Real Estate





“เซ็นทรัลพัฒนา” ต่อยอดแผนธุรกิจ 5 ปี ปั้นมิกซ์ยูสโมเดลใหม่ยกระดับคุณภาพชีวิต ประกาศลงทุน “เซ็นทรัล นครสวรรค์” และ “เซ็นทรัล นครปฐม

posted Nov 3, 2022, 9:51 PM by Maturos Lophong   [ updated Nov 3, 2022, 10:11 PM ]



“เซ็นทรัลพัฒนา” ต่อยอดแผนธุรกิจ 5 ปี ปั้นมิกซ์ยูสโมเดลใหม่ยกระดับคุณภาพชีวิต ประกาศลงทุน “เซ็นทรัล นครสวรรค์” และ “เซ็นทรัล นครปฐม” รวม 14,000 ล้านบาท เปิด Q1-Q2/2567 ปั้นเมืองศักยภาพ พาคู่ค้าเติบโตทั่วประเทศ

The Upscaling of Retail-Led Mixed-Use Development การยกระดับโครงการมิกซ์ยูสโมเดลใหม่ไปอีกขั้น ต่อยอดความสำเร็จโครงการมิกซ์ยูส ทั้งเซ็นทรัล โคราช, อยุธยา, ศรีราชา และจันทบุรี

• ผู้นำอสังหาฯ ปั้นเมือง Rising Cities บุกเบิกโอกาสธุรกิจ – “เซ็นทรัล นครสวรรค์” เมืองเศรษฐกิจใหม่น่าลงทุน เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ช่วยคู่ค้าขยายธุรกิจจากภาคกลางสู่ภาคเหนือ และ “เซ็นทรัล นครปฐม” เป็นศูนย์กลาง Satellite City รองรับการขยายตัวของเมือง

• สร้างเมืองใหม่ด้วยมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ใจกลางเมือง “เซ็นทรัล นครสวรรค์” The Elevating Gateway to the North บนพื้นที่ 42 ไร่ แลนด์มาร์กใหม่เพื่อการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพสำหรับ Multi-Generation และ “เซ็นทรัล นครปฐม” The Emerging Eco City บนพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ศูนย์กลางการใช้ชีวิตขนาดใหญ่ Sustainability Mixed-Use Development

• เจาะกลุ่มเป้าหมายกำลังซื้อสูง-ไลฟ์สไตล์คนเมือง ครอบคลุม Catchment กว่า 1 ล้านคนต่อโครงการ: “เซ็นทรัล นครสวรรค์” จับกลุ่มครอบครัว Multi-Generation และคนไทยเชื้อสายจีนใหญ่อันดับ 3 ของประเทศ และ “เซ็นทรัล นครปฐม” ตอบโจทย์คนนครปฐมไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ, นักเรียนนักศึกษา นักท่องเที่ยว พร้อมดึงคนจากราชบุรีและกาญจนบุรี




กรุงเทพฯ – บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน และผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าเซ็นทรัล, ที่พักอาศัย, อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ ตอกย้ำการเป็นผู้นำ Retail-Led Mixed-Use Development ต่อยอดแผนธุรกิจ 5 ปี (2565-2569) ประกาศโครงการมิกซ์ยูสแห่งใหม่ “เซ็นทรัล นครสวรรค์” เปิดไตรมาส 1/2567 และ “เซ็นทรัล นครปฐม” เปิดไตรมาส 2/2567 รวมงบลงทุน 14,000 ล้านบาท สร้างแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางเมือง ยกระดับศักยภาพของจังหวัดทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รวมถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมแผนช่วยคู่ค้าขยายธุรกิจทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และการเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ที่มีกำลังซื้อสูงและไลฟ์สไตล์คนเมือง พร้อม Synergy ในกลุ่มเซ็นทรัลด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ไม่เคยมีมาก่อน

ชม VDO 2 โครงการ คลิก https://www.youtube.com/watch?v=iBIscBWYTB





นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล Chief Development and Commercial Officer บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า “การขยาย Retail-Led Mixed-Use Development ของเซ็นทรัลพัฒนา มุ่งมั่นสร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่ง โดยตามแผนธุรกิจ 5 ปี เราลงทุนในธุรกิจหลักของเรารวมกว่า 120,000 ล้านบาท และขยายโครงการครอบคลุมกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งย้ำชัดถึงบทบาทของเราในการเป็น Place Maker ที่บุกเบิกเมืองศักยภาพ พร้อมทั้งยกระดับการใช้ชีวิตของผู้คน ชุมชน และช่วย Scaling Up การขยายธุรกิจของคู่ค้า ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความเจริญให้ประเทศ ดังเช่นโครงการมิกซ์ยูสที่ประสบความสำเร็จแล้วอย่างเซ็นทรัล โคราช รวมถึงโครงการที่อยู่ในแผนงานและเราได้บุกเบิกในส่วนของศูนย์การค้าไปแล้ว ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา, เซ็นทรัล ศรีราชา และเซ็นทรัล จันทบุรี”

The Upscaling of Retail-Led Mixed-Use Development การยกระดับโครงการมิกซ์ยูสโมเดลใหม่ไปอีกขั้น ทั้งในส่วนของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ การเชื่อมโยงกับชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตที่ชัดเจนมากขึ้น ดังนี้




1) New Frontier of Mixed-Use Development: การใช้แนวทางใหม่ๆ ทั้งการผสมผสาน Sustainability ที่จะเป็นมาตรฐานของการพัฒนาโครงการใหม่ๆ ต่อจากนี้ และการสร้าง Master Plan ที่เชื่อมโยงไปสู่ Neighbouring Component ใกล้เคียง, แลนด์มาร์คสำคัญในเมือง และชุมชนโดยรอบ

2) Urban Township: ยกระดับเมืองศักยภาพอย่างนครสวรรค์ ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและประตูสู่ภาคเหนือ และนครปฐม เป็น Center of Satellite City ที่รองรับการขยายตัวของเมือง โดยทั้งสองโลเคชั่น เซ็นทรัลพัฒนาได้บุกเบิกโครงการมิกซ์ยูสแห่งอนาคต ที่ใส่ใจทั้ง health & wellness, multi-generation lifestyles, nature, art & cultural เป็นต้น รวมไปถึงการเปิดพื้นที่เพื่อชุมชน เป็น Shared Space มากขึ้น

3) Customer & Tenant Centric: ทุกครั้งที่ขยายโครงการใหม่ ได้เล็งเห็นถึงกำลังซื้อและไลฟ์สไตล์ โดยใช้ Data-Driven Customer Insight ทั้งข้อมูลจาก The 1 และการลงทุนต่างๆ ของภาครัฐและเอกชน ทำให้สร้างสรรค์โครงการที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้ในเชิงลึก และช่วยให้พันธมิตรคู่ค้า Offer Merchandise-Mix ได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ขยายโอกาสสร้างความเติบโตทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังมี Synergy ของกลุ่มเซ็นทรัลเองก็มีการพัฒนาคอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ให้สอดคล้องไปกับโครงการด้วย

จากความสำเร็จในการขยายโครงการทั่วประเทศ จุดแข็งของเซ็นทรัลพัฒนาคือการเล็งเห็นศักยภาพและเจาะเมืองเศรษฐกิจใหม่ได้อย่างแม่นยำ โดยการขยายโครงการใหม่ “เซ็นทรัล นครสวรรค์” และ “เซ็นทรัล นครปฐม” ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อ “สร้างเมืองใหม่-เจาะกลุ่มรายได้สูงมีไลฟ์สไตล์แบบคนเมือง-ขยายโอกาสธุรกิจเพื่อคู่ค้า”


“เซ็นทรัล นครสวรรค์” – The Elevating Gateway to the North ปั้นเมืองเศรษฐกิจแห่งใหม่ สร้างโครงการมิกซ์ยูสใจกลางเมือง พร้อมการใช้ชีวิตตอบโจทย์ Multi-Generation Community มูลค่าโครงการ 5,800 ล้านบาท บนที่ดิน 42 ไร่ ประกอบด้วยศูนย์การค้า GFA 76,000 ตร.ม. เปิดให้บริการช่วงไตรมาส 1/2567, โรงแรม 200 ห้อง, คอนโดมิเนียม และ Urban Park ขนาดใหญ่ 2 ไร่ นอกจากนี้ ยังมี Neighbouring Component อย่างโรงพยาบาลชั้นนำที่เชื่อมโยงอยู่บน Master Plan ของโครงการ

1) New Rising Economic City: ศูนย์กลางเศรษฐกิจแห่งภาคเหนือตอนล่าง

• Gateway to the north และตั้งอยู่บนแนวพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจแนวเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridors (NSEC) และแผนเมกะโปรเจ็คของภาครัฐ เช่น รถไฟความเร็วสูงสายเหนือ, รถไฟทางคู่สายนครสวรรค์-แม่สอด และส่วนต่อขยายของทางรถไฟสายเหนือ

• Logistic Hub เซ็นทรัล นครสวรรค์ จะเป็นอีกหนึ่ง Hub สำคัญที่เชื่อมโยงโครงการของเซ็นทรัลพัฒนาในภาคกลางและภาคเหนือ ช่วย connecting the dots เพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ให้กับคู่ค้าผู้เช่า ในการขยายโอกาสทางธุรกิจ


2) Hub of Cultural Tourism: เมืองท่องเที่ยว เอกลักษณ์วัฒนธรรมไทย-จีน เมืองปากน้ำโพ ต้นกำเนิดแม่น้ำเจ้าพระยา มีชุมชนชาวจีนใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ และเทศกาลตรุษจีนก็เป็นหนึ่งในเทศกาลใหญ่ของจังหวัด รองจากกรุงเทพฯ และภูเก็ต การดีไซน์ภายในศูนย์การค้าจึงชู Local Essence ผสมผสาน Thai-Chinese Culture เป็นอีกหนึ่ง Attraction ที่จะทำให้นครสวรรค์เป็นมากกว่าเมืองผ่าน สู่เมืองท่องเที่ยวที่ผู้คนต้องมาเยือน

3) Affluent Multi-Generation Families: กลุ่มครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน กำลังซื้อสูง หลากหลายช่วงวัย ไลฟ์สไตล์คนเมือง

• GPP (ผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว): กว่า 120,000 บาทต่อปี ซึ่งเทียบเท่าขอนแก่น

• Household Income: มากกว่า 21,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าเชียงราย

• Multi-Generation Thai-Chinese Families: ครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน คนรวยนครสวรรค์ คือกลุ่มนักธุรกิจ คุ้นเคยกับ Urban lifestyle โดยจากข้อมูลที่เรามี ชาวนครสวรรค์เดินทางมาช้อปที่สาขาในกรุงเทพฯ จำนวนมาก อันดับหนึ่งคือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว, รองลงมาที่เซ็นทรัลเวิลด์

• Catchment Area: กว่า 1,000,000 คน รวมประชากรในนครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ กำแพงเพชร, อุทัยธานี, ชัยนาท, ลพบุรี และพิจิตร

• Housing Growth: อสังหาฯ ที่อยู่อาศัยเติบโต 6% ใน 5 ปี ราคาเฉลี่ยประมาณ 2.5 ล้านบาท

4) Landmark of Quality Living: แลนด์มาร์กใหม่เพื่อชีวิตที่มีคุณภาพ

• Urban Park ขนาดใหญ่ 2 ไร่: ออกแบบให้เป็น Multi-Generation Space สำหรับทุกคนทุกวัยในครอบครัว ประกอบด้วย Playground, Pet’s Park และไฮไลท์อย่าง Longevity Hill ที่ดีไซน์ให้เป็น Vertical Walkway มี running track, bike track

• การดีไซน์ Wellness Zone ภายในโครงการให้เชื่อมโยงกับ Neighbouring Component อย่างโรงพยาบาล ประกอบด้วย Fitness, Sport Anchors, Beauty Services เป็นต้น

• คอนเซ็ปต์ดีไซน์ represent เมืองปากน้ำโพ ผสมผสาน Chinese meets Thai Culture เข้ามาในส่วนต่างๆ

• Unique Zones: รวมกว่า 400 แบรนด์ ซึ่งมีการออกแบบแต่ละโซนแบบ Holistic View ที่เชื่อมโยงแต่ละโซนอย่างเช่น Chinese Village ที่ประกอบด้วย Food Destination, Chinese Market, Authentic Café, Supermarket

• Retail Magnet: Synergy within Central Group: Central Department Store, Supersports, PowerBuy, Tops, B2S, Officemate, go! WOW





“เซ็นทรัล นครปฐม” – The Emerging Eco City สร้างเมืองใหม่ ศูนย์กลางการใช้ชีวิตขนาดใหญ่ Sustainability Mixed-Use Development เมืองคนรุ่นใหม่ ใส่ใจความยั่งยืนและพื้นที่ Co-Creation สำหรับทุกคน มูลค่าโครงการ 8,200 ล้านบาท บนที่ดินเกือบ 100 ไร่ ประกอบด้วยศูนย์การค้า GFA 69,000 ตร.ม. เปิดให้บริการช่วงไตรมาส 2/2567, โรงแรม 200 ห้อง, คอนโดมิเนียม, หมู่บ้านจัดสรรและ Urban Park ขนาดใหญ่ 4 ไร่

1) Center of Satellite City: สร้างเมืองใหม่ ยกระดับคุณภาพชีวิต

• เป็น Strategic Move ในการขยายไปภาคตะวันตกโดยมีนครปฐมเป็น ประตูเชื่อมไปยังจังหวัดใกล้เคียงคือราชบุรี และกาญจนบุรี

• ทำเลดีใกล้มหาวิทยาลัยและสถานที่สำคัญ ทำหน้าที่เป็น Center ของเมือง ตอบโจทย์ลูกค้าได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เดินทางสะดวกด้วยมอเตอร์เวย์ บางใหญ่-กาญจนบุรี และมอเตอร์เวย์ ชลบุรี-สระบุรี-นครปฐม

• ยุทธศาสตร์จังหวัดในการเป็ฯ Smart City และ Eco Industrial Town หรือเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ที่สร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม และสังคมชุมชน




2) Heritage and Nature: เมืองท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และธรรมชาติ

• Heritage: มีเสน่ห์ของเมืองเก่า และความรุ่งเรืองของ “อู่อารยธรรม” และแลนด์มาร์กสำคัญอย่างพระปฐมเจดีย์ โครงการเซ็นทรัล นครปฐมจึง เข้ามาต่อยอดความเป็นเมืองที่มีเสน่ห์และมีเรื่องราว

• Nature: เมืองที่มีพื้นที่สีเขียวตามธรรมชาติถึง 35-40% ของพื้นที่สีเขียวทั้งหมดของจังหวัด โครงการเซ็นทรัล นครปฐม ยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ให้กับเมืองด้วย

3) Attractive & Powerful Spenders: กลุ่มเป้าหมายชัด เมืองคนรุ่นใหม่ และมีรายได้สูง

• ติดอันดับ 10 จังหวัดที่มี GPP (ผลิตภัณฑ์จังหวัดต่อหัว) สูงที่กว่า 375,000 บาท มีความเติบโตทางเศรษฐกิจ

• รายได้ครัวเรือนสูง เติบโตจากปีที่แล้วถึง 5% อยู่ที่ประมาณ 34,000 บาท ต่อเดือน

• Catchment Area: ครอบคลุมประชากรกว่า 1,000,000 คน และยังขยาย New Catchment ไปราชบุรี กาญจนบุรี

• ตอบโจทย์ของคนในเมืองในช่วงระหว่างสัปดาห์ คนในนครปฐม, คนทำงาน, นักเรียนนักศึกษากว่า 200,000 คน เป็น Universities Hub นับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มประชากรหลักของเมือง เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ชีวิต เรียนหนังสือ ไม่ได้แค่เดินทางไป-กลับ




• ตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนักเดินทางที่มาพักผ่อนในช่วงสุดสัปดาห์ โดยมีตัวเลขนักท่องเที่ยวกว่า 4 ล้านคนต่อปี เป็นชาวไทย 97%, ต่างชาติ 3%


4) New Urban Landmark: มิกซ์ยูสโมเดลใหม่ ใหญ่ที่สุดในเมือง ที่ Integrate พื้นที่ Semi-Outdoor เข้ากับพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่

• The First Urban Park ของนครปฐม ขนาดใหญ่ 4 ไร่ นำความสำเร็จในการสร้างพื้นที่ Semi-Public จากเซ็นทรัล จันทบุรีมาไว้ที่นี่ด้วย แต่ที่นครปฐมจะโดดเด่นด้วย พื้นที่กิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว, Community Leisure Park และพื้นที่งาน Art & Craft และพื้นที่ Co-Creation กับกลุ่มนักเรียน นักศึกษาหรือ Young Co-Creator / Younger Mind

• First sustainable shopping center ของนครปฐม ด้วยมาตรฐาน Green Building มี Sustainable Design อาทิ Natural Light, Solar Roof ลดการใช้พลังงาน, Waste Management



• นำโดยพันธมิตรธุรกิจในกลุ่มเซ็นทรัล ได้แก่ B2S, Office Mate, PowerBuy, Tops Market, Supersports, go! WOW โซนไฮไลท์อื่นๆ อาทิ Pathom Landmark: สะท้อนความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของคนนครปฐม, Pathom Samosorn: Authentic Lifestyle Food Destination กับพื้นที่ Semi-Outdoor Market และ Pathom Club เป็น Sport Fashion Destination ประกอบด้วยสินค้า Sport Fashion, Gadget, Fitness และ Running Track ที่เชื่อมต่อกับโซน Park ที่อยู่ใจกลางโครงการ

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) มุ่งมั่นสร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่งด้วย แผนลงทุน 5 ปี มูลค่า 120,000 ล้านบาท เดินหน้าตามแผน “Retail-Led Mixed-Use Development” ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการพัฒนาธุรกิจหลัก ได้แก่ ศูนย์การค้า 50 โครงการทั้งในและต่างประเทศและคอมมูนิตี้ มอลล์ 17 แห่ง, ที่อยู่อาศัยรวมกว่า 70 โครงการ, อาคารสำนักงานรวม 13 โครงการ, และโรงแรมรวม 37 โครงการ พร้อมทั้งขับเคลื่อนสู่อนาคตภายใต้เจตจำนงค์ของแบรนด์ Imagining better futures for all ด้วยการสร้างและพัฒนาพื้นที่ที่มีคุณภาพเพื่อดูแลคนและชุมชน รวมถึงสิ่งแวดล้อมให้เติบโตควบคู่ไปกับการเดินหน้าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศไทย

PROUD บุกตลาดเรียลดีมานด์ด้วยแนวคิด More Than Just Living ขยายสู่ CBD

posted Sep 15, 2022, 2:22 AM by Maturos Lophong


PROUD บุกตลาดเรียลดีมานด์ด้วยแนวคิด More Than Just Living
ขยายสู่ CBD พร้อมเปิดโครงการใหม่มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท




PROUD เผยแนวคิด “More Than Just Living” สัมผัสการใช้ชีวิตที่มากกว่า ตอบทุกโจทย์ของการอยู่อาศัย เน้นบุกตลาดเรียลดีมานด์ พร้อมเติบโตในตลาดลักชัวรี่อสังหาฯ ทำเลหายากย่าน CBD (Central Business District) เผย portfolio 4 โครงการ มูลค่ารวม 10,000 ล้านบาท มั่นใจปีนี้กวาดรายได้ทำกำไร พร้อมตั้งงบ 5,000 ล้านบาทเดินหน้าซื้อที่ดิน-ขยายโครงการสร้างรายได้ต่อเนื่องในอีก 2 ปี






นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ เปิดเผยว่า PROUD เน้นการพัฒนาโครงการออกแบบที่อยู่อาศัยและบริการภายใต้แนวคิด “More Than Just Living - สัมผัสการใช้ชีวิตที่มากกว่า” ด้วย 3 คุณค่า เพื่อสร้างประสบการณ์และความแตกต่างให้ลูกค้า รวมถึงสังคม ประกอบด้วย

Sense Of Hospitality (การดูแลเอาใจใส่ในการบริการ) การดูแลที่มากกว่าแค่เรื่องบ้าน แต่รวมถึงการสร้างคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และการมีสุขภาพที่ดี

Value Of Home Being (คุณค่าที่แท้จริงของบ้านหรือที่อยู่อาศัย) การออกแบบพื้นที่และฟังก์ชั่นเพื่อการอยู่อาศัยที่ดีที่สุดผ่านการวิจัยค้นคว้าที่เข้าใจในไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

Harmonious Living (การผสานต่อความเป็นมา อย่างกลมกลืนแต่โดดเด่น) ด้วยการศึกษาพื้นที่และวิถีชีวิต เพื่อนำมาออกแบบอสังหาริมทรัพย์สไตล์พราว

พร้อมดึง Partner ผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการด้านสุขภาพ การบริหารงานบริการของโครงการระดับโลก และอีกหลากกลุ่มธุรกิจมาร่วมสร้างสรรค์รูปแบบการใช้ชีวิตที่มากกว่า ตั้งแต่การออกแบบที่อยู่อาศัยจนถึงการบริการหลังการขาย

“More Than Just Living” คือ หัวใจหลักในการพัฒนาทุกโครงการของ PROUD ถือเป็นจุดเด่นและได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้ามาโดยตลอด เริ่มที่ความสำเร็จจากโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน (InterContinental Residences Hua Hin) ที่ถือเป็น World Class Branded Residences หนึ่งเดียวในไทย ภายใต้แบรนด์อินเตอร์คอนติเนนตัล




นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า PROUD พร้อมก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ บนทำเลที่มีศักยภาพ เปิดโครงการไม่มากแต่เน้นการออกแบบและบริการที่ดีที่สุด มีมูลค่าเหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่เป็นเรียลดีมานด์ เพื่อการอยู่อาศัยจริงและเพื่อการลงทุน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มากกว่า

ทั้งนี้ โครงการใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้จะเข้ามาเสริมศักยภาพการเติบโตของบริษัท ประกอบด้วย โครงการเวหา (VEHHA) มูลค่าโครงการราว 2.29 พันล้านบาท เปิดขายในช่วงเดือน ก.ย. 2565 เริ่มก่อสร้างในไตรมาส 4/2565 คาดจะสามารถทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปี 2568

โครงการวี อารีย์ (VI ARI) บ้านเดี่ยวใจกลางอารีย์ มูลค่ารวม 507 ล้านบาท โดยมีราคาขายต่อหลังประมาณ 70 ล้านบาท คาดจะเปิดตัวในช่วงไตรมาส 4/2565 และโครงการคอนโดมิเนียม ย่านคอนแวนต์ มูลค่ารวม 3.9 พันล้านบาท คาดว่าทยอยรับรู้รายได้เข้ามาในช่วงปี 2569 รวมโครงการที่อยู่ระหว่างการขาย และโครงการใหม่ทั้งสิ้น 4 โครงการมีมูลค่ารวม 10,510 ล้านบาท พร้อมเตรียมงบซื้อที่ดินในปี 2565-66 จำนวน 5,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยผลักดันให้รายได้ของบริษัทเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า ทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังจะเห็นการเติบโตของรายได้อย่างเด่นชัด โดยจะสามารถพลิกกลับมาเป็นกำไรได้ในช่วงไตรมาส 3/2565 พร้อมตั้งเป้าหมายรับรู้รายได้ 3,400 ล้านบาท ภายในปี 2565 จากการโอนโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน ที่ผ่านมาแม้อยู่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 บริษัทสามารถกวาดยอดขายกว่า 3.5 พันล้านบาท 92.5%

ทั้งนี้จากการปรับโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาการบริการหลังการขาย ปรับภาพลักษณ์แบรนด์ เสริมฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง รวมถึงเตรียมความพร้อมต่างๆ ภายในองค์กรควบคู่กับการวิจัยศึกษาตลาดและพฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย ให้เข้าใจในความต้องการของลูกค้า ส่งผลให้การพัฒนาโครงการอสังหาของบริษัท สามารถตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ



อนึ่ง บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี่ ที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาโครงการอินเตอร์คอนติเนนตัล เรสซิเดนเซส หัวหิน คอนโดมีเนียมระดับ World Class Branded Residences โครงการที่พักอาศัยแห่งแรกและแห่งเดียวในไทยบนที่ดินติดชายหาด ใจกลางเมืองหัวหิน สามารถตอบรับความต้องการกลุ่มเป้าหมายได้อย่างลงตัว ถือเป็นโครงการต้นแบบ พร้อมส่งต่อรูปแบบการใช้ชีวิตที่มากกว่า ภายใต้แนวคิด “More Than Just Living” สู่ทุกโครงการของ PROUD ในอนาคต 



เอสซีจี เร่ง 5 กลยุทธ์ ฝ่ามรสุมวิกฤติซ้อนวิกฤติ เงินเฟ้อ-ราคาพลังงานพุ่ง-โลกรวน

posted Jul 31, 2022, 10:56 PM by Maturos Lophong


เอสซีจี แถลงผลประกอบการไตรมาส 2 และครึ่งแรกของปี 2565 การเงินแข็งแกร่ง

เร่ง 5 กลยุทธ์ ฝ่ามรสุมวิกฤติซ้อนวิกฤติ เงินเฟ้อ-ราคาพลังงานพุ่ง-โลกรวน

กรุงเทพฯ : 27 กรกฎาคม 2565 – ผลประกอบการเอสซีจี ไตรมาส 2 ปี 2565 ยอดขายยังโตต่อเนื่อง แม้กำไรจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน การเงินแข็งแกร่ง ปันผล 6 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD 10 ส.ค.นี้ ชู 5 กลยุทธ์ รับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก 1.) รัดเข็มขัด ลดต้นทุน เร่งเพิ่มเชื้อเพลิงชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ 2.) ผลักดันนวัตกรรม สินค้าและบริการใหม่ๆ ต่อเนื่อง 3.) เพิ่มสภาพคล่องการเงิน 4.) คุมเข้มการลงทุนตามกลยุทธ์อย่างรอบคอบ เผย LSP คืบหน้าร้อยละ 96 ลงทุนธุรกิจรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์รายใหญ่เนเธอร์แลนด์ 5.) เร่ง ESG ดันนวัตกรรมรักษ์โลก เดินหน้าฝึกอาชีพ ลดเหลื่อมล้ำ สร้างรายได้มั่นคง





นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “แม้สถานการณ์ทั่วโลกยังมีความผันผวน เป็นภาวะวิกฤติซ้อนวิกฤติ ทั้งเงินเฟ้อ การขึ้นดอกเบี้ย ต้นทุนพลังงาน-วัตถุดิบเพิ่มสูง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) แต่เอสซีจีได้เร่งปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจและสถานะการเงินของเอสซีจียังคงแข็งแกร่ง เร่งนวัตกรรม สินค้าและบริการ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ภายใต้ฉลาก SCG Green Choice รวมทั้งนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งด้านความปลอดภัย สะดวกสบาย รับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการจากการเปิดประเทศ ในขณะเดียวกัน ยังพิจารณาการลงทุนอย่างเข้มงวด ชะลอโครงการใหม่ที่ไม่เร่งด่วน มุ่งโครงการที่สามารถสร้างผลตอบแทนเร็ว และเป็นไปตามกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว ทั้งโครงการปิโตรเคมีครบวงจร LSP ที่เวียดนาม และการลงทุนของ SCGP ในธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ ในเพอเธ่ (Peute) ผู้ดำเนินธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์




งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 2 ประจำปี 2565 มีรายได้จากการขาย 152,534 ล้านบาท ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ จากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาตลาด โดยมีกำไรในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 เท่ากับ 9,937 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 42 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบของธุรกิจเคมิคอลส์ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก รวมถึงส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมของธุรกิจเคมิคอลส์ลดลง อย่างไรก็ตาม กำไรในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากไตรมาสก่อน จากเงินปันผลรับจากการลงทุนในธุรกิจอื่น

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2565 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 305,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรในครึ่งแรกของปี 2565 เท่ากับ 18,781 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 41 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากต้นทุนวัตถุดิบของธุรกิจเคมิคอลส์ที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง อนึ่ง ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ธุรกิจปิโตรเคมีได้รับอานิสงส์จากวิกฤติฤดูหนาวที่รุนแรงในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้กำลังการผลิตในตลาดโลกลดลง




ครึ่งปีแรกของปี 2565 เอสซีจีมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 104,332 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ (New Products Development – NPD) และ Service Solution เช่น ปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี สูตรไฮบริด ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Hybrid Cement) และ กระเบื้องยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย (Hygienic Tiles) คิดเป็นร้อยละ 17 และ 5 ของรายได้จากการขายรวม ตามลำดับ

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในครึ่งปีแรกของปี 2565 ทั้งสิ้น 135,822 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 45 ของยอดขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมูลค่า 903,137 ล้านบาท โดยร้อยละ 45 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน (นอกเหนือจากประเทศไทย)





ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 2 และครึ่งปีแรกของปี 2565 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ หรือ SCGC ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 มีรายได้จากการขาย 66,789 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันธุรกิจมีปริมาณการขายลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,704 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน แต่ลดลงร้อยละ 64 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2565 SCGC มีรายได้จากการขาย 135,951 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาขายผลิตภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 7,292 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 62 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 มีรายได้จากการขาย 52,881 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกลยุทธ์การขายสินค้า ส่งผลให้รายได้เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและภูมิภาค ซึ่งได้ช่วยชดเชยกับความต้องการสินค้าที่ชะลอตัวลงและส่งผลกระทบกับยอดขายในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,668 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 32 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานและต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่ลดลงร้อยละ 28 จากไตรมาสก่อน

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2565 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 103,771 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,976 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 25 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

SCGP ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 มีรายได้จากการขาย 37,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Business) ในกลุ่มสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะประเทศเวียดนาม และการเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศฟิลิปปินส์ (UPPC 3) การปรับราคาสินค้าให้สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการเติบโตของธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Business) จากการเพิ่มขึ้นของทั้งราคาเยื่อกระดาษ และยอดขายบรรจุภัณฑ์อาหาร โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,856 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 18 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 จากไตรมาสก่อน

สำหรับผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2565 SCGP มีรายได้จากการขาย 74,616 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 31 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของทุกสายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการรวมผลการดำเนินงานของ Duy Tan, Intan Group และ Deltalab การปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงปริมาณความต้องการบรรจุภัณฑ์กระดาษ และบรรจุภัณฑ์อาหารที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,514 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 20 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน”

นายรุ่งโรจน์ กล่าวต่อว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังมีความไม่แน่นอนสูง เอสซีจีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และเร่งดำเนินการภายใต้ 5 กลยุทธ์ ประกอบด้วย 1.) ลดต้นทุน เพิ่มพลังงานทางเลือก 2.) พัฒนานวัตกรรม สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มใหม่ๆ ต่อเนื่อง 3.) เพิ่มสภาพคล่องการเงิน 4.) คุมเข้มการลงทุนตามกลยุทธ์อย่างรอบคอบ 5.) เดินหน้า ESG ด้วยแนวทาง ESG 4 Plus

1.) ลดต้นทุน เพิ่มพลังงานทางเลือก ด้วยการใช้เทคโนโลยีเพื่อการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดของเสียจากการดำเนินงาน และเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก อาทิ เชื้อเพลิงชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกร้อยละ 16.4

2.) พัฒนานวัตกรรม สินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มใหม่ ๆ ต่อเนื่อง ตลอดจนหาตลาดใหม่ เพื่อสร้างความแตกต่าง เพิ่มโอกาสในการแข่งขัน นวัตกรรมเคมีภัณฑ์ อาทิ “พลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงชนิดไร้กลิ่น” (High Quality Odorless PCR) สำหรับบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกของสินค้าที่ต้องการเน้นกลิ่นหอมโดยเฉพาะ “สารเคลือบชั้นฟิล์มป้องกันการซึมผ่านของอากาศ” (Barrier Coating Technology) ช่วยทดแทนการใช้วัสดุที่หลากหลายของบรรจุภัณฑ์ ให้เหลือเพียงพลาสติกประเภทเดียวกันทั้งชิ้นงาน (Mono-Material) จึงรีไซเคิลได้ง่าย นวัตกรรมเพื่อการอยู่อาศัยที่ดี เช่น “SCG HVAC Air Scrubber” ระบบบำบัดอากาศเสีย พร้อมลดภาระการทำความเย็นของระบบปรับอากาศ สำหรับอาคารขนาดใหญ่ ประหยัดค่าไฟได้ร้อยละ 20-30 “กระเบื้องยับยั้งแบคทีเรีย ก๊อกน้ำและสุขภัณฑ์ไร้สัมผัส และสุขภัณฑ์เคลือบสาร Ultraclean+” จาก COTTO Health& Clean ช่วยลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย นวัตกรรมการก่อสร้าง ภายใต้แบรนด์ “CPAC Green Solution” มุ่งใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับโซลูชันการก่อสร้างใหม่ๆ อาทิ Farm Solution บริการออกแบบและก่อสร้างฟาร์มครบวงจร เสร็จไว ได้มาตรฐานตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (Bio Security) และ Gas Station Solution บริการออกแบบและก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันแบบครบวงจร นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ อาทิ “เฟสท์ ชิลล์” บรรจุภัณฑ์อาหารทำจากกระดาษ เคลือบฟิล์มลอกออกได้ สะดวกต่อการรีไซเคิลและย่อยสลายได้ ดีไซน์แข็งแรงเหมาะกับการเดลิเวอรี

3.) เพิ่มสภาพคล่องการเงิน ด้วยการบริหารเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ให้อยู่ในระดับเหมาะสม บริหารปริมาณสินค้าคงคลังให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ติดตามการให้สินเชื่อการค้าอย่างใกล้ชิด รวมถึงเสริมสภาพคล่องโดยการดำเนินการออกหุ้นกู้ ในรูปแบบ หุ้นกู้ดิจิทัล ของ SCGP ในวันที่ 1 สิงหาคม 2565

4.) คุมเข้มการลงทุนตามกลยุทธ์อย่างรอบคอบ ทบทวนการลงทุน ชะลอโครงการใหม่ที่ไม่เร่งด่วน หรือใช้ระยะเวลายาวนานกว่าจะได้ผลตอบแทน มุ่งโครงการที่ได้ผลตอบแทนเร็ว และสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตของธุรกิจ อาทิ โครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนาม มีความคืบหน้าตามแผนร้อยละ 96 พร้อมดำเนินการเชิงพาณิชย์ในครึ่งปีแรกของปี 2566 ล่าสุด SCGP ได้ขยายการลงทุนในธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์ (Packaging Materials Recycling Business) ใน Peute Recycling B.V. ผู้ดำเนินธุรกิจรีไซเคิลวัสดุบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในเนเธอร์แลนด์ และลงทุนใน Imprint Energy Inc. สหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่ผลิตด้วยการพิมพ์ (Printed battery) มีศักยภาพในการเติบโต สามารถนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาขยายสู่ภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต รวมทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ในสำหรับบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะได้ด้วย

5.) เดินหน้า ESG ด้วยแนวทาง ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ ภายใต้ความเชื่อมั่น โปร่งใส) โดยในครึ่งปีแรกของปี 2565 มียอดขายนวัตกรรมรักษ์โลก ภายใต้ฉลาก SCG Green Choice เท่ากับ 153,240 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 50 ของยอดขายรวม

เอสซีจี มุ่งลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจ โดยมีผู้เข้าร่วมในครึ่งปีแรกของปี 2565 จำนวน 4,366 คน ครอบคลุมใน 3 มิติ ประกอบด้วย การฝึกอาชีพสร้างรายได้ยั่งยืน เช่น เสริมทักษะให้ความรู้เพิ่มมูลค่าสินค้าชุมชน ฝึกอาชีพคนพิการ ฝึกทักษะช่างปรับปรุงที่อยู่อาศัย ฝึกอาชีพที่ตลาดต้องการแก่เยาวชน การยกระดับทักษะฝีมือเพื่อความมั่นคงทางอาชีพ เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง และการขยายโอกาสในการทำงาน เช่น ให้สินเชื่อผู้รับเหมาเพื่อเสริมสภาพคล่องซื้อวัสดุก่อสร้าง โดยบริษัท สยาม เซย์ซอน

ล่าสุด เอสซีจี จัดงาน ESG Symposium 2022 มีผู้เข้าร่วมงานที่เอสซีจีและออนไลน์กว่า 130,000 คน ผนึกความร่วมมือ 315 พันธมิตรทุกภาคส่วน แก้วิกฤติโลกรวน ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมขยายข้อสรุปจากการระดมความคิดในงาน สู่การปฏิบัติจริง ทั้งแนวทางจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือสร้างนวัตกรรมมุ่งสู่ Net Zero เพื่อเร่งทำ Roadmap การสร้างนวัตกรรมที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนที่ดีที่สุดมาใช้ในไทย และแนวทางความร่วมมือสร้างสังคมคาร์บอนต่ำของภาคเอกชน 60 องค์กร ครอบคลุมมิติด้านพลังงานทางเลือก เศรษฐกิจหมุนเวียน การบริโภคอย่างยั่งยืน ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงและกลุ่มคนรุ่นใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและแก้ไขวิกฤติต่างๆ ร่วมกัน

นอกจากนี้ เอสซีจี ยังได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (TCA) และ Global Cement and Concrete Association (GCCA) จัดทำ “Thailand Chapter : Net Zero Cement & Concrete Roadmap” โดยได้นำเสนอในที่ประชุมสมาคมผู้ผลิตซีเมนต์รายใหญ่ระดับโลก GCCA CEO Gathering 2022 เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในธุรกิจซีเมนต์และคอนกรีตทั่วโลก

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 2565 ในอัตรา 6.0 บาทต่อหุ้น เป็นเงิน 7,200 ล้านบาท โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2565 กำหนดผู้ที่ไม่มีสิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันพุธที่ 10 สิงหาคม 2565 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม 2565” นายรุ่งโรจน์ กล่าวสรุป

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำภาพเจ้าตลาด Real Demand ขยายโซนเมืองนนท์ ผุดโปรเจคใหม่

posted Jun 23, 2022, 1:29 AM by Maturos Lophong


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ตอกย้ำภาพเจ้าตลาด Real Demand ขยายโซนเมืองนนท์ ผุดโปรเจคใหม่

‘ลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย’ พร้อมปรับดีไซน์เพื่อยกระดับแบรนด์



นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ทุ่มงบกว่า 1,400 ล้านบาท เปิดตัวโครงการบ้านคุณภาพในทำเลฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ซึ่งกวาดกำลังซื้อย่านนนทบุรี เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสในเรื่องทำเลที่มีศักยภาพและโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต





ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนาโครงการใหม่ๆ สู่มือผู้บริโภค โดยยังคงมุ่งเน้นนำเสนอบ้านคุณภาพเพื่อเจาะกลุ่ม real demand สืบเนื่องจากความต้องการของตลาดกลุ่มนี้ซึ่งยังมีปริมาณความต้องการที่ชัดเจน แม้จะมีสถานการณ์การของแพร่ระบาด



 “กว่า 30 ปีที่บริษัทฯ ได้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ป้อนสู่ตลาด เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเรากำลังสร้างบ้านสำหรับใคร สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่เราคิดอยากจะทำ แต่สิ่งต่างๆที่หลอมรวมออกมาเป็นบ้านทุกหลัง เราสร้างบนพื้นฐานความต้องการของผู้บริโภคเป็นสำคัญ และนำมาต่อยอดให้ความต้องการเหล่านั้นครบครันยิ่งขึ้น ด้วยการมองเทรนด์ในอนาคตเพื่อให้การอยู่อาศัยในทุกโครงการของเราสมบูรณ์แบบที่สุด” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงความตั้งใจในการพัฒนาบ้านเพื่อผู้บริโภค





ด้วยพลังสร้างสรรค์ด้านการออกแบบ ที่ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยในแต่ละยุค ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้นำจุดแข็งที่มี คือการออกแบบที่ผสานความสวยงามเข้ากับการสร้างสรรค์พื้นที่ใช้สอยไว้อย่างลงตัว เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ผู้บริโภค ที่สำคัญเมื่อบ้านเป็นที่ต้องการ มูลค่าในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในปี 2565 บริษัทฯ ได้ปรับโฉมแบรนด์บ้านกลุ่มแลนซีโอใหม่ทั้งหมด เมื่อสัมผัสจะรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่แฝงไปด้วยความหรูหราในสไตล์ฝรั่งเศส French Colonial Style ถือเป็นเทรนด์ยอดนิยมของผู้บริโภคไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งใส่แนวคิดบ้านนวัตกรรม LI (Lalin Innovation for Living) ที่นำไปสู่การอยู่อาศัยในรูปแบบสมาร์ท ลีฟวิ่ง ฟังก์ชัน (Smart Living Function) เพื่อมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยรูปแบบใหม่อย่างเหนือระดับ ทำให้ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี และสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญให้แก่แบบบ้านในตลาดกับความพยายามครั้งใหม่ ที่มุ่งสร้างมาตรฐานการอยู่อาศัยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดการใช้พลังงานให้เกิดขึ้นจริงอย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาสู่อัตลักษณ์ที่สะท้อนความเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม “การปรับโฉมกลุ่มบ้านแบรนด์แลนซีโอ (Lanceo) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ที่ตอบรับวิถีการใช้ชีวิตของคนไทยที่เปลี่ยนไป เพราะบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องเติมเต็มความต้องการทั้งการอยู่อาศัย และรองรับการใช้ชีวิตในรูปแบบ Work From Home / Study Online หรือแม้กระทั่งปรับมาเป็นห้องผู้สูงอายุรับสังคมสูงวัยในอนาคตได้อีกด้วย ซึ่งทุกอย่างที่กล่าวมานี้รวมอยู่ในบ้านแบรนด์แลนซีโอโฉมใหม่ของเรา” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงพัฒนาการด้านการออกแบบล่าสุดของบริษัทฯ ในกลุ่มบ้านแบรนด์แลนซีโอ





ทั้งนี้ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน นอกจากความโดดเด่นด้านการออกแบบที่จะมีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภคแล้ว ‘ทำเล’ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคด้วยเช่นกัน “หากผู้บริโภคเสิร์ชหาโครงการต่างๆ ของ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะพบว่าโครงการของเราทั้งหมด ตั้งอยู่ในย่านชุมชนที่มีศักยภาพและพร้อมจะเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคต เพราะเราเชื่อว่าหากพัฒนาโครงการด้วยแนวคิดการออกแบบที่ดีมากเท่าไหร่ แต่โครงการดังกล่าวกลับไปตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่มีศักยภาพ มูลค่าโครงการในอนาคตก็จะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องทำเล โดยโครงการนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูง มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการคมนาคมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง การขยายถนนเชื่อมต่อเส้นทางหลัก รวมถึงการพัฒนาโครงการระดับเมกกะโปรเจคทั้งของภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาสู่ย่านสำคัญของที่อยู่อาศัยคุณภาพที่ใกล้กรุงเทพฯ โดยฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ได้ถูกวางยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนสู่เมืองอัจฉริยะต้นแบบอีกด้วย” นายชูรัชฏ์ กล่าวถึงความสำคัญของทำเลที่มีผลโดยตรงต่อมูลค่าโครงการในอนาคต




โดยโครงการลลิลทาวน์ ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 52 ไร่ มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์แลนซีโอ คริป รวม 114 ยูนิต และ โครงการทาวน์โฮมแบรนด์ ไลโอ รวม 344 ยูนิตซึ่งถือเป็นโครงการที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย ใกล้ทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร เชื่อมต่อ ถนนชัยพฤกษ์-แจ้งวัฒนะ ,ถนนราชพฤกษ์-สาทร ,ถนนกาญจนาภิเษกฯ และถนนรัตนาธิเบศร์-งามวงศ์วาน หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าสายสีม่วงและสายสีชมพู ที่เข้าสู่ใจกลางเมืองได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังใกล้ห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต สถานพยาบาลอย่างโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระในวันพักผ่อน ภายในโครงการมีฟิตเนสวิวสวน และสวนส่วนกลางสีเขียวขนาดใหญ่ พร้อมระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เรียกว่าสะดวกครบจบในที่เดียว โดยโครงการบ้านเดี่ยวแบรนด์แลนซีโอ คริป ชัยพฤกษ์-ไทรน้อย ที่มาในคอนเซ็ปต์ “Perfection of living” มีพื้นที่ใช้สอย 3 ห้องนอน พร้อมระเบียงชมวิว ,1 ห้องอเนกประสงค์ ,3 ห้องน้ำ ,1 ห้องรับแขก ส่วนเตรียมอาหารโดยครัวแยกเป็นสัดส่วน พร้อมที่จอดรถ 2 คัน ซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 4-7 ล้านบาท และโครงการทาวน์โฮมแบรนด์ ไลโอ ชัยพฤกษ์ – ไทรน้อย มีพื้นที่ใช้สอย 3 ห้องนอน ,1 ห้องอเนกประสงค์ ,2 ห้องน้ำ ,1 ห้องรับแขก พร้อมส่วนเตรียมอาหาร และจอดรถ 2 คัน มาพร้อม Flexible Function สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามใจชอบ หน้ากว้าง สามารถใช้สอยได้คุ้มค่าทุกตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Happiness of Living” ความสุขที่ลงตัวกับทุกความต้องการของการใช้ชีวิต ซึ่งมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2 ล้านบาท





“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีการพัฒนาและคิดค้นในส่วนงานด้านการออกแบบให้ตรงใจผู้บริโภคอยู่เสมอ โดยคำนึงถึงการอยู่อาศัยที่สามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน เพราะถือว่าเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบันนี้ เราต้องการสร้างวิธีคิดและกำหนดมาตรฐานใหม่ในการพัฒนาบ้านที่สามารถใช้พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกได้จริง โดยใช้ประโยชน์จากการออกแบบมาเป็นตัวสร้างมูลค่าโครงการและต่อยอดความสุขในการอยู่อาศัยของลูกค้าทุกคนของเรา” 



ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าธุรกิจให้เป็นไปตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้ โดยตั้งเป้าพัฒนาโครงการบ้านป้อนสู่ตลาดในปีนี้ให้ได้ 10-12 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

“ปูนตราเสือ” จับมือ “เอ็ม-150” ผุดแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2”

posted Apr 29, 2022, 1:11 AM by Maturos Lophong



“ปูนตราเสือ” จับมือ “เอ็ม-150” ผุดแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2”

ต่อยอดความสำเร็จปี 2
ผนึกกำลังความร่วมมือทางการตลาด กระตุ้นตลาดวัสดุก่อสร้างรับวันแรงงาน

แถลงข่าวอย่างเป็นทางการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับ แคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2” แคมเปญต่อยอด ปีที่ 2 จากความสำเร็จในความร่วมมือทางการตลาดระหว่าง ปูนเสือ จากเครือเอสซีจี และ เอ็ม-150 จากกลุ่มโอสถสภา ในการร่วมกันเข้าถึงกลุ่มลูกค้า รักษาส่วนแบ่งตลาด และกระตุ้นบรรยากาศในช่วงโควิด ซึ่งจากแคมเปญนี้ในปีแรกนั้น ได้รับเสียงตอบรับจากช่างปูน ผู้รับเหมา และร้านค้าวัสดุก่อสร้างใน ดีเกินคาด โดยงานนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer ในธุรกิจ Cement and Green Solution Business และ คุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) มาร่วมเป็นประธานในพิธี นอกจากจะได้รับทราบถึงแนวคิดที่มาของแคมเปญนี้แล้ว ยังได้รับฟังวิสัยทัศน์จากผู้บริหารทั้ง 2 ท่านอีกด้วย โดยมีการเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้ซักถามรายละเอียดเพิ่มเติมอย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ ยังได้รับชมแฟชั่นโชว์ของพรีเมี่ยมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น “ปูนตราเสือ x M-150” สำหรับแคมเปญในปีนี้ จากแนวคิด Collaborative Design ร่วมกันระหว่าง ปูนตราเสือ และ เอ็ม-150 ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานนี้ครั้งแรก ซึ่งบรรยากาศภายในงานมีแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่ให้เกียรติมาร่วมงานอย่างมากมาย ภายใต้มาตรการความปลอดภัย COVID-19 อย่างเคร่งครัด

โดยในปีนี้ ปูนตราเสือ และ เอ็ม-150 ปล่อย แคมเปญ “ฮึดสู้อย่าง เสือหัวใจเกินร้อย ปี2” ต้อนรับวันแรงงาน เพื่อขอบคุณช่างปูน ผู้รับเหมา และร้านค้าวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะ โดยยังมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นตลาดและส่งเสริมการขายปูนซีเมนต์ตราเสือ ด้วยโปรแกรมส่งเสริมการขายกับเครื่องดื่มให้พลังงาน เอ็ม-150 ออริจินัล x ปูนตราเสือ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชั่น เข้าถึงกลุ่มช่างปูน ผู้รับเหมา ที่สามารถร่วมกิจกรรมผ่านแพลทฟอร์มไลน์ แต้มเอ็ม เพื่อสะสมแต้มได้ถึง 3 เท่า สามารถนำไปแลกรับหรือแลกซื้อของพรีเมียมคอลเลคชั่นพิเศษสุด โดยมีระยะเวลาส่งเสริมการขาย ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 ถึง วันที่ 31 สิงหาคม 2565 หรือจนกว่าของแถมจะหมอ นอกจากนี้ยังสามารถร่วมลุ้นรางวัลใหญ่จากแต้มเอ็มได้ตลอดทั้งปี พร้อมส่งกิจกรรมคาราวาน สัมมนา ปูนเสือ X เอ็ม-150 ทั่วประเทศ เร็วๆนี้




คุณสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer ในธุรกิจ Cement and Green Solution Business กล่าวว่า “จากความสำเร็จในความร่วมมือของปูนตราเสือ X เอ็ม-150 ในปี 2564 สามารถกระตุ้นบรรยากาศและช่วยรักษาส่วนแบ่งตลาดวัสดุก่อสร้าง ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น พร้อมเข้าถึงข้อมูลผู้ซื้อ ช่างปูน ผู้รับเหมา ที่ร่วมโปรแกรมได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี และ ในปี 2565 ต่อยอดแคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี 2” รับวันแรงงาน โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทางธุรกิจกลุ่มโอสถสภา เช่นเดิม ด้วย “เครื่องดื่มพลังงาน เอ็ม-150 X ปูนตราเสือ รุ่นพิเศษ” เป็นเครื่องมือส่งเสริมการขายตั้งแต่ 1 พฤษภาคม – 31 สิงหาคม 2565 พร้อมโปรแกรม CRM และ


สิทธิประโยชน์สุดพิเศษ ผ่านแพลทฟอร์มไลน์แต้มเอ็ม นับว่าเป็นความพิเศษ สำหรับลูกค้าปูนตราเสือ ที่จะได้รับแต้มเอ็ม X3 เท่า พร้อมโอกาสในการแลกรับของพรีเมียม เสื้อโปโล เสื้อยืด กระเป๋าผลิตจากแบนเนอร์ที่เหลือจากแคมเปญปีก่อน ตามคอนเซ็ป Circular Economy ให้สามารถสะสมแต้มแลกซื้อได้ หรือใช้ลุ้นรางวัลใหญ่ต่างๆ โดยตั้งเป้าหมายช่างปูน ผู้รับเหมา จะเข้าร่วมโปรแกรมส่งเสริมการขายนี้มากกว่า 10,000 ราย และเป็นการสร้างสีสัน กระตุ้นบรรยากาศ ณ ร้านค้าวัสดุก่อสร้างได้อีกทางหนึ่ง พร้อมส่งคาราวานสัมนาช่างปูนทั่วประเทศ พร้อมกิจกรรมชงชิม ณ ร้านค้า ไซต์งานก่อสร้าง และสร้างการรับรู้ (Visibility) ทั้งในส่วนร้านค้าวัสดุก่อสร้าง และร้านค้าเครือข่ายจากเอ็ม-150 ที่เกิดจากความร่วมมือกันเป็นอย่างดีทั้งจากปูนตราเสือ และทีมเอ็ม-150 ผลักดันในทุกช่องทาง นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือในการสร้างมิติใหม่ในวงการตลาด โดยชูจุดแข็งในการทำงานร่วมกันจากทั้งสองฝ่าย ให้เกิดแนวความคิดและการต่อยอดทางธุรกิจต่อไปในอนาคต ซึ่งโปรแกรมความร่วมมือทางการตลาดใน แคมเปญ “ฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี2” นี้ ปูนตราเสือ ประมาณการยอดขายสินค้าที่ร่วมรายการ ปูนซีเมนต์ผสม (เสือ ซีเมนต์ ก่อฉาบเท เสือ ซูเปอร์ และเสือ ฉาบสูตรพิเศษ) สินค้าปูนซีเมนต์สำเร็จรูป เสือ มอร์ตาร์ (เฉพาะฉาบทั่วไป และฉาบอิฐมวลเบา) สินค้าเสือ กาวซีเมนต์ และ สินค้า เสือ เดคอร์ ให้เติบโตรวมราว 8-10% จากปีก่อน”





คุณวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. โอสถสภา กล่าวว่า “ปัจจุบัน ความร่วมมือทางการตลาด ถือเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์ต่างๆ รวมถึงความร่วมมือระหว่างแบรนด์เอ็ม-150 ของโอสถสภา และปูนตราเสือ ของเอสซีจี ซึ่งนับว่าเป็นการผนึกกำลังกันอย่างลงตัวและแข็งแกร่งระหว่างแบรนด์ที่เป็นผู้นำในตลาด ทั้งสองแบรนด์มีความรู้ความเข้าใจในผู้บริโภคเป็นอย่างดี และสามารถออกแบบแคมเปญที่สามารถเข้าถึงและดึงดูดกลุ่มช่างและผู้รับเหมา ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของทั้งสองแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้แคมเปญฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ในปีที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดี และเราก็มั่นใจว่า แคมเปญฮึดสู้อย่างเสือ หัวใจเกินร้อย ปี 2 ก็จะสร้างความสำเร็จเช่นกัน”






รายละเอียดสินค้าปูนตราเสือที่ร่วมรายการ มีดังนี้

- เสือ ซีเมนต์ผสม ก่อ ฉาบ เท ทุก 20 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ ซีเมนต์ผสม ฉาบสูตรพิเศษ หรือเสือ เดคอร์ งานเทอร์ราซโซ ทุก 25 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ ซีเมนต์ผสม ซูเปอร์ ทุก 25 ถุง รับฟรี 1 ขวด

- เสือ กาวซีเมนต์ ทุกรุ่น/สูตร ทุก 10 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ มอร์ตาร์ ฉาบทั่วไป หรือฉาบอิฐมวลเบา ทุก 20 ถุง รับฟรี 1 ขวด

- เสือ เดคอร์ งานมาร์เบิ้ล เรนเดอร์ สูตรอีซี่มิกซ์ ทุก 50 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ เดคอร์ งานกรวดล้าง สูตรอีซี่มิกซ์ ทุก 50 ถุง รับฟรี 2 ขวด

- เสือ เดคอร์ งานเทอร์ราซโซ ทุกสูตร ทุก 25 ถุง รับฟรี 2 ขวด

เอสซีจี เปิดตัวสินค้าใหม่

posted Apr 18, 2022, 1:49 AM by Maturos Lophong



เอสซีจี เปิดตัวสินค้าใหม่ ‘ฉนวนกันความร้อน รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท’ และ ‘แผ่นสะท้อนความร้อน รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน’ อีกขั้นของนวัตกรรมเพื่อบ้านเย็น ที่ปลอดภัยต่อสุขภาพ และเป็นมิตรต่อโลกมากกว่าเดิม


ต้องยอมรับว่าปัจจุบันกระแสสภาวะโลกร้อนมาแรง จึงทำให้สินค้าแนว BCG (Bio-Circular-Green Economy) ใส่ใจทุกกระบวนการผลิตที่มีส่วนช่วยปกป้องรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน ยังรวมไปถึงสินค้าเพื่อสุขภาพ และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค กำลังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเช่นกัน


คุณธงชัย โสภณ Head of Housing Products Business ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจีได้พัฒนานวัตกรรมสินค้าฉนวนกันความร้อน ‘รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท (STAY COOL SMART)’ และแผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี ‘รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน (ULTRAKOOL INNOGREEN)’ โดยได้รับการยอมรับในฐานะ Green Product from Green Process ใส่ใจในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่กระบวนการผลิต โดยผลิตจากแก้วรีไซเคิล 100% จึงช่วยลดปริมาณขยะเศษแก้ว รวมถึงลดการใช้พลังงานความร้อนในการหลอมแก้วเหลือเพียง 1 ใน 3 ของการหลอมทราย ตลอดจนการให้ความสำคัญต่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย การันตีด้วยมาตรฐานการรับรองฉลากต่าง ๆ* ไม่ว่าจะเป็น Green Industry, ฉลากเขียว, ฉลากประสิทธิภาพสูง, ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ และยังได้รับฉลาก SCG Green Choice ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการรับรองที่ยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเอสซีจี จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

*สำหรับฉนวนกันความร้อน รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท


มากกว่าแค่การกันร้อน ด้วยนวัตกรรม G-Care Insulation : Green-4 Series กับ 4 จุดเด่นที่เหนือกว่า สำหรับฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท และแผ่นสะท้อน ความร้อน เอสซีจี รุ่น

อัลตราคูล อินโนกรีน






บ้านเย็น Comfort Living Care

ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น จากการป้องกัน 2 ต่อ ทั้งสะท้อนความร้อน และป้องกันความร้อนให้เข้าสู่ตัวบ้านได้น้อยลง ได้รับการรับรองจากฉลากประสิทธิภาพสูง และ LEED



ปลอดภัยต่อสุขภาพ Hygiene Care

ได้รับการรับรองจากสถาบันวิจัยมะเร็งนานาชาติ IARC ขององค์การอนามัยโลก (WHO) รวมถึงมีสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายต่ำ (Low VOCs) รับรองโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และความปลอดภัยจากองค์กร EUCEB (European Certification Board for Mineral Wool Products) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยเกี่ยวกับเส้นใย ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าสามารถย่อยสลายเองได้ โดยไม่สะสมในร่างกาย จึงมั่นใจได้ว่าฉนวนกันความร้อนเอสซีจี มีคุณภาพ ยกระดับสุขอนามัยและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค



รักษ์โลก Environmental Care

ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 100% ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ โดยได้รับการรับฉลาก คาร์บอนฟุตพริ้นท์, ฉลากเขียว และ SCG Green Choice



เทคโนโลยีเส้นใยสูตรพิเศษ Product Quality Care

อีกขั้นของการพัฒนาด้วย Fibra-X Technology ที่ทำให้เส้นใยมีความฟูหนา เพิ่มประสิทธิภาพในการกันความร้อน และเนื้อฉนวนมีสาร HydroProtec ช่วยกันความชื้นและลดการอุ้มน้ำได้ถึง 10 เท่า ทำให้เนื้อฉนวนคงประสิทธิภาพได้ยาวนาน





ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท สำหรับฝ้าเพดาน


ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น สเตย์คูลสมาร์ท มีความโดดเด่นและพิเศษมากกว่ารุ่นเดิม ช่วยให้บ้านเย็นขึ้น อุณหภูมิลดลง 1-4 องศาเซลเซียส ป้องกันความร้อนได้สูงสุดถึง 6 เท่า พร้อมด้วยเนื้อฉนวนเขียวที่มีความปลอดภัยต่อสุขภาพ หุ้มด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ที่มีความแข็งแรง ทนทาน ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก สามารถติดตั้งได้ทั้งบ้านที่อยู่อาศัยแล้ว และบ้านสร้างใหม่ ทั้งฝ้าทีบาร์ และฝ้าฉาบเรียบ และยังช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าจากเครื่องปรับอากาศได้มากถึง 47* (ข้อมูลอ้างอิงจากคุณสมบัติแบบบ้านจำลอง ซึ่งอาจแตกต่างตามปัจจัยแวดล้อมของบ้าน*) มาพร้อมกับการใช้งานในรูปแบบแพ็กคู่ ที่มีขนาดม้วนเล็กลงกว่าฉนวนกันความร้อนเอสซีจีรุ่นเดิม แต่เมื่อนำออกจากแพ็ก เนื้อฉนวนจะฟูหนาเท่าเดิมด้วยเทคโนโลยีเส้นใยสูตรพิเศษ Fibra-X Technology ทำให้สะดวกต่อการขนส่ง การกองเก็บสินค้าและการใช้งาน


แผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน สำหรับหลังคา

แผ่นสะท้อนความร้อน เอสซีจี รุ่น อัลตราคูล อินโนกรีน ผลิตจากอลูมิเนียมฟอลย์บริสุทธิ์ 2 ด้าน เสริมแรงด้วยใยแก้ว 3 ทาง และเสริมจุดเด่นให้มากกว่าการเป็นแผ่นสะท้อนความร้อนโดยการชะลอความร้อนให้เข้าสู่ตัวบ้านผ่านทางหลังคาช้าลงด้วยฉนวนเขียวรุ่น Green- 4 Series เมื่อสองวัสดุมารวมกัน จึงทำให้แผ่นสะท้อนความร้อนมีความหนาพิเศษ 1 นิ้ว สามารถกักหน่วงความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านได้ช้าลง และยังสะท้อนรังสีความร้อนได้มากถึง 95% ป้องกันความร้อนได้ถึง 3 เท่า* (*เมื่อเทียบกับแผ่นสะท้อนความร้อนทั่วไป) จึงช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านได้มากถึง 2 องศาเซลเซียส


นอกจากนี้ยังผลิตด้วยเทคโนโลยีเส้นใยสูตรพิเศษ Fibra– X Technology ทำให้คุณภาพของเนื้อฉนวนคงทน ใช้งานได้ยาวนาน และติดตั้งง่าย ออกแบบให้พอดีกับระยะแปมาตรฐาน จึงช่วยลดโอกาสที่ความร้อนจะรั่วไหลเข้ามาตามแนวแปได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

จะดีแค่ไหนถ้าเลือกใช้วัสดุจากสินค้าที่ปลอดภัยต่อคนในบ้าน ทั้งยังช่วยประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าไฟ ให้ความคุ้มค่าในระยะยาว และยังมีส่วนช่วยโลกได้


สามารถขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SCG HOME Experience, SCG HOME บุญถาวร, SCG Authorized Dealer, www.scghome.com, www.scgbuildingmaterials.com และ SCG HOME Contact Center โทร 02-586-2222

โมเดอร์นฟอร์มเข้าสู่โลกเมตาเวิร์ส จับมือ The Moon : Crypto & NFT Café เปิดตัวโปรเจกต์ The Art of Individualism

posted Apr 5, 2022, 1:30 AM by Maturos Lophong






โมเดอร์นฟอร์มเข้าสู่โลกเมตาเวิร์ส จับมือ The Moon : Crypto & NFT Café เปิดตัวโปรเจกต์ The Art of Individualism

นำเสนอ NFT จาก 8 ครีเอเตอร์คนดังหลากหลายวงการและ 3 พันธมิตร


ครั้งแรกกับแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยที่เข้าสู่วงการสินทรัพย์ดิจิทัล NFT (Non-Fungible Token) โมเดอร์นฟอร์ม จับมือกับ The Moon : Crypto & NFT Café คอมมูนิตี้ของชาวคริปโต ณ ศูนย์สรรพสินค้า ซีคอนสแควร์ และพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญในโลกดิจิทัล เปิดโปรเจกต์สุดฮิปที่มีชื่อว่า “The Art of Individualism: Ultra Rare NFT Furniture Collection” ร่วมสร้างสรรค์ NFT ลิมิเต็ดไอเทมโดย 8 ครีเอเตอร์คนดังหลากหลายวงการ อาทิ คุณปลื้ม สุรบถ หลีกภัย เจ้าของเกมส์ Cryptoronin, คุณดวง วีระชัย ดวงพลา (Gangster All Star), Dojo Namwong, คุณแอค ภูริชญา ปัญญาสมบัติ (Fxaq27), คุณเทอร์โบ ชุมพล วงศ์มติกุล เจ้าของเพจ BitToon, คุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, คุณเหนือ จักรกฤษณ์ อนันตกุล และ คุณไลน์ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ (Line Sensor) โดยจะมีการเปิดให้ประมูลงาน NFT พร้อมได้รับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริง และจัดทำเวอร์ชวลแกลเลอรีเพื่อเชื่อมโยงโลกจริงกับโลกเสมือนเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ





นายกิติพัฒก์ เนื่องจำนงค์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “โมเดอร์นฟอร์มเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรมที่สร้างสรรค์เฟอร์นิเจอร์และไลฟ์สไตล์ไอเทมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญผ่านเทรนด์หรือกระแสนิยมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยนวัตกรรมและคุณภาพระดับสากล เพื่อตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่พร้อมเดินหน้าสู่อนาคตที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของโลกและกระแสสังคม ผ่านไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ จึงพร้อมที่จะประสานนวัตกรรมทางธุรกิจและเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเมตาเวิร์ส (Metaverse) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอนาคตอย่างมาก ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัยบนเมตาเวิร์สจะช่วยให้ลูกค้าและผู้สนใจได้รับประสบการณ์ใหม่แบบไร้รอยต่อในโลกเสมือน จึงได้ร่วมมือจากพันธมิตรที่เชี่ยวชาญในด้านดิจิทัล ทำโปรเจกต์ “The Art of Individualism : Ultra Rare NFT Furniture Collection” สร้างสรรค์ NFT ลิมิเต็ดไอเทมเพื่อให้ผู้สนใจได้สะสมไว้ในครอบครอง พร้อมได้รับเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริงจากโมเดอร์นฟอร์มด้วย

โดยจับมือกับ นายพงศธร จันทวิมล ผู้บริหาร บริษัทซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และผู้ก่อตั้ง The Moon : Crypto & NFT Café คอมมูนิตี้ ที่ตั้งอยู่ โซน MUNx2 (มัน มัน) บนพื้นที่กว่า 27,000 ตรม. บริเวณชั้น 1-3 หรือคิดเป็นพื้นที่ 1 ใน 5 ของ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โดยจะถูกนำมาใช้ทำกิจกรรมของคอมมิวนิตี้ในเรื่องต่าง ๆ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ของศูนย์การค้าในเมืองไทยที่จะไม่ใช่แหล่งจับจ่ายใช้สอยเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นแหล่งรวม Communities ของคนรุ่นใหม่ที่อินเทรนด์อย่างมีสไตล์

The Moon : Crypto & NFT Café คอมมูนิตี้แห่งแรกที่ “ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์” ชุมชนชาวคนคริปโตเนียน และ NFT ครีเอเตอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ดึงโลกดิจิทัลและโลกจริงให้มาบรรจบกัน ทำให้คนรุ่นใหม่เข้ามาสัมผัสกับโลกคริปโทได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้น เปิดกว้างสำหรับผู้ที่ต้องการพบปะพูดคุยพร้อมทั้งเป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปัน เรียนรู้ สร้างสรรค์ผลงาน และนำมาใช้ร่วมกับรอยัลตี้โปรแกรม แคมเปญ โปรโมชั่น โปรเจกต์ดี ๆ โดยใช้คอมมูนิตี้ของเดอะมูนในการสื่อสาร ผ่านผู้ที่สนใจในโลกคริปโท และกลุ่มคนที่คร่ำหวอดในวงการ ทั้งกูรูด้านการขุด กูรูด้านการเทรด รวมถึง NFT ต่อยอดไปยังพาร์ตเนอร์ใหม่ที่แข็งแกร่งในเมตาเวิร์ส เพื่อมาร่วมกันพัฒนาในอนาคต”

พันธมิตรที่ช่วยสร้างสีสันให้กับโปรเจกต์นี้ ได้แก่

นายวรพจน์ ธาราศิริสกุล Chief technology officer (CTO) บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ JVC ผู้พัฒนา JNFT Marketplace แพลตฟอร์ม NFT สัญชาติไทยที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ซึ่งเป็นพื้นที่ ที่เปิดโอกาสให้กับนักสร้างสรรค์ชาวไทยได้ผลิตและนำผลงานมาเผยแพร่ ขาย ประมูลในรูปแบบดิจิทัล และในขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ในการเปิดโอกาสให้นักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบทั้งชาวไทยและต่างชาติได้เข้าถึงผลงานด้านศิลปะของคนไทยง่ายมากขึ้น ซึ่ง JNFT Marketplace ได้พัฒนาบนระบบบล็อกเชนแบบไร้ศูนย์ (Decentralized) และเป็น Marketplace Platform ที่ทำงานบนมาตรฐานสากลเมื่อเทียบเท่ากับแพลตฟอร์ม NFT ระดับโลก โดยพัฒนาบนบล็อกเชนของ Binance Smart Chain ที่มีความรวดเร็ว และมีค่าธรรมเนียมในการใช้งานราคาถูก ดังนั้นจึงทำให้มั่นใจได้ว่าทุกการใช้งานจะช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและคล่องตัวให้กับทั้งนักสร้างสรรค์และนักสะสมอย่างแน่นอน

นายปริญญ์ เสถียรปกิรณกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มัลติเทคโนโลยี เอ็กซ์เพิร์ต จำกัด และผู้ร่วมก่อตั้ง เมตาเวิร์ส ไทยแลนด์ (Metaverse Thailand) ผู้นำแพลตฟอร์มโลกเสมือนที่ใช้แผนที่จริงจากเทคโนโลยี Hexagon โดยเป็นแพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย และสามารถสร้างโอกาสในการเข้าถึงประสบการณ์การใช้ชีวิตดิจิทัลรูปแบบใหม่ รวมถึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการต่อยอดความสามารถทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการจากทั่วทุกมุมโลก

นายชีวิน ศิริศักดิ์ CEO, Metaverse Value Creator และผู้ร่วมก่อตั้ง ERECTRUS มืออาชีพแห่งการพัฒนาสถาปัตยกรรมและงานออกแบบบนโลกเสมือน (Metaverse) ด้วยการสร้างสรรค์ User Journey ผ่านประสบการณ์รูปแบบใหม่ ตอบรับโลกแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตไปตลอดกาล



สำหรับ NFT คอลเลกชันนี้ ได้รับการสร้างสรรค์จาก 8 ครีเอเตอร์หลากหลายวงการ อาทิ คุณปลื้ม สุรบถ หลีกภัย เจ้าของเกมส์ Cryptoronin, คุณดวง วีระชัย ดวงพลา (Gangster All Star), Dojo Namwong, คุณแอค ภูริชญา ปัญญาสมบัติ (Fxaq27), คุณเทอร์โบ ชุมพล วงศ์มติกุล เจ้าของเพจ BitToon, คุณโลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, คุณเหนือ จักรกฤษณ์ อนันตกุล และ คุณไลน์ เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ (Line Censor) ซึ่งผลงานของ 8 ครีเอเตอร์จะมีเพียงชิ้นเดียวในโลกเท่านั้น ทั้งในโลกของ NFT และเฟอร์นิเจอร์จริง โดย Ultra Rare Item ชิ้นนี้จะถูกวางขายใน JNFT แพลทฟอร์มเดียวเท่านั้น นอกจากผลงานของทั้ง 8 ครีเอเตอร์แล้วยังมีผลงานของ 3 พันธมิตร ที่ร่วมออกแบบในคอลเลกชั่นนี้ โดยเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นจะจัดแสดงเวอร์ชวลแกลเลอรีในรูปแบบสามมิติที่ Metaverse Thailand เพื่อชวนให้ทุกคนเข้าไปสัมผัสโลกเสมือนไปด้วยกัน



เริ่มประมูล “The Art of Individualism : Ultra Rare NFT Furniture Collection” ในรูปแบบ Sequel Auction วันที่ 6 เมษายน – 7 พฤษภาคมนี้ ที่ JNFT โดยผู้ชนะการประมูลจะได้สิทธิ์เป็นเจ้าของ NFT และเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างสรรค์จากผลงาน NFT เตรียมพบกับครีเอเตอร์เจ้าของผลงานและเฟอร์นิเจอร์ชิ้นจริง ที่จะเปลี่ยนมุมมองการออกแบบและการใช้งานที่สะท้อนตัวตนผ่านงานศิลปะแบบคนยุคใหม่ ในงานแถลงข่าววันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ที่ The Moon : Crypto & NFT Cafe ชั้น 2 โซน MUNx2 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์



สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.modernform.co.th , Facebook: Modernform Furniture

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าภารกิจ the NEXT: Green Living

posted Mar 18, 2022, 12:59 AM by Maturos Lophong


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าภารกิจ the NEXT: Green Living

มาตรฐานการอยู่อาศัยที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ส่งมอบสังคมคุณภาพจากรุ่นสู่รุ่น เพิ่มมูลค่าโครงการในอนาคต


ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยกระดับการพัฒนาโครงการด้วยการสร้างมาตรฐานใหม่ พัฒนาบ้านทุกโครงการให้ก้าวสู่สังคมคุณภาพที่สามารถอยู่อาศัยได้อย่างยั่งยืนด้วยกลยุทธ์ the NEXT: Green Living ใส่ใจในบริบทด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมุ่งมั่น พัฒนา ‘พื้นที่ส่วนกลางรักษ์โลก’ เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกบ้าน ดันมูลค่าโครงการให้เติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต






นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า ล่าสุด บริษัทฯ ได้นำวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ ‘Lalin the NEXT’ มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยใหม่ พร้อมกำหนดเป้าหมายให้ทุกโครงการจะต้องพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ จึงเป็นที่มาของภารกิจ the NEXT: Green Living เพื่อสร้างชุมชนคุณภาพที่สามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้ในทุกเจนเนอเรชั่น


the NEXT: Green Living การพัฒนาโครงการเพื่อก้าวสู่ชุมชนคุณภาพอย่างยั่งยืน

“ต่อไปนี้การสร้างสรรค์โครงการของเราจะพัฒนาควบคู่ไปกับการใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อม โดย ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำแนวคิดการบริหารแบบ ESG : Environmental (สิ่งแวดล้อม) ,Social (สังคม) และ Governance (บรรษัทภิบาล) ทำให้เกิดเป็นภารกิจ the NEXT: Green Living ที่ส่งเสริมให้การพัฒนาบ้านในทุกโครงการของเราเป็นบ้านที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์แบบ โดยได้ออกแบบทุกส่วนของโครงการให้เป็นโครงการสีเขียว เอื้อประโยชน์แก่ผู้อยู่อาศัยและคำนึงถึงการเป็นส่วนหนึ่งของการรักษ์โลก และที่สำคัญเราได้คิดเผื่อเพื่อการอยู่อาศัยในอนาคตไว้ได้อย่างลงตัว” นายชูรัชฏ์ กล่าว

CHEWA กางแผนปี 65 สู่รายได้ 3 พันล้านบาท

posted Feb 9, 2022, 9:24 PM by Maturos Lophong



CHEWA กางแผนปี 65 สู่รายได้ 3 พันล้านบาท

วางแผนเพิ่ม 6 โครงการและรุกตลาดบ้านมือสอง

CHEWA กางแผนปี 65 สู่รายได้ 3 พันล้านบาท วางแผนเพิ่ม 6 โครงการ มูลค่า 5,000 ล้านบาทพร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยทีมรุกตลาดบ้านมือสองกับ Chewa Renue ตั้งเป้าก้าวสู่ผู้นำเบอร์ 1 ด้านคุณภาพและบริการหลังการขาย

นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยว่ารายได้ในปี 2565 บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้ 2,800-3,000 ล้านบาท เนื่องจาก 2 โครงการใหม่ที่จะรับรู้รายได้ในปีนี้เป็นปีแรก และโครงการเดิมที่ยังมี Backlog ทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องสำหรับ 2 โครงการที่กำลังก่อสร้าง และคาดว่าจะรับรู้รายได้ตามกำหนดในปีนี้ ได้แก่

1. โครงการชีวาทัย ปิ่นเกล้า มีจำนวน 593 ยูนิต มูลค่าโครงการ 1,587 ล้านบาท เป็นคอนโดสูง 13 ชั้น ตั้งอยู่ติดถนนอรุณอัมรินทร์ ใกล้สะพานพระราม 8 สามารถเดินทางไปใช้รถไฟฟ้าสถานีบางยี่ขันได้สะดวก และยังมีบริการรถรับ-ส่งไปยังสถานที่สำคัญต่างๆ อย่าง โรงพยาบาลศิริราช มีห้องให้เลือกตั้งแต่ 29–56 ตารางเมตร มาพร้อมกับระบบ Home Automation แบบเต็มระบบ ที่ถือเป็นจุดเด่นของโครงการ โดยจะพร้อมโอนและรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 2-3 ปี 2565

2. โครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค ลาดพร้าว-โชคชัย 4 (เฟส2) มีจำนวน 380 ยูนิต มูลค่าโครงการ 994 ล้านบาท เป็นคอนโดมิเนียม Low Rise สไตล์ Loft ที่ตั้งอยู่บนทำเลย่านลาดพร้าว ถนนสังคมสงเคราะห์ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง และรถไฟฟ้าสายสีเทาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งยังมีจุดขึ้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์อยู่อีกด้วย มีห้องให้เลือกตั้งแต่ 26.0-45.50 ตร.ม. สิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบถ้วน พร้อมโอนและรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2565





อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผ่านมา มีการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ที่รุนแรงและต่อเนื่องยาวนาน ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ รวมไปถึงผู้รับเหมาและคนงานที่เป็นคู่ค้าของเราด้วย ชีวาทัยจึงได้ออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือคู่ค้า และแบ่งเบาภาระการดูแลคนงาน ในช่วงที่มีการปิดแคมป์คนงาน ทั้งการช่วยเหลือในส่วนของอาหาร เครื่องใช้ที่จำเป็น ยารักษาโรคต่างๆ ด้วยนโยบายที่มีการวางแผนที่ดีร่วมกันกับบริษัทผู้รับเหมาพันธมิตร ทำให้การระบาดหรือปิดแคมป์คนงาน ไม่ส่งผลกระทบกับแผนการดำเนินงานก่อสร้างเดิม คาดว่าในปีนี้ทั้ง 2 โครงการใหม่ดังกล่าวจะสามารถรับรู้รายได้ตามกำหนดในปีนี้

ด้านการลงทุน บริษัทฯ ยังวางแผนเพื่อหาที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการเพิ่มเติม ตามเป้าหมาย 6 โครงการ ภายในปี 2565 ในวงเงิน 5,000 ล้านบาท เป็นโครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรซ์ แบรนด์ชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค 2-3 โครงการ มูลค่าประมาณ 2,800 ล้านบาท บ้านเดี่ยวแบรนด์ชีวารมย์ 2 โครงการ มูลค่า 1,500 ล้านบาท และทาวน์โฮมแบรนด์ชีวาโฮม 1 โครงการ มูลค่าประมาณ 700 ล้านบาท

นอกจากธุรกิจเดิมที่พัฒนาบ้านเดี่ยว ทาวน์โฮมและคอนโดฯ เพื่ออยู่อาศัยแล้ว บริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงโอกาสตลาดที่อยู่อาศัยมือสองที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยจุดขายที่สำคัญของตลาดที่อยู่อาศัยมือสองคือ “ทำเล” และ “ขนาด” ที่เข้ามาตอบโจทย์วิถีการดำรงชีวิตแบบนิวนอร์มอล บริษัทฯ จึงเปิดทีมรุกธุรกิจตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง ในนาม “ CHEWA RENUE “ โดยนำจุดเด่นด้านการตรวจสอบคุณภาพ บริการหลังการขาย และเพิ่มแผนการตลาดพร้อมปรับกลยุทธ์เพื่อเข้าถึงตลาดที่อยู่อาศัยมือสองให้มากขึ้น โดยคาดหวังว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและสร้างกระแสในตลาดที่อยู่อาศัยมือสองได้เป็นอย่างดี ตั้งเป้า 3 ปี มีรายได้เพิ่มขึ้นสำหรับช่องทางนี้ 400 ล้านบาท เป็นการต่อยอดจากรายได้ในธุรกิจหลักอีกทางหนึ่ง







“ชีวาทัย” ยังคงยึดมั่นด้านคุณภาพและบริการหลังการขายจาก “ ชีวาแคร์ ” ตั้งเป้าก้าวขึ้นที่ 1 ในใจลูกค้าด้านคุณภาพและบริการ สำหรับกลุ่มบริษัทอสังหาฯ ช่วงรายได้ไม่เกิน 5 พันล้านบาท พร้อมกันนี้ยังคงเดินหน้ารักษาคุณภาพสินค้าให้ลูกค้าตรวจ Zero Defect ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าที่มาซื้อโครงการกับชีวาทัย ได้สิ่งที่ดีและมีคุณภาพสูงสุด ตั้งแต่บริการก่อนการขายตลอดจนถึงบริการหลังการขาย โดยในปี 2564 บริษัทได้ผลการดำเนินงานด้านคุณภาพอยู่ในระดับที่ดีมาก มีอัตราส่วนการตรวจรับห้องครั้งแรก ( ZERO DEFECT) สูงถึง 90% ในโครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค ลาดพร้าว-โชคชัย 4 เฟส 1 และกว่า 85% ที่โครงการชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค จรัญ 13 ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราปกติในตลาด นอกจากนี้ ยังคงส่งมอบความช่วยเหลือสังคม ชุมชน และลูกค้าผ่านโครงการของชีวาแคร์ ทั้งมีการจัดทีมเข้าพ่นฆ่าเชื้อให้ลูกค้าที่บ้าน ส่งมอบอาหารและของใช้จำเป็นแก่ผู้ติดเชื้อ ดูแลประสานงานหน่วยงานท้องถิ่นในการหาเตียงเพื่อการรักษา และยังเพิ่มมาตรการการดูแลบ้านของลูกค้าที่ติดเชื้อโควิด-19 ที่ต้องไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกด้วย ” นายบุญ ชุน เกียรติ กล่าว




ธอส. โชว์ New High ผลการดำเนินงานปี 64 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.47 แสนล้านบาท

posted Feb 3, 2022, 1:04 AM by Maturos Lophong



ธอส. โชว์ New High ผลการดำเนินงานปี 64 ปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.47 แสนล้านบาท



เพิ่มขึ้น 9.65% จากปีก่อน และสูงกว่าเป้าหมายถึง 31,234 ล้านบาท


ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2564 ประสบความสำเร็จตามพันธกิจ “ทำให้ คนไทยมีบ้าน” ได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสินเชื่อใหม่สูงสุดในรอบ 68 ปี ที่จำนวน 2.47 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.65% สูงกว่าเป้าหมาย 31,234 ล้านบาท สินเชื่อคงค้าง 1,458,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.40% สินทรัพย์รวม 1,506,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.04% เงินฝากรวม 1,274,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.74% และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 58,381 ล้านบาท คิดเป็น 4% ของยอดสินเชื่อรวม ช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563 ผ่าน 22 มาตรการ รวมจำนวนลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือสูงสุด 973,227 บัญชี วงเงินสินเชื่อ 847,218 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ GHB Next Move Sustainable Bank ก้าวสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนด้วย 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อนองค์กร โดยการเพิ่มประสิทธิภาพ 1)Technology 2)Operation และ 3)People

ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่เพิ่มขึ้น 3% จากเป้าหมายปี 2564





นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงาน

ปี 2564 เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2563 ว่า แม้ตลอดปี 2564 ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) แต่ ธอส. ยังคงสามารถตอบสนองนโยบายรัฐบาล และกระทรวงการคลัง ในการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ 246,875 ล้านบาท 181,843 บัญชี เพิ่มขึ้น 9.65% สูงกว่าเป้าหมาย 31,234 ล้านบาท และถือเป็นจำนวนสินเชื่อปล่อยใหม่ที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ 68 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งธนาคาร แบ่งเป็นสินเชื่อปล่อยใหม่สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลางวงเงินกู้ไม่เกิน 2 ล้านบาท จำนวน 85,403 ราย คิดเป็น 57% ของจำนวนรายลูกค้าสินเชื่อปล่อยใหม่ ทำให้มียอดสินเชื่อคงค้างรวมทั้งสิ้น 1,458,659 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.40% มีสินทรัพย์รวม 1,506,337 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.04% เงินฝากรวม 1,274,849 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.74% และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวน 58,381 ล้านบาท คิดเป็น 4% ของยอดสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ซึ่งมี NPL อยู่ที่ 3.75% ของสินเชื่อรวม และยังเป็นระดับที่บริหารจัดการได้ ธนาคารได้ทยอยตั้งสำรองเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นจำนวนสูงถึง 111,827 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.93% หรือคิดเป็นสัดส่วนต่อ NPL ที่ระดับ 191.55% สะท้อนถึงความมั่นคงและพร้อมในการรองรับผลกระทบจาก COVID-19 ในอนาคต และยังคงมีกำไรสุทธิที่ 12,351 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อย ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ระดับแข็งแกร่งที่ 15.30% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดที่ 8.50% ขณะที่การให้ความช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้จาก COVID-19 นับตั้งแต่ต้นปี 2563 ต่อเนื่องถึงสิ้นปี 2564 มีจำนวนลูกค้าที่ได้รับความช่วยเหลือผ่าน 22 มาตรการสูงสุดถึง 973,227 บัญชี วงเงินสินเชื่อ 847,218 ล้านบาท ส่วนใหญ่ประมาณ 87% กลับมาผ่อนชำระได้ตามปกติ ล่าสุด ณ วันที่ 31 มกราคม 2565 ยังคงมีลูกค้าที่อยู่ในมาตรการความช่วยเหลือเดิมของธนาคารลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เข้า 3 มาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อขยายการให้ความช่วยเหลือต่ออีกอย่างน้อยถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 81,192 บัญชี เงินต้นคงเหลือ 84,137 ล้านบาท

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2565 ธอส. กำหนดยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด GHB Next Move Sustainable Bank มุ่งสู่การเป็นธนาคารเพื่อความยั่งยืนด้วย 3 แนวทางหลักในการขับเคลื่อนองค์กร ประกอบด้วย

1.เพิ่มประสิทธิภาพ Technology ใช้ Technology Digital ปรับกระบวนการให้บริการลูกค้าด้วย Digital Services และ Implement Digital Operation สำหรับ Digital Services ธนาคารอยู่ระหว่างการพัฒนา Mobile Application : GHB ALL GEN เป็น New Version Mobile Application : GHB ALL ให้ทันสมัยใช้งานง่ายตอบโจทย์ Lifestyle แบบ New Normal ของลูกค้าทุก Generation ทั้งในด้านเงินฝากตั้งแต่กระบวนการเปิดบัญชี

การโอนเงิน การซื้อสลากออมทรัพย์ การชำระหนี้เงินกู้สามารถใช้บริการเงินฝากประจำผ่าน Mobile Application ในด้านบริการสินเชื่อ ธนาคารจะยกระดับทั้งกระบวนการตั้งแต่การให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การติดต่อเจ้าหน้าที่สินเชื่อ (Digital Loan Officer) การทราบราคาประเมินผ่านระบบ GHB Digital Appraisal การแจ้งผลอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงการลงนามสัญญาแบบ Electronic ผ่านระบบ e-Contract ซึ่งลูกค้าจะได้รับเอกสารสัญญาเงินกู้รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยทั้งหมดลูกค้าจะสามารถทำธุรกรรมกับธนาคารได้โดยผ่าน Mobile Application : GHB ALL GEN Any where Any time


ขณะที่กระบวนการประนอมหนี้ ลูกค้าสามารถประนอมหนี้ผ่าน Mobile Application : ALL Be Friend และซื้อบ้านมือสองของ ธอส. หรือ GHB NPA ผ่าน Mobile Application : ALL HOME ทุกธุรกรรมที่สำคัญลูกค้าจะได้รับการยืนยันผ่าน Line Application : GHB Buddy ซึ่งจะมีการแจ้งเตือนบริการใหม่ ๆ เพิ่มเติมในต้นไตรมาส 4

ของปี 2565 ส่วนกระบวนการปฏิบัติงานภายในของธนาคารทั้งหมด ถูกยกระดับด้วย Digital Operation เช่น ระบบสื่อสารภายในของธนาคารผ่าน Application : WE รวมถึงระบบ Digitizer ซึ่งเป็นระบบการจัดการอนุมัติเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยในปี 2564 ธนาคารสามารถนำแบบฟอร์มเข้าระบบได้ 148 แบบฟอร์ม ช่วยลดชั่วโมงการทำงานลงได้ถึงเกือบ 50% และยังทำให้สามารถลดปริมาณการใช้กระดาษลงจากปีก่อนหน้าได้กว่า 60%




2.ยกระดับ Operation การทำงานที่เกี่ยวกับลูกค้า เพื่อเป้าหมายสำคัญทางด้านการเงิน อาทิ สินเชื่อปล่อยใหม่ เพิ่มขึ้น 3% จากเป้าหมายในปี 2564 บริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ให้อยู่ที่ระดับไม่เกิน 4.67% ของสินเชื่อรวม โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลางผ่าน Customer Journey : เพื่อให้ลูกค้ารู้จัก, เข้าถึง, ใช้จริง, บอกต่อ และ Loyalty กับธนาคาร เริ่มจากการสร้างความ “รู้จัก” ด้วยการส่งเสริมภาพลักษณ์ของ ธอส. ให้เป็น Super brand ธนาคารที่ดีที่สุดสำหรับการมีบ้านของลูกค้าทุกกลุ่มที่ต้องการใช้บริการจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านโครงการที่น่าสนใจ อาทิ GHB Online Virtual Event : มหกรรมการเงินออนไลน์บนโลกเสมือนจริง พร้อมข้อเสนอที่ดีที่สุด ที่ให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างสะดวกสบายผ่านหน้าจอโทรศัพท์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2565 “เข้าถึง” ด้วยการเพิ่มช่องทางการติดต่อให้กับลูกค้าผ่านดิจิทัล อาทิ โครงการ B-Mall เพื่อติดต่อลูกค้าผ่านช่องทาง Line Official

แยกเขตพื้นที่ตามภูมิภาคเพื่อให้สามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ Digital Loan Officer ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยมีเจ้าหน้าที่สินเชื่อ Virtual Branch อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่สนใจยื่นกู้โดยลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาที่สาขา

“ใช้จริง” ด้วยผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่หลากหลายและอัตราดอกเบี้ยต่ำ นำโดยโครงการบ้านล้านหลัง ระยะที่ 2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4 ปีแรกเท่ากับ 1.99% ต่อปี สำหรับผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยในระดับราคาซื้อ-ขายไม่เกิน 1.2 ล้านบาท ล่าสุด ณ วันที่ 17 มกราคม 2565 เวลา 9.00 น. มีลูกค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 78,028 ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อ 93,633 ล้านบาท ยื่นคำขอกู้แล้ว 8,020 ราย วงเงิน 7,021 ล้านบาท และได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้ว 7,174 ราย วงเงิน 6,093 ล้านบาท และยังเตรียมนำเงินที่ได้จากการจำหน่ายสลากออมทรัพย์ มาจัดทำเป็นผลิตภัณฑ์สินเชื่อโดยตรงในลักษณะเดียวกันกับ Peer-to-Peer Lending (P2P) ที่เชื่อมโยงเงินระหว่างผู้มี Wealth มาเจอกันกับผู้ต้องการขอสินเชื่อ ส่วนการ “บอกต่อ” โดยการจัดทำโครงการ “Data Driven Analytic” การนำฐานข้อมูลการใช้บริการของลูกค้ามาวิเคราะห์และจัดผลิตภัณฑ์หรือโปรโมชั่นให้ตรงกับความต้องการ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการรักษาบ้านให้กับลูกค้าที่ประสบอุบัติเหตุมีปัญหาการผ่อนชำระด้วยช่องทางการติดต่อประนอมหนี้ผ่าน Application : GHB ALL Be Friend รวมถึงมาตรการปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สะท้อนความเข้าใจและอยู่เคียงข้างกับลูกค้าในช่วงที่ประสบปัญหาให้ได้ดีที่สุดต่อไป และนำไปสู่การมี “Loyalty” ที่จะเกิดขึ้นจากการที่ธนาคารมอบความช่วยเหลือลูกค้าในยามวิกฤต นำไปสู่การใช้บริการอย่างต่อเนื่องจากรุ่น สู่รุ่น และยังคงอยู่กับกับ ธอส. ตลอดไป

3.พัฒนาผู้ปฏิบัติงานสู่ People Excellence ด้วยการสร้าง Mindset บุคลากรกว่า 5,000 คน ด้วยค่านิยม GIVE+4

(G : Good Governance, I : Innovative Thoughts, V : Value Teamwork, E : Excellent Services, C : (En)courage

to Change, A : Achievement Oriented, P : Professional และ S : Speed) เพื่อให้มีความพร้อมมีความสามารถในการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้เสมอการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พร้อมทำงานด้วยความรวดเร็วและเป็นมืออาชีพเพื่อเดินหน้าตามพันธกิจ : ทำให้คนไทยมีบ้าน ด้วยการ Up-skill ให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถแนะนำลูกค้าเกี่ยวกับบริการดิจิทัลต่าง ๆ ของธนาคารได้อย่างชัดเจน รวมถึงการ Re-skill ให้มีทักษะในการให้บริการตรงกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน อาทิ การพัฒนาพนักงานการเงินมาให้บริการด้านสินเชื่อ สอดคล้องกับจำนวนธุรกรรมการเงินในสาขาที่ลดลงเพราะลูกค้าทำธุรกรรมผ่าน Mobile Application GHB ALL เป็นจำนวนมาก ซึ่ง ณ สิ้นปี 2564 มีสัดส่วน Digital Transaction อยู่ที่ 62.04% ของจำนวน Transaction ทั้งหมด

1-10 of 139