Marketing




เนสกาแฟ ปักหมุดแบรนด์กาแฟที่ยั่งยืน

posted Sep 28, 2020, 12:35 AM by Maturos Lophong


เนสกาแฟ ปักหมุดแบรนด์กาแฟที่ยั่งยืน ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ยกพอร์ตฯ ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 ฉลองวันกาแฟสากล 


เปิดตัวแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ 2020 “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน”


นายวิคเตอร์ เซียห์ (ซ้าย) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า นายโจโจ้ เดลา ครูซ (ขวา) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) พร้อมนางสาวนาริฐา วิบูลยเสข (กลาง) ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ประกาศพันธกิจด้านความยั่งยืน เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 โดยนำร่องเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์กลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ให้เป็นซอง Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกันที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ครั้งแรกของโลก ต่อยอดจากเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิม และเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มยังเป็นแบรนด์แรก ๆ ในตลาดที่สามารถเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลได้ 100% ทั้งหมดในเดือนตุลาคมนี้ ตอกย้ำการเป็นผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืน ขานรับพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลกในการสร้างสรรค์อนาคตปลอดขยะ เดินหน้าฉลองวันกาแฟสากลยิ่งใหญ่กว่าทุกปี โดยร่วมกันเปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด “เนสกาแฟ เดย์ 2020” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน” โดยนำซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู มาอัพไซคลิ่ง เป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างไม้เทียม (Wood Plastic Composite- WPC) สำหรับทำเป็นโต๊ะอาหารเพื่อมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 100 โรงเรียน พร้อมกับนำไปใช้ตกแต่งเนสกาแฟฮับ 7 สาขา และใช้ตกแต่งในเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ นอกจากนี้ ยังมีการประกวดผลงานการสร้างสรรค์ไอเท็มใหม่ โดยร่วมมือกับวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง นำกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วมาสร้าง Prototype หุ่นยนต์สั่งการด้วยเสียงที่สามารถแจกตัวอย่างเครื่องดื่มได้ โดยใช้งบประมาณในแคมเปญนี้ 200 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – 28 กันยายน 2563: เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งที่ครองใจคนไทย ประกาศพันธกิจด้านความยั่งยืน ลุยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 ตอกย้ำการเป็นผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืน ขานรับพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลกในการสร้างสรรค์อนาคตปลอดขยะ เดินหน้าฉลองวันกาแฟสากลยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ด้วยการส่งแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ 2020 ภายใต้คอนเซ็ปท์ “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน” โชว์เคสผลงานอัพไซเคิลสุดเจ๋ง ชุบชีวิตซองเนสกาแฟเบลนด์ แอนด์ บรูให้เป็นหลากไอเท็ม อาทิ โต๊ะอาหาร และ เฟอร์นิเจอร์สุดอีโคที่เนสกาแฟฮับ และเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ โดยใช้งบประมาณในแคมเปญนี้ 200 ล้านบาท 

เปิดกลยุทธ์พิชิตความยั่งยืนฉบับเนสกาแฟ

แคมเปญเนสกาแฟ เดย์ ในปีนี้เป็นการต่อยอดจากอินไซต์ของวิถีใหม่ของผู้บริโภคที่ไม่เพียงใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ยังใส่ใจโลก เพราะจากผลการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคของกันตาร์ (Kantar) พบว่า ขยะพลาสติกเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งในประเทศไทย โดยคนไทยกว่า 63% ระบุว่า ขยะพลาสติกเป็น 1 ใน 5 อันดับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวล สอดคล้องกับข้อมูลของกรมมลพิษเมื่อปี 2562 พบว่า คนไทยสร้างขยะพลาสติกมากถึง 1.14 กิโลกรัม ต่อคนต่อวัน รวมทั้งมีขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประมาณ 27.04 ล้านตันต่อปี


นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจด้านความยั่งยืนของเนสท์เล่ระดับโลกที่มีเป้าหมายเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568 และสอดคล้องกับแผนการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 ของภาครัฐอีกด้วย โดยเนสกาแฟมี 2 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ การนำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์สีเขียวออกสู่ตลาดเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างอนาคตที่ปลอดขยะ ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วมาอัพไซเคิลเป็นไอเท็มต่าง ๆ 


นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า เนสกาแฟเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งในประเทศไทย ในแต่ละนาทีมีคนไทยดื่มเนสกาแฟมากถึง 20,000 แก้ว หรือ คิดเป็น 300 แก้วต่อวินาที เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนเป็นอันดับแรก จึงได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียวอย่างไม่หยุดยั้ง และมีเป้าหมายจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 โดยนำร่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู และกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟพร้อมดื่ม ก่อนจะขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

“เมื่อปีที่แล้ว เราได้ริเริ่มเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ภายนอกของเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิมมาเป็นบรรจุภัณฑ์กระดาษเป็นครั้งแรกของเนสกาแฟทั่วโลก เพื่อทดแทนการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเอาใจคอกาแฟรักษ์โลก มาถึงปีนี้ โจทย์ใหญ่ของเนสกาแฟ คือ การออกแบบซองเนสกาแฟให้นำไปรีไซเคิลได้ เพราะซองกาแฟปกติจะใช้วัสดุหลายชนิด เพื่อเก็บรักษาคุณภาพของกาแฟที่ดีไว้ ทำให้รีไซเคิลได้ยาก”

จากโจทย์ดังกล่าว ทีมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของเนสท์เล่ ประเทศไทย จึงได้ริเริ่มพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกขึ้น โดยจับมือกับบริษัทผู้ผลิตฟิล์มลามิเนตชั้นนำ ร่วมกับทีมวิจัยและทีมวิศกรจากสวิสเซอร์แลนด์และสิงคโปร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ต้นแบบออกมากว่า 20 ต้นแบบ ใช้เวลาคิดค้นกว่า 2 ปี จึงประสบความสำเร็จในการพัฒนาซองเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิมให้เป็นนวัตกรรมแบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกัน มาพร้อมคุณสมบัติในการกักเก็บรสชาติ กลิ่น และความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ในซองจนถึงมือผู้บริโภคและสามารถนำไปรีไซเคิลได้เป็นครั้งแรกของโลก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา


“จากความสำเร็จครั้งนี้ เนสกาแฟได้นำนวัตกรรมดังกล่าวขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูทั้งหมด ภายในไตรมาส 1 ปี 2564 โดยตอนนี้ได้เริ่มทยอยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู สูตรน้ำตาลน้อยลง 25% และสูตรไม่มีน้ำตาลทรายแล้ว นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่ได้ริเริ่มนวัตกรรมนี้เป็นประเทศแรกในโลก และจะนำไปเผยแพร่และทดลองในเนสท์เล่ประเทศอื่น ๆ ต่อไป” 


สำหรับในกลุ่มธุรกิจกาแฟอื่น ๆ นางสาวนาริฐา เสริมว่า “มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อโลกเช่นกัน อาทิ กลุ่มกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม เนสกาแฟถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ในตลาดที่สามารถเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลได้ 100% ทั้งหมดในเดือนตุลาคมนี้ หลังจากทยอยเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมใน 2 รสชาติ คือ ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ เอสเปรสโซ โรสต์”



เชื่อมทุกความผูกพันด้วยกาแฟรักษ์โลก

สำหรับกลยุทธ์ถัดมา นางสาวนาริฐา กล่าวว่า “เนสกาแฟมีโรดแม็ปในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟที่ใช้แล้วด้วยการนำไปอัพไซเคิล เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพลาสติกสูงสุด ดังนั้นแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ จึงขอเชิญชวนคอกาแฟทั่วประเทศมาเชื่อมทุกความผูกพันภายใต้ธีม “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน”


เริ่มจากการนำซองผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูที่คอกาแฟส่งมาร่วมชิงโชคกับเนสกาแฟทุกปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านซองมาเพิ่มมูลค่าด้วยการอัพไซคลิ่งเป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างไม้เทียม (Wood Plastic Composite- WPC) สำหรับทำเป็นโต๊ะอาหารเพื่อมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 100 โรงเรียน พร้อมกับนำไปใช้ตกแต่งเนสกาแฟฮับ


ใน 2 สาขาใหม่ คือ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต และหมอชิต ก่อนจะทยอยเปลี่ยนใน 5 สาขาเดิม ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชิดลม อารีย์ อนุสาวรีย์ชัย ศาลาแดง และช่องนนทรี นอกจากนี้ จะนำวัสดุอัพไซคลิ่งจากซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู มาตกแต่งในเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ อีกด้วย ซึ่งจะเป็นต้นแบบของร้านเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ต่อไปในอนาคต 


เรามีกิจกรรมดี ๆ เพื่อต่อยอดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ด้วยการประกวดผลงานการสร้างสรรค์ไอเท็มใหม่ โดยเราได้ร่วมมือกับอาจารย์วิทยาลัยสารพัดช่าง ระยอง นำกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วมาสร้าง Prototype หุ่นยนต์สั่งการด้วยเสียงที่สามารถแจกตัวอย่างเครื่องดื่มได้ เพื่อให้เห็นว่า ขยะสามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมได้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป เราหวังว่า การประกาศพันธกิจสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้จะเป็นสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์สีเขียวกันมากขึ้น และสร้างสรรค์สังคมไทยให้ปลอดขยะในอนาคต”


นอกจากนี้ นางสาวนาริฐา ยังทิ้งท้ายถึงอีกหนึ่งความพิเศษของแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ Red Pillar 2020 ซึ่งยังคงแกนหลักของไอเดียที่ต้องการเชื่อมทุกความผูกพัน พร้อมส่งต่อสมการความผูกพันครั้งใหม่ ด้วยธีม “สมการความผูกพันที่ไม่สิ้นสุด” ตอกย้ำความเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งในใจคนไทยมากว่า 47 ปี พร้อมไฮไลท์ที่เชื่อว่าต้องถูกใจคอกาแฟ ด้วยการนำ 8 แบรนด์แอมบาสเดอร์เนสกาแฟที่ล้วนเป็นนักแสดงแถวหน้าของไทยมาร่วมแสดงในเว็บฟิล์มตัวใหม่ ซึ่งจะออนแอร์ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กและยูทูบเนสกาแฟในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ซีพีแรม โชว์ศักยภาพผู้นำอาหารปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “ร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน”

posted Sep 22, 2020, 11:21 PM by Maturos Lophong


ซีพีแรม โชว์ศักยภาพผู้นำอาหารปลอดภัย

 ภายใต้แนวคิด “ร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน” 

ในงาน Thaifex-Anuga Asia 2020

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานและผู้นำด้าน FOOD PROVIDER มาตรฐานโลก ให้เกียรติเข้าร่วมงาน และเยี่ยมชมบูธซีพีแรม ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2020 ณ บูธซีพีแรม(K-01) อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “ร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน” 





ทั้งนี้ ภายในบูธซีพีแรม ในปีนี้ ยังสร้างปรากฎการณ์ใหม่ในการแสดงสินค้า ตอบรับวิถี New Normal จากสถานการณ์ COVID-19 คำนึงถึงความสะอาด ปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานเป็นหลัก นอกจากนั้นประกอบด้วยการแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมอาหาร การจัดแสดงผลงานวิจัยด้านอาหาร โดยศูนย์วิจัยและบริการทดสอบ บริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด ซึ่งมีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหาร โดยงานวิจัยของ “ซีพี ฟู้ดแล็บ” จะเน้นการรับปัญหา และความท้าทายจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด มาสร้างโจทย์ต่อเพื่อทำงานวิจัยพื้นฐาน ประยุกต์ และส่งต่อให้ทีมพัฒนาสินค้าใหม่ (New Product Development ; NPD) รวมถึงการวิจัยเชิงลึกต่าง ๆ


นอกจากนี้ CPRAM ยังมุ่งเน้นการ “ยกระดับความดีคู่ความเก่ง” สู่ผู้บริโภคและสังคมที่ยั่งยืน ด้วยหลักการที่เรียกว่า “3S”โดยหลักการ “3S” เป็นแนวทางที่ต้องทำร่วมกันตลอดทั้ง "ห่วงโซ่อุปทาน" หรือ "Supply Chain Management" โดยประกอบด้วยFOOD SAFETY คือ ความปลอดภัยของอาหารFOOD SECURITY คือ ความมั่นคงของอาหารFOOD SUSTAINABILITY คือ ความยั่งยืนของอาหาร



พร้อมกับการส่งเสริมอีกหนึ่งโครงการสำคัญอย่าง โครงการเกษตรคู่ชีวิต เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ และให้คำแนะนำในการเพาะปลูกกะเพรา การส่งเสริมการรับรองระบบมาตรฐาน GAP เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจ ในการทำการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ตลอดจนมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพที่มีความมั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรในชุมชน รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ในการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรเองเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

อีกทั้งการนำเสนอรูปธรรมในการสร้างคุณค่าให้สังคมตามแนวทาง 3S กับ "โครงการ เกษตรกรคู่ชีวิต" ที่สอดคล้องตามปณิธานการขับเคลื่อนองค์กรเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูล รวมถึงการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานในบรรจุภัณฑ์ปิดผนึกปลอดภัยในยุค COVID-19 ในกลุ่มบริษัท ซีพีแรม จำกัด อาทิ แบรนด์เจด ดราก้อน, แบรนด์เลอแปง, แบรนด์เดลี่ไทย, แบรนด์เดลิกาเซีย, แบรนด์ซีพีแรม แคทเทอริ่ง เป็นต้น

“ไมเนอร์ ฟู้ด” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง เดินหน้าพัฒนาร้านอาหารครบวงจรรับวิถีใหม่

posted Jul 31, 2020, 2:45 AM by Maturos Lophong



“ไมเนอร์ ฟู้ด” ลุยตลาดครึ่งปีหลัง เดินหน้าพัฒนาร้านอาหารครบวงจรรับวิถีใหม่ 
ไมเนอร์ ฟู้ด ยกระดับความปลอดภัยการบริการอาหารในเครือ ด้วยมาตรการรักษาความสะอาดและดูแลสุขอนามัย

บริษัท เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ประกาศเปิดเผยแผนกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง พ.ศ. 2563 ด้วยการเพิ่มรายได้ผ่านการพัฒนาด้านต่าง ๆ อาทิ ยกระดับการบริการด้านเดลิเวอรี่ การพัฒนาเมนูใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค การสร้างโมเดลร้านรูปแบบคีออส ให้บริการแกร็บแอนด์โกที่เข้ากับวิถีชีวิตคนเมือง การพัฒนา “Cloud Kitchen” โมเดลครัวกลาง และการพัฒนาการดำเนินงานและกระบวนการจัดซื้อสรรหาวัตถุดิบเพื่อให้เกิดการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพและการประยุกต์ใช้นวัตกรรม ปัจจุบัน ร้านอาหารของไมเนอร์ ฟู้ดในประเทศไทยกลับมาเปิดให้บริการแล้ว 95% โดยทุกร้านได้รับการยกระดับมาตรฐานสุขอนามัย ความสะอาดกับความปลอดภัยของทั้งลูกค้าและพนักงานภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อันเข้มงวด พร้อมเครื่องมือทำความสะอาดจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัยระดับสากล




มร. ดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และรักษาการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไมเนอร์ ฟู้ด กล่าวว่า กลุ่มไมเนอร์ ฟู้ด เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทร้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยแบรนด์ร้านอาหารที่เป็นที่รู้จักได้แก่ The Pizza Company, Swensen’s, Sizzler, The Coffee Club, Dairy Queen, Burger King และ Bonchon รวมมากกว่า 2,200 ร้านใน 26 ประเทศ ซึ่งตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายประเภทได้อย่างครอบคลุม ซึ่งบริษัทมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนองค์กรให้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมร้านอาหารและท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกอยู่เสมอ ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งของแบรนด์ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการปรับการดำเนินงานเพื่อให้มีการพัฒนาประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไมเนอร์ ฟู้ดจึงเร่งปรับตัวพัฒนาองค์กร การที่บริษัทฯกระจายการลงทุนช่วยลดความรุนแรงของผลกระทบได้ดี ธุรกิจบริการจัดส่งอาหาร หรือเดลิเวอรี่ และบริการซื้อกลับบ้านมีการเติบโตขึ้น ได้รับความนิยมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในขณะที่บริการนั่งร้านหยุดชะงักชั่วคราว เมื่อหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เริ่มสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ร้านอาหารของไมเนอร์ ฟู้ดในประเทศไทยก็กลับมาเปิดให้บริการร้อยละ 95 ของสาขาร้านอาหารทั้งหมด 1,490 แห่งทั่วประเทศ โดยนับตั้งแต่กลับมาเปิดสาขา ยอดขายของแบรนด์ส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับ และบางแบรนด์แสดงแนวโน้มของยอดขายที่สูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโควิด-19 ด้วยซ้ำ โดยบริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่นโยบายการผลักดันการขายผ่านทุกช่องทาง

สำหรับการดำเนินในต่างประเทศนั้นมีการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศจีน ซึ่งกว่าร้อยละ 90 ของสาขาร้านอาหารทั้งหมดได้เปิดให้บริการตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม และมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์โรคระบาดที่คงที่และปรับตัวดีขึ้น โดยยอดขายมีการปรับตัวดีขึ้นเป็นลำดับในทุกสัปดาห์ และกลับมามีกำไรในระดับร้านสาขาในเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าการดำเนินงานในประเทศจีนจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนเกิดวิกฤตภายในช่วงต้นเดือนสิงหาคม



ด้าน นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ไมเนอร์ ฟู้ด ได้เสริมความพร้อมของการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง 2563 ประกอบไปด้วย
ยกระดับบริการเดลิเวอรี่ เพื่อความแข็งแกร่งในฐานะบริษัทที่มีบริการการส่งอาหารแบบเดลิเวอรี่เป็นรายแรก ๆ ในประเทศไทย และยังเป็นผู้นำมาตลอดเกือบ 30 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ไมเนอร์ ฟู้ดจะรักษาตำแหน่งผู้นำนี้ด้วยการเร่งมือเปลี่ยนแปลงรูปแบบองค์กรโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการสั่งอาหารออนไลน์ ตามวิถีชีวิต New Normal ที่ผู้บริโภคหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคให้สามารถสั่งอาหารได้หลากหลายภายในออเดอร์เดียว การที่มีแพลตฟอร์มสั่งอาหารเดลิเวอรี่เป็นของตัวเอง ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายและสร้างฐานข้อมูลลูกค้าให้กับองค์กรได้อีกด้วย และที่สำคัญ แพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ก็ยังเป็นที่รู้จักและจดจำกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งในไตรมาสสองที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายเดลิเวอรี่โตขึ้นถึงสามเท่าจากช่องทางเดียวกันของปีก่อน
พัฒนาเมนูใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดผู้บริโภค ผ่านการนำผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่แล้วมาพัฒนาทางด้านนวัตกรรมให้เกิดผลิตภัณฑ์เช่นใหม่ เช่นการพัฒนา เมนู มะม่วง แบล็ค ดูโอ้ ไอศกรีมมะม่วงอกร่องทองพร้อมกับเครื่องเคียงอย่างข้าวเหนียวดำ หรือมะพร้าวอ่อนที่ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์ที่สเวนเซ่นส์มีอยู่แล้ว แต่เมื่อนำมาผสมผสานกันก็สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้ผู้บริโภคได้ รวมถึงการใช้ช่องทางการตลาดที่มีประสิทธิผล เช่นการพัฒนาสินค้าตัวใหม่ หรือการออกแคมเปญการตลาดที่มีความสร้างสรรค์ ดึงดูดลูกค้าได้ดี จุดประสงค์ของแผนนี้คือเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับบริษัท
โมเดลร้านรูปแบบคีออส เป็นการให้บริการแกร็บแอนด์โกที่สามารถสร้างรายได้ โดยจะตั้งร้านอยู่ใกล้กับความสะดวกของผู้บริโภคมากขึ้น อาทิ สถานที่ทำงาน รถไฟฟ้า ฯลฯ โดยตัวอย่างร้านที่ดำเนินโมเดลลักษณะนี้แล้ว ได้แก่ ซิซซ์เลอร์ ทูโก ร้านอาหารรูปแบบคีออสที่ตั้งอยู่ติดย่านธุรกิจในเมืองกรุง มาพร้อมกับตัวเลือกเมนูเพื่อสุขภาพจากผักสดอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ อีกทั้งยังประกอบด้วยแหล่งโปรตีนคอเลสเตอรอลต่ำ ซึ่งนอกจากร้านรูปแบบคีออส ร้านอื่น ๆ เช่น เดอะ คอฟฟี่ คลับ ก็ผลักดันบริการแกร็บแอนด์โก เช่นกัน
พัฒนา “Cloud Kitchen” โมเดลครัวกลางรูปแบบใหม่ให้บริการที่ สะดวก ใกล้บ้าน จากการนำเอาคอนเซ็ปต์ Cloud มาประยุกต์ใช้กับร้านอาหาร เกิดเป็น Cloud Kitchen ซึ่งแพลตฟอร์มนี้ช่วยให้ลูกค้าที่สั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ ได้รับอาหารรวดเร็วขึ้น สดร้อนเหมือนมีเชฟมาปรุงให้ที่บ้าน ด้วยที่ตั้งสาขาใกล้บ้านในระยะ 3 กิโลเมตร อีกทั้งสามารถสั่งอาหารได้หลายแบรนด์ ภายในออเดอร์เดียว เพื่อให้มั่นใจได้ถึงความสดใหม่ของอาหารที่จำหน่าย ทั้งนี้ ไมเนอร์ ฟู้ดประมาณการไว้ว่า Cloud Kitchen จะช่วยทำให้บริการเดลิเวอรี่ของไมเนอร์ ฟู้ดครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในย่านชุมชน



อย่างไรก็ตามเพื่อยกระดับมาตรฐานสุขอนามัยกับความปลอดภัยของทั้งลูกค้าและพนักงานภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ไมเนอร์ ฟู้ดจึงได้ตั้งโปรเจค “Business Beyond COVID” ด้วยอบรมพนักงานด้านการให้บริการที่สะอาดอย่างเข้มข้นขึ้น โดยให้คำนึงถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยเป็นหลัก ผ่านแคมเปญรักษาความปลอดภัยของอาหาร ได้แก่ “Zero Touch Delivery” “Safety Seal” และ “Easy Pick Up” ของเดอะ พิซซ่า คอมปะนี หรือการจ่ายไร้เงินสดเมื่อสั่งอาหารในร้านเบอร์เกอร์ คิง นอกจากนั้น ธุรกิจในเครือมีการใช้เครื่องทำความสะอาด และน้ำยาทำความสะอาด จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขอนามัย อีโค่แล็บ (ECOLAB) กับไดเวอร์ซี่ (Diversey) ซึ่งต่างเป็นเครื่องมือทำความสะอาดคุณภาพสูงที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อใช้ในธุรกิจบริการอาหาร การแปรรูปอาหาร โรงแรมและงานดูแลสุขภาพ นายประพัฒน์ ทิ้งท้าย

ทั้งนี้เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คือหนึ่งในธุรกิจผู้ให้บริการด้านอาหารและฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยจำนวนร้านอาหารมากกว่า 2,200 ร้านที่เปิดทำการใน 26 ประเทศทั่วโลก ในฐานะผู้บุกเบิกที่มีความมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้ก้าวล้ำด้วยการสร้างความเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ไมเนอร์ ฟู้ด จึงเป็นธุรกิจที่เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความหลงใหลแน่วแน่ในการส่งมอบบริการตามคำสัญญาว่าจะสร้างมื้ออาหารที่ดีที่สุดและบริการที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสรรค์ประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ยอดเยี่ยม เพื่อเป้าหมายสำคัญสูงสุด คือการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลกที่สร้างความประทับใจไม่สิ้นสุด

ไทย-เดนมาร์ค จับมือบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

posted Jul 23, 2020, 8:26 PM by Maturos Lophong


ไทย-เดนมาร์ค จับมือบีจี ปทุม ยูไนเต็ด จัดฟุตบอล 

“ไทย-เดนมาร์ค ยู 15” ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 300,000 บาท

องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) หรือ ไทย-เดนมาร์ค ร่วมมือกับ สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด จัดการแข่งขันฟุตบอล รายการ ไทย-เดนมาร์ค ยู15 ฟุตบอล ทัวร์นาเมนท์ 2020 (THAI-DENMARK U15 FOOTBALL TOURNAMENT 2020) เป็นปีที่ 2 เพื่อสานต่อการพัฒนาวงการลูกหนังไทยเปิดเวทีให้เยาวชนประลองฝีเท้า พร้อมกับบูรณาการพัฒนากีฬาฟุตบอลไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ผ่านความร่วมมือกับ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พร้อมเริ่มจัดรอบคัดเลือกทั้ง 6 ภูมิภาคทั่วไทย ไปลุ้นสุดยอดแชมป์ชิงเงินรางวัล 1 แสนบาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค เป็นประธานงานแถลงข่าวการแข่งขันฟุตบอล รายการ ไทย-เดนมาร์ค ยู15 ฟุตบอล ทัวร์นาเมนท์ 2020 เป็นปีที่ 2 (THAI-DENMARK U15 FOOTBALL TOURNAMENT 2020) พร้อมด้วย นายปิยศักดิ์ ภูมิจิตร กรรมการผู้จัดการสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด “โค้ชง้วน” นายสุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการฟุตบอลสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด และ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเยาวชน เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่เมเจอร์รัชโยธิน โดยได้ 2 นักกีฬาของสโมสรพ่วงนักเตะทีมชาติ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ (นิว) และ สารัช อยู่เย็น (ตัง) จากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจ




นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ กล่าวว่า “สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มีความพิเศษที่เพิ่มขึ้นโดย ไทย-เดนมาร์ค และพันธมิตรอย่าง สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ได้ร่วมกันบูรณาการพัฒนากีฬาฟุตบอลให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างยั่งยืน โดยเน้นที่ระดับโรงเรียน ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ครู นักเรียน และเยาวชน ผ่านโครงการต่างๆ ในปีนี้” ซึ่งการจัดการแข่งขันในปีนี้เป็นปีที่ 2 ภายใต้การสนับสนุนขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ที่ให้การสนับสนุนและความร่วมมือ กับ สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ดเพื่อให้กีฬาฟุตบอลก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจสำหรับเยาวชนไทย และต่อยอดไปสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพต่อไปในอนาคต”

“เรามองว่าฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมของเยาวชนไทย จึงเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็น “สื่อกลาง” ที่จะสามารถนำผลิตภัณฑ์ นมไทย-เดนมาร์ค เข้าถึงกลุ่มครอบครัวและเยาวชนคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ อีกทั้งอยากให้โครงการนี้เป็นทัวร์นาเม้นท์แรกๆ ภายหลังจากที่ทางรัฐบาลปลดล็อคเพื่อการผ่อนปรนกิจกรรมและกิจการในประเทศจากสถานการณ์ การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 (COVID-19) และอยากให้การแข่งขันฟุตบอลรายการนี้ เป็นการเปิดเวทีให้เยาวชนได้ประลองฝีเท้า เฟ้นหาศักยภาพตัวเอง เพื่อที่จะยกระดับเยาวชนในโรงเรียน ให้ทุกๆโรงเรียนได้มีโอกาสแข่งขันฟุตบอลอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ไปพร้อมๆ กับการดื่มนมไทย-เดนมาร์ค เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผงและเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนสนับสนุนให้เยาวชนได้เดินตามฝันอย่างภาคภูมิใจ”

นายปิยศักดิ์ ภูมิจิตร กรรมการผู้จัดการสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เปิดเผยว่า “นมไทย-เดนมาร์ค กับ สโมสรฯ มีความตั้งใจที่จะพัฒนากีฬาฟุตบอลตั้งแต่ต้นน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ และจากความสำเร็จในการจัดการแข่งขันในปีแรกที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามและมีบางโรงเรียนสมัครในรอบคัดเลือกไม่ทัน ทำให้การจัดการแข่งขันในปีนี้ มีการขยายพื้นที่โซน กรุงเทพและปริมณฑล ที่จะจัดขึ้นที่สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด และ เพิ่มจำนวนทีมในการรับสมัครในแต่ละภูมิภาค เป็น 32 ทีม รวมทุกภูมิภาคเป็นจำนวน 192 ทีม อีกด้วย และด้วยความร่วมมือระหว่าง นมไทย-เดนมาร์ค กับ สโมสรฯ จึงทำให้มีการขยายโครงการและกิจกรรมต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกในปีนี้

“ต้องขอขอบคุณพันธมิตรของสโมสร อย่างนมไทย-เดนมาร์ค ที่เชื่อมั่นในสโมสร บีจี ปทุมยูไนเต็ด ทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้น และอยากให้เป็นเวทีแห่งโอกาสระดับประเทศที่โรงเรียนต่างๆ จะได้เข้ามาแข่งขันกัน แต่สิ่งสำคัญของโครงการนี้ คือการที่สโมสรได้สร้างสรรค์กิจกรรมด้านกีฬาให้กับชุมชน ในแต่ละภูมิภาคที่จะมีโครงการร่วมกับโรงเรียนในจังหวัดต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในสังคมไทย และสโมสรหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดีๆ อย่างนี้ จะมีขึ้นทุกๆ ปี เราพร้อมที่จะร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาเยาวชนไทยในด้านกีฬาทุกประเภท ต่อไปครับ”


“โค้ชง้วน” นายสุรชัย จตุรภัทรพงศ์ ผู้อำนวยการฟุตบอลสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด กล่าวว่า สโมสร เอง ก็พร้อมที่จะให้ศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชน YHA (Yamaoka Hanasaka Academy) รังสิต คลอง 4 เป็นสนามจัดการแข่งขันในรอบคัดเลือก และรอบแบ่งกลุ่ม และให้สนาม ลีโอ สเตเดี้ยม เป็นสนามที่ใช้สำหรับการแข่งขันในรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ โดยทีมที่ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่มจนถึงรอบชิงชนะเลิศ จะได้ประสบการณ์ที่ดีในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่า และสร้างแรงบันดาลใจให้น้องๆ อย่างมาก เพื่อที่จะนำกลับมาพัฒนาตัวเองได้ต่อไปในอนาคต นอกจากนี้ยังจะได้สัมผัส กับบรรยากาศในสนามฟุตบอล ที่ได้มาตรฐานสากลด้วย

“นอกจากการแข่งขันฟุตบอลแล้ว ฝ่ายจัดการแข่งขัน ยังจัดกิจกรรมเสริมขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้วยการจัดอบรมผู้ฝึกสอนกีฬาฟุตบอลให้กับบุคลากรครูในโรงเรียนต่างๆ ในเครือของนมไทย-เดนมาร์ค เพื่ออบรมคณะครู ให้มีทักษะการฝึกสอนฟุตบอลขั้นพื้นฐานแก่เยาวชนในสถานศึกษา โดยผู้เข้าอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรจากสมาคมฟุตบอลซึ่งสามารถนำไปประกอบวิชาชีพในการฝึกสอนเยาวชนระดับพื้นฐานได้และสามารถต่อยอดเข้าอบรมในหลักสูตร AFC ‘C’ Coaching Certificate Course ได้อีกด้วย และเนื่องจากกิจกรรมการแข่งขันรายการนี้ มีส่วนสำคัญสำหรับการสร้างนักกีฬายุวชน และเยาวชนของไทย สโมสรจึงจัดกิจกรรมการฝึกทักษะกีฬาฟุตบอลให้กับเยาวชน อายุไม่เกิน 12 ปี เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและการให้ความรู้ที่ถูกต้องในการฝึกฟุตบอลให้กับเด็กๆ โดย นมไทย-เดนมาร์คได้เข้ามามีส่วนร่วมกับสโมสรฟุตบอลบีจี ปทุมยูไนเต็ด ในการจัดกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อร่วมกันบูรณาการพัฒนาฟุตบอลอย่างยั่งยืนไปพร้อมๆกัน”

ทั้งนี้ แน่นอนว่า การจัดการแข่งขันในปีนี้ จะเป็นการจัดแข่งขันในรูปแบบใหม่ (New Normal) ซึ่งสโมสรยังคำนึงถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเราร่วมมือกับสำนักงานภาคของ อ.ส.ค. ที่จะจัดการแข่งขันโดยลดความแออัดภายในสนาม ยึดกฎ ระเบียบของกกท. และภาครัฐ ที่ประกาศออกมาเป็นหลัก และจัดระบบการแข่งขัน ที่ไม่ให้โรงเรียนนำนักกีฬาเยาวชน เข้ามาแข่งขัน รวมกลุ่มเป็นจำนวนเกินกว่าที่รัฐบาลกำหนด โดยมาตราการนี้ เราจะดำเนินการอย่างรัดกุม และเข้มงวดในการจัดแข่งขันต่อไป

โครงการ “Thai-Denmark U15 Football Tournament” ปีที่ 2 เปิดรับสมัครตั้งแต่

วันที่ 20 กรกฎาคม – 14 สิงหาคม 2563

สถานที่รับสมัคร และสนามที่ใช้คัดเลือกตัวแทนแต่ละภาคมีดังนี้

· โซนกรุงเทพและปริมณฑล สโมสรฟุตบอลบีจี ปทุม ยูไนเต็ด

คัดเลือกวันที่ 26กั นยายน – 25 ตุลาคม 2563

ศูนย์ฝึกฟุตบอลเยาวชน YHA (Yamaoka Hanasaka Academy) รังสิต คลอง 4

ติดต่อ คุณอาทิตย์ คงสมกัน โทร 02-834-7000 ต่อ 7330 หรือ 7428 .

· โซนภาคกลาง อ.ส.ค. จังหวัดสระบุรี

คัดเลือกวันที่ 15 สิงหาคม - 15 กันยายน 2563

สนามฟุตบอลองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี

ติดต่อ คุณสมยศ กองสุผล โทร. 098-263-1214

· โซนภาคเหนือตอนบนอ.ส.ค. จังหวัดเชียงใหม่

คัดเลือกวันที่ 15 - 21 สิงหาคม 2563

สนามกีฬาเทศบาลนครเชียงใหม่ และสนามสิงห์เหนือ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตเชียงใหม่

ติดต่อ คุณพศวัต ใจลังกา โทร.061-936-6546

คุณมนัส วงศ์เลื่อน โทร. 097-954-9935

· โซนภาคเหนือตอนล่างอ.ส.ค. จังหวัดสุโขทัย

คัดเลือกวันที่ 22 สิงหาคม 2563

โรงเรียนเทศบาลสวรรคโลกประชาสรรค์

ติดต่อ คุณจำลอง ราศรีกิจ โทร.063-206-4638

คุณอนุชิต อินทโสถา โทร.095-634-5778

· โซนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออ.ส.ค. จังหวัดขอนแก่น

คัดเลือกวันที่ 22 สิงหาคม - 6 กันยายน 2563

สนามกีฬากลางจังหวัดขอนแก่น

ติดต่อ คุณสุชาติ งวดชัย โทร.085-463-4063

· โซนภาคใต้อ.ส.ค. จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

คัดเลือกวันที่ 15-23 กันยายน 2563

สนามกีฬากลาง ศูนย์การทหารราบ ค่ายธนะรัชต์

ติดต่อ คุณคำสิงห์ ยอดเกตุ โทร.098-146-1535

คุณเทพสตรี รื่นเกษม โทร.084-323-3570

คุณอาภรณ์ เฉลาชาญชัยยุทธ โทร.062-461-3113

ด้านเงินรางวัลของการแข่งขันรายการนี้ รอบคัดเลือกตัวแทนภูมิภาค ทีมแชมป์ จะได้รับเงินรางวัล 25,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ทีมรองแชมป์ จะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค ทีมอันดับ 3 จะได้รับเงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค และรางวัลที่ 4 จะได้รับถ้วยรางวัลและผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค โดยทีมแชมป์และทีมรองแชมป์ จะได้สิทธิ์ในการแข่งขันรอบ 12 ทีมสุดท้าย และจะได้รับชุดแข่งขันจาก นมไทย-เดนมาร์ค

ส่วนรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ ที่เหลือ 4 ทีมสุดท้าย จะเล่นที่สนาม ลีโอ สเตเดี้ยม รังสิต คลอง 3 โดย ทีมแชมป์จะได้รับเงินรางวัล 100,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ ทีมรองแชมป์ จะได้รับเงินรางวัล 70,000 บาท ทีมอันดับ 3 จะได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท และ ทีมอันดับ 4 จะได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท โดยทั้ง 4 ทีมจะได้รับเหรียญรางวัลของโครงการฯ และ ผลิตภัณฑ์จาก นมไทย-เดนมาร์ค อีกด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจ ดาวน์โหลดใบสมัครและสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ThaiDenmark.FootballTournament

สยามดนตรียามาฮ่า จับมือ โซนิควิชั่น กรุ๊ปเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ

posted Jul 16, 2020, 12:04 AM by Maturos Lophong


สยามดนตรียามาฮ่า จับมือ โซนิควิชั่น กรุ๊ปเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจ 

ขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าเครื่องเสียงบ้านสู่ ‘โมเดิร์นเทรด-ดีลเลอร์-ออนไลน์’ ทั่วประเทศ

ชูคอนเซปต์“สัมผัสคุณภาพเสียงสมจริง จากแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องดนตรี”

บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด จับมือเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ โซนิควิชั่น กรุ๊ป เพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงบ้านแบรนด์ยามาฮ่า สู่โมเดิร์นเทรด, ดีลเลอร์ และช่องทางออนไลน์ ในเครือโซนิควิชั่น กรุ๊ป ทั่วประเทศ ตอกย้ำแบรนด์ผู้นำตลาดเครื่องดนตรี และโฮม ออดิโอ โซลูชั่น (Home Audio Solution) ในไทย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “สัมผัสคุณภาพเสียงสมจริง จากแบรนด์ผู้ผลิตเครื่องดนตรี” พร้อมตั้งเป้าสิ้นปี 2564 ยอดขายโตกว่า 30%


ดร.พีรวัฒน์ ชูเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 54 ปีของการดำเนินงาน สยามดนตรียามาฮ่า เรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ คือสร้างอาชีพทางดนตรีให้แก่ศิลปินและนักดนตรีมืออาชีพจำนวนมาก และร่วมพัฒนาสังคมด้วยการเสริมสร้างให้เยาวชนได้มีพื้นฐานทางด้านความรู้เกี่ยวกับดนตรีให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยจุดเริ่มต้นมาจากการเปิดโรงเรียนดนตรียามาฮ่า ในปี 2509 ภายใต้ปณิธานการสร้างเมืองดนตรีที่ได้มาตรฐานสากล ของ ดร.ถาวร พรประภา และได้เป็นผู้นำเข้าสินค้าเครื่องดนตรีและเครื่องเสียง ภายใต้แบรนด์ ยามาฮ่า มาตั้งแต่ปี 2532 จนได้รับการยอมรับถึงมาตรฐานของสินค้า และกลายเป็นผู้นำตลาดเครื่องดนตรี-เครื่องเสียงในทุกกลุ่มสินค้า โดย “ยามาฮ่า” เป็นสินค้าเครื่องดนตรี-เครื่องเสียงแบรนด์เดียวในโลกที่มีสินค้าครบทุกประเภท อาทิ สินค้าประเภทคีย์บอร์ด เครื่องดนตรีสำหรับวงโยธวาทิต เครื่องดนตรีสำหรับวงคอมโบ้ และมีพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนมาสู่สินค้าประเภทเครื่องเสียงบ้าน (Home Audio) และเครื่องเสียงมืออาชีพ (Professional Audio) ที่ได้รับยอมรับและการขนานนามให้เป็นหนึ่งในแบรนด์เครื่องเสียงที่ดีที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก ด้วยคุณภาพมาตรฐานการขับพลังเสียงที่คมชัด แม่นยำ ให้ผู้ฟังสัมผัสได้ถึงคุณภาพเสียงสมจริง เหมือนฟังจากเครื่องดนตรีบรรเลงสด”

“โดยในปี 2563 นี้ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ได้ต่อยอดขยายช่องทางการจัดจำหน่ายกลุ่มสินค้าเครื่องเสียงบ้าน และ โฮม ออดิโอ โซลูชั่น (Home Audio Solution เพื่อเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยการจับมือร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับ โซนิควิชั่น กรุ๊ป ในการบริหารจัดการดูแลช่องทางการจัดจำหน่ายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงบ้าน ไปยังช่องทางโมเดิร์นเทรด (Modern Trade) ดีลเลอร์ (Dealer) และช่องทางออนไลน์ ในเครือ โซนิควิชั่น กรุ๊ป ทั่วประเทศ ด้วยเล็งเห็นถึงศักยภาพและความเชี่ยวชาญของโซนิควิชั่น กรุ๊ป ในตลาดเครื่องเสียงไฮเอนด์ที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ตลอดจนมีความแข็งแกร่งของเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีมากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ และการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ เราจึงไว้วางใจให้โซนิควิชั่น กรุ๊ป เป็นตัวแทนในการกระจายสินค้าเครื่องเสียงบ้านแบรนด์ยามาฮ่า ที่การันตีเรื่องคุณภาพเสียงสมจริงระดับพรีเมียมมากว่า 40 ปี ไปสู่ลูกค้าทั่วประเทศ โดยสยามดนตรียามาฮ่าเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ความร่วมมือด้านช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าผ่านโซนิควิชั่น กรุ๊ป ในครั้งนี้ ผสานรวมกับความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีเซอร์ราวด์ เอไอ (Surround AI) และมิวสิค แคลช (MusicCast) ของสยามดนตรียามาฮ่า รวมถึงแผนการเปิดตัวเครื่องเสียงรุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal-นิวนอร์มอล) ภายหลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 ที่หลายคนให้ความสำคัญกับการอยู่บ้าน สนใจการสร้างความบันเทิง การพักผ่อนภายในบ้านมากขึ้น จะเป็นโอกาสในการขยายตลาดและเป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมการเติบโตของเครื่องเสียงบ้านแบรนด์ยามาฮ่า ไปสู่ฐานลูกค้าที่กว้างและครอบคลุมทั่วประเทศมากยิ่งขึ้น”

นายสมัคร สมัครคามัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โซนิควิชั่น กรุ๊ป เปิดเผยว่า “โซนิควิชั่น กรุ๊ป รู้สึกเป็นเกียรติ และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรธุรกิจกับแบรนด์เครื่องดนตรีและเครื่องเสียงระดับตำนานของประเทศไทยที่ได้ รับการยอมรับและการันตีเรื่องคุณภาพเสียงที่ได้มาตรฐานระดับสากลจากสถาบันต่างๆ มากมายทั่วโลก โดยในปี 2563 นี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ โซนิควิชั่น กรุ๊ป ที่ได้ร่วมงานกับแบรนด์ธุรกิจด้านดนตรียักษ์ใหญ่ของประเทศอย่างสยามดนตรี ยามาฮ่า ซึ่งโซนิควิชั่น กรุ๊ป จะเข้ามาบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มเครื่องเสียงบ้าน และโฮมเธียเตอร์ ผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรด ดีลเลอร์ และช่องทางออนไลน์ ในเครือของโซนิควิชั่น ทั่วประเทศ โดยปัจจุบันตลาดเครื่องเสียงบ้าน-โฮมเธียเตอร์ ระดับไฮเอนด์ (Hi-End Home Audio, Hi-End Home Theater-) มีขนาดใหญ่ถึง 2,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มที่จะเติบโตและกลับมาคึกคักมากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหันมาหาความสุขกับกิจกรรมภายในบ้านมากยิ่งขึ้น ซึ่งโซนิควิชั่น กรุ๊ป ในฐานะที่เรามีความเชี่ยวชาญในตลาดเครื่องเสียงมานานกว่า 20 ปี ตลอดจนมีเครือข่ายพันธมิตรร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ จึงได้วางแผนจะผลักดันสินค้าเครื่องเสียงแบรนด์ยามาฮ่าผ่านช่องทางการจำหน่ายทางโมเดิร์นเทรดและดีลเลอร์ซึ่งมีมากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ อาทิ เพาเวอร์ มอลล์ (Power Mall), เพาเวอร์บาย (Power Buy) เป็นต้น และดีลเลอร์ชั้นนำทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่างจังหวัด ครอบคลุมทั่วประเทศ อาทิ ปิยะนัส, เธียเตอร์เฮาส์ เป็นต้น ด้วย กลยุทธ์การตลาดออมนิชาแนล (Omni-Channel) เพื่อซัพพอร์ตไล์ฟสไตล์ออนไลน์ช้อปปิ้งของผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงยามาฮ่าได้ง่ายขึ้นและหลากหลายช่องทางทั้งมิติออนไลน์และออฟไลน์ และอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญคือความโดดเด่นด้านบริการหลังการขาย ที่โซนิควิชั่นได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาอย่างยาวนานถึงชื่อเสียงในการดูแลและให้บริการหลังการขาย ไม่ว่าจะเป็นการรับประกันสินค้าและอะไหล่ 1 ปี บริการตรวจสอบ ส่งซ่อมสินค้า โดยลูกค้าสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ ได้ทางคอลเซ็นเตอร์ สยามดนตรียามาฮ่า โทร. 02-215-2626-39 ต่อ 1501 หรือเข้ามาที่โชว์รูมโซนิควิชั่น ถนนพระราม 3”
นอกจากนี้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 โซนิควิชั่น กรุ๊ป ยังได้วางแผนส่งเสริมการตลาดสินค้าเครื่องเสียงยามาฮ่าด้วยโปรโมชั่นพิเศษให้กับดีลเลอร์ และตัวแทนจำหน่ายต่างๆ อาทิ ซื้อ เอวีอาร์ (AVR) รุ่น อาร์เอ็กซ์-เอ3080 (RX-A3080) และ อาร์เอ็กซ์-เอ2080 (RX-A2080) แถมฟรี แอปเปิ้ล ทีวี (Apple TV) เป็นต้น สำหรับสินค้ากลุ่มเครื่องเสียงบ้าน และโฮมเธียเตอร์ แบรนด์ยามาฮ่า ที่จะเปิดตัวและวางจำหน่ายผ่านโซนิควิชั่น กรุ๊ป ในปีนี้ มีกลุ่มสินค้ารุ่นใหม่มากมาย อาทิ เอวีอาร์ (AVR), ซาวน์บาร์, ไฮไฟคอมโพเนนท์ (Hi-fi component) และหูฟัง ซึ่งจากกลยุทธ์การตลาดและการบริหารจัดการช่องทางจัดจำหน่ายดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับความเชี่ยวชาญในธุรกิจเครื่องเสียงของ โซนิควิชั่น กรุ๊ป กว่า 20 ปี เรามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันให้ผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงยามาฮ่า โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเอวีอาร์ (AVR) ขึ้นแท่นแบรนด์เครื่องเสียงอันดับหนึ่ง และคาดว่าจะมียอดขายเพิ่มขึ้น 30% ภายในปี 2564 ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โซนิควิชั่น กรุ๊ป กล่าวทิ้งท้าย


สำหรับแฟนๆแบรนด์เครื่องเสียงยามาฮ่า และลูกค้าที่กำลังมองหาเครื่องเสียงคุณภาพระดับพรีเมียม สามารถซื้อได้ที่ ปิยะนัส, เธียเตอร์เฮาส์, เพาเวอร์ มอลล์ (Power Mall) และร้านเครื่องเสียงชั้นนำทั่วประเทศ

‘เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์’ ส่องเทรนด์ Food for the Future

posted Jul 8, 2020, 1:48 AM by Maturos Lophong


‘เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์’ ส่องเทรนด์ Food for the Future 

รุกผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตพร้อมร่วมทุนพันธมิตร ตั้งเป้าเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก


‘บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน)’ หรือ NRF ผู้ผลิตและส่งออกอาหารและเครื่องปรุงรสชั้นนำ ชูเทรนด์ Food for the Future พร้อมนำจุดแข็งต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคตตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านกลยุทธ์เข้าลงทุนกับพันธมิตรธุรกิจในไทยและต่างประเทศด้วยนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ เจาะกลุ่มลูกค้า Millennial ทั่วโลก ผลักดัน NRF ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารระดับชั้นนำของโลก

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เปิดเผยว่า เทรนด์การบริโภคอาหารแห่งอนาคตถือเป็นเมกะเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยใช้กระบวนการผลิตจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญต่ออาหารสุขภาพ รวมทั้งยังคำนึงถึงแหล่งที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย




ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์ในการเจาะตลาดอาหารในกลุ่ม Specialty Food ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา ด้วยลักษณะอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์อาหาร Specialty Food ที่บริษัทฯ ให้ความสำคัญเป็นพิเศษมี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มอาหาร Ethnic Food หรือเทรนด์การหันมานิยมบริโภคอาหารต่างชาติโดยดัดแปลงผสมผสานกับอาหารท้องถิ่น จากแนวโน้มการรักษาสุขภาพ การทดลองอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านมากขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงการย้ายถิ่นฐานที่มากขึ้นทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตแบบถัวเฉลี่ยเกินกว่าร้อยละ 10 ไปจนไปในหลายปีข้างหน้า 2. กลุ่มอาหาร Plant-Based Food หรือ อาหารโปรตีนจากพืช ผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย ทดแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งได้รับความนิยมในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อดูแลสุขภาพและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีโรคระบาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น โดยยังคงได้รับรสชาติและผิวสัมผัสเหมือนเนื้อแต่ได้รับสารอาหารจากพืช ทำให้มีผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชหลากหลายรูปแบบถูกพัฒนาและนำออกมาจำหน่ายในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเป็นอนาคตของธุรกิจอาหาร

และ 3. ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) นอกจากผลิตภัณฑ์ด้านอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับสากลแล้ว บริษัทฯยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค (Functional product) V-shape ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายเหมาะกับผู้บริโภคทุกวัย รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการ กับผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ V-shape สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ในตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ สิ่งที่ท้าทายของผู้ประกอบการคือจะต้องปรับตัวรับกระแสการบริโภคอาหารที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเน้นกระบวนการผลิตเพื่อสร้างความยั่งยืนและให้ความสำคัญกับการจัดการ Sustainable Supply Chain ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อ การผลิต จัดเก็บ ขนส่งและจัดจำหน่าย ตลอดจนให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในทุกฝ่ายตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ประกอบกับที่ผ่านมา สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ถือเป็นปัจจัยที่เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารอย่างรวดเร็ว โดยผู้บริโภคต้องการอาหารที่เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายในรูปแบบต่างๆ ซึ่งต้องเป็นอาหารที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ มีสารอาหารครบ ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว ช่วยให้สุขภาพดีเพื่อต้านทานโรค จึงถือเป็นโอกาสของธุรกิจในการผลิตสินค้ารองรับความต้องการอาหารเพื่อสุขภาพอีกทางหนึ่ง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF กล่าวว่า บริษัทฯ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตอาหารมาเป็นระยะเวลาเกือบ 30 ปี และเห็นโอกาสเติบโตของกลุ่มอาหารแห่งอนาคต ที่เน้นกระบวนการคัดสรรคุณภาพผลิตภัณฑ์อย่างดีเยี่ยม จึงกำหนดแผนยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าหมาย รองรับเทรนด์และเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุค Millennial (Gen Me) ที่เป็นการรวมตัวจากหลากหลายกลุ่มอายุ มีเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนสูงและมีกำลังซื้อมหาศาล

ทั้งนี้ NRF ได้เข้าร่วมลงทุนกับบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อสร้างการเติบโตและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปที่มีประสบการณ์และความชำนาญมานานกว่า 27 ปี โดยเบรคส์มีฐานการผลิตในประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตสินค้าโปรตีนจากพืชให้กับตราสินค้าต่าง ๆ เช่น Quorn The Vegetarian Butcher และ Cauldron Foods และมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขยายสู่ตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในอเมริกาและยุโรป ทำให้ NRF เป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ได้เข้าลงทุนใน The Meatless Farm Limited หรือ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย โดยผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจากข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่สามารถให้รสชาติและรสสัมผัสเหมือนกับเป็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จริง อีกทั้งเข้าลงทุนใน Big Idea Venture LLC หรือ Big Idea Venture และ New Protien Fund I ซึ่งเน้นลงทุนและสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืช เพื่อเข้าถึงและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย รวมถึงมีโอกาสได้ลูกค้าหรือพันธมิตรรายใหม่จาก Plant-based Startup-ecosystem โดยมีเป้าหมายลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 100 บริษัท ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งบริษัทฯ ได้รับสิทธิเป็น Preferred Co-Packer ให้กับสตาร์ทอัพต่าง ๆ ของกองทุน

ล่าสุด บริษัทฯ เข้าลงทุนใน Phuture Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดย NRF ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย นอกจากนี้ ได้เข้าลงทุนในบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปรวมถึงผลิตและจำหน่ายน้ำเต้าหู้สำเร็จรูปตรา Shinpo เพื่อเป็นฐานการผลิต ซึ่งจะผลักดัน NRF ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก

ปัจจุบัน NRF เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืชโดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 สูตรอาหาร และกว่า 2,000 SKU แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ

1.) ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์พ่อขวัญ แบรนด์ Lee Brand แบรนด์ Thai Delight แบรนด์ Shanggie แบรนด์ DeDe และ แบรนด์ Sabzu

2.) กลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand)

3.) กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food)

และ 4.) กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เช่น เจลแอลกอฮอล์ล้างมือในบรรจุภัณฑ์ V-shape นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shapes มากยิ่งขึ้น เช่น ซอสปรุงรส เครื่องปรุง เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ในหลายรูปแบบ อาทิ การผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ การร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น

โดยมีจุดแข็งด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความหลากหลายสินค้า รวมถึงมุ่งสร้างตราสินค้าและสร้างชื่อเสียงของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

“เราได้นำประสบการณ์ทำธุรกิจระยะเวลาเกือบ 30 ปี ในการส่งออกสินค้าสู่ 25 ประเทศทั่วโลกอาทิเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น จีนและมาเลเซีย เป็นต้น โดยซึ่งลูกค้าปลายทางของบริษัทฯประกอบไปด้วยบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทฯ มายาวนานมากกว่า 10 ปี บริษัทฯ นำประสบการณ์ที่ได้รับมาต่อยอดการผลิตอาหารเพื่ออนาคต รองรับเมกะเทรนด์อาหารของโลกที่เกิดขึ้น และผลักดัน NRF สู่ The Purpose-Led Company หรือ บริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อให้บริษัทฯ เป็นตัวเลือกรายแรกๆ ในการผลิตสินค้าแก่บริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลก” นายแดน กล่าว

‘นันยาง’ เปิดตัวรองเท้า ‘Nanyang Have Fun’ สำหรับเด็กประถม

posted May 15, 2020, 1:11 AM by Maturos Lophong

‘นันยาง’ เปิดตัวรองเท้า ‘Nanyang Have Fun’ สำหรับเด็กประถม
ไม่ต้องผูกเชือก ลดการสัมผัสเชื้อโรค รับ New Normal

แถมฟรีเชือกยืดหยุ่น จนกว่า COVID จะหมดเมืองไทย

ยันไม่ปรับเป้า ย้ำปี 63 ยังโต 5%

นายจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2562 นันยางมีผลประกอบการสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 10% เติบโตสูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัทฯ สาเหตุจากยอดขายที่เติบโตของรองเท้าผ้าใบนักเรียนในช่วงครึ่งปีแรก โดยยังครองส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งที่ 43% และช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้สูงขึ้นจากการส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้านจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท และการทำการตลาดที่โดนใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษได้แก่ รองเท้าผ้าใบ Nanyang RED limited edition 2019 และรองเท้าแตะ KHYA™ (ขยะ) ซึ่งผลิตจากขยะทะเล ที่ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของนันยางที่สามารถสร้างการรับรู้ การยอมรับ และกระแสนิยมให้แก่แบรนด์ได้ชั่วข้ามคืน

“ในปี 2563 ถือเป็นปีที่ท้าทายตั้งแต่ก้าวแรกของปี โดยนันยางเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ต้องเผชิญ ดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบ ละเอียด และรวดเร็ว ตั้งมั่นในความไม่ประมาท ที่สำคัญต้องเรียนรู้ที่จะแสวงหาโอกาสจากปัญหา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 5% และไม่มีแผนปรับลดแต่อย่างใด เนื่องจากสินค้าของนันยางไม่ใช่สินค้าแฟชั่นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าสำหรับใช้งานและเป็นรองเท้าที่ผู้บริโภคใช้งานได้อย่างคุ้มค่า ทำให้ในทุกสภาวะเศรษฐกิจ นันยางก็สามารถรักษาตลาดไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีอัตราเติบโตอยู่ที่ 3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2562 สาเหตุมาจากร้านค้าได้ซื้อสินค้าเพื่อเตรียมรับช่วงเปิดเทอมในช่วงไตรมาส 3 และการอ่อนตัวของ


ค่าเงินบาทส่งผลให้การส่งออกดีขึ้น โดยเฉพาะประเทศพม่าที่เป็นช่วงไฮซีซั่นและมีเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต” นายจักรพล จันทวิมล กล่าวถึงการเติบโตทางธุรกิจในปี 2563

เกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 นั้น นันยาง ได้พลิกวิกฤติเป็นโอกาส มอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ให้แก่ทั้งผู้ปกครองและเด็กนักเรียนประถม ด้วยการเปิดตัวรองเท้าผ้าใบนักเรียน Nanyang Have Fun ใหม่ ที่มาพร้อมเชือกยืดหยุ่น ไม่ต้องผูก ลดการสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้า เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เพิ่มความอุ่นใจให้ผู้ปกครอง และเพิ่มความปลอดภัยต่อเด็กนักเรียน โดยจะแถมฟรีเชือกยืดหยุ่นมูลค่า 69 บาทจนกว่า COVID-19 จะหมดไปจากประเทศไทย นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้มอบเชือกยืดหยุ่นให้แก่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรองเท้านันยางทั่วประเทศอีก 120,000 ขุด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้เด็กไทยมีสุขอนามัยที่ดีห่างไกลโรค “จากโปรเจควิจัยเฉพาะกิจ ‘นันยาง X ฮัมมิ่งเบิร์ด Inside Thai Kids’ เพื่อเจาะลึกแนวคิดของเด็กไทยวัยประถม ทำให้นันยางพบโอกาสในการพัฒนา Nanyang Have Fun ใหม่ในครั้งนี้ขึ้นและเชื่อว่าจะได้รับการตอบรับดีแน่นอน เพราะจากผลสำรวจระบุว่า ปัญหาใหญ่ของเด็กประถมคือการผูกเชือกรองเท้า โดยเฉลี่ยเด็กๆ จะต้องผูกเชือกมากกว่าคนละ 10 ครั้งต่อวัน ซึ่งมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้า เชือกยืดหยุ่นจึงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ รวมถึงเพิ่มความสะดวกให้แก่ทั้งตัวเด็กและผู้ปกครองอีกด้วย” นายจักรพล กล่าว 


ด้านมุมมองของ นันยาง ต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง 2563 นั้น นายจักรพล กล่าวเสริมว่า “โดยรวมตลาดจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาสู่ภาวะปกติ เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม 


ส่วนตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนนั้นจะเป็นการชะลอการตัดสินใจซื้อเท่านั้น พอถึงฤดูกาลเปิดเทอมกำลังซื้อก็จะกลับมา และนันยางเชื่อว่า Nanyang Have Fun จะสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้แก่ตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนเมืองไทยได้แน่นอน” 

ทั้งนี้ รองเท้าผ้าใบนักเรียน Nanyang Have Fun ใหม่ ไม่ต้องผูกเชือก ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อนักเรียนชั้นประถมโดยเฉพาะ ราคา 285 บาท แถมเชือกยืดหยุ่นมูลค่า 69 บาทจนกว่า COVID-19 จะหมดจากประเทศไทย มีความเบาและนุ่ม จากพื้นสีฟ้า Spring Soft Support™



 มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 28 – 36 เหมาะสำหรับเด็กอายุระหว่าง 4 – 10 ปี มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีขาว ดำ และน้ำตาล พร้อมเชือกผูกรองเท้าปกติ โดยสินค้าทยอยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือน พ.ค. นี้เป็นต้นไปที่ร้านรองเท้ากว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ บิ๊กซี โลตัส และช่องทางออนไลน์ Lazada Shopee JDCentral

มาม่า ขานรับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน

posted May 8, 2020, 1:29 AM by Maturos Lophong


มาม่า ขานรับโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน ด้วยการจัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” ร่วมมือร้านค้าพันธมิตร ลดราคาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าคัพทุกรสชาติ เหลือเพียง 10 บาท เพื่อแบ่งเบาภาระและช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

คุณบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า โครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เป็นโครงการที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับภาคเอกชนจัดขึ้นเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในช่วงที่เกิดสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการมาเป็นล็อตที่ 2 แล้ว มีสินค้าเข้าร่วมโครงการ 6 กลุ่มสินค้า คือ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม กลุ่มอาหารปรุงสำเร็จแช่แข็ง กลุ่มซอสปรุงรส กลุ่มของใช้ประจำวัน กลุ่มผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย และกลุ่มผลิตภัณฑ์ซักล้าง ลดสูงสุดร้อยละ 68 และมีสินค้าร่วมลดราคา 3,025 รายการ มีผู้ประกอบการร่วมโครงการ 51 ราย ซึ่งการจัดโครงการได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีประชาชนให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทที่ให้ความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์โดยเข้าร่วมโครงการทั้ง 2 ล็อต และเนื่องจากสินค้าของสหพัฒน์ล้วนเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน จึงช่วยบรรเทาความเดือนร้อนและช่วยลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนได้เป็นอย่างดี


นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การระบาดของ โควิด–19 ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจซึ่งหลายคนรายได้ลดลง บริษัทฯ จึงได้เข้าร่วมโครงการพาณิชย์ลดราคาช่วยประชาชน เพื่อช่วยเหลือและลดค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาม่ายังได้จัดแคมเปญพิเศษ “พาณิชย์ลดราคา ! ช่วยประชาชน ร่วมกับ มาม่าคัพ” โดยร่วมกับร้านค้าพันธมิตร ปรับลดราคาผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่าชนิดคัพทุกรสชาติ จากราคา 13 บาท เหลือ 10 บาท ตั้งแต่วันที่ 1-31 พฤษภาคม 2563 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของมาม่าคัพที่มีการลดราคา สำหรับร้านค้าพันธมิตรที่ร่วมจัดแคมเปญนี้ ประกอบด้วย เซเว่นอีเลฟเว่น แม็คโคร เทสโก้โลตัส บิ๊กซี ท็อปส์มาร์เก็ต กูร์เม่ต์มาร์เก็ต ลอว์สัน เจซีเอ็กซ์เพรส แม็กซ์แวลู ฟู้ดแลนด์ ซีพีเฟรชมาร์ท วิลล่ามาร์เก็ต จิฟฟี่ สปาร์ และซูรูฮะ รวมถึงร้านค้าปลีกทั่วประเทศ ซึ่งผู้สนใจสามารถซื้อมาม่าคัพในราคา 10 บาท ได้ที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชั้นนำ รวมทั้งร้านธงฟ้าทั่วประเทศ



“มาม่าเป็นสินค้าที่อยู่เคียงข้างคนไทยมายาวนานในทุกสถานการณ์ สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็นับว่าเป็นวิกฤตที่หนัก กระทบทั้งชีวิตความเป็นอยู่และเศรษฐกิจ ซึ่งมาม่าก็ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง การลดราคามาม่าคัพก็เป็นการช่วยเหลืออีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และหวังว่าจะช่วยบรรเทาความเดือนร้อนให้กับประชาชนได้” นายเวทิต กล่าว

 

กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ททบ.5 เขตคลองเตย และ CPF ร่วมส่งอาหารคุณภาพจากใจ...สู่ชุมชน

posted Apr 20, 2020, 8:19 PM by Maturos Lophong   [ updated Apr 20, 2020, 8:21 PM ]

กองทัพบกโดยกองทัพภาคที่ 1 ททบ.5 เขตคลองเตย และ CPF ร่วมส่งอาหารคุณภาพจากใจ...สู่ชุมชน 


กองทัพภาคที่ 1 และ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก โดย พลเอกกิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ร่วมกับ CPF โดย นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ดำเนินโครงการ “กองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน” บรรเทาความเดือดร้อนด้านอาหารแก่ประชาชน 8,499 ครัวเรือน ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด19 โดยมี พลตรีรังษี กิติญาณทรัพย์ผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และนายสุชัย อมรดารารัตน์ ผู้อำนวยการเขตคลองเตย ร่วมงานด้วย


พลเอกกิตติเชษฐ์ ศรดิษฐพันธ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่า หรือ โควิด19 ส่งผลกระทบไปทุกหย่อมหญ้า และบุคคลที่น่าเห็นใจมากอีกกลุ่มหนึ่งคือ ประชาชนที่อยู่กันอย่างแออัดในชุมชนต่างๆ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำ เป็นผู้รับจ้างรายวัน ฯลฯ เมื่อธุรกิจหลายส่วนหยุดการดำเนินงานชั่วคราว ตาม พรก.ฉุกเฉิน ทำให้พวกเขาขาดรายได้ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่จะต้องพบเป็นอันดับแรกคือ ข้าวหรืออาหารที่จะรับประทานในแต่ละมื้อ

“โชคดีที่ประเทศไทยมีซีพีเอฟ ผู้ผลิตอาหารปลอดภัยที่มีจิตสาธารณะ และเล็งเห็นปัญหานี้เช่นเดียวกับกองทัพ ตลอดจนแสดงความจำนงที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ จึงเกิดเป็นโครงการกองทัพภาคที่ 1 ร่วมกับ CPF ส่งอาหารคุณภาพจากใจ…สู่ชุมชน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน” พลเอกกิตติเชษฐ์กล่าว

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า บริษัทฯตระหนักถึงผลกระทบจากการสถานการณ์โควิด19ที่มีต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในชุมชนแออัด หนึ่งในนั้นคือ ชุมชนในพื้นที่คลองเตย ซึ่งมีประชากร 8,499 ครัวเรือน หรือประมาณ 41,280 คน กระจายกันอยู่ใน 22 ชุมชน

“เราขอใช้ความเชี่ยวชาญขององค์กรในด้านอาหาร มาร่วมบรรเทาความเดือดร้อนแก่พี่น้องประชาชน โดยจะมอบกับข้าวแกงถุงจำนวน 25,000 ถุง และน้ำดื่ม CP 17,000 ขวดใหญ่ แจกจ่ายให้ประชาชนในชุมชนคลองเตยทุกครัวเรือน โดยแต่ละครัวเรือนจะได้รับกับข้าวแกงถุง 3 ถุงและน้ำดื่ม CP 2 ขวดใหญ่ กับข้าวแกงถุงที่มอบให้เป็นอาหารที่บรรจุในนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ทนความร้อน เพียงต้มในหม้อน้ำเดือด 5-7 นาทีก็พร้อมรับประทานได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ไมโครเวฟ” นายประสิทธิ์กล่าว


ในขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข ในการส่งมอบอาหารจากใจให้แก่ประชาชนกว่า 20,000 คน ผู้เดินทางกลับจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และรับผิดชอบสังคมโดยกักตัวเอง เพื่อลดโอกาสแพร่เชื้อ รวมถึง การส่งมอบอาหารให้โรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 105 โรงพยาบาล ตลอดจนครอบครัวของแพทย์-พยาบาลในโรงพยาบาลของรัฐที่ช่วยดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด19 จำนวน 18,000 ครอบครัว ซึ่งทั้งหมดได้รับการตอบรับจากประชาชน ภาครัฐ และสังคมอย่างดีมาก


การส่งมอบอาหารให้ประชาชนในครั้งนี้ เป็นอีกส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือประเทศชาติ ประชาชน ให้ก้าวผ่านวิกฤตไวรัสโควิด19ไปด้วยกัน ภายใต้หลักคิด Good Citizen Organization กล่าวคือเป็นบริษัทที่ร่วมสร้างและดูแลสังคม ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศ

DOHOME ชูแผน BCP พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์

posted Apr 1, 2020, 2:29 AM by Maturos Lophong



DOHOME ชูแผน BCP พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์

บริหารจัดการต้นทุน มุ่งช่องทางออนไลน์ทุกแพลทฟอร์ม

บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ชูกลยุทธ์ Business Continuity Plan (BCP) พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์ เข้มบริหารจัดการต้นทุนสินค้าและเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า House Brand พร้อมเดินหน้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลทฟอร์ม หลังปิดสาขาขนาดใหญ่และสาขา Dohome To GO บางแห่งเป็นการชั่วคราวเพื่อร่วมป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนพื้นที่โซนสินค้าอุปโภคบริโภคยังเปิดให้บริการตามปกติในทุกสาขา พร้อมเข้ม 9 มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อดูแลพนักงานและลูกค้าอย่างเคร่งครัด

นางสลิลทิพ เรืองสุทธิภาพ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชี การเงิน และสนับสนุนองค์กร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 (COVID-19) บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนภายใต้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) ที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ โดยให้พนักงานบางส่วนทำงานจากบ้าน (Work from home) เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด พร้อมทั้งเปิดช่องทางขายผ่านออนไลน์ในหลายแพลทฟอร์ม ทั้งโซเซียลคอมเมิร์ซผ่านเฟซบุ๊ค Dohome Online, Line@Dohome และอีมาร์เก็ตเพลส (E-Market place) ทั้งลาซาด้าและช้อปปี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมา หน่วยงานราชการ รวมถึงร้านจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างและรายย่อย ที่อาจะมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าในช่วงนี้ ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์และได้เตรียมความพร้อมสำหรับบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อโทรสั่งซื้อสินค้าทั่วไปและสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป ส่งฟรีเริ่มต้น 15 กม. (ไม่รวมสินค้าโครงสร้างและวัสดุก่อสร้าง)

ทั้งนี้ บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว โดยระหว่างปิดให้บริการสาขาชั่วคราว ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ส่วนแผนงานขยายสาขาดูโฮมขนาดใหญ่ 3 สาขาในปีนี้ ได้แก่ สาขาสุรินทร์ สาขามาบตาพุต และสาขาแหลมฉบัง เบื้องต้นยังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อขยายช่องทางการขายให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และห่วงใยความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นสำคัญ โดยได้ดำเนินการปิดให้บริการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 ประกอบด้วย การปิดบริการสาขาขนาดใหญ่ 8 สาขา ได้แก่ สาขารังสิต, บางบัวทอง ,พระราม2 ,นครราชสีมา, เพชรเกษม ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ และสาขาขนาดเล็ก (Dohome To GO) จำนวน 6 สาขา ได้แก่ สาขาแม็คโครจรัญสนิทวงศ์, แม็คโครสาทร, บิ๊กซีบางพลี, โลตัสโคราช,พันธ์ทิพย์งามวงศ์วาน และโลตัสบางนา

อย่างไรก็ตาม พื้นที่โซนสินค้าอุปโภคบริโภคในสาขนาดใหญ่ทุกแห่ง ยังเปิดให้บริการ (ซื้อกลับบ้าน) ตามปกติ พร้อมเพิ่ม 9 มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ได้แก่ (1) ตั้งจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายลูกค้าบริเวณประตูทางเข้า (2) เพิ่มจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ (3) ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพนักงานทุกคนก่อนเริ่มปฏิบัติงาน (4) รณรงค์ให้ลูกค้า และพนักงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัย (5) ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ (6) ทำความสะอาดพื้นที่สาขาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกชั่วโมง (7)เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดห้องน้ำ พร้อมตรวจสอบกระดาษชำระและสบู่ล้างมือให้เพียงพอ (8) ติดตั้งป้ายแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อพบว่ามีไข้ และ (9) เตรียมพร้อมนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีการร้องขอ

1-10 of 194