Motor & Energy




เปิดหลักเกณฑ์ ไฟเขียวผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 23 ล้านราย รับเงินประกันการใช้ไฟคืน

posted Mar 18, 2020, 11:45 PM by Maturos Lophong   [ updated Mar 19, 2020, 12:19 AM ]




เปิดหลักเกณฑ์ ไฟเขียวผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 23 ล้านราย

รับเงินประกันการใช้ไฟคืนได้ตั้งแต่ 25 มี.ค. นี้

“กกพ.” ร่วม 3 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย กฟน. กฟภ. และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ

“ดีเดย์” ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 23 ล้านราย ยื่นตรวจสอบสิทธิ์ และขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 25 มี.ค. นี้เป็นต้นไป ผ่าน 3 ช่องทาง ออนไลน์ แอพพลิเคชั่น คอลเซ็นเตอร์ เน้นย้ำ ยื่นออนไลน์สะดวกสุด สามารถรับเงินผ่านทางระบบได้ต่อเนื่องทันที สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 33,000 ล้านบาทก่อนสิ้นปี
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ประกาศหลักเกณฑ์คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง“การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก พ.ศ. 2563” จะมีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (20 มี.ค. 63) ส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ซึ่งได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ (กฟส.) จะต้องคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว จำนวนกว่า 23 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงินกว่า 33,000 ล้านบาท โดยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแจ้งความประสงค์ขอรับคืน และให้ผู้บริการไฟฟ้าคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งต้องคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่วางหลักประกันตามประเภทของขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า และจะไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่อีกต่อไป ยกเว้นกรณีเปลี่ยนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าจากประเภทที่ 1 และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 ไปเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น

ทั้งนี้ กกพ. และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้หารือและเตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มเปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์ และทยอยคืนเงินประกันฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. เป็นต้นไป ในช่องทางออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยคาดว่าผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการยื่นผ่านระบบแอพพลิเคชั่นเป็นระบบที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง

“กกพ. มีมติเห็นชอบและให้ออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายนำไปใช้เป็นแนวทางคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประกอบกิจการขนาดเล็กทุกราย ก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเตรียมมาตรการในการรองรับ และอำนวยความสะดวกให้พี่ น้อง ประชาชนอย่างเต็มที่ เนื่องจากครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก และเน้นให้เข้าถึงได้อย่างสะดวก ครอบคลุมทุกกลุ่ม พร้อมกับได้มีการพัฒนาช่องทางเพิ่มเติมรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก” นายคมกฤช กล่าวระหว่างการแถลงข่าว

นายประเทศ ศรีชมภู รองเลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวว่า สำนักงานได้หารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเน้นการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นผู้วางเงินประกัน (ชื่อตรงกับบิลค่าไฟฟ้า) สามารถตรวจสอบสิทธิ์และรับเงินผ่านระบบที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจัดเตรียมไว้ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป

“วันนี้ เราต้องคำนึงถึงสถานการณ์ของการแพร่ระบาด (COVID-19) ซึ่ง ครม. มีมติเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2563 ที่ให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยงที่จะให้ประชาชนเดินทางและเข้าไปในสถานที่ 


ที่แออัด คับแคบ ดังนั้น เพื่อความสะดวกปลอดภัยในช่วงแรกนี้ ขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง” นายประเทศ กล่าว


นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า สำหรับในช่องทางของ กฟภ. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มให้ได้มากที่สุด 


ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยกรอกชื่อ นามสกุล หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า หมายเลขบัตรประชาชน ให้ครบถ้วน และส่งเอกสารหลักฐานผ่านระบบและรอรับเงินตามช่องทางการคืนที่ระบุ ผ่าน Prompt Pay บัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือรับเงินสด ที่สำนักงานการไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะมี SMS ยืนยันผลการลงทะเบียน และแจ้งผลการคืนเงินให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเริ่มจ่ายเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป



นอกจากนี้ ทาง กฟภ. ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อตอบข้อซักถามและข้อสงสัยให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

เป็นจำนวน 90 คู่สาย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1129

นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า กฟน. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืน ด้วยการอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

ในช่องทางที่หลากหลายประกอบด้วย

ช่องทางที่ 1 ลงทะเบียนทางออนไลน์ (เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง) ประกอบด้วยช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

§ แอปพลิเคชัน : MEA Smart Life

§ เว็ปไซต์ : www.mea.or.th

§ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA


§ Twitter : @mea_news


§ Line : @meathailand


§ สแกน QR Code ในใบแจ้งค่าไฟฟ้า (ใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่จดเลขอ่านตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป)


ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์จะได้รับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

ช่องทางที่ 2 ลงทะเบียนทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 02-256-3333 จำนวน 50 คู่สาย (ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 – 29 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 –15.30 น. ในวันทำการ)

ช่องทางที่ 3 ลงทะเบียน ณ ที่ทำการของการไฟฟ้านครหลวง 18 เขต (เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 จึงขอความร่วมมือเริ่มใช้ช่องทางนี้ได้ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป)


ในการลงทะเบียนทั้ง 3 ช่องทางดังกล่าว ผู้ขอคืนหลักประกันสามารถเลือกช่องทางการคืนเงินได้ 3 ช่องทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ดังนี้

ช่องทางที่ 1 บัญชีพร้อมเพย์ (Prompt Pay) เฉพาะที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ของผู้วางหลักประกัน

ช่องทางที่ 2 บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อตรงกับผู้วางหลักประกันที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือธนาคารกสิกรไทย

ช่องทางที่ 3 เคาน์เตอร์เซอร์วิส (จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท)

สำนักงาน กกพ. จะดำเนินนโยบายเพื่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด นายคมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

BGRIM ปิดดีลซื้อหุ้น 70% โรงไฟฟ้า SPP อ่างทองเพาเวอร์

posted Mar 17, 2020, 10:27 PM by Maturos Lophong




BGRIM ปิดดีลซื้อหุ้น 70% โรงไฟฟ้า SPP อ่างทองเพาเวอร์ ขนาด 123 MW ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำโรงไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม 


บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชน โชว์ศักยภาพซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าอ่างทอง เพาเวอร์ ขนาด 123 เมกะวัตต์ มูลค่า 2,520 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านผู้ผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม (เอสพีพี) ผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพิ่มเป็น 3,547 เมกะวัตต์ เผยทยอยเซ็นสัญญาลูกค้าใหม่ต่อเนื่องจะเข้ามาอีก 31 เมกะวัตต์ในปีนี้ และมีอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างเจรจาคาดว่าจะสรุปได้ในเร็วๆนี้

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ชลบุรี) 2 จำกัด (บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100%) ในฐานะผู้ซื้อ/รับโอนหุ้น ได้บรรลุความสำเร็จตามสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement) กับ Redman Pacific Holding Pte.Ltd. (ซึ่งมิได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท) ในฐานะผู้ขาย/ผู้โอนหุ้น เพื่อเข้าถือหุ้นจำนวน 70% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด

โดยบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด เป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำลังการผลิตติดตั้ง 123 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเมื่อปี 2559 ตั้งอยู่ใน ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทองโดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายแห่งประเทศไทย (กฟผ) จำนวน 90 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 25 ปี สำหรับมูลค่าซื้อขายหุ้นรวมอยู่ที่ 2,520 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ได้รับอนุมัติโดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2562 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562




ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 3,019 เมกะวัตต์ จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 47 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้างโครงการอีกหลายแห่งที่จะขยายกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 3,547 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้ง 5,000 เมกะวัตต์ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในปี 2565

สำหรับการประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและไข้หวัด COVID-19 นั้น รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจนัก อันเนื่องมาจากเป็นสัญญาซื้อขายไฟกับ กฟผ ในลักษณะ take or pay และเป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในส่วนของรายได้ 25% จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมนั้น บริษัทได้ติดตามสถานการณ์และปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยความหลากหลายของกลุ่มลูกค้าทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าโดยรวมค่อนข้างมั่นคง โดยยอดใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในในอัตรา 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ บริษัทมีลูกค้าใหม่อีกหลายรายรวมจำนวน 31 เมกะวัตต์ที่ส่วนใหญ่มีกำหนดการเริ่มจ่ายไฟในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2563

ทั้งนี้ ยังมีความต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพอีกจำนวนมากในพื้นที่ที่โรงไฟฟ้าของบริษัทตั้งอยู่ อาทิเช่นความต้องการจากกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ปิโตรเคมี และผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับพลังงานทดแทน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าของบริษัทเพียง 130 รายจากจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดมากกว่า 1,500 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น

อีซูซุกวาด 4 รางวัลเกียรติยศ จากองค์กรชั้นนำของเมืองไทย

posted Mar 12, 2020, 1:12 AM by Maturos Lophong


อีซูซุกวาด 4 รางวัลเกียรติยศ จากองค์กรชั้นนำของเมืองไทย

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด คว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติ ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรชั้นนำของเมืองไทย ฉลองความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทยปีที่ 63

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ในฐานะผู้สร้างแบรนด์ “อีซูซุ” มายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าถึง 4 รางวัล ซึ่งได้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอย่างเข้มข้น จากองค์กรชั้นนำต่างๆ”



4 รางวัลคุณภาพมีดังต่อไปนี้

· รางวัล "แบรนด์รถปิกอัพที่น่าเชื่อถือสูงสุดประจำปี 2563" (Thailand’s Most Admired Brand 2020) ประเภทรถปิกอัพ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ซึ่งเป็นผลจากการทำวิจัย “2020 Thailand’s Most Admired Brand & Why We Buy?” โดยนิตยสาร BrandAge ที่จัดทำมาเป็นปีที่ 20 ซึ่งเป็นการสำรวจวิจัยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทุกภาคทั่วประเทศ โดย “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือเป็นอันดับ 1 ในประเภทรถปิกอัพ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “Innovation Brand Award” ซึ่งเป็นการคัดเลือกแบรนด์ที่มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษในด้านนวัตกรรม จากการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและการส่งเสริมการตลาด

· รางวัล “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards) จากนิตยสาร Business+ โดยอีซูซุได้รับเลือกให้รับรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งปีที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้า และกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา

รางวัล “Howe Smart Business Award” โดยนิตยสาร Howe ซึ่ง “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับเลือกให้เป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง สามารถต่อยอดและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยอมรับทั้งจากนักธุรกิจในกลุ่มเดียวกัน และผู้บริโภคชาวไทย

โตโยไทร์ คิกออฟแคมเปญ ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ

posted Feb 27, 2020, 7:42 PM by Maturos Lophong



โตโยไทร์ คิกออฟแคมเปญ ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ 

เปิดตัวแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ คนแรกในประเทศไทย “ซันนี่” สุวรรณเมธานนท์ พร้อมเผยแผนการตลาดประจำปี 2563


นายอภิชัย ตั้งวงศ์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยาง Toyo Tires , Nitto Tire , Nankang Tire และ ศูนย์บริการยางรถยนต์ “กริพ” จัดงานแถลงข่าว กลยุทธ์และแผนการตลาดประจำปี 2563 พร้อมเปิดตัวแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ ยางโตโยไทร์ คนแรกในประเทศไทย “ซันนี่” สุวรรณเมธานนท์ ดาราและนักแสดงชั้นนำ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ โตโยไทร์ ขยายผลผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในส่วนออฟไลน์ และ ออนไลน์ ให้กลุ่มผู้บริโภคได้ร่วมมีประสบการณ์กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น

โตโยไทร์ มือไวดึง “ซันนี่” ขึ้นแท่นตำแหน่งแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ คนแรกในประเทศไทย

พร้อมคิกออฟแคมเปญ ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ ตอกย้ำจุดขายยางนำเข้าคุณภาพ รับประกันคุณภาพการผลิตตลอดอายุการใช้งาน

โดยทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นว่า คุณซันนี่ ดาราและนักแสดงชื่อดังนั้น มีคาแรคเตอร์ที่เหมาะกับแบรนด์ Toyo Tires เพราะมีความสนุกสนาน และการแสดงออกอย่างมั่นใจ ผ่านตัวตนที่แท้จริง เข้าถึงง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งจากเหตุผลทั้งหมดนั้น จะช่วยทำให้แบรนด์ Toyo Tires ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นผ่านทั้งแฟนคลับ และผู้ที่ติดตามผลงานของคุณซันนี่ ในทุก ๆ ช่องทางไม่ว่าจะเป็นในช่องทางแมสมีเดีย และ โซเชี่ยล มีเดียต่าง ๆ โดยสำหรับแคมเปญโฆษณา “ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ” จะเริ่มตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป โดยสามารถติดตามได้ทั้งทางสื่อออฟไลน์ไม่ว่าจะเป็นสื่อ OHM ต่าง ๆ สตรีทแบนเนอร์ นิตยสารชั้นนำ และทางสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ยูทูป ไอจี และ ไลน์ Toyo Tire Thailand

TOYO PROXES “CR1” เปิดตัวครั้งแรกในไทย ชูจุดขาย “นุ่ม..เงียบ ไม่กลัวน้ำ” ยาง

พรีเมี่ยมสำหรับรถยนต์นั่ง และรถอเนกประสงค์

สำหรับยางโตโยไทร์นั้นในปีนี้ ได้ทำการเปิดตัวยาง Toyo Proxes CR1 ยางพรีเมี่ยมประสิทธิภาพสูงสำหรับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี T-MODE ให้ความนุ่มเงียบ

สะดวกสบาย และมีเสียงรบกวนจากยางรถยนต์ขณะขับขี่ที่ต่ำ พร้อมด้วยประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนสูงสุดบนพื้นถนนเปียกด้วยประสิทธิภาพการรีดน้ำออกจากหน้ายางจากร่องตรงรีดน้ำขนาดใหญ่ 4 ร่อง อีกทั้งหน้ายางสึกเรียบสม่ำเสมอ จากการออกแบบร่องดอกยางแบบเกลียวและและร่องดอกยางแบบตัดมุม จึงช่วยให้กระจายแรงกดได้เท่ากันทุกจุด อีกทั้งยังช่วยรักษาผิวสัมผัสของหน้ายางให้สัมผัสในระดับเดียวกัน ตลอดทั้งเส้นในขณะรถวิ่งและเบรก ราคาเริ่มต้นที่เส้นละ 2,500 บาท โดยเริ่มต้นวางจำหน่ายทั้งหมด 37 ขนาด

ขนกองทัพ KOL ตัวพ่อ สร้างการรับรู้แบรนด์ Toyo Tires เปลี่ยนยอดวิวเป็นยอดขาย

ผ่านช่องทางออนไลน์ชั้นนำ

จากความสำเร็จในการสร้าง Branding Toyo Tires ในปีที่ผ่านมาผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ที่ทางบริษัทได้นำมาเลือกใช้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้แบรนด์ Toyo Tires นั้นเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของบริษัทฯ ซึ่งสำหรับในปีนี้นอกจากที่ทางบริษัท ได้มีคุณ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ เป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ของยาง Toyo Tires พร้อมทำสื่อโฆษณาชุด “ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ” เพื่อใช้ในสื่อโฆษณาต่าง ๆ แล้วนั้น และในปีนี้ก็ได้มีการวางแผนการประชาสัมพันธ์ในการนำแบรนด์ Toyo Tires เข้าร่วมกับกลุ่ม KOL ชั้นนำต่าง ๆ ที่เป็นในส่วนของ Life Style มากยิ่งขึ้น หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการร่วมงานกับ KOL กลุ่มสายยานยนต์ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของแผนการตลาดด้าน ออนไลน์ รวมถึงโซเชียล มีเดีย ของทางบริษัทนั้น ในปีนี้นอกจากในส่วนของ Content creator ต่าง ๆ แล้วนั้น ทางบริษัท ก็ได้ โฟกัสไปถึงเรื่องการเปลี่ยนยอดวิว ให้เป็นยอดขายให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการ Drive Sale ในช่องทาง

ของ KOL ต่าง ๆ ผ่าน Promotion Code เพื่อที่จะ drive sale ไปยังช่องทางการจำหน่ายต่าง ๆ ของทางบริษัทฯซึ่งจะทำให้ทางบริษัท สามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ว่า ROI ที่ทางบริษัทได้ทำการประชาสัมพันธ์ไปนั้น คุ้มค่ากับยอดขายที่กลับมาหรือไม่ เพื่อที่จะนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับใช้เป็นแผนการตลาดในอนาคตสำหรับเรื่อง Targeting และการทำ Personalization ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างแท้จริง

Toyo Tires ร่วมปั้นฝัน “จุ๊บซ่า” สู่การแข่งขันระดับโลก พร้อมกวาดสนับสนุน Motor Sport รายการดัง

นอกเหนือจากการทำการตลาดผ่านช่องทาง ออฟไลน์ และ ออนไลน์ของทางบริษัทฯ ในปีนี้ตามแผนการตลาดที่ได้วางไว้แล้วนั้น Motor Sport ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักสำหรับ Brand Toyo Tires ที่จะทำให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงประสิทธิภาพของสินค้าผ่านการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่ได้ใช้ยาง Toyo Tires ในการแข่งขัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการแข่งขัน Asia Cross Country ซึ่งได้มี จุ๊บซ่า ณัฐพล อังฤทธานนท์ นักแข่งที่ทาง Toyo Tires ให้การ

สนับสนุนมาโดยตลอด ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงคว้ามแชมป์ 5 สมัยซ้อน ในศึกแรลลี่สุดหฤโหด เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ใช้ยาง Toyo Tires ในการแข่งขันมาโดยตลอด และสำหรับในปีนี้เป้าหมายของจุ๊บซ่า ก็ยังคงเป็นการรักษาแชมป์เอาไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง และได้ตั้งเป้าหมายสำหรับการแข่งขันในอนาคตไว้ก็คือการได้เข้าร่วมการแข่งขันแรลลี่รายการใหญ่ที่สุดในโลก “ปารีส ดาการ์” โดยยาง Toyo Tires ก็ยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสนับสนุนให้ จุ๊บซ่า ไปได้ถึงเป้าหมายระดับโลกที่ตั้งไว้

ในส่วนของ Motor Sport Marketing ในปีนี้ ทางบริษัทก็ยังคงให้ความสัมพันธ์ในการสร้าง Experience Marketing ผ่านการแข่งขันรายการชั้นนำต่าง ๆ เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัส และเห็นถึงประสิทธิภาพและคุณภาพยาง และ สินค้าต่าง ๆ ที่ทางบริษัทได้จัดจำหน่ายผ่านช่องทางการแข่งขันต่าง ๆ และรวมถึงยังเป็นการสร้าง KOL ในหลาย ๆ ช่องทางผ่านนักแข่งต่าง ๆ ที่ได้ใช้ยางแต่ละรุ่นในการแข่งขันสำหรับ Motor Sport 3 รายการใหญ่ในปีนี้ที่บริษัทสนับสนุนได้แก่ Toyo Racing Car Thailand , Toyo R1R Drag Battle และ Toyo King of Drag ซึ่งทุกรายการจะใช้ยาง Toyo Tires ในการแข่งขันทุกรายการ

และสำหรับปลายไตรมาสที่ 1 นี้จะได้เริ่มเห็นกลยุทธ์การทำการตลาดที่ทางบริษัทฯ ได้วางแผนเอาไว้ทั้งหมดทยอยออกสู่สายตาของผู้บริโภค โดยคาดว่าในปีนี้ทั้งในส่วนของยอดขาย และ กิจกรรมทางการตลาดที่บริษัทได้วางแผนไว้จะไปถึงเป้าหมายที่ทางบริษัทฯ ได้กำหนดไว้ทั้งหมด

 

“พีทีจี” จับมือ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย สร้างเน็ตเวิร์คพันธมิตรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

posted Feb 24, 2020, 7:07 PM by Maturos Lophong

 

“พีทีจี” จับมือ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย สร้างเน็ตเวิร์คพันธมิตรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

มุ่งเสนอสิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าแบบจัดเต็มแมกซ์

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านบริการในธุรกิจพลังงานครบวงจร และนายกวิน นิทัศนจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย (Otteri wash & dry) แบรนด์ธุรกิจร้านสะดวกซัก (Laundromat) ร่วมกันเปิดตัวสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับลูกค้า PT Max Card เพื่อให้สมาชิกทุกท่านได้รับประสบการณ์ใหม่ในการซักผ้า โดยสามารถจ่ายค่าบริการผ่านวอลเล็ต (Wallet) ของ Otteri Application พร้อมสะสมคะแนน PT Max Card หรือแลกคะแนนที่มีเป็นเงินเข้าวอลเล็ต (Wallet) นับเป็นมิติใหม่ของการให้บริการที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง


“เราตั้งใจที่จะพัฒนาการบริการเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมสร้างความสุขและความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าทุกท่าน การร่วมมือกับ อ๊อตเตอริ วอชแอนด์ดราย ในครั้งนี้ แสดงถึงความเข้าใจที่เรามีต่อการไลฟ์สไตล์ชีวิตของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเข้าร้านสะดวกซักซึ่งเป็นร้านแบบบริการตนเอง (Self-Service) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากและปัจจุบันมีสาขาอยู่กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ โดยเราวางแผนว่าในอนาคต PT Max Card จะเป็นบัตรที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตลูกค้าให้ได้ครบวงจรมากที่สุด” นายพร้อมศักดิ์ กล่าว 


ทุกท่านสามารถดูรายละเอียดการสะสมและแลกคะแนน หรือติดตามทุกข่าวสารความเคลื่อนไหวและสิทธิประโยชน์เต็มแมกซ์ ได้ที่ https://www.facebook.com/ptstation หรือ PT Call Center 1614 ทุกวัน 8.00-20.00 น.

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1

posted Feb 21, 2020, 1:18 AM by Maturos Lophong



เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยผลประกอบการปี 62 ย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถยนต์ลักชัวรีครองแชมป์ ผู้นำตลาดรถหรู 19 ปีซ้อน 

พร้อมตอบเทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า ส่ง “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic”

ลุยตลาดก่อนเตรียมนำ “Mercedes-Benz EQC” เอสยูวีสายพันธุ์ไฟฟ้า 100% ลงตลาดไทยภายในปีนี้ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลประกอบการประจำปี 2562 ย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถหรูเมืองไทย 19 ปีติดต่อกัน พร้อมยอดขายมากกว่า 15,000 คัน อันเป็นผลมาจากเครือข่ายผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ ที่แข็งแกร่ง พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ผ่านการรุกตลาดรถยนต์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว โดยเปิดตัว “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” รถยนต์ เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic” รถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ นำทัพรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดที่จะตามมาอย่างต่อเนื่องตลอดปี พร้อมเตรียมเปิดตัว “Mercedes-Benz EQC” รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ลุยตลาดไทยภายในปีนี้


มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก เพราะเราสามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยเราส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด 2,339,562 คัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ สำหรับยอดขายใน 1 ปี ขณะเดียวกัน แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในตลาดโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัวและส่งผลกระทบโดยตรง ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี นั่นจึงเป็นที่มาให้เราเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เอสยูวีออกมาเพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทยต่อเนื่องในปี 2563 นี้ ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นผู้นำอันดับ 1 ในเซกเมนต์ลักชัวรีในหลายประเทศ รวมทั้ง เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประเทศไทย เวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา และ แอฟริกาใต้”

“ในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงรักษาความเป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรีอันดับ 1 ในประเทศไทย ไว้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงทำยอดขายได้มากกว่า 15,000 คัน อันเป็นผลมาจากเครือข่ายผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการที่แข็งแกร่งที่ร่วมกันส่งมอบ “Best Customer Experience”ให้กับลูกค้า โดยเรายังไม่หยุดนิ่งแต่จะขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างต่อเนื่อง หลังจากที่เราเปิด บริษัท เจริญมอเตอร์เชียงราย จำกัด โชว์รูมและศูนย์บริการ แห่งใหม่ในเชียงรายเพิ่มอีก 1 แห่งเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเมื่อวานนี้เราเพิ่งเปิด โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ล่าสุด บริษัท แอทต้า ออโต้ เฮาส์ จำกัด ในกรุงเทพฯ ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการถึง 36 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นผู้จำหน่ายในกรุงเทพฯ 19 แห่ง และผู้จัดจำหน่ายในต่างจังหวัดรวม 17 แห่ง”


“สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปีนี้ จากเทรนด์ความต้องการรถยนต์ของผู้บริโภคทั้งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและในประเทศไทย เราพบว่าความต้องการในรถยนต์ไฟฟ้านั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากสภาวะอากาศที่แย่ลงโดยเฉพาะการมีฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการคมนาคม ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการในรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายรถยนต์ Plug-in Hybrid ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์เองที่ทำได้มากกว่า 16,000 คันนับตั้งแต่เราเปิดตัวรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นแรกในปี 2559 โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย เป็นผู้นำตลาดอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ Plug-in Hybridสูงประมาณ 25% ของยอดจำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงเล็งเห็นว่า การรณรงค์ให้ทุกคนหันมาใช้รถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นน่าจะเป็นหนทางที่ถูกต้อง ปัจจุบันในประเทศไทยมีรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ EQ Power อยู่มากกว่า 16,000 คันที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หากขับขี่ในโหมดไฟฟ้า เพียงผู้ใช้ชาร์จไฟและขับขี่ในโหมดนี้ทุกวันก็จะช่วยลดปริมาณ PM 2.5 ลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมเปิดตัวรถยนต์ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic” รถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางรุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ พร้อมเตรียมส่งรถยนต์รถยนต์เอสยูวี อีกหลายรุ่น อาทิ “Mercedes-Benz GLB” รถยนต์คอมแพ็คเอสยูวี ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงรถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่าง “Mercedes-Benz EQC” ที่จะนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์เพื่อลุยตลาดไทยภายในปีนี้ นี่คือทิศทางการทำธุรกิจที่เราจะมุ่งหน้าไปอย่างเต็มกำลังในปี 2563 นี้” มร.โรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม


เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic คือรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางที่มาพร้อมรูปลักษณ์อันแข็งแกร่งและมอบความรู้สึกสุนทรีย์ในเวลาเดียวกัน ภายใต้การยกระดับใหม่ในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีภายในและดีไซน์แบบเอสยูวีที่เป็นเอกลักษณ์ พร้อมตอบสนองการใช้ชีวิตของคุณได้อย่างลงตัวในทุก ๆ ด้าน และเติมเต็มทุกอารมณ์ของการขับขี่ ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่จะพาคุณก้าวสู่โลกสีเขียวแห่งอนาคต โดยผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ แบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ยังมาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบสั่งงานด้วยเสียงซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ ทั้งจดจำและเรียนรู้การสั่งงานของคุณได้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคุณกับรถได้อย่างไร้ที่ติ ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (DYNAMIC SELECT)ที่เปลี่ยนจากการปรับโหมดขับขี่ผ่านพวงมาลัย มาเป็นการปรับโหมดการขับขี่ผ่านหน้าจอแสดงผลที่สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ในแบบฉบับที่คุณโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นโหมด ECO, Comfort, Sport, Sport+, Individualโดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวหรือโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ เป็นต้น

รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamicวางจำหน่ายในราคา 3,749,000 บาท

เมอร์เซเดส-เบนซ์ GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic เป็นรถยนต์เอสยูวีครอสโอเวอร์ที่เป็นมากกว่า เอสยูวีและรถยนต์คูเป้ ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวดูสปอร์ตยิ่งกว่าที่เคยจากการผสมผสานดีไซน์ในแบบฉบับรถยนต์คูเป้และความเป็นรถยนต์เอสยูวี ทั้งหมดนี้ทำให้ GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic คือยนตรกรรมที่มีตัวตนไม่เหมือนใครในท้องถนน ทั้งยังเติมเต็มทุกอารมณ์ของการขับขี่ ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่จะพาคุณก้าวสู่โลกสีเขียวแห่งอนาคต โดยผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิทัลเต็มรูปแบบที่มีการแสดงผลแบบ “Classic”, “Progressive”และ “Sporty” ทำให้คุณตัดสินใจเลือกข้อมูลสำคัญและประเภทการแสดงผลข้อมูลดังกล่าวได้ผ่านจอแสดงผล ขนาด 31.2 ซม. ถ่ายทอดภาพที่คมชัด และสามารถเห็นได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง

พร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวของคุณ ด้วยระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ที่ทำงานร่วมกันกับแผงคอนโทรล และหน้าจอดิจิทัลที่จะแสดงระบบการนำทางได้แบบเต็มหน้าจอ และพร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้อย่างสูงสุด รวมไปถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Burmerster ที่เปลี่ยนให้เพลงโปรดของคุณกลายเป็นประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก

รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 4,090,000 บาท

เปิดตัว TOKICO โช้คอัพติดรถ 3 รุ่นใหม่

posted Feb 10, 2020, 6:52 PM by Maturos Lophong



เปิดตัว TOKICO โช้คอัพติดรถ 3 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่


ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท มโนยนต์ และ รองประธานกรรมการ บริษัท เอ็ม.เอ็น. อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว TOKICO โช้คอัพติดรถ 3 รุ่นใหม่ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การขับขี่ ณ ห้อง Yulania ชั้น 9 โรงแรม วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563


สำหรับปี 2563 โช้คอัพ TOKICO จะมีการออกโช้คอัพรุ่นใหม่หลายรุ่น เพื่อรองรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ และตอบโจทย์การใช้งานของผู้ใช้รถ ทุกประเภทการใช้งาน โดยนอกจากโช้คอัพมาตรฐานติดรถแล้ว ยังเน้นไปในกลุ่ม Series ใหม่ ทั้ง 3 Series ได้แก่ 1. POWER-PLUS SERIES โช้คอัพพาวเวอร์-พลัส: โช้คอัพน้ำมันกระบอกยาว แกนใหญ่ 16 mm.(แท้) โดยเพิ่มความยาวขึ้นเหนือกว่าโช้คอัพมาตรฐาน เหมาะสำหรับรถกระบะที่มีการเสริมแหนบช่วงล่าง ให้สูงขึ้น (ตั้งแต่ 3 นิ้วขึ้นไป) และทนต่อการใช้งานหนัก 2. ALPHA-PLUS SERIES โช้คอัพขนาดใหญ่ขึ้นพิเศษชนิดแก๊ส อัลฟ่า-พลัส: เป็นโช้คอัพสมรรถนะสูงที่ผ่านการออกแบบ และทดสอบจากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับการใช้ความเร็วแม้ขณะบรรทุกหนัก ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีไม่เสียการควบคุมเหมาะสำหรับรถกระบะ รถ MPV และรถตู้


3. S-PLUS SERIES โช้คอัพ เอส-พลัส โช้คอัพเกรดพิเศษชนิดแก๊ส: เป็นโช้คอัพสมรรถนะสูงที่ผ่านการออกแบบ และทดสอบ จากประเทศญี่ปุ่นพัฒนาขึ้นเพื่อสนองตอบการขับขี่ในสไตล์ “มอเตอร์สปอร์ต” สามารถใช้กับสปริงโหลดได้ (ไม่เกิน 40 มม.) เหมาะสำหรับรถเก๋ง ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของช่วงล่างให้เกาะถนนมากขึ้นขณะใช้ความเร็ว เพื่อความเร้าใจในการขับขี่




โดยโช้คอัพรุ่นใหม่ที่จะออกนี้ใช้กับรถยนต์รุ่นใหม่ ได้แก่ Toyota รุ่น ALTIS ปี 2019 / COMMUTER ปี 2019 / CAMRY ปี 2018 / C-HR ปี 2018 / ALPHARD, Honda รุ่น BR-V ปี 2016 / CR-V ปี 2012-2016 / FREED ปี 2013, Mazda รุ่น CX-3 ปี 2015 / CX-5 ปี 2017, Nissan รุ่น Teana ปี 2013 / Caravan E25 ปี 2001-12 / Caravan E26 ปี 2012, Suzuki รุ่น Swift ปี 2018 / Ciaz ปี 2015 

อย่างไรก็ตาม TOKICO ตั้งเป้าการเติบโตของปี 2563 ไว้กว่า 10% เพื่อรองรับ Demand ในตลาด ตามจำนวนรถยนต์สะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์ที่มีอายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป ที่ถึงรอบระยะการบำรุงรักษา หรือเปลี่ยนโช้คอัพ ที่เข้ามาใช้บริการกับศูนย์บริการโมเดิร์นเทรด , อู่ หรือร้านอะไหล่ทั่วไป

“The All-New Volvo S60”

posted Feb 2, 2020, 9:04 PM by Maturos Lophong



วอลโว่ต้อนรับศักราชใหม่ เปิดตัวยนตกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ 

“The All-New Volvo S60”

สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดน

พลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค

มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวภายใต้คอนเซ็ปต์ Your Signature Drive



กรุงเทพฯ - วอลโว่ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่แห่งวงการรถยนต์ระดับพรีเมียมของเมืองไทย เปิดตัว “The All-New Volvo S60” สุดยอดสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Your Signature Drive

วอลโว่ไม่เคยหยุดพัฒนาประสบการณ์การขับขี่แนวใหม่พร้อมระบบส่งกำลังรุ่นล่าสุดและความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี “The All-New Volvo S60” คือสุดยอดยานยนต์แห่งยุค สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมจากสวีเดนที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทค มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะ The All-New Volvo S60 ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทย




มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “การเปิดตัว The All-New Volvo S60 สมาชิกใหม่ในตระกูลรถซีดานของเรา ถือเป็นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏในเมืองไทยมาก่อน เรายังได้ทำการศึกษาเป็นอย่างดีในการกำหนดราคาและข้อเสนอทางการเงินที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าได้รับมูลค่าสูงสุดจากรถยนต์รุ่นใหม่ของเรา ปี 2562 ที่ผ่านมาถือเป็นปีแห่งความสำเร็จของเราด้วยยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่า 63% ซึ่งผมขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ไว้วางใจให้เราดูแลการเดินทางของท่าน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เราได้ส่งมอบรถยนต์วอลโว่รุ่นใหม่แก่ลูกค้าในเมืองไทยเป็นจำนวนมากที่สุดในรอบ 22 ปีเลยทีเดียว โดยเฉพาะรุ่น The All-New Volvo V60 ซึ่งเปิดตัวไปแล้วในปี 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดีเยี่ยม มียอดจองล่วงหน้าก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการ”



“และเราเชื่อมั่นว่าในปี 2563 นี้ก็จะไม่แตกต่างกัน เราตั้งเป้าหมายสู่การเติบโตที่มากขึ้นในปีนี้และ The All-New Volvo S60 ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนสร้างการเติบโตของเรา และเรายังมีกำหนดเปิดตัวยานยนต์ตระกูลเอสยูวีรุ่นใหม่อีกหลาย

รุ่นในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มผู้ซื้อรถยนต์รายใหม่อย่างแน่นอน นอกจากนี้ เรายังคงยึดมั่นสัญญาในการใช้ระบบพลังงานไฟฟ้ากับรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งหมด เพื่อลดการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ และ


ถือว่าลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการปฏิบัติงานของเราทุกขั้นตอน โดยความพึงพอใจและความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนยังคงเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด”


“เนื่องจาก The All-New Volvo S60 ถือเป็นส่วนสำคัญในแผนธุรกิจของเรา เราจึงพัฒนาข้อเสนอทางการเงินที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเพื่อผู้บริโภค”


“The All-New Volvo S60 เป็นรถยนต์ที่มีความยาวและหน้ากว้างที่สุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน ทั้งยังขับขี่ได้อย่างสนุกสนานและเป็นมิตรต่อสภาพแวดล้อมด้วยเครื่องยนต์รุ่น T8 TWIN ENGINE PLUG-IN HYBRID 407 แรงม้า ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและทรงพลัง สามารถพาคุณพุ่งทะยานจากความเร็ว 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.4 วินาที รถยนต์รุ่นนี้ยังมอบมูลค่าสูงสุดด้วยประสิทธิภาพการทำงานขั้นสูงและดีไซน์สไตล์สแกนดิเนเวียน ถือเป็นสุดยอดยนตกรรมที่โฉบเฉี่ยวที่สุดเท่าที่วอลโว่เคยผลิตมา และในค่ำคืนนี้ เราภูมิใจนำเสนอ S60 ในราคาเริ่มต้นเพียง 2.19 ล้านบาทสำหรับรุ่น Momentum และรุ่น R-DESIGN ในราคาเริ่มต้นที่ 2.59 ล้านบาท”

และเป็นเจ้าของอย่างง่ายดาย ด้วยการผ่อนชำระเพียงเดือนละ 19,xxx บาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

“หวังว่าทุกท่านจะตื่นตาตื่นใจกับรถยนต์รุ่นใหม่เช่นเดียวกับเรา และถึงเวลาเเล้วที่ท่านจะได้เลือกสรรยานยนต์วอลโว่เพื่อตัวท่านเอง” มร.คริส เวลส์ กล่าวสรุป

The All-New Volvo S60 สปอร์ตซีดานเกรดพรีเมียมจากสวีเดนภายใต้สโลแกน Your Signature Drive สปอร์ตซีดานระดับพรีเมียม ที่มอบสุดยอดแห่งความสมดุล ด้วยประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราและการเชื่อมต่อออนไลน์อย่างครบถ้วน ถูกออกแบบมาเพื่อนักขับผู้ต้องการความแตกต่างสื่อถึงตัวตนที่มาดมั่น พร้อมโครงสร้างตัวรถอันเปี่ยมพลัง และเสริมความหรูหราในแบบฉบับสแกนดิเนเวียน การออกแบบห้องโดยสารภายในจึงเน้นความเรียบง่าย หากประณีตในทุกรายละเอียดด้วยงานฝีมือขั้นสูง ติดตั้งเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและนวัตกรรมใหม่ที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์เป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง The All-New Volvo S60 พร้อมเปิดตัวรุ่นรถด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น R-Design เพื่อลุคที่โฉบเฉี่ยวปราดเปรียวแบบสปอร์ต และ รุ่น Momentum เพื่อความหรูหราภูมิฐานที่เหนือระดับ

โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์อันมาดมั่น

ด้วยรายละเอียดสไตล์สแกนดิเนเวียน ช่วยเสริมเอกลักษณ์ที่แตกต่างและทำให้ The All-New Volvo S60 มอบภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งบนท้องถนน นำเสนอ 4 โทนสี ได้แก่ Crystal White Premium Metallic, Onyx Black Metallic, Fusion Red Metallic และสีใหม่ล่าสุด “Pebble Grey Metallic” นำเสนอลุคแบบสปอร์ตที่สวยงามด้วยล้อดีไซน์ 5 – Triple Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 8 x 19 นิ้ว สีดำด้าน สำหรับรุ่น R-Design และล้อดีไซน์ 5 – Y Spoke แบบ Diamond Cut ขนาด 7.5 x 18 นิ้ว สีดำ สำหรับรุ่น Momentum

สวยงามด้วยรายละเอียดเฉพาะตัว

ส่วนกระจังหน้า ออกแบบอย่างสะดุดตา ติดตั้งตราวอลโว่อันภาคภูมิ ส่วนฮู้ดหลังยาวและฝากระโปรงห้องเครื่องสื่อถึงพลังในการขับเคลื่อนอย่างชัดเจน เสริมด้วยไฟหน้าแอลอีดี ดีไซน์รูปลักษณ์ฆ้อนธอร์อันเป็นซิกเน-เจอร์ของวอลโว่ มอบภาพลักษณ์ของนักขับผู้มาดมั่นไม่ว่าจะขับขี่เวลากลางวันหรือกลางคืน

ห้องโดยสารสุดหรูแบบฉบับสแกนดิเนเวียน

งานออกแบบแนวสแกนดิเนเวียนให้ความสำคัญกับความสะอาดหมดจด คุณภาพ และตอบรับกับการใช้งาน ซึ่งการออกแบบห้องโดยสารของ The All-New Volvo S60 สะท้อนถึงหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน ด้วยการจัดสรรพื้นที่ภายในอย่างเรียบง่าย โปร่งสบายตา เพื่อมอบบรรยากาศที่ผ่อนคลายและหรูหราตลอดการเดินทางของคุณ โดยรุ่น R-Design ตกแต่งเบาะด้วยหนัง R-Design Fine Nappa Perforated Leather Upholstery ในเฉดสี Charcoal และรุ่น Momentum ตกแต่งหนังแท้ในเฉดสี Charcoal และ Maroon Brown

งานฝีมือขั้นสูงยุคใหม่

ห้องโดยสารรุ่น R-Design นำเสนอมาตรฐานขั้นสูงของงานฝีมือแบบสแกนดิเนเวียน มือจับประตูรถตกแต่งด้วยอลูมิเนียมและแผงไฟในโทนสีที่สอดประสานกลมกลืน เสริมความสวยงามด้วยการฝังลายแบบ Metal Décor Inlays ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดการตกแต่ง แป้นเกียร์ และพวงมาลัยแบบ R-design ใน The All-New Volvo S60 ล้วนแสดงให้เห็นถึงงานฝีมือของยานยนต์แนวสปอร์ตอันประณีตอย่างแท้จริง

เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลก

ระบบไฟหน้าหักเหตามพวงมาลัย (Active Bending Headlights) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำระดับโลกเพื่อการปกป้องคุณและผู้โดยสาร อันเป็นผลงานจากการคิดค้นนวัตกรรมมายาวนานหลายทศวรรษ นอกจากนี้ ระบบไฟหน้า LED Headlights with ABL (Active Bending Lights) ยังถูกออกแบบมาเพื่อมอบความสว่างสูงสุดเมื่อเจอทางโค้งหรือแยกบนถนน และระบบ High-Pressure Cleaning เพื่อให้คุณมีทัศนวิสัยในความมืดที่ชัดเจนที่สุดและช่วยให้การขับขี่ราบรื่นตลอดเส้นทางในรุ่น R-Design

การแสดงผลแบบ Head-Up Display

ระบบ Head-Up Display จะแสดงการเตือนและข้อมูลการขับขี่บนระดับการมองเห็นของผู้ขับพอดี ทั้งอัตราความเร็ว การทำงานต่าง ๆ ช่วยลดความถี่ในการละสายตาจากถนนของผู้ขับ ผ่านการฉายข้อมูลที่จำเป็นบนระดับการมองเห็นของผู้ขับโดยตรง จึงไม่ต้องละสายตาจากถนนในขณะขับรถ

ระบบกล้อง 360 องศาและกล้องช่วยจอด

ระบบช่วยในการจอดรถพร้อมจอแสดงผลด้วยภาพ 360 องศา ทำงานด้วยเซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งบนกระจังหน้ารถและบนกันชนหลัง ร่วมกับกล้องอื่น ๆ ทั้งที่ติดตั้งเข้ากับป้าย Volvo Iron Mark ด้านล่างกระจกหูช้าง และที่ประตูท้าย เพื่อการวัดระยะห่างของวัตถุรอบตัวรถ เมื่อระบบตรวจพบวัตถุในระยะใกล้ จะส่งสัญญาณเสียงเตือนและแสดงภาพบนหน้าจอแบบ

Sensus Screen ในทันที ระบบกล้องช่วยจอดยังช่วยในการถอยรถโดยมีเส้นนำทางและภาพแสดงพื้นที่ เพื่อช่วยให้คุณทราบระยะห่างระหว่างยานพาหนะและวัตถุรอบข้างได้ดีขึ้น

ระบบช่วยจอดโดยอัตโนมัติ (Park Assist Pilot)

ระบบช่วยจอดอัตโนมัติช่วยให้คุณถอยรถเข้าและออกจากที่จอดรถได้อย่างแม่นยำ โดยระบบจะกำหนดระยะห่างสำหรับการจอดที่เหมาะสม (ทั้งสองด้านของตัวรถ) และให้คำแนะนำการจอดทีละขั้นตอน โดยรถยนต์จะควบคุมการเลี้ยวโดยอัตโนมัติ ส่วนคุณเพียงควบคุมการเบรกและการเปลี่ยนเกียร์

ความสะดวกสบายในการเดินทางที่เหนือชั้น

ด้วยเบาะที่ออกแบบมาอย่างพิถีพิถันและรองรับส่วนโค้งของสรีระได้อย่างสมบูรณ์แบบ จึงมอบความสบายแม้ในการเดินทางที่ยาวนาน รวมถึงการกำหนดความสูงของเบาะนั่งระดับต่ำยังทำให้คุณสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวบนพื้นถนนอย่างชัดเจน สำหรับเบาะด้านหลังของผู้โดยสารมาพร้อมระบบ 4-Way Power Lumbar Support เพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าบริเวณหลัง ผสานกับ Power Fold Rear Headrest และการปรับระยะหมอนรองได้ตามต้องการ

นอกจากนี้ ยังมีระบบกุญแจ Remote Control with Keyless Entry & Drive และ การเปิดประตูท้ายฝากระโปรงหลังปลดล็อคด้วยไฟฟ้าโดยไม่ต้องใช้มือ (Power-Operated Handsfree Tailgate Unlocking) เพื่อให้ชีวิตคุณง่ายดายยิ่งขึ้น

ระบบพลังงานที่ยั่งยืน

The All-New Volvo S60 มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์เปี่ยมประสิทธิภาพ T8 Twin Engine AWD Plug-In Hybrid ที่ให้กำลังสูงถึง 407 แรงม้า และไม่ปล่อยไอเสียสู่ชั้นบรรยากาศ

เทคโนโลยีที่ใช้งานได้อย่างราบรื่น

นวัตกรรมสุดล้ำ อาทิ ระบบนำทาง และ Apple Car Play & Android Auto Support ทำงานร่วมกับระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจากแบรนด์ “Harman Kardon” เพื่อให้คุณเชื่อมต่อออนไลน์และรื่นรมย์กับการขับขี่ได้ตลอดเส้นทาง

The All-New Volvo S60 จึงเป็นรถซีดานที่มอบความหรูหราที่สุดในคลาส ด้วยสมรรถนะการขับขี่อันน่าทึ่ง ห้องโดยสารที่สะดวกสบายอย่างเหนือชั้น และฟังก์ชั่นการทำงานสุดไฮเทคมากมาย นำเสนอสมดุลแห่งประสิทธิภาพและความสะดวกสบายบนมาตรฐานแห่งความหรูหราในหนึ่งเดียว และรอคอยให้นักขับมาสัมผัสกับความเป็นเลิศด้วยตนเอง

The All-New Volvo S60 คือสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมที่จะพลิกโฉมสู่ประสบการณ์การขับขี่บนมาตรฐานใหม่ด้วยสมรรถนะขั้นสุดยอด เทคโนโลยีที่ตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และโครงสร้างตัวถังสุดไฮเทคที่มอบสมดุลแห่งความสบายและการควบคุมที่ฉับไวอย่างสมบูรณ์แบบนำคุณสู่ยานยนต์ยุคใหม่ที่ผสานงานดีไซน์แบบสแกนดิเนเวียนเข้ากับ

เทคโนโลยีเพื่อการขับขี่ขั้นสูงและแนวทางการออกแบบที่คงความเป็นหนึ่ง ช่วยให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นและตอบสนองทุกความต้องการของแฟนวอลโว่และผู้บริโภคในเมืองไทยด้วยประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือระดับ




เอ.พี. ฮอนด้า ครองผู้นำตลาด

posted Jan 30, 2020, 9:45 PM by Maturos Lophong



เอ.พี. ฮอนด้า ครองผู้นำตลาดด้วยยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นปีที่ 31 ติดต่อกัน
มุ่งพัฒนาเครือข่ายร้านผู้จำหน่ายสู่ความเป็น Bikers’ Solution แห่งทศวรรษ 2020s

เอ.พี. ฮอนด้า รักษาความเป็นผู้นำวงการรถจักรยานยนต์ไทยได้อย่างเหนียวแน่นด้วยยอดจำหน่าย 1.37 ล้านคัน ครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 31 ติดต่อกัน พร้อมมุ่งหน้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งยุค Disruption ด้วยนโยบายใหม่ที่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย, การสร้างทัชพอยท์กับลูกค้าด้วยการเป็น Bikers’ Solution และการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม

มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด ผู้จัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าในประเทศไทย เปิดเผยว่า “ตลาดรถจักรยานยนต์ไทยในปี 2562 ที่ผ่านมา มียอดจดทะเบียนที่ 1.74 ล้านคัน ปรับตัวลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่รถจักรยานยนต์ฮอนด้ามียอดจดทะเบียนอยู่ที่ 1.37 ล้านคัน ปรับตัวลดลง 2% ดีกว่าตลาดรวมราว 1% ส่งผลให้ เอ.พี. ฮอนด้า ครองตำแหน่งยอดจำหน่ายสูงสุด 31 ปีติดต่อกัน สำหรับในปี 2020 คาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมจะมีตัวเลขอยู่ที่ 1.7 ล้านคัน โดยทางฮอนด้าตั้งเป้าหมายการจำหน่ายไว้ที่ 1.35 ล้านคัน”

“เอ.พี. ฮอนด้า ขอขอบคุณคนไทยที่ให้ความไว้วางใจรถจักรยานยนต์ฮอนด้ามาเป็นอันดับหนึ่งกว่า 3 ทศวรรษ แม้ในปีที่ผ่านมาภาพรวมของเศรษฐกิจอาจจะไม่สู้ดีนัก แต่เรายังรักษาความสามารถในการแข่งขันและสามารถส่งมอบสินค้ารวมถึงบริการที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ได้อย่างดี ภายใต้แบรนด์คอนเซ็ปต์ ‘WHAT STOPS YOU? มุ่งไป อย่าให้อะไรมาหยุด’ อย่างไรก็ตาม เราก็ได้วางแนวทางปรับตัวการทำธุรกิจเพื่อให้เข้ากับยุคของการเปลี่ยนแปลงหรือ Age of Disruption ซึ่งเทคโนโลยีและการบริการแบบ personalized ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก โดยทาง เอ.พี. ฮอนด้า ได้วางแนวทางที่สำคัญไว้ 3 เรื่องดังต่อไปนี้” 

1. New Product Development

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยแบ่งการพัฒนาสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ รถจักรยานยนต์ที่ใช้สำหรับชีวิตประจำวัน เหมาะกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว, รถจักรยานยนต์ที่พัฒนาเพื่อการใช้งานตามความสนใจส่วนบุคคล, และรถจักรยานยนต์ที่แสดงสถานะทางสังคม

2. Customer Touchpoint Optimization

การพัฒนาทัชพอยท์กับลูกค้า ให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายจากเครือข่าย Honda Wing Center ซึ่งกำลังจะยกระดับสู่การเป็น Bikers’ Solution ของทศวรรษ 2020s สร้างความไว้วางใจและเชื่อมั่นจนเกิดเป็นแบรนด์ลอยัลตี้ (Brand Loyalty)

3. Corporate Social Responsibility as the Market Leader

การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะผู้ประกอบการธุรกิจรถจักรยานยนต์ โดยประเด็นหลักที่ เอ.พี. ฮอนด้า พร้อมให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก คือ การส่งเสริมการขับขี่ปลอดภัย ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้ลูกค้าได้รับความสนุกจากการขับขี่ พร้อมๆ ไปกับการเรียนรู้วิธีขับขี่อย่างปลอดภัย และเป็นผู้ใช้รถใช้ถนนที่ดีของสังคม เช่นเดียวกับการส่งเสริมกิจกรรมเพื่อสังคมด้านอื่นๆ อาทิ กิจกรรมวิ่ง 31 ขาสามัคคี และโครงการสังคมหัวแข็ง เป็นต้น


ในขณะเดียวกัน เอ.พี. ฮอนด้า ยังเดินหน้าพัฒนาในด้าน EV โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการพัฒนาระบบ EV Sharing ที่นักศึกษาสามารถแบ่งปันรถ PCX Electric ผ่านทาง Application โดยมี PCX Electric Smart Station เป็นฮับในการชาร์จพลังงาน และในปีนี้เรากำลังจะพัฒนาฟังก์ชันการสลับแบตเตอรี่หรือ Battery Swapping อย่างเต็มรูปแบบ

“สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การส่งมอบสินค้าและบริการที่อยู่เหนือความคาดหมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของคนแต่ละกลุ่มที่มีไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน โดย เอ.พี. ฮอนด้า ได้กำหนดเป้าหมายในแผนระยะกลางที่จะดำรงความเป็น Number One อย่างมั่นคงในทุก 6S ด้วยการสร้างความแข็งแกร่งให้กับพื้นฐานที่สำคัญของ Honda Wing Center ที่สามารถสร้างความประทับใจ และความเหนือกว่าทางการตลาดในมุมมองของลูกค้า”

“จากนี้ไป เราจะปรับรูปแบบและคอนเซ็ปต์ของเครือข่ายร้านผู้จำหน่าย Honda Wing Center ให้เป็นพื้นที่เป้าหมายของลูกค้าฮอนด้าทุกคน เป็นที่ๆ พร้อมจะตอบสนองไลฟสไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ ‘Bikers’ Solution ของยุค 2020s’ โดยมุ่งเน้นการเป็นทัชพอยท์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้าได้ทุกจุด ทั้งที่โชว์รูม รวมไปถึงการส่งมอบงานบริการ และกิจกรรมต่างๆ ที่เหนือความคาดหมาย เพื่อให้ผู้จำหน่าย ฯ สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมที่มี และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเป็นความยั่งยืนให้กับร้านผู้จำหน่าย Honda Wing Center ทุกร้านทั่วประเทศ” ประธานกรรมการบริหาร เอ.พี. ฮอนด้า กล่าวสรุป 

ผู้ที่สนใจสินค้าและบริการจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้า สามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และข้อมูลรถจักรยานยนต์ฮอนด้า ได้ที่เว็บไซต์รถจักรยานยนต์ฮอนด้า : aphonda.co.th และเฟซบุ๊กแฟนเพจ : fb.com/hondamotorcyclethailand

ปนัดดา เจณณวาสิน ผู้บริหารอีซูซุ รับรางวัลเกียรติยศ

posted Jan 22, 2020, 1:31 AM by Maturos Lophong

ปนัดดา เจณณวาสิน ผู้บริหารอีซูซุ 

รับรางวัลเกียรติยศ "บุคคลตัวอย่างแห่งปี 2563" สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ 


คุณปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด รับมอบรางวัล "บุคคลตัวอย่างแห่งปี" ประจำปี 2563 สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ จาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรีและเลขาธิการมูลนิธิพระดาบส ด้วยประวัติอันทรงคุณค่าและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน โดยคณะกรรมการพิจารณาจากคุณสมบัติของบุคคลที่เหมาะสม เป็นผู้ที่มีความสามารถนำความรู้ไปปฏิบัติจริง มีวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารงานกิจการต่าง ๆ ให้สำเร็จ โดยอาศัยความรู้ความสามารถของตนเองและความร่วมมือของผู้อื่น ประพฤติตนอยู่ในกรอบของคุณงามความดี มีคุณธรรมจริยธรรม อีกทั้งมีการตอบแทนคุณแผ่นดินในรูปแบบต่าง ๆ สมควรยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมและสาธารณชน ณ หอประชุมกองทัพอากาศ



1-10 of 102