Motor & Energy




“แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2563 – 2567)

posted Dec 3, 2019, 10:26 PM by Maturos Lophong



การแถลงข่าว หัวข้อ “แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2563 – 2567)

และสรุปผลงานเด่นประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562”

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2562 ณ คุ้มดำเนิน รีสอร์ท อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

.......................................................

1. ความจำเป็นในการจัดทำยุทธศาสตร์ กกพ. พ.ศ. 2563 – 2567

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชุดใหม่ปัจจุบันได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมาซึ่งเป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับนโยบายที่มีผลกระทบต่อการกำกับกิจการพลังงานหลายประการ เช่น การประกาศใช้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศต่อจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอดจนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2561-2580) เป็นต้น รวมทั้งบริบทที่เกี่ยวข้องกับการกำกับกิจการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ได้แก่

1.1 ทิศทางการพัฒนาพลังงานโลกและการพัฒนาพลังงานในอนาคตให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและพลังงานทดแทนในรูปแบบของพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น

1.2 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบรรณตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 21 (COP-21) ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2559 และได้ประกาศเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากฟอสซิล และกระจายชนิดเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

1.3 ทิศทางการพัฒนาพลังงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561-2580 และนโยบายรัฐบาล (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) ให้ความสำคัญกับการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

กกพ. จึงเห็นควรให้ทบทวนแผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ. 2561-2564 ให้ทันสมัย
เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับกิจการพลังงานของประเทศให้บรรลุวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 อย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป


2. สาระสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ กกพ. พ.ศ. 2563 – 2567

แผนยุทธศาสตร์การกำกับกิจการพลังงาน ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2563 - 2567) ประกอบด้วย 9 วัตถุประสงค์หลัก โดยมี วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์ เป้าหมาย และกลยุทธ์ที่สำคัญ สรุปดังนี้

2.1 วิสัยทัศน์ “กำกับกิจการพลังงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน และส่งเสริมการแข่งขันให้เหมาะสมเป็นธรรม”

2.2 วัตถุประสงค์

(1) ส่งเสริมให้บริการด้านพลังงานอย่างเพียงพอ มีความมั่นคง และมีความเป็นธรรม ต่อผู้ใช้พลังงานและผู้รับใบอนุญาต

(2) ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ใช้พลังงานทั้งด้านอัตราค่าบริการ และคุณภาพการให้บริการ

(3) ส่งเสริมการแข่งขันในกิจการพลังงาน และป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบในการประกอบกิจการพลังงาน

(4) ส่งเสริมให้การบริการของระบบโครงข่ายพลังงานเป็นไปด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

(5) ส่งเสริมให้การประกอบกิจการพลังงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้พลังงาน

(6) ปกป้องสิทธิเสรีภาพของผู้ใช้พลังงาน ชุมชนท้องถิ่น ประชาชน และผู้รับใบอนุญาตในการมี
ส่วนร่วม เข้าถึง ใช้ และจัดการด้านพลังงานภายใต้หลักเกณฑ์ที่ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

(7) ส่งเสริมการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรในการประกอบกิจการพลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้ประชาชนใช้พลังงานอย่างประหยัด รวมทั้งการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ

(8) ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

(9) บริหารจัดการองค์กรที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และพัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพด้านการกำกับกิจการพลังงาน

2.3 เป้าหมาย

(1) ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมีความเชื่อถือต่อการดำเนินงานของ สำนักงาน กกพ. ไม่ต่ำกว่า

ร้อยละ 60

(2) ผู้ใช้บริการมีความพอใจต่อคุณภาพบริการ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 และมาตรฐานคุณภาพบริการไฟฟ้าไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด รวมทั้งคุณภาพไฟฟ้าไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด

-3-



(3) กำกับการส่งเสริมการแข่งขันได้ตามแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน

(4) ประกาศหลักเกณฑ์ข้อกำหนดการใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าแก่บุคคลที่สาม
ภายในปี 2564

(5) ผู้ประกอบกิจการพลังงานร้อยละ 100 มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบกิจการพลังงาน

(6) ผู้ใช้พลังงาน ชุมชนท้องถิ่น ประชาชน และผู้รับใบอนุญาตมีความพอใจต่อกระบวนการสนับสนุนการมีส่วนร่วมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70

(7) ผู้ประกอบการที่ได้รับการเผยแพร่ความรู้ในการใช้ทรัพยากรในการประกอบกิจการร้อยละ 100

(8) ผู้ประกอบการได้รับการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการใช้พลังงานหมุนเวียนในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมร้อยละ 100

(9) ระบบการปฏิบัติงานของสำนักงาน กกพ. มีมาตรฐานสากล

(10) ระบบฐานข้อมูลสำหรับการกำกับกิจการพลังงานของสำนักงาน กกพ. เป็นศูนย์ข้อมูลด้านการกำกับกิจการพลังงานแห่งชาติ

2.4 กลยุทธ์สำคัญ เช่น

(1) ปรับปรุงระบบการกำกับกิจการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อให้มีพลังงานที่เพียงพอ และมั่นคง โดยปรับปรุงระบบการอนุญาตทั้งระบบการออกใบอนุญาตให้สอดคล้องตามขนาดโรงไฟฟ้าและประเภทเชื้อเพลิง รวมทั้งปรับปรุงการให้บริการการออกใบอนุญาตให้มีประสิทธิภาพ บูรณาการการทำงานในด้านการจัดหาพลังงาน การกำหนดมาตรฐานการประกอบกิจการพลังงาน และอัตราค่าบริการพลังงานให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นเอกภาพสอดคล้องกับแผนพัฒนากิจการด้านพลังงาน และนโยบายรัฐบาล

(2) ปรับปรุงหลักเกณฑ์การกำกับอัตราค่าบริการพลังงาน (ไฟฟ้า และก๊าซธรรมชาติ) ให้มีความโปร่งใส และได้มาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น โดยกำกับดูแลการกำหนดอัตราค่าบริการทั้งด้านต้นทุนและอัตราผลตอบแทนตามมาตรฐานสากล ให้อัตราค่าบริการอยู่ในระดับที่ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจสามารถรับภาระได้

(3) เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในกิจการไฟฟ้าตามแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน โดยจัดทำระบบข้อมูลที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการประกอบกิจการพลังงานที่ทันสมัยเป็นปัจจุบัน ใช้งานง่าย และเพียงพอต่อการใช้ประกอบการวางแผน และลงทุนของผู้ประกอบการ และเผยแพร่ต่อสาธารณะ

(4) จัดทำมาตรฐานการให้บริการของระบบโครงข่ายเพื่อให้มีมาตรฐานบริการระดับสากล โดยจัดทำหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติการขอใช้และเชื่อมต่อไฟฟ้า และบูรณาการข้อกำหนดการเชื่อมต่อโครงข่ายของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และจัดทำหลักเกณฑ์การคิดอัตราค่าบริการในการใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายของการไฟฟ้า (Wheeling Charge) ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง

(5) ส่งเสริมการประกอบกิจการให้มีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้พลังงาน โดยจัดทำประมวลหลักปฏิบัติ (Code of Practice : Cop) สำหรับโรงไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ให้ครบถ้วนทุกประเภทเชื้อเพลิง และพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงาน ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ตามมาตรา 51 และมาตรฐานทางวิศวกรรมตามมาตรา 72 และมาตรา 89 ของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 อย่างครบถ้วน

(6) พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ใช้พลังงาน ชุมชนท้องถิ่น ประชาชน และผู้รับใบอนุญาตอย่างเป็นระบบเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมได้อย่างครบถ้วนทุกขั้นตอน โดยปรับปรุงระเบียบด้านการมีส่วนร่วมให้ทันสมัย สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วม ได้แก่ Cop EIA/ EHIA รวมทั้งเพิ่มศักยภาพเกี่ยวกับการเสริมสร้างกระบวนมีส่วนร่วมของประชาชนให้กับคณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขต (คพข.) และสำนักงาน กกพ. ประจำเขต

(7) พัฒนาระบบการกำกับให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพยากรในการประกอบกิจการพลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพ โดยกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานด้านการกำกับประสิทธิภาพการประกอบกิจการพลังงาน และศึกษารูปแบบธุรกิจการประกอบกิจการพลังงานที่ประหยัดการใช้ทรัพยากร และสนับสนุนการศึกษาวิจัย ทดลอง และพัฒนาการใช้พลังงานและการใช้ทรัพยากรในการประกอบกิจการไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย

(8) ส่งเสริมการใช้ประโยชน์และพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนเพื่อให้การประกอบกิจการไฟฟ้ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย โดยกำหนดมาตรฐานการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และสนับสนุนการศึกษามาตรการด้านราคา เทคโนโลยี นวัตกรรม รวมทั้งปรับปรุงกฎระเบียบ
ที่เกี่ยวข้อง

(9) พัฒนาระบบบริหารจัดการการปฏิบัติงานของสำนักงาน กกพ. ให้ทันสมัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้ตอบสนองความต้องการและให้บริการอย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส โดยสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านการกำกับกิจการพลังงานให้เป็นสากล และพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีระบบบริหารและบริการเทคโนโลยีดิจิทัลตามแนวทางของ พ.ร.บ. การบริหารและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562

(10) พัฒนาบุคลากรให้เป็นมืออาชีพด้านการกำกับกิจการพลังงาน โดยพัฒนาการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เป็นระบบและมีมาตรฐาน ปรับปรุง และทบทวนบทบาทของบุคลากรของสำนักงาน กกพ. ประจำเขตเกี่ยวกับการกำกับกิจการพลังงาน และการบริหารงานกองทุนให้ชัดเจนและมีความเหมาะสม รวมทั้งเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน

3. งบประมาณดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ กกพ. พ.ศ. 2563 – 2567

คณะกรรมการ กกพ. มีมติเห็นชอบแผนปฏิบัติการตามแผนยุทธศาสตร์ กกพ. พ.ศ. 2563 – 2567 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2562 มีวงเงินงบประมาณตามแผนยุทธศาสตร์ จำนวนทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่จะเป็นการดำเนินงานตามกลยุทธ์พัฒนาระบบการกำกับให้ผู้ประกอบการใช้ทรัพยากรในการประกอบ

กิจการพลังงานอย่างประหยัด มีประสิทธิภาพฯ วงเงิน 2,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของงบประมาณทั้งหมด เนื่องจากเป็นกลยุทธ์ที่ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์หลักของ พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน
พ.ศ. 2550 รองลงไปเป็นการดำเนินงานตามกลยุทธ์พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบฯ วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด และกลยุทธ์ส่งเสริมการใช้ประโยชน์และพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียนฯ วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด

4. แผนยุทธศาสตร์ กกพ. พ.ศ. 2563 – 2567 มีอะไรใหม่เพิ่มเติมจากแผนฉบับที่ผ่านมา

4.1 พัฒนาระบบการกำกับกิจการพลังงานให้มีมาตรฐานสากลมีคุณภาพและประสิทธิภาพตามบริบทการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนาพลังงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

4.2 ส่งเสริมการวิจัยพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนให้มีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการใช้พลังงาน
ที่สะอาด

4.3 ส่งเสริมผู้ประกอบกิจการพลังงานให้เพิ่มประสิทธิภาพการประกอบการและสร้างความตระหนักให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน และใช้พลังงานที่สะอาด

5. ประชาชนจะได้อะไรจากแผนยุทธศาสตร์ กกพ. พ.ศ. 2563 – 2567

5.1 ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจมีพลังงานใช้อย่างเพียงพอ มั่นคง มีคุณภาพ และราคาพลังงานของประเทศสะท้อนต้นทุนการจัดหาและเป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตและผู้ใช้พลังงาน

5.2 พื้นที่รอบโรงไฟฟ้าและประชาชนในพื้นที่ประกาศมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีบริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพียงพอและมีคุณภาพสูง เช่น เส้นทางการคมนาคม โรงเรียน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล เป็นต้น

5.3 ประชาชนทุกกลุ่มอายุตั้งแต่เด็กเยาวชน และประชาชนทั่วไปมีความตระหนักในการอนุรักษ์และใช้พลังงานอย่างประหยัด รวมทั้งมีโอกาสใช้พลังงานที่สะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายแห่งศตวรรษขององค์การสหประชาชาติ

5.4 ผู้ประกอบกิจการพลังงานมีประสิทธิภาพในการดำเนินงานสูงขึ้น และจะมีส่วนช่วยให้มีความสามารถในการแข่งขันของประเทศสูงขึ้น

“ยามาฮ่า” เปิดตัว Tenere 700 ใหม่ The Next Horizon is Yours

posted Dec 1, 2019, 7:34 PM by Maturos Lophong


“ยามาฮ่า” เปิดตัว Tenere 700 ใหม่ The Next Horizon is Yours 

พร้อม TMAX 560 Belong to the MAX

รุ่นใหม่ล่าสุด อย่างเป็นทางการ

จัดเต็ม!!! โปรโมชั่นสุดพิเศษ ในงาน Motor Expo 2019

บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด สร้างปรากฏการณ์สุดยิ่งใหญ่ เปิดตัวบิ๊กไบค์ 2 รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) โดยในปีนี้ยามาฮ่ายกทัพรถจักรยานยนต์ทุกรุ่นร่วมจัดแสดงแน่นบูธ โดยมีไฮไลท์อยู่ที่การเปิดตัว Yamaha Tenere 700 บิ๊กไบค์สไตล์แอดแวนเจอร์ พร้อมด้วย Yamaha TMAX 560 สปอร์ตสกู๊ตเตอร์ รุ่นใหม่ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวในงาน EICMA 2019 ณ ประเทศอิตาลี

สำหรับงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ในปีนี้ ยามาฮ่าได้ยกทัพรถจักรยานยนต์ทั้ง Big Bike และ Standard Bike มาจัดแสดงภายในอาณาจักรยามาฮ่าแบบสุดอลังการ โดยไฮไลท์ของบูธในปีนี้คือการเปิดตัว Yamaha Tenere 700, TMAX 560 พร้อมด้วยการเปิดราคา Yamaha NIKEN อย่างเป็นทางการ โดยพร้อมกันนี้ บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ยังได้ทำการฉลองยอดขาย Yamaha XMAX 300 ในเมืองไทยสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก จากยอดจำหน่ายจาก 40 ประเทศทั่วโลก นับตั้งแต่ปี 2015 – 2019 ด้วยยอดจำหน่ายสูงถึง 30,000 คัน นอกจากนี้ภายในบูธยามาฮ่ายังจะพบกับ Yamaha XSR155 Sport Heritage ที่ชนะการแข่งขันการประชันไอเดียการตกแต่งจาก 40 สำนักแต่งชื่อดังของประเทศในรายการ "Yamaha Custom Made Battle 2019 XSR155" ภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2019 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2019 ณ บูธ G03 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยบูธ “Yamaha” ภายในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2019 นี้ ยังมีโปรโมชั่นสุดพิเศษทั้ง Big Bike และ Standard Bike ดังต่อไปนี้

ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า Big Bike ภายในงาน

· ซื้อ YZF-R1M, YZF-R1, NIKEN, Tenere 700, TMAX 560 และ TMAX 560 Tech Max

ฟรี!! ประกันชั้น 1

· ซื้อ SCR950 ฟรี!! Gift Voucher มูลค่า 100,000 บาท

· ซื้อ MT-10 ฟรี!! Gift Voucher มูลค่า 85,000 บาท

· ซื้อ Tracer 900 และ Tracer 900GT ฟรี!! Gift Voucher มูลค่า 75,000 บาท

· ซื้อ Super Tenere ฟรี!! Gift Voucher มูลค่า 60,000 บาท

· ซื้อ XSR900, XSR700, MT-09 และ Bolt-R ฟรี!! Gift Voucher มูลค่า 50,000 บาท

· ซื้อ YZF-R6 ฟรี!! ประกันภัยชั้น 1 พร้อม Gift Voucher มูลค่า 30,000 บาท

· ซื้อ TMAX DX ออกรถเพียง 0 บาทและ ฟรี!! ประกันภัยชั้น 1

· ซื้อ MT-07 ออกรถเพียง 0 บาท ฟรี!! ประกันภัยชั้น 1 พร้อมบัตรเติมน้ำมัน 10,000 บาท

**โปรโมชั่นเดียวกับ Yamaha Riders’ club ทุกสาขาทั่วประเทศ**

ข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับ Standard Bike ภายในงาน

· ซื้อ YZF-MT-03 ฟรี! ของแถมมูลค่า 26,000 บาท

· ซื้อ NEW Yamaha YZF-R3 รับของแถมฟรี! มูลค่า 21,000 บาท

· MT-15 ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท พร้อมรับเสื้อแจ็คเก็ต MT-Series ฟรี! ทันทีที่จองภายในงาน

· ซื้อ XSR155 Sport Heritage ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท พร้อมรับกระเป๋า XSR155 Limited Edition ทันทีที่จองภายในงาน และลุ้นรับสิทธิในการนำรถไปเพ้นท์ลวดลาย โดยศิลปินมือฉกาจ มิสเตอร์พินแมน มูลค่า 5,000 บาท (จำกัด 10 ท่าน จากการสุ่มจับรางวัลเท่านั้น)

· ซื้อ YZF-R15 ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 4,000 บาท

· ซื้อ FreeGo, LEXi VVA ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 3,000 บาท

· ซื้อ AEROX 155 ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 3,000 บาท พร้อมรับ MVP Set มูลค่า 4,250 บาท (สินค้ามีจำนวนจำกัด)

· ซื้อ QBIX ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 4,000 บาท

· ซื้อ GRAND FILANO HYBRID, FINO 125 ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท

· ซื้อ GT125 ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท พร้อมรับหมวกกันน๊อคสุดเท่

· ซื้อ FINN ฟรี! Gift Voucher มูลค่า 2,000 บาท พร้อมชุด ฟรี 4 ฟินน์ มูลค่า 1,448 บาท ทันทีที่จองในงาน


สินค้า และอะไหล่ตกแต่งลดสูงสุด 40%

· Yamalube ลดสูงสุด 30%

· Yamaha Taichi ลดสูงสุด 30%

· Yamaha Apparel ลดสูงสุด 40%

· Yamaha Accessories ลดสูงสุด 20%



พบกับกองทัพรถจักรยานยนต์ยามาฮ่า พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ แบบจัดเต็ม!!! ได้ที่บูธยามาฮ่า ภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2019 ณ บูธ G03 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Yamaha Call Center โทร. 02-263-9999 หรือติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลข่าวสารทางออนไลน์ได้ที่


Website : www.yamaha-motor.co.th

Facebook : Yamaha Society Thailand

Instagram : @yamahasocietythailand

Youtube : Yamaha Society Thailand







เปิดฉาก Motor Expo 2019

posted Dec 1, 2019, 7:29 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 1, 2019, 7:30 PM ]

เริ่มแล้ว “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” ระดมค่ายรถ 34 แบรนด์ จักรยานยนต์ 26 แบรนด์ ประชันรถใหม่พร้อมแคมเปญเด็ด ผู้ชมลุ้นชิงรถฟรี 4 คัน คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 50,000 ล้าน

ขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธานจัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” เปิดเผยว่า ปีนี้ “IMC สื่อสากล” จัดงาน Motor Expo 2019 ภายใต้แนวคิด “โลดแล่นทันใด ทะยานไปด้วยกัน-Ride and Drive Together Now” โดยได้รับเกียรติจาก จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน มีผู้ผลิตรถยนต์ร่วมงานจำนวน 34 บแรนด์ จาก 9 ประเทศ รถจักรยานยนต์ 26 บแรนด์ จาก 9 ประเทศ


ในงานมีการเปิดตัวรถใหม่หลายรุ่น อาทิ BMW X3 M, Mazda 2, Porsche Cayenne Coupe, Volvo V60 นอกจากนั้น ยังมีรถที่เพิ่งเปิดตัว และกำลังได้รับความสนใจ อาทิ BMW X4 M, Ford Everest Sport, Ford Ranger FX4, Honda City, Honda Civic Hatchback, Hyundai Veloster, Mazda CX-8, Mini John Cooper Works Clubman, Mitsubishi Attrage, Mitsubishi Mirage, Mitsubishi Triton Athlete, Nissan Almera, Nissan GT-R 50th Anniversary, Toyota Yaris Ativ, Toyota Yaris
ทุกบูธจัดพโรโมชันพิเศษมากมาย ยิ่งกว่านั้นผู้จัดยังมีกิจกรรมคืนกำไรให้ผู้ชมทั้ง ซื้อรถ...ชิงรถ/ซื้อบัตร...ชิงรถ/ซื้อสินค้า...ชิงรถ/ซื้อมอเตอร์ไซค์...ชิงบิกไบค์/โหลด Motor Expo APP ชิงรางวัล รวมมูลค่ามากกว่า 3.5 ล้านบาท

สำหรับยอดจองรถภายในงานคาดว่าจะสูงถึง 50,000 คัน รถจักรยานยนต์ 9,000 คัน ผู้ชมงานราว 1.6 ล้านคน สร้างเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 56,000 ล้านบาท

กิจกรรมที่น่าสนใจ ภายในอาคาร ได้แก่ IMC Community แสดงผลงานสื่อดิจิทอลของ "IMC สื่อสากล" เช่น เวบไซท์ autoinfo.co.th และรายการพี่น้องลองรถ ทางยูทูบ ช่อง Autoinfo Online Motor Expo Boat Fest 2019 แสดงเจทสกี เครื่องยนต์เรือ โมเดลเรือยอชท์ อุปกรณ์กีฬา และกิจกรรมทางน้ำหลากหลาย บริเวณ ลอบบี ชาลเลนเจอร์ 2 Skill Driving Experience Junior อบรมขับขี่ปลอดภัย เพื่อปลูกฝังวินัยการจราจรให้แก่เยาวชน อายุ 6-12 ปี นิทรรศการ F1 in Schools และ Land Rover 4x4 in Schools กิจกรรมเพื่อเยาวชนระดับนานาชาติ พร้อมการแข่งขัน F1 in Schools Esport Racing Champion League Thailand 2019 บริเวณลอบบี ชาลเลนเจอร์ 2 มุมมอเตอร์สปอร์ท แสดงรถแข่งหลากหลายรูปแบบ ทั้ง เซอร์กิท ดแรก และดริฟท์ รวมถึงรถแต่งทุกสไตล์ รวมถึง ฮอนดา ซีวิค อีจี 3 ประตู วางเครื่อง 3UZ ขับหลังคันแรกในประเทศไทย บริเวณชาลเลนเจอร์ 3 นิทรรศการสมาคมรถโบราณแห่งประเทศไทย จัดแสดงรถทรงคุณค่า และหาชมได้ยาก ตามแนวคิด “DNA แห่งความคลาสสิค” บริเวณชาลเลนเจอร์ 1 International Pavilion พื้นที่แสดงสินค้า และเจรจาเชิงธุรกิจ​ ของผู้ผลิต​อุปกรณ์​ยานยนต์​จากประเทศ​จีน​ สาธารณรัฐเกาหลี​ และอินโดนีเซีย ​ บริเวณชาลเลนเจอร์ ​3​ ​ระหว่างวันที่ 7-10 ธันวาคม 2562 Motor Expo Professional Seminar การเสวนาที่น่าสนใจ หัวข้อ “2020 ทิศทางยานยนต์ไทย คิด..ทำ..ปรับตัว ?!?!” ห้องจูปิเตอร์ 4-5 วันที่ 3 ธันวาคม 2562 เวลา 13.00-16.00 น. หัวข้อ “ความรู้เรื่องการใช้รถยนต์ไฟฟ้า” ห้องจูปิเตอร์ 8-9 วันที่ 7 ธันวาคม 2562 เวลา 14.00-15.30 น. หัวข้อ “อู่กลางการประกันภัย ยุคใหม่ มั่นใจ รับใช้ประชาชน” ห้องจูปิเตอร์ 8-9 วันที่ 9 ธันวาคม 2562 เวลา 12.00-16.30 น. Motor Expo-Canon Photo Contest 2019 ประกวดภาพประทับใจในงานหัวข้อ “Iconic” ชิงกล้อง Canon Mirrorless รุ่น EOS RP (เฉพาะ Body) และรางวัลอื่นรวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท ฯลฯ

กิจกรรมภายนอกอาคาร ได้แก่ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อนสี่ล้อ (Spirit of The 4x4 Driving School) สร้างสนามจำลองอุปสรรคให้ทดลองนั่งรถ 4x4 ที่ขับโดยผู้เชี่ยวชาญ ลานทดลองขับ พื้นที่ทดลองขับรถรุ่นที่ผู้ชมสนใจ โดยมีมาตรการคุมเข้มพิเศษเพื่อความปลอดภัย บริเวณด้านหลังชาลเลนเจอร์ สนามทดสอบระบบช่วยขับอัตโนมัติ พื้นที่สำหรับทดลองใช้งานระบบช่วยเหลือ ที่ติดตั้งมากับรถ เช่น ระบบถอยจอดอัตโนมัติ ระบบเบรคอัตโนมัติ ฯลฯ ภายใต้คำแนะนำ และการดูแลของผู้เชี่ยวชาญจากผู้แทนจำหน่าย และจากโครงการ "ขับเป็น...ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล" (Skill Driving Experience) บริเวณลานจอดรถขนส่ง หลังอาคารชาลเลนเจอร์ Motoring Club สมาชิกคลับรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ นำรถคันโปรดมาจัดแสดงให้คนรักรถได้ชมบริเวณ Drop Off ชั้น 2 อาคารชาลเลนเจอร์ 2 ฯลฯ


กิจกรรมริมทะเลสาบเมืองทองธานี ได้แก่ โครงการ "ขับเป็น...ขับปลอดภัย กับ สื่อสากล" จัดการอบรม Skill Driving Experience Demo เพื่อเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างถูกต้อง ในวันที่ 5 ธันวาคม 2562 เวลา 8.30-16.00 น. Road to IAM Bangkok & Car Meeting ซิ่ง! ป่ะล่ะ เฟ้นหารถสวย Street Use Racing 5 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ 2 ประตู 3 ประตู 4 ประตู 5 ประตู และพิคอัพ เพื่อเข้าร่วมแสดงในงาน IAM Bangkok 2020 โดยคัดเลือกในวันที่ 8 ธันวาคม 2562

การเดินทางไปชมงานมีบริการ ฟรี ! รถรับ-ส่ง ปรับอากาศ ต่อเดียว...เที่ยว Motor Expo 2019 ขาเข้างาน รอบแรก 11.00 น. รอบสุดท้าย 20.30 น. ขาออกงาน รอบแรก 12.00 น. รอบสุดท้าย 22.30 น. รายละเอียด ดังนี้

หมอชิต-Impact-หมอชิต MRT สถานีจตุจักร Exit 4, BTS สถานีหมอชิต Exit 2

อ่อนนุช-Impact-อ่อนนุช สถานีอ่อนนุช Exit 2

สีลม-Impact-สีลม MRT สถานีสีลม Exit 1, BTS สถานีศาลาแดง Exit 5

รังสิต-Impact-รังสิต ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ลานจอดรถตู้

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม 2562 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ Impact เมืองทองธานี พร้อมชมการถ่ายทอดสดงานได้ทาง ททบ. 5 TV5HD1 Facebook: TV5HD1 และ Facebook: MotorExpo ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลา 14.00-16.00 น. รวมถึงการถ่ายทอดสดผ่านโซเชียลมีเดียในวันที่ 1-2 ธันวาคม 2562 เวลา 12.00-19.00 น. 5 ช่องทาง ได้แก่ Facebook: TV5HD1, Youtube: TV5HD1, Facebook: MotorExpo, Youtube: IMC Online และ Twitter: MotorExpoTH ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ motorexpo.co.th แอพพลิเคชัน Motor Expo และ Line: @motorexpo

กลุ่มอีซูซุหนุนการศึกษา มอบทุนเรียนดีในระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2562

posted Nov 26, 2019, 11:35 PM by Maturos Lophong




มูลนิธิกลุ่มอีซูซุในประเทศไทยเดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์การเป็น “นิติบุคคลที่ดีของสังคมไทย” ตอกย้ำพันธกิจเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้แก่เยาวชนของชาติอย่างต่อเนื่อง จัดพิธีมอบทุนการศึกษาพิเศษ ประเภทผลการเรียนยอดเยี่ยม ประจำปี 2562 ให้แก่ นิสิตและนักศึกษาจาก 5 สถาบันการศึกษาในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 50 ทุน มูลค่ารวม 1,640,000 บาท เพื่อขยายโอกาสให้นิสิตนักศึกษาที่มีผลการเรียนดีได้พัฒนาศักยภาพในด้านวิชาการต่อไป

มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “มูลนิธิกลุ่มอีซูซุได้สนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯในปี พ.ศ. 2530 โดยเฉพาะด้านการศึกษา เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาโดยรวมของบุคคลและสังคม เช่น การมอบทุนการศึกษาให้กับทั้งนักเรียน นักศึกษาผู้ที่มี ผลการเรียนยอดเยี่ยม หรือมีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ การสนับสนุนกองทุนวิจัย ด้านวิศวกรรม การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์สนับสนุนโดยอีซูซุที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศ การบริจาคแชสซีส์รถยนต์และเครื่องยนต์ให้กับสถานศึกษาต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับการมอบทุนการศึกษาพิเศษ ประเภทผลการเรียนยอดเยี่ยมจำนวน 50 ทุน มูลค่ารวม 1,640,000 บาท เป็นหนึ่งในทุนการศึกษาประจำปีที่มอบให้กับนักศึกษาที่ได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ ซึ่งนอกจากจะมีผลการเรียนยอดเยี่ยมแล้วยังเป็นผู้ที่เข้าร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่านิสิต นักศึกษาทุกคนที่ได้รับทุนการศึกษาของอีซูซุจะบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาได้สำเร็จ สมความมุ่งหมายเพื่อที่จะได้เป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญสู่อนาคตที่สดใสของประเทศไทยต่อไป”

นางสาวนดาสิริ พงษ์พุฒิวัฒนา และนางสาวเมทินี มงคลศุภนิมิต สองตัวแทนนิสิตจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เผยถึงความรู้สึกที่ได้รับทุนจากอีซูซุและเทคนิคการเรียนให้ได้เกรดเฉลี่ยที่ดีว่า “ภูมิใจมากค่ะที่ได้รับทุนนี้ เพราะเราตั้งใจเรียนกันมากและยังแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมด้วย เทคนิคที่ทำให้ได้เกรดเฉลี่ย 3.99 มาจากการตั้งใจเรียนในห้อง บทเรียนไหนที่ไม่เข้าใจก็จะทบทวนเลย หรือสอบถามอาจารย์ เพราะมั่นใจว่าอาจารย์ทุกท่านพร้อมที่จะช่วยเหลือนิสิตทุกคนอยู่แล้ว และก็ไม่ลืมที่จะแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมด้วยเพราะว่าการเรียนไม่ใช่อย่างเดียวที่จะทำให้เราเติบโตมาเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพในอนาคต แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะทำกิจกรรมและมีเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ ด้วยค่ะ สำหรับทุนนี้ถือเป็นแรงกระตุ้นที่จะทำให้ตั้งใจเรียนและเป็นบุคลากรที่ดีต่อไป ฝากถึงน้อง ๆ ให้ตั้งใจเรียนกันนะคะ จะได้มีโอกาสได้รับทุนแบบนี้ค่ะ” 

นายศุภฤกษ์ แก้ววิมลรัตน์ นิสิตจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยว่า “ทุนนี้ของอีซูซุถือเป็นกำลังใจที่ดีในการศึกษาต่อในรั้วมหาวิทยาลัยครับ ส่วนวิธีที่ทำให้เกรดเฉลี่ยดีก็เป็นผลมาจากการตั้งใจเรียนในห้องเรียนและหลังจากเลิกเรียนก็มีกลับไปทบทวนบทเรียนกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง ซึ่งจะได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทเรียนกันด้วย ทำให้เข้าใจมากยิ่งขึ้น จุดมุ่งหมายต่อไปของผมคือการเป็นบุคลากรที่ดีของสังคมและจะตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติต่อไปครับ ฝากถึงน้อง ๆ ที่อยากจะได้รับทุนดี ๆ แบบนี้จากอีซูซุ ขอให้ตั้งใจเรียนและหาเวลาร่วมกิจกรรมของมหาวิทยาลัยเพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่กับเพื่อน ๆ และได้ฝึกการทำงานร่วมกับผู้คนที่หลากหลายด้วยครับ”



ฮอนด้า เปิดตัว “ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่

posted Nov 26, 2019, 11:15 PM by Maturos Lophong



ฮอนด้า เปิดตัว “ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่” เจเนอเรชันที่ 5 ครั้งแรกในโลก สร้างปรากฏการณ์ใหม่ที่เปิดทุกความเป็นไปได้ 

ครั้งแรกกับขุมพลังเทอร์โบใหม่ 1.0 ลิตร 122 แรงม้า ด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ให้ทั้งสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร แต่ยังประหยัดน้ำมันสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร

ดีไซน์ภายนอกที่ผสานความสปอร์ตและความหรูหรา และภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางสะดวกสบายเหนือระดับรถซิตี้คาร์

เพิ่มความคุ้มค่าด้วยฟังก์ชันการใช้งานและอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ที่มาพร้อมราคาที่ปรับลดลงในทุกเกรด

ครั้งแรกกับรุ่น RS ที่ยกระดับความสปอร์ตเร้าใจไปอีกขั้น

สัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2019 และพบกันที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ 24 ธ.ค. 2562



บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว ฮอนด้า ซิตี้ใหม่ เจเนอเรชันที่ 5 ครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย อีกขั้นแห่งยนตรกรรมซิตี้คาร์ที่พร้อมขับเคลื่อนพาคุณให้ไปไกลเกินกว่าทุกความคาดหมายและเปิดทุกความเป็นไปได้ ด้วยอีกขั้นแห่งความสปอร์ตหรูหราของดีไซน์ภายนอก ภายในห้องโดยสารกว้างขวางและหรูหราเกินคลาส พร้อมท้าทายทุกการขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเทอร์โบเครื่องยนต์ 1.0 ลิตร VTEC TURBO 122 แรงม้า ที่ทรงพลังและให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย พิเศษครั้งแรกกับรุ่น RS ที่พร้อมตอกย้ำความสปอร์ตเร้าใจ ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS รอบคัน อีกทั้งนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เจเนอเรชันล่าสุด มาพร้อมสีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) ร่วมสัมผัสฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562 และพบกันที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 - 31 ธันวาคม 2562 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 พร้อมรับนาฬิกา Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท 

มร.มาซายูคิ อิงาราชิ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ งานปฏิบัติการประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้ามอเตอร์ จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซิตี้ นับเป็นหนึ่งในยนตรกรรมที่สำคัญของฮอนด้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นยนตรกรรมสำหรับภูมิภาค (Regional Model) โดยเปิดตัวเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียเมื่อปี พ.ศ. 2539 และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เจเนอเรชัน 1 ถึง เจเนอเรชัน 4 ด้วยยอดขายสะสมใน 60 ประเทศทั่วโลกกว่า 4 ล้านคัน ซึ่งภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียเป็นตลาดที่สำคัญของฮอนด้า ซิตี้ เห็นได้จากยอดขายกว่า 100,000 คัน ในปี 2562 (มกราคม – กันยายน 2562) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 70% จากยอดขายฮอนด้า ซิตี้ ทั่วโลก และประเทศไทย ถือเป็นตลาดหลักของ ฮอนด้า ซิตี้ ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง อีกทั้งเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของฮอนด้าในภูมิภาคอีกด้วย ในวันนี้ลูกค้าชาวไทยจะได้สัมผัสกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นครั้งแรกในโลก โดยจะเป็นยนตรกรรมที่จะมาสร้างปรากฏการณ์ที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าและสร้างมาตรฐานใหม่ให้ตลาดรถยนต์ไทยได้อีกครั้งหนึ่ง”


นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ฮอนด้า ซิตี้ เป็นยนตรกรรมที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระดับรถซิตี้คาร์ ด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดซับคอมแพคท์ จากความสำเร็จของ ฮอนด้า ซิตี้ กว่า 2 ทศวรรษ การพัฒนา ฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันใหม่ จึงถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ โดยจะเป็นรถซิตี้คาร์ที่พัฒนาให้ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิมและเหนือกว่ารถในระดับเดียวกันในทุกด้าน แต่ยังเพิ่มความคุ้มค่าด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ซึ่งมาพร้อมราคาที่ปรับลดลงในทุกเกรด ด้วยคุณค่าใหม่นี้ ฮอนด้า ซิตี้ เจเนอเรชันที่ 5 จะเข้ามาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอีกครั้ง” 

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มาพร้อมดีไซน์ภายนอกที่สปอร์ตและสง่างาม สะกดทุกสายตาด้วยเส้นสายที่เฉียบคมโดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟท้ายแบบ LED กระจังหน้าแบบโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 15 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารเปลี่ยนทุกสุนทรียภาพให้กว้างขวางกว่าที่เคย ด้วยการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับสรีระ เพื่อความสะดวกสบายในทุกที่นั่งทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร มาพร้อมความหรูหราและสวยงามยิ่งขึ้นในโทนสีดำ หรือเบาะหนังและภายในสีทูโทน ไอเวอรี่/ดำ (เฉพาะรุ่น SV) คอนโซลหน้าแบบ Piano Black มือจับเปิดประตูด้านในตกแต่งโครเมียม ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ มาตรวัดเรืองแสงพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ เป็นต้น


ครั้งแรกกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ รุ่น RS ที่เปลี่ยนมุมมองรถซิตี้คาร์ให้สปอร์ตหรูหรามากกว่าที่เคย ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตแบบ RS รอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และสัญลักษณ์ RS มาพร้อมกันชนหน้าและกระจังหน้าสไตล์สปอร์ต ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกแบบ LED กระจกมองข้างสีดำแบบสปอร์ตพร้อมไฟเลี้ยวในตัว สปอยเลอร์หลังแบบ Gloss Black พร้อมสัญลักษณ์ RS และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 16 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตยิ่งขึ้นด้วยเบาะหนังกลับดีไซน์ใหม่ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสงสีแดง และดึงดูดทุกสายตาด้วยสีภายนอกใหม่ สีแดงอิกไนต์ (Ignite Red) เฉพาะรุ่น RS


ท้าทายข้อจำกัดทุกการขับขี่ด้วยขุมพลังเทอร์โบใหม่ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว มาพร้อม Turbo Charger ที่อัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 - 4,500 รอบต่อนาที ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่าเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร (เมื่อเทียบกับรุ่นเดิม) และแรงบิดเทียบเท่าเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ผสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่อง (CVT) ให้อัตราเร่งและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 23.8 กิโลเมตร/ลิตร ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด สะดวกสบายด้วยระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานไอเสียยูโร 5 (EURO 5) ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ 99 กรัม/กิโลเมตร และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ได้อีกด้วย


เพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยโครงสร้างตัวถังนิรภัย G-Force Control หรือ G-CON ปกป้องห้องโดยสารจากการชนรอบทิศทางด้วยถุงลม 6 ตำแหน่ง ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง (Vehicle Stability Assist - VSA) ระบบช่วยการออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชัน (Hill Start Assist - HSA) และกล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมองได้ 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera)

ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่

รุ่น RS ราคา 739,000 บาท

รุ่น SV ราคา 665,000 บาท

รุ่น V ราคา 609,000 บาท

รุ่น S ราคา 579,500 บาท

และมีให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีใหม่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น RS สีขาวแพลทินัม (มุก) เฉพาะรุ่น RS และรุ่น SV สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) และสีขาวทาฟเฟต้า เฉพาะรุ่น V และรุ่น S โดยมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่จอง ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2562 - 31 ธันวาคม 2562 และรับรถภายในวันที่ 31 มกราคม 2563 รับนาฬิกา Fitbit Smart Tracker รุ่น Charge 3 สี Graphite/Black มูลค่า 6,490 บาท

เสริมความสปอร์ตในสไตล์คุณไปอีกขั้นด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) รอบคัน ที่มาพร้อมกับแนวคิด “Stage Up Booster” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก เช่น สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก ราคา 8,150 บาท แป้นคันเร่งและเบรกดีไซน์สปอร์ต ราคา 1,300 บาท คิ้วบันได LED ราคา 4,400 บาท ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วลายสปอร์ต ราคา 3,600 บาท (ราคาต่อ 1 วง ไม่รวมยาง) ไฟตัดหมอกแบบ LED ราคา 5,500 บาท และกล้องหน้ารถ ราคา 3,850 บาท

นอกจากนี้ยังมีให้เลือกในรูปแบบแพ็กเกจ ทั้งหมด 3 แพ็กเกจ ได้แก่

Modulo Aero Package ราคา 15,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และสเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น

Modulo Aero RS Package ราคา 17,900 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง และ สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น

Modulo Aero Sport Package ราคา 23,500 บาท ประกอบด้วย สเกิร์ตหน้า แบบ 2 ชิ้น สเกิร์ตข้าง สเกิร์ตหลัง แบบ 2 ชิ้น และ สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรก

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัส ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 36 (The 36th Thailand International Motor Expo 2019) ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี และพบกับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2562 เป็นต้นไป ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลจากที่ปรึกษาการขายได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/city โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับผ่าน www.honda.co.th/testdrive

หมายเหตุ:

- อุปกรณ์มาตรฐาน อาจแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

- สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท และ สีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 6,000 บาท

- ราคาแพ็กเกจชุดแต่งโมดูโล ไม่รวม VAT 7%

- รายละเอียดอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จาก https://hondaaccess.co.th/line-up/honda-city

- ข้อเสนอพิเศษสำหรับ ฮอนด้า ซิตี้ ใหม่ เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด

36 ปี บาฟส์กรุ๊ป ชูกลยุทธ์เสริมฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง

posted Nov 20, 2019, 11:37 PM by Maturos Lophong





36 ปี บาฟส์กรุ๊ป ชูกลยุทธ์เสริมฐานธุรกิจให้แข็งแกร่ง พร้อมรุกธุรกิจใหม่ ขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการพลังงานชั้นนำระดับภูมิภาค

กลุ่มบริษัทบริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ หรือ บาฟส์กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 36 ปี เปิดแนวทางการดำเนินธุรกิจ วางกลยุทธ์มุ่งสร้างความเติบโต โดยรักษาฐานธุรกิจหลักให้มั่นคงและเดินหน้าขยายธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพและความสามารถในการแข่งขัน พร้อมแสวงหาความร่วมมือในด้านการลงทุนในโครงการใหม่ทั้งในและต่างประเทศ

หม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ ผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ เปิดเผยว่า บาฟส์เกิดขึ้นจากอุดมการณ์ในการดำเนินธุรกิจเพื่อการสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน ส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย รวมถึงสร้างมูลค่าทางสังคมและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการขนส่งน้ำมันโดยรถบรรทุก ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน บาฟส์มีการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งมาตลอดระยะเวลา 36 ปี ในการเป็นผู้ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานที่รวดเร็ว ตรงต่อเวลา มีความปลอดภัยสูงสุด ได้มาตรฐานสากล และใส่ใจสิ่งแวดล้อม จนได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก


“ในฐานะผู้ให้บริการน้ำมันอากาศยานอย่างครบวงจร บาฟส์ให้บริการกับสายการบินกว่า 800 เที่ยวบินต่อวันในท่าอากาศยาน 5 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง ท่าอากาศยานสมุย ท่าอากาศยานตราดและท่าอากาศยานสุโขทัย และมีการขยายธุรกิจที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงาน และรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายในการเป็นผู้ให้บริการพลังงานชั้นนำระดับภูมิภาค” ม.ร.ว. ศุภดิศ กล่าว

นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนของปี 2562 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 17,094 ล้านบาท มีรายได้ค่าบริการจำนวน 2,869 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.2% จาก 2,807 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้ค่าบริการของธุรกิจให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยาน 82% และรายได้ค่าบริการของธุรกิจให้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อ 18% โดยมีปริมาณน้ำมันอากาศยาน 4,562 ล้านลิตร เติบโตขึ้น 2.4% และปริมาณน้ำมันรวมทุกผลิตภัณฑ์ 3,413 ล้านลิตร ลดลง 1.1% กลุ่มบริษัทฯ มีกำไรสุทธิจำนวน 780 ล้านบาท ลดลง 10.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2561 โดยมีอัตรากำไรสุทธิที่ 27.5% เนื่องจากกลุ่มบริษัทฯ ต้องรับรู้ต้นทุนบริการในอดีต หรือค่าชดเชยลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปจำนวน 80 ล้านบาท ตามพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2562

“บริษัทฯ ดําเนินธุรกิจโดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบคุณค่าและสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่นๆ ตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจอย่างสมดุลในด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การดำเนินการด้านการรับน้ำมันจากบริษัทน้ำมันที่เป็นกระบวนการต้นน้ำไปจนถึงการเติมน้ำมันให้แก่สายการบินซึ่งเป็นผู้รับบริการที่เป็นกระบวนการปลายน้ำด้วยกระบวนการที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยและมาตรฐานระดับสากล มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและใส่ใจปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 


พร้อมส่งเสริมการบริหารจัดการความรู้และการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้อย่างเหมาะสม รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพภายในองค์กรให้พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์เติบโตให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้” นายประกอบเกียรติ กล่าว


หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในสภาวะที่การเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กลุ่มบริษัทฯ จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจ เพื่อให้สามารถสานต่ออุดมการณ์ทางธุรกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน โดยการขยายธุรกิจหลักไปยังสนามบินที่มีศักยภาพทั้งในและต่างประเทศ และเพิ่มสัดส่วนของรายได้จากธุรกิจอื่นๆ ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้ของกลุ่มบริษัทฯ แบ่งเป็น 80/20 โดยเป็นรายได้จากธุรกิจหลัก 80% และธุรกิจอื่นๆ 20% แต่ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทตั้งเป้าขยายธุรกิจอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 60/40



“สำหรับความคืบหน้าการขยายธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ในส่วนของธุรกิจหลัก บาฟส์ จับมือกับพันธมิตร เข้าร่วมประมูลโครงการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภาของกองทัพเรือ ซึ่งบริษัทผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเป็นที่เรียบร้อย ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอประกาศผล นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนที่จะขยายการลงทุนในต่างประเทศ ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนและการวิเคราะห์โอกาสและศักยภาพของตลาด พร้อมแสวงหาพันธมิตรที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะได้ผลสรุปในปี 2563 ในส่วนของธุรกิจอื่น บริษัทมีแนวทางที่จะลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เช่น การขยายไลน์การผลิตรถเติมน้ำมันและรถสนับสนุนภาคพื้นดินภายในสนามบินที่ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้า ซึ่งต้องมีการออกแบบทางวิศวกรรมเฉพาะและใช้เทคโนโลยีระบบวิศวกรรมที่ทันสมัย อีกทั้งหาช่องทางที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ ทั้งในธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีหน้า” ม.ล. ณัฐสิทธิ์ กล่าว

ปัจจุบัน บาฟส์กรุ๊ป มีบริษัทในเครือทั้งสิ้น 6 บริษัท ได้แก่
1. บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด (Fuel Pipeline Transportation Limited: FPT) สัดส่วนการถือหุ้น 75.0% ดำเนินการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางระบบท่อส่งน้ำมันใต้พื้นดินจากโรงกลั่นน้ำมันบางจาก (สายบางจาก-ดอนเมือง-บางปะอิน) และจากสถานีจัดเก็บน้ำมันบริเวณช่องนนทรี (สายมักกะสัน-สุวรรณภูมิ) ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือ โดยวางท่อส่งน้ำมันใต้พื้นดินจากคลังน้ำมันบางปะอินไปยังคลังน้ำมันจังหวัดพิจิตรและคลังน้ำมันจังหวัดลำปาง
2. บริษัท ไทยเชื้อเพลิงการบิน จำกัด (Thai Aviation Refuelling Company Limited: TARCO) สัดส่วนการถือหุ้น 90.0% ดำเนินการให้บริการระบบส่งน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานผ่านท่อแบบ Hydrant ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปัจจุบันกำลังดำเนินโครงการวางท่อระบบ hydrant ในโครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เฟส 2
3. บริษัท บริการน้ำมันอากาศยาน จำกัด (Intoplane Services Company Limited: IPS) สัดส่วนการถือหุ้น 83.3% ให้บริการเติมน้ำมันอากาศยาน ที่ท่าอากาศยานสมุย ตราด และสุโขทัย
4. บริษัท บาฟส์ อินโนเวชั่น ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด (BAFS Innovation Development Company Limited: BID) สัดส่วนการถือหุ้น 100.0% ดำเนินการประกอบธุรกิจหลักเกี่ยวกับการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย พัฒนา ปรับปรุง ออกแบบ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รวมทั้งการให้สิทธิและให้บริการด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี
5. บริษัท บาฟส์ อินเทค จำกัด (BAFS INTECH Company Limited) สัดส่วนการถือหุ้น 90.0% ดำเนินธุรกิจออกแบบ ผลิต ประกอบรถเติมน้ำมันอากาศยานและอุปกรณ์ให้บริการภาคพื้นอากาศยาน
6. บริษัท บีพีทีจี จำกัด (BPTG Company Limited) สัดส่วนการถือหุ้น 40.0% ดำเนินธุรกิจประกอบสถานีบริการน้ำมันบริเวณด้านหน้าคลังน้ำมันพิจิตร คลังน้ำมันนครลำปาง และสถานีเพิ่มแรงดันที่กำแพงเพชร




นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในเอเชียที่ประเทศไทย

posted Nov 14, 2019, 6:49 PM by Maturos Lophong




รถยนต์ 'Intelligent Urban Sedan’ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ใหม่โฉบเฉี่ยว มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร ใหม่ พร้อมท้าทาย และเปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อทั้งหมดของรถยนต์

ในระดับเดียวกัน

กรุงเทพ, ประเทศไทย (14 พฤศจิกายน 2562) – ประเทศไทย เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ที่เปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เครื่องยนต์เทอร์โบ 1.0 ลิตร รถยนต์แบบซีดานอัจฉริยะสำหรับการใช้งานในเมืองที่สมบูรณ์แบบ

อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบให้ มีเสน่ห์ ทันสมัย และตื่นเต้นเร้าใจ เปิดตัวในงาน ‘Challenge All Beliefs’ ระดับโลกที่กรุงเทพฯ นิสสันท้าทายความเชื่อเดิมๆ ที่ผ่านมาทั้งหมดเกี่ยวกับรถยนต์ซีดานในเซ็กเมนต์นี้ด้วย นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งออกแบบอย่างประณีต และเพิ่มมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น

“การเปิดตัว นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของประเทศไทยสำหรับนิสสันที่มีต่อภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะเรื่องผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับโลก การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค และการพัฒนาบุคคลากรในประเทศไทยที่มีคุณภาพการผลิตระดับโลก” ยูทากะ ซานาดะ รองประธานอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย “นิสสันกำหนดให้ อัลเมร่า ใหม่ ท้าทายทุกความเชื่อกับรถยนต์ซิตี้คาร์ และต้องการมอบเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าของเรา" 

เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร เทอร์โบ รหัส HRA0 ของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ให้กำลังมากสูงสุด 100 พีเอส (Ps) และแรงบิดถึง 152 นิวตันเมตร (Nm) มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงสูงสุดถึง 23.3 กม. ต่อลิตร* มีอัตราเร่งความเร็วสูงจากแรงบิดแบบต่อเนื่อง (Flat Torque) สมรรถนะของอัลเมร่า ใหม่ จึงโดดเด่นในรถยนต์กลุ่มซิตี้คาร์

“นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ เป็นรถอินเทลลิเจนท์ เออเบิน ซีดาน ที่ครองใจครอบครัวคนรุ่นใหม่ และกลุ่มมิลเลนเนียล” ราเมช นาราสิมัน ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “อัลเมร่า ใหม่ ยกระดับความปลอดภัยด้วยนวัตกรรมขั้นสูง มีพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย และสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าของเราทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังจะซื้อรถยนต์คันใหม่ สามารถมั่นใจ และตัดสินใจซื้อรถยนต์คันสำคัญของพวกเขาได้อย่างไม่ลังเลใจ”

ขณะที่การเปิดตัวนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ถูกออกแบบเพื่อสะท้อนไลฟ์สไตล์สำหรับรถยนต์เพื่อการขับขี่ในเมือง หรือ urban sedan จัดขึ้นที่โกดัง สเตเดียม ในกรุงเทพฯ ที่มีพื้นที่ถึง 5,600 ตารางเมตร ได้รับการดัดแปลงและออกแบบใหม่อย่างสมบูรณ์แบบเพื่อสร้างเมืองอัลเมร่า ที่พร้อมพรั่งไปด้วยอาหารไปจนถึงการจัดแสดงศิลปะ และงานสร้างสรรค์อื่นๆ ถูกสร้างขึ้นเพื่อสะท้อนแนวคิด ‘Challenge All Beliefs’ หรือ ‘เปลี่ยนทุกสิ่งที่เคยเชื่อ’

ผู้เข้าร่วมงานจำนวนกว่า 600 คน ได้รับชม นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ภายในงาน พร้อมด้วยสื่อมวลชนจำนวน 300 คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมทดสอบขับในเวลากลางคืน ในสถานีทดสอบต่างๆ บนพื้นที่ถึงกว่า 12,000 ตารางเมตร บริเวณรอบๆ พื้นที่จัดงาน

"ที่นิสสัน ลูกค้าคือหัวใจสำคัญในทุกสิ่งที่เราทำ และเราพร้อมนำเสนอวิธีการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความต้องการที่เหนือความคาดหวังของลูกค้า” อดิศัย สิริสิงห รองประธานสายงานการตลาด นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย กล่าว “ดังนั้นเมื่อคุณได้เห็น นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ที่มาพร้อมการเปลี่ยนแปลงมากมาย คุณจะเข้าใจการเปิดตัวในธีม ‘Challenge All Beliefs’ เพราะนิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้เปลี่ยนไปจากเดิม ที่คุณเคยคิดว่าได้รู้จักรถคันนี้แล้ว"


นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีดีไซน์ที่ทันสมัย ภายในสะดวกสบาย และกว้างขวาง สร้างความประทับใจแก่ผู้ขับขี่ตั้งแต่ครั้งแรก เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อความปลอดภัยจะช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้านิสสัน โดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก และกลุ่มมิลเลนเนียล



ภายใต้การออกแบบใหม่ ดีไซน์ให้มิติภายนอกปราดเปรียวขึ้น กว้าง และยาวขึ้น ภายใต้ปรัชญาในการสร้างสรรค์รถยนต์ของนิสสัน แบบ “รูปทรงเรขาคณิตที่สื่อถึงอารมณ์ หรือ Emotional Geometry” นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีองค์ประกอบที่โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ เช่น กระจังหน้าแบบ V-Motion ไฟหน้าและไฟท้ายทรงบูมเมอแรง แนวเสาหลังคาหลังที่ถูกยกขึ้น (kick-up C-pillars) และ หลังคาแบบลอยตัว (floating roof)

ภายในของ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับแผงหน้าปัดแบบใหม่ หน้าจออินโฟเทนเมนต์ พวงมาลัยและที่นั่งผู้โดยสาร และภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างมีสไตล์ ใช้วัสดุคุณภาพสูงที่เน้นความประณีตในการประกอบ พร้อมด้วยพื้นที่ว่างเหนือศีรษะ และพื้นที่วางขาที่กว้างขวาง คงไว้ซึ่งความเป็นผู้นำในด้านความกว้างขวางที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน 

นอกจากนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility) ที่ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยและป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสายบริเวณด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลังของรถ เทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นเป็นองค์ประกอบสำคัญในวิสัยทัศน์ของนิสสัน เกี่ยวกับพลังงานที่ใช้ขับเคลื่อน วิถีของการขับขี่ และการบูรณาการรถยนต์ให้เข้ากับสังคม

เทคโนโลยีเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดใน นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ ซึ่งมีนวัตกรรมด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ได้แก่ เทคโนโลยีสัญญาณเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถยนต์ด้านหน้าขณะขับขี่อัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning - IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) และเทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) เทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor – IAVM) และเทคโนโลยีตรวจจับและส่งสัญญาณเตือนวัตถุและบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน (Moving Object Detection – MOD) ด้วยกล้องสี่ตัวที่ด้านหน้า ด้านหลังและด้านข้าง รอบคัน

ระบบอินโฟเทนเมนต์ NissanConnect พร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ AIVI ช่วยให้ลูกค้าสะดวกสบายด้วยการนำระบบสาระและความบันเทิง ระบบนำทาง ระบบความปลอดภัย ระบบรักษาความปลอดภัยและอื่นๆ ภายใต้แพลตฟอร์มเดียวด้วยการเชื่อมต่อที่ราบรื่นผ่านสมาร์ทโฟน


นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ มีทั้งหมดห้ารุ่นย่อย ได้แก่ S, E, EL, V และ VL มาพร้อม 6 สี ได้แก่ สีแดง เรเดียนท์ เรด (Radiant Red) สีส้ม โมนาร์ช (Monarch Orange) สีขาว สตอร์ม ไวท์ (Storm White) สีดำ แบล็ค สตาร์ (Black Star) สีเทา กัน เมทาลิค (Gun Metallic) และสีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเวอร์ (Brilliant Silver) โดยราคาสำหรับอัลเมร่า ใหม่ ทั้งห้ารุ่น ดังนี้:

• รุ่น S: 499,000 บาท

• รุ่น E: 509,000 บาท

• รุ่น EL: 559,000 บาท

• รุ่น V: 599,000 บาท

• รุ่น VL: 639,000 บาท


ทั้งนี้ นิสสัน อัลเมร่า ใหม่ พร้อมจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ และจะเริ่มส่งมอบรถ ในเดือนธันวาคม 2562 เป็นต้นไป พร้อมการประกันรถยนต์เป็นเวลา สามปีหรือ 100,000 กิโลเมตร สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามจากผู้จำหน่ายของนิสสัน หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย

*ตามมาตรฐานการวัดค่าไอเสียและอัตราสิ้นเปลือง NEDC (New European Driving Cycle)


เกี่ยวกับ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

นิสสัน ก่อตั้งในประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ 2476 โดยมีนโยบายหลักที่จะนำเสนอนวัตกรรมที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้กับลูกค้า (Innovation that Excites) ทำให้ลูกค้าได้รับความสุขกับรถของนิสสัน ขณะเดียวกันนิสสันยังต้องการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคม โดยนิสสันได้ประกาศเป้าหมายในการมีส่วนร่วมลดค่ามลพิษให้เป็นศูนย์ และลดการสูญเสียบนท้องถนนให้เป็นศูนย์ นิสสันจึงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่อัจฉริยะ โดยมีแผนที่จะแนะนำระบบขับขี่อัตโนมัติ ในรถยนต์รุ่นหลักในภูมิภาคต่างๆ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนไปพร้อมๆ กับการสร้างความสุขให้กับผู้ขับขี่ สำหรับประเทศไทยนิสสันเริ่มดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2495 ปัจจุบันมีบริษัทในเครือ 5 แห่ง และฐานการผลิตรถยนต์รวม 2 แห่ง มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการมากกว่า 170 แห่ง โดยมีผลิตภัณฑ์รถยนต์ตอบสนองลูกค้าทุกเซกเมนต์รวม 10 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์อีโค คาร์ รถยนต์อเนกประสงค์ รถยนต์พรีเมี่ยมซีดาน รถกระบะ และรถตู้

เกี่ยวกับ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด


นิสสัน เป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกที่จำหน่ายรถยนต์มากกว่า 60 รุ่นภายใต้แบรนด์นิสสัน อินฟินิตี้ และดัทสัน ในปีงบประมาณ 2561 บริษัทฯ มียอดขายรถยนต์มากกว่า 5.52 ล้านคันทั่วโลก สร้างรายได้มูลค่า 11.6 ล้านล้านเยน สำนักงานใหญ่ของนิสสันที่ตั้งอยู่ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น แบ่งเขตปฏิบัติการออกเป็น 6 พื้นที่ ประกอบไปด้วย เอเชียและโอเชียเนีย แอฟริกา ตะวันออกกลางและอินเดีย จีน ยุโรป ละตินอเมริกา และอเมริกาเหนือ นิสสันเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ เรโนลต์ ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 และ ได้เข้าซื้อหุ้นเป็นจำนวน 34% จากมิตซูบิชิในปี พ.ศ. 2559 ปัจจุบันเรโนลต์ นิสสัน และมิตซูบิชิ มอเตอร์สเป็นพันธมิตรธุรกิจยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดและมียอดขายรวมกันมากกว่า 10.76 ล้านคันในปี 2561



เปิดตัว "โออาร์" บริษัทเรือธงใหม่กลุ่ม ปตท

posted Nov 8, 2019, 2:12 AM by Maturos Lophong



เปิดตัว "โออาร์" บริษัทเรือธงใหม่กลุ่ม ปตท. เดินหน้าเต็มสูบธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก พร้อมเติบโตคู่สังคมไทย มุ่งสู่แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก 

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ จัดงานแถลงข่าว “TOGETHER FOR BETTERMENT: รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้น” เพื่อเปิดตัว โออาร์ อย่างเป็นทางการ โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานกรรมการ นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคณะผู้บริหาร โออาร์ ร่วมให้การต้อนรับ ณ เกสร เออร์เบิน รีสอร์ท กรุงเทพฯ

นางสาวจิราพร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 ปตท. ได้ปรับโครงสร้างโดยนำหน่วยธุรกิจน้ำมันและบริษัทในเครือที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเดิมเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ ปตท. มาอยู่ภายใต้บริษัท ชื่อ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) โดยมีฐานะเป็นบริษัทเรือธง (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ด้านการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีวิสัยทัศน์ในการเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมชุมชน รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ตลอดจนการสร้างมูลค่าร่วมให้เกิดแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล

โออาร์ ประกอบด้วยธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มธุรกิจน้ำมัน กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) และกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ โดยมีกลุ่มธุรกิจสนับสนุนช่วยผลักดันให้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก สามารถดำเนินธุรกิจให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกลุ่มธุรกิจน้ำมัน โออาร์ ครองส่วนแบ่งตลาดรวมน้ำมันเป็นอันดับ 1 ในประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 26 ปี โดยมีธุรกิจที่โดดเด่น ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น (PTT Station) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสถานีบริการน้ำมันฯ ทั่วประเทศกว่า 1,850 แห่ง ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น ภายใต้แบรนด์ พีทีที ลูบริแคนท์ส (PTT Lubricants) ที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี และส่งออกไปจำหน่ายแล้วกว่า 40 ประเทศทั่วโลก การจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ให้กับลูกค้ากลุ่มอากาศยาน เรือขนส่ง และอุตสาหกรรม การจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas: LPG) ให้กับลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ภาคขนส่ง และภาคครัวเรือน ภายใต้แบรนด์ ก๊าซหุงต้ม ปตท. โดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ

สำหรับกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) โออาร์ คือ ผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ภายในสถานีบริการน้ำมันฯ เป็นรายแรกของประเทศ โดยมีร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน (Café Amazon) ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี โดยปัจจุบันมีจำนวนสาขาภายในประเทศรวมกว่า 2,800 สาขา นอกจากนี้ โออาร์ ยังได้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) ละเครื่องดื่ม้อยเติมความเนินการบุถึงอยู่เทศนฯ ลูกค้ากลุ่มสายการบิน สายการเดินเรือ รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรม อีกด้วยมาเพิ่มความหลากหลายเติมเต็มความสมบูรณ์ของผลิตภัณฑ์และบริการ อาทิ ร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่ ชานมไข่มุกเพิร์ลลี่ ที เท็กซัส ชิคเก้น ฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ ศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ (FIT Auto) ฯลฯ อีกทั้งยังมีบัตรพีทีที บลูการ์ด (PTT Blue Card) เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความผูกพันและนำไปสู่การออกแบบเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคเป็นการรายบุคคล (Individualized Customer Experience) ผ่านเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก (Big Data Analytics)


สำหรับกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ โออาร์ นำรูปแบบทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จภายในประเทศ ได้แก่ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่ และศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ ไปต่อยอดโดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในแต่ละประเทศ อีกทั้งยังได้นำผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีไทย (SMEs) ไปขยายธุรกิจ สร้างการเติบโตร่วมกันในต่างประเทศ ปัจจุบัน โออาร์ มี สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในประเทศ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเมียนมา รวมกว่า 280 แห่ง ร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน ในประเทศ ลาว กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น และโอมาน รวมกว่า 200 สาขา ร้านค้าสะดวกซื้อจิฟฟี่ กว่า 70 สาขา รวมถึงศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ อีกด้วย

โออาร์ ดำเนินธุรกิจโดยนำความต้องการของลูกค้ามาเป็นศูนย์กลาง (Customer Focus) และใช้แนวคิด โซเชียล อินคลูซีฟเนส (Social Inclusiveness) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มโดยเฉพาะสังคมชุมชนและเอสเอ็มอีไทย นก่ยนหมดเลยอน เพราะใน มมอเพียง ไม่ขาดแคลนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบรูปแบบธุรกิจเพื่อร่วมกันสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ที่ โออาร์ เข้าไปดำเนินธุรกิจ โดย โออาร์ มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมของผลิตภัณฑ์และบริการ ตลอดจนเป็นผู้ทดลองดำเนินธุรกิจต้นแบบตามที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มได้ช่วยกันออกแบบไว้จนประสบความสำเร็จ เพื่อส่งมอบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วนั้น ให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยได้เป็นเจ้าของ ดังจะเห็นได้จากการที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น และร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน กว่าร้อยละ 80 ลงทุนและดำเนินการโดยผู้แทนจำหน่าย หรือ แฟรนไชส์ซี

ทิศทางการดำเนินธุรกิจของ โออาร์ เป็นไปตามแนวทางบีซีจี (BCG: Bio-Economy Circular-Economy Green-Economy) ซึ่งหมายถึงเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว โออาร์ เป็นผู้นำการจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี 10 ให้เป็นน้ำมันดีเซลชนิดหลักของประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม และช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 การใช้แก้วกระดาษเคลือบพลาสติคชีวภาพ แก้วพลาสติกและหลอดที่ทำจากพืช ของร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน โครงการ แยก แลก ยิ้ม ร่วมสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อม เชิญชวนผู้บริโภคให้แยกขยะ และนำไปขายเพื่อนำรายได้มาสร้างประโยชน์ให้กับสังคมชุมชน ร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน อัพไซคลิ่ง (Café Amazon Up-Cycling) นำวัสดุเหลือใช้ภายในร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน มาแปรรูปให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ และวัสดุตกแต่งภายในร้าน การใช้ถุงกระดาษแทนถุงพลาสติกในร้านกาแฟ คาเฟ่ อเมซอน การริเริ่มสถานีบริการ อีวี ชาร์จจิ้ง (EV Charging Station) การจำหน่ายเครื่องชาร์จแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV Car Charger) การผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยแผงโซล่าเซลล์ (Solar Cell) บนหลังคาเกาะจ่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น

นอกจากนี้ โออาร์ ยังมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจชุมชน โดยร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดตั้ง โครงการไทยเด็ด เพื่อพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้พึ่งพาตนเองได้ โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ไทยเด็ด อาทิ กระเป๋าสานกระจูด กระเทียมดำ ผัดไทยภูเขาไฟ ฯลฯ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมพัฒนาโครงการวิจัยและพัฒนาการปลูกและการผลิตกาแฟระบบอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โครงการรับซื้อเมล็ดกาแฟดิบจากเกษตรกรผ่านบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อชุมชน จำกัด โครงการ Café Amazon for Chance จ้างงานผู้ด้อยโอกาส เพื่อสร้างโอกาสและส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคม การออกแบบสถานีบริการน้ำมันฯ Friendly Design ด้วยแนวคิดอารยสถาปัตย์ เพื่อให้ผู้ใช้บริการทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่บริการ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย โครงการห้องน้ำ 20 บาท เพื่อการกุศล ห้องน้ำทางเลือก เพื่อนำเงินบริจาคไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมชุมชน โครงการ โออาร์ อาสาสานสุข ให้บริการตัดผม นวด และเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถจักรยานยนต์ฟรี โครงการให้ความรู้เรื่องการใช้ก๊าซหุงต้มอย่างปลอดภัยให้เแก่ชุมชนโดยรอบพื้นที่ปฏิบัติการของ โออาร์ และ โครงการค่ายเยาวชนอาเซียน ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพของเยาวชนในประเทศอาเซียนที่ โออาร์ เข้าไปดำเนินธุรกิจ ฯลฯ

การดำเนินธุรกิจของ โออาร์ ช่วยให้เกิดการสร้างงานของประเทศกว่า 85,000 อัตรา และช่วยส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยกว่า 3,800 ราย โออาร์ จะเติบโตร่วมกับสังคมชุมชนไทยและเอสเอ็มอีไทย พร้อมนำเอสเอ็มอีไทย สร้างการเติบโตร่วมกันในเวทีโลก เพื่อมุ่งสู่การเป็นแบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลกที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

“รวมพลัง ร่วมสร้าง เพื่อทุกวันที่ดีขึ้น”

อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จับมือ เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์ ตอบโจทย์จัดการพลังงานในอาคาร

posted Oct 29, 2019, 3:00 AM by Maturos Lophong



อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จับมือ เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์ ตอบโจทย์จัดการพลังงานในอาคาร 

พร้อมเดินหน้ารุกธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ ตั้งเป้าปีนี้ดันรายได้ 500 ล้านบาท

บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด หรือ INNO ผู้เชี่ยวชาญในงานระบบวิศวกรรมอาคาร การจัดการด้านพลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน จับมือบริษัท เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์ จำกัด หรือ ENRES ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟแวร์ที่ช่วยในการบริหารข้อมูลพลังงาน ด้วยเทคโนโลยี IoT (Platform ENRES) เพิ่มศักยภาพบริการจัดการด้านพลังงานในอาคาร ช่วยประหยัดพลังงานของธุรกิจต่างๆ ในเมืองไทย ได้ครบทุกมิติ พร้อมเดินหน้ารุกธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ ตั้งเป้าปีนี้ดันรายได้ 500 ล้านบาท

นายพงค์พัฒน์ มั่งคั่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด หรือ INNO ผู้เชี่ยวชาญในงานระบบวิศวกรรมอาคาร การจัดการด้านพลังงานและการอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า บริษัทฯได้จับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์ จำกัด หรือ ENRES ซึ่งเป็นผู้พัฒนาซอฟแวร์ที่ช่วยในการบริหารข้อมูลพลังงาน ด้วยเทคโนโลยี IoT (Platform ENRES) ซึ่งความร่วมมือของทั้ง 2 บริษัทในครั้งนี้จะเข้ามาเพิ่มศักยภาพในการให้บริการ และตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในเรื่องการบริหารจัดการด้านพลังงานในอาคาร (Smart Building Energy Management) ช่วยแก้ปัญหาทางด้านการประหยัดพลังงานของธุรกิจต่างๆ ในเมืองไทย ได้ครบทุกมิติและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

"INNO คำนึงถึงความสำเร็จของลูกค้าเสมอมา เราจัดเตรียมนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการพลังงานที่ครอบคลุม รวมถึงการบริหารต้นทุนของระบบปฏิบัติการภายในอาคาร ซึ่งเหมาะสมกับความต้องการของอาคารแต่ละแห่ง โดยเฉพาะอาคารขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้พลังงาน การันตีด้วยรางวัลความสำเร็จให้อาคารลูกค้าได้รางวัลด้านการจัดการพลังงานมากที่สุดในประเทศถึง 108 รางวัล ซึ่งการจับมือกับ ENRES จะเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ สามารถทำงานได้รวดเร็วและแม่นยำ นำไปสู่แนวทางการแก้ไขปัญหาและปรับปรุงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ความมั่นคงของระบบ เรื่องพลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตและหวังว่าธุรกิจต่างๆ ที่เป็นลูกค้าเรา จะได้รับบริการที่ครอบคลุมทุกมิติ" นายพงค์พัฒน์ กล่าว 

สำหรับเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจของบริษัทในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 คือการพัฒนาและขยายการให้บริการใหม่ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น และประหยัดมากขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต้นทุนในการให้บริการอาคารของลูกค้าลดลง 

ซึ่งนอกจากงานระบบวิศวกรรมอาคารแล้ว บริษัทฯ ยังได้ขยายการลงทุนเข้าไปในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ (Smart Solar) ที่แตกต่างจากบริษัทอื่นๆ คือ การใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น โดยในปี 2562 นี้ บริษัทฯ มีรายได้จากส่วนนี้ มากกว่า 20 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี โดยผลการดำเนินงานรวมปีนี้บริษัทตั้งเป้าไว้ที่ระดับ 500 ล้านบาท และภายใน 3 ปี คาดว่าจะมีรายได้แตะที่ระดับ 1,000 ล้านบาท


นายกฤษฎา ตั้งกิจ กรรมการบริหาร บริษัท เอ็นเนอร์จี้ เรสปอนส์ จำกัด หรือ ENRES ผู้พัฒนาซอฟแวร์ที่ช่วยในการบริหารข้อมูลพลังงาน ด้วยเทคโนโลยี IoT (Platform ENRES) กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบริษัท อินโนเวชั่น เทคโนโลยี จำกัด ซึ่งถือเป็นผู้นำด้านการจัดการระบบวิศวกรรม และการจัดการพลังงานอันดับหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับคุณภาพการให้บริการ บริหารจัดการอาคารของลูกค้ามีประสิทธิภาพ ทำงานได้รวดเร็ว ตอบโจทย์ได้ตรงจุด 

"เทคโนโลยี Internet of Things หรือ IoT จาก ENRES จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการ บำรุงรักษา มอร์นิเตอร์คุณภาพการให้บริการระบบต่างๆ ว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำ และอากาศ ได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การกำหนดวิธีการช่วยในการวางแผน และควบคุมเป้าหมายการปฏิบัติงาน การบำรุงรักษา ตลอดจนความปลอดภัย ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


 และยังสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เหมาะสมกับข้อจำกัดเฉพาะตัวของแต่ละอาคาร ช่วยให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการบริหารจัดการระบบไฟฟ้า น้ำ และอากาศ ให้มีประสิทธิภาพของแต่ละอาคารมากยิ่งขึ้น" นายกฤษฎา กล่าว

5 ปี บอร์เนียวฯ ใต้ร่มเงา โตโยต้า ทูโช และ มโนยนต์

posted Oct 16, 2019, 7:05 PM by Maturos Lophong



5 ปี บอร์เนียวฯ ใต้ร่มเงา โตโยต้า ทูโช และ มโนยนต์

สยายปีกรุกหนักตลาด ตอบโจทย์ตลาดเน้นเร็วและหลากหลาย รวมทั้งออนไลน์


เป็นอีกหนึ่งบริษัท ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวยืนหนึ่งด้านผู้นำการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าหลากหลายหมวด ตราสินค้าต่างๆ มากมาย สู่ตลาดประเทศไทย กว่า 163 ปี และยิ่งแข็งแกร่งเมื่อ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มบริษัท โตโยต้า ทูโช และ กลุ่มบริษัท มโนยนต์ จนครบรอบ 5 ปี กับการต่อยอด ทางธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยการสยายปีกรุกตลาด มุ่งเน้นการพัฒนาบริหารซัพพลายเชน และเพิ่มศักยภาพในการทำการตลาด กิจกรรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและแนวโน้มความต้องการของตลาดที่จะต้องมีความรวดเร็วและหลากหลาย รวมทั้งการสรรหาสินค้านวัตกรรมต่างๆ ในอนาคต และเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ด้านการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า 2 ผู้บริหาร มร.ชิเกรุ คาซาโอกะ ประธานบริษัทฯ และ รัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปี ของการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มบริษัทโตโยต้า ทูโช และ กลุ่มบริษัท มโนยนต์ โดยมี มร.ชิโร อิริกาวา และ ดร.เชษฐ เชาว์วิศิษฐ ผู้บริหารกลุ่มบริษัท โตโยต้า ทูโช, ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย ผู้บริหาร กลุ่มบริษัท มโนยนต์ ให้เกียรติ มาร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ ในวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2562

.ชิเกรุ คาซาโอกะ ประธาน บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า เราเป็นผู้นำเข้า ตัวแทนจัดจำหน่ายกระจายสินค้าและบริหารการตลาดชั้นแนวหน้าของประเทศ ในกลุ่มอุปกรณ์อะไหล่ยานยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น แบตเตอรี่ ยาง น้ำมันหล่อลื่น เบรค โช๊คอัพ และอะไหล่ทดแทนต่างๆ ผลิตภัณฑ์ วัสดุขัดผิว เทป กาว เคมีภัณฑ์งานก่อสร้าง อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เครื่องมือช่างในงานอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีตราสินค้าที่บริษัทฯ ดูแลมากกว่า 50 แบรนด์ และลูกค้าในแต่ละช่องทาง รวมกันมากกว่า 25,000 ราย มีศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าสาขารวม 9 แห่ง สามารถครอบคลุมการให้บริการทั่วทั้งประเทศ และหลังจากได้รับการสนับสนุนของผู้ถือหุ้น ทั้งกลุ่มบริษัท โตโยต้า ทูโช และกลุ่มบริษัท มโนยนต์ ทำให้บริษัทได้เป็นตัวแทนกระจายสินค้าจากประเทศต่างๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น

โดยยอดขายไตรมาสที่ 3 เติบโตขึ้น 7 % และคาดว่าผลประกอบการรวมในปีนี้จะโต 8 - 10 %

รัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของ บอร์เนียวฯ ที่จะเป็นผู้นำและสร้างการเติบโตธุรกิจให้กับพันธมิตรคู่ค้าในแต่ละแบรนด์สินค้า รวมทั้งการสร้างอรรถประโยชน์ ผลตอบแทนที่ดีต่อลูกค้า โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบริหารซัพพลายเชน และเพิ่มศักยภาพในการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและแนวโน้มความต้องการของตลาดที่จะต้องมีความรวดเร็วและหลากหลาย รวมทั้งการสรรหาสินค้านวัตกรรมต่างๆ ในอนาคต เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในโลกปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตเป็นอย่างมาก ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ความเร็วและข้อมูลในการติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ บอร์เนียวฯ จึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากตัวแทนจัดจำหน่าย หรือผู้ค้าคนกลาง มาสู่การเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกัน

ให้คำปรึกษาแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์

ทั้งนี้ได้นำเทคโนโลยี IT เข้ามาผสมผสานกับสินค้าและบริการให้มีความแตกต่างที่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากเล็งเห็นว่า รีเทลเลอร์แต่ละรายเริ่มส่งต่อธุรกิจให้กับรุ่นลูก ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นใหม่ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีมาซัพพอร์ต

เพื่อตอบโจทย์ให้กลุ่มรีเทลเลอร์รุ่นใหม่ได้สามารถสั่งตรงกับบริษัทได้เลย และยังสะดวกกับทีมขายที่สามารถสั่งของและเช็ค สต๊อกได้อย่างรวดเร็ว เป็นการบริหารซัพพลายเชน สามารถจัดการคลังสินค้าให้ใช้พื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

การเก็บรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย การจัดส่งที่ตรงตามความต้องการ สามารถติดตาม ตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ ร่วมสร้างแผนการตลาดให้แต่ละสินค้าในช่องทางที่ต้องการ

ในขณะเดียวกันการพัฒนาทรัพยากรบุคคลก็เป็นหัวใจหลักสำคัญที่ทำให้ บอร์เนียวฯ ยืนหยัดมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการทีมงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขาย การตลาด การบริการ และให้คำแนะนำข้อมูลครบถ้วน

รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าเพื่อที่จะเติบโตธุรกิจไปพร้อมกัน



นอกจากนี้ยังเพิ่มกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทนำมาใช้ในการเพิ่มยอดขายด้วยกิจกรรมทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่สามารถสื่อสารกับร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งลงไปถึงผู้ใช้สินค้า ในรูปแบบต่างๆ เช่น เทรดโชว์ สัมมนา งานขอบคุณตัวแทน การกระจายสินค้า การดูแลจัดเรียงสินค้า กิจกรรม ณ จุดขาย การส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ การจัดทำ ดิจิตอล คอนเทนท์ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียล และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึง อี

คอมเมอร์ซ แพลทฟอร์ม ของบริษัทฯ เองในอนาคตอันใกล้ โดยผลประกอบการปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 3,100 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายในแต่ละปีมากกว่า 10% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและสินค้าใหม่ที่จะนำเสนอในแต่ละปี และยังมองโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตในประเทศเพื่อนบ้าน จากเครือข่ายของบริษัทฯ ที่มีอยู่

รวมทั้งเปิดกว้างสำหรับสินค้าใหม่ที่เห็นศักยภาพการทำงานของบริษัทฯ และสนใจที่จะเป็นพันธมิตร

1-10 of 89