Marketing




DOHOME ชูแผน BCP พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์

posted by Maturos Lophong



DOHOME ชูแผน BCP พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์

บริหารจัดการต้นทุน มุ่งช่องทางออนไลน์ทุกแพลทฟอร์ม

บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME ชูกลยุทธ์ Business Continuity Plan (BCP) พร้อมเดินหน้าธุรกิจทุกสถานการณ์ เข้มบริหารจัดการต้นทุนสินค้าและเพิ่มสัดส่วนการขายสินค้า House Brand พร้อมเดินหน้าขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ทุกแพลทฟอร์ม หลังปิดสาขาขนาดใหญ่และสาขา Dohome To GO บางแห่งเป็นการชั่วคราวเพื่อร่วมป้องกันการแพร่ระบาด ส่วนพื้นที่โซนสินค้าอุปโภคบริโภคยังเปิดให้บริการตามปกติในทุกสาขา พร้อมเข้ม 9 มาตรการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อดูแลพนักงานและลูกค้าอย่างเคร่งครัด

นางสลิลทิพ เรืองสุทธิภาพ รองกรรมการผู้จัดการสายงานบัญชี การเงิน และสนับสนุนองค์กร บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธ์ใหม่ 2019 (COVID-19) บริษัทฯ พร้อมขับเคลื่อนภายใต้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) ที่ได้เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ โดยให้พนักงานบางส่วนทำงานจากบ้าน (Work from home) เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคระบาด พร้อมทั้งเปิดช่องทางขายผ่านออนไลน์ในหลายแพลทฟอร์ม ทั้งโซเซียลคอมเมิร์ซผ่านเฟซบุ๊ค Dohome Online, Line@Dohome และอีมาร์เก็ตเพลส (E-Market place) ทั้งลาซาด้าและช้อปปี้

นอกจากนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมา หน่วยงานราชการ รวมถึงร้านจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างและรายย่อย ที่อาจะมีความจำเป็นต้องใช้สินค้าในช่วงนี้ ยังสามารถสั่งซื้อสินค้าทางโทรศัพท์และได้เตรียมความพร้อมสำหรับบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอต่อการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เมื่อโทรสั่งซื้อสินค้าทั่วไปและสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ครบ 2,000 บาทขึ้นไป ส่งฟรีเริ่มต้น 15 กม. (ไม่รวมสินค้าโครงสร้างและวัสดุก่อสร้าง)

ทั้งนี้ บริษัทฯได้เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว โดยระหว่างปิดให้บริการสาขาชั่วคราว ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารค่าใช้จ่ายในส่วนที่ไม่จำเป็น และควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเข้มงวด ส่วนแผนงานขยายสาขาดูโฮมขนาดใหญ่ 3 สาขาในปีนี้ ได้แก่ สาขาสุรินทร์ สาขามาบตาพุต และสาขาแหลมฉบัง เบื้องต้นยังเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ เพื่อขยายช่องทางการขายให้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม และห่วงใยความปลอดภัยของลูกค้าและพนักงานเป็นสำคัญ โดยได้ดำเนินการปิดให้บริการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 ประกอบด้วย การปิดบริการสาขาขนาดใหญ่ 8 สาขา ได้แก่ สาขารังสิต, บางบัวทอง ,พระราม2 ,นครราชสีมา, เพชรเกษม ขอนแก่น อุดรธานี เชียงใหม่ และสาขาขนาดเล็ก (Dohome To GO) จำนวน 6 สาขา ได้แก่ สาขาแม็คโครจรัญสนิทวงศ์, แม็คโครสาทร, บิ๊กซีบางพลี, โลตัสโคราช,พันธ์ทิพย์งามวงศ์วาน และโลตัสบางนา

อย่างไรก็ตาม พื้นที่โซนสินค้าอุปโภคบริโภคในสาขนาดใหญ่ทุกแห่ง ยังเปิดให้บริการ (ซื้อกลับบ้าน) ตามปกติ พร้อมเพิ่ม 9 มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของลูกค้า ได้แก่ (1) ตั้งจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายลูกค้าบริเวณประตูทางเข้า (2) เพิ่มจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ (3) ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายพนักงานทุกคนก่อนเริ่มปฏิบัติงาน (4) รณรงค์ให้ลูกค้า และพนักงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัย (5) ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่สัมผัสบ่อยด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ (6) ทำความสะอาดพื้นที่สาขาด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกชั่วโมง (7)เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดห้องน้ำ พร้อมตรวจสอบกระดาษชำระและสบู่ล้างมือให้เพียงพอ (8) ติดตั้งป้ายแนะนำการปฏิบัติตนเมื่อพบว่ามีไข้ และ (9) เตรียมพร้อมนำส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลเมื่อมีการร้องขอ

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ รวมพลังคนไทยยิ้มสุขใจรับซัมเมอร์

posted Mar 12, 2020, 11:53 PM by Maturos Lophong

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ รวมพลังคนไทยยิ้มสุขใจรับซัมเมอร์

จัดแคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้”

ชวนสัมผัส “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย” ครั้งแรกกับความมหัศจรรย์ของโลกท้องทะเลในรูปแบบ DIGITAL AR พร้อมสนับสนุนคนไทยเที่ยวในประเทศ

ซัมเมอร์นี้ เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ มอบความสุขและความสนุกให้คนไทยรวมพลังยิ้มสุขใจ ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย กับแคมเปญ “The Mall Summer Smile ไทยสู้สู้” เนรมิตบรรยากาศชายหาดดังระดับโลก “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย” โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล มาไว้ในงาน รวมถึงรวบรวมแพคเกจท่องเที่ยวในประเทศมาให้เลือกสรรกันแบบครบครัน พร้อมทั้งตื่นตากับกิจกรรมถ่ายภาพแล้วแชร์ด้วย Digital AR เทคโนโลยี สัมผัสความสวยงามของโลกแห่งท้องทะเล ช้อปชิลล์กับตลาด Beach Bazaar คัดสรรหลากหลายเมนูอาหารอร่อยรับซัมเมอร์ รวมทั้งกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco และกิจกรรมที่สนับสนุนการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 พร้อมโปรโมชั่นพิเศษลุ้นรับของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท งานจัดระหว่างวันที่ 12 มีนาคม 2563 – 30 เมษายน 2563 ที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ทุกสาขา


นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด

(Miss Voralak Tulaphorn ; Chief Marketing Officer, The Mall Group Co., Ltd.) กล่าวว่า “เพื่อกระตุ้นและร่วมพลิกฟื้นเศรษฐกิจรวมทั้งส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เดอะมอลล์กรุ๊ปในฐานะผู้นำรีเทลไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกเดินหน้าจัดกิจกรรมใหญ่ในช่วงซัมเมอร์ปีนี้โดยได้ผนึกกำลังร่วมกับ ธนาคารซิตี้แบงก์ จำกัด (มหาชน) , บัตรเครดิตเอสซีบี เอ็ม วีซ่า (SCB M VISA), ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน), บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยน้ำทิพย์ จํากัด จัดงานขึ้นภายใต้แคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” เพื่อเชิญชวนชาวไทยรวมพลังร่วมแรงร่วมใจสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย ซื้อสินค้าไทย ช่วยเหลือผู้ประกอบการร้านค้า ซัพพลายเออร์และเจ้าของกิจการ SME รวมทั้งกระตุ้นให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยลูกค้ามั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัยทั้งการเฝ้าระวังและการป้องกันขั้นสูงสุดตามมาตรฐานสุขอนามัยของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ ได้สร้างสีสันบรรยากาศการท่องเที่ยวและช้อปปิ้งให้กับลูกค้าด้วยการตกแต่งบรรยากาศภายในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ต้อนรับหน้าร้อนนี้ โดยเนรมิต Beach Destination ชื่อดังของโลก “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย” สวรรค์ของคนรักทะเลมาไว้ในงานเดียว รวมทั้งกิจกรรมแชะ & แชร์ด้วยเทคโนโลยี Digital AR สุดล้ำนำเสนอความสวยงามมิติใหม่ของโลกแห่งท้องทะเล ตลอดจนกิจกรรมสร้างความสุขไม่ว่าจะเป็น ตลาด Beach Bazaar ที่คัดสรรหลากหลายเมนูอาหารอร่อยรับซัมเมอร์และสินค้าแฟชั่นชั้นนำรวมทั้งกิจกรรมภารกิจพิทักษ์ทะเลและกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco พร้อมโปรโมชั่นพิเศษลุ้นรับของรางวัลมากมายรวมมูลค่ากว่า 17 ล้านบาทอีกด้วย”

สัมผัสกลิ่นอายบรรยากาศของ “มัลดีฟส์” พร้อมตื่นตากับ Digital AR ความสวยงามโลกท้องทะเลที่ “เดอะมอลล์ บางแค”

ไม่ต้องบินไกลถึง “มัลดีฟส์” หนึ่งใน Beach Destination ในฝันของหลายๆคน เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ได้เนรมิตสีสันและกลิ่นอายของ “มัลดีฟส์” สวรรค์ของคนรักทะเลมาไว้ในงานนี้ นอกจากนี้ ยังมีไฮไลท์อย่างกิจกรรม CITI MALDIVES WORLD INTERACTIVE AR ที่ใช้เทคโนโลยี Digital AR ทันสมัยนำเสนอความสวยงามของโลกแห่งท้องทะเล พิเศษสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ รับบัตรกำนัลศูนย์การค้าฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อแสดงบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมภาพถ่ายผ่าน THE MALL SUMMER SMILE APPLICATION พร้อมแชร์ลง Social Media และ #THEMALLSUMMERSMILE รวมทั้งยังมีกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco กับกิจกรรม SEA HERO GAME by SCB M VISA และ SCB สนุกกับภารกิจฮีโร่พิทักษ์โลกใต้ท้องทะเลให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง พร้อมรับบัตรกำนัลจากร้านค้าภายในศูนย์การค้ามากมาย เพียงช้อปในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป พิเศษ ลูกค้าบัตรเครดิต SCB M VISA และ SCB รับ ของรางวัล 2 สิทธิ์ และกิจกรรมของครอบครัวรักษ์โลก The Mall Family Club by AIS สนุกกับเวิร์คช็อป DIY MASK เพียงแสดงใบเสร็จในศูนย์ฯ 300 บาทขึ้นไป พิเศษ ลูกค้า AIS เข้าร่วมกิจกรรมฟรี

นอกเหนือจากนี้ ยังให้คุณได้เพลิดเพลินช้อป ชิม ชิลล์กับตลาด Beach Bazaar ในบรรยากาศชายหาดสุดชิลล์ รวบรวมหลากหลายเมนูคลายร้อนจากร้านค้าชื่อดังมากมาย อาทิ ร้าน TROPI HOOLA, ร้าน Kiss.Bkk, ร้าน LOVE CUPS CAFÉ ,ร้านน้ำดอกไม้, ร้านมณฑลจรัส, ร้าน Sea Food Mahanakorn, ร้านโคตรยำ, ร้านอ๊อด-เจน แกงเขียวหวาน สะท้านฟ้า, ร้านเจ๊หอยสอนสอยเงินล้าน และร้าน Sweettime เป็นต้น พิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เฉพาะวันศุกร์ – อาทิตย์ รับฟรี คูปองเมนูอาหาร มูลค่า 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ไม่จำกัดยอดซื้อ และสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิต SCB M VISA ยิ้มรับโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 รับฟรีบัตรกำนัลห้างฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อ ช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป ต่อที่ 2 แลกคะแนน M Point 100 คะแนน รับคูปองมูลค่า 100 บาท เพื่อใช้จ่ายภายในงาน Beach Bazaar พบกับของอร่อยคลายร้อนยิ้มรับซัมเมอร์และสินค้าแฟชั่นชั้นนำในตลาด Beach Bazaar งานจัดตั้งแต่วันที่ 12 – 22 มีนาคม 2563 ที่แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค และตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 ที่ แฟชั่น ฮอลล์ , ไลฟ์สไตล์ ฮออลล์ , วันที่ 24 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ พิเศษเฉพาะวันที่ 12 – 13 มีนาคม 2563 ที่เดอะมอลล์ บางแค ร่วมสนุกกับกิจกรรม “ร้อนนี้ออกแบบโค้ก“ สกรีนข้อความลงบนกระป๋อง ที่บูธ Share a Coke เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ครบตามเงื่อนไข และช้อปในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป รับคูปองส่วนลด 30 บาท (เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์เครือไทยน้ำทิพย์ภายในงาน ครบ 100 บาทขึ้นไป) 



สำหรับสมาชิก M Card คลายร้อนกับเมนูสดชื่นสุขภาพดี ACAI BOWL จาก “ M Card Bar x Summer Bowl ” ที่รังสรรค์เป็นพิเศษโดยร้าน Summer Bowl มีให้เลือกชิม 2 รสชาติ “Summer Paradise” และ “Tropical Sunshine” เพียงสะสมใบเสร็จทั้ง ห้างฯ หรือศูนย์ฯ ตั้งแต่ 500 บาทขึ้นไปรับฟรี Acai Bowl 1 ถ้วย มูลค่า 220 บาท พิเศษ สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้, ผู้ถือบัตรเครดิต SCB M VISA, SCB และ ลูกค้า AIS สะสมใบเสร็จทั้งห้างฯ หรือศูนย์ฯ เพียง 300 บาทขึ้นไป ทุกเสาร์-อาทิตย์ (วันที่ 14-15 , 21-22 มีนาคม 2563) เฉพาะที่เดอะมอลล์ บางแค

ปิดท้ายความสนุกรับซัมเมอร์กับมินิคอนเสิร์ตจากนักร้องชื่อดังนำโดย สินเจริญ บาเธอร์ส 3 พี่น้องอารมณ์ดีกับเพลงเพราะสุดชิลล์ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563 เวลา 16.00 น.และเพิ่มดีกรีความชิลล์ด้วย ส้ม มารี นักร้องสาวเสียงฟีลกู๊ดที่จะทำให้ทุกคนยิ้มได้ ในวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. บริเวณแกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางแค

THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” ชวนคนไทย “ยิ้มทั่วไทย เที่ยวไทยด้วยกัน” ที่ “เดอะมอลล์ บางกะปิ”

เดอะมอลล์ กรุ๊ป ขานรับนโยบายภาครัฐสนับสนุนคนไทยเที่ยวในประเทศ ผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมท่องเที่ยวไทย มาร่วมออกบูธจำหน่ายสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการคนไทย อาทิ สมาคมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ, สมาคมโรงแรมไทย, สมาคมสปาไทย ฯลฯ พบกับงานท่องเที่ยวแห่งปี รวบรวมที่สุดแห่งดีลสุดคุ้มจาก 10 สมาคมท่องเที่ยวไทย พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษจากโรงแรม ที่พัก สายการบิน แพ็คเกจท่องเที่ยว สินค้าและบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว รวมทั้งร้านอาหารอร่อย ร้านค้ามากมายรวมกว่า 160 บูธ พิเศษสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เฉพาะวันศุกร์ – อาทิตย์ รับฟรี คูปองเมนูอาหาร มูลค่า 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ไม่จำกัดยอดซื้อ และสำหรับลูกค้าสมาชิกบัตรเครดิต SCB M VISA ยิ้มรับโชค 2 ต่อ ต่อที่ 1 รับฟรีบัตรกำนัลห้างฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อช้อปผ่านบัตรภายในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป / เซลล์สลิป ต่อที่ 2 แลก 100 Points รับบัตรกำนัล 100 บาท เพื่อใช้จ่ายภายในงาน Beach Bazaar และโปรโมชั่นสุดพิเศษอีกมากมาย พร้อมกิจกรรม CITI ANDAMAN INTERACTIVE AR ใช้เทคโนโลยี Digital AR ทันสมัยนำเสนอความสวยงามของโลกแห่งท้องทะเล พิเศษสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ รับบัตรกำนัลศูนย์การค้าฯ มูลค่า 100 บาท เมื่อแสดงบัตรเครดิตซิตี้ พร้อมภาพถ่ายผ่าน THE MALL SUMMER SMILE APPLICATION พร้อมแชร์ลง Social Media และ #THEMALLSUMMERSMILE และ กิจกรรม SEA HERO GAME by SCB M VISA และ SCB สนุกกับภารกิจฮีโร่พิทักษ์โลกใต้ท้องทะเลให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง พร้อมรับบัตรกำนัลจากร้านค้าภายในศูนย์การค้ามากมาย เพียงช้อปในศูนย์ฯ ครบ 500 บาทขึ้นไป พิเศษ ลูกค้าบัตรเครดิต SCB M VISA และ SCB รับของรางวัล 2 สิทธิ์ งานจัดตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 ที่ แฟชั่น ฮอลล์ และไลฟ์สไตล์ ฮออลล์ , ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 1 เมษายน 2563 แกรนด์ ฮอลล์ ชั้น จี เดอะมอลล์ บางกะปิ




“สนุกสมาย ฮาวาย อโลฮ่า” สนุกรับซัมเมอร์ในบรรยากาศสไตล์ฮาวายกับซุ้มสายรุ้งสีสันสดใส ขนาดกว่า

4 เมตร และเกมส์ AR ล่าไอเทมรับซัมเมอร์ ที่เดอะมอลล์ โคราช

อยากเห็นคนไทยกลับมายิ้มได้อีกครั้ง เดอะมอลล์ โคราชต้อนรับซัมเมอร์ในบรรยากาสสไตล์ฮาวายกับซุ้มสายรุ้งสีสันสดใส ขนาดกว่า 4 เมตร พร้อมเอาใจสายเกมส์เมอร์ ด้วยกิจกรรม SUMMER HUNTER GAME เกมส์มือถือ AR ล่าไอเทม summer อโลฮ่าสุดสนุก และกิจกรรม CITI SURF & SMILE INTERACTIVE AR ถ่ายรูปซีนสวยบนเซิร์ฟบอร์ดท่ามกลางเกลียวคลื่นยักษ์กลางทะเลฮาวายด้วยเทคโนโลยี Digital AR และร่วมกอบกู้ท้องทะเลกับกิจกรรม SEA HERO GAME by SCB M VISA และ SCB เพียงช้อปสินค้าภายในศูนย์ฯครบ 500 บาทลุ้นรับ Gift Voucher กว่า 300,000 บาท (ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์) พลาดไม่ได้!! ครั้งแรกในภาคอีสานกับโชว์เต้นอโลฮ่าสุดอลังการ นำทีมแดนซ์โดย แคทรียา อิงลิช ในวันเสาร์ที่ 14 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. , เพลินเพลิดกับโชว์เต้นอโลฮ่าได้ทุกวันเสาร์ - วันอาทิตย์ เวลา 18.00 น. พร้อมชมและเชียร์ความน่ารักของเหล่าหนูน้อยอายุ 5-8 ปี ชิงรางวัลรวมกว่า 80,000 บาท กับการประกวดหนูน้อย อโลฮ่า คิดส์ คอนเทสต์ในวันที่ 21 – 22 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. และการประกวดฮูล่าฮูป แดนซ์ คอนเทสต์ ในวันที่ 28- 29 มีนาคม 2563 เวลา 17.00 น. งานจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม – 5 เมษายน 2563 บริเวณ Mall Park เดอะมอลล์ โคราช


รวมพลังช้อปในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ตลอดช่วงซัมเมอร์กับโปรแรง ในแคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” ลุ้นรับของรางวัลรวมมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท

· ทุกวันสะสมยอดใช้จ่าย (ขั้นต่ำ 40,000 บาท) ร่วมเป็น 15 Top Spenders ยิ้มรับรางวัลที่พัก 3 วัน 2 คืน Holiday Inn Resort Vana Nava Hua Hin พร้อมอาหารเช้า และบัตรเข้าสวนน้ำ Vana Nava สำหรับผู้ใหญ่ 2 ท่าน และเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 2 ท่าน

· ลูกค้า M Card ช้อปในศูนย์ฯ ครบ 12,000 บาท รับทันที Summer Beach Blanket ผ้าปูชายหาด ดีไซน์พิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ มูลค่า 2,500 บาท พิเศษ สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ และ SCB M VISA ช้อปเพียง 8,000 บาท / ลูกค้า AIS และ AIS Fibre ช้อปเพียง 10,000 บาท

· สิทธิพิเศษทุกวัน! สำหรับลูกค้า AIS และ AIS Fibre รับบัตรกำนัลห้างฯ 100 บาท เมื่อรวมใบเสร็จครบ 2,000 บาท ช้อปสนุก ยิ้มสุขใจได้ ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 ที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ทุกสาขา

ผนึกกำลัง สถาบันการเงินชั้นนำ อัดโปรแรงกระชากใจนักช้อปทุกสัปดาห์ “ช้อปช่วยไทย ไทยสู้สู้”

ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าเดอะมอลล์, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์, และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ อัดโปรโมชั่นครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี “ช้อปช่วยไทย ไทยสู้สู้” ระหว่างวันที่ 6 มีนาคม – 15 เมษายน 2563 รับความคุ้มค่าทุกการช้อปปิ้ง รับคูปองส่วนลดสูงสุด 40% หรือ ใช้ M Point แลกรับ และมอบความพิเศษทุกวันเสาร์ อาทิตย์ อาทิ

· สำหรับสมาชิกบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม 2563 วันเดียวเท่านั้น!!! รับความพิเศษ อาทิ รับส่วนลดสูงสุด 50% , สมาชิกบัตร M Card รับส่วนลดเพิ่ม 12.5% และพิเศษสุดสำหรับสมาชิกบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ รับคูปองลดเพิ่มสูงสุด 50%

· เดอะมอลล์ท่าพระ / งามวงศ์วาน / บางแค / บางกะปิ และโคราช ช้อปในห้างฯ และศูนย์ฯ แบรนด์สินค้าและร้านค้าชั้นนำลดสูงสุด 70%


· และทุกวันเสาร์ อาทิตย์ เมื่อช้อปในศูนย์ฯ ครบ 3,000 บาท รับฟรี บัตรกำนัลห้างฯ 1,000 บาท


เสาร์-อาทิตย์ที่ 14-15 มีนาคม 2563 เฉพาะสมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ และเสาร์-อาทิตย์ที่ 21-22 มีนาคม และ 28-29 มีนาคม 2563 เฉพาะผู้ถือบัตรเครดิตเอสซีบี เอ็ม วีซ่า และบัตรเครดิตเอสซีบี

· สมาชิก M Card ช้อปสินค้าในศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ครบ 1,200 บาท รับบัตรกำนัล 200 บาท

รวมพลังคนไทยยิ้มสุขใจตลอดซัมเมอร์นี้ สัมผัสบรรยากาศความสวยงามของ “มัลดีฟส์” และ “ฮาวาย”

สวรรค์ของคนรักทะเล ตื่นตากับความมหัศจรรย์ของโลกท้องทะเลผ่านรูปแบบ DIGITAL AR สุดล้ำ รวมถึงรวบรวมแพคเกจท่องเที่ยวในประเทศมาให้เลือกสรรกันแบบครบครัน พร้อมช้อปชิลล์กับตลาด Beach Bazaar

และสนุกกับกิจกรรมรักษ์โลกสไตล์ Eco ในแคมเปญ “THE MALL SUMMER SMILE ไทยสู้สู้” งานจัดระหว่างวันที่


12 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 ที่เดอะมอลล์ ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ทุกสาขา

ซีพีเอฟ เข้าร่วมลงทุนในเทสโก้ 20%

posted Mar 9, 2020, 8:21 PM by Maturos Lophong


ซีพีเอฟ เข้าร่วมลงทุนในเทสโก้ 20% 

หวังขยายช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าในประเทศไทยและมาเลเซีย

เชื่อรูปแบบกิจการเทสโก้สร้างผลการดำเนินงานที่ดีได้ต่อเนื่อง

คณะกรรมการบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” มีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ซีพีเอฟถือหุ้นทั้งหมด (“CPM”) ลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นหรือผลประโยชน์การลงทุน (economic interest) ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกลุ่มเทสโก้เอเชีย ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotus ในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โดยมูลค่าเงินลงทุนของ CPM ในบริษัทโฮลดิ้งเพื่อธุรกรรมการลงทุนในกลุ่มเทสโก้เอเชียมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ( หรือเท่ากับประมาณ 47,991ล้านบาท)

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟมีความสนใจในการเข้าร่วมลงทุนในเทสโก้เอเซีย เนื่องจากเป็นการต่อยอด Value Chain ของช่องทางการขายสินค้าของบริษัททั้งในประเทศไทยและประเทศมาเลเซียและเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้แก่ผู้บริโภค ด้วยซีพีเอฟมีแนวทางในการปรับรูปแบบของการค้าเนื้อสัตว์ให้ผ่านช่องทางที่ทันสมัยสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น บริษัทจึงมั่นใจว่าการลงทุนในครั้งนี้เป็นโอกาสดีในการที่จะทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยและมาเลเซียมีทางเลือกในการบริโภคเพิ่มขึ้นในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอยู่แล้ว

การเข้าร่วมลงทุนครั้งนี้ ทำให้ยอดขายทั้งของเทสโก้และซีพีเอฟเพิ่มมากขึ้น และเนื่องจากเทสโก้เอเซียเป็นบริษัทที่มีผลการดำเนินงานที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ผู้บริหารและทีมงานมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจ มีความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่าการผนึกกำลังกับเทสโก้เอเซียน่าจะส่งผลเสริมให้ผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนั้นดียิ่งขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ รายการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้สำเร็จครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการได้รับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ Tesco UK สำหรับการขายหุ้นในกลุ่มเทสโก้เอเชีย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าอนุญาตให้ทำรายการ (หากต้องมีการขออนุญาต) และได้รับอนุญาตจาก Ministry of Domestic Trade and Consumers Affairs of Malaysia ทำรายการในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าการเข้าทำรายการน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2563 นี้

CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19

posted Mar 6, 2020, 12:59 AM by Maturos Lophong



CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19 หนุนบุคลากร รพ.รัฐ และกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง เสริมมาตรการกระทรวงสาธารณสุข 



นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด(มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า จากการที่ประเทศไทยประกาศให้ โควิด-19 เป็นโรคติดต่ออันตราย ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 นั้นบริษัทตระหนักดีถึงความยากลำบากในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันการระบาดของโรคซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข



บริษัทฯในฐานะผู้นำด้านอาหารปลอดภัยของโลก จึงขอมีส่วนร่วมช่วยเหลือเพื่อเสริมมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข ด้วย “โครงการ CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19” โดยการสนับสนุนอาหารสำหรับผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคเฝ้าระวัง รวมถึง บุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทฯจะใช้วิธีบริหารจัดการโดย 1.) ขอให้บุคคลที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคโควิด-19 แจ้งความประสงค์รับการสนับสนุนอาหารจากซีพีเอฟ โดยลงทะเบียนได้ที่ LINE CPFRESHMART >> http://bit.ly/2PFFcyB 2.) บริษัทฯ จะนำรายชื่อที่ลงทะเบียน ตรวจสอบกลับไปยังกรมควบคุมโรค 3.) เมื่อผู้ป่วยฯ ได้รับการยืนยันผ่าน SMS แล้ว “ทีมซีพีเฟรชมาร์ทเดลิเวอรี่” จะนำผลิตภัณฑ์อาหารของบริษัทจากจุดกระจายสินค้า 109 สาขาทั่วประเทศ (กทม. 59 สาขา) ส่งตรงถึงบ้านผู้ป่วยฯ และ 4.) สำหรับโรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ สามารถแจ้งความประสงค์รับการสนับสนุนอาหาร ผ่านฮอตไลน์ซีพีเฟรชมาร์ท โทร.1788


"ซีพีเอฟ เป็นผู้ผลิตอาหารปลอดภัย และต้องการแบ่งเบาภาระของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนต้องการเป็นส่วนร่วมส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทยและประเทศไทยให้รอดพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปด้วยกัน พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้แพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกท่าน ที่เป็นทัพหน้าในคลี่คลายปัญหานี้ด้วยความขอบคุณอย่างยิ่งครับ" นายประสิทธิ์กล่าว

สำหรับผลิตภัณฑ์อาหาร CP ที่จะส่งมอบ มีให้เลือกถึง 3 ชุด 34 รายการ ได้แก่ 1.) ชุดอาหารพร้อมรับประทาน (ready to eat) อาทิ ข้าวกะเพราไก่ สปาเก็ตตี้คาโบนารา เกี๊ยวกุ้ง ฯลฯ ที่กลุ่มที่ต้องเฝ้าระวัง สามารถนำเข้าไมโครเวฟเพื่ออุ่นร้อนและรับประทานได้ทันที 2.) ชุดข้าวแกงถุง ที่สามารถแกะถุงรับประทานได้ทันที และ 3.) ชุดอาหารสด เนื้อไก่ เนื้อหมู ที่สามารถนำไปปรุงเป็นเมนูต่างๆได้ตามต้องการ และได้เริ่มดำเนินการจัดส่งตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

ซีพีเอฟ ผลิตอาหารอาหารปลอดภัยด้วยความใส่ใจ ภายใต้แนวคิด “Put Our Heart Into Food” บน 3 เสาหลัก Innovation – People และ Planet ตอกย้ำการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารที่มุ่งสร้างความยั่งยืนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยโครงการ CPF ส่งอาหารจากใจร่วมต้านภัย COVID-19 เป็นส่วนหนึ่งของความใส่ใจใน People ซึ่งก็คือผู้บริโภค และคนไทยทุกคน

ไลฟส์ มูฟวิ่ง เปิดตัว “จักรยานไฟฟ้า EM”

posted Mar 3, 2020, 6:52 PM by Maturos Lophong


ไลฟส์ มูฟวิ่ง เปิดตัว “จักรยานไฟฟ้า EM” 

การันตีความประหยัดและคุ้มค่า สมศักดิ์ศรีเจ้าตลาดตัวจริง

พร้อมลดมลพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

บริษัท ไลฟส์ มูฟวิ่ง จำกัด ผู้นำประกอบชิ้นส่วนและจัดจำหน่ายจักรยานสำหรับทุกคนในครอบครัว เปิดตัว “จักรยานไฟฟ้า EM” Electric Mobility for Everyone จักรยานไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทุกการใช้งานของคนไทย ด้วยโซลูชั่นที่มีครบทุกเซกเมนต์ และการรับประกันที่ครอบคลุมยาวนานที่สุดในตลาด ประหยัดพลังงานกว่ารถจักรยานยนต์ 10 เท่า ลดค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา 50% พร้อมรูปแบบริเริ่มทดแทนรถจักรยานยนต์ ช่วยสร้างสรรค์อากาศสะอาด เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 5 ต้น/คัน/ปี ก้าวสู่ผู้นำตลาดจักรยานไฟฟ้าที่ให้พลังสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นายธานัท ธรรมพรหมกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟส์ มูฟวิ่ง จำกัด เผยถึงภาพรวมของตลาดจักรยานไฟฟ้า ว่า ปัญหาโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ คือปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ทั่วโลก เริ่มหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าเพื่อลดการสร้างมลภาวะดังกล่าว โดยจักรยานไฟฟ้าทุกๆ คันที่ใช้ทดแทนรถจักรยานยนต์ มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เท่ากับการปลูกต้นไม้ 5 ต้น/คัน/ปี ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้ตลาดจักรยานไฟฟ้ามีการเติบโตขึ้นต่อเนื่องทุกปี สำหรับตลาดในประเทศไทย ถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่ดีและมีการแข่งขันสูง เพราะคนไทยตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM 2.5 มากขึ้น ทำให้จักรยานไฟฟ้ากลายเป็นพาหนะที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ดีที่สุดนั่นเอง

สำหรับ บริษัท ไลฟส์ มูฟวิ่ง จำกัด ได้เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2016 โดยเริ่มแรกบริษัทเริ่มจากการจำหน่ายจักรยานเด็กและจักรยานแม่บ้าน พร้อมเป็น Exclusive Distributor ให้กับจักรยาน ROYALBABY (Interbrand อันดับต้นของโลกในตลาดจักรยานเด็ก) โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อให้คนไทยได้ออกกำลังกายและใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ต่อมาบริษัทได้อาศัยความชำนาญในเรื่องจักรยาน ทุ่มเทเวลากว่า 2 ปี เพื่อพัฒนา “จักรยานไฟฟ้า EM” ออกจำหน่ายในปี 2018 ซึ่ง EM ได้กลายเป็นจักรยานไฟฟ้าที่ทันสมัย ตอบโจทย์การใช้งานของคนไทย มีการควบคุมคุณภาพ และรับประกันสินค้าที่ยาวที่สุดในตลาด ช่วยให้ยอดขายจักรยานไฟฟ้าของบริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว ในระยะ 6 เดือนแรก มียอดขายได้กว่า 500 คัน และในปี 2019 บริษัทสามารถทำยอดขายทะลุ 2,000 คัน ด้วยระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีหลังจากเริ่มทำตลาด




นายธานัท ยังกล่าวต่อไปว่า จักรยานไฟฟ้า EM คือรูปแบบการริเริ่ม ให้ผู้คนหันมาเปลี่ยนแปลงคุณภาพอากาศในสังคมของพวกเขามากขึ้น เพราะการเดินทางเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันที่ผู้คนทุกวัยต้องทำ โดยการทดสอบของบริษัท พบว่าการเดินทางโดยจักรยานไฟฟ้า EM จะใช้จ่ายเงินค่าพลังงานประมาณ 4 สตางค์ต่อกิโลเมตร ซึ่งประหยัดพลังงานกว่ารถจักรยานยนต์ ถึง 10 เท่า อีกทั้งตัวจักรยานไฟฟ้ายังมีชิ้นส่วน สิ้นเปลืองที่น้อยกว่า ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจักรยานไฟฟ้า EM มีน้อยกว่ารถจักรยานยนต์ ถึง 50% ซึ่งในปี 2019 ที่บริษัทขายจักรยานไฟฟ้าได้ 2,000 คัน ได้มีส่วนช่วยลดการสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2 ล้านกิโลกรัม หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึง 10,000 ต้น เลยทีเดียว

ปัจจุบัน “จักรยานไฟฟ้า EM” คือโซลูชั่นของจักรยานไฟฟ้าที่มีครบทุกเซกเมนต์ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น จักรยานไฟฟ้าเพื่อครอบครัว เน้นการขับขี่ที่ประหยัดและทันสมัย, จักรยานไฟฟ้าเพื่อผู้สูงอายุ เน้นความปลอดภัยและการออกกำลังกาย, จักรยานไฟฟ้าเพื่อการขนส่ง เพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า และจักรยานไฟฟ้าเพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ เน้นความคล่องตัวและมีน้ำหนักเบา สามารถใช้ควบคู่กับรถไฟฟ้าได้สะดวก นอกจากนี้ บริษัทยังได้เสริมจุดแข็งของจักรยานไฟฟ้า EM ด้วยการรับประกันที่ครอบคลุมและยาวนานที่สุดในตลาด คือ รับประกัน 1 ปี สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า คอนโทรลเลอร์ และแบตเตอรี่, 3 ปี สำหรับมอเตอร์ไฟฟ้า, และ 5 ปี สำหรับโครงสร้างตัวถัง

ทั้งนี้ บริษัทยังออกแบบวางกลยุทธ์สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้ ด้วยบริการครบวงจรจากทีมช่าง ONSITE SERVICE ที่มีความชำนาญพร้อมให้บริการซ่อมแซม-ดูแลรักษา ได้อย่างรวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ในศูนย์บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศ กว่า 70 สาขา จัดส่งรวดเร็วให้ลูกค้าได้ทั่วไทย พร้อมให้บริการหลังการขายได้ครบครัน ทั้งยังซัพพอร์ตการบริการด้วยอะไหล่คุณภาพ จากโรงงานประกอบจักรยานไฟฟ้าของบริษัท ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน สร้างการรับรู้ว่าบริษัทสามารถควบคุมมาตรฐานของสินค้าได้ดี ผลิตสินค้าได้ทันทุกความต้องการ และมีช่องทางการขายที่เข้าถึงได้ง่าย ดูแลทุกปัญหาไม่ทิ้งลูกค้ากลางคันแน่นอน




“ปี 2020 เป็นปีที่ตัวเลขในเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนอยู่มาก แต่ถึงอย่างไร บริษัทยังมั่นใจว่าปัจจัยความต้องเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมของคนไทย รวมถึงช่องว่างของจักรยานไฟฟ้า EM ที่พัฒนาขึ้นนำห่างจากคู่แข่ง ทั้งในแง่ของคุณภาพสินค้า การบริการ ตลอดจนช่องทางการจำหน่าย จะทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจและบอกต่อคุณภาพเหล่านี้ และผลักดันให้ตัวเลขการเติบโตของบริษัทสามารถโตกว่า 200% ได้

และนอกจากการเติบโตจากสินค้าในเชิง END-USER ที่มีค่อนข้างครบแล้ว บริษัทจะทำการเสริมศักยภาพด้วยการพัฒนาสินค้าไปในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านจักรยานไฟฟ้าเพื่อขนส่งแบบ HEAVY DUTY เพื่อลดต้นทุนขนส่งให้บริษัทหรือแผนพัฒนาจักรยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์คนไทยเป็นเจ้าแรก พร้อมกับ Solution Battery Swapping รวมถึงแผนต้นแบบสร้างพลังงานสะอาดที่พัฒนาร่วมกับชุมชน เพื่อควบรวมจักรยานไฟฟ้าเข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์ ทำให้สามารถชาร์จไฟจากแสงแดดในเวลาตากแดดได้ อีกทั้งบริษัทยังมุ่งการทำตลาดในต่างประเทศ โดยอาศัยช่องว่างจากเหตุกีดกันการค้าระหว่างจีนและอเมริกา-จีนและยุโรป เพื่อขยายจักรยานไฟฟ้า EM ส่งออกไปยังตลาดเหล่านั้น” นายธานัท กล่าวทิ้งท้าย


ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และโปรโมชั่นดีๆ จาก “จักรยานไฟฟ้า EM” ได้ที่เว็บไซต์ www.lifesmoving.co.th และ www.facebook.com/Lifesmovingth พร้อมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-9458271 หรือ 087-5089592

โตโยโบ ฉลองครบรอบ 50 ปีในไทย

posted Mar 2, 2020, 1:12 AM by Maturos Lophong


โตโยโบ ฉลองครบรอบ 50 ปีในไทย เดินหน้ารั้งตำแหน่งแชมป์ยอดขายปั๊มน้ำอัตโนมัติ ตั้งเป้าปีนี้ยอดขายโตร้อยละ 20 

กรุงเทพฯ 29 กุมภาพันธ์ 2563 – โตโยโบ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ จัดงานฉลองครบรอบ 50 ปีการดำเนินธุรกิจในไทย พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ปั๊มน้ำฮิตาชิใหม่ XX-series และโครงสร้างปั๊มน้ำแบบใหม่สำหรับสินค้าในอนาคต รวมถึงเพิ่มการรับประกันมอเตอร์เป็น 10 ปี ปีนี้ตั้งงบการตลาดกว่า 80 ล้านบาทเพื่อกระตุ้นยอดขายโตตามเป้าร้อยละ 20 และตั้งเป้าจำหน่ายปั๊มน้ำอัตโนมัติปีละ 350,000 เครื่องในอีก 3 ปีข้างหน้า

นายเดชา จงสถาพงษ์พันธ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เป็นผู้นำเข้าปั๊มน้ำอัตโนมัติฮิตาชิจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นรายแรกเมื่อ 50 ปีก่อน รวมถึงเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปกว่า 30 ประเทศ ปัจจุบันครองสัดส่วนการตลาดสูงสุดทั้งในญี่ปุ่นและไทย โดยในญี่ปุ่นมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่าร้อยละ 70 และในไทยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณร้อยละ 55 คิดเป็นตัวเลขประมาณ 250,000 เครื่องต่อปี แบ่งออกเป็นลูกค้ากลุ่มดีลเลอร์ประมาณร้อยละ 50 กลุ่มโมเดิร์นเทรดร้อยละ 40 และกลุ่มโครงการหมู่บ้านร้อยละ 10

ในปีนี้ โตโยโบยังคงเดินหน้าครองความเป็นผู้นำยอดขายอันดับ 1 ในตลาดปั๊มน้ำในบ้านของไทยเป็นปีที่ 5 โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากที่สุด ในโอกาสนี้จึงได้เปิดตัวปั๊มน้ำฮิตาชิรุ่นล่าสุด XX-series ที่มีความเป็นที่สุดในทุกด้านที่ผู้บริโภคต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่เงียบที่สุด ให้ปริมาณน้ำสูงสุด และประหยัดไฟมากที่สุดเมื่อเทียบกับปั๊มน้ำฮิตาชิรุ่นอื่นๆ อีกทั้งได้แนะนำปั๊มน้ำอัตโนมัติแบบโครงสร้างหอยโข่ง (Centrifugal Type) ซึ่งภายในมีใบพัด 2 ชุด ตอบโจทย์เรื่องความเงียบขณะทำงาน และที่สำคัญยังให้ปริมาณน้ำมากกว่าเดิมร้อยละ 25 ต่อวัตต์ พร้อมแรงดันที่คงที่กว่าเดิม

“โครงสร้างใหม่นี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการปั๊มน้ำบ้านในเมืองไทย โดยในเฟสแรกบริษัทฯ จะผลิตเฉพาะปั๊มขนาดใหญ่ 300-650 วัตต์ เพื่อรองรับบ้านขนาดใหญ่ เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป และในเฟสต่อไปเราจะผลิตปั๊มขนาดเล็กและปั๊มระบบอินเวอร์เตอร์โดยใช้โครงสร้างใหม่นี้ในทุกผลิตภัณฑ์ ครอบคลุมทุกความความต้องการของผู้บริโภค อีกทั้งมั่นใจได้ในคุณภาพสินค้า เพราะเครื่องปั๊ม


น้ำฮิตาชิทุกรุ่นได้รับมาตรฐาน มอก. และเรายังได้ขยายระยะเวลารับประกันมอเตอร์เป็น 10 ปี เป็นรายเดียวในประเทศไทยอีกด้วย” นายเดชา กล่าวเสริม

นายเคอิชิ ยาเบะ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บริษัทฮิตาชิคอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตอนนี้ความต้องการในตลาดปั๊มน้ำของไทยเน้นที่ปริมาณน้ำมาก เสียงเงียบ และประหยัดพลังงาน ปีนี้ฮิตาชิจึงเตรียมแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ได้แก่ ปั๊มน้ำ XS-series Excel type 5 รุ่น Tank type 7 รุ่น และล่าสุดคือ XX-series 2 รุ่น ซึ่งปรับปรุงจากรุ่น XS-series Stainless Tank ด้วยการใช้ใบพัดพิเศษที่พัฒนาขึ้นใหม่ ทำให้ได้ปริมาณน้ำสูงสุดถึง 51 ลิตรต่อนาที โดยยังคงมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 และมีความปลอดภัยได้มาตรฐาน มอก. นอกจากนี้ยังมีปั๊ม Turbine type TM-60L อีก 3 รุ่น ที่ให้แรงดันน้ำเพิ่มขึ้น 1.5 เท่าจากรุ่นก่อน จึงให้ปริมาณน้ำสูงสุดถึง 90 ลิตรต่อนาที เสียงรบกวนน้อย ประหยัดไฟเบอร์ 5 และได้มาตรฐาน มอก. เช่นกัน”

ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว โตโยโบ (ประเทศไทย) ยังได้เตรียมงบการตลาดกว่า 80 ล้านบาท โดยจะเน้นที่สื่อออนไลน์และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดขายให้เติบโตอีกร้อยละ 20 ตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งตั้งเป้าหมายยอดจำหน่าย 350,000 เครื่องต่อปี ในอีก 3 ปีข้างหน้า

-------------------------------------------------------

เกี่ยวกับบริษัท โตโยโบ (ประเทศไทย) จำกัด 

โตโยโบ (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในเครือโตโยโบ กรุ๊ป ประเทศญี่ปุ่น

 ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2496 ในฐานะสำนักงานตัวแทนของบริษัท ชินโกะ ซังเกียว และเปลี่ยนชื่อเป็น โตโยโบ (ประเทศไทย) ในปี พ.ศ. 2555 


โดยเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนพลาสติกเชิงวิศวกรรม (สัดส่วนยอดขายร้อยละ 47) ปั๊มน้ำในครัวเรือนฮิตาชิ (สัดส่วนยอดขายร้อยละ 38) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ไส้กรองคาร์บอน เส้นใยทนทานสูง แผ่นฟิล์มสำหรับบรรจุภัณฑ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.toyobothailand.com

โตชิบา เปิดฉากรุกหนักตลาดปี 63

posted Feb 19, 2020, 2:01 AM by Maturos Lophong


โตชิบา เปิดฉากรุกหนักตลาดปี 63 พร้อมเดินเครื่อง 

ชิงส่วนแบ่งตลาด หวังปั้นรายได้โต 15%

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร หวนรับตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด อีกครั้ง ประกาศตั้งเป้ารายได้ปี 2563 โต 15% พร้อมระดมเปิดตัวสินค้าใหม่ทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น และเครื่องฟอกรับหน้าร้อนนี้

มิสเตอร์ ไซมอน หลิว ประธาน บริษัท กล่าวภาพรวมว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นทวีปที่มีพลังการขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจมากที่สุด เราเชื่อมั่นว่า ประเทศไทย ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพที่สุดในการทำตลาด และด้วยเหตุผลดังกล่าว บวกกับความมุ่งมั่นของทีมงาน ปีที่ผ่านมา โตชิบา ไทยแลนด์ จึงเติบโต 6% และตั้งเป้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในปี 2563 นี้ เรามีแผนเปิดตัวสินค้า 38 รุ่น รวมถึงการทำตลาดต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการส่งเสริมการขาย การสร้างแบรนด์ การปรับภาพลักษณ์ร้านค้าตัวแทนจำหน่าย และท้ายสุด เรามีแผนในการพัฒนาแพลทฟอร์มต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้การทำงานบริการ ระบบโลจิสติกส์ และระบบการขายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอ

นายฮิโรยูกิ ทากาเสะ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร กล่าวเสริมว่า “ในปี 2562 ที่ผ่านมา โตชิบาสามารถทำยอดขายรวมเติบโตขึ้น 6% ตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยได้เปิดตัวสินค้าใหม่ 27 รุ่น เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลาย และเนื่องจากเป็นปีที่โตชิบาฉลองครบรอบ 50 ปี เราได้ทำกิจกรรมการตลาดมากมาย ทั้งโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อคืนกำไรให้ผู้บริโภค การสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูพรีเมียม และมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น ด้วยโปรเจกต์ Artful Living โดยได้ทำ Digital and Social Marketing ไปยังกลุ่มลูกค้าและคนรุ่นใหม่ เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในแบรนด์ นอกจากนี้ ยังได้ปรับโฉมร้านค้าใหม่ให้ดูทันสมัย และดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น มากไปกว่านั้น เรายังจัดกิจกรรมเพื่อสังคม โดยจัดงานวิ่ง Toshiba Run ใน 4 จังหวัด เพื่อเชิญชวนคนไทยให้ใส่ใจในสุขภาพมากขึ้น รวมไปถึงเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมทำบุญ เพราะรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย โตชิบามอบให้โรงพยาบาลท้องถิ่นในจังหวัดที่จัดงาน ได้แก่ จันทบุรี อุบลราชธานี ราชบุรี และเชียงราย โดยโตชิบาได้บริจาคเงินแล้ว 2.9 ล้านบาท และนอกจากงานวิ่ง โตชิบายังจัดแสดงงาน Art Exhibition เพื่อโชว์ผลงานประกวดศิลปกรรมของผู้ชนะเลิศจากการจัดงานประกวดศิลปะตลอด 27 ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งวันงาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นประธานเปิดงาน และทรงวาดภาพฝีพระหัตถ์ โชว์ภายในงาน พร้อมกับภาพฝีพระหัตถ์ของพระองค์อีก 11 ภาพ ที่ทรงวาดให้ในงานที่ผ่านมา อันเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ 


สำหรับในปี 2563 นี้ โตชิบา ได้ริเริ่มนิยามใหม่ #Details Matter โดยมุ่งเน้นการใส่ใจในทุกรายละเอียด ทั้งในเรื่องการคิดค้นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมต่างๆ โดยผสมผสานเทคโนโลยี ร่วมกับความห่วงใยผู้คน รวมไปถึงการสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ การดูแลพาร์ทเนอร์และลูกค้า รวมไปถึงการตอบแทนสังคม สำหรับเป้าหมายระยะยาว เรามุ่งหวังเป็นผู้นำเครื่องใช้ไฟฟ้า Top 3 ส่วนเป้าหมายระยะสั้น ปี 2020 นี้ ตั้งเป้าเติบโต 15% 

นางสาวธัญปภัสส์ อริยะวรวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด กล่าวว่า เราได้เตรียมส่งสินค้าใหม่ลงตลาดรวม 38 รุ่น เพื่อมาเติมเต็มช่องว่างในตลาด และตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยเน้นที่สินค้า 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ เครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องครัว ประกอบด้วย หม้อหุงข้าว ไมโครเวฟ เครื่องปั่น กระติกน้ำ กาน้ำ และเครื่องใช้ในบ้าน อาทิ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น เครื่องกดน้ำ และใหม่ล่าสุด เครื่องกรองน้ำ

ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งใจรุกตลาดเครื่องปรับอากาศเต็มที่ โดยตั้งเป้าโตเท่าตัว 100 % เน้นจำหน่ายเครื่องปรับอากาศแบบติดผนังเฉพาะรุ่นอินเวอร์เตอร์เท่านั้น รวม 14 รุ่น เพื่อตอบรับกับเทรนด์ตลาดที่เติบโตต่อเนื่อง เครื่องปรับอากาศแบบผนังที่ตั้งใจนำมาจำหน่ายปีนี้ จะเน้นรุ่น Ion Wifi ซึ่งเป็นแอร์ Inverter ที่มีจุดเด่นหลักคือ 1. ประหยัดไฟ กินไฟเพียงประมาณ 12 บาท/คืน (คำนวณจากการใช้งาน 8 ชม./คืน ในรุ่น 9000 บีทียู) ซึ่งแอร์รุ่นดังกล่าว มีค่าประหยัดไฟเบอร์ 5 แบบ 3 ดาว ซึ่งถือว่าประหยัดที่สุด ณ ตอนนี้ 2. ปลอดภัย หายห่วง ด้วยมีเทคโนโลยี Ionizer และ Ultra Pure Filter ที่สามารถปกป้องคุณจากฝุ่น PM2.5 และเชื้อโรคต่างๆ ได้ ให้คุณมั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยระบบทำความสะอาดตัวเองอัตโนมัติ และการเคลือบคอยล์ด้วย Aqua Resin เพื่อลดการเกาะของฝุ่น และเชื้อโรค 3. Wifi เชื่อมโลกให้ง่าย สะดวก ยิ่งขึ้น ให้คุณสามารถสั่งเปิดปิดแอร์ได้ล่วงหน้า ให้เครื่องแจ้งเตือนที่สมาร์ทโฟนเมื่อแอร์เริ่มสกปรก หรือกรณีชิ้นส่วนบางอย่างมีปัญหา และในอนาคตอันใกล้ ซอฟต์แวร์อันชาญฉลาดยังสามารถถูกอัพเกรดได้ จะอำนวยความสะดวกยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซปต์ IFTTT อาทิ เราสามารถกำหนดได้ว่า หากฝนตกให้แอร์เริ่มทำงานเองอัตโนมัติ หากพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า ให้แอร์ปิดการทำงาน เป็นต้น และนอกจากเครื่องปรับอากาศแบบผนังแล้ว เรายังมีเครื่องปรับอากาศกึ่งพาณิชย์ อีก 60 รุ่น ซึ่งเน้นเจาะตลาดโครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม รวมถึงหน่วยงานราชการ




สำหรับตลาดตู้เย็น โตชิบาตั้งเป้าโต 10% และต้องรักษาแชมป์ตู้เย็น 1 ประตูให้ได้ เพื่อคงความเป็นที่ 1 ต่อเนื่อง 10 ปี โดยมีแผนเพิ่มไลน์อัพตู้เย็นมากขึ้นให้ตอบโจทย์ทุกเซ็กเมนต์ โดยเฉพาะตลาดกลางถึงพรีเมียม โดยเผยโฉมตู้เย็นไซด์บายไซด์ และมัลติดอร์ใหม่ ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องระบบทำความเย็น เป็นแบรนด์เดียวที่มีระบบทำความเย็นแยกอิสระมากถึง 3 ตัวในเครื่องเดียว เพื่อให้มั่นใจว่าความเย็นกระจายทั่วถึง กลิ่นไม่ปะปนกัน ส่วนตู้เย็น 1 ประตูที่โตชิบาเป็นเบอร์ 1 มาตลอด ปีนี้เรามีปรับโฉมใหม่ ทั้ง 3 ซีรีส์ เปลี่ยนหน้าบานตู้ให้หรูหรา สวยงามและโดดเด่นกว่าเดิม เปลี่ยนชั้นวางภายในเป็นกระจกนิรภัย (Temper Glass) เปลี่ยนน้ำยาทำความเย็นเป็น R600ที่ช่วยรักษ์โลกมากขึ้น นอกจากนี้ ตู้เย็นมินิบาร์ ก็ปรับโฉมใหม่ ใช้วัสดุเดียวกับ Japan Model สวยงาม เลอค่า มากขึ้นกว่าเดิม

ตลาดเครื่องซักผ้าเป็นอีกตลาดที่เราตั้งใจต้องโตขึ้น อย่างน้อย 20% โดยนอกจากจะมีไลน์อัพใหม่ในตลาดเครื่องซักอบ และเครื่องซักผ้าฝาหน้าที่มากขึ้น ส่วนเครื่องซักผ้าฝาบน สำหรับตลาดระดับกลาง ก็เปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งหมด รับเทรนด์ตลาดโลกที่เริ่มกลับมานิยมเครื่องใช้ไฟฟ้าสีขาว ทั้งนี้เครื่องซักผ้าทั้งฝาหน้าและฝาบน จะมีจุดเด่นในเรื่องเทคโนโลยี The Great Wave ที่ช่วยให้ทั้งประหยัดไฟ ประหยัดน้ำยิ่งขึ้น นอกจากนี้เครื่องซักผ้าฝาบน ขนาดเล็กและกลาง ยังมาพร้อมฟังก์ชัน I-Clean ที่ช่วยทำความสะอาดถังซักอัตโนมัติ เรียกได้ว่าฟังก์ชันจัดเต็มตั้งแต่รุ่นเล็ก


ส่วนเครื่องครัว และเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ตั้งเป้าโตกว่า 14% โดยเฉพาะเครื่องฟอกอากาศที่กำลังเป็นที่ต้องการ โดยปัจจุบันโตชิบามีเครื่องฟอกอากาศที่รองรับตั้งแต่ห้องขนาด 24-84 ตารางเมตร มีระบบกรองอากาศ 5 ชั้น ป้องกันฝุ่น PM2.5 และมีค่า CADR สูงถึง 700 ส่วนไมโครเวฟ และหม้อหุงข้าวที่เป็นเครื่องครัวที่โตชิบาโดดเด่นอยู่แล้ว ให้โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อัจฉริยะ ที่นอกจากจะมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคแล้ว ยังมีรูปทรงที่สวยงามเสมือนเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกในครัวที่ช่วยให้คุณมีอาหารอร่อยทานทุกมื้อ ส่วนน้องใหม่ล่าสุดที่จะมาเผยโฉมเร็วๆ นี้คือ เครื่องกรองน้ำแบบ RO ซึ่งนอกจากคุณสมบัติที่โดดเด่น เรื่องการกรองแล้ว ดีไซน์ยังสวย สะดุดตา ในราคาที่ต้องรีบจับจอง

นางสาวธัญปภัสส์กล่าวเสริมว่า สำหรับแผนการตลาดปีนี้ เราจะมีแคมเปญหลัก ภายใต้ธีม “Details Matter” ทั้งบนออนไลน์ โซเชียลรวมไปถึงกิจกรรมส่งเสริมการขาย ณ ร้านค้า บริษัทฯ เตรียมงบประมาณสำหรับการส่งเสริมการขาย การตลาด โดยมุ่งเน้นที่การสร้างแบรนด์โตชิบาให้เป็นที่จดจำต่อสาธารณชนรวมถึง ณ จุดขาย และการโฆษณาและส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นในแบรนด์ผ่านสื่อประเภทต่างๆ และกิจกรรมการตลาด ให้เหมาะกับกลุ่มสินค้า ฤดูกาล และพื้นที่การขาย ทั้งยังเพื่อสร้างประสบการณ์การใช้สินค้า นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังจะลงทุนในด้านการพัฒนาพนักงานขายให้สามารถเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของลูกค้า สามารถอธิบายประโยชน์และรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ และสร้างประสบการณ์การใช้งาน เป็นเลขาส่วนตัว รวมถึงการให้คำแนะนำหลังการขายอีกด้วย เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของโตชิบาจะเป็นประโยชน์แก่ผู้บริโภคได้มากที่สุด

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร กล่าวทิ้งท้ายว่า “โตชิบา ไทยแลนด์ เชื่อมั่นว่าด้วยเทคโนโลยีมาตรฐานญี่ปุ่น การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ทั้งในเรื่องคุณภาพ ความสะดวกสบาย ดีไซน์ ไปจนถึงการประหยัดพลังงานและรักสุขภาพ บวกกับประสบการณ์ของทีมงานบริษัทฯ ในการทำตลาดในไทยมาอย่างยาวนาน เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์โตชิบาจะก้าวขึ้นสู่ Top 3 ในตลาดได้ภายในไม่ช้า มียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี และจะยังคง ‘นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต’ ให้กับคนไทยอยู่เสมอ”

แฮปปี้กรุ๊ป ผุดแฮปปี้ช้อปปิ้ง บุกตลาดโฮมช้อปปิ้งเต็มตัว

posted Feb 17, 2020, 12:39 AM by Maturos Lophong


แฮปปี้กรุ๊ป ผุดแฮปปี้ช้อปปิ้ง บุกตลาดโฮมช้อปปิ้งเต็มตัว ขยายทุกแพลตฟอร์ม 

เลือกสินค้าและบริการให้แม่น เจาะลูกค้าที่ใช่ เน้นกลุ่มผู้สูงวัย


 แฮปปี้ช้อปปิ้ง (Happy Shopping) น้องใหม่ในวงการธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง เผยความสำเร็จยอดขายกว่า 185 ล้านบาทภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน ด้วยกลยุทธ์ “Customer Centric” วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการ “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมาย” ตอกย้ำจุดขายที่แตกต่างจากคู่แข่งในตลาดโฮมช้อปปิ้งด้วยสินค้าและบริการ House Brand ภายใต้ชื่อ Happy Life+ แบรนด์ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมคัดสรรถึงขีดสุด Thai Wisdom by Happy ยกระดับสินค้าโอท็อปขึ้นมาอีกขั้น และ Happy Experience บริการท่องเที่ยวไม่ซ้ำใคร ควบคู่ไปกับสินค้าจากพาร์ทเนอร์ที่ผ่านการพิถีพิถันคัดกรองอย่างเข้มข้นก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค พร้อมประกาศรุกตลาดปีนี้ด้วยแผน “เลือกสินค้าให้แม่น เจาะกลุ่มและช่องทางที่ใช่” ผ่านแพลตฟอร์ม Omni Channel เปิดประตูการค้าทุกช่องทางการขายทั้งแบบออฟไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักแรกเริ่มให้กว้างขึ้น และรุกหนักออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ โซเชียลมีเดีย คาดธุรกิจจะเติบโตมากกว่า 186% ซึ่งเป็นเป้ายอดขายกว่า 530 ล้านบาท และ จำนวนลูกค้าเติบโตอยู่ที่ 200% ในปี 2563

จากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจ TV Home Shopping วัดได้จากเป้ามูลค่าการตลาดรวมถึง 14,000 ล้านบาทในปี 2562 ซึ่งเติบโต 7-8% จากปีก่อนหน้า และคาดว่าในปี 2563 จะสามารถโตขึ้นไปได้อีก สะท้อนถึงความไว้วางใจ และเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรูปแบบการสั่งซื้อสินค้า TV Home Shopping โดยเฉพาะสินค้าคุณภาพ ราคาเหมาะสม จัดส่งถึงบ้าน และสามารถจ่ายเงินเมื่อได้รับสินค้า หรือที่เรียกว่า COD (Cash on Delivery) ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในตอนนี้ ส่งผลทำให้ทั้ง 2 ผู้บริหารอย่าง อภิรวี พิชญเดชะ ที่มีประสบการณ์ในวงการดิจิทัล ทีวี และ TV Home Shopping และธนพงษ์ ไชยลาโภ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญทางด้านการผลิตคอนเทนต์ และการออกอากาศ ตัดสินใจก่อตั้ง Happy Shopping ขึ้นเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2562 เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง และเป็นส่วนหนึ่งของส่วนแบ่งของการตลาด TV Home Shopping ผ่านช่องทางทีวีดิจิทัลช่อง Nation 22 เป็นช่องทางแรก

นางสาวอภิรวี พิชญเดชะ กรรมการผู้จัดการ แฮปปี้ กรุ๊ป เปิดเผยที่มาของการสร้างธุรกิจโฮมช้อปปิ้งที่ใช้หลัก “Customer Centric” เป็นจุดยืน เพื่อตอบสนองในสิ่งที่ตลาดยังมีช่องโหว่ และนำเสนอสิ่งที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง โดย Happy Shopping เลือกโฟกัสกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอยู่จำนวนมากในสังคมและกำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งคนกลุ่ม Baby Boomer และGen X นั่นเป็นกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพ มองหาสินค้าคุณภาพดี และมีกำลังซื้อสูง ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวสอดรับกับฐานผู้ชมทีวีดิจิทัลช่อง Nation 22 ด้วยเช่นกัน จึงทำให้เกิดรูปแบบการตลาด “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมาย” สามารถยึดใจลูกค้าปัจจุบันซึ่งมีมากกว่า 100,000 ราย และสิ้นปี 2562 ที่ผ่านมา Happy Shopping ปิดยอดอยู่ที่ 185 ล้านบาท หลังจากทำการตลาดเพียง 7 เดือนเท่านั้น



นอกจากความโดดเด่นด้านโฟกัสกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจนแล้ว Happy Shopping ยังสร้างจุดขายที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาดด้วยการเน้นสินค้า House Brand ทั้ง 3 กลุ่ม ประกอบด้วย Happy Life+ สำหรับจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และบิวตี้ ได้แก่ วิตามินผักผลไม้รวม Vita Daily อาหารเสริมกระดูกข้อเข่าโดยรวมคอลลาเจน และแคลเซียมไว้ด้วยกัน Calcimac CII อาหารเสริมสมอง Brenifit อาหารเสริมปกป้องดวงตา C-Byte ตามด้วยกลุ่ม Thai Wisdom by Happy ซึ่งเป็นสินค้าภูมิปัญญาไทยและส่งเสริมสินค้า OTOP ปัจจุบันได้คัดสรรผลิตภัณฑ์และร่วมพัฒนากับวิสาหกิจชุมชนทั้ง 4 ดอย สร้างสรรค์เป็นแบรนด์กาแฟ 4 Valleys พร้อมวางแผนการจำหน่ายสินค้าตลอดทั้งปี ปิดท้ายด้วย Happy Experience บริการท่องเที่ยวแปลกใหม่แบบมีคอนเซ็ปต์ทุกเส้นทาง และมีผู้เชี่ยวชาญในแต่ละเส้นทางเดินทางไปพร้อมกัน เช่น การท่องเที่ยวด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ระดับโลก การท่องเที่ยวจาริกแสวงบุญ พร้อมสถานที่ Unseen ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยปี 2563 นี้วางแผนการเดินทางทั้งหมด 6 ทริป

นอกจากนั้นยังมีสินค้าอื่นๆ จากพาร์ทเนอร์ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ในประเทศซึ่งเป็นกลุ่มสินค้า Hero Product ของ Happy Shopping อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกาแฟสุขภาพ พี่ยักษ์ อาหารเสริมงาดำ Navis plus อาหารเสริมบำรุงสมองแบรนด์ มายไบรนี่ อาหารเสริมดูแลระบบทางเดินอาหาร GI365 และเครื่องดื่ม แพลนท์สตานอล Benecol ตามด้วยสินค้าแฟชั่นและบิวตี้ อย่าง เซรั่ม YURA เสื้อปีกนก Vanessa Lift กางเกงขาสั้น Alexsander ตลอดจนเครื่องใช้ภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น ราวตากผ้า Perfect เครื่องล้างผัก ผลไม้ OZONE ชุดสว่านกระแทก INGGO เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง INGGO และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่าง กล้องติดรถยนต์ Aston กล้องวงจรปิด AXON เป็นต้น

สำหรับแผนการตลาดในปี 2563 นี้ อภิรวี กล่าวว่าจะเดินหน้ากลยุทธ์ในการรักษาลูกค้าที่ยั่งยืน โดยยึดหลักการ “เลือกสินค้าให้แม่น เจาะกลุ่มที่ใช่” คำนึงถึงการนำเสนอสินค้าคุณภาพให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่เน้นสินค้า Mass ที่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป แต่ต้องเป็นสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาของวัยและมีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าเพื่อสุขภาพประเภทอาหารเสริมเป็นหลัก

ส่วนการพัฒนารูปแบบการตลาดและการขายนั้น อภิรวี กล่าวเพิ่มเติมว่า Happy Shopping จะรุกหนัก “ช่องทางที่ใช่” ผ่านทุกช่องทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ ในรูปแบบ Omni Channel แพลตฟอร์ม โดยวางสัดส่วนการทำงานไว้ที่ออฟไลน์ 80% ออนไลน์ 10% และ Outbound 10% จากเดิมทุ่มออฟไลน์เป็นหลักถึง 90% ซึ่งการเดินหน้าการตลาดผ่านช่องทางออฟไลน์ จะเน้นเพิ่มพันธมิตรธุรกิจทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น อย่าง ONE31 ไทยรัฐทีวี 32 และ อมรินทร์ทีวี 34 นอกเหนือจากช่อง Nation22 ที่มีอยู่เดิม ตลอดจนเพิ่มช่องทางการเช่าเวลาในโฆษณา 10 นาที และสปอต 2 นาทีในช่องทีวีดิจิทัลเพื่อขยายการรับรู้ไปสู่กลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น ควบคู่ไปกับการโทรหาลูกค้าโดยตรง (Outbound Call Center) ซึ่งเป็นการใช้ฐาน Database มากกว่าแสนรายที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยจะสร้าง CRM กับลูกค้าอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแต่ขายสินค้าอย่างเดียว

ส่วนออนไลน์จะมุ่งทำตลาดครอบคลุม ทั้งการนำเสนอผ่านเว็บไซต์บริษัท www.happyshopping2you.com ซึ่งมีรูปแบบการซื้อขายใช้ง่าย สินค้ามีให้เลือกมากมาย หลากหลายประเภท โดยวางเป้าหมายจำนวนสินค้าบนเว็บไซต์ มากกว่า 2,000 รายการภายในปีนี้ รวมทั้งสื่อสารผ่านเว็บไซต์ข่าวในเครือ Nation ทั้งหมดและให้ความสำคัญกับ Social Commerce มากขึ้นผ่าน Facebook (happyshopping2you) และ Line (@happy_shopping) ซึ่งปัจจุบันโลกโซเชียลมีเดียนั้นสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้สูงอายุได้มากกว่าที่คิด พิสูจน์ได้จากฐานลูกค้าที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปใช้ LINE ในการสั่งซื้อสินค้า และสอบถามรายละเอียดต่างๆของสินค้า อีกทั้ง 7-8% จากยอดขายรวมก็มาจากช่องทาง LINE ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นยังมุ่งกระจายสินค้าและบริการไปยังช่องทางมาร์เก็ตเพลซยอดนิยม เช่น Shopee และ Lazada (happyshopping_official) อีกด้วย


“เราเชื่อมั่นว่า Happy Shopping ไม่ได้เป็นเพียงน้องใหม่ในวงการธุรกิจโฮมช้อปปิ้ง ที่มาแรงและน่าจับตามองที่สุดเท่านั้น แต่ด้วยความสำเร็จและการเติบโตที่รวดเร็วนับตั้งแต่เปิดตัวมา ผนวกเข้ากับความมุ่งมั่นที่จะรุกช่องทางการขายแบบ Omni Channel และการพัฒนาคัดสรรสินค้าและบริการที่ตรงใจผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 สินค้าต่อเดือน รวมถึงการมีทีมงานคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยไอเดียสร้างสรรค์ Happy Shopping จึงกล้าตั้งเป้าการเติบโตแบบก้าวกระโดดไว้ที่ยอดขาย 530 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้น 186% และคาดว่าจะมียอดการเติบโตของลูกค้ากว่า 200% ในปี 2563 ได้อย่างที่ตั้งเป้าไว้” กรรมการผู้จัดการ แฮปปี้ กรุ๊ป กล่าวทิ้งท้าย

MC กำไรสวนกระแส นิวไฮรอบ 3 ปี

posted Feb 10, 2020, 6:49 PM by Maturos Lophong



MC กำไรสวนกระแส นิวไฮรอบ 3 ปี 

เดินเกมรุก ตอกย้ำแผน Turnaround เติบโต-ปันผลสูง

พร้อมจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.35 บาท

บมจ.แม็คกรุ๊ป โชว์ผลงาน ไตรมาสที่ 2 ปี 63 อัตรากำไร 20% รายได้เติบโต 12% แตะ 1,132 ล้านบาท ทำนิวไฮในรอบ 3 ปี ตอกย้ำสัญญาณ Turnaround ประกาศเกมรุก ใช้ Big Data วิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึก เชื่อมต่อออฟไลน์-ออนไลน์ เพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายเซน ยกระดับแบรนด์ยีนส์ของคนไทย พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.35 บาท ในวันที่ 4 มีนาคม 2563

บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ “MC” เปิดเผยภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2 รอบปีบัญชี 2563 (1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2562) มีรายได้จากการขายสินค้าและอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี โดยรายได้จากการขายสินค้ารวม 1,132 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 9.4% โดยเฉพาะร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-Standing Shop) ที่เพิ่มขึ้น 18.4% แตะ 671 ล้านบาท ห้างสรรพสินค้า (Department Store) เพิ่มขึ้น 9.4% แตะ 368 ล้านบาท และร้านค้าออนไลน์ (E-Commerce) เพิ่มขึ้น 41.3% แตะ 94 ล้านบาท ผลักดันรายได้เติบโตเฉลี่ย 8% ต่อปีต่อเนื่อง และรักษาอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 14 – 16%



อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) รักษาระดับอยู่ที่ 58% เท่ากับช่วงเดียวกันปีก่อน จากการบริหารจัดการต้นทุนสินค้า อีกทั้งบริษัทยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้จากการขาย (SG&A) อยู่ที่ 36.5% ปรับลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 39.5% ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) เพิ่มขึ้นเป็น 19.8% จาก 18.6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน

นางชนัญญารักษ์ เพ็ชร์รัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 2 รอบปีบัญชี 2563 (1 ต.ค. - 31 ธ.ค. 2562) รายได้และอัตรากำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดในรอบ 3 ปี สวนกระแสภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดค้าปลีกที่ปรับตัวชะลอลง สะท้อนสัญญาณ Turnaround อย่างชัดเจนนั้น เกิดจากแผนงานการบริหารจัดทัพเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานธุรกิจ และยกระดับแบรนด์แม็คยีนส์ ผ่านกลยุทธ์หลัก 4C



1. Customer-centric and Data-driven Approach ดึง Big Data ที่มีมายาวนานกว่า 45 ปี วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Insight) ผู้บริโภค เพื่อออกแบบและพัฒนาสินค้าใหม่ได้ตรงความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย สอดรับเทรนด์ยุคปัจจุบัน 

2. Customer Base Expansion สร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ ด้วยการเชื่อมต่อออฟไลน์ที่มีกว่า 600 จุดในปัจจุบันเข้ากับออนไลน์ (O2O) อย่างไร้รอยต่อ ขยายความร่วมมือพันธมิตรแบรนด์ใหม่ๆ และใช้ Influencer กระตุ้นการรับรู้และจดจำแบรนด์ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ 

3. Connected Supply-chain บริหารจัดการซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

4. Captivated Brand Experience สร้างประสบการณ์ที่ดีในแบรนด์สินค้า ผ่านคอนเซ็ปต์ Authentic Chic



“ท่ามกลางเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความท้าทายรอบด้าน ทั้งการระบาดของไวรัสโคโรนาสงครามการค้า และกำลังซื้อที่ชะลอลง เราต้องบริหารจัดการให้ทุกอย่างให้ดีตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ สร้าง Brand Value เพิ่มขึ้น คัดสรรสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้า ไปพร้อมๆกับการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆ จึงจะทำให้เราแข็งแรงพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืนได้” นางชนัญญารักษ์กล่าว



“เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป” รับมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารระดับโลก

posted Feb 2, 2020, 9:08 PM by Maturos Lophong

คว้าอีกแล้ว “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป” ค้าปลีกรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

รับมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหารระดับโลก FSSC 22000


ขึ้นแท่นเป็นผู้นำค้าปลีกรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีสาขาที่ผ่านมาตรฐานมากที่สุด เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป นำแบรนด์ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ มาร์เก็ต คว้า FSSC 22000 (Food Safety System Certification 22000) มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยอาหารของร้านค้าปลีกระดับสากล เพิ่มอีก 6 สาขา ย้ำภาพฟู้ดสโตร์และพรีเมี่ยมซูเปอร์มาร์เก็ตเบอร์ 1 ของไทย

นางสุจิตา เพ็งอุ่น รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายปฏิบัติการ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป กล่าวว่า “เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป เป็นค้าปลีกรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ผ่านมาตรฐานระดับโลก FSSC 22000 หรือมาตรฐานการจัดการความปลอดภัยอาหารของร้านค้าปลีกระดับสากล ซึ่งมาตรฐานดังกล่าวให้ความสำคัญด้านความเชื่อมั่นในคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารที่ผลิตและจำหน่าย”

ล่าสุดในปี 2019 ที่ผ่านมา เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ และ ท็อปส์ มาร์เก็ต ได้ผ่านมาตรฐาน FSSC 22000 เพิ่มอีก 6 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ สาขา เซ็นทรัล เวิลด์, พัทยาบีช , เชียงใหม่ และ ท็อปส์ มาร์เก็ต สาขาปิ่นเกล้า, พระราม 3 และเชียงราย ทำให้ ณ ปัจจุบัน มีสาขาที่ผ่านมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 11 สาขา นับเป็นค้าปลีกที่ได้รับมาตรฐาน FSSC 22000 มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถือเป็นความสำเร็จที่บริษัทฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจที่จะมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ด้วยมาตรฐานระดับสากลให้กับผู้บริโภค ผ่าน 4 กลยุทธ์ ได้แก่ ความสดใหม่ (Quality & Freshness) เป็นผู้นำด้านนวัตกรรม (Innovation) และเชื่อถือได้ (Trustworthy) พร้อมให้ความสำคัญกับทุกเสียงความต้องการของลูกค้า (Customer Focus) ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพสินค้า - อาหารที่ผลิตและจำหน่าย



โดยบริษัทฯ ได้รับมอบใบรับรองมาตรฐานจาก นายศรีนีวาส เรดดี้ วินทา ประธานบริหารส่วนธุรกิจเกษตร และอาหาร (ทูฟ นอร์ด กรุ๊ป) บริษัทผู้ตรวจประเมินมาตรฐาน FSSC 22000 ในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ณ สำนักงานใหญ่ เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล กรุ๊ป”

1-10 of 185