Motor & Energy




5 ปี บอร์เนียวฯ ใต้ร่มเงา โตโยต้า ทูโช และ มโนยนต์

posted Oct 16, 2019, 7:05 PM by Maturos Lophong



5 ปี บอร์เนียวฯ ใต้ร่มเงา โตโยต้า ทูโช และ มโนยนต์

สยายปีกรุกหนักตลาด ตอบโจทย์ตลาดเน้นเร็วและหลากหลาย รวมทั้งออนไลน์


เป็นอีกหนึ่งบริษัท ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวยืนหนึ่งด้านผู้นำการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าหลากหลายหมวด ตราสินค้าต่างๆ มากมาย สู่ตลาดประเทศไทย กว่า 163 ปี และยิ่งแข็งแกร่งเมื่อ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกลุ่มบริษัท โตโยต้า ทูโช และ กลุ่มบริษัท มโนยนต์ จนครบรอบ 5 ปี กับการต่อยอด ทางธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ด้วยการสยายปีกรุกตลาด มุ่งเน้นการพัฒนาบริหารซัพพลายเชน และเพิ่มศักยภาพในการทำการตลาด กิจกรรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและแนวโน้มความต้องการของตลาดที่จะต้องมีความรวดเร็วและหลากหลาย รวมทั้งการสรรหาสินค้านวัตกรรมต่างๆ ในอนาคต และเพื่อเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำ ด้านการจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า 2 ผู้บริหาร มร.ชิเกรุ คาซาโอกะ ประธานบริษัทฯ และ รัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปี ของการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ กลุ่มบริษัทโตโยต้า ทูโช และ กลุ่มบริษัท มโนยนต์ โดยมี มร.ชิโร อิริกาวา และ ดร.เชษฐ เชาว์วิศิษฐ ผู้บริหารกลุ่มบริษัท โตโยต้า ทูโช, ดร.ปรเมศร์ ลี้โกมลชัย ผู้บริหาร กลุ่มบริษัท มโนยนต์ ให้เกียรติ มาร่วมงาน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพ ในวันพุธที่ 16 ตุลาคม 2562

.ชิเกรุ คาซาโอกะ ประธาน บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า เราเป็นผู้นำเข้า ตัวแทนจัดจำหน่ายกระจายสินค้าและบริหารการตลาดชั้นแนวหน้าของประเทศ ในกลุ่มอุปกรณ์อะไหล่ยานยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรม เช่น แบตเตอรี่ ยาง น้ำมันหล่อลื่น เบรค โช๊คอัพ และอะไหล่ทดแทนต่างๆ ผลิตภัณฑ์ วัสดุขัดผิว เทป กาว เคมีภัณฑ์งานก่อสร้าง อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เครื่องมือช่างในงานอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีตราสินค้าที่บริษัทฯ ดูแลมากกว่า 50 แบรนด์ และลูกค้าในแต่ละช่องทาง รวมกันมากกว่า 25,000 ราย มีศูนย์กระจายสินค้าและคลังสินค้าสาขารวม 9 แห่ง สามารถครอบคลุมการให้บริการทั่วทั้งประเทศ และหลังจากได้รับการสนับสนุนของผู้ถือหุ้น ทั้งกลุ่มบริษัท โตโยต้า ทูโช และกลุ่มบริษัท มโนยนต์ ทำให้บริษัทได้เป็นตัวแทนกระจายสินค้าจากประเทศต่างๆ ซึ่งอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมอื่นๆ มากขึ้น

โดยยอดขายไตรมาสที่ 3 เติบโตขึ้น 7 % และคาดว่าผลประกอบการรวมในปีนี้จะโต 8 - 10 %

รัฐา อุรุโสภณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บอร์เนียว เทคนิเคิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า วิสัยทัศน์ของ บอร์เนียวฯ ที่จะเป็นผู้นำและสร้างการเติบโตธุรกิจให้กับพันธมิตรคู่ค้าในแต่ละแบรนด์สินค้า รวมทั้งการสร้างอรรถประโยชน์ ผลตอบแทนที่ดีต่อลูกค้า โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบริหารซัพพลายเชน และเพิ่มศักยภาพในการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจและแนวโน้มความต้องการของตลาดที่จะต้องมีความรวดเร็วและหลากหลาย รวมทั้งการสรรหาสินค้านวัตกรรมต่างๆ ในอนาคต เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในโลกปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตเป็นอย่างมาก ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลและผลิตภัณฑ์ได้ง่าย ความเร็วและข้อมูลในการติดต่อสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญ บอร์เนียวฯ จึงต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากตัวแทนจัดจำหน่าย หรือผู้ค้าคนกลาง มาสู่การเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกัน

ให้คำปรึกษาแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์

ทั้งนี้ได้นำเทคโนโลยี IT เข้ามาผสมผสานกับสินค้าและบริการให้มีความแตกต่างที่สามารถแข่งขันได้ เนื่องจากเล็งเห็นว่า รีเทลเลอร์แต่ละรายเริ่มส่งต่อธุรกิจให้กับรุ่นลูก ซึ่งเป็นเจเนเรชั่นใหม่ ดังนั้นการนำเทคโนโลยีมาซัพพอร์ต

เพื่อตอบโจทย์ให้กลุ่มรีเทลเลอร์รุ่นใหม่ได้สามารถสั่งตรงกับบริษัทได้เลย และยังสะดวกกับทีมขายที่สามารถสั่งของและเช็ค สต๊อกได้อย่างรวดเร็ว เป็นการบริหารซัพพลายเชน สามารถจัดการคลังสินค้าให้ใช้พื้นที่ได้อย่างเหมาะสม

การเก็บรักษาที่ถูกต้อง ปลอดภัย การจัดส่งที่ตรงตามความต้องการ สามารถติดตาม ตรวจสอบข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ ร่วมสร้างแผนการตลาดให้แต่ละสินค้าในช่องทางที่ต้องการ

ในขณะเดียวกันการพัฒนาทรัพยากรบุคคลก็เป็นหัวใจหลักสำคัญที่ทำให้ บอร์เนียวฯ ยืนหยัดมาจนทุกวันนี้ โดยเฉพาะการบริหารจัดการทีมงานให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการขาย การตลาด การบริการ และให้คำแนะนำข้อมูลครบถ้วน

รวมทั้งการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่ค้าเพื่อที่จะเติบโตธุรกิจไปพร้อมกัน



นอกจากนี้ยังเพิ่มกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทนำมาใช้ในการเพิ่มยอดขายด้วยกิจกรรมทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ที่สามารถสื่อสารกับร้านค้า ตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งลงไปถึงผู้ใช้สินค้า ในรูปแบบต่างๆ เช่น เทรดโชว์ สัมมนา งานขอบคุณตัวแทน การกระจายสินค้า การดูแลจัดเรียงสินค้า กิจกรรม ณ จุดขาย การส่งเสริมการขายในรูปแบบต่างๆ การจัดทำ ดิจิตอล คอนเทนท์ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชียล และการสร้างเครือข่ายธุรกิจ รวมถึง อี

คอมเมอร์ซ แพลทฟอร์ม ของบริษัทฯ เองในอนาคตอันใกล้ โดยผลประกอบการปีที่ผ่านมามีมูลค่ากว่า 3,100 ล้านบาท ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายในแต่ละปีมากกว่า 10% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดและสินค้าใหม่ที่จะนำเสนอในแต่ละปี และยังมองโอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตในประเทศเพื่อนบ้าน จากเครือข่ายของบริษัทฯ ที่มีอยู่

รวมทั้งเปิดกว้างสำหรับสินค้าใหม่ที่เห็นศักยภาพการทำงานของบริษัทฯ และสนใจที่จะเป็นพันธมิตร

ฮอนด้าเปิดตัว “นิว สกู๊ปปี้ ไอ”

posted Sep 27, 2019, 2:35 AM by Maturos Lophong


ฮอนด้าเปิดตัว “นิว สกู๊ปปี้ ไอ” ทั้งแบบล้อ 12 นิ้ว และ 14 นิ้ว ดีไซน์โดดเด่นไม่เหมือนใคร

พร้อมดึง เดอะทอยส์-ธันวา และ เจ้านาย-จินเจษฎ์ พรีเซนเตอร์ใหม่ร่วมถ่ายทอดคาแรคเตอร์

เอ.พี. ฮอนด้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการตลาดรถจักรยานยนต์ เอ.ที. ของเมืองไทยอีกครั้งด้วยการเปิดตัว “นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” รูปลักษณ์ใหม่ 3 สไตล์ ทั้งรุ่นล้อแม็ก 12 นิ้ว ยางจุ๊บเลส หรือ Club12 ดีไซน์โดดเด่นไม่ซ้ำใครสำหรับคนรุ่นใหม่ และรุ่นล้อ 14 นิ้ว สำหรับวัยรุ่น มีให้เลือกทั้งแบบ Prestige เรียบหรูดูแพง และแบบ Urban Team ทันสมัยโดนใจกว่าเดิม พร้อมกับดึง 2 พรีเซนเตอร์ใหม่ขวัญใจวัยรุ่น “เดอะทอยส์-ธันวา บุญสูงเนิน” และ “เจ้านาย-จินเจษฎ์ วรรธนะสิน” เป็นผู้ถ่ายทอดคาแรคเตอร์ นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอใหม่ พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 ที่ศูนย์ Honda Wing Center ทั่วประเทศ


มร.ชิเกโตะ คิมูระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี.ฮอนด้า จำกัด ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ไทย เปิดเผยว่า “นับตั้งแต่ที่เราเปิดตัวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอสู่ท้องตลาดในปี 2009 รถรุ่นนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการรถจักรยานยนต์ไทยสู่ยุคของรถเกียร์อัตโนมัติ หรือ เอ.ที. อย่างเต็มตัว ฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอกลายเป็นรถที่มียอดจำหน่ายสูงที่สุดในกลุ่มเอ.ที. และมียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 2 ล้านคัน ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จและความนิยมของรถรุ่นนี้ในหมู่วัยรุ่นอย่างไร้ข้อสงสัย”

“ในปีนี้ ภายใต้แบรนด์คอนเซปต์ What Stops You? ฮอนด้ามีความตั้งใจที่จะส่งมอบความสนุกใหม่แบบไร้ขีดจำกัดด้วยฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอโฉมใหม่ ที่ได้รับการออกแบบให้มีดีไซน์สะดุดตาโดนใจวัยรุ่น ทั้งรุ่นล้อ 12 นิ้ว คลับทเวลฟ์ ที่มาพร้อมนิยามใหม่ของความเป็นโมเดิร์นคลาสสิก ในขณะที่รุ่นสแตนดาร์ด 14 นิ้ว แบบเพรสทีจ นำเสนอแก่นแท้ของความคลาสสิกแบบเรียบหรู และแบบเออร์เบิร์นทีม ที่มาพร้อมกับการผสมผสานสีสันอย่างลงตัว กราฟิกของทุกแบบได้รับการออกแบบให้แฝงไปด้วยความสนุกในขณะที่รูปทรงและเครื่องยนต์ก็มีความสมบูรณ์แบบสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันของวัยรุ่น”

นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร เริ่มจากรุ่นคลับทเวลฟ์ล้อ 12 นิ้ว ภายใต้คอนเซปต์ Remarkable-ME เท่ใหม่...โลกไม่ลืม กับกราฟิกใหม่ทันสมัยด้วยเทคนิคการใช้สีแบบพิเศษให้อารมณ์ 2 สี ในมุมที่ต่างกัน (Special Flip Flop Color) ทั้งสีดำ-ชมพู สีขาว-แดง สีเทา-แดง และสีน้ำเงิน-ฟ้า ตามด้วยรุ่นล้อ 14 นิ้ว ได้แก่รุ่นเพรสทีจ (Prestige) มากับคอนเซปต์ Shine Your Way เน้นความเรียบหรู ด้วยเส้นสายสีโรสโกลด์ บนตัวรถสีขาว แดง และดำ และรุ่นเออร์เบิร์นทีม (Urban Team) มาพร้อมคอนเซปต์ #โดนYOUNG สีสันสดใสโดนใจวัยรุ่นกับ 2 สีใหม่ ชมพู-เทา และ ฟ้า-เทา

พร้อมกันนี้ เพื่อถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น เอ.พี.ฮอนด้า ยังได้เปิดตัวสองพรีเซนเตอร์ใหม่ประกอบด้วย “เดอะทอยส์” ธันวา บุญสูงเนิน ศิลปินสุดแนวขวัญใจวัยรุ่นเป็นพรีเซนเตอร์รุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ คลับทเวลฟ์ และ “เจ้านาย” จินเจษฎ์ วรรธนะสิน ดาวรุ่งมากความสามารถที่กำลังมาแรงในวงการบันเทิงเป็นพรีเซนเตอร์ในรุ่นนิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ เออร์เบิร์นทีม โดยทั้งคู่ถือเป็นผู้นำทางความคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันด้วยคาแรคเตอร์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร
นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ มาพร้อมกับฟังก์ชันที่เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์วัยรุ่นเข้ากับตัวรถ นำโดยฟีเจอร์ AC Socket สำหรับชาร์จไฟสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์ต่างๆ และกล่อง U-Box ขนาดใหญ่ที่ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้อย่างสบาย

นิวฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ ให้สมรรถนะทันใจวัยรุ่นด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 110 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI มาพร้อมระบบ Idling Stop System ช่วยหยุดและเดินเครื่องอัตโนมัติ ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 62.5 กม./ลิตร มั่นใจด้วยระบบกระจายแรงเบรค Combi Brake System เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยค่าไอเสียที่สะอาดถึงระดับ 6 อีกทั้งยังรองรับน้ำมัน E20 อีกด้วย

เอ.พี. ฮอนด้าพร้อมวางจำหน่าย “นิว ฮอนด้า สกู๊ปปี้ ไอ” ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2562 เป็นต้นไป ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ ด้วยราคาแนะนำดังต่อไปนี้ Club12 ราคาแนะนำ 51,700 บาท Prestige ราคาแนะนำ 48,600 บาท และUrban Team ราคาแนะนำ 48,100 บาท

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.aphonda.co.th และติดตามข่าวสารจากรถจักรยานยนต์ฮอนด้าได้ที่ fb.com/hondamotorcyclethailand

มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA3

posted Sep 18, 2019, 3:03 AM by Maturos Lophong


มาสด้าเปิดตัว ALL-NEW MAZDA3 ต้นแบบแห่งความสง่างาม

เรียบหรูทุกมุมมองเสมือนงานศิลปะ บ่งบอกสไตล์พรีเมียม

กรุงเทพฯ – ประเทศไทย, 18 กันยายน 2562 – มาสด้า เซลส์ ประเทศไทยเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins” รถยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งคัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม ยึดหลักปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง นำเอาท่วงท่าการเดินที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา เกิดเป็นรถยนต์ที่สามารถควบคุมการขับขี่ได้อย่างแม่นยำและสมดุลในทุกสถานการณ์ ด้วยสกายแอคทีฟแพลตฟอร์มเจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ทำงานผสานกับระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง GVC Plus ที่ช่วยให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารสะดวกสบายยิ่งขึ้น อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย i-ACTIVSENSE ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทั้งผู้ขับขี่และผู้ใช้ถนนมากยิ่งขึ้น มีให้เลือก 2 สไตล์ ทั้งแบบซีดาน 4 ประตู และฟาสท์แบค 5 ประตู ราคาจำหน่าย เริ่มต้น 969,000 บาท ฟรีค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร* ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร** พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance

นายชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การเปิดตัวแนะนำ ALL-NEW MAZDA3 ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดประเทศไทยเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นยานยนต์เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้าอย่างเป็นทางการด้วย หลังจากที่ได้เตรียมวางกลยุทธ์การตลาด และดำเนินการไปพร้อมๆ กันในทุกมิติ เพื่อถ่ายทอดภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ในทุกองค์ประกอบ ทั้งภาพลักษณ์ใหม่ของโชว์รูม และมอบนโยบายการให้บริการ การวางรูปแบบการสื่อสารใหม่ในช่องทางต่างๆ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่กำลังทยอยลงสู่ตลาด เพื่อก้าวสู่ความเป็น “มาสด้า พรีเมียม” ที่ลูกค้าจะสามารถสัมผัสถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์ อันเกิดจากความงดงามของการออกแบบที่มาสด้าบรรจงสรรสร้างขึ้นด้วยความประณีตพิถีพิถันใส่ใจในทุกรายละเอียด คัดสรรเฉพาะวัสดุเกรดคุณภาพ พร้อมสมรรถนะการขับขี่เพื่อส่งมอบความเพลิดเพลินและเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคนกับรถ และสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน 

ALL-NEW MAZDA3 คือความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก เมื่อเราเริ่มต้นบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของมาสด้า ภารกิจสำคัญของ ALL-NEW MAZDA3 จึงเป็นการสร้างความประหลาดใจ และความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วโลก แนวทางของการพัฒนา คือ “ความปรารถนาของผู้คนทั่วโลก” การสร้างสรรค์รถยนต์ที่ทำให้เกิดความปรารถนาจากบุคคลใดๆ จึงต้องมีการสร้างคุณค่าใหม่อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนจนถึงปัจจุบัน เรามุ่งมั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้โดยใช้หลักปรัชญาให้มนุษย์เป็นศูนย์กลางในการปรับปรุงทุกๆ ด้าน ได้แก่ การออกแบบ สมรรถนะการขับขี่ ลดเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือน ลดความกระด้าง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความรู้สึกถึงคุณภาพอันประณีต

นายธีร์ เพิ่มพงศ์พันธ์ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและรัฐกิจสัมพันธ์ มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย กล่าวว่า การส่ง ALL-NEW MAZDA3 ลงสู่ตลาด ถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของมาสด้า ประเทศไทย และทั่วโลก เพื่อยกระดับตลาด C-Segment ด้วยเทคโนโลยียานยนต์ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาขึ้นในทุกองค์ประกอบ โดยให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร รวมถึงผู้ใช้ถนน ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแนวคิด “A New Era Begins” สามารถตอบโจทย์ทั้งคนโสดที่อยู่ในวัยทำงาน หรือเพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว มุ่งมั่นแสวงหาความสำเร็จให้กับชีวิต และมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและครอบครัว การออกแบบ KODO design ถูกพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยยึดหลัก “Less is More” เน้นความเรียบง่ายทั้งดีไซน์ภายนอกและภายใน โดดเด่นสะดุดตาด้วยแสงและเงาจากธรรมชาติที่ตกกระทบบนตัวรถ ได้รับการออกแบบใหม่ทั้ง ซีดาน 4 ประตู ที่เน้นความเรียบหรูใส่ใจในทุกรายละเอียด ดูมีเสน่ห์ น่าค้นหา ตอบโจทย์ลูกค้าชื่นชอบความหรูหรา ส่วนฟาสท์แบค 5 ประตู โดดเด่นด้วยความสปอร์ต เน้นความเรียบง่ายแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยขุมพลัง แม้จะใช้ชื่อรุ่นเดียวกัน แต่คอนเซ็ปต์การออกแบบ และรูปลักษณ์ที่แสดงออกมาแตกต่างกันอย่างชัดเจน 

เป้าหมายของวิวัฒนาการใหม่ของ KODO design คือ การแสดงออกถึงรูปแบบใหม่ของความสง่างามที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสุนทรียศาสตร์สไตล์ญี่ปุ่น ALL-NEW MAZDA3 เป็นรูปแบบของกระบวนการผลิตครั้งแรกที่นำการออกแบบ KODO design มาผสานกับ “การเคลื่อนไหวที่เป็นหนึ่งเดียว” เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายที่สุดในทุกองค์ประกอบ ทิศทางของแสงและเงาสะท้อนให้เห็นการเคลื่อนไหวตลอดเวลา แสงที่สะท้อนไปบนตัวรถทำให้เกิดการแสดงออกที่มีนัยสำคัญและน่าทึ่งเกินกว่าการออกแบบในรุ่นก่อนหน้า เป้าหมายอีกประการหนึ่งในการออกแบบ คือ การออกแบบรุ่นฟาสท์แบคให้อารมณ์มากกว่าเดิม ในขณะที่รุ่นซีดานมีเป้าหมายที่จะนำเสนอภาพลักษณ์ที่หรูหรามากขึ้น

เครื่องยนต์สกายแอคทีฟได้รับการพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกระดับ สกายแอคทีฟเบนซิน SKYACTIV-G ขนาด 2.0 ลิตร ถูกพัฒนาให้สมรรถนะความแรง และประหยัดน้ำมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ผนวกกับหัวฉีดดีไซน์ใหม่ ส่งผลให้มีอัตราส่วนกำลังอัดสูง แรงบิดเพิ่มขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราส่วนกำลังอัด 13.0:1 ให้กำลังสูงสุด 165 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 213 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ประหยัดน้ำมันสูงสุด 15.9 กิโลเมตรต่อลิตร*

เทคโนโลยีใหม่ของการขับขี่โดยใช้ปรัชญามนุษย์เป็นศูนย์กลาง ALL-NEW MAZDA3 มาพร้อมแพลตฟอร์ม เจเนอเรชั่นใหม่ SKYACTIV-VEHICLE ARCHITECTURE ที่ได้รับการพัฒนาจากท่วงท่าการเดินของมนุษย์ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและมีสมดุล ต่อยอดไปสู่การพัฒนาตัวรถในหลายจุด เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวระหว่างคนกับรถที่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ทำให้การควบคุมการขับขี่ทำได้ง่ายและเป็นธรรมชาติเสมือนการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยพัฒนาตั้งแต่ยางรถยนต์ที่ซับแรงกระแทกจากพื้นถนน ขึ้นมาสู่ระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบใหม่ให้สามารถตอบสนองต่อแรงกระทำจากพื้นถนนได้อย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระจายแรงออกไปสู่โครงสร้างตัวถังอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อเนื่องไปถึงผู้ขับขี่และผู้โดยสารผ่านเบาะนั่งที่ได้รับการออกแบบใหม่ เพื่อรักษาความสมดุลให้ใกล้เคียงกับท่วงท่าการเดินของมนุษย์ และช่วยลดความอ่อนล้าจากการขับขี่ 

ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถรับรู้ถึงความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยระบบควบคุมสมรรถนะการขับขี่อัจฉริยะขั้นสูง หรือ G-Vectoring Control Plus (GVC Plus) โดยระบบจะปรับแรงบิดของเครื่องยนต์ตามการหักเลี้ยวพวงมาลัยของผู้ขับขี่ ควบคู่ไปกับการเบรกที่เหมาะสม เพื่อให้รถสามารถขับเคลื่อนไปอย่างนุ่มนวล มีเสถียรภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนของล้อทั้ง 4 ให้ดียิ่งขึ้น ผู้ขับขี่แก้พวงมาลัยน้อยลง ควบคุมรถง่าย และแม่นยำยิ่งขึ้น สามารถเข้าโค้งและออกจากโค้งได้นุ่มนวล ลดอาการเมื่อยล้าสะสมจากการขับรถทางไกลของผู้ขับขี่ และการโคลงตัวไปมาของผู้โดยสาร

ห้องโดยสารหรูหราด้วยวัสดุเกรดพรีเมียมครบครันทุกฟังก์ชั่นการใช้งาน ภายในห้องโดยสารเลือกใช้วัสดุเกรดพรีเมียมคุณภาพสูง ผ่านการออกแบบและพัฒนาใหม่ทั้งหมดในทุกรายละเอียดโดยยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลางในการจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเบาะดีไซน์ใหม่ที่โอบกระชับ รองรับสรีระช่วยให้กระดูกเชิงกรานตั้งตรง แนวกระดูกสันหลังคงรูปตัว S เหมือนขณะเดิน เพื่อให้การขับขี่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมดุล ช่วยลดความเมื่อยล้าจากการขับขี่ สะดวกยิ่งขึ้นด้วยเบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 10 ทิศทาง พร้อมระบบบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ได้ 2 ตำแหน่ง แผงหน้าปัดและมาตรวัดดิจิตอลแบบ TFT LCD หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบสีบนกระจกหน้า ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน การเชื่อมต่อสื่อสารแบบไร้ขีดจำกัดด้วย Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay โดยแสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบ Widescreen ขนาด 8.8 นิ้ว ควบคุมด้วยปุ่มควบคุมอัจฉริยะ Center Commander โดยผู้ขับขี่ไม่ต้องละสายตาจากถนน สัมผัสกับห้องโดยสารที่เงียบขึ้น และระบบเสียงคุณภาพ Bose® รอบทิศทาง พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง

*ผลการทดสอบตามมาตรฐาน UN101 Combine Mode

มาสด้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี i-ACTIVSENSE สำหรับ ALL-NEW MAZDA3 ได้รับการคิดค้นและพัฒนาขีดความสามารถอย่างจริงจัง โดยเน้นการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุประกอบด้วย
ระบบควบคุมความเร็วและพวงมาลัยตามรถคันหน้า CTS (Cruising & Traffic Support) ที่สามารถควบคุมความเร็วของรถ ช่วยลดความเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่
ระบบเตือนการชนด้านหน้าและช่วยเบรกอัตโนมัติแบบ Advance หรือ Advanced SBS (Advanced Smart Brake Support) ที่สามารถตรวจจับรถคันหน้า จักรยาน รวมถึงคนเดินถนน
ระบบช่วยหยุดรถเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง SBS-RC (Smart Brake Support-Reverse Crossing)
ระบบเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง RCTA (Rear Cross Traffic Alert)
ระบบช่วยเบรกและหยุดรถอัตโนมัติขณะถอยหลัง SBS-R (Smart Brake Support-Reverse) ที่สามารถตรวจจับวัตถุในวงกว้างและสูงขึ้น ด้วยจำนวนเซ็นเซอร์ที่มากขึ้น
ระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ ALH (Adaptive LED Headlamps) ที่ได้รับการพัฒนาให้ลำแสงละเอียดยิ่งขึ้น
ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน ABSM (Advanced Blind Spot Monitoring)
ระบบแสดงภาพ 360 องศา รอบทิศทาง (360° View Monitor)
ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน LAS (Lane Keep Assist System)
ระบบเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลน LDWS (Lane Departure Warning System)
ระบบเตือนเมื่อเกิดความอ่อนล้าขณะขับขี่ DAA (Driver Attention Alert)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ MRCC (Mazda Radar Cruise Control)
และปกป้องทันทีจากอุบัติเหตุด้วยถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมบริเวณหัวเข่าด้านคนขับ รวม 7 ตำแหน่ง

ALL-NEW MAZDA3 มีให้เลือก 7 สี ประกอบด้วย
สีแดง โซล เรด คริสตัล (Soul Red Crystal)
สีเทา แมชชีน เกรย์ (Machine Gray)
สีขาว สโนว์เฟลก ไวท์ เพิร์ล (Snowflake White Pearl)
สีเงิน โซนิค ซิลเวอร์ (Sonic Silver)
สีน้ำตาล ไททาเนียม แฟลช (Titanium Flash)
สีดำ เจ็ท แบล็ก (Jet Black)
สีเทาใหม่ โพลีเมทัล เกรย์ (Polymetal Gray) เฉพาะรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู (และจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น)

ราคาจำหน่าย ALL-NEW MAZDA3 ทั้งรุ่นฟาสท์แบค 5 ประตู และซีดาน 4 ประตู จำหน่ายในราคาเดียวกัน

ü ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0 C ราคา 969,000 บาท

ü ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0 S ราคา 1,069,000 บาท

ü ALL-NEW MAZDA3 รุ่น 2.0 SP ราคา 1,198,000 บาท

หมายเหตุ

* ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กม. ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กม.

** ขยายการรับประกันคุณภาพเป็น 5 ปี หรือ 150,000 กม. อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน

ตามเงื่อนไขโปรแกรม Mazda Added Protection


โปรดติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมของมาสด้าผ่านทางโซเชียลมีเดีย

เว็บไซต์ www.mazda.co.th และ MazdaThailandOfficial: Facebook/YouTube/Instagram/LINE

ETRAN KRAF LIMITED EDITION จักรยานยนต์ไฟฟ้าศักยภาพสูง

posted Sep 9, 2019, 8:14 PM by Maturos Lophong



ETRAN KRAF LIMITED EDITION จักรยานยนต์ไฟฟ้าศักยภาพสูง

ใช้ Internet of Vehicle เชื่อมต่อรถผ่านแอปฯ ปตท. เข้าร่วมสนับสนุนพัฒนายานยนต์พลังงานสะอาด

อีทราน (ไทยแลนด์) สตาร์ทอัพสายยานยนต์ เผยตัวเลขก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถจักรยานยนต์ ในประเทศไทยพุ่ง 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ 18 ล้านตันต่อปี ประกาศเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมยานยนต์พลังงาน สะอาด ล่าสุดได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมพัฒนานวัตกรรมยานยนต์พลังงาน สะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิต และจุดประกายสังคมให้หันมาใส่ใจการรักษาคุณภาพอากาศ ด้วยการลด การสร้างมลพิษทางอากาศ เปิดตัว “ETRAN KRAF LIMITED EDITION” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าศักยภาพสูง สุดยอดสมรรถนะสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยการใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมัน ด้วยแบตเตอรี่ความจุ 40Ah ขับขี่ต่อเนื่องได้ถึง 180 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 7 กิโลวัตต์ ทำความเร็วสูงสุด 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเทคโนโลยี Internet of Vehicles (IoV) เชื่อมต่อรถผ่าน ETRAN Mobile application เพื่อประสบการณ์และความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น ตัวถังผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ รับเปิดรับจอง 300 คันแรก พร้อมหมายเลขรันนัมเบอร์บริเวณด้านข้างตัวถัง ราคา 150,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ ETRAN เตรียมเผยโฉม “ETRAN PROM” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อการบริการสาธารณะเวอร์ชั่น 2 เร็ว ๆ นี้ พร้อมปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจ ตั้งเป้ายอดขาย 200,000 คัน ภายใน 10 ปี ล่าสุด ได้รับรางวัล APAC25 ของ Cleantech Group ในกลุ่มบริษัทเอกชนที่ใช้นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนในระดับโลก

นายสรณัญช์ ชูฉัตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีทราน (ไทยแลนด์) จำกัด สตาร์ทอัพสายยานยนต์ ผู้ออกแบบพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์อีทราน (ETRAN) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของกรมขนส่งทางบก พบประเทศไทยมีรถจักรยานยนต์อยู่กว่า 22 ล้านคัน ซึ่งรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยเฉลี่ยจะปล่อย ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการเผาไหม้ออกสู่ชั้นบรรยากาศถึง 45 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ทั้งนี้ หากผู้ขับขี่ 1 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นระยะทาง 50 กิโลเมตรต่อวัน จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์กว่า 2 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน ซึ่งโดยรวมผู้ใช้งานรถจักรยานยนต์จะผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศทั้งหมด 5 หมื่นตันต่อวัน หรือ18 ล้านตันต่อปี และเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศโลก จะต้องใช้ต้นไม้สูงใหญ่กว่า 6 เมตร จำนวนถึง 3,000 ล้านต้น ดังนั้น ปัญหามลภาวะทางอากาศที่เกิดจากการใช้รถต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจะยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ETRAN เริ่มต้นบริษัทด้วยแนวคิด ‘Drive a better world’ ด้วยนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้า รวมทั้งรูปแบบธุรกิจที่ขยายและเติบโตได้ โดยในปี 2560 ได้เปิดตัว ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าต้นแบบเพื่อการบริการสาธารณะคันแรกของโลก ที่ตอบปัญหาด้านมลภาวะ และผู้ใช้งาน ด้วยการใช้ไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน และการแยกเบาะผู้โดยสารออกจากผู้ขับขี่ โดยที่สามารถออกแบบ ที่นั่งแยกได้ เนื่องจากรถไม่ต้องมีเครื่องยนต์วางตรงจุดดังกล่าว

ล่าสุด ETRAN ได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และได้มีการลงนามในบันทึก ข้อตกลงความร่วมมือทางรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ร่วมศึกษาตลาดรถไฟฟ้า พัฒนาต้นแบบ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ปรับปรุงคุณภาพสินค้า และรูปแบบธุรกิจต่าง ๆ รวมทั้งรูปแบบการชาร์จที่จะร่วมสร้างมาตรฐานในการชาร์จ นับเป็นก้าวสำคัญของบริษัทฯ ในการสร้างการเติบโตร่วมกันในอนาคต เพื่อพัฒนานวัตกรรมยานยนต์พลังงานสะอาด ยกระดับคุณภาพชีวิต และจุดประกายสังคมให้หันมาใส่ใจการรักษาคุณภาพอากาศ ด้วยการลดการสร้างมลพิษทางอากาศ

ETRAN เปิดตัว “ETRAN KRAF LIMITED EDITION” รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าศักยภาพสูง สุดยอด สมรรถนะสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในสไตล์ NEO CAFÉ RACER ที่มาพร้อมกับคุณลักษณะของ ETRAN ได้แก่ สมรรถนะ (Performance) ประสบการณ์สุดล้ำ (Experience) และความยั่งยืน (Sustainability) เอกลักษณ์ นวัตกรรมยานยนต์พลังงานสะอาดของ ETRAN โดดเด่นในด้านสมรรถนะ (Performance) สำหรับ ETRAN KRAF LIMITED EDITION คำนึงถึงสมรรถนะการใช้งานด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า In Wheel Dc Motor ขนาด 7 กิโลวัตต์ ส่งแรงบิดสูงสุดที่ 150 นิวตัน-เมตร ขนาด 12 นิ้ว ใช้กระแสไฟฟ้าขับเคลื่อน 72 Vdc สามารถเร่งได้สูงสุด 130 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในโหมดการขับขี่แบบ Turbo ที่จ่ายไฟต่อเนื่อง 350A เหมาะกับการใช้งานโดยเฉพาะในเมือง สำหรับแบตเตอรี่ LiMn2O4 เทคโนโลยีลิเที่ยมที่ปลอดภัย เต็มที่ด้วยขนาดความจุ 2.88 kWh แรงดันไฟ 40A ถือเป็นแบตเตอรี่ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน สามารถขับขี่ต่อเนื่องได้สูงสุด 180 กิโลเมตรต่อการเติมประจุ 1 ครั้ง การเติมไฟทำได้สองระบบเป็นครั้งแรกของโลก คือ Type2 และ AC ในเครื่องเดียวกัน รองรับแรงดันไฟสูงสุดที่ 20A จึงทำให้จะสามารถเติมแบตเตอรี่เต็มภายใน 1-2 ชั่วโมงเมื่อใช้กับตู้ที่รองรับ และสามารถใช้ชาร์จตามปลั๊กไฟ บ้านมาตรฐานที่ 8A โดยใช้เวลาชาร์จเต็มภายใน 3-4 ชั่วโมงได้อย่างปลอดภัย

นอกเหนือจากสมรรถนะที่ตอบโจทย์การใช้งานแล้ว ETRAN สร้างประสบการณ์สุดล้ำ (Experience) ด้วยระบบ ETRAN IoV (Internet of Vehicle) แสดงผลชัดเจนบนจอแสดงผลและปรับแต่งรูปแบบการขับขี่ได้ทันที เชื่อมต่อรถผ่าน ETRAN Mobile application เปลี่ยนประสบการณ์การขับขี่ของรถไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งการยืนยันตัวตน การเริ่มต้นการใช้งาน การแสดงสถานะ บอกตำแหน่ง แจ้งเตือน เมื่อมีการเคลื่อนรถ ค้นหาจุดชาร์จ พร้อมแสดงสถานะจุดชาร์จ และสามารถเรียกบริการฉุกเฉิน ดูประวัติการบริการ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อใกล้ครบระยะ และการจองบริการได้ทันที สามารถแชร์ข้อมูลให้ผู้อื่นได้ด้วย พร้อมทั้งรองรับการทำรถเช่าด้วยระบบ Fleet management ที่เชื่อมต่อผ่านระบบ 3G ตลอดเวลา




ในด้านของความยั่งยืน (Sustainability) ถือว่าเป็นหัวใจของธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต ETRAN กำลัง เดินหน้าพัฒนาพลาสติกที่เป็นส่วนหนึ่งของ Circular Economy โดยนำมาจากทะเลของไทย และ Bioplastic ที่ย่อยสลายได้ง่าย เนื่องจากชิ้นส่วนของจักรยานยนต์ที่แตก ไม่สามารถซ่อมได้เหมือนตัวถังรถยนต์ จึงทำให้เกิดขยะจำนวนมาก บริษัทฯ มุ่งมั่นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด ทำลายโลกน้อยที่สุดมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด ETRAN คว้ารางวัล 2019 APAC25 ของ Cleantech Group ในกลุ่มบริษัทเอกชนที่ใช้นวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนในระดับโลก APAC25 เป็นลิสรายชื่อบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่พัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนและคาดว่าจะมีผลกระทบต่อตลาดอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเวลาห้าถึงสิบปี ตอกย้ำการเป็นองค์กรที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ พลังงานสะอาด การใช้วัสดุ พลังงาน และทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ด้านการผลิต ETRAN ร่วมมือกับ SakunC Innovation พันธมิตรผู้นำด้านการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ คุณภาพระดับโลก ผลิตชิ้นส่วนโครงสร้างหลักของตัวรถทั้งหมดด้วยอลูมิเนียมและโลหะสมรรถนะสูงที่มีน้ำหนักเบา เชื่อมด้วย Advance Robot Welding Technology เพื่อความแม่นยำสูงสุด พร้อมได้รับมาตรฐาน ISO 9001:2015 ทั้งนี้ ETRAN KRAF LIMITED EDITION มีจำนวนผลิตในเบื้องต้นเพียง 300 คัน มี 3 Series และมี 7 สีให้เลือก โดยแต่ละคันจะมีหมายเลขเฉพาะที่ตัวถังและโครงเหล็ก สามารถส่งมอบลูกค้าภายในไตรมาสแรกของปี 2563 จำหน่ายในราคา 150,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ด้านของการบริการและการรองรับการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าของลูกค้า ETRAN มีแผนธุรกิจด้านที่ชาร์จไฟ ที่จะติดตั้งให้ครอบคลุมตามสถานที่ต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร โดยจะใช้เทคโนโลยี Type2 จ่ายไฟสูงสุด 36A รองรับการชาร์จ ETRAN ทุกรุ่นและรถยนต์ไฟฟ้าของลูกค้าได้ด้วย พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมสร้างมาตรฐานในการชาร์จ โดยพัฒนาร่วมกับ ปตท. อีกด้วย สำหรับการบริการหลังการขายจะเป็นรูปแบบ Onsite Service ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ตลอด 24 ชั่วโมง

ETRAN ตั้งเป้าหมายยอดขายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 200,000 คัน หรือคิดเป็น 1% ของจำนวน จักรยานยนต์ในประเทศไทย ภายใน 10 ปี โดยได้มีการปรับแบรนด์ให้สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ด้วยการเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ใหม่ จากแนวคิดเริ่มต้นด้วย ETRAN: Drive a better world มาเป็น ETRAN: Connect the world ผ่านวงกลมสองวงสีแดง เชื่อมต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ETRAN กำลังพัฒนา ETRAN PROM รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าโฉมใหม่เพื่อให้การบริการสาธารณะเวอร์ชั่น 2 และจะเผยโฉมในเร็ว ๆ นี้




อีซูซุเปิดเส้นทางท่องเที่ยวสู่ทวาย สนุก ท้าทาย ครบรส

posted Aug 19, 2019, 7:22 PM by Maturos Lophong


ประชาคมอีซูซุจากทั่วประเทศ ร่วมท่องเที่ยวคาราวานครอบครัวแบบทริปเดียวจบ ครบทุกรส ตามสโลแกน “ความสุข...สนุกทุกพิกัด!” กับเส้นทางที่ 3 “อีซูซุ คาราวานสัญจร 2019” คาราวานท่องเที่ยวระหว่างประเทศไทย (กาญจนบุรี) – ประเทศเมียนมาร์ (ทวาย) นำสมาชิกประชาคมอีซูซุ 25 คันจากทั่วประเทศ และคณะสื่อมวลชนร่วมกว่า 130 ชีวิต ขับรถท่องเที่ยวพร้อมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบคาราวานทางรถยนต์สู่ “เมืองทวาย” ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ของประเทศเมียนมาร์ ดินแดนแหล่งรวมอารยธรรมที่ยังคงไว้ซึ่งความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามิเสื่อมคลายของชาวเมียนมาร์ ชมวิถีชีวิตและศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ วัดวาอารามอันเก่าแก่ และพระเจดีย์องค์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองทวายอันงดงาม

เริ่มต้นการเดินทาง สมาชิกคาราวานนัดพบกัน ณ บริษัท อีซูซุกาญจนบุรี จำกัด โดยมี คุณปิยพัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกาญจนบุรี มิสเตอร์เอช คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขายดีลเลอร์-บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมให้การต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนรถอีซูซุคาราวานสัญจรเส้นทางที่ 3 ซึ่งเป็นเส้นทางระหว่างประเทศ คณะคาราวานทั้ง 25 คันา ประกอบด้วยรถอีซูซุมิว-เอ็กซ์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ และขับเคลื่อน 2 ล้อ รถอีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ และรถอีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4x4 ต่างขับรถมุ่งสู่ด่านพุน้ำร้อน (ประเทศไทย) ซึ่งห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ราว 1 ชั่วโมง ไปยังด่านติกิ (ประเทศเมียนมาร์) เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองทวาย ดินแดนทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาร์ ด้วยระยะทางเพียง 170 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึงกว่า 8 ชั่วโมง เนื่องจากอยู่ในช่วงฤดูฝน ทำให้ต้องพบกับอุปสรรคของเส้นทางในหลากหลายรูปแบบ ทั้งดินโคลน หลุมบ่อจำนวนมากที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะ ตลอดจนต้องผ่าน “เขาช้างร้อง” ที่สูงชัน และคดโค้งหลายช่วง น้ำท่วมบางเส้นทาง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง และช่วงล่างที่ทนทานของอีซูซุ จึงทำให้สามารถผ่านมาได้อย่างปลอดภัย จบทริปวันแรกด้วยงานเลี้ยงอันแสนอบอุ่น ประทับใจ พร้อมการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวเมืองทวายในชื่อชุด “เสน่ห์ตะนาวศรี” โดยมีการแสดง “ระบำหม้อน้ำ” เป็นไฮไลท์

เช้าวันที่สอง สมาชิกคาราวานอีซูซุได้ท่องเที่ยวใน “เมืองทวาย” ซึ่งแม้จะพบกับช่วงพายุ ฝนในวันนี้ แต่คณะของเราก็ไม่หวั่น ยังคงเดินทางท่องเที่ยวสู่จุดหมายตามกำหนดการที่ตั้งใจไว้ โดยวัดแห่งแรกที่ไปคือ “วัดชินตาเลียว” (Reclining Buddha of Dawei) หรือพระนอนเมืองทวาย เป็นพระนอนองค์ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลตะนาวศรี และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศเมียนมาร์ มีความยาวถึง 74 เมตร สูง 21 เมตร อายุเกือบ 100 ปี เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน โดยสังเกตได้จากเท้าของพระพุทธรูปจะสร้างแบบเสมอกัน พระนอนองค์นี้ตามประวัติเล่าว่า มี 1 ในพระ 14 รูปแห่งเมียนมาร์ที่เก่งมาก สามารถท่องพระไตรปิฏกได้ มาสร้างไว้ และจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาเพื่อระลึกถึงเจ้าอาวาสท่านนี้ ชาวบ้านจึงได้นำพระไตรปิฎก 3 เล่มบรรจุไว้ใต้เศียรของพระพุทธรูป

วัดต่อมาคือ “วัดชินเต๊าป่ง” (Shin Taunk Pone Pagoda) เป็น 1 ใน 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทวายเลื่อมใส คำว่า เด๊าป่ง หมายถึง มากองแล้วฝังเอาไว้ การเดินทางไปวัดนี้ต้องนั่งรถสองแถวจากด้านล่างขึ้นไปประมาณ 10 นาที เนื่องจากตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 2,000 กว่าฟุต มีทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถชมวิวเมืองทวายทั้งหมดได้จากระเบียงวัด แต่น่าเสียดายวันที่คณะคาราวานของเราไปนั้น ได้พบแต่ละอองฝน และหมอกหนา เนื่องจากฝนตกหนัก วัดแห่งนี้ตามตำนานเล่าว่าพระมเหสีในอดีตได้ยินว่าจะมีพญานกยูงสีทองมาเดินเล่นในป่า พระองค์อยากได้มาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชวังของตน จึงสั่งให้นายพรานฝีมือดีไปตามล่า นายพรานวิ่งตามไปจนถึงเนินเขา แต่ปรากฏว่าไปเจอพระอรหันต์แทนนกยูง พระท่านเทศนาจนนายพรานเกิดเห็นธรรม จึงเอาธนูและข้าวของฝังไว้พร้อมสร้างเจดีย์ขึ้นมา หลังจากนั้นนายพรานจึงออกบวช

จุดหมายต่อมาคือการหาซื้อของฝากจากเมืองทวาย ที่ตลาด Mingalar หรือตลาด 100 ปี ซึ่งตลาดนี้จะมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นผงทานาคาสำหรับประทินผิวของสาวๆ ถั่วตัดของอร่อยขึ้นชื่อของประเทศเมียนมาร์ กุ้งแห้งอันเลื่องชื่อ และผ้าพื้นเมืองที่เป็นลวดลายเฉพาะ มีขายแค่ที่เมืองทวายเท่านั้น ทุกคนต่างเลือกซื้อสินค้ากลับมาเป็นของฝากกันอย่างถ้วนหน้า จ่ายเงินกันเป็นหมื่นจ๊าดเลยทีเดียว จากนั้นก็แวะเติมพลังมื้อกลางวัน ณ ร้านกุหลาบ ซึ่งตั้งอยู่ภายในสนามกอล์ฟเมืองทวาย อาหารอร่อย รสชาติดี พนักงานบริการเป็นเยี่ยม

เมื่ออิ่มท้อง สมาชิกคาราวานอีซูซุได้เดินทางต่อไปยัง “วัดชินเต๊าเถ่ง” (Shin Tauk Htein) 1 ใน 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมียนมาร์เลื่อมใส ตั้งอยู่บนเนินเขาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้ตัวเมืองทวาย ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปเก่าแก่ 3 องค์ที่ชาวบ้านศรัทธามาแต่โบราณ ตำนานเล่าว่ามีเกษตรกร 2 สามีภรรยา ไปขุดเนินนี้แล้วเจอพระพุทธรูปอายุประมาณ 1,000 ปี จึงสร้างวัดขึ้นมาตรงจุดที่พบพระพุทธรูป ชาวเมียนมาร์เชื่อว่าท่านเป็นพระพุทธรูปมีชีวิต เพราะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมจนถึงปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น 5 นิ้ว และบางครั้งสีตาของพระพุทธรูปก็เปลี่ยนไปจากปกติ เชื่อกันว่าเมื่อมาที่นี่สามารถขอให้ได้ฌาน มองอนาคตได้ และบรรลุในธรรม


วัดที่ 4 ของทริปนี้คือ “วัดเมียวยิต” (Myaw Yit Pagoda) ที่เกาะลอย Se Pin เป็นวัดหนึ่งของทวายที่มีพื้นที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ติดชายทะเลฝั่งอันดามัน มีสะพานปูนทอดยาวไปยังเกาะที่เป็นที่ตั้งของวัดเมียวยิต และเจดีย์เมียวยิต นักท่องเที่ยวจะเห็นชายหาดยาวเรียบทะเล มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนโขดหินก่อนเข้าถึงวัดเมียวยิต ด้านในวัดเมียวยิตมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และเจดีย์อีกมากมาย วัดนี้จึงเป็นวัดที่นักท่องเที่ยว และชาวเมียนมาร์มาสักการะเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังได้เห็นวิวสวย ๆ ริมทะเลอันดามัน แต่น่าเสียดาย ช่วงที่คณะเราไปถึงมีพายุฝน ลมแรงมาก แม้ตัวจะแทบปลิว แต่ก็ไม่อาจต้านทานความศรัทธาของชาวคณะเราได้ ทุกคนต่างเดินข้ามสะพานมุ่งหน้าไปยังเกาะลอย เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่แห่งนี้ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง จากนั้นจึงเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำ ณ ร้าน Bamboo Garden อิ่มอร่อยกับอาหารทะเล กุ้งล็อบสเตอร์ตัวโตจากทะเลทวาย สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมคาราวานเป็นอย่างยิ่ง

อีกสถานที่ที่พลาดไม่ได้เลย “วัดชเวตองซา” ร่วมสักการะพระเจดีย์ชเวตองซา (Shwe Taung Sar Zedi) วัดสำคัญของเมืองทวาย มีองค์พระเจดีย์ที่ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองทวาย จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลกะมารชินปางมารวิชัย อายุ 140กว่าปี วัดแห่งนี้ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2304 มีอายุมากกว่า 250 ปี มีพิพิธภัณฑ์แสดงวัตถุโบราณต่างๆ มากมาย อาทิ ปืนใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปสำริดศิลปะแบบไทย และดาบสมัยโบราณ ชาวทวายนิยมมาไหว้พระขอพรยามค่ำคืน จบทริปแบบอิ่มบุญ อิ่มใจกันถ้วนหน้า

ปิดท้ายด้วย “วัดชินดะเวย” (Shin Dat Wae Pagoda) อีก 1 ใน 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมียนมาร์เลื่อมใส วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของเมืองทวาย มีประวัติยาวนานกว่าพันปี นับเป็นการปิดท้ายทริปได้อย่างประทับใจ

กิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถอีซูซุทั่วประเทศอย่างมาก ก่อเกิดประชาคมอีซูซุหลายครอบครัว รวมตัวกันเพื่อร่วมกิจกรรมสุดแสนสนุกเช่นนี้ในทุกๆ ปี ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถยนต์เพื่อกระตุ้นศรษฐกิจของชาติแล้วนั้น ยังช่วยเสริมสร้างให้ประชาคมอีซูซุมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกด้วย ร่วมติดตามเรื่องราวความสนุกของ “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2019 ใน เส้นทางสุดท้ายภาคใต้ ได้ที่ www.isuzu-tis.com

Big Motor Sale 2019 พบกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ถูก”และ “ดี” ไว้ในที่เดียว

posted Aug 18, 2019, 7:53 PM by Maturos Lophong





เริ่มแล้ว Big Motor Sale 2019 พบกับโปรโมชั่นสุดคุ้ม “ถูก”และ “ดี” ไว้ในที่เดียว

นายจรวย ขันมณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป จำกัด และประธานกรรมการอำนวยการจัดงาน“Big Motor Sale 2019” มหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ พร้อมด้วยคณะดำเนินงาน ประกาศความพร้อมเปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ โดยมีค่ายรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ และรถหรูนำเข้ากว่า 40แบรนด์เข้าร่วมงาน พร้อมโปรโมชั่นแบบจัดหนัก และความบันเทิงหลากหลาย ระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม ศกนี้ รวม 10 วัน โบนัสพิเศษ! สำหรับผู้ซื้อบัตรชมงานราคา 100 บาท ทุกท่านมีสิทธิ์ลุ้นรางวัลทองคำหนัก 100 บาท รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ฮอลล์ 101-107


“กรุงศรี มอเตอร์ไซค์” โตโดดเด่น 19% ครึ่งปีแรก

posted Aug 4, 2019, 11:02 PM by Maturos Lophong

“กรุงศรี มอเตอร์ไซค์” โตโดดเด่น 19% ครึ่งปีแรก
ขยายสินเชื่อรีไฟแนนซ์ เชื่อมั่นพอร์ตแตะ 30,000 ล้าน รักษาเจ้าตลาดครบวงจร

 “กรุงศรี ออโต้” ผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผย “กรุงศรี มอเตอร์ไซค์” รักษาตำแหน่งเจ้าตลาดสินเชื่อรถจักรยานยนต์ 7 ปีซ้อน โตแข็งแกร่งสวนตลาด ด้วยยอดสินเชื่อใหม่ครึ่งปีแรก 10,600 ล้านบาท เติบโต 19% จากปีก่อนหน้า พร้อมเปิดตัว คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์ ขยายบริการสินเชื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการเงินเพื่อผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ มั่นใจยอดสินเชื่อคงค้างรวม 30,000 ล้านบาท ภายในปีนี้

นางกฤติยา ศรีสนิท กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “กรุงศรี มอเตอร์ไซต์ ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งเจ้าตลาดในธุรกิจสินเชื่อรถจักรยานยนต์เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน โดยผลการดำเนินการครึ่งปีแรก 2562 เติบโตโดดเด่น ด้วยยอดสินเชื่อใหม่ 10,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สวนกระแสตลาดสินเชื่อรถจักรยานยนต์ครึ่งปีแรกซึ่งยอดปล่อยสินเชื่อลดลง 3% ในขณะที่ยอดขายรถจักรยานยนต์หดตัว 4% ตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ”

นางกฤติยา กล่าวเสริมว่า “การเติบโตที่แข็งแกร่งของ กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ เป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์ใน 3 ด้าน (3D) ได้แก่ ด้านแรก Dealership เราได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับดีลเลอร์เพื่อทำความเข้าใจความต้องการด้านสินเชื่อของลูกค้าที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ และออกแบบเงื่อนไขให้สอดคล้องกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม รวมถึงเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ที่มีความชำนาญในการให้บริการ ส่งผลให้ยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ต่อพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังวางกลยุทธ์ในด้าน Disruption โดยนำนวัตกรรมสินเชื่อยานยนต์ดิจิทัล กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท เข้ามาอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าได้เช็กวงเงินประเมินบนโมบายเว็บก่อนเลือกรถ ซึ่งไม่เพียงแค่ผลักดันการเติบโตของยอดสินเชื่อผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ยังช่วยตอกย้ำตำแหน่งผู้นำด้านสินเชื่อมอเตอร์ไซค์ที่เข้าถึงไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้รถได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ Diversification โดยมุ่งขยายบริการสินเชื่อให้ครบวงจรยิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงลูกค้าในเซ็กเมนต์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ในครึ่งปีหลัง กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ ยังมุ่งต่อยอดกลยุทธ์ Diversification ด้วยการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ครอบคลุมทุกจังหวะชีวิต (Life Stage) ตั้งแต่การซื้อรถ ไปจนถึงตอนที่ลูกค้าเป็นเจ้าของรถแล้ว เราจึงได้เสริมทัพการให้บริการด้วย คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์ สินเชื่อเพื่อคนมีรถจักรยานยนต์ เพิ่มทางเลือกแหล่งเงินทุนสำหรับเจ้าของรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก และบิ๊ก ไบค์ ที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่อง ยิ่งไปกว่านั้น เราได้เริ่มผสานนวัตกรรม กรุงศรี ออโต้ พร้อมสตาร์ท เข้ากับช่องทางโซเชียลมีเดียของดีลเลอร์ เพื่อนำบริการสินเชื่อไปอยู่ในช่วงเวลาที่ลูกค้ากำลังตัดสินใจซื้อรถ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการขายของดีลเลอร์ ตอกย้ำความตั้งใจของเราที่ว่า เมื่อลูกค้านึกถึงเรื่องสินเชื่อรถจักรยานยนต์ ต้องนึกถึง กรุงศรี มอเตอร์ไซค์”

“ในปี 2562 เราตั้งเป้ายอดสินเชื่อใหม่ไว้ที่ 20,000 ล้านบาท หรือเติบโต 13% ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างรวมทะลุ 30,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนหน้า และครองส่วนแบ่ง 40% ของตลาดยอดสินเชื่อรถจักรยานยนต์” นางกฤติยา กล่าวปิดท้าย 

กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ (Responsible Lending) ตามแนวทางของกรุงศรี ออโต้ ซึ่งพิจารณาให้สินเชื่อที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระคืนของลูกค้า รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ของภาครัฐ เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค ส่งเสริมเสถียรภาพของตลาดสินเชื่อ และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

โออาร์ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ สนับสนุนนักแข่ง เอฟ วัน สายเลือดไทยหนึ่งเดียว

posted Jul 24, 2019, 12:45 AM by Maturos Lophong

โออาร์ ร่วมสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ สนับสนุนนักแข่ง เอฟ วัน สายเลือดไทยหนึ่งเดียว

“อเล็กซ์ อัลบอน” ขับเคลื่อนพลังความภูมิใจ และศักยภาพความเป็นไทย ให้ก้าวไกลไร้ขีดจำกัด

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ร่วมกับนายแมทธิว สะแตรเช่น (Matthew Strachan) ผู้อำนวยการสายการตลาดและสิทธิประโยชน์ ทีมสคูเดอเรีย โทโร่ รอสโซ่ (Scuderia Toro Rosso) ซึ่งเป็นทีมแข่งรถฟอร์มูล่า วัน (Formula 1) ชื่อดัง และเป็นทีมในเครือ เรดบูล ฟอร์มูล่า วัน (Red Bull Formula 1) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว นายอเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์ (Alex Albon Ansusinha) นักแข่งรถยนต์ชาวไทยที่ โออาร์ ให้การสนับสนุนเข้าร่วมแข่งขันรถฟอร์มูล่า วัน ซึ่งนับเป็นรายการการแข่งขันยานยนต์ 4 ล้อ สูตร 1 ที่ดีและเร็วที่สุดในโลก ณ อาคาร ปตท. สำนักงานใหญ่

นางสาวจิราพร เปิดเผยว่า โออาร์ ยินดีที่ได้ร่วมกับทีมสคูเดอเรีย โทโร่ รอสโซ่ สนับสนุนให้นายอเล็กซ์ อัลบอน อังศุสิงห์ นักแข่งรถยนต์ชื่อดัง ลูกครึ่งไทย - อังกฤษ สัญชาติไทย ร่วมการแข่งขันรถยนต์ฟอร์มูล่า วัน (Formula 1) หรือ เอฟ วัน (F1) ซึ่งเทคโนโลยีของเครื่องยนต์และตัวรถถือว่าเป็นที่สุดของแต่ละค่ายรถยนต์ เป็นการแข่งขันที่รวมนักขับยอดฝีมือจากทั่วโลก และเป็นรายการที่มีผู้ชมทั่วโลกมากถึง 1.8 พันล้านคนต่อปี ซึ่งนายอเล็กซ์ฯ เป็นนักแข่งสัญชาติไทยเพียงคนเดียวที่มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขัน เอฟ วัน ในปี 2562 นี้ และนับเป็นคนไทยคนที่ 2 ต่อจากพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าพีรพงศ์ภาณุเดช ที่เคยลงแข่ง เอฟ วัน เมื่อปี 2493 โดย พีทีที ลูบริแคนท์ส (PTT Lubricants) ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของคนไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์ภายใต้ โออาร์ ได้มีโอกาสร่วมสนับสนุนนายอเล็กซ์ฯ ตั้งแต่การแข่งขัน ฟอร์มูล่า ทู (Formula 2) ในปี 2561 จนมาถึงปีนี้ที่นายอเล็กซ์ฯ สามารถเข้าร่วมทีมสคูเดอเรีย โทโร่ รอสโซ่ ในการแข่งขัน เอฟ วัน ได้ นับว่าสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยอย่างยิ่ง


การแข่งขัน เอฟ วัน เป็นหนึ่งในรายการสำคัญที่ชาวมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกให้ความสนใจ โดย โออาร์ หวังว่าการสนับสนุนในครั้งนี้จะเปิดโอกาสให้นักกีฬามอเตอร์สปอร์ตไทยได้แสดงศักยภาพและความสามารถในเวทีการแข่งขันระดับโลก สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่นของไทย พีทีที ลูบริแคนท์ส ให้ปรากฏต่อสายตาของแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตจากทั่วทุกมุมโลก ดังวิสัยทัศน์ของ โออาร์ ที่มีเจตนารมณ์ในการผลักดันผลิตภัณฑ์ของไทยให้เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก 


ทั้งนี้ โออาร์ ได้ร่วมสนับสนุนการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตมาอย่างต่อเนื่องหลายรายการ เพื่อให้นักแข่งไทยได้มีโอกาสฝึกฝน พัฒนาศักยภาพผ่านการแข่งขันอย่างเป็นระบบ เพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จบนเวทีโลกได้มากขึ้น และพร้อมก้าวสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติ 

อาทิ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรี่ส์ (Thailand Super Series) บีอาร์ไอซี ซูเปอร์ไบค์ บาย พีทีที สเตชั่น (BRIC Superbike by PTT Station) และ โมโตจีพี (MotoGP) ซึ่งเป็นสุดยอดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบของโลกที่ โออาร์ ร่วมกับ ปตท. เป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้ชื่อรายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ (PTT Thailand Grand Prix) ซึ่งจะทำให้คนไทยและนักแข่งไทยได้มีโอกาสชมการแข่งขันระดับโลกอย่างใกล้ชิด นางสาวจิราพร กล่าวเพิ่มเติม



การผนึกกำลังของสองแบรนด์ดัง “เอ.พี. ฮอนด้า” จับมือ “ไลน์ เฟรนด์”

posted Jul 22, 2019, 8:22 PM by Maturos Lophong


ครั้งแรกกับการผนึกกำลังของสองแบรนด์ดัง “เอ.พี. ฮอนด้า” จับมือ “ไลน์ เฟรนด์”

เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นพิเศษ “ฮอนด้า สกู๊ปปี้ไอ ไลน์ เฟรนด์ สเปเชียล อิดิชั่น” ผลิตเพียงแค่ 5,000 คันเท่านั้น

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการรถจักรยานยนต์ไทย ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ ไลน์ เฟรนด์ คาแรคเตอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก เปิดตัว New Scoopy i LINE FRIENDS Special Edition รถแฟชั่นเอ.ที. รุ่นพิเศษ ดีไซน์โดนใจวัยรุ่นภายใต้คอนเซปต์ “เพื่อนใหม่ ลายใหม่ น่ารักโดนใจ” โดดเด่นด้วยกราฟิก LINE FRIENDS characters บราวน์และผองเพื่อน กำลังสนุกอยู่บนตัวรถรอบคัน ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 5,000 คันเท่านั้น ราคาขายปลีกแนะนำ 53,500 บาทมาพร้อมกับกิฟท์เซ็ท สเปเชียล อิดิชั่น 4 รายการ ประกอบด้วยกระเป๋าเป้ไลน์เฟรนด์ ที่ชาร์จไลน์เฟรนด์ สายชาร์จไลท์นิ่งลายบราวน์ สายชาร์จไมโครยูเอสบีลายโคนี่ วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 27 กรกฏาคมนี้เป็นต้นไป ที่ศูนย์ Honda Wing Center

มร.ชิเกโตะ คิมุระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า “ฮอนด้าไม่เคยหยุดพัฒนาเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีและมีคุณค่าสูงสุดให้กับผู้บริโภคของเรา โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่ให้ความนิยมในรถจักรยานยนต์ประเภทแฟชั่น เอ.ที.มากที่สุด ที่ผ่านมาเราได้ร่วมมือกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมายเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบโคแบรนด์ดิ้ง อาทิเช่น ริพเคิล โดโมะคุง ทีมลิเวอร์พูล ทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ผ่านรถจักรยานยนต์ฮอนด้าสกู๊ปปี้ไอ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีทุกครั้ง”



“ในปีนี้ เราขอส่งมอบประสบการณ์พิเศษที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการรถจักรยานยนต์ให้กับกลุ่มวัยรุ่นยุคดิจิทัล ด้วยการผนึกกำลังครั้งสำคัญกับไลน์ เฟรนด์ ซึ่งเป็นคาแรคเตอร์แบรนด์ชั้นนำระดับโลก เปิดตัว New Honda Scoopy i LINE FRIENDS Special Edition ดีไซน์พิเศษที่ดึงเอาความน่ารักสดใสของคาแรคเตอร์ไลน์ที่วัยรุ่นชื่นชอบมาอยู่บนรถจักรยานยนต์เป็นครั้งแรก นับเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของสองแบรนด์ชั้นนำที่ล้วนแต่เป็นที่สุดในแต่ละวงการ”

นายนรสิทธ์ สิทธิเวชวิจิตร รองประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ ไลน์ ประเทศไทย กล่าวว่า “รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับฮอนด้า ถือเป็นครั้งแรกที่มีการนำคาแรคเตอร์ LINE FRIENDS ซึ่งเป็นที่รู้จักและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทยมาอยู่บนตัวรถรุ่นนี้ สร้างความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงการเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ตื่นตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ผู้ใช้ได้อย่างแท้จริงและอย่างต่อเนื่องของฮอนด้า ถือเป็นเกียรติอย่างมากที่เราได้ร่วมงานกับแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้เช่นเดียวกับเราในครั้งนี้”

นิวสกู๊ปปี้ไอ ไลน์ เฟรนด์ สเปเชียล อิดิชั่น (New Scoopy i LINE FRIENDS Special Edition) ได้รับการออกแบบโดยเน้นไปที่ความน่ารักสดใสภายใต้คอนเซปต์ “เพื่อนใหม่ ลายใหม่ น่ารักโดนใจ” โดดเด่นด้วยกราฟิก LINE FRIENDS characters ทั้งบราวน์ โคนี่ และแซลลี่ ที่กำลังสนุกสนานอยู่บนตัวรถรอบคันด้วยท่าทางต่างๆ โดยมีโทนสีที่แสดงเอกลักษณ์ของ LINE FRIENDS อย่างชัดเจน มากับตัวรถทูโทนสีดำตัดน้ำตาล ทั้งเบาะหนัง กระจกมองข้าง และแผ่นวางเท้า ชวนให้หลงใหลกับความน่ารัก โดนใจผู้ที่ชื่นชอบคาแรกเตอร์แสนซน สะดวกสบายด้วยช่องเสียบชาร์จไฟสำหรับสมาร์ทโฟน ขับขี่สนุกไปกับ ฮอนด้า สมาร์ท เทคโนโลยี (Honda Smart Technology) เครื่องยนต์ 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 62.5 กม./ลิตร 

นิวสกู๊ปปี้ไอ ไลน์ เฟรนด์ สเปเชียล อิดิชั่น จะมีจำนวนจำกัดเพียง 5,000 คันเท่านั้น พร้อมวางจำหน่ายด้วยราคาขายปลีกแนะนำที่ 53,500 บาท โดยทุกคันจะได้รับฟรี Gift Set Special Edition จากไลน์เฟรนด์คาแรคเตอร์ ลิขสิทธิ์แท้จำนวน 4 ชิ้น ประกอบด้วย กระเป๋าเป้ไลน์เฟรนด์ ที่ชาร์จไลน์เฟรนด์ สายชาร์จไลท์นิ่ง(สำหรับ iPhone) ลายบราวน์ สายชาร์จไมโครยูเอสบี(สำหรับเครื่องแอนดรอยด์) ลายโคนี่ 

นอกจากนี้ สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของนิวสกู๊ปปี้ไอ ไลน์ เฟรนด์ สเปเชียล อิดิชั่น อิดิชั่น 100 คันแรก สามารถกดรับสิทธิ์รับเสื้อยืด Scoopy i LINE FRIENDS Special Edition ใน LINE PROMO ได้ฟรีอีกด้วย 

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงได้ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ และติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นพิเศษได้ที่ www.aphonda.co.th รวมถึงเฟสบุคแฟนเพจรถจักรยานยนต์ฮอนด้า www.facebook.com/hondamotorcyclethailand

เอ.พี. ฮอนด้า” เปิดตัว New Honda Click 150i

posted Jul 4, 2019, 8:27 PM by Maturos Lophong


“เอ.พี. ฮอนด้า” ตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดรถสปอร์ต เอ.ที. ด้วยการเปิดตัว New Honda Click 150i รักษาแชมป์ในกลุ่มรถ เอ.ที. เครื่องยนต์ 150 ซีซี พร้อมรุ่นยอดนิยม New Honda Click 125i ประกบ พรีเซนเตอร์สุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ”

เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำตลาดรถจักรยานยนต์ที่มียอดขายอันดับ 1 ในเมืองไทย เปิดตัว New Honda Click Series สปอร์ต เอ.ที.รุ่นยอดนิยมอันดับ 1 นำโดยรุ่นเรือธง New Click 150i ที่กวาดยอดขายเป็นอันดับ 1 ในเซกเมนต์รถจักรยานยนต์ สปอร์ต เอ.ที. อย่างต่อเนื่อง จากความสมบูรณ์แบบแห่งสมรรถนะและที่สุดของเทคโนโลยี ซึ่งรุ่นใหม่ New Click150i มาภายใต้คอนเซปต์ “ดุ แรง แซงทุกสปีด” ดีไซน์สายพันธุ์ดุ ผสมผสานความเท่กับความแรงอย่างลงตัว โฉบเฉี่ยวแบบไฮเปอร์สปอร์ต เตะตาทุกองศา โดดเด่นด้วยความดุดันขั้นสุดด้วยสีดำตัดสีส้มสุดแสบ มาพร้อมเครื่องยนต์ eSP 150 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ และฮอนด้า สมาร์ท เทคโนโลยี ส่วนรุ่นยอดนิยม New Click125i มาพร้อมคอนเซปต์ “หล่อ ล้ำ เร้าใจ สไตล์สปอร์ต เอ.ที.” ดีไซน์สีใหม่ เท่ยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังดึงนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ”เป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์สไตล์สปอร์ตของรถเอ.ที.ที่ฮอตที่สุดในวงการรถจักรยานยนต์ สำหรับ New Click150i ล้อแม็ก มากับ 2 สีสันใหม่ ดำ-ส้ม และ ขาว-ส้ม ราคาขายปลีกแนะนำ 60,700 บาท และ New Click125i ล้อแม็ก 54,700 บาท ล้อซี่ลวด 51,000 บาท วางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฏาคมนี้เป็นต้นไป 

มร.ชิเกโตะ คิมุระ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด เปิดเผยว่า รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ หรือรถแบบเอ.ที.เป็นเซ็กเมนต์ใหญ่ ครองส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 40% จากยอดจดทะเบียนรถจักรยานยนต์ทั้งหมด ซึ่ง เอ.พี.ฮอนด้า พัฒนารถออกมาหลายโมเดลเพื่อรองรับทุกความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย หนึ่งในรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุด และครองแชมป์ยอดขายอันดับหนึ่งมายาวนานคือ “ฮอนด้า คลิก ไอ” ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2006 จนถึงปัจจุบันมียอดจำหน่ายสะสมสูงถึง 2.6 ล้านคัน และยังคงได้รับการตอบรับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุดเพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านยอดขายและเทคโนโลยีของรถสปอร์ต เอ.ที. พร้อมสร้างความแข็งแกร่งให้แบรนด์“คลิก” เอ.พี.ฮอนด้า ได้นำเสนอ New Honda Click 150i ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว ปรับสีสันใหม่ โดยนำสีส้มมาตัดกับสีดำและสีขาว ให้ความรู้สึกของความเป็นไฮเปอร์สปอร์ต หรูหราด้วยไฟ LED ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไฟเลี้ยวและบังโคลนแบบแยก ท่อไอเสียและล้อแม็กสไตล์สปอร์ต มั่นใจด้วยดิสก์เบรกหน้า พร้อมระบบคอมบายเบรก

ฟังค์ชั่นของรถยังล้ำสมัยด้วยแผงหน้าปัดแบบดิจิทัล แสดงอัตราการใช้น้ำมัน นาฬิกา ไฟเตือนการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ไฟบอกระดับแบตเตอรี่ บอกระยะทางและจับระยะทางทริป ข้อมูลฟังก์ชั่นอื่นๆ รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกอย่าง Honda Smart Key กุญแจรีโมทอัจฉริยะ สตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ใช้กุญแจ พร้อมฟังก์ชั่นระบุตำแหน่งรถ และป้องกันการโจรกรรม ขณะเดียวกันยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระใต้เบาะขนาดใหญ่ ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้สบาย

New Honda Click 150i ดุ แรง แซงทุกสปีด ดีไซน์ไฮเปอร์สปอร์ต ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP 150 ซีซี ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ถือเป็นขุมพลังที่ทรงประสิทธิภาพ ให้การขับขี่คล่องตัว เหมาะสำหรับการใช้งานเมืองที่ต้องการอัตราเร่งทันใจ

ส่วน New Honda Click 125i หล่อ ล้ำ เร้าใจสไตล์สปอร์ต เอ.ที. เร้าใจด้วยขุมพลัง eSP 125 ซีซี ระบบจ่ายน้ำมันหัวฉีด PGM-FI ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ น้ำหนักเบาและให้ความคล่องแคล่วในการขับขี่ พร้อมพาพุ่งทะยานไปสู่ทุกจุดหมาย แต่ยังรักษาชื่อเสียงที่ได้การยอมรับมายาวนานคือ อัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม

ด้านการสื่อสารการตลาด New Honda Click 150i และ New Honda Click 125i ยังสร้างปรากฎการณ์ทางการตลาด ด้วยการดึงนักแสดงหนุ่มสุดฮอต “มาริโอ้ เมาเร่อ” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ผ่านการนำเสนอที่แตกต่างกันใน 2 บุคลิก โดย New Honda Click 150i ภายใต้คอนเซปต์ Speed Overtaker “ดุ แรง แซงทุกสปีด” มาริโอ้มากับบุคคลิก ดุ เข้ม แรง แต่แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ พร้อมชมอันซีนชอตฟิล์ม Speed Overtaker ผ่านช่องทางสื่อสารออนไลน์ “ยูทูบ” Youtube Channel : HondaMotorcycleTHA และ “เฟสบุค” www.facebook.com/hondamotorcyclethailand ส่วน New Honda Click 125i กับคอนเซปต์ Powerful Sport A.T. “หล่อล้ำเร้าใจ สไตล์สปอร์ตเอ.ที.” มาริโอ้จะมาในมาดของหนุ่มหล่อ เร้าใจ มีเสน่ห์ที่รอยยิ้ม

New Honda Click 150i ล้อแม็ก มาพร้อมสีสันใหม่ ดำ-ส้ม และขาว-ส้ม ราคาขายปลีกแนะนำ 60,700 บาท New Click125i มีให้เลือก 5 สี คือ ขาว-ดำ สีดำ แดง-ดำ ในรุ่นล้อแม็ก ราคาขายปลีกแนะนำ 54,700 บาท และน้ำเงิน-ดำ เหลือง-ดำ ในรุ่นล้อซี่ลวด 51,000 บาท พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 4 กรกฏาคมนี้เป็นต้นไป


พร้อมกันนี้ ทางเอ.พี. ฮอนด้า ยังได้เปิดตัว New CB300R Art of Performance รถนีโอสปอร์ตคาเฟ่ คลาส 300ซีซี ที่มาพร้อมกับความสุนทรีย์จากตัวรถที่แข็งแกร่งและสมรรถนะที่เกินความคาดหมาย เข้มกว่าด้วยล้อแม็กและโช้คหัวกลับสีทองเข้ม ล้ำกว่าด้วยระบบไฟแบบ LED ทั้งคัน แรงกว่าด้วยเครื่องยนต์ 300ซีซี ดับเบิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำ มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีแดง-ดำ สีดำ และสีน้ำเงิน-ดำ ราคาขายปลีกแนะนำ 149,800 บาท เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 8 กรกฏาคมนี้เป็นต้นไป



สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าไปชมรถจริงได้ที่ศูนย์จำหน่ายและบริการ Honda Wing Center ทั่วประเทศ และติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นพิเศษได้ที่ www.aphonda.co.th รวมถึงช่องทางออนไลน์เฟสบุคแฟนเพจรถจักรยานยนต์ฮอนด้า www.facebook.com/hondamotorcyclethailand และ Youtube Channel : HondaMotorcycleTHA

1-10 of 80