Real Estate





แสนสิริ โชว์ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร

posted Mar 2, 2020, 1:20 AM by Maturos Lophong


แสนสิริ โชว์ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร Made for Life…Made for Everyone 

วางพันธกิจเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้”

ตอบรับเป้าหมายปี 63 ด้วยเป้ายอดขาย 29,000 ล้านบาท เติบโต 40%

พร้อมเสริมพอร์ตธุรกิจด้วย ”LIV-24” มุ่งสร้างรายได้ในอนาคต

กรุงเทพฯ - บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยย้ำภาพแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่น ประกาศความสำเร็จปี 62 ด้วยยอดรับรู้รายได้ 26,300 ล้านบาทกำไร 2,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20% พร้อมเดินเกมส์รุกตลาดปี 63 ด้วยยุทธศาสตร์ “Made for Life…Made for Everyone” โดยวางพันธกิจเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” ส่ง 5 แบรนด์คุณภาพเซกเมนต์ Medium และ Affordable ตอบรับ Real Demand อาทิ ‘ดีคอนโด’ – ‘เดอะเบส’ – ‘สิริ เพลส’ – ‘อณาสิริ’ – ‘สราญสิริ’ ด้วย 18 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมี่ยม ด้วยโครงการพร้อมอยู่ระดับลักซ์ชัวรี่ภายใต้ Sansiri Luxury Collection ทั้งนี้ วางเป้าพรีเซลปี 63 สอดรับพันธกิจ 29,000 ล้านบาท เติบโต 40% และเป้าหมายยอดโอน 33,000 ล้านบาท ระบุเตรียมขยายแหล่งรายได้ใหม่เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยการขยายฐานลูกค้า ”LIV-24” ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ออกสู่โครงการที่บริหารโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ทั่วประเทศ

นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา แสนสิริมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้า หรือ “TRUST” ในด้านดีไซน์ คุณภาพ บริการ และแบรนด์ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อปรับแผนธุรกิจให้สอดรับ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ จากภาพรวมความต้องการที่อยู่อาศัยในปีที่ผ่านมา มีดีมานด์ในตลาด Real Demandโดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ แสนสิริจึงได้รุกตลาดโดยการวางเป้าหมายสำคัญในการเป็นผู้นำตลาดแนวราบ ส่งผลให้ แสนสิริมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ด้วยยอดขาย 21,000 ล้านบาท ยอดโอน 31,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ที่ 26,300 ล้านบาท และกำไร 2,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20%

“ยอดขายกว่า 62% ของปี 2562 มาจากความสำเร็จของยอดขายแนวราบในปีที่ผ่านมา อาทิ แบรนด์ทาวน์โฮม ‘สิริ เพลส’, แบรนด์บ้านเดี่ยว ‘บุราสิริ’, ‘คณาสิริ’ ราชพฤกษ์-346 และ ‘เศรษฐสิริ’ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า 2ขณะที่กลุ่มคอนโดมิเนียม ได้รับการตอบรับที่ดีจากการโอนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอน อาทิ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101, เดอะ ไลน์ พหล-ประดิพัทธ์, เดอะ เบส สุขุมวิท 50, เดอะ เบส เพชรเกษม, ทากะ เฮาส์, ดีคอนโด แคมปัส โดม รังสิต และดีคอนโด หาดใหญ่ นอกจากนี้ แสนสิริยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการคุณภาพ
ด้วยมาตรฐานการก่อสร้าง วัสดุที่เลือกใช้ และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งทำให้แบรนด์ และโปรเจกต์ต่างๆ ที่นำเสนอมีความแข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจต่อกลุ่มลูกค้าตลอดมา และประสบความสำเร็จด้านผลประกอบการในปี 2562” 

สำหรับในปี 2563 แสนสิริได้วางเป้าหมายพัฒนาโครงการใหม่ 18 โครงการ รวมมูลค่า 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 6 โครงการ มูลค่ารวม 8,600 ล้านบาท 
และทาวน์โฮม และมิกซ์ โปรเจกต์ 6 โครงการ มูลค่ารวม 6,600 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในเซกเมนต์ Medium และAffordable เป็นหลัก เพื่อให้ แสนสิริเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายในกลยุทธ์ด้านการวางราคาขาย ขณะเดียวกันก็
ขยายฐานลูกค้าในเซกเมนต์ Luxury และ Super Luxury ด้วยคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ภายใต้ Sansiri Luxury Collection อาทิ 98 ไวร์เลส, เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ, คุณ บาย ยู และบ้านแสนสิริ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขาย 29,000 ล้านบาทในปี 2563 เติบโตขึ้น 40% จากปีก่อนที่มียอดขาย 21,000 ล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายการโอนไว้ 33,000 ล้านบาท นอกจากนี้ แสนสิริยังมียอดขายรอโอนรองรับการเติบโตระยะยาวในอีก 4 ปี อีกถึง
47,500 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แสนสิริได้เป็นอย่างดี และเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจด้วยความเข้าใจ Customer Insights และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาตลอดระยะเวลากว่า 36 ปี ในปีนี้ แสนสิริได้เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้วยการวางยุทธศาสตร์ “Made for Life…Made for Everyone” เพื่อสร้างภาพแบรนด์ที่จับต้องง่ายขึ้น และเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” รวมทั้งมุ่งมั่นมอบไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่มากกว่าภายใต้แนวคิดบ้านที่ได้มากกว่าบ้าน โดยได้กำหนดกลยุทธ์สำคัญที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ ได้แก่ การเดินหน้ามุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพ ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย โฟกัสในตลาดกลุ่มใหญ่ที่มีดีมานด์ (Mass Market) ด้วยการพัฒนาโครงการ ภายใต้แบรนด์ ‘ดีคอนโด’ - ‘เดอะเบส’ - ‘สิริ เพลส’ - ‘อณาสิริ’ - ‘สราญสิริ’ รวมทั้งขยายการพัฒนาโครงการไปในย่าน Community ใกล้เมืองในราคาเข้าถึงง่าย อาทิ แผนเตรียมเปิดตัว ดีคอนโด รามคำแหง 40 ใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้มในเดือนพฤษภาคมนี้ ตลอดจนจะรุกพัฒนาโครงการไปในทำเลใหม่ๆ ที่ แสนสิริยังไม่เคยพัฒนาโครงการมาก่อน อาทิ การบุกทำเลย่านสุวรรณภูมิด้วยสราญสิริ ศรีวารี และการเข้าไปยังทำเลป่าคลอก ภูเก็ต ของแบรนด์อณาสิริ ขณะที่ในส่วนคอนโดมิเนียม แสนสิริมีการเตรียมส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ถึง 8 โครงการ ในปีนี้ ได้แก่ ดีคอนโด ริน เชียงใหม่, ดีคอนโด บลิซ ศรีราชา, เดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต, เดอะ เบส สะพานใหม่, เอ็กซ์ที เอกมัย, เอ็กซ์ที ห้วยขวาง, คาวะ เฮาส์ และลา ฮาบาน่า หัวหิน” โดยคอนโดมีเนียมที่พร้อมโอนในปีนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า มียอดขายแล้ว 60% จากมูลค่าโครงการรวม 24,000 ล้านบาท 

นอกจากนี้ การเป็นผู้นำตลาดแนวราบใน 3 ปี ยังเป็นเป้าหมายที่แสนสิริยึดมั่น โดยมีกลยุทธ์ใหม่ในการสร้างความแข็งแกร่ง ได้แก่ การเตรียมเปิดตัว Signature Function ในแบรนด์บ้านเดี่ยว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดีไซน์ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่มาจาก Customer Centric เช่น การเปิดสราญสิริ ศรีวารี ที่นับว่าเป็นครั้งแรกบ้านเดี่ยวระดับราคาเริ่มต้น 5 ล้านบาทที่มี Double Volume Living Space และนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น New Concept เน้นการพัฒนาและสร้างมูลค่าให้กับ Affordable brand ให้แข็งแกร่งเหนือคู่แข่ง โดยเตรียมเปิดตัวแนวคิดใหม่ในการอยู่อาศัยที่สะท้อนการออกแบบที่ครอบคลุมไปทั้งโครงการตั้งแต่ตัวบ้าน พื้นที่ส่วนกลาง ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน ไปจนถึงการสร้างชุมชนที่มีแนวคิดร่วมกันเพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่ โดยเตรียมรุกเปิดตัวโครงการใหม่ในแบรนด์ ‘อณาสิริ’ มิกซ์โปรดักส์ ที่รวมสังคมดีๆ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมเอาไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ในโครงการเดียวกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังรุกในด้าน WELL-BEING ผ่านดีไซน์ฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ Healthy Home นวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา และใช้พัฒนาในหลายโครงการ นอกจากนี้ ยังวางแผนมองหา Innovation ที่ยกระดับขึ้นอีกเพื่อต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “อากาศสะอาด” รวมถึง Elderly Care Solution ตอบรับ Aging Society ผ่านฟังก์ชั่นการใช้งาน โดยพัฒนาแปลนบ้านที่มีห้องนอนล่าง หรือ ห้องอเนกประสงค์ชั้นล่างในทุกแบบบ้าน พร้อม Universal Design ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ โดยมีแผนในนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วย “Prevent & Alert” เป็นตัวช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย “Smart & Convenient Home” ต่อยอดความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นจาก Home Automation ด้วยการเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ภายใต้คอนเซปต์ “Convenience at One Click” พร้อมใส่ Solution ที่จำเป็นในการอยู่อาศัย เช่น Master switch ที่ควบคุมไฟทั้งบ้านได้ในสวิตช์เดียว เป็นต้น

นายอุทัย กล่าวอีกว่า “แสนสิริยังได้มุ่งมั่นรักษาการเป็น The Most Powerful Real Estate Brand ที่ได้รับรางวัล 2 ปีซ้อน ผ่านการสร้างความแตกต่างและยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยไปสู่อีกขั้น อาทิ การขยายระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ที่ดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงสู่ทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ และพัฒนาต่อยอด “Educational Playground” สนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการดึง PlanToys (แปลนทอยส์) ผู้นำด้านของเล่นที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มาพัฒนาสนามเด็กเล่นรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับเด็กและสิ่งแวดล้อมร่วมกับแสนสิริ และโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวครั้งแรกในปลายปีนี้ นอกจากนี้ ยังให้บริการหลังการขายหรือ Sansiri Service ที่ทำให้บ้านได้มากกว่าบ้านยังเป็นสิ่งที่องค์กรมุ่งเน้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านในปัจจุบัน”

บริษัทฯ ยังมีแผนเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ ด้วย “แหล่งรายได้ใหม่” ได้แก่ แผนการนำ LIV-24 ดูแลความปลอดภัยส่งตรงจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง มาตรฐานแสนสิริ ขยายการให้บริการสู่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้บริหารทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีแผนต่อยอด และขยายขอบเขตการบริการของ Home Service Application หลังประสบความสำเร็จจากประสบการณ์ให้บริการในลูกบ้านแสนสิริกว่า 40,000 ราย ใน 300 โครงการสู่โครงการอื่นๆ ที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้บริหารทั่วประเทศโดยวางแผนเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ การลงทุนในธุรกิจระดับโลกก็ประสบความสำเร็จและมีมูลค่าการเติบโตเพิ่มขเช่น มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์ The Standard โรงแรมจากสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนธุรกิจโรงแรมทั่วโลกที่แสนสิริเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หลังจากประกาศแผนเปิดโรงแรมแห่งใหม่ 25 แห่งทั่วโลกภายใน 5 ปี และเปิดตัว The Standard London และ The Standard Maldives เมื่อปีที่ผ่านมา รวมทั้ง JustCo Co-Working Space ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 150% ในแต่ละปี และปัจจุบันมี 42 สาขา ใน 8 เมืองใหญ่ทั่วโลก

นายอุทัย กล่าวต่อว่า “แสนสิริมีแผนขยายกำลังการผลิตในโรงงานพรีคาสต์ (Precast) เพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยจะเปิดตัวโรงงานพรีคาสต์แห่งที่ 3 และ 4 ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานที่ 1 และ 2 จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 700,000 ตารางเมตรต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1,200,000 ตารางเมตร เมื่อเต็มกำลังการผลิต รองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก 2,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ยูนิต ได้ในอนาคต”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คือ “คน” โดยการวางกลยุทธ์ “People Strategy” ต่อยอดวิธีคิดแบบ Agile เพื่อยกระดับความสุขของพนักงานเป็น Made for Us ขับเคลื่อนด้วย 2 แนวคิด คือ New way of Work เน้นการดีไซน์พื้นที่เพื่อตอบโจทย์การทำงานของพนักงานมากขึ้น ทำให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และได้คุณภาพงานที่ดีที่สุด และอีกส่วนคือ New way of Life สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงาน ในการทำงานร่วมกันที่ สิริ แคมปัส และเน้นประสบการณ์การทำงาน ผ่านเรื่องราวของสุขโภชนาการ การออกแบบพื้นที่สีเขียวภายในสำนักงาน เพิ่มพื้นที่สันทนาการ หรือพื้นที่ทำงานแบบ Creativity Workplace เป็นต้น

“แสนสิริยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมโดยมีแผนยกระดับโมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลก Sansiri Green สู่องค์กรแห่งความยั่งยืน Sansiri Sustainability Mission ในปีนี้ เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสู่สังคมและประเทศไทยในด้าน Waste Management และ Green Space อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นายอุทัย กล่าวสรุป

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดทาวน์โฮมใหม่ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’

posted Feb 20, 2020, 11:04 PM by Maturos Lophong


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดทาวน์โฮมใหม่ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’
ชูทำเล ราคา และดีไซน์ เจาะตลาดแนวราบ
มั่นใจกำลังซื้อพุ่งรับกระแส ‘รถไฟสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต’

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดพรีเซลโครงการทาวน์โฮมใหม่ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่า กำลังซื้อกลุ่ม Real Demand ในทำเลดังกล่าวให้ความสนใจและตัดสินใจซื้อโครงการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันปิดเฟส1แล้ว เพราะลูกค้าเห็นถึงมูลค่าเพิ่มของทำเลที่แน่นอนว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้ขยับสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกระแสตอบรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง ที่ถือเป็นอีกปัจจัยหลักที่เพิ่มมูลค่าให้ย่านดังกล่าวแบบชัดเจนมื่อเปิดใช้จริงในปี 2564

“จากการสำรวจภาพรวมกำลังซื้อในย่านดังกล่าวพบว่า ประเภทโครงการที่เป็นที่ต้องการในย่านรังสิต – บางพูน ยังเป็นทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยวระดับราคา 2-3 ล้านบาท การนำเสนอ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’ สู่ตลาด จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมเพื่อดูดซับกำลังซื้อ real demand ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ประกอบกับ การที่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ จึงพัฒนาแบบบ้านใหม่ที่เน้นเรื่องฟังก์ชั่นของบ้านให้คุ้มค่าทุกตารางเมตร ที่สำคัญสามารถอยู่อาศัยได้ในระยะยาว” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงอินไซด์ของกำลังซื้อ real demand ย่านรังสิต – บางพูน

โครงการ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’ ทาวน์โฮม 2 ชั้น บนพื้นที่ 23 ไร่ รวม 240 ยูนิต มูลค่า 500 ล้านบาท โดยใช้แนวความคิด Design for Urban Lifestyle เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองกับแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศส (Modern Geometry) ที่เน้นความคุ้มค่าด้านการใช้งานเป็นสำคัญมาพร้อมกับความเรียบง่าย สะดวก ประหยัดพลังงาน และอยู่สบาย โดยมีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ ประกอบด้วย แบบบ้าน Cher พื้นที่ใช้สอย 105 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 1 ที่จอดรถ และแบบบ้าน Cherish พื้นที่ใช้สอย 125 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ ราคาเริ่มต้นที่ 1.99 – 3 ล้านบาท

*โปรโมชั่นพิเศษ ฉลองเปิดเฟส2 โซนติดคลับเฮ้าส์หรู พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 2แสนบาท พร้อมของแถม 7 รายการ รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

“ปัจจุบันบางพูนและรังสิตฝั่งตะวันตกมีการพัฒนาตลาดที่อยู่อาศัยที่หลากหลายโดยเฉพาะแนวราบ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามเส้นถนนติวานนท์-ปทุมธานี และรังสิต-ปทุมธานี นับเป็นทำเลที่มีการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยมากที่สุดย่านหนึ่ง เนื่องจากมีแรงงานในพื้นที่และกลุ่มนักศึกษาในพื้นที่รองรับ โดยทำเลบางพูนจะพลิกโฉมอย่างมากเมื่อรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) บางซื่อ – รังสิต ที่ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ระยะทางรวมทั้งหมด 26.3 กิโลเมตร เปิดดำเนินการในปี 2564 โครงการดังกล่าวได้รับก่อสร้างเป็นทางยกระดับจากสถานีกลางบางซื่อไปถึงสถานีดอนเมือง แล้วลดระดับลงมาเป็นระดับพื้นดินเมื่อพ้นจากสถานีดอนเมืองไปจนถึงสถานีรังสิต เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 3 สาย คือ MRT สายสีน้ำเงินสถานีบางซื่อ, สายสีแดงอ่อน (ศาลายา-หัวหมาก), แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ) ในขณะที่ทำเลย่านรังสิตฝั่งตะวันตก ก็สามารถเชื่อมต่อไปสู่ทั้งตัวเมืองกรุงเทพฯ และจังหวัดนครนายกได้สะดวก ทำให้ทำเลนี้เป็นแหล่งยอดนิยมสำหรับการพักอาศัย รูปแบบตลาดที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านแนวราบ โดยมีระดับราคาระหว่าง 2-3 ล้านบาท หากพัฒนาตามแนวถนนรังสิต-นครนายก สามารถขยับราคาได้เพิ่มเป็น 3-6 ล้านบาทขึ้นไป” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ทิ้งท้ายด้วยการวิเคราะห์ถึงศักยภาพทำเลย่านรังสิต-บางพูน

อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มความแข็งแกร่ง

posted Feb 19, 2020, 2:08 AM by Maturos Lophong



อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มความแข็งแกร่ง คงเป้าผู้นำคอนโดติดรถไฟฟ้า ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง 

ย้ำการเงินแกร่ง พันธมิตรเหนียวแน่น เล็งผุดโครงการมิกซ์ยูส

พร้อมส่งมอบ 7 คอนโดพร้อมอยู่ เล็งรับยอดโอนกว่า 22,000 ล้านบาท ตั้งรับปีท้าทาย



บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้ามุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด เผยปีนี้เป็นปีที่ท้าทายเตรียมพร้อมรับมือกับตลาดที่ผันผวน ภายใต้แนวคิด “Change The Plan Never The Goal” ยึดมั่นในเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ” เดินหน้าเจตนารมณ์ช่วยแก้ปัญหาชีวิตคนเมืองพร้อมช่วยสร้างเมืองที่ดีแก่คนกรุงเทพฯ ย้ำศักยภาพความแข็งแกร่งทางการเงินและการสนับสนุนเหนียวแน่นจากพันธมิตรชั้นนำ มิตซุย ฟูโดซัง มุ่งขยายแหล่งรายได้ใหม่เตรียมลงทุนโครงการมิกซ์ยูสกับกลุ่มบีทีเอส และ โครงการ Hospitality กับกลุ่มดุสิตธานี เล็งรับยอดโอนกว่า 22,000 ล้านบาท มั่นใจความต้องการที่อยู่อาศัยทำเลใกล้รถไฟฟ้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง


คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ปีนี้ ต้องเผชิญกับความกังวลของผู้บริโภคที่วิตกกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่มีเงินก็ชะลอการซื้อ หากทำให้เห็นว่าตลาดไม่ได้แย่อย่างที่คิดกำลังซื้อก็จะฟื้นกลับมาได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองต้องหันมาดูดีมานด์ที่ยังมีอยู่ในตลาดและทำโครงการในทำเลที่ถนัด สิ่งสำคัญต้องบริหารงานก่อสร้างให้ดีและสต็อกที่เหมาะสม บริหารความเสี่ยงและพัฒนารูปแบบใหม่ให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาอสังหาฯ เผชิญวิกฤติมาหลายครั้งและทุกครั้งก็ผ่านมาได้ เชื่อว่าครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน 

สำหรับอนันดาฯ ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่ท้าทาย เพราะสถานการณ์เปลี่ยนยิ่งทำให้ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ภายใต้แนวคิด “Change The Plan Never The Goal” ยึดมั่นในเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งอนันดาฯ ยังคงให้ความสำคัญและเชื่อมั่นในกลยุทธ์การพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัท ริเริ่มเป็นเจ้าแรกและดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งการขยายเครือข่ายของรถไฟฟ้าเป็น 221 สถานี ในอีก 5 ปีข้างหน้าส่งผลให้ผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าอย่างอนันดาฯ ได้รับผลดีจากการขยายตัวนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังคงเจตนารมณ์ในการสร้างเมืองที่ดีพร้อมช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนเมืองเพื่อชีวิตที่ดีและลงตัวดังปรัชญา Urban Living Solutions ที่บริษัทยึดมั่นมาโดยตลอดพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Gen C

ในปีนี้บริษัทมีแผนการเปิดตัวโครงการ ไอดีโอ พหล-สะพานควาย อยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย เพียง 0 เมตรบนที่ดินกว่า 5 ไร่ มีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 1,356 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 8,500 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสภาวะตลาด นอกจากนี้บริษัทยังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับอีก 7 โครงการใหม่ที่สามารถนำเสนอให้กับลูกค้าได้ตลอดเวลาในกรณีที่สถานการณ์ตลาดมีทิศทางที่ดีขึ้น

อนันดาฯ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัด เป็นอย่างดีตั้งแต่เริ่มร่วมทุนในปี 2013 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ โครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ที่จับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเซอร์วิสเรสซิเด้นซ์ระดับลักชัวรี่ชั้นนำของโลกกำลังจะแล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการ 2 โครงการในปีนี้ คือ SOMERSET RAMA9 และ LYF SUKHUMVIT 8 ซึ่งจะมาช่วยเสริมให้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ(Recurring Income) อีกด้วย โดยอนันดาฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ปีละ 2 โครงการ

บริษัทมีแผนขยายแหล่งรายได้ใหม่และสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักด้วยการลงทุนในโครงการมิกซ์ยูสครั้งแรกร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่ม บีทีเอส บนที่ดินกว่า 200 ไร่ บริเวณหน้าโครงการ ธนาซิตี้ ติดถนนบางนา - ตราด โดยตั้งเป้าให้เป็น Smart City และ Technology & Innovation Hub เพื่อพลิกโฉมวงการที่อยู่อาศัยให้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง สำหรับกลุ่มดุสิตขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและพัฒนาร่วมกัน

บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog)กว่า 31,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการโอนในระยะ 3 ปีข้างหน้า และในส่วนของกระแสเงินสดของบริษัทก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นสุดไตรมาสยังคงรักษาเงินสดที่มีมากกว่า 14,800 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์หลักที่บริษัทให้ความสำคัญในการดำเนินงานในปีนี้ เพื่อผลักดันให้บริษัทขับเคลื่อนในสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

กลยุทธ์เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องของแผนธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรก คือโครงการพร้อมเข้าอยู่ซึ่งมีกว่า 38 โครงการทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้านเดี่ยวบนทำเลศักยภาพ และทาวน์เฮ้าส์ในราคาสุดคุ้ม ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ เนื่องจากทางบริษัทได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษและราคาพิเศษในแต่ละโครงการ รวมถึงการที่ลูกค้าสามารถเข้าไปชมห้องจริง วิวจริง สถานที่จริงก่อนทำการตัดสินใจได้ และในปีนี้ บริษัทจะมีโครงการพร้อมเข้าอยู่ใหม่อีก 7 โครงการ ที่พร้อมจะเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ของคนเมืองที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตเมืองได้ดียิ่งขึ้น และแผนธุรกิจโครงการ ส่วนที่สอง คือกลยุทธ์การเปิดโครงการใหม่ เนื่องด้วยสถานการณ์ตลาดและสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขัน ทางบริษัทได้มีการปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ โดยเลือกเปิดโครงการที่มั่นใจว่า จะสามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ ในทุกมิติ ทั้งเรื่องทำเล สินค้า และราคา โดยปีนี้ทางบริษัทได้วางแผนการเปิดโครงการใหม่ไว้ที่ 1 โครงการ คือ ไอดีโอ พหลฯ-สะพานควาย (ซึ่งเป็นโครงการที่มีการปรับเปลี่ยนจากโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย เดิม)โดยบริษัทมั่นใจว่า โครงการนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างดี บนทำเล 0 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย และราคาเริ่มต้นเพียง 139,000 บาท/ตรม. ซึ่งจะเปิดให้จองช่วงกลางปี แต่ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีโครงการอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 7 โครงการ หากสถานการณ์มีการปรับเปลี่ยน มีปัจจัยเชิงบวก หรือแนวโน้มที่ดีขึ้น ทางบริษัทก็พร้อมที่จะเปิดโครงการเพิ่ม แต่ทั้งนี้เราจะเลือกเปิดโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาดได้เป็นสำคัญ

กลยุทธ์เรื่องที่ 2 ในเรื่องของการวางกลยุทธ์และแนวทางการสื่อสารแบรนด์ขององค์กร โดยยังคงเน้นจุดยืนที่เป็น Urban Living Solutions ผ่านแนวคิด URBAN HACK ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตเมืองของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอวิธีคิด และการจัดกิจกรรมขององค์กร ทั้งเพื่อกลุ่มลูกค้าของอนันดา และกลุ่ม GEN-C ที่ใช้ชีวิตในเมือง รวมถึงการมองหา Solutions ที่จะสามารถช่วยพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้น

กลยุทธ์เรื่องที่ 3 ที่บริษัทให้ความสำคัญ คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนระหว่างลูกค้าและบริษัท โดยมีทีมงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด มีแนวทางนโยบาย พร้อมการวัดผลความพึงพอใจของลูกค้าในทุกมิติ ซึ่งแนวทางกลยุทธ์ทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว บริษัทเชื่อมั่นว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนบริษัทให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้

“แม้ว่าสภาวะตลาดจะมีความผันผวน แต่ก็ยังคงมีดีมานด์หรือความต้องการที่อยู่อาศัยเพียงแค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมโดยขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของลูกค้าที่จะเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ ซึ่งอนันดาฯ จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง เพื่อให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเป็นของตัวเอง” คุณชานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

แลนดี้ โฮม เปิดกลยุทธ์รับสร้างบ้านปี 2563

posted Feb 6, 2020, 8:52 PM by Maturos Lophong



แลนดี้ โฮม เปิดกลยุทธ์รับสร้างบ้านปี 2563 มั่นใจโตสวนตลาด

ชู Digital Transform หวังเจาะตลาดครองใจทุกเซ็กเมนต์

บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านแบบครบวงจร โดยวิศวกรและสถาปนิกมืออาชีพ เปิดเกมรุกตลาดรับสร้างบ้าน เล็งเจาะตลาดครบทุกเซ็กเมนต์ ดัน Digital Transform ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมชูจุดเด่นวิธีคิดในการออกแบบที่พักอาศัยสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสร้างบ้าน ตั้งเป้าปี 2563 โตอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ เตรียมขึ้นเป็นศูนย์รับสร้างบ้านอันดับหนึ่งในไทย

นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านที่ระบุว่าภาพรวมตลาดรับสร้างบ้าน
ปี 2562 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 12,500 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปี 2561
ที่มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย
การจัดงานแสดงสินค้า และการขยายตัวของตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทาง
การเติบโตของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ที่สามารถสร้างรายได้ถึง 1,800 ล้านบาท หรือเติบโต 15 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2561

สำหรับสัดส่วนรายได้ของแลนดี้ โฮม ในปี 2562 นางสาวพรรัตน์ กล่าวว่า แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และต่างจังหวัด ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ มาจากกลุ่มบ้านหลังเล็ก ราคา 4-5 ล้านบาท ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มบ้านขนาดกลาง ราคา 5-15 ล้านบาท ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
และกลุ่มบ้านลักซ์ชัวรี่ ราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโต
ที่น่าพึงพอใจมาก ขณะที่ปี 2563 บริษัทฯ ตั้งเป้าว่าเดินหน้ารุกตลาดรับสร้างบ้านในประเทศไทย
ให้ครบทุกเซ็กเมนต์ ผ่านการทำ Digital Transformation คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ไม่น้อยกว่า
10 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2562

“สิ่งสำคัญที่เราตั้งใจทำเสมอมาในการทำธุรกิจรับสร้างบ้านคือการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ มั่นคง และมุ่งมั่นพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการสร้างบ้านที่ดีมีคุณภาพมาตรฐาน ตอบโจทย์
ความต้องการผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือ เกิดการบอกต่อและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมาตลอด 30 ปี” นางสาวพรรัตน์ กล่าว



นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าธุรกิจรับสร้างบ้านยังคงมีโอกาสเติบโตในปี 2563 บริษัทฯ เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมการตลาด อาทิ การออกบูธโรดโชว์ในรูปแบบทันสมัยด้วยการนำดิจิทัลเข้ามาทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจแบบบ้านได้มากขึ้น การประชาสัมพันธ์
ผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคว่าแลนดี้ โฮม เป็นบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ
ของประเทศไทย ที่มีแบบบ้านตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สามารถเลือกและปรับเปลี่ยนแบบได้
ตามความต้องการ

ในปีนี้บริษัทฯ เตรียมรุกตลาดรับสร้างบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยการนำเสนอ
แบบบ้านใหม่มากกว่า 20 แบบ จากเดิมที่มีอยู่แล้วกว่า 300 แบบ โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
จะมุ่งขยายตลาดบ้านขนาด 15-40 ล้านบาท เจาะกลุ่มเจ้าของธุรกิจขนาดกลาง ที่ต้องการบ้านขนาดใหญ่พื้นที่ใช้สอยคุ้มค่าในราคาสมเหตุผล ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดเตรียมเปิดตัวเทรนดี้โฮม ราคาเริ่มต้น
2 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและกำลังของผู้บริโภคมากขึ้น จะเริ่มต้นในพื้นที่โชว์รูมของบริษัท ได้แก่ ราชบุรี สระบุรี นครราชสีมา เป็นต้น และต่อยอดไปยังจังหวัดอื่นที่ใกล้เคียง

“แลนดี้ โฮม จะยังเดินหน้าขยายสาขาและพัฒนาสินค้าทั้งแบบบ้านและการบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งตลาดระดับบน ระดับกลาง และระดับล่าง ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งขยาย
ไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสร้างบ้านให้กับผู้บริโภค” นางสาวภัทรา กล่าว


นายพานิช มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างและบริหารสำนักงาน บริษัท แลนดี้ โฮม
(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ตอกย้ำการเป็นบริษัทรับสร้างบ้านอันดับ 1 ของประเทศ
ด้วยการคิดค้นและพัฒนาระบบ Workflow โปรแกรมติดตามงานแบบอัจฉริยะที่ทันสมัย
ช่วยสร้างประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการบริการให้ลูกค้าในทุกขั้นตอนการก่อสร้างจนถึงลูกค้า
รับมอบบ้านเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากโปรแกรมยังช่วยต่อยอดการทำงานให้แลนดี้ โฮม สร้างมาตรฐานการก่อสร้างและบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการเน้นย้ำว่าบริษัทฯ ให้ความใส่ใจกับนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างให้ตอบสนองกับสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ รวมถึง ฟังก์ชั่น
การใช้งานภายในบ้านให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว


“จากความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของบริษัทฯ ทำให้เรามีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 นี้ เราจะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพมาตรฐานงานให้ดีขึ้น ผ่านการคัดเลือกวัสดุการก่อสร้าง
ที่เหมาะสม โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมสนับสนุนสินค้าที่ดีในราคามิตรภาพ ทำให้บริษัทสามารถ
ตรึงราคาได้เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกค้ายังได้บ้านราคาที่ไม่สูงมากและได้บ้านที่ดีมีมาตรฐาน
ในราคาคงที่และสมเหตุผล” นายพานิช กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ได้ที่ www.landyhome.co.th/ เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/landyhomeonline/

เอสซีจี พร้อมชูธงกลยุทธ์รับความท้าทายปี 2563

posted Jan 29, 2020, 6:23 PM by Maturos Lophong

เอสซีจี แถลงผลประกอบการปี 2562 พร้อมเผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ สู้ศึกดิสรัปท์ชันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ในปี 2563 ด้วยการเร่งทรานสฟอร์มทุกปัจจัยภายใน พลิกโฉม 3 กลุ่มธุรกิจ และติดอาวุธพัฒนาคน โดยเปลี่ยนจากผู้ผลิต มาเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันและนวัตกรรมสินค้า-บริการครบวงจร (Solution & Services Provider) อย่างฉับไว เหนือความคาดหมาย พิชิตใจลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียน เพื่อมุ่งรักษาการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2562 มีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับปีก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 34,049 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 24 จากปีก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการดังกล่าวมูลค่า 2,035 ล้านบาท จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับปี 32,014 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 จากปีก่อน จากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์

โดยปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) 179,181 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 3 จากปีก่อน โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 5,663 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1 ของยอดขายรวม

สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2562 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 106,177 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์และกระดาษบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลง และลดลงร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 7,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากไตรมาสนี้มีเงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น แต่ลดลงร้อยละ 32 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาดที่ส่งผลกระทบทำให้ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยไตรมาสนี้มีขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,060 ล้านบาท

นอกจากนี้ เอสซีจียังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในปี 2562 ทั้งสิ้น 180,004 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจีมีรายได้จากการส่งออกจากประเทศไทย 102,152 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีมูลค่า 634,733 ล้านบาท โดยร้อยละ 36 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปี 2562 แยกตามรายธุรกิจ เป็นดังนี้

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี 2562 มีรายได้จากการขาย 184,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวของยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่าย โดยมีกำไรสำหรับปี 5,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 45,135 ล้านบาท คงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายในตลาดนอกภูมิภาคอาเซียนลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 90 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในปี 2562 มีรายได้จากการขาย 89,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี 5,268 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13 จากปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าของสายธุรกิจเยื่อและกระดาษลดลง ต้นทุนทางการเงินและค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 23,096 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการรวมผลประกอบการของ Fajar และ Visy Thailand โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,196 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในปี 2562 มีรายได้จากการขาย 177,634 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับปี 15,480 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 46 จากปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้า และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 41,351 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง และผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,801 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 46 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “จากความผันผวนของปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกอย่างมากในปีที่ผ่านมา ทำให้ปี 2563 เป็นปีที่เอสซีจีต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สู้ศึกดิสรัปท์ชันเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที และสามารถรักษาการเติบโตของธุรกิจไว้ได้อย่างยั่งยืน ด้วยการทรานสฟอร์มปัจจัยภายในทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ (Business Transformation) จากเดิมที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันและนวัตกรรมสินค้า-บริการ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้อย่างครบวงจร และสามารถสร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้สูง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร (People Transformation) ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลง ให้มีทักษะที่จำเป็น สามารถเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าทุกกลุ่มทั่วภูมิภาคได้อย่างลึกซึ้ง สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์การแข่งขัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที 

สำหรับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จะมุ่งยกระดับวงการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร ด้วยโซลูชันสินค้าพร้อมบริการ ผนวกกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Construction Solution ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ช่างและผู้รับเหมาทำงานได้ดี รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนมากขึ้นกว่าเดิม เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) ที่ช่วยวางแผนการใช้งานวัสดุและเทคนิคในการก่อสร้างผ่านโมเดลสามมิติ จึงลดการเกิดวัสดุก่อสร้างส่วนเกิน Living Solution ที่ช่วยประหยัดพลังงาน เพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกเพศทุกวัย พร้อมรุกธุรกิจค้าปลีก ที่เชื่อมต่อร้านค้ากับช่องทางออนไลน์อย่างเว็บไซต์ scghome.com เพื่อให้ผู้ที่ต้องการสร้างหรือปรับปรุงต่อเติมบ้าน สามารถเข้าถึงสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา พร้อมมีบริการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง พร้อมการรับประกัน ด้วยเครือข่ายจัดส่งสินค้ากว่า 840 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) โดยล่าสุดได้ร่วมกับเอไอเอส ในการนำเครือข่าย 5G มาทดลองใช้ขับเคลื่อนรถยก (Forklift) ระยะไกล ก่อนมีแผนต่อยอดไปใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจและอุตสาหกรรมในด้านอื่น ๆ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้พนักงานได้ต่อไป

ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตอย่างสดใสโดยเฉพาะในตลาดอาเซียนซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนั้น จะยังเดินหน้าสร้างสรรค์โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อีกทั้งมุ่งเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตและความต้องการสูง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อาหารแช่แข็งและอาหารกระป๋อง สินค้าอุปโภค สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมการให้โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษที่แตกต่างกันของลูกค้าในธุรกิจต่าง ๆ เช่น โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันสำหรับการจัดแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาด และโซลูชันสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค 

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ เน้นการเพิ่มสัดส่วนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าประเภทคงทน (Durable Products) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น เม็ดพลาสติก PE112 สำหรับผลิตท่อทนแรงดันสูง ซึ่งผลิตจากเทคโนโลยีที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตร สามารถทนต่อแรงดันได้มากกว่า จึงได้รับความไว้วางใจในการผลิตท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลจาก จ.สุราษฎร์ธานี ไปยังเกาะสมุย และ HDPE เกรดพิเศษจาก SMXTM Technology ที่เอสซีจีคิดค้นขึ้น สามารถใช้กับงานหลากหลายชนิด อาทิ การปรับปรุงคุณภาพพลาสติกรีไซเคิลให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งตอบโจทย์การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น และยังได้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Norner ประเทศนอร์เวย์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม I2P (ไอทูพี: Ideas to Products) ที่ จ.ระยอง เพื่อเร่งกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง จึงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังนำระบบดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ระบบการคาดการณ์ราคาสินค้าที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพ และโปรแกรมอัตโนมัติสำหรับการวางแผนกระบวนการผลิตของธุรกิจโอเลฟินส์เพื่อใช้ในการจัดอันดับแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุด

ขณะที่ตลาดสำหรับการลงทุนนั้น เอสซีจีจะยังเดินหน้าส่งมอบโซลูชันสินค้าและบริการทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียที่มีโอกาสและการเติบโตสูง นอกเหนือจากการมองหาตลาดใหม่ ๆ ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่สามารถสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้เช่นกัน ผ่านการสร้างความร่วมมือกับกลุ่มคน องค์กร สถาบัน และภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามคำมั่นสัญญา “Passion for Better” ให้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น” 

อนึ่ง คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 14.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 7.00 บาท เป็นเงิน 8,400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 7.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 8,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563) โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2563 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี

“แอมไชน่าทาวน์” มิกซ์ยูสแห่งใหม่ ใหญ่สุดในเยาวราช

posted Jan 19, 2020, 11:23 PM by Maturos Lophong


“แอมไชน่าทาวน์” มิกซ์ยูสแห่งใหม่ ใหญ่สุดในเยาวราช 

เปิดตัวศูนย์การค้าสุดยิ่งใหญ่ พร้อมมอบประสบการณ์มิติใหม่เต็มรูปแบบ

โครงการ “แอมไชน่าทาวน์” (I’m Chinatown) มิกซ์ยูสสไตล์ Modern Chinese มูลค่าการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ขนาดใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช บนพื้นที่แปลงสุดท้ายของเยาวราช ที่รวบรวมศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม และโรงแรมแนวคิดใหม่ ไว้บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 40,000 ตารางเมตร ล่าสุด ประกาศความพร้อมเปิดให้บริการศูนย์การค้า “แอมไชน่าทาวน์” เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2563 นี้ โชว์จุดเด่นสร้างความแปลกใหม่ด้วยร้านค้าชั้นนำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานครบครัน และที่จอดรถชั้นใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช รองรับรถยนต์ได้มากกว่า 300 คัน ตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเยาวราช และเพิ่มสีสันให้กับถนนสายวัฒนธรรมไทย-จีนให้มีความคึกคัก พร้อมเป็นจุดเชื่อมโยงให้คนรุ่นใหม่ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของย่าน ไชน่าทาวน์อย่างใกล้ชิด และมีหลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น

นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแอมไชน่าทาวน์ เปิดเผยว่า เยาวราชถือเป็นทำเลศักยภาพลำดับต้นๆ ของเมืองไทย ซึ่งนอกจากจะมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ยังเป็นแหล่งธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นถนนสายมังกรของเมืองไทย จึงทำให้มีดีมานด์สูงทั้งในด้านที่อยู่อาศัย การค้าขาย ตลอดจนเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจมาพักอาศัยอยู่ในย่านนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับในปัจจุบันการเดินทางมายังเยาวราชได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูใหม่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเยาวราชได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยดังที่กล่าวมาล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ศูนย์การค้า “แอมไชน่าทาวน์” จะได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี และกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของย่านเยาวราชในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน


นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแอมไชน่าทาวน์ เปิดเผยว่า การเปิดตัวโครงการ “แอมไชน่าทาวน์” ภายใต้แนวคิดอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานสไตล์ Modern Chinese ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในเยาวราช เป็นความตั้งใจของเราในการพัฒนาที่ดินในเยาวราชให้เกิดประโยชน์กับชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับย่านเยาวราชโดยรวม โดยเราได้พัฒนาโครงการบนพื้นที่กว่า 40,000 ตร.ม. จากโรงหนังเก่าซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ เราได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับชุมชนในย่านนี้และบริเวณโดยรอบก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการ ทำให้การก่อตั้งโครงการของเรา ตอบโจทย์ความต้องการและไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญกับชุมชน

โครงการ “แอมไชน่าทาวน์” เป็นโครงการมิกซ์ยูส ที่ให้บริการครบวงจร รายแรกและรายเดียวในย่านเยาวราช ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ศูนย์การค้า แต่ยังมีการรวมเอาทั้งโรงแรมและคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คนทำงานและผู้อยู่อาศัยในชุมชน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทุกเพศทุกวัย โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการศูนย์การค้าของเราแล้วมากกว่า 8,000-10,000 คนต่อวัน และคาดการณ์ว่าเมื่อโครงการเปิดให้บริการครบทุกส่วน จะมีผู้ใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อวัน

โครงการ“แอมไชน่าทาวน์” ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก คือ ส่วนของโรงแรมที่พัก โดยร่วมมือกับโรงแรม “อาศัย” (ASAI) ของเครือโรงแรมระดับโลกอย่างดุสิตธานี โดยให้บริการตั้งแต่ชั้น 4 - 8 ของอาคารศูนย์การค้า ซึ่งเรามั่นใจว่าจะมีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยมากกว่า 90% ตลอดทั้งปี ตัวโรงแรมออกแบบด้วยแนวคิดที่ต้องการมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ของเยาวราช สร้างความเข้าถึงความเป็นท้องถิ่น และให้การบริการที่พร้อมมอบทั้งความผ่อนคลายและสุขภาพดีที่ให้กับผู้เข้าพัก ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบปลอดสารพิษจากสวนผักออร์แกนิค ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงแรม ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563

ส่วนที่สอง เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมแบบตกแต่งเสร็จพร้อมอยู่ 8 ชั้น ใช้ชื่อว่า I’m Chinatown Residence ซึ่งเราพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับผู้ที่มองหาที่พักอาศัยภายในย่านนี้ เช่น เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการที่มีธุรกิจภายในย่าน ซึ่งเราทำการสร้างแล้วเสร็จและปิดการขาย 100% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการส่วมอบห้องชุดให้กับลูกค้า

ในส่วนของ ศูนย์การค้า เรามีร้านค้าชั้นนำครอบคลุมพื้นที่ 4 ชั้น มีสินค้าและบริการสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารยอดนิยมที่ทันสมัย ร้านอาหารดังและสตรีทฟู้ด ที่มีเสน่ห์ของเยาวราช ศูนย์รวมของฝาก ซึ่งจะทำให้เป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวผู้มาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งร้านค้าที่เข้ามาให้บริการในศูนย์การค้าของเราตอบโจทย์สำคัญของย่าน 2 ส่วน หนึ่งคือ การนำแบรนด์ร้านค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนในเยาวราชมาเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับชุมชน และสอง คือการเปิดพื้นที่ให้ร้านค้าในเยาวราชเข้ามาเปิดบริการในศูนย์เพื่อเป็นการเปิดตลาดและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายๆ ร้านค้าในย่านเอง สุดท้าย ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ อาคารจอดรถ เราเปิดให้บริการพื้นที่จอดรถใต้ดินขนาดใหญ่ 6 ชั้น ซึ่งสามารถรองรับรถยนต์ ได้ถึง 300 คัน เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งถือได้ว่าเป็นที่จอดรถที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดในเยาวราช 

สำหรับศูนย์การค้า แอมไชน่าทาวน์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. โดยปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถปล่อยเช่าพื้นที่ได้เต็ม 100% แล้ว

ในส่วนของชั้น B1 เป็นส่วนของพื้นที่ร้านค้าสะดวกซื้อและร้านบริการ เช่น 7-Eleven, Kerry Express, ร้านขายยา, CleanMate, Kamu, Nara Gem, B’me by Wacoal, Beauty Maker, Vision and Café, ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ชื่อดังอย่าง King Kong บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุ และ King Kong Sweets ร้านขนมหวานยอดนิยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมี Gourmet Thai ซึ่งเป็นสแตนอโลนช็อปแห่งแรกที่เปิดทำการนอกพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยได้คัดสรรรายการสินค้าคุณภาพจาก Gourmet Market สาขา ต่างๆ มาจำหน่ายที่ร้านค้าแห่งนี้ เพื่อให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ

ชั้น G และ ชั้น 2 เป็นแหล่งรวมร้านอาหารหลากหลาย ทั้งร้านอาหารแนวครอบครัวอย่าง ร้านสุกี้ MK, KFC, Yayoi, Hachiban Ramen และร้านตำมั่ว ร้านอาหารแนวไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ร้าน Munchy Bar and Restaurant, Ryo Shi ซูชิบาร์ และ New York 5th Ave. Deli ร้านแซนด์วิชสไตล์อเมริกันระดับพรีเมี่ยมสาขาแรกในกรุงเทพ ร้านเครื่องดื่มของหวานชั้นนำอย่าง Starbucks, Krispy Kreme ร้านโดนัทชื่อดัง, Dairy Queen, Swensen, Jamba Juice, ชานมไข่มุก CoCo, Olino Crepe & Tea, ร้านไอศกรีม Stickhouse และร้านชาผลไม้อันดับหนึ่งของไต้หวันอย่าง Yi Fang ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังมีศูนย์อาหารซึ่งรวบรวมสตรีทฟูด ชื่อดังจากทั่วกรุงเทพฯ มาให้ได้ลิ้มรสกัน นอกจากนี้ยังมีร้านค้าแนวไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ Wacoal, แว่นท็อปเจริญ, Beauty Station, และ Daiso อีกด้วย

สำหรับชั้น 3 จะประกอบไปด้วยร้านค้าที่เปิดให้บริการด้านสุขภาพและความงาม อย่าง Together Clinic, The Sense Beauty Center, Jetts Fitness ฟิตเนสเต็มรูปแบบแห่งแรกของย่านเยาวราช เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ Let’s Relax Spa สปาระดับพรีเมี่ยมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 ถึงเที่ยงคืน

ถึงแม้ว่าจะเป็นศูนย์การค้าใหม่ในชุมชนนี้ แต่ศูนย์การค้า แอมไชน่าทาวน์ ให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับชุมชน ยึดแนวทางในการอนุรักษ์คุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมจีนที่มีมาแต่ดั้งเดิมในการออกแบบ และให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เติมเต็ม และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในย่านนี้ ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเยาวราช และด้วยโครงการฯ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกร เพียง 50 เมตร “แอมไชน่าทาวน์” จึงเป็นเสมือนประตูสู่ใจกลางเยาวราชที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน

CI กางแผนธุรกิจปี 63 เปิดโครงการใหม่-ต่อยอดโครงการในเครือ

posted Jan 9, 2020, 10:37 PM by Maturos Lophong




CI กางแผนธุรกิจปี 63 เปิดโครงการใหม่-ต่อยอดโครงการในเครือ

เสริมทัพปั้มรายได้ สร้างความต่างรับดีมานด์ลูกค้า

ชาญอิสสระ เผยภาพรวมผลการดำเนินงาน ปี 62 สามารถปิดงบได้อย่างสวยงาม แม้มีปัจจัยทางเศรษฐกิจ มาตการภาครัฐ ต่างๆ เข้ามากระทบ ชี้ปัจจัยหนุนจากการขายหน่วยลงทุนศรีพันวามูลค่ากว่า 264 ล้านบาท ช่วยดันรายได้การเติบโตในไตรมาส 4/62 เดินหน้าแผนพัฒนาธุรกิจปี 63 เปิดโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพ-ต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาต่อยอดโครงการในเครือเสริมทัพ มั่นใจตลาดที่อยู่อาศัยยังมีดีมานด์ มองการแข่งขันต้องสร้างความต่าง พัฒนาสินค้าบนพื้นฐานความต้องการให้ตรงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ที่ผ่านมา เป็นปีที่เหนื่อยในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในส่วนของการขาย และการตลาด โดยมีปัจจัยกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงมาตรการภาครัฐต่างๆ ที่ออกมา ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการชะลอการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ในส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่ยังถือว่าเป็นตลาดกลุ่มที่ยังมีดีมานด์ที่อยู่อาศัยที่มีความโดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

ทั้งนี้ในส่วนของชาญอิสสระ แม้ว่าจะมีปัจจัยลบดังกล่าวเข้ามากระทบ แต่ก็เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวกระทบทั่วกันทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาต่างก็ต้องมีการปรับตัวทั้งในเรื่องของสินค้า การขาย การตลาด โปรโมชั่นต่างๆ ชาญอิสสระ ก็ต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับปัจจัยลบต่างๆ ของปี 2562 อย่างไรก็ตามบริษัทสามารถมีผลประกอบการโดยสรุปปี 2562 ได้ดีจากการขายเงินลงทุนในกองทรัสต์ศรีพันวา มูลค่ากว่า 264 ล้านบาท

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2563 นี้ บริษัทเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาต่อยอดโครงการในเครืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมในการนำโรงแรมบาบา บีช คลับ หัวหิน เมนโฮเทล และโรงแรมบาบา บีช คลับ ภูเก็ต เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรม ศรีพันวา (กองทรัสต์ SRIPANWA) ในปลายปี 2563 หลังจากเมื่อปลายปี 2561 บริษัทได้นำโรงแรม บาบา บีชคลับ หัวหิน ห้องพักโรงแรม จำนวน 18 ห้องพัก เข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ไปแล้ว มูลค่า 530 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้กองทรัสต์นี้เติบโตจาก 4,000 ล้านบาท เป็น 6,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ในส่วนของความคืบหน้าการพัฒนาส่วนต่อขยายโรงแรมของบริษัท ซึ่งมีทั้งในส่วนของส่วนต่อขยายโรงแรมที่ภูเก็ต และหัวหิน สำหรับส่วนต่อขยายของโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต คอนเวนชั่นฮอลล์ ขนาดจุ 400 คน พร้อมห้องพักแบบพูลสวีท จำนวน 24 ห้อง มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท สำหรับรองรับการจัดงานอีเว้นท์ งานประชุม งานสัมมนา งานแต่งงาน รวมถึงงานเปิดตัวสินค้าต่างๆ จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในต้นปี 2563 ออกแบบโดยบริษัทแฮบบิตา จำกัด ได้ผ่านการอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบ

ด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นเวลา 2 ปี และคาดว่าจะนำเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ต่อไป ขณะเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ศรีพันวามีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ (X25) เพิ่มเติม เป็นแบบพูลวิลล่า 1 ห้องนอน จำนวน 4 หลัง พื้นที่ใช้สอย 150 ตารางเมตรต่อหลัง และพื้นที่ส่วนกลางกว่า 1,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำและพูลบาร์ มูลค่ารวม 200 ล้านบาท ปัจจุบันการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการเมื่อปลายธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรมบาบาบีช คลับ ภูเก็ต ปัจจุบันในส่วนของโรงแรมบริเวณหน้าหาดจำนวน 16 ยูนิต ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการแล้วประมาณ 1 ปีกว่า คาดว่าจะนำเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ช่วงปลายปี 2563 มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท นอกจากนี้การก่อสร้างอาคารพูลวิลล่าแบบ 2 ห้องนอน จำนวน 18 ยูนิต ได้ดำเนินการแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2562 มียอดขายแล้วบางส่วน และได้บริหารเป็นห้องพักของโรงแรมแบบพูลวิลล่าเพื่อรองรับการขายพูลวิลล่าพร้อมผลตอบแทนต่อไป ขณะเดียวกันได้ก่อสร้าง Beach Front Villa เพื่อขายจำนวน 4 หลัง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ โดยมียอดขายแล้วบางส่วน

“ภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวภูเก็ต แม้ที่ผ่านมาจะมีสัญญาณการปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 ที่ผ่านมา เนื่องมาจากหลายๆ ปัจจัย อาทิอุบัติเหตุจากเหตุการณ์เรือล่ม, มาตรการการยกเว้นวีซ่า ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวหายไปส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจเดินทางไปประเทศอื่นแทน ในส่วนของศรีพันวาเอง แม้จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น แต่ก็เป็นผลกระทบทั่วทุกโรงแรมทั้งภูเก็ต ทั้งนี้ที่ผ่านมาศรีพันวามีการรับมือและปรับแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่งผลให้สัดส่วนของนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพักศรีพันวาเพิ่มขึ้น แทนที่จากนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ยังมีการเน้นการตลาดกระจายไปยังกลุ่ม USA, UK, Japan และ HK อย่างไรก็ตามในปี 2563 เชื่อว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนน่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งหลังจากภาครัฐอนุมัติมาตรการ “ยกเว้นวีซ่า” แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดียที่เดินทางมาไทย กำหนดให้พำนักในไทยได้ 15 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ ‪1 พ.ย. 2562 -31 ต.ค. 2563 หรือเป็นระยะเวลา 1 ปี รวมถึงมาตรการ “ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแบบ VoA” อัตรา 2,000 บาทต่อคน ออกไปอีก 1 ปี หรือจนถึงวันที่ 31 ต.ค.2563 แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 19 ประเทศ ไม่รวมจีนกับอินเดีย เพราะถือว่ายกเว้นวีซ่าให้แล้ว จะช่วยดันจีนเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 11ล้านคน โดยเชื่อว่าทั้ง 2 มาตรการด้านวีซ่า จะช่วยรักษาตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทย รวมถึงขยายตลาดใหม่อย่างอินเดียให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด” นายสงกรานต์ กล่าว

นายสงกรานต์ กล่าวต่อถึงภาพรวมความคืบหน้าส่วนต่อขยายโรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ว่า ในส่วนของเมนโฮเทล ซึ่งเป็นอาคารสูง 12 ชั้น จำนวน 50 ห้อง ประกอบด้วยห้องจัดเลี้ยง ห้องประชุม

ห้องสัมมนา ห้อง Meeting Room ห้องสปา ที่ครบครัน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการได้ปลายปี 2563 นี้ และจะเตรียมนำเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ประมาณปลายปี 2563 มูลค่ากอง 1,500 ล้านบาท อีกด้วยเช่นกัน


“ในปลายปีนี้ตั้งใจนำ โรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ในส่วนของเมนโฮเทล และโรงแรมบาบา บีช คลับ ภูเก็ต ซึ่งมีมูลค่ากอง 1,500 ล้านบาท และ 500 ล้านบาท ตามลำดับเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ประมาณปลายปี 2563 รวม 2 กอง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากเข้ากองแล้ว จะส่งผลให้กองทุนดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท” นายสงกรานต์ กล่าว

สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิด วี ไอ พี เดย์ เพื่อเผยโฉมลักชัวรี่คอนโด “ดิ อิสสระ สาทร” (The Issara Sathorn) มูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท ใจกลางเมืองย่านสาทร ภายใต้แนวคิด “ใช้ชีวิตอิสสระ...ให้สุดในทุกด้าน” ด้วยจุดเด่นการอยู่อาศัยที่ให้ความรู้สึกของคำว่าบ้าน ที่ผสมผสานความเป็นเมือง และความเป็นธรรมชาติอย่างกลมกลืน กับวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาและบางกะเจ้า ราคาเริ่มต้น 4.88 ล้านบาท โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โครงการจะมีการเปิดพรีเซล พร้อมเปิดให้ลูกค้าได้ชมห้องตัวอย่างในเดือนกุมภาพันธ์นี้

สำหรับปี 2562 ที่ผ่านมานอกจากซื้อที่ดินที่ถนนจันทน์แล้ว บริษัทยังทำการซื้อที่ดินติดชายหาดบริเวณเขาตะเกียบ หัวหิน เพื่อพัฒนาโครงการเป็นคอนโดมิเนี่ยม ตากอากาศ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดขายในช่วงกลางปี 2563 นี้

ด้านนายดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจภายใต้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน ว่ายังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของโครงการบ้านทิวทะเล อความารีน (Aqua Marine) และบาบา บีช คลับ เรสซิเดนซ์ เฟส 1 พูลวิลล่า จำนวน 11 ยูนิต ซึ่งปัจจุบันสามารถปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว, โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire) ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 90% และโครงการบลู คอนโด ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 70% ขณะที่ในส่วนของ โครงการ “บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์” เฟส 2 พูลวิลล่าสุดหรู จำนวน 7 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 33.9 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 1 ไร่ ออกแบบในสไตล์นีโอโคโลเนียล โดย บริษัท แฮบบิตา จำกัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาไปแล้วกว่า 50% โดยจะเปิดให้เข้าชมบ้านตัวอย่างได้ในเดือน เมษายน 2563 และคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงกลางปี 2563



สำหรับภาพรวมของหัวหินยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ อีกทั้งยังมีแรงสนับสนุนแผนการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้มั่นใจว่าแผนการตลาดของ ททท. จะช่วยผลักดันภาพรวมการท่องเที่ยวของชะอำ-หัวหิน รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะวิลล่าในพื้นที่ท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ให้มีความแข็งแรงและเพิ่มรายได้จากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจากการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้แผนการตลาดนี้จัดขึ้นมาเพื่อช่วยในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลท่องเที่ยวสื่อสารการตลาดสร้างกระแสการเดินทางภายในประเทศ รวมถึงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคให้เข้ามายังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มากขึ้น และเพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

“จากประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมไปถึงการวิเคราะห์ภาพรวมการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม โรงแรม ที่ผ่านมา เราจึงมั่นใจว่าโครงการบาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ เฟส 2 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมองหาที่พักอาศัยที่มีความสงบ เป็นส่วนตัว รายล้อมด้วยธรรมชาติในการมาพักผ่อน รวมไปถึงผู้ที่ต้องการมองหาโอกาสจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว โดยมีทีมงานบริหารจากโรงแรมศรีพันวา เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านการลงทุนปล่อยเช่าให้กับลูกค้าอีกด้วย” นายดิฐวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมกับ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดสถานีบริการน้ำมัน เชลล์ หัวหินวัน (Shell Hua Hin One) ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาจักรทิวทะเล เอสเตท กม.196 ถนนเพชรเกษม (บ่อเขม) เพื่อให้เป็นจุดพักรถและแหล่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของชะอำ-หัวหิน สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้แวะใช้บริการ นอกเหนือจากนั้นยังมีบริการล้างรถหรือ EV Charger รองรับรถยนต์รุ่นใหม่พลังงานไฟฟ้า

“สถานีบริการน้ำมันแห่งนี้มีการออกแบบภายใต้รูปแบบที่แปลกใหม่ พร้อมรองรับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้เพื่อสร้างจุดสนใจ และสร้างแลนด์มาร์คให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมาที่เข้ามาแวะใช้บริการ บริษัทได้นำศิลปินผู้มีชื่อเสียงอย่าง P7 ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงด้านงาน Art Painting มารังสรรค์ผลงาน Wall Art ภายในโครงการหัวหินวัน ด้วยลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีให้เป็นอีกหนึ่งจุดความน่าสนใจในการถ่ายภาพ และ Check In” นายดิฐวัฒน์ กล่าว


อย่างไรก็ตามในปีนี้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตทเตรียมที่จะสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้ และโชว์วิสัยทัศน์ความเป็นอาณาจักรมิกซ์ยูสเต็มรูปแบบอย่างแท้จริงให้กับลูกค้า และทุกๆ ท่านที่ผ่านมาได้เข้ามาพักผ่อน และใช้บริการต่างๆ ของโครงการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะเป็นอย่างไร ทางโครงการอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการสร้างปรากฎการณ์ในครั้งนี้ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในไตรมาส 2 ของปีนี้อย่างแน่นอน

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ปักธงเป็นผู้นำในตลาดแนวราบ

posted Jan 5, 2020, 11:44 PM by Maturos Lophong


“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ปักธงเป็นผู้นำในตลาดแนวราบ ประกาศแผนงานปี 63 วางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม 9 – 11 โครงการ

ตั้งเป้าเติบโต 13% ยอดขาย 6,200 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 5,250 ล้านบาท

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศแผนธุรกิจปี 2563 ตั้งเป้าเติบโตเหนือกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยบริษัทฯ เน้นขยายตลาดแนวราบซึ่งเป็น Real Demand เตรียมขยายโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 9 – 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 – 5,500 ล้านบาท ปักธงเป็น National Housing Company พร้อมขึ้นเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ แนวราบในช่วงราคา 2 - 6 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายในปี 2563 ที่ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 13%

สำหรับผลประกอบการปี 2562 แม้สภาวการณ์ของตลาดอสังหาฯ โดยรวมจะไม่เอื้ออำนวย ตลาดได้รับผลกระทบทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนปัจจัยลบหลายปัจจัยที่เข้ามา ส่งผลให้บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดฯ มีผลประกอบการที่ปรับลดลง แต่สำหรับ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงสามารถบริหารงานได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นเพียงไม่กี่บริษัทที่ยังคงมียอดรับรู้รายได้ที่เติบโต โดยมียอดรับรู้รายได้ทั้งปี 2562 ที่ราว 4,640 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน


นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr.Chaiyan Chakarakul (CEO, Lalin Property Plc.) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปีกล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของไทยในปี 2562 ที่ผ่านมา มีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มแนวสูง ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ตลอดจนมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาเพื่อลดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ทำให้ตลาดแนวสูง ที่มี Demand ในกลุ่มการลงทุน และ Speculative อยู่ ได้รับผลกระทบที่มากกว่าตลาดแนวราบ ทั้งนี้ ลลิลฯ มีการประเมินและมองเห็นความเสี่ยงตรงจุดนี้มาล่วงหน้า จึงได้หยุดการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้วกว่า 2 ปี เน้นพัฒนาแต่โครงการแนวราบที่เป็น Real Demand จึงทำให้บริษัทฯ ยังคงสามารถเติบโตได้ แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา 



สำหรับในปี 2563 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับในปี 2562 หรือดีขึ้นเล็กน้อย หรือขยายตัวได้ที่ราว 3% บวกลบ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เม็ดเงินการลงทุนของภาครัฐ ที่จะเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2563 นี้ หลังจากที่มีการล่าช้าไปในปี 2562 ตลอดจนมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมา และนโยบายสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่านการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยแบงก์รัฐ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2563 ขยายตัวได้ดีขึ้นจากปี 2562 ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จะพยายามกระตุ้นกำลังซื้อผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบในปี 2563 จะเติบโตได้ที่ 2 – 4%

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2563 นี้ จะให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ตลอดจนเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทฯ ที่ทยอยปิดโครงการ โดยในปี 2563 นี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 9 – 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นราว 13% จากปี 2562


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr. Churat Chakarakul, Deputy Managing Director, Lalin Plc.) กล่าวถึง แผนงานด้านการตลาด ว่า “ในปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะดำเนินธุรกิจเชิงรุก แสดงศักยภาพขององค์กรต้นแบบผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน มากกว่า 30 ปี รวมถึงการสร้างศักยภาพองค์กรให้เติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคง ขึ้นเป็น National Housing Company โดยเมื่อกล่าวถึงที่อยู่อาศัยแนวราบราคาตั้งแต่ 2 -6 ล้านบาท แบรนด์ลลิล จะต้องเป็น Top of Mind ใน 3 ลำดับแรกของผู้บริโภค 

ในปีนี้ จะนำเอากลยุทธ์ Lifestyle Marketing มาสื่อสารกับลูกค้าทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ อีกทั้งเป็นการสร้าง Brand Loyalty กับลูกค้าเป้าหมาย สร้างความเชื่อมั่นในทุกมิติ ให้เกิดการแนะนำและบอกต่อ โดยในปีนี้จะเน้นต่อยอดการใช้สื่อ Digital Marketing ตลอดจนมีการนำ Big Data มาใช้ เพื่อวิเคราะห์และหา Customer Insight รวมถึงระบบ CRM เชิงรุก ในรูปแบบ Lalin 4.0 Connection ที่ลูกค้าสามารถรับทราบข่าวสารข้อมูล สื่อสารกับลลิล แบบทูเวย์คอมมิวนิเคชั่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้งหมดคือการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living โดยตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3 – 4%

ในส่วนของทางด้านการเงิน บริษัทฯ วางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัทฯ ในส่วนของ Working Cap ในการดำเนินธุรกิจ นอกจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแล้ว ส่วนหนึ่งจะมาจากการออกหุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท


 ทั้งนี้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทฯ ในปัจจุบันอยู่ในระดับเพียงประมาณ 0.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว 1.4 เท่าอยู่มาก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงทางด้านการเงินที่ต่ำ และยังคงมีศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากโดยไม่ติดปัญหาเรื่องของแหล่งเงินทุน

“เอสซีจี” เผยแนวทางชูเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมแกร่ง “ธุรกิจโลจิสติกส์”

posted Dec 26, 2019, 7:57 PM by Maturos Lophong



เมื่อธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมากในปัจจุบัน แต่ละองค์กรในสนามแข่งขันนี้จึงต่างมีคำถามเกิดขึ้น ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุดแก่ลูกค้า พนักงาน องค์กร และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เอสซีจี โลจิสติกส์ ภายใต้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 20 ปี เป็นหนึ่งในองค์กรที่เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นดังกล่าว จึงเร่งปรับตัวในหลายด้านโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สร้างประโยชน์ให้ลูกค้า และเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นการเดินทางเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่


“ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เล่าว่า ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวจึงมีสิทธิ์ถูกดิสรัปต์ได้มาก ดังนั้น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีและตอบโจทย์การทำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือเทคโนโลยีแต่ละประเภทไม่ได้เหมาะกับทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ จึงควรมีการเลือกใช้ให้เหมาะสม

สำหรับการทำงานของเอสซีจี โลจิสติกส์ นั้น เดิมจำเป็นต้องใช้จำนวนพนักงานมากเพื่อติดต่อกับลูกค้า ช่วยค้นหาข้อมูลของสินค้า และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกค้า การทำงานแต่ละครั้งจึงใช้เวลานาน และเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลจะผิดพลาดสูง อีกทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นระบบส่วนกลางก็ค่อนข้างยาก การนำเทคโนโลยีแต่ละอย่างมาค่อย ๆ ปรับใช้ในการทำงานจึงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

หนึ่งในเทคโนโลยีที่เอสซีจี โลจิสติกส์ นำมาใช้ คือ แชทบอท (Chatbot) หรือโปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติ “ทัคคุง” ทำให้จากปกติที่ลูกค้าต้องโทรศัพท์หาคอลล์ เซ็นเตอร์ เพื่อติดตามสถานะสินค้าของตนเองที่ทำการขนส่งว่าจะมีการจัดส่งเมื่อใดและจัดส่งถึงที่ใดแล้ว มาเป็นการที่ลูกค้าสามารถคุยกับแชทบอทได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) และสามารถทราบคำตอบต่าง ๆ ได้ทันทีจากการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ที่สำคัญ “ทัคคุง” ยังฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระบบมี Machine Learning ที่สามารถเรียนรู้แนวโน้มความต้องการของลูกค้า และสามารถนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าอาจจะชอบในอนาคตได้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้เทคโนโลยี RPA หรือ Robotic Process Automation ซึ่งเป็นการนำหุ่นยนต์มาใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำงานแทนพนักงานโดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลหรือการคีย์ข้อมูล ได้อย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง จึงสามารถแบ่งเบาการทำงานของพนักงานได้ถึง 3 คนต่อการใช้ RPA 1 ตัว ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นและช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดียิ่งขึ้น

เอสซีจี โลจิสติกส์ ยังได้นำเทคโนโลยี Machine Learning และ AI เข้ามาช่วยควบคุมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานขับรถ โดยมีศูนย์ Logistics Command Center (LCC) ที่คอยติดตาม GPS ของรถขนส่งกว่า 10,000 กว่าคัน ว่ากำลังเคลื่อนที่ไปถึงจุดใด และแต่ละคันขับตามความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่บริษัทฯ กำหนดหรือไม่ ซึ่งหากรถมีความเร็วเกินกำหนด ระบบก็จะแจ้งเตือนให้พนักงานทราบผ่านลำโพงในรถยนต์เพื่อให้คนขับรถลดความเร็วทันที ขณะเดียวกันหากมีการจอดรถอย่างฉุกเฉินและเกินเวลาที่กำหนดจนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ระบบก็จะแจ้งพนักงานที่ควบคุมดูแลศูนย์ LCC ให้ประสานงานไปยังคนขับรถเพื่อสอบถามและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป
ไม่เพียงเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจมากขึ้น

“ไพฑูรย์” กล่าวเสริมว่า อย่ามองเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเพียง “ทางลัด” ที่จะช่วยให้บริษัทฯ ทำอะไรหลายอย่างได้สะดวกขึ้น แต่ให้มองว่าสิ่งนี้เป็น “หน้าต่าง” ที่สามารถสร้างโอกาสอื่น ๆ ให้บริษัทฯ ได้ในอนาคตด้วย อย่างการใช้ Big Data หรือการจัดเก็บข้อมูลการทำงานอย่างเป็นระบบกับห้อง LCC ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งทำให้นอกจากการติดตามสถานะความเคลื่อนไหวของรถขนส่งแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถรวบรวมสถิติเกี่ยวกับเส้นทางและข้อมูลความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำมาวิเคราะห์และคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมหาแนวทางป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย

ยกระดับศักยภาพพนักงาน เพื่อการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายองค์กรมักประสบปัญหาในการตัดสินใจนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาใช้งานมากขึ้น คือพนักงานที่กังวลว่าจะเผชิญภาวะตกงานหรือไม่ ประเด็นนี้ “ไพฑูรย์” กล่าวว่า สำหรับเอสซีจี โลจิสติกส์ นั้น สิ่งแรกที่บริษัทฯ ทำเมื่อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ คือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้พนักงานทุกคนรู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริงว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรบ้าง ส่วนพนักงานบางส่วนที่อาจจะไม่ได้ทำงานในลักษณะเดิมแล้ว บริษัทฯ ก็เตรียมความพร้อมให้พวกเขาด้วยการจัดโปรแกรมฝึกอบรมที่ช่วยเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับหน้างานใหม่ ๆ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ดีขึ้นให้พนักงานทุกคนด้วย

หวังขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Digital Driven Logistics

ทั้งหมดนี้คือแนวทางการดำเนินงานของเอสซีจี โลจิสติกส์ ในช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และพัฒนาสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า รวมทั้งพนักงานทุกคน

“แม้การเดินทางครั้งนี้จะมีความท้าทายอย่างมาก แต่ด้วยความทุ่มเทและความร่วมมือร่วมมือใจของพนักงานเอสซีจี โลจิสติกส์ ทุกคน ทำให้ผมเชื่อว่าเราจะสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มตัว เพื่อนำไปสู่ความเป็นมืออาชีพในการบริการ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและตรงจุด” ไพฑูรย์ กล่าวสรุป

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเอสซีจี โลจิสติกส์ เพิ่มเติมได้ที่ www.scglogistics.co.th และสามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของเอสซีจีได้ที่ https://scgnewschannel.com / Facebook: scgnewschannel / Twitter: @scgnewschannel หรือ Line@: @scgnewschannel

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ขยายอาณาจักรพอร์ตโครงการโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว

posted Nov 14, 2019, 6:21 PM by Maturos Lophong   [ updated Nov 19, 2019, 11:55 PM ]



แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เดินหน้าก้าวสำคัญในการขยายอาณาจักรพอร์ตโครงการโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ด้วยการลงนามในสัญญาครั้งสำคัญกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อนำ 3 แบรนด์โรงแรมระดับโลกมาสู่พัทยาและภูเก็ต สองเมืองท่องเที่ยวชายทะเลชั้นนำที่ทั่วโลกรู้จักดี ความร่วมมือกับแมริออท ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงแรมระดับโลกครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกสู่การสร้างสรรค์โครงการที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ใจกลางพัทยา ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมระดับเวิลด์คลาสสำหรับทั้งนักเดินทางกลุ่มไมซ์และนักท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งแห่งใหม่ และนำแนวคิดใหม่ของโรงแรมที่สร้างพลังและแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าพักสู่ภูเก็ต ซึ่งพร้อมต้อนรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายครอบคลุม 

AWC CENTER PATTAYA คือโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจคใหม่ ประกอบด้วย โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา และ โรงแรม พัทยา แมริออท มาร์คีส์ ตลอดจนจุดหมายปลายทางด้านช้อปปิ้งไลฟ์สไตล์ระดับไอคอนของพัทยา พร้อมเปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ในการเข้าพักที่หรูหราให้กับกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลกอย่างครอบคลุม ตั้งแต่นักเดินทางกลุ่มไมซ์ นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มลูกค้าองค์กร ขณะที่ โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโรงแรมระดับบนที่เปี่ยมด้วยสไตล์อันโดดเด่นในใจกลางเมืองภูเก็ต

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมืออีกครั้งกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า ด้วยการพัฒนาโครงการระดับเวิลด์คลาสเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปอีกขั้น การร่วมเป็นพันธมิตรกับแมริออทครั้งนี้จะมอบประสบการณ์อันโดดเด่นให้กับลูกค้าทั้งกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวด้วยบริการอันเหนือระดับ”

“ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น และความเชื่อมั่นในศักยภาพแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้ AWC มีวิสัยทัศน์และพันธกิจ ที่พร้อมจะร่วมสร้างสรรค์อนาคตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน สังคม และประเทศ ผ่านการดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเรายังได้เล็งเห็นถึงศักยภาพที่ดีในระยะยาวของอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ซึ่งมีข้อพิสูจน์ได้จากอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยเฉลี่ยที่ 47.6% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญของรัฐบาล อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเดินทางและธุรกิจท่องเที่ยวของไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า พัทยาและภูเก็ตคือเมืองสำคัญของไทยที่ปัจจุบันได้กลายเป็นสุดยอดจุดหมายปลายทางของทั้งนักท่องเที่ยวและนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ด้วยปัจจัยความพร้อมต่าง ๆ ที่ดึงดูดนักเดินทางทั้งสองกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยพันธกิจของเราในการมุ่งสร้างอนาคตที่ดีกว่า โครงการใหม่ระดับไอคอนของเราที่พัทยาจะช่วยยกระดับให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ที่พร้อมสำหรับกิจกรรมทางธุรกิจ การพักผ่อนหย่อนใจ เอนเตอร์เทนเมนต์ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ต่างๆ ส่วนโรงแรมใหม่ที่ภูเก็ตจะช่วยพลิกโฉมหน้าใหม่ให้กับการท่องเที่ยวในเขตตัวเมืองภูเก็ตด้วยบรรยากาศที่ทันสมัยด้วยเสน่ห์ของเมืองภูเก็ต พรั่งพร้อมด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับนักเดินทาง”

จุดแข็งของโรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออททุกแห่งคือ แพล็ตฟอร์มในการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วโลก การสร้างสรรค์แคมเปญการขายและการตลาดที่น่าสนใจ ตลอดจนทีมงานที่มีประสบการณ์สูงในธุรกิจโรงแรม นอกจากนั้น แมริออทยังมีเครือข่ายขนาดใหญ่และโครงการสำหรับสมาชิกโรงแรมที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดแขกและลูกค้าใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ

มร. เครก เอส สมิธ ประธานบริหารกลุ่มแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เราเล็งเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่มีอย่างต่อเนื่องยาวนานกับแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น และการเติบโตต่อเนื่องไปด้วยกัน การลงนามในสัญญาครั้งสำคัญสำหรับการบริหารสามโรงแรมใหม่ในพัทยาและภูเก็ต ทั้ง AWC และแมริออทต่างยึดมั่นต่อการสร้างสรรค์มาตรฐานระดับสูงสุดในธุรกิจโรงแรม เราจึงภูมิใจที่ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ของ AWC เพื่อขยายพอร์ตโรงแรมและโครงการสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น”

โครงการมิกซ์ยูสใหม่ระดับเมกะโปรเจคใจกลางพัทยา

AWC CENTER PATTAYA โครงการมิกซ์ยูสใหม่ของ AWC คือโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในพัทยา สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์โครงการอสังหาริมทรัพย์และเปิดโฉมหน้าใหม่ให้กับพัทยาในฐานะศูนย์กลางด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวชั้นนำในประเทศไทย และจะกลายเป็นโครงการระดับไอคอนแห่งใหม่ ที่จำลองแนวคิดและรูปแบบมาจากเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ ในกรุงเทพฯ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งในร่มและกลางแจ้ง ภายใต้บรรยากาศที่หลากหลายเพื่อกลุ่มลูกค้าในทุกช่วงวัย พร้อมโรงแรมระดับหรูสองแห่งภายใต้แบรนด์แมริออท

โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา และโรงแรม พัทยา แมริออท มาร์คีส์

ทั้งสองโรงแรมตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูสใหม่บนทำเลพัทยากลาง ประกอบด้วยห้องพักรวมกัน 1,298 ห้อง ภัตตาคารและร้านอาหาร 11 แห่ง พร้อมด้วยพื้นที่สำหรับการจัดเลี้ยง ประชุม สัมมนา กว่า 10,000 ตารางเมตร กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา คือนักเดินทางยุคใหม่ที่เลือกสรร ต้องการที่พักระดับหรูซึ่งมอบบรรยากาศของการพักผ่อนและเติมเต็มทั้งทางกายและจิตใจ ด้วยหลากหลายบริการต่าง ๆ ที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันมาไว้ภายในโรงแรม ขณะที่โรงแรมพัทยา แมริออท มาร์คีส์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิด “Let Your Mind Travel” ของแบรนด์แมริออท จะมีการผสมผสานนวัตกรรมดีไซน์อันทันสมัยในห้องพักที่ออกแบบขึ้นเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้พัก บริการที่ชาญฉลาด รวมทั้งตัวเลือกภัตตาคารและร้านอาหารที่ตอบสนองทุกความต้องการของนักเดินทาง เพื่อให้โรงแรมเป็นพื้นที่แห่งการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้แขกผู้เข้าพักจากทั่วโลก

โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์

โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ตั้งอยู่ในใจกลางตัวเมืองภูเก็ต รายล้อมด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสอันสง่างามและทรงคุณค่า ภายใต้บรรยากาศที่สวยงามตลอดสองฝั่งถนน คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต เป็นการปรับโฉมจากโรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ประกอบด้วยห้องพัก 248 ห้อง ภัตตาคารและร้านอาหาร 2 แห่ง และพื้นที่จัดประชุมสัมมนากว่า 2,000 ตารางเมตร พร้อมมองประสบการณ์ที่ช่วยเติมพลังและแรงบันดาลใจให้แขกผู้เข้าพัก ทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย ครบครัน

การลงนามในสัญญาครั้งนี้

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น คือหนึ่งในเจ้าของโรงแรมแบรนด์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย แปซิฟิค (ยกเว้นประเทศจีน) ด้วยจำนวนห้องพักรวม 4,252 ห้องทั่วประเทศไทย (จากโรงแรมที่เปิดบริการอยู่ 9 แห่ง ห้องพักรวม 3,452 ห้อง และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 1 แห่ง ห้องพักรวม 800 ห้อง) การลงนามสัญญาครั้งนี้จะส่งผลให้มีโรงแรมเพิ่ม 3 แห่ง (ในพัทยาและภูเก็ต มีห้องพักรวม 1,546 ห้อง) และส่งผลให้จำนวนนห้องพักรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5,820 ห้อง (ซึ่งหากรวมกับโรงแรมในเครือของบริษัททั้งหมด 6,826 ห้อง) แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นยังคงเดินหน้าสานต่อความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าด้วยสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้กับทุกคน



เกี่ยวกับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท Holding Company ภายใต้เครือทีซีซีกรุ๊ป (TCC Group) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักระดับสากล อาทิ แมริออท, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมโครงการในกลุ่ม 1) อสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต และอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง โดยอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้ามีโครงการที่มีชื่อเสียงคือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ และโครงการตะวันนา บางกะปิ 2) อาคารสำนักงาน (Office) โดยโครงการที่โดดเด่นในเครือ AWC คือ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ และอาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลทางธุรกิจที่มีศักยภาพในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

ล่าสุด บริษัทประสบความสำเร็จหลังจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ณ วันที่ 10 ต.ค. ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ (จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก)

เกี่ยวกับแมริออท อินเตอร์เนชันแนล อิงค์

แมริออท อินเตอร์เนชันแนล อิงค์ (NASDAQ: MAR) ตั้งอยู่ในเมืองเบเธสดา รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีทรัพย์สินมากกว่า 7,000 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์โรงแรมชั้นนำ 30 แบรนด์ใน 132 ประเทศและอาณาเขต แมริออทดำเนินกิจการและบริหารธุรกิจแฟรนไชส์โรงแรม และรีสอร์ทที่มีกรรมสิทธิ์ในการออกใบอนุญาตทั่วโลก ปัจจุบันดำเนินโครงการสำหรับสมาชิกโรงแรมภายใต้ชื่อ Marriott Bonvoy™ ซึ่งใช้แทน Marriott Rewards®, The Ritz-Carlton Rewards® และ Starwood Preferred Guest® สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ www.marriott.com สำหรับข่าวล่าสุดของบริษัทฯ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.marriottnewscenter.com หรือติดตามเราที่ Facebook และ @MarriottIntl บน Twitter และ Instagram

1-10 of 112