Marketing




ร้าน “อร่อยดี” ลุยต่อขยายฐานลูกค้า เปิดตัวคีย์ออส ครั้งแรกที่ปั้ม ปตท. #สั่งเจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ ต้องอร่อยดี ในปั้มปตท.

posted Apr 9, 2021, 1:39 AM by Maturos Lophong


ร้าน “อร่อยดี” ลุยต่อขยายฐานลูกค้า

เปิดตัวคีย์ออส ครั้งแรกที่ปั้ม ปตท.

#สั่งเจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ ต้องอร่อยดี ในปั้มปตท.


"อร่อยดี" แบรนด์ร้านอาหารไทยจานด่วน ในเครือ CRG ประกาศลุยต่อด้วยการขยายแพลตฟอร์มการขาย ปูพรมเปิด “คีย์ออส” เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น พร้อมดันเมนูฮิต อิ่มครบจบทุกมื้อ ขายง่าย ทานสะดวก เป็นแรร์ไอเท็มสุดๆ ของร้านอย่าง เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ & หมูทอด นำทัพ พร้อม จัดโปรโมชั่น ฉลองเปิดคีย์ออสสาขาแรก ก่อนเล็งทำเลยอดฮิต อย่าง ภายในปั๊ม ปตท. ทั้งนี้ในปัจจุบัน ร้านอร่อยดี สามารถขยายสาขาครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล ไปแล้วกว่า 20 แห่ง อนาคตเตรียมปั้นร้านโมเดลไซส์เล็กเปิดขายแฟรนด์ไชส์หาพันธมิตรร่วม


คุณธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG (Mr. Tanapoln Tunpasit - Head of Thai &Chinese Cuisine)





“แบรนด์อร่อยดี ร้านอาหารในเครือซีอาร์จี เปิดให้บริการอาหาร “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ” นอกจากบริษัทฯ ลงทุนเองแล้ว ยังหาพันธมิตรในรูปแบบแฟรนด์ไชส์ ซึ่งตลอดสองปีทีผ่านมาได้รับความสนใจ ทำให้ขยายสาขารวดเร็วไปแล้วกว่ายี่สิบสาขาทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล ทั้งนี้ ตามนโยบายของแบรนด์ ไม่เน้นขยายสาขาอย่างรวดเร็ว แต่จะเน้นให้สาขาแต่ละแห่งสามารถให้บริการกลุ่มลูกค้าอย่างเต็มที่ ซึ่งหลังเปิดร้านอาหารอร่อยดีในย่านชุมชน แหล่งงาน ปั๊มทวัสดุ ฯลฯ จนกระจายทั่วกรุงเทพฯ แล้ว ทางแบรนด์มีความ คิดที่อยากจะเปิดเพิ่มขึ้นอีก แต่เป็นไซส์ย่อยลงมาเพื่อให้ร้านเข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม และแมสมากขึ้น ที่สุดจึงมาลงตัวกับการขยาย Platform Model ขนาดเล็ก เตรียมเปิด AroiDee kiosk จะคิกออฟสาขาแรก ณ ปั้ม ปตท.วิภาวดี 11 ในวันที่ 7 เม.ย. นี้

สำหรับ Model kiosk เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก อีกทั้งสามารถสร้างยอดขายได้มากขึ้น เพราะจากสถานะการณ์ปัจจุบัน การขายแค่เพียงหน้าร้าน และ Delivery ไม่เพียงพอ การขยายฟอร์แมทรูปแบบโมเดลขนาดเล็ก เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น จะช่วยเสริมทัพความแข็งแกร่งให้อร่อยดี อีกทั้งรูปแบบ kiosk ยังสามารถขยายสาขาได้ไว ลงทุนไม่มาก





จุดขายอีกอย่างคือเมนูคัดสรรมาให้บริการ แปลกใหม่จนต้องติด #สั่งเจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ ต้องอร่อยดี ในปั้มปตท. เมนูไฮไลท์ คือ ร้านเจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ & หมูทอด ซึ่งจุดเด่นอยู่ตรงที่ โจ๊กหมู และโจ๊กหน้าแน่นต่าง ๆ ที่เสิร์ฟแบบไม่หวงหน้า จัดเต็มแบบถึงเครื่อง รวมถึงชุดหมูทอดเริ่มต้นที่ 45 บาท นอกจากเจาะกลุ่มเป้าหมาย Mass ด้วยทำเลสะดวกสบาย ราคาที่เข้าถึงง่ายแล้ว ยังได้กลุ่ม พิเศษเพิ่มเติม เช่น Grab & Go และ Aggregators อีกด้วย

สำหรับ Model kiosk ใน ปั้ม ปตท.วิภาวดี 11 สาขาแรก ถือเป็นการทดลองตลาด ดูฟี๊ดแบ๊คและยอดขาย ก่อนเตรียมขยายเพิ่มด้วยการลงทุนเองและเปิดขายเฟรนด์ไชส์ โดยรายละเอียดเบื้องต้นที่ตั้งไว้ของ Model kiosk หากมีผู้สนใจ งบประมาณลงทุนอยู่ที่ 180,000-200,000 บาท ตั้งเป้าสร้างยอดขายเท่าไหร่ 150,000 บาท/เดือน Location ที่จะนำ AroiDee kiosk เฟสแรกจะเป็นปั๊ม PTTOR เริ่มจากกรุงเทพและปริมณฑล หากได้รับผลตอบรับดี ในอนาคตจะขยายไปทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าแผนการขยายสาขา สำหรับปี 2564 เฉพาะโมเดลเล็ก การขยายสาขาอยู่ที่ 20 สาขา

“เราไม่เน้นการเปิดขยายสาขาเยอะๆ แต่ต้องมั่นใจจริงๆ ก่อน ถึงจะเปิดสาขา ซึ่งเราเป็นแบรนด์อยู่ในเครือซีอาร์จี มีความเชี่ยวชาญเรื่องการมองโลเคชั่นระดับหนึ่งอยู่แล้ว ฉะนั้นผู้ที่สนใจแบรนด์อร่อยดี อยากซื้อแฟรนไชส์ สามารถมั่นใจได้เลย จุดเด่น AroiDee kiosk เป็นร้านขนาดเล็ก ตรงคอนเซปต์ สะดวกทาน เน้นขายอาหารที่กลุ่มลูกค้าคุ้นเคย เช่น โจ๊ก,ยำ,ตือคาโค (เผือกทอด,มันมอด,ข้าวโพดทอด) และขนมหวานเย็น โดยช่วงแรกได้แบรนด์อาหารที่มีชื่อเสียงของร้านและพันธมิตร อาทิ นำ เจ๊เกียงโจ๊กกองปราบ & หมูทอด และ Shanghai Moon อาอี๊ เตาทึงร้อน – เย็น ต้นตำรับเยาวราชกว่า 40 ปี ฯลฯ มาให้บริการทางแบรนด์มีความมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดี นอกจากจะได้กลุ่มลูกค้าที่กว้าง จับตลาดแมสมากขึ้น ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้ประกอบการและพันธมิตรไม่จำเป็นต้องลงทุนมาก แต่สามารถที่จะเปิดร้านค้าขายได้เลย

 

 

เจดีเซ็นทรัล เผยทิศทางธุรกิจ ปี 64 พร้อมมอบรางวัลแก่สุดยอดแบรนด์ ในงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS 2021

posted Feb 25, 2021, 12:58 AM by Maturos Lophong


เจดีเซ็นทรัล เผยทิศทางธุรกิจ ปี 64 พร้อมมอบรางวัลแก่สุดยอดแบรนด์

ในงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS 2021 เป็นครั้งแรก

ตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ


เจดีเซ็นทรัล จัดงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS 2021 เพื่อมอบรางวัล ทั้งหมด 9 สาขา23 รางวัล ให้กับสุดยอดแบรนด์บนแพลตฟอร์ม JD CENTRAL เป็นครั้งแรก เพื่อตอกย้ำมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของคู่ค้าและพันธมิตร พร้อมเผยเทรนด์ธุรกิจ E-Commerce ปี 2021 และทิศทางการเติบโตของเจดีเซ็นทรัล เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นอันดับ 1 ในธุรกิจออนไลน์

นายก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานบริหารฝ่ายการตลาด เจดีเซ็นทรัล ผู้นำด้านเทคโนโลยีอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย เปิดเผยถึงงาน JD CENTRAL JOYFUL AWARDS DAY ว่า “การจัดงานครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการรวมตัวของแบรนด์ต่างๆประจำปี เพื่ออัปเดตเทรนด์อีคอมเมิร์ซในปี 2564 และรับทราบถึงทิศทางการดำเนินงานของเจดีเซ็นทรัลแล้ว เรายังจัดมอบรางวัลให้กับสุดยอดแบรนด์ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการและผู้ค้าออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ หรือธุรกิจขนาดกลาง รวมถึงธุรกิจเอสเอมอีบนแพลตฟอร์มของเจดีเซ็นทรัล ที่มีความโดดเด่น และได้รับการโหวตจากผู้ใช้งานของเรา

“และในงานครั้งนี้เจดีเซ็นทรัลยังได้จัดสัมมนาเรื่อง เทรนด์ของธุรกิจ Ecommerce ในไทย และบทบาทของ Ecommerce ต่อระบบเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะการสร้างโอกาสให้กลุ่มผู้ค้ารายย่อยเพื่อช่วยภาพรวมเศรษฐกิจ” โดยได้รับเกียรติจาก คุณฉัตรชัย คุณปิติลักษณ์ - รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) มาร่วมบรรยาย เพื่อเป็นการติดอาวุธให้กับผู้ประกอบการไว้ใช้วางแผนหรือปรับตัวในการดำเนินธุรกิจต่อไป เพราะเรามุ่งมั่นให้ผู้ค้าทุกรายบรรลุเป้าหมาย และประสบความสำเร็ตตามที่ตั้งเอาไว้” นายก่อลาภ กล่าวเสริม





สำหรับรางวัล JD CENTRAL JOYFUL AWARDS จัดขึ้นเป็นครั้งแรก มีรางวัลในสาขาต่างๆ รวม 9 สาขา และมีผู้ได้รับรางวัล ดังนี้

1. รางวัล SUPER JOY AWARD มอบให้แบรนด์หรือผู้ขายที่มีความเป็นเลิศในทุกด้าน ได้แก่ Foremost

2. รางวัล JOY Users’ Choice เป็นรางวัลที่โหวตมาจากนักช้อป ได้แก่ Adidas

3. รางวัล JOY Most Trusted Seller มอบให้กับผู้ขายที่มียอดขายสินค้าสูง ยอดส่งคืนสินค้าต่ำ โดยผู้ได้รับรางวัลคือ KONIG Official Store

4. รางวัล JOY Most Rising Star มอบให้กับแบรนด์หรือผู้ขาย ที่ช่วยเพิ่มลูกค้าใหม่ๆ ให้กับเจดีเซ็นทรัลได้มากที่สุด ผู้ได้รับรางวัลคือ

- กลุ่ม 3C คือ Notebook Store

- กลุ่ม FMCG คือ Hygiene

- กลุ่ม FASHION คือ SABINA Official Store

- กลุ่ม HEALTH & BEAUTY คือ WATSONS Official Store

- กลุ่ม HOME & LIVING คือ Dreamstown Official Store

- กลุ่ม HOME APPLIANCES คือ VERASU Official Store

- กลุ่ม GLOBAL คือ Xiaomi Mall

5. รางวัล JOY Best Selling Star มอบให้กับแบรนด์หรือผู้ขายที่มียอดขายสูงสุดในปี 2020

- กลุ่ม 3C คือ Topvalue.com

- กลุ่ม FMCG คือ Panomrung Rice Official Store

- กลุ่ม FASHION คือ WACOAL Official Store

- กลุ่ม HEALTH & BEAUTY คือ LIONSHOPONLINE Official Store

- กลุ่ม HOME & LIVING คือ PASAYA Official Store

- กลุ่ม HOME APPLIANCES คือ PowerBuy Official

- กลุ่ม GLOBAL คือ JOYBUY

6. รางวัล JOY Super Star มอบให้กับร้านค้าที่ได้รับเรตติ้งสูงที่สุดจากลูกค้า รวมถึงมียอดสั่งซื้อสูงสุด ได้แก่ ร้าน CTWTime

7. รางวัล JOY Best Supporter มอบให้กับแบรนด์หรือผู้ขายที่ร่วมงานกับเจดีเซ็นทรัลมาตั้งแต่เริ่มต้น และให้ความร่วมมือ สนับสนุน ในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่ ได้แก่ OPPO Official Store

8.รางวัล JOY Super Partner มอบให้กับกลุ่มพันธมิตรที่สนับสนุน JD CENTRAL ตั้งแต่วันเริ่มเปิดตัวในประเทศไทย ได้แก่

- กลุ่ม ธุรกิจบัตรเครดิต คือ T1 CREDIT CARD

- กลุ่ม customer loyalty program คือ dtac reward

9. รางวัล JOY Super SME มอบให้กับผู้ขายที่เข้าร่วมแคมเปญส่งเสริมการขายของเจดีเซ็นทรัลและมียอดขายดีที่สุด

- ด้าน Performance คือ ร้านข้าวคุณนาย Official Store

- ด้าน Participate คือ ร้านมะม่วงหิมพานต์เผาโบราณ แม่เฒ่าเอียด

“รางวัล JD CENTRAL JOYFUL AWARDS นี้ เป็นการการันตีถึงมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของแบรนด์และผู้ขาย และยังเป็นการขอบคุณแบรนด์และผู้ขายที่ได้ร่วมกันส่งมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งที่ดีให้กับลูกค้า ผ่านคุณภาพของสินค้า ราคา โปรโมชั่น การส่งมอบสินค้า และบริการอื่นๆ เพื่อให้แพลตฟอร์มเจดีเซ็นทรัล เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและสบายใจทุกครั้งที่มาช้อปปิ้งกับเจดีเซ็นทรัล” นายก่อลาภ กล่าวสรุป



เจดีเซ็นทรัล รับประกันแบรนด์แท้ 100% การันตี ความมั่นใจ หากพบของปลอมชดเชย 3 เท่า พร้อมส่งสินค้าอย่างรวดเร็ว คลิกเพื่อช้อปปิ้ง สินค้าคุณภาพดีได้ที่ www.jd.co.th หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน JD CENTRAL ได้บน AppStore และ PlayStore หรือติดตามผ่านทาง Facebook: JD CENTRAL



#JDCENTRAL #ช้อปของดีการันตีของแท้ #shoppingonline #JDCENTRALJOYFULAWARDS

โตชิบา ตอกย้ำยอดขายโตกว่า 20% เปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 50 รุ่น พร้อมรุกตลาดปี 2564 ผ่าน Online Multi-Platform

posted Feb 23, 2021, 1:07 AM by Maturos Lophong




โตชิบา ตอกย้ำยอดขายโตกว่า 20%

เปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 50 รุ่น พร้อมรุกตลาดปี 2564 ผ่าน Online Multi-Platform


บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด นำโดย นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร (กลาง) เดินหน้าจัดงานประชุมผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศประจำปี 2564 ผ่าน Online Multi-Platform (Facebook live และ Zoom) ชูผลประกอบการปี 2563 ด้วยยอดขายโตขึ้น 26% โดยเฉพาะสินค้าหมวดตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก สำหรับปี 2564 ได้ขนทัพสินค้าใหม่เปิดตัวรุกตลาดกว่า 50 รุ่น อาทิ ตู้เย็นไซด์บายไซด์, ตู้เย็นมัลติดอร์, เครื่องซักผ้า, เตาอบไมโครเวฟ, พัดลม และเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นเล็ก พร้อมชูกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ทั้งการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายแบบออฟไลน์ และออนไลน์ การสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับสินค้า การสร้างภาพลักษณ์ย้ำความเป็นแบรนด์คุณภาพมาตรฐานญี่ปุ่น ต่อยอดนิยาม DetailsMatter (เพราะเราใส่ใจ...) เน้นความใส่ใจในทุกรายละเอียด เพื่อนำสิ่งที่ดีสู่ชีวิตผู้บริโภคต่อไป



ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองตรุษจีนมั่งมีปีฉลู

posted Jan 27, 2021, 12:33 AM by Maturos Lophong   [ updated Jan 27, 2021, 12:35 AM ]



ซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองตรุษจีนมั่งมีปีฉลู เปิดจองชุดไหว้มหามงคล พร้อมรับโชค 2 ต่อ 


บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โดยซีพี เฟรชมาร์ท ร่วมฉลองเทศกาลตรุษจีนปี 2564 จัดแคมเปญชุดไหว้ซาแซและโหงวแซ พร้อมส่งฟรีถึงบ้าน เปิดจองล่วงหน้าตั้งแต่วันนี้ถึง 7 ก.พ.นี้ ตั้งเป้ายอดขายกว่า 40 ล้านบาท


นายชัยยุทธ ทิพย์สุวรรณพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2564 ซีพี เฟรชมาร์ท มีความพร้อมด้านกำลังคนและการให้บริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า พร้อมคุมเข้ม 9 มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ทั้งในร้านค้า พนักงาน ลูกค้า รวมถึงการขนส่งสินค้า เพื่อเสิร์ฟอาหารคุณภาพ ปลอดภัยให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างเพียงพอ

"บริษัทฯ ได้เก็บข้อมูลและสำรวจความต้องการของลูกค้าล่วงหน้า จึงตั้งเป้าว่า ภาพรวมการจับจ่ายของไหว้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้น่าจะคึกคัก และจะสามารถจำหน่ายชุดไหว้มหามงคลได้ถึง 45,000 ชุด คาดว่าจะมียอดขายกว่า 40 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 15% จากปีที่ผ่านมา" นายชัยยุทธ กล่าว

สำหรับชุดไหว้มหามงคลในปีนี้ ซีพี เฟรชมาร์ท ได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปให้เลือกสรรหลากหลายชุด ได้แก่ ชุดไหว้ซาแซ 3 อย่าง ทั้งไก่ต้มพร้อมเครื่องใน เป็ดพะโล้พร้อมเครื่องใน และสะโพกหมูต้มสุก (หมูบะแซ) ราคา 788 บาท และชุดไหว้โหงวแซ 5 อย่าง ประกอบด้วย เป็ดย่าง ไก่ต้มน้ำปลาพร้อมเครื่องใน สะโพกหมูต้มสุก ปลากระพงนึ่ง และกุ้งต้มสุก ราคา 1,258 บาท พร้อมของไหว้เสริมมงคล อาทิ ชุดผลไม้ 5 อย่าง ส้มมงคล แอปเปิ้ล สาลี่ ขนมเข่ง ขนมเทียน เป็นต้น

ซีพี เฟรชมาร์ท จัดโปรโมชั่นพิเศษรับปีฉลู สำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการในร้าน เพียงจองชุดซาแซ รับอั่งเปามูลค่า 50 บาท 1 ใบ และกล่องถนอมอาหาร 1 ใบ จองชุดโหงวแซ รับอั่งเปา มูลค่า 50 บาท 2 ใบ และกล่องถนอมอาหาร 3 ใบ ส่วนลูกค้าที่สั่งซื้อออนไลน์ รับเพิ่มบัตรกำนัลสตาร์บัค มูลค่าสูงสุด 200 บาท พร้อมบริการส่งฟรี



ทั้งนี้ สามารถสั่งจองชุดไหว้ได้ที่ร้าน ซีพี เฟรชมาร์ท ทั้ง 321 สาขาทั่วประเทศ หรือโทร 1788 หรือสั่งซื้อออนไลน์ที่ www.cpfreshmartshop.com ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 ก.พ. 2564 โดยรับสินค้าได้ตั้งแต่วันที่ 4-12 ก.พ. 2564./



ถอดรหัสโดนัทแบรนด์ระดับโลก “ดังกิ้น” ด้านกลยุทธ์การบริหาร การจัดวางองค์กรในยามวิกฤต

posted Dec 20, 2020, 11:51 PM by Maturos Lophong

ถอดรหัสโดนัทแบรนด์ระดับโลก “ดังกิ้น” 

ด้านกลยุทธ์การบริหาร การจัดวางองค์กรในยามวิกฤต 

และแนวทางการรับมือ ทิศทางในปี 2021

ต้องเรียกว่าปี 2020 นี้แทบจะเป็นตัวชี้วัด ตัวจริงทางธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรม ทั้งการค้าและบริการ ด้วยวิกฤตที่ถาโถมตั้งแต่ต้นปี กลางปี และก็ยังหวั่นๆ ว่าคลื่นลมจะกลับมาโหมกระหน่ำอีกเมื่อไหร่ ทำให้ธุรกิจต่างๆ ต้องพลิกกระบวนท่าการตลาด ฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจกันยกใหญ่ และโดนัทแสนอร่อยอย่าง “ดังกิ้น” เอง ก็ยอมรับว่ามีช่วงกราฟขาลงที่ชวนใจหวั่นไหวอยู่บ้าง แต่ไม่นานก็กู้วิกฤตทวนกระแสกลับขึ้นมารักษาความเป็นแบรนด์ระดับโลกได้ด้วยกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง มีการเติบโตสวนกระแสตลาดในภาวะวิกฤต

นายภาคิน เพ็ญภาคกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท โกลเด้น โดนัท (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในภาพรวมของตลาดโดนัทนั้น ต้องบอกเลยว่า สร้างความท้าทายให้ผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก ด้วยถ้ามองเผินๆ อาจเป็นสิ่งที่สามารถเลือกบริโภคในปริมาณที่ลดลงได้ แต่ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นกลับสร้างปรากฏการณ์ความตื่นเต้นให้วงการอย่างมากเมื่อ ซึ่งผลประกอบการภาพรวมถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่าดีกว่าที่คาดเอาไว้ โดยภาพรวมบริษัทฯ ยังมีกำไรเติบโตอยู่ประมาณ 30-35 %

กลยุทธ์หลักสำคัญ มี 3 แก่นหลัก เพื่อติดติดสปีด โตสวนวิกฤต แก่นแรกคือ Management: Down to earth ตัวสินค้าแข็งแรงเป็นเรื่องของหน้าบ้านที่กลุ่มเป้าหมายรับรู้ แต่อีกส่วนที่ทำงานกันหนัก และให้ความสำคัญไม่แตกต่างก็คือการบริหารงานภายใน ที่ในมุมของการนั่งแท่นบริหารสูงสุด

นายภาคิน กล่าวว่า “การทำงานของผม ไม่เคยนั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง แล้วประเมินภาพ สั่งการ หรือวาดความเป็นไปได้ในอากาศ แต่การเข้าไปพูดคุยกับทีมงานหลังบ้านด้วยตัวเองถึงความเป็นไป สถานการณ์จริงที่ต้องเผชิญต่างหาก ที่ทำให้เรากลับมาวางหมากเส้นทางการการตลาดต่อไปได้ รวมถึงการเข้าใจความต้องการของ stakeholder ในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เมื่อเกิดภาวะวิกฤตขึ้น เราสามารถเข้าเจรจากันโดยตรง เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ผลประโยชน์สูงสุดร่วมกัน เพราะสุดท้ายการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ใช่แค่กับลูกค้านอกบ้าน แต่ลูกค้าในบ้านเองก็สำคัญไม่แพ้กัน ถ้าเรานั่งในใจลูกค้าในบ้านได้ ผนึกกำลังกัน ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายนอกบ้านก็ไม่เกินมือ”


แก่นที่ 2 คือ Overview: Flexibility is the key เข้าใจการบริหารงานอย่างตรงจุดแล้ว อีกสิ่งที่ทำให้ก้มหน้าก้มตาไม่หันมองมาไม่ได้ก็คือ เทรนด์ หรือกระแสของตลาดที่มีขึ้น-ลง, เข้า-ออก อยู่ตลอดเวลา ทำให้คำตอบของแก่นสุดท้ายเป็นการมองภาพกว้างให้ออกและพร้อมจะปรับเปลี่ยน “ให้ทัน” ตามสถานการณ์ตรงหน้า เพราะบางครั้งการเต็มใจปรับเปลี่ยนรูปแบบทางการตลาดอาจไม่ทันต่อการหมุนผ่านของกระแสอันเกรี้ยวกราดในยุคนี้ เห็นได้จากสถานการณ์โควิด-19 ผ่านไป บริษัทได้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในการขยายสาขาในปีนี้ได้เปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 20 สาขา และมียอดขายด้าน Delivery เติบโตเพิ่มขึ้นกว่า 3,000 %


“หู ตาต้องไว อะไรที่ไม่เข้าใจ ต้องเปิดใจรับฟังให้ทันการณ์”

อีก Key ที่ นายภาคิน เพ็ญภาคกุล ได้ฝากไว้



แก่นสุดท้ายคือ Power Question: What's next ด้วยเชื่อว่าความคำถามที่ดี จะส่งผลต่อการไปต่อที่โตกระโดด เมื่อกำลังจะหมดปี 2020 ที่ผันผวนหนัก ปีหน้าจะใช้ไม้ไหนเข้าโต้คลื่น ซึ่งจากการลงพื้นที่ สำรวจตลาดด้วยตัวเอง ทำให้เห็นช่วงว่างของตลาดใหม่ๆ และจากกลยุทธ์การบริหารภาพรวม ทำให้ตัดสินใจขยายสาขาสวนกระแสแบรนด์อื่นๆ ถือเป็นการตัดสินใจที่สร้างความแปลกใจให้ตลาดไม่น้อย สำหรับในสภาวะที่ไม่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในภาพใหญ่นี้


“การวางแพลนต่อไปยังปีหน้า 2021 นั้น เรามองว่า จะขยายไปในพื้นใหม่ๆ ที่เรายังไม่เคยไป ในปัจจุบัน “ดังกิ้น” มีอยู่ทั้งหมด 296 สาขา โดยในปีหน้าตั้งเป้าจะเปิดอีกอย่างน้อย 60 สาขา ทั้งรูปแบบที่เป็นร้านเต็มรูปแบบและคีออส พร้อมการขยายเข้าไปช่องทางใหม่ๆ เช่น โรงพยาบาล และไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือห้างค้าส่งมากขึ้น จากการสำรวจ customer insight มาแล้วพบว่าโดนัทนั้น เป็นสิ่งที่ “อร่อย ง่าย และเร็ว” หมายถึงสามารถซื้อแล้วไปต่อได้เลย ไม่ต้องเสียเวลารอหน้าร้านมาก อีกทั้งหยิบทานได้ตลอดเวลาหิว และช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้หลังจากการบริโภคเข้าไปทันที นี่จึงเป็นอีกจุดแข็งที่ทำให้การขยายตลาดเข้าไปในช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้ Lifestyle ที่รวดเร็ว และไม่ต้องการเสียเวลารออาหารนานๆ ต้องการ

ทางด้าน นางสาวระวีพรรณ์ ประกอบวรรณกิจ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาด บริษัท โกลเด้นโดนัท (ประเทศไทย) จำกัด กุนซือหญิงเหล็กแห่ง “ดังกิ้น” เผยกลยุทธ์การตลาดว่า ในปี 63 นี้ ดังกิ้น ได้ถูกพูดถึงกันอย่างต่อเนื่องตลอดปี ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ Clear 'brand identity' ตัวตนของแบรนด์ตัวเองว่า เราต้องการส่งมอบประสบการณ์ และความรู้สึกแบบไหนไปสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรา เพื่อไม่ให้เข้าถึงระหว่างทางที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของ “ดังกิ้น” ที่ตอกเสาแบรนด์คาแรคเตอร์ชัดเจนในการย้ำภาพขนมโดนัท ที่ผู้บริโภคจะได้ทั้งความอร่อยและสนุกสนาน ดังนั้นไม่ว่าจะกี่แคมเปญ หรือการ Launch Product ในช่วงไหนก็จะต้องตอบสนอง กระตุ้นการรับรู้ด้านอารมณ์ความสนุกและอร่อยให้ได้อย่างชัดเจน


ซึ่งจุดนี้ Customer Centric strategy เป็นสิ่งแรกที่ถูกดึงขึ้นมาเป็นหมากเด็ดเสมอในการคิดเพื่อตอบโจทย์การเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภค รวมทั้งการสร้าง Customer Journey Experience ให้ได้เข้ามาสัมผัสกับความเป็น “ดังกิ้น” ที่ต้องการส่งผ่านความอร่อยพร้อมอารมณ์สนุกเข้าไปในทุก Touch Point ของกลุ่มเป้าหมาย

“อย่างในแคมเปญที่เราได้ดึงตัวสองหนุ่ม “ไบร์ท-วิน” มาร่วมงานในการเปิดตัวคอลเล็กชั่น #Still2getherCollection พร้อมด้วยโดนัท Candy Crack ก็นับเป็นอีกความสำเร็จที่ให้เราได้ Earned Media สูงมากจากการที่ทั้งฐานแฟนคลับของสองหนุ่มเองที่กำลังมาแรง และตัวลูกเล่นของ โดนัท Candy Crack ที่เคาะแล้วมีเสียง ที่บางกลุ่มก็เอาไปครีเอท Content ต่อได้สนุกขึ้น เช่น การเคาะเป็นเพลง หรือ อัดเสียงเคาะลง Social Media ส่วนตัวจำนวนมากในหลากหลาย platform ไม่ว่าจะเป็น facebook, Instagram, twitter และ tiktok เพราะ เป็นประสบการณ์แปลกใหม่ของโดนัท และสร้างความสนใจให้กับเพื่อนได้แชร์ต่อๆ กัน” นางสาวระวีพรรณ์ กล่าว และกล่าวต่ออีกว่า


ซึ่งพื้นฐานมาจากการที่แบรนด์ที่เข้าใจวิถีกลุ่มเป้าหมายนั้น นอกจากสินค้าต้องกินได้อร่อย ยุคนี้สินค้าต้อง instagramable ทำให้สินค้าที่ทำให้เกิด user generated content เป็นที่มาของการได้ Earned Media นั่นเอง

เมื่อภาพกว้างมองได้ไกล และกลยุทธ์เสริมความแข็งแรงของแบรนด์สอดคล้อง เป็นผลให้การรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมนี้เป็นเรื่องที่ไม่เกินมือ แถมยังเปรยหมัดเด็ดว่าให้อดใจรอผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่จะมาเขย่าความสนุกครั้งใหม่อย่างเร้าใจแน่นอน แต่ยังขอไม่เปิดเผยตอนนี้ อดใจรอติดตามกันได้ในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

นางสาวระวีพรรณ์ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า มูลค่าตลาดโดนัทปี 2563 นี้ อยู่ประมาณ 3,300 ล้านบาท ซึ่งดังกิ้นมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 32 % โดยในปีหน้า บริษัทฯ ได้เตรียมงบประมาณการทำตลาดไว้ที่ 70 ล้านบาท ซึ่งรวมไปถึงการลงทุนเปิดร้านใหม่ และงบเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์ โดยวางเป้าหมายเติบโตจากปีนี้ ไม่น้อยกว่า 10-15 % อีกด้วย

ซีพีแรม จับมือ มีเดียอาตส์ มจธ. ตอกย้ำความสำเร็จสร้างพลัง “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste”

posted Dec 20, 2020, 10:00 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 20, 2020, 10:01 PM ]



ซีพีแรม จับมือ มีเดียอาตส์ มจธ. 

ตอกย้ำความสำเร็จสร้างพลัง “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste”

ตระหนักลดความสูญเปล่าทางอาหารอย่างต่อเนื่อง ปีที่ 3

บริษัท ซีพีแรม จำกัด ร่วมกับ สาขามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ดำเนินโครงการ การประกวดคลิปวิดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” เป็นปีที่ 3 เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องลดความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญในการร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในการลดความสูญเปล่าของอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม โดยการแชร์ไอเดีย สร้างพลังผ่านวีดีโอคลิปความยาว 3 นาที ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา เป็นอย่างมาก

โดยตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ ปี 2561 – ปัจจุบัน มีจำนวนผลงานส่งเข้าร่วมโครงการกว่า 840 ผลงาน และได้ดำเนินการจัดงานประกาศรางวัลการประกวดคลิปวิดีโอ “คนรุ่นใหม่ไร้ Food Waste” ปีที่ 3 ขึ้น ณ โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ สามย่าน ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพฯ 



โดยภายในงานดังกล่าวได้รับเกียรติจากคุณวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง บริษัท ซีพีแรม จำกัด และผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญเลี้ยง แก้วนาพันธ์ ประธานสาขาวิชามีเดียอาตส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากคุณเบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายบริการทางวิชาการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ร่วมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ สถานการณ์ Food Waste วิกฤตโลก? ” อีกด้วย



โดยจุดเริ่มต้นของโครงการดังกล่าว เกิดจากการตั้งคำถามจากสิ่งที่เราเห็นจากอาหารในจานที่เราทานไม่หมดกองอยู่ตรงหน้า ที่มีแต่เศษอาหารเหลือจากการทาน หรือแม้แต่ผักและผลไม้ที่เน่าเสียอยู่ในตู้เย็น ประกอบกับการพูดถึงของคนทั่วโลก รวมถึงองค์กรยูนิเซฟถึงความยากจน การโหยหาอาหาร ความหิวโหยของเด็กน้อยในแอฟริกา หรือประเทศที่อยู่ในสภาวะสงครามที่ทำให้ขาดแคลนอาหาร รวมทั้งการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมได้ แม้แต่ในประเทศไทยเองที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ อยู่ที่ไหนก็ไม่อดตาย แต่ก็ยังมีในหลายพื้นที่ห่างไกล ที่ยังขาดแคลนอาหาร อาหารไม่เพียงพอ เข้าถึงอาหารไม่ครบตามหลักโภชนาการ ซึ่งมีให้เห็นในข่าวอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความตระหนักในเรื่องความสูญเปล่าทางอาหารในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และลดความสูญเปล่าทางอาหาร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม

อนึ่ง การสร้างความตระหนักให้กับสังคมไทยถึงความสำคัญของการลด Food Waste แม้วันนี้เรายังไม่เห็นตัวชี้วัดเชิงปริมาณที่เด่นชัดนัก แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เราจะเห็นคนไทยบริโภคอาหารได้หมดจดไม่เหลือไว้โดยสูญเปล่าเพิ่มขึ้น คนไทยเลือกซื้อหรือเลือกตักรับประทานอาหารแต่พอเหมาะไม่กินทิ้งกินขว้างเพิ่มขึ้นนั้นแสดงให้เห็นถึงการ “รักอาหาร” และ “รักสิ่งแวดล้อม” มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้เกิด “ความยั่งยืนของอาหาร” ขึ้นนั้นเอง

นอกจากนี้ ซีพีแรมยังได้เปิดเพจ Facebook ที่ชื่อว่า “สังคมไทย ไร้ Food Waste”พร้อมกันนี้ยังได้เปิดกลุ่ม ที่ชื่อว่า “กินหมดจด ไร้ Food Waste” เพื่อเป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนและแชร์ไอเดีย ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจในการลดความสูญเปล่าทางอาหาร หรือ Food Waste ซึ่งเป็นการขยายผลสู่ทุกกลุ่มคนในสังคม โดยจะมีการให้ความรู้ ความเข้าใจ ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงจัดแคมเปญในการร่วมแบ่งปันไอเดียและมีการมอบรางวัลให้ผู้โชคดีที่มาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามความเคลื่อนไหวแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจได้ที่ Facebook : “สังคมไทย ไร้ Food Waste”




ซีพีแรม ดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูล ยังคงเดินหน้าสร้างความตระหนักในการลดความสูญเปล่าของอาหาร ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ลุยปลูกฝังสังคมลดการกินทิ้งขว้าง เพื่อยกระดับสู่ความยั่งยืนทางอาหาร และร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคนสืบไป



MOGEN ผนึกศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ปฏิวัติวงการเครื่องสุขภัณฑ์

posted Nov 22, 2020, 6:59 PM by Maturos Lophong




MOGEN ผนึกศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ปฏิวัติวงการเครื่องสุขภัณฑ์ 

จากวัสดุเมลามีนที่ใช้ผลิตจานชามสู่ชุดสุขภัณฑ์ มีดีไซน์ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า 3 GEN

มิติใหม่แห่งวงการสุขภัณฑ์ เมื่อบริษัทโมเก้น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น 1 ในผู้นำด้านตลาดสุขภัณฑ์ และ Market Leader สำหรับ Bathroom Furniture เปิดตัวสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการ เพื่อสร้างจุดขายที่แตกต่างจากวัสดุเซรามิคทั่วไป

ดร. การัณย์ อังอุบลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ โคราช จำกัดและ พงษ์ธร วานิชพงษ์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเก้น (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวนวัตกรรมสินค้าสุขภัณฑ์โมเก้นปฏิวัติวงการสุขภัณฑ์ที่ทำจาก เมลามีนครั้งแรกของประเทศไทย ภายใต้ชื่อ MOGEN x SRITHAI โดยมี สนั่น อังอุบลกุล , อธิป พีชานนท์ และสมิตร โอบายะวาทย์ ร่วมงาน ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพงษ์ธร วานิชพงษ์พันธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเก้น (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ในครั้งนี้ บริษัทโมเก้น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมจับมือกับ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทผู้ผลิตภาชนะเครื่องถ้วยชามเมลามีน มากกว่า 40 ปี และส่งออกสินค้ากว่า 100 ประเทศทั่วโลก ร่วมกันพัฒนาการผลิตสินค้าเครื่องสุขภัณฑ์ ที่มีความเป็น Eco-friendly เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการนำวัสดุอย่างเมลามีนเข้ามาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการผลิตแทนการใช้เซรามิคแบบเดิมๆ 

ด้วยนวัตกรรมเครื่องสุขภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นจากเมลามีน ทำให้สุขภัณฑ์มีคุณสมบัติ 7 Mela Good Plus คือ ทำลวดลายสีสันได้หลากหลายสวยงาม , น้ำหนักเบา , แข็งแรง ทนต่อการกระแทก ,มีสุขอนามัย ปลอดภัยด้วยสารแอนตี้แบคทีเรีย ป้องกันเชื้อรา , ทนความร้อนสูง , ดูแลทำความสะอาดง่าย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยกระบวนการนำวัสดุธรรมชาติ อย่างเนื้อชานอ้อยมาผสมผสานเนื้อเมลามีน อีกทั้งเมื่อไม่ใช้งานแล้ว ยังสามารถนำวัสดุนี้เข้ากระบวนการ Upcycling ใหม่ได้ เป็นการช่วยประหยัดทรัพยากร ลดโลกร้อน โดยใช้คุณค่าของเมลามีนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

โดยจุดเด่นหลักในการร่วมงานกันในครั้งนี้ระหว่าง MOGEN x SRITHAI ทำให้ออกมาเป็น Bathroom Series ทั้ง 3 กลุ่มห้องน้ำดังนี้





1. Twinkle Happy Kids เป็นซีรีส์ห้องน้ำเด็กที่เน้นการใช้สีสันให้ดูน่ารัก สดใส ควบคู่กับงานดีไซน์เคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า Accessory ด้วยรูปทรงที่สามารถดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ทำให้การเข้าห้องน้ำมีความสนุกมากขึ้น

2. Cool Gen เป็นซีรีส์กลุ่มห้องน้ำสำหรับหนุ่มสาว เป็นการเน้นงานดีไซน์รูปทรงโมเดิร์น เรียบง่าย และใช้สีสันที่มีความเป็น Natural Style แบบเก๋ๆ เลียนแบบผิวให้มี Texture คล้ายกับซีเมนต์ แต่ให้ความ Eco มากกว่าเพราะด้วยวัสดุหลักที่ใช้ผลิตคือเมลามีนแบบ Upcycling ผสมผสานกับ Function การใช้งานที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้า dual ดีไซน์เก๋ไม่เหมือนใคร ที่ทำให้การใช้ห้องน้ำช่วงเร่งรีบ สะดวกสบายขึ้น

3. Elder Cushy เป็นซีรีย์ห้องน้ำผู้สูงอายุ ในกลุ่มนี้ “โมเก้น” ทำการผสมใยธรรมชาติเข้าไปในเนื้อเมลามีน ทำให้การผลิต Bathroom Furniture และตัวอ่างล้างหน้ามีน้ำหนักเบากว่าเซรามิกทั่วไปกว่าเท่าตัว หมดกังวลเรื่องอุบัติเหตุที่ไม่อาจคาดคิด หรือแม้แต่การแตกหักที่ดูเป็นอันตรายก็เกิดได้ยาก อีกทั้งการออกแบบจัดวางเครื่องสุขภัณฑ์ ใช้หลักการออกแบบ Universal design ได้อย่างลงตัว ซึ่งโมเก้นยังมีผลิตภัณฑ์ในห้องน้ำหลากหลาย ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุใช้งานได้สะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้น ส่วนการเลือกใช้โทนสี Earth Tone ก็เพื่อให้มีความสบายตา ดูอบอุ่น ไม่ฉูดฉาด ให้ความรู้สึกสุขสงบ เหมาะกับผู้สูงวัย

4. การจับมือกันระหว่าง 2 บริษัทคนไทยอย่าง “โมเก้น” และ “ศรีไทย” ในครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับและการพลิกโฉมนวัตกรรมการผลิตด้านสุขภัณฑ์ห้องน้ำของประเทศ ซึ่งตอบโจทย์กับผู้พัฒนางานโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะได้สินค้าที่มีลวดลายสีสันสวยงามตาม Concept ของโครงการได้ไม่ยาก เพราะโมเก้นเน้นพัฒนาและทำตามแบบดีไซน์ของโครงการด้วยเช่นกัน โดยโมเก้นคาดหวังว่าสินค้าดังกล่าวจะมียอดขายสัดส่วน 35% จากประมาณการยอดขายปีหน้า ปัจจุบันโมเก้นพัฒนาสินค้า Bathroom Series มากกว่า 50 Series ทั้งยังมีพาร์ทเนอร์บริษัทอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ของโมเก้นมากกว่า 3,000 โครงการ ตลอดระยะเวลา 18 ปี ที่ผ่านมา
ด้าน ดร.การัณย์ อังอุบลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ โคราช จำกัด เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ บริษัท ครีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เอง เราเป็นผู้นำตลาตเมลามีนสำหรับภาชนะเครื่องใช้เมลามีน ในประเทศไทย มากว่า 40 ปี และเป็นผู้ผลิตเมลามีนรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งทางบ ได้มีการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์มาอย่างต่อเนื่อง เราจึงมองเห็นทิศทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เมลามีนที่สามารถเป็นอะไรได้มากกว่าภาชนะจานชามบนโต๊ะอาหาร ภาชนะที่มีใช้แค่ในห้องครัวแค่เพียงเท่านั้น จึงเกิดเป็นวัตกรมสุขภัณฑ์เมลามีน ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่าง บ. ศรีไทย และ บ. โมกันผู้นำทางด้านนวัตกรรม สำหรับ Bathroom furniture
เราร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมอ่างล้างหน้า และฝาปิดถังพักน้ำเมลามีน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และครั้งแรกของโลก ซึ่งจัดแสดงในงานนี้เป็นครั้งแรก ในสวนของลามีนนั้น เป็นวัสดุที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัวมากมาย สุขภัณฑ์เมลามีน MELA GOOD PLUS ได้ดึงเอาคุณสมบัติคนทั้ง 7 ประการ สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ ตังนี้

1) สามารถทำสีสัน ลวดลายได้หลากหลาย สวยงาม

2) สามารถทำให้ผลิตภัณฑ์บางลง ดูทันสมัยมากขึ้น และมีน้ำหนักเบา แต่







3) แข็งแรง ทนต่อการกระแทก

4) ในเรื่องของสุขอนามัย เมลามีนเป็นสารแอนตี้แบคทีเรียด้วยตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งต่อต้านทั้งเชื้อรา และเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ ถือเป็นจุดเด่นของสุขภัณฑ์เมลามีนที่เหนือกว่าเชรามิคทั่วไปก็ว่าได้

5) ทนต่อความร้อนสูง (ซึ่งอ่างล้างหน้าเมลามีนนี้จึงสามารถใช้งานกับน้ำร้อนได้)

6) การดูแลทำความสะอาดง่าย เพียงใช้ฟองน้ำนุ่มๆ เช็ดทำความสะอาดร่วมกับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดทั่วไป และสุดท้ายที่สำคัญ

7) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สุขภัณฑ์เมลามีนนั้นสามารถจัดเป็น eco friendly product เพราะสามารถนำวัสดุเมลามีนที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่ หรือที่เรียกว่า กระบวนการ Upcycing โดยการนำมาบดผสมและขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีความสวยงาม และรักษาคุณสมบัติที่ดีดังเดิมได้ทุกประการ / อีกทั้งยังสามารถผสมวัสดุที่เหลือใช้จากธรรมชาติได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น เยื่อชานอ้อย ที่นำมาแสดงในงานนี้ หรือเป็นวัสดุที่เหลือใช้จากธรรมชาติอื่นๆ เช่น เปลือกข้าว ใยมะพร้าว เยื่อไผ่ ก็ได้เช่นกัน


จึงมีความมั่นใจว่าสุขภัณฑ์เมลามีนจะตอบสนองความต้องการผู้บริโภค และเป็นวัสดุทางเลือกใหม่ให้กับเจ้าของโครงการ สถาปนิก และประชาชนทั่วไป สามารถทดแทนผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเซรามิคได้เป็นอย่างดี 





ทั้งนี้ได้การจัดแสดง Bathroom Series นวัตกรรมใหม่ 3 Series เปิดมิติใหม่ของวงการสุขภัณฑ์ ที่งาน ACT FORUM’20 DESIGN + BUILT หรือการประชุมนานาชาติทางสถาปัตยกรรม และแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างและไม่เพียงเท่านี้ ภายในงาน โมเก้นยังยกขบวนสินค้า กลุ่มห้องน้ำใหม่ๆ มาจัดแสดงอีกมากมาย โดยงาน ตั้งได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 -22 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ณ Challenger Hall 3 , Booth No. F503 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

CRG รุกธุรกิจร้านสะดวกทาน เตรียมเปิดขายแฟรนไชส์

posted Oct 8, 2020, 7:46 PM by Maturos Lophong



CRG รุกธุรกิจร้านสะดวกทาน เตรียมเปิดขายแฟรนไชส์ 

ชี้จุดแข็งแบรนด์ “อร่อยดี” พร้อมจุดขาย “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ”



ด้วยวิสัยทัศน์ต้องการเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกด้านเครือข่ายธุรกิจอาหารไทย ที่ส่งมอบความสะดวกและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงพันธกิจการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับชุมชนและสังคม ทำให้ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG ซึ่งดำเนินกิจการด้านอาหารมา 42 ปี คิดขยายไลน์ เปิดร้านอาหารจานด่วน “อร่อยดี” (Aroi Dee) เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ พนักงานออฟฟิศ คนทำธุรกิจส่วนตัว อายุระหว่าง 25 – 45 ปี ที่ชื่นชอบอาหารไทย รสชาติอร่อย มองหาร้านอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวก สามารถเลือกมาเป็นจุดแวะ เติมความอิ่มในเวลารีบเร่งได้ ตามสโลแกนหลัก “รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ” ปัจจุบันทางแบรนด์มีความพร้อมแล้วที่จะประกาศหาผู้ร่วมธุรกิจในรูปแบบการเปิดขายแฟรนไชนส์ พร้อมจัดแถลงข่าวชี้จุดแข็งและโอกาสทางการตลาด ไปเมื่อเร็วๆ นี้ (วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 63 เทอร์มินอล21)

คุณณัฐ วงศ์พานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG (Mr.Nath Vongphanich - President of CRG)

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าธุรกิจร้านอาหารในปี 2563 คาดว่า จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 3.85-3.89 แสนล้านบาท หรือหดตัวประมาณ 9.7-10.6% จากปี 2562 เนื่องจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่สั่งอาหารเดลิเวอรี่มารับประทานในบ้านหรือที่ทำงานม ากขึ้นแทนการนั่งรับประทานที่ร้านประกอบกับกำลังซื้อที่ลดลง อย่างไรก็ตามการแข่งขันที่สูงและต้นทุนธุรกิจที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปัจจัยท้าทายในธุรกิจ ส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัว ทำให้ธุรกิจร้านอาหารในปี 2563 มีความท้าทายสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดกลางและเล็ก ที่ต้องพยายามประคองตัวจากปัจจัยแวดล้อมทางธุรกิจที่เข้มข้นมากขึ้น

CRG ประกอบธุรกิจอาหาร แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ QSR & Western Cuisine, Thai & Chinese Cuisine, Japanese Cuisine และ Bakery & Beverage Cuisine ซึ่งอร่อยดีอยู่ในกลุ่ม Thai Cuisine และด้วยภาพรวมของตลาดเดลิเวอรี่และอาหารสตรีทฟู้ดที่เติบโตเพิ่มมากขึ้น การเปิด Cloud Kitchen และ การขายแฟรนไชส์ จึงเป็น Business Model ที่ตอบโจทย์ และสามารถสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ ด้วยการลงทุนที่ต่ำ ไม่ต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่ จึงสามารถสร้างผลกำไรเพิ่มขึ้น

คุณธนพล ธรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด หรือ CRG (Mr. Tanapoln Tunpasit - Head of Thai &Chinese Cuisine)

"อร่อยดี" แบรนด์ร้านอาหารไทยจานด่วน ในเครือ CRG เปิดตั้งแต่ปี 2562 ด้วยความมุ่งมั่นส่งมอบอาหารไทย รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ เราคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพ และเปิดในทำเลใกล้คุณ ปัจจุบันมีสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 20 สาขา

กลุ่มลูกค้าหลักของอร่อยดี กว่า 60% เป็นพนักงาน office และ ทำธุรกิจส่วนตัว อายุระหว่าง 25 – 45 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาทาน ชอบอาหารไทย รสชาติอร่อย ด้วยร้านอยู่ในทำเลที่ตั้งที่สะดวก จึงสามารถเป็นจุดแวะเติมความอิ่มในเวลารีบเร่งได้ โดยแบรนด์เล็งขยายเพิ่มฐานกลุ่มเป้าหมายให้กว้างขึ้น

สำหรับเป้าหมายการขยายและสาขา แบรนด์อร่อยดี และ แฟรนไชส์ แบ่งเป็น จำนวนสาขาของบริษัท และ จำนวนสาขาแฟรนไชส์ โดยพื้นที่ทำเลเป้าหมาย คือ Non Mall, Residential Area, Stand alone ปีแรก มีจำนวนสาขาของบริษัท 25 สาขา และจำนวนสาขาแฟรนไชส์ 1 สาขา รวม 26 สาขา หลังจากนี้ปีที่สองถึงห้า ตั้งเป้าหมายจำนวนสาขาของบริษัท ต้องมีปีละ 10 สาขา ส่วนจำนวนสาขา แฟรนไชส์ที่เปิดให้ผู้สนใจมาร่วมธุรกิจ ปีแรก 35 สาขา ปีที่สอง ปีที่สาม ปีที่สี่ จำนวน 45 สาขา และปีที่ห้า จำนวน 54 สาขา รวมทั้งหมดจะเปิดให้ได้ 300 สาขาทั่วประเทศ

ด้านจุดแข็งของการทำธุรกิจแบรนด์อร่อยดี คือ 1. เป็นแบรนด์ภายใต้ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด ที่ดำเนินกิจการด้านอาหารมา 42 ปี 2. ร้านอาหารจานด่วนที่ส่งมอบอาหารไทย รสชาติคุ้น อิ่มครบ จบทุกมื้อ ด้วยวัตดุดิบที่มีคุณภาพ ทำเลที่ตั้งสะดวก 3. เป็นศูนย์รวมความอร่อย ด้วยแบรนด์ที่หลากหลาย อาทิ เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ,โตกียว โบวล์ และ เจ๊เกียงหมูทอด ข้าวเหนียวนุ่ม เป็นต้น เป็นที่น่าสังเกตว่า สถานการณ์โควิด19 ที่ผ่านมา แบรนด์อร่อยดี กลับไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากยอดขายส่วนใหญ่ กว่า 70% มาจาก ช่องทาง Delivery รวมทั้งร้านอร่อยดีจำนวนกว่า 53% อยู่ใน Gas Station และ 16% อยู่ใน Grab kitchen & Cloud Kitchen

การบุกตลาดสตรีทฟู้ด ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า

Marketing Manual

CRG ปั้นแบรนด์อร่อยดีเพื่อบุกตลาดสตรีทฟู้ด ด้วยไอเดีย อาหารไทยจานเดียว รสชาติคุ้นเคย เมนูง่ายที่หลากหลาย ราคาเข้าถึงได้ อาทิ ข้าวผัดรถไฟ / ข้าวผัดกะเพรา / ผัดมาม่าใส่ไข่ เป็นต้น อีกทั้งส่งแบรนด์อร่อยดีเข้าแพลตฟอร์ม Delivery เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าปัจจุบันที่เน้นการสั่งอาหารทาง แพลตฟอร์ม Delivery มากกว่าการมารับประทานที่ร้าน

ทางเดียวกัน แบรนด์มองโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น จากการขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ของ อร่อยดี ซึ่งถูกออกแบบด้วยมาตรฐานการดูแลและระบบงานระดับสากล ผนวกกับประสบการณ์อันยาวนานในการบริหารและจัดการธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งแบรนด์ได้พิสูจน์ผลสำเร็จ จึงมั่นใจพร้อมส่งต่อความสำเร็จให้กับแฟรนไชซีส์ให้ร่วมเติบโตไปด้วยกัน

นอกจากนี้ผู้บริหารทั้งสองท่าน ยังได้ตอบคำถามให้กับผู้ที่สนใจจะเปิดร้านอาหาร และร่วมธุรกิจกับทาง CRG

วิเคราะห์และมองการเติบโต ของตลาดแฟรนไชส์ว่าเป็นอย่างไร?

ในภาวะของความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจปัจจุบัน การมีแหล่งรายได้เดียวคือความเสี่ยง และการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ยิ่งมีความเสี่ยง ระบบแฟรนไชส์ตอบโจทย์เรื่องธุรกิจที่ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าดำเนินงานมาก่อน มีแผนการป้องกันความเสี่ยง และมีเจ้าของแบรนด์คอยดูแลมาตรฐานและส่งเสริมการขาย ในช่วงนี้มีผู้สนใจลงทุนในธุรกิจระบบแฟรนไชส์มากขึ้น เพราะสามารถดำเนินการได้เลย เพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ ประกอบกับมีสินเชื่อแฟรนไชส์จากสถาบันการเงินให้การสนับสนุน

กลุ่มเป้าหมาย (คุณสมบัติผู้ร่วมธุรกิจ)?

รัก และเข้าใจ เอกลักษณ์ของ “อร่อยดี” , จดทะเบียนนิติบุคคล เจ้าของกิจการ หรือผู้บริหาร อายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี, มีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจอย่างน้อย 2 ปี หรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับ F&B จะได้รับพิจารณาพิเศษ, มีทำเลเป้าหมาย และอาศัยอยู่ในทำเลนั้น , มีทัศนคติดี มนุษย์สัมพันธ์ดี และรักการบริการ , เงินทุนทุนเพียงพอในการดำเนินงาน (เงินทุนประมาณ 2 - 3 ล้านบาท), มุ่งมั่นทุ่มเทพร้อมทำงานตามระบบงาน และมาตรฐานของ CRG

ข้อได้เปรียบแบรนด์อร่อยดี (ทำไมต้องซื้อแฟรนไชส์)

มีระบบจัดการโดยมืออาชีพจากแบรนด์ดังๆของ CRG ซึ่งแฟรนไชซีส์จะได้รับการดูแล และสนับสนุนธุรกิจอย่างใกล้ชิด ด้วยมาตรฐานระดับโลก, มีทีมวิจัยและพัฒนาเมนูอาหาร ระบบการขนส่ง และการสนับสนุนจากกลุ่มธุรกิจในเครือเซ็นทรัล ช่วยแฟรนไชซีส์สามารถแข่งขันกับแบรนด์อื่นได้, มีแผน กลยุทธ์การตลาด ส่งเสริมการขาย กระตุ้นยอดขาย และมีการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง, รูปแบบธุรกิจเริ่มต้นง่ายพร้อมดำเนินธุรกิจ

ขอบเขต ทำเล หลักการ ขายแฟรนไชส์

ขอบเขตกรุงเทพ และ ปริมณฑล เน้น เขตหลัก อยู่ในแหล่งชุมชน อาทิ โรงเรียน หมู่บ้าน


ความคาดหวัง ถึงสิ้นปีนี้

ขายแฟรนไชส์ได้ 1 สาขา บนทำเล และตามขอบเขตที่กำหนด


ความคาดหวัง 5 ปี

อร่อยดี 300 สาขา แบ่งเป็น CRG 75 สาขา แฟรนไชส์ 225 สาขา ในกรุงเทพ และ ปริมณฑล


*** สำหรับผู้สนใจร่วมเป็นครอบครัวกับ CRG แบรนด์ “อร่อยดี” (Aroi Dee) จะเปิดขายแฟรนไชส์ วันที่ 14 ตุลาคม 2563 ที่งาน TFBO ไบเทค บางนา



เนสกาแฟ ปักหมุดแบรนด์กาแฟที่ยั่งยืน

posted Sep 28, 2020, 12:35 AM by Maturos Lophong


เนสกาแฟ ปักหมุดแบรนด์กาแฟที่ยั่งยืน ประกาศเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ยกพอร์ตฯ ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 ฉลองวันกาแฟสากล 


เปิดตัวแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ 2020 “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน”


นายวิคเตอร์ เซียห์ (ซ้าย) ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า นายโจโจ้ เดลา ครูซ (ขวา) ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟและครีมเทียม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) พร้อมนางสาวนาริฐา วิบูลยเสข (กลาง) ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ประกาศพันธกิจด้านความยั่งยืน เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 โดยนำร่องเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์กลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู ให้เป็นซอง Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกันที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ครั้งแรกของโลก ต่อยอดจากเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิม และเนสกาแฟกระป๋องพร้อมดื่มยังเป็นแบรนด์แรก ๆ ในตลาดที่สามารถเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลได้ 100% ทั้งหมดในเดือนตุลาคมนี้ ตอกย้ำการเป็นผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืน ขานรับพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลกในการสร้างสรรค์อนาคตปลอดขยะ เดินหน้าฉลองวันกาแฟสากลยิ่งใหญ่กว่าทุกปี โดยร่วมกันเปิดตัวแคมเปญใหม่ล่าสุด “เนสกาแฟ เดย์ 2020” ภายใต้แนวคิด “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน” โดยนำซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู มาอัพไซคลิ่ง เป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างไม้เทียม (Wood Plastic Composite- WPC) สำหรับทำเป็นโต๊ะอาหารเพื่อมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 100 โรงเรียน พร้อมกับนำไปใช้ตกแต่งเนสกาแฟฮับ 7 สาขา และใช้ตกแต่งในเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ นอกจากนี้ ยังมีการประกวดผลงานการสร้างสรรค์ไอเท็มใหม่ โดยร่วมมือกับวิทยาลัยสารพัดช่างระยอง นำกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วมาสร้าง Prototype หุ่นยนต์สั่งการด้วยเสียงที่สามารถแจกตัวอย่างเครื่องดื่มได้ โดยใช้งบประมาณในแคมเปญนี้ 200 ล้านบาท
กรุงเทพฯ – 28 กันยายน 2563: เนสกาแฟ แบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งที่ครองใจคนไทย ประกาศพันธกิจด้านความยั่งยืน ลุยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 ตอกย้ำการเป็นผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์แห่งความยั่งยืน ขานรับพันธกิจเนสท์เล่ระดับโลกในการสร้างสรรค์อนาคตปลอดขยะ เดินหน้าฉลองวันกาแฟสากลยิ่งใหญ่กว่าทุกปี ด้วยการส่งแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ 2020 ภายใต้คอนเซ็ปท์ “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน” โชว์เคสผลงานอัพไซเคิลสุดเจ๋ง ชุบชีวิตซองเนสกาแฟเบลนด์ แอนด์ บรูให้เป็นหลากไอเท็ม อาทิ โต๊ะอาหาร และ เฟอร์นิเจอร์สุดอีโคที่เนสกาแฟฮับ และเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ โดยใช้งบประมาณในแคมเปญนี้ 200 ล้านบาท 

เปิดกลยุทธ์พิชิตความยั่งยืนฉบับเนสกาแฟ

แคมเปญเนสกาแฟ เดย์ ในปีนี้เป็นการต่อยอดจากอินไซต์ของวิถีใหม่ของผู้บริโภคที่ไม่เพียงใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ยังใส่ใจโลก เพราะจากผลการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคของกันตาร์ (Kantar) พบว่า ขยะพลาสติกเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมอันดับหนึ่งในประเทศไทย โดยคนไทยกว่า 63% ระบุว่า ขยะพลาสติกเป็น 1 ใน 5 อันดับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่น่ากังวล สอดคล้องกับข้อมูลของกรมมลพิษเมื่อปี 2562 พบว่า คนไทยสร้างขยะพลาสติกมากถึง 1.14 กิโลกรัม ต่อคนต่อวัน รวมทั้งมีขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นในประเทศไทยประมาณ 27.04 ล้านตันต่อปี


นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจด้านความยั่งยืนของเนสท์เล่ระดับโลกที่มีเป้าหมายเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ทั้งหมดให้รีไซเคิลได้หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ 100% ภายในปี 2568 และสอดคล้องกับแผนการจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561-2573 ของภาครัฐอีกด้วย โดยเนสกาแฟมี 2 กลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ได้แก่ การนำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์สีเขียวออกสู่ตลาดเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคสายรักษ์โลกอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างอนาคตที่ปลอดขยะ ด้วยการนำบรรจุภัณฑ์ที่ใช้แล้วมาอัพไซเคิลเป็นไอเท็มต่าง ๆ 


นางสาวนาริฐา วิบูลยเสข ผู้จัดการธุรกิจกาแฟปรุงสำเร็จ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด กล่าวว่า เนสกาแฟเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งในประเทศไทย ในแต่ละนาทีมีคนไทยดื่มเนสกาแฟมากถึง 20,000 แก้ว หรือ คิดเป็น 300 แก้วต่อวินาที เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืนเป็นอันดับแรก จึงได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อโลกสีเขียวอย่างไม่หยุดยั้ง และมีเป้าหมายจะเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ให้นำไปรีไซเคิลได้ 100% ภายในปี 2565 โดยนำร่องจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู และกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟพร้อมดื่ม ก่อนจะขยายไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น ๆ

“เมื่อปีที่แล้ว เราได้ริเริ่มเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ภายนอกของเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิมมาเป็นบรรจุภัณฑ์กระดาษเป็นครั้งแรกของเนสกาแฟทั่วโลก เพื่อทดแทนการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเอาใจคอกาแฟรักษ์โลก มาถึงปีนี้ โจทย์ใหญ่ของเนสกาแฟ คือ การออกแบบซองเนสกาแฟให้นำไปรีไซเคิลได้ เพราะซองกาแฟปกติจะใช้วัสดุหลายชนิด เพื่อเก็บรักษาคุณภาพของกาแฟที่ดีไว้ ทำให้รีไซเคิลได้ยาก”

จากโจทย์ดังกล่าว ทีมพัฒนาบรรจุภัณฑ์ของเนสท์เล่ ประเทศไทย จึงได้ริเริ่มพัฒนาบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกขึ้น โดยจับมือกับบริษัทผู้ผลิตฟิล์มลามิเนตชั้นนำ ร่วมกับทีมวิจัยและทีมวิศกรจากสวิสเซอร์แลนด์และสิงคโปร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ต้นแบบออกมากว่า 20 ต้นแบบ ใช้เวลาคิดค้นกว่า 2 ปี จึงประสบความสำเร็จในการพัฒนาซองเนสกาแฟ โพรเทค โพรสลิมให้เป็นนวัตกรรมแบบ Mono Structure ที่ผลิตจากพลาสติกตระกูลเดียวกัน มาพร้อมคุณสมบัติในการกักเก็บรสชาติ กลิ่น และความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่บรรจุอยู่ในซองจนถึงมือผู้บริโภคและสามารถนำไปรีไซเคิลได้เป็นครั้งแรกของโลก เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา


“จากความสำเร็จครั้งนี้ เนสกาแฟได้นำนวัตกรรมดังกล่าวขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูทั้งหมด ภายในไตรมาส 1 ปี 2564 โดยตอนนี้ได้เริ่มทยอยเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู สูตรน้ำตาลน้อยลง 25% และสูตรไม่มีน้ำตาลทรายแล้ว นับว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยที่ได้ริเริ่มนวัตกรรมนี้เป็นประเทศแรกในโลก และจะนำไปเผยแพร่และทดลองในเนสท์เล่ประเทศอื่น ๆ ต่อไป” 


สำหรับในกลุ่มธุรกิจกาแฟอื่น ๆ นางสาวนาริฐา เสริมว่า “มีการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อโลกเช่นกัน อาทิ กลุ่มกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม เนสกาแฟถือเป็นแบรนด์แรก ๆ ในตลาดที่สามารถเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมที่นำไปรีไซเคิลได้ 100% ทั้งหมดในเดือนตุลาคมนี้ หลังจากทยอยเปลี่ยนมาใช้กระป๋องอะลูมิเนียมใน 2 รสชาติ คือ ลาเต้ และ แบล็คไอซ์ตั้งแต่เมื่อปีที่ผ่านมา และล่าสุดคือ เอสเปรสโซ โรสต์”



เชื่อมทุกความผูกพันด้วยกาแฟรักษ์โลก

สำหรับกลยุทธ์ถัดมา นางสาวนาริฐา กล่าวว่า “เนสกาแฟมีโรดแม็ปในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบรรจุภัณฑ์เนสกาแฟที่ใช้แล้วด้วยการนำไปอัพไซเคิล เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากพลาสติกสูงสุด ดังนั้นแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ จึงขอเชิญชวนคอกาแฟทั่วประเทศมาเชื่อมทุกความผูกพันภายใต้ธีม “เชื่อมทุกความผูกพัน ชงเพื่อความยั่งยืน”


เริ่มจากการนำซองผลิตภัณฑ์เนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรูที่คอกาแฟส่งมาร่วมชิงโชคกับเนสกาแฟทุกปี ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 100 ล้านซองมาเพิ่มมูลค่าด้วยการอัพไซคลิ่งเป็นวัสดุรักษ์โลกอย่างไม้เทียม (Wood Plastic Composite- WPC) สำหรับทำเป็นโต๊ะอาหารเพื่อมอบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ 100 โรงเรียน พร้อมกับนำไปใช้ตกแต่งเนสกาแฟฮับ


ใน 2 สาขาใหม่ คือ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสเพลินจิต และหมอชิต ก่อนจะทยอยเปลี่ยนใน 5 สาขาเดิม ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสชิดลม อารีย์ อนุสาวรีย์ชัย ศาลาแดง และช่องนนทรี นอกจากนี้ จะนำวัสดุอัพไซคลิ่งจากซองเนสกาแฟ เบลนด์ แอนด์ บรู มาตกแต่งในเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ อีกด้วย ซึ่งจะเป็นต้นแบบของร้านเนสกาแฟ สตรีท คาเฟ่ต่อไปในอนาคต 


เรามีกิจกรรมดี ๆ เพื่อต่อยอดบรรจุภัณฑ์รักษ์โลก ด้วยการประกวดผลงานการสร้างสรรค์ไอเท็มใหม่ โดยเราได้ร่วมมือกับอาจารย์วิทยาลัยสารพัดช่าง ระยอง นำกระป๋องอะลูมิเนียมใช้แล้วมาสร้าง Prototype หุ่นยนต์สั่งการด้วยเสียงที่สามารถแจกตัวอย่างเครื่องดื่มได้ เพื่อให้เห็นว่า ขยะสามารถนำไปใช้ต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวมได้ ซึ่งจะเริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป เราหวังว่า การประกาศพันธกิจสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้จะเป็นสร้างแรงบันดาลใจให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้บรรจุภัณฑ์สีเขียวกันมากขึ้น และสร้างสรรค์สังคมไทยให้ปลอดขยะในอนาคต”


นอกจากนี้ นางสาวนาริฐา ยังทิ้งท้ายถึงอีกหนึ่งความพิเศษของแคมเปญเนสกาแฟ เดย์ในปีนี้ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ Red Pillar 2020 ซึ่งยังคงแกนหลักของไอเดียที่ต้องการเชื่อมทุกความผูกพัน พร้อมส่งต่อสมการความผูกพันครั้งใหม่ ด้วยธีม “สมการความผูกพันที่ไม่สิ้นสุด” ตอกย้ำความเป็นแบรนด์กาแฟอันดับหนึ่งในใจคนไทยมากว่า 47 ปี พร้อมไฮไลท์ที่เชื่อว่าต้องถูกใจคอกาแฟ ด้วยการนำ 8 แบรนด์แอมบาสเดอร์เนสกาแฟที่ล้วนเป็นนักแสดงแถวหน้าของไทยมาร่วมแสดงในเว็บฟิล์มตัวใหม่ ซึ่งจะออนแอร์ครั้งแรกทางเฟซบุ๊กและยูทูบเนสกาแฟในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

ซีพีแรม โชว์ศักยภาพผู้นำอาหารปลอดภัย ภายใต้แนวคิด “ร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน”

posted Sep 22, 2020, 11:21 PM by Maturos Lophong


ซีพีแรม โชว์ศักยภาพผู้นำอาหารปลอดภัย

 ภายใต้แนวคิด “ร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน” 

ในงาน Thaifex-Anuga Asia 2020

นายวิเศษ วิศิษฏ์วิญญู กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีแรม จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทานและผู้นำด้าน FOOD PROVIDER มาตรฐานโลก ให้เกียรติเข้าร่วมงาน และเยี่ยมชมบูธซีพีแรม ในงาน THAIFEX-Anuga Asia 2020 ณ บูธซีพีแรม(K-01) อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 ศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “ร่วมส่งมอบความเป็นอยู่ที่ดีให้ทุกคน” 





ทั้งนี้ ภายในบูธซีพีแรม ในปีนี้ ยังสร้างปรากฎการณ์ใหม่ในการแสดงสินค้า ตอบรับวิถี New Normal จากสถานการณ์ COVID-19 คำนึงถึงความสะอาด ปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานเป็นหลัก นอกจากนั้นประกอบด้วยการแสดงศักยภาพด้านนวัตกรรมอาหาร การจัดแสดงผลงานวิจัยด้านอาหาร โดยศูนย์วิจัยและบริการทดสอบ บริษัท ซีพี ฟู้ดแล็บ จำกัด ซึ่งมีเป้าหมายในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหาร โดยงานวิจัยของ “ซีพี ฟู้ดแล็บ” จะเน้นการรับปัญหา และความท้าทายจากบริษัท ซีพีแรม จำกัด มาสร้างโจทย์ต่อเพื่อทำงานวิจัยพื้นฐาน ประยุกต์ และส่งต่อให้ทีมพัฒนาสินค้าใหม่ (New Product Development ; NPD) รวมถึงการวิจัยเชิงลึกต่าง ๆ


นอกจากนี้ CPRAM ยังมุ่งเน้นการ “ยกระดับความดีคู่ความเก่ง” สู่ผู้บริโภคและสังคมที่ยั่งยืน ด้วยหลักการที่เรียกว่า “3S”โดยหลักการ “3S” เป็นแนวทางที่ต้องทำร่วมกันตลอดทั้ง "ห่วงโซ่อุปทาน" หรือ "Supply Chain Management" โดยประกอบด้วยFOOD SAFETY คือ ความปลอดภัยของอาหารFOOD SECURITY คือ ความมั่นคงของอาหารFOOD SUSTAINABILITY คือ ความยั่งยืนของอาหาร



พร้อมกับการส่งเสริมอีกหนึ่งโครงการสำคัญอย่าง โครงการเกษตรคู่ชีวิต เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ และให้คำแนะนำในการเพาะปลูกกะเพรา การส่งเสริมการรับรองระบบมาตรฐาน GAP เพื่อให้เกษตรกร มีความรู้ ความเข้าใจ ในการทำการเกษตรที่ดีและเหมาะสม ตลอดจนมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในชุมชนให้ดียิ่งขึ้น และเพื่อเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพที่มีความมั่นคง และยั่งยืนให้แก่เกษตรกรในชุมชน รวมถึงการบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ ในการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรเองเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด

อีกทั้งการนำเสนอรูปธรรมในการสร้างคุณค่าให้สังคมตามแนวทาง 3S กับ "โครงการ เกษตรกรคู่ชีวิต" ที่สอดคล้องตามปณิธานการขับเคลื่อนองค์กรเคียงข้างสังคมอย่างเกื้อกูล รวมถึงการจัดแสดงผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานในบรรจุภัณฑ์ปิดผนึกปลอดภัยในยุค COVID-19 ในกลุ่มบริษัท ซีพีแรม จำกัด อาทิ แบรนด์เจด ดราก้อน, แบรนด์เลอแปง, แบรนด์เดลี่ไทย, แบรนด์เดลิกาเซีย, แบรนด์ซีพีแรม แคทเทอริ่ง เป็นต้น

1-10 of 202