Marketing




นันยาง เร่งผลิตรองเท้าผ้าใบรับเปิดเทอม

posted May 8, 2022, 10:12 PM by Maturos Lophong



นันยาง เร่งผลิตรองเท้าผ้าใบรับเปิดเทอมชี้ พ.ค. นี้
กำลังซื้ออาจเพิ่มทะลุ 2 เท่า หลังต้องเรียนออนไลน์หนีโควิดนาน 2 ปีเต็ม
นันยางผู้นำตลาดรองเท้าผ้าใบเดินหน้าอัดกำลังการผลิต พร้อมเร่งกระจายสินค้าสู่มือผู้บริโภค ทั่วประเทศรับการประกาศเปิดประเทศและเปิดเรียนอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมนี้

ดร. จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ของนันยางในการเตรียมความพร้อมรับมือการเปิดเรียนที่โรงเรียนเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปีว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้นักเรียนส่วนใหญ่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนเป็นออนไลน์ 100% นานถึง 2 ปีเต็ม แต่ในปี 2565 เมื่อสถานการณ์และความรุนแรงของโรคลดลง ส่งผลให้ภาครัฐเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมและประกาศเปิดประเทศอีกครั้งตั้งแต่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของภาคการศึกษานั้นกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการ ก็ได้วางมาตรการเตรียมความพร้อมสำหรับเปิดเรียนเต็มรูปแบบภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2565 ในวันที่ 17 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากปัจจุบันมียอดผู้ติดเชื้อลดลงและกำลังพิจารณาให้เป็นโรคประจำถิ่น ซึ่งเชื่อมั่นว่าการใช้ชีวิตของนักเรียนไทยจะกลับไปเรียนที่โรงเรียนตามเดิมและอยู่ร่วมกับโควิดในวิถีใหม่

“การประกาศให้มีการเรียนการสอนที่โรงเรียนตามปกติ ทำให้ผู้ปกครองต้องเตรียมความพร้อมของบุตรหลานในด้านต่างๆ รวมถึงชุดนักเรียน รองเท้านักเรียน และอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ รวมถึงการฉีดวัคซีนด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากเด็กมีการเติบโตขึ้นตามวัย ขนาดเท้าใหญ่ขึ้น ดังนั้นรองเท้าที่เคยใส่ไปโรงเรียนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็อาจจะไม่สามารถนำมาใส่ได้อีก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กหรือนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ที่มีพัฒนาการร่างกายรวดเร็ว โดยปกติเด็กจะเปลี่ยนขนาดรองเท้าใหญ่ขึ้น อย่างต่ำปีละ 1 เบอร์” ดร.จักรพล กล่าวถึงสถานการณ์การจับจ่ายของผู้ปกครองรับเปิดเทอม

ด้านภาพรวมตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนในปี 2565 นั้น ดร.จักรพล ได้แสดงความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า นันยางมั่นใจว่าตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนโดยรวมจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ที่ผ่านมาตัวเลขมูลค่าตลาดรวมของรองเท้านักเรียนก่อนวิกฤติโควิด-19 อยู่ที่ 5,000 ล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะตลาดรองเท้าผ้าใบนักเรียนจะพบว่า นันยางครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ประมาณ 43% ในปัจจุบัน และเชื่อมั่นว่าน่าจะขยายส่วนแบ่งได้เพิ่มขึ้นในปี 2565 เพราะช่วง 2 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เล่นในตลาดลดน้อยลงจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยบริษัทฯ ได้วางกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อรองรับกำลังซื้อหลังการเปิดประเทศไว้ในระยะยาว และพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนได้ทุกช่วงเวลาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงได้ในทุกวัน

ด้านนายชัยพัชร์ ซอโสตถิกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันรองเท้าผ้าใบของนันยางผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า 2 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน ประกอบด้วย กลุ่มเด็กนักเรียนที่กำลังซื้อมักจะเกิดขึ้นในช่วงเปิดภาคเรียน และกลุ่มประชาชนทั่วไปที่ชื่นชอบในตัวสินค้า ซื้อสินค้าใช้งานตลอดทั้งปีต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในทุกสายงานทุกอาชีพ ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประเทศหลังวิกฤติโควิด-19 ก็น่าจะส่งผลทำให้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมดีขึ้น โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนได้ตามปกติ ผู้ประกอบการร้านค้า อุตสาหกรรมต่างๆ กลับมาดำเนินธุรกิจได้ ใกล้เคียงเดิม ย่อมส่งผลให้ความต้องการรองเท้าผ้าใบในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอน จึงจำเป็นที่ฝ่ายผลิตจะต้องวางแผนเพื่อรับมือกับความต้องการที่อาจสูงขึ้นแบบกระทันหัน โดยนันยางได้วางแผนผลิตสินค้าเก็บสต็อกไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ที่ผ่านมา เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2 ของปี 2565 เป็นต้นไป ซึ่งนันยางได้คาดการณ์สถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้วตั้งแต่ปลายปี 2564” นายชัยพัชร์อธิบายถึงการเตรียมความพร้อมด้านการผลิตของนันยาง

ปัจจุบัน นันยางมีกลุ่มผลิตภัณฑ์รองเท้าผ้าใบคุณภาพครอบคลุมทุกกลุ่มวัย โดยรองเท้าผ้าใบนักเรียนรุ่นยอดนิยม ประกอบด้วย นันยาง รุ่น 205-S ที่ครองความนิยมมากว่า 60 ปี, นันยาง แฮฟ ฟัน (Nanyang Have Fun) แบบไม่ต้องผูกเชือก เสริมความปลอดภัยสำหรับเด็กประถม ลดการสัมผัสเชื้อโรคถึง 10 เท่า ตามมาด้วย นันยาง ซาฟารี (Nanyang ZAFARI) ที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย และ นันยาง ซุปเปอร์ สตาร์ (Nanyang Super Star) รองเท้าผ้าใบราคาประหยัดที่นำมาจัดโปรพิเศษเพียง 199 บาท ที่นันยางตั้งใจพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยคนปกครองในยุคค่าครองชีพพุ่ง

ทั้งนี้ การวางแผนเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่ของนันยางในปี 2565 จำเป็นต้องพิจารณาถึงความต้องการสินค้าหรือความจำเป็นในการใช้สินค้าและประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับควบคู่กันไป เพราะแน่นอนว่าในสภาวะเศรฐกิจที่ยังไม่มั่นคง การประหยัด การควบคุมค่าใช้จ่าย ถือเป็นมาตราฐานการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ในยุคโควิด-19 แต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือผู้บริโภคยังคงมองหาสินค้าคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล แต่อาจเพิ่มเติมเรื่องความทันสมัยเข้าไปด้วย จึงทำให้นันยางมองจุดเติมเต็มในสินค้าเดิมที่ลูกค้าเคยใช้แล้วชอบและซื้อซ้ำ มาเป็นจุดต่อยอดในการออกสินค้าใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงทางการตลาด ดังนั้นในปี 2565 นันยางจึงได้นำกระแสรองเท้าผ้าใบหัวผ้าสีขาวที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงจากเด็กผู้หญิงในอดีต กลับมาปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัยยิ่งขึ้นและเหมาะสมกับทุกเพศทุกวัยอีกครั้ง โดยจัดวางรองเท้าผ้าใบสีขาว เพิ่มเข้าไปในกลุ่มรองเท้าผ้าใบรุ่น ZAFARI ที่ปัจจุบันมีวางขายแค่ 2 สีคือ ดำ กับ น้ำตาล การเพิ่มสีขาวเข้ามาในตลาดสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ารุ่นใหม่ที่ต้องการใส่รองเท้าแบบเรียบง่าย สไตล์ธรรมดา สวมใส่สบายได้ทุกวัน ใส่รองเท้าเข้าได้กับการแต่งกายในทุกเทศกาล และทุกกิจกรรมที่ต้องการ แถมราคาไม่แพง

หากพิจารณาถึงความท้าทายของตลาดรองเท้านักเรียนในไทย ดร.จักรพล กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ความท้าทายที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคืออัตราการลดลงของเด็กเกิดใหม่ ถือเป็นปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่นันยางเชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวจะไม่ส่งผลรุนแรงนัก เพราะตลาดรองเท้าผ้าใบยังคงมีขนาดที่ใหญ่ ทั้งยังมีพื้นที่ให้ขยายตลาดเพิ่มได้ในทุกมิติ ซึ่งทางออกของรองเท้าผ้าใบยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้ขายได้กับกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เช่น นักศึกษา คนทำงาน นักกีฬา หรือคนทั่วไปที่ชื่นชอบในแบรนด์สินค้านันยาง รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อสร้างกระแสทางการตลาดให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ก็ช่วยทำให้เกิดการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างยิ่งขึ้นที่สำคัญนันยางจะสร้างมาตรฐานให้แก่รองเท้าผ้าใบทุกคู่ ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิตอย่างดีมีกรรมวิธีผลิตเฉพาะ เพื่อให้ได้สินค้าที่ดี ทนทานในการใช้งาน และสวมใส่สบาย ดังนั้นความพึงพอใจของผู้บริโภคที่ได้รับจากการใช้สินค้าที่มีคุณภาพ จึงถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด ที่ธุรกิจจะต้องยึดมั่นเพื่อให้ก้าวต่อไปได้ และสิ่งนี้คือจุดแข็งของนันยางที่ยึดถือมาตลอด 69 ปี ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน”

Jockey For Her เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022

posted May 3, 2022, 1:33 AM by Maturos Lophong   [ updated May 3, 2022, 1:39 AM ]






Jockey For Her เปิดตัวคอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022

ตอกย้ำเทรนด์โลกด้วยบราไร้โครงหลากสไตล์ สวมใส่สบายแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ตอบโจทย์เทรนด์ของผู้หญิงในยุคปัจจุบัน ที่หันมาให้ความสำคัญกับการเลือกบราที่สวมใส่สบาย สามารถใช้ได้หลายโอกาสมากขึ้น ล่าสุด Jockey (จ๊อกกี้) แบรนด์สัญชาติอเมริกามีประวัติยาวนานมากว่า 146 ปี เปิดตัวชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงใหม่ล่าสุด Jockey For Her (จ๊อกกี้ ฟอร์ เฮอร์) คอลเลกชั่น “สปริง/ซัมเมอร์ 2022” ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Infinite Comfort” (อินฟินิต คอมฟอร์ต) ที่มอบความสบายแบบไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยบราไร้โครงหลากสไตล์ พร้อมคุณสมบัติไม่กดรัด ไม่อึดอัด กระชับทรงสวย และซัพพอร์ตได้ดี มาพร้อมกับเคล็ดลับที่ไม่ลับให้กับสาวๆ ในการเลือกชุดชั้นในที่จะทำให้คุณมั่นใจตลอดวัน จาก คุณพั้นช์-ภัคญดา ชุติดนัยกุล และ เซเลบริตี้สาวสวยรุ่นใหม่อย่าง คุณออม-ปภาพินท์ วีระภุชงค์



Jockey (จ๊อกกี้) แบรนด์สัญชาติอเมริกาเป็นที่รู้จักในฐานะแบรนด์กางเกงชั้นในชายอันดับ 1 ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีชุดชั้นในและชุดออกกำลังกายสำหรับผู้หญิง ที่ให้ความสำคัญกับความสบายในการสวมใส่เป็นหลัก ผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงทั้งหมดจึงเป็นบราไร้โครง ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์การสวมใส่บราของผู้หญิงที่เปลี่ยนไป จากเมื่อก่อนนิยมเลือกบราที่ช่วยดันทรงให้หน้าอกสวยชิด ปัจจุบันสาว ๆ หันมาให้ความสำคัญกับชุดชั้นในที่สวมใส่สบายแต่ยังเก็บทรงสวย โดยเฉพาะช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้อง Work From Home และมองหาชุดชั้นในที่สวมใส่สบายมากขึ้น ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเทรนด์ชุดชั้นในทั่วโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป

สำหรับ จ๊อกกี้ ฟอร์ เฮอร์ คอลเลกชั่นสปริง/ซัมเมอร์ 2022 ประกอบด้วยกางเกงชั้นในและบราไร้โครง 5 รุ่น ได้แก่ รุ่น 360° Fit Soft Cup ราคา 1,190 บาท เป็นรุ่นที่โดดเด่นที่สุดในคอลเลกชั่น ถูกพัฒนาจาก 360° Fit รุ่นแรกให้สวมใส่สบายมากขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ The No-Bra Bras ให้ความรู้สึกสบายเหมือนไม่ได้ใส่บรา มาพร้อมเนื้อผ้าที่ผ่านการคิดค้นขึ้นเป็นพิเศษให้มีเนื้อเนียนละเอียด สัมผัสนุ่มสบาย อ่อนโยนต่อผิว มอบความสบายขั้นสุดด้วยการตัดเย็บแบบไร้ตะเข็บ แต่มีตะขอที่ช่วยให้สวมใส่ชุดชั้นในไร้โครงสะดวกมากขึ้น สายบรายืดหยุ่นรับกับรูปร่าง ทำให้ไม่อึดอัดไม่กดทับบริเวณบ่า ดีไซน์หน้ายู หลังยู รับกับทรวงอก เก็บกระชับทุกสัดส่วน นอกจากนี้ยังประกอบด้วยฟองน้ำยางพารา ที่มีคุณสมบัติยืดหยุ่นคืนรูปได้ดี พับเก็บได้ไม่เสียทรง เหมาะทุกการเดินทาง




ถัดมาเป็นรุ่น The Cloud ราคา 1,090 บาท ให้สัมนุ่มนวล เบาสบายดั่งปุยเมฆ ด้วยเนื้อผ้า Circular Knitted ผ้าทอเนื้อละเอียดเนียนนุ่มที่มีส่วนผสมของเส้นใยสเป็นเด็กซ์มากถึง 40% จึงทำเนื้อผ้ามีความยืดหยุ่น โอบกระชับรับทรวงอก ไม่ง้อโครง สายบ่าปรับได้ตามรูปร่าง เก็บกระชับทุกสัดส่วน มาพร้อมดีไซน์แบบเต็มตัว สามารถใส่เป็น Everyday Look แมตช์กับเสื้อตัวนอกได้อย่างลงตัว ตามด้วยรุ่น Feather ราคา 990 บาท โฮมบราที่มอบความสบายและระบายอากาศได้ดีขั้นสุด ทำจากผ้าคอตตอน รูปทรงแบบเต็มตัวช่วยเก็บเนื้อด้านข้าง และสามารถใส่เป็นเสื้อ ครอปในชีวิตประจำวันได้ ตอบรับเทรนด์การสวมใส่เสื้อผ้าของสาว ๆ รุ่นใหม่

นอกจากนี้ยังมีรุ่น Cut Out ราคา 1,090 บาท ที่ช่วยเพิ่มความสนุกในการสวมใส่บรา ด้วยดีเทลผ้าตาข่ายที่ดูแฟชั่นมากขึ้น แต่ยังสวมใส่สบาย ไม่ระคายผิว เพราะตัดเย็บจากเนื้อผ้าไมโครไฟเบอร์ที่สาว ๆ หลายคนชอบ ดูแลรักษาง่าย เปื้อนยาก และสีสันสดใสยาวนาน ไม่ซีดเร็ว มาพร้อมฟองน้ำแบบชิ้นเดียว ทำให้ไม่เคลื่อนหลุดเมื่อสวมใส่ และฟังก์ชั่นปรับสายบ่าให้ไขว้กันได้ เพื่อเพิ่มความกระชับมากยิ่งขึ้น ปิดท้ายที่รุ่น Iconic II ราคา 1,090 บาท ที่มีฟังก์ชั่นคล้ายกับรุ่น Cut Out ตรงที่เป็นฟองน้ำแบบชิ้นเดียว และปรับสายบ่าให้ไขว้กันได้ แต่แตกต่างกันที่เป็นบราไร้โครงผ้าไนลอน ยืดหยุ่นสูง ระบายการได้้ดี และมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์แบบจ๊อกกี้




ด้านเซเลบริตี้สาวสวยรุ่นใหม่อย่าง คุณออม - ปภาพินท์ วีระภุชงค์ เผยว่า ชุดชั้นในเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงทุกคน เนื่องจากผู้หญิงเป็นเพศที่มีทรวดทรง และการเลือกชุดชั้นในที่เหมาะสมกับรูปร่าง ยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจยามสวมใส่เสื้อผ้าให้ดูดีทั้งภายในและภายนอก ด้วยความที่ตัวเองชื่นชอบการออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงมักเลือกบราแบบไร้โครงที่สวมใส่สบาย และสามารถใส่ไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อได้เลย ซึ่งปัจจุบันมีบราไร้โครงให้เลือกหลากหลายแบบมากขึ้นตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน แต่ส่วนตัวมักเลือกแบรนด์ที่มีความน่าเชื่อถือ เนื้อผ้านุ่มสบาย ใส่แล้วไม่แพ้ และสามารถพับเก็บได้ เนื่องจากเป็นคนชอบเดินทางบ่อย ๆ

อีกหนึ่งคนดังที่มาร่วมแบ่งปันเคล็ดลับการเลือกชุดชั้นใน คุณพั้นช์ - ภัคญดา ชุติดนัยกุล กล่าวว่า ส่วนตัวชอบบราที่นอกจากสวมใส่สบายแล้ว ต้องช่วยกระชับสัดส่วน โดยจะมีบราหลัก ๆ 2 แบบคือบราที่เน้นความสบายยามสวมใส่อย่างสปอร์ตบรา และบราแบบไร้สายเนื่องจากตัวเองชอบใส่เสื้อปาดไหล่ สำหรับเคล็ดลับการเลือกซื้อบราอย่างแรกแน่นอนว่าต้องสวมใส่สบาย และพยายามไปลองและเลือกซื้อชุดชั้นในที่ร้านด้วยตัวเอง เพื่อให้ได้ชุดชั้นในที่พอดีกับรูปร่าง ต่างจากบางคนที่ชอบเลือกชุดชั้นในให้มีความหลวมนิดนึงเพื่อความสบายตัว ซึ่งตอนนี้มีบราแบบไร้โครงที่สวมใส่สบาย พับเก็บง่าย และดีไซน์สวย ให้เลือกสวมใส่มากมาย จนบางครั้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกาย สามารถใส่บราตัวเดียวกับเสื้อคลุมหรือเสื้อแจ็คเก็ตออกไปข้างนอกได้เลย

#JockeyforHer #JockeyThailand #InfiniteComfort

เซ็นทรัล รีเทล ปลื้ม ดัน ซีอาร์ซี ไทวัสดุ เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 1 วงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง

posted Apr 28, 2022, 1:13 AM by Maturos Lophong


เซ็นทรัล รีเทล ปลื้ม ดัน ซีอาร์ซี ไทวัสดุ เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 1 วงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง



อัดฉีดงบ 7,000 ลบ. ชู 5 กลยุทธ์ ปี’65 CRC Thai Watsadu : Build the future



สร้างอนาคตมิติใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน



กรุงเทพฯ 27 เมษายน 2565 - บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้ดำเนินธุรกิจ ค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน ภายใต้แบรนด์ไทวัสดุ บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน และ โก! ว้าว กางแผนปี 2565 สานต่อยุทธศาสตร์ CRC Retailligence ภายใต้วิสัยทัศน์การขึ้นเป็นผู้นำค้าปลีก ออมนิชาแนลตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้างและตกแต่งบ้านอย่างครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย อัดงบลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท โดยชู 5 กลยุทธ์ CRC Thai Watsadu : Build the future พร้อมตั้งเป้าการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 12 ปี ในการก่อตั้ง ซีอาร์ซี ไทวัสดุ ได้ขยายธุรกิจสินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน รวมถึงสินค้าที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์ของผู้คน ครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับบ้านและรถ เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง แม้ในช่วงระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งนับเป็นความท้าทายของธุรกิจค้าปลีกทั่วโลก แต่ด้วยการปรับตัวโดยไม่หยุดยั้ง ธุรกิจของบริษัทฯ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงระบาดหนักของโควิด-19 โดยในปี 2564 บริษัทฯ สร้างยอดขายเติบโตขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปี 2563 พร้อมกับการขยายสาขาไทวัสดุ 5 สาขา และการเปิดธุรกิจใหม่ภายใต้แบรนด์ โก! ว้าว รองรับเทรนด์ Home Convenience ของผู้บริโภคในอนาคต ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับปี 2565 ซีอาร์ซี ไทวัสดุ มุ่งเป้าการเติบโตของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำค้าปลีกออมนิชาแนลตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้านอย่างครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย พร้อมสานต่อยุทธศาสตร์ CRC Retailligence สร้างอัตราการเติบโตของธุรกิจ (CAGR) ในระยะ 10 ปี (2560-2569) โดยใน 5 ปี แรก อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 12% ในขณะที่ 5 ปีข้างหน้า (2565-2569) คาดการณ์อัตราการเติบโตของธุรกิจอยู่ที่ 18% และตั้งเป้าผลกำไรเพิ่มขึ้น 30% ผ่านการขับเคลื่อนธุรกิจใน 5 กลยุทธ์สำคัญ ประกอบด้วย




1. Thriving เสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจ รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำค้าปลีกออมนิชาแนลตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้านอย่างครบวงจร ด้วยงบลงทุนกว่า 7,000 ล้านบาท ผ่านกุญแจสำคัญ (Multi-Key Drivers) เพื่อการขยายสาขาใหม่ ปรับปรุงสาขาเดิม การรีแบรนด์ และพัฒนารูปแบบบริการ ในทุกแบรนด์ (Multi-Brands) ครอบคลุม ไทวัสดุ บีเอ็นบีโฮม ออโต้วัน โก! ว้าว และหลากหลายในทุกฟอร์แมท (Multi-Formats) ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงการเพิ่มช่องทางการขายใหม่ (Multi-Channels : Chat & Shop, Call & Shop, e-ordering, Direct Sales) ขยายประเภทและชนิดของสินค้าให้หลากหลาย (Multi-Ranges) ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค (Multi-Segments)



2. Seamless Omnichannel Shopping Experience ด้วยความสำเร็จในปี 2564 ช่องทางออนไลน์เติบโตขึ้นกว่า 400% ด้วยรายการสินค้ากว่า 70,000 รายการ มียอดการเยี่ยมชมกว่า 17 ล้านครั้งต่อเดือน มีลูกค้าจำนวน 2 ล้านรายต่อเดือน สร้างยอดขายกว่า 60,000 ออเดอร์ ต่อเดือน โดยในปี 2565 พร้อมส่งต่อประสบการณ์การช้อปปิ้งผ่านช่องทางออมนิชาแนลอย่างไร้รอยต่อ ตั้งเป้าการเติบโตช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น 150% ยกระดับแพลตฟอร์มออมนิชาแนล เปิดตัวโมบายแอปพลิเคชัน ‘ไทวัสดุ’ ในเดือนพฤษภาคมและกำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาแอปบีเอ็นบี โฮม และออโต้วัน ที่จะพร้อมเปิดตัวในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ได้พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ของเว็บไซต์ อัปเกรดระบบโครงสร้าง IT ระบบ Order & Transportation Management System ด้วยมาตรฐานบริการระดับเวิลด์คลาส





3. Supply Chain & Logistics Expansion ปรับปรุงและขยายคลังสินค้าแห่งใหม่บนพื้นที่กว่า 160,000 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นกว่า 120% เพื่อรองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของกลุ่มธุรกิจเดิมและธุรกิจใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังได้พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ลงทุนขยาย fleet รถบรรทุกกว่า 25 % และเริ่มทดลองวิ่งรถบรรทุก EV Charge พลังสะอาด ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30 คัน ในปี 2566 ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 200 ต้นต่อปี


4. Driving Sustainability การขับเคลื่อนธุรกิจที่ยั่งยืนที่เคียงข้างในทุกมิติ ทั้งพนักงาน คู่ค้า สังคมและสิ่งแวดล้อม อันเป็นส่วนหนึ่งในพันธกิจการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) ตามนโยบายของเซ็นทรัลทำ โดยมุ่งเน้นใน 3 มิติหลัก ได้แก่


- People Centric ให้ความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพคน ตลอดระยะเวลา 12 ปีในการดำเนินธุรกิจ สร้างรายได้และสร้างอาชีพให้กับผู้พิการ ผู้สูงอายุ เพิ่มโอกาสสร้างงานและขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 มีการจ้างงานกว่า 1,000 อัตรา นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างบัณฑิตคุณภาพ โดยการมอบทุน และฝึกภาคปฏิบัติเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ณ ปัจจุบันได้มอบทุนการศึกษาไปแล้วกว่า 62 ล้านบาท




- Sharing Society ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคมผ่านโครงการสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการ “รวมหัวใจให้บ้านเกิด” ที่เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมสร้างประโยชน์ต่อชุมชนของตนเอง โดยการเข้าไปช่วยเหลือปรับปรุงสถานที่ และ มอบอุปกรณ์ให้แก่ โรงพยาบาล โรงเรียน สร้างบ้านให้ผู้ยากไร้ รวมไปถึงการสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมในยามวิกฤติ เช่น การบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ และยังเป็นผู้สนับสนุนโครงการที่ให้ความช่วยเหลือประชาชน หน่วยงานทางการแพทย์ที่ได้ผลกระทบจากโควิด -19 อาทิ การบริจาคทุนและอุปกรณ์เพื่อสร้างศูนย์พักคอย สร้างโรงพยายาลสนาม การผลิตยาฟ้าทะลายโจร การบริจาคเจลแอลกอฮอล์ เป็นต้น

- Environmental Oriented สร้างการเติบโตของธุรกิจที่เคียงข้างกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยร่วมกับองค์การป่ารักษ์น้ำแห่งประเทศไทยเป็นเวลากว่า 4 ปี มอบฝายจำนวน 1,130 แห่ง ในพื้นที่ จ. เชียงใหม่ ช่วยบรรเทาวิกฤติของป่าต้นน้ำคืนความสมดุลให้แก่ธรรมชาติ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ขานรับนโยบาย BCG อันเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ เริ่มติดตั้ง Solar Roof ตั้งเป้าทุกสาขาในปี 2566 ช่วยลดภาวะโลกร้อน และ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 2.5 ล้านต้น


5. New Market Penetration การลงทุนขยายธุรกิจใหม่ในกลุ่มฟาสต์ฟิตของแบรนด์ออโต้วันเป็นผู้นำบริการตรวจสภาพรถฟรี 38 รายการ เช่น ฟรีเติมลมไนโตรเจน ฟรีปะยาง เร่งเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยสิ้นปี 2565 จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 30 สาขา พร้อมเปิดตัว Super App AUTO1 และ Line Connect (Live Chat) ให้บริการสั่งซื้อ จองคิวรับบริการ การแจ้งเตือนเมื่อถึงกำหนดระยะ รวมถึงแจ้งเหตุฉุกเฉิน นอกจากนี้ สำหรับ โก! ว้าว ซึ่งเป็นธุรกิจน้องใหม่ ภายใต้แนวคิด ของใช้ราคาเริ่มต้น 5 บาท ตอบรับกระแสสินค้า Home Convenience ครอบคลุมสินค้าเบ็ดเตล็ดที่ใช้ในชีวิตประจำวันกว่า 20,000 รายการ เร่งขยายสาขาโดยสิ้นปี 2565 จะมีสาขารวมทั้งสิ้น 70 สาขา


“บริษัท ซีอาร์ซี ไทวัสดุ จำกัด มุ่งมั่นในการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงเคียงข้างสังคมไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ CRC Retailligence โดยเชื่อมั่นว่าจะเป็นการสร้างมิติใหม่แห่งวงการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าตกแต่งบ้าน นำเสนอโซลูชันครบวงจรเพื่อที่อยู่อาศัยที่ดีขึ้น สร้างอนาคตมิติใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยั่งยืน” นายสุทธิสาร กล่าวสรุป

###


เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล



บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทย และมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเป็นผู้นำในประเทศอิตาลีและเป็นหนึ่งในผู้นำในประเทศเวียดนาม เครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีก 3,599 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) อาทิ ห้างสรรพสินค้า,

ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ บ้าน แอนด์ บียอนด์ / บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียนคิม (2) กลุ่มฟู้ด ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท บิ๊กซี / GO! ลานชี มาร์ท ท็อปส์ มาร์เก็ต เวียดนาม และ

มินิ โก (go!) (3) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 57 จังหวัด, ประเทศเวียดนาม ทั้งหมด 40 จังหวัด, และประเทศอิตาลี ในเมืองหลักๆ ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564)

ครั้งแรกของออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ต “Tops Online” เปิดตัวบริการใหม่ “Tops PRIME”

posted Apr 22, 2022, 1:37 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 22, 2022, 1:38 AM ]




ครั้งแรกของออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ต “Tops Online” เปิดตัวบริการใหม่

“Tops PRIME” เดลิเวอรี่เหมาจ่ายรายเดือน ส่งฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง

เปิดตัวพร้อมกัน 45 จังหวัด


กรุงเทพฯ 22 เมษายน 2565 – Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) แพลตฟอร์มออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินเกมยกระดับตลาด E-Commerce เปิดตัวบริการใหม่ “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) เดลิเวอรี่เหมาจ่ายรายเดือน ส่งฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง ราคาพิเศษเพียง 99 บาท/เดือน เลือกบริการจัดส่งทั้งแบบปกติหรือ แบบ Express Delivery ส่งไวใน 1 ชม. เมื่อช้อปขั้นต่ำ 100 บาท ตอบโจทย์พฤติกรรมนักช้อปยุคใหม่ สะดวก ประหยัดเวลา หมดกังวลเรื่องค่าจัดส่ง


นายจูเลี่ยน เทสสันนิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสฝ่ายธุรกิจดิจิทัล บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เผยว่า “Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) แพลตฟอร์มออนไลน์ซูเปอร์มาร์เก็ตอันดับ 1 ของไทย ครบครันด้วยสินค้าอุปโภค-บริโภคกว่า 20,000 รายการ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักช้อปยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย ผนวกกับสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคออกจากบ้านน้อยลง ขณะที่ความต้องการในการซื้อสินค้ากลับมีมากขึ้น หลังจากมีการแพร่ระบาดพบว่ามีการสั่งซื้อสินค้าผ่านท็อปส์ออนไลน์เพิ่มขึ้น 60% ทั้งนี้จากการประเมินมูลค่าตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปี 2565 คาดว่าจะเติบโต 20-25% มีมูลค่ารวม 50,000-52,000 ล้านบาท อันเป็นผลมาจาก 4 ปัจจัยหลัก คือ 1. Work From Home กลายเป็นรูปแบบการทำงานใหม่สำหรับบางองค์กร 2. การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้าที่หันไปช้อปสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่างถาวร อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ 3. การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูงขึ้นทั้งเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งสุดพิเศษสำหรับลูกค้า และ 4. บริการขนส่งออนดีมานด์หรือการเรียกรถจัดส่งสินค้าระบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน ได้กลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ของคนยุคหลังโควิด”



Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) พบข้อมูลอินไซต์เกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้าเมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านแพลตฟอร์มใดเกิน 3 ครั้ง และได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจก็จะใช้บริการแพลตฟอร์มนั้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ส่วนหนึ่งมีความกังวลหากต้องจ่ายค่าบริการจัดส่งในแต่ละครั้ง ส่งผลให้จำกัดจำนวนการสั่งซื้อและจะเลือกแพลตฟอร์มที่มีโปรโมชั่นจัดส่งฟรีเป็นอันดับแรก ท็อปส์ ออนไลน์ (Tops Online) จึงได้เปิดตัวบริการใหม่ล่าสุด “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) บริการสมัครสมาชิกบนแพลตฟอร์มธุรกิจค้าปลีกครั้งแรกในประเทศไทย โดยจะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับความสะดวกสบายและคล่องตัวมากขึ้น ด้วยบริการจัดส่งฟรีไม่จำกัดจำนวนครั้ง พร้อมทั้งได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งนี้บริการดังกล่าวยังตอบรับพฤติกรรมหลังโควิด สร้างประสบการณ์ที่ดีในทุกการช้อปปิ้ง ควบคู่กับการได้รับโปรโมชั่นส่งเสริมการตลาดที่ดีที่สุดทำให้ผู้บริโภคมีความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty)

สำหรับหัวใจหลักของ “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) บริการใหม่จาก Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) ที่พร้อมมอบประสบการณ์ในการช้อปปิ้งที่ดีที่สุดแก่ผู้บริโภค ด้วย 5 จุดเด่นของการให้บริการส่งความสุขได้แบบไม่จำกัด ได้แก่


· สมัครง่ายๆ ผ่าน www.tops.co.th หรือ Tops App เลือกบริการ Tops PRIME โปรโมชั่นพิเศษฉลองการเปิดตัว วันนี้-31 พฤษภาคม 2565 รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ ต่อที่ 1 ค่าบริการรายเดือนเพียง 99 บาท (จากปกติ 199 บาท) ต่อที่ 2 รับคะแนนเดอะวันพิเศษ 800 คะแนน (มูลค่า 100 บาท) ต่อที่ 3 รับคูปองส่วนลดทุกเดือนมูลค่ารวม 400 บาท สำหรับสั่งซื้อสินค้าที่ท็อปส์ ออนไลน์ (เมื่อคงสถานะบริการ Tops Prime)



· ใช้บริการเดลิเวอรี่ Tops Prime ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งเมื่อยอดสั่งซื้อ 100 บาทขึ้นไป และเลือกบริการจัดส่งในแบบปกติ รวมไปถึงการจัดส่งแบบ Express Delivery ส่งไวใน 1 ชม. (การจัดส่งแบบปกติ ส่งฟรีเมื่อสั่งซื้อครบ 888 บาท สำหรับ express ส่งไวใน 1 ชั่วโมงค่าส่งเริ่มต้นที่ 20 บาทถึง 80 บาท ตามระยะทาง)



· มั่นใจในคุณภาพ ความสดใหม่ของสินค้าสามารถจัดส่งสินค้าได้ทั้ง 3 อุณหภูมิ (อุณหภูมิห้องแช่เย็น แช่แข็ง) ด้วยกล่องเก็บอุณหภูมิ



· รับโค้ดคูปองส่วนลดพิเศษทุกเดือนเฉพาะสมาชิกเท่านั้น



· เปิดตัวพร้อมกันทั่วประเทศใน 45 จังหวัดที่ท็อปส์ออนไลน์ให้บริการปัจจุบัน



“ทั้งนี้ Tops Online (ท็อปส์ ออนไลน์) ตั้งเป้าว่าหลังเปิดตัวบริการ “Tops PRIME” (ท็อปส์ ไพร์ม) จะสามารถกระตุ้นความถี่ในการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าให้กลับมาซื้อซ้ำ จากปกติเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อเดือน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5 ครั้งต่อเดือน โดยถือเป็นบริการหลักที่จะสามารถผลักดันการเติบโตของ ท็อปส์ ออนไลน์ ให้โดดเด่นในตลาดค้าปลีกออนไลน์ในปีนี้ พร้อมทั้งขยายฐานลูกค้าของท็อปส์ ออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งคุ้นเคยกับการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ใช้บริการฟู้ดเดลิเวอรี่เป็นประจำ ด้วยค่าบริการรายเดือนที่ไม่สูงมาก เลือกบริการจัดส่งได้หลายรูปแบบ ให้บริการครอบคลุม 45 จังหวัด ปลดล็อกทุกข้อจำกัดของผู้บริโภคในยุคนี้ อีกทั้งยังสร้างความแตกต่างจากผู้ให้บริการรายอื่น จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของท็อปส์ ออนไลน์ ภายใต้ยุทธศาสตร์ CRC Retailigence ที่มุ่งยกระดับนวัตกรรมค้าปลีกพร้อมเชื่อมโยงประสบการณ์ ช้อปปิ้งแบบไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มออมนิแชลแนล (Omni-Channel)” นายจูเลี่ยน กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.tops.co.th, เฟซบุ๊ก TopsThailand, หรือแอปพลิเคชันไลน์ @TopsThailand

###

เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล


บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ เซ็นทรัล รีเทล เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าหลากหลายประเภทผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-format and Multi-category) ในประเทศไทย และมีการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ โดยเป็นผู้นำในประเทศอิตาลีและเป็นหนึ่งในผู้นำในประเทศเวียดนาม เครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีก 3,599 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) อาทิ ห้างสรรพสินค้า, ร้านสะดวกซื้อ, ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง, ซูเปอร์มาร์เก็ต, ไฮเปอร์มาร์เก็ต, พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฮาร์ดไลน์ ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ บ้าน แอนด์ บียอนด์ / บีเอ็นบี โฮม เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส เมพ และเหงียนคิม (2) กลุ่มฟู้ด ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค และสินค้าที่มักพบได้ทั่วไปในร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท บิ๊กซี / GO! ลานชี มาร์ท ท็อปส์ มาร์เก็ต เวียดนาม และ มินิ โก (go!) (3) กลุ่มแฟชั่น ซึ่งมุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ห้างสรรพสินค้ารีนาเชนเต ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ ซึ่งมุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 3 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 57 จังหวัด, ประเทศเวียดนาม ทั้งหมด 40 จังหวัด, และประเทศอิตาลี ในเมืองหลักๆ ทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564)

ศูนย์การค้า “เกทเวย์ แอท บางซื่อ” ชวนมาช้อป “Gateway at Bangsue Summer Sale 2022”

posted Apr 12, 2022, 1:52 AM by Maturos Lophong





ศูนย์การค้า “เกทเวย์ แอท บางซื่อ” ชวนมาช้อป


“Gateway at Bangsue Summer Sale 2022”


#ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม ถึง 30 เมษายนนี้

12 เมษายน 2565, กรุงเทพฯ ประเทศไทย - ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ The Ultimate Fun & Family Experience ใจกลางย่าน New CBD บางซื่อ ศูนย์การค้าในกลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC จัดแคมเปญต้อนรับซัมเมอร์ “Gateway at Bangsue Summer Sale 2022” เอาใจนักช้อปให้ได้ช้อปปิ้งกันแบบจัดเต็ม #ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม จัดหนักลดทั้งศูนย์การค้า! สูงสุดถึง 50% ยังมีสิทธิ์แลกรับสุดคุ้มกับโปรโมชั่นอีกมากมาย ตั้งแต่วันนี้ – 30 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ

#ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม ช้อปให้สุด แล้วจบที่โปรฯ เด็ดรับซัมเมอร์


ต่อที่ 1 รับส่วนลดสูงสุด 50% จากร้านค้าภายในศูนย์ฯ


ต่อที่ 2 ช้อปครบ 1,000 บาท ขึ้นไป รับฟรีทันที! บัตรชมภาพยนตร์เมเจอร์ ซิเนเพล็กซ์ มูลค่า 160 บาท


ต่อที่ 3 ช้อปครบ 2,500 บาท ขึ้นไป รับฟรีกระเป๋า Rain bow Bag มูลค่า 500 บาท


พิเศษสำหรับลูกค้าบัตรเครดิต KTC รับเครดิตเงินคืนถึง 12%







นางสาวเอกกฤตา แก้วพูลศรี ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ เปิดเผยว่า “การจัดแคมเปญ ‘Gateway at Bangsue Summer Sale 2022’ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการจัดโปรโมชั่นลดราคาสุดคุ้มเพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าแล้ว ยังหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแคมเปญดังกล่าวจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าปัจจุบันและขยายไปถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ รวมถึงการมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดภาพรวมเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น กลับมามีสีสัน และคึกคักขึ้นอีกครั้งเพื่อต้อนรับซัมเมอร์อีกด้วย


โดยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2565 ที่ผ่านมา เราได้จัดงาน “Summer Fashion Show” ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บางซื่อและชุมชนใกล้เคียง รวมทั้งคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจมาร่วมงาน โดยมีเหล่านางแบบ-นายแบบ พร้อมเสื้อผ้าจากแบรนด์ชั้นนำมาร่วมอัพเดทเทรนด์แฟชั่นรับซัมเมอร์ พร้อมโชว์ไอเทมเด็ด สีสันสดใสรับซัมเมอร์” นางสาวเอกกฤตา กล่าว

งานแฟร์ลดราคา เล่นใหญ่ ลดราคาหนักกว่าที่เคย


อัดแน่นตลอด 7 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 12 - 18 เมษายน 2565 ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ กับแคมเปญ ‘Gateway at Bangsue Summer Sale 2022’ ลดราคาจากหลากหลายร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำภายในศูนย์การค้าฯ ที่ยกขบวนมาลดสูงสุดถึง 50% ไม่ว่าจะเป็น สินค้าเสื้อผ้า รองเท้าแฟชั่น เครื่องประดับ ไปจนถึงสินค้าแฟชั่นกีฬา อาทิ แบรนด์ H&M, Uniqlo, AIIZ, Giordano, SportsWorld, Skechers, Owndays, Wacoal และ Anello เป็นต้น และภายในงานยังพลาดไม่ได้กับร้านค้าจากแบรนด์ชั้นนำมากมายที่ขนทัพมาออกบูธ พร้อมราคาสุดพิเศษ อาทิ Wacoal, Sabina, Cool Colorful, Bunny Brooke, แบรนด์ชุดว่ายน้ำ Chariot และร้านรองเท้าแฟชั่น ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้านักช้อปยังมีสิทธิ์แลกรับของรางวัลอีกมากมายตลอด 7 วันเต็ม


Let’s Recycle เปลี่ยนเพื่อประโยชน์


ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ จัดแคมเปญ “Let’s Recycle” เปิดรับบริจาคเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ไอที กล่องกระดาษ ขวดแก้วพลาสติกเหลือใช้ที่สามารถ Recycle ได้ไปบริจาคให้กับวัดสวนแก้ว โดยลูกค้าสามารถร่วมเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ได้ที่ ณ ลานแกรนด์ฮอลล์ ชั้น M ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ ตั้งแต่ที่ 15 เมษายน – 31 ธันวาคม 2565

“ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ ได้รับการตอบรับจากลูกค้าที่อาศัยอยู่ในพื้นที่บางซื่อและชุมชนใกล้เคียง รวมถึงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างดีเยี่ยม เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาศูนย์การค้าฯ เพื่อจะนำความสุข ความครบครัน ตอบโจทย์และเติมเต็มทุกความต้องการในการใช้ชีวิตของผู้บริโภค ด้วยร้านค้าและบริการที่ครบครัน พร้อมมาตรฐานความปลอดภัยภายในศูนย์การค้าฯ ที่เคร่งครัด ทำให้ทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตทีนี่เป็นประสบการณ์ที่แสนพิเศษและน่าจดจำ” นางสาวเอกกฤตา กล่าวปิดท้าย


หากไม่อยากพลาดไอเทมเด็ดรับซัมเมอร์นี้ รีบพุ่งตัวไปให้ไวกับแคมเปญ “Gateway at Bangsue Summer Sale 2022” ทั้งได้ช้อปสินค้าลดราคาสูงสุดถึง 50% #ช้อปสุดมัน #แลกรับสุดคุ้ม ตั้งแต่วันนี้ - 30 เมษายน 2565 ณ ศูนย์การค้าเกทเวย์ แอท บางซื่อ หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook อย่างเป็นทางการที่ www.facebook.com/GatewayatBangsue

Jim Thompson ยกระดับผ้าไทย ชูนวัตกรรม Easy Care ผ้าไหมซักง่ายครั้งแรก

posted Apr 5, 2022, 12:08 AM by Maturos Lophong


Jim Thompson ยกระดับผ้าไทย ชูนวัตกรรม Easy Care ผ้าไหมซักง่ายครั้งแรก

ลุยตลาด Q2 พร้อมเผยคอลเลคชั่นใหม่ ต้อนรับสงกรานต์

#JimThompson #JTandMe #JimThompsonEasyCare


Jim Thompson (จิม ทอมป์สัน) แบรนด์ไลฟ์สไตล์สุดไอคอนิกของไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำของผู้ผลิตผ้าไทย ดันนวัตกรรม “Easy Care” ครั้งแรกของการทำความสะอาดผ้าไหมด้วยเครื่องซักผ้า ด้วยการคิดค้นเทคนิคการผลิตผ้าไหมแบบใหม่ที่จะทำให้การทำความสะอาดและดูแลรักษาผ้าไหมให้สวยงามคงทนไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป พร้อมเผยโฉมคอลเลคชั่นเสื้อผ้า Ready-to-Wear ใหม่ล่าสุด ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย ที่รังสรรค์ลวดลายปริ้นท์อันร่วมสมัย เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์และความหมาย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหมู่มวลดอกไม้นานาพันธุ์หลากสีสันที่สามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์สวมใส่ได้ง่ายในทุกๆ วัน





Jim Thompson ก่อตั้งโดย Mr.James H.W. Thompson ที่ได้รับสมญานามว่า “ราชาแห่งเส้นไหมไทย” ในปี 2494 ซึ่งได้ฟื้นฟูและพัฒนาอุตสาหกรรมผ้าไหมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน จนถึงปัจจุบัน Jim Thompson ยังคงต่อยอดพัฒนาแบรนด์ตามเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง สู่การนำเสนอความงดงามที่หลากหลายของผ้าไทยในมิติของแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ที่อุดมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และความประณีต ทั้งเสื้อผ้า Ready-to- Wear สำหรับสตรีและบุรุษ ทั้งผ้าพันคอ เนคไท เครื่องประดับ กระเป๋าถือ สินค้าขนาดเล็ก และผลิตภัณฑ์ตกแต่งบ้านและของใช้ในบ้าน เช่น หมอนอิง ผ้าปูโต๊ะ และอีกมากมาย


ล่าสุด Jim Thompson ได้นำเสนอนวัตกรรม “Easy Care” ครั้งแรกของการปลดล็อกปัญหาเรื่องการทำความสะอาดและรักษาผ้าไหมให้เป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้นสำหรับทุกคน ด้วยนวัตกรรมและเทคนิคการผลิตผ้าไหมที่ผ่านการทดสอบและตรวจสอบอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน ซึ่งทำให้ปัจจุบันเสื้อผ้า Ready-to-Wear ของแบรนด์สามารถซักทำความสะอาดได้ด้วยเครื่องซักผ้าปกติ โดยไม่จำเป็นต้องส่งซักแห้ง (dry cleaning) เท่านั้น สามารถซักน้ำ และรีดให้เรียบได้ง่าย เหมาะกับยุคปัจจุบันและเพิ่มความสะดวกสบายในการดูแลรักษาเสื้อผ้าตัวโปรดได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น





นอกจากนี้ Jim Thompson ยังได้ครีเอทคอลเลคชั่นต้อนรับเทศกาลปีใหม่ไทย โดยการนำลวดลายดอกไม้หลากหลายสายพันธุ์ที่มีความหมายมงคลมาดีไซน์และถ่ายทอดเป็นลายปริ้นท์ใหม่ล่าสุด ได้แก่ PAGAGRONG (ผกากรอง) เป็นการนำเอาดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่าง สายหยุด สายน้ำผึ้ง ประยงค์ บุหงาส่าหรี ราชาวดี แก้วเจ้าจอม และจำปี มาร้อยเรียงเป็นลวดลายสะดุดตาด้วยลูกเล่นการไล่เรียงของดอกไม้ขนาดใหญ่ตรงใจกลางซึ่งค่อยๆ คลี่กระจายออกเป็นดอกเล็กๆ อย่างสวยงาม KEAW CHING DUANG (แก้วชิงดวง) ลวดลายที่นำเอาลายไทยโบราณ ที่มีความหมายมงคลแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้า ซึ่งแพทเทิร์นที่มีลักษณะเป็นดอกกลมร้อยซ้อนทับกันตามแบบฉบับดั้งเดิมนั้น ได้ถูกนำมาออกแบบใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มาพร้อมเฉดสีสดใสเหมาะแก่การสวมใส่ในช่วงซัมเมอร์ PEACOCK’S CREST (ต้นหางนกยูง) ลวดลายที่หยิบยกเอาทั้งใบและดอกในสีสันสดใสสะพรั่งเต็มต้นอันเป็นเครื่องหมายว่าฤดูร้อนมาถึงแล้วของต้นหางนกยูงมาเป็นองค์ประกอบหลักในการดีไซน์จนกลายเป็นลวดลายที่มีความสลับซับซ้อนแต่แฝงไปด้วยความสดชื่นตามแบบฉบับของ
แบรนด์ และ KARAWEK (การเวก) ลวดลายที่ผสานดีไซน์ของดอกไม้และแซมด้วยลายนก อันเป็นความหมายของคำว่า “การเวก” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผสมผสานด้วยการจับคู่สีของลวดลายที่เน้นความอ่อนหวานสวยงามตามแบบร่วมสมัย โดยคอลเลคชั่นใหม่นี้รังสรรค์ขึ้นสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง มีให้เลือกมิกซ์แอนด์แมทช์ที่จะทำให้การแต่งตัวสนุกยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เสื้อเชิ้ต เดรส กระโปรง กางเกง เสื้อยืด ไปจนถึงผ้าพันคอ





นางนันท์นภัส เวโรจนวัฒน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำการผลิตผ้าไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลกมายาวนานกว่า 70 ปี นอกเหนือจากเรื่องคุณภาพของผ้า ดีไซน์ลวดลายที่สวยงาม และการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ แล้ว แบรนด์ยังให้ความสำคัญกับความคิดเห็นและคำแนะของลูกค้าเสมอมา โดยคำถามเรื่องวิธีการทำความสะอาดผ้าไหมให้ง่ายขึ้นเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทางแบรนด์ได้ระดมสรรพกำลังของทุกทีมตั้งแต่จุดเริ่มต้นของกระบวนการผลิตเส้นไหมเข้าสู่โปรแกรม “Easy Care” เพื่อคิดค้นเทคนิคการผลิตเส้นไหมจนไปถึงการถักทอที่จะสามารถทำให้ผ้าไหมของ Jim Thompson สามารถซักด้วยเครื่องซักผ้าได้ง่ายๆ โดยใช้เวลาคิดค้น ทดลอง และทดสอบจนประสบความสำเร็จ ซึ่งถือเป็นความภูมิใจของแบรนด์ที่ได้พัฒนาและยกระดับคุณภาพของผ้าไหมไทยขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งพร้อมให้ทุกคนสัมผัสนวัตกรรมใหม่ครั้งนี้ไปพร้อมกันในคอลเลคชั่น Ready-to- Wear ล่าสุด ต้อนรับปีใหม่ไทยเดือนเมษายนนี้”



พบกับสีสันของคอลเลคชั่นใหม่ต้อนรับสงกรานต์และนวัตกรรม Easy Care ของแบรนด์ Jim Thompson ได้แล้ววันนี้ ที่ Jim Thompson สาขาสุรวงศ์ และสาขาในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ สาขาสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี และ และไอคอนสยาม หรือบนทางช่องทางออนไลน์ www.jimthompson.com

‘ช้อปปี้’ ประกาศศักดาขึ้นแท่นอีคอมเมิร์ซยืน 1 ในใจนักช้อปชาวไทย

posted Mar 25, 2022, 1:23 AM by Maturos Lophong

ช้อปปี้’ ประกาศศักดาขึ้นแท่นอีคอมเมิร์ซยืน 1 ในใจนักช้อปชาวไทย

ฉายภาพเส้นทางความสำเร็จครองใจผู้ใช้งาน

พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเดินหน้าส่งมอบความคุ้มค่าต่อเนื่องแบบยืน 1 ไม่มีพัก


ด้วยแคมเปญ #ช้อปปี้ยืน1 และ Shopee 4.4 Shocking Sale วันช้อป โปรช็อก


กรุงเทพฯ 24 มีนาคม 2565 - ‘ช้อปปี้’ ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยืน 1 ในใจนักช้อปชาวไทย และมุ่งส่งเสริมโลกอีคอมเมิร์ซให้ก้าวไปข้างหน้า ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ยิ่งใหญ่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานทุกคนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลบนอีโคซิสเต็มแบบบูรณาการของช้อปปี้ ตลอดจนเชื่อมต่อผู้ขายและผู้ซื้อให้เข้าถึงกันได้อย่างไร้รอยต่อเพื่อส่งมอบประสบการณ์การช้อปปี้งออนไลน์ที่ดีที่สุดในทุกมิติ





เส้นทางสู่ความสำเร็จของการขึ้นแท่นอีคอมเมิร์ซยืน 1 ในใจนักช้อปชาวไทย

นับจากจุดเริ่มต้น ช้อปปี้ เริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2558 โดยถูกสร้างสรรค์ออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทและพฤติกรรมของผู้ใช้งานในแต่ละประเทศท้องถิ่นโดยรวมไปถึงผู้ใช้งานชาวไทยโดยเฉพาะ ด้วยกลยุทธ์หลักของช้อปปี้ที่มีผู้ใช้งานเป็นหัวใจสำคัญ ทำให้เกิดการพัฒนา ต่อยอด ฟีเจอร์ บริการ และแคมเปญใหม่ๆ มากมาย โดยความมุ่งมั่นในการดำเนินงานทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่โจทย์สำคัญคือการตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานให้ตรงจุด ตรงใจ จนทำให้ช้อปปี้สามารถครองใจผู้ใช้งานชาวไทยได้ในที่สุด ตลอดเส้นทางการเดินทางของผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีองค์ประกอบของความสำเร็จมากมายที่ช้อปปี้ให้ความสำคัญ โดยมีไฮไลท์ต่าง ๆ ดังนี้



● แคมเปญแห่งความคุ้มค่า: ในปี พ.ศ. 2559 ช้อปปี้ได้เปิดตัวดับเบิ้ลเดทแคมเปญเป็นครั้งแรก กับมหกรรมการช้อปปิ้ง 9.9 Super Shopping Day ที่กลายเป็นเทศกาลช้อปปิ้งออนไลน์สำคัญระดับภูมิภาคที่บรรดาขาช้อปต่างรอคอยในทุก ๆ ปี นอกจากดับเบิ้ลเดทแคมเปญแล้ว ในปี 2564 ช้อปปี้ยังได้สร้างสรรค์แคมเปญ ‘ทุกวันที่ 15 Mid-Month Sale’ เพื่อเน้นย้ำเรื่อง ‘ความคุ้มค่า’ ให้ผู้บริโภคได้ช้อปกันอย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด และเพลิดเพลินกับการช้อปปิ้งออนไลน์ในช่วงกลางเดือนได้



● ​​พันธมิตร: การเดินทางไปคนเดียวอาจไปได้ไว แต่หากอยากเดินทางไกลเราต้องไปด้วยกัน ช้อปปี้ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมงานกับพันธมิตรธุรกิจที่จะช่วยกันสนับสนุนให้สามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน ในปี พ.ศ. 2560 ช้อปปี้ได้เปิดตัว ‘Shopee Mall’ ศูนย์การค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ที่รวบรวมสินค้าจากแบรนด์สินค้าชั้นนำจากทั้งในและต่างประเทศ และเพื่อเป็นการขยายขอบเขตความแข็งแกร่ง ช้อปปี้ได้สร้างสรรค์แคมเปญและกิจกรรมทางการตลาดมากมายภายใต้ Shopee Mall ที่ออกแบบให้เหมาะสมกับความสนใจของผู้ใช้งานในแต่ละกลุ่ม อาทิ Shopee Brand Festival, Shopee Super Brand Day และ Shopee Premium โดยปัจจุบัน ช้อปปี้มีแบรนด์พันธมิตรชั้นนำเข้าร่วมใน Shopee Mall กว่า 3,500 แบรนด์



● ความบันเทิง: เพราะเราเข้าใจความต้องการของผู้ใช้งานที่ไม่ได้มองหาเพียงแพลตฟอร์มเพื่อการซื้อ-ขายเพียงเท่านั้น ช้อปปี้จึงได้พัฒนาจุดสำคัญที่ผู้ใช้งานต้องการเพื่อมอบความบันเทิง เชื่อมโยงผู้ขายและผู้ซื้อเข้าด้วยกัน โดยมีกลยุทธ์หลักคือ ‘Stay Connected’ ที่นำมาปรับใช้ในด้านการสื่อสารเพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วมและกระชับความพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น โดยในปี พ.ศ. 2562 ช้อปปี้ได้เปิดตัว Shopee Live ฟีเจอร์ไลฟ์สตรีมมิ่งทรงพลังที่เปิดโอกาสให้ผู้ขายและแบรนด์สามารถเชื่อมต่อและสื่อสารกับฐานผู้ใช้งานของช้อปปี้ได้อย่างใกล้ชิด ปัจจุบัน ช้อปปี้ไม่หยุดพัฒนาการนำเสนอสื่อความบันเทิงใหม่ๆ อย่างเช่น Shopee Prizes, Shopee Feed, Shopee Game Show และกิจกรรมความบันเทิงอื่น ๆ เพื่อให้นักช้อปได้รับความบันเทิงที่เหนือความคาดหมายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสีส้มยอดนิยม



● ทางเลือกบริการที่ตอบโจทย์ตรงใจ: ช้อปปี้มอบทางเลือกของบริการที่หลากหลาย ตลอดจนเป็นการเปิดช่องทางให้ผู้ประกอบการธุรกิจเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล อาทิ





○ ShopeePay ผู้ให้บริการด้านการชำระเงินผ่าน Mobile Wallet แบบครบวงจรบนช้อปปี้ เพื่อตอกย้ำการขับเคลื่อนการชำระเงินดิจิทัลบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิรซ์ ส่งมอบทางเลือกการใช้จ่ายที่สะดวกสบาย ปลอดภัย และคุ้มค่า

○ โซลูชั่นทางการเงิน SPayLater ที่มุ่งสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการเงินเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องในการใช้จ่ายบนช้อปปี้ โปรงใส และปลอดภัย

○ ShopeeFood การบริการสั่งอาหารออนไลน์บนช้อปปี้

○ ครอบคลุมทุกความต้องการและตอบโจทย์ด้านการเดินทางท่องเที่ยวอย่างคุ้มค่าและสะดวกสบายด้วย ฟีเจอร์จองตั๋วรถบัสและรถโดยสารในเมืองไทย จองตั๋วเครื่องบิน และโรงแรมทั่วโลก



สุชญา ปาลีวงศ์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด ช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “สำหรับช้อปปี้ ผู้ใช้งานคือหัวใจของธุรกิจของเรา สิ่งนี้ทำให้เรามุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่จุดเริ่มต้น เพื่อนำเสนอฟีเจอร์ บริการ และแคมเปญต่าง ๆ ที่มอบความสุข ตอบโจทย์ให้ตรงใจแก่ผู้ใช้งาน การดำเนินงานในทุก ๆ ย่างก้าวของทีมงานช้อปปี้นั้นสอดรับกับวิสัยทัศน์ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานทุกคน ทุกการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ได้สรรสร้างขึ้นมาเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่คอยเติมเต็มอีโคซิสเต็มของแพลตฟอร์มช้อปปี้ให้เติบโตอย่างสง่างามเพื่อสร้างปรากฏการณ์ ‘อีคอมเมิร์ซอันดับ 1 ในประเทศไทย’ และทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลยหากไม่มี ผู้ซิ้อ ผู้ขาย ผู้ประกอบการทั้งร้านค้าทั้งขนาดเล็กและใหญ่ แบรนด์พันธมิตร และพันธมิตรธุรกิจ ทั้งหมด ในนามของทีมช้อปปี้ จึงอยากใช้โอกาสนี้ในการกล่าวขอบคุณทุก ๆ ภาคส่วนที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมบนเส้นทางแห่งความสำเร็จนี้ด้วยกันกับเรา จากนี้ไปช้อปปี้จะยังคงไม่หยุดเดินหน้าสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับประสบการ์ณการช้อปปิ้งออนไลน์ที่ดีที่สุด ตอบโจทย์ความต้องการในทุกพฤติกรรมไลฟ์สไตล์ พร้อมอยู่เคียงข้างในทุก ๆ วันของผู้ใช้งานชาวไทยทุกคนตลอดไป”





การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลคุณภาพในหลากหลายสาขา

ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนก้าวสู่การเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยืน 1 ในใจนักช้อปชาวไทย ทำให้ช้อปปี้ได้รับผลตอบรับอันทรงคุณค่าจากการจัดอันดับและเวทีการประกาศรางวัลต่างมากมายทั้งในและต่างประเทศ


อีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ครองใจผู้บริโภค: เชื่อว่าเมื่อพูดถึง 'การช้อปปิ้งออนไลน์' นักช้อปทุกเพศ ทุกวัยในประเทศไทยจะนึกถึง ช้อปปี้ เป็นตัวเลือกแรกในใจ โดยสะท้อนความนิยมที่มีต่อช้อปปี้ด้วยผลการจัดอันดับ ดังนี้



● ในไตรมาสที่ 4 ของปี พ.ศ.2564 ช้อปปี้ครองอันดับหนึ่งแอปพลิเคชันแพลตฟอร์มในหมวดหมู่ Shopping ด้วยยอดจำนวนดาวน์โหลดจากผลการจัดอันดับแอปพลิเคชันทั่วโลกของ data.ai[1] (ชื่อเดิม App Annie)

● และจากผลสำรวจของ data.ai ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไต้หวัน ช้อปปี้ยังคงเป็นแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งในหมวดหมู่ Shopping ด้วยจำนวนผู้ใช้งานเฉลี่ยต่อเดือน (Average Monthly Active Users) และเวลาที่ผู้ใช้งานใช้บนแพลตฟอร์ม (Total Time Spent in App) ในตลอดทั้งปี พ.ศ.2564

● จากผลการจัดอันดับของ YouGov's Global Best Brand Rankings 2021[2] ช้อปปี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์ที่ดีที่สุดในอันดับที่ 6 ของโลก



ผู้นำอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มการันตีด้วยรางวัลความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ: ด้วยความตั้งใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อนำเสนอฟีเจอร์ บริการ และแคมเปญต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์ได้อย่างเข้าถึงและตรงจุด จนทำให้แพลตฟอร์มช้อปปี้ได้รับรางวัลความเป็นเลิศในการดำเนินงานด้านต่าง ๆ



● รางวัลการันตีจากงาน Asia E-commerce Awards[3] เพื่อยกย่องความเป็นเลิศของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ชในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ และภูมิภาค ANZ (ประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) กับรางวัลทองคำ Best E-Commerce Campaign สำหรับทั้งประเภท Business-to-Business (B2B) และ Business-to-Consumers (B2C) ในปี พ.ศ. 2564

● รางวัลจาก Marketing Excellence Awards 2021[4] โดยช้อปปี้มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือ การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลทองคำในสาขา Mobile Marketing

● จากผลประกาศของ 2021 LinkedIn Talent Awards[5] ช้อปปี้ได้รับรางวัลทีมจัดหาบุคลากรที่ดีที่สุดจากโซเชียลมีเดียเครือข่ายมืออาชีพอย่าง LinkedIn

● ช้อปปี้รับรางวัล Top Outstanding Brands แบรนด์ที่มีความโดดเด่นมากที่สุดในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกจากการประกาศรางวัล Kantar Brand Footprint 2021[6]

อีคอมเมิร์ซยืน 1 ตัวจริงบนสื่อโซเชียลมีเดียครองใจชาวเน็ต: จากกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร ‘Stay Connected’ ช้อปปี้มุ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายบนช้อปปี้ให้ได้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นผ่านช่องทางสำคัญ อย่างสื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Twitter และ TikTok ทำให้ช้อปปี้ได้รับการจัดอันดับและครองตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ



● จากผลการประกาศของ Twitter[7] ในปีพ.ศ. 2564 ช้อปปี้เป็น ‘แบรนด์ที่มีการทวีตถึงมากที่สุด’ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมและเชื่อมต่อผู้ซื้อทั้งในแพลตฟอร์ม และช่องทางอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง

●และล่าสุดของกับการการันตี อีคอมเมิร์ซยืน 1 หนึ่งตัวจริงบนสื่อโซเชียลมีเดีย โดยช้อปปี้ ประเทศไทยได้รับรางวัลจากงานประกาศรางวัลโซเชียลมีเดียสุดยิ่งใหญ่ของประเทศไทย ‘Thailand Zocial Awards 2022’[8] ในสาขา Best Brand Performances on Social Media ในกลุ่ม E-Commerce Platform ทำให้ช้อปปี้ได้รับรางวัลดังกล่าวติดต่อกันถึง 4 ปีซ้อน นับตั้งแต่ในปี พ.ศ.2562 - 2565 สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการสื่อสารที่สร้างสรรค์และนำเสนอผลงานคอนเท้นท์ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียในทุกทัชพ้อยท์เพื่อสร้างเป็นคอมมูนิตี้สำหรับสาวกช้อปปี้ตัวจริงจนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง


ด้านผู้จัดงานประกาศรางวัลโซเชียลมีเดียสุดยิ่งใหญ่ของประเทศไทย Thailand Zocial Award คุณกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ช้อปปี้ถือเป็นแบรนด์อีคอมเมิร์ซที่ได้รับการกล่าวถึงมาอย่างต่อเนื่องในแวดวงโซเชียลมีเดียขอประเทศไทย ด้วยการขับเคลื่อนองค์กรผ่านสื่อดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ ช้อปปี้ ครองตำแหน่งแบรนด์อันดับ 1 ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย สาขาอีคอมเมิร์ซ ยืนระยะผู้นำมาได้อย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปีที่ผ่านมาบนเวที Thailand Zocial Award”

ด้วยเสียงตอบรับจากพันธมิตรและรางวัลการันตีมากมาย ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งบ่งชี้อย่างชัดเจนในการฉายภาพเส้นทางสู่ความสำเร็จขึ้นแท่นยืน 1 อีคอมเมิร์ซในใจนักช้อปของเมืองไทย เพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จและภาคภูมิใจในครั้งนี้ช้อปปี้ยังคงเดินหน้าส่งแคมเปญ “#ช้อปปี้ยืน1” ตอกย้ำจุดยืนในทุกมิติไม่ว่าจะเป็น #ของเยอะยืน1 #โปรดียืน1 พร้อมเฉลิมฉลองความพิเศษสุดให้แก่ผู้ใช้งานด้วยโปรโมชั่นสุดคุ้มค่า[9] อาทิ โค้ดส่งฟรีขั้นต่ำ 0 บาททั้งแอปฯ, โค้ดส่วนลดสูงสุด 50% สินค้ายอดฮิตลดสูงสุด 80%, โค้ดรับเงินคืนสูงสุด 20% coins ตั้งแต่วันนี้ - 28 มีนาคมนี้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของแคมเปญ “#ช้อปปี้ยืน1” ได้ที่ https://shopee.co.th/m/shopee-is-no-1


เดินหน้าปั้นโปรสุดคุ้มแบบนอนสตอปใน “Shopee 4.4 Shocking Sale” วันช้อป โปรช็อก


ตอกย้ำความเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยืน 1 ในใจนักช้อปชาวไทย “ช้อปปี้” เดินหน้าปั้นโปรโมชั่นสุดร้อนแรงแบบนอนสตอปผ่านแคมเปญ “Shopee 4.4 Shocking Sale” วันช้อป โปรช็อก ที่ขนกองทัพสินค้าครอบคลุมทุกหมวดหมู่จากร้านค้าและแบรนด์ดังบน Shopee Mall และ Shopee Premium อาทิ Dunlopillo, Huawei, Tefal, Hisense, Lotus's, Carrier, Samsung, LG, Mamypoko พร้อมทั้งพันธมิตรชั้นนำมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรงพยาบาลกรุงเทพ, เมืองไทยประกันภัย, เมืองไทยประกันชีวิต, กรุงเทพประกันชีวิต, SC Asset และ Sanrio และอีกคับคั่ง มาตบเท้าจัดโปรโมชั่นราคาคุ้ม ดีลสุดช็อกแบบเต็มสูบ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของนักช้อปชาวไทยอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น โค้ดส่วนลด 1,000 บาท[10], ดีล 1 สตางค์ [11], โปรโมชั่นส่งฟรีขั้นต่ำ 0 บาท[12] พิเศษสำหรับผู้ที่ชำระเงินผ่าน ShopeePay พบกับโปรจ่ายบิลฟินรับหน้าร้อน รับส่วนลดทันที 40 บาท เติมเงิน เติมเน็ต รับเงินคืนถึง 40% Coins คุ้มสุด ๆ กับดีลป๊อปคอร์น โบว์ลิ่ง ไอซ์สเก็ต เริ่มต้นเพียง 20 บาท และดีลเที่ยวจองโรงแรม จองตั๋วเครื่องบินบนช้อปปี้ รับส่วนลดสูงสุด 400 บาท ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม - 4 เมษายน 2565


นอกจากโปรโมชั่นสุดคุ้ม ช็อกวงการอีคอมเมิร์ซ ช้อปปี้ยังเดินหน้าส่งต่อความสุขให้นักช้อปชาวไทยผ่านประสบการณ์ทางความบันเทิงจากเหล่าฟีเจอร์ยอดฮิตบนแอปพลิเคชันช้อปปี้ที่มาพร้อมของรางวัลชนิดจัดเต็ม อย่าง Shopee Live ที่พร้อมส่งคอนเทนต์สาระน่ารู้และความบันเทิงตลอดแคมเปญ สำหรับเหล่าเกม

เมอร์ห้ามพลาด พบกับกองทัพเกมสุดมันส์ในคอลเลคชั่นของ Shopee Prizes อาทิ Shopee Farm, Shopee Daily Prizes , Shopee Pet , Shopee Run, Shopee Shake Shake, Shopee Hunt และอีกมากมาย ให้ได้เพลิดเพลินกันอย่างเต็มอิ่มและมีสิทธิ์รับรางวัลสุดพิเศษกลับบ้านไปอีกด้วย ยกระดับความพิเศษในวันที่ 4 เมษายน 2565 แฟน ๆ ช้อปปี้เตรียมพบกับการกลับมาของรายการเกมโชว์เฉพาะกิจมาตามนัดทุกวันดีเดย์ โดยครั้งนี้มาในชื่อ Shopee 4.4 The Millionaire Game Show เกมแจกล้าน ที่มาพร้อมความสนุกสนานจากพาเหรดเซเลบริตี้แถวหน้าของเมืองไทย ที่จะมาสร้างเสียงหัวเราะ เฮฮาน้ำตาไหล ผ่านเกมตอบคำถามสุดโหดพร้อมแฟน ๆ จะได้พบกับโชว์สุดเซอร์ไพรส์จากเหล่าศิลปินดารา ไม่เพียงเท่านี้ช้อปปี้ยังขนกองทัพมามอบให้แฟน ๆ ตลอดกิจกรรม และพิเศษ พบกับเกมยอดฮิต Shopee Shake Shake รวมกว่า 4 ล้านบาท รับชมพร้อมกันทางช่อง CH7 และ Shopee Live วันที่ 4 เมษายน 2565 เวลา 18.45 - 19.45 น.


นับถอยหลังพร้อมช้อปปิ้งสินค้าหลากหลายหมวดหมู่ไปกับแคมเปญ “Shopee 4.4 Shocking Sale” วันช้อป โปรช็อก จากช้อปปี้และ ShopeePay ที่พร้อมเสิร์ฟความคุ้มค่า คุ้มราคา จากแบรนด์ชั้นนำบน Shopee Mall และพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำใน Rewards Programme ที่สามารถแลกคะแนนสะสมจากแบรนด์พันธมิตรและและสถาบันการเงินที่ร่วมรายการ ไม่ว่าจะเป็น Dtac Reward, AirAsia Big, FWD Max, Susco, Grab, บัตรเครดิตอิออน (AEON), บัตรเครดิตเคทีซี, บัตรเครดิตกสิกรไทย-ช้อปปี้, บัตรเครดิตกรุงศรี ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม - 4 เมษายน 2565 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shopee.co.th/m/4-4

นันยางคว้า 2 รางวัลจากเวทีการประกวด MAT AWARD 2021

posted Mar 3, 2022, 12:02 AM by Maturos Lophong   [ updated Mar 3, 2022, 12:04 AM ]




นันยางคว้า 2 รางวัลจากเวทีการประกวด MAT AWARD 2021



ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด รับมอบรางวัลจากการประกวดแคมเปญการตลาด MAT Award 2021 (Marketing Award of Thailand 2021) จัดโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย หลังแคมเปญ “นันยางแฮฟฟัน รองเท้านักเรียนสำหรับเด็กประถม เบา นุ่ม ไม่ต้องผูกเชือก” ได้สะท้อนไอเดียสร้างสรรค์ฝ่าวิกฤติโควิดคว้า 2 รางวัลสุดยอดแคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านกลยุทธ์ (Strategic Marketing) และแคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านการสร้างคุณค่าของแบรนด์ (Brand Experience & Communication) มาครองได้สำเร็จ จากผู้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 73 ผลงาน จาก 44 องค์กรทั่วประเทศ โดยแคมเปญนี้ได้สะท้อนไอเดียสร้างสรรค์ฝ่าวิกฤติโควิด คงฐานลูกค้ารุ่นเด็กไว้อย่างเหนียวแน่น ตอบโจทย์ผู้ปกครองที่ต้องการลดเสี่ยงสัมผัสเชื้อ แสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศด้านกลยุทธ์ของนันยางที่สะท้อนแนวคิดทางการตลาดเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย และมีการนำกลยุทธ์มาแปร เป็นแผนปฏิบัติการณ์ที่สอดคล้อง ตอบโจทย์วัตถุประสงค์ทางธุรกิจท่ามกลางการแข่งขัน และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับแบรนด์ ทั้งยังสามารถถ่ายทอดจุดยืนของแบรนด์แก่กลุ่มเป้าหมายผ่านการสร้างประสบการณ์และการสื่อสารต่างๆ ส่งผลไปสู่การสนับสนุนสินค้าหรือบริการ กลายเป็นความจงรักภักดีในตัวแบรนด์ และนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจซึ่งนับเป็นความสำเร็จล่าสุดของนันยาง



เรียบ ง่าย สไตล์ธรรมดา กับครั้งแรก! นันยาง ซาฟารี สีขาว

posted Feb 23, 2022, 12:51 AM by Maturos Lophong


เรียบ ง่าย สไตล์ธรรมดา กับครั้งแรก! นันยาง ซาฟารี สีขาว



อีกขั้นกับแรงบันดาลใจครั้งใหม่ที่ไม่เคยหยุดของ นันยาง กับการพัฒนา “ตำนานบทใหม่” นันยาง ไวท์ ซาฟารี (Nanyang White Zafari) โดยได้นำสไตล์รองเท้านันยางในยุค 60’s รุ่น 121 มาพัฒนาใหม่สู่เจนเนอเรชั่นที่ 5 ในปี 2022 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผลิตเป็นสีขาว ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘การผลิตแบบดั้งเดิม’ ที่กระบวนการผลิตกว่า 95% ถูกทำขึ้นด้วยมืออย่างมีศิลปะด้วยความปราณีต และใช้กาวสูตรเฉพาะ ‘นันยาง-07’ ที่มีคุณสมบัติเหนียวพิเศษ ทำให้รองเท้ามีความทนทาน พิถีพิถันในการเลือกใช้วัถตุดิบ วัสดุทุกชิ้นผลิตขึ้นในประเทศไทย 100%

ราคา 299 บาท/คู่ มีให้เลือกตั้งแต่เบอร์ 35-45

มีให้เลือก 3 สี 3 สไตล์ ⚪️ขาว ⚫️ดำ 🟤โกโก้

วางจำหน่ายที่ร้านรองเท้าใกล้บ้าน และ ออนไลน์ https://linktr.ee/NanyangLegend








รองเท้านันยาง ซาฟารี รุ่นแรก 121 ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1961 จนเกิดเป็นเทรนด์รองเท้าผ้าใหม่รูปแบบใหม่ในไทย และได้รับการพัฒนาอีกครั้งในปี 1990 กับรุ่น 121-S ก่อนจะปรับโฉมอีกครั้งในปี 1998 รุ่น 121-N และเพื่อให้ได้รองเท้าที่ใช่สำหรับผู้ที่รักและชื่นชอบ นันยาง ซาฟารี โดยในปี 2018 นันยางได้ทำการสำรวจความต้องการของลูกค้าเพื่อปรับโฉมนันยาง ซาฟารี อีกครั้งกับรุ่น 2018 จนกลายเป็นผ้าใบยอดนิยมของคนทุกวัยที่มีไลฟ์สไตล์เป็นของตนเอง

----------

#NanyangZAFARI #รองเท้าธรรมดา

#นันยาง #ทุกก้าวคือตำนาน

Breaker เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด! XSB-Pro 2022

posted Jan 17, 2022, 12:22 AM by Maturos Lophong






Breaker เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด! XSB-Pro 2022

ไอเท็มคู่ใจนักเล่นสเก็ตบอร์ด พร้อมรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น รองเท้า 3 ข้าง เพียง 100 เซ็ทเท่านั้น


รองเท้า Breaker เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุด XSB-Pro 2022 เอาใจสายสเก็ตผู้หลงใหลในแฟชั่น มีให้เลือกมากถึง 3 รุ่น แตกต่างกันตามวัสดุ โชว์คุณสมบัติเด่นในเรื่องความทนทานต่อการเล่นทริคต่างๆ ของสเก็ตบอร์ด พื้นยางรองรับแรงกระแทกได้ดีเป็นพิเศษ มาพร้อมกับสโลแกน “Play like a pro” รองเท้าที่จะทำให้สนุกกับกีฬา Extreme มากขึ้น ทั้งยังเปิดตัวไฮไลท์สุดพิเศษครั้งแรกในไทยด้วยการจำหน่ายรองเท้า 3 ข้าง เพื่อการเล่นที่ไม่สะดุดเวลาเล่นแล้วรองเท้าชำรุด มีข้างสำรองใช้ จัดจำหน่ายในรูปแบบ Limited Edition 100 เซ็ทเท่านั้น พร้อมของแถมจุใจเพื่อคนรักความท้าทาย และแหวกว่ายไปในสายลม





ด้วยประสบการณ์มากกว่า 40 ปีของบริษัท เอส.ซี.เอส สปอร์ตสแวร์ จำกัด ในการเป็นผู้ผลิต และจำหน่ายรองเท้านักเรียนผ้าใบเบรกเกอร์ รองเท้านักเรียนป๊อบทีน และรองเท้านักเรียนแคทช่า จนมีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของลูกค้ามาโดยตลอด จนถึงวันนี้สามารถขยายไลน์ไปสู่รองเท้า Sneaker และรองเท้าสำหรับฟุตซอล และกีฬาเอ็กซตรีม อย่างเสก็ตบอร์ด ซึ่งลูกค้าให้การตอบรับกับตลาดใหม่ที่เปิดเป็นอย่างดี และเป็นที่มาของการพัฒนารองเท่ารุ่นใหม่ๆ อย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์เช่นกัน โดยล่าสุดได้เปิดตัวรองเท้ารุ่นใหม่ อย่าง XSB-Pro 2022 ที่จะมาเป็น “ไอเท็มลับ” ทำให้นักเล่นสเก็ตบอร์ดทุกคนเล่นได้อย่างโปร

นายวิษณุ วงศ์วีระนนท์ชัย รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.ซี.เอส. สปอร์ตสแวร์ จำกัด เปิดเผยว่า รองเท้า Breaker XSB-Pro 2022 เปิดตัวออกมาควบคู่กับแนวคิดสนับสนุนให้ทุกคนก้าวข้ามอุปสรรคหรือข้อจำกัดต่างๆ เพื่อผลักดันตัวเองไปไกลกว่าที่เคยด้วยสโลแกน “ไปให้สุดกว่าที่เคยสุด” ซึ่งสโลแกนนี้เป็นหนึ่งเดียวกับปรัชญาที่ Breaker นำมาใช้ในการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อผลิตรองเท้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกประเภท เพื่อครองใจลูกค้าไว้ตลอดไป




สำหรับจุดเด่นรองเท้า Breaker XSB-Pro รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ นอกจากน้ำหนักเบาเหมาะสมกับการเล่นกีฬา เอ็กซ์ตรีมแล้ว ยังคงความทนทานของรองเท้าได้อย่างดี มีแถบร้อยเชือก 2 ชั้น ป้องกันเชือกขาด และที่โดดเด่นอย่างมากคือ พื้นยางสูตรเฉพาะที่เป็นจุดเด่นของ Breaker ที่ทนทานรับแรงกระแทก และแรงกดทับได้ดีเป็นพิเศษ ด้านในมีแผ่นรอง 2 ชั้น สำหรับคนที่ชอบรองเท้าแบบกระชับเท้าเป็นพิเศษ โดยมีขนาดให้เลือกครอบคลุมทุกความต้องการตั้งแต่ Size 37-47

Breaker XSB-Pro 2022 มีให้เลือก 3 รุ่น โดยแนะนำรุ่นเริ่มต้น อย่าง XSB เปิดตัวในราคาสบายกระเป๋า เพียง 790 บาท มีสีขาว ดำ ให้เลือก โดยใช้วัสดุผ้าทวิลล์ลายทแยง ที่มีโครงสร้างของเส้นด้ายแนวทแยง ทำให้เนื้อผ้าไม่ฉีกขาดง่ายและแข็งแรงกว่าผ้า Canvas ทั่วไป เติมความเท่ห์ด้วยตาไก่หกเหลี่ยมในโทนสีแบบ Matt colour (สีแบบไม่เงา) เสริมโฟมบริเวณข้อเท้าเพิ่มความกระชับ และแผ่นรองด้านในที่นุ่มสบายเท้า รองรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ลิ้นรองเท้ามีผ้า Mesh หรือตาข่าย ช่วยระบายอากาศได้ดีขึ้น ส่วนด้านหน้าของรองเท้า เสริมแถบยางในส่วนที่ต้องสัมผัสกับกระดาษทราย เวลาเล่น Trick ของ Skateboard และพื้นยางสูตรเฉพาะที่เป็นจุดเด่นของ Breaker ที่ทนทานรับแรงกระแทก และแรงกดทับได้เป็นดีเป็นพิเศษ





ตามมาด้วยรุ่น XSB-Pro ในราคา 1,290 บาท ที่มีให้เลือกมากถึง 3 สีแฟชั่น ได้แก่ ขาว ดำ และดำแดง รวบรวมทุกข้อดีตามแบบฉบับของรองเท้า Breaker XSB-Pro 2022 เข้าไว้ด้วยกันทั้งหมด ทั้งพื้นยางสูตรเฉพาะที่เป็นจุดเด่นของ Breaker ที่ทนทานรับแรงกระแทก และแรงกดทับได้เป็นดีเป็นพิเศษ ด้านในแผ่นรองเสริม Poron วัสดุที่ช่วยเรื่องซับแรงกระแทกได้มากถึง 90% แต่ที่พิเศษไปกว่านั้น คือการเลือกใช้วัสดุพรีเมี่ยม หนังกลับ (Suede) ขุยเรียบ และผ้าแคนวาส ลายทแยงสไตล์ Original ในสไตล์ สีดำ-ขาว

นอกจากนี้ ยังมีรุ่น XSB-Pro Suede 1,790 บาท สีดำเท่านั้น โดยอัพเกรดจากรุ่น XSB-Pro ใช้หนังกลับ (Suede) ขุยเรียบ เกรดพรีเมี่ยมทั้งตัว เพิ่มความทนทานในการสัมผัสกับผิวของกระดาษทรายได้ในทุกๆ จุดของรองเท้า ในรุ่นนี้จะมาพร้อมพื้นรองเท้าที่หนากว่า XSB-Pro รองเท้าด้านในเสริม Elastic band บริเวณตรงกลางของรองเท้า ช่วยเรื่องความกระชับ และล็อคลิ้นของรองเท้าให้เข้าที่อยู่เสมอ ประกอบเข้ากับพื้นรองเท้าและแผ่นรองเสริมเหมือน XSB-Pro

และในรุ่นนี้ยังส่งต่อความพิเศษแบบ Limited Edition Set 3 ข้าง ราคา 2,400 บาท โดยจัดจำหน่าย Breaker XSB-Pro รุ่นตัวท็อป หนังกลับ สีดำ 3 ข้าง โดย 2 ข้างจะเป็นรองเท้าปกติ และอีก 1 ข้างจะเป็นรองเท้าสำรอง ซึ่งจำหน่ายแบบ Limited Edition 100 เซ็ทเท่านั้น

“หลังจากนักออกแบบรองเท้าของเราศึกษาการใช้รองเท้าของนักกีฬาเอ็กสตรีมสเก็ตบอร์ดอย่างใกล้ชิด โดยส่งให้นักสเก็ตบอร์ดนำรองเท้าของ Breaker XSB ไปใช้และส่งกลับมาเพื่อดูร่องรอยการสึกหรอ การใช้งาน เพื่อพัฒนารองเท้าให้ดียิ่งขึ้น พบว่า การใช้งานรองเท้าของผู้ที่ฝึกฝนเสก็ตบอร์ด มักจะชำรุดข้างเดียวก่อน และมีการปะยางเพื่อซ่อม หรือต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งคู่ไปเลย Breaker จึงตัดสินใจปล่อยรองเท้า Breaker XSB-Pro รุ่นตัวท็อป หนังกลับ สีดำ จำหน่ายให้ 3 ข้าง เพื่อมุ่งหวังที่จะสนับสนุนนักกีฬาสเก็ตบอร์ดและผู้ที่สนใจให้ใช้งานได้อย่างไม่สะดุด” ผู้บริหารแบรนด์รองเท้า Breaker กล่าวและทิ้งท้ายว่า สำหรับผู้ที่กำลังหลงใหลในกีฬาเอ็กซ์ตรีมอย่าง สเก็ตบอร์ด เซิร์ฟบอร์ด ที่ต้องการหารองเท้าคู่ใจช่วยให้การเล่นสนุกขึ้นและมีผลต่อการเล่นที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แบรนด์ Breaker พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้ครอบครองรองเท้าที่ใช่ที่สุดสำหรับนักสเก็ต โดยรุ่น XSB รุ่น XSB-Pro และรุ่น XSB-Pro Suede จะวางจำหน่ายพร้อมกันในวันที่ 17 มกราคมนี้ ที่ร้านสเก็ตบอร์ตชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ และสำหรับรุ่น XSB-Pro Suede Limited Edition เซ็ท 3 ข้าง จะเปิดให้พรี ออเดอร์ตั้งแต่วันที่ 17-23 มกราคมนี้เช่นกัน ผ่านช่องทางออนไลน์ www.breaker-shoes.com พร้อมของแถมจุใจ อาทิ เสื้อยืด BREAKER XSB T-Shirt, Rubber pad Pro ยางซ่อมรองเท้า, และสติกเกอร์กราฟฟิตี้ ตกแต่งสเก็ตบอร์ด เป็นต้น เรียกว่าเอาใจและรู้ใจสายสเก็ตเป็นที่สุด พร้อมยืนหยัดและเคียงข้างสนับสนุนนักกีฬาสเก็ตบอร์ดและผู้ที่สนใจในความท้าทาย

1-10 of 224