Marketing‎ > ‎

Penshoppe รุกคืบทำตลาดในไทย

posted Jul 11, 2017, 8:59 PM by Maturos Lophong


เป็นแบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นกลุ่ม Fast Fashion จากฟิลิปปินส์ในชื่อ Penshoppe ที่มีการเติบโตอย่างมากในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ล่าสุดได้ตัดสินใจมาเปิดสาขาอย่างเป็นทางการแล้วที่เซ็นทรัล เวสต์เกต โดยเน้นในด้านสินค้าคุณภาพควบคู่กับกลยุทธ์ด้านราคา หวังตีตลาดทั้งในส่วนของออนไลน์และออฟไลน์ และมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 4 – 5 สาขาภายในสิ้นปีนี้ด้วย

โดยที่ผ่านมา ต้องบอกว่า แบรนด์ Penshoppe มีการเปิดสาขาในประเทศเพื่อนบ้านของไทยโดยรอบแล้วกว่า 700 สาขา ไม่ว่าจะเป็นที่ฟิลิปปินส์ประเทศบ้านเกิด อินโดนีเซีย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาร์เรน รวมถึงประเทศที่ขายบนมาร์เก็ตเพลส ยกตัวอย่างเช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง และไต้หวัน



ขณะที่ประเทศที่แบรนด์ Penshoppe ตั้งใจจะเปิดร้านสาขาทั้ง Offline และ Online นั้นปัจจุบันมีเพียง 3 ประเทศได้แก่ ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และประเทศไทย (กำลังจะเปิดในเร็ว ๆ นี้) ซึ่งคุณ Jeff Bascon แบรนด์ไดเร็คเตอร์จากบริษัท Golden ABC บริษัทแม่ของ Penshoppe เผยว่า กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 18 – 25 ปี ซึ่งมีทั้งวัยรุ่น – วัยทำงาน

โดยคุณ Jeff เผยอีกด้วยว่า พฤติกรรมการช้อปปิ้งสินค้าหมวด Fast Fashion ของวัยรุ่นไทยและฟิลิปปินส์นั้นมีความคล้ายคลึงกันมาก นั่นคือถึงแม้จะมีร้านค้าปลีกแฟชั่นอยู่ทั่วไป แต่กลุ่มวัยรุ่นทั้งไทยและฟิลิปปินส์ก็มักจะเปรียบเทียบในเรื่องราคาและคุณภาพของสินค้านั้น ๆ กับสินค้าที่วางจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้าก่อนเสมอ ซึ่งปัจจัยในด้านราคามีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้ากลุ่ม Fast Fashion อยู่พอสมควร



อีกประการหนึ่งที่ไม่ต่างกันคือมีการเสิร์ชหาข้อมูลบน Social Media ทางบริษัทจึงได้มีการใช้ Influencer ทั้งในระดับ Global และ Local เพื่อสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ซึ่ง Influencer ของแบรนด์ที่ผ่านมาได้แก่ Lucky Blue Smith, Cameron Dallas และ Kaia Gerber

นางสาวริญญภัสร์ ศรีวิมลชัยภัทร ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ เพ็นช็อป ประเทศไทย,นายสินรันปาล มันจันดา กรรมการผู้จัดการ ทรินิตี้กรุป คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายเจฟฟ์ เเบสคอน ผู้อำนวยการผลิตภัณฑ์ฝ่ายต่างประเทศ

สำหรับสินค้าของแบรนด์ที่วางจำหน่ายในไทยนั้นมีทั้งสิ้น 500 รายการ และจะเป็นการนำเข้าจากประเทศฟิลิปปินส์ทั้งหมด อีกทั้งจะมีการออกคอลเล็คชั่นใหม่อย่างต่อเนื่องประมาณ 5 – 6 คอลเล็คชั่นต่อปี รวมถึงทำคอลเล็คชั่นพิเศษตามเทศกาลต่าง ๆ ของไทยด้วย

ด้านสินค้าที่จะเปิดจำหน่ายบนมาร์เก็ตเพลสนั้นอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเลือกมาร์เก็ตเพลสใดบ้าง โดยคุณ Jeff ให้ความเห็นว่า ตลาดสินค้าออนไลน์นั้นเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาก และเป็นตลาดที่บริษัทให้ความสำคัญ อย่างไรก็ดี สัดส่วนยอดขายของออนไลน์และออฟไลน์นั้นยังค่อนข้างต่างกันอย่างชัดเจน โดยออฟไลน์ครองส่วนแบ่งตลาดสูงกว่ามาก ประมาณ 95% ส่วนออนไลน์คิดเป็น 5% ของยอดขายทั้งหมด ทั้งนี้ส่วนหนึ่งมาจากการที่บริษัทมีร้านสาขากระจายอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง

ที่ผ่านมา ทางคุณ Jeff มองว่า แบรนด์ของตนเองนั้นสามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้เหนือกว่าคู่แข่ง เช่น การนำเสนอยีนส์คุณภาพดีในราคา 599 บาท เป็นต้น จึงเชื่อว่า ธุรกิจ Penshoppe จะเติบโตต่อเนื่องทุกปีปีละ 20% ตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน

ด้านคุณสินรันปาล มันจันดา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรินิตี้กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่าย Penshoppe ในประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ตลาด Fast Fashion ของไทยเป็นตลาดที่ท้าทาย ซึ่งจุดแข็งของแบรนด์คือความหลากหลายด้านการออกแบบ สวมใส่สบายและกลยุทธ์ด้านราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง 20 – 30% ซึ่งเป็นราคาที่ผู้บริโภคจับต้องได้มากกว่า

“ภายในปีนี้ PENSHOPPE จะเปิดสาขาอีกอย่างน้อย 4-5 Store และเราได้วางแผนร่วมกับ เจ้าของพื้นที่อีกหลายโครงการที่จะลุยตลาดในประเทศไทยและจะเปิดสาขาในทุกๆ ปี ปีละประมาณ 8-10 store เรามั่นใจว่าแบรนด์เราสามารถตอบโจทย์ความคุ้มค่าทั้งคุณภาพและราคาที่จับต้องได้ง่ายกว่าถึง 20-30% และยังไม่มี Brand ชั้นนำแบรนด์ใด สามารถนำกางเกงยีนส์คุณภาพดีเสนอให้ลูกค้าได้ในราคาเริ่มต้นที่ 599 บาทได้
Comments