Motor & Energy




บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41New Normal

posted Jun 28, 2020, 11:47 PM by Maturos Lophong





บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 พร้อมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์

กำหนดมาตรฐานใหม่ New Normal-เสริมแพล็ตฟอร์มออนไลน์

บริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ประกาศความพร้อมการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคมนี้ ทีชาเลนเจอร์ ฮฮลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยเตรียมปฏิวัติงานจัดแสดงรถยนต์ตามรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal วางมาตรการคัดกรองผู้เข้าชมงานอย่างเคร่งครัดตามข้อกำหนดของรัฐบาล ค่ายรถยนต์-จักรยานยนต์ชั้นนำเข้าร่วมงานคับคั่งบนพื้นที่กว่า 170,000 ตารางเมตร และเตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศงงานสู่โลกออนไลน์เพิ่มทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถยนต์ 
ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด แรงบันดาลใจ หรือ INSPIRATION UNLOCKS THE FUTURE เพื่อสื่อถึงการที่โลกยุคปัจจุบัน ผู้คนต่างสรรสร้างแนวความคิดใหม่ๆ เพื่อสร้างเรื่องราวสู่ความสำเร็จ ค้นหาแรงบันดาลใจเพื่อเป็นจุดเริ่มต้น และปลดทุกพันธนาการสู่ความสำเร็จ




แม้ว่าในช่วงต้นปีที่ผ่านมาประเทศไทย และทั่วโลกเผชิญวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่บริษัทรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อย่างคึกคักเหมือนเดิมบนพื้นที่จัดแสดง 170,960 ตารางเมตร ยืนยันได้ถึงการเป็นงานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดร.ปราจิน กล่าว

สำหรับบริษัทรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 ประกอบด้วย Ford, BMW, MINI, SUZUKI, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Mazda, Nissan, Toyota, Lexus, Honda, Audi, MG, Isuzu, Mitsubishi, Porsche , Volvo, Land Rover, Jaguar, Kia, FOMM, Lamborghini, Subaru, Hyundai Truck& Bus, Takano, Peugeot, Royal Enfield, BMW Motorrad, Vespiario, A.P.Honda, Thai Suzuki, Kawasaki, Yamaha, BAJAJ, KTM, Husquavana และ Triumph
สำหรับมาตรฐานการคัดกรองผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าจำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์

คุณจาตุรนต์ เปิดเผยถึงขั้นตอนเพื่อคัดกรองผู้จัดแสดงงาน และประชาชนผู้เข้าชมงานตามข้อกำหนดของภาครัฐ ในตอนนี้ทางอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่จัดแสดง มีมาตรการตรวจสอบดูแลด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด การตั้งจุดสแกนแอปพลิเคชั่นไทยชนะ, การวัดอุณหภูมิร่างกาย และซื้ออุปกรณ์เครื่องฉายแสงยูวีฆ่าเชื้อแบบเคลื่อนที่ Germ Saber UVC Sterilizer เพื่อใช้ทำความสะอาดฆ่าเชื้อภายในพื้นที่จัดแสดงเข้ามาเพิ่มเติม โดยทางบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานจะเสริมความมั่นใจให้ผู้เข้าชมด้วยการเตรียมจุดคัดกรองก่อนเข้าสู่ฮอลล์จัดแสดงอีก 1 ครั้ง รวมทั้งจัดเตรียมอุปกรณ์เพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทางดวงตา (Eye Temperature) ที่มีความแม่นยำเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้งานในสนามบินหลายแห่งทั่วโลก


ในขณะที่มาตรการเสริมเพื่อลดความแออัดของพื้นที่การจัดงาน คุณจาตุรนต์ กล่าวว่ามีการปรับเพิ่มพื้นที่ทางเดินทางกลางจาก 6 เมตรเป็น 10 เมตร และทางเดินระหว่างบูธจาก 3 เมตรเป็น 6 เมตร จัดพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจเพื่อรองรับลูกค้าเพิ่มเติมกว่า 3,0005,000 ที่นั่งให้กับแต่ละแบรนด์รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ เพื่อจะสามารถกระจายลูกค้าที่ทำธุรกรรมต่าง สู่บริเวณพื้นที่โหลดดิ้งด้านหลังของอาคารชาเลนเจอร์ 2

นอกจากนี้บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ เพิ่มความเชื่อมั่นให้บริษัทรถยนต์ที่ร่วมจัดแสดง และผู้เข้าชมงาน หลังจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบตราสัญลักษณ์ Amazing Thailand Safety and Health Administration (SHA) รับรองว่าการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 มีการจัดเตรียมมาตรการทั้งด้านบริการ และด้านสุขอนามัยเป็นไปตามที่ภาครัฐกำหนด


ในขณะเดียวกันเพื่อสอดคล้องกับรูปแบบวิถีชีวิตใหม่-New Normal บริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ร่วมมือกับผู้พัฒนาแพล็ตฟอร์มออนไลน์ เตรียมเปิดประสบการณ์ใหม่ Virtual Motor Show จำลองบรรยากาศของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 สู่แพล็ตฟอร์มออนไลน์ พร้อมออกแบบ e-Catalog และมีระบบแชตเพื่อพูดคุยโต้ตอบกับเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อรถ และรับโปรโมชั่นเหมือนในงานปีนี้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของงานแสดงรถยนต์ในประเทศไทยที่มีการจัดงานแบบ Virtual พร้อมกันไปด้วย


คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานการจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 อธิบายรายละเอียดของแพล็ตฟอร์ม Virtual Motorshow ในปีนี้จะเป็นครั้งแรกที่เรานำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมงาน แต่อยากทราบข้อมูล และมีความประสงค์จะขอรับข้อมูลต่างๆ ของงาน โดยเราได้เปิดบริการ Virtual Motorshow ขึ้นมาผ่านทางเว็บแพล็ตฟอร์ม เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลพื้นฐานของแต่ละผู้จัดแสดงที่มาเข้าร่วมงานในปีนี้ทั้งข้อมูลรถยนต์ โปรโมชั่น และการดาวน์โหลดโบรชัวร์ โดยที่พิเศษจากนี้คือระบบ Live Chat ที่สามารถคุยรายละเอียด และเปิดการจองรถยนต์กับท่านฝ่ายขายของบริษัทนั้นๆ ผ่านช่องทางนี้ ถือเป็นการพัฒนาในด้านบริการของบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ในฐานะผู้จัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในยุค New Normal ที่แม้ว่าจะต้องห่างกันหรือเว้นระยะจากกัน แต่เราก็ยังเชื่อมต่อกันได้ สามารถเข้าถึงบรรยากาศ และบริการในด้านต่างๆ ของงานผ่านทางโลกออนไลน์ที่เราจัดเตรียมเอาไว้ให้ได้

สำหรับงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41 จัดขึ้นที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 15-26 กรกฎาคม 2563 โดยวันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 12.00-22.00น. วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดให้เข้าชมงานเวลา 11.00-22.00น. ราคาบัตรเข้าชมงาน 100 บาท

กำหนดการจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 41:


วันแขกพิเศษ V.I.P Day: วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2563


วันสื่อมวลชน Press Day: วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563


วันสำหรับประชาชนทั่วไป: วันพุธที่ 15 กรกฎาคม - วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2563 (รวมระยะเวลา 12 วัน)


เวลาเปิดเข้าชม: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 12.00-22.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 11.0022.00 น.


สถานที่จัดงาน: อาคารชาเลนเจอร์ 1-3, อิมแพค เมืองทองธานี

อีซูซุยืนยันภาครัฐ... “รถอีซูซุทุกรุ่น...มั่นใจพร้อมใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10”

posted Jun 28, 2020, 11:39 PM by Maturos Lophong



อีซูซุยืนยันภาครัฐ... “รถอีซูซุทุกรุ่น...มั่นใจพร้อมใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10”


คุณนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เข้าเยี่ยมชมกิจการกลุ่มอีซูซุที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด หลังจากที่ภาครัฐได้มีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเมื่อปลายปีที่แล้ว โดยกำหนดให้น้ำมัน B10 เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐาน มาตรฐานใหม่ของประเทศไทย

คุณนันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เผยว่า “กระทรวงพลังงานมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล ในภาคการขนส่งให้มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความยั่งยืนทางพลังงาน ลดการนำเข้าน้ำมันดิบ ลดฝุ่น และที่สำคัญคือช่วยเหลือเกษตรกรชาวไทย ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีเป้าหมายในการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบของประเทศ กระทรวงได้กำหนดเป้าหมายการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้ได้ประมาณ 7.0 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งจะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มดิบได้ประมาณ 2 ใน 3 ของปริมาณการผลิตทั้งหมดในประเทศ โดยรถยนต์อีซูซุที่สามารถใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ได้ทุกรุ่นนั้น ก็จะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ เป็นการสร้างสมดุลปาล์มน้ำมันทั้งระบบ เพิ่มปริมาณการใช้ สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน และช่วยลดมลพิษ ลดฝุ่น เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในสัดส่วนที่สูงขึ้น”

กลุ่มตรีเพชร โดย มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีเครื่องยนต์ดีเซลและพลังงานทดแทนไบโอดีเซล อีซูซุมีความตั้งใจสนับสนุนนโยบายดังกล่าวของภาครัฐเสมอมา ณ ปัจจุบันรถทุกคันที่ผลิตจากโรงงานอีซูซุ ทั้งรถปิกอัพ รถอเนกประสงค์ และรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ สามารถรองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น จึงไม่เป็นปัญหาสำหรับรถยนต์อีซูซุทุกรุ่น ที่จะรองรับน้ำมันไบโอดีเซล B10 ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงานเช่นกัน”


คุณมนัส พุทธรัตน์ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์ม กล่าวขอบคุณกระทรวงพลังงาน ที่ได้ผลักดันนโยบายให้ B10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดพื้นฐานของประเทศว่า “ที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันมีปัญหาเรื่องผลผลิตปาล์มล้นตลาด และราคาตกต่ำ เดือดร้อนอย่างหนัก ซึ่งในเวลานั้น อีซูซุได้ประกาศว่าพร้อมที่จะพัฒนารถยนต์ให้รองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลได้ถึง B20 ทำให้ราคาปาล์มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งทางเรารู้สึกยินดี และขอบคุณทั้งกระทรวงพลังงานและอีซูซุเป็นอย่างมาก ที่ช่วยเหลือเกษตรกรอย่างจริงใจ และเกษตรกรก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกครั้ง”


อีซูซุเชื่อว่านโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซล เป็นการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง ให้กับประเทศไทย อีซูซุภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์และภาคการเกษตรของประเทศไทย สามารถเดินไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ดังปรัชญาการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ว่า “ผู้ใช้ สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา”

PEA เปิดเคมเปญ “SAFE IN THE RAIN”

posted Jun 23, 2020, 2:08 AM by Maturos Lophong   [ updated Jun 24, 2020, 1:13 AM ]


PEA เปิดเคมเปญ “SAFE IN THE RAIN” ฝนนี้ คนไทยใช้ไฟ ‘เซฟ เซฟ’ รณรงค์การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัด พร้อมชู 2 แอปพลิเคชั่นอัจฉริยะ 

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ไฟฟ้าของคนรุ่นใหม่แบบครบวงจร

หลังจาก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ส่งแคมเปญ “SAVE THE SUMMER” ร้อนนี้ คนไทย
ใช้ไฟ ‘เซฟ เซฟ’ ภายใต้โครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัด (เซฟไทย)” เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้แนวคิด “เซฟไทย คนไทย ใช้ไฟ เซฟ เซฟ” ไปแล้ว ด้วยการเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และร่วมกันปรับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัดอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะอันตรายและความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายในช่วงหน้าฝนนี้

นายจาตุรงค์ สุขะเสน รองผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า สำหรับ “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้จากประชาชนผู้ใช้ไฟ แล้วพบว่าประชาชนผู้ใช้ไฟ้ฟ้าส่วนใหญ่ต้องการให้เราจัดโครงการให้ความรู้และรณรงค์การใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและปลอดภัย เราเลยจัดทำโครงการนี้ขึ้นมา พร้อมกับนำเอาเรื่องของฤดูการมาเป็นกุญแจหลักในการสื่อสารแบบแบ่งแยกตามประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า และยังมีการสื่อสารที่แบ่งตามช่วงอายุด้วย เพราะว่าแต่ละช่วงอายุมีพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าที่แตกต่างกันออกไป โดยเนื้อหาการสื่อสารก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการให้ความรู้ในการใช้ไฟฟ้า และการรณรงค์ให้ใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัด ซึ่งสภาพอากาศในประเทศไทย แบ่งออกได้ 3 ฤดู ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว อย่างในฤดูร้อนที่ผ่านมามีการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 เราพบว่าประชาชนอยู่บ้านกันมากขึ้นและมีการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เราเลยมีการรณรงค์ให้ใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ในส่วนฤดูฝน เรามองเรื่องความปลอดภัยเนื่องจากฤดูนี้สภาพอากาศค่อนข้างชื้น ต้องระมัดระวังในการสัมผัสกับเครื่องใช้ไฟฟ้า และฤดูที่สามคือฤดูหนาวที่จะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม ถือเป็นเทศกาลแห่งความสุข ในช่วงนี้ก็จะมีการเฉลิมฉลองเราก็เลยอยากจะมอบความสุขให้กับประชาชนผ่านการรณรงค์การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัดด้วยเช่นกัน




สำหรับฤดูกาลที่สอง คือฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายน – กันยายน มีอัตราเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงรวมทั้งอาจเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น พายุฝนรุนแรง น้ำท่วม ไฟดับ อาจส่งผลกระทบด้านความปลอดภัยในการใช้ไฟฟ้า เราจึงเดินหน้าแคมเปญต่อเนื่อง “SAFE IN THE RAIN” แค่เช็กจุดปลอดภัย ฝนนี้ คนไทยใช้ไฟ ‘เซฟ เซฟ’ อย่างเร่งด่วน โดยมีการใช้มิวสิกวิดีโอเพลงเป็นสื่อกลางในการสื่อสารเพื่อกระจายการเข้าถึงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากช่วงโควิดที่ผ่านมาสังเกตุได้ว่าคนไทยมีพฤติกรรมการใช้สื่อที่เปลี่ยนแปลงไป หันมาใช้สื่อออนไลน์กันมากขึ้น มีกิจกรรมต่างๆ เกิดขึ้นบนออนไลน์มากมาย เราเลยคิดว่าการสื่อสารผ่านแนวเพลงน่าจะเหมาะกว่า เพราะตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคและเชื่อว่าเพลงมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มคนได้หลากหลาย จึงเป็นที่มาของเพลง “ห่วงเธอหน้าฝน” ที่มีท่วงทำนองเพลงติดหูได้ง่าย เนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับการสร้างความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัย ประกอบด้วยคำเตือนและคำแนะนำต่าง ๆ เช่น หากเปียกฝน ควรให้ทำร่างกายให้แห้ง ไม่สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าขณะตัวเปียก หรือปิดประตู หน้าต่างให้สนิทเมื่อฝนตก เพื่อไม่ให้ฝนสาด หรือพื้นเปียก และในกรณีเครื่องใช้ไฟฟ้าชำรุดไม่ควรทำเอง ให้โทรเรียกช่างมืออาชีพได้ผ่านทางแอปพลิเคชั่น “PEA Hero Care and Services” ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ โดยมิวสิกวิดีโอเพลงร่วมแสดงโดยนักร้องไอคอนคนรุ่นใหม่ของเมืองไทยอย่าง ยัวร์บอย ทีเจ (UrboyTJ) และส้ม มารี (Zom Marie) ซึ่งจะเริ่ม ออนแอร์ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายนนี้ พร้อมทั้งยังจัดกิจกรรม Challenge ท่าเต้นสุดฮิต เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสนุก ร้องและเต้นตามเป็น #Challenge ผ่านช่องทางออนไลน์ TikTok จนเกิดเป็นกระแสไวรัลในโลกโซเชียล นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและคุ้นชินกับการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัย




นอกจากนี้ เรายังมีแอปพลิเคชั่น “PEA Hero Care and Services” เป็นอีกหนึ่งช่องทางการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ด้วยการให้บริการแบบครบวงจร ตั้งแต่ตรวจสอบ ซ่อมแซม บำรุงรักษาระบบไฟฟ้าจนถึงการล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเลือกใช้บริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย เป็นไปตามมาตรฐานในราคาที่สมเหตุสมผล และสำหรับลูกค้าที่สนใจจะใช้พลังงานจากระบบ Solar Rooftop เรายังมีแอปพลิเคชั่น “PEA SOLAR HERO” ที่จะช่วยดูแลตั้งแต่การติดตั้งไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานแสงอาทิตย์ได้ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงช่วยประหยัดพลังงานได้อย่างมากเนื่องจากเป็นพลังงานธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัย และไม่มีวันหมดครับ”

นอกจากนั้น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ยังมีกิจกรรมชุมชนปลอดภัยใช้ไฟ PEA เพื่อให้ความรู้ประชาชนทั่วไปให้ใช้ไฟฟ้าอย่างระมัดระวัง ถูกวิธี และปลอดภัย รวมถึงกระตุ้นการรับรู้โครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัด ด้วยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจความปลอดภัยของการใช้ไฟฟ้าภายในอาคารบ้านเรือน สถานประกอบการ และให้คำแนะนำพร้อมรับมือการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยในหน้าฝน โดยสามารถเข้าไปอัพเดทสาระความรู้ดี ๆ มากมาย ตลอดจนติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่าง ๆ ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจเซฟไทย(www.facebook.com/SAFESAVETHAI) และร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับโครงการใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัด ชวนคนไทย “ใช้ไฟ เซฟ เซฟ” ทุกฤดูกาลตลอดทั้งปีกับ PEA

PEA ประเดิมแจกสร้อยคอทองคำผู้โชคดี “เซฟไทยเซฟไฟลุ้นทอง” ครั้งที่ 1

posted Jun 2, 2020, 1:00 AM by Maturos Lophong



PEA ประเดิมแจกสร้อยคอทองคำผู้โชคดี “เซฟไทยเซฟไฟลุ้นทอง” ครั้งที่ 1

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) จัดกิจกรรมจับรางวัลสร้อยคอทองคำ ครั้งที่ 1 จำนวน 5 รางวัล ให้แก่ผู้โชคดีในแคมเปญพิเศษแห่งปี “เซฟไทยเซฟไฟลุ้นทอง” จากโครงการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ การใช้ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยและประหยัด (เซฟไทย) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี นายจาตุรงค์ สุขะเสน รองผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นางจุฑาพรรธน์ แก้ววัฒนะบวร ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้บริหาร เป็นผู้จับรางวัล เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ณ สำนักงานใหญ่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้โชคดีได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ “เซฟไทย”

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมสนุกลุ้นรับรางวัลสร้อยคอทองคำในการจับรางวัลอีก 2 ครั้งถัดไป เพียงแค่กด Like แฟนเพจ “เซฟไทย” ถ่ายรูปบิลค่าไฟ หรือบันทึกภาพค่าไฟฟ้าทางหน้าจอโทรศัพท์จากแอปพลิเคชั่น PEA Smart Plus เปรียบเทียบบิลค่าไฟ 2 เดือน และคอมเมนต์ใต้โพสต์กิจกรรม พร้อมทั้งติดแฮชแท็ก #SAVETHAI #เซฟไทย #เซฟไทยเซฟไฟลุ้นทอง ท่านใดที่มีค่าไฟลดลง และทำตามกติกาครบถ้วน สามารถลุ้นรับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท ซึ่งกิจกรรมเซฟไทยเซฟไฟลุ้นทอง เปิดให้ร่วมกิจกรรมอีก 2 ครั้ง 

· ครั้งที่ 2 ใช้รูปบิลค่าไฟเดือนเมษายน – พฤษภาคม (ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 2 – 20 มิถุนายน 2563 และจะประกาศผลวันที่ 26 มิถุนายน 2563) จำนวน 5 รางวัล 


· ครั้งที่ 3 ใช้รูปบิลค่าไฟเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2563 (ร่วมสนุกได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 20 กรกฏาคม 2563 และจะประกาศผลวันที่ 31 กรกฏาคม 2563) จำนวน 10 รางวัล


ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสนุกกิจกรรม “เซฟไทยเซฟไฟลุ้นทอง” ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 20 กรกฏาคม 2563 เพื่อร่วมลุ้นรับสร้อยคอทองคำรวมมูลค่ารวมกว่า 5 แสนบาท! หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านทางเฟซบุ๊ก แฟนเพจ “เซฟไทย” https://www.facebook.com/SAFESAVETHAI


กลุ่มอีซูซุสนับสนุน 5 ล้านบาท โครงการ “CU-RoboCOVID”

posted May 6, 2020, 11:12 PM by Maturos Lophong



กลุ่มอีซูซุสนับสนุน 5 ล้านบาท โครงการ “CU-RoboCOVID” มอบหุ่นยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนการแพทย์ในสถานการณ์ COVID-19 แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ 

กลุ่มอีซูซุมอบเงิน 5 ล้านบาท ให้แก่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับโครงการ “CU-RoboCOVID” ซึ่งเป็นการพัฒนาหุ่นยนต์และอุปกรณ์สนับสนุนการแพทย์ในสถานการณ์ COVID-19 เพื่อส่งมอบให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ โดยหุ่นยนต์ในชุดนี้ประกอบด้วย


“ปิ่นโต” (Quarantine Delivery Robot) หรือหุ่นยนต์พัฒนาเพื่อช่วยบุคลากรทางการแพทย์ ทำหน้าที่ส่งอาหารและเวชภัณฑ์ให้กับผู้ป่วยโดยการใช้รถเข็นควบคุมทางไกล พร้อมติดตั้งระบบ Telepresence ระบบภาพสื่อสารทางไกล ลดจำนวนครั้งที่ต้องเข้าไปอยู่ใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ​ และยังสามารถคอยสอดส่องคนไข้อย่างใกล้ชิดได้ตลอด

“กระจก” หรือ ระบบสื่อสารทางไกล Telepresence ประกอบด้วยแท็บเล็ต (Rugged Tablet) ที่เชื่อมต่อกันด้วยระบบสื่อสารทางไกล ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถพูดคุยกับคนไข้ได้ตลอดเวลาและสะดวกขึ้น ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อได้มากขึ้น ส่วนฝั่งของคนไข้ก็ยังสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น ชุด PPE ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย หน้ากาก Face Shield เป็นต้น

สำหรับพิธีมอบเงินสนับสนุนได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Isuzu : Stand by Heroes” โดยมี มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด มร. ฮารุยาซุ ทานิชิเกะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีซูซุมอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และคุณ สุชาติ ตันติศิริวัฒน์ ประธานคณะกรรมการผู้จำหน่ายอีซูซุ พร้อมด้วยตัวแทนคณะกรรมการ ร่วมส่งมอบ โดยมี ศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผศ.นพ.นครินทร์ ศิริทรัพย์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคุณชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการคลัง สภากาชาดไทย ร่วมรับมอบ


เปิดหลักเกณฑ์ ไฟเขียวผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 23 ล้านราย รับเงินประกันการใช้ไฟคืน

posted Mar 18, 2020, 11:45 PM by Maturos Lophong   [ updated Mar 19, 2020, 12:19 AM ]




เปิดหลักเกณฑ์ ไฟเขียวผู้ใช้ไฟฟ้ากว่า 23 ล้านราย

รับเงินประกันการใช้ไฟคืนได้ตั้งแต่ 25 มี.ค. นี้

“กกพ.” ร่วม 3 การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย กฟน. กฟภ. และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ

“ดีเดย์” ผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศกว่า 23 ล้านราย ยื่นตรวจสอบสิทธิ์ และขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 25 มี.ค. นี้เป็นต้นไป ผ่าน 3 ช่องทาง ออนไลน์ แอพพลิเคชั่น คอลเซ็นเตอร์ เน้นย้ำ ยื่นออนไลน์สะดวกสุด สามารถรับเงินผ่านทางระบบได้ต่อเนื่องทันที สนองนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดเม็ดเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 33,000 ล้านบาทก่อนสิ้นปี
นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ประกาศหลักเกณฑ์คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เรื่อง“การคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก พ.ศ. 2563” จะมีผลบังคับใช้พรุ่งนี้ (20 มี.ค. 63) ส่งผลให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ซึ่งได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการกองทัพเรือ (กฟส.) จะต้องคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าดังกล่าว จำนวนกว่า 23 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงินกว่า 33,000 ล้านบาท โดยผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแจ้งความประสงค์ขอรับคืน และให้ผู้บริการไฟฟ้าคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้า ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 ซึ่งต้องคืนให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าที่วางหลักประกันตามประเภทของขนาดเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า และจะไม่มีการเรียกเก็บเงินหลักประกันการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหม่อีกต่อไป ยกเว้นกรณีเปลี่ยนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าจากประเภทที่ 1 และผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 2 ไปเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น

ทั้งนี้ กกพ. และการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย ได้หารือและเตรียมความพร้อมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะเริ่มเปิดให้มีการตรวจสอบสิทธิ์ และทยอยคืนเงินประกันฯ ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. เป็นต้นไป ในช่องทางออนไลน์ ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยคาดว่าผู้ที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินคืนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการยื่นผ่านระบบแอพพลิเคชั่นเป็นระบบที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง

“กกพ. มีมติเห็นชอบและให้ออกประกาศหลักเกณฑ์เพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายนำไปใช้เป็นแนวทางคืนหลักประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย และผู้ใช้ไฟฟ้าที่ประกอบกิจการขนาดเล็กทุกราย ก่อนหน้านี้ได้มีการประชุมร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และได้ให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเตรียมมาตรการในการรองรับ และอำนวยความสะดวกให้พี่ น้อง ประชาชนอย่างเต็มที่ เนื่องจากครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก และเน้นให้เข้าถึงได้อย่างสะดวก ครอบคลุมทุกกลุ่ม พร้อมกับได้มีการพัฒนาช่องทางเพิ่มเติมรองรับผู้ใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก” นายคมกฤช กล่าวระหว่างการแถลงข่าว

นายประเทศ ศรีชมภู รองเลขาธิการสำนักงาน กกพ. กล่าวว่า สำนักงานได้หารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายเน้นการดำเนินการผ่านระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นผู้วางเงินประกัน (ชื่อตรงกับบิลค่าไฟฟ้า) สามารถตรวจสอบสิทธิ์และรับเงินผ่านระบบที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจัดเตรียมไว้ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป

“วันนี้ เราต้องคำนึงถึงสถานการณ์ของการแพร่ระบาด (COVID-19) ซึ่ง ครม. มีมติเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2563 ที่ให้ทุกฝ่ายระมัดระวัง ป้องกัน และลดความเสี่ยงที่จะให้ประชาชนเดินทางและเข้าไปในสถานที่ 


ที่แออัด คับแคบ ดังนั้น เพื่อความสะดวกปลอดภัยในช่วงแรกนี้ ขอให้ผู้ใช้ไฟฟ้าใช้บริการผ่านระบบออนไลน์เป็นหลัก จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง” นายประเทศ กล่าว


นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า สำหรับในช่องทางของ กฟภ. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืน และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มให้ได้มากที่สุด 


ทั้งนี้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการขอคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าผ่านเว็บไซต์ https://dmsxupload.pea.co.th/cdp/ ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป โดยกรอกชื่อ นามสกุล หมายเลขผู้ใช้ไฟฟ้า หมายเลขบัตรประชาชน ให้ครบถ้วน และส่งเอกสารหลักฐานผ่านระบบและรอรับเงินตามช่องทางการคืนที่ระบุ ผ่าน Prompt Pay บัญชีเงินฝากธนาคาร บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือรับเงินสด ที่สำนักงานการไฟฟ้าทั่วประเทศ ทั้งนี้ จะมี SMS ยืนยันผลการลงทะเบียน และแจ้งผลการคืนเงินให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะเริ่มจ่ายเงินดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2563 เป็นต้นไป



นอกจากนี้ ทาง กฟภ. ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่เพื่อตอบข้อซักถามและข้อสงสัยให้กับผู้ใช้ไฟฟ้า

เป็นจำนวน 90 คู่สาย ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1129

นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า กฟน. จะเปิดให้ตรวจสอบสิทธิ์ เพื่อขอรับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืน ด้วยการอำนวยความสะดวกให้ครอบคลุมทุกกลุ่มประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า

ในช่องทางที่หลากหลายประกอบด้วย

ช่องทางที่ 1 ลงทะเบียนทางออนไลน์ (เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป ตลอด 24 ชั่วโมง) ประกอบด้วยช่องทางต่าง ๆ ดังนี้

§ แอปพลิเคชัน : MEA Smart Life

§ เว็ปไซต์ : www.mea.or.th

§ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA


§ Twitter : @mea_news


§ Line : @meathailand


§ สแกน QR Code ในใบแจ้งค่าไฟฟ้า (ใบแจ้งค่าไฟฟ้าที่จดเลขอ่านตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป)


ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนผ่านช่องทางออนไลน์จะได้รับเงินประกันการใช้ไฟฟ้าคืนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

ช่องทางที่ 2 ลงทะเบียนทางโทรศัพท์ที่หมายเลข 02-256-3333 จำนวน 50 คู่สาย (ตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2563 – 29 พฤษภาคม 2563 เวลา 08.00 –15.30 น. ในวันทำการ)

ช่องทางที่ 3 ลงทะเบียน ณ ที่ทำการของการไฟฟ้านครหลวง 18 เขต (เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบการแพร่เชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 จึงขอความร่วมมือเริ่มใช้ช่องทางนี้ได้ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไป)


ในการลงทะเบียนทั้ง 3 ช่องทางดังกล่าว ผู้ขอคืนหลักประกันสามารถเลือกช่องทางการคืนเงินได้ 3 ช่องทางโดยไม่เสียค่าธรรมเนียมใดๆ ดังนี้

ช่องทางที่ 1 บัญชีพร้อมเพย์ (Prompt Pay) เฉพาะที่ผูกกับหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ของผู้วางหลักประกัน

ช่องทางที่ 2 บัญชีธนาคารพาณิชย์ที่มีชื่อตรงกับผู้วางหลักประกันที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือธนาคารกสิกรไทย

ช่องทางที่ 3 เคาน์เตอร์เซอร์วิส (จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาท)

สำนักงาน กกพ. จะดำเนินนโยบายเพื่อการยกระดับการคุ้มครองสิทธิ และสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้ไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุด นายคมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

BGRIM ปิดดีลซื้อหุ้น 70% โรงไฟฟ้า SPP อ่างทองเพาเวอร์

posted Mar 17, 2020, 10:27 PM by Maturos Lophong




BGRIM ปิดดีลซื้อหุ้น 70% โรงไฟฟ้า SPP อ่างทองเพาเวอร์ ขนาด 123 MW ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำโรงไฟฟ้าสำหรับอุตสาหกรรม 


บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ หนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชน โชว์ศักยภาพซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าอ่างทอง เพาเวอร์ ขนาด 123 เมกะวัตต์ มูลค่า 2,520 ล้านบาท ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านผู้ผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม (เอสพีพี) ผลักดันกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเพิ่มเป็น 3,547 เมกะวัตต์ เผยทยอยเซ็นสัญญาลูกค้าใหม่ต่อเนื่องจะเข้ามาอีก 31 เมกะวัตต์ในปีนี้ และมีอีกหลายรายที่อยู่ระหว่างเจรจาคาดว่าจะสรุปได้ในเร็วๆนี้

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (ชลบุรี) 2 จำกัด (บริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100%) ในฐานะผู้ซื้อ/รับโอนหุ้น ได้บรรลุความสำเร็จตามสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement) กับ Redman Pacific Holding Pte.Ltd. (ซึ่งมิได้เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท) ในฐานะผู้ขาย/ผู้โอนหุ้น เพื่อเข้าถือหุ้นจำนวน 70% ของหุ้นทั้งหมดในบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด

โดยบริษัท อ่างทอง เพาเวอร์ จำกัด เป็นผู้พัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าอ่างทอง เพาเวอร์ เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม กำลังการผลิตติดตั้ง 123 เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเมื่อปี 2559 ตั้งอยู่ใน ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทองโดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายแห่งประเทศไทย (กฟผ) จำนวน 90 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 25 ปี สำหรับมูลค่าซื้อขายหุ้นรวมอยู่ที่ 2,520 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ได้รับอนุมัติโดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 10/2562 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2562




ความสำเร็จในครั้งนี้ส่งผลให้ บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 3,019 เมกะวัตต์ จากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว 47 โครงการ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาและก่อสร้างโครงการอีกหลายแห่งที่จะขยายกำลังการผลิตไม่ต่ำกว่า 3,547 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามเป้าหมายกำลังการผลิตติดตั้ง 5,000 เมกะวัตต์ ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภายในปี 2565

สำหรับการประเมินผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและไข้หวัด COVID-19 นั้น รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจนัก อันเนื่องมาจากเป็นสัญญาซื้อขายไฟกับ กฟผ ในลักษณะ take or pay และเป็นรายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในแต่ละประเทศ ในส่วนของรายได้ 25% จากการจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมนั้น บริษัทได้ติดตามสถานการณ์และปริมาณการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยความหลากหลายของกลุ่มลูกค้าทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าโดยรวมค่อนข้างมั่นคง โดยยอดใช้ไฟฟ้าจากลูกค้าอุตสาหกรรมในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในในอัตรา 0.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์ และผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ นอกจากนี้ บริษัทมีลูกค้าใหม่อีกหลายรายรวมจำนวน 31 เมกะวัตต์ที่ส่วนใหญ่มีกำหนดการเริ่มจ่ายไฟในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2563

ทั้งนี้ ยังมีความต้องการไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพอีกจำนวนมากในพื้นที่ที่โรงไฟฟ้าของบริษัทตั้งอยู่ อาทิเช่นความต้องการจากกลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ปิโตรเคมี และผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับพลังงานทดแทน เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้าของบริษัทเพียง 130 รายจากจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดมากกว่า 1,500 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมเหล่านั้น

อีซูซุกวาด 4 รางวัลเกียรติยศ จากองค์กรชั้นนำของเมืองไทย

posted Mar 12, 2020, 1:12 AM by Maturos Lophong


อีซูซุกวาด 4 รางวัลเกียรติยศ จากองค์กรชั้นนำของเมืองไทย

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด คว้า 4 รางวัลอันทรงเกียรติ ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์กรชั้นนำของเมืองไทย ฉลองความสำเร็จในการก้าวเข้าสู่การดำเนินธุรกิจอีซูซุในประเทศไทยปีที่ 63

มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “ในฐานะผู้สร้างแบรนด์ “อีซูซุ” มายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงคุณค่าถึง 4 รางวัล ซึ่งได้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอย่างเข้มข้น จากองค์กรชั้นนำต่างๆ”



4 รางวัลคุณภาพมีดังต่อไปนี้

· รางวัล "แบรนด์รถปิกอัพที่น่าเชื่อถือสูงสุดประจำปี 2563" (Thailand’s Most Admired Brand 2020) ประเภทรถปิกอัพ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ซึ่งเป็นผลจากการทำวิจัย “2020 Thailand’s Most Admired Brand & Why We Buy?” โดยนิตยสาร BrandAge ที่จัดทำมาเป็นปีที่ 20 ซึ่งเป็นการสำรวจวิจัยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และปัจจัยที่ทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคทุกภาคทั่วประเทศ โดย “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับคะแนนความน่าเชื่อถือเป็นอันดับ 1 ในประเภทรถปิกอัพ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัล “Innovation Brand Award” ซึ่งเป็นการคัดเลือกแบรนด์ที่มีความโดดเด่นมากเป็นพิเศษในด้านนวัตกรรม จากการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและการส่งเสริมการตลาด

· รางวัล “สุดยอดองค์กรแห่งปี” (Thailand Top Company Awards) จากนิตยสาร Business+ โดยอีซูซุได้รับเลือกให้รับรางวัลสุดยอดองค์กรแห่งปีที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านนวัตกรรม การให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้า และกิจกรรมเพื่อสังคม ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา

รางวัล “Howe Smart Business Award” โดยนิตยสาร Howe ซึ่ง “แบรนด์อีซูซุ” ได้รับเลือกให้เป็นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตอย่างมั่นคง สามารถต่อยอดและขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ได้รับการยอมรับทั้งจากนักธุรกิจในกลุ่มเดียวกัน และผู้บริโภคชาวไทย

โตโยไทร์ คิกออฟแคมเปญ ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ

posted Feb 27, 2020, 7:42 PM by Maturos Lophong



โตโยไทร์ คิกออฟแคมเปญ ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ 

เปิดตัวแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ คนแรกในประเทศไทย “ซันนี่” สุวรรณเมธานนท์ พร้อมเผยแผนการตลาดประจำปี 2563


นายอภิชัย ตั้งวงศ์ศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายยาง Toyo Tires , Nitto Tire , Nankang Tire และ ศูนย์บริการยางรถยนต์ “กริพ” จัดงานแถลงข่าว กลยุทธ์และแผนการตลาดประจำปี 2563 พร้อมเปิดตัวแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ ยางโตโยไทร์ คนแรกในประเทศไทย “ซันนี่” สุวรรณเมธานนท์ ดาราและนักแสดงชั้นนำ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์ โตโยไทร์ ขยายผลผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งในส่วนออฟไลน์ และ ออนไลน์ ให้กลุ่มผู้บริโภคได้ร่วมมีประสบการณ์กับแบรนด์มากยิ่งขึ้น

โตโยไทร์ มือไวดึง “ซันนี่” ขึ้นแท่นตำแหน่งแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ คนแรกในประเทศไทย

พร้อมคิกออฟแคมเปญ ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ ตอกย้ำจุดขายยางนำเข้าคุณภาพ รับประกันคุณภาพการผลิตตลอดอายุการใช้งาน

โดยทางบริษัทฯ ได้เล็งเห็นว่า คุณซันนี่ ดาราและนักแสดงชื่อดังนั้น มีคาแรคเตอร์ที่เหมาะกับแบรนด์ Toyo Tires เพราะมีความสนุกสนาน และการแสดงออกอย่างมั่นใจ ผ่านตัวตนที่แท้จริง เข้าถึงง่าย และเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งจากเหตุผลทั้งหมดนั้น จะช่วยทำให้แบรนด์ Toyo Tires ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นผ่านทั้งแฟนคลับ และผู้ที่ติดตามผลงานของคุณซันนี่ ในทุก ๆ ช่องทางไม่ว่าจะเป็นในช่องทางแมสมีเดีย และ โซเชี่ยล มีเดียต่าง ๆ โดยสำหรับแคมเปญโฆษณา “ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ” จะเริ่มตั้งแต่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นไป โดยสามารถติดตามได้ทั้งทางสื่อออฟไลน์ไม่ว่าจะเป็นสื่อ OHM ต่าง ๆ สตรีทแบนเนอร์ นิตยสารชั้นนำ และทางสื่อออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ยูทูป ไอจี และ ไลน์ Toyo Tire Thailand

TOYO PROXES “CR1” เปิดตัวครั้งแรกในไทย ชูจุดขาย “นุ่ม..เงียบ ไม่กลัวน้ำ” ยาง

พรีเมี่ยมสำหรับรถยนต์นั่ง และรถอเนกประสงค์

สำหรับยางโตโยไทร์นั้นในปีนี้ ได้ทำการเปิดตัวยาง Toyo Proxes CR1 ยางพรีเมี่ยมประสิทธิภาพสูงสำหรับรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์ รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งได้ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี T-MODE ให้ความนุ่มเงียบ

สะดวกสบาย และมีเสียงรบกวนจากยางรถยนต์ขณะขับขี่ที่ต่ำ พร้อมด้วยประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนสูงสุดบนพื้นถนนเปียกด้วยประสิทธิภาพการรีดน้ำออกจากหน้ายางจากร่องตรงรีดน้ำขนาดใหญ่ 4 ร่อง อีกทั้งหน้ายางสึกเรียบสม่ำเสมอ จากการออกแบบร่องดอกยางแบบเกลียวและและร่องดอกยางแบบตัดมุม จึงช่วยให้กระจายแรงกดได้เท่ากันทุกจุด อีกทั้งยังช่วยรักษาผิวสัมผัสของหน้ายางให้สัมผัสในระดับเดียวกัน ตลอดทั้งเส้นในขณะรถวิ่งและเบรก ราคาเริ่มต้นที่เส้นละ 2,500 บาท โดยเริ่มต้นวางจำหน่ายทั้งหมด 37 ขนาด

ขนกองทัพ KOL ตัวพ่อ สร้างการรับรู้แบรนด์ Toyo Tires เปลี่ยนยอดวิวเป็นยอดขาย

ผ่านช่องทางออนไลน์ชั้นนำ

จากความสำเร็จในการสร้าง Branding Toyo Tires ในปีที่ผ่านมาผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ที่ทางบริษัทได้นำมาเลือกใช้ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อทำให้แบรนด์ Toyo Tires นั้นเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นซึ่งถือว่าเป็นช่องทางที่ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักของบริษัทฯ ซึ่งสำหรับในปีนี้นอกจากที่ทางบริษัท ได้มีคุณ ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ เป็นแบรนด์พรีเซ็นเตอร์ของยาง Toyo Tires พร้อมทำสื่อโฆษณาชุด “ตัวจริง..เรื่องความมั่นใจ” เพื่อใช้ในสื่อโฆษณาต่าง ๆ แล้วนั้น และในปีนี้ก็ได้มีการวางแผนการประชาสัมพันธ์ในการนำแบรนด์ Toyo Tires เข้าร่วมกับกลุ่ม KOL ชั้นนำต่าง ๆ ที่เป็นในส่วนของ Life Style มากยิ่งขึ้น หลังจากที่เคยประสบความสำเร็จในการร่วมงานกับ KOL กลุ่มสายยานยนต์ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของแผนการตลาดด้าน ออนไลน์ รวมถึงโซเชียล มีเดีย ของทางบริษัทนั้น ในปีนี้นอกจากในส่วนของ Content creator ต่าง ๆ แล้วนั้น ทางบริษัท ก็ได้ โฟกัสไปถึงเรื่องการเปลี่ยนยอดวิว ให้เป็นยอดขายให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการ Drive Sale ในช่องทาง

ของ KOL ต่าง ๆ ผ่าน Promotion Code เพื่อที่จะ drive sale ไปยังช่องทางการจำหน่ายต่าง ๆ ของทางบริษัทฯซึ่งจะทำให้ทางบริษัท สามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ว่า ROI ที่ทางบริษัทได้ทำการประชาสัมพันธ์ไปนั้น คุ้มค่ากับยอดขายที่กลับมาหรือไม่ เพื่อที่จะนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับใช้เป็นแผนการตลาดในอนาคตสำหรับเรื่อง Targeting และการทำ Personalization ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลักอย่างแท้จริง

Toyo Tires ร่วมปั้นฝัน “จุ๊บซ่า” สู่การแข่งขันระดับโลก พร้อมกวาดสนับสนุน Motor Sport รายการดัง

นอกเหนือจากการทำการตลาดผ่านช่องทาง ออฟไลน์ และ ออนไลน์ของทางบริษัทฯ ในปีนี้ตามแผนการตลาดที่ได้วางไว้แล้วนั้น Motor Sport ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งหัวใจหลักสำหรับ Brand Toyo Tires ที่จะทำให้ผู้บริโภคได้เห็นถึงประสิทธิภาพของสินค้าผ่านการแข่งขันรายการต่าง ๆ ที่ได้ใช้ยาง Toyo Tires ในการแข่งขัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการแข่งขัน Asia Cross Country ซึ่งได้มี จุ๊บซ่า ณัฐพล อังฤทธานนท์ นักแข่งที่ทาง Toyo Tires ให้การ

สนับสนุนมาโดยตลอด ซึ่งได้สร้างชื่อเสียงคว้ามแชมป์ 5 สมัยซ้อน ในศึกแรลลี่สุดหฤโหด เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ใช้ยาง Toyo Tires ในการแข่งขันมาโดยตลอด และสำหรับในปีนี้เป้าหมายของจุ๊บซ่า ก็ยังคงเป็นการรักษาแชมป์เอาไว้ให้ได้อย่างต่อเนื่อง และได้ตั้งเป้าหมายสำหรับการแข่งขันในอนาคตไว้ก็คือการได้เข้าร่วมการแข่งขันแรลลี่รายการใหญ่ที่สุดในโลก “ปารีส ดาการ์” โดยยาง Toyo Tires ก็ยินดีที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสนับสนุนให้ จุ๊บซ่า ไปได้ถึงเป้าหมายระดับโลกที่ตั้งไว้

ในส่วนของ Motor Sport Marketing ในปีนี้ ทางบริษัทก็ยังคงให้ความสัมพันธ์ในการสร้าง Experience Marketing ผ่านการแข่งขันรายการชั้นนำต่าง ๆ เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัส และเห็นถึงประสิทธิภาพและคุณภาพยาง และ สินค้าต่าง ๆ ที่ทางบริษัทได้จัดจำหน่ายผ่านช่องทางการแข่งขันต่าง ๆ และรวมถึงยังเป็นการสร้าง KOL ในหลาย ๆ ช่องทางผ่านนักแข่งต่าง ๆ ที่ได้ใช้ยางแต่ละรุ่นในการแข่งขันสำหรับ Motor Sport 3 รายการใหญ่ในปีนี้ที่บริษัทสนับสนุนได้แก่ Toyo Racing Car Thailand , Toyo R1R Drag Battle และ Toyo King of Drag ซึ่งทุกรายการจะใช้ยาง Toyo Tires ในการแข่งขันทุกรายการ

และสำหรับปลายไตรมาสที่ 1 นี้จะได้เริ่มเห็นกลยุทธ์การทำการตลาดที่ทางบริษัทฯ ได้วางแผนเอาไว้ทั้งหมดทยอยออกสู่สายตาของผู้บริโภค โดยคาดว่าในปีนี้ทั้งในส่วนของยอดขาย และ กิจกรรมทางการตลาดที่บริษัทได้วางแผนไว้จะไปถึงเป้าหมายที่ทางบริษัทฯ ได้กำหนดไว้ทั้งหมด

 

“พีทีจี” จับมือ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย สร้างเน็ตเวิร์คพันธมิตรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

posted Feb 24, 2020, 7:07 PM by Maturos Lophong

 

“พีทีจี” จับมือ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย สร้างเน็ตเวิร์คพันธมิตรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่

มุ่งเสนอสิทธิประโยชน์แก่ลูกค้าแบบจัดเต็มแมกซ์

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านบริการในธุรกิจพลังงานครบวงจร และนายกวิน นิทัศนจารุกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค-เน็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ อ๊อตเทริ วอช แอนด์ ดราย (Otteri wash & dry) แบรนด์ธุรกิจร้านสะดวกซัก (Laundromat) ร่วมกันเปิดตัวสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับลูกค้า PT Max Card เพื่อให้สมาชิกทุกท่านได้รับประสบการณ์ใหม่ในการซักผ้า โดยสามารถจ่ายค่าบริการผ่านวอลเล็ต (Wallet) ของ Otteri Application พร้อมสะสมคะแนน PT Max Card หรือแลกคะแนนที่มีเป็นเงินเข้าวอลเล็ต (Wallet) นับเป็นมิติใหม่ของการให้บริการที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ชีวิตของคนเมืองอย่างแท้จริง


“เราตั้งใจที่จะพัฒนาการบริการเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุด พร้อมสร้างความสุขและความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าทุกท่าน การร่วมมือกับ อ๊อตเตอริ วอชแอนด์ดราย ในครั้งนี้ แสดงถึงความเข้าใจที่เรามีต่อการไลฟ์สไตล์ชีวิตของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่นิยมเข้าร้านสะดวกซักซึ่งเป็นร้านแบบบริการตนเอง (Self-Service) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากและปัจจุบันมีสาขาอยู่กว่า 200 แห่งทั่วประเทศ โดยเราวางแผนว่าในอนาคต PT Max Card จะเป็นบัตรที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตลูกค้าให้ได้ครบวงจรมากที่สุด” นายพร้อมศักดิ์ กล่าว 


ทุกท่านสามารถดูรายละเอียดการสะสมและแลกคะแนน หรือติดตามทุกข่าวสารความเคลื่อนไหวและสิทธิประโยชน์เต็มแมกซ์ ได้ที่ https://www.facebook.com/ptstation หรือ PT Call Center 1614 ทุกวัน 8.00-20.00 น.

1-10 of 107