Motor & Energy




“กลุ่มตรีเพชร” ชูภาพลักษณ์ “กลุ่มบริษัทระดับซูเปอร์เฟิร์สคลาส” สำหรับทุกโอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ

posted Jul 13, 2021, 1:57 AM by Maturos Lophong


“กลุ่มตรีเพชร” ชูภาพลักษณ์ “กลุ่มบริษัทระดับซูเปอร์เฟิร์สคลาส” สำหรับทุกโอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ

“กลุ่มตรีเพชร” กลุ่มบริษัทชั้นนำของประเทศไทยที่เทียบเท่าองค์กรระดับโลก เต็มเปี่ยมไปด้วยศักยภาพของกลุ่มธุรกิจและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จขององค์กรธุรกิจอันหลากหลายภายใต้แนวคิด “กลุ่มตรีเพชร…ทุกสิ่งเป็นจริงได้”

มร.โทชิอากิ มาเอคาวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มตรีเพชร กล่าวว่า ““กลุ่มตรีเพชร” คือ กลุ่มบริษัทชั้นแนวหน้าที่ขับเคลื่อนกลุ่มธุรกิจยานยนต์ในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานกว่า 60 ปี และขยายไปยังประเทศลาวและกัมพูชา ด้วยวิสัยทัศน์ คือ การเป็นกลุ่มบริษัทระดับซูเปอร์เฟิร์สคลาสครบวงจร ที่สามารถสร้างทุกสิ่งให้เป็นจริงได้ ด้วยศักยภาพอันแข็งแกร่งของบุคลากรที่ขับเคลื่อนความสำเร็จของกลุ่มธุรกิจอันหลากหลายครอบคลุมถึง 7 กลุ่ม เพื่อส่งมอบสุดยอดประสบการณ์ โซลูชั่นส์ และนวัตกรรม พร้อมเครือข่ายพันธมิตรต่างๆ อย่างครบวงจรด้วยบุคลากรและทรัพยากรต่างๆ ระหว่างบริษัทในกลุ่มตรีเพชร อีกทั้งยังมุ่งมั่นที่จะขยายธุรกิจของกลุ่มตรีเพชรเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถของพนักงานในกลุ่มตรีเพชรให้มีความรู้ ความสามารถรอบด้าน พร้อมสวัสดิการต่างๆ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตการทำงานและความพึงพอใจของพนักงานในระดับสูงสุด…กลุ่มตรีเพชร พร้อมแล้วที่จะแสดงศักยภาพในการสร้างความสำเร็จให้กับกลุ่มตรีเพชรต่อไปในอนาคต ภายใต้แนวคิด “กลุ่มตรีเพชร…ทุกสิ่งเป็นจริงได้””

กลุ่มตรีเพชร ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

1. ธุรกิจขายและการบริการ ประกอบด้วย

· บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด : ผู้จัดจำหน่ายและสร้างแบรนด์รถยนต์ ด้วยเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการกว่า 300 แห่ง ทั่วประเทศไทย

· บริษัท อีซูซุอันดามันเซลส์ จำกัด : ผู้จำหน่ายอีซูซุที่ให้บริการแบบครบวงจร โดยโชว์รูมและศูนย์บริการ 13 แห่ง ครอบคลุม 5 จังหวัดภาคใต้

· บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ แคมโบเดีย จำกัด : ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายรถยนต์อีซูซุขนาดเล็ก ในประเทศกัมพูชา

· บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ลาว จำกัดผู้เดียว : ผู้ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายรถยนต์อีซูซุขนาดเล็ก ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

2. ธุรกิจบริการหลังการขาย ประกอบด้วย

· บริษัท ออโต้ เทคนิค (ประเทศไทย) จำกัด : ผู้ให้บริการหลังการขาย สำหรับรถปิกอัพ รถบรรทุก รถบัส และรถยนต์นั่ง ด้วยศูนย์บริการ 9 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

· บริษัท ตรีเพชรอีซูซุบริการ จำกัด : ศูนย์บริการอีซูซุเต็มรูปแบบในกลุ่มตรีเพชร

3. ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ประกอบด้วย

· บริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด : ผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ครบวงจร

4. ธุรกิจประกันภัย ประกอบด้วย

· บริษัท ตรีเพชรอินชัวรันส์เซอร์วิส จำกัด : ผู้ให้บริการด้านนายหน้าประกันภัย เพื่อชีวิตที่มั่นคงด้วยประกันภัยที่เหมาะสมสำหรับลูกค้า

5. ธุรกิจไอที โซลูชั่นส์ ประกอบด้วย

· บริษัท ตรีเพชรไอที โซลูชั่นส์ จำกัด : ผู้ให้บริการด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสบการณ์อย่างสูงในอุตสาหกรรมรถยนต์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง

6. ธุรกิจแพลตฟอร์มออนไลน์ ประกอบด้วย

· บริษัท โอมาคาเสะ คาร์ จำกัด : ธุรกิจรถยนต์มือสองคุณภาพระดับพรีเมียม ที่มีช่องทางการติดต่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ของการซื้อที่มีคุณภาพและรถมือสองที่น่าเชื่อถือ

7. การบริการด้านอื่นๆ ประกอบด้วย

· บริษัท พัฒนาไทยบริการ จำกัด : บริษัทผู้ให้บริการเช่ารถยนต์พร้อมคนขับมืออาชีพ

· บริษัท ตรีเพชร โฮลดิ้ง จำกัด : บริษัทจัดการบริหารและดูแลการถือหุ้นของกลุ่มตรีเพชรในด้านการลงทุนธุรกิจ การให้คำปรึกษาและการบริหารจัดการต่างๆ

ติดตามข่าวสารของกลุ่มตรีเพชรเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์ : www.tripetchgroup.com และ Youtube Channel : Tri Petch Group

กกท.เผยแนวทางคืนชีพมอเตอร์สปอร์ตไทย วางเป้าดัน “OR BRIC Superbike 2021” ต้นแบบจัดแข่งขันอย่างปลอดภัย

posted Jul 2, 2021, 1:54 AM by Maturos Lophong

กกท.เผยแนวทางคืนชีพมอเตอร์สปอร์ตไทย วางเป้าดัน “OR BRIC Superbike 2021” ต้นแบบจัดแข่งขันอย่างปลอดภัย


การกีฬาแห่งประเทศไทย เผยแนวทางการจัดแข่งขันกีฬามอเตอร์สปอร์ตของไทย สนับสนุนวัคซีนให้กับนักแข่งและบุคลากรกีฬากว่า 400 ชีวิต พร้อมไฟเขียวอนุมัติจัดแข่งศึกสองล้อชิงแชมป์ประเทศไทยรายการใหญ่ “OR BRIC Superbike 2021” ประเดิมสนามแรก 17 ก.ค.นี้ ที่ จ.บุรีรัมย์ โดยมีเงื่อนไข นักแข่ง, ทีมแข่ง,ผู้ชม ต้องเป็นผู้ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า อย่างน้อย 1 เข็มหรือ ซิโนแวค 2 เข็ม และจัดแข่งแบบจำกัดจำนวนผู้ชม 25% ของความจุสนาม


ความเคลื่อนไหวการจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ OR BRIC Superbike (โออาร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์) ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ล่าสุดได้รับการอนุมัติจัดการแข่งขัน โดยการกีฬาแห่งประเทศไทยเดินหน้าสนับสนุนวัคซีนให้กับบุคลากรในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่า 400 คน เพื่อให้กีฬาอาชีพที่ได้รับผลกระทบ สามารถกลับมาจัดได้อีกครั้งอย่างปลอดภัย หลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จนต้องเลื่อนการจัดการแข่งขันไปหล
ายครั้งตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

ดร.ก้องศักด์ ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. เปิดเผยว่า โควิด 19 มีผลต่อการจัดการแข่งขันกีฬาทุกชนิด รวมทั้งกีฬามอเตอร์สปอร์ต ซึ่งที่ผ่านมาทาง กกท.ก็ได้สนับสนุนการจัดมหกรรมกีฬาระดับโลก ภายใต้มาตรการ New Normal โดยนานาชาติให้การยอมรับให้ประเทศไทยเป็นมาตรฐานต้นแบบการจัดการแข่งขันกีฬา ภายใต้มาตรการสาธารณสุขที่เข้มงวด ปัจจุบันในหลายจังหวัดเริ่มจะกลับมาแข่งขันกีฬาได้อีกครั้ง โดยจำกัดจำนวนผู้ชม ทุกการแข่งขันต้องผ่านการเห็นชอบจาก ศบค. ให้ความสำคัญทางด้านสาธารณสุขเป็นอันดับหนึ่ง

“ในมิติของมอเตอร์สปอร์ต เราได้วางแผนไกล เนื่องจากไม่อยากให้การจัดแข่งขันและกีฬาอาชีพต่างๆต้องหยุดชะงักไป เพราะผลกระทบไม่ได้อยู่เฉพาะตัวนักกีฬาเท่านั้น แต่กระทบต่อครอบครัวและบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ รวมถึงกระทบต่อภาพรวมของเศรษฐกิจ จึงได้สนับสนุน เตรียมแผนงานรองรับด้านต่างๆ เพื่อให้เกิดการแข่งขันแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตในประเทศและการแข่งขันโมโตจีพีที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ด้วย”


“การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ OR BRIC Superbike ประจำปี 2564 ถือเป็นกีฬาอาชีพแขนงหนึ่งที่มีความสำคัญต่อวงการแข่งขันรถจักรยานยนต์อย่างมาก เนื่องจากเป็นการสร้างรากฐานให้กับนักแข่งไทย ทั้งมิติในด้านการสร้างนักกีฬาและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นเวทีแสดงความสามารถและปั้นนักกีฬาที่จะก้าวไปสู่การแข่งขันระดับเอเชีย ต่อไปยังระดับ โมโตทรี, โมโตทู จนถึงสูงสุดคือนักแข่งไทยในสังเวียนโมโตจีพีในอนาคต” ดร.ก้องศักด์กล่าว


ในส่วนของผู้ชมสนามแรก แม้ว่ากีฬามอเตอร์สปอร์ตไทยจะหยุดชะงักไปนาน แฟนความเร็วต้องการให้จัดการแข่งขันอีกครั้ง เสน่ห์ของกีฬานี้คือการเข้าชมแบบชิดติดขอบสนาม แต่ในการกลับมาจัดแข่งขันครั้งนี้ อนุญาตให้จัดแบบจำกัดจำนวนผู้ชม และเว้นระยะห่าง ตามแนวทางของจังหวัดบุรีรัมย์ โดยเบื้องต้นในสนามแรกให้สามารถเข้าชมได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของความจุสนาม เน้นมาตรการสาธารณสุขเป็นอับดับหนึ่ง นักแข่ง ทีมแข่ง บุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องผ่านการรับวัคซีนตามข้อกำหนด โดยเป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนแอสตร้าเซเนก้า อย่างน้อย 1 เข็มหรือ ซิโนแวค 2 เข็ม ตามประกาศของสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์


“การกีฬาแห่งประเทศไทย เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของบุคลากรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ จึงได้สนับสนุนวัคซีนในการฉีดให้กับทั้งนักแข่ง ทีมแข่งและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่า 400 คน เพื่อให้สามารถกลับมาจัดได้อีกครั้งอย่างปลอดภัย โดยเปิดศูนย์ฉีดวัคซีนที่อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ซึ่งศูนย์ดังกล่าวสนับสนุนวัคซีนให้กับนักกีฬาและบุคคลที่อยู่ในวงการกีฬาอีกหลายแขนง

ทั้งนี้ ศึกรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์ประเทศไทย รายการ OR BRIC Superbike (โออาร์ บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์) มีนัดเปิดฤดูกาล 2021 ประเดิมสนามแรก 17-18 ก.ค.นี้ ภายใต้มาตรการสาธารณสุขสูงสุด โดยจะมีการแถลงข่าวแบบ Virtual Press Conference ในระบบ Live Streaming ในวันพุธที่ 7 ก.ค. 2564 เวลา 10.00 น. ทางเพจ Chang Circuit Buriram



แฟนมอเตอร์สปอ์รต สามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านทางช่องทางออนไลน์ของสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าชมในสนาม ต้องเป็นผู้ได้รับวัคซีนตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยปฏิบัติตามมาตรการต่างๆอย่างเคร่งครัด







OR แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรกปี 64 กำไรเพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท คิดเป็น 36.9%

posted May 13, 2021, 1:06 AM by Maturos Lophong




OR แจ้งผลประกอบการไตรมาสแรกปี 64 กำไรเพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท คิดเป็น 36.9%


OR เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 มีกำไรสุทธิ 4,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36.9% จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 0.38 บาท สูงกว่าไตรมาสก่อน 0.06 บาท หรือเพิ่มขึ้น 18.8% สะท้อนผลการดำเนินการที่แข็งแกร่ง พร้อมมุ่งขยายธุรกิจร่วมกับพันธมิตร เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

นายพิจินต์ อภิวันทนาพร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เปิดเผยว่า จากที่ OR ได้เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 และเป็นหุ้นที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับตลาดหุ้นไทยที่มีรายการจองซื้อและจำนวนผู้ถือหุ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการระดมทุนในตลาดหุ้นไทยด้วยวิธีการกระจายหุ้นแบบ Small Lot First ให้ประชาชนได้ร่วมเป็นเจ้าของ OR อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ OR ในการเติบโตไปพร้อมกับคนไทย สำหรับผลการดำเนินการในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 OR มีกำไรสุทธิ 4,002 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,079 ล้านบาท หรือคิดเป็น 36.9% เมื่อเทียบกับไตรมาก่อน (QoQ) หรือเพิ่มขึ้น 2,106 ล้านบาท หรือมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2563 (YoY) จากปัจจัยหลักคือการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรของผลิตภัณฑ์น้ำมัน


สำหรับผลการดำเนินงานของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีรายได้ขายและบริการ 118,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,964 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.2% จากไตรมาสก่อน โดยหลักจากรายได้เฉลี่ยของกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ซึ่งราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจ Non-Oil ปรับตัวลดลงจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ระลอกใหม่ ส่งผลให้อุปสงค์ของผู้บริโภคลดลง อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่กลางไตรมาส มีการจัดกิจกรรมทางการตลาดซึ่งสามารถกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับรายได้กลุ่มธุรกิจต่างประเทศนั้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในช่วงไตรมาสที่ 1 ที่ผ่านมา OR ได้เข้าลงทุนในบริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด ในสัดส่วน 20% เป็นการต่อยอดธุรกิจ F&B ภายใต้แบรนด์โอ้กะจู๋ เพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ รวมถึง สนับสนุนผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรผู้ปลูกผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และ Café Amazon รวมทั้งยังได้ร่วมกับ LINE MAN Wongnai เปิดให้บริการ LINE MAN Kitchen ซึ่งเป็นคลาวด์ คิทเช่นในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภค โดยใช้ PTT Station เป็นแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าและบริการที่นอกเหนือจากการเติมน้ำมัน ตามแนวคิด Retailing Beyond Fuel นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ GPSC เปิดตัวโครงการ G-Box ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานผ่านแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริหารจัดการพลังงานร่วมกับ EV Station ถือเป็นนวัตกรรมพลังงาน ที่มีส่วนสำคัญในการเพิ่มเสถียรภาพการใช้ไฟฟ้า ทั้งในด้านการลดต้นทุนค่าพลังงาน และป้องกันไฟฟ้าตกหรือดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด รองรับความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีแห่งอนาคต


“การดำเนินการเหล่านี้เป็นไปตามทิศทางกลยุทธ์ของ OR ที่มุ่งเน้นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจพลังงานแบบผสมผสาน ตอบโจทย์คนเดินทางในทุกรูปแบบ รวมถึงการสร้างทางเลือกสำหรับการดำเนินชีวิตที่ครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน (Inclusive Growth) สร้างชุมชนที่น่าอยู่ (Living Community) และสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ (Healthy Environment) ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน” นายพิจินต์ กล่าว

PEA ผนึกกำลัง บางจากฯ เปิดให้บริการเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA

posted Apr 8, 2021, 1:46 AM by Maturos Lophong


PEA ผนึกกำลัง บางจากฯ เปิดให้บริการเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA

ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก บนเส้นทางหลักทุกระยะ 100 กิโลเมตร ครอบคลุมทุกทิศทั่วไทย

รองรับรถ EV ชูจุดเด่นแอปพลิเคชันจัดการข้อมูลพร้อมบริการ 24 ชั่วโมง


5 เมษายน 2564 – การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ผนึกกำลัง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA อย่างเป็นทางการ ณ PEA VOLTA สถานีบริการน้ำมันบางจากสาขาชะอำปาร์ค ภายใต้คอนเซ็ปต์ JOURNEY OF BRIGHTNESS a more enjoyable life ให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามั่นใจกับบริการสถานีหัวจ่ายอัดประจุไฟฟ้าในสถานีบริการน้ำมันบางจาก บนเส้นทางหลักทุกระยะ 100 กิโลเมตรโดยประมาณ สู่เมืองใหญ่และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ครอบคลุมทุกทิศทั่วไทย รองรับรถ EV หลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้พัฒนาสถานีอัดประจุไฟฟ้า และ PEA VOLTA Platform ประกอบด้วยระบบและช่องทางการสื่อสารข้อมูลจากเครื่องอัดประจุไฟฟ้า และส่วนของระบบบริหารจัดการข้อมูลที่แสดงผลผ่าน Mobile Application และ Web Service

นายสมพงษ์ ปรีเปรม ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า “ปัจจุบันเทรนด์การใช้พลังงานสะอาดกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วโลก การใช้รถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จากสถานการณ์ปัจจุบันยานยนต์ไฟฟ้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับประเทศไทยมีการตื่นตัวใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น โดยคาดการณ์ในอนาคตจะมีประชาชนหันมาใช้มากขึ้นโดยเฉพาะรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งขณะนี้เราได้เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA และเร่งเปิดให้บริการเพิ่มเติมให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคที่สนใจยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้ PEA VOLTA ยังมีแผนการขยายบริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ตามเส้นทางหลัก เส้นทางรอง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 75 จังหวัด รวมทั้งสิ้น 263 สถานี ภายในปี 2566"

สำหรับ PEA VOLTA เปิดบริการแล้ว 17 สถานี สามารถใช้บริการผ่าน PEA VOLTA Application บนสมาร์ตโฟนและแท็บเลต ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาตำแหน่งสถานีและนำทางไปยังสถานีนั้นๆ ได้อย่างแม่นยำและไม่มีสะดุด ทั้งยังสามารถตรวจสอบสถานะสถานีอัดประจุไฟฟ้า พร้อมทั้งผู้ใช้ยังชำระค่าบริการ อัดประจุไฟฟ้า ผ่านระบบการเติมเงินได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และรวดเร็ว เพราะเป็นหัวจ่ายแบบชาร์จเร็ว โดย 1 สถานีมี 5 หัวจ่าย และมีจุดเด่นที่สำคัญอย่างการให้บริการ 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้ามั่นใจได้ตลอดในทุกการเดินทาง




นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA (EV Charging Station) ในสถานีบริการน้ำมันบางจากสาขาชะอำปาร์ค ว่า “บางจากฯ ยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็น Exclusive Partner กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือ PEA ติดตั้งจุดบริการ EV Charging Station ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก โดยจะเปิดให้บริการ 56 สาขา ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ บนเส้นทางหลักทุกระยะ 100 กิโลเมตรโดยประมาณ ครอบคลุม ทุกทิศทั่วไทย รองรับรถ EV หลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ เป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่จะช่วยสร้างความอุ่นใจให้ผู้ใช้รถ EV เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องการชาร์จแบตเตอรี่ให้แวะสถานีบริการน้ำมันบางจาก ระหว่างชาร์จก็พักดื่มกาแฟผ่อนคลายที่ร้านอินทนิล หรือช้อปปิ้งในร้านสะดวกซื้อ การติดตั้ง EV Charging Station ในสถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อนำประสบการณ์นวัตกรรม สีเขียวที่ยั่งยืนสู่ผู้บริโภคผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจากที่จะเป็น Greenovative Destination สำหรับ นักเดินทาง”

นายชัยวัฒน์กล่าวต่อไปว่า เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด บางจากฯ ขอมอบสิทธิประโยชน์ช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพียงถ่ายรูปขณะใช้บริการ EV Charging Station ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากและติด Hashtag #PEAVOLTAXBCP #GreenovativeDestination รับส่วนลดอินทนิลทันที 10 บาททุกเมนู และรับส่วนลด 50% ค่าบริการล้างสี ดูดฝุ่นและขัดเคลือบเงาสำหรับรถ EV เพียงแสดง PEA VOLTA Application ที่ศูนย์บริการดูแลรักษารถยนต์มาตรฐานแบบครบวงจร Wash Pro ระหว่างวันที่ 9 – 18 เมษายน 2564 เฉพาะสาขาที่ร่วมรายการ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bcpcarcare.com


ภายในงานเปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้า PEA VOLTA ได้มี พีเค - ปิยวัฒน์ เข็มเพชร มาร่วมพูดคุยถ่ายทอดประสบการณ์การเดินทางไปกับยานยนต์ไฟฟ้า และการใช้บริการ PEA VOLTA Application นอกจากนี้มีการทดลองและสาธิตการรับบริการ PEA VOLTA STATION พร้อมทำกิจกรรมจากค่ายยานยนต์ไฟฟ้า อาทิ Tesla, BMW, Jaguar, MG, NISSAN, MITSUBISHI และ VOLVO ที่นำรถ EV มาร่วมจัดแสดง

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 02-009-6127 หรือ 1129 PEA CONTACT CENTER และ Line @PEAVOLTA

Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 42

posted Mar 24, 2021, 2:08 AM by Maturos Lophong


Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 42

เปิดฉากยิ่งใหญ่ 34 ค่ายรถยนต์-จักรยานยนต์ร่วมงาน กระตุ้นเศรษฐกิจไทย


บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 พิสูจน์ความเป็นหมายเลข 1 ของงานแสดงยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียน 34 ค่ายรถยนต์-รถจักรยานยนต์ชั้นนำยกทัพเข้าร่วมจัดแสดงบนพื้นที่กว่า 170,960 ตารางเมตรของชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม-4 เมษายน 2564 พร้อมนำเสนอโซนพิเศษ Smart EV City ตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคนยุคใหม่ และกำหนดมาตรการด้านสุขอนามัยตามข้อกำหนดของหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19




งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแล มอเตอร์โชว์ 2021 โดยบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “วิถีชีวิตใหม่ ใจเป็นสุข” หรือ “Shaping the Next Chapter” จากการที่วิกฤตการณ์โรคระบาดที่ส่งผลต่อไลฟ์สไตล์ ความเป็นอยู่ และบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบต่างๆ ต่อสังคมอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันรวมถึงแนวคิด วิสัยทัศน์ การจัดการรักษา และฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศ พัฒนา ปรับปรุง เรียนรู้ที่จะอยู่อย่างปลอดภัย และใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข



ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทกรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 กล่าวว่า “จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และทั่วโลกในช่วงระยะเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยที่ถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ และเอกชนในการรับมือวิกฤตโรคระบาดครั้งนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจภายในประเทศไทยเริ่มมีสัญญาณที่ดีในการฟื้นตัวพร้อมการเริ่มต้นฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้”




“ทำให้ปีนี้จะเป็นอีกครั้งที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยจากการที่มีบริษัทรถยนต์ชั้นนำ และบริษัทจักรยานยนต์ ตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 34 บริษัท บนพื้นที่จัดแสดง 170,960 ตารางเมตร เป็นการยืนยันได้อีกครั้งว่างานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เป็นงานแสดงรถยนต์ชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ดร.ปราจิน กล่าว


บริษัทรถยนต์ และจักรยานยนต์ที่เข้าร่วมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 ได้แก่ Ford, BMW, MINI, Suzuki, Rolls-Royce, Aston Martin, Maserati, Peugeot, Mazda, Hyundai, Mercedes-Benz, Great Wall Motors, Nissan, Toyota, Lexus, Honda, Audi, MG, Isuzu, Mitsubishi, Porsche , Bentley, Volvo, Kia, Subaru, Hyundai Truck& Bus, TAKANO, AP Honda, Suzuki Moto, Yamaha, Harley-Davidson, BAJAJ, KTM และ Husqvarna




นอกจากนี้ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 42 มีการเพิ่มโซน Smart EV City เพื่อนำเสนอความเป็นเมืองแห่งอนาคตตอบสนองไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของยุคปัจจุบันที่ต้องการสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้หลากหลาย รวมทั้งเอื้อต่อการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผู้เข้าชมงานจะได้พบนวัตกรรมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า นวัตกรรมสินค้าอุปกรณ์สิ่งประดิษฐ์ทางด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย



รวมถึงโซน GLAMPING ที่เป็นไลฟ์สไตล์สำหรับคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว สัมผัสชีวิตกับธรรมชาติ แต่ยังคงต้องการความสะดวกสบายที่ผู้เข้าชมงานจะได้สัมผัสกับโซนแสดงรถยนต์พร้อมติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสำหรับการตั้งแค้มป์ภายในรถยนต์


สำหรับมาตรฐานการคัดกรองผู้เข้าชมเพื่อความปลอดภัยด้านสุขภาพจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ เปิดเผยว่าได้ขอความร่วมมือผู้เข้าชมงานทุกคนสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในฮอลล์จัดแสดง และใช้สเปรย์แอลกอฮอล์พ่นมือทำความสะอาดทุกครั้งก่อนเข้าไปทดลองนั่งรถยนต์เหมือนการจัดงานในปีที่ผ่านมา


คุณจาตุรนต์ เปิดเผยว่า “การจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ในปีนี้มีการเพิ่มระยะห่างของแต่ละบูธเพื่อขยายพื้นที่ทางเดินให้กว้างขึ้นจากเดิมเป็นการลดความแออัดขณะเข้าชมงาน โดยมีการกำหนดมาตรการให้เป็นไปตามการจัดงานแบบชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ตรงตามมาตรการทางสาธารณสุข และศบค. กำหนดอย่างเคร่งครัด รวมถึงอยู่บนบรรทัดฐาน Amazing Thailand Safety & Health (SHA) ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจให้กับผู้ร่วมออกงาน และผู้เข้าชมงานรู้สึกปลอดภัย”

ในขณะที่ความเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัล ทางผู้จัดงานฯ ได้พัฒนารูปแบบการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ทั้งผู้เข้าร่วมงาน และผู้เข้าชมงานด้วยการนำเสนอแอปพลิเคชั่น “Car Buddy by GPI” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าชมงาน และจัดทำฐานข้อมูลผู้เข้าชมงานเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรม และความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงตามเป้าหมายมากยิ่งขึ้น


คุณพีระพงศ์ เอี่ยมลำเนา ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ และรองประธานจัดงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ กล่าวว่า “สำหรับแอปพลิเคชั่น Car Buddy by GPI เป็นอีกหนึ่งบริการรูปแบบใหม่ของบริษัทกรังด์ปรีซ์ฯ ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้เข้าชมงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลรักษารถยนต์ทั้งข้อมูลศูนย์บริการ อู่ซ่อมรถ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน การค้นหาข้อมูล แนะนำการดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง พร้อมทั้งรวบรวมโปรโมชั่นของบริษัทรถยนต์ไว้อย่างครบถ้วนเพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหารถยนต์รุ่นใหม่สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาในหลายเว็บไซต์เหมือนในอดีต เพียงเข้ามาใน Car Buddy by GPI แอปพลิเคชั่นเดียวเท่านั้น”

“Isuzu One Make Race 2021” พร้อมลุยจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ

posted Mar 4, 2021, 12:17 AM by Maturos Lophong



“Isuzu One Make Race 2021” พร้อมลุยจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ สนามแรก 12-14 มีนาคม ศกนี้

กลุ่มตรีเพชร โดย บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ร่วมกับ ฟาอีส ยูไนเต็ด มอเตอร์สปอร์ต ผู้จัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ บริษัท ต.สยาม คอมเมอร์เชียล จำกัด ผู้จำหน่ายยางรถยนต์ TOYO TIRE บริษัท อีซียู ช็อป 1 จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกล่องเพิ่มสมรรถนะเครื่องยนต์ และ บริษัท พีเคออโต้โมทีฟ จำกัด ผู้จำหน่ายคลัตช์ BRC จัดทัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 Gen 2 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” รวม 32 คัน ร่วมชิงชัยท้าประลองความเร็วรายการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “Isuzu One Make Race 2021” ซึ่งเป็นการจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 พบกัน สนามแรก 12-14 มีนาคม ศกนี้ ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.ชลบุรี


มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “การแข่งขัน Isuzu One Make Race เป็นการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่องตลอด 11 ปีที่ผ่านมา สำหรับปีนี้มีรถ “อีซูซุดีแมคซ์” ที่ร่วมแข่งขันทั้ง “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 Gen 2 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เครื่องยนต์สแตนดาร์ด รวม 32 คัน โดยมีการปรับแต่ง ความแรงด้วยกล่องอัจฉริยะจาก ECU SHOP ในรุ่นเครื่องยนต์ 1,900 ซีซี ให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้น จากเดิมเป็น 215 แรงม้า และรุ่น 3,000 ซีซี มีแรงม้าเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 275 แรงม้า กลุ่มตรีเพชรขอขอบคุณคณะผู้จัดการแข่งขัน และนักแข่งรายการ “Isuzu One Make Race 2021” ทุกท่าน ที่เลือกรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์” ให้เป็นรถแข่งคู่ใจในการประลองความเร็วบนสนามแข่งขันระดับประเทศ ซึ่งช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์รถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์” ในฐานะรถแข่ง ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยสมรรถนะอันเหนือชั้น ทั้งในด้านความแรง การขับขี่ที่เหนือชั้น ตลอดจนมาตรฐานความปลอดภัยอันดีเยี่ยมของรถอีซูซุ ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักแข่งทั้งมืออาชีพ และมือสมัครเล่นในวงการมอเตอร์สปอร์ตเมืองไทย




นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวรถ “Isuzu D-Max 1.9 Ddi Blue Power Safety Car” สีเหลืองเด่น โดยออกแบบบอดี้พาร์ทภายนอกให้มีความสปอร์ต โฉบเฉี่ยว พร้อมติดตั้งฝากระโปรงหน้า ฝาปิดกระบะท้าย กระจกมองข้างทรงสปอร์ต สปอยเลอร์หลังคาด้วย Akana Carbon เท่อย่างลงตัวด้วยล้ออัลลอย PP Super Wheels ล้อหน้า 9.5 นิ้ว ล้อหลัง 10.5 นิ้ว พร้อมยาง Toyo Tire T-1S ยางหน้า 245/45R18 ยางหลัง 275/40R18 ดิสก์เบรก 4 ล้อจาก Run Stop แบบ 6 พ็อต ขนาด 355 มม. ชุดโหลดช่วงล่างจาก Hot bits เสริมความแรงด้วยกล่องอัจฉริยะจาก ECU Shop ให้กำลังสูงสุด 220 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 510 นิวตัน-เมตร เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสมรรถนะและความแรง ถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์ได้เต็มประสิทธิภาพด้วยชุดคลัชท์ BRC และท่อไอเสีย Nitto ตลอดจนอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยครบครัน เช่น Roll Cage เบาะรถแข่ง Sparco เข็มขัดนิรภัย HC Group พวงมาลัย Sparco เป็นต้น การแข่งขันในปีนี้ได้รับเกียรติจาก คุณธนภณ ทองเจือ (พีท) นักแสดงและนักแข่งรถชื่อดัง คุณแอนด์ดรูว์ โคร์นิน นักแสดงลูกครึ่งไทย-อังกฤษ และคุณทอม-นิรุทธ์ สุจริต พิธีกรหนุ่มมากความสามารถ ที่ยังคงเข้าร่วมการแข่งขันเช่นเดิม นอกจากนั้น ขอแสดงความยินดีกับคุณณัฐพงศ์ เหลาคม ที่ได้รับรางวัลรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” จากการคว้าแชมป์การแข่งขัน Isuzu One Make Race 2020 ที่ผ่านมา และปีนี้ก็ยังเข้าร่วมแข่งขัน เพื่อป้องกันแชมป์อีกด้วย”

ร่วมพิสูจน์ความเหนือชั้นของรถแข่งอีซูซุในการแข่งขัน “Isuzu One Make Race 2021” เพื่อชิงรางวัลถ้วยประทานจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ พร้อมรถปิกอัพ “อีซูซุดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” เริ่มประเดิมสนามแรกในวันที่ 12 – 14 มีนาคม ศกนี้ ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี และจะทำการแข่งขันแบบออนทัวร์ต่อเนื่องเพื่อเก็บคะแนนในแต่ละสนาม และจัดลำดับผู้เข้าแข่งขันในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศอีกครั้งหนึ่ง ในช่วงปลายปี 2564 เพื่อค้นหาที่สุดแห่งเจ้าแห่งความเร็วในการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบแห่งปี 2021



สำหรับกำหนดการแข่งขันทั้ง 6 สนาม ดังนี้

· สนามที่ 1 : วันที่ 12 – 14 มี.ค. 2564 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

· สนามที่ 2 : วันที่ 7 – 9 พ.ค. 2564 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

· สนามที่ 3 : วันที่ 2 – 4 ก.ค. 2564 ณ สนามแก่งกระจานเซอร์กิต จังหวัดเพชรบุรี

· สนามที่ 4 : วันที่ 3 – 5 ก.ย. 2564 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

· สนามที่ 5 : วันที่ 5 – 7 พ.ย. 2564 ณ สนามพีระอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

· สนามที่ 6 : วันที่ 3 – 5 ธ.ค. 2564 ณ สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดบุรีรัมย์



ติดตามข้อมูลการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ “Isuzu One Make Race 2021” ได้ที่ www.isuzu-tis.com และ www.facebook.com/allnewisuzudmax และรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันผ่านช่อง New18 ระหว่างเวลา 14.00-15.00 น.

โออาร์ นำร่องเปิดให้บริการ EV Station Quick Charge ใน PTT Station

posted Feb 1, 2021, 1:03 AM by Maturos Lophong



โออาร์ นำร่องเปิดให้บริการ EV Station Quick Charge ใน PTT Station ให้ทดลองใช้ฟรี พร้อมด้วย EV Station Application


นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ พร้อมด้วย นายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน โออาร์ ร่วมประชาสัมพันธ์การทดลองเปิดให้บริการใช้งาน EV Station ในรูปแบบ Quick Charge ให้ผู้บริโภค เข้ารับบริการฟรี ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station 5 แห่ง ด้วยกำลังไฟ 50 กิโลวัตต์ต่อเครื่อง หัวชาร์จ DC รูปแบบ CCS Combo 2 และCHAdeMO และหัวชาร์จ AC รูปแบบ Type 2 โดยสามารถชาร์จได้พร้อมกัน 2 หัวจ่าย ระหว่าง DC และ AC อีกทั้ง ยังมี EV Station ในรูปแบบ Normal Charge ที่เปิดให้บริการแล้ว 25 สถานี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2564)




นอกจากนี้ โออาร์ ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “EV Station” (ใช้ได้ทั้งระบบ Android และ iOS ) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภค ทั้งในด้านการค้นหาและนำทางสถานีชาร์จไฟฟ้า การจองช่วงเวลาชาร์จ การเปิด-ปิด หัวชาร์จด้วยตนเอง รองรับการชำระค่าใช้จ่ายออนไลน์ การออกใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และการตรวจสอบประวัติการใช้งาน ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และแม่นยำ เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภครูปแบบใหม่ที่เปลี่ยนสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ให้พร้อมก้าวต่อไปสู่พลังงานแห่งอนาคต


ทั้งนี้ สถานีบริการน้ำมัน PTT Station 5 แห่ง ที่มี EV Station ในรูปแบบ Quick Charge ให้บริการได้แก่ 1. สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาพหลโยธิน กม. 25 กรุงเทพฯ 2. สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาวงแหวนกาญจนาภิเษก-ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 3. สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาพัฒนาการ ขาออก กรุงเทพฯ 4. สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาหนองแขม กรุงเทพฯ และ 5. สถานีบริการน้ำมัน PTT Station สาขาแยกหาดจอมเทียน พัทยา (ข้อมูล ณ วันที่ 31 มกราคม 2564) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร 1365 Contact Center

อีซูซุดึง 3 คนดังจาก 3 วงการร่วมสะท้อนภาพลักษณ์ความสำเร็จที่เหนือกว่าในแบบ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์”

posted Jan 17, 2021, 10:13 PM by Maturos Lophong


อีซูซุดึง 3 คนดังจาก 3 วงการร่วมสะท้อนภาพลักษณ์ความสำเร็จที่เหนือกว่าในแบบ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์”

หลังจากที่รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่หมด “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” สร้างปรากฏการณ์ ยอดจองสวนกระแส COVID-19 และเศรษฐกิจชะลอตัว ทะลุ 7,000 คันหลังจากเปิดตัวเพียงเดือนเศษ อีซูซุยังคงเดินหน้ารุกตลาด ขยายกลุ่มเป้าหมาย “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ด้วยการจับมือ 3 คนดังจาก 3 วงการร่วมสะท้อนความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเอง ตอกย้ำนิยาม “เหนือทุกความเชื่อ...เหนือทุกความสำเร็จ (ORIGINALITY REDEFINED)” ผ่านช่องทางออนไลน์ ตั้งแต่ 18 มกราคมนี้ เป็นต้นไป

กลุ่มตรีเพชร โดย นางปนัดดา เจณณวาสิน กรรมการรองผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เผยว่า “นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว รถธงคันใหม่ของอีซูซุ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ได้สร้างกระแสความร้อนแรงในวงการรถยนต์เมืองไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้รถได้ครบครัน ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยสมบูรณ์แบบ และเพื่อเป็นการตอกย้ำภาพลักษณ์ของยนตรกรรมที่สะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ เราจึงเลือกเฟ้นผู้มีชื่อเสียง 3 คนจากวงการต่าง ๆ คือ คุณซี – ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ เจ้าหญิงแห่งวงการไอที, คุณโต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร ศิลปินชื่อดัง และคุณรวิศ หาญอุตสาหะ นักธุรกิจและนักสร้างแรงบันดาลใจ มาร่วมสะท้อนการเดินทางสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จด้วยตัวเอง ซึ่งตรงตามนิยาม “เหนือทุกความเชื่อ...เหนือทุกความสำเร็จ” (ORIGINALITY REDEFINED) ของ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” เพราะความสำเร็จไม่มีแพทเทิร์น เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ทุกคนได้ค้นพบความสำเร็จในแบบฉบับของตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคมนี้เป็นต้นไป โดยเรามั่นใจว่าเราจะสามารถขยายฐานลูกค้าของ “ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์” ให้กว้างยิ่งขึ้นไปอีก”


3 คนดังที่เข้าร่วมในโครงการนี้ ประกอบด้วย 

· ซี – ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ “เพราะความสำเร็จไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว” : ความสำเร็จที่เกิดจากการไม่เคยหยุดพัฒนาและเลือกทางเดินให้ตัวเอง เริ่มต้นความฝันด้วยการเป็นนักข่าวรุ่นใหม่ไฟแรงที่นำความหลงใหลด้านไอทีมาต่อยอดเป็นผลงานอันโดดเด่นเป็นที่ยอมรับ จนได้รับสมญานาม “เจ้าหญิงแห่งวงการไอที”

· โต๋ - ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร “เพราะความสำเร็จมีได้หลายเส้นทาง” : อีกมุมมองของความสำเร็จที่สามารถเลือกเองได้ ผู้สร้างความสำเร็จหลายด้านให้ตัวเองด้วยการเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ เริ่มต้นจากเส้นทางของนักดนตรีจนมีชื่อเสียง จนก้าวสู่การเป็นศิลปินและโปรดิวเซอร์ระดับประเทศ

· รวิศ หาญอุตสาหะ “เพราะความสำเร็จเรากำหนดเองได้” : ความสำเร็จที่แบ่งปันและเรียนรู้ไปด้วยกัน จากผู้นำเครื่องสำอางแบรนด์ไทยให้ทะยานสู่ความสำเร็จระดับโลก สู่วิทยากรผู้สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ เจ้าของเพจและรายการพอดแคสต์ : Mission to the Moon ที่มีผู้ฟังมากเป็นอันดับต้น ๆ ของไทย


ร่วมติดตามความสำเร็จของคนดังทั้งสามผ่านช่องทางออนไลน์ ที่ 



YouTube : ISUZU THAILAND OFFICIAL



https://youtu.be/02SxCiu-rMA



Facebook page: All-New Isuzu MU-X https://www.facebook.com/194390934103303/posts/1511312205744496/

ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม ศกนี้ หรือติดตามข่าวสารของอีซูซุเพิ่มเติมได้ที่ www.isuzu-tis.com และ LINE Official : Isuzu Thailand




มาสด้าฝ่ามรสุมโควิดปิดยอดขายปี 2563 เฉียด 4 หมื่นคัน

posted Jan 11, 2021, 12:25 AM by Maturos Lophong


มาสด้าฝ่ามรสุมโควิดปิดยอดขายปี 2563 เฉียด 4 หมื่นคัน 

ปี 2564 เตรียมปิกอัพใหม่บุกตลาดตั้งเป้าทะลุ 5 หมื่นคัน

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 11 มกราคม 2564 – มาสด้าเผยภาพรวมยอดขายปี 2563 พุ่งเกือบ 40,000 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 5% โดยรถยนต์นั่งมาสด้า2 ยังคงครองความนิยมสูงสุด วางแผนเปิดตัวรถรุ่นใหม่ทุกเซ็กเมนต์กระตุ้นตลาด โดยเฉพาะปิกอัพ บีที-50 ที่กำลังจะมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับตลาดรถปิกอัพเมืองไทย มุ่งสื่อสารวิสัยทัศน์ Sustainable zoom-zoom 2030 พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้ 50,000 คัน หรือเพิ่มขึ้นสูงกว่า 30% และครองส่วนแบ่งการตลาด 6%

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปี 2563 นับเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง โดยมีทั้งปัจจัยภายนอกและภายในที่เข้ามากระทบ โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัสถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นปี จึงทำให้อุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทยต้องหยุดชะงัก แต่ด้วยมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ของภาครัฐ และความร่วมแรงร่วมใจกันของพี่น้องชาวไทย จึงทำให้ธุรกิจต่างๆ ค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นและเดินหน้าต่อไปได้ในช่วงปลายปี จึงทำให้ตัวเลขที่เกิดขึ้นดีกว่าที่คาดการณ์ไว้




สำหรับตลาดรถยนต์ในปี 2563 จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1 ล้านคัน (เมื่อต้นเดือนมกราคม) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับปี 2562 แต่ท้ายที่สุดแล้วตัวเลขรวมของอุตสาหกรรมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 7.9 แสนคัน ลดลงประมาณ 20% เช่นเดียวกับมาสด้าที่เคยตั้งเป้าไว้ที่ 50,000 คัน แต่เนื่องจากเกิดการระบาดของโควิด-19 ไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย เกิดการ ล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้แนวโน้มและทิศทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามคาดการณ์ เมื่อกลางปี 2563 มาสด้าจึงได้ปรับเป้าการขายมาอยู่ที่ 45,000 คัน แต่สุดท้ายก็สามารถคว้ายอดขายรวมมาได้ที่ 39,266 คัน หรือลดลงประมาณ 32% ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ แต่ทั้งนี้แล้ว ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียนและตลาดเกิดใหม่ โดยแบ่งออกเป็นรถยนต์นั่งจำนวน 24,839 คัน รถอเนกประสงค์เอสยูวี 11,716 คัน รถปิกอัพ 2,711 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาด 5%

จากตัวเลขยอดขายนี้ ส่งผลให้รถยนต์มาสด้าภายใต้เทคโนโลยีสกายแอคทีฟ และภายใต้การออกแบบของโคโดะ ดีไซน์ มียอดขายสะสมสูงเกือบ 3 แสนคัน ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี และเมื่อย้อนกลับไปดูตัวเลขการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายปี จึงทำให้ มาสด้า ประเทศไทย ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของมาสด้าทั่วโลก ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทำให้มาสด้าประสบความสำเร็จในปี 2563 ที่ผ่านมานั้น ล้วนได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าทุกท่านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ลงทำตลาด หรือตระกูล CX-Series และทุกรุ่นประสบความสำเร็จอย่างงดงาม




นายชาญชัย กล่าวเสริมว่า “การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ รุ่นพิเศษ รวมถึงการปรับโฉมเพื่อสร้างความสดใหม่ให้กับตลาดรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลทำให้เดือนธันวาคม 2563 มาสด้าสามารถทำยอดขายรวมได้สูงที่สุดในรอบปีถึง 5,253 คัน โดยแบ่งเป็น Mazda2 จำนวน 3,084 คัน (ยอดขายสูงสุดในรอบปี) ตามด้วย Mazda CX-30 จำนวน 936 คัน (ยอดขายสูงสุดนับแต่เปิดตัว) Mazda CX-3 จำนวน 457 คัน (ยอดขายสูงสุดในรอบ 2 ปี) Mazda3 จำนวน 391 คัน Mazda CX-8 จำนวน 260 คัน และ Mazda CX-5 จำนวน 124 คัน”

ในปี 2563 แม้จะอยู่ในช่วงวิกฤต แต่มาสด้ายังคงเดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยหันมาใช้แพลตฟอร์มออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทั้งเพื่อสื่อสาร การจำหน่าย และเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ รวมถึงได้เดินหน้าขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายถึง 12 แห่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรในการทำธุรกิจร่วมกับมาสด้า ซึ่งนับเป็นแบรนด์รถยนต์ที่เปิดโชว์รูมมากที่สุด และได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรม “มาสด้า คาราวาน ปันสุข” เพื่อแบ่งปันน้ำใจไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ให้การสนับสนุนกีฬามอเตอร์สปอร์ต ภายใต้ทีม Mazda Innovation Motorsport และสนับสนุนกีฬาฟุตบอล นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี อย่างต่อเนื่อง



พร้อมกันนี้ นายชาญชัย ยังได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2564 พร้อมคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมรถยนต์จะมียอดรวมประมาณ 8.4 แสนคัน หรือใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ทั้งนี้แล้วก็ยังคงต้องจับตามองว่าการระบาดระลอกใหม่ของโควิด-19 จะส่งผลมากน้อยแค่ไหนต่อภาพรวมประเทศไทย เนื่องจากเป็นปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ สำหรับมาสด้าแล้ว คาดการณ์ไว้ว่าจะประสบความสำเร็จใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา พร้อมมองเป้าจำหน่ายที่จำนวน 50,000 คัน หรือส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 6%”

เพื่อบรรลุเป้ายอดขายดังกล่าว ปีนี้มาสด้าจะเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หลากหลายรุ่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะการเปิดตัว All-New Mazda BT-50 อันเป็นการกลับมาอีกครั้ง หรือ Revolutionary Change ที่มาสด้าจะมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในตลาดรถปิกอัพเมืองไทย

“ในปีนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสื่อสารเรื่องวิสัยทัศน์ Sustainable zoom-zoom 2030 คือ การแก้ปัญหาที่ต้องเผชิญ เพื่อให้โลกของเรายังคงสวยงาม เพื่อผู้คน และสังคมให้น่าอยู่ตลอดไป โดยยังคงเน้นเรื่อง “ความสนุกในการขับขี่” พร้อมเดินหน้าพัฒนาคุณภาพการขายและการบริการ ตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็นพรีเมียม แบรนด์ที่ส่งมอบคุณค่าและการบริการที่เป็นเลิศให้แก่ลูกค้าในประเทศไทย” นายชาญชัย กล่าว



นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหารฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ กล่าวเกี่ยวกับกลยุทธ์ด้านการตลาดว่า ปีที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะรถยนต์ทุกรุ่นที่เปิดตัวล้วนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมในทุกรุ่น ถึงแม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะไม่มีรถใหม่ลงตลาด และยังเป็นช่วงที่ต้องจำหน่ายรถรุ่นเก่าก่อน ซึ่งถือเป็นช่วงที่ยากลำบาก แต่ทั้งนี้แล้วในปี 2564 เราจะเดินหน้าอย่างเต็มกำลัง พร้อมให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

นอกจากการตลาดในส่วนการขายแล้ว การบริการลูกค้าและการเอาใจใส่ตลอดระยะเวลาที่ลูกค้าครอบครองรถก็นับเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญ มาสด้าได้ทำการปรับปรุงคุณภาพและราคาอะไหล่จนสามารถใกล้เคียงกับตลาด หรือบางชิ้นส่วนมีราคาต่ำกว่าตลาด รวมถึงเพิ่มความสะดวกด้วยบริการจัดส่งอะไหล่ถึง 2 รอบต่อวัน ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัด 1 รอบต่อวัน รวมถึงมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพการให้บริการพร้อมแผนขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อสร้างความอุ่นใจในการเข้ารับบริการของลูกค้าทุกพื้นที่



นายธีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “สำหรับมาสด้าสิ่งสำคัญที่ผลักดันให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ได้ คือการพัฒนา ไม่ใช่การขาย หลังจากนี้เราจึงอยากให้ความสำคัญกับการทำตลาดมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการบริการหลังการขาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า และดึงดูดลูกค้ารายใหม่ให้หันมาใช้รถของเรา ซึ่งในปีนี้ มาสด้าได้ตั้งยอดขายไว้ที่ 50,000 คัน ซึ่งไม่ใช่ยอดขายเพียงอย่างเดียว แต่นั่นคือ การตั้งเป้าให้ทีมงานมาสด้าทั้งหมดต้องยกระดับและพัฒนาตนเองให้ก้าวไปสู่จุดนั้นให้ได้”
“ทั้งหมดนี้คือแนวทางในการดำเนินธุรกิจของมาสด้าในปี 2564 และผมต้องขอขอบคุณลูกค้า พันธมิตร และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่ให้การสนับสนุนมาสด้ามาโดยตลอด และมาสด้าให้คำมั่นสัญญาว่าจะเดินหน้าส่งมอบรถยนต์ที่เป็นที่ต้องการของลูกค้า โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นที่ตั้ง ตลอดไป” นายธีร์ กล่าวเสริม

สรุปยอดจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประจำปี 2563 เปรียบเทียบกับปี 2562

ข้อมูลการขายรถ

มกราคม ธันวาคม 2562

มกราคม ธันวาคม 2563

% เปลี่ยนแปลง

มาสด้า2

41,987

21,789

- 48%

มาสด้า3

4,717

3,041

- 36%

มาสด้า CX-3

1,971

2,229

+ 7%

มาสด้า CX-30

-

5,725

n/a

มาสด้า CX-5

3,020

1,623

- 46%

มาสด้า CX-8

745

2,139

+ 187%

มาสด้า BT-50 PRO

5,664

2,711

- 52%

มาสด้า MX-5

25

9

- 64%

ยอดรวม

58,129

39,266

- 32%

โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial Facebook/YouTube/Instagram/LINE

โออาร์ มอบรางวัลจากกิจกรรม “Blue Card เที่ยว เลี้ยว ลุ้น”

posted Jan 5, 2021, 12:55 AM by Maturos Lophong


โออาร์ มอบรางวัลจากกิจกรรม “Blue Card เที่ยว เลี้ยว ลุ้น” รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท 

มอบรางวัลแก่สมาชิก Blue Card รางวัลใหญ่ รถยนต์ BMW X1 และของรางวัลอื่น ๆ รวมกว่า 1,500 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท โดยมีจำนวนฉลากที่ร่วมลุ้นรับรางวัลถึงกว่า 22 ล้านชิ้น


นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลให้แก่ผู้โชคดีจากกิจกรรม “บลู การ์ด เที่ยว เลี้ยว ลุ้น” โดยมีรางวัลใหญ่คือ รถยนต์ BMW X1 sDrive 18i (Iconic) จำนวน 3 รางวัล ทองคำมูลค่า 100,000 บาท 3 รางวัล และของรางวัลอื่น ๆ รวมกว่า 1,500 รางวัล รวมมูลค่ากว่า 9 ล้านบาท 






กิจกรรม “Blue Card เที่ยว เลี้ยว ลุ้น” เป็นกิจกรรมที่ โออาร์ ได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ และยังเป็นการมอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกบลูการ์ด เพื่อตอบแทนที่สนับสนุนสินค้าหรือบริการของโออาร์เป็นอย่างดีมาโดยตลอด

โดย สมาชิก Blue Card ได้รับสิทธิ์ร่วมลุ้น เมื่อซื้อสินค้าหรือใช้บริการและสะสมคะแนน Blue Card ณ ร้านค้าในเครือโออาร์ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม – 31 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ได้แก่ การเติมน้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station การซื้อผลิตภัณฑ์หล่อลื่น PTT Lubricants ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หรือร้านสะดวกซื้อ Jiffy การซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto การซื้อผลิตภัณฑ์ที่ร้าน Café Amazon ร้านสะดวกซื้อ Jiffy ร้าน Texas Chicken ร้านฮั่วเซงฮงติ่มซำ และร้าน Pearly Tea





สำหรับในช่วงนี้ ที่โรคโควิด – 19 กลับมาแพร่ระบาดอีกครั้ง โออาร์ ขอยืนยันว่า สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้านค้าในเครือโออาร์ มีมาตรการในการรับมือเพื่อช่วงลดการแพร่กระจายของโควิด – 19 อย่างเคร่งครัด



 ไม่ว่าจะเป็นการจัดแอลกอฮอล์ไว้ให้บริการ ให้พนักงานสวมหน้ากากตลอดเวลาที่ให้บริการ เป็นต้น

จึงขอให้ผู้บริโภคทุกท่านมั่นใจในการเข้าใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้านค้าในเครือโออาร์ได้อย่างสบายใจ ติดตามกิจกรรมดี ๆ จาก Blue Card หรือสมัครเป็นสมาชิก Blue Card ได้ที่ www.pttbluecard.com และ Blue Card Mobile Application หรือ โทร. 1365 Contact Center

1-10 of 127