Real Estate





ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำภาพเจ้าตลาด Real Demand ขยายโซนเมืองนนท์ ผุดโปรเจคใหม่

posted Jun 23, 2022, 1:29 AM by Maturos Lophong


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำภาพเจ้าตลาด Real Demand ขยายโซนเมืองนนท์ ผุดโปรเจคใหม่

‘ลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย’ พร้อมปรับดีไซน์เพื่อยกระดับแบรนด์



นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทุ่มงบกว่า 1,400 ล้านบาท เปิดตัวโครงการบ้านคุณภาพในทำเลฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ซึ่งกวาดกำลังซื้อย่านนนทบุรี เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสในเรื่องทำเลที่มีศักยภาพและโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต





ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ สู่มือผู้บริโภค โดยยังคงมุ่งเน้นนำเสนอบ้านคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่ม real demand สืบเนื่องจากความต้องการของตลาดกลุ่มนี้ซึ่งยังมีปริมาณความต้องการที่ชัดเจน แม้จะมีสถานการณ์การของแพร่ระบาด



 “กว่า 30 ปีที่บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ป้อนสู่ตลาด เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเรากำลังสร้างบ้านสำหรับใคร สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เราคิดอยากจะทำ แต่สิ่งต่างๆที่หลอมรวมออกมาเป็นบ้านทุกหลัง เราสร้างบนพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ และนำมาต่อยอดให้ความต้องการเหล่านั้นครบครันยิ่งขึ้น ด้วยการมองเทรนด์ในอนาคตเพื่อให้การอยู่อาศัยในทุกโครงการของเราสมบูรณ์แบบที่สุด” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงความตั้งใจในการพัฒนาบ้านเพื่อผู้บริโภค





ด้วยพลังสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยในแต่ละยุค ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้นำจุดแข็งที่มี คือการออกแบบที่ผสานความสวยงามเข้ากับการสร้างสรรค์พื้นที่ใช้สอยไว้อย่างลงตัว เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค ที่สำคัญเมื่อบ้านเป็นที่ต้องการ มูลค่าในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2565 บริษัทฯ ได้ปรับโฉมแบรนด์บ้านกลุ่มแลนซีโอใหม่ทั้งหมด เมื่อสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศส French Colonial Style ถือเป็นเทรนด์ยอดนิยมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งใส่แนวคิดบ้านนวัตกรรม LI (Lalin Innovation for Living) ที่นำไปสู่การอยู่อาศัยในรูปแบบสมาร์ท ลีฟวิ่ง ฟังก์ชัน (Smart Living Function) เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่อย่างเหนือระดับ ทำให้ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี และสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้แก่แบบบ้านในตลาดกับความพยายามครั้งใหม่ ที่มุ่งสร้างมาตรฐานการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงานให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาสู่อัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม “การปรับโฉมกลุ่มบ้านแบรนด์แลนซีโอ (Lanceo) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ตอบรับวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไป เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องเติมเต็มความต้องการทั้งการอยู่อาศัย และรองรับการใช้ชีวิตในรูปแบบ Work From Home / Study Online หรือแม้กระทั่งปรับมาเป็นห้องผู้สูงอายุรับสังคมสูงวัยในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้รวมอยู่ในบ้านแบรนด์แลนซีโอโฉมใหม่ของเรา” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงพัฒนาการด้านการออกแบบล่าสุดของบริษัทฯ ในกลุ่มบ้านแบรนด์แลนซีโอ





ทั้งนี้ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน นอกจากความโดดเด่นด้านการออกแบบที่จะมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้ว ‘ทำเล’ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคด้วยเช่นกัน “หากผู้บริโภคเสิร์ชหาโครงการต่างๆ ของ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะพบว่าโครงการของเราทั้งหมด ตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่มีศักยภาพและพร้อมจะเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคต เพราะเราเชื่อว่าหากพัฒนาโครงการด้วยแนวคิดการออกแบบที่ดีมากเท่าไหร่ แต่โครงการดังกล่าวกลับไปตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่มีศักยภาพ มูลค่าโครงการในอนาคตก็จะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องทำเล โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการคมนาคมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง การขยายถนนเชื่อมต่อเส้นทางหลัก รวมถึงการพัฒนาโครงการระดับเมกกะโปรเจคทั้งของภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาสู่ย่านสำคัญของที่อยู่อาศัยคุณภาพที่ใกล้กรุงเทพฯ โดยฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้ถูกวางยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบอีกด้วย” นายชูรัชฏ์ กล่าวถึงความสำคัญของทำเลที่มีผลโดยตรงต่อมูลค่าโครงการในอนาคต




โดยโครงการลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 52 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์แลนซีโอ คริป รวม 114 ยูนิต และ โครงการทาวน์โฮมแบรนด์ ไลโอ รวม 344 ยูนิตซึ่งถือเป็นโครงการที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อ ถนนชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ ,ถนนราชพฤกษ์-สาทร ,ถนนกาญจนาภิเษกฯ และถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีชมพู ที่เข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังใกล้ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต สถานพยาบาลอย่างโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในวันพักผ่อน ภายในโครงการมีฟิตเนสวิวสวน และสวนส่วนกลางสีเขียวขนาดใหญ่ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่าสะดวกครบจบในที่เดียว โดยโครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์แลนซีโอ คริป ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Perfection of living” มีพื้นที่ใช้สอย 3 ห้องนอน พร้อมระเบียงชมวิว ,1 ห้องอเนกประสงค์ ,3 ห้องน้ำ ,1 ห้องรับแขก ส่วนเตรียมอาหารโดยครัวแยกเป็นสัดส่วน พร้อมที่จอดรถ 2 คัน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4-7 ล้านบาท และโครงการทาวน์โฮมแบรนด์ ไลโอ ชัยพฤกษ์ – ไทรน้อย มีพื้นที่ใช้สอย 3 ห้องนอน ,1 ห้องอเนกประสงค์ ,2 ห้องน้ำ ,1 ห้องรับแขก พร้อมส่วนเตรียมอาหาร และจอดรถ 2 คัน มาพร้อม Flexible Function สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ หน้ากว้าง สามารถใช้สอยได้คุ้มค่าทุกตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Happiness of Living” ความสุขที่ลงตัวกับทุกความต้องการของการใช้ชีวิต ซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 ล้านบาท





“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีการพัฒนาและคิดค้นในส่วนงานด้านการออกแบบให้ตรงใจผู้บริโภคอยู่เสมอ โดยคำนึงถึงการอยู่อาศัยที่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน เพราะถือว่าเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ เราต้องการสร้างวิธีคิดและกำหนดมาตรฐานใหม่ในการพัฒนาบ้านที่สามารถใช้พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกได้จริง โดยใช้ประโยชน์จากการออกแบบมาเป็นตัวสร้างมูลค่าโครงการและต่อยอดความสุขในการอยู่อาศัยของลูกค้าทุกคนของเรา” 



ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าธุรกิจให้เป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ โดยตั้งเป้าพัฒนาโครงการบ้านป้อนสู่ตลาดในปีนี้ให้ได้ 10-12 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

“ปูนตราเสือ” จับมือ “เอ็ม-150” ผุดแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2”

posted Apr 29, 2022, 1:11 AM by Maturos Lophong



“ปูนตราเสือ” จับมือ “เอ็ม-150” ผุดแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2”

ต่อยอดความสำเร็จปี 2
ผนึกกำลังความร่วมมือทางการตลาด กระตุ้นตลาดวัสดุก่อสร้างรับวันแรงงาน

แถลงข่าวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ แคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2” แคมเปญต่อยอด ปีที่ 2 จากความสำเร็จในความร่วมมือทางการตลาดระหว่าง ปูนเสือ จากเครือเอสซีจี และ เอ็ม-150 จากกลุ่มโอสถสภา ในการร่วมกันเข้าถึงกลุ่มลูกค้า รักษาส่วนแบ่งตลาด และกระตุ้นบรรยากาศในช่วงโควิด ซึ่งจากแคมเปญนี้ในปีแรกนั้น ได้รับเสียงตอบรับจากช่างปูน ผู้รับเหมา และร้านค้าวัสดุก่อสร้างใน ดีเกินคาด โดยงานนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer ในธุรกิจ Cement and Green Solution Business และ คุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) มาร่วมเป็นประธานในพิธี นอกจากจะได้รับทราบถึงแนวคิดที่มาของแคมเปญนี้แล้ว ยังได้รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้บริหารทั้ง 2 ท่านอีกด้วย โดยมีการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ ยังได้รับชมแฟชั่นโชว์ของพรีเมี่ยมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น “ปูนตราเสือ x M-150” สำหรับแคมเปญในปีนี้ จากแนวคิด Collaborative Design ร่วมกันระหว่าง ปูนตราเสือ และ เอ็ม-150 ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานนี้ครั้งแรก ซึ่งบรรยากาศภายในงานมีแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่ให้เกียรติมาร่วมงานอย่างมากมาย ภายใต้มาตรการความปลอดภัย COVID-19 อย่างเคร่งครัด

โดยในปีนี้ ปูนตราเสือ และ เอ็ม-150 ปล่อย แคมเปญ “ฮึดสู้อย่าง เสือหัวใจเกินร้อย ปี2” ต้อนรับวันแรงงาน เพื่อขอบคุณช่างปูน ผู้รับเหมา และร้านค้าวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะ โดยยังมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการขายปูนซีเมนต์ตราเสือ ด้วยโปรแกรมส่งเสริมการขายกับเครื่องดื่มให้พลังงาน เอ็ม-150 ออริจินัล x ปูนตราเสือ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น เข้าถึงกลุ่มช่างปูน ผู้รับเหมา ที่สามารถร่วมกิจกรรมผ่านแพลทฟอร์มไลน์ แต้มเอ็ม เพื่อสะสมแต้มได้ถึง 3 เท่า สามารถนำไปแลกรับหรือแลกซื้อของพรีเมียมคอลเลคชั่นพิเศษสุด โดยมีระยะเวลาส่งเสริมการขาย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2565 หรือจนกว่าของแถมจะหมอ นอกจากนี้ยังสามารถร่วมลุ้นรางวัลใหญ่จากแต้มเอ็มได้ตลอดทั้งปี พร้อมส่งกิจกรรมคาราวาน สัมมนา ปูนเสือ X เอ็ม-150 ทั่วประเทศ เร็วๆนี้




คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer ในธุรกิจ Cement and Green Solution Business กล่าวว่า “จากความสำเร็จในความร่วมมือของปูนตราเสือ X เอ็ม-150 ในปี 2564 สามารถกระตุ้นบรรยากาศและช่วยรักษาส่วนแบ่งตลาดวัสดุก่อสร้าง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น พร้อมเข้าถึงข้อมูลผู้ซื้อ ช่างปูน ผู้รับเหมา ที่ร่วมโปรแกรมได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี และ ในปี 2565 ต่อยอดแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี 2” รับวันแรงงาน โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจกลุ่มโอสถสภา เช่นเดิม ด้วย “เครื่องดื่มพลังงาน เอ็ม-150 X ปูนตราเสือ รุ่นพิเศษ” เป็นเครื่องมือส่งเสริมการขายตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2565 พร้อมโปรแกรม CRM และ


สิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ผ่านแพลทฟอร์มไลน์แต้มเอ็ม นับว่าเป็นความพิเศษ สำหรับลูกค้าปูนตราเสือ ที่จะได้รับแต้มเอ็ม X3 เท่า พร้อมโอกาสในการแลกรับของพรีเมียม เสื้อโปโล เสื้อยืด กระเป๋าผลิตจากแบนเนอร์ที่เหลือจากแคมเปญปีก่อน ตามคอนเซ็ป Circular Economy ให้สามารถสะสมแต้มแลกซื้อได้ หรือใช้ลุ้นรางวัลใหญ่ต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายช่างปูน ผู้รับเหมา จะเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายนี้มากกว่า 10,000 ราย และเป็นการสร้างสีสัน กระตุ้นบรรยากาศ ณ ร้านค้าวัสดุก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง พร้อมส่งคาราวานสัมนาช่างปูนทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมชงชิม ณ ร้านค้า ไซต์งานก่อสร้าง และสร้างการรับรู้ (Visibility) ทั้งในส่วนร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และร้านค้าเครือข่ายจากเอ็ม-150 ที่เกิดจากความร่วมมือกันเป็นอย่างดีทั้งจากปูนตราเสือ และทีมเอ็ม-150 ผลักดันในทุกช่องทาง นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือในการสร้างมิติใหม่ในวงการตลาด โดยชูจุดแข็งในการทำงานร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย ให้เกิดแนวความคิดและการต่อยอดทางธุรกิจต่อไปในอนาคต ซึ่งโปรแกรมความร่วมมือทางการตลาดใน แคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2” นี้ ปูนตราเสือ ประมาณการยอดขายสินค้าที่ร่วมรายการ ปูนซีเมนต์ผสม (เสือ ซีเมนต์ ก่อฉาบเท เสือ ซูเปอร์ และเสือ ฉาบสูตรพิเศษ) สินค้าปูนซีเมนต์สำเร็จรูป เสือ มอร์ตาร์ (เฉพาะฉาบทั่วไป และฉาบอิฐมวลเบา) สินค้าเสือ กาวซีเมนต์ และ สินค้า เสือ เดคอร์ ให้เติบโตรวมราว 8-10% จากปีก่อน”





คุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา กล่าวว่า “ปัจจุบัน ความร่วมมือทางการตลาด ถือเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์ต่างๆ รวมถึงความร่วมมือระหว่างแบรนด์เอ็ม-150 ของโอสถสภา และปูนตราเสือ ของเอสซีจี ซึ่งนับว่าเป็นการผนึกกำลังกันอย่างลงตัวและแข็งแกร่งระหว่างแบรนด์ที่เป็นผู้นำในตลาด ทั้งสองแบรนด์มีความรู้ความเข้าใจในผู้บริโภคเป็นอย่างดี และสามารถออกแบบแคมเปญที่สามารถเข้าถึงและดึงดูดกลุ่มช่างและผู้รับเหมา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แคมเปญฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ในปีที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี และเราก็มั่นใจว่า แคมเปญฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี 2 ก็จะสร้างความสำเร็จเช่นกัน”






รายละเอียดสินค้าปูนตราเสือที่ร่วมรายการ มีดังนี้

- เสือ ซีเมนต์ผสม ก่อ ฉาบ เท ทุก 20 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ ซีเมนต์ผสม ฉาบสูตรพิเศษ หรือเสือ เดคอร์ งานเทอร์ราซโซ ทุก 25 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ ซีเมนต์ผสม ซูเปอร์ ทุก 25 ถุง รับฟรี 1 ขวด

- เสือ กาวซีเมนต์ ทุกรุ่น/สูตร ทุก 10 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ มอร์ตาร์ ฉาบทั่วไป หรือฉาบอิฐมวลเบา ทุก 20 ถุง รับฟรี 1 ขวด

- เสือ เดคอร์ งานมาร์เบิ้ล เรนเดอร์ สูตรอีซี่มิกซ์ ทุก 50 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ เดคอร์ งานกรวดล้าง สูตรอีซี่มิกซ์ ทุก 50 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ เดคอร์ งานเทอร์ราซโซ ทุกสูตร ทุก 25 ถุง รับฟรี 2 ขวด

เอสซีจี เปิดตัวสินค้าใหม่

posted Apr 18, 2022, 1:49 AM by Maturos Lophong



เอสซีจี เปิดตัวสินค้าใหม่ ‘ฉนวนกันความร้อน รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท’ และ ‘แผ่นสะท้อนความร้อน รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน’ อีกขั้นของนวัตกรรมเพื่อบ้านเย็น ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อโลกมากกว่าเดิม


ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกระแสสภาวะโลกร้อนมาแรง จึงทำให้สินค้าแนว BCG (Bio-Circular-Green Economy) ใส่ใจทุกกระบวนการผลิตที่มีส่วนช่วยปกป้องรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ยังรวมไปถึงสินค้าเพื่อสุขภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค กำลังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเช่นกัน


คุณธงชัย โสภณ Head of Housing Products Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าฉนวนกันความร้อน ‘รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท (STAY COOL SMART)’ และแผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี ‘รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน (ULTRAKOOL INNOGREEN)’ โดยได้รับการยอมรับในฐานะ Green Product from Green Process ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยผลิตจากแก้วรีไซเคิล 100% จึงช่วยลดปริมาณขยะเศษแก้ว รวมถึงลดการใช้พลังงานความร้อนในการหลอมแก้วเหลือเพียง 1 ใน 3 ของการหลอมทราย ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย การันตีด้วยมาตรฐานการรับรองฉลากต่าง ๆ* ไม่ว่าจะเป็น Green Industry, ฉลากเขียว, ฉลากประสิทธิภาพสูง, ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และยังได้รับฉลาก SCG Green Choice ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการรับรองที่ยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเอสซีจี จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

*สำหรับฉนวนกันความร้อน รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท


มากกว่าแค่การกันร้อน ด้วยนวัตกรรม G-Care Insulation : Green-4 Series กับ 4 จุดเด่นที่เหนือกว่า สำหรับฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท และแผ่นสะท้อน ความร้อน เอสซีจี รุ่น

อัลตราคูล อินโนกรีน






บ้านเย็น Comfort Living Care

ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น จากการป้องกัน 2 ต่อ ทั้งสะท้อนความร้อน และป้องกันความร้อนให้เข้าสู่ตัวบ้านได้น้อยลง ได้รับการรับรองจากฉลากประสิทธิภาพสูง และ LEED



ปลอดภัยต่อสุขภาพ Hygiene Care

ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ IARC ขององค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงมีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายต่ำ (Low VOCs) รับรองโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และความปลอดภัยจากองค์กร EUCEB (European Certification Board for Mineral Wool Products) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับเส้นใย ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถย่อยสลายเองได้ โดยไม่สะสมในร่างกาย จึงมั่นใจได้ว่าฉนวนกันความร้อนเอสซีจี มีคุณภาพ ยกระดับสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค



รักษ์โลก Environmental Care

ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับการรับฉลาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์, ฉลากเขียว และ SCG Green Choice



เทคโนโลยีเส้นใยสูตรพิเศษ Product Quality Care

อีกขั้นของการพัฒนาด้วย Fibra-X Technology ที่ทำให้เส้นใยมีความฟูหนา เพิ่มประสิทธิภาพในการกันความร้อน และเนื้อฉนวนมีสาร HydroProtec ช่วยกันความชื้นและลดการอุ้มน้ำได้ถึง 10 เท่า ทำให้เนื้อฉนวนคงประสิทธิภาพได้ยาวนาน





ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท สำหรับฝ้าเพดาน


ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท มีความโดดเด่นและพิเศษมากกว่ารุ่นเดิม ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น อุณหภูมิลดลง 1-4 องศาเซลเซียส ป้องกันความร้อนได้สูงสุดถึง 6 เท่า พร้อมด้วยเนื้อฉนวนเขียวที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ หุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ที่มีความแข็งแรง ทนทาน ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก สามารถติดตั้งได้ทั้งบ้านที่อยู่อาศัยแล้ว และบ้านสร้างใหม่ ทั้งฝ้าทีบาร์ และฝ้าฉาบเรียบ และยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศได้มากถึง 47* (ข้อมูลอ้างอิงจากคุณสมบัติแบบบ้านจำลอง ซึ่งอาจแตกต่างตามปัจจัยแวดล้อมของบ้าน*) มาพร้อมกับการใช้งานในรูปแบบแพ็กคู่ ที่มีขนาดม้วนเล็กลงกว่าฉนวนกันความร้อนเอสซีจีรุ่นเดิม แต่เมื่อนำออกจากแพ็ก เนื้อฉนวนจะฟูหนาเท่าเดิมด้วยเทคโนโลยีเส้นใยสูตรพิเศษ Fibra-X Technology ทำให้สะดวกต่อการขนส่ง การกองเก็บสินค้าและการใช้งาน


แผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน สำหรับหลังคา

แผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน ผลิตจากอลูมิเนียมฟอลย์บริสุทธิ์ 2 ด้าน เสริมแรงด้วยใยแก้ว 3 ทาง และเสริมจุดเด่นให้มากกว่าการเป็นแผ่นสะท้อนความร้อนโดยการชะลอความร้อนให้เข้าสู่ตัวบ้านผ่านทางหลังคาช้าลงด้วยฉนวนเขียวรุ่น Green- 4 Series เมื่อสองวัสดุมารวมกัน จึงทำให้แผ่นสะท้อนความร้อนมีความหนาพิเศษ 1 นิ้ว สามารถกักหน่วงความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ช้าลง และยังสะท้อนรังสีความร้อนได้มากถึง 95% ป้องกันความร้อนได้ถึง 3 เท่า* (*เมื่อเทียบกับแผ่นสะท้อนความร้อนทั่วไป) จึงช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้มากถึง 2 องศาเซลเซียส


นอกจากนี้ยังผลิตด้วยเทคโนโลยีเส้นใยสูตรพิเศษ Fibra– X Technology ทำให้คุณภาพของเนื้อฉนวนคงทน ใช้งานได้ยาวนาน และติดตั้งง่าย ออกแบบให้พอดีกับระยะแปมาตรฐาน จึงช่วยลดโอกาสที่ความร้อนจะรั่วไหลเข้ามาตามแนวแปได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

จะดีแค่ไหนถ้าเลือกใช้วัสดุจากสินค้าที่ปลอดภัยต่อคนในบ้าน ทั้งยังช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟ ให้ความคุ้มค่าในระยะยาว และยังมีส่วนช่วยโลกได้


สามารถขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCG HOME Experience, SCG HOME บุญถาวร, SCG Authorized Dealer, www.scghome.com, www.scgbuildingmaterials.com และ SCG HOME Contact Center โทร 02-586-2222

โมเดอร์นฟอร์มเข้าสู่โลกเมตาเวิร์ส จับมือ The Moon : Crypto & NFT Café เปิดตัวโปรเจกต์ The Art of Individualism

posted Apr 5, 2022, 1:30 AM by Maturos Lophong






โมเดอร์นฟอร์มเข้าสู่โลกเมตาเวิร์ส จับมือ The Moon : Crypto & NFT Café เปิดตัวโปรเจกต์ The Art of Individualism

นำเสนอ NFT จาก 8 ครีเอเตอร์คนดังหลากหลายวงการและ 3 พันธมิตร


ครั้งแรกกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยที่เข้าสู่วงการสินทรัพย์ดิจิทัล NFT (Non-Fungible Token) โมเดอร์นฟอร์ม จับมือกับ The Moon : Crypto & NFT Café คอมมูนิตี้ของชาวคริปโต ณ ศูนย์สรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ และพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในโลกดิจิทัล เปิดโปรเจกต์สุดฮิปที่มีชื่อว่า “The Art of Individualism: Ultra Rare NFT Furniture Collection” ร่วมสร้างสรรค์ NFT ลิมิเต็ดไอเทมโดย 8 ครีเอเตอร์คนดังหลากหลายวงการ อาทิ คุณปลื้ม สุรบถ หลีกภัย เจ้าของเกมส์ Cryptoronin, คุณดวง วีระชัย ดวงพลา (Gangster All Star), Dojo Namwong, คุณแอค ภูริชญา ปัญญาสมบัติ (Fxaq27), คุณเทอร์โบ ชุมพล วงศ์มติกุล เจ้าของเพจ BitToon, คุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, คุณเหนือ จักรกฤษณ์ อนันตกุล และ คุณไลน์ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ (Line Sensor) โดยจะมีการเปิดให้ประมูลงาน NFT พร้อมได้รับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริง และจัดทำเวอร์ชวลแกลเลอรีเพื่อเชื่อมโยงโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ





นายกิติพัฒก์ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “โมเดอร์นฟอร์มเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ไอเทมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญผ่านเทรนด์หรือกระแสนิยมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยนวัตกรรมและคุณภาพระดับสากล เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกและกระแสสังคม ผ่านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ จึงพร้อมที่จะประสานนวัตกรรมทางธุรกิจและเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเมตาเวิร์ส (Metaverse) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตอย่างมาก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัยบนเมตาเวิร์สจะช่วยให้ลูกค้าและผู้สนใจได้รับประสบการณ์ใหม่แบบไร้รอยต่อในโลกเสมือน จึงได้ร่วมมือจากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญในด้านดิจิทัล ทำโปรเจกต์ “The Art of Individualism : Ultra Rare NFT Furniture Collection” สร้างสรรค์ NFT ลิมิเต็ดไอเทมเพื่อให้ผู้สนใจได้สะสมไว้ในครอบครอง พร้อมได้รับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริงจากโมเดอร์นฟอร์มด้วย

โดยจับมือกับ นายพงศธร จันทวิมล ผู้บริหาร บริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้ง The Moon : Crypto & NFT Café คอมมูนิตี้ ที่ตั้งอยู่ โซน MUNx2 (มัน มัน) บนพื้นที่กว่า 27,000 ตรม. บริเวณชั้น 1-3 หรือคิดเป็นพื้นที่ 1 ใน 5 ของ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โดยจะถูกนำมาใช้ทำกิจกรรมของคอมมิวนิตี้ในเรื่องต่าง ๆ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของศูนย์การค้าในเมืองไทยที่จะไม่ใช่แหล่งจับจ่ายใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นแหล่งรวม Communities ของคนรุ่นใหม่ที่อินเทรนด์อย่างมีสไตล์

The Moon : Crypto & NFT Café คอมมูนิตี้แห่งแรกที่ “ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์” ชุมชนชาวคนคริปโตเนียน และ NFT ครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ดึงโลกดิจิทัลและโลกจริงให้มาบรรจบกัน ทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสกับโลกคริปโทได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ต้องการพบปะพูดคุยพร้อมทั้งเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงาน และนำมาใช้ร่วมกับรอยัลตี้โปรแกรม แคมเปญ โปรโมชั่น โปรเจกต์ดี ๆ โดยใช้คอมมูนิตี้ของเดอะมูนในการสื่อสาร ผ่านผู้ที่สนใจในโลกคริปโท และกลุ่มคนที่คร่ำหวอดในวงการ ทั้งกูรูด้านการขุด กูรูด้านการเทรด รวมถึง NFT ต่อยอดไปยังพาร์ตเนอร์ใหม่ที่แข็งแกร่งในเมตาเวิร์ส เพื่อมาร่วมกันพัฒนาในอนาคต”

พันธมิตรที่ช่วยสร้างสีสันให้กับโปรเจกต์นี้ ได้แก่

นายวรพจน์ ธาราศิริสกุล Chief technology officer (CTO) บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ผู้พัฒนา JNFT Marketplace แพลตฟอร์ม NFT สัญชาติไทยที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้กับนักสร้างสรรค์ชาวไทยได้ผลิตและนำผลงานมาเผยแพร่ ขาย ประมูลในรูปแบบดิจิทัล และในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ในการเปิดโอกาสให้นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบทั้งชาวไทยและต่างชาติได้เข้าถึงผลงานด้านศิลปะของคนไทยง่ายมากขึ้น ซึ่ง JNFT Marketplace ได้พัฒนาบนระบบบล็อกเชนแบบไร้ศูนย์ (Decentralized) และเป็น Marketplace Platform ที่ทำงานบนมาตรฐานสากลเมื่อเทียบเท่ากับแพลตฟอร์ม NFT ระดับโลก โดยพัฒนาบนบล็อกเชนของ Binance Smart Chain ที่มีความรวดเร็ว และมีค่าธรรมเนียมในการใช้งานราคาถูก ดังนั้นจึงทำให้มั่นใจได้ว่าทุกการใช้งานจะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและคล่องตัวให้กับทั้งนักสร้างสรรค์และนักสะสมอย่างแน่นอน

นายปริญญ์ เสถียรปกิรณกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มัลติเทคโนโลยี เอ็กซ์เพิร์ต จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง เมตาเวิร์ส ไทยแลนด์ (Metaverse Thailand) ผู้นำแพลตฟอร์มโลกเสมือนที่ใช้แผนที่จริงจากเทคโนโลยี Hexagon โดยเป็นแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย และสามารถสร้างโอกาสในการเข้าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตดิจิทัลรูปแบบใหม่ รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการต่อยอดความสามารถทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการจากทั่วทุกมุมโลก

นายชีวิน ศิริศักดิ์ CEO, Metaverse Value Creator และผู้ร่วมก่อตั้ง ERECTRUS มืออาชีพแห่งการพัฒนาสถาปัตยกรรมและงานออกแบบบนโลกเสมือน (Metaverse) ด้วยการสร้างสรรค์ User Journey ผ่านประสบการณ์รูปแบบใหม่ ตอบรับโลกแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตไปตลอดกาล



สำหรับ NFT คอลเลกชันนี้ ได้รับการสร้างสรรค์จาก 8 ครีเอเตอร์หลากหลายวงการ อาทิ คุณปลื้ม สุรบถ หลีกภัย เจ้าของเกมส์ Cryptoronin, คุณดวง วีระชัย ดวงพลา (Gangster All Star), Dojo Namwong, คุณแอค ภูริชญา ปัญญาสมบัติ (Fxaq27), คุณเทอร์โบ ชุมพล วงศ์มติกุล เจ้าของเพจ BitToon, คุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, คุณเหนือ จักรกฤษณ์ อนันตกุล และ คุณไลน์ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ (Line Censor) ซึ่งผลงานของ 8 ครีเอเตอร์จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น ทั้งในโลกของ NFT และเฟอร์นิเจอร์จริง โดย Ultra Rare Item ชิ้นนี้จะถูกวางขายใน JNFT แพลทฟอร์มเดียวเท่านั้น นอกจากผลงานของทั้ง 8 ครีเอเตอร์แล้วยังมีผลงานของ 3 พันธมิตร ที่ร่วมออกแบบในคอลเลกชั่นนี้ โดยเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจะจัดแสดงเวอร์ชวลแกลเลอรีในรูปแบบสามมิติที่ Metaverse Thailand เพื่อชวนให้ทุกคนเข้าไปสัมผัสโลกเสมือนไปด้วยกัน



เริ่มประมูล “The Art of Individualism : Ultra Rare NFT Furniture Collection” ในรูปแบบ Sequel Auction วันที่ 6 เมษายน – 7 พฤษภาคมนี้ ที่ JNFT โดยผู้ชนะการประมูลจะได้สิทธิ์เป็นเจ้าของ NFT และเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างสรรค์จากผลงาน NFT เตรียมพบกับครีเอเตอร์เจ้าของผลงานและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริง ที่จะเปลี่ยนมุมมองการออกแบบและการใช้งานที่สะท้อนตัวตนผ่านงานศิลปะแบบคนยุคใหม่ ในงานแถลงข่าววันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ที่ The Moon : Crypto & NFT Cafe ชั้น 2 โซน MUNx2 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์



สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.modernform.co.th , Facebook: Modernform Furniture

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าภารกิจ the NEXT: Green Living

posted Mar 18, 2022, 12:59 AM by Maturos Lophong


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าภารกิจ the NEXT: Green Living

มาตรฐานการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ส่งมอบสังคมคุณภาพจากรุ่นสู่รุ่น เพิ่มมูลค่าโครงการในอนาคต


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยกระดับการพัฒนาโครงการด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ พัฒนาบ้านทุกโครงการให้ก้าวสู่สังคมคุณภาพที่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ the NEXT: Green Living ใส่ใจในบริบทด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมุ่งมั่น พัฒนา ‘พื้นที่ส่วนกลางรักษ์โลก’ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกบ้าน ดันมูลค่าโครงการให้เติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต






นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้นำวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ ‘Lalin the NEXT’ มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ทุกโครงการจะต้องพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ จึงเป็นที่มาของภารกิจ the NEXT: Green Living เพื่อสร้างชุมชนคุณภาพที่สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้ในทุกเจนเนอเรชั่น


the NEXT: Green Living การพัฒนาโครงการเพื่อก้าวสู่ชุมชนคุณภาพอย่างยั่งยืน

“ต่อไปนี้การสร้างสรรค์โครงการของเราจะพัฒนาควบคู่ไปกับการใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม โดย ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำแนวคิดการบริหารแบบ ESG : Environmental (สิ่งแวดล้อม) ,Social (สังคม) และ Governance (บรรษัทภิบาล) ทำให้เกิดเป็นภารกิจ the NEXT: Green Living ที่ส่งเสริมให้การพัฒนาบ้านในทุกโครงการของเราเป็นบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ โดยได้ออกแบบทุกส่วนของโครงการให้เป็นโครงการสีเขียว เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัยและคำนึงถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลก และที่สำคัญเราได้คิดเผื่อเพื่อการอยู่อาศัยในอนาคตไว้ได้อย่างลงตัว” นายชูรัชฏ์ กล่าว

CHEWA กางแผนปี 65 สู่รายได้ 3 พันล้านบาท

posted Feb 9, 2022, 9:24 PM by Maturos Lophong



CHEWA กางแผนปี 65 สู่รายได้ 3 พันล้านบาท

วางแผนเพิ่ม 6 โครงการและรุกตลาดบ้านมือสอง

CHEWA กางแผนปี 65 สู่รายได้ 3 พันล้านบาท วางแผนเพิ่ม 6 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาทพร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยทีมรุกตลาดบ้านมือสองกับ Chewa Renue ตั้งเป้าก้าวสู่ผู้นำเบอร์ 1 ด้านคุณภาพและบริการหลังการขาย

นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยว่ารายได้ในปี 2565 บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้ 2,800-3,000 ล้านบาท เนื่องจาก 2 โครงการใหม่ที่จะรับรู้รายได้ในปีนี้เป็นปีแรก และโครงการเดิมที่ยังมี Backlog ทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องสำหรับ 2 โครงการที่กำลังก่อสร้าง และคาดว่าจะรับรู้รายได้ตามกำหนดในปีนี้ ได้แก่

1. โครงการชีวาทัย ปิ่นเกล้า มีจำนวน 593 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,587 ล้านบาท เป็นคอนโดสูง 13 ชั้น ตั้งอยู่ติดถนนอรุณอัมรินทร์ ใกล้สะพานพระราม 8 สามารถเดินทางไปใช้รถไฟฟ้าสถานีบางยี่ขันได้สะดวก และยังมีบริการรถรับ-ส่งไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง โรงพยาบาลศิริราช มีห้องให้เลือกตั้งแต่ 29–56 ตารางเมตร มาพร้อมกับระบบ Home Automation แบบเต็มระบบ ที่ถือเป็นจุดเด่นของโครงการ โดยจะพร้อมโอนและรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2565

2. โครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค ลาดพร้าว-โชคชัย 4 (เฟส2) มีจำนวน 380 ยูนิต มูลค่าโครงการ 994 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สไตล์ Loft ที่ตั้งอยู่บนทำเลย่านลาดพร้าว ถนนสังคมสงเคราะห์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีเทาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งยังมีจุดขึ้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์อยู่อีกด้วย มีห้องให้เลือกตั้งแต่ 26.0-45.50 ตร.ม. สิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบถ้วน พร้อมโอนและรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565





อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่รุนแรงและต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ รวมไปถึงผู้รับเหมาและคนงานที่เป็นคู่ค้าของเราด้วย ชีวาทัยจึงได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือคู่ค้า และแบ่งเบาภาระการดูแลคนงาน ในช่วงที่มีการปิดแคมป์คนงาน ทั้งการช่วยเหลือในส่วนของอาหาร เครื่องใช้ที่จำเป็น ยารักษาโรคต่างๆ ด้วยนโยบายที่มีการวางแผนที่ดีร่วมกันกับบริษัทผู้รับเหมาพันธมิตร ทำให้การระบาดหรือปิดแคมป์คนงาน ไม่ส่งผลกระทบกับแผนการดำเนินงานก่อสร้างเดิม คาดว่าในปีนี้ทั้ง 2 โครงการใหม่ดังกล่าวจะสามารถรับรู้รายได้ตามกำหนดในปีนี้

ด้านการลงทุน บริษัทฯ ยังวางแผนเพื่อหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการเพิ่มเติม ตามเป้าหมาย 6 โครงการ ภายในปี 2565 ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ แบรนด์ชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค 2-3 โครงการ มูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท บ้านเดี่ยวแบรนด์ชีวารมย์ 2 โครงการ มูลค่า 1,500 ล้านบาท และทาวน์โฮมแบรนด์ชีวาโฮม 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท

นอกจากธุรกิจเดิมที่พัฒนาบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและคอนโดฯ เพื่ออยู่อาศัยแล้ว บริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงโอกาสตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยจุดขายที่สำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยมือสองคือ “ทำเล” และ “ขนาด” ที่เข้ามาตอบโจทย์วิถีการดำรงชีวิตแบบนิวนอร์มอล บริษัทฯ จึงเปิดทีมรุกธุรกิจตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง ในนาม “ CHEWA RENUE “ โดยนำจุดเด่นด้านการตรวจสอบคุณภาพ บริการหลังการขาย และเพิ่มแผนการตลาดพร้อมปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงตลาดที่อยู่อาศัยมือสองให้มากขึ้น โดยคาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและสร้างกระแสในตลาดที่อยู่อาศัยมือสองได้เป็นอย่างดี ตั้งเป้า 3 ปี มีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับช่องทางนี้ 400 ล้านบาท เป็นการต่อยอดจากรายได้ในธุรกิจหลักอีกทางหนึ่ง







“ชีวาทัย” ยังคงยึดมั่นด้านคุณภาพและบริการหลังการขายจาก “ ชีวาแคร์ ” ตั้งเป้าก้าวขึ้นที่ 1 ในใจลูกค้าด้านคุณภาพและบริการ สำหรับกลุ่มบริษัทอสังหาฯ ช่วงรายได้ไม่เกิน 5 พันล้านบาท พร้อมกันนี้ยังคงเดินหน้ารักษาคุณภาพสินค้าให้ลูกค้าตรวจ Zero Defect ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าที่มาซื้อโครงการกับชีวาทัย ได้สิ่งที่ดีและมีคุณภาพสูงสุด ตั้งแต่บริการก่อนการขายตลอดจนถึงบริการหลังการขาย โดยในปี 2564 บริษัทได้ผลการดำเนินงานด้านคุณภาพอยู่ในระดับที่ดีมาก มีอัตราส่วนการตรวจรับห้องครั้งแรก ( ZERO DEFECT) สูงถึง 90% ในโครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค ลาดพร้าว-โชคชัย 4 เฟส 1 และกว่า 85% ที่โครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค จรัญ 13 ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราปกติในตลาด นอกจากนี้ ยังคงส่งมอบความช่วยเหลือสังคม ชุมชน และลูกค้าผ่านโครงการของชีวาแคร์ ทั้งมีการจัดทีมเข้าพ่นฆ่าเชื้อให้ลูกค้าที่บ้าน ส่งมอบอาหารและของใช้จำเป็นแก่ผู้ติดเชื้อ ดูแลประสานงานหน่วยงานท้องถิ่นในการหาเตียงเพื่อการรักษา และยังเพิ่มมาตรการการดูแลบ้านของลูกค้าที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกด้วย ” นายบุญ ชุน เกียรติ กล่าว




ธอส. โชว์ New High ผลการดำเนินงานปี 64 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.47 แสนล้านบาท

posted Feb 3, 2022, 1:04 AM by Maturos Lophong



ธอส. โชว์ New High ผลการดำเนินงานปี 64 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.47 แสนล้านบาท



เพิ่มขึ้น 9.65% จากปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมายถึง 31,234 ล้านบาท


ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2564 ประสบความสำเร็จตามพันธกิจ “ทำให้ คนไทยมีบ้าน” ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสินเชื่อใหม่สูงสุดในรอบ 68 ปี ที่จำนวน 2.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.65% สูงกว่าเป้าหมาย 31,234 ล้านบาท สินเชื่อคงค้าง 1,458,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.40% สินทรัพย์รวม 1,506,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.04% เงินฝากรวม 1,274,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.74% และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 58,381 ล้านบาท คิดเป็น 4% ของยอดสินเชื่อรวม ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ผ่าน 22 มาตรการ รวมจำนวนลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 973,227 บัญชี วงเงินสินเชื่อ 847,218 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ GHB Next Move Sustainable Bank ก้าวสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนด้วย 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ 1)Technology 2)Operation และ 3)People

ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น 3% จากเป้าหมายปี 2564





นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน

ปี 2564 เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2563 ว่า แม้ตลอดปี 2564 ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แต่ ธอส. ยังคงสามารถตอบสนองนโยบายรัฐบาล และกระทรวงการคลัง ในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 246,875 ล้านบาท 181,843 บัญชี เพิ่มขึ้น 9.65% สูงกว่าเป้าหมาย 31,234 ล้านบาท และถือเป็นจำนวนสินเชื่อปล่อยใหม่ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ 68 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร แบ่งเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 85,403 ราย คิดเป็น 57% ของจำนวนรายลูกค้าสินเชื่อปล่อยใหม่ ทำให้มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,458,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.40% มีสินทรัพย์รวม 1,506,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.04% เงินฝากรวม 1,274,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.74% และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 58,381 ล้านบาท คิดเป็น 4% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ซึ่งมี NPL อยู่ที่ 3.75% ของสินเชื่อรวม และยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ ธนาคารได้ทยอยตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 111,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.93% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 191.55% สะท้อนถึงความมั่นคงและพร้อมในการรองรับผลกระทบจาก COVID-19 ในอนาคต และยังคงมีกำไรสุทธิที่ 12,351 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่งที่ 15.30% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50% ขณะที่การให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ต่อเนื่องถึงสิ้นปี 2564 มีจำนวนลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือผ่าน 22 มาตรการสูงสุดถึง 973,227 บัญชี วงเงินสินเชื่อ 847,218 ล้านบาท ส่วนใหญ่ประมาณ 87% กลับมาผ่อนชำระได้ตามปกติ ล่าสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 ยังคงมีลูกค้าที่อยู่ในมาตรการความช่วยเหลือเดิมของธนาคารลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้า 3 มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อขยายการให้ความช่วยเหลือต่ออีกอย่างน้อยถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 81,192 บัญชี เงินต้นคงเหลือ 84,137 ล้านบาท

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2565 ธอส. กำหนดยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด GHB Next Move Sustainable Bank มุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนด้วย 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อนองค์กร ประกอบด้วย

1.เพิ่มประสิทธิภาพ Technology ใช้ Technology Digital ปรับกระบวนการให้บริการลูกค้าด้วย Digital Services และ Implement Digital Operation สำหรับ Digital Services ธนาคารอยู่ระหว่างการพัฒนา Mobile Application : GHB ALL GEN เป็น New Version Mobile Application : GHB ALL ให้ทันสมัยใช้งานง่ายตอบโจทย์ Lifestyle แบบ New Normal ของลูกค้าทุก Generation ทั้งในด้านเงินฝากตั้งแต่กระบวนการเปิดบัญชี

การโอนเงิน การซื้อสลากออมทรัพย์ การชำระหนี้เงินกู้สามารถใช้บริการเงินฝากประจำผ่าน Mobile Application ในด้านบริการสินเชื่อ ธนาคารจะยกระดับทั้งกระบวนการตั้งแต่การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อ (Digital Loan Officer) การทราบราคาประเมินผ่านระบบ GHB Digital Appraisal การแจ้งผลอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงการลงนามสัญญาแบบ Electronic ผ่านระบบ e-Contract ซึ่งลูกค้าจะได้รับเอกสารสัญญาเงินกู้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยทั้งหมดลูกค้าจะสามารถทำธุรกรรมกับธนาคารได้โดยผ่าน Mobile Application : GHB ALL GEN Any where Any time


ขณะที่กระบวนการประนอมหนี้ ลูกค้าสามารถประนอมหนี้ผ่าน Mobile Application : ALL Be Friend และซื้อบ้านมือสองของ ธอส. หรือ GHB NPA ผ่าน Mobile Application : ALL HOME ทุกธุรกรรมที่สำคัญลูกค้าจะได้รับการยืนยันผ่าน Line Application : GHB Buddy ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนบริการใหม่ ๆ เพิ่มเติมในต้นไตรมาส 4

ของปี 2565 ส่วนกระบวนการปฏิบัติงานภายในของธนาคารทั้งหมด ถูกยกระดับด้วย Digital Operation เช่น ระบบสื่อสารภายในของธนาคารผ่าน Application : WE รวมถึงระบบ Digitizer ซึ่งเป็นระบบการจัดการอนุมัติเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในปี 2564 ธนาคารสามารถนำแบบฟอร์มเข้าระบบได้ 148 แบบฟอร์ม ช่วยลดชั่วโมงการทำงานลงได้ถึงเกือบ 50% และยังทำให้สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษลงจากปีก่อนหน้าได้กว่า 60%




2.ยกระดับ Operation การทำงานที่เกี่ยวกับลูกค้า เพื่อเป้าหมายสำคัญทางด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อปล่อยใหม่ เพิ่มขึ้น 3% จากเป้าหมายในปี 2564 บริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 4.67% ของสินเชื่อรวม โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่าน Customer Journey : เพื่อให้ลูกค้ารู้จัก, เข้าถึง, ใช้จริง, บอกต่อ และ Loyalty กับธนาคาร เริ่มจากการสร้างความ “รู้จัก” ด้วยการส่งเสริมภาพลักษณ์ของ ธอส. ให้เป็น Super brand ธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านของลูกค้าทุกกลุ่มที่ต้องการใช้บริการจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านโครงการที่น่าสนใจ อาทิ GHB Online Virtual Event : มหกรรมการเงินออนไลน์บนโลกเสมือนจริง พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุด ที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายผ่านหน้าจอโทรศัพท์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2565 “เข้าถึง” ด้วยการเพิ่มช่องทางการติดต่อให้กับลูกค้าผ่านดิจิทัล อาทิ โครงการ B-Mall เพื่อติดต่อลูกค้าผ่านช่องทาง Line Official

แยกเขตพื้นที่ตามภูมิภาคเพื่อให้สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ Digital Loan Officer ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยมีเจ้าหน้าที่สินเชื่อ Virtual Branch อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่สนใจยื่นกู้โดยลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา

“ใช้จริง” ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและอัตราดอกเบี้ยต่ำ นำโดยโครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรกเท่ากับ 1.99% ต่อปี สำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในระดับราคาซื้อ-ขายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ล่าสุด ณ วันที่ 17 มกราคม 2565 เวลา 9.00 น. มีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 78,028 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 93,633 ล้านบาท ยื่นคำขอกู้แล้ว 8,020 ราย วงเงิน 7,021 ล้านบาท และได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 7,174 ราย วงเงิน 6,093 ล้านบาท และยังเตรียมนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ มาจัดทำเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อโดยตรงในลักษณะเดียวกันกับ Peer-to-Peer Lending (P2P) ที่เชื่อมโยงเงินระหว่างผู้มี Wealth มาเจอกันกับผู้ต้องการขอสินเชื่อ ส่วนการ “บอกต่อ” โดยการจัดทำโครงการ “Data Driven Analytic” การนำฐานข้อมูลการใช้บริการของลูกค้ามาวิเคราะห์และจัดผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นให้ตรงกับความต้องการ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาบ้านให้กับลูกค้าที่ประสบอุบัติเหตุมีปัญหาการผ่อนชำระด้วยช่องทางการติดต่อประนอมหนี้ผ่าน Application : GHB ALL Be Friend รวมถึงมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สะท้อนความเข้าใจและอยู่เคียงข้างกับลูกค้าในช่วงที่ประสบปัญหาให้ได้ดีที่สุดต่อไป และนำไปสู่การมี “Loyalty” ที่จะเกิดขึ้นจากการที่ธนาคารมอบความช่วยเหลือลูกค้าในยามวิกฤต นำไปสู่การใช้บริการอย่างต่อเนื่องจากรุ่น สู่รุ่น และยังคงอยู่กับกับ ธอส. ตลอดไป

3.พัฒนาผู้ปฏิบัติงานสู่ People Excellence ด้วยการสร้าง Mindset บุคลากรกว่า 5,000 คน ด้วยค่านิยม GIVE+4

(G : Good Governance, I : Innovative Thoughts, V : Value Teamwork, E : Excellent Services, C : (En)courage

to Change, A : Achievement Oriented, P : Professional และ S : Speed) เพื่อให้มีความพร้อมมีความสามารถในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เสมอการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมทำงานด้วยความรวดเร็วและเป็นมืออาชีพเพื่อเดินหน้าตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ด้วยการ Up-skill ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับบริการดิจิทัลต่าง ๆ ของธนาคารได้อย่างชัดเจน รวมถึงการ Re-skill ให้มีทักษะในการให้บริการตรงกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน อาทิ การพัฒนาพนักงานการเงินมาให้บริการด้านสินเชื่อ สอดคล้องกับจำนวนธุรกรรมการเงินในสาขาที่ลดลงเพราะลูกค้าทำธุรกรรมผ่าน Mobile Application GHB ALL เป็นจำนวนมาก ซึ่ง ณ สิ้นปี 2564 มีสัดส่วน Digital Transaction อยู่ที่ 62.04% ของจำนวน Transaction ทั้งหมด

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ประกาศแผนธุรกิจปี 65 เตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง 10 – 12 โครงการ

posted Jan 10, 2022, 12:45 AM by Maturos Lophong





“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ประกาศแผนธุรกิจปี 65

เตรียมเปิดโครงการใหม่ต่อเนื่อง 10 – 12 โครงการ มูลค่า 7,000 – 8,000 ล้านบาท

พร้อมตั้งเป้ายอดขาย 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 7,200 ล้านบาท


ลลิลฯ ประกาศแผนธุรกิจปี 2565 เดินหน้าขยายธุรกิจ มุ่งสู่การเป็น National Housing Company และผู้นำของตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบของประเทศ ตั้งเป้าเติบโตโดดเด่นเหนือภาพรวมตลาดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยในปี 2565 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 10 - 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท เติบโตต่อเนื่อง 10% จากผลงานที่โดดเด่นในปีที่ผ่านมา


สำหรับผลประกอบการปี 2564 แม้จะเป็นปีที่ต้องเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นหลายระลอก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในวงกว้าง ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยมีการชะลอตัวลงจากปี 2563 ทั้งในแง่อุปสงค์และอุปทาน แต่สำหรับ ลลิลฯ ซึ่งเน้นการทำตลาดแนวราบที่เป็น Real Demand ซึ่งเป็นตลาดที่ได้รับผลกระทบน้อยกว่ากลุ่มอื่น ประกอบกับการนำเสนอโครงการที่เข้าถึง Customer Insight อย่างแท้จริง ทั้งการคัดสรรทำเลที่มีศักยภาพ และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการสร้างความสามารถในการแข่งขันในด้านต่างๆ อย่างมุ่งมั่น ส่งผลให้บริษัทฯ ยังคงมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และสามารถทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เมื่อช่วงต้นปี 2564





นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr.Chaiyan Chakarakul, Chairman of Executive Board, Lalin Property Plc.) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปี กล่าวถึงภาพรวมของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ที่ผ่านมาว่า เป็นปีที่เกิดรูปแบบการฟื้นตัวที่ขาดสมดุลขึ้น หรือการฟื้นตัวแบบ K-Shaped เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการฟื้นตัวได้ดี โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2564 จะกลับมาขยายตัวได้ราว 5.9% จากที่หดตัว 3.1% ในปี 2563 ในขณะที่เศรษฐกิจของอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยมีการฟื้นตัวที่ช้า โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2564 จะขยายตัวได้เพียงเล็กน้อยที่ราว 1% จากที่หดตัวถึง 6.1% ในปี 2563 ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวล

สำหรับปี 2565 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของไทยจะขยายตัวได้ราว 3 - 4% ซึ่งถือว่ายังไม่กลับไปสู่ระดับปกติในช่วงก่อนเกิดการะบาด ทั้งนี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงในเรื่องของการระบาดระลอกใหม่ของ COVID-19 สายพันธุ์ใหม่ ตลอดจนการเร่งตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อทั่วโลก นำไปสู่การเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศ ในขณะที่กำลังซื้อภายในประเทศที่ยังอ่อนแอจากผลกระทบของการระบาด ระดับหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ อย่างไรก็ดีภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐที่ได้มีการต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน และค่าธรรมเนียมจำนอง สำหรับที่อยู่อาศัยที่ราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทออกไปจนถึงสิ้นปี 2565 การผ่อนปรนเกณฑ์ LTV จากธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงตลาดแนวราบที่ยังได้แรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูงมาเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบซึ่งตอบโจทย์การอยู่อาศัยได้ดีกว่าในยุค New Normal



ทั้งนี้มองว่าแม้สภาวะเศรษฐกิจ และสภาวะอุตสาหกรรม ในปี 2565 นี้จะยังไม่เอื้ออำนวยมากนัก แต่บริษัทฯ ยังมีความเชื่อมั่นในแผนกลยุทธ์ การบริหารงาน และความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในตลาดแนวราบของบริษัทฯ จึงมั่นใจว่าจะเป็นอีกปีที่จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง เดินหน้าสู่การเป็น National Housing Company และก้าวสู่การเป็น 1 ใน 5 แบรนด์แรกของผู้นำตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อมองหาที่อยู่อาศัยแนวราบในช่วงราคา 2 – 8 ล้านบาท โดยพร้อมขยายโครงการเพิ่มเติมอีก 10 – 12 โครงการ มูลค่ารวม 7,000 – 8,000 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายยอดขายสำหรับปี 2565 นี้ไว้ที่ 8,500 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 7,200 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่ทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมาย







ด้านนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr. Churat Chakarakul, Managing Director, Lalin Plc.) กล่าวว่า ในปีนี้ ลลิลฯ จะมีการต่อยอดการใช้กลยุทธ์ด้าน Digital Marketing เพิ่มมากขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างมีศักยภาพและตรงตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยได้นำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์เกี่ยวกับ Customer Insight เพื่อนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์และการบริการที่เข้าถึง และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ รวมไปถึงการยกระดับการบริหารจัดการระบบสารสนเทศภายในองค์กร โดยนำระบบเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานในทุกภาคส่วนในองค์กร เพื่อยกระดับสู่ Digital Company อย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2565 นี้ จะยังคงให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบที่เป็น Real Demand ซึ่งตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุค New Normal ได้ดีกว่า เพราะมีพื้นที่สีเขียวในการผ่อนคลาย และมีพื้นที่ใช้สอยที่รองรับการใช้ชีวิต ตอบสนองความต้องการในหลากหลายรูปแบบทั้งการ Work from Home และการเรียนผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งบริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างมากในการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ทั้งในเรื่องความสวยงามด้านการออกแบบ และฟังก์ชันการใช้ชีวิตที่สมบูรณ์แบบ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ ถือเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์รายแรกที่จุดกระแสนิยมในแบบบ้านสไตล์ฝรั่งเศสในประเทศไทยด้วยการออกแบบ French Colonial Style ที่นำความงดงามของสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสที่เรียบหรูมาประยุกต์เข้ากับการสร้างสรรค์ฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ชีวิตสังคมเมือง บนทำเลศักยภาพในราคาที่คุ้มค่าจับต้องได้





ทั้งนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงขับเคลื่อนองค์กรภายใต้กลยุทธ์ Lalin The Next เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์อสังหาริมทรัพย์เพื่อคนไทย พร้อมมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยแบบใหม่ที่ดีกว่า ที่รวม 3 แนวทางหลักเพื่อสร้างการเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย Next Dynamic Sustainable การบริหารโดยยึดหลัก ESG เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และมองเห็นคุณค่าในการประหยัดพลังงาน มีการจัดทำระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนด เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมีการสนับสนุนช่วยเหลือสังคมในด้านต่างๆ ทั้งยังดำเนินกิจการด้วยหลักจริยธรรม ยุติธรรม และโปร่งใส มีการดำเนินกิจการที่ดีเพื่อสร้างผลประกอบการที่ดี โดยมุ่งหวังเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความยั่งยืนต่อไป ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรต่างๆ รวมถึงตัวองค์กรเองด้วย Next Living Experience มุ่งเน้นให้ความสำคัญต่อลูกค้า เฟ้นหาที่ตั้งโครงการในทำเลศักยภาพ สร้างสรรค์การออกแบบด้วยสถาปัตยกรรมและดีไซน์ที่ทันสมัยในวิสัยทัศน์แห่ง Trend setter เลือกสรรวัสดุคุณภาพในการก่อสร้างและตอบโจทย์ในเรื่องของฟังก์ชัน สะท้อนทุกๆการใช้ชีวิตในแบบที่ลูกค้าต้องการ พร้อมส่งมอบบ้านที่มีคุณภาพ สร้างประสบการณ์ใหม่ในการอยู่อาศัย รวมทั้งใส่ใจการบริการหลังการขายให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตอีกระดับให้กับครอบครัวลลิล โดยได้นำเสนอนวัตกรรมการอยู่อาศัย LI (Lalin Innovation for Living) ที่ครอบคลุม 3 ส่วน ประกอบด้วย 1.LI-Smart & Security เสริมความสะดวกสบายและระบบรักษาความปลอดภัย 2.LI-Eco System ส่งมอบบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าเพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน 3.LI-Lively & Healthy “บ้านสุขภาพดี” ให้ความสำคัญต่อเรื่องการถ่ายเทอากาศ การคำนึงถึงทิศทางลมและแสงแดด และคัดสรรวัสดุที่ช่วยลดการสะสมของเชื้อโรค เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการอยู่อาศัย และ Next Innovative Co-Creation เพราะตระหนักดีว่าสินทรัพย์ที่มีค่าสูงสุดคือ “บุคลากร” ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในองค์กรอยู่เสมอ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ โดยมีการจัดตั้ง Lalin Academy แหล่งความรู้สนับสนุนบุคลากรในการทำงาน มีการ Training อย่างต่อเนื่อง ทั้ง New Skill, Re-Skill และ Up Skill เป็นการเตรียมพร้อมรับทุกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี Data Analytics ในการทำงานทั่วทั้งองค์กร ต่อยอดการทำงานในรูปแบบการตลาด Offline สู่ Online ได้เต็มรูปแบบ และทั้งนี้ยังนำมาปรับใช้ในเรื่องการทำงานยุค New normal ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว


“ในส่วนภาพรวมสถานะด้านการเงิน กล่าวได้ว่าบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) เพียง 0.6 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 1.4 – 1.5 เท่า รวมทั้งมีกระแสเงินสดสำรองเพื่อรองรับการขยายธุรกิจอีกกว่า 1,000 ล้านบาท โดยในปี 2565 นี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรงบในการซื้อที่ดินไว้ประมาณ 1,100 – 1,300 ล้านบาท และพร้อมปรับเพิ่มให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจตามแผนงาน และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

พฤกษา ผนึกกำลัง โรงพยาบาลวิมุต และเมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Healthy Living

posted Dec 7, 2021, 12:01 AM by Maturos Lophong


พฤกษา ผนึกกำลัง โรงพยาบาลวิมุต และเมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Healthy Living

มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับรับเทรนด์สุขภาพ

พฤกษา ผนึกกำลัง โรงพยาบาลวิมุต และเมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว Healthy Living มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับ สำหรับผู้ถือบัตร ViMUT Family Card และ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ รับเพิ่มส่วนลด On top ในการซื้อทาวน์เฮาส์บ้านเดี่ยวคอนโดทั่วประเทศ ด้านโรงพยาบาลวิมุต มอบส่วนลดสุดพิเศษใช้บริการด้านสุขภาพตอบโจทย์คนรักสุขภาพ เมืองไทยประกันชีวิตคัดสรรผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพเด่น พร้อมสิทธิพิเศษโดนใจ

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “พฤกษาร่วมมือกับโรงพยาบาลวิมุตและเมืองไทยประกันชีวิต มอบสิทธิพิเศษเหนือระดับให้กับลูกค้าคนสำคัญภายใต้โครงการ Healthy Living โดยพฤกษามีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ส่งมอบบ้านให้กับคนไทยมาแล้วกว่า 200,000 ครัวเรือน ซึ่งมีโรงพยาบาลวิมุต อยู่ในเครือพฤกษาโฮลดิ้ง ผนึกกำลังร่วมกับเมืองไทยประกันชีวิตซึ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิตระดับแนวหน้าของไทยที่มีฐานลูกค้านับล้านราย โดยโครงการ Healthy Living เป็นการมอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าของแต่ละองค์กรตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ครอบคลุมทั้งการอยู่อาศัยและสุขภาพ โดยในส่วนของพฤกษา ยินดีมอบส่วนลดพิเศษในการซื้อโครงการที่อยู่อาศัยทั้งทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว และคอนโดมิเนียม กว่า 180 โครงการ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (ยกเว้นแบรนด์พลัมคอนโด) ให้กับลูกค้าที่ถือบัตร ViMUT Family Card และสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับจำนวน 0.5-1% ของราคาขายสุทธิ ซึ่งเป็นส่วนลดเพิ่มเติมนอกเหนือจากโปรโมชั่นที่ลูกค้าได้รับอยู่แล้ว โดยก่อนหน้านี้พฤกษาได้มีการออกแคมเปญมอบส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 2 ล้านบาท อยู่ฟรี-ส่วนกลางฟรี-โอนฟรี ซึ่งสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับจะได้รับโปรโมชั่นของแต่ละโครงการแล้ว ยังสามารถใช้ส่วนลดในส่วนนี้เพิ่มเติมได้ด้วย”






นพ.กฤตวิทย์ เลิศอุตสาหกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลวิมุตเป็นโรงพยาบาลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอสอารีย์และสะพานควาย มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รักษาได้ตรงจุดด้วยเทคโนโลยี และเครื่องมือที่ทันสมัย โดยมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ พร้อมมาตรฐานความปลอดภัย อุ่นใจเมื่อมาใช้บริการ โรงพยาบาลฯ มีความมุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีในราคาที่สามารถเข้าถึงได้ จึงได้เข้าร่วมโครงการ Healthy Living โดยมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าพฤกษา และสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับที่มาใช้บริการด้านสุขภาพที่โรงพยาบาลวิมุต ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่ายาสูงสุด 10%, ส่วนลดค่าห้องสูงสุด 25%, ส่วนลดค่ารถพยาบาลฉุกเฉินสูงสุด 30%, ฟรีค่าปรึกษาแพทย์ออนไลน์ Telemedicine 4 ครั้งต่อปี ตรวจปริมาณภูมิคุ้มกัน COVID-19 (Spike+Neutralizing รวมพบแพทย์) ในราคา 2,350 บาท, วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ ราคา 650 บาท, โปรแกรมตรวจสุขภาพ 1,400 บาท และรับ Voucher ตรวจมวลไขมันไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแสดงบัตรสมาชิกหรือสถานะสมาชิกในแอพพลิเคชัน MTL Click เพื่อรับสิทธิ์ที่โรงพยาบาล ตั้งแต่วันนี้ – ธันวาคม 2565”


นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับทางพฤกษาและโรงพยาบาลวิมุต ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการร่วมกันสร้างประสบการณ์แห่งความสุขและรอยยิ้มให้แก่ลูกค้าของทั้ง 3 องค์กร ทั้งนี้ด้วยจุดยืนในการเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและความคุ้มครองสุขภาพ บริษัทฯ ได้คัดสรรแบบประกันภัยที่โดดเด่น พร้อมมอบสิทธิพิเศษมากมายเพื่อลูกค้าของพฤกษาและโรงพยาบาลวิมุตในโครงการ “Healthy Living” ไม่ว่าจะเป็น “สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ (D Health)” ความคุ้มครองสุขภาพที่เข้าใจง่ายและให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลกรณีผู้ป่วยในแบบเหมาจ่าย สูงสุดถึง 5 ล้านบาท และแบบประกัน “เมืองไทย สมาร์ท โพรเทคชั่น 90/90” พร้อมรับบัตรของขวัญมูลค่า 100 บาท ต่อการจ่ายเบี้ยประกันภัยทุก 1,000 บาท เพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายกรณีผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกที่โรงพยาบาลวิมุต (เมื่อเลือกซื้อแบบประกันที่เข้าร่วมโครงการ) พร้อมนำเสนอแบบประกันภัย “วัคซีนโควิดอุ่นใจ” เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจและอุ่นใจในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ให้กับผู้ที่มาฉีดวัคซีน COVID-19 ที่โรงพยาบาลวิมุต ในราคาเริ่มต้นเพียง 211 บาทต่อปี สำหรับผู้ถือบัตรสมาชิกโรงพยาบาลวิมุต แบบ Kid Card, Platinum Card หรือ Elite Card รับฟรีประกันอุบัติเหตุ ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ 20,000 บาท และความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 1,500 บาท/ครั้ง พิเศษสุด! สำหรับบัตรสมาชิกรูปแบบใหม่ Ultimate Card ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลวิมุตและเมืองไทยประกันชีวิตในการมอบสิทธิพิเศษแก่ผู้ถือบัตร รับฟรีประกันอุบัติเหตุ ที่ให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสูงสุด 1 ล้านบาท และความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุ 40,000 บาท/ครั้ง ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีนับตั้งแต่วันที่เริ่มเป็นสมาชิก

หมายเหตุ :

- สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ ต้องซื้อแนบท้ายกรมธรรม์ที่ผลบังคับอยู่

- การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต

- เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด



คำเตือน : ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครอง เงื่อนไขและข้อยกเว้นก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง

เปิดตัว “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจโรงแรมและบริการแนวใหม่

posted Nov 11, 2021, 2:03 AM by Maturos Lophong   [ updated Nov 22, 2021, 8:14 PM ]





เปิดตัว “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจโรงแรมและบริการแนวใหม่

UHG เตรียมพลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการธุรกิจโรงแรมในภูเก็ต ชูโมเดล Hospitality Ecosystem ครบวงจร

พร้อมวางแผนผุดโรงแรมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกต้อนรับ




กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น (Utopia Corporation: UCORP) หนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในภูเก็ต เปิดตัว “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” (Utopia Hospitality Group: UHG) บริษัทเรือธงในการประกอบธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และการบริการ รวมถึงรับบริหารงานโรงแรม ด้วยวิสัยทัศน์แนวใหม่สุดแกร่ง ที่จะพลิกโฉมประวัติศาสตร์หน้าใหม่แห่งวงการธุรกิจโรงแรมบนเกาะภูเก็ต ด้วยโมเดลธุรกิจครอบคลุมระบบนิเวศด้านการบริการ (Hospitality ecosystem) แบบครบวงจร และกล้าการันตีผลลัพธ์ ผ่านการสร้างสรรค์แบรนด์โรงแรมใหม่แนวไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างแต่ตอบโจทย์ พร้อมเผยโฉมในปี 2565 นี้





มร.ฮาชิ ยิน (Hachi Yin) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 1-3/2564ที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงวิกฤตแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น ยังคงเดินหน้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงและแข็งแกร่งอย่างยั่งยืน ผ่านการTransform องค์กรให้ทันตามเทรนด์ พฤติกรรมของผู้บริโภค และดีมานด์ของตลาด โดยในไตรมาส 4 นี้ ยูโทเปียยังคงตอกย้ำความมุ่งมั่น ด้วยการเปิดตัวบริษัทใหม่ในเครือ “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” เพื่อดำเนินกิจการด้านโรงแรมและรีสอร์ท รวมถึงด้านการบริการแบบครบวงจร ซึ่งนับเป็นการก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมโรงแรมและการบริการ (hospitality) อย่างเต็มตัว โดยเล็งเห็นว่า ธุรกิจโรงแรมเป็นโอกาสใหม่ ๆ ที่มีแน้วโน้มการเติบโตสูง และสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของยูโทเปียในฐานะนักพัฒนาที่เข้าใจไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกกลุ่มลูกค้าและสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการใช้ชีวิต ด้วยพอร์ตโฟลิโอที่มีอยู่ทั้งหมดซึ่งดำเนินการในรูปแบบคอนโดเทลและที่อยู่อาศัย แขกที่เข้าพักกับเราสามารถเพลิดเพลินกับประสบการณ์เสมือนบ้านซึ่งโรงแรมทั่วไปไม่สามารถให้ได้ บวกรวมกับศักยภาพของภูเก็ตที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลก ที่มั่นใจว่า จะกลับมาฟื้นตัวในเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน

ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้ กรุ๊ป” (UHG) ดำเนินธุรกิจครอบคลุมระบบนิเวศด้านการบริการ (Hospitality ecosystem) แบบครบวงจร ผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจที่หลากหลาย และความเชี่ยวชาญระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบ การพัฒนาโรงแรมและรีสอร์ท การจัดการ การตลาด การบริการเทคโนโลยีสุดล้ำที่เป็นกรรมสิทธิ์หนึ่งเดียวของ UHG โดยเฉพาะ การสร้างแบรนด์ การบริหารงานอสังหาริมทรัพย์ของตนเอง และรับบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ทให้กับนักลงทุน ซึ่งจะสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ลงทุนอย่างเป็นธรรม ด้วยโมเดลธุรกิจที่ “ยืดหยุ่น” ตามความต้องการของนักลงทุน ไม่มีข้อจำกัดที่เข้มงวด รวมถึงมีแนวทางการจัดการและสัญญาแฟรนไชส์ที่ “ปรับเปลี่ยนได้” ด้วยดีลที่คุ้มค่า ตอบโจทย์การลงทุนมากยิ่งขึ้น และกล้าการันตีรายได้ให้แก่ผู้ลงทุน ซึ่งนับเป็นการพลิกประวัติศาสตร์วงการธุรกิจโรงแรมและการบริการ เป็น “ทางเลือก” และ “ทางออก” สำหรับธุรกิจโรงแรมยุคใหม่อย่างแท้จริง 





“UHG กำเนิดขึ้นด้วยวิสัยทัศน์สุดแข็งแกร่ง กับแนวคิดที่กล้าหาญ ฉีกกฎเดิมๆ เพื่อจะพาทุกนำไปสู่การรังสรรค์ประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง รวมถึงพลิกโฉมโลกแห่งการบริการและการท่องเที่ยวอย่างสิ้นเชิง และช่วยยกระดับสนามแข่งขันในตลาดการบริการและการท่องเที่ยวยุคใหม่ ด้วยแรงบันดาลใจจากความกล้าหาญและกล้าสร้างสรรค์ UHG พร้อมแล้วที่จะพาพันธมิตร นักเดินทาง ตลอดจนทีมงาน และสมาชิกในชุมชน ก้าวสู่โลกใหม่แห่งภาคการบริการและการท่องเที่ยวไปด้วยกัน เรากล้าการันตี เรายืดหยุ่น เราเข้าใจผู้ลงทุนและนักเดินทาง เราพร้อมให้คุณปรับแต่งธุรกิจได้ตามความสำเร็จที่คุณต้องการ(LIVE YOUR OWN WAY)...เราคือ “UHG” ” ฮาชิกล่าว 

ภายใต้ร่ม UHG ประกอบด้วยแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่น มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ๆ ที่จะตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ชาญฉลาด ได้แก่ แบรนด์ที่พักระดับกลาง (MidscaleAparthotel Brand) แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทมาตรฐานระดับสูง (Luxury Scale Hotel & Resort) และ แบรนด์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ (Ultra-Luxury) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับแบรนด์ High-fashion ระดับโลก โดย UHG จะดำเนินการเปิดโรงแรมใหม่หลายแห่ง รวมถึงการรีแบรนด์ และปรับปรุงโรงแรมโฉมใหม่ในปี 2565 เป็นต้นไป
• แบรนด์ที่พักระดับกลาง (Midscale Aparthotel Brand) โรงแรมระดับกลางที่จะนำเสนอการพักผ่อนที่มีสไตล์ เข้าถึงง่าย สะดวกสบายตามาตรฐานสากล โดยเป็นผสมผสานไลฟ์สไตล์และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้ เป็นที่พบปะของคนสไตล์เดียวกัน ตามแนวคิดของ Hostel, Co-Living, Lifestyle Hotel เข้ากับความสะดวกสบายและความยืดหยุ่นเหมือนอยู่อพาร์ตเมนต์ส่วนตัว ตามแนวคิด Residence, Apartment, Airbnb เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางรุ่นใหม่ที่ชาญฉลาด เลือกความคุ้มค่า และคุ้มที่จะมาเยือน การรังสรรค์แบรนด์ผ่าน 4 แนวคิดหลักคือโรงแรมระดับกลางที่ครบครันด้วยความสะดวกสบาย(Midscale with comfort) การเข้าพักที่ยืดหยุ่นได้ และเลือกรูปแบบได้ (Flexible stay Purposeful) เน้นการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ (Design) อาหารอร่อยถูกปากนักชิมแนวใหม่(Hip F&B concept) และให้ความรู้สึกอบอุ่น มีความสนุกสนานเมื่ออยู่ร่วมกัน (Sense of community)


• แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทมาตรฐานระดับสูง(Luxury Scale Hotel & Resort) ที่พักระดับ 5 ดาว ที่เน้นความหรูหราและมอบประสบการณ์การพักผ่อนอย่างแท้จริงแบรนด์นี้เป็นการผสานระหว่างโลกแห่งไลฟ์สไตล์รีสอร์ทและสถานที่พักผ่อนเพื่อสุขภาพ (Wellbeing Retreat) ตอบโจทย์ผู้เข้าพักที่ต้องการความเหนือระดับ และรักษาสุขภาพและจิตใจไปในคราวเดียวกัน โดยได้พัฒนาแบรนด์ขึ้นมาจากสโลแกน “Live slow, play well” (ใช้ชีวิตให้ช้าลง แล้วฟื้นฟูตัวเองให้ดีขึ้น)
• แบรนด์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่ (Ultra-Luxury) ซึ่งเป็นความร่วมมือกับแบรนด์ High-fashion ระดับโลก โดยล่าสุดได้ร่วมมือครั้งสำคัญกับ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี” (ToninoLamborghini) ลักซัวรี่แบรนด์ในตำนานของอิตาลีที่มีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบที่หรูหรา เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแห่งใหม่และแห่งแรกในประเทศไทยบนเกาะภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี บูติค โฮเทลภูเก็ต” (Tonino Lamborghini Boutique Hotel Phuket) ซึ่งมีกำหนดจะเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวในปี พ.ศ. 2566 เป็นรีสอร์ทสุดหรูที่ไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่บน “อ่าวปอ” ชายฝั่งตะวันออก ที่มองเห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของเกาะภูเก็ต และวิวอ่าวพังงาอันตระการตา




นลินา สุรนัคครินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารแบรนด์ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า แบรนด์โรงแรมที่เรากำลังเตรียมตัวกันอยู่นี้ จะตอบโจทย์ทุกความต้องการของนักเดินทางทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ มุ่งเน้นความเป็นส่วนตัวของแขกผู้เข้าพักไม่ว่าจะทางด้านพื้นที่หรือบริการ การวางคอนเซปต์ที่สร้างประสบการณ์ที่มากกว่าการพักผ่อน แต่ต้องให้ความรู้สึกที่เหมือนบ้าน ให้อิสระในการเลือกบริการ ดีไซน์ที่ทันสมัย”

นอกจากนั้น UHG ยังตั้งเป้ากำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมการบริการ บนพื้นฐานของปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนและส่งมอบผลประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่นโดยมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ด้วยการนำแนวทางปฏิบัติด้านการพัฒนาและการจัดการที่ยั่งยืนผนวกเข้ากับจริยธรรมทางธุรกิจทั้งหมด ซึ่งจะสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างกว้างขวาง ภายใต้การดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การลดของเสีย ลดค่าใช้จ่าย และการขับเคลื่อนผลประโยชน์ระยะยาวให้กับชุมชน ในขณะเดียวกันก็ช่วยดึงดูดนักเดินทางรุ่นใหม่ที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมเข้ามาเยือนชุมชนท้องถิ่นที่สวยงามมากยิ่งขึ้น

สำหรับแผนการเปิดตัวของ UHG ในไตรมาสที่ 4 ปี 2565 จะเริ่มต้นด้วยแบรนด์ที่พักระดับกลาง (MidscaleAparthotel Brand) ตามมาด้วยการเปิดตัวแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทมาตรฐานระดับสูง (Luxury Scale Hotel & Resort) ในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 และจะประกาศแบรนด์พันธมิตรระดับอัลตร้าลักชัวรี่ (Ultra-Luxury) ในปีหน้า ซึ่งจะเป็นแบรนด์แฟชั่นระดับโลก

รวมถึงแผนการเนรมิต 2 อภิมหาแลนด์มาร์คใหม่ บนทำเลทองทั้งเหนือและใต้ของเกาะภูเก็ต ได้แก่ “Bay of Icons” จุดหมายปลายทางใหม่ที่จะเป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับนักลงทุนและนักเดินทางระดับไฮเอนด์จากทั่วโลก ตั้งอยู่บน “อ่าวปอ” ชายฝั่งทางเหนือของเกาะภูเก็ต ประกอบด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกสุดล้ำ บริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หรูหราอย่างแท้จริง และ “Entertainment Complex” ยูโทเปีย ดรีม (Utopia Dream) *ชื่ออย่างไม่เป็นทางการ อาณาจักรแห่งการพักผ่อนที่จะเต็มไปด้วยสีสันความสุขและกิจกรรมบันเทิงระดับโลก ที่จะผุดขึ้นในย่าน “ในหาน” ชายฝั่งทางใต้ของเกาะภูเก็ต

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น” ได้ที่เว็บไซต์ www.utopia.co.th

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “ยูโทเปีย ฮอสพิทอลลิตี้กรุ๊ป” ได้ที่ www.utopiahospitalitygroup.com

####

เกี่ยวกับ ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น (Utopia Corporation: UCORP)

ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2558 และเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในภูเก็ต ปัจจุบันดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รวม 10 แห่ง และบริหารโรงแรมในเครือ 1 แห่งในภูเก็ต ได้แก่ ยูโทเปีย ในหาน (Utopia Naiharn) ซึ่งได้รับรางวัล “Asia’s Top Emerging Hotel” จากการประกาศรางวัลของ Now Travel Asia รวมถึง ล่าสุดได้ร่วมมือกับ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี” (Tonino Lamborghini) ลักซัวรี่แบรนด์ในตำนานของอิตาลีที่มีชื่อเสียงด้านผลิตภัณฑ์และการออกแบบที่หรูหรา เตรียมเปิดให้บริการโรงแรมแห่งใหม่บนเกาะภูเก็ต ภายใต้แบรนด์ “โทนิโน ลัมโบร์กีนี” แห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งจะดำเนินงานภายใต้ Utopia Hospitality Group ซึ่งจะเป็นบริษัทเรือธงในการประกอบธุรกิจโรงแรมในเครือ Utopia Corporation ปัจจุบัน ยูโทเปีย คอร์ปอเรชั่น ได้พัฒนาโครงการแล้วถึง 10 โครงการ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 ยูนิต ครอบคลุมพื้นที่ก่อสร้างรวม 120,000 ตารางเมตร ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดยทุกโครงการต่างมุ่งเน้นการพัฒนาบนความสร้างสรรค์ที่ฉีกกฎเดิม ๆ ภายใต้สโลแกน “กล้าที่จะฝัน” (Dare To Dream) เพื่อตอบรับการใช้ชีวิตของยุคปัจจุบันที่ขับเคลื่อนด้วยโซเชียลมีเดีย รวมถึงกระตุ้นตลาดใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรม

1-10 of 136