Real Estate





ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนากลยุทธ์การตลาดสู่ยุคดิจิทัลเทรนด์

posted Jan 17, 2021, 9:53 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 17, 2021, 9:55 PM ]



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนากลยุทธ์การตลาดสู่ยุคดิจิทัลเทรนด์ 

ตอบไลฟ์สไตล์แบบ New Normal เสิร์ฟข้อมูลโครงการผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม

เปลี่ยนให้การซื้อบ้านช่วง COVID-19 ‘ปลอดภัยและง่าย’ ยิ่งขึ้น



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปรับกลยุทธ์เสริมความสะดวกลูกค้าให้สามารถเลือกชมบ้านผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม VR360 ให้ได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนเข้าชมด้วยตนเอง พร้อมนัดชมแบบ VIP ในรูปแบบ VDO Call ลดเสี่ยง COVID-19 ด้วยการลงทะเบียน Pre-registration เพิ่มความมั่นใจในทุกครั้งที่เข้าชมทุกโครงการ


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในยุคปัจจุบันที่โลกดิจิตอลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตแบบปฏิเสธไม่ได้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้สามารถเติมเต็มทุกความต้องการได้อย่างครบครันในเวลาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้วันนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อวางระบบ customer centric digital journey ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพื่อให้การซื้อบ้านเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุค New Normal เพื่อลดความเสี่ยงจาก COVID-19

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วิเคราะห์ Customer journey & experience อย่างเจาะลึก ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างดี และนำ data ที่ได้มาวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เพื่อหาลูกค้าตัวจริง (Right Target) ถูกช่วงเวลา (Right Time) และที่สำคัญต้องถูกช่องทาง (Right Channel) “ปัจจุบันลูกค้ายุคใหม่ต้องการการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการ และ Real-time นับเป็นความท้าทายของแบรนด์ในการทำการตลาดและวางแผนการสื่อสาร โดยบริษัทฯ ได้ปรับรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์ให้ลูกค้าสะดวกในการใช้งานและหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้าเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน มีการนำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR360) หรือเทคโนโลยีภาพจำลองเสมือนจริง ที่สามารถสร้างประสบการณ์สมจริงเสมือนอยู่ในเหตุการณ์มาถ่ายทอดทุกมุมมองทั้ง interior และ exterior ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์จริงของการใช้ชีวิตในบ้านของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ นอกจากนี้ เรายังพบว่าคนส่วนใหญ่มักมองหาที่อยู่ใหม่ใกล้กับแหล่งที่อยู่เดิม เราจึงพัฒนาระบบการค้นหาโครงการใกล้คุณ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจของลูกค้าในการเลือกทำเลได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งพบว่าลูกค้าให้การตอบรับกับระบบดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล อธิบายเพิ่มเติม

(สามารถคลิกดูตัวอย่างโครงการบ้านที่ใช้เทคโนโลยี VR360 ได้ที่ : https://www.lalinproperty.com/properties/lio-bliss-bangna-srivaree/ )




นายชูรัชฏ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ลูกค้ากว่า 90% ต้องการทราบ ณ เวลาที่กำลังเลือกซื้อบ้านคือ การประเมินศักยภาพการผ่อนชำระของตนเอง ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้พัฒนาระบบผู้ช่วยส่วนตัวในการคำนวนสินเชื่อเบื้องต้นให้แก่ลูกค้าอีกด้วย “กว่า 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีพันธมิตรจากสถาบันการเงินและการธนาคารที่พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้าของลลิลฯเสมอ การเสริมระบบออนไลน์ที่ช่วยให้คำปรึกษาด้านการเงินจึงได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่คอยสนับสนุนเรื่องข้อมูลทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านได้แบบ one stop service ทำให้ประหยัดเวลาและสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอได้แบบ real time” 

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ประสงค์จะชมโครงการ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้จัดทำออนไลน์แพลตฟอร์มลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) เพื่อลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชมโครงการแบบ VIP เพื่อนัดเยี่ยมชมในรูปแบบ VDO Call ที่พร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า โดยจะมีพนักงานขายเป็นผู้นำชมโดยรอบโครงการตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งลูกค้าจะสามารถสอบถามข้อมูลเชิงลึกได้อย่างครบถ้วน ดำเนินการได้ง่ายเพียงคลิ๊กเข้าสู่เว็บไซต์ https://www.lalinproperty.com/visit-vip/ เพื่อลงทะเบียน และกดเลือกโครงการที่ต้องการเยี่ยมชม พร้อมระบุวันและเวลาที่สะดวกในการ VDO Call ทางเจ้าหน้าที่จะติดต่อไปตามวันและเวลาที่นัดหมาย เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นในช่วง COVID-19

SCG วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021

posted Jan 11, 2021, 8:03 PM by Maturos Lophong



SCG วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021 

พร้อมเผยปัจจัยเร่งสู่ยุค Smart City เชื่อมต่อแนวคิด Smart Living

อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี 2020 เกิดสถานการณ์ขึ้นมากมาย และได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อย่างสถานการณ์โควิด 19 ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทย แต่ได้กระทบไปทั่วโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้คน รวมไปถึงผู้ประกอบการ ที่ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นตัวกำหนดเทรนด์ให้เกิดการเร่งเครื่อง ทั้งเรื่องของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเกิด Digital Disruption ยังรวมไปถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ให้เดินทางมาเร็วกว่าปกติ และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องมายังปี 2021

จากสังคมโลกที่เปลี่ยนไป สิ่งใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มองเทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ในปี 2021 ประกอบไปด้วย 4 ข้อ ดังนี้

1. Digital Transformation คือการนำเอาดิจิทัล เทคโนโลยี มาปรับใช้กับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นหนึ่งตัวแปรการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากคนส่วนใหญ่ได้ให้เวลาและเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ที่ทุกคนต้องทำไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันโปรแกรมการประชุมออนไลน์ เข้ามาอำนวยความสะดวกแทนการเดินทางมาประชุมในรูปแบบเก่า หรือ การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เป็นต้น ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และง่าย แบบ Anywhere Anytime ของคนทุกเพศ ทุกวัย 


2. ผู้คนหันมาให้ความสำคัญ ใส่ใจกับพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น เทรนด์นี้เกิดขึ้นจากช่วงล็อคดาวน์ เมื่อคนอยู่บ้านกันมากกว่าที่เคย จะเห็นได้ว่า มีการปรับปรุงตกแต่งบ้านให้น่าอยู่และรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าโลกจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด “ที่อยู่อาศัย” ก็ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญ และเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด


3. นำไปสู่ตัวแปรที่สาม Well-Being โลกกำลังตื่นตัวในเรื่องของสุขอนามัยกันมากขึ้น เทรนด์ที่กําลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จากวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ทำให้มองเห็นการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญและให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัว ไปพร้อม ๆ กับการที่มีบ้านที่ดี มีความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกและใส่ใจกับความปลอดภัยเป็นเรื่องแรก ทั้งการอาศัยอยู่ภายในบ้าน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมตัวเอง และสมาชิกในบ้าน สู่การเป็นผู้สูงวัยในอนาคต



4. จากสถานการณ์ที่ทั่วโลกต่างรับมือกับการสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกเรา ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานกันมากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นสิ่งที่มนุษย์เราเริ่มหันมามองสิ่งรอบตัว จนเกิดคำถามที่ว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ถึงเวลาที่ต้องหันกลับมามองที่ตัวเราเอง ว่าที่ผ่านมาดูแลโลกนี้ดีเพียงพอหรือยัง?...



“พอเกิดโควิดแล้ว เกิดคำถามขึ้นมากมายตามมาว่าที่ผ่านมาเราดูแลโลกนี้ดีเพียงพอไหม เพราะต้องยอมรับหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากผลกระทบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป คนจะกลับมาตระหนักเหมือนกันว่าเราดูแลตัวเราเองแล้ว เราดูแลโลกไปด้วยไหม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรื่องเทรนด์ กระแสนิยม รวมถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้น อาทิ การดูแลสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน การใส่ใจด้านสุขอนามัย คงต้องมองย้อนกลับมามองถึงการใช้ชีวิต และ รอบ ๆ ตัว ว่าเราจะดูแลต่อจากนี้อย่างไร สำหรับผมมองว่าทั้ง 4 ข้อข้างต้นก็เป็นเทรนด์ที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันช่วยให้มันชัดเจนขึ้น และช่วยเร่งความเร็วมากขึ้น”

นายวชิระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนผ่านได้ยกระดับความต้องการพื้นฐานทางกายภาพของมนุษย์สู่ความเป็นดิจิทัล โดยการผนวกเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกสบายในทุกมิติ ส่งผลให้ภาพของ Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ ชัดเจนมากขึ้น นำไปสู่การใช้ชีวิตในรูปแบบ Smart Living ที่เชื่อมต่อทุกประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ในฐานะองค์กรต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรม ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต สุขอนามัย โดยเอสซีจีได้พัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมพัฒนากลยุทธ์รอบด้านเพื่อตอบโจทย์ด้วยโซลูชัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมที่หลากหลายของผู้บริโภค ตลอดจนด้านการผลิตทั้ง Supply Chain ได้พัฒนาเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Smart City รวมไปถึงการนำระบบ IoT (Internet of Things) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและแก้ปัญหา โดยการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาอาคารตามมาตรฐานอาคารระดับโลก ด้วยการให้บริการตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง รวมไปถึงการรับรองอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจของ SCG Building and Living Care Consulting ให้เป็นไปตามมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) เพื่อได้รับรองจาก LEED และ TREES รวมไปถึงอาคารที่ได้มาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะที่ดี (Well-Being Building) ตามมาตรฐาน WELL และ fitwel โดยเป็นการวัดค่าความเป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานอาคาร ทั้งในด้านสภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุมคุณภาพน้ำและอากาศ รวมถึงให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุ โดยออกแบบอาคารตามหลัก Universal Design (UD) เพื่อรองรับคนได้ทุกช่วงวัย”

สำหรับการอยู่อาศัยในสภาวะที่ดีภายในอาคารเป็นเรื่องที่สำคัญมากในปัจจุบัน SCG Smart Building Solution ได้นำเอาโซลูชันและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยยกระดับการใช้งานอาคาร ทั้งในด้านการประหยัดพลังงาน ความสะดวกสบาย ความสะอาดและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น Energy WELL Series ระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบระบายอากาศ ด้วยระบบดูดซับสารพิษในอากาศ ช่วยควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานภายในอาคารได้ถึง 20-40% ต่อปี และ HYGIENE Series การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาดจากเชื้อโรค โดยการใช้เทคโนโลยี Bi-polar Ionization System ปล่อยประจุบวกและลบ ที่มีคุณสมบัติลดสิ่งเจือปนในอากาศ อย่างเช่น ไวรัส แบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคติดต่อชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อราในอากาศ ได้มากถึง 99% เป็นต้น

ทั้งนี้ การอยู่อาศัยภายในบ้านก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ เทคโนโลยีที่รองรับสำหรับบ้าน ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน อย่าง SCG Solar Roof Solution หลังคาโซลาร์เพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ช่วยประหยัดค่าไฟได้สูงสุดถึง 60% หรือ ระบบ Active AIRflow™ System นวัตกรรมถ่ายเทอากาศที่ช่วยลดอุณหภูมิ 2-5 องศาในบ้าน ลดการสะสมเชื้อโรค ความอับชื้นภายในบ้าน และลดอาการภูมิแพ้ ส่วนเรื่องของสุขอนามัยภายในบ้าน อย่าง สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำอัตโนมัติ จากความกังวลเกี่ยวกับความสะอาด โดยเฉพาะห้องน้ำ ซึ่งต้องการที่จะลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด กระเบื้องกลุ่ม Hygienic Tile และ Health and Clean Tile นวัตกรรมที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในบ้าน รวมถึง DoCare เทคโนโลยีเพื่อการดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านให้มีความปลอดภัยโดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เป็นต้น

จากแนวคิดเมืองฉลาดรู้ที่เชื่อมต่อกับความเป็นอยู่สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งอีกไม่นานคงจะได้เห็นถึงการผนึกกำลังกันของภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ ร่วมสร้างเมืองให้เป็น Smart City ที่ครอบคลุมไปถึงการก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อให้เกิด Ecosystem เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนและยั่งยืน

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่าง คือการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในสายงานก่อสร้าง และขาดแคลนในเชิงของคุณภาพและทักษะของงานก่อสร้างที่มีความหลากหลาย ซึ่งต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาต้าควบคู่ อย่างเช่นการพัฒนาแรงงานฝีมือช่าง นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกด้านหนึ่ง โดยเมื่อก่อนนี้นึกถึงแค่งานโครงสร้าง อาคาร แต่ปัจจุบันมันต้องมองทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง เรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงในภาคการอุปโภค บริโภค ทั้งในเชิงของการเกษตร และอุตสาหกรรม” นายชูโชค ศิวะคุณากร Managing Director บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด


นายชูโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตัวกำหนดทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนแวดวงการก่อสร้าง คือความเบ็ดเสร็จ ครบวงจรและรวดเร็ว ทั้งรูปแบบของการใช้งานตัวอาคาร และโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานบนโครงสร้างเดิมให้มีความหลากหลาย หรือเป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการใช้งานโครงสร้างเดิมให้ต่างออกไป รวมถึงการรีโนเวทปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์สูงสุด ซึ่งอีกหนึ่งเทคโนโลยีทันสมัยที่จะมีบทบาทมากขึ้นในวงการก่อสร้างไทย อย่าง CPAC BIM คือการนำเทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) มาใช้ในการสร้างหรือปรับปรุงอาคาร ตั้งแต่การวางแผนการก่อสร้าง การออกแบบและเลือกวัสดุ คำนวณการใช้พลังงาน การจัดการเรื่องเวลา ตลอดจนการสำรวจหน้างานแบบเสมือนจริง โดยใช้ VR Walk Through และการทำงานบน Collaboration Platform เพื่อช่วยการสื่อสารให้เห็นภาพเดียวกัน ทั้งผู้ออกแบบ สถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมา รวมทั้งตัวเจ้าของงาน ทำให้เกิดการบริหารจัดการอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ”


จากความต้องการความเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว ทำให้เกิดแนวทางการก่อสร้างแนวใหม่ คือ Smart Construction ซึ่งจะช่วยจัดการกับการออกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ให้มีความเป็น Smart Building มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบการทำงานมาตรฐาน CPAC BIM เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความแม่นยำในการออกแบบ และ ควบคุมคุณภาพในงานก่อสร้าง ประกอบกับระบบการก่อสร้างยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Prefabrication เป็นเทคนิคการก่อสร้างอาคารจากชิ้นส่วนสำเร็จ และนำมาประกอบที่ตัวอาคาร หรือการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast) เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและลดการเกิดของเสีย ณ จุดก่อสร้าง ยังรวมไปถึงการสร้างโรงงาน โรงเรือนฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ก็มีโซลูชันเข้ามาช่วยวางแผน และ Lifetime Solution ที่ช่วยสำรวจความแข็งแรง ตรวจประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้าง และทำการซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โดยเสริมกำลังโครงสร้างด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และวิธีการที่หลากหลาย เพื่อยืดอายุการใช้งานโครงสร้างและช่วยประหยัดทรัพยากรอีกด้วย


“ความน่าสนใจอีกข้อที่ก่อตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง คือ Networking การสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลร่วมกัน แชร์ Resource หรือแม้แต่ Knowledge แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มเจ้าของโครงการและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงการก่อสร้าง ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและภาพรวม เพิ่มทักษะงานก่อสร้าง ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายชูโชค กล่าวทิ้งท้าย

 

"โตโต้" พาชมสายการผลิตโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET

posted Dec 3, 2020, 9:26 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 3, 2020, 9:36 PM ]




"โตโต้" พาชมสายการผลิตโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET
เผยโฉมฝารองนั่งอัตโนมัติรุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทยด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น


​“โตโต้” เดินเครื่องโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET จังหวัดสระบุรี หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 1,073 ล้านบาท บนพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 49,000 ตารางเมตร รองรับการผลิต 450,000 ชิ้นต่อปี พร้อมเปิดตัวฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น
นายทาคายะสุ ชิมาดะ (Mr. Takayasu Shimada) ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสุขภัณฑ์ที่มีความล้ำสมัยทั้งการดีไซน์รูปลักษณ์และเทคโนโลยีที่ผสานเข้ากันอย่างลงตัว ภายใต้แบรนด์ “โตโต้” (TOTO) เปิดเผยว่า “โตโต้” เป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภัณฑ์มายาวนานกว่า 100 ปี และมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงปัจจุบันฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET มียอดจัดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 ล้านชิ้นทั่วโลก นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการจำหน่ายสินค้านวัตกรรมของโตโต้ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์วิถีชีวิตที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบายให้กับผู้คนทั้งโลก ผ่านการใช้งานฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET บริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสอันดีเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการกระจายสินค้าระดับโลก จึงก่อสร้างโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยใช้งบลงทุนกว่า 1,073 ล้านบาท บนพื้นที่ก่อสร้าง 49,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในนิคมเดียวกับโรงงานผลิตสุขภัณฑ์ของบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษภาคมปี 2561 แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ปี 2562 และสามารถเริ่มทำการผลิตจริงได้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2562 ประเมินกำลังการผลิตประมาณ 450,000 ชิ้นต่อปี

สำหรับโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ของโตโต้ กรุ๊ป มีทั้งในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 โรงงาน และโรงงานในต่างประเทศ โดยโรงงาน WASHLET ที่ก่อตั้งในประเทศไทย นับเป็นโรงงานลำดับที่ 5 ถัดจากประเทศญี่ปุ่น, มาเลเซีย และจีน

โรงงานดังกล่าวนอกจากการพัฒนากำลังการผลิตด้วยการนำเครื่องจักรแบบใหม่ล่าสุดมาใช้แล้ว ยังมีการนำเครื่องมือที่มีคุณภาพสูงเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการผลิต เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในพื้นที่ประกอบฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET และการติดตั้งเครื่องทดสอบการทำงานของฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET โดยตรวจสอบแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการตรวจสอบของพนักงาน ทั้งนี้เรามีการตรวจสอบสินค้าจำนวน 100% ที่ทำการผลิตในทุกกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของบริษัทโตโต้ได้คุณภาพทุกชิ้นงาน

นอกเหนือจากนำเสนอสินค้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญที่จะปฏิวัติการใช้ห้องน้ำอีกด้วย เนื่องจากห้องน้ำที่ดีนั้น ไม่ได้ประกอบไปด้วยสุขภัณฑ์ที่นั่งสบาย หรือมีรูปลักษณ์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงเทคโนโลยีที่ผสมผสานอยู่ในทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระล้างทรงพลังอย่าง TORNADO FLUSH ที่สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกได้หมดจด โดยใช้น้ำในปริมาณน้อย และไม่กระเซ็นออกนอกโถสุขภัณฑ์ อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ ซึ่งระบบชำระล้างนี้ทำงานควบคู่กับโถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ ไร้จุดอับ ง่ายต่อการทำความสะอาด รวมไปถึงการเคลือบสาร CEFIONTECT บนพื้นผิวเซรามิกก่อนการเผา ทำให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน มีอายุการใช้งานที่คงทน พื้นผิวเรียบลื่น ช่วยลดการเกาะติดของคราบสกปรก ตลอดจน EWATER+ น้ำบริสุทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย สำหรับทำความสะอาดก้านฉีดชำระและโถสุขภัณฑ์โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นเทคโนโลยีด้านความสะอาดที่ถูกคิดค้นมาอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้การใช้ห้องน้ำเป็นมากกว่าแค่พื้นที่ในการขับถ่าย แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

นายฮิโรกิ ฟูจิมูระ (Mr. Hiroki Fujimura) ผู้จัดการโรงงานและผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ WASHLET บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET เป็นสินค้าที่บริษัทฯ คิดค้นและพัฒนา รวมถึงจัดจำหน่ายมามากกว่า 40 ปีแล้ว จนกลายเป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์อันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี
พร้อมทั้งเปิดตัวฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตจากโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่ประเทศไทย โดยมีการควบคุมการผลิตและการตรวจสอบทุกกระบวนการอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่น TCF6041TH มาพร้อมกับโถสุขภัณฑ์ทั้งสิ้น 4 รุ่น ได้แก่ CST767UW1, CST920UW1, CST230UW1, CST340UW1 โดยพัฒนาจากความต้องการของผู้ใช้งานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด สามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกด้าน ทั้งด้านความสะอาด, สุขอนามัย, การออกแบบ, ความสะดวก, ความสบาย รวมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางบริษัทโตโต้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
โถสุขภัณฑ์พร้อมฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่น TCF6041TH มาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบชำระล้าง TORNADO FLUSH, โถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ, การเคลือบสาร CEFIONTECT, ก้านฉีดชำระล้างในตัว, ระบบกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์, ระบบปรับอุณหภูมิฝารองนั่ง ให้อุ่นสบายตลอดการใช้งาน, ระบบการทำความสะอาดหลากหลายรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถควบคุมฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านแผงควบคุมด้านข้าง เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบาย และความพึงพอใจสูงสุด
“เราอยากส่งมอบความสะดวกสบายของการใช้ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ให้กับคนไทย และอยากให้ลูกค้าคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ห้องน้ำที่ดีและถูกสุขอนามัย ซึ่งการที่ลูกค้าของเราจะมีความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบายนั้น เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นหน้าที่ของบริษัทโตโต้ ที่พนักงานบริษัทฯ ทุกคนยึดมั่นถือมั่นในการดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 100 ปี” นายทาคายะสุ ชิมาดะ กล่าวปิดท้าย





Nusa Tech เปิดตัว Nusa Digital Asset การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใหม่

posted Nov 12, 2020, 6:00 PM by Maturos Lophong



Nusa Tech เปิดตัว Nusa Digital Asset

การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใหม่

Nusa Tech ภายใต้บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ทุ่มพันล้าน เปิดตัว Nusa Digital Asset การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่แห่งแรกในประเทศเพื่อเข้าถึงนักลงทุนทั่วโลก หวังดึงยอดหมื่นล้านเข้าประเทศ

Nusa Tech (ณุศา เทค) กลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้การนำของบริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) จัดงาน NUSA OPEN THE NEW WORLD ในรูปแบบ Virtual Conference เพื่อเปิดตัวกลุ่มธุรกิจและโครงการใหม่แห่งอนาคตที่จะมาเสริมกำลังทางธุรกิจพร้อมเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยธุรกิจพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่จะเชื่อมต่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ให้กับผู้ประกอบการในประเทศไทย เพื่อยกระดับธุรกิจในอุตสาหกรรมหลักของไทยสู่ตลาดโลกแบบไร้พรมแดน โดยเปิดตัวโครงการ Thailand Digital Kingdom อาณาจักรเศรษฐกิจใหม่บนโลกดิจิทัล ด้วยกลยุทธ์ 3+6+1 นำร่องด้วยแพลตฟอร์มยักษ์ 3 ด้านเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และการค้าออนไลน์ และ 6 แพลตฟอร์มที่จะมาเป็นระบบรองรับในรูปแบบ Supply Chain และ อีก 1 การซื้อขายรูปแบบใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์




แพลตฟอร์มด้านการค้าออนไลน์ Thailand Showroom มีงบการลงทุนถึง 200 ล้านบาทเพื่อสร้างระบบAIที่จะเชื่อมต่อและผลักดันให้สินค้าไทยออกสู่ตลาดโลก พร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับอุตสาหกรรมไทยในทุกระดับด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นเสมือนโชว์รูม ของสินค้าไทยที่ยิ่งใหญ่จากทั่วทุกภูมิภาคของไทย จะมารวมไว้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้สินค้าของไทยออกสู่ตลาดโลกผ่านโลกดิจิทัลที่ไร้พรมแดน แพลตฟอร์มที่สองโดดเด่นด้านการแพทย์และสุขภาพใช้งบ 100 ล้าน จัดทำแพลตฟอร์มชื่อ P.A.L.P by WMA (world medical alliance) ที่จะยกระดับวงการการแพทย์ไทยสู่สากลเพื่อเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพของเอเชีย ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการกรองข้อมูลและวิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำ พร้อมเชื่อมต่อการบริการทางการแพทย์และสุขภาพแบบไร้ขีดจำกัด สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการทั่วโลก โดยร่วมมือกับ Thailand Elite card โดยมีเป้าหมายจะดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ใส่ใจด้านสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มสำคัญที่ร่วมมือกับ Depa ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่และเป็นเครื่องมือหลักของการท่องเที่ยวในประเทศที่จะรวบรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยแบบครบวงจรด้วยแพลตฟอร์ม Safe-T Travelที่ทุ่มงบ 100 ล้าน เพื่อสร้างเทคโนโลยีเพื่อออกแบบการท่องเที่ยวส่วนบุคคลและด้วยระบบการให้บริการจากกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก​เป็นเสมือนประตูสู่ประเทศไทย


นอกจากนี้กลุ่ม Nusa Tech (ณุศา เทค) ยังมีแผนทุ่มงบอีก1000 ล้าน เพื่อสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะอีก6ด้าน โดยกระจายงบให้แต่ละแพลตฟอร์ม 50-60 ล้าน ให้แต่ละแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพิ่มอีก 6 ด้านที่จะมาเติมเต็มให้ครบวงจรในรูปแบบ Ecosystem และจะมาเป็นอาวุธเสริมในการผนึกกำลังเพื่อพัฒนาและผลักดันระบบ Supply Chain ให้พร้อมรองรับธุรกิจของไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบ 

ไปด้วยแพลตฟอร์ม Smart factories and warehouses แพลตฟอร์มพัฒนาระบบการจัดเก็บสินค้าระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม Smart food agriculture ที่จะมาผลักดันการเกษตรอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แพลตฟอร์ม Delivery เพื่อมาใช้ในการพัฒนาการขนส่งที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แพลตฟอร์ม Export and Shipping ที่จะใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาการส่งออกให้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้นยังเสริมด้วยแพลตฟอร์มที่จะมาเป็นรากฐานและเป็นต้นทุนทางการเงินและความคิดอย่างแพลตฟอร์ม Nusa Money ที่จะมาเชื่อมโยงทุกแพลตฟอร์มด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลใบเดียว สุดท้ายคืออาวุธทางปัญญาที่จะมาขับเคลื่อนทุกธุรกิจด้วยการจัดหาขุนพลรุ่นใหม่เพื่อจับคู่สายงานกับความถนัดแบบเป็นระบบด้วยแพลตฟอร์ม HR new gen strategy platform

ณุศา เทค ร่วมกับภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยนักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มมาตราฐานระดับสากลในโครงการ Thailand Digital Kingdom ที่จะมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลัก ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ที่เป็นนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ทรงประสิทธิภาพ เข้าถึงตลาดโลกและวิเคราะห์เพื่อประมวลผลอย่างแม่นยำ โดยแพลตฟอร์มสามแพลตฟอร์มหลักจะพร้อมใช้ในปี 2021 เพื่อรองรับความต้องการของนักธุรกิจและคู่ค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อีก 6 แพลตฟอร์มจะพร้อมใช้ในปี 2021-2022 เพื่อพัฒนาระบบ Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าของไทยอย่างยั่งยืน

ณุศา เทค วางเป้าหมายว่าธุรกิจแพลตฟอร์มทั้งหมดจะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศไทยถึงหมื่นล้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อปี โดยตั้งเป้า Thailand showroom จะสร้างรายได้ 0.1%ของมูลค่าการส่งออกประมาณ 7,500 ล้านบาท แพลตฟอร์ม PALP อีก 2,500 ล้านบาท แพลตฟอร์ม Save-T Travel จะสร้างเม็ดเงินให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยประมาณ 300 ล้านบาท และอีก 6 แพลตฟอร์มด้าน Supply Chain อีก 1​,500 ล้านบาท แต่เมื่อทุกแพลตฟอร์มเชื่อมต่อกันทั้งหมดจะสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งประเทศถึง 10% ของมูลค่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและจะช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนเนื่องจากทุกแพลตฟอร์มจะเชื่อมต่อกันเป็นระบบจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ คาดว่าโครงการ Thailand Kingdom จะเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ ที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต




นอกจากระบบที่จะมาเป็นแรงผลักดันทางธุรกิจ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการมากมาย ทางโครงการยังเปิดตัว Nusa Digital Asset ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบเดิมที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมาสู่รูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ทำให้การซื้อขายสะดวกสบายขึ้น ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น โปร่งใส ปลอดภัย และสามารถเข้าถึงผู้ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ทั่วโลก Nusa Digital Asset ถือเป็นครั้งแรกในการซื้อขายรูปแบบใหม่ที่รวม 3 องค์ประกอบไว้ด้วยกันคือ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเสริมสร้างสุขภาพครบวงจร รวมถึงโอกาสการซื้อขายในตลาดทุนดิจิทัลได้ในอนาคต โดยโครงการแรกคือ Nusa My Ozone ที่มีสูงมูลค่า 10,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่ทำเลดีที่สุดในเขาใหญ่ ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์อันดับ 7 ของโลกที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นศูนย์สุขภาพที่พร้อมสรรพด้วยการบริการด้านสุขภาพครบวงจรควบคู่ไปกับที่พักอาศัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิต ด้วยการร่วมมือจากโรงพยาบาล Panacee และบริหารโครงการด้วย Digital โรงแรมระดับโลกอย่าง Movenpick โดยตั้งเป้ายอดซื้อในเฟสแรกประมาณ 10% ประมาณ 1,000 ล้าน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณวีรวรรณ เทพเจริญ, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ ผศ.ดร.รัฐกร พูลทรัพย์ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการที่จะมาสร้างมิติใหม่แห่งการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจบนโลกแห่งอนาคต

ศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาดและผู้ก่อตั้ง Thailand Digital Kingdom by NusaTech กล่าวถึงวัตถุประสงค์ “ด้วยโลกที่มันเปลี่ยนไปทุกวัน ทาง ณุศาศิริ จึงริเริ่มธุรกิจด้านดิจิทัลขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ตามปณิธานที่เรามีมาตลอดขององค์กรคือ เราจะสร้างให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้านอย่างยั่งยืน ครั้งนี้เรามุ่งหวังเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในชีวิตให้คนไทย ด้วยทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามีบทบาทสำคัญทางการทำธุรกิจและเศรษฐกิจระดับโลก เราจึงมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจให้ดีขึ้นจากเดิม โดยเริ่มพัฒนาจากประเทศไทยให้ธุรกิจไทยออกสู่ตลาดโลกและจากตลาดโลกนำเม็ดเงินกลับสู่ประเทศไทย ด้วยนวัตกรรมทางความคิดผนวกกับเทคโนโลยีของโครงการจากณุศา เทค ”

ด้าน ผศ.ดร.รัฐกร พูลทรัพย์ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนให้คำนิยามของการลงทุน กล่าวถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ว่า “Nusa Digital Asset เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain มาช่วยทำให้การซื้อขายสะดวกสบายขึ้น มีความคล่องตัวในการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ต่างจากการซื้อขายแบบเดิม พิเศษสำหรับผู้ซื้อต่างชาติที่ซื้อด้วยมูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐจะได้รับวีซ่า 20 ปี Nusa Digital Asset ถือเป็นการซื้อขายรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัลที่จะมาทดแทนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แบบเดิมๆ ในอนาคต”

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวถึงการสนับสนุนแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของณุศา เทค ว่า “depa ภายใต้กระทรวงดิจิทัล เล็งเห็นถึงความสำคัญในโครงการดังกล่าว นอกจากโครงการจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทางธุรกิจในหลายภาคส่วน อีกทั้งยังเป็นโครงการที่จะเข้ามามีบทบาทที่จะเข้ามาเสริมสร้างฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยและพัฒนาประเทศไทยให้พร้อมรับมือเข้าสู่ยุคใหม่แห่งอนาคต เราจึงสนับสนุนโครงการน้ำดีนี้ และนี่คือการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ได้แค่เราหรือใครแต่ที่ได้ มันคือสิ่งใหม่ที่ดีกับทุกวงการ ทั้งวงการเทคโนโลยี ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะสร้างเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์และยั่งยืน”

ภายในงาน Virtual Conference ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างคับคั่ง ครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ในการเปลี่ยนถ่ายและต่อยอดของ ณุศาศิริ จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาถึงกลุ่มธุรกิจสายเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสในยุคดิจิทัลแห่งอนาคตรอบด้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

งานแฟร์ยิ่งใหญ่แห่งปี SCG HOME & LIVING FAIR “บ้านเก่า หลังใหม่”

posted Oct 12, 2020, 2:03 AM by Maturos Lophong



งานแฟร์ยิ่งใหญ่แห่งปี SCG HOME & LIVING FAIR “บ้านเก่า หลังใหม่”

ตอบโจทย์เพื่อคนทำบ้าน ให้คุณดีไซน์ความสุขให้ชีวิตและคนที่คุณรัก



นางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ Managing Director บริษัท เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ จำกัด ขอเชิญชวนร่วมงานแฟร์ยิ่งใหญ่แห่งปี SCG HOME & LIVING FAIR ที่มาพร้อมคอนเซ็ปซ์ “บ้านเก่า หลังใหม่” งานแฟร์ที่ตอบโจทย์เพื่อคนทำบ้าน เอาใจคนทุกเจนทั้งครอบครัวที่ต้องการรีโนเวทบ้าน เพื่อให้คุณดีไซน์ความสุขให้ชีวิตและคนที่คุณรัก กับงานที่ครบครันไปด้วยฟังก์ชันและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ครบจบในงานเดียวสำหรับคนทำบ้าน รวมถึงขนขบวนสินค้า และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งโปรโมชันสินค้าคุณภาพ และบริการติดตั้งครบวงจรหลากหลายจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมไฮไลท์เด็ดกับ 4 เทรนด์ปรับบ้านเพื่อคนทุกวัย อาทิ บ้านเย็น ไม่ร้อน ไม่รั่ว, บ้านกันเสียง, บ้านสมาร์ท, บ้านวัยเก๋า และมุมพิเศษตรวจสุขภาพบ้านกับ คลินิก “หมอบ้าน” บริการให้คำปรึกษาทุกเรื่องบ้าน บริการออกแบบบ้านกับสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมแชร์ประสบการณ์เรื่องบ้านจากคนดัง พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป Home DIY รวมทั้งแจกแบบบ้านสำเร็จรูปฟรี! เริ่มวันที่ 16 – 25 ต.ค. 63 เวลา 10.00-19.00 น. ที่ SCG EXPERIENCE สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และโปรโมชันเด็ดที่สาขาของ เอสซีจี โฮม ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลผ่าน SCG HOME Contact Center โทร 02-586-2222 #SCGHOME #SCGHOMELivingFair ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://bit.ly/2G5jX7R, นัดคิวปรึกษากับหมอบ้าน ฟรี! คลิก https://bit.ly/30EiQDd, ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม คลิก https://bit.ly/30mOtAG

แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ เผยแนวคิดพลิกโฉมบ้านพื้นที่จำกัดสู่โซลูชั่นจัดการพื้นที่อัจฉริยะ

posted Aug 27, 2020, 7:54 PM by Maturos Lophong

แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ เผยแนวคิดพลิกโฉมบ้านพื้นที่จำกัดสู่โซลูชั่นจัดการพื้นที่อัจฉริยะ
ทุ่มงบอัดฉีดครั้งยิ่งใหญ่ปรับ “สินค้าราคาลดลงกว่าเดิม” กว่า 300 รายการ
ขานรับพฤติกรรมผู้บริโภค ชูสินค้าตกแต่งขนาดย่อม

กรุงเทพฯ, 27 สิงหาคม 2563 – กลายเป็นธรรมเนียมและสิ่งที่คนรักบ้านทั่วโลกจับตามองไปแล้วกับการเปิดตัวแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี ซึ่งแคตตาล็อกอิเกียเป็นเหมือนคู่มือหลักในการสื่อสารของอิเกียกับแฟนๆ ทั่วโลกที่ใช้งานมายาวนานถึง 69 ปีแล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจและไอเดียในการแต่งบ้าน รวมถึงเทรนด์รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกที่น่าสนใจอีกด้วย

รอย เดวาร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางนา กล่าวว่า “แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่นี้ เราให้ความสนใจกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันที่มีพื้นที่จำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ๆ แฟนอิเกียจะได้เห็นไอเดีย และแนวคิดการจัดสรรพื้นที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์และโซลูชั่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของทุกคนในครอบครัว อัดแน่นด้วยแรงบันดาลใจและไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตประจำวันของทุกคน ช่วยให้คุณแต่งบ้านได้อบอุ่นขึ้น ฉลาดขึ้น ยั่งยืนยิ่งขึ้น และสวยมากขึ้น เพราะ “บ้าน” มีความสำคัญกับทุกคนมากกว่าที่เคย


สำหรับกลยุทธ์การทำธุรกิจของอิเกียในปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นปีที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยหลังการแพร่ระบาดของ Covid-19 อิเกียได้ลงทุนในเรื่องของการปรับราคาสินค้ายอดนิยมกว่า 300 รายการ หรือที่เรียกว่าสินค้าราคาลดลงกว่าเดิม (Even Lower Price) ตอกย้ำจุดแข็งของอิเกียในเรื่องราคาย่อมเยา เพื่อให้ลูกค้าได้จับจ่ายสินค้าตกแต่งบ้านทำบ้านให้เป็นสถานที่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในราคาที่สบายใจสบายกระเป๋ามากขึ้น นอกจากนี้ เรายังได้ปรับแผนการตลาดโดยนำพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ Covid-19 มาใช้ จากการที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น เราเห็นว่าลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อสินค้าสินค้าขนาดย่อม หรือ small accessory เพื่อไปเติมเต็มการใช้งานในบ้าน เช่น กล่องใส่อาหาร IKEA365+/อิเกีย 365+ ถุงเก็บของ PÄRKLA/แพร์คลา และชุดภาชนะอาหาร OFTAST/ออฟตาสท์ เป็นต้น จึงได้วางแผนที่จะสื่อสารถึงสินค้าขนาดย่อมของอิเกียมากขึ้น และที่สำคัญ แม้การปรับหรือเพิ่มของตกแต่งเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบ้านได้”

แผนธุรกิจของอิเกียประเทศไทย ในปีการเงิน 2021 (ก.ย. 2563 – ส.ค. 2564)
สินค้าราคาลดลงกว่าเดิม: ปรับราคาสินค้ายอดนิยมกว่า 300 รายการให้ลดลงกว่าเดิมเฉลี่ยถึง 20% เพื่อให้สินค้ามีราคาลดลง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ควบคู่ไปกับการออกแบบสินค้าอย่างชาญฉลาด ผลิตในปริมาณมาก และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์กล่องแบนที่ช่วยให้ขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้จำหน่ายสินค้าในราคาย่อมเยากว่าเดิมได้ โดยไม่ต้องลดทอนด้านคุณภาพ
โซลูชั่นอุปกรณ์จัดเก็บ: เดินหน้าครองความเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์การจัดเก็บที่มีให้เลือกหลากหลาย ช่วยจัดระเบียบห้องต่างๆ ในบ้านตั้งแต่ห้องนอน ห้องเด็ก ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือมุมทำงาน ผู้ช่วยคนสำคัญของบ้านยุคใหม่ที่มีพื้นที่จำกัด และบ้านที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย ให้จัดสรรพื้นที่ได้อย่างชาญฉลาด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นของทุกคนในบ้าน

สินค้าตกแต่งขนาดย่อม: นำเสนอสินค้าตกแต่งขนาดย่อมเพื่อให้ลูกค้ามีโซลูชั่นการใช้งานและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในงานเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่อิเกียได้ชวนครอบครัวสุขสันต์ “กาย-ฮารุ” มาเล่าถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของครอบครัวในยุค New Normal “ช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่บันเทิงมากสำหรับบ้านผม ไหนจะต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัยต่างๆ เพื่อป้องกันโรคแล้ว เราก็ยังต้องดูแลให้ทุกคนในบ้านมีความสุข ไม่เครียด ลูก 3 คน ก็ต้องขยันหากิจกรรมให้เขาทำ แล้วยังจะตัวเรากับฮารุอีก ตอนแรกๆ ก็โอเค แต่พอสักพักเริ่มรู้สึกว่าบ้านเรามันขาดนู่นขาดนี่ อยากจะปรับเปลี่ยนมุมต่างๆ ในบ้าน เริ่มมองหาแนวทางหรือโซลูชั่นที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตในบ้านได้ดีขึ้น แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ช่วยได้เยอะเลยครับ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจดีๆ ในการแต่งบ้าน นอกจากจะมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งฟังก์ชั่น ดีไซน์ และราคา ยังมีข้อแนะนำที่น่าสนใจในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เหมือนเป็นคู่มือการแต่งบ้านให้เราจริงๆ” คุณพ่อกาย-รัชชานนท์ สุประกอบกล่าว


นอกจากนี้ อิเกีย ยังได้เปิด E-catalogue เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าเลือกดูเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน และไอเดียดีๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยสามารถดูรายละเอียดของสินค้าที่สนใจและลิงก์ต่อไปยังเว็บไซต์ของอิเกียได้ทันที พบกับแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ได้ที่สโตร์อิเกียใกล้บ้านคุณ และ IKEA.co.th/catalogue

ข้อมูลของแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ในฉบับพิมพ์
จำนวนหน้าทั้งหมด 280 หน้า + หน้าปก 4 หน้า
จำนวนฉบับที่ตีพิมพ์ 38,013,000 เล่ม
จำนวนประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ 53 ประเทศ
จำนวนภาษาที่ตีพิมพ์ 32 ภาษา
จำนวนเวอร์ชันที่ตีพิมพ์ 69 เวอร์ชัน



ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ขานรับการปลดล็อคภาคธุรกิจ

posted May 19, 2020, 1:21 AM by Maturos Lophong   [ updated May 19, 2020, 1:28 AM ]



ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ขานรับการปลดล็อคภาคธุรกิจ เปิดให้บริการแล้วทุกสาขาทั่วประเทศ!!! 

ตอบรับการช้อปปิ้งแบบ New Normal ตอกย้ำการบริหารจัดการระบบการป้องกันตามมาตรการภาครัฐขั้นสูงสุด พร้อมมาตรการตรึงราคาสินค้า สร้างความมั่นใจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ลูกค้าประชาชน

ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ศูนย์รวมสินค้าบ้านของคนไทย ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เปิดให้บริการแล้วทุกสาขาทั่วประเทศ ตอบรับการช้อปปิ้งแบบ New Normal เว้นระยะห่างทางสังคม ตอกย้ำขั้นตอนระบบบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด ด้วยการเฝ้าระวังเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ส่งเสริมการเช็คอิน-เช็คเอาท์ผ่าน QR Code ไทยชนะ ตามแนวทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด พร้อมมาตรการตรึงราคาสินค้า จัดจำหน่ายสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจในสุขอนามัย และช่วยลดภาระค่าครองชีพค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าประชาชน

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน ในกลุ่มเซ็นทรัล ผู้ดำเนินธุรกิจ ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาเรายึดถือปฎิบัติตามมาตรการและคำสั่งประกาศล็อคดาวน์ของทางภาครัฐ โดยมีการปิดให้บริการของร้านไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ไปในบางสาขาโดยเฉพาะสาขาในกรุงเทพ และปริมณฑล ซึ่งในช่วงล็อคดาวน์ ไทวัสดุมีสาขาที่สามารถเปิดให้บริการได้จำนวนกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ ส่วนบ้านแอนด์บียอนด์เปิดให้บริการได้ 2 สาขา ส่วนใหญ่เป็นสาขาในต่างจังหวัด ด้วยเพราะสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ เราคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันของประชาชน รวมไปถึงหน่วยงานราชการ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินค้าเพื่อการใช้งานได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะสินค้าในหมวดเครื่องมือที่จำเป็น, สินค้าเพื่อการซ่อมบำรุง, สินค้าเพื่อการรักษาความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ฯลฯ เป็นต้น และสิ่งสำคัญที่เราคำนึงถึงอยู่เสมอคือความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของลูกค้า และพนักงานทุกคนมาโดยตลอด

และจะเห็นได้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มทีดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนคนไทยทุกคน ส่งผลให้ภาครัฐออกประกาศมาตรการผ่อนปรนปลดล็อคภาคธุรกิจ เพื่อตอบรับความจำเป็นของประชาชน และผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้ ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ หนึ่งในภาคธุรกิจ ที่ยืนหยัดเคียงคู่พนักงาน เพื่อนคู่ค้า และลูกค้า ประชาชน ในวันนี้ทั้งร้านไทวัสดุรวมกว่า 50 สาขา และบ้านแอนด์บียอนด์ 7 สาขา ได้เปิดให้บริการเต็มรูปแบบทุกสาขาทั่วประเทศแล้วทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ในรูปแบบ New Normal Life เว้นระยะห่างทางสังคม พร้อมสรรพกับสินค้าคุณภาพเพื่อบ้านที่หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้า ในราคามาตรฐาน และราคาลดพิเศษ พร้อมการให้บริการที่ครบครัน ทั้งหน้าร้าน และบริการหลังการขาย และยังคงคุมเข้มกับระบบบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด ด้วยการเฝ้าระวังเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 และเพิ่มมาตรการในการแนะนำให้ลูกค้าทุกคนที่จะเข้ามาใช้บริการ ต้องเช็คอิน และเช็คเอาท์ ผ่าน QR Code ไทยชนะ ตามแนวทางนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด ทางไทวัสดุ และบ้านแอนด์บียอนด์ ได้จัดระบบบริหารจัดการดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและข้อกำหนดต่าง ๆ ตามที่ทางภาครัฐได้กำหนดทั้งในส่วนของลูกค้า และพนักงาน ใน 4 มาตรการหลักดังนี้ 




· มาตรการการคัดกรอง

1. ลูกค้า และพนักงานทุกคน จะต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาที่ใช้บริการ และปฏิบัติงาน

2. กรณีลูกค้าลืมนำหน้ากากมา สามารถซื้อได้ที่จุดจัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยของทางร้าน โดยแจ้งพนักงานที่ประจำจุดคัดกรอง

3. พนักงานทุกคนต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิ บริเวณทางเข้าพนักงานทุกครั้ง

4. ลูกค้าทุกคนต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการทุกครั้ง ณ จุดทางเข้าลูกค้า ตลอดระยะเวลาการเปิดร้าน

5. หากตรวจพบว่าพนักงานหรือลูกค้า มีอุณหภูมิ สูงกว่า 37.5 องศา เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแยก พาไปที่จุดนั่งพักที่จัดไว้โดยเฉพาะ และ

ดำเนินการตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้ง หากอุณหภูมิไม่ลดลงต่ำกว่า 37.5 องศา เจ้าหน้าที่จะเชิญแยกนำไปบริเวณที่จัดไว้โดยเฉพาะ ดำเนินการ

ประสานงาน แนะนำให้พบแพทย์ โดยทางร้านจะไม่อนุญาตให้เข้าทำงาน หรือเข้าใช้บริการที่ร้าน

6. พนักงาน และ ลูกค้า ทุกคนต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อก่อนเข้าร้าน

7. ลูกค้าต้องลงทะเบียนเช็คอินเข้าใช้บริการผ่านเว็บไซต์ - QR Code ไทยชนะ หรือ สมัครบัตรสมาชิก The1 เป็นการเก็บบันทึกข้อมูลผู้เข้าใช้

บริการ เพื่อทางร้านสามารถติดตามได้ในกรณีที่มีเหตุการณ์ ต้องติดตามลูกค้าเพื่อตรวจสอบหรือแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม




· มาตราการการลดความแออัด

1. กำหนดระยะห่างของจุดยืนต่างๆ ที่ลูกค้าต้องรอรับบริการ หรือ รอเข้าคิวทำรายการ โดยมีการกำหนดระยะยืนด้วยเครื่องหมายให้เว้นระยะห่าง

แต่ละรายอย่างน้อย 1 เมตร โดยเฉพาะบริเวณจุดคัดกรอง, จุดแคชเชียร์,บริเวณร้านอาหารที่ต้องเข้าคิวสั่ง, ตู้ ATM และห้องน้ำ

2. พนักงานขายที่จุดขาย ต้องยืนให้คำแนะนำหรือให้รายละเอียดสินค้ากับลูกค้า โดยรักษาระยะห่าง 1-2 เมตร และ ต้องไม่มีลูกค้าหรือพนักงาน

ยืนรวมกันจำนวนมากเกิน 1 คนต่อ 2 ตารางเมตร

3. จุดที่นั่งในห้อง Contractor Room ต้องเว้นระยะนั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร

4. จุดนั่งรับประทานอาหาร ทางร้านได้จัดทำเครื่องหมาย เว้นระยะนั่ง 1 เมตร และนั่งเยื้องกัน ไม่ให้มีจุดนั่งตรงกันแบบหันหน้าเข้าหากัน

5. ภายในลิฟท์ ได้ทำเครื่องหมายจุดยืนให้ลูกค้า และให้ยืนหันหน้าออกจากกัน

6. บริเวณบันไดเลื่อน ได้กำหนดจุดบันไดเลื่อน ให้ลูกค้ายืน 1 ขั้น เว้นระยะห่าง 2 ขั้น

7. มีการจำกัดจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการ ตามจำนวนที่กฏหมายกำหนดในจังหวัดนั้นๆ กรณีมีจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการเกินมาตรการที่กำหนด

ทางร้านได้จัดพื้นที่และเก้าอี้ให้บริการลูกค้านั่งรอบริเวณด้านหน้าทางเข้าร้าน



· มาตราการเพิ่มความปลอดภัยและลดการสัมผัส

1. บริเวณจุดบริการลูกค้า และ จุดแคชเชียร์ ได้จัดทำแผงกั้น หรือ Counter Shield ระหว่างลูกค้า และพนักงาน หรือ ให้พนักงานสวมใส่

Face Shield

2. เพิ่มจุดให้บริการแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อ บริการทุกจุดตั้งแต่บริเวณทางเข้า , บริเวณจุดบริการลูกค้า , จุดแคชเชียร์ และ จุด Ask Me

โดยใช้เป็นระบบเหยียบปั๊ม เพื่อลดการสัมผัส

3. เพื่อเป็นการลดการสัมผัส ณ จุดบริการลูกค้า ทางร้านได้ทำการแยกโต๊ะเซ็นต์เอกสาร ออกจากเคาน์เตอร์ และที่จุดบริการชำระเงิน

ทางแคชเชียร์จะใช้ถาดในการรับส่งธนบัตร หรือ การ์ด และใบเสร็จ ให้ลูกค้า

4. เพิ่มจุดพิเศษสำหรับดูแลผู้อาวุโส ผู้พิการ และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะแยกออกจากจุดให้บริการปกติ โดยจะมีพนักงานเป็นผู้ให้บริการอำนวยความ

สะดวกให้กับลูกค้า เพื่อความรวดเร็ว และลดระยะเวลาการอยู่นอกบ้าน เพื่อความปลอดภัยตามมาตรการ

5. ส่งเสริมและสนับสนุนการชำระเงินแบบ Cashless หรือระบบ E-payment

· มาตราการความสะอาดปลอดภัยทุกจุด

1.เช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุก 30 นาที บริเวณจุดสัมผัส ได้แก่จุดบริการลูกค้า จุดเคาน์เตอร์แคชเชียร์ และ อุปกรณ์ต่างๆ

2.กำหนดระยะเวลาในการทำความสะอาดห้องน้ำทุก 30 นาที

3. กำหนดช่วงเวลาการทำความสะอาดร้าน และ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ลูกค้าใช้ เช่นรถเข็น ตระกร้าใส่ของ โดยแอลกอฮอล์ หรือ น้ำยาทำความสะอาด

วันละ 3-4 ครั้ง และทุกสิ้นวันหลังร้านปิดให้บริการ

4. มีมาตราการ การพ่นยาฆ่าเชื้อ ในกรณีพบผู้เสี่ยงหรือผู้ติดเชื้อเข้ามาใช้บริการที่ร้าน

โดยมาตรการดังกล่าวข้างต้นในรูปแบบ New Normal นี้ ทางไทวัสดุและบ้านแอนด์บียอนด์ได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สร้างความมั่นใจทั้งในเรื่องความสะอาด และความปลอดภัยทางด้านสุขอนามัย ให้กับลูกค้าคนสำคัญของเราเมื่อเข้ามาช้อปปิ้งใช้บริการ รวมถึงมาตรการด้านราคาสินค้าที่ยังคงตรึงราคาสินค้าด้วยมาตรฐานราคาที่แน่นอนมาโดยตลอด มาช้อปปิ้งกับการปลดล็อคสินค้าเพื่อบ้านราคาลดพิเศษในรูปแบบ New Normal ด้วยความมั่นใจ สบายใจ ที่ไทวัสดุ และบ้านแอนด์บียอนด์ หรือเลือกกดช้อปเพลินๆ สบายๆ กับการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ทั้ง 2 แบรนด์ได้ที่ www.thaiwatsadu.com ,Facebook: thaiwatsadu , Line @Thaiwatsadu, www.baanandbeyond.com , Facebook: Baan&Beyond , Line @baanandbeyondth, www.jd.co.th และ Call Center 1308

อิเกีย ต้อนรับนักช้อปคนรักบ้าน

posted May 18, 2020, 2:41 AM by Maturos Lophong


อิเกีย ต้อนรับนักช้อปคนรักบ้าน อุ่นใจด้วยมาตรการดูแลความปลอดภัยในการช้อปปิ้งเต็มรูปแบบ 


จากภาพ: นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยมีมร. ทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ นำทีมเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งตามวิถีชีวิตแบบใหม่รับ New Normal

กรุงเทพฯ, 18 พฤษภาคม 2563 – หลังจากที่ รัฐบาล โดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้ออกมาตรการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมในระยะที่ 2 อิเกีย ประเทศไทย ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ เสริมมาตรการที่เข้มข้นในการรักษาระยะห่าง ลดการสัมผัส และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เพื่อดูแลความปลอดภัยและสุขอนามัยให้กับลูกค้าและพนักงานอย่างดีที่สุด พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


อิเกีย ตอกย้ำความพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพนักงาน โดยวางมาตรการไว้อย่างดีที่สุด ทั้งในเรื่องการดูแลความปลอดภัย ความสะอาด และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนช้อปปิ้งและทำงานได้อย่างสะดวกสบายและอุ่นใจ พนักงานของเราและลูกค้าจะต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่อยู่ในสโตร์ ขณะที่ร้านอาหารอิเกียเองก็จะกลับมาเปิดให้บริการนั่งทานที่ร้านอีกครั้ง โดยมีมาตรการป้องกันต่างๆ อย่างรัดกุม และยังมีทางเลือกให้ลูกค้าซื้ออาหารกลับบ้านและสั่งเดลิเวอรีได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา


มาตรการของอิเกียเพื่อการช้อปอย่างอุ่นใจและปลอดภัย มีดังนี้

รักษาระยะห่างทางสังคม ช้อปได้อย่างอุ่นใจ เมื่อมีการเว้นระยะห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตรทุกพื้นที่ในสโตร์

ตรวจอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสโตร์ ทั้งพนักงานและลูกค้าที่เข้ามาในสโตร์ต้องมีอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส








บริการเจลล้างมือในจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งสโตร์อิเกีย 

สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสโตร์ ลูกค้าต้องสวมใส่หน้ากากขณะที่อยู่ในสโตร์ของเรา ขณะที่พนักงานอิเกียจะสวมหน้ากากอนามัยคู่กับหน้ากากป้องกันใบหน้าหรือ Face Shield ตลอดเวลา

จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลรักษาระยะห่างอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉลี่ยผู้ใช้บริการหนึ่งท่านต่อพื้นที่ประมาณ 8 ตร.ม.

ปิดให้บริการสมอลล์แลนด์ เพื่อรักษาความปลอดภัยและสุขภาพของลูกค้าตัวน้อยของเรา

นอกจากนี้ อิเกียได้เพิ่มบริการใหม่ ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การช้อปปิ้งให้ลูกค้า ได้แก่ บริการ Click & Collect สั่งซื้อออนไลน์และมารับสินค้าด้วยตนเองที่สโตร์ บริการจัดส่ง และบริการประกอบสินค้า ซึ่งได้รับการปรับให้เป็นบริการแบบไร้สัมผัส เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้ยิ่งขึ้น รวมถึงบริการออกแบบออนไลน์ ให้ลูกค้ารับคำแนะนำการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จัดเก็บ ตู้เสื้อผ้า PAX/พักซ์ และชุดครัวอิเกีย จากผู้เชี่ยวชาญของอิเกียได้โดยไม่ต้องมาที่สโตร์


อิเกีย หวังว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านอีกครั้งที่อิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ และ อิเกีย ภูเก็ต ที่จะเปิดให้บริการทุกวัน กรุณาตรวจสอบเวลาให้บริการของแต่ละสโตร์ที่เว็บไซต์อิเกีย และยังสามารถเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่ IKEA.co.th จากที่บ้านได้ตลอดเวลา โดยยกเว้นค่าหยิบสินค้า 200 บาท วันนี้ - 31 สิงหาคม 2563

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘ยิ้ม’ คืนกลับสิ่งดีๆ สู่สังคมไทย

posted Apr 27, 2020, 10:51 PM by Maturos Lophong





ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘ยิ้ม’ คืนกลับสิ่งดีๆ สู่สังคมไทย

นำร่องด้วยการมอบเงินบริจาค 100,000 บาท เพื่อซื้อชุด PPE

พร้อมจัดทำหน้ากาก Face Shield สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ "บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” ผนึกพลังคณะผู้บริหารและทีมพนักงานสร้างสรรค์แคมเปญ ‘ยิ้ม..ที่สร้างจากความตั้งใจที่ดี’ เพื่อฟื้นคืนรอยยิ้มสู่สังคมไทย เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันทำให้คนไทยมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยในการใช้ชีวิต อีกทั้งสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ ทำให้เป็นที่มาของแคมเปญ “ยิ้ม” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อตอบแทนสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคมไทยให้กลับมามีรอยยิ้มใหม่ได้อีกครั้ง โดยเริ่มนำร่องโครงการแรกด้วยการมอบเงินบริจาค 100,000 บาท แก่สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เพื่อจัดซื้อชุด PPE มอบให้กับโรงพยาบาลสัตหีบ จ.ชลบุรี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมจัดทำห้องคัดกรองผู้ป่วยแก่ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ,โรงพยาบาลสัตหีบ จ.ชลบุรี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต อีกด้วย

ทั้งนี้ยังระดมทีมพนักงานภายในองค์กรร่วมกันทำหน้ากากเฟสชิลด์ (Face Shield) แบบเว้นระยะห่างทางสังคม มอบแก่บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังขาดแคลน เพื่อต่อสู้กับวิกฤต COVID-19 ที่ปัจจุบันยังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในการปฎิบัติงาน พร้อมเดินหน้าจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563

สอบถามและชมข้อมูล ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เพิ่มเติมได้ที่

Call Center 1778 หรือ www.lalinproperty.com

ชาญอิสสระ เปิดกลยุทธ์ บริหาร 3 โรงแรมในเครือศรีพันวา

posted Apr 7, 2020, 12:32 AM by Maturos Lophong


ชาญอิสสระ เปิดกลยุทธ์ บริหาร 3 โรงแรมในเครือศรีพันวา

รับโควิด-19 ฉุดธุรกิจ พร้อมปรับแผนรองรับหลังเหตุการณ์สู่ภาวะปกติ


กลุ่มชาญอิสสระ รับสถานการณ์ไวรัสโควิด – 19 ฉุดธุรกิจการโรงแรมการท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอหนัก เดินหน้าปรับกลยุทธ์การบริหาร พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งจากภาครัฐอย่างเคร่งครัด หวังว่าหลังสถานการณ์คลี่คลาย ภาครัฐจะหนุนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ฟื้นคืน ระบุเตรียมการด้านสภาพคล่อง-กระแสเงินสดไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินในปีนี้



นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดว่า ส่งผลต่อภาคธุรกิจต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว-โรงแรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจนโรงแรมหลายแห่งได้ประกาศหยุดดำเนินการไปบ้างแล้ว มีผลให้โรงแรมในเครือของบริษัทฯ ทั้งโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต โรงแรม บาบาบีช คลับภูเก็ต และโรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

“เหตุการณ์โควิด-19 ก่อให้เกิดวิกฤตโลกหนักในทุกด้านอย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ธุรกิจทั้งหลายต่างต้องปรับแผนการดำเนินการให้รับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น สำหรับโรงแรมในกลุ่มเราได้เจรจาตกลงกับลูกค้าโรงแรมที่ได้จ่ายค่าที่พักล่วงหน้ามาแล้วให้เลื่อนเวลาเข้าพักจนกว่าสถานการณ์จะอำนวย ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี และเราได้ใช้ช่วงระยะเวลานี้ ติดต่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและตัวแทนขาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อผสานความเข้าใจและเกื้อหนุนการสร้าง brand royalty เราเชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องปรับมาตรการต่างๆ เพื่อเร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยว ในระยะแรกจะมุ่งเน้นที่ลูกค้าชาวไทยแบบไทยเที่ยวไทยก่อนการกลับมาของลูกค้าต่างชาติ จึงเชื่อมั่นในศักยภาพที่โดดเด่นของทั้งภูเก็ตและชะอำหัวหินเป็นอย่างยิ่ง” นายสงกรานต์กล่าว

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นโครงการระดับ medium plus to high end บริษัทเราจะเร่งงาน backlog และพัฒนาโครงการต่าง ๆ ต่อไป เพื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าตามที่ได้ตกลงกันไว้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มีความต้องการจริง ในส่วนการบริหารต้นทุน เราเน้นมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและประสิทธิภาพต้นทุน ( work and cost efficiencies ) การประหยัด ลดเวลาทำงาน และค่าใช้จ่าย พร้อมกันนั้นให้ใช้เวลาใน การพัฒนา hardware และ software และการให้บริการ เพื่อให้เป็นที่ประทับใจของลูกค้ายิ่งขึ้น

สำหรับความพร้อมด้านการเงิน บริษัทได้รับเงินทุนจากสถาบันการเงินสนับสนุนโครงการทั้งที่ศรีพันวา และชะอำหัวหินตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งการก่อสร้างจะดำเนินต่อไปคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2563 นอกจากนี้ในการประเมินเครดิตครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้คงระดับการจัดอันดับที่ BB+ จากบริษัท TRIS Corporation Limited แม้ว่าแนวโน้มทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะเป็นลบจากสถานการณ์ที่เป็นมา


“ผมขอให้ความมั่นใจว่าทุกโครงการที่เราพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือโรงแรมทุกโรงแรมของเรา ล้วนเป็นของดีมีคุณค่า เราย่อมจะเจริญเติบโตต่อไปได้ พวกเราจะพยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปให้ถึงวันนั้นครับ” นายสงกรานต์กล่าวปิดท้าย

1-10 of 122