Real Estate





“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ประกาศแผนธุรกิจปี 65 เตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง 10 – 12 โครงการ

posted Jan 10, 2022, 12:45 AM by Maturos Lophong





“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ประกาศแผนธุรกิจปี 65

เตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง 10 – 12 โครงการ มูลค่า 7,000 – 8,000 ล้านบาท

พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 7,200 ล้านบาท


ลลิลฯ ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 เดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การเป็น National Housing Company และผู้นำของตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบของประเทศ ตั้งเป้าเติบโตโดดเด่นเหนือภาพรวมตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยในปี 2565 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 10 - 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 10% จากผลงานที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา


สำหรับผลประกอบการปี 2564 แม้จะเป็นปีที่ต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นหลายระลอก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยมีการชะลอตัวลงจากปี 2563 ทั้งในแง่อุปสงค์และอุปทาน แต่สำหรับ ลลิลฯ ซึ่งเน้นการทำตลาดแนวราบที่เป็น Real Demand ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่น ประกอบกับการนำเสนอโครงการที่เข้าถึง Customer Insight อย่างแท้จริง ทั้งการคัดสรรทำเลที่มีศักยภาพ และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ อย่างมุ่งมั่น ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อช่วงต้นปี 2564





นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr.Chaiyan Chakarakul, Chairman of Executive Board, Lalin Property Plc.) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่เกิดรูปแบบการฟื้นตัวที่ขาดสมดุลขึ้น หรือการฟื้นตัวแบบ K-Shaped เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการฟื้นตัวได้ดี โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะกลับมาขยายตัวได้ราว 5.9% จากที่หดตัว 3.1% ในปี 2563 ในขณะที่เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีการฟื้นตัวที่ช้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ราว 1% จากที่หดตัวถึง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล

สำหรับปี 2565 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3 - 4% ซึ่งถือว่ายังไม่กลับไปสู่ระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการะบาด ทั้งนี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ ตลอดจนการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก นำไปสู่การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากผลกระทบของการระบาด ระดับหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดีภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จากธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดแนวราบที่ยังได้แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูงมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ดีกว่าในยุค New Normal



ทั้งนี้มองว่าแม้สภาวะเศรษฐกิจ และสภาวะอุตสาหกรรม ในปี 2565 นี้จะยังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่บริษัทฯ ยังมีความเชื่อมั่นในแผนกลยุทธ์ การบริหารงาน และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในตลาดแนวราบของบริษัทฯ จึงมั่นใจว่าจะเป็นอีกปีที่จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เดินหน้าสู่การเป็น National Housing Company และก้าวสู่การเป็น 1 ใน 5 แบรนด์แรกของผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงราคา 2 – 8 ล้านบาท โดยพร้อมขยายโครงการเพิ่มเติมอีก 10 – 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขายสำหรับปี 2565 นี้ไว้ที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมาย







ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr. Churat Chakarakul, Managing Director, Lalin Plc.) กล่าวว่า ในปีนี้ ลลิลฯ จะมีการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ด้าน Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีศักยภาพและตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยได้นำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับ Customer Insight เพื่อนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ รวมไปถึงการยกระดับการบริหารจัดการระบบสารสนเทศภายในองค์กร โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานในทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อยกระดับสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2565 นี้ จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบที่เป็น Real Demand ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุค New Normal ได้ดีกว่า เพราะมีพื้นที่สีเขียวในการผ่อนคลาย และมีพื้นที่ใช้สอยที่รองรับการใช้ชีวิต ตอบสนองความต้องการในหลากหลายรูปแบบทั้งการ Work from Home และการเรียนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างมากในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ทั้งในเรื่องความสวยงามด้านการออกแบบ และฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ถือเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์รายแรกที่จุดกระแสนิยมในแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศสในประเทศไทยด้วยการออกแบบ French Colonial Style ที่นำความงดงามของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่เรียบหรูมาประยุกต์เข้ากับการสร้างสรรค์ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตสังคมเมือง บนทำเลศักยภาพในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้





ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ Lalin The Next เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์เพื่อคนไทย พร้อมมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบใหม่ที่ดีกว่า ที่รวม 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างการเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย Next Dynamic Sustainable การบริหารโดยยึดหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมองเห็นคุณค่าในการประหยัดพลังงาน มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ทั้งยังดำเนินกิจการด้วยหลักจริยธรรม ยุติธรรม และโปร่งใส มีการดำเนินกิจการที่ดีเพื่อสร้างผลประกอบการที่ดี โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนต่อไป ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรต่างๆ รวมถึงตัวองค์กรเองด้วย Next Living Experience มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกค้า เฟ้นหาที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ สร้างสรรค์การออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมและดีไซน์ที่ทันสมัยในวิสัยทัศน์แห่ง Trend setter เลือกสรรวัสดุคุณภาพในการก่อสร้างและตอบโจทย์ในเรื่องของฟังก์ชัน สะท้อนทุกๆการใช้ชีวิตในแบบที่ลูกค้าต้องการ พร้อมส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการอยู่อาศัย รวมทั้งใส่ใจการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตอีกระดับให้กับครอบครัวลลิล โดยได้นำเสนอนวัตกรรมการอยู่อาศัย LI (Lalin Innovation for Living) ที่ครอบคลุม 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.LI-Smart & Security เสริมความสะดวกสบายและระบบรักษาความปลอดภัย 2.LI-Eco System ส่งมอบบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าเพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน 3.LI-Lively & Healthy “บ้านสุขภาพดี” ให้ความสำคัญต่อเรื่องการถ่ายเทอากาศ การคำนึงถึงทิศทางลมและแสงแดด และคัดสรรวัสดุที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการอยู่อาศัย และ Next Innovative Co-Creation เพราะตระหนักดีว่าสินทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดคือ “บุคลากร” ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในองค์กรอยู่เสมอ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดตั้ง Lalin Academy แหล่งความรู้สนับสนุนบุคลากรในการทำงาน มีการ Training อย่างต่อเนื่อง ทั้ง New Skill, Re-Skill และ Up Skill เป็นการเตรียมพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี Data Analytics ในการทำงานทั่วทั้งองค์กร ต่อยอดการทำงานในรูปแบบการตลาด Offline สู่ Online ได้เต็มรูปแบบ และทั้งนี้ยังนำมาปรับใช้ในเรื่องการทำงานยุค New normal ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว


“ในส่วนภาพรวมสถานะด้านการเงิน กล่าวได้ว่าบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 1.4 – 1.5 เท่า รวมทั้งมีกระแสเงินสดสำรองเพื่อรองรับการขยายธุรกิจอีกกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรงบในการซื้อที่ดินไว้ประมาณ 1,100 – 1,300 ล้านบาท และพร้อมปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจตามแผนงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

พฤกษา ผนึกกำลัง โรงพยาบาลวิมุต และเมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Healthy Living

posted Dec 7, 2021, 12:01 AM by Maturos Lophong


พฤกษา ผนึกกำลัง โรงพยาบาลวิมุต และเมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Healthy Living

มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับรับเทรนด์สุขภาพ

พฤกษา ผนึกกำลัง โรงพยาบาลวิมุต และเมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Healthy Living มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับ สำหรับผู้ถือบัตร ViMUT Family Card และ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ รับเพิ่มส่วนลด On top ในการซื้อทาวน์เฮาส์บ้านเดี่ยวคอนโดทั่วประเทศ ด้านโรงพยาบาลวิมุต มอบส่วนลดสุดพิเศษใช้บริการด้านสุขภาพตอบโจทย์คนรักสุขภาพ เมืองไทยประกันชีวิตคัดสรรผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพเด่น พร้อมสิทธิพิเศษโดนใจ

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “พฤกษาร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุตและเมืองไทยประกันชีวิต มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับให้กับลูกค้าคนสำคัญภายใต้โครงการ Healthy Living โดยพฤกษามีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ส่งมอบบ้านให้กับคนไทยมาแล้วกว่า 200,000 ครัวเรือน ซึ่งมีโรงพยาบาลวิมุต อยู่ในเครือพฤกษาโฮลดิ้ง ผนึกกำลังร่วมกับเมืองไทยประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิตระดับแนวหน้าของไทยที่มีฐานลูกค้านับล้านราย โดยโครงการ Healthy Living เป็นการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าของแต่ละองค์กรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัยและสุขภาพ โดยในส่วนของพฤกษา ยินดีมอบส่วนลดพิเศษในการซื้อโครงการที่อยู่อาศัยทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม กว่า 180 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ยกเว้นแบรนด์พลัมคอนโด) ให้กับลูกค้าที่ถือบัตร ViMUT Family Card และสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับจำนวน 0.5-1% ของราคาขายสุทธิ ซึ่งเป็นส่วนลดเพิ่มเติมนอกเหนือจากโปรโมชั่นที่ลูกค้าได้รับอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้พฤกษาได้มีการออกแคมเปญมอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 2 ล้านบาท อยู่ฟรี-ส่วนกลางฟรี-โอนฟรี ซึ่งสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับจะได้รับโปรโมชั่นของแต่ละโครงการแล้ว ยังสามารถใช้ส่วนลดในส่วนนี้เพิ่มเติมได้ด้วย”






นพ.กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลวิมุตเป็นโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอสอารีย์และสะพานควาย มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รักษาได้ตรงจุดด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือที่ทันสมัย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย อุ่นใจเมื่อมาใช้บริการ โรงพยาบาลฯ มีความมุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ จึงได้เข้าร่วมโครงการ Healthy Living โดยมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าพฤกษา และสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับที่มาใช้บริการด้านสุขภาพที่โรงพยาบาลวิมุต ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่ายาสูงสุด 10%, ส่วนลดค่าห้องสูงสุด 25%, ส่วนลดค่ารถพยาบาลฉุกเฉินสูงสุด 30%, ฟรีค่าปรึกษาแพทย์ออนไลน์ Telemedicine 4 ครั้งต่อปี ตรวจปริมาณภูมิคุ้มกัน COVID-19 (Spike+Neutralizing รวมพบแพทย์) ในราคา 2,350 บาท, วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคา 650 บาท, โปรแกรมตรวจสุขภาพ 1,400 บาท และรับ Voucher ตรวจมวลไขมันไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแสดงบัตรสมาชิกหรือสถานะสมาชิกในแอพพลิเคชัน MTL Click เพื่อรับสิทธิ์ที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันนี้ – ธันวาคม 2565”


นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับทางพฤกษาและโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการร่วมกันสร้างประสบการณ์แห่งความสุขและรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าของทั้ง 3 องค์กร ทั้งนี้ด้วยจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพ บริษัทฯ ได้คัดสรรแบบประกันภัยที่โดดเด่น พร้อมมอบสิทธิพิเศษมากมายเพื่อลูกค้าของพฤกษาและโรงพยาบาลวิมุตในโครงการ “Healthy Living” ไม่ว่าจะเป็น “สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ (D Health)” ความคุ้มครองสุขภาพที่เข้าใจง่ายและให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในแบบเหมาจ่าย สูงสุดถึง 5 ล้านบาท และแบบประกัน “เมืองไทย สมาร์ท โพรเทคชั่น 90/90” พร้อมรับบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท ต่อการจ่ายเบี้ยประกันภัยทุก 1,000 บาท เพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลวิมุต (เมื่อเลือกซื้อแบบประกันที่เข้าร่วมโครงการ) พร้อมนำเสนอแบบประกันภัย “วัคซีนโควิดอุ่นใจ” เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและอุ่นใจในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีน COVID-19 ที่โรงพยาบาลวิมุต ในราคาเริ่มต้นเพียง 211 บาทต่อปี สำหรับผู้ถือบัตรสมาชิกโรงพยาบาลวิมุต แบบ Kid Card, Platinum Card หรือ Elite Card รับฟรีประกันอุบัติเหตุ ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 20,000 บาท และความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1,500 บาท/ครั้ง พิเศษสุด! สำหรับบัตรสมาชิกรูปแบบใหม่ Ultimate Card ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลวิมุตและเมืองไทยประกันชีวิตในการมอบสิทธิพิเศษแก่ผู้ถือบัตร รับฟรีประกันอุบัติเหตุ ที่ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุด 1 ล้านบาท และความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 40,000 บาท/ครั้ง ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มเป็นสมาชิก

หมายเหตุ :

- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่ผลบังคับอยู่

- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต

- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด



คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

เปิดตัว “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจโรงแรมและบริการแนวใหม่

posted Nov 11, 2021, 2:03 AM by Maturos Lophong   [ updated Nov 22, 2021, 8:14 PM ]





เปิดตัว “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจโรงแรมและบริการแนวใหม่

UHG เตรียมพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต ชูโมเดล Hospitality Ecosystem ครบวงจร

พร้อมวางแผนผุดโรงแรมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกต้อนรับ




กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น (Utopia Corporation: UCORP) หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในภูเก็ต เปิดตัว “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” (Utopia Hospitality Group: UHG) บริษัทเรือธงในการประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และการบริการ รวมถึงรับบริหารงานโรงแรม ด้วยวิสัยทัศน์แนวใหม่สุดแกร่ง ที่จะพลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการธุรกิจโรงแรมบนเกาะภูเก็ต ด้วยโมเดลธุรกิจครอบคลุมระบบนิเวศด้านการบริการ (Hospitality ecosystem) แบบครบวงจร และกล้าการันตีผลลัพธ์ ผ่านการสร้างสรรค์แบรนด์โรงแรมใหม่แนวไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างแต่ตอบโจทย์ พร้อมเผยโฉมในปี 2565 นี้





มร.ฮาชิ ยิน (Hachi Yin) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1-3/2564ที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงวิกฤตแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น ยังคงเดินหน้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงและแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ผ่านการTransform องค์กรให้ทันตามเทรนด์ พฤติกรรมของผู้บริโภค และดีมานด์ของตลาด โดยในไตรมาส 4 นี้ ยูโทเปียยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่น ด้วยการเปิดตัวบริษัทใหม่ในเครือ “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” เพื่อดำเนินกิจการด้านโรงแรมและรีสอร์ท รวมถึงด้านการบริการแบบครบวงจร ซึ่งนับเป็นการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมโรงแรมและการบริการ (hospitality) อย่างเต็มตัว โดยเล็งเห็นว่า ธุรกิจโรงแรมเป็นโอกาสใหม่ ๆ ที่มีแน้วโน้มการเติบโตสูง และสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของยูโทเปียในฐานะนักพัฒนาที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกกลุ่มลูกค้าและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการใช้ชีวิต ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ทั้งหมดซึ่งดำเนินการในรูปแบบคอนโดเทลและที่อยู่อาศัย แขกที่เข้าพักกับเราสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์เสมือนบ้านซึ่งโรงแรมทั่วไปไม่สามารถให้ได้ บวกรวมกับศักยภาพของภูเก็ตที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ที่มั่นใจว่า จะกลับมาฟื้นตัวในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน

ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” (UHG) ดำเนินธุรกิจครอบคลุมระบบนิเวศด้านการบริการ (Hospitality ecosystem) แบบครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การพัฒนาโรงแรมและรีสอร์ท การจัดการ การตลาด การบริการเทคโนโลยีสุดล้ำที่เป็นกรรมสิทธิ์หนึ่งเดียวของ UHG โดยเฉพาะ การสร้างแบรนด์ การบริหารงานอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง และรับบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ทให้กับนักลงทุน ซึ่งจะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม ด้วยโมเดลธุรกิจที่ “ยืดหยุ่น” ตามความต้องการของนักลงทุน ไม่มีข้อจำกัดที่เข้มงวด รวมถึงมีแนวทางการจัดการและสัญญาแฟรนไชส์ที่ “ปรับเปลี่ยนได้” ด้วยดีลที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การลงทุนมากยิ่งขึ้น และกล้าการันตีรายได้ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งนับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์วงการธุรกิจโรงแรมและการบริการ เป็น “ทางเลือก” และ “ทางออก” สำหรับธุรกิจโรงแรมยุคใหม่อย่างแท้จริง 





“UHG กำเนิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์สุดแข็งแกร่ง กับแนวคิดที่กล้าหาญ ฉีกกฎเดิมๆ เพื่อจะพาทุกนำไปสู่การรังสรรค์ประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง รวมถึงพลิกโฉมโลกแห่งการบริการและการท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง และช่วยยกระดับสนามแข่งขันในตลาดการบริการและการท่องเที่ยวยุคใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากความกล้าหาญและกล้าสร้างสรรค์ UHG พร้อมแล้วที่จะพาพันธมิตร นักเดินทาง ตลอดจนทีมงาน และสมาชิกในชุมชน ก้าวสู่โลกใหม่แห่งภาคการบริการและการท่องเที่ยวไปด้วยกัน เรากล้าการันตี เรายืดหยุ่น เราเข้าใจผู้ลงทุนและนักเดินทาง เราพร้อมให้คุณปรับแต่งธุรกิจได้ตามความสำเร็จที่คุณต้องการ(LIVE YOUR OWN WAY)...เราคือ “UHG” ” ฮาชิกล่าว 

ภายใต้ร่ม UHG ประกอบด้วยแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ชาญฉลาด ได้แก่ แบรนด์ที่พักระดับกลาง (MidscaleAparthotel Brand) แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทมาตรฐานระดับสูง (Luxury Scale Hotel & Resort) และ แบรนด์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ (Ultra-Luxury) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับแบรนด์ High-fashion ระดับโลก โดย UHG จะดำเนินการเปิดโรงแรมใหม่หลายแห่ง รวมถึงการรีแบรนด์ และปรับปรุงโรงแรมโฉมใหม่ในปี 2565 เป็นต้นไป
• แบรนด์ที่พักระดับกลาง (Midscale Aparthotel Brand) โรงแรมระดับกลางที่จะนำเสนอการพักผ่อนที่มีสไตล์ เข้าถึงง่าย สะดวกสบายตามาตรฐานสากล โดยเป็นผสมผสานไลฟ์สไตล์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้ เป็นที่พบปะของคนสไตล์เดียวกัน ตามแนวคิดของ Hostel, Co-Living, Lifestyle Hotel เข้ากับความสะดวกสบายและความยืดหยุ่นเหมือนอยู่อพาร์ตเมนต์ส่วนตัว ตามแนวคิด Residence, Apartment, Airbnb เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชาญฉลาด เลือกความคุ้มค่า และคุ้มที่จะมาเยือน การรังสรรค์แบรนด์ผ่าน 4 แนวคิดหลักคือโรงแรมระดับกลางที่ครบครันด้วยความสะดวกสบาย(Midscale with comfort) การเข้าพักที่ยืดหยุ่นได้ และเลือกรูปแบบได้ (Flexible stay Purposeful) เน้นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ (Design) อาหารอร่อยถูกปากนักชิมแนวใหม่(Hip F&B concept) และให้ความรู้สึกอบอุ่น มีความสนุกสนานเมื่ออยู่ร่วมกัน (Sense of community)


• แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทมาตรฐานระดับสูง(Luxury Scale Hotel & Resort) ที่พักระดับ 5 ดาว ที่เน้นความหรูหราและมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างแท้จริงแบรนด์นี้เป็นการผสานระหว่างโลกแห่งไลฟ์สไตล์รีสอร์ทและสถานที่พักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellbeing Retreat) ตอบโจทย์ผู้เข้าพักที่ต้องการความเหนือระดับ และรักษาสุขภาพและจิตใจไปในคราวเดียวกัน โดยได้พัฒนาแบรนด์ขึ้นมาจากสโลแกน “Live slow, play well” (ใช้ชีวิตให้ช้าลง แล้วฟื้นฟูตัวเองให้ดีขึ้น)
• แบรนด์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ (Ultra-Luxury) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับแบรนด์ High-fashion ระดับโลก โดยล่าสุดได้ร่วมมือครั้งสำคัญกับ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี” (ToninoLamborghini) ลักซัวรี่แบรนด์ในตำนานของอิตาลีที่มีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบที่หรูหรา เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแห่งใหม่และแห่งแรกในประเทศไทยบนเกาะภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี บูติค โฮเทลภูเก็ต” (Tonino Lamborghini Boutique Hotel Phuket) ซึ่งมีกำหนดจะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2566 เป็นรีสอร์ทสุดหรูที่ไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่บน “อ่าวปอ” ชายฝั่งตะวันออก ที่มองเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะภูเก็ต และวิวอ่าวพังงาอันตระการตา




นลินา สุรนัคครินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า แบรนด์โรงแรมที่เรากำลังเตรียมตัวกันอยู่นี้ จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัวของแขกผู้เข้าพักไม่ว่าจะทางด้านพื้นที่หรือบริการ การวางคอนเซปต์ที่สร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการพักผ่อน แต่ต้องให้ความรู้สึกที่เหมือนบ้าน ให้อิสระในการเลือกบริการ ดีไซน์ที่ทันสมัย”

นอกจากนั้น UHG ยังตั้งเป้ากำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการบริการ บนพื้นฐานของปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนและส่งมอบผลประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่นโดยมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยการนำแนวทางปฏิบัติด้านการพัฒนาและการจัดการที่ยั่งยืนผนวกเข้ากับจริยธรรมทางธุรกิจทั้งหมด ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวาง ภายใต้การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การลดของเสีย ลดค่าใช้จ่าย และการขับเคลื่อนผลประโยชน์ระยะยาวให้กับชุมชน ในขณะเดียวกันก็ช่วยดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเยือนชุมชนท้องถิ่นที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการเปิดตัวของ UHG ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 จะเริ่มต้นด้วยแบรนด์ที่พักระดับกลาง (MidscaleAparthotel Brand) ตามมาด้วยการเปิดตัวแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทมาตรฐานระดับสูง (Luxury Scale Hotel & Resort) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 และจะประกาศแบรนด์พันธมิตรระดับอัลตร้าลักชัวรี่ (Ultra-Luxury) ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลก

รวมถึงแผนการเนรมิต 2 อภิมหาแลนด์มาร์คใหม่ บนทำเลทองทั้งเหนือและใต้ของเกาะภูเก็ต ได้แก่ “Bay of Icons” จุดหมายปลายทางใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับนักลงทุนและนักเดินทางระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก ตั้งอยู่บน “อ่าวปอ” ชายฝั่งทางเหนือของเกาะภูเก็ต ประกอบด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำ บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หรูหราอย่างแท้จริง และ “Entertainment Complex” ยูโทเปีย ดรีม (Utopia Dream) *ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ อาณาจักรแห่งการพักผ่อนที่จะเต็มไปด้วยสีสันความสุขและกิจกรรมบันเทิงระดับโลก ที่จะผุดขึ้นในย่าน “ในหาน” ชายฝั่งทางใต้ของเกาะภูเก็ต

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น” ได้ที่เว็บไซต์ www.utopia.co.th

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้กรุ๊ป” ได้ที่ www.utopiahospitalitygroup.com

####

เกี่ยวกับ ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น (Utopia Corporation: UCORP)

ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2558 และเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในภูเก็ต ปัจจุบันดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รวม 10 แห่ง และบริหารโรงแรมในเครือ 1 แห่งในภูเก็ต ได้แก่ ยูโทเปีย ในหาน (Utopia Naiharn) ซึ่งได้รับรางวัล “Asia’s Top Emerging Hotel” จากการประกาศรางวัลของ Now Travel Asia รวมถึง ล่าสุดได้ร่วมมือกับ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี” (Tonino Lamborghini) ลักซัวรี่แบรนด์ในตำนานของอิตาลีที่มีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบที่หรูหรา เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแห่งใหม่บนเกาะภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี” แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะดำเนินงานภายใต้ Utopia Hospitality Group ซึ่งจะเป็นบริษัทเรือธงในการประกอบธุรกิจโรงแรมในเครือ Utopia Corporation ปัจจุบัน ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น ได้พัฒนาโครงการแล้วถึง 10 โครงการ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 ยูนิต ครอบคลุมพื้นที่ก่อสร้างรวม 120,000 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดยทุกโครงการต่างมุ่งเน้นการพัฒนาบนความสร้างสรรค์ที่ฉีกกฎเดิม ๆ ภายใต้สโลแกน “กล้าที่จะฝัน” (Dare To Dream) เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตของยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย รวมถึงกระตุ้นตลาดใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม

“เอสซีจี” แนะธุรกิจชู 4 เทรนด์ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ยุคโควิด 19

posted Oct 13, 2021, 10:27 PM by Maturos Lophong

“เอสซีจี” แนะธุรกิจชู 4 เทรนด์ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ยุคโควิด 19

การระบาดของโควิด 19 ที่ขณะนี้แม้สถานการณ์ทั่วโลก รวมถึงในไทยจะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการระดมฉีดวัคซีน ไปพร้อมกับผู้คนการ์ดยังไม่ตก อาทิ ภาคธุรกิจได้สกัดการระบาดของโรค เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการสามารถเดินหน้าอย่างไม่สะดุด ด้วยมาตรการป้องกันและควบคุมโรค (Bubble and Seal) และมาตรการแยกกักตัวที่บ้านและสถานประกอบการ (Home and Factory isolation) อย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม การกลายพันธุ์ของโควิด 19 หลายสายพันธุ์ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า (Delta) ทำให้เชื่อว่าโควิด 19 จะไม่หมดไป ดังนั้น “การเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด 19” จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยง โดยผ่านมุมมองของ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้เปิดมุมมองแนวคิดสำหรับภาคธุรกิจ มี “4 เทรนด์” สำคัญ ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันฝ่าภัยโควิด 19 “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส”

เทรนด์แรกคือ “Automation” หรือระบบอัตโนมัติ จะไม่ใช่การลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจอีกต่อไป แต่จะเป็น “ความจำเป็น” ที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการนำ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ต่างๆมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม (Industry Automation) และภาคบริการ (Service Automation) เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงทางธุรกิจแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานส่วนหนึ่งที่ติดเชื้อโควิด 19 ระบบนี้ยังจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการสินค้าและบริการของลูกค้าจากสถานการณ์โควิด 19 ที่มีความต้องการหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น อาทิ การนำ AI มาใช้ทำ Digital twin หรือแบบจำลองการผลิต ปรับสูตร หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตโดยรวม เพื่อให้รู้ผลกระทบก่อนดำเนินการจริง เป็นต้น

เทรนด์สอง “E-Commerce” หรือการรุกสู่ธุรกิจค้าออนไลน์ โดยโควิด 19 ถือเป็น “ตัวเร่ง” ให้ธุรกิจค้าออนไลน์เติบโตก้าวกระโดด โดยที่ผ่านมาเอสซีจี ได้รุกสู่ธุรกิจนี้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ แพลตฟอร์มออนไลน์ “คิวช่าง” (Q-Chang) เพื่อให้เจ้าของบ้าน เลือกช่างมาให้บริการตามความเหมาะสมกับเนื้องาน แก้ปัญหาการหาช่างซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทำบ้าน ,การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์ design connext ที่จะเป็นผู้ช่วยเจ้าของบ้าน ตั้งแต่เรื่องการออกแบบ การก่อสร้าง การตกแต่ง และการบำรุงรักษา เป็นต้น
นอกจากนี้ เอสซีจี ยังทำเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (packaging) ให้เหมาะสมกับการขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ยืดอายุสินค้าให้กับเหมาะสมกับการบริโภค และมีแม้กระทั่งแพลตฟอร์มที่ให้บริการธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือ SMEs ด้านอาหาร เรียกว่า Dezpack ให้บริการออกแบบทำแบรนด์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการขนส่ง รวมถึงวัดความพึงพอใจลูกค้าให้ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนให้เอสเอ็มอี

เทรนด์ถัดมา คือ “Smart Farming” หรือ เกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเอสซีจีมองว่า โควิด 19 จะส่งผลให้แรงงานส่วนหนึ่งกลับถิ่นฐานไปอยู่ในแวดวงการเกษตร ซึ่งผู้คนเหล่านี้พร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตามกว่า 70% ของภาคการเกษตรในไทยเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้ยากต่อการลงทุนในเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร แรงงานยังหายาก และขาดเทคโนโลยีในการเพาะปลูก
ที่สำคัญคือเรื่องของการขาย การตลาด ซึ่งจะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ ประกอบด้วย “Hard ware” หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต ในลักษณะร่วมกันใช้ (Sharing) เครื่องจักรกลการเกษตร ผ่านการจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรแปลงเล็กเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยี ,”Software” หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมบริหารจัดการการเพาะปลูก ควบคุมความชื้น การให้น้ำ ให้ปุ๋ย การวางแผนเพาะปลูกชนิดของพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการตลาด “Peopleware” หรือการให้ผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร การตลาด ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูก และพันธุ์พืช



เทรนด์สุดท้ายคือ “Green (Sustainable) Construction” หรือ การก่อสร้างสีเขียว การก่อสร้างตอบโจทย์ความยั่งยืน ต้องยอมรับว่าโควิด 19 เป็นตัวเร่งเทรนด์ดังกล่าว อาทิ จากข้อจำกัดในการเข้าไซด์งาน ทำให้ต้องหาเทคโนโลยีจำกัดเวลาก่อสร้าง ลดปัญหาฝุ่น ลดของเสียในการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 30% ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เอสซีจี ได้นำระบบ BIM (Building Information Modelling) เพื่อวางแผนกระบวนการก่อสร้างผ่านแบบจำลอง โดยนำมาใช้ร่วมกับระบบการก่อสร้าง Modular Construction เพื่อลดกระบวนการทำงาน ลดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และเพิ่มคุณภาพงานก่อสร้าง เช่นเดียวกับเทรนด์อาคารสีเขียว (Green building) โดยเฉพาะการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ดูแลความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้ที่อยู่ในอาคาร จะเป็นทิศทางที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างจะมุ่งไป

“จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 เทรนด์พูดถึงการดำเนินงานเป็นแพลตฟอร์ม ไม่เฉพาะคนซื้อกับคนขาย และพูดถึงทั้ง Ecosystem อาทิ ในภาคก่อสร้าง อาจรวมถึงคนออกแบบ คนให้บริการ แพลตฟอร์มที่ดีคือการทำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในการทำงาน สร้างมูลค่า หากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ภาคบริการ มองเห็นโอกาสของ 4 เทรนด์นี้ และนำไปใช้ ก็จะช่วยฟื้นธุรกิจจากโควิด 19 ไปด้วยกัน” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

สำหรับเอสซีจี ถือว่าได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ไม่มากเท่ากับอีกหลายธุรกิจที่กระทบตรง อย่างธุรกิจสายการบิน ท่องเที่ยว นอกจากนี้หากมองผลกระทบเชิงบวกทำให้เอสซีจีปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในธุรกิจค้าออนไลน์สำหรับวัสดุก่อสร้าง และการนำแพลตฟอร์มดิจิทัล มาใช้ในการทำการตลาด การกระจาย จำหน่าย และการขนส่ง รวมถึงการคำนึงถึงเรื่องการก่อสร้างสีเขียว และระบบ modular construction เพื่อลดเวลาการก่อสร้าง

ผลกระทบของโควิด 19 ทำให้เอสซีจีมีการทบทวนแผนการดำเนินงานใหม่และมีการ “set zero” เพื่อพิจารณาการลงทุนใหม่ จัดอันดับความสำคัญใหม่ว่าแผนเดิมยังเหมาะต่อสถานการณ์ในปัจจุบันหรือหลังโควิด 19 หรือไม่ ขณะที่ผลพลอยได้ที่สำคัญจากวิกฤติทำให้เห็นความเป็นผู้นำของผู้บริหารเอสซีจีหลายคน รวมถึงการปรับกระบวนการทำงานนอกสำนักงาน (Hybrid Workplace) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำงานในอนาคต ขณะที่ผลกระทบทางลบจากโควิด 19 ทำให้โอกาสการลงทุนในอาเซียนต้องช้าออกไป จากข้อจำกัดในการเดินทาง ทำให้การทำงานเป็นทีมในฐานการผลิตแต่ละประเทศทำได้ไม่ง่าย

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติก็ยังมีโอกาสอยู่เสมอ ที่เอสซีจี ได้นำมาใช้ปรับตัวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการซัพพลายเชน การเข้าถึงลูกค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าบริการเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกค้า (well-being) อีกตัวอย่างที่เป็นความสำเร็จช่วงโควิด 19 คือ การนำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อปลดล็อกสร้างการเติบโตในอาเซียน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการศึกษาการปรับโครงสร้างของธุรกิจเคมีภัณฑ์ให้เติบโตในอนาคต

“โควิดเหมือนเราป่วยเป็นโรคร้ายแรง แต่เราผ่านไปได้แม้จะเจ็บหนัก คำถามคือหลังจากเรารอดมาได้ เราจะยังคงใช้ชีวิตแบบเดิมไหม การกิน การออกกำลังกาย การดูแลตัวเอง หรือเราจะปรับการใช้ชีวิตให้ต่างจากการใช้ชีวิตแบบเดิมก่อนเกิดโควิด ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส สร้างความเข้มแข็ง ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าได้” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวทิ้งท้าย

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ชี้หากไทยฟื้น ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’ ได้ จะสร้างเม็ดเงินคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ

posted Jun 25, 2021, 1:57 AM by Maturos Lophong



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ชี้หากไทยฟื้น ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’ ได้ จะสร้างเม็ดเงินคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ

ย้ำแผนการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต้าน COVID-19 คือปัจจัยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐที่ตั้งเป้าสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ภายในปี 2564 ด้วยการกระจายการฉีดวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดสนั้น และเปิดประเทศใน 120 วัน หากดำเนินตามแผนดังกล่าวได้ก็จะเป็นผลดีอย่างมากต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย ดังที่ทราบกันดีว่ารายได้หลักของระบบเศรษฐกิจไทยมาจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว หากไทยเดินหน้าฉีดวัคซีนได้มากพอก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามา ทั้งมาท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมสามารถขับเคลื่อนไปได้ คาดว่าแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยับอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ


“เมื่อกิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเริ่มดำเนินการได้ กลไกโดยรวมก็จะเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ ภาครัฐพยายามวางแผนนโยบายเพื่อเริ่มทำให้กลไกดังกล่าวเดินหน้า ดังจะเห็นได้จากแผนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ที่เริ่มเปิดการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็น New Model ก่อนที่จะเปิดประเทศ โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะในแบบโครงการนำร่องพร้อมกำหนดมาตรการการดูแลด้านการระบาดของเชื้อ COVID-19 ตามมาตรฐานด้านสาธารณสุข ซึ่งคงต้องรอดูผลลัพธ์ของโครงการดังกล่าว และคงต้องเรียนรู้ในการปรับแผนไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ การที่ล่าสุดรัฐได้ตั้งเป้าเปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วันนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะฟื้นคืนเศรษฐกิจในองค์รวมเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับภาพรวมการฉีดวัคซีนและภาพรวมจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศด้วย” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวแสดงมุมมองต่อแผนการเปิดประเทศเพื่อขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจของรัฐ


ด้านการคาดการณ์ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยหลังแผนการฟื้นฟูประเทศนั้น นายชูรัชฏ์ ชาครกุล แสดงความเห็นว่า “หากแผนฟื้นคืนธุรกิจท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้า การจ้างงานในภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะเริ่มกลับมาเปิดบริการได้ทำให้มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบและเม็ดเงินดังกล่าวก็จะส่งผลทางบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเมื่อลูกค้ากลุ่มที่อยู่ในภาคธุรกิจบริการเกิดการฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็จะกลับมา ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 มีอัตราการเติบโตโดยรวมดีกว่าภาพรวมในครึ่งปีแรก”


ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขตโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้นก็จะฟื้นคืนเช่นกันหากไทยสามารถเปิดประเทศได้ตามเป้า “อุตสาหกรรมส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวคือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC หากเศรษฐกิจโลกโดยรวมกลับมาฟื้นตัว ก็จะทำให้ธุรกิจส่งออกของไทยเริ่มฟื้นตัวได้ด้วยเช่นกัน จากข้อมูลทางเศรษฐกิจพบว่าในหลายๆ ประเทศเริ่มมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกาและจีน ประกอบกับภาคการผลิตที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้านี้ก็จะเริ่มมีการสั่งผลิตเพิ่มเนื่องจากสต็อกสินค้าที่มีอยู่เริ่มลดลง เห็นได้จากตัวเลขส่งออก 5 เดือนแรกมีการเติบโต 10.7 % ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจในโซน EEC เริ่มเดินหน้าได้มากขึ้น และจะเป็นโมเดลเดียวกันกับภาพรวมประเทศที่เมื่อธุรกิจส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวที่ถือเป็นธุรกิจหลักในการสร้างรายได้สู่ประเทศฟื้น ก็จะเกิดลูกโซ่การฟื้นตัวมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน EEC เช่นกัน”


“ปัจจุบัน ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีการพัฒนาโครงการบ้านป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวนวัตกรรมแบบบ้านใหม่ สไตล์ French Colonial ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของเทรนด์ Work from Home ในราคาที่จับต้องได้ ที่สำคัญในช่วงการระบาดของเชื้อ COVID-19 บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยในทุกโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งลูกค้า พนักงาน และบริษัทคู่สัญญาในส่วนงานต่างๆ เมื่อเข้ามาเยี่ยมชมโครงการหรือติดต่อทางธุรกิจกับ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

เอสซีจี รุกตลาดด้วยนวัตกรรมสินค้าเคมีภัณฑ์-โซลูชันบ้าน-บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

posted Apr 30, 2021, 1:19 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 30, 2021, 1:20 AM ]



ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาส 1 ประจำปี 2564 ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก

รุกตลาดด้วยนวัตกรรมสินค้าเคมีภัณฑ์-โซลูชันบ้าน-บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

มุ่งเป็นต้นแบบธุรกิจ ESG สร้างการเติบโตระยะยาว


กรุงเทพฯ : 29 เมษายน 2564 – เอสซีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 กำไรเพิ่มขึ้น จากนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มรับตลาดโลกฟื้น การเริ่มผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ เฟส 2 และการส่งมอบโซลูชันที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการปรับปรุงบ้านในช่วง Work from Home ขณะที่บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร-เครื่องดื่ม และอีคอมเมิร์ซเติบโตต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน พร้อมมุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่ต้นแบบธุรกิจ ESG ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในบริษัทรีไซเคิลพลาสติก ในโปรตุเกส พัฒนาโซลูชัน Medical & Healthcare และ EV รับเทรนด์โลก เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว



นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี

ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2564 มีรายได้จากการขาย 122,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 จากไตรมาสก่อน จากผล

การดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ และมีกำไรสำหรับงวด 14,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 85 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

จากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจเคมิคอลส์มีปริมาณขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์

(MOC) ในไตรมาสก่อน การเริ่มผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ เฟส 2 (MOC Debottleneck) และอุปสงค์ทั่วโลกปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างดีขึ้นจากปัจจัยตามฤดูกาล ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้งมีการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) ในภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตยิ่งขึ้น และกระจายฐานลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้นร้อยละ 114 สาเหตุหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์มีส่วนต่างราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น

ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 41,475 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ (New Products Development – NPD) และ Service Solution เช่น โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Solution) โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart and Functional Solutions) คิดเป็นร้อยละ 13 และ 5 ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในไตรมาสที่ 1

ปี 2564 ทั้งสิ้น 51,104 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของรายได้จากการขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 มีมูลค่า 800,932 ล้านบาท โดยร้อยละ 38

เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน





ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2564 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้



ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 51,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงาน MOC ในไตรมาสก่อน และการเริ่มผลิตของโครงการMOC Debottleneck ในไตรมาสนี้ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด8,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 51 จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ 397 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัทกรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด หรือ BST ที่เป็นผู้ผลิตน้ำยางสังเคราะห์ไนไตรล์รายเดียวในประเทศไทย เพื่อการผลิตถุงมือยางไนไตรล์สำหรับแพทย์


ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการสินค้าและบริการในภูมิภาคที่ลดลง และการซ่อมบำรุงตามแผนของโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศกัมพูชา โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยตามฤดูกาล




ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 27,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในอาเซียน ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น การรุกขยายพอร์ตสินค้าบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ และบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อสุขอนามัย ฯลฯ การปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการกระจายฐานลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงกลยุทธ์ Merger & Partnership หรือ M&P ได้แก่ การเข้าลงทุนใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ประเทศเวียดนาม และการเข้าลงทุนใน Go-Pak UK Limited เพื่อขยายฐานตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารในภูมิภาคต่าง ๆ รองรับเมกะเทรนด์



นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “ผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เอสซีจีจึงเตรียมความพร้อมด้วยการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น (Resiliency) เช่น เพิ่มสัดส่วนการขายนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนโดยยังคงรักษาความปลอดภัยด้วยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 อย่างเคร่งครัด

ทั้งกับพนักงาน ลูกค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจ ส่งมอบสินค้า บริการ และโซลูชันครบวงจรต่าง ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Managementหรือ BCM)

ขณะเดียวกัน เอสซีจีได้มุ่งดำเนินทุกธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance - ESG) โดยเร่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจรด้าน Circular Economy, Medical & Healthcare และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ที่กำลังเติบโตสูง โดยล่าสุดได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท Recycled Plastic ในประเทศโปรตุเกส เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว

ปัจจุบัน เอสซีจีมีสินค้าในกลุ่ม SCG Green Choice ที่ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการใช้พลังงาน และยืดอายุ การใช้งานสินค้า เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภค จำนวนสินค้า 103 รายการ และมุ่งขยายเป็น 135 รายการ ภายในปีนี้ โดยในไตรมาสที่ 1 มีรายได้จากการขายสินค้า SCG Green Choice เท่ากับ 45,635 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37 ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ เอสซีจีได้เพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) สำหรับกระบวนการผลิต โดยในปี 2563

มีสัดส่วนการใช้เท่ากับ 88,125 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 เท่ากับ 14,769

เมกะวัตต์–ชั่วโมง เช่นเดียวกับพลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) ที่มีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุนโยบายลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (Zero Coal Initiative) โดยในปี 2563 มีสัดส่วนการใช้เท่ากับร้อยละ 14.3 ในขณะที่ในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีสัดส่วนการใช้เท่ากับร้อยละ 16.0


สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวคิด ESG เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งนอกจากจะเน้นการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) อาทิ SMX™ HDPE และ HDPE Pipe PE112 แล้ว ยังเร่งการเข้าสู่ธุรกิจที่ตลาดมีการเติบโตสูง

เช่น ธุรกิจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ล่าสุด ได้เข้าสู่ธุรกิจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในยุโรป ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นบริษัท ซีพลาสต์ (Sirplaste) ผู้ประกอบธุรกิจและผู้นำด้านพลาสติกรีไซเคิลในประเทศโปรตุเกส ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ยังสามารถนำความได้เปรียบนี้ไปพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งขยายช่องทางการขายในตลาดยุโรปได้

นอกจากนี้ โครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงาน MOC Debottleneck ซึ่งธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ DOW ได้ร่วมมือกันดำเนินโครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จเร็วกว่าแผนและเริ่มทดลองดำเนินการผลิตแล้ว คาดว่าจะผลิตได้เต็มกำลังภายในเดือนพฤษภาคม 2564 จะทำให้มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้กระบวนการผลิตมีต้นทุนการลงทุนที่ต่ำลง และยังทำให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Process)

ในส่วนของโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนามคืบหน้าตามแผนร้อยละ 76 โดยจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งปีแรกของปี 2566

นอกจากนี้ เอสซีจีอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจเคมิคอลส์ รวมถึงการเสนอขายหุ้น SCG Chemicals ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อรองรับโอกาสในการขยายธุรกิจเคมิคอลส์ในอนาคต เช่น ความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าการศึกษาและการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังคงเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการนำเสนอสินค้า บริการ และโซลูชันครบวงจร ตอบโจทย์การก่อสร้างและการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG อาทิ โซลูชัน Green Construction ของ CPAC ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างของไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการด้วย CPAC Construction Solution เช่น CPAC BIM, CPAC Drone, CPAC 3D Printing และ CPAC Smart Structure ตั้งเป้าเปลี่ยนของเสียจากงานก่อสร้างให้เกิดประโยชน์คืนกลับสู่สังคม (Waste to Wealth) ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ประมาณร้อยละ 10-20

นอกจากนี้ ธุรกิจได้ขยายตลาด SCG Solar Roof Solution ทั้งลูกค้ากลุ่มเจ้าของบ้าน (Residential) และกลุ่มผู้ประกอบการ (Non- Residential) ที่ใช้ไฟในตอนกลางวันต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความต้องการลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชนให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้ายอดขายรวม 600 ล้านบาท ในปี 2564 และล่าสุดได้เปิดตัว EV Solution Platform โซลูชันที่ให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ธุรกิจได้เปิดตัว SCG D’COR (เอสซีจี เดคคอร์) วัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ พร้อมบริการ SCG D’COR Facade Solution ตอบรับการก่อสร้างที่ต้องการทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพการใช้งาน และจะขยายสาขา SCG HOME เพิ่มอีก 33 สาขา รวมเป็น 50 สาขา ภายในปีนี้ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนา SCGHOME.com ให้เป็น Super Platform ของการทำบ้านที่ครบวงจรที่สุด เชื่อมต่อระหว่างหน้าร้านและระบบออนไลน์ตามแนวคิด Active Omni-channel เป็นเพื่อนคู่คิดให้ลูกค้าตั้งแต่การวางแผน การปรับปรุงบ้าน จนถึงการเข้าอยู่อาศัย



ขณะที่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ยังคงเติบโตได้ดี ด้วยการนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยดำเนินงานตามโมเดลธุรกิจที่มุ่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคอาเซียนรุกขยายกำลังการผลิตและผนึกกำลังระหว่างฐานการผลิตต่าง ๆ ซึ่งได้เปิดดำเนินการโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์กำลังผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี ของ Fajar ในประเทศอินโดนีเซีย และการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์อีกกว่า 347 ล้านชิ้นต่อปี ในบริษัทวีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งสินค้าทางเรือได้ดี ทำให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดที่ฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจได้พัฒนานวัตกรรมโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ล่าสุดได้พัฒนา OptiBreath® บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยคงความสดของผักผลไม้ให้นานขึ้น ลดการเน่าเสียและข้อจำกัดทางการขนส่ง ด้วยเทคโนโลยีของฟิล์มที่ช่วยควบคุมการผ่านเข้าออกของก๊าซและไอน้ำ และ Odor LockTM บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยเก็บกลิ่นอาหาร สะดวกต่อ

การขนส่งและวางจำหน่ายร่วมกับสินค้าอื่น โดยวางจำหน่ายแล้วในร้านค้าออนไลน์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภคในฤดูกาลผลไม้นี้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ระลอกสามนี้ ค่อนข้างรุนแรง และส่งผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจในวงกว้าง ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามเต็มที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัปดาห์นี้ ที่ภาครัฐได้ยกระดับมาตรการให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี และเชื่อว่า หากพวกเราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เช่น ช่วยกัน Work from Home ให้มากที่สุด สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาด และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ฯลฯ ก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

สำหรับการผลิตวัคซีนป้องกันโควิค 19 “แอสตราเซเนก้า” โดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด มีความคืบหน้าด้วยดี ล่าสุด อย. ได้อนุมัติให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นฐานการผลิตวัคซีนที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตและกระจายวัคซีนไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สามารถเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยจะเริ่มทยอยฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

ขณะเดียวกัน มูลนิธิเอสซีจี เอสซีจี และเอสซีจีพี ได้กระจายความช่วยเหลือไปยัง 270 หน่วยงานใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนให้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ด้วยนวัตกรรม “เตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี (SCGP Paper Field Hospital Bed)” จำนวน 22,000 ชุด ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ รองรับการใช้งานตามสรีระของคนเอเชีย รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัมขนส่งและประกอบได้ง่าย รวมถึงนวัตกรรม “ห้องน้ำสำเร็จรูป (Bathroom Mobile Unit)” นวัตกรรม “ห้องความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room)” และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ

นอกจากนี้ เอสซีจี หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และบริษัทชั้นนำ จะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการกระจายวัคซีนให้รวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพ และทั่วถึงมากที่สุด ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร งบประมาณ และสถานที่ โดยเอสซีจีได้จัดเตรียมพื้นที่บริเวณสำนักงานใหญ่เอสซีจี บางซื่อ ให้เป็น “สถานีฉีดวัคซีน” สำหรับประชาชน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมิถุนายนนี้ ผมหวังว่า ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการดูแลตนเองของเราทุกคน จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็จะนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักได้โดยเร็ว”

CPAC รุกกลยุทธ์ ‘Green Construction’ ชูเทคโนโลยีดิจิทัลเคลื่อนนวัตกรรมก่อสร้าง

posted Apr 9, 2021, 1:55 AM by Maturos Lophong



CPAC รุกกลยุทธ์ ‘Green Construction’ ชูเทคโนโลยีดิจิทัลเคลื่อนนวัตกรรมก่อสร้าง


CPAC สานวิสัยทัศน์ ESG เคลื่อนธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ ‘Green Construction’ ดันรายได้โตต่อเนื่อง รุกนำเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างนวัตกรรมทุกกระบวนการก่อสร้าง“คุ้มค่า-ลดสูญเสีย” ตอบโจทย์ลูกค้าครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ยกระดับวงการก่อสร้างไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายชนะ ภูมี Vice President – Cement and Construction Solution Business และกรรมการบริหาร CPAC ในธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในปี 2564 ว่ามีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยยึดหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และมีบรรษัทภิบาล

โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าว CPAC จะผลักดันผ่านกลยุทธ์ ‘Green Construction’ มีเป้าหมายที่จะ“ยกระดับ”มาตรฐานงานก่อสร้างของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการก่อสร้างเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ทั้งการใช้ทรัพยากรและวัสดุก่อสร้างอย่างคุ้มค่าลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้มาตรฐานสุขภาพอนามัย มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน เปลี่ยน Waste หรือความสูญเสีย ให้เป็น Wealth หรือการสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคม ผ่านการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันครบวงจรด้วย CPAC Green Construction Solution

“CPAC จะเพิ่มสัดส่วน Green Construction ผ่านสินค้ารักษ์โลก (Green Products) และบริการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Solution) สร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขอเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก”

ทั้งนี้ความสำเร็จของ Green Construction เกิดจากการนำ“เทคโนโลยีดิจิทัล” มาผลักดัน“นวัตกรรมก่อสร้าง” (Digital & Construction Technology) เพื่อนำไปสู่ End to end service solution หรือการตอบโจทย์ลูกค้าครบ จบที่เดียว ตั้งแต่ออกแบบ ก่อสร้าง ดูแลหลังก่อสร้าง ช่วยแก้ปัญหาการก่อสร้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย CPAC มีนวัตกรรมก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่




CPAC Drone Solution นวัตกรรมในการประเมินพื้นที่เพื่อให้เห็นภาพรวมของพื้นที่โดยใช้โดรนบินสำรวจ ประเมินระดับความสูงต่ำของพื้นที่ สภาพแวดล้อมโดยรวม เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบจัดทำผังโครงการ และสามารถใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ลดความผิดพลาดในการก่อสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ เกิดความปลอดภัย ลดเวลาก่อสร้าง

CPAC BIM การนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการบริหารจัดการงานก่อสร้าง ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (Ecosystem) เห็นภาพรวมของงานก่อสร้างในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ สามารถตรวจสอบจุดผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ติดตามความคืบหน้างานก่อสร้างให้เป็นไปตามเป้าหมายโครงการ เเละเมื่อส่งมอบงานแล้วสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารอาคารต่อไป ลดงานตีกลับ (Reject) , การทำงานซ้ำ (Rework) และลดความสูญเสีย (Waste)




CPAC 3D Printing Solution เป็นนวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยออกแบบและควบคุมกระบวนการก่อสร้างด้วยการใช้เครื่องจักร 3D Printer สามารถพิมพ์ รูปโครงสร้างและตัวอาคารตามรูปแบบที่ต้องการ ลดระยะเวลาทำงาน ลดการใช้แรงงาน ลดเศษวัสดุในพื้นที่งานก่อสร้าง และยังประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คอนกรีตตกแต่งอื่นๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ และฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง

“การผลักดัน Green Construction เราต้องการสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ตั้งแต่ เจ้าของงานก่อสร้าง ผู้รับเหมา ช่าง ผู้ให้บริการด้านการก่อสร้าง ผู้ออกแบบ ผู้ผลิตวัสดุ และผู้จำหน่ายวัสดุ ทั้งในระดับประเทศไปจนถึงระดับท้องถิ่น ความร่วมมือกับภาครัฐในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลระดับ World Class เพื่อยกระดับงานก่อสร้างให้มีการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรในการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดเป็น Green & Wealth Society” นายชนะ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจ CPAC สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CPAC Contact Center โทร. 02-555-5555 หรือ ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://web.cpac.co.th

 

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนากลยุทธ์การตลาดสู่ยุคดิจิทัลเทรนด์

posted Jan 17, 2021, 9:53 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 17, 2021, 9:55 PM ]



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนากลยุทธ์การตลาดสู่ยุคดิจิทัลเทรนด์ 

ตอบไลฟ์สไตล์แบบ New Normal เสิร์ฟข้อมูลโครงการผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม

เปลี่ยนให้การซื้อบ้านช่วง COVID-19 ‘ปลอดภัยและง่าย’ ยิ่งขึ้น



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปรับกลยุทธ์เสริมความสะดวกลูกค้าให้สามารถเลือกชมบ้านผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม VR360 ให้ได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนเข้าชมด้วยตนเอง พร้อมนัดชมแบบ VIP ในรูปแบบ VDO Call ลดเสี่ยง COVID-19 ด้วยการลงทะเบียน Pre-registration เพิ่มความมั่นใจในทุกครั้งที่เข้าชมทุกโครงการ


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในยุคปัจจุบันที่โลกดิจิตอลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตแบบปฏิเสธไม่ได้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้สามารถเติมเต็มทุกความต้องการได้อย่างครบครันในเวลาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้วันนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อวางระบบ customer centric digital journey ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพื่อให้การซื้อบ้านเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุค New Normal เพื่อลดความเสี่ยงจาก COVID-19

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วิเคราะห์ Customer journey & experience อย่างเจาะลึก ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างดี และนำ data ที่ได้มาวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เพื่อหาลูกค้าตัวจริง (Right Target) ถูกช่วงเวลา (Right Time) และที่สำคัญต้องถูกช่องทาง (Right Channel) “ปัจจุบันลูกค้ายุคใหม่ต้องการการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการ และ Real-time นับเป็นความท้าทายของแบรนด์ในการทำการตลาดและวางแผนการสื่อสาร โดยบริษัทฯ ได้ปรับรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์ให้ลูกค้าสะดวกในการใช้งานและหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้าเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน มีการนำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR360) หรือเทคโนโลยีภาพจำลองเสมือนจริง ที่สามารถสร้างประสบการณ์สมจริงเสมือนอยู่ในเหตุการณ์มาถ่ายทอดทุกมุมมองทั้ง interior และ exterior ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์จริงของการใช้ชีวิตในบ้านของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ นอกจากนี้ เรายังพบว่าคนส่วนใหญ่มักมองหาที่อยู่ใหม่ใกล้กับแหล่งที่อยู่เดิม เราจึงพัฒนาระบบการค้นหาโครงการใกล้คุณ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจของลูกค้าในการเลือกทำเลได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งพบว่าลูกค้าให้การตอบรับกับระบบดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล อธิบายเพิ่มเติม

(สามารถคลิกดูตัวอย่างโครงการบ้านที่ใช้เทคโนโลยี VR360 ได้ที่ : https://www.lalinproperty.com/properties/lio-bliss-bangna-srivaree/ )




นายชูรัชฏ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ลูกค้ากว่า 90% ต้องการทราบ ณ เวลาที่กำลังเลือกซื้อบ้านคือ การประเมินศักยภาพการผ่อนชำระของตนเอง ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้พัฒนาระบบผู้ช่วยส่วนตัวในการคำนวนสินเชื่อเบื้องต้นให้แก่ลูกค้าอีกด้วย “กว่า 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีพันธมิตรจากสถาบันการเงินและการธนาคารที่พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้าของลลิลฯเสมอ การเสริมระบบออนไลน์ที่ช่วยให้คำปรึกษาด้านการเงินจึงได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่คอยสนับสนุนเรื่องข้อมูลทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านได้แบบ one stop service ทำให้ประหยัดเวลาและสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอได้แบบ real time” 

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ประสงค์จะชมโครงการ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้จัดทำออนไลน์แพลตฟอร์มลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) เพื่อลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชมโครงการแบบ VIP เพื่อนัดเยี่ยมชมในรูปแบบ VDO Call ที่พร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า โดยจะมีพนักงานขายเป็นผู้นำชมโดยรอบโครงการตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งลูกค้าจะสามารถสอบถามข้อมูลเชิงลึกได้อย่างครบถ้วน ดำเนินการได้ง่ายเพียงคลิ๊กเข้าสู่เว็บไซต์ https://www.lalinproperty.com/visit-vip/ เพื่อลงทะเบียน และกดเลือกโครงการที่ต้องการเยี่ยมชม พร้อมระบุวันและเวลาที่สะดวกในการ VDO Call ทางเจ้าหน้าที่จะติดต่อไปตามวันและเวลาที่นัดหมาย เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นในช่วง COVID-19

SCG วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021

posted Jan 11, 2021, 8:03 PM by Maturos Lophong



SCG วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021 

พร้อมเผยปัจจัยเร่งสู่ยุค Smart City เชื่อมต่อแนวคิด Smart Living

อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี 2020 เกิดสถานการณ์ขึ้นมากมาย และได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อย่างสถานการณ์โควิด 19 ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทย แต่ได้กระทบไปทั่วโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้คน รวมไปถึงผู้ประกอบการ ที่ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นตัวกำหนดเทรนด์ให้เกิดการเร่งเครื่อง ทั้งเรื่องของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเกิด Digital Disruption ยังรวมไปถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ให้เดินทางมาเร็วกว่าปกติ และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องมายังปี 2021

จากสังคมโลกที่เปลี่ยนไป สิ่งใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มองเทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ในปี 2021 ประกอบไปด้วย 4 ข้อ ดังนี้

1. Digital Transformation คือการนำเอาดิจิทัล เทคโนโลยี มาปรับใช้กับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นหนึ่งตัวแปรการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากคนส่วนใหญ่ได้ให้เวลาและเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ที่ทุกคนต้องทำไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันโปรแกรมการประชุมออนไลน์ เข้ามาอำนวยความสะดวกแทนการเดินทางมาประชุมในรูปแบบเก่า หรือ การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เป็นต้น ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และง่าย แบบ Anywhere Anytime ของคนทุกเพศ ทุกวัย 


2. ผู้คนหันมาให้ความสำคัญ ใส่ใจกับพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น เทรนด์นี้เกิดขึ้นจากช่วงล็อคดาวน์ เมื่อคนอยู่บ้านกันมากกว่าที่เคย จะเห็นได้ว่า มีการปรับปรุงตกแต่งบ้านให้น่าอยู่และรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าโลกจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด “ที่อยู่อาศัย” ก็ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญ และเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด


3. นำไปสู่ตัวแปรที่สาม Well-Being โลกกำลังตื่นตัวในเรื่องของสุขอนามัยกันมากขึ้น เทรนด์ที่กําลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จากวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ทำให้มองเห็นการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญและให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัว ไปพร้อม ๆ กับการที่มีบ้านที่ดี มีความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกและใส่ใจกับความปลอดภัยเป็นเรื่องแรก ทั้งการอาศัยอยู่ภายในบ้าน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมตัวเอง และสมาชิกในบ้าน สู่การเป็นผู้สูงวัยในอนาคต



4. จากสถานการณ์ที่ทั่วโลกต่างรับมือกับการสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกเรา ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานกันมากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นสิ่งที่มนุษย์เราเริ่มหันมามองสิ่งรอบตัว จนเกิดคำถามที่ว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ถึงเวลาที่ต้องหันกลับมามองที่ตัวเราเอง ว่าที่ผ่านมาดูแลโลกนี้ดีเพียงพอหรือยัง?...



“พอเกิดโควิดแล้ว เกิดคำถามขึ้นมากมายตามมาว่าที่ผ่านมาเราดูแลโลกนี้ดีเพียงพอไหม เพราะต้องยอมรับหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากผลกระทบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป คนจะกลับมาตระหนักเหมือนกันว่าเราดูแลตัวเราเองแล้ว เราดูแลโลกไปด้วยไหม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรื่องเทรนด์ กระแสนิยม รวมถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้น อาทิ การดูแลสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน การใส่ใจด้านสุขอนามัย คงต้องมองย้อนกลับมามองถึงการใช้ชีวิต และ รอบ ๆ ตัว ว่าเราจะดูแลต่อจากนี้อย่างไร สำหรับผมมองว่าทั้ง 4 ข้อข้างต้นก็เป็นเทรนด์ที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันช่วยให้มันชัดเจนขึ้น และช่วยเร่งความเร็วมากขึ้น”

นายวชิระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนผ่านได้ยกระดับความต้องการพื้นฐานทางกายภาพของมนุษย์สู่ความเป็นดิจิทัล โดยการผนวกเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกสบายในทุกมิติ ส่งผลให้ภาพของ Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ ชัดเจนมากขึ้น นำไปสู่การใช้ชีวิตในรูปแบบ Smart Living ที่เชื่อมต่อทุกประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ในฐานะองค์กรต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรม ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต สุขอนามัย โดยเอสซีจีได้พัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมพัฒนากลยุทธ์รอบด้านเพื่อตอบโจทย์ด้วยโซลูชัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมที่หลากหลายของผู้บริโภค ตลอดจนด้านการผลิตทั้ง Supply Chain ได้พัฒนาเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Smart City รวมไปถึงการนำระบบ IoT (Internet of Things) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและแก้ปัญหา โดยการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาอาคารตามมาตรฐานอาคารระดับโลก ด้วยการให้บริการตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง รวมไปถึงการรับรองอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจของ SCG Building and Living Care Consulting ให้เป็นไปตามมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) เพื่อได้รับรองจาก LEED และ TREES รวมไปถึงอาคารที่ได้มาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะที่ดี (Well-Being Building) ตามมาตรฐาน WELL และ fitwel โดยเป็นการวัดค่าความเป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานอาคาร ทั้งในด้านสภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุมคุณภาพน้ำและอากาศ รวมถึงให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุ โดยออกแบบอาคารตามหลัก Universal Design (UD) เพื่อรองรับคนได้ทุกช่วงวัย”

สำหรับการอยู่อาศัยในสภาวะที่ดีภายในอาคารเป็นเรื่องที่สำคัญมากในปัจจุบัน SCG Smart Building Solution ได้นำเอาโซลูชันและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยยกระดับการใช้งานอาคาร ทั้งในด้านการประหยัดพลังงาน ความสะดวกสบาย ความสะอาดและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น Energy WELL Series ระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบระบายอากาศ ด้วยระบบดูดซับสารพิษในอากาศ ช่วยควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานภายในอาคารได้ถึง 20-40% ต่อปี และ HYGIENE Series การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาดจากเชื้อโรค โดยการใช้เทคโนโลยี Bi-polar Ionization System ปล่อยประจุบวกและลบ ที่มีคุณสมบัติลดสิ่งเจือปนในอากาศ อย่างเช่น ไวรัส แบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคติดต่อชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อราในอากาศ ได้มากถึง 99% เป็นต้น

ทั้งนี้ การอยู่อาศัยภายในบ้านก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ เทคโนโลยีที่รองรับสำหรับบ้าน ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน อย่าง SCG Solar Roof Solution หลังคาโซลาร์เพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ช่วยประหยัดค่าไฟได้สูงสุดถึง 60% หรือ ระบบ Active AIRflow™ System นวัตกรรมถ่ายเทอากาศที่ช่วยลดอุณหภูมิ 2-5 องศาในบ้าน ลดการสะสมเชื้อโรค ความอับชื้นภายในบ้าน และลดอาการภูมิแพ้ ส่วนเรื่องของสุขอนามัยภายในบ้าน อย่าง สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำอัตโนมัติ จากความกังวลเกี่ยวกับความสะอาด โดยเฉพาะห้องน้ำ ซึ่งต้องการที่จะลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด กระเบื้องกลุ่ม Hygienic Tile และ Health and Clean Tile นวัตกรรมที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในบ้าน รวมถึง DoCare เทคโนโลยีเพื่อการดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านให้มีความปลอดภัยโดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เป็นต้น

จากแนวคิดเมืองฉลาดรู้ที่เชื่อมต่อกับความเป็นอยู่สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งอีกไม่นานคงจะได้เห็นถึงการผนึกกำลังกันของภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ ร่วมสร้างเมืองให้เป็น Smart City ที่ครอบคลุมไปถึงการก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อให้เกิด Ecosystem เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนและยั่งยืน

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่าง คือการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในสายงานก่อสร้าง และขาดแคลนในเชิงของคุณภาพและทักษะของงานก่อสร้างที่มีความหลากหลาย ซึ่งต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาต้าควบคู่ อย่างเช่นการพัฒนาแรงงานฝีมือช่าง นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกด้านหนึ่ง โดยเมื่อก่อนนี้นึกถึงแค่งานโครงสร้าง อาคาร แต่ปัจจุบันมันต้องมองทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง เรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงในภาคการอุปโภค บริโภค ทั้งในเชิงของการเกษตร และอุตสาหกรรม” นายชูโชค ศิวะคุณากร Managing Director บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด


นายชูโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตัวกำหนดทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนแวดวงการก่อสร้าง คือความเบ็ดเสร็จ ครบวงจรและรวดเร็ว ทั้งรูปแบบของการใช้งานตัวอาคาร และโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานบนโครงสร้างเดิมให้มีความหลากหลาย หรือเป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการใช้งานโครงสร้างเดิมให้ต่างออกไป รวมถึงการรีโนเวทปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์สูงสุด ซึ่งอีกหนึ่งเทคโนโลยีทันสมัยที่จะมีบทบาทมากขึ้นในวงการก่อสร้างไทย อย่าง CPAC BIM คือการนำเทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) มาใช้ในการสร้างหรือปรับปรุงอาคาร ตั้งแต่การวางแผนการก่อสร้าง การออกแบบและเลือกวัสดุ คำนวณการใช้พลังงาน การจัดการเรื่องเวลา ตลอดจนการสำรวจหน้างานแบบเสมือนจริง โดยใช้ VR Walk Through และการทำงานบน Collaboration Platform เพื่อช่วยการสื่อสารให้เห็นภาพเดียวกัน ทั้งผู้ออกแบบ สถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมา รวมทั้งตัวเจ้าของงาน ทำให้เกิดการบริหารจัดการอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ”


จากความต้องการความเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว ทำให้เกิดแนวทางการก่อสร้างแนวใหม่ คือ Smart Construction ซึ่งจะช่วยจัดการกับการออกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ให้มีความเป็น Smart Building มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบการทำงานมาตรฐาน CPAC BIM เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความแม่นยำในการออกแบบ และ ควบคุมคุณภาพในงานก่อสร้าง ประกอบกับระบบการก่อสร้างยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Prefabrication เป็นเทคนิคการก่อสร้างอาคารจากชิ้นส่วนสำเร็จ และนำมาประกอบที่ตัวอาคาร หรือการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast) เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและลดการเกิดของเสีย ณ จุดก่อสร้าง ยังรวมไปถึงการสร้างโรงงาน โรงเรือนฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ก็มีโซลูชันเข้ามาช่วยวางแผน และ Lifetime Solution ที่ช่วยสำรวจความแข็งแรง ตรวจประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้าง และทำการซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โดยเสริมกำลังโครงสร้างด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และวิธีการที่หลากหลาย เพื่อยืดอายุการใช้งานโครงสร้างและช่วยประหยัดทรัพยากรอีกด้วย


“ความน่าสนใจอีกข้อที่ก่อตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง คือ Networking การสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลร่วมกัน แชร์ Resource หรือแม้แต่ Knowledge แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มเจ้าของโครงการและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงการก่อสร้าง ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและภาพรวม เพิ่มทักษะงานก่อสร้าง ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายชูโชค กล่าวทิ้งท้าย

 

"โตโต้" พาชมสายการผลิตโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET

posted Dec 3, 2020, 9:26 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 3, 2020, 9:36 PM ]




"โตโต้" พาชมสายการผลิตโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET
เผยโฉมฝารองนั่งอัตโนมัติรุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทยด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น


​“โตโต้” เดินเครื่องโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET จังหวัดสระบุรี หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 1,073 ล้านบาท บนพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 49,000 ตารางเมตร รองรับการผลิต 450,000 ชิ้นต่อปี พร้อมเปิดตัวฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น
นายทาคายะสุ ชิมาดะ (Mr. Takayasu Shimada) ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสุขภัณฑ์ที่มีความล้ำสมัยทั้งการดีไซน์รูปลักษณ์และเทคโนโลยีที่ผสานเข้ากันอย่างลงตัว ภายใต้แบรนด์ “โตโต้” (TOTO) เปิดเผยว่า “โตโต้” เป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภัณฑ์มายาวนานกว่า 100 ปี และมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงปัจจุบันฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET มียอดจัดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 ล้านชิ้นทั่วโลก นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการจำหน่ายสินค้านวัตกรรมของโตโต้ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์วิถีชีวิตที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบายให้กับผู้คนทั้งโลก ผ่านการใช้งานฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET บริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสอันดีเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการกระจายสินค้าระดับโลก จึงก่อสร้างโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยใช้งบลงทุนกว่า 1,073 ล้านบาท บนพื้นที่ก่อสร้าง 49,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในนิคมเดียวกับโรงงานผลิตสุขภัณฑ์ของบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษภาคมปี 2561 แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ปี 2562 และสามารถเริ่มทำการผลิตจริงได้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2562 ประเมินกำลังการผลิตประมาณ 450,000 ชิ้นต่อปี

สำหรับโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ของโตโต้ กรุ๊ป มีทั้งในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 โรงงาน และโรงงานในต่างประเทศ โดยโรงงาน WASHLET ที่ก่อตั้งในประเทศไทย นับเป็นโรงงานลำดับที่ 5 ถัดจากประเทศญี่ปุ่น, มาเลเซีย และจีน

โรงงานดังกล่าวนอกจากการพัฒนากำลังการผลิตด้วยการนำเครื่องจักรแบบใหม่ล่าสุดมาใช้แล้ว ยังมีการนำเครื่องมือที่มีคุณภาพสูงเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการผลิต เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในพื้นที่ประกอบฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET และการติดตั้งเครื่องทดสอบการทำงานของฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET โดยตรวจสอบแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการตรวจสอบของพนักงาน ทั้งนี้เรามีการตรวจสอบสินค้าจำนวน 100% ที่ทำการผลิตในทุกกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของบริษัทโตโต้ได้คุณภาพทุกชิ้นงาน

นอกเหนือจากนำเสนอสินค้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญที่จะปฏิวัติการใช้ห้องน้ำอีกด้วย เนื่องจากห้องน้ำที่ดีนั้น ไม่ได้ประกอบไปด้วยสุขภัณฑ์ที่นั่งสบาย หรือมีรูปลักษณ์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงเทคโนโลยีที่ผสมผสานอยู่ในทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระล้างทรงพลังอย่าง TORNADO FLUSH ที่สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกได้หมดจด โดยใช้น้ำในปริมาณน้อย และไม่กระเซ็นออกนอกโถสุขภัณฑ์ อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ ซึ่งระบบชำระล้างนี้ทำงานควบคู่กับโถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ ไร้จุดอับ ง่ายต่อการทำความสะอาด รวมไปถึงการเคลือบสาร CEFIONTECT บนพื้นผิวเซรามิกก่อนการเผา ทำให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน มีอายุการใช้งานที่คงทน พื้นผิวเรียบลื่น ช่วยลดการเกาะติดของคราบสกปรก ตลอดจน EWATER+ น้ำบริสุทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย สำหรับทำความสะอาดก้านฉีดชำระและโถสุขภัณฑ์โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นเทคโนโลยีด้านความสะอาดที่ถูกคิดค้นมาอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้การใช้ห้องน้ำเป็นมากกว่าแค่พื้นที่ในการขับถ่าย แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

นายฮิโรกิ ฟูจิมูระ (Mr. Hiroki Fujimura) ผู้จัดการโรงงานและผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ WASHLET บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET เป็นสินค้าที่บริษัทฯ คิดค้นและพัฒนา รวมถึงจัดจำหน่ายมามากกว่า 40 ปีแล้ว จนกลายเป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์อันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี
พร้อมทั้งเปิดตัวฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตจากโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่ประเทศไทย โดยมีการควบคุมการผลิตและการตรวจสอบทุกกระบวนการอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่น TCF6041TH มาพร้อมกับโถสุขภัณฑ์ทั้งสิ้น 4 รุ่น ได้แก่ CST767UW1, CST920UW1, CST230UW1, CST340UW1 โดยพัฒนาจากความต้องการของผู้ใช้งานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด สามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกด้าน ทั้งด้านความสะอาด, สุขอนามัย, การออกแบบ, ความสะดวก, ความสบาย รวมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางบริษัทโตโต้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
โถสุขภัณฑ์พร้อมฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่น TCF6041TH มาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบชำระล้าง TORNADO FLUSH, โถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ, การเคลือบสาร CEFIONTECT, ก้านฉีดชำระล้างในตัว, ระบบกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์, ระบบปรับอุณหภูมิฝารองนั่ง ให้อุ่นสบายตลอดการใช้งาน, ระบบการทำความสะอาดหลากหลายรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถควบคุมฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านแผงควบคุมด้านข้าง เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบาย และความพึงพอใจสูงสุด
“เราอยากส่งมอบความสะดวกสบายของการใช้ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ให้กับคนไทย และอยากให้ลูกค้าคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ห้องน้ำที่ดีและถูกสุขอนามัย ซึ่งการที่ลูกค้าของเราจะมีความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบายนั้น เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นหน้าที่ของบริษัทโตโต้ ที่พนักงานบริษัทฯ ทุกคนยึดมั่นถือมั่นในการดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 100 ปี” นายทาคายะสุ ชิมาดะ กล่าวปิดท้าย





1-10 of 129