไฟพร้อมกัน ได้ไม่จำกัด ภายในรัศมีของเซ็นเซอร์

ในส่วนของช่องทางการจัดจำหน่าย บริษัทมีการจัดจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยช่องทางจำหน่ายออฟไลน์มีทั่วประเทศ บริษัทมีวางจำหน่ายพร้อมทั้งอัพเดทสินค้าใหม่ๆ ที่ HomePro ทุกสาขา รวมไปถึงห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่าง Megahome, Index Living Mall, Do Home, Big C, Makro และ Foodland ส่วนช่องทางจำหน่ายออนไลน์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ www.ideacube.co.th และ Online Marketplaces ต่าง ๆ อาทิ HomePro online shop, Lazada, Shoppee เป็นต้น”

นายธานัท กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมด้านการตลาดว่า “ปัจจุบัน สินค้าในตลาดจะมีสินค้าในบางรายการที่มีการทำงานคล้ายคลึงกับ “แคร์ล (CLAIRE)” และ “ริน (RIN)” แต่จะมีคุณภาพที่แตกต่างกันหลายระดับ ซึ่งปัจจัยในข้อนี้อาจส่งผลให้ผู้บริโภคบางราย ไม่กล้าทดลองใช้สินค้าจากแบรนด์ของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราต่างจากคู่แข่ง คือความมั่นใจในคุณภาพและการรับประกันสินค้า รวมถึงบริการหลังการขาย ซึ่งหากมองภาพรวมแล้ว เรามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในแง่การเติบโตของจำนวนสินค้าและการรับรู้ในแบรนด์สินค้าที่เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งยังมีการเติบโตในช่องทางการจำหน่ายที่คลอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ที่สำคัญในด้านการเติบโตของด้านยอดขาย จะเป็นจุดหนึ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือของสินค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งในช่วงแรกบริษัทมีอัตราการเติบโตสูงถึง 30% ในทุกๆ ปี

นอกจากนี้ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจของไทยและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอยู่ในขณะนี้ ประกอบกับการแข่งขันในตลาดที่ดุเดือดมากขึ้นทุกวัน ทำให้เราต้องปรับตัว และคิดค้นสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโดยเน้นกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในทุกกลุ่ม และเราจะต้องพัฒนาสินค้าในเชิงลึกเพื่อสร้างจุดแข็ง สร้างความแตกต่างของสินค้าให้เกิดขึ้นภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน เติมเต็มช่องว่างเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความพึงพอใจได้มากที่สุดนั่นเอง” นายธานัท กล่าวปิดท้าย

ในปีใหม่ที่จะมาถึงนี้ สำหรับผู้ที่อยากให้สุขภาพดีๆกับผู้หลักผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือ อยากถวายความปลอดภัยกับวัด อยากสร้างความโรแมนติกกับคู่รัก และอยากปรับเปลี่ยนบ้านให้ทันสมัย ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความอบอุ่น แคร์ลและรินได้จัดเตรียมสินค้าและโปรโมชั่นสุดคุ้ม พร้อมในทุกหมวดหมู่ ท่านที่สนใจสามารถสอบถามโทร. 02-945-8271-2 หรือติดตามรายละเอียดต่าง ๆ ได้ที่ www.ideacube.co.th หรือ www.facebook.com/clairecandlethailand และ www.facebook.com/rin.smartlight

The Golden Duck แบรนด์ขนมต้นตำรับจากสิงคโปร์ พร้อมบุกตลาดไทย

posted Oct 9, 2019, 3:02 AM by Maturos Lophong



The Golden Duck แบรนด์ขนมต้นตำรับจากสิงคโปร์ พร้อมบุกตลาดไทย 

อย่างเป็นทางการ ขนทัพ 4 รสชาติความอร่อย เตรียมปูพรมวางสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ

ตั้งเป้าก้าวกระโดดถึง 200 จุดจำหน่ายภายในปี 2563

เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก (The Golden Duck) แบรนด์ขนมสัญชาติสิงคโปร์ผู้บุกเบิกขนมกินเล่นรสไข่เค็ม (Salted egg yolk snack) จากเมืองสิงโตพ่นน้ำ เดินเกมรุกเขย่าตลาดขนมขบเคี้ยวในไทย ส่ง 4 รสชาติเข้มข้น ‘หนังปลากรอบคลุกไข่เค็ม มันฝรั่งทอดกรอบคลุกไข่เค็ม สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม’ และรสชาติไฮไลท์ ’สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบคลุกปูผัดพริก’ ชูจุดขาย ‘รสชาติต้นตำรับ ที่มาพร้อมความแตกต่างด้านรสชาติแต่ยังถูกปากคนไทย’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ตัวจริงเรื่องกินเล่น” กับพันธกิจ ‘กอบกู้วิกฤติศรัทธาความอร่อยในประเทศไทย’ เดินเครื่องเต็มที่เพื่อให้คนไทยติด #กับDuckความอร่อย เตรียมปูพรมวางสินค้าครอบคลุมทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2558 เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก เปิดตัวแบรนด์ที่ประเทศสิงคโปร์ พร้อมกับเสียงตอบรับที่ดีกับขนมรสชาติแรก มันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็ม แต่เป้าหมายและความมุ่งมั่นของแบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ก้าวสู่ปีที่ 3 เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก วันนี้ได้ขึ้นเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งครองใจผู้บริโภคสิงคโปร์ เช่นเดียวกับเลย์ และพริงเกิ้ล การันตีด้วยยอดขายดีอันดับหนึ่งของขนมขบเคี้ยวใน 7-Eleven ช่วงตรุษจีนในฮ่องกงช่วงปี 2561-62 ฮ่องกง จึงได้ต่อยอดธุรกิจ ขยายสาขาสู่ประเทศฟิลิปปินส์ จีน มาเลเซีย ไต้หวัน และประเทศไทย อีกทั้ง เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ยังมีการส่งออกกว่า 70 ประเทศทั่วโลก

“เมื่อประมาณต้นปี 2558 ผมเริ่มเห็นความนิยมของหนุ่มสาวชาวมิลลิเนียลกับการบริโภคขนมหรืออาหารที่มีส่วนผสมของไข่เค็มที่มากขึ้นเรื่อยๆ เลยปรึกษากับคริสว่าเราน่าจะทำอะไรเกี่ยวกับเทรนด์ไข่เค็มฟีเวอร์ที่มีอยู่ ซึ่งย้อนไปตอนนั้น เราทั้งสองคนไม่มีพื้นฐานทางธุรกิจในอุตสาหกรรมขนมขบเคี้ยวมาก่อน แต่เราก็ไม่ลังเลที่จะลองทำธุรกิจนี้ ด้วยเพราะเป้าหมายทางธุรกิจของเราทั้งคู่ คือเราจะต้องไม่ทำแบรนด์ขนมกินเล่นรสชาติหรือคุณภาพงั้นๆ แต่เราจะเป็นต้นตำรับความอร่อยของขนบคบเคี้ยว สินค้าต้องมีคุณภาพคับแน่นในทุกซองและต้องมอบประสบการณ์ทางรสชาติที่แปลกใหม่ให้คนรักขนมตัวจริง แบรนด์เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก จึงถือกำเนิดขึ้นทันที” นายโจนาธาน เชน ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจต่างประเทศและผู้บริหารผลิตภัณฑ์กล่าว

“สิ่งที่ เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ต่างจากทุกแบรนด์ขนมที่มีอยู่ในตลาด คือเราเป็นแบรนด์ขนมที่จริงจังเรื่องกินเล่นครับ เรามีความเชื่อเรื่องศาสตร์แห่งขนม (Snackology) เรามีทีมเชฟผู้ทุ่มเทในการเสาะหารสชาติแรงบันดาลใจในการจับคู่รสชาติเข้มข้นของแต่ละอาหารจานพิเศษให้คงอยู่พร้อมเนื้อสัมผัสแปลกใหม่ ที่พร้อมปรุงออกมาเป็นขนมสุดอร่อยที่ทำจากวัตถุดิบแท้คุณภาพในทุกชิ้น” นายคริสโตเฟอร์ หวัง ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร กล่าว


“สำหรับการบุกตลาดในประเทศไทย เราเล็งเห็นเม็ดเงินหมุนเวียนในกลุ่มธุรกิจสแน็คฟู้ด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 4 พันล้านบาท (137 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยในปี 2562 คาดการว่าตลาดจะเติบโตขึ้นทั้งปีที่ 1.2% (CAGR 2019-2023)1 ทั้งนี้เรามองว่า ผู้บริโภคชาวไทยต้องการสัมผัสกับขนมขบเคี้ยว แสวงหารสชาติที่แปลกใหม่และมองหาขนมขบเขี้ยวที่มีความหลากหลาย ด้วยเหตุนี้เราจึงส่ง เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก (The Golden Duck) ถึง 4 รสชาติ ได้แก่ ‘หนังปลากรอบคลุกไข่เค็ม มันฝรั่งทอดกรอบคลุกไข่เค็ม สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม’ และรสชาติไฮไลท์ ’สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบคลุกปูผัดพริก’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการบริโภคขนมขบเคี้ยวที่แตกต่างกัน” นายโจนาธาน กล่าว 

“ในแง่ของรูปแบบธุรกิจและแผนการจัดจำหน่ายสินค้าในไทยจะแตกต่างจากสิงคโปร์ ในประเทศไทยจะจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด อันได้แก่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ / ท็อปส์ มาร์เก็ต / กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ ริมปิง ซุปเปอร์มาร์เก็ต (จังหวัดเชียงใหม่) โดยเราให้ความสำคัญกับการลงสินค้าที่สาขาพรีเมี่ยมเป็นหลัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 รสชาติ เราตั้งราคาขายอยู่ที่ห่อละ 195 บาท ซึ่งการเลือกสาขาในการจัดจำหน่าย ทำให้เราสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม และหลังจากที่ได้วางสินค้าไปเมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา เราได้รับผลตอบรับที่ดีเกินคาด เหตุผลแรก คือ เรากระจายสินค้าได้ครอบคลุมถึง 20 สาขา โดยแบ่งป็น 18 สาขาในกรุงเทพ และ 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ เหตุผลที่สอง คือ เราใช้ Influencers Marketing โดยเราทำคอนเทนท์ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งนับเป็นช่องทางทางการสื่อสารข้อมูลให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างการรับรู้และสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วและอัพเดทข่าวสารได้แบบเรียลไทม์” นายโจนาธาน กล่าว

“ตัวจริงเรื่องกินเล่น คือ คอนเซ็ปต์ของเดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก เรามีพันธกิจในการกอบกู้วิกฤติศรัทธาความอร่อยในประเทศไทย ดังนั้นเราจึงเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงแบรนด์คาแรคเตอร์ของ เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ซี่งเป็นแบรนด์ที่เต็มไปด้วยความสนุก ความกวนๆ เพื่อมาช่วยสื่อสารข้อมูลที่มีความแปลก แหวกแนว และหลากหลายไปตามกลุ่มเป้าหมาย เราได้สร้างสรรค์คอนเทนท์ผ่านรายการ ว่านไปเรื่อย (Wan Around) ซึ่งสร้างปรากฎการณ์ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง เกิดการดูมากกว่า 450,000 ครั้ง (บน YouTube และ Facebook) นอกจากนี้ เรายังได้ร่วมงานกับ 5 โซเชียลมีเดียเพจชื่อดัง โดยเจาะกลุ่มไปที่ เพจคนชอบดูกีฬา เพจคนทำงาน เพจคนชอบดูภาพยนตร์ เพจกลุ่มคนที่ชอบงานปาร์ตี้ และเพจกลุ่มคนที่ชอบตามติดเทรนด์ เพื่อสร้าง ‘วัฒนธรรม’ คนชอบกินขนมให้เกิดขึ้น เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ประเทศไทยได้เปิดโอกาสความนสนุกให้ได้ทำมากมาย” นายโจนาธาน กล่าวสรุป


สินค้าของ The Golden Duck ที่วางจำหน่ายในประเทศไทย


Singapore Chilli Crab Seaweed Tempura: สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูผัดพริก ปรุงรสอย่างลงตัวด้วยความหวานของเนื้อปู ความเผ็ดกำลังดีของพริก และกลิ่นหอมของสาหร่ายย่างแบบรมควัน ทั้งยังมีแป้งเทมปุระกรอบๆที่ คลุกเคล้ารวมกันได้อย่างดี

Salted Egg Fish Skin Crunchy Crisps: หนังปลาทอดกรอบรสไข่เค็ม เพียงแค่เปิดซองก็หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นของใบแกง ไข่เค็มสุดเข้มข้น และหนังปลาทอดกรอบแผ่นบาง

Salted Egg Crab Seaweed Tempura: สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม ความลงตัวของไข่เค็ม ที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับความกรอบของแป้งเทมปุระเคลือบสาหร่ายย่าง และความหวานของเนื้อปู และคลุกไข่เค็ม

Salted Egg York Potato Crisps: มันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็ม มันฝรั่งทอดเคลือบด้วยผงไข่เค็มที่เราคัดสรรไข่เค็มคุณภาพดี สีทองอร่าม ปรุงรสด้วยใบแกง และเครื่องแกง

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ลิ้มลองความอร่อย ของเดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ทั้ง 4 รสชาติ ไม่ว่าจะเป็นหนังปลากรอบกริ๊บคลุกไข่เค็มสุดนัว มันฝรั่งทอดกรอบแผ่นบางคลุกไข่เค็มเน้นๆ สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็มเต็มๆคำ และรสชาติไฮไลท์ที่พลาดไม่ได้อย่างสาหร่ายเทมปุระทอดกรอบคลุกปูผัดพริก สามารถหาซื้อได้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตสาขาชั้นนำทั้ง Tops Market, Central Food Hall, Gourmet Market และ Rimping ในราคาซองละ 195 บาท ตรวจสอบรายชื่อสาขาที่วางจำหน่ายและรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติม ได้ที่ www.facebook.com/TGDThailand และwww.instagram.com/thegoldenduck.thailand/ แล้วคุณจะเข้าใจ ว่าทำให้ใครๆก็ติด #กับDuckความอร่อย

เกี่ยวกับ เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก

เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก มีจุดกำเนิดมาจากแรงบันดาลใจในการนำรสชาติเอกลักษณ์อาหารจานเด่นจากสิงคโปร์มารังสรรค์เป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่ในขนมทุกชิ้น บริษัทเป็นผู้ส่งออกอาหารที่มีชื่อเสียงของกลุ่มขนมขบเคี้ยวในประเทศสิงคโปร์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อาทิ มันฝรั่งทอดกรอบรสไข่เค็ม หนังปลาทอดกรอบรสไข่เค็ม สาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูไข่เค็ม และสาหร่ายเทมปุระทอดกรอบรสปูผัดพริก เรามีการสร้างและพัฒนาขนมแต่ละรสชาติไม่ให้จำเจ ด้วยเทคนิคอันทันสมัยและสูตรลับความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร คิดค้นโดยทีมเชฟมากประสบการณ์ คุณสามารถคาดหวังความอร่อยเข้มในทุกคำจากเดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ทั้งส่วนผสมที่ทำจากวัตถุดิบแท้และการควบคุมการผลิตที่มีคุณภาพ การันตีความอร่อยแบบพรีเมี่ยมในฐานะ Gourmet Treat เดอะ โกลด์เด้น ดั๊ก ไม่ได้เพียงแต่เป็นขนมยอดฮิตในสิงคโปร์ หากแต่ความอร่อยของเรายังเดินทางไปทั่วทุกภูมิภาคกว่า 70 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และไทย

‘สปอนเซอร์’ โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’

posted Oct 7, 2019, 7:46 PM by Maturos Lophong


‘สปอนเซอร์’ โดยกลุ่มธุรกิจ TCP เปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’

สามรสชาติใหม่ พิชิตใจผู้บริโภครุ่นใหม่ขยายฐานตลาด

· ‘สปอนเซอร์’ ครองความเป็นเจ้าตลาดสปอร์ตดริ้งค์ ด้วยส่วนแบ่ง 90% เดินหน้าแนะนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่พิชิตใจผู้บริโภค เติบโตเหนือตลาด 17% แตะ 5,000 ล้านบาท

· ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ มีให้เลือก 3 สูตร อร่อยสดชื่น ในราคาเพียงขวดละ 10 บาท ชูสูตรไฮไลท์ ‘แอคทีฟ วิตามินซี’ (สีเขียว) มีวิตามินซีสูงถึง 200% คุ้มค่าสุดในตลาด

· ดึง ‘เก้า - สุภัสสรา ธนชาต’ นางเอกสาวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซ็นเตอร์ จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ที่พร้อมสนุกสดชื่นกับทุกกิจกรรม

กลุ่มธุรกิจ TCP ผู้ผลิต ‘สปอนเซอร์’ เครื่องดื่มสปอร์ตดริ้งค์อันดับหนึ่งของไทย เปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ สามรสชาติใหม่ ในฉลากดีไซน์ใหม่ อร่อยสดชื่น น้ำตาลน้อยลงจากสูตรเดิม ช่วยดับกระหาย ชดเชยการเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย ชูไฮไลท์สูตรสีเขียว ‘แอคทีฟ วิตามินซี’ ที่ผสานคุณประโยชน์จากวิตามินซีสูงถึง 200% ราคาเพียงขวดละ 10 บาท คุ้มที่สุดในตลาด เตรียมงบกว่า 300 ล้านบาท เสริมสร้างการเติบโต พร้อมดึงนางเอกสุดฮอต ‘เก้า – สุภัสสรา ธนชาต’ เป็นพรีเซ็นเตอร์สาวคนแรก โดย ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ ได้รับ การพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และขยายฐานกลุ่มเป้าหมายสู่วัยรุ่น วัยทำงานที่มีความแอคทีฟ ให้ได้สนุกกับทุกกิจกรรมด้วยความสดชื่น สอดรับกับสโลแกน ‘สนุก สดชื่น ของคนแอคทีฟ’ 

นายศุภชัย จุนเกียรติ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดโกลเบิล กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า “เราได้พัฒนา ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ สปอร์ตดริ้งค์สามสูตรใหม่ ดื่มได้ทุกเมื่อที่ต้องการเติมความสดชื่น พร้อมฟังก์ชั่นที่แตกต่างกันในแต่ละสูตร ได้แก่ 1. สีเขียว - สปอนเซอร์ แอคทีฟ วิตามินซี ที่มีวิตามินซีสูง 200% มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน 2. สีฟ้า - สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซิงค์ มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย 3. สีแดง - สปอนเซอร์ แอคทีฟ แมกนีเซียม มีส่วนช่วยในการทำงานของระบบประสาท และกล้ามเนื้อ โดยทั้งสามสูตรมีจำหน่ายทั้งแบบขวดแก้ว และสลีคแคนโฉมใหม่สดใสยิ่งขึ้น”


“ปัจจุบัน ตลาดสปอร์ตดริ้งค์ในประเทศไทยมีมูลค่าประมาณ 5,500 ล้านบาท โดย ‘สปอนเซอร์’ เป็นผู้นำอันดับหนึ่งที่ครองส่วนแบ่งตลาด 90% และเป็นผู้ผลักดันตลาดด้วยยอดขายที่โตขึ้น 17% (เทียบกับมกราคม - กรกฎาคมในปี 2561) เหนือกว่าตลาดโดยรวมที่โต 15% เราเชื่อมั่นว่าการเปิดตัว ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างการเติบโตและต่อยอดความแข็งแกร่งของสปอนเซอร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ที่ออกกำลังกาย ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกที่หลากหลาย ทั้งในด้านรสชาติ และคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดย ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ ซีรีส์’ นี้ จะทำให้เราขยายตลาดไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์แอคทีฟ ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเติมความสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพื่อความพร้อมกับทุกกิจกรรมระหว่างวัน” นายศุภชัยกล่าวเสริม 

เพื่อเป็นการส่งเสริมการรับรู้และการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างครอบคลุม ‘สปอนเซอร์’ ทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท สร้างสรรค์กิจกรรมการตลาดส่งท้ายปี ได้แก่ การเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สาวคนแรก ‘เก้า - สุภัสสรา ธนชาต’ นางเอกขวัญใจวัยรุ่นที่ใส่ใจดูแลตนเองและแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา ภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ ‘โอ้! แม่เก้า’ ที่มีทีเด็ดได้คนดังในสื่อโซเชียล อาทิ ‘แฮปปี้ แนนซี่’ ‘นายฮ้อยชวนชิม’ ‘หมอแล็บแพนด้า’ และ ‘แร็ปเอก’ มาร่วมแสดงในตอบจบ 4 แนว พร้อมสร้างเอ็นเกจเม้นท์จากการชวนผู้บริโภคร่วมเลือกตอนจบแบบที่ชอบผ่านทางเฟสบุ๊ค และยูทูบ ‘Sponsor Thailand’ ตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 พฤศจิกายนนี้ เพื่อลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษมากมาย นอกจากนี้ยังจัดทีมสปอนเซอร์ ทรูป ลงพื้นที่แจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่างเพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองดื่ม พร้อมจัดเต็มสื่อสนับสนุนแบบ 360o และจัดโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าปลีกชั้นนำทั่วประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้จนถึงมีนาคมปีหน้า

“สปอนเซอร์เป็นผู้บุกเบิกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเกลือแร่บรรจุขวดพร้อมดื่มเป็นรายแรกในประเทศไทย จากการคิดค้นของ ‘คุณเฉลียว อยู่วิทยา’ ในปี 2528 ที่นับว่าเป็นการปฏิวัติและเพิ่มความสะดวกในการบริโภคเกลือแร่ของคนไทยจากในอดีตที่ต้องนำผงเกลือแร่ชงละลายกับน้ำ ส่งผลให้สปอนเซอร์ประสบความสำเร็จ ขึ้นครองความเป็นผู้นำในตลาดจวบจนปัจจุบัน” นายศุภชัยกล่าวส่งท้าย

ท้าให้ลอง! ‘สปอนเซอร์ แอคทีฟ วิตามินซี’ สปอร์ตดริ้งค์สูตรใหม่ ‘สนุก สดชื่น ของคนแอคทีฟ’ มีส่วนผสมของวิตามินซีสูงถึง 200% ดื่มได้ทุกช่วงเวลา บรรจุในขวดแก้วขนาด 250 มล. ราคา 10 บาท และสลีค แคน ขนาด 325 มล. ราคา 13 บาท วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านค้าทั่วประเทศ

ร่วมติดตามข้อมูลและกิจกรรมต่างๆ ของ ‘สปอนเซอร์’ ได้ที่ www.facebook.com/Sponsorthailand หรือ www.tcp.com

ไทยเบฟ ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรที่ยั่งยืนระดับโลก

posted Oct 3, 2019, 10:20 PM by Maturos Lophong


· ไทยเบฟ ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรที่ยั่งยืนระดับโลก 

· บรรลุตามเป้าหมายวิสัยทัศน์ 2020 ครองตลาดอาเซียน

· ครองอันดับหนึ่ง DJSI (World Index) 2 ปี ต่อเนื่อง

· พร้อมโชว์วิสัยทัศน์ด้านธุรกิจ Vision 2025 ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจเครื่องดื่มและอาหารในอาเซียน เตรียมพร้อมการพัฒนาบุคลากร รับเทรนด์โลก ด้านเทคโนโลยี มองยาว 30 ปี

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จัดแถลงข่าวผลการดำเนินงาน และทิศทางธุรกิจที่เติบโต มั่นคง ยั่งยืน พร้อมโชว์ศักยภาพความแข็งแกร่งด้านการลงทุน และขยายเครือข่ายทางธุรกิจเชื่อมโยงทุกมิติ ตอกย้ำผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน และการก้าวสู่ผู้นำระดับโลก ที่นำโดยแม่ทัพใหญ่ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเบียร์ พร้อมด้วย คุณประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจำหน่าย คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ประเทศไทย คุณเอ็ดมอนด์ เนียว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารการลงทุนตราสินค้า คุณเบนเน็ตต์ เนียว กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทไซ่ง่อนเบียร์-แอลกอฮอล์-เบฟเวอเรจ คอร์ปอเรชั่น (ซาเบโก้) คุณลี เม็ง ตัท ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และกรรมการผู้อำนวยการ ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ, ลิมิเต็ด (เอฟแอนด์เอ็น) คุณเลสเตอร์ ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮออล์ ประเทศไทย คุณนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหารประเทศไทย และ ดร. เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล ณ โรงแรม แบงค็อก แมริออท มาคีส์ ควีนส์ปาร์ค (สุขุมวิท 22) เมื่อบ่ายวันนี้ ( 3 ตุลาคม 2562)

คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และผู้บริหารสูงสุดกลุ่มธุรกิจเบียร์ กล่าวว่า “ความภาคภูมิใจของกลุ่มไทยเบฟในปีนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจในระดับโลก ที่นำมาสู่ภูมิภาคอาเซียน ที่ไทยเบฟได้รับคัดเลือกให้เป็นอันดับที่ 1 ของโลก ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม และ Industry leader ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 4 โดยไทยเบฟเป็นเพียงบริษัทเดียวในประเภท
อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของอาเซียนที่ได้รับการคัดเลือก สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาความยั่งยืนขององค์กร อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ 2020 ที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ที่ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของไทยเบฟ

ปีนี้ถือเป็นปีที่เข้าสู่ปีสุดท้ายของวิสัยทัศน์ 2020 ที่เราได้ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2014 ซึ่งเป็นแผนธุรกิจ ระยะ 3 ปี 2 แผนติดต่อกัน ซึ่งเราได้บรรลุเป้าของแผนที่หนึ่งไปแล้วตั้งแต่ปี 2017 ขณะนี้เรากำลังขับเคลื่อนและผลักดันเข้าสู่เป้าหมายที่เราตั้งความฝันไว้ที่เราจะเข้าสู่การเข้าไปยืนอยู่ได้อย่างสง่างามในฐานะ Stable and Sustainable Asean Leader เป็นบริษัทไทยที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืนอยู่ในภูมิภาคอาเซียน โดยผลประกอบการ 9 เดือน ของปี 2019 ถึงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมานี้ ยอดขายรวมอยู่ที่ 205,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 18.2% EBITDA เพิ่มขึ้น 21.0% เป็น 36,265 ล้านบาท และ Net profit อยู่ที่ 21,894 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.1%

จากวิสัยทัศน์ 2020 เราได้กำหนดเรื่องสำคัญไว้ 5 เรื่อง โดยในช่วง 3 ปีแรก เราเน้นเรื่องของ Growth การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ และ Diversity ความหลากหลายของสินค้าและตลาด ซึ่งเราได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และมีการขยายส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทย ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดสำคัญ เช่น เวียดนาม และเมียนมาร์ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เราได้เน้นในเรื่อง Brand และ Reach ซึ่งก็คือ ฝ่ายการตลาด (Marketing) และการขาย (Sale) ให้ทำงานควบคู่กันไปอย่างใกล้ชิด เพิ่มความเข้าใจผู้บริโภค และการเข้าถึงลูกค้าของเรา ทำให้เราสามารถผลักดันผลประกอบการได้อย่างต่อเนื่อง และอีกเรื่องสำคัญคือ Professionalism ความเป็นมืออาชีพด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร เป็นเรื่องที่ไทยเบฟให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พนักงานของเราที่มีมากกว่า 60,000 คน เราพยายามที่จะให้โอกาส และให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการค้นหาให้มีคนที่มีศักยภาพให้เติบโตควบคู่ไปกับธุรกิจของเราแบบไร้ขีดจำกัด และเรายังได้ผลักดันให้มีระบบการสร้างคน ทำ IDP Individual Development Program เป็นรายบุคคล และจัดให้มี Talent Management and Succession Plan programs เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนของเราได้โอกาสในการพัฒนาหน้าที่การงาน ยิ่งธุรกิจของเราเติบโตไปเท่าไหร่โอกาสก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น โดยความเชื่อของเรา และหน้าที่ของผมซึ่งเป็น CEO ก็คือการสร้างสรรค์และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ให้กับพนักงาน ผู้บริหารของเรา จนถึงคู่ค้าและพันธมิตรทุกภาคส่วน

โดยสรุปภาพรวมในวิสัยทัศน์ 2020 ถือว่าสามารถขับเคลื่อนและประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งทำให้เรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ส่งต่อให้เราสามารถพัฒนาแผนธุรกิจของเรา ให้เป็น Business plan ที่มองไปไกลถึง 2025 ซึ่งจะเป็นแผน 3 ปี อีก 2 แผนของเรา เริ่มนับที่ 2020 - 2022 เป็นแผน 3 ปีแรก และ 2022-2025 เป็นแผน 3 ปี ที่สอง จะเห็นความเชื่อมโยงก้าวข้ามระหว่างปี 2020 ไปยัง 2025 ซึ่งในปี 2020 นี้เราจะทำ พร้อมกันคือการปิด Budget Plan ของแผน 2020 พร้อมกับสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้เราก้าวไปสู่ผลสำเร็จที่เราวางไว้ในปี 2025 แต่การที่เราจะไปถึง 2025 ได้นั้น มีเรื่องสำคัญอยู่ 2 เรื่อง คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิตอล ซึ่งวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีสิ่งใหม่ๆ ที่ให้โอกาสทางธุรกิจของเรา และสามารถพัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการทำงานของเราในเรื่องที่จะเข้าสู่โลกของ Digital Age จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโลกเปลี่ยนไป แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่าคนของเราต้องมีความพร้อม จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องวางแผนด้านไอทีของเราไปถึง ปี 2030 และกำหนดแผนพัฒนาคนไปถึงปี 2050 เพราะคนที่จะเป็นผู้บริหารในปี 2050 นับไปจากปีนี้ 30 ปี ก็คือคนที่เข้ามาทำงานในไทยเบฟ อายุ 20 ปี ที่ในปี 2050 เขาก็จะอายุ 50 ปี เราจึงจำเป็นต้องเฟ้นหาคนที่เหมาะสมกับสิ่งที่เราจะทำ นอกจากนั้นก็ยังมีคน 60,000 คน ที่อยู่กับเราที่จะต้องเตรียมรองรับกับเทคโนโลยีที่จะเข้ามาในระบบงานของเรา จะมีคนบางส่วนที่ต้องส่งเสริมเรื่องทักษะ และศักยภาพ Upskill บางส่วนต้อง Reskill เพราะงานที่เขาทำอยู่ เช่นขับรถ Forklift ในโกดังของเรา วันข้างหน้ารถ Forklift อาจกลายเป็น Self-driving ทำให้พนักงาน ซึ่งอยู่กับเรามานานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ จึงต้องพัฒนาทักษะด้านอื่นให้เขายังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้ ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องมองให้ไกลไปถึงปี 2030, 2040 และ 2050 คือการเตรียมคนให้พร้อม การมองทั้งโอกาสในด้านการตลาด และการเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานให้สอดคล้องกับโลกที่จะเปลี่ยนไป ซึ่งการมองแบบนี้เรามองไปในตลาดที่อยู่ในปัจจุบันไม่น่าจะเพียงพอ เมื่อเรามีโอกาส และประสิทธิภาพ เราจึงไม่ได้มองเพียงเรื่องของอาเซียน ซึ่งจะมีประชากรสูง 700 ล้านคน ภายในปี 2025 รวมถึงนักท่องเที่ยวอีกกว่า 120 ล้านคน เหมือนใน Vision 2020 แต่ในปี 2025 ผมมองไปถึงอาเซียน+6 ซึ่งมีประชากรรวมกันกว่าครึ่งโลก มีประเทศที่มีอัตราการโตของเศรษฐกิจสูง เช่น เมียนมาร์ 7.4 % กัมพูชา 7.2 % ลาว 7.1 % และเวียดนาม 6.2% กลุ่มประเทศที่เป็นที่จับตามองในปัจจุบันคือ MTV (เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม) นอกจากนี้ เรามองไปข้างหน้าเห็นโอกาสที่น่าตื่นเต้น ผมเห็นว่าเรายังมีโอกาสจากการเชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจของโลกผ่านโครงการสำคัญ เช่น Belt Road Initiative ของประเทศจีน” 

คุณประภากร ทองเทพไพโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจสุรา และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารช่องทางการจำหน่าย เผยว่า “กลุ่มธุรกิจสุรา ในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมาได้มีการพัฒนาผลิตภัณท์อย่างต่อเนื่อง สำหรับธุรกิจในประเทศไทย เราได้เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้ผลิตภัณฑ์สุราขาวรวงข้าวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยเปลี่ยนมาใช้ขวดใหม่ที่มีการพิมพ์นูนคำว่า “รวงข้าว” ลงไปบนขวด เพื่อสร้างความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเพิ่มขึ้น ในส่วนของสุราสีหงส์ทอง เราจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ขนาดใหม่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สุราหงส์ทองขนาด 1 ลิตรในเดือนนี้ นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มตราสินค้า Kulov ในช่วงต้นปีงบประมาณที่ผ่านมา ได้แก่ KULOV Red Blast RTD และ KULOV Vodka ขนาด 700 ml และในปีงบประมาณหน้า เราจะเปิดตัวสินค้าใหม่สู่ตลาด ได้แก่ KULOV Lemon Pop RTD และ KULOV Vodka ขนาด 1 ลิตร ในส่วนตลาดเมียนมาร์ เรามีความภาคภูมิใจที่ Grand Royal มียอดขายทะลุ 10 ล้านลัง ในปีล่าสุด อันเป็นความสำเร็จจากการที่บริษัทมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการกระจายสินค้าอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันสำหรับตลาดสุราพรีเมี่ยมจากสกอตแลนด์ บริษัท Inver House ได้ทำการปรับโฉมสุราซิงเกิ้ลมอลต์ Balblair ให้มีความทันสมัยและพรีเมี่ยมยิ่งขึ้นด้วย”


คุณโฆษิต สุขสิงห์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเบียร์ ประเทศ ไทย และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มธุรกิจต่อเนื่อง เผยว่า “ก้าวที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงของไทยเบฟฯ สู่ปี 2020 สู่การเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยและอาเซียนดูจะไม่ไกล เมื่อตัวเลขภาพรวมตลาดเบียร์ในประเทศไทยปี 2019 เติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องกับการทำกิจกรรมการตลาดบนแพลตฟอร์มที่หลากหลายตรงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค อีกทั้งผลสำรวจล่าสุดจาก IPSOS ยังพบว่า เบียร์ช้าง เป็นแบรนด์เบียร์อันดับ 1 ของประเทศไทย ที่ผู้บริโภคจะเลือกดื่ม (FIRST BEER BRAND CONSIDERATION AMONGST CONSUMERS IN THAILAND) ล่าสุด "เครื่องดื่มตราช้าง" ยังได้สร้างกระแส ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เขย่าวงการลูกหนังไทย ทุ่มงบกว่า 1,100 ล้านบาท สนับสนุนสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยยาวนาน 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2559 จนถึง ปี 2568) ปลุกกระแสช้างศึก #เล่นไม่เลิก ชวนคนไทยส่งใจเชียร์ทีมชาติไทยเข้าไปลุ้นบอลโลก พร้อมเตรียมเซอร์ไพรส์กับกิจกรรมเฉลิมฉลองช้างครบรอบ 25 ปี เปิดตัวเบียร์ “ช้าง 25 ปี โคลด์ บริว ลาเกอร์ (Chang 25th Anniversary Cold Brew Lager)” กับนวัตกรรมการกรองเบียร์โดยใช้อุณหภูมิที่ต่ำกว่า 0 องศา (Sub-Zero Filtration) ซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษที่ดึงรสชาติและกลิ่นของมอลต์ออกมาได้อย่างเต็มที่ ที่จะมาสร้างความคึกคักให้ตลาดเบียร์ไทย และจะยังคงเดินหน้าลุยธุรกิจเบียร์และสานต่อกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมด้านอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค”

นอกจากนี้ ผมยังมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องของ Sustainability ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ปีนี้ ไทยเบฟ ได้รับการจัดอันดับให้เป็นผู้นำ อันดับ 1 อุตสาหกรรมเครื่องดื่มของโลก (Industry Leader) ซึ่งหมายถึงการเป็นบริษัทที่มีการพัฒนาความยั่งยืนในมาตรฐานสากลในระดับโลก ที่จัดทำโดย S&P Dow Jones ให้เป็นสมาชิกใน DJSI ประจำปี 2562 โดยได้รับการยอมรับในการเป็นผู้นำสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ในกลุ่มดัชนีความยั่งยืน DJSI World Market และได้เป็นสมาชิกในกลุ่มดัชนี DJSI World ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หรือกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เป็นปีที่ 4 ทั้งหมดนี้ภาคอุตสาหกรรมในระดับโลกมีเพียง 60 บริษัทเท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือก ซึ่งไทยเบฟสามารถทำคะแนนรวมสูงสุดได้ 92 คะแนนสูงสุด จาก 61 ประเภทอุตสาหกรรมทั่วโลก ซึ่งไทยเบฟทำคะแนนได้ดีเหนือคู่แข่งใน 15 ด้าน คือ Brand Management, Customer Relationship Management, Health & Nutrition, Innovation Management , Materiality, Policy Influence, Supply Chain Management, Tax Strategy, Climate Strategy, Environmental Reporting, Genetically Modified Organisms, Packaging, Corporate Citizenship and Philanthropy, Human Rights และ Social Reporting นอกจากนี้ ยังสามารถทำคะแนนเต็ม 100 คะแนนใน 12 หัวข้อ ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับปีก่อน ได้แก่ Brand Management, Health & Nutrition, Innovation Management, Materiality, Policy Influence, Environmental Reporting, Packaging, Corporate Citizenship and Philanthropy, Social Reporting, Tax Strategy, Genetically Modified Organisms และ Climate Strategy ทั้งนี้ใน 3 หัวข้อหลัง ไทยเบฟสามารถทำคะแนนประเมินได้เต็ม 100 เป็นครั้งแรก ผลการประเมินในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของไทยเบฟ ที่สะท้อนให้เห็นว่าเรามีความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง และสามารถวัดผลสำเร็จได้จริง พร้อมมุ่งมั่นสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ใส่ใจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับโลกอย่างแท้จริง”

คุณเอ็ดมอนด์ เนียว รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่, ผู้บริหารสูงสุด กลุ่มบริหารการลงทุนตราสินค้า เผยว่า “การริเริ่มผลิตเบียร์ช้างในโรงเบียร์ Emerald Brewery ในสหภาพเมียนมาร์ เสริมสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับไทยเบฟฯ ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเบฟฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมกับ บริษัท เฟรเซอร์ และนีฟ จำกัด (“ F&N”) ในการสร้างโรงงานเพื่อผลิตเบียร์ช้างในประเทศเมียนมาร์ การเริ่มต้น ในการดำเนินการภายใต้ Emerald Brewery ของ F&N เกิดขึ้นที่เขตชุมชนเลกู เมืองย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพเมียร์มาร์ เป็นการขยายการดำเนินงานของกลุ่มไทยเบฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเสริมสร้างจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับไทยเบฟฯ ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาค นำโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ในธุรกิจเบียร์มานานหลายปี และเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งทำให้ Emerald Brewery สามารถผลิตเบียร์ช้างที่มีคุณภาพสูง ได้อย่างยั่งยืน โดย Emerald Brewery มีกำลังการผลิตปีละประมาณ 50 ล้านลิตร มีการบรรจุเบียร์ในบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับรางวัลระดับโลกเพื่อจัดจำหน่ายทั่วประเทศใน 5 รูปแบบ คือ แบบขวดปริมาณ 320 มล. และ 620 มล. ,แบบกระป๋อง 330 มล. และ 500 มล. รวมทั้งแบบถังปริมาณ 30 ลิตร”

คุณเบนเนตต์ เนียว กรรมการผู้อำนวยการ ซาเบโก้ เบียร์ เบฟเวอเรจ คอเปอเรชั่น เผยว่า “Sabeco ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากรัฐวิสาหกิจเป็นบริษัทระดับสากลที่ดำเนินงานอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้ Sabeco อยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นบริษัทที่รวมข้อมูลเชิงลึกของท้องถิ่น มีความภาคภูมิใจในบริษัท และเคารพในวัฒนธรรมเวียดนาม และเปิดรับแนวทางปฏิบัติและนวัตกรรมสากล ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ จะสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้กับฐานธุรกิจในเวียดนาม และเมื่อมีพร้อมแล้วก็จะสามารถขยายสถานะของเราสู่ตลาดโลก ทั้งนี้ฝ่ายบริหารได้ให้ความสำคัญกับ 7 Pillars ของ Sabeco:

· การขาย: ระบบผลตอบแทนตัวแทนจำหน่าย และความสามารถ ศักยภาพในด้านการขาย

· การลงทุนในตราสินค้า: New brand positioning การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์

· การผลิต: ก่อสร้างโรงเบียร์แห่งที่ 26 เสร็จสิ้น มีแผนการขยายโรงเบียร์

· Supply chain: การดำเนินงานและบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการนำเทคโนโลยีเข้ามา

· ต้นทุน: การลดต้นทุนของวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายในการบริหาร

· WARM Employee: โครงสร้างเงินเดือนใหม่ซึ่งพิจารณาตามผลงาน วัฒนธรรมใหม่บนพื้นฐานของ Global Value ของ ThaiBev

(WARM: Willing, Able, Ready, Motivated)

· คณะกรรมการบริหาร: การมอบอำนาจ; กลยุทธ์ระยะยาว

7 Pillars ให้เกิดผลผ่าน SABECO 4.0

2019 Highlight: การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562

การเปลี่ยนแปลงบรรจุภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์เพื่อฟื้นคืนภาพลักษณ์ให้ดูใหม่แก่ Bia Saigon เป็น Rising Spirit ของ Young Progressive Vietnam มีการใช้มังกรซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเวียดนามที่กำลังเติบโตได้ถูกนำมาใช้อย่างเด่นชัดและสม่ำเสมอ โดย Bia Saigon จะกลายเป็นแบรนด์หลัก”

คุณลี เม็ง ตัท กรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และ คุณเลสเตอร์ ตัน ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอลล์ ประเทศไทย เผยว่า

“ธุรกิจ NAB ใน ประเทศไทยมีความความเติบโตโดยมีผลประกอบการดีขึ้น 42.6% จากปีต่อปี โดยเน้นที่ปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น ในส่วนของการดำเนินธุรกิจภายใน เรามุ่งเน้นที่การขายสินค้า ด้วยมาร์จิ้นที่สูงขึ้นผ่านช่องทางที่มีกำไรที่มากขึ้น ในส่วนด้านระบบจัดการเรามองหาวิธีการประหยัดต้นทุนที่สูงขึ้นทั่วทั้งระบบ และในส่วนของภายนอกเราเน้นเรื่องการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเห็นได้จาก ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำตาลต่ำและไม่มีน้ำตาล ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยธุรกิจ NAB เดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้องและเรามั่นใจว่าเราจะช่วยส่งเสริมธุรกิจที่ประสบความสำเร็จของไทยเบฟ อย่างต่อเนื่อง”


คุณนงนุช บูรณะเศรษฐกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจอาหาร ประเทศไทย เผยว่า “กลุ่มธุรกิจอาหารยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับไทยเบฟ เพื่อมุ่งสู้เป้าหมาย “วิสัยทัศน์ 2020” โดยในปีงบประมาณที่ผ่านมา (YTD 9 เดือน : ต.ค 61 – มิ.ย. 62) ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมาย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งยอดขายและกำไร โดยปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ธุรกิจเติบโต ได้แก่ (1) การขยายสาขาอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด ซึ่งในปีนี้กลุ่มธุรกิจอาหารเปิดสาขาใหม่ไปทั้งสิ้น 59 สาขา (ต.ค 61 – ก.ย.62) (2) การทำการตลาดและสร้างแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมอาหาร ที่สร้างความแปลกใหม่ ตื่นเต้นให้กับผู้บริโภค (3) การให้ความคุ้มค่ากับผู้บริโภค โดยคำนึงถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการที่เรามอบให้ผู้บริโภคเป็นลำดับแรกๆ (4) การให้บริการลูกค้าผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมรองรับการขยายตัวของตลาดเดลิเวอรี่กลุ่มธุรกิจอาหารที่ตอบสนองความต้องการด้านความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภคในยุคนี้ (5) การมุ่งเน้นพัฒนาด้านต่าง ๆ ภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ของงานให้ดียิ่งขึ้น”


ดร.เอกพล ณ สงขลา รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และผู้บริหารสูงสุด กลุ่มทรัพยากรบุคคล เผยว่า “ กลุ่มไทยเบฟกำลังเดินทางสู่ช่วงปี 2020 ในฐานะบริษัทชั้นนำระดับอาเซียน ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 60,000 คน ซึ่งกว่าครึ่งเป็นพนักงานรุ่นใหม่หรือเจน Y กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จคือการเพิ่มพูนศักยภาพของพนักงานในยุคดิจิตัล ร่วมกันผสานพลังทั้งกลุ่มโดยเฉพาะการสร้างให้อาเซียนเป็นบ้านของเราอย่างแท้จริง ซึ่งในปีทีผ่านมาเราเชื่อมโยงประสบการณ์พนักงานในกลุ่มด้วยระบบ Beverest ซึ่งเป็นระบบ Cloud system ทำการพัฒนาผู้มีศักยภาพของกลุ่มตั้งแต่ระดับคนรุ่นใหม่ไปถึงผู้บริหารระดับสูง ร่วมกันทั้งไทย สิงค์โปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และเมียนมา และนอกจากนี้ไทยเบฟได้รับรางวัลอันทรงเกียรติ Best Companies to Work for in Asia 2019 จากนิตยสาร HR Asia ซึ่งทำการวิเคราะห์ข้อมูลวัฒนธรรมพนักงานระดับนานาชาติ สอดคล้องกับแนวทาง โอกาสไร้ขีดจำกัดหรือ Limitless Opportunities ของไทยเบฟได้แก่ โอกาสการเติบโตในสายอาชีพ โอกาสการเชื่อมความสัมพันธ์ และโอกาสสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อสังคม ทั้งในระดับประเทศไทยและอาเซียน”

ไทยเบฟ ยังคงมุ่งมั่น สู่การเป็นผู้นำทางด้านเครื่องดื่มครบวงจรในภูมิภาคอาเซียน พร้อมก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่ใส่ใจด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระดับโลก โดยเป้าหมายของไทยเบฟ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงผลประโยชน์ของ Stakeholder ทุกภาคส่วน พร้อมสร้างสรรค์ และแบ่งปันคุณค่าจากการเติบโต ไปสู่สังคมอย่างยั่งยืน

คูราพรอกซ์ (CURAPROX) ประกาศเดินหน้ารุกตลาดปี 63

posted Oct 1, 2019, 12:33 AM by Maturos Lophong


คูราพรอกซ์ (CURAPROX) ประกาศเดินหน้ารุกตลาดปี 63

ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากระดับพรีเมียมจากสวิตเซอร์แลนด์

ฉลองความสำเร็จหลังเติบโตกว่า 300% ปีที่ผ่านมา

-แผนการตลาดปี 63-64 เน้นการสื่อสารแบรนด์ผ่านการสร้างประสบการณ์ใช้จริงแก่กลุ่มผู้บริโภค -

-เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชั่น เข้าถึงไลฟ์สไตล์และมอบสิทธิพิเศษแก่กลุ่มผู้บริโภค-

คูราพรอกซ์ (CURAPROX) ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากระดับพรีเมียม จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายในการดำเนินงานของบริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้ารุกตลาดเตรียมงัดกลยุทธ์เด็ด เจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียม ฉลองความสำเร็จหลังเติบโตกว่า 300% ในปีที่ผ่านมา เน้นชูจุดเด่นผลิตภัณฑ์และการเข้าถึงผู้บริโภคด้านการเป็นผู้รู้จริงเรื่องการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างแท้จริง ล่าสุดเตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดพร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน CURAPROX มอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ตอบโจทย์ฐานลูกค้าได้ดีมากขึ้น


เอกสิทธิ์ นนทรีย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงที่มาว่า “คูราพรอกซ์ อยู่ภายใต้การบริหารงานจากบริษัทแม่ Curaden AG ที่ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1954 ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีจุดมุ่งหมายในการช่วยเหลือทันตแพทย์ให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาคนไข้ และสนับสนุนอุปกรณ์ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวได้แก่ ปลอดภัย (non-traumatic) มีประสิทธิภาพในการทำความสะอาด (effective) และใช้งานง่ายและเป็นที่ชื่นชอบแก่ผู้ใช้งาน (accepted) โดยมุ่งเน้นการแบ่งปันองค์ความรู้ทั้งด้านการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคลอย่างเหมาะสม รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทันตแพทย์และคนไข้ โดยได้ขยายแนวความคิดนี้ออกไปกว่า 75 ประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มี ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา จากฐานะตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย Curaden AG จึงตัดสินใจร่วมทุน และเป็นที่มาของ บริษัท คูราเดน (ประเทศไทย) จำกัดในวันนี้”

ด้านการวางกลยุทธ์การบริหารงาน มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ผ่านองค์ความรู้โดยการให้ข้อเท็จจริงให้แก่ผู้ใช้ และยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับทันตแพทย์และสถานพยาบาล รวมถึงหน่วยงานการศึกษาทั่วประเทศไทย โดยแผนการตลาดในปีพ.ศ. 2563-2564 เน้นการสื่อสารแบรนด์ผ่านการสร้างประสบการณ์ใช้จริงแก่กลุ่มผู้บริโภค ได้สัมผัสถึงคุณค่าที่แท้จริงของการใช้ผลิตภัณฑ์ โดยไร้คู่แข่งทางตรงในตลาดค้าปลีกสำหรับผู้บริโภคตลาดบน ในขณะเดียวกันยังเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายทางออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์และเข้าถึงไลฟ์สไตล์กลุ่มผู้บริโภค พร้อมมอบสิทธิประโยชน์และข้อมูลความรู้ในการดูแลสุขภาพได้ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งขึ้น

คูราพรอกซ์ในประเทศไทยวางจำหน่าย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ แปรงสีฟัน แปรงซอกฟัน และยาสีฟัน ทั้งยังได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานให้แก่ผู้บริโภคและสนับสนุนการรักษาของทันตแพทย์ได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ คือ กลุ่มแปรงสีฟัน ซึ่งแบ่งตามประเภทของการรักษา และมีมากถึง 8 รุ่น เช่น แปรงสีฟันสำหรับผู้ติดเครื่องมือจัดฟัน แปรงสีฟันเด็กสำหรับฟันน้ำนม แปรงสีฟันเด็กสำหรับฟันชุดผสม แปรงสีฟันหลังการผ่าตัด หรือฉายรังสี เป็นต้น ในปีที่ผ่านมา คูราพรอกซ์ จึงได้รับกระแสการตอบรับของตลาดอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภคในกลุ่มสินค้าพรีเมี่ยม โดยมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและให้ความสำคัญกับการเอกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง และพร้อมจะเปิดใจยอมรับนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยมีรายได้เติบโตถึง 300% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับพ.ศ 2561 

“ด้านภาพรวมและทิศทางการตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่องปากในกลุ่มพรีเมี่ยม (ออรัลแคร์) ในประเทศไทย ในเชิงมูลค่าคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 15% ต่อปี ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และการวิจัย กระบวนการผลิต ช่องทางในการจัดจำหน่ายแบบไลฟ์สไตล์ที่มีจำนวนมากขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ในการให้การตอบรับที่ดีต่อเรื่องใหม่ ๆ หรือ Product Innovation และหลายแบรนด์มีการขยายสายผลิตภัณฑ์มากขึ้น ผู้บริโภคจะได้เห็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มากขึ้น คูราพรอกซ์ จึงไม่หยุดนิ่งและเตรียมจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัวแอปพลิเคชั่น CURAPROX พร้อมมอบสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า เพื่อตอบโจทย์ประสบการณ์หลังการซื้อ (post-purchase) ที่จะสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพช่องปาก และยังเป็นการเพิ่มช่องทางในการจัดจำหน่ายที่สะดวกยิ่งขึ้น” เอกสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย

ดูรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “คูราพรอกซ์” ได้ที่ https://www.curaprox.com/th-en

https://www.facebook.com/curaproxth/



ซีพีเอฟ ร่วมกับ เซอร์ทิส นำ AI ยกระดับลูกค้าอาหารสัตว์ สู่ฟาร์มอัจริยะ 4.0

posted Sep 19, 2019, 3:01 AM by Maturos Lophong

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท เซอร์ทิส จำกัด จับมือร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีบริหารและจัดการฟาร์ม “CPF AI FarmLab Powered by Sertis” ครั้งแรกในประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (Artificial Intelligence : AI) ที่สามารถคิด วิเคราะห์ ประมวลผล และตัดสินใจเองได้ ผ่านการจดจำและการศึกษาข้อมูลจำนวนมาก มาประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เพื่อพลิกโฉมสู่การเป็นฟาร์มอัจฉริยะ หรือ Smart Farm ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมสร้างมาตรฐานให้กับกิจการฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของไทย มุ่งสู่ความเป็นเลิศในระดับสากล

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายธี วชิรมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซอร์ทิส จำกัด และ นายธงชัย เดชอินทรนารักษ์ ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เขาอ้อม จำกัด ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “CPF AI FarmLab Powered by Sertis” ณ True Branding Shop ชั้น 3 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์รองกรรมการผู้จัดการบริหารธุรกิจอาหารสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจการเกษตรอุตสาหกรรม ดำเนินธุรกิจแบบครบวงจรตั้งแต่ การผลิตอาหารสัตว์ การเลี้ยงสัตว์ และการผลิตอาหาร มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพสินค้า การจัดการฟาร์ม และยกระดับอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจปศุสัตว์ เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ เจ้าของฟาร์มและเกษตรกรให้มีความสามารถในการแข่งขันและก้าวทันยุคสมัย


สำหรับโครงการ “CPF AI FarmLab Powered by Sertis” เป็นโครงการที่ซีพีเอฟ ร่วมกับ เซอร์ทิส ในการนำเทคโนโลยีเอไอ และ Computer Vision มาพัฒนาระบบบริหารและจัดการฟาร์ม โดยเริ่มที่การยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) หรือระบบป้องกันโรค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนแรก และยังเป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการฟาร์มปศุสัตว์ในการติดตามและควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานได้อย่างสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น สำหรับการพัฒนาในส่วนถัดไป เราตั้งใจที่จะต่อยอดการนำเทคโนโลยีเอไอเข้ามาช่วยติดตามและประเมินสุขภาพสัตว์ ซึ่งเป็นอีกส่วนงานที่มีความสำคัญ ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ และด้วยความร่วมมือจากบริษัทชั้นนำอย่าง “เซอร์ทิส” เราเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาต่อยอดระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสียหายให้กับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของลูกค้าอาหารสัตว์ได้

“CPF AI FarmLab Powered by Sertis เข้ามาช่วยเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจสู่การเป็นฟาร์มต้นแบบที่มีกระบวนการทำงานที่ปลอดภัยและสามารถตรวจสอบการทำงานในจุดที่มีความเสี่ยงได้ในทุกขั้นตอน ซึ่งจัดเป็นก้าวแรกในการยกระดับบริการของผู้นำด้านการผลิตอาหารสัตว์ในประเทศไทยอย่างซีพีเอฟ ไปสู่พันธมิตรคู่ค้าอาหารสัตว์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซีพีเอฟภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จด้วยการติดอาวุธให้กับลูกค้าอาหารสัตว์ เพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน”


นายธี วชิรมน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซอร์ทิส จำกัด เปิดเผยว่า “เซอร์ทิส รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีบริหารและจัดการฟาร์มอัจฉริยะในชื่อ “CPF AI FarmLab Powered by Sertis” จากความเชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยีเอไอ ในการนำมาใช้ควบคุมการทำงานในแง่ของระบบความปลอดภัยทางชีวภาพภายในฟาร์ม โดยทำหน้าที่ตรวจสอบเฝ้าระวัง (Monitoring) การปฏิบัติงานของพนักงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านกล้องวงจรปิดที่ถูกติดตั้งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงภายในฟาร์ม ระบบเอไอจะตรวจจับและวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพที่ได้รับ และแจ้งเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบในทันที (Violation Detection and Notification) หากพบว่ามีพนักงานสัญจรเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (Line) โดยการส่งข้อความแจ้งเตือนและภาพถ่าย snapshot นอกจากนี้ เจ้าของฟาร์มและผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลสถิติย้อนหลัง ซึ่งถูกเก็บรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลที่แสดงผลบนแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาและพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด”

ทั้งนี้ การได้ร่วมมือกับซีพีเอฟ ยังเป็นการส่งเสริมแนวคิดและความมุ่งมั่นของเซอร์ทิส ในการนำเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในยุคดิจิทัล โดยเริ่มจากภาคการเกษตร อีกทั้งยังเป็นการสร้างแนวทางในการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เหมาะสมกับภาคธุรกิจต่างๆ ให้ก้าวทันยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง”

นายธงชัย เดชอินทรนารักษ์ผู้บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท เขาอ้อม จำกัด เปิดเผยว่า “ฟาร์มเขาอ้อม ดำเนินธุรกิจด้านฟาร์มปศุสัตว์ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี มีความใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างยิ่งมาโดยตลอด โดยทางฟาร์มได้ร่วมมือกับทีมผู้ชำนาญการและสัตวแพทย์จากซีพีเอฟ เพื่อช่วยกำหนดพื้นที่ภายในฟาร์มโดยแบ่งเป็นโซนอย่างชัดเจน รวมถึงสร้างมาตรการในการปฏิบัติงานในแต่ละพื้นที่ และไม่อนุญาตให้พนักงานเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันปัญหาการติดเชื้อและแพร่กระจายของโรคระบาดภายในฟาร์ม เช่น โรค ASF หรืออหิวาต์แอฟริกาในสุกร โรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์ปีก และโรคระบาดอื่นๆ และเล็งเห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบัน จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ได้นำเทคโนโลยี CPF AI FarmLab Powered by Sertis มาทดสอบใช้กับฟาร์มเขาอ้อมเป็นที่แรก โดยเรามั่นใจว่า ระบบนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งในแง่ของความปลอดภัยทางชีวภาพ ความทันสมัย และการทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว”

สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ส่งต่อคำมั่นสัญญาตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

posted Sep 18, 2019, 1:47 AM by Maturos Lophong


สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ส่งต่อคำมั่นสัญญาตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยย้ายสำนักงานระดับภูมิภาคมายังกรุงเทพมหานคร และเชื่อมั่นต่อแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแรงในภูมิภาค

เพื่อตอกย้ำความตั้งใจที่จะส่งต่ออาหารทะเลคุณภาพสูงสู่ผู้บริโภคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ตัวแทนผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารทะเลคุณภาพสูงรายใหญ่ของโลกจากประเทศนอร์เวย์ ได้ย้ายสำนักงานระดับภูมิภาคจากสิงคโปร์มายังกรุงเทพมหานคร เนื่องจากประเทศไทยเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยยอดการส่งออก 29,000 ตัน หรือมูลค่าประมาณ 4.5 พันล้านบาท อาหารทะเลโดยเฉพาะปลาแซลมอนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ใส่ใจต่อสุขภาพกลายเป็นเทรนด์ที่นิยมในประเทศไทย การเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีคุณภาพดี รวมไปถึงต้นกำเนิดของแหล่งอาหารที่นำมาบริโภค เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับผู้บริโภคไทย นอกจากนี้สภาอุตสาหกรรมฯ ยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากขึ้น ระหว่างอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์และไทย

นอร์เวย์ ถือเป็นประเทศผู้นำทางด้านนวัตกรรมและการพัฒนาการเพาะเลี้ยงอาหารทะเลที่ดีที่สุดในโลก นอกจากปลาแซลมอนที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ยังมีอาหารทะเลอีกหลากหลายชนิด ที่ได้รับการดูแลในฟาร์มและเลี้ยงในแหล่งน้ำเย็นและฟยอร์ดที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ โดยฝีมือผู้ชำนาญการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาหลายสมัย นอร์เวย์ได้เสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับทะเลที่มีเอกลักษณ์พิเศษ และการดูแลการจัดเก็บและการผลิตอย่างยั่งยืนเป็นอย่างดี แซลมอนจากนอร์เวย์ได้รับการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ในกระชัง เพียง 2.5 เปอร์เซ็นต์ ต่อน้ำ 97.5 เปอร์เซ็นต์ และมีข้อบังคับที่เข้มงวดเพื่อรับรองความปลอดภัยด้านอาหาร สำหรับการส่งออกปลาแซลมอนมายังประเทศไทยนั้น ใช้เวลาไม่เกิน 48 ชั่วโมงในการเดินทางจากนอร์เวย์มาถึงกรุงเทพฯ ด้วยกรรมวิธีรักษาคุณภาพและความสดใหม่ของปลา


ดร. อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) กล่าวว่า “ผมรู้สึกเป็นเกียรติและดีใจที่ได้เป็นตัวแทนของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ในภูมิภาคนี้ ประจำการอยู่ที่กรุงเทพมหานคร สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหาร การดูแลความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำ การผลิตอย่างยั่งยืน และการลดใช้ยาปฏิชีวนะ โดยทั้งหมดนั้น เป็นด้านที่ผู้บริโภคไทยให้ความคำนึงถึง ดังนั้น ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถให้ความรู้ความเข้าใจ แก่ผู้บริโภคไทย เกี่ยวกับประโยชน์ของอาหารทะเลจากนอร์เวย์”

นอร์เวย์ส่งออกอาหารทะเลคุณภาพสู่ตลาดโลก โดยประเทศไทยถือว่าเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีอัตราการเติบโตที่สูงในอนาคต ประเทศไทยนำเข้าอาหารทะเลสดจากนอร์เวย์จำนวนมาก โดยเฉพาะปลาแซลมอน นอร์เวย์ และมีส่วนแบ่งการส่งออกอาหารทะเลในตลาดไทยมากถึง 98 เปอร์เซ็นต์ โดยมีมูลค่าการนำเข้าอาหารทะเลมากถึง 10,000 ตัน เป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา

ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 ประเทศนอร์เวย์ส่งออกปลาฟยอร์ดเทราต์และปลาแซลมอนมายังประเทศไทยกว่า 11,000 ตัน โดยต่อจากนี้สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์มีความมุ่งมั่นที่จะบุกตลาดไทยทั้งในตลาดแบบ business-to-business (B2B) และแบบ business-to-customer (B2C) โดยในด้านตลาด B2B นั้น ทางสภาอุตสาหกรรมได้จับมือกับร้านอาหารชั้นนำในประเทศมากมาย เช่น Sushi Den, Zen, S&P และธรรมชาติซีฟู้ด Salmon Academy เป็นอีกหนึ่งกิจกรรม ที่เราได้จัดการอบรมให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับปลาแซลมอนนอร์เวย์ และปลาฟยอร์ดเทราต์ สำหรับตลาด B2C สภาอุตสาหกรรมนอร์เวย์มุ่งมั่นที่จะสร้างเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของปลาแซลมอนนอร์เวย์และปลาฟยอร์ดเทราต์ และแสดงจุดเด่นว่าเป็นปลาที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคแบบดิบ โดยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องนี้ถือเป็นภารกิจหลักของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ในปี พ.ศ. 2562 และในอนาคตต่อไป นอกจากนี้ยังจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ อีกมากมายสำหรับทุกภาคส่วนตั้งแต่ ผู้บริโภค ผู้ส่งสินค้า ผู้ส่งออก ร้านค้าขายปลีก และร้านอาหารต่าง ๆ

“ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเป็นอย่างมากในด้านอุตสากรรมอาหารทะเลจากนอร์เวย์ ดังนั้น สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์มุ่งมั่นตั้งใจที่จะส่งออกอาหารทะเลสดใหม่ คุณภาพสูงระดับโลกจากประเทศต้นกำเนิดอย่างนอร์เวย์สู่ประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดร. อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท กล่าว

นางแชสตี เริดส์มูน เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ในนามของประเทศนอร์เวย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “ดิฉันมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสานต่อความสัมพันธ์ที่ดีและยาวนานระหว่างไทยและนอร์เวย์ โดยต้อนรับสำนักงานระดับภูมิภาคของสภาอุตสาหกรรมนอร์เวย์มายังกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ในสถานเอกอัครราชทูตนอร์เวย์ ประจําประเทศไทย และสนับสนุนการส่งออกอาหารทะเลที่ดีที่สุดจากนอร์เวย์มาสู่ตลาดไทย” 

เกี่ยวกับสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (Norwegian Seafood Council – NSC)

สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เป็นบริษัทเอกชนภายใต้กระทรวงพาณิชย์ อุตสาหกรรม และการประมงประเทศนอร์เวย์ และถือเป็นสมาคมอาหารทะเลระดับประเทศเพียงแห่งเดียวในโลก NSC ทำงานร่วมกับภาคธุรกิจประมงและภาคส่วนต่างๆ ในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของนอร์เวย์ เพื่อพัฒนาตลาดอาหารทะเลของนอร์เวย์ เป็นตัวแทนผู้ส่งออกอาหารทะเล และอุตสหกรรมอาหารทะเลของประเทศนอร์เวย์ เครื่องหมายการค้า “Seafood from Norway” เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงแหล่งกำเนิดของอาหารทะเลที่จับได้หรือเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของประเทศนอร์เวย์

สเต๊กอกไก่โมชิโอะ จาก Benja Chicken

posted Sep 16, 2019, 6:47 PM by Maturos Lophong   [ updated Sep 17, 2019, 12:03 AM ]

Benja Chicken จากแบรนด์ ยูฟาร์ม ครบรอบ 1 ปี จับมือเชฟระดับโลก รังสรรค์สเต๊กอกไก่โมชิโอะ เสิร์ฟความอร่อยระดับพรีเมียมเพื่อสุขภาพจากธรรมชาติ 100% ที่ 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมเตรียมขยายสู่ตลาดต่างประเทศ ชู 3 หัวใจ เรื่องความปลอดภัย อาหารที่ดี ทานแล้วได้คุณภาพ และสุขภาพที่ดี

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ไก่เบญจา หรือ Benja Chicken เป็นผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ ยู-ฟาร์ม เปิดตัวสู่ตลาดเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมา เป็นผลิตภัณฑ์ 100% จากธรรมชาติ ปลอดสาร ปลอดภัย ไม่ใช้ฮอร์โมน และไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยงดู จากการวิจัยพัฒนาเพื่อให้ผลิตภัณฑ์นั้นมีคุณสมบัติพิเศษมากกว่ามาตรฐานปกติ และเป็นครั้งแรกของโลกที่เลี้ยงไก่ด้วยข้าวกล้องคัดพิเศษ ที่อุดมไปด้วยสารกาบา (GABA) และสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามิน B3 B6 B9 ทำให้มีความ หอม นุ่ม ฉ่ำ ปลอดสาร ปลอดภัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจาก NSF International (National Sanitation Foundation) ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้ง 5 ประการ และรสชาติที่ดีกว่า แตกต่างกว่า ตอบรับ Global Food Trend ที่ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดีจากร้านอาหารและโรงแรมชั้นนำ หันมาเลือกใช้ไก่สด Benja Chicken เป็นเมนูเสิร์ฟลูกค้าในระดับพรีเมียม



ในปีนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายการผลิต เพื่อให้ตอบสนองการบริโภคในประเทศและพร้อมขยายสู่ตลาดต่างประเทศจากฐานการตลาดทั่วโลกอยู่แล้ว โดยเน้นเจาะกลุ่มตลาด Premium Segment ที่ผ่านมา ร้าน Alma by Juan Amador ซึ่งเป็นร้านที่ได้รับรางวัลระดับโลก และล่าสุดได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหาร อันดับ 1 ในสิงคโปร์ จาก Trip Advisor นอกจากนี้ ยังเจาะตลาดในกลุ่มร้านอาหาร และในอนาคตจะวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วสิงคโปร์ พร้อมทั้งขยายสู่ตลาดในจีนและฮ่องกงในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ และจะเร่งเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ภายในปี 2563 เป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์พรีเมียมระดับโลก 

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ รองกรรมการอาวุโสด้านการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า จากกระแสการตอบรับที่ดีของผู้บริโภค เบญจา ชิคเก้น ร่วมมือกับเชฟระดับโลก อย่าง เชฟหนุ่ม-ธนินทร จันทรวรรณ จาก ร้าน CHIM BY SIAM WISDOM พัฒนาให้เป็นเมนูอาหารพร้อมทาน ที่สะดวก รวดเร็ว หาซื้อง่ายใกล้บ้าน สำหรับเมนู “สเต๊กอกไก่ โมชิโอะ” เราคัดสรรในส่วนของอกไก่ ซึ่งมีแคลอรี่ต่ำ ดีต่อสุขภาพ และอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ ทั้งสารกาบา (GABA) และสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน B3 B6 B9 จึงตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยของอาหาร (FOOD SAFETY) อาหารที่ดี (FOOD QUALITY) ทานแล้วได้คุณภาพ และสุขภาพที่ดี (FOOD HEALTHY) ที่มีความอร่อยด้วย โดยวางจำหน่ายที่ร้านสะดวกซื้อ 7 – eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ 
“นอกจากนี้ เชฟหนุ่มยังได้รังสรรค์ผลิตภัณฑ์รสชาติใหม่ออกวางจำหน่ายอีก 2 เมนู คือ ไก่อบซอสสามรสและอกไก่นุ่มคลีนรสพริกแม็กซิกัน ซึ่งเบญจาชิกเก้นไก่อบซอสสามรสจะวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้” นางสาวอนรรฆวี กล่าว
ด้าน เชฟหนุ่ม – นายธนินทร จันทรวรรณ จากร้าน CHIM BY SIAM WISDOM กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ที่ร้านไม่มีเมนูไก่เลย เพราะอาหาร Fine dining ส่วนใหญ่ไม่มีเนื้อไก่ ด้วยคุณลักษณะทั้งเรื่องคุณภาพ ความอร่อย และความปลอดภัยของ Benja Chicken ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เชฟ พัฒนาเมนู Fine dining รวมถึงเมนูอาหารจานเดียว ข้าวมันไก่ เมนูพื้นบ้านที่หาทานยากพร้อมทานที่อร่อยและดีกับสุขภาพ 

สำหรับ “เมนูสเต็กอกไก่โมชิโอะ” นำเนื้ออกไก่ของ เบญจา ชิกเก้น เป็นวัตถุดิบหลัก และใช้เกลือ โมชิโอะ เกลือบริสุทธิ์ ที่มีรสชาติที่ดี และส่วนผสมอื่นที่เป็นเครื่องเทศเพื่อเพิ่มมิติของรสชาติ เช่น พริกชิจิมิ ให้ความหอม แต่ไม่เผ็ด รวมไปถึงเครื่องเทศอื่นๆ อีก 7 ชนิด หมักเข้าเนื้อ แล้วปรุงสุก ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ไม่ใส่สีและกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคได้รับความอร่อยที่พิเศษแตกต่างด้วยความหอม นุ่ม และฉ่ำของเนื้อไก่ เบญจา ชิคเก้น เหมือนกับไปทานที่ร้าน./

ลาซาด้า เปิดตัวแคมเปญใหญ่แห่งปี Lazada 9.9 Big Discovery Sale

posted Sep 4, 2019, 9:36 PM by Maturos Lophong



ลาซาด้า เปิดตัวแคมเปญใหญ่แห่งปี Lazada 9.9 Big Discovery Sale จัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง พร้อมโปร 9 ล้านดีล 9 ล้านคูปอง

“ลาซาด้า” เปิดฤดูกาลแห่งการช้อปปิ้งด้วยมหกรรมเซลล์ Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง ผนึกกำลังแบรนด์พันธมิตรและร้านค้าออนไลน์ ชูดีลสุดพิเศษพร้อมประสบการณ์แบบ ‘ช้อปเปอร์เทนเม้นท์’ ผ่านมหกรรมช้อปแบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 ลาซาด้า ผู้นำอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดมหกรรมเซลล์ประจำปีครั้งยิ่งใหญ่ “Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง” 9 กันยายนนี้ พร้อมนำเสนอโปรโมชั่นเด็ด 9 ล้านดีล 9 ล้านคูปอง และสิทธิประโยชน์จากร้านค้าและแบรนด์พันธมิตรชั้นนำ โดยในปีนี้แคมเปญ 9.9 ตอกย้ำความแข็งแกร่งของกลยุทธ์ ช้อปเปอร์เทนเม้นท์ ด้วยกิจกรรมออนไลน์สู่ออฟไลน์ หรือ “O2O” มหกรรมงานช้อป ชิม ชมคอนเสิร์ต จัดเต็ม 3 วัน 7-9 กันยายนนี้ที่ใจกลางเมืองอย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่เหล่านักช้อปจะได้ค้นพบประสบการณ์ใหม่นอกเหนือจากแพลทฟอร์มออนไลน์

นายแจ๊ค จาง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่า จากการสำรวจของบริษัทวิจัยด้านอีคอมเมิร์ซชั้นนำอย่าง EcommerceIQ ประเทศไทยถือเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซแบบธุรกิจสู่ผู้บริโภค หรือ B2C ที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากอินโดนีเซีย โดยตลาดอีคอมเมิร์ซในไทยนั้นยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีถือเป็นช่วงเวลาทองของอีคอมเมิร์ซ แคมเปญ Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง จึงถือเป็นกิจกรรมเปิดฤดูกาลการช้อปปิ้ง โดยลาซาด้าจะมีกิจกรรมอื่นๆ ตามมาอีกมากมายจนถึงสิ้นปี นอกจากนี้ แคมเปญนี้ยังช่วยให้ แบรนด์และผู้ขายรวมถึงลูกค้าของลาซาด้า ได้ทดลองฟีเจอร์ใหม่ก่อนที่จะถึงช่วงเวลาทองแห่งการขายด้วย ดังนั้น ลาซาด้า 9.9 จึงถือเป็นแคมเปญแห่งการค้นพบประสบการณ์และสิ่งใหม่ๆ อย่างแท้จริง

นางสาวธนิดา ซุยวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ประเทศไทยมียอดขายอันดับ 1 ของลาซาด้า และเป็นอินโนเวชั่นฮับของ 'อาลีบาบา' ที่อยากจะนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ จะเริ่มที่ไทยเป็นแห่งแรก เนื่องจากมีความพร้อมในศักยภาพของพนักงานในบริษัท ศักยภาพของคนไทยที่มีค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่นๆ ขณะที่ในเรื่องศักยภาพผู้ใช้ที่มความพร้อม ใช้โทรศัพท์ค่อนข้างสูง โดยตลาดออนไลน์ในไทยมีเพียง 3% ปีที่ผ่านมาตลาดออนไลน์มีมูลค่าประมาณ 3 พันล้านบาท ปี 2025 คาดว่าจะประมาณ 13 พันล้านบาท การทำแคมเปญช่วยผลักดันยอดขายดีขึ้น ปีนี้คนเริ่มรู้จักแคมเปญ และรู้จักลาซาด้ามากขึ้น ค่อนข้างมั่นใจว่าการบริโภคของผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้น ซึ่งยอดใช้จ่ายปกติจะประมาณ 1,000 บาทต้นๆ แต่ช่วงแคมเปญยอดใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น 5 เท่า ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแคมเปญ ถ้าเป็นแคมเปญ 11.11 แคมเปญใหญ่ คนรู้จักมากกว่า แคมเปญค่อนข้างใหม่การใช้จ่ายต่อคนจะน้อยลง อาจจะมากกว่า 3 เท่า 4 เท่า หรือ 5 เท่า


สำหรับการทำตลาดปีนี้โฟกัสกลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่เด็กลงอายุ 18-24 ปี เน้นสินค้าที่ราคาถูกลง เพื่อให้กลุ่มนี้สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ ปัจจุบัน ลาซาด้า มีกลุ่มลูกค้าทุกกลุ่มจนถึงอายุ 45 ปี มีฐานลูกค้าเกิน 20 ล้านราย การทำตลาดมุ่งหาคอนเท้นให้เหมาะตอบโจทย์ฐานลูกค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น เน้นกลยุทธ์ O2O ประสานออฟไลน์ และออนไลน์เข้าด้วยกัน


"ลาซาด้า ลงทุนระยะยาวในเรื่องของอีโคซิสเท็ม เพย์เม้นท์ โลจิสติกส์ ต่างๆ คอนซูเมอร์เซอร์วิส เป็นสิ่งที่โฟกัสเป็นหลัก โดยมีการอัพเดทเทคโนโลยีสม่ำเสมอ ซึ่งเทคโนโลยีที่มีใน อาลีบาบา ได้นำมาใช้ในลาซาด้าเช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงทุกๆ เดือนที่นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้บนแพลตฟอร์มลาซาด้า ช่วยแบรนด์ และร้านค้าที่เป็นเอสเอ็มอีให้ประสบความสำเร็จ นำเทคโนโลยี เครื่องมือต่างๆ เข้ามาช่วย ซึ่งที่ผ่านมามีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาตลอดเพื่อช่วยร้านค้า ในหลังบ้าน จะเห็นความเคลื่อนไหวทั้งยอดคนเข้ามาชม และสินค้าชนิดไหนที่คนชอบดู ทำให้คาดการณ์ได้ว่าทำไมไม่ซื้อ หรือซื้อราคาไหน ทำให้ตั้งราคาได้ดีขึ้น และเพื่อเตรียมสต็อกสินค้าให้ตรงความต้องการ อีกอย่างคือ การตกแต่งหน้าร้าน สามารถสร้างคูปองได้เอง สามารถออกแบบธุรกิจได้เอง รวมทั้งฟีเจอร์ เอไอ ที่นำเข้ามาช่วยในด้านบริการ บนแพลตฟอร์มลาซาด้า ใน 1 วินาที ทำรายการได้มากสุดกว่า 230,000 ออเดอร์" นางสาวธนิดา กล่าว

Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง มีกิจกรรมต่างๆ ให้ผู้ซื้อได้ร่วมสนุกและเพลิดเพลินกับประสบการณ์ช้อปปิ้งใหม่ๆ อาทิ:

· ข้อเสนอสุดพิเศษและหลากหลาย มาพร้อมโปรโมชั่นเด็ด 9 ล้านดีล 9 ล้านคูปอง และสินค้าราคาพิเศษเริ่มต้นที่ 1 บาท โดยครั้งนี้ยังมีคูปองเด็ดมูลค่า 999 บาทที่เปิดให้นักช้อปได้กดเก็บสะสมทุกชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 9.00 น. - 21.00 น. นอกจากนี้ เตรียมพบข้อเสนอสุดพิเศษและส่วนลดสูงสุดถึง 90% จากร้านค้าและพันธมิตรบนแพลตฟอร์มลาซาด้า อาทิ เทสโก้ โลตัส, เป๊ปซี่โค, สหกรุ๊ป, ยูนิชาร์ม, เอนฟาโกร, ออปโป้, ซาบีน่า และอื่นๆ อีกมากมาย

· ลาซาด้า เปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างโค้ดส่วนลดในรูปแบบของแบรนด์เอง (Brand Unique Vouchers) และสามารถโปรโมทผ่านช่องทางอื่นๆ นอกเหนือจากแพลทฟอร์มของลาซาด้า เพื่อช่วยให้แบรนด์สร้างเอนเกจเม้นท์กับลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งลูกค้าสามารถค้นหาส่วนลดจากแบรนด์ดัง อาทิ ยูนิลีเวอร์, ลอรีอัล ปารีส และเสียวหมี่ ได้บนแอปพลิเคชันของลาซาด้า

· นอกจากนี้ เพื่อตอกย้ำประสบการณ์ “ช้อปเปอร์เทนเม้นท์” (Shoppertainment) ลูกค้าลาซาด้ายังจะได้ร่วมสนุกกับ LazGame Quests ที่เปิดโอกาสให้นักล่าดีล ได้เล่นเกมส์สะสมเหรียญเพื่อแลกดีล และรางวัลสุดพิเศษต่างๆ ซึ่งรวมถึง iPhone X เป็นต้น

พิเศษสุดในปีนี้ ลาซาด้าได้จัดกิจกรรมแบบออนไลน์สู่ออฟไลน์ที่ใหญ่ที่สุด 3 วันเต็ม ตั้งแต่ 7-9 กันยายน 2562 ณ ลานกิจกรรมด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อนักช้อปได้ค้นพบประสบการณ์ช้อปเปอร์เทนเม้นท์ในแบบที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ตอกย้ำบทบาทแห่งการเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์ของลาซาด้า 

· จากความร่วมมือกับ LOL market ลูกค้าจะได้เปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งควบคู่ไปกับกิจกรรมบันเทิง ภายในงาน Lazada 9.9 Big Discovery Sale ช้อป ชิม ชมคอนเสิร์ต พร้อมค้นหาดีลสุดพิเศษบนแอฟลิเคชั่นลาซาด้าไปพร้อมๆ กัน

o LOL Market (7-9 กันยายน) เลือกช้อปอย่างจุใจตลอด 3 วันเต็ม กับสินค้าแฟชั่น 160 แบรนด์ดังจาก LazInStyle

o LOL Canteen (7-8 กันยายน) พบกับเมนูเด็ดและการเปิดตัวร้านอาหารยอดฮิตที่จะเข้าร่วมบนแพลทฟอร์มของลาซาด้า อาทิ Sukishi Buffet, Maisen, Baskin Robbins และ Kouen เป็นต้นนอกจากนี้ นักช้อปจะยังได้พบกับบูธอาหารจากร้านเจ้าดังอย่าง After You, ชาตรามือ, เช็งซิมอี๊ และอื่นๆ อีกมากมาย

o ปิดท้ายมหกรรมเซลล์ยิ่งใหญ่ด้วย Lazada 9.9 Big Discovery Concert (9 กันยายน) ฟรีคอนเสิร์ตจาก 9 ศิลปินดัง นำโดย อะตอม-ชนกันต์, นนท์-ธนนท์, เอิ๊ต-ภัทรวี, ไมยราพ, NICECNX, SOMKIAT,ออฟ-กัน, MEW MEYOU, และ MEAN ที่เตรียมโชว์เด็ดๆ และเซอร์ไพรส์พิเศษไว้ให้แฟนๆลาซาด้าอีกด้วย

นางสาวธนิดา กล่าวว่า การผสานกันของประสบการณ์ช้อปปิ้งทั้งในสถานที่จริงและบนแพลทฟอร์มดิจิทัลจะช่วยให้นักช้อปได้มีโอกาสค้นพบสิ่งใหม่ๆ มากขึ้น โดยกิจกรรม Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง นั้น ลูกค้าจะได้พบกับดีลพิเศษจากสารพัดร้านค้าออนไลน์บนลาซาด้า และ LazMall ที่นำเสนอสินค้าจากแบรนด์ระดับโลกหรือผู้ค้ารายย่อยที่พร้อมใจกันนำเสนอให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้ ลาซาด้ายังได้ร่วมกับ TrueMove H มอบสิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าลาซาด้า คิดเป็นส่วนลดรวมมูลค่าสูงสุดถึง 299,999 บาท เพื่อให้นักช้อปได้รับประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบต่อเนื่องไม่มีสะดุดตลอดทั้งแคมเปญด้วย

สำหรับโปรโมชั่นจากพันธมิตรที่จะเกิดขึ้นในแคมเปญ Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง ได้แก่

· ดีลสุดพิเศษจาก TrueMove H


o ลูกค้าที่ซื้อแพ็คเกจเติมเงิน TrueMove H จากลาซาด้าในวันที่ 9 กันยายน มีสิทธิ์ลุ้นรับแพ็คเกจอินเทอร์เน็ตแบบเติมเงินขนาด 9 GB ฟรี * (สำหรับ 7 วัน)

o แจกฟรีซิมการ์ด TrueMove H เลขมงคล 99 หมายเลข

o แพ็คเกจอินเทอร์เน็ต 2 GB ราคาพิเศษเพียง 9 บาท ในช่วงวันที่ 7-9 กันยายน

o นักช้อปที่มียอดช้อปในแคมเปญลาซาด้า 9.9 สูงสุด มีสิทธิ์ลุ้นรับอินเตอร์เน็ตจาก TrueMove H ฟรีเป็นเวลาหนึ่งปี

· บัตรกำนัลพิเศษกว่า 30,000 รายการจากพันธมิตร รวมถึงส่วนลดเพิ่มเติม 19% หรือสูงสุดไม่เกิน 900 บาทสำหรับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ผ่านบัตรเครดิตมาสเตอร์การ์ด ซิตี้แบงค์ เคทีซี หรือธนชาต และยังมีข้อเสนออื่นๆ จาก พันธมิตรชั้นนำอีกมากมาย

· ดีลพิเศษจาก Grab โดยลูกค้าสามารถจ่ายเพียง 9 บาท เพื่อรับบัตรกำนัล GrabFood 99 บาท ในช่วง Flash Sales

“แคมเปญ 9.9 เป็นกิจกรรมช้อปปิ้งประจำปียอดนิยมกิจกรรมหนึ่งของนักช้อปบนแพลทฟอร์มลาซาด้า โดยในปีที่ผ่านมา เพียงหนึ่งชั่วโมงแรกของกิจกรรม มีจำนวนการสั่งซื้อสินค้าเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์มมากถึง 25,000 ออร์เดอร์ ในขณะที่สินค้าประเภทโทรศัพท์มือถือกว่า 10,000 เครื่อง และผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามกว่า 185,000 ชิ้น ถูกขายให้กับผู้ซื้อในระยะเวลาเพียงหนึ่งวันเท่านั้น” นางสาวธนิดากล่าว

ร่วมค้นพบนวัตกรรมและประสบการณ์ “ช้อปเปอร์เทนเม้นท์” กับลาซาด้า ได้ที่ “Lazada 9.9 Big Discovery Sale ลดจัดใหญ่ ช้อปได้ทุกอย่าง 9 กันยายนนี้ บนแอปลาซาด้า https://www.lazada.co.th/99-shopping-festival-&-deals

และสนุกไปกับกิจกรรมช้อป ชิม ชมคอนเสิร์ตสุดยิ่งใหญ่ ณ ลานกิจกรรมหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ 7 – 9 กันยายนนี้ เวลา 11.00-22.00 น.

พานาโซนิค เดินเครื่องรุกหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์ชุดครัว

posted Sep 1, 2019, 9:38 PM by Maturos Lophong


พานาโซนิค เดินเครื่องรุกหนักตลาดเฟอร์นิเจอร์ชุดครัว

ประเดิมจับมือ ดี.พี. เซรามิคส์ เจาะดีเวลลอปเปอร์ระดับบน


พานาโซนิค ไลฟ์ โซลูชั่นส์ เซลส์ เปิดเกมรุกตลาดอุปกรณ์ตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ห้องครัว เต็มรูปแบบ หลังประกาศจับมือ ดี.พี. เซรามิคส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระเบื้องเซรามิค เครื่องสุขภัณฑ์ และอุปกรณ์ ตกแต่งบ้านของประเทศไทย เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายโซลูชั่นชุดครัวแนวคิดจาก Japan Solution ที่มีจุดเด่นในการใช้งานพื้นที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะรุกตลาด B2B มุ่งเจาะกลุ่มผู้ประกอบการเจ้าของโครงการคอนโดฯ ในย่าน CBD เป็นหลัก

มร.ชิเกกิ สุมิทานิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ไลฟ์ โซลูชั่น เซลส์(ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “พานาโซนิคได้สร้างสรรค์โซลูชั่นชุดครัว เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยให้กับผู้บริโภคมานานกว่า 55 ปี ทำยอดขายได้มากกว่า 6 ล้านชุดในประเทศญี่ปุ่น ตลอดเวลาที่ผ่านมานวัตกรรมของบริษัทฯ ได้รับการยอมรับจากหลายตลาดทั่วโลกและได้รับรางวัลด้านการออกแบบระดับโลกมาแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการพัฒนาชุดครัวที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของพานาโซนิค บริษัทฯ ได้นำแนวคิดแบบ Zen Concept ซึ่งเป็นแบบฉบับของญี่ปุ่นดั้งเดิมและเป็นที่นิยมทั่วโลกมาใช้กับงานออกแบบ ทำให้ชุดครัวดูเรียบง่าย สะอาด ไม่ยุ่งเหยิง”

“นอกจากนี้ ชุดครัวของพานาโซนิคยังได้รับการพัฒนาขึ้นตามแนวคิดที่เรียกว่าJapan Solution ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถแก้ปัญหาสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะแนวคิด Japan Solution นั้นมีจุดเด่น 3 ด้าน ประกอบด้วย Space Optimization คือความสามารถในการแบ่งสัดส่วนพื้นที่จัดเก็บของให้เหมาะสมตามประเภทลักษณะอุปกรณ์เครื่องใช้ ความถี่ และพื้นที่ในการใช้งาน เพื่อให้ได้ครัวที่ใช้งานง่าย สะดวกต่อการทำความสะอาดและเป็นระเบียบมากที่สุด ต่อมาคือ Hygienic ชุดครัวพานาโซนิคง่ายต่อการทำความสะอาด ป้องกันการเกิดคราบและสิ่งสกปรกสะสม เช่น วัสดุที่ใช้ทำท็อปของเคาน์เตอร์มีการผสมสารกันน้ำและน้ำมันทั้งชิ้น ทำให้กันน้ำและน้ำมันได้ยาวนานกว่าการเคลือบพื้นผิวธรรมดา แม้ผิวหน้าของเคาน์เตอร์จะถูกขูดขีดหรือเช็ดถูอยู่ทุกๆ วัน ส่วนคุณสมบัติอีกประการคือ Clean Design ชุดครัวพานาโซนิคได้รับการออกแบบโดยเน้นความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมพื้นที่อยู่อาศัย โดยที่ยังคงประสิทธิภาพของฟังก์ชั่นการใช้งานและสามารถเก็บของใช้ต่างๆ ได้ อย่างเป็นระเบียบดูสะอาดตา”

“ปัจจุบัน พานาโซนิค ไลฟ์ โซลูชั่น เซลส์ ได้จำหน่ายสินค้าชุดครัวไปยังประเทศจีน อินเดีย และไต้หวัน ส่วนตลาดประเทศไทยเป็นตลาดแรกในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งบริษัทฯ ได้เข้ามาทำการศึกษาตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคตั้งแต่ปีที่แล้ว และมองเห็นถึงโอกาสทางการตลาดที่เปิดกว้าง จึงได้ตัดสินใจเดินหน้ารุกตลาดอย่างจริงจังในปีนี้ โดยได้จับมือกับทาง ดี.พี. เซรามิคส์ เป็นดิสทริบิวเตอร์สำหรับสินค้าโซลูชั่นชุดครัว โดยเน้นเจาะกลุ่มดีเวลลอปเปอร์ที่มีโครงการระดับ Mid-to-high ในเมือง โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมในโซน CBD ปัจจุบันนี้ดีเวลลอปเปอร์ มีทางเลือกสำหรับชุดครัวบิวท์อินในแต่ละโครงการของตัวเองไม่มากนัก ถ้าเป็นโครงการระดับไฮเอนด์หรือประเภท Super Luxury มักจะใช้ชุดครัวแบรนด์จากยุโรปซึ่งมีมูลค่าสูงมาก แต่ถ้าเป็นระดับกลางก็อาจจะใช้เป็น Local Brand แทน”

“ทั้งนี้โซลูชั่นชุดครัวพานาโซนิคจะเข้ามาเป็นทางเลือกใหม่ในตลาดนี้ ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโครงการต่างๆ ได้ด้วยจุดเด่นไม่เหมือนใคร และเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานจริง ในแบบฉบับ Japan Solution ที่เน้นดีไซน์ที่เรียบหรู สไตล์ ZenConcept และฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัว และมีประสิทธิภาพ ตามแบบฉบับ Brand Panasonic Kitchen ในราคาที่เหมาะสม” มร.สุมิทานิ กล่าว

ด้านนายประสิทธิ์ นพรัตน์นภาลัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี.พี. เซรามิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบัน ที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯ มีลักษณะคล้ายกับที่ญี่ปุ่น มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ทำให้ผู้อาศัยต้องเผชิญกับปัญหาการจัดสรรพื้นที่ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาพแวดล้อมกลายเป็นที่เก็บของ อึดอัดไม่สะดวกสบาย ห้องครัวเองก็มีพื้นที่ใช้สอยแคบลง ไม่พอที่จะจัดเก็บของให้เรียบร้อยได้ ชุดครัวพานาโซนิคจึงเป็นทางออกหลักของปัญหาเหล่านี้ ผู้บริโภคจะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับชุดครัวที่มี Know How ที่สามารถตอบโจทย์ของการใช้งานจริงในชีวิตประจำวันภายในที่อยู่อาศัยยุคนี้”

“สำหรับขอบเขตความรับผิดชอบ ดี.พี. เซรามิคส์ จะดูแลด้านการตลาด การขาย รวมถึงการสร้างแบรนดิ้งให้กับสินค้าโซลูชั่นชุดครัวพานาโซนิค ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ ได้เริ่มติดต่อไปยังดีเวลลอปเปอร์หลายรายแล้ว และได้รับกระแสตอบรับดีมาก โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นพาร์ทเนอร์กับบริษัทญี่ปุ่นอยู่แล้ว เพราะมีความคุ้นเคยและเชื่อมั่นในแบรนด์พานาโซนิค”

“บริษัทฯ คาดการณ์ว่าแบรนด์ชุดครัวพานาโซนิคจะสามารถสร้างยอดขายได้ 300 ล้านบาท ภายใน 3 ปี และก้าวขึ้นมาติดท็อป 3 แบรนด์ชุดครัวยอดนิยมสำหรับโครงการอสังหาฯ ได้ภายใน 5 ปี ซึ่งนอกจากชุดครัวแล้ว บริษัทฯ ยังจะทำการตลาดให้กับสินค้าอีกไลน์ของพานาโซนิค ไลฟ์ โซลูชั่น เซลส์ ได้แก่ ตู้เก็บรองเท้าระบบหมุนที่สามารถช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บรองเท้าจำนวนมากได้อย่างเหลือเชื่อ” นายประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

1-10 of 153