Real Estate





ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ขานรับการปลดล็อคภาคธุรกิจ

posted May 19, 2020, 1:21 AM by Maturos Lophong   [ updated May 19, 2020, 1:28 AM ]



ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ขานรับการปลดล็อคภาคธุรกิจ เปิดให้บริการแล้วทุกสาขาทั่วประเทศ!!! 

ตอบรับการช้อปปิ้งแบบ New Normal ตอกย้ำการบริหารจัดการระบบการป้องกันตามมาตรการภาครัฐขั้นสูงสุด พร้อมมาตรการตรึงราคาสินค้า สร้างความมั่นใจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ลูกค้าประชาชน

ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ศูนย์รวมสินค้าบ้านของคนไทย ในเครือเซ็นทรัลรีเทล เปิดให้บริการแล้วทุกสาขาทั่วประเทศ ตอบรับการช้อปปิ้งแบบ New Normal เว้นระยะห่างทางสังคม ตอกย้ำขั้นตอนระบบบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด ด้วยการเฝ้าระวังเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 ส่งเสริมการเช็คอิน-เช็คเอาท์ผ่าน QR Code ไทยชนะ ตามแนวทางภาครัฐอย่างเคร่งครัด พร้อมมาตรการตรึงราคาสินค้า จัดจำหน่ายสินค้าในราคาพิเศษ เพื่อสร้างความมั่นใจในสุขอนามัย และช่วยลดภาระค่าครองชีพค่าใช้จ่ายให้แก่ลูกค้าประชาชน

นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจวัสดุก่อสร้าง และสินค้าตกแต่งบ้าน ในกลุ่มเซ็นทรัล ผู้ดำเนินธุรกิจ ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ เปิดเผยว่า “ที่ผ่านมาเรายึดถือปฎิบัติตามมาตรการและคำสั่งประกาศล็อคดาวน์ของทางภาครัฐ โดยมีการปิดให้บริการของร้านไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ ไปในบางสาขาโดยเฉพาะสาขาในกรุงเทพ และปริมณฑล ซึ่งในช่วงล็อคดาวน์ ไทวัสดุมีสาขาที่สามารถเปิดให้บริการได้จำนวนกว่า 30 สาขาทั่วประเทศ ส่วนบ้านแอนด์บียอนด์เปิดให้บริการได้ 2 สาขา ส่วนใหญ่เป็นสาขาในต่างจังหวัด ด้วยเพราะสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้ เราคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันของประชาชน รวมไปถึงหน่วยงานราชการ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งจะสามารถเข้าถึงสินค้าเพื่อการใช้งานได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะสินค้าในหมวดเครื่องมือที่จำเป็น, สินค้าเพื่อการซ่อมบำรุง, สินค้าเพื่อการรักษาความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ฯลฯ เป็นต้น และสิ่งสำคัญที่เราคำนึงถึงอยู่เสมอคือความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของลูกค้า และพนักงานทุกคนมาโดยตลอด

และจะเห็นได้ว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 มีแนวโน้มทีดีขึ้น จำนวนผู้ติดเชื้อมีการลดลงอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของประชาชนคนไทยทุกคน ส่งผลให้ภาครัฐออกประกาศมาตรการผ่อนปรนปลดล็อคภาคธุรกิจ เพื่อตอบรับความจำเป็นของประชาชน และผู้ประกอบการได้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ทั้งนี้ ไทวัสดุ และ บ้านแอนด์บียอนด์ หนึ่งในภาคธุรกิจ ที่ยืนหยัดเคียงคู่พนักงาน เพื่อนคู่ค้า และลูกค้า ประชาชน ในวันนี้ทั้งร้านไทวัสดุรวมกว่า 50 สาขา และบ้านแอนด์บียอนด์ 7 สาขา ได้เปิดให้บริการเต็มรูปแบบทุกสาขาทั่วประเทศแล้วทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ในรูปแบบ New Normal Life เว้นระยะห่างทางสังคม พร้อมสรรพกับสินค้าคุณภาพเพื่อบ้านที่หลากหลาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของลูกค้า ในราคามาตรฐาน และราคาลดพิเศษ พร้อมการให้บริการที่ครบครัน ทั้งหน้าร้าน และบริการหลังการขาย และยังคงคุมเข้มกับระบบบริหารจัดการตามมาตรการป้องกันขั้นสูงสุด ด้วยการเฝ้าระวังเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรคโควิด-19 และเพิ่มมาตรการในการแนะนำให้ลูกค้าทุกคนที่จะเข้ามาใช้บริการ ต้องเช็คอิน และเช็คเอาท์ ผ่าน QR Code ไทยชนะ ตามแนวทางนโยบายของภาครัฐอย่างเคร่งครัด ทางไทวัสดุ และบ้านแอนด์บียอนด์ ได้จัดระบบบริหารจัดการดำเนินการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและข้อกำหนดต่าง ๆ ตามที่ทางภาครัฐได้กำหนดทั้งในส่วนของลูกค้า และพนักงาน ใน 4 มาตรการหลักดังนี้ 




· มาตรการการคัดกรอง

1. ลูกค้า และพนักงานทุกคน จะต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาที่ใช้บริการ และปฏิบัติงาน

2. กรณีลูกค้าลืมนำหน้ากากมา สามารถซื้อได้ที่จุดจัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยของทางร้าน โดยแจ้งพนักงานที่ประจำจุดคัดกรอง

3. พนักงานทุกคนต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิ บริเวณทางเข้าพนักงานทุกครั้ง

4. ลูกค้าทุกคนต้องได้รับการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าใช้บริการทุกครั้ง ณ จุดทางเข้าลูกค้า ตลอดระยะเวลาการเปิดร้าน

5. หากตรวจพบว่าพนักงานหรือลูกค้า มีอุณหภูมิ สูงกว่า 37.5 องศา เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแยก พาไปที่จุดนั่งพักที่จัดไว้โดยเฉพาะ และ

ดำเนินการตรวจยืนยันซ้ำอีกครั้ง หากอุณหภูมิไม่ลดลงต่ำกว่า 37.5 องศา เจ้าหน้าที่จะเชิญแยกนำไปบริเวณที่จัดไว้โดยเฉพาะ ดำเนินการ

ประสานงาน แนะนำให้พบแพทย์ โดยทางร้านจะไม่อนุญาตให้เข้าทำงาน หรือเข้าใช้บริการที่ร้าน

6. พนักงาน และ ลูกค้า ทุกคนต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อก่อนเข้าร้าน

7. ลูกค้าต้องลงทะเบียนเช็คอินเข้าใช้บริการผ่านเว็บไซต์ - QR Code ไทยชนะ หรือ สมัครบัตรสมาชิก The1 เป็นการเก็บบันทึกข้อมูลผู้เข้าใช้

บริการ เพื่อทางร้านสามารถติดตามได้ในกรณีที่มีเหตุการณ์ ต้องติดตามลูกค้าเพื่อตรวจสอบหรือแจ้งข้อมูลเพิ่มเติม




· มาตราการการลดความแออัด

1. กำหนดระยะห่างของจุดยืนต่างๆ ที่ลูกค้าต้องรอรับบริการ หรือ รอเข้าคิวทำรายการ โดยมีการกำหนดระยะยืนด้วยเครื่องหมายให้เว้นระยะห่าง

แต่ละรายอย่างน้อย 1 เมตร โดยเฉพาะบริเวณจุดคัดกรอง, จุดแคชเชียร์,บริเวณร้านอาหารที่ต้องเข้าคิวสั่ง, ตู้ ATM และห้องน้ำ

2. พนักงานขายที่จุดขาย ต้องยืนให้คำแนะนำหรือให้รายละเอียดสินค้ากับลูกค้า โดยรักษาระยะห่าง 1-2 เมตร และ ต้องไม่มีลูกค้าหรือพนักงาน

ยืนรวมกันจำนวนมากเกิน 1 คนต่อ 2 ตารางเมตร

3. จุดที่นั่งในห้อง Contractor Room ต้องเว้นระยะนั่งให้ห่างกันอย่างน้อย 1 เมตร

4. จุดนั่งรับประทานอาหาร ทางร้านได้จัดทำเครื่องหมาย เว้นระยะนั่ง 1 เมตร และนั่งเยื้องกัน ไม่ให้มีจุดนั่งตรงกันแบบหันหน้าเข้าหากัน

5. ภายในลิฟท์ ได้ทำเครื่องหมายจุดยืนให้ลูกค้า และให้ยืนหันหน้าออกจากกัน

6. บริเวณบันไดเลื่อน ได้กำหนดจุดบันไดเลื่อน ให้ลูกค้ายืน 1 ขั้น เว้นระยะห่าง 2 ขั้น

7. มีการจำกัดจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการ ตามจำนวนที่กฏหมายกำหนดในจังหวัดนั้นๆ กรณีมีจำนวนลูกค้าเข้าใช้บริการเกินมาตรการที่กำหนด

ทางร้านได้จัดพื้นที่และเก้าอี้ให้บริการลูกค้านั่งรอบริเวณด้านหน้าทางเข้าร้าน



· มาตราการเพิ่มความปลอดภัยและลดการสัมผัส

1. บริเวณจุดบริการลูกค้า และ จุดแคชเชียร์ ได้จัดทำแผงกั้น หรือ Counter Shield ระหว่างลูกค้า และพนักงาน หรือ ให้พนักงานสวมใส่

Face Shield

2. เพิ่มจุดให้บริการแอลกอฮอล์เจลฆ่าเชื้อ บริการทุกจุดตั้งแต่บริเวณทางเข้า , บริเวณจุดบริการลูกค้า , จุดแคชเชียร์ และ จุด Ask Me

โดยใช้เป็นระบบเหยียบปั๊ม เพื่อลดการสัมผัส

3. เพื่อเป็นการลดการสัมผัส ณ จุดบริการลูกค้า ทางร้านได้ทำการแยกโต๊ะเซ็นต์เอกสาร ออกจากเคาน์เตอร์ และที่จุดบริการชำระเงิน

ทางแคชเชียร์จะใช้ถาดในการรับส่งธนบัตร หรือ การ์ด และใบเสร็จ ให้ลูกค้า

4. เพิ่มจุดพิเศษสำหรับดูแลผู้อาวุโส ผู้พิการ และหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งจะแยกออกจากจุดให้บริการปกติ โดยจะมีพนักงานเป็นผู้ให้บริการอำนวยความ

สะดวกให้กับลูกค้า เพื่อความรวดเร็ว และลดระยะเวลาการอยู่นอกบ้าน เพื่อความปลอดภัยตามมาตรการ

5. ส่งเสริมและสนับสนุนการชำระเงินแบบ Cashless หรือระบบ E-payment

· มาตราการความสะอาดปลอดภัยทุกจุด

1.เช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อทุก 30 นาที บริเวณจุดสัมผัส ได้แก่จุดบริการลูกค้า จุดเคาน์เตอร์แคชเชียร์ และ อุปกรณ์ต่างๆ

2.กำหนดระยะเวลาในการทำความสะอาดห้องน้ำทุก 30 นาที

3. กำหนดช่วงเวลาการทำความสะอาดร้าน และ อุปกรณ์ต่างๆ ที่ลูกค้าใช้ เช่นรถเข็น ตระกร้าใส่ของ โดยแอลกอฮอล์ หรือ น้ำยาทำความสะอาด

วันละ 3-4 ครั้ง และทุกสิ้นวันหลังร้านปิดให้บริการ

4. มีมาตราการ การพ่นยาฆ่าเชื้อ ในกรณีพบผู้เสี่ยงหรือผู้ติดเชื้อเข้ามาใช้บริการที่ร้าน

โดยมาตรการดังกล่าวข้างต้นในรูปแบบ New Normal นี้ ทางไทวัสดุและบ้านแอนด์บียอนด์ได้ถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด สร้างความมั่นใจทั้งในเรื่องความสะอาด และความปลอดภัยทางด้านสุขอนามัย ให้กับลูกค้าคนสำคัญของเราเมื่อเข้ามาช้อปปิ้งใช้บริการ รวมถึงมาตรการด้านราคาสินค้าที่ยังคงตรึงราคาสินค้าด้วยมาตรฐานราคาที่แน่นอนมาโดยตลอด มาช้อปปิ้งกับการปลดล็อคสินค้าเพื่อบ้านราคาลดพิเศษในรูปแบบ New Normal ด้วยความมั่นใจ สบายใจ ที่ไทวัสดุ และบ้านแอนด์บียอนด์ หรือเลือกกดช้อปเพลินๆ สบายๆ กับการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ทั้ง 2 แบรนด์ได้ที่ www.thaiwatsadu.com ,Facebook: thaiwatsadu , Line @Thaiwatsadu, www.baanandbeyond.com , Facebook: Baan&Beyond , Line @baanandbeyondth, www.jd.co.th และ Call Center 1308

อิเกีย ต้อนรับนักช้อปคนรักบ้าน

posted May 18, 2020, 2:41 AM by Maturos Lophong


อิเกีย ต้อนรับนักช้อปคนรักบ้าน อุ่นใจด้วยมาตรการดูแลความปลอดภัยในการช้อปปิ้งเต็มรูปแบบ 


จากภาพ: นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี และคณะทำงานลงพื้นที่ตรวจสอบ โดยมีมร. ทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ นำทีมเปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งตามวิถีชีวิตแบบใหม่รับ New Normal

กรุงเทพฯ, 18 พฤษภาคม 2563 – หลังจากที่ รัฐบาล โดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ ศบค. ได้ออกมาตรการผ่อนปรนกิจการและกิจกรรมในระยะที่ 2 อิเกีย ประเทศไทย ได้เปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ เสริมมาตรการที่เข้มข้นในการรักษาระยะห่าง ลดการสัมผัส และป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เพื่อดูแลความปลอดภัยและสุขอนามัยให้กับลูกค้าและพนักงานอย่างดีที่สุด พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างใกล้ชิด


อิเกีย ตอกย้ำความพร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและพนักงาน โดยวางมาตรการไว้อย่างดีที่สุด ทั้งในเรื่องการดูแลความปลอดภัย ความสะอาด และสุขอนามัย เพื่อให้ทุกคนช้อปปิ้งและทำงานได้อย่างสะดวกสบายและอุ่นใจ พนักงานของเราและลูกค้าจะต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลาที่อยู่ในสโตร์ ขณะที่ร้านอาหารอิเกียเองก็จะกลับมาเปิดให้บริการนั่งทานที่ร้านอีกครั้ง โดยมีมาตรการป้องกันต่างๆ อย่างรัดกุม และยังมีทางเลือกให้ลูกค้าซื้ออาหารกลับบ้านและสั่งเดลิเวอรีได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา


มาตรการของอิเกียเพื่อการช้อปอย่างอุ่นใจและปลอดภัย มีดังนี้

รักษาระยะห่างทางสังคม ช้อปได้อย่างอุ่นใจ เมื่อมีการเว้นระยะห่างกันอย่างน้อยหนึ่งเมตรทุกพื้นที่ในสโตร์

ตรวจอุณหภูมิร่างกายก่อนเข้าสโตร์ ทั้งพนักงานและลูกค้าที่เข้ามาในสโตร์ต้องมีอุณหภูมิร่างกายไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส








บริการเจลล้างมือในจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งสโตร์อิเกีย 

สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในสโตร์ ลูกค้าต้องสวมใส่หน้ากากขณะที่อยู่ในสโตร์ของเรา ขณะที่พนักงานอิเกียจะสวมหน้ากากอนามัยคู่กับหน้ากากป้องกันใบหน้าหรือ Face Shield ตลอดเวลา

จำกัดจำนวนผู้เข้าใช้บริการ เพื่อเป็นการป้องกันและดูแลรักษาระยะห่างอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉลี่ยผู้ใช้บริการหนึ่งท่านต่อพื้นที่ประมาณ 8 ตร.ม.

ปิดให้บริการสมอลล์แลนด์ เพื่อรักษาความปลอดภัยและสุขภาพของลูกค้าตัวน้อยของเรา

นอกจากนี้ อิเกียได้เพิ่มบริการใหม่ ๆ เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การช้อปปิ้งให้ลูกค้า ได้แก่ บริการ Click & Collect สั่งซื้อออนไลน์และมารับสินค้าด้วยตนเองที่สโตร์ บริการจัดส่ง และบริการประกอบสินค้า ซึ่งได้รับการปรับให้เป็นบริการแบบไร้สัมผัส เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้ยิ่งขึ้น รวมถึงบริการออกแบบออนไลน์ ให้ลูกค้ารับคำแนะนำการออกแบบเฟอร์นิเจอร์จัดเก็บ ตู้เสื้อผ้า PAX/พักซ์ และชุดครัวอิเกีย จากผู้เชี่ยวชาญของอิเกียได้โดยไม่ต้องมาที่สโตร์


อิเกีย หวังว่าจะได้ต้อนรับทุกท่านอีกครั้งที่อิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ และ อิเกีย ภูเก็ต ที่จะเปิดให้บริการทุกวัน กรุณาตรวจสอบเวลาให้บริการของแต่ละสโตร์ที่เว็บไซต์อิเกีย และยังสามารถเพลิดเพลินกับการเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่ IKEA.co.th จากที่บ้านได้ตลอดเวลา โดยยกเว้นค่าหยิบสินค้า 200 บาท วันนี้ - 31 สิงหาคม 2563

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘ยิ้ม’ คืนกลับสิ่งดีๆ สู่สังคมไทย

posted Apr 27, 2020, 10:51 PM by Maturos Lophong





ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ สร้างสรรค์แคมเปญ ‘ยิ้ม’ คืนกลับสิ่งดีๆ สู่สังคมไทย

นำร่องด้วยการมอบเงินบริจาค 100,000 บาท เพื่อซื้อชุด PPE

พร้อมจัดทำหน้ากาก Face Shield สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ "บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” ผนึกพลังคณะผู้บริหารและทีมพนักงานสร้างสรรค์แคมเปญ ‘ยิ้ม..ที่สร้างจากความตั้งใจที่ดี’ เพื่อฟื้นคืนรอยยิ้มสู่สังคมไทย เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันทำให้คนไทยมีความกังวลในเรื่องความปลอดภัยในการใช้ชีวิต อีกทั้งสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ ทำให้เป็นที่มาของแคมเปญ “ยิ้ม” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อตอบแทนสิ่งดีๆ คืนกลับสู่สังคมไทยให้กลับมามีรอยยิ้มใหม่ได้อีกครั้ง โดยเริ่มนำร่องโครงการแรกด้วยการมอบเงินบริจาค 100,000 บาท แก่สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เพื่อจัดซื้อชุด PPE มอบให้กับโรงพยาบาลสัตหีบ จ.ชลบุรี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต พร้อมจัดทำห้องคัดกรองผู้ป่วยแก่ โรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร ,โรงพยาบาลสัตหีบ จ.ชลบุรี และองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต อีกด้วย

ทั้งนี้ยังระดมทีมพนักงานภายในองค์กรร่วมกันทำหน้ากากเฟสชิลด์ (Face Shield) แบบเว้นระยะห่างทางสังคม มอบแก่บุคลากรทางการแพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ยังขาดแคลน เพื่อต่อสู้กับวิกฤต COVID-19 ที่ปัจจุบันยังมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในการปฎิบัติงาน พร้อมเดินหน้าจัดทำกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องตลอดปี 2563

สอบถามและชมข้อมูล ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เพิ่มเติมได้ที่

Call Center 1778 หรือ www.lalinproperty.com

ชาญอิสสระ เปิดกลยุทธ์ บริหาร 3 โรงแรมในเครือศรีพันวา

posted Apr 7, 2020, 12:32 AM by Maturos Lophong


ชาญอิสสระ เปิดกลยุทธ์ บริหาร 3 โรงแรมในเครือศรีพันวา

รับโควิด-19 ฉุดธุรกิจ พร้อมปรับแผนรองรับหลังเหตุการณ์สู่ภาวะปกติ


กลุ่มชาญอิสสระ รับสถานการณ์ไวรัสโควิด – 19 ฉุดธุรกิจการโรงแรมการท่องเที่ยวทั่วโลกชะลอหนัก เดินหน้าปรับกลยุทธ์การบริหาร พร้อมปฏิบัติตามคำสั่งจากภาครัฐอย่างเคร่งครัด หวังว่าหลังสถานการณ์คลี่คลาย ภาครัฐจะหนุนนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวให้ฟื้นคืน ระบุเตรียมการด้านสภาพคล่อง-กระแสเงินสดไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเพื่อรองรับความต้องการใช้เงินในปีนี้



นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดว่า ส่งผลต่อภาคธุรกิจต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว-โรงแรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจนโรงแรมหลายแห่งได้ประกาศหยุดดำเนินการไปบ้างแล้ว มีผลให้โรงแรมในเครือของบริษัทฯ ทั้งโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต โรงแรม บาบาบีช คลับภูเก็ต และโรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ต่างได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเช่นเดียวกัน

“เหตุการณ์โควิด-19 ก่อให้เกิดวิกฤตโลกหนักในทุกด้านอย่างที่ทุกคนทราบกันดีอยู่แล้ว ธุรกิจทั้งหลายต่างต้องปรับแผนการดำเนินการให้รับมือกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น สำหรับโรงแรมในกลุ่มเราได้เจรจาตกลงกับลูกค้าโรงแรมที่ได้จ่ายค่าที่พักล่วงหน้ามาแล้วให้เลื่อนเวลาเข้าพักจนกว่าสถานการณ์จะอำนวย ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดี และเราได้ใช้ช่วงระยะเวลานี้ ติดต่อรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าและตัวแทนขาย ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อผสานความเข้าใจและเกื้อหนุนการสร้าง brand royalty เราเชื่อมั่นว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ภาครัฐและภาคเอกชน จะต้องปรับมาตรการต่างๆ เพื่อเร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยว ในระยะแรกจะมุ่งเน้นที่ลูกค้าชาวไทยแบบไทยเที่ยวไทยก่อนการกลับมาของลูกค้าต่างชาติ จึงเชื่อมั่นในศักยภาพที่โดดเด่นของทั้งภูเก็ตและชะอำหัวหินเป็นอย่างยิ่ง” นายสงกรานต์กล่าว

สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นโครงการระดับ medium plus to high end บริษัทเราจะเร่งงาน backlog และพัฒนาโครงการต่าง ๆ ต่อไป เพื่อส่งมอบงานให้ลูกค้าตามที่ได้ตกลงกันไว้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่มีความต้องการจริง ในส่วนการบริหารต้นทุน เราเน้นมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและประสิทธิภาพต้นทุน ( work and cost efficiencies ) การประหยัด ลดเวลาทำงาน และค่าใช้จ่าย พร้อมกันนั้นให้ใช้เวลาใน การพัฒนา hardware และ software และการให้บริการ เพื่อให้เป็นที่ประทับใจของลูกค้ายิ่งขึ้น

สำหรับความพร้อมด้านการเงิน บริษัทได้รับเงินทุนจากสถาบันการเงินสนับสนุนโครงการทั้งที่ศรีพันวา และชะอำหัวหินตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งการก่อสร้างจะดำเนินต่อไปคาดว่าจะแล้วเสร็จในปลายปี 2563 นอกจากนี้ในการประเมินเครดิตครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้คงระดับการจัดอันดับที่ BB+ จากบริษัท TRIS Corporation Limited แม้ว่าแนวโน้มทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยรวมจะเป็นลบจากสถานการณ์ที่เป็นมา


“ผมขอให้ความมั่นใจว่าทุกโครงการที่เราพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์หรือโรงแรมทุกโรงแรมของเรา ล้วนเป็นของดีมีคุณค่า เราย่อมจะเจริญเติบโตต่อไปได้ พวกเราจะพยายามฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆไปให้ถึงวันนั้นครับ” นายสงกรานต์กล่าวปิดท้าย

แสนสิริ โชว์ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร

posted Mar 2, 2020, 1:20 AM by Maturos Lophong


แสนสิริ โชว์ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนองค์กร Made for Life…Made for Everyone 

วางพันธกิจเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้”

ตอบรับเป้าหมายปี 63 ด้วยเป้ายอดขาย 29,000 ล้านบาท เติบโต 40%

พร้อมเสริมพอร์ตธุรกิจด้วย ”LIV-24” มุ่งสร้างรายได้ในอนาคต

กรุงเทพฯ - บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยย้ำภาพแบรนด์ที่ลูกค้าเชื่อมั่น ประกาศความสำเร็จปี 62 ด้วยยอดรับรู้รายได้ 26,300 ล้านบาทกำไร 2,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20% พร้อมเดินเกมส์รุกตลาดปี 63 ด้วยยุทธศาสตร์ “Made for Life…Made for Everyone” โดยวางพันธกิจเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” ส่ง 5 แบรนด์คุณภาพเซกเมนต์ Medium และ Affordable ตอบรับ Real Demand อาทิ ‘ดีคอนโด’ – ‘เดอะเบส’ – ‘สิริ เพลส’ – ‘อณาสิริ’ – ‘สราญสิริ’ ด้วย 18 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 24,000 ล้านบาท พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในตลาดพรีเมี่ยม ด้วยโครงการพร้อมอยู่ระดับลักซ์ชัวรี่ภายใต้ Sansiri Luxury Collection ทั้งนี้ วางเป้าพรีเซลปี 63 สอดรับพันธกิจ 29,000 ล้านบาท เติบโต 40% และเป้าหมายยอดโอน 33,000 ล้านบาท ระบุเตรียมขยายแหล่งรายได้ใหม่เพิ่มความแข็งแกร่งด้วยการขยายฐานลูกค้า ”LIV-24” ระบบรักษาความปลอดภัยแบบเรียลไทม์ ออกสู่โครงการที่บริหารโดยพลัส พร็อพเพอร์ตี้ ทั่วประเทศ

นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา แสนสิริมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นจากลูกค้า หรือ “TRUST” ในด้านดีไซน์ คุณภาพ บริการ และแบรนด์ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อปรับแผนธุรกิจให้สอดรับ และมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ จากภาพรวมความต้องการที่อยู่อาศัยในปีที่ผ่านมา มีดีมานด์ในตลาด Real Demandโดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัยแนวราบ แสนสิริจึงได้รุกตลาดโดยการวางเป้าหมายสำคัญในการเป็นผู้นำตลาดแนวราบ ส่งผลให้ แสนสิริมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ด้วยยอดขาย 21,000 ล้านบาท ยอดโอน 31,000 ล้านบาท รับรู้รายได้ที่ 26,300 ล้านบาท และกำไร 2,400 ล้านบาท เติบโตขึ้น 20%

“ยอดขายกว่า 62% ของปี 2562 มาจากความสำเร็จของยอดขายแนวราบในปีที่ผ่านมา อาทิ แบรนด์ทาวน์โฮม ‘สิริ เพลส’, แบรนด์บ้านเดี่ยว ‘บุราสิริ’, ‘คณาสิริ’ ราชพฤกษ์-346 และ ‘เศรษฐสิริ’ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า 2ขณะที่กลุ่มคอนโดมิเนียม ได้รับการตอบรับที่ดีจากการโอนคอนโดมิเนียมที่สร้างเสร็จพร้อมโอน อาทิ เดอะ ไลน์ สุขุมวิท 101, เดอะ ไลน์ พหล-ประดิพัทธ์, เดอะ เบส สุขุมวิท 50, เดอะ เบส เพชรเกษม, ทากะ เฮาส์, ดีคอนโด แคมปัส โดม รังสิต และดีคอนโด หาดใหญ่ นอกจากนี้ แสนสิริยังคงมุ่งมั่นพัฒนาโครงการคุณภาพ
ด้วยมาตรฐานการก่อสร้าง วัสดุที่เลือกใช้ และนวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัย ซึ่งทำให้แบรนด์ และโปรเจกต์ต่างๆ ที่นำเสนอมีความแข็งแกร่ง และมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจต่อกลุ่มลูกค้าตลอดมา และประสบความสำเร็จด้านผลประกอบการในปี 2562” 

สำหรับในปี 2563 แสนสิริได้วางเป้าหมายพัฒนาโครงการใหม่ 18 โครงการ รวมมูลค่า 24,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 6 โครงการ มูลค่ารวม 8,800 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 6 โครงการ มูลค่ารวม 8,600 ล้านบาท 
และทาวน์โฮม และมิกซ์ โปรเจกต์ 6 โครงการ มูลค่ารวม 6,600 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในเซกเมนต์ Medium และAffordable เป็นหลัก เพื่อให้ แสนสิริเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายในกลยุทธ์ด้านการวางราคาขาย ขณะเดียวกันก็
ขยายฐานลูกค้าในเซกเมนต์ Luxury และ Super Luxury ด้วยคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ภายใต้ Sansiri Luxury Collection อาทิ 98 ไวร์เลส, เดอะ โมนูเมนต์ ทองหล่อ, คุณ บาย ยู และบ้านแสนสิริ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างยอดขาย 29,000 ล้านบาทในปี 2563 เติบโตขึ้น 40% จากปีก่อนที่มียอดขาย 21,000 ล้านบาท รวมทั้งวางเป้าหมายการโอนไว้ 33,000 ล้านบาท นอกจากนี้ แสนสิริยังมียอดขายรอโอนรองรับการเติบโตระยะยาวในอีก 4 ปี อีกถึง
47,500 ล้านบาท ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้แสนสิริได้เป็นอย่างดี และเสริมความแข็งแกร่งในทุกสภาวะเศรษฐกิจ

นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการดำเนินธุรกิจด้วยความเข้าใจ Customer Insights และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามาตลอดระยะเวลากว่า 36 ปี ในปีนี้ แสนสิริได้เดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งด้วยการวางยุทธศาสตร์ “Made for Life…Made for Everyone” เพื่อสร้างภาพแบรนด์ที่จับต้องง่ายขึ้น และเป็น “แบรนด์ที่ทุกคนเข้าถึงได้” รวมทั้งมุ่งมั่นมอบไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยที่มากกว่าภายใต้แนวคิดบ้านที่ได้มากกว่าบ้าน โดยได้กำหนดกลยุทธ์สำคัญที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกเซกเมนต์ ได้แก่ การเดินหน้ามุ่งพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยคุณภาพ ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย โฟกัสในตลาดกลุ่มใหญ่ที่มีดีมานด์ (Mass Market) ด้วยการพัฒนาโครงการ ภายใต้แบรนด์ ‘ดีคอนโด’ - ‘เดอะเบส’ - ‘สิริ เพลส’ - ‘อณาสิริ’ - ‘สราญสิริ’ รวมทั้งขยายการพัฒนาโครงการไปในย่าน Community ใกล้เมืองในราคาเข้าถึงง่าย อาทิ แผนเตรียมเปิดตัว ดีคอนโด รามคำแหง 40 ใกล้รถไฟฟ้าสายสีส้มในเดือนพฤษภาคมนี้ ตลอดจนจะรุกพัฒนาโครงการไปในทำเลใหม่ๆ ที่ แสนสิริยังไม่เคยพัฒนาโครงการมาก่อน อาทิ การบุกทำเลย่านสุวรรณภูมิด้วยสราญสิริ ศรีวารี และการเข้าไปยังทำเลป่าคลอก ภูเก็ต ของแบรนด์อณาสิริ ขณะที่ในส่วนคอนโดมิเนียม แสนสิริมีการเตรียมส่งมอบโครงการคอนโดมิเนียมพร้อมอยู่ถึง 8 โครงการ ในปีนี้ ได้แก่ ดีคอนโด ริน เชียงใหม่, ดีคอนโด บลิซ ศรีราชา, เดอะ เบส เซ็นทรัล ภูเก็ต, เดอะ เบส สะพานใหม่, เอ็กซ์ที เอกมัย, เอ็กซ์ที ห้วยขวาง, คาวะ เฮาส์ และลา ฮาบาน่า หัวหิน” โดยคอนโดมีเนียมที่พร้อมโอนในปีนี้ ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า มียอดขายแล้ว 60% จากมูลค่าโครงการรวม 24,000 ล้านบาท 

นอกจากนี้ การเป็นผู้นำตลาดแนวราบใน 3 ปี ยังเป็นเป้าหมายที่แสนสิริยึดมั่น โดยมีกลยุทธ์ใหม่ในการสร้างความแข็งแกร่ง ได้แก่ การเตรียมเปิดตัว Signature Function ในแบรนด์บ้านเดี่ยว เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละเซกเมนต์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดีไซน์ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่มาจาก Customer Centric เช่น การเปิดสราญสิริ ศรีวารี ที่นับว่าเป็นครั้งแรกบ้านเดี่ยวระดับราคาเริ่มต้น 5 ล้านบาทที่มี Double Volume Living Space และนวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น New Concept เน้นการพัฒนาและสร้างมูลค่าให้กับ Affordable brand ให้แข็งแกร่งเหนือคู่แข่ง โดยเตรียมเปิดตัวแนวคิดใหม่ในการอยู่อาศัยที่สะท้อนการออกแบบที่ครอบคลุมไปทั้งโครงการตั้งแต่ตัวบ้าน พื้นที่ส่วนกลาง ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน ไปจนถึงการสร้างชุมชนที่มีแนวคิดร่วมกันเพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่ โดยเตรียมรุกเปิดตัวโครงการใหม่ในแบรนด์ ‘อณาสิริ’ มิกซ์โปรดักส์ ที่รวมสังคมดีๆ ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮมเอาไว้ด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย ในโครงการเดียวกันเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังรุกในด้าน WELL-BEING ผ่านดีไซน์ฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ อาทิ Healthy Home นวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่นที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในปีที่ผ่านมา และใช้พัฒนาในหลายโครงการ นอกจากนี้ ยังวางแผนมองหา Innovation ที่ยกระดับขึ้นอีกเพื่อต่อยอด และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ “อากาศสะอาด” รวมถึง Elderly Care Solution ตอบรับ Aging Society ผ่านฟังก์ชั่นการใช้งาน โดยพัฒนาแปลนบ้านที่มีห้องนอนล่าง หรือ ห้องอเนกประสงค์ชั้นล่างในทุกแบบบ้าน พร้อม Universal Design ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการ โดยมีแผนในนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วย “Prevent & Alert” เป็นตัวช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยอีกด้วย “Smart & Convenient Home” ต่อยอดความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นจาก Home Automation ด้วยการเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ภายใต้คอนเซปต์ “Convenience at One Click” พร้อมใส่ Solution ที่จำเป็นในการอยู่อาศัย เช่น Master switch ที่ควบคุมไฟทั้งบ้านได้ในสวิตช์เดียว เป็นต้น

นายอุทัย กล่าวอีกว่า “แสนสิริยังได้มุ่งมั่นรักษาการเป็น The Most Powerful Real Estate Brand ที่ได้รับรางวัล 2 ปีซ้อน ผ่านการสร้างความแตกต่างและยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยไปสู่อีกขั้น อาทิ การขยายระบบรักษาความปลอดภัย LIV-24 ที่ดูแลความปลอดภัยจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงสู่ทุกโครงการใหม่ของแสนสิริ และพัฒนาต่อยอด “Educational Playground” สนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ด้วยการดึง PlanToys (แปลนทอยส์) ผู้นำด้านของเล่นที่เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม มาพัฒนาสนามเด็กเล่นรูปแบบใหม่ที่เป็นมิตรกับเด็กและสิ่งแวดล้อมร่วมกับแสนสิริ และโรงพยาบาลเด็กสมิติเวช ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวครั้งแรกในปลายปีนี้ นอกจากนี้ ยังให้บริการหลังการขายหรือ Sansiri Service ที่ทำให้บ้านได้มากกว่าบ้านยังเป็นสิ่งที่องค์กรมุ่งเน้น สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านในปัจจุบัน”

บริษัทฯ ยังมีแผนเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจ ด้วย “แหล่งรายได้ใหม่” ได้แก่ แผนการนำ LIV-24 ดูแลความปลอดภัยส่งตรงจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง มาตรฐานแสนสิริ ขยายการให้บริการสู่โครงการอสังหาริมทรัพย์ที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้บริหารทั่วประเทศ พร้อมทั้งมีแผนต่อยอด และขยายขอบเขตการบริการของ Home Service Application หลังประสบความสำเร็จจากประสบการณ์ให้บริการในลูกบ้านแสนสิริกว่า 40,000 ราย ใน 300 โครงการสู่โครงการอื่นๆ ที่พลัส พร็อพเพอร์ตี้บริหารทั่วประเทศโดยวางแผนเปิดตัวในช่วงปลายปีนี้ นอกจากนี้ การลงทุนในธุรกิจระดับโลกก็ประสบความสำเร็จและมีมูลค่าการเติบโตเพิ่มขเช่น มูลค่าที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์ The Standard โรงแรมจากสหรัฐอเมริกาที่เปลี่ยนธุรกิจโรงแรมทั่วโลกที่แสนสิริเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่หลังจากประกาศแผนเปิดโรงแรมแห่งใหม่ 25 แห่งทั่วโลกภายใน 5 ปี และเปิดตัว The Standard London และ The Standard Maldives เมื่อปีที่ผ่านมา รวมทั้ง JustCo Co-Working Space ที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 150% ในแต่ละปี และปัจจุบันมี 42 สาขา ใน 8 เมืองใหญ่ทั่วโลก

นายอุทัย กล่าวต่อว่า “แสนสิริมีแผนขยายกำลังการผลิตในโรงงานพรีคาสต์ (Precast) เพื่อรองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยจะเปิดตัวโรงงานพรีคาสต์แห่งที่ 3 และ 4 ซึ่งจะส่งผลให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตจากโรงงานที่ 1 และ 2 จากเดิมที่มีกำลังการผลิต 700,000 ตารางเมตรต่อปี เพิ่มขึ้นเป็น 1,200,000 ตารางเมตร เมื่อเต็มกำลังการผลิต รองรับการพัฒนาที่อยู่อาศัยจาก 2,000 ยูนิต เพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ยูนิต ได้ในอนาคต”

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ คือ “คน” โดยการวางกลยุทธ์ “People Strategy” ต่อยอดวิธีคิดแบบ Agile เพื่อยกระดับความสุขของพนักงานเป็น Made for Us ขับเคลื่อนด้วย 2 แนวคิด คือ New way of Work เน้นการดีไซน์พื้นที่เพื่อตอบโจทย์การทำงานของพนักงานมากขึ้น ทำให้เกิดการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และได้คุณภาพงานที่ดีที่สุด และอีกส่วนคือ New way of Life สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพนักงาน ในการทำงานร่วมกันที่ สิริ แคมปัส และเน้นประสบการณ์การทำงาน ผ่านเรื่องราวของสุขโภชนาการ การออกแบบพื้นที่สีเขียวภายในสำนักงาน เพิ่มพื้นที่สันทนาการ หรือพื้นที่ทำงานแบบ Creativity Workplace เป็นต้น

“แสนสิริยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมโดยมีแผนยกระดับโมเดลธุรกิจเปลี่ยนโลก Sansiri Green สู่องค์กรแห่งความยั่งยืน Sansiri Sustainability Mission ในปีนี้ เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนสู่สังคมและประเทศไทยในด้าน Waste Management และ Green Space อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น” นายอุทัย กล่าวสรุป

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดทาวน์โฮมใหม่ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’

posted Feb 20, 2020, 11:04 PM by Maturos Lophong


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดทาวน์โฮมใหม่ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’
ชูทำเล ราคา และดีไซน์ เจาะตลาดแนวราบ
มั่นใจกำลังซื้อพุ่งรับกระแส ‘รถไฟสายสีแดง บางซื่อ – รังสิต’

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทฯ ได้เปิดพรีเซลโครงการทาวน์โฮมใหม่ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’ เมื่อต้นปีที่ผ่านมาพบว่า กำลังซื้อกลุ่ม Real Demand ในทำเลดังกล่าวให้ความสนใจและตัดสินใจซื้อโครงการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันปิดเฟส1แล้ว เพราะลูกค้าเห็นถึงมูลค่าเพิ่มของทำเลที่แน่นอนว่าราคาอสังหาริมทรัพย์ในย่านนี้ขยับสูงขึ้นทุกปี โดยเฉพาะกระแสตอบรับรถไฟชานเมืองสายสีแดง ที่ถือเป็นอีกปัจจัยหลักที่เพิ่มมูลค่าให้ย่านดังกล่าวแบบชัดเจนมื่อเปิดใช้จริงในปี 2564

“จากการสำรวจภาพรวมกำลังซื้อในย่านดังกล่าวพบว่า ประเภทโครงการที่เป็นที่ต้องการในย่านรังสิต – บางพูน ยังเป็นทาวน์โฮมและบ้านเดี่ยวระดับราคา 2-3 ล้านบาท การนำเสนอ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’ สู่ตลาด จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมเพื่อดูดซับกำลังซื้อ real demand ได้อย่างถูกที่ถูกเวลา ประกอบกับ การที่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ จึงพัฒนาแบบบ้านใหม่ที่เน้นเรื่องฟังก์ชั่นของบ้านให้คุ้มค่าทุกตารางเมตร ที่สำคัญสามารถอยู่อาศัยได้ในระยะยาว” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงอินไซด์ของกำลังซื้อ real demand ย่านรังสิต – บางพูน

โครงการ ‘ไลโอ บลิสซ์ รังสิต-บางพูน’ ทาวน์โฮม 2 ชั้น บนพื้นที่ 23 ไร่ รวม 240 ยูนิต มูลค่า 500 ล้านบาท โดยใช้แนวความคิด Design for Urban Lifestyle เพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองกับแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศส (Modern Geometry) ที่เน้นความคุ้มค่าด้านการใช้งานเป็นสำคัญมาพร้อมกับความเรียบง่าย สะดวก ประหยัดพลังงาน และอยู่สบาย โดยมีแบบบ้านให้เลือก 2 แบบ ประกอบด้วย แบบบ้าน Cher พื้นที่ใช้สอย 105 ตร.ม. ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 1 ที่จอดรถ และแบบบ้าน Cherish พื้นที่ใช้สอย 125 ตร.ม. ขนาด 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ ราคาเริ่มต้นที่ 1.99 – 3 ล้านบาท

*โปรโมชั่นพิเศษ ฉลองเปิดเฟส2 โซนติดคลับเฮ้าส์หรู พร้อมรับส่วนลดพิเศษสูงสุด 2แสนบาท พร้อมของแถม 7 รายการ รวมมูลค่ากว่า 4 แสนบาท *เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด

“ปัจจุบันบางพูนและรังสิตฝั่งตะวันตกมีการพัฒนาตลาดที่อยู่อาศัยที่หลากหลายโดยเฉพาะแนวราบ ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามเส้นถนนติวานนท์-ปทุมธานี และรังสิต-ปทุมธานี นับเป็นทำเลที่มีการเติบโตของตลาดที่อยู่อาศัยมากที่สุดย่านหนึ่ง เนื่องจากมีแรงงานในพื้นที่และกลุ่มนักศึกษาในพื้นที่รองรับ โดยทำเลบางพูนจะพลิกโฉมอย่างมากเมื่อรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) บางซื่อ – รังสิต ที่ดำเนินการโดยการรถไฟแห่งประเทศไทย ระยะทางรวมทั้งหมด 26.3 กิโลเมตร เปิดดำเนินการในปี 2564 โครงการดังกล่าวได้รับก่อสร้างเป็นทางยกระดับจากสถานีกลางบางซื่อไปถึงสถานีดอนเมือง แล้วลดระดับลงมาเป็นระดับพื้นดินเมื่อพ้นจากสถานีดอนเมืองไปจนถึงสถานีรังสิต เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า 3 สาย คือ MRT สายสีน้ำเงินสถานีบางซื่อ, สายสีแดงอ่อน (ศาลายา-หัวหมาก), แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ) ในขณะที่ทำเลย่านรังสิตฝั่งตะวันตก ก็สามารถเชื่อมต่อไปสู่ทั้งตัวเมืองกรุงเทพฯ และจังหวัดนครนายกได้สะดวก ทำให้ทำเลนี้เป็นแหล่งยอดนิยมสำหรับการพักอาศัย รูปแบบตลาดที่อยู่อาศัยส่วนใหญ่เป็นโครงการบ้านแนวราบ โดยมีระดับราคาระหว่าง 2-3 ล้านบาท หากพัฒนาตามแนวถนนรังสิต-นครนายก สามารถขยับราคาได้เพิ่มเป็น 3-6 ล้านบาทขึ้นไป” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บมจ.ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ทิ้งท้ายด้วยการวิเคราะห์ถึงศักยภาพทำเลย่านรังสิต-บางพูน

อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มความแข็งแกร่ง

posted Feb 19, 2020, 2:08 AM by Maturos Lophong



อนันดาฯ ปรับแผนเพิ่มความแข็งแกร่ง คงเป้าผู้นำคอนโดติดรถไฟฟ้า ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง 

ย้ำการเงินแกร่ง พันธมิตรเหนียวแน่น เล็งผุดโครงการมิกซ์ยูส

พร้อมส่งมอบ 7 คอนโดพร้อมอยู่ เล็งรับยอดโอนกว่า 22,000 ล้านบาท ตั้งรับปีท้าทาย



บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้ามุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด เผยปีนี้เป็นปีที่ท้าทายเตรียมพร้อมรับมือกับตลาดที่ผันผวน ภายใต้แนวคิด “Change The Plan Never The Goal” ยึดมั่นในเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ” เดินหน้าเจตนารมณ์ช่วยแก้ปัญหาชีวิตคนเมืองพร้อมช่วยสร้างเมืองที่ดีแก่คนกรุงเทพฯ ย้ำศักยภาพความแข็งแกร่งทางการเงินและการสนับสนุนเหนียวแน่นจากพันธมิตรชั้นนำ มิตซุย ฟูโดซัง มุ่งขยายแหล่งรายได้ใหม่เตรียมลงทุนโครงการมิกซ์ยูสกับกลุ่มบีทีเอส และ โครงการ Hospitality กับกลุ่มดุสิตธานี เล็งรับยอดโอนกว่า 22,000 ล้านบาท มั่นใจความต้องการที่อยู่อาศัยทำเลใกล้รถไฟฟ้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง


คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ ปีนี้ ต้องเผชิญกับความกังวลของผู้บริโภคที่วิตกกับสถานการณ์เศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่มีเงินก็ชะลอการซื้อ หากทำให้เห็นว่าตลาดไม่ได้แย่อย่างที่คิดกำลังซื้อก็จะฟื้นกลับมาได้ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองต้องหันมาดูดีมานด์ที่ยังมีอยู่ในตลาดและทำโครงการในทำเลที่ถนัด สิ่งสำคัญต้องบริหารงานก่อสร้างให้ดีและสต็อกที่เหมาะสม บริหารความเสี่ยงและพัฒนารูปแบบใหม่ให้เหมาะสมกับกำลังซื้อ ซึ่งที่ผ่านมาอสังหาฯ เผชิญวิกฤติมาหลายครั้งและทุกครั้งก็ผ่านมาได้ เชื่อว่าครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน 

สำหรับอนันดาฯ ปีนี้ถือเป็นอีกปีที่ท้าทาย เพราะสถานการณ์เปลี่ยนยิ่งทำให้ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ภายใต้แนวคิด “Change The Plan Never The Goal” ยึดมั่นในเป้าหมาย ยืดหยุ่นในวิธีการ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพตลาดและความต้องการของลูกค้า ซึ่งอนันดาฯ ยังคงให้ความสำคัญและเชื่อมั่นในกลยุทธ์การพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักที่บริษัท ริเริ่มเป็นเจ้าแรกและดำเนินการมาโดยตลอด ซึ่งการขยายเครือข่ายของรถไฟฟ้าเป็น 221 สถานี ในอีก 5 ปีข้างหน้าส่งผลให้ผู้นำการพัฒนาคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าอย่างอนันดาฯ ได้รับผลดีจากการขยายตัวนี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังคงเจตนารมณ์ในการสร้างเมืองที่ดีพร้อมช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนเมืองเพื่อชีวิตที่ดีและลงตัวดังปรัชญา Urban Living Solutions ที่บริษัทยึดมั่นมาโดยตลอดพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Gen C

ในปีนี้บริษัทมีแผนการเปิดตัวโครงการ ไอดีโอ พหล-สะพานควาย อยู่ติดกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีสะพานควาย เพียง 0 เมตรบนที่ดินกว่า 5 ไร่ มีจำนวนห้องพักอาศัยทั้งหมด 1,356 ยูนิต มูลค่าโครงการกว่า 8,500 ล้านบาท ซึ่งมีการปรับรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสภาวะตลาด นอกจากนี้บริษัทยังมีการเตรียมความพร้อมสำหรับอีก 7 โครงการใหม่ที่สามารถนำเสนอให้กับลูกค้าได้ตลอดเวลาในกรณีที่สถานการณ์ตลาดมีทิศทางที่ดีขึ้น

อนันดาฯ ยังคงได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่างบริษัท มิตซุย ฟูโดซัง จำกัด เป็นอย่างดีตั้งแต่เริ่มร่วมทุนในปี 2013 จนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ โครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ที่จับมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในผู้ประกอบการธุรกิจเซอร์วิสเรสซิเด้นซ์ระดับลักชัวรี่ชั้นนำของโลกกำลังจะแล้วเสร็จและพร้อมดำเนินการ 2 โครงการในปีนี้ คือ SOMERSET RAMA9 และ LYF SUKHUMVIT 8 ซึ่งจะมาช่วยเสริมให้มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ(Recurring Income) อีกด้วย โดยอนันดาฯ ตั้งเป้าพัฒนาโครงการเซอร์วิส อพาร์ทเม้นท์ ปีละ 2 โครงการ

บริษัทมีแผนขยายแหล่งรายได้ใหม่และสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจหลักด้วยการลงทุนในโครงการมิกซ์ยูสครั้งแรกร่วมกับพันธมิตรอย่างกลุ่ม บีทีเอส บนที่ดินกว่า 200 ไร่ บริเวณหน้าโครงการ ธนาซิตี้ ติดถนนบางนา - ตราด โดยตั้งเป้าให้เป็น Smart City และ Technology & Innovation Hub เพื่อพลิกโฉมวงการที่อยู่อาศัยให้สามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง สำหรับกลุ่มดุสิตขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาและพัฒนาร่วมกัน

บริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog)กว่า 31,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการโอนในระยะ 3 ปีข้างหน้า และในส่วนของกระแสเงินสดของบริษัทก็ยังคงมีความแข็งแกร่ง โดย ณ สิ้นสุดไตรมาสยังคงรักษาเงินสดที่มีมากกว่า 14,800 ล้านบาท

สำหรับกลยุทธ์หลักที่บริษัทให้ความสำคัญในการดำเนินงานในปีนี้ เพื่อผลักดันให้บริษัทขับเคลื่อนในสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ดังนี้

กลยุทธ์เรื่องที่ 1 เป็นเรื่องของแผนธุรกิจโครงการที่อยู่อาศัย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนแรก คือโครงการพร้อมเข้าอยู่ซึ่งมีกว่า 38 โครงการทั้งคอนโดติดรถไฟฟ้า บ้านเดี่ยวบนทำเลศักยภาพ และทาวน์เฮ้าส์ในราคาสุดคุ้ม ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยใหม่ เนื่องจากทางบริษัทได้มอบข้อเสนอสุดพิเศษและราคาพิเศษในแต่ละโครงการ รวมถึงการที่ลูกค้าสามารถเข้าไปชมห้องจริง วิวจริง สถานที่จริงก่อนทำการตัดสินใจได้ และในปีนี้ บริษัทจะมีโครงการพร้อมเข้าอยู่ใหม่อีก 7 โครงการ ที่พร้อมจะเป็นที่อยู่อาศัยใหม่ของคนเมืองที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตเมืองได้ดียิ่งขึ้น และแผนธุรกิจโครงการ ส่วนที่สอง คือกลยุทธ์การเปิดโครงการใหม่ เนื่องด้วยสถานการณ์ตลาดและสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขัน ทางบริษัทได้มีการปรับแผนการเปิดโครงการใหม่ โดยเลือกเปิดโครงการที่มั่นใจว่า จะสามารถตอบความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ ในทุกมิติ ทั้งเรื่องทำเล สินค้า และราคา โดยปีนี้ทางบริษัทได้วางแผนการเปิดโครงการใหม่ไว้ที่ 1 โครงการ คือ ไอดีโอ พหลฯ-สะพานควาย (ซึ่งเป็นโครงการที่มีการปรับเปลี่ยนจากโครงการไอดีโอ คิว พหลฯ-สะพานควาย เดิม)โดยบริษัทมั่นใจว่า โครงการนี้จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างดี บนทำเล 0 เมตร จากสถานีรถไฟฟ้าสะพานควาย และราคาเริ่มต้นเพียง 139,000 บาท/ตรม. ซึ่งจะเปิดให้จองช่วงกลางปี แต่ทั้งนี้ บริษัทยังคงมีโครงการอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาอีก 7 โครงการ หากสถานการณ์มีการปรับเปลี่ยน มีปัจจัยเชิงบวก หรือแนวโน้มที่ดีขึ้น ทางบริษัทก็พร้อมที่จะเปิดโครงการเพิ่ม แต่ทั้งนี้เราจะเลือกเปิดโครงการที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้า และความต้องการของตลาดได้เป็นสำคัญ

กลยุทธ์เรื่องที่ 2 ในเรื่องของการวางกลยุทธ์และแนวทางการสื่อสารแบรนด์ขององค์กร โดยยังคงเน้นจุดยืนที่เป็น Urban Living Solutions ผ่านแนวคิด URBAN HACK ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะช่วยให้การใช้ชีวิตเมืองของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการนำเสนอวิธีคิด และการจัดกิจกรรมขององค์กร ทั้งเพื่อกลุ่มลูกค้าของอนันดา และกลุ่ม GEN-C ที่ใช้ชีวิตในเมือง รวมถึงการมองหา Solutions ที่จะสามารถช่วยพัฒนาเมืองให้ดียิ่งขึ้น

กลยุทธ์เรื่องที่ 3 ที่บริษัทให้ความสำคัญ คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอนระหว่างลูกค้าและบริษัท โดยมีทีมงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด มีแนวทางนโยบาย พร้อมการวัดผลความพึงพอใจของลูกค้าในทุกมิติ ซึ่งแนวทางกลยุทธ์ทั้ง 3 เรื่องดังกล่าว บริษัทเชื่อมั่นว่าจะเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนบริษัทให้ไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้

“แม้ว่าสภาวะตลาดจะมีความผันผวน แต่ก็ยังคงมีดีมานด์หรือความต้องการที่อยู่อาศัยเพียงแค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมโดยขณะนี้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของลูกค้าที่จะเลือกซื้อที่อยู่อาศัยในราคาที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ ซึ่งอนันดาฯ จะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง เพื่อให้ทุกคนมีที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพเป็นของตัวเอง” คุณชานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

แลนดี้ โฮม เปิดกลยุทธ์รับสร้างบ้านปี 2563

posted Feb 6, 2020, 8:52 PM by Maturos Lophong



แลนดี้ โฮม เปิดกลยุทธ์รับสร้างบ้านปี 2563 มั่นใจโตสวนตลาด

ชู Digital Transform หวังเจาะตลาดครองใจทุกเซ็กเมนต์

บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำธุรกิจรับสร้างบ้านแบบครบวงจร โดยวิศวกรและสถาปนิกมืออาชีพ เปิดเกมรุกตลาดรับสร้างบ้าน เล็งเจาะตลาดครบทุกเซ็กเมนต์ ดัน Digital Transform ตอบโจทย์ผู้บริโภค พร้อมชูจุดเด่นวิธีคิดในการออกแบบที่พักอาศัยสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสร้างบ้าน ตั้งเป้าปี 2563 โตอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ เตรียมขึ้นเป็นศูนย์รับสร้างบ้านอันดับหนึ่งในไทย

นางสาวพรรัตน์ มณีรัตนะพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากข้อมูลของสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านที่ระบุว่าภาพรวมตลาดรับสร้างบ้าน
ปี 2562 มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 12,500 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เมื่อเทียบกับปี 2561
ที่มีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 12,000 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการทำโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย
การจัดงานแสดงสินค้า และการขยายตัวของตลาดรับสร้างบ้านในต่างจังหวัด ซึ่งสอดคล้องกับทิศทาง
การเติบโตของบริษัทฯ ในปีที่ผ่านมา ที่สามารถสร้างรายได้ถึง 1,800 ล้านบาท หรือเติบโต 15 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2561

สำหรับสัดส่วนรายได้ของแลนดี้ โฮม ในปี 2562 นางสาวพรรัตน์ กล่าวว่า แบ่งเป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ และต่างจังหวัด ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ มาจากกลุ่มบ้านหลังเล็ก ราคา 4-5 ล้านบาท ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ กลุ่มบ้านขนาดกลาง ราคา 5-15 ล้านบาท ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
และกลุ่มบ้านลักซ์ชัวรี่ ราคา 15 ล้านบาทขึ้นไป ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโต
ที่น่าพึงพอใจมาก ขณะที่ปี 2563 บริษัทฯ ตั้งเป้าว่าเดินหน้ารุกตลาดรับสร้างบ้านในประเทศไทย
ให้ครบทุกเซ็กเมนต์ ผ่านการทำ Digital Transformation คาดว่าจะสามารถเติบโตได้ไม่น้อยกว่า
10 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2562

“สิ่งสำคัญที่เราตั้งใจทำเสมอมาในการทำธุรกิจรับสร้างบ้านคือการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ มั่นคง และมุ่งมั่นพัฒนาและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการสร้างบ้านที่ดีมีคุณภาพมาตรฐาน ตอบโจทย์
ความต้องการผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือ เกิดการบอกต่อและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องมาตลอด 30 ปี” นางสาวพรรัตน์ กล่าว



นางสาวภัทรา มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าธุรกิจรับสร้างบ้านยังคงมีโอกาสเติบโตในปี 2563 บริษัทฯ เตรียมทุ่มงบประมาณกว่า 50 ล้านบาท เพื่อจัดกิจกรรมการตลาด อาทิ การออกบูธโรดโชว์ในรูปแบบทันสมัยด้วยการนำดิจิทัลเข้ามาทำให้ลูกค้าสามารถเข้าใจแบบบ้านได้มากขึ้น การประชาสัมพันธ์
ผ่านสื่อออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคว่าแลนดี้ โฮม เป็นบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำ
ของประเทศไทย ที่มีแบบบ้านตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ สามารถเลือกและปรับเปลี่ยนแบบได้
ตามความต้องการ

ในปีนี้บริษัทฯ เตรียมรุกตลาดรับสร้างบ้านทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ด้วยการนำเสนอ
แบบบ้านใหม่มากกว่า 20 แบบ จากเดิมที่มีอยู่แล้วกว่า 300 แบบ โดยในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
จะมุ่งขยายตลาดบ้านขนาด 15-40 ล้านบาท เจาะกลุ่มเจ้าของธุรกิจขนาดกลาง ที่ต้องการบ้านขนาดใหญ่พื้นที่ใช้สอยคุ้มค่าในราคาสมเหตุผล ขณะที่ตลาดต่างจังหวัดเตรียมเปิดตัวเทรนดี้โฮม ราคาเริ่มต้น
2 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและกำลังของผู้บริโภคมากขึ้น จะเริ่มต้นในพื้นที่โชว์รูมของบริษัท ได้แก่ ราชบุรี สระบุรี นครราชสีมา เป็นต้น และต่อยอดไปยังจังหวัดอื่นที่ใกล้เคียง

“แลนดี้ โฮม จะยังเดินหน้าขยายสาขาและพัฒนาสินค้าทั้งแบบบ้านและการบริการให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งตลาดระดับบน ระดับกลาง และระดับล่าง ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งขยาย
ไปสู่ต่างจังหวัดมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีในการสร้างบ้านให้กับผู้บริโภค” นางสาวภัทรา กล่าว


นายพานิช มณีรัตนะพร ผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้างและบริหารสำนักงาน บริษัท แลนดี้ โฮม
(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ตอกย้ำการเป็นบริษัทรับสร้างบ้านอันดับ 1 ของประเทศ
ด้วยการคิดค้นและพัฒนาระบบ Workflow โปรแกรมติดตามงานแบบอัจฉริยะที่ทันสมัย
ช่วยสร้างประสิทธิภาพและความพึงพอใจในการบริการให้ลูกค้าในทุกขั้นตอนการก่อสร้างจนถึงลูกค้า
รับมอบบ้านเป็นที่เรียบร้อย นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากโปรแกรมยังช่วยต่อยอดการทำงานให้แลนดี้ โฮม สร้างมาตรฐานการก่อสร้างและบริการที่ดีมากยิ่งขึ้น เป็นการเน้นย้ำว่าบริษัทฯ ให้ความใส่ใจกับนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีการก่อสร้างให้ตอบสนองกับสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ รวมถึง ฟังก์ชั่น
การใช้งานภายในบ้านให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว


“จากความน่าเชื่อถือและความมั่นคงของบริษัทฯ ทำให้เรามีผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2563 นี้ เราจะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพมาตรฐานงานให้ดีขึ้น ผ่านการคัดเลือกวัสดุการก่อสร้าง
ที่เหมาะสม โดยมีพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมสนับสนุนสินค้าที่ดีในราคามิตรภาพ ทำให้บริษัทสามารถ
ตรึงราคาได้เทียบเท่ากับปีที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกค้ายังได้บ้านราคาที่ไม่สูงมากและได้บ้านที่ดีมีมาตรฐาน
ในราคาคงที่และสมเหตุผล” นายพานิช กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท แลนดี้ โฮม (ประเทศไทย) จำกัด ได้ที่ www.landyhome.co.th/ เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/landyhomeonline/

เอสซีจี พร้อมชูธงกลยุทธ์รับความท้าทายปี 2563

posted Jan 29, 2020, 6:23 PM by Maturos Lophong

เอสซีจี แถลงผลประกอบการปี 2562 พร้อมเผยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ สู้ศึกดิสรัปท์ชันจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ในปี 2563 ด้วยการเร่งทรานสฟอร์มทุกปัจจัยภายใน พลิกโฉม 3 กลุ่มธุรกิจ และติดอาวุธพัฒนาคน โดยเปลี่ยนจากผู้ผลิต มาเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันและนวัตกรรมสินค้า-บริการครบวงจร (Solution & Services Provider) อย่างฉับไว เหนือความคาดหมาย พิชิตใจลูกค้าทั่วภูมิภาคอาเซียน เพื่อมุ่งรักษาการเติบโตให้ธุรกิจอย่างยั่งยืน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า งบการเงินรวมก่อนตรวจสอบของเอสซีจี ประจำปี 2562 มีรายได้จากการขาย 437,980 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับปีก่อนรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน 34,049 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 24 จากปีก่อน ทั้งนี้ หากรวมรายการดังกล่าวมูลค่า 2,035 ล้านบาท จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับปี 32,014 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 28 จากปีก่อน จากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์

โดยปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) 179,181 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 3 จากปีก่อน โดยใช้งบลงทุนด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมกว่า 5,663 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1 ของยอดขายรวม

สำหรับไตรมาสที่ 4 ปี 2562 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 106,177 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์และกระดาษบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลง และลดลงร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 7,104 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากไตรมาสนี้มีเงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น แต่ลดลงร้อยละ 32 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ จากความกังวลต่อสถานการณ์สงครามการค้าและความผันผวนของตลาดที่ส่งผลกระทบทำให้ส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ปรับตัวลดลง โดยไตรมาสนี้มีขาดทุนจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ 1,060 ล้านบาท

นอกจากนี้ เอสซีจียังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในปี 2562 ทั้งสิ้น 180,004 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ เอสซีจีมีรายได้จากการส่งออกจากประเทศไทย 102,152 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 23 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีมูลค่า 634,733 ล้านบาท โดยร้อยละ 36 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในปี 2562 แยกตามรายธุรกิจ เป็นดังนี้

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในปี 2562 มีรายได้จากการขาย 184,690 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปีก่อน เนื่องจากการขยายตัวของยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่าย โดยมีกำไรสำหรับปี 5,455 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปีก่อน

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 45,135 ล้านบาท คงที่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยอดขายในตลาดนอกภูมิภาคอาเซียนลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 90 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 6 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในปี 2562 มีรายได้จากการขาย 89,070 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับปี 5,268 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13 จากปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าของสายธุรกิจเยื่อและกระดาษลดลง ต้นทุนทางการเงินและค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้น

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 23,096 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการรวมผลประกอบการของ Fajar และ Visy Thailand โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,196 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 16 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในปี 2562 มีรายได้จากการขาย 177,634 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับปี 15,480 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 46 จากปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้า และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลง

ขณะที่ไตรมาสที่ 4 ปี 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 41,351 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าปรับตัวลดลง และผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่า โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,801 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากไตรมาสก่อน และลดลงร้อยละ 46 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “จากความผันผวนของปัจจัยภายนอกต่าง ๆ ที่ควบคุมไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั่วโลกอย่างมากในปีที่ผ่านมา ทำให้ปี 2563 เป็นปีที่เอสซีจีต้องเร่งปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้สู้ศึกดิสรัปท์ชันเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที และสามารถรักษาการเติบโตของธุรกิจไว้ได้อย่างยั่งยืน ด้วยการทรานสฟอร์มปัจจัยภายในทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ (Business Transformation) จากเดิมที่เป็นผู้ผลิตสินค้าเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ส่งมอบโซลูชันและนวัตกรรมสินค้า-บริการ ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าที่มีความหลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้อย่างครบวงจร และสามารถสร้างมูลค่าให้ธุรกิจได้สูง ควบคู่กับการพัฒนาบุคลากร (People Transformation) ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนแปลง ให้มีทักษะที่จำเป็น สามารถเข้าถึงและเข้าใจลูกค้าทุกกลุ่มทั่วภูมิภาคได้อย่างลึกซึ้ง สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์การแข่งขัน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการเหล่านั้นได้อย่างทันท่วงที 

สำหรับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จะมุ่งยกระดับวงการก่อสร้างและที่อยู่อาศัยอย่างครบวงจร ด้วยโซลูชันสินค้าพร้อมบริการ ผนวกกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Construction Solution ที่ช่วยแก้ปัญหาให้ช่างและผู้รับเหมาทำงานได้ดี รวดเร็ว และประหยัดต้นทุนมากขึ้นกว่าเดิม เช่น การพัฒนาเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) ที่ช่วยวางแผนการใช้งานวัสดุและเทคนิคในการก่อสร้างผ่านโมเดลสามมิติ จึงลดการเกิดวัสดุก่อสร้างส่วนเกิน Living Solution ที่ช่วยประหยัดพลังงาน เพิ่มความสะดวกสบาย และความปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกเพศทุกวัย พร้อมรุกธุรกิจค้าปลีก ที่เชื่อมต่อร้านค้ากับช่องทางออนไลน์อย่างเว็บไซต์ scghome.com เพื่อให้ผู้ที่ต้องการสร้างหรือปรับปรุงต่อเติมบ้าน สามารถเข้าถึงสินค้าวัสดุก่อสร้างชั้นนำได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา พร้อมมีบริการให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง พร้อมการรับประกัน ด้วยเครือข่ายจัดส่งสินค้ากว่า 840 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้เข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 (Industry 4.0) โดยล่าสุดได้ร่วมกับเอไอเอส ในการนำเครือข่าย 5G มาทดลองใช้ขับเคลื่อนรถยก (Forklift) ระยะไกล ก่อนมีแผนต่อยอดไปใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจและอุตสาหกรรมในด้านอื่น ๆ พร้อมพัฒนาศักยภาพให้พนักงานได้ต่อไป

ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตอย่างสดใสโดยเฉพาะในตลาดอาเซียนซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกนั้น จะยังเดินหน้าสร้างสรรค์โซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร เพื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค อีกทั้งมุ่งเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ให้ลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตและความต้องการสูง ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม อาหารแช่แข็งและอาหารกระป๋อง สินค้าอุปโภค สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ พร้อมการให้โซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการพิเศษที่แตกต่างกันของลูกค้าในธุรกิจต่าง ๆ เช่น โซลูชันด้านการออกแบบและการพิมพ์ โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ โซลูชันสำหรับการจัดแสดงสินค้าและส่งเสริมการตลาด และโซลูชันสำหรับกลุ่มสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และรักษาความเป็นผู้นำตลาดบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาค 

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ เน้นการเพิ่มสัดส่วนสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินค้าประเภทคงทน (Durable Products) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น เม็ดพลาสติก PE112 สำหรับผลิตท่อทนแรงดันสูง ซึ่งผลิตจากเทคโนโลยีที่ได้ยื่นจดสิทธิบัตร สามารถทนต่อแรงดันได้มากกว่า จึงได้รับความไว้วางใจในการผลิตท่อส่งน้ำประปาลอดใต้ทะเลจาก จ.สุราษฎร์ธานี ไปยังเกาะสมุย และ HDPE เกรดพิเศษจาก SMXTM Technology ที่เอสซีจีคิดค้นขึ้น สามารถใช้กับงานหลากหลายชนิด อาทิ การปรับปรุงคุณภาพพลาสติกรีไซเคิลให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งตอบโจทย์การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เป็นต้น และยังได้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิจัยและสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ Norner ประเทศนอร์เวย์ และมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด สหราชอาณาจักร พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม I2P (ไอทูพี: Ideas to Products) ที่ จ.ระยอง เพื่อเร่งกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง จึงสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุดและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังนำระบบดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เช่น ระบบการคาดการณ์ราคาสินค้าที่ตอบสนองต่อสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีประสิทธิภาพ และโปรแกรมอัตโนมัติสำหรับการวางแผนกระบวนการผลิตของธุรกิจโอเลฟินส์เพื่อใช้ในการจัดอันดับแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุด

ขณะที่ตลาดสำหรับการลงทุนนั้น เอสซีจีจะยังเดินหน้าส่งมอบโซลูชันสินค้าและบริการทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในไทย เวียดนาม และอินโดนีเซียที่มีโอกาสและการเติบโตสูง นอกเหนือจากการมองหาตลาดใหม่ ๆ ในภูมิภาคอื่น ๆ ที่สามารถสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้เช่นกัน ผ่านการสร้างความร่วมมือกับกลุ่มคน องค์กร สถาบัน และภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม ตามคำมั่นสัญญา “Passion for Better” ให้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น” 

อนึ่ง คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2562 ในอัตราหุ้นละ 14.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 16,800 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 52 ของกำไรสำหรับปีตามงบการเงินรวม ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเป็นเงินปันผลระหว่างกาลงวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 7.00 บาท เป็นเงิน 8,400 ล้านบาท เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 และจะจ่ายเงินปันผลงวดสุดท้ายในอัตราหุ้นละ 7.0 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 8,400 ล้านบาท

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้จ่ายแก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะผู้มีสิทธิได้รับเงินปันผลตามข้อบังคับของบริษัท ตามที่ปรากฏรายชื่อ ณ วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2563 (จะขึ้นเครื่องหมาย XD หรือวันที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2563) โดยมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 27 เมษายน 2563 และให้รับเงินปันผลภายใน 10 ปี

“แอมไชน่าทาวน์” มิกซ์ยูสแห่งใหม่ ใหญ่สุดในเยาวราช

posted Jan 19, 2020, 11:23 PM by Maturos Lophong


“แอมไชน่าทาวน์” มิกซ์ยูสแห่งใหม่ ใหญ่สุดในเยาวราช 

เปิดตัวศูนย์การค้าสุดยิ่งใหญ่ พร้อมมอบประสบการณ์มิติใหม่เต็มรูปแบบ

โครงการ “แอมไชน่าทาวน์” (I’m Chinatown) มิกซ์ยูสสไตล์ Modern Chinese มูลค่าการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท ขนาดใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช บนพื้นที่แปลงสุดท้ายของเยาวราช ที่รวบรวมศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม และโรงแรมแนวคิดใหม่ ไว้บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 40,000 ตารางเมตร ล่าสุด ประกาศความพร้อมเปิดให้บริการศูนย์การค้า “แอมไชน่าทาวน์” เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 16 มกราคม 2563 นี้ โชว์จุดเด่นสร้างความแปลกใหม่ด้วยร้านค้าชั้นนำ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้มาตรฐานครบครัน และที่จอดรถชั้นใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช รองรับรถยนต์ได้มากกว่า 300 คัน ตั้งเป้าให้เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่บนถนนเยาวราช และเพิ่มสีสันให้กับถนนสายวัฒนธรรมไทย-จีนให้มีความคึกคัก พร้อมเป็นจุดเชื่อมโยงให้คนรุ่นใหม่ทั้งลูกค้าชาวไทยและต่างชาติ ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ใหม่ของย่าน ไชน่าทาวน์อย่างใกล้ชิด และมีหลากหลายมิติมากยิ่งขึ้น

นายสุวรรณ เลิศปัญญาโรจน์ กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแอมไชน่าทาวน์ เปิดเผยว่า เยาวราชถือเป็นทำเลศักยภาพลำดับต้นๆ ของเมืองไทย ซึ่งนอกจากจะมีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีวิถีชีวิตที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ยังเป็นแหล่งธุรกิจที่มีเอกลักษณ์ จนได้รับการขนานนามว่าเป็นถนนสายมังกรของเมืองไทย จึงทำให้มีดีมานด์สูงทั้งในด้านที่อยู่อาศัย การค้าขาย ตลอดจนเป็นจุดมุ่งหมายของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจมาพักอาศัยอยู่ในย่านนี้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับในปัจจุบันการเดินทางมายังเยาวราชได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น จากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูใหม่ให้ผู้คนสามารถเข้าถึงเยาวราชได้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจัยดังที่กล่าวมาล้วนเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ศูนย์การค้า “แอมไชน่าทาวน์” จะได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี และกลายเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของย่านเยาวราชในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน


นายกฤษดา กวีญาณ กรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งโครงการแอมไชน่าทาวน์ เปิดเผยว่า การเปิดตัวโครงการ “แอมไชน่าทาวน์” ภายใต้แนวคิดอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสานสไตล์ Modern Chinese ที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในเยาวราช เป็นความตั้งใจของเราในการพัฒนาที่ดินในเยาวราชให้เกิดประโยชน์กับชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับย่านเยาวราชโดยรวม โดยเราได้พัฒนาโครงการบนพื้นที่กว่า 40,000 ตร.ม. จากโรงหนังเก่าซึ่งไม่ได้ใช้ประโยชน์ เราได้ศึกษาและทำความเข้าใจกับชุมชนในย่านนี้และบริเวณโดยรอบก่อนที่จะเริ่มดำเนินโครงการ ทำให้การก่อตั้งโครงการของเรา ตอบโจทย์ความต้องการและไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญกับชุมชน

โครงการ “แอมไชน่าทาวน์” เป็นโครงการมิกซ์ยูส ที่ให้บริการครบวงจร รายแรกและรายเดียวในย่านเยาวราช ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ศูนย์การค้า แต่ยังมีการรวมเอาทั้งโรงแรมและคอนโดมิเนียมที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์คนทำงานและผู้อยู่อาศัยในชุมชน เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายทุกเพศทุกวัย โดยปัจจุบันมีผู้ใช้บริการศูนย์การค้าของเราแล้วมากกว่า 8,000-10,000 คนต่อวัน และคาดการณ์ว่าเมื่อโครงการเปิดให้บริการครบทุกส่วน จะมีผู้ใช้บริการมากกว่า 20,000 คนต่อวัน

โครงการ“แอมไชน่าทาวน์” ประกอบไปด้วย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก คือ ส่วนของโรงแรมที่พัก โดยร่วมมือกับโรงแรม “อาศัย” (ASAI) ของเครือโรงแรมระดับโลกอย่างดุสิตธานี โดยให้บริการตั้งแต่ชั้น 4 - 8 ของอาคารศูนย์การค้า ซึ่งเรามั่นใจว่าจะมีอัตราการเข้าพักโดยเฉลี่ยมากกว่า 90% ตลอดทั้งปี ตัวโรงแรมออกแบบด้วยแนวคิดที่ต้องการมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันมีเอกลักษณ์ของเยาวราช สร้างความเข้าถึงความเป็นท้องถิ่น และให้การบริการที่พร้อมมอบทั้งความผ่อนคลายและสุขภาพดีที่ให้กับผู้เข้าพัก ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบปลอดสารพิษจากสวนผักออร์แกนิค ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโรงแรม ทั้งนี้คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2563

ส่วนที่สอง เรสซิเดนซ์ คอนโดมิเนียมแบบตกแต่งเสร็จพร้อมอยู่ 8 ชั้น ใช้ชื่อว่า I’m Chinatown Residence ซึ่งเราพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการสำหรับผู้ที่มองหาที่พักอาศัยภายในย่านนี้ เช่น เจ้าของกิจการและผู้ประกอบการที่มีธุรกิจภายในย่าน ซึ่งเราทำการสร้างแล้วเสร็จและปิดการขาย 100% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการส่วมอบห้องชุดให้กับลูกค้า

ในส่วนของ ศูนย์การค้า เรามีร้านค้าชั้นนำครอบคลุมพื้นที่ 4 ชั้น มีสินค้าและบริการสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารยอดนิยมที่ทันสมัย ร้านอาหารดังและสตรีทฟู้ด ที่มีเสน่ห์ของเยาวราช ศูนย์รวมของฝาก ซึ่งจะทำให้เป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยวผู้มาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งร้านค้าที่เข้ามาให้บริการในศูนย์การค้าของเราตอบโจทย์สำคัญของย่าน 2 ส่วน หนึ่งคือ การนำแบรนด์ร้านค้าที่ไม่เคยมีมาก่อนในเยาวราชมาเปิดให้บริการเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นตัวเลือกใหม่ๆ ให้กับชุมชน และสอง คือการเปิดพื้นที่ให้ร้านค้าในเยาวราชเข้ามาเปิดบริการในศูนย์เพื่อเป็นการเปิดตลาดและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับหลายๆ ร้านค้าในย่านเอง สุดท้าย ส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยคือ อาคารจอดรถ เราเปิดให้บริการพื้นที่จอดรถใต้ดินขนาดใหญ่ 6 ชั้น ซึ่งสามารถรองรับรถยนต์ ได้ถึง 300 คัน เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง ซึ่งถือได้ว่าเป็นที่จอดรถที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดในเยาวราช 

สำหรับศูนย์การค้า แอมไชน่าทาวน์ เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 น. – 22.00 น. โดยปัจจุบัน บริษัทฯ สามารถปล่อยเช่าพื้นที่ได้เต็ม 100% แล้ว

ในส่วนของชั้น B1 เป็นส่วนของพื้นที่ร้านค้าสะดวกซื้อและร้านบริการ เช่น 7-Eleven, Kerry Express, ร้านขายยา, CleanMate, Kamu, Nara Gem, B’me by Wacoal, Beauty Maker, Vision and Café, ร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ ชื่อดังอย่าง King Kong บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์ยากินิคุ และ King Kong Sweets ร้านขนมหวานยอดนิยมต้นตำรับจากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ ยังมี Gourmet Thai ซึ่งเป็นสแตนอโลนช็อปแห่งแรกที่เปิดทำการนอกพื้นที่อสังหาริมทรัพย์ภายในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยได้คัดสรรรายการสินค้าคุณภาพจาก Gourmet Market สาขา ต่างๆ มาจำหน่ายที่ร้านค้าแห่งนี้ เพื่อให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะ

ชั้น G และ ชั้น 2 เป็นแหล่งรวมร้านอาหารหลากหลาย ทั้งร้านอาหารแนวครอบครัวอย่าง ร้านสุกี้ MK, KFC, Yayoi, Hachiban Ramen และร้านตำมั่ว ร้านอาหารแนวไลฟ์สไตล์ ได้แก่ ร้าน Munchy Bar and Restaurant, Ryo Shi ซูชิบาร์ และ New York 5th Ave. Deli ร้านแซนด์วิชสไตล์อเมริกันระดับพรีเมี่ยมสาขาแรกในกรุงเทพ ร้านเครื่องดื่มของหวานชั้นนำอย่าง Starbucks, Krispy Kreme ร้านโดนัทชื่อดัง, Dairy Queen, Swensen, Jamba Juice, ชานมไข่มุก CoCo, Olino Crepe & Tea, ร้านไอศกรีม Stickhouse และร้านชาผลไม้อันดับหนึ่งของไต้หวันอย่าง Yi Fang ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และยังมีศูนย์อาหารซึ่งรวบรวมสตรีทฟูด ชื่อดังจากทั่วกรุงเทพฯ มาให้ได้ลิ้มรสกัน นอกจากนี้ยังมีร้านค้าแนวไลฟ์สไตล์แบรนด์ชั้นนำ ได้แก่ Wacoal, แว่นท็อปเจริญ, Beauty Station, และ Daiso อีกด้วย

สำหรับชั้น 3 จะประกอบไปด้วยร้านค้าที่เปิดให้บริการด้านสุขภาพและความงาม อย่าง Together Clinic, The Sense Beauty Center, Jetts Fitness ฟิตเนสเต็มรูปแบบแห่งแรกของย่านเยาวราช เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง และ Let’s Relax Spa สปาระดับพรีเมี่ยมแห่งแรกและใหญ่ที่สุดในย่านเยาวราช ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่ 10.00 ถึงเที่ยงคืน

ถึงแม้ว่าจะเป็นศูนย์การค้าใหม่ในชุมชนนี้ แต่ศูนย์การค้า แอมไชน่าทาวน์ ให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งที่กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันกับชุมชน ยึดแนวทางในการอนุรักษ์คุณค่าของศิลปะวัฒนธรรมจีนที่มีมาแต่ดั้งเดิมในการออกแบบ และให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ เติมเต็ม และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้คนในย่านนี้ ตลอดจนผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของเยาวราช และด้วยโครงการฯ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT วัดมังกร เพียง 50 เมตร “แอมไชน่าทาวน์” จึงเป็นเสมือนประตูสู่ใจกลางเยาวราชที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนทุกคน

1-10 of 116