Real Estate





อนันดาฯ เปิดตัว 4 โครงการไฮไลท์แห่งปี

posted Oct 15, 2019, 2:58 AM by Maturos Lophong



อนันดาฯ เปิดตัว 4 โครงการไฮไลท์แห่งปี คอนโดติดรถไฟฟ้า ราคาดี ทำเลเด่น พร้อมดีไซน์และฟังก์ชั่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยคนเมือง มูลค่ารวมกว่า 13,000 ล้านบาท 

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า มุ่งมั่นสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด เตรียมเปิดตัว 4 โครงการใหม่ ในราคาที่คุ้มค่าและดีที่สุด บนสุดยอดทำเล พร้อมพงษ์ / พระโขนง / จุฬา-สามย่าน และ จรัญสนิทวงศ์ นำเสนอประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเผยแนวคิด ANANDA URBAN WELLNESS ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด โดยมุ่งหวังเพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยของชีวิตคนเมืองและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เติมเต็มทุกการอยู่อาศัยของคนเมือง ผ่าน 4 โครงการใหม่ เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน มูลค่ารวมกว่า 13,000 ล้านบาท เริ่ม 1.59 - 5.73 ล้าน* หรือคิดเป็นราคาต่อ ตรม. เริ่มเพียง 62,000 – 149,000 บาท/ตร.ม. พร้อมจุดขายและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เลือกสรรมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ย้ำมั่นใจความต้องการที่อยู่อาศัยทำเลใกล้รถไฟฟ้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง


คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่าในอนาคตเศรษฐกิจไทยในระยะยาวยังมีแนวโน้มขยายตัว การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการขั้นพื้นฐาน ตลอดจนระบบขนส่งมวลชนแบบราง อีกทั้งอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ยังคงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้นยังคงมีความผันผวนจากภายในและต่างประเทศก็ตาม ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมความพร้อมและความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม สามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จแบบแข็งแกร่ง โดยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้ในโครงการเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้นในราคาที่สมเหตุผลและสามารถจับต้องได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพบนทำเลศักยภาพสูงติดรถไฟฟ้า ซึ่งยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 109 สู่ 319 สถานีในอนาคต สามารถตอบสนองความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

สำหรับการเปิดตัว 4 โครงการใหม่ ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นสุดยอดโครงการที่คิดมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งลูกค้าและสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ด้วยราคาที่คุ้มค่าและคุณภาพที่ดีที่สุด บนทำเลศักยภาพ พร้อมด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่น เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน มูลค่าโครงการรวมกว่า 13,000 ล้านบาท โดยทั้ง 4 โครงการ มั่นใจว่าสามารถจะสร้างยอดขายรวมในช่วงเปิดตัวโครงการ ได้กว่า 5,200 ล้านบาท ได้แก่

1. โครงการ ไอดีโอ จุฬา-สามย่าน (IDEO CHULA – SAMYAN) โครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 34 และ 35 ชั้น จำนวน 773 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,846 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท เพียง 400 เมตร จาก MRT สามย่าน* พื้นที่ส่วนกลาง 3 ชั้น พร้อม Fitness ให้บริการ 24 ชั่วโมง คอนโดมิเนียมที่คิด… เพื่อชีวิตจุฬา !! พบกันที่งาน Pre sales วันที่ 9-10 พ.ย. นี้ ที่ Sales Gallery

2. โครงการ ไอดีโอ สุขุมวิท – พระราม 4 (IDEO SUKHUMVIT – RAMA 4) โครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 32 ชั้น จำนวน 642 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,087 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท ใกล้ BTS พระโขนง เพียง 350 เมตร ห้องพักเพดานสูง 2.9 เมตร Courtyard สูง 6 ชั้น พื้นที่สีเขียวกว่า 2,500 ตร.ม. พร้อม Lobby ลอยฟ้าที่ชั้น 6 และเป็นคอนโดมิเนียมที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ได้ทั้ง 3 Gen พบกันที่งาน Pre sales วันที่ 16-17 พ.ย. นี้ ที่ Sales Gallery

3. โครงการ ไอดีโอ จรัญฯ 70 – ริเวอร์วิว (IDEO CHARAN 70 – RIVERVIEW) โครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 38 ชั้น จำนวน 1,421 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้าน เพียง 295 เมตร จาก MRT สถานีบางพลัด วิวแม่น้ำทุกยูนิต (ตั้งแต่ชั้น 10) และพื้นที่ส่วนกลางชั้นบนสุดวิวแม่น้ำ พร้อมห้อง HYBRID (เพดานสูง 4.5 เมตร) ที่เห็นวิวแม่น้ำแห่งแรกย่านจรัญสนิทวงศ์ จองก่อนใคร!! ในราคาที่ดีที่สุด สำหรับการจองผ่าน Online Booking วันที่ 5 พ.ย. นี้ และเปิดจองที่ Sales Gallery วันที่ 16-17 พ.ย.

4. โครงการ คิว ประสานมิตร (Q PRASARNMIT) โครงการคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 7 ชั้น จำนวน 76 ยูนิต มูลค่าโครงการ 712 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 149,000 บาท/ตร.ม. ใกล้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพียง 120 เมตร ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวสูง ด้วยจำนวนยูนิตน้อย พิเศษสุด!! สร้างเสร็จก่อนขาย พร้อมเข้าอยู่ สามารถชมห้องจริง บรรยากาศจริง พบกันที่งาน VIP Date วันที่ 8-10 พ.ย. นี้ ที่ Sales Gallery

สำหรับแนวคิด ANANDA URBAN WELLNESS เป็นแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่พัฒนาขึ้นมาจากความตั้งใจ ที่ไม่เพียงมุ่งพัฒนาแค่ที่อยู่อาศัย โดยมุ่งหวังเพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยของชีวิตคนเมือง และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนเมือง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วย 3 แนวคิดหลัก ดังนี้ คือ

1. Active Well Being : การออกแบบที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัย เน้นเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบแสงให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ มีพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอ มีพื้นที่ออกกำลังกายแบบ Active Gym ทั้งในบริเวณภายในอาคารและภายนอกตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีสาร VOC ต่ำ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการออกแบบสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกวัยและรวมถึงผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่ส่วนกลางหรือการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ( Universal Design )

2. Sustainability Design with Zero Pollution : การออกแบบด้วยแนวคิดแบบ Passive design ที่ประหยัดทั้งพลังงานและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไปอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย หรือการออกแบบ Lobby ให้เป็น Semi Outdoor รับลมธรรมชาติได้ หรือระบบหมุนเวียนของลม air ventilation system ภายในอาคาร เพื่อลดการใช้พลังงานและสร้าง pollution ให้แก่เมือง

3. Tech Smart Living Solutions : นวัตกรรมการออกแบบโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยแก่ลูกบ้านอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบตลอดเวลาพร้อมกระแสเงินสดในมือกว่า 5,900 ล้านบาท (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2562) ซึ่งบริษัทคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศและเตรียมพร้อมปรับแผนธุรกิจหากมีความจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาวของบริษัท

“แม้ว่าสภาวะตลาดจะผันผวน แต่ดีมานด์หรือความต้องการที่อยู่อาศัยในประเทศนั้นไม่ได้ลดน้อยลงหรือหายไปจากตลาดซึ่งอนันดาฯ ต้องศึกษาและทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองอย่างดีที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้ง 4 โครงการ ที่เราพัฒนาด้วยความตั้งใจ จะได้รับการตอบรับอย่างดีและสามารถครองใจคนเมืองอย่างเช่นเคย” คุณชานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

งานสภาสถาปนิก’19 ภายใต้แนวคิด “RE-ACT: ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง”

posted Oct 9, 2019, 2:57 AM by Maturos Lophong


สภาสถาปนิกร่วมกับบริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด ปักธงเปิดงานสภาสถาปนิก’19 งานประชุมนานาชาติทางสถาปัตยกรรมและแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ครบถ้วนและยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “RE-ACT: ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” ระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤศจิกายน 2562 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี

พลอากาศตรี หม่อมหลวงประกิตติ เกษมสันต์ นายกสภาสถาปนิก กล่าวว่า “สภาสถาปนิกมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพสถาปัตยกรรม ควบคู่กับการเผยแพร่และให้บริการด้านงานวิชาการต่างๆ แก่ประชาชนและองค์การที่เกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีทางสถาปัตยกรรม จึงเป็นที่มาของการจัดงานสภาสถาปนิก’19 ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของการจัดงานประชุมเชิงวิชาการและแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างระดับนานาชาติ ที่มีความพิเศษกว่างานอื่นๆ เพราะนอกจากจะเป็นงานแสดงนวัตกรรมจากผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก่อสร้างจากทั่วโลกแล้ว ภายในงานจะได้พบกับสถาปนิกครบทั้ง 4 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมผังเมือง เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม รวมถึงอัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ที่สำคัญการจัดงานครั้งนี้ยังได้เชิญวิทยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมาแบ่งปันความรู้และแนวคิดด้านการออกแบบ รวมถึงช่วยสร้างกระบวนการทางความคิดและพัฒนาวิชาชีพให้กับสถาปนิกไทย”


นายประกิต พนานุรัตน์ ประธานจัดงานสภาสถาปนิก’19 กล่าวว่า งานสภาสถาปนิก’19 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RE-ACT: ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” เพื่อสื่อถึงการที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมรวมถึงทุกวิชาชีพต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมปัจจุบัน ด้วยการศึกษาต่อยอดความรู้อย่างต่อเนื่อง” ภายในงานฯ จะมีการจัดเวทีสัมมนาและประชุมเชิงวิชาการทางสถาปัตยกรรม รวมกว่า 30 หัวข้อ แบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

- Forum A: The Key Note (A Forum for Inspiration) เป็นการเปิดโอกาสให้สถาปนิกไทยและผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมรับฟังแนวคิดจากสถาปนิกที่มีชื่อเสียงในระดับโลก อาทิ สเตฟาโน โบเอรี่ (Stefano Boeri) สถาปนิกและ นักออกแบบเมืองชื่อดังจากอิตาลี แอนดริว แกรนท์ (Andrew Grant) สถาปนิกระดับโลกจากประเทศอังกฤษเจ้าของผลงานออกแบบ Gardens by the bay ที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ บาร์บาร่า แบรี่ (Barbara Barry) มัณฑนากรระดับโลกจากลอสแอนเจลิสที่ทำงานอินทีเรียสไตล์ luxury อันเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น เพื่อเป็นการให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาการทำงานสู่ระดับสากลต่อไป

- Forum B: The Practice (Sharing Knowledge from a Master) เป็นการให้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพแก่สมาชิกสภาสถาปนิกและประชาชนทั่วไป โดยจะมีเนื้อหาครอบคลุมการปฏิบัติวิชาชีพทั้ง 4 สาขา รวม 5 ประเภทงาน ทั้งในส่วนงานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ และงานให้คำปรึกษา

- Forum C: The Innovation (Discussion for the Best Solution) ครั้งแรกกับเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมระหว่างสถาปนิกและกลุ่มธุรกิจ เพื่อนำไอเดียไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

- Forum D: The ACT Services (ACT Commitment to Serve Our Society) เป็นกิจกรรมที่สภาสถาปนิกให้บริการสังคมในรูปแบบของการให้คำปรึกษาโดยตรงแก่ประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมโดยกลุ่มสถาปนิกอาสา และยังเปิดพื้นที่และโอกาสให้สถาบันการศึกษาได้เผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ

“นอกจากนี้ ในงานฯ ยังจะมีการจัดการต่ออายุสมาชิกและให้สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคลากรใน แวดวงสถาปัตยกรรม รวมถึงมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างแนวคิดและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในด้านต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังรวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายของงานไว้อย่างมากมาย” นายประกิต กล่าว

ด้านนายศุภแมน มรรคา ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดงานสภาสถาปนิก’19 เผย ถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ว่า “ในขณะนี้ มีผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกว่า 500 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สิงคโปร์ เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ได้ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้าในงานสภาสถาปนิก’19 ทั้งยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชั้นนำเข้าร่วมงานแล้วกว่า 50 ราย ภายในงานฯ นอกจากจะมีฟอรั่มทั้ง 4 รูปแบบแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอีกมากมาย เช่น Product Launching Day ที่จัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 12.00-13.30 น. ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ชั้นนำในแวดวงผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน เรียกว่าเป็นการนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในปี 2020 มาให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสก่อนใคร อาทิ ระบบเจาะยึดเพื่อการติดตั้งผนัง Rain Screen แบบ Dry-process นำเข้าจากเยอรมัน ชุดท่อระบายน้ำสำหรับงานภูมิทัศน์ นำเข้าจากเยอรมัน และ Neolith นวัตกรรมวัสดุปิดผิวประเภทใหม่ที่เกิดจากการนำแร่หินธรรมชาติมาบดละเอียดแล้วหลอมเป็นแผ่นเรียบ เป็นต้น”

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่ทำการจัดแสดงในงาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในหมวด Designed for Wellness ที่ตอบโจทย์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจดูแลทั้งสุขภาพกายและจิตใจตัวเองมากขึ้น อาทิ

- Beau Showerlet จากบริษัท อาซาฮิ อเล็ก เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นนวัตกรรมฝารองนั่งสุขภัณฑ์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นที่มีระบบชำระล้างแบบอ่อนโยน ช่วยคงความสะอาดให้ร่างกายและไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อส่วนอื่นๆ ทั้งยังทำมาจากวัสดุพิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกันและยับยั้งการเกิดแบคทีเรีย ช่วยรักษาความสะอาดได้เป็นอย่างดี

- ARITCO Homelift จากบริษัท อาริทโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ลิฟต์บ้านจาก ARITCO ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัย ตัวลิฟท์ควบคุมด้วย 2 ระบบ คือ ไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้านและแบตเตอรีสำรอง ที่จะทำงานทันทีที่ไฟดับ รวมถึงระบบขับเคลื่อนโดยใช้สกรู จึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องสลิงขาด อีกทั้งกระจกที่ใช้ยังเป็นประเภท Tempered Laminated ที่มีความแข็งแรงและปลอดภัยสูง

- Panaplast Laminate จากบริษัท อีดีแอล ลามิเนตส์ จำกัด ลามิเนตส์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องความโปร่งแสง สามารถนำไปดัดแปลงเป็นรูปทรงต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย จึงสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระ ที่สำคัญคือ แอนตี้แบคทีเรีย 99.99% จึงเหมาะกับงานด้าน Health Care อาทิ โรงพยาบาล คลินิก ห้องสำหรับเด็ก

- Green Wall System จากบริษัท ดีวันซิสเต็ม จำกัด สวนแนวตั้งด้วยระบบแผง (Panel) ช่วยประหยัดพื้นที่ ทั้งยังสามารถเพิ่มลูกเล่น เช่น การจัดต้นไม้ไล่สี หรือทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ปลอดภัย และมีระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ สามารถให้น้ำได้อย่างทั่วถึงในทุกจุด จึงทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดูสวยงาม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดอุณหภูมิในอาคารบ้านเรือน และกรองอากาศได้

ในส่วนของแบรนด์ดังที่มาร่วมจัดแสดงสินค้าภายในงาน อาทิ TOSTEM แบรนด์ประตูหน้าต่างอลูมิเนียมคุณภาพจากญี่ปุ่น ได้นำผลิตภัณฑ์ใหม่มาจัดแสดง ได้แก่ GRANTS SERIES กรอบประตูหน้าต่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งบนอาคารสูงโดยเฉพาะ ตอบโจทย์การออกแบบของดีไซเนอร์ได้เป็นอย่างดีด้วยแบบบานที่หลากหลาย ทั้งบานเลื่อน บานเปิด บานกระทุ้ง บานเข้ามุม สามารถเลือกต่อกับบานช่องแสงได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังมี Ventilation Room ที่ประกอบด้วย GRANTS Ventilation ระบบระบายอากาศที่เหมาะสำหรับอาคารสูง เพราะฝังอยู่ในกรอบเฟรมแนวตั้ง จึงให้การรับชมวิวแบบพาโนรามาได้สุดสายตา ช่วยสร้างการไหลเวียนอากาศในห้องและป้องกันน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ Ventilation Door ประตูระบายอากาศช่วยสร้างการหมุนเวียนอากาศธรรมชาติภายในห้อง และประตูทางเข้า GIESTA ที่ออกแบบโดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก มีระบบล็อคที่แน่นหนา

ทางด้านบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ได้สร้าง BIM Center ขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) มาจัดแสดง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างผ่านกระบวนการออกแบบตั้งแต่เริ่มต้น จึงสามารถช่วยลดของเสียจากการก่อสร้าง (Construction Waste) ด้วยวิธีการสร้างโมเดล 3 มิติ ที่รวมแบบสถาปัตย์ โครงสร้าง และงานระบบเข้าด้วยกัน โดยใส่ข้อมูลของวัตถุองค์ประกอบต่างๆ ในอาคารเข้าไป ทำให้สามารถวางแผนการก่อสร้างและทำ Clash Detection เพื่อตรวจสอบความผิดพลาดผ่านโมเดลก่อนการลงมือก่อสร้างจริง เพื่อให้ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นำเสนอ สี GColor รุ่นใหม่ เพื่อเจาะตลาดอาคารอนุรักษ์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยสไตล์ย้อนยุคที่นิยมนำมา renovate เพื่อเป็นร้านอาหาร โฮสเทล หรือโบราณสถานที่ทรงคุณค่า พื้นที่เหล่านี้ต้องมีการใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนทั้งรื้อถอนและซ่อมแซม ต้องทำอย่างประณีต การเลือกวัสดุที่นำมาใช้ซ่อมแซมต้องไม่ทำให้พื้นผิวโบราณสถานเดิมได้รับความเสียหายและต้องช่วยรักษาพื้นผิวให้มีความสอดคล้องกับลักษณะของโบราณสถานเดิม

นอกจากนี้ ภายในงานสภาสถาปนิก’19 ยังมีโซน Designer Hub Pavilion หรือพื้นที่สำหรับนักออกแบบจากทุกสาขาวิชาชีพ ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาสถาปนิก เพื่อมาพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ออกแบบ และตกแต่ง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ส่วนผู้เข้าร่วมงานที่เป็นบุคคลทั่วไปก็สามารถมาพบกับผู้ให้บริการด้านการออกแบบ ตกแต่ง และผู้ให้บริการด้านการก่อสร้าง ที่สามารถให้คำแนะนำได้ในทุกความต้องการ

นายศุภแมน กล่าวเสริมว่า “จากไฮไลท์ทั้งหมดที่กล่าวไป คาดว่าจะสามารถดึงดูดให้มีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน อยู่ที่ประมาณ 90,000 คน ทั้งจากในและต่างประเทศ สำหรับต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 25% ซึ่งตอนนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้ว อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานฯ ยังมั่นใจว่างานครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมก่อสร้างภายในประเทศได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในหัวข้อ Construction Industry 2019 ที่คาดว่ามูลค่าการก่อสร้างรวมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นราว 1.38 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6.5% เมื่อเทียบกับปี 2018 ซึ่งเป็นผลพลอยได้มาจากการก่อสร้างของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างคมนาคม อีกทั้งการก่อสร้างภาคเอกชนก็ยังมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 5.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า และโครงการอาคารพาณิชย์ อย่างสำนักงาน และโครงการ mixed-use”

“การเติบโตด้านการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนที่กล่าวมาจะเป็นปัจจัยเสริมที่ดึงดูดผู้สนใจให้เข้ามาดูงานสภาสถาปนิกครั้งนี้กันมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นงานที่ได้รวบรวมนวัตกรรมด้านการก่อสร้าง รวมถึงโปรโมชั่นจากผู้ประกอบ การธุรกิจมากมายไว้ในงานนี้งานเดียว”

“สุดท้ายนี้ คณะผู้จัดงานฯ อยากจะขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานสภาสถาปนิก’19 ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายนนี้ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี โดยทางคณะผู้จัดงานฯ มีความตั้งใจและต้องการผลักดันให้งานนี้เป็นงานที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมในแวดวงอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ครบถ้วนที่สุดของเมืองไทยและยิ่งใหญ่ที่สุดอีกงานหนึ่งในเอเชีย เพื่อให้ทุกคนที่สนใจได้มาอัพเกรดความรู้และเทคโนโลยีจากทุกสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม”

บจธ. ชู ความสำเร็จวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ต้นแบบโมเดลบริหารจัดการที่ดินครบวงจร

posted Sep 24, 2019, 5:26 PM by Maturos Lophong   [ updated Sep 25, 2019, 10:38 PM ]



สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ บจธ. เผยการให้ความช่วยเหลือจัดหาที่ดินทำกินกับเกษตรกรผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องการหาที่ดินประกอบอาชีพเกษตร เพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ 65 ครัวเรือน เกินเป้าหมาย ภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า การลงพื้นที่พบกลุ่มสมาชิกเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย ของคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินและผู้บริหาร บจธ. นำโดย ผศ.ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา ประธานกรรมการบริหาร บจธ. ในพื้นที่เป้าหมายชองชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 7 บ้านใหม่กือนา ตำบลริมกก อ. เมือง จังหวัดเชียงราย ห่างจากสนามบินแม่ฟ้าหลวง ประมาณ 7 กม. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรผู้ยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ของ บจธ. ในรูปแบบของโฉนดชุมชนหรือโฉนดรวม โดยจะมีการจัดสรรแบ่งแปลงตามความต้องการให้ทำกินร่วมกันรวมเนื้อที่ประมาณ 69 ไร่

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์” นี้เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกบางส่วนของสหกรณ์เคหะสถานล้านนาเชียงราย จำนวน 65 ครัวเรือน โดยมี นายจรัส บำรุงแคว้น เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ สมาชิกสามารถ สร้างความเข้มแข็งในการออมเงินกันเองภายในกลุ่ม จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขึ้น และเคยได้รับความช่วยเหลือในด้านที่อยู่อาศัย โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งปัจจุบันยังขาดที่ดินทำกิน และได้นำเสนอโครงการเข้ามายัง บจธ. เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2562 เพื่อขอรับการสนับสนุนความช่วยเหลือ ต้องการมีที่ดินเพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน สมาชิกมีความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพาะปลูกพืชผักปลอดสารหรือพืชผักเกษตรอินทรีย์ อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดเขียว กวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย ผักกุ๋ยฉ่าย ถั่วฟักยาว ผักบุ้ง เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงปลา เป็นต้น และยังแบ่งพื้นที่ส่วนกลางของกลุ่มไว้ประมาณ 5 ไร่ สำหรับใช้เป็นพื้นที่เป็นที่ทำการของวิสาหกิจฯ ถนน และสาธารณูปโภค โดยสมาชิกเกษตรกรจะทยอยผ่อนชำระกับ บจธ. ในระยะเวลา 30 ปี 

“โครงการที่บ้านเวียงกือนา ตำบลริมกก แห่งนี้ มีความก้าวหน้าไปกว่า 90% แล้ว เป็นไปตามเป้าหมายการช่วยเหลือให้เกษตรกรและผู้ยากจนที่เป็นผู้ไม่มีที่ดิน ได้สามารถถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม สัมฤทธิ์ผลความสำเร็จเป็นโครงการแรกของโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรของ บจธ. ที่ขณะนี้เหลืออยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริการพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560” นายกุลพัชรกล่าว 

ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น นอกจากสามารถช่วยเหลือเกษตรกรยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองตามภาระกิจและวัตถุประสงค์ของ บจธ. ในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเหมาะสมแล้ว สัมฤทธิ์ผลในด้านการเกิดเป็น “นวัตกรรมใหม่” ในการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน (Innovation Land Management) ภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินครบวงจรอีกด้วย คือ สามารถใช้หลักเกณฑ์แบบใหม่ทางการเงิน ที่สามารถนำทรัพย์สินที่ดินของคนอื่นที่ไม่ได้ใช้ หรือทำประโยชน์ไม่เต็มที่ มาให้เกษตรกรสามารถถือครองที่ดินและเป็นของตนเองได้ในระยะยาว และสามารถบริหารจัดการที่ดินร่วมกันอย่างยั่งยืน สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้าง ความเข้มแข็ง ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางพระราชดำริ เศรษฐกิจแบบพอเพียง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

นายกุลพัชร เปิดเผยอีกว่า การดำเนินการให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรกลุ่มนี้ที่ผ่านมา บจธ. ได้ลงพื้นที่ไปแล้ว 2 ครั้งหลังจากที่เสนอโครงการเข้ามา เพื่อทำการสำรวจความพร้อมของที่ดินในการทำการเกษตรกรรม วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ตลอดจนความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บริเวณที่ดินโดยรอบมีความเหมาะสม แก่การทำการเกษตร รวมถึงเรื่องน้ำสำหรับใช้เพาะปลูก และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จากการวิเคราะห์พื้นที่โดยรวมแล้ว พบว่าที่ดินนี้ มีความสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูก และการคมนาคมขนส่งสะดวกอยู่ห่างจากสนามบินตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร อีกทั้ง บจธ. ได้ประสานกับตลาดกลางทางการเกษตรรายใหญ่ในจังหวัดเชียงรายที่กำลังจะเปิดบริการในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ ให้เกษตรกรในกลุ่มได้สามารถนำสินค้าการเกษตรของตนเข้ามาจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ได้ 

โมเดลโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรนี้ เป็น 1 ใน 4 ของโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ บจธ. ดำเนินการ ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ดินที่ได้รับอย่างเหมาะสม เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการทำเกษตรกรรมของเกษตรกร โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือ เริ่มต้นที่เกษตรกรจะต้องมี การรวมกลุ่มในรูปแบบของสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีรายชื่อและ จำนวนสมาชิกที่ชัดเจน โดยจะต้องมีเป้าหมายหลักในการกระจายการถือครองที่ดิน ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน กล่าวคือ จะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน ในการจะใช้ประโยชน์และจัดสรรที่ดินให้กับสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งทาง บจธ. จะมีหน้าที่คอยให้ความ ช่วยเหลือดูแล ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยในเบื้องต้น บจธ. จะเป็นผู้ลงสำรวจพื้นที่ ตรวจสอบ ความเหมาะสมในการใช้ที่ดิน สำหรับเป็นที่ทำกิน ดูความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมในการผลิตต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาแล้วผ่าน ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่างๆ เพื่อจัดซื้อที่ดินต่อไป ที่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริการพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

นอกจากการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเสนอโครงการ จัดทำข้อมูลวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ และจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกรตามเป้าหมายแล้ว ในโมเดลนี้ยังสนับสนุนการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน และสร้างอาชีพที่ มั่นคงแก่เกษตรกรด้วยการส่งเสริมอาชีพอีกด้วย โดย บจธ. ได้ร่วมกับ 15 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการด้านสนับสนุนให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ ดูแลกระบวนการผลิตไปจนถึงจัดหาแหล่งตลาดกลางพืชผลและส่งเสริมด้านการตลาดให้แก่กลุ่มเกษตรกรอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน บจธ. ได้ดำเนินโครงการไปแล้วใน 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.ชุมชนใน ต. ริมกก อ. เมือง จ. เชียงราย 2. ชุมชนน้ำแดงพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี 3. ชุมชนใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ 4. ชุมชนใน จ. นครศรีธรรมราช โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งหมดประมาณ 150 ครัวเรือน ในวงเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท จากงบทั้งหมดที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ บจธ. ต้องดำเนินการ ในพื้นที่ทั่วประเทศทั้งหมด 200 ล้านบาท 

สำหรับทั้ง 4 โครงการที่ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ในวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 400 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำรอง 5 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่ และ ลำพูน 2. โครงการต้นแบบการบริหารจัดการธนาคารที่ดินแบบครบวงจรใน 4 พื้นที่ 3. โครงการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกร และผู้ยากจน 4. โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายภาครัฐ และยังมีอีก 1 โมเดล คือ โครงการตลาดกลางที่ดิน ซึ่งทั้งหมด 5 โมเดลนี้เป็นโมเดลที่ บจธ. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องนับจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภารกิจที่ บจธ. ต้องดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชกฤษฏีกาในการจัดตั้ง บจธ. เมื่อปี 2554 มีดังนี้ กระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม จัดตั้งธนาคารที่ดิน รวบรวมข้อมูลที่ดินและเป็นตัวกลางระหว่างผู้ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน กับเจ้าของที่ดินที่ยังมิได้ใช้ประโยชน์ หรือเจ้าของที่ดินที่ยังไม่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่ ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของรัฐ และดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินของเอกชน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง สนับสนุนให้ชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน ทั้งที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับการอยู่อาศัยในรูปแบบโฉนดชุมชน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน

สำหรับเกษตรกรและผู้ยากจนที่ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.labai.or.th หรือส่งอีเมลล์ที่ labai@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่ โทร 0 2278-1244, 02278-1648 ต่อ 601,602,610 มือถือ 09 2659 1689

เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร

posted Sep 18, 2019, 1:39 AM by Maturos Lophong


เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร

ประกาศส่ง Zelection Built-in ทลายทุกกฎการตกแต่ง

ครั้งแรกในไทยกับนวัตกรรมดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการบิลท์อิน


เอสบี ดีไซน์สแควร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ของเมืองไทย ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” ประกาศปฏิวัติวงการบิลท์อินด้วยนวัตกรรมดีไซน์ล่าสุดและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งแรกในเมืองไทยกับ “Zelection Built-in” ที่ทลายทุกกฎการตกแต่งบ้าน เสริมทัพด้วยเฟอร์นิเจอร์ 2 แบรนด์ดังจากฝั่งยุโรปและอเมริกา Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) และ Universal (ยูนิเวอร์แซล) พร้อมเปิด “Designer Club” ที่จะเป็น Hub ของกลุ่มลูกค้าอินทีเรียดีไซน์เนอร์ที่เป็นสมาชิก SB Designer Club เท่านั้น

นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) ว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เอสบี ดีไซน์ สแควร์ มีสินค้าตกแต่งบ้านใหม่ๆ แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหลากหลายสไตล์ แต่ด้วยพื้นที่ที่มีอยู่ 10,000 ตาราเมตร ไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อการเพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ๆ ดังนั้นบริษัทฯ จึงทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิมเป็น 15,000 ตารางเมตร พร้อมปรับโฉมใหม่ให้เป็น Flagship Store สุดครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations”


“สาขานี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 10 แล้ว เรามีแบรนด์สินค้าใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแบรนด์จากต่างประเทศ อาทิ Habitat ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ได้รับสิทธิ์จัดจำหน่ายแต่เพียง ผู้เดียวในประเทศไทย อีกทั้งยังมีนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอีกมากมาย และเพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าที่มีอย่างหลากหลายเราจึงทำการปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งการปรับลุคใหม่ในครั้งนี้ นอกจากเป็นการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว เรายังมีการเปิดตัว Zelection Built-in ซึ่งเป็นแบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อินที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการบิลท์อินในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะจากการสำรวจพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจกับสินค้าที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ของเราเท่านั้น แต่ยังให้ความสนใจกับงานตกแต่งอื่นๆ เช่น การกรุกระจกและการทำผนังตกแต่งในห้องตัวอย่างของเรา ทำให้เราได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้า ที่สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาที่ลูกค้าต้องประสบจากกระบวนการทำงานบิลท์อินรูปแบบเดิมๆ อีกด้วย

Zelection Built-in เป็นนวัตกรรมดีไซน์ที่นับเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญและจะช่วยสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ในตลาดเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างแท้จริง นับเป็น “ครั้งแรกในไทย” กับการนำเอากระบวนการแบบ “PREFAB” มาใช้ในการทำ บิลท์อิน ซึ่งวันนี้ เอสบี ก้าวข้ามความเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไปแล้ว และเรากำลังก้าวสู่โลกของ “งานตกแต่งภายใน” อย่างเต็มรูปแบบ เราพร้อมเป็นผู้รับเหมาทำงานตกแต่งภายในแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มที่เป็น End User และกลุ่มที่เป็นอินทีเรียดีไซน์เนอร์ ซึ่งโดยศักยภาพของ เอสบี ที่พร้อมอย่างเต็มที่ในด้านนวัตกรรมดีไซน์, กระบวนการผลิต, เทคโนโลยี และเครือข่ายที่แข็งแกร่งของซัพพลายเออร์วัตถุดิบจากทั่วโลก ทำให้ Zelection Built-in ทลายกรอบเดิมๆ ของงานบิลท์อินในหลากหลายมิติ ทั้งในเรื่อง ·Smart Structural Design คือ ทุกชิ้นส่วนของ งานโครงสร้างและวัสดุตกแต่งจะถูกผลิตที่โรงงานเพื่อช่วยให้กระบวนการติดตั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลา การทำงานไปได้มากกว่าครึ่ง ทำให้ลูกค้าได้งานบิลท์อินที่สวยสมบูรณ์แบบ มีคุณภาพมาตรฐาน และในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคนี้ที่ชอบความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งในส่วนนี้เราได้ทำการจดสิทธิบัตรการออกแบบไว้เรียบร้อยแล้ว Limitless Design โดยเรามีศูนย์รวมวัสดุหรือ Material Library ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกนับ 1,000 รายการ ซึ่ง เอสบี เป็นผู้นำเข้าเองแบบเอ็กซ์คลูซีฟจะไม่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป สร้างความยืดหยุ่นสูงในการให้ลูกค้าเลือกออกแบบงานบิลท์อินที่ตรงใจ เพื่อสร้างสรรค์ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ ตอบโจทย์แบบ Personalize ได้อย่างแท้จริง Design Automation ซอฟต์แวร์สุดล้ำจากเยอรมัน เป็นตัวเชื่อมระหว่างการออกแบบและกระบวนการผลิต ให้ทุกออเดอร์ดีไซน์จากหน้าโชว์รูมพุ่งตรงสู่โรงงานผลิต ลด Human Error ช่วยให้ลูกค้าได้ชิ้นงานที่ถูกต้องแม่นยำได้มาตรฐานในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งที่นี่เรามี Model Rooms จำนวน 24 ห้อง ที่สร้างสรรค์ด้วย Zelection Built-in เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบิลท์อิน การตอบโจทย์และการแก้ปัญหาพื้นที่ การมิกซ์แอนด์แมตช์วัสดุที่หลากหลาย การสร้างสรรค์งานดีไซน์ให้สะท้อนคาแรคเตอร์ของ ผู้อยู่อาศัยตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้า”


นางธัญญรักข์ กล่าวต่อไปว่า “แม้ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ปี 2562 อาจจะไม่สวยหรูนัก เนื่องจากผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ แต่กลุ่มลูกค้าตลาดระดับบนของที่อยู่อาศัยแนวราบนับว่ายังพอไปได้ ดังนั้น การเปิดตัว “Zelection Built-in” ครั้งนี้ เราจึงเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากฝั่งยุโรปและอเมริการ ได้แก่ Laura Ashley และ Universal มาเปิดที่สาขา CDC แห่งนี้”

โดย นายฌอห์ณ แองลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายปฏิบัติการ แบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) เผยถึงความร่วมมือกับ เอสบี ครั้งนี้ ว่า “เรามองว่า เอสบี เป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งมากในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทย มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเรารู้สึกโชคดีที่ได้ร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในหลายๆ ด้าน ทั้งการออกแบบโชว์รูม การคัดสรรสินค้าที่เหมาะกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวไทย การจัดแสดงสินค้าสวยงามและมีแผนการตลาดที่ดี เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ขยายแบรนด์ลอร่าร่วมกับเอสบีไปอีกหลายสาขา” ทั้งนี้หากใครที่เคยอยู่อังกฤษ เชื่อว่าน่าจะคุ้นเคยกับแบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการแต่งบ้านสไตล์ Modern Vintage ด้วยความ โดดเด่นเรื่อง “ลวดลายและสีสันของงานผ้า” ที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความมีระดับในแบบฉบับอังกฤษ ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ รวมถึงของตกแต่งต่างๆ มากมาย จะถูกยกมาไว้ให้ได้ ช็อปแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์

ขณะที่ นายแมททิว คิม รองประธานฝ่ายขายต่างประเทศ แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) เผยว่า “Universal เป็นแบรนด์ที่มุ่งเรื่องการทำตลาดต่างประเทศ และเราก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีเสมอที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของพาร์ทเนอร์ของเรา โดยเฉพาะกับ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้นำในตลาดเมืองไทย มันมากกว่าแค่เรื่องของสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ทั้งยูนิเวอร์แซลและเอสบี เราต่างเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ อันยาวนานกว่า 50 ปี ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เรามักจะแชร์กระบวนการคิดความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้า และทำงานร่วมกันในการที่จะตอบสนองความต้องการนั้นๆ ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเรื่องสไตล์ ราคา คุณภาพ และความสบายในการใช้งาน ซึ่งการที่ยูนิเวอร์แซลได้ขยายตลาดมาใน เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขาที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเช่นนี้ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ท้าทายสำหรับเรา” แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) ได้เปิดช็อปแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ เท่านั้น โดยมีความหรูหราสง่างามและทันสมัยสไตล์ Modern American เป็นจุดเด่นของแบรนด์ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นงาน Handcraft เน้นการใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม เพื่อสร้างสัมผัสที่โดดเด่นแบบ American Signature เชื่อว่าคนรักการแต่งบ้านที่มาเยี่ยมชมภายในร้านต้องได้ Inspire ดีๆ ในการตกแต่งบ้านแน่นอน

สำหรับ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) เป็น Flagship Store โดดเด่นด้วยไฮไลท์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย ทั้งนี้เพื่อให้จิ๊กซอร์ในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามีความครบถ้วนและเข้มแข็งขึ้น นอกจาก Zelection Built-in แล้วยังมี โซน Custom Shop เป็นศูนย์รวมสินค้าสั่งทำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า “ออกแบบได้ตรงใจ เลือกดีไซน์ในแบบที่เป็นตัวเอง” สำหรับสินค้ากลุ่มเตียงนอน, โซฟา, สตูล, เก้าอี้, หมอนอิง และผ้าม่าน อย่างเตียงนอน ก็เลือกได้ตั้งแต่ขนาดเตียง ความสูงของหัวเตียง ดีไซน์ขาเตียง กระทั่งสีสันของหมุดตอกและลวดลวย การตอกหมุดก็เลือกได้เพื่อเพิ่มดีไซน์ความเก๋ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นบอดี้เตียงเสริมหรือเตียงลิ้นชัก เพื่อตอบโจทย์ ที่เพิ่มเติมด้วย เพื่อให้สามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการและตรงใจมากที่สุด โซน Power Buy ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ประสบการณ์ช้อป และ Pacamara ร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อเรื่องเมล็ดกาแฟที่คั่วเอง

“และเพื่อให้สาขา CDC สามารถรองรับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม เราได้เปิดตัว SB Designer Club Workspace ซึ่งจะเป็น Hub แห่งแรกของเหล่าอินทีเรียดีไซเนอร์เฉพาะที่เป็นสมาชิก “SB Designer Club” เท่านั้น โดยเราได้จัดเตรียม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Meeting Rooms, Smart TV, Free WIFI, Pointer, Bluetooth Speaker, F&B Special Pack” นางธัญญรักข์ กล่าวในที่สุด

นีโอ กรุ๊ป อสังหาฯ น้องใหม่ผุด 3 โครงการใหม่ ใจกลางย่านลาดพร้าว

posted Sep 16, 2019, 11:56 PM by Maturos Lophong

นีโอ กรุ๊ป อสังหาฯ น้องใหม่ผุด 3 โครงการใหม่ ใจกลางย่านลาดพร้าว

ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่อยากมีบ้านสักหลัง ในแนวราบ

นีโอ กรุ๊ป อสังหาฯ น้องใหม่ ไม่หวั่นตลาดแนวราบแข่งเดือด ปักธง 3 ทำเลศักยภาพ ใจกลางย่านลาดพร้าว พร้อมเปิดตัวโครงการใหม่ ชูจุดเด่น ความคุ้มค่า ทำเลดี การออกแบบที่ลงตัว ตอบโจทย์ความต้องการทุกรูปแบบการใช้ชีวิต

นางปิยนุช บุญเยี่ยมเยียน ประธานกรรมการ บริษัท นีโอ 3241 ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด หรือ นีโอ กรุ๊ป (NEO Group) เปิดเผยว่า นีโอ กรุ๊ป ถือเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ของวงการ จากประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่า 10 ปี โดยได้ทำงานด้านการพัฒนาที่ดิน ศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ให้กับบริษัทใหญ่ๆ ตั้งแต่เรียนจบ และออกมาทำโครงการของตนเอง โดยได้รวมกลุ่มเพื่อนที่มีความสนใจและรักในการสรรสร้างที่อยู่อาศัยมาระดมความรู้ความสามารถความต้องการ มาออกแบบจนเป็นที่อยู่อาศัยที่ทำให้ทุกพื้นที่ในบ้านเกิดประโยชน์สูงสุด และคิดเผื่อสำหรับการปรับรูปแบบการใช้งานให้ครบครันและคุ้มค่าคุ้มราคามากที่สุด โดย 4 โครงการที่ได้ปิดโครงการไปแล้วอย่าง เดอะคลาสซี่ คอนโด รัชดา 19, นีโอเฮ้าส์ นาคนิวาส 32, นีโอ สเปซ สุคนธสวัสดิ์ 3 และ นีโอ สเปซ พลัส สุคนธสวัสดิ์ 3 ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกบ้านเป็นอย่างดี ทั้งนี้บริษัทฯ และทีมงานทุกคนยังคง ดำเนินการศึกษาผลงานที่ได้สร้างมาแล้ว เพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ที่อยู่อาศัยดียิ่งขึ้น และได้ทำการศึกษาข้อมูลและความต้องการของกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ต้องการหาบ้านเพื่ออยู่อาศัยในวันนี้อย่างต่อเนื่อง พบว่านอกจากทำเลที่ตั้งที่เป็นหัวใจสำคัญในการเลือกซื้อบ้านต้องอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ การคมนาคมต้องสะดวก การจับจ่ายหาอาหารและสิ่งของที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์แล้ว การออกแบบภายนอกภายในให้สวยงาม มีพื้นที่ใช้สอยตอบโจทย์ความต้องการอย่างครบครัน โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรมากก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน จากข้อมูลดังกล่าว จึงผุด 3 โครงการใหม่ มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท เน้นตอบโจทย์ชีวิตในทุกรูปแบบ ทั้งทาวน์โฮม

โฮมออฟฟิศ บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด สามารถจับกลุ่มครบทุกความต้องการบน 3 ทำเลศักยภาพใจกลางย่านลาดพร้าว 

ทั้งนี้ นีโอ กรุ๊ป ได้ศึกษาและทำความเข้าใจถึงความต้องการบ้านสักหลังเป็นอย่างดี ด้วยทำเล การออกแบบ พื้นที่ใช้สอย พื้นที่จอดรถที่เพียงพอ พื้นที่ทุกตารางเมตรและทุกตารางวา ต้องถูกนำมาใช้ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดให้คุ้มค่ากับค่าที่ดินที่พุ่งสูงขึ้นทุกวัน ราคาที่สมเหตุสมผล อยู่ในงบตามความต้องการของลูกค้า คืออีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่เรานำมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนซื้อบ้าน โดยเน้น 4 จุดเด่นที่ทำให้โครงการของนีโอ กรุ๊ป โดดเด่นและแตกต่าง คือ 1). ทำเล (Location)

2). การออกแบบจากประสบการณ์ (Experience) 3). ความคุ้มค่า คุ้มราคา (Value for Money) 4). ความสมดุลย์ของฟังก์ชั่นและดีไซน์ (Functional & Design)



SENSE นาคนิวาส 48 BY NEO GROUP บ้านเดี่ยว บ้านแฝด สไตล์โมเดิร์น 3 ชั้น 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ พร้อมห้องอเนกประสงค์ สามารถปรับฟังก์ชั่นที่ต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นห้องทำงาน ห้องนอนผู้สูงอายุ โดดเด่นด้วยดีไซน์บ้านที่ออกแบบมาเป็นแนวโมเดิร์น มี ROOFTOP ชั้นบนดาดฟ้า บนพื้นที่เริ่มต้นเพียง 39 - 50 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย

285 - 325 ตารางเมตร สามารถเพิ่ม “สระว่ายน้ำ” ได้ มีทั้งหมด 9 หลัง หน้าบ้านกว้าง 8 เมตร ที่จอดรถ 3 คัน ตั้งอยู่ใน

ซอยนาคนิวาส 48 แยก 18 - 20 อยู่ใกล้แหล่งสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ตลาดโรงไม้, โรงเรียนสตรีวิทยา 2, ห้างสรรพสินค้ารายล้อมมากมาย อาทิ Central East Ville, CDC, The Crystal Park, HomePro, Lotus และใกล้ทางขึ้นลงทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ราคาเริ่มต้นที่ 9.99 ล้านบาท เน้นกลุ่มลูกค้าระดับกลางไปจนถึงระดับค่อนข้างสูง ที่มีไลฟ์สไตล์อยากใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน

NEO SPACE @ WORK ลาดพร้าว 41 โฮมออฟฟิศ 3 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ดีไซน์โมเดิร์น มาพร้อมห้องอเนกประสงค์โถงสูง 5.7 เมตร บนพื้นที่ 27 - 43 ตารางวา พื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 230 – 300 ตารางเมตร มีทั้งหมด 15 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.30 เมตร ที่จอดรถ 4 – 6 คัน มีลิฟต์จอดรถ (Auto Parking) สามารถรับน้ำหนักได้ 2.3 ตัน ตั้งอยู่บนทำเลภาวนา ซอยลาดพร้าว 41 แยก 16 ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลาดพร้าว ประมาณ 2 กิโลเมตร และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง เส้นลาดพร้าว - สำโรง สถานีภาวนา เพียง 1 กิโลเมตร ราคาเริ่มต้นที่ 8.99 ล้านบาท เน้นจับกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ Startup หรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่ต้องการออฟฟิศทำงานและที่พักอาศัยในสถานที่เดียวกัน



NEO HAUS PLUS นาคนิวาส 32 พรีเมี่ยมทาวน์โฮม สไตล์โมเดิร์น 3 ชั้นครึ่ง 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ดีไซน์บ้านที่ออกแบบมาเน้นความโปร่งสบาย พร้อม DOUBLE VOLUME สูง 5.8 เมตร เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้มากขึ้น รองรับกิจกรรมทุกคนภายในบ้าน บนพื้นที่ 17 - 26 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 196 - 237 ตารางเมตร มีทั้งหมด 8 ยูนิต หน้าบ้านกว้าง 5.40 เมตร ที่จอดรถ 2 คัน ตั้งอยู่บนทำเล ซอย นาคนิวาส 32 ห่างจากปากซอย 80 เมตร ใกล้ตลาดนกแก้ว, Central East Ville, CDC, The Crystal Park, HomePro, Lotus ราคาเริ่มต้นที่ 6.99 ล้านบาท โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความเป็นส่วนตัว เนื่องจากเป็นซอยตัน และทางโครงการได้ทำประตูทางเข้าส่วนกลาง ซึ่งลูกบ้านจะได้มีปฏิสัมพันธ์กัน เกิดเป็นชุมชนเล็กๆ ขึ้น

สำหรับโปรโมชั่นพิเศษทางบริษัทได้จัดกิจกรรม พรีเซลล์ พร้อมชมบ้านตัวอย่างในวันที่ 28-29 กันยายน 2562 หากลูกค้าจองในวันดังกล่าวรับส่วนลดสูงสุด 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน)



นางปิยนุช กล่าวปิดท้ายว่า เนื่องจากเราเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีการตัดสินใจทั้งในด้านการบริหาร และการบริการได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่สามารถสร้างความประทับใจ และความพึงพอใจ ตั้งแต่เริ่มกระบวนการขาย

การปิดการขาย และการบริการหลังการขาย ให้กับลูกค้าที่กลายมาเป็นลูกบ้าน ได้เป็นอย่างดี โดยในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าว่า จะสามารถปิดโครงการทั้ง 3 โครงการได้ภายในปี 2563 และคาดว่าในปี 2563 บริษัทฯ มีแผนที่จะผุดโครงการใหม่อีก

3 โครงการ ได้แก่ บ้านเดี่ยว วิภาวดี 16 มูลค่าโครงการ 90 ล้านบาท, คอนโดฯ พหลโยธิน 23 มูลค่าโครงการ 150 ล้านบาท และ @WORK สุคนธสวัสดิ์ มูลค่าโครงการ 100 ล้านบาท รวมมูลค่าโครงการทั้งหมด 340 ล้านบาท

ดี-แลนด์ เดินหน้าปั้น “พอร์โต้ โก”

posted Sep 16, 2019, 7:07 PM by Maturos Lophong   [ updated Sep 16, 2019, 7:10 PM ]


ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าขยายไลน์ธุรกิจ “พอร์โต้ โก” (Porto Go) จุดแวะพักรูปแบบ ใหม่สำหรับนักเดินทาง โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งอยู่บนเส้นทางหลวงเชื่อมจังหวัด ล่าสุดทุ่ม 400 ล้าน ผุดโครงการที่ สอง “พอร์โต้ โก ท่าจีน” บนถนนพระราม 2 จับกลุ่มคนเดินทางลงภาคใต้ จับมือสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ และควงสองแบรนด์ดังสัญชาติไทย “วราภรณ์ ซาลาเปา” และ “ชาตรามือ” เปิดไดร์ฟทรูสาขาแรกในประเทศไทย

นายสุเทพ ปัญญาสาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า “จากความสำเร็จใน การปั้น “พอร์โต้ ชิโน่” ไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งแรกในจังหวัดสมุทรสาครเมื่อ 7 ปีก่อน บริษัทฯ ได้ต่อยอดและขยาย ธุรกิจรูปแบบใหม่ เป็นจุดแวะพัก หรือ Rest Area บนเส้นทางหลวงเชื่อมจังหวัด ภายใต้แบรนด์ “พอร์โต้ โก” โดย บริษัทฯ ได้ศึกษาข้อมูลพฤติกรรมของนักเดินทางที่ใช้ถนนสายหลัก และพบว่ามีรถยนต์วิ่งเฉลี่ย 14.8 ล้านคันต่อปี หรือ 4 หมื่นคันต่อวัน และเกือบทั้งหมดจอดแวะจุดพักรถ เพื่อเข้าห้องน้ำและทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น แวะพักผ่อน เพื่อ เติมความสดชื่นระหว่างเดินทาง รับประทานอาหาร ซื้อกาแฟ แต่มีเพียง 30% เท่านั้น ที่แวะเติมน้ำมัน ดังนั้น โครงการ “พอร์โต้ โก” จึงมีมากกว่าสถานีบริการน้ำมันและห้องน้ำสะอาด เพื่อตอบโจทย์ได้ครบทุกความต้องการ”

“บริษัทฯ ได้เปิดตัวโครงการแรกไปเมื่อปี 2560 ในชื่อ “พอร์โต้ โก บางปะอิน” ตั้งอยู่บนถนนสายเอเชีย กิโลเมตรที่ 4 ฝั่งขาออกจากกรุงเทพฯ ที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นจุดพักรถ 24 ชั่วโมง ที่ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักเดินทางที่ขับรถขึ้นภาคเหนือและภาคกลางตอนบน โดยมีจุดเด่นที่มีที่จอดรถ สะดวก ห้องน้ำติดแอร์ ร้านค้าของฝาก และร้านอาหารชื่อดัง อาทิ 7-eleven, amazon และร้านที่เปิดให้บริการไดร์ฟทรู อย่าง Starbucks, KFC, McDonald’s และ Dunkin ที่เป็นสาขาแรกในประเทศไทย”


นายสุเทพ กล่าวว่า “จากความสำเร็จดังกล่าว บริษัทฯ จึงได้ทุ่มงบประมาณ 400 ล้านบาท สำหรับโครงการที่สอง ใช้ชื่อว่า “พอร์โต้ โก ท่าจีน” อยู่บนพื้นที่ขนาด 23 ไร่ ที่ตำบลบางโทรัด อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ก่อนถึงวัดเกตุมวดีศรีวราราม เพื่อเน้นเจาะกลุ่มนักเดินทางที่ขับรถลงภาคใต้บนถนนพระราม 2 ซึ่งมีปริมาณการจราจร เฉลี่ยสูงถึงวันละ 1.2 แสนคัน โดยยังรักษาจุดเด่นในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน เพื่อสร้างประสบการณ์ การพักผ่อนระหว่างการเดินทางที่แปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำติดแอร์พร้อมระบบสุขภัณฑ์แบบไร้การสัมผัส สถานีบริการน้ำมัน ร้านค้า ร้านอาหารมากถึง 30 ร้าน ที่มีทั้งร้านอาหารชั้นนำ ร้านสะดวกซื้อ ร้านของฝาก ร้านกาแฟ ร้านค้าแบรนด์ดัง รวมไปถึงบริการชาร์จไฟฟ้ารถยนต์ และที่จอดรถมากกว่า 200 คัน พร้อมที่จอดรถทัวร์”


“นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ดึงพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะขยายธุรกิจในรูปแบบไดร์ฟทรูและรูปแบบใหม่ๆ ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคตเข้าร่วม ซึ่งปัจจุบันโครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” มีพันธมิตร ทั้ง Starbucks และ KFC เปิดให้ บริการไดร์ฟทรู จนถึง 4 ทุ่มทุกวันแล้ว อีกทั้ง วราภรณ์ ซาลาเปา และ ชาตรามือ สองแบรนด์ดังสัญชาติไทยก็เตรียมที่จะเปิดไดร์ฟทรูเป็นสาขาแรกในประเทศไทยในวันที่ 27 กันยายน และ 10 ตุลาคมนี้ ในส่วนสถานีบริการน้ำมันที่เปิดให้บริการใน “พอร์โต้ โก ท่าจีน” ทางดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ ได้จับมือกับบริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด ในการเปิดสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ ซึ่งจะเป็นสาขาที่ 3 บนถนนพระราม 2 เปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายนนี้”


“บริษัทฯ มั่นใจว่า ด้วยบริการไดร์ฟทรูจากพันธมิตรแบรนด์ดังเหล่านี้ จะช่วยทำให้การเดินทางสู่ภาคใต้ของถนน พระราม 2 มีชีวิตชีวายิ่งขึ้น 

โครงการ “พอร์โต้ โก ท่าจีน” คาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์และเปิดให้บริการได้เต็ม รูปแบบภายในต้นปี 2563”

“ดี-แลนด์ พร็อพเพอร์ตี้ คือผู้บุกเบิกการนำบริการไดร์ฟทรูเข้ามาเป็นแม็กเน็ตในไลฟ์สไตล์มอลล์ ซึ่งเห็นได้จากทั้ง Starbucks, Dunkin, วราภรณ์ ซาลาเปา และชาตรามือ ซึ่งได้เปิดสาขาไดร์ฟทรูเป็นครั้งแรก 

และในอนาคตยังมี แผนขยายธุรกิจไปตามถนนสายหลักโดยรอบกรุงเทพฯ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ในการเป็นจุดแวะพักสำหรับ นักเดินทางและลูกค้าทั่วไปที่ใช้บริการ” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ รวมสูตรลัดจัดห้องนอนอย่างง่ายๆ

posted Sep 5, 2019, 9:50 PM by Maturos Lophong


มาแล้ว! แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่

รวมสูตรลัดจัดห้องนอนอย่างง่ายๆ เพื่อการพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ

 เพราะการนอนหลับพักผ่อนอย่างมีความสุข คือ ส่วนผสมสำคัญของการเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดใส...แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่จึงมาพร้อมกับหลากหลายวิธีง่ายๆ ในการจัดแต่งห้องนอนเพื่อให้ทุกคนมีค่ำคืนที่แสนสุขและทำบ้านให้เป็นบ้านอย่างแท้จริง นอกจากเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่ อิเกียประเทศไทย ยังได้เผย 4 ธีมหลักที่จะทยอยเปิดตัวตั้งแต่กันยายน 2562 – สิงหาคม 2563 เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งห้องนอนให้กับชาวไทย ได้แก่ บ้านสวยลุคใหม่ เปลี่ยนง่ายกว่าที่คิด (Easy change, Easy renewal), จัดระเบียบบ้านด้วยการจัดเก็บ(Store & Organize), ครบสูตรความสบายเพื่อการพักผ่อนในห้องนอน (Sleeping/Complete comfort in bedroom) และบ้านนี้มีเจ้าตัวน้อย (Living with children)

ทอม ซูเทอร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ ถือโอกาสชวนทุกคนมาทบทวนความสำคัญของการพักผ่อน โดยชี้ให้เห็นว่า “ระยะเวลาการนอนโดยเฉลี่ยของคนในปัจจุบันลดลงจาก 8 ชั่วโมง เหลือเพียง 6 ชั่วโมง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่านิยมยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งมั่นทำงานเพื่อปูทางสู่ความสำเร็จ ทำให้ความสำคัญของการพักผ่อนลดน้อยลง แต่สำหรับอิเกียและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์นั้น การพักผ่อน โดยเฉพาะการนอนหลับ เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีในทุกๆ วัน เพราะทำให้ร่างกายและจิตใจได้พักฟื้นคืนพลัง พร้อมสำหรับการเริ่มต้นวันใหม่และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข”


ปีนี้ อิเกียจึงชวนทุกคนมาปรับเปลี่ยนแนวคิดและลุกขึ้นมาเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนกัน เริ่มจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ง่ายๆ ภายใต้ธีม “Easy Renewal For Better Sleep” โดยจะจัดกิจกรรมสนุกๆ ในสโตร์เพื่อต้อนรับแคตตาล็อกเล่มใหม่ และเติมแรงบันดาลใจในการแต่งห้องนอนเพื่อการพักผ่อนที่ดียิ่งขึ้นให้กับชาวไทย การเปลี่ยนลุคใหม่ให้กับบ้านสามารถทำได้โดยไม่ต้องรอโอกาสพิเศษ เช่น ปีใหม่ หรือ ตรุษจีน และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายเลย อาจใช้เวลาช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ช่วยกันเปลี่ยนบรรยากาศในบ้านได้ง่ายๆ ด้วยไอเดียและสินค้าใหม่ๆ ที่มีให้เลือกหลากหลายจากแคตตาล็อกอิเกีย ไม่จำเป็นต้องมีงบประมาณมากมาย ก็ยังแต่งบ้านได้เป็นร้อยไอเดีย เพื่อจุดประกายความคิด เพิ่มพลังบวก สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับบ้านและชีวิต พร้อมเริ่มต้นวันใหม่อย่างสดชื่น

แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ รวบรวมเคล็ด(ไม่)ลับในการปรับแต่งบ้านเพื่อให้ทุกคนในบ้านพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ โดยทุกไอเดียที่คัดสรรมาล้วนทำตามได้ง่าย เพียงแค่เปลี่ยนปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน เติมผ้าม่าน มู่ลี่ โคมไฟ ต้นไม้ หรือแม้กระทั่งแก้วน้ำสักใบเข้ามา เป็นตัวช่วยเปลี่ยนบรรยากาศภายในห้องให้มีความสงบ ผ่อนคลาย ช่วยให้นอนหลับฝันดีได้ตลอดทั้งคืน

เทคนิคง่ายๆ ในการเปลี่ยนลุคห้องนอน 

แสง: ใช้ผ้าม่านหรือมู่ลี่เพื่อควบคุมแสงที่จะส่องผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเพื่อให้คุณพักผ่อนได้ยาวนานและหลับลึกยิ่งขึ้น

เสียง: เสียงเพลงเบาๆ ช่วยกล่อมให้นอนหลับอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น สำหรับคนที่นอนในหอพักรวม อาจหาผ้าม่าน ผ้าคลุม หรือพรม มาช่วยช่วยลดความดังของเสียงไม่ให้เล็ดลอดไปรบกวนคนอื่น

สัมผัสนุ่มสบาย: หัวเตียงหนาๆ หมอนอิง ผ้าปูที่นอนนุ่มๆ ที่นอน และที่สำคัญเลือกหมอนที่เหมาะกับสรีระและท่านอนของคุณ ความนุ่มจะช่วยให้หลับได้สบายและตื่นขึ้นมาอย่างสดใส

ทุกๆ ปี ดีไซน์เนอร์อิเกียจากทั่วโลก จะทำงานร่วมกันเพื่อศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่างๆ ของผู้บริโภคซึ่งเก็บรวบรวมจากการพูดคุย ทำวิจัย และออกไปเยี่ยมบ้านลูกค้า เพื่อทำความเข้าใจและหาแนวทางพัฒนาแรงบันดาลใจและสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้คนทั่วโลก พร้อมจัดทำเป็นรายงาน Life at Home ข้อมูลที่ได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของการจัดทำเนื้อหาแคตตาล็อกอิเกียในแต่ละปี ปีนี้เป็นครั้งแรกที่อิเกียขอไขประตูสู่หัวใจที่ทำให้คนยุคปัจจุบันตัดสินใจเรียกที่ใดที่หนึ่งว่าเป็น “บ้าน” ด้วยการถอดรหัสความต้องการด้านอารมณ์ 5 ด้าน ได้แก่ การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ความเป็นเจ้าของ (Ownership) ความปลอดภัยมั่งคง (Security) ความสบาย (Comfort) และ ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ซึ่งปัจจัยด้านอารมณ์ทั้ง 5 นี้ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกถึงความเป็น “บ้าน” นิยามคำว่าบ้านจากรายงานฉบับนี้จึงไม่ได้หมายถึงแค่ “ที่พักอาศัย” แต่ยังรวมไปถึงสถานที่อื่นๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึกทั้ง 5 ด้านนี้ได้

ความต้องการด้านอารมณ์ทั้ง 5 ด้านที่ทำให้บ้านเป็น “บ้าน” มีดังนี้

การเป็นส่วนหนึ่ง (Belonging) ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่ยอมรับตัวตนที่แท้จริงของเรา รวมถึงสถานที่ที่สะท้อนตัวตนของเรา อิเกียนำเสนอเฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้านหรือห้องที่ใช้งานร่วมกันที่ทำให้ทุกคนมีพื้นที่แห่งความสุข และเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่

ความเป็นเจ้าของ (Ownership) ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่หมายถึงความรู้สึกว่าเรามีอำนาจในการควบคุมพื้นที่หรือสถานที่นั้นๆ เรามีอิสระที่จะทำอะไรก็ได้ ความรู้สึกว่าเราเป็นเจ้าของบ้านนั้น (ถึงแม้ว่าจะเป็นบ้านเช่าก็ตาม) เช่น โซลูชันอุปกรณ์จัดเก็บของอิเกีย ที่ช่วยให้คุณสามารถจัดสรรพื้นที่ในบ้านในอย่างลงตัว

ความปลอดภัยมั่นคง (Security) ความปลอดภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงบ้านที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนา แต่เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง วิธีง่ายๆ ในการเติมความอบอุ่นให้กับบ้าน คือการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้ เหล็ก และกระจก

ความสบาย (COMFORT) หมายถึงความรู้สึกสบายใจและมีความสุขกับบรรยากาศรอบข้าง นั่นคือการถ่ายทอดตัวตน หรือใส่ความเป็นเราลงไปในที่ที่เราอาศัยอยู่

ความเป็นส่วนตัว (PRIVACY) ความเป็นส่วนตัวไม่ใช่ว่าเราจะต้องอยู่คนเดียวในห้องเท่านั้น แต่หมายถึงการสร้างความสมดุลในบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกับผู้อื่น หรือบ้านที่มีพื้นที่จำกัด แต่ก็ยังมีพื้นที่ที่เราสามารถพักผ่อน นอนหลับ หรือตัดขาดจากความวุ่นวายต่างๆ ได้ ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นช่วยแบ่งพื้นที่ในบ้านได้อย่างชาญฉลาด

รับแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ไปเติมแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านกันได้ตั้งแต่ 5 กันยายน 2562 เป็นต้นไปที่สโตร์อิเกียใกล้บ้านคุณ แล้วอย่าลืมแวะไปร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษที่อิเกีย บางนา และอิเกีย บางใหญ่ ได้ตั้งแต่ 5-8 กันยายนนี้

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เดินหน้าเปิด5โครงการใหม่ พร้อมปักธงรุกตลาด EEC เพิ่ม

posted Aug 18, 2019, 7:38 PM by Maturos Lophong

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เผยแผนครึ่งปีหลัง เดินหน้าเปิด5โครงการใหม่ มูลค่า3,500ล้านบาท พร้อมปักธงรุกตลาด EEC เพิ่ม

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลัง 2562 ว่า บริษัทฯ จะเดินหน้าพัฒนาโครงการแนวราบเป็นหลัก เน้นเจาะไปยังตลาด Real Demand โดยเน้นทำเลที่มีการพัฒนาเครือข่ายคมนาคม , แหล่งงาน และ ชุมชนเป็นหลักเพราะมั่นใจว่าจะมีการเติบโตจากปัจจุบันสู่อนาคต ซึ่งบริษัทฯ ได้ดำเนินการพัฒนาและวางแผนพัฒนาโครงการใหม่ 5 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 3,500 ล้านบาท ปัจจุบันเริ่มดำเนินการขายไปแล้วรวม 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ Lalin Town อ่อนนุช – สุวรรณภูมิ , Lalin Town รังสิต – คลอง 2 , Lio Bliss รังสิต – คลอง 4 , Lio Bliss เพชรเกษม 81/2 และจะทยอยเปิดขายอีก 1 โครงการ ได้แก่ Lio Bliss ปลวกแดง – มาบยางพร เพื่อรองรับความต้องการศักยภาพที่มีอยู่จริงในตลาด ณ ปัจจุบันเป็นหลัก ทั้งนี้ กลยุทธ์การตลาดที่ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะนำมาใช้เพื่อสร้างความแข็งแกร่งยังคงสานต่อจากปีที่ผ่านมาโดยมุ่งเน้นตลาดแบบ Real Demand โดยมุ่งเน้นตลาดเชิงรุก และ ใช้ Insight Customer ทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์มาร์เก็ตติ้ง ตลอดจนการทำ CRM อย่างต่อเนื่องโดยผนึกกำลังกับแบรนด์ชั้นนำเพื่อมอบสิทธิประโยชน์พิเศษแก่ลูกบ้านของลลิล เพื่อเพิ่มความสะดวกในทุกการใช้ชีวิตและคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยนำการออกแบบ แบบ Eco Living มาประยุกต์ใช้ นับเป็นอีกหนึ่งในค่านิยมหลัก (Core value) ที่ให้ความสำคัญกับคุณค่าของเครือข่ายและพันธมิตรในการสร้างความสำเร็จของธุรกิจควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของลูกบ้านอย่างยั่งยืน

“จากการนำเสนอโครงการใหม่สู่ตลาดตั้งแต่ต้นช่วงต้นไตรมาส 2 ของปี 2562 ทำให้เห็นชัดว่า ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เดินมาถูกทาง ดังนั้น เราจะเดินหน้าพัฒนาโครงการแนวราบในย่านที่มี Blue print ของความเป็นเมืองหรือชุมชนศักยภาพที่พร้อมจะเติบโตสู่การเป็นย่านเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งทำเลหลักยังเป็นเขตรอบของกรุงเทพฯ ทั้งโซนทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออกเป็นหลัก รวมถึงพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งโครงการนี้ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นพัฒนาเพียงด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรม เทคโนโลยี และที่อยู่อาศัย จึงถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่นำร่องในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาขนส่งระบบรางและการบินที่ทันสมัย สนับสนุนนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ อาทิ โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุดโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน โครงการพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล เป็นต้น จากแผนการพัฒนาดังกล่าวทำให้มีประชากรเพิ่มขึ้นในพื้นที่เฉลี่ย 8-10%ต่อปี และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่องในอนาคต ส่งผลให้ผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งไทยและต่างชาติ เข้ามาพัฒนา
โครงการใหม่ๆ กันมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของเมืองที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีปริมาณแรงงานคุณภาพที่ย้ายถิ่นฐานมาในโซนดังกล่าวพร้อมความต้องการที่อยู่อาศัยที่มีมากขึ้น นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาโครงการ 

“ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยในปี 2562 คาดว่ายังคงมีทิศทางที่เป็นบวกในครึ่งปีหลัง แต่อัตราการปรับตัวอาจอยู่ในกรอบที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา จากตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงมีอุปทานคงเหลือในหลายพื้นที่ 

โดยการเติบโตจะเห็นชัดเจนในพื้นที่ที่ประชาชนมีกำลังซื้อ เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดเขตเศรษฐกิจและเริ่มขยายไปยังจังหวัดรองที่สำคัญ ส่วนใหญ่ที่อยู่อาศัยจะกระจายตัวออกไปจากอุปทานของที่ดินที่ยังมีอยู่จำนวนมาก และมุ่งเน้นเจาะไปที่กลุ่ม Real demand เป็นสำคัญเพื่อปลดล็อคปัญหา LTV 

โดยการพัฒนาโครงการส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นจะอาศัยแรงบวกจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนคือ การลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่เฉพาะเช่นพื้นที่ EEC ที่กำลังเติบโตอย่างน่าจับตา” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บมจ. ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวสรุป

บี.เอฟ.เอ็ม. ผู้นำด้านวัสดุตกแต่งอาคารคุณภาพสูงจับมือ มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น

posted Aug 8, 2019, 2:10 AM by Maturos Lophong


บี.เอฟ.เอ็ม. ผู้นำด้านวัสดุตกแต่งอาคารคุณภาพสูงจับมือ มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น

ขยายธุรกิจรับเมกกะโปรเจค เปิดตัว อัลโพลิค เอ2 (ALPOLIC A2)

แผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิทไส้กลางกันไฟมาตรฐานใหม่ คลาส A2

ล้ำหน้าด้านดีไซน์ ปลอดภัยจากอัคคีภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ยักษ์ใหญ่ตัวแทนจำหน่ายวัสดุตกแต่งอาคารเกรดพรีเมียมของไทย ‘บี.เอฟ.เอ็ม.’ ผนึกพลังกับ มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ประกาศรุกธุรกิจครั้งสำคัญด้วยการเปิดตัว อัลโพลิค เอ2 (ALPOLIC A2) แผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิทไส้กลางกันไฟมาตรฐานใหม่ ล้ำหน้าด้านดีไซน์ ปลอดภัยจากอัคคีภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรก หลังครองเจ้าตลาดในไทยมานานกว่า 20 ปี มั่นใจตลาดขานรับหลังกระแสเพลิงไหม้อาคารสูง สร้างความเสียหายอย่างหนักทั้งในไทยและต่างประเทศ พร้อมวอนภาครัฐกำหนดมาตรฐานวัสดุก่อสร้างเน้นป้องกันไฟ ยกระดับคุณภาพชีวิต คนไทยสู่มาตรฐานสากล ชูศักยภาพความพร้อมความปลอดภัยรองรับการลงทุนของต่างชาติ
นายกศิปัญญ์ ศิริธรรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.เอฟ.เอ็ม. จำกัด หนึ่งในผู้นำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายวัสดุตกแต่งอาคารเกรดพรีเมียมในประเทศไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เพลิงไหม้อาคารสูงครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบไม่กี่ปีมานี้ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งในแต่ละครั้งเกิดความสูญเสีย ทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินโดยในบางกรณีก็ยากที่จะประเมินมูลค่าการสูญเสีย ด้วยเหตุดังกล่าว บริษัทฯ จึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการนำเสนอทางเลือกใหม่เพื่อป้องกัน ลดความเสี่ยง และบรรเทาความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น ด้วยความร่วมมือกับ มิตซูบิชิ เคมิคอล คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เปิดตัว อัลโพลิค คลาส เอ2 (ALPOLIC A2) แผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิทไส้กลางกันไฟมาตรฐานใหม่สู่ตลาดเมืองไทยอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ในการยกระดับความปลอดภัยของอาคารจากอัคคีภัยอย่างแท้จริง

“บี.เอฟ.เอ็ม. มั่นคงในจุดยืนที่สนับสนุนเรื่องความปลอดภัยของอาคารจากอัคคีภัยมาโดยตลอด เราถือเป็นรายแรกที่นำผลิตภัณฑ์เกรด FR (Fire retardant - ไส้กลางไม่ลามไฟ) เข้ามาในเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และในปีนี้ เพื่อเป็นการยกระดับความปลอดภัยจากอัคคีภัยในอาคารสูงให้ทัดเทียมในระดับสากล เราจึงยินดีนำเสนออีกหนึ่งทางเลือกใหม่ของแผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิท อัลโพลิค คลาส เอ2 (ALPOLIC A2) สู่ตลาดเมืองไทย ซึ่งมั่นใจอย่างยิ่งว่าจะเข้ามาเติบเต็มความต้องการได้อย่างแท้จริง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายในปี พ.ศ. 2562-2563 โดยรวมไว้ประมาณ 400,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นยอดขายผลิตภัณฑ์ คลาส เอ2 10% และ FR 90% และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต นายกศิปัญญ์ ศิริธรรม กล่าว


“ออริจิ้น-พรีโม” จับมือ DWG ยกระดับแบรนด์สู่สากล

posted Jul 26, 2019, 2:56 AM by Maturos Lophong

“ออริจิ้น-พรีโม” จับมือ DWG ยกระดับแบรนด์สู่สากล 

นำคอนโดหลากแบรนด์เจาะตลาด 10 ประเทศ พร้อมดูแลหลังการขาย

“ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้” ยกระดับแบรนด์สู่สากล จับมือ “DWG Thailand” ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำจากสิงคโปร์ นำคอนโดหลากแบรนด์เจาะตลาด 10 ชาติทั่วโลก มั่นใจหนุนยอดขายทั้งปีทะลุ 28,000 ล้านบาทตามเป้า ด้าน “พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น” เตรียมพบเครือข่ายตัวแทนขาย DWG ทั่วโลก ส่งมอบบริการหลังการขายลูกค้าต่างชาติ ขณะที่ DWG เผย อสังหาริมทรัพย์ไทยยังเป็นที่สนใจในตลาดโลก มุ่งปั้นคอนโดออริจิ้นสู่ “อินเตอร์แบรนด์”

นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ORI ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เปิดเผยว่า “ด้วยจุดมุ่งหมายในการเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เป็น ที่รู้จักในระดับสากล บริษัทจึงได้ร่วมมือกับ บริษัท ดีดับเบิลยูจี (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DWG Thailand ผู้บริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรชั้นนำจากสิงคโปร์ ให้เป็นตัวแทนขายโครงการคอนโดมิเนียมแบรนด์ต่างๆ ของบริษัทฯ ในตลาดต่างประเทศ

“DWG ถือเป็นผู้บริหารงานขายที่มีเครือข่ายอยู่ในหลากหลายประเทศชั้นนำทั่วโลก มีประสบการณ์บริหารงานขายโครงการจนประสบความสำเร็จในหลากหลายเซ็กเมนท์ทั้งโครงการของไทยและโครงการของต่างชาติ เราจึงไว้วางใจให้ DWG เป็นตัวแทนขายโครงการของเรา และช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่ออริจิ้นในเวทีโลกในฐานะผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำสัญชาติไทย” นายพีระพงศ์ กล่าว

สำหรับประเทศที่ DWG Thailand จะนำโครงการของออริจิ้นไปบริหารการขาย มีอย่างน้อย 10 ชาติทั่วโลก ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย พม่า อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ญี่ปุ่น ดูไบ โดยจะมีการจัดแถลงข่าวกับผู้สื่อข่าวหลากหลายสัญชาติเพิ่มเติมเร็วๆ นี้

ทั้งนี้ การนำโครงการไปขายในต่างประเทศ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้ยอดขายของออริจิ้นในปีนี้ สามารถเป็นไปได้ตามเป้าหมาย 28,000 ล้านบาท

ด้านนายธนา ต่อสหะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ในเครือ บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวว่า หลังจากบริษัทได้ตกลงความร่วมมือกับ DWG Thailand ในการดูแลงานบริการหลังการขาย 3 ด้าน ให้แก่ลูกค้าชาวต่างชาติทั้งหมดของ DWG Thailand ได้แก่ 1.บริการรับฝากขายต่อและปล่อยเช่า (Resale & Leasing Services) 2.บริการตกแต่งห้องพัก (Decoration Services) 3.บริการดูแลด้านความสะอาดภายในห้องพัก (Cleaning Services) ล่าสุด บริษัทเตรียมเข้าพบปะกับเครือข่ายตัวแทนขายของ DWG Thailand ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ เพื่อนำเสนอบริการหลังการขายที่ได้คุณภาพและมาตรฐานของบริษัท แก่ลูกค้าชาวต่างชาติทั้งหมดในเครือข่ายของ DWG ที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทย

ด้านนายเดนก้า วี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดีดับเบิลยูจี (DWG) กล่าวว่า “DWG Thailand จะนำโครงการของออริจิ้นภายใต้ 2 แบรนด์หลัก ได้แก่ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) และดิ ออริจิ้น (The Origin) ไปขายในตลาดต่างประเทศทั้ง 10 ชาติ โดยจะมุ่งเน้นการนำเสนอจุดขายของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำและไว้วางใจ มากกว่าการนำเสนอจุดขายเป็นรายโครงการ เพื่อสร้างโอกาสของแบรนด์ในฐานะ “อินเตอร์แบรนด์” ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน”

“ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในหลายประเทศทั่วโลกมีราคาสูงเกินกว่าที่คนทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ ทำให้หลายประเทศยังคงมองหาโอกาสการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ทั้งเพื่อการอยู่อาศัยในช่วงหลังเกษียณและการลงทุน ปล่อยเช่า โดยไทยยังถือเป็นประเทศเป้าหมายสำคัญที่ชาวต่างชาติยังคงให้ความสนใจการซื้อที่อยู่อาศัยในหลากหลายเซ็กเมนท์ และคอนโดมิเนียมของออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ทั้ง 2 แบรนด์ ล้วนตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพ มีคุณภาพ ฟังก์ชั่น การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวก ที่ได้มาตรฐานพร้อมตอบโจทย์ผู้บริโภคระดับสากล” นายเดนก้า กล่าว

ในปี 2561 คาดว่ามูลค่าตลาดผู้ซื้อชาวต่างชาติในอสังหาริมทรัพย์ไทยอยู่ที่ราว 92,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2562 คาดว่าตลาดจะมีมูลค่าสูงขึ้นอีกมูลค่ารวมประมาณ 100,000 ล้านบาท

สำหรับ DWG หรือ Dennis Wee Group เป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของสิงคโปร์ ก่อตั้งขึ้นในปี 2536 ณ ประเทศสิงคโปร์ ภายใต้ชื่อ Dennis Wee Realty ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น DWG อย่างเป็นทางการในปี 2551 ปัจจุบัน มีเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อยู่ในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก มีโครงการที่เป็นตัวแทนขายรวมกันทั่วโลก ณ ขณะนี้กว่า 15 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 9,000 ล้านบาท

สำหรับ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย ประกอบด้วย 1.ธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยเพื่อการขาย (Residential Development Business) พัฒนาคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรรมาแล้ว 58 โครงการ เช่น แบรนด์ พาร์ค ออริจิ้น (PARK ORIGIN) ดิ ออริจิ้น (The Origin) ไนท์บริดจ์ (KnightsBridge), นอตติ้ง ฮิลล์ (Notting Hill), เคนซิงตัน (Kensington) และ บริทาเนีย (BRITANIA) รวมมูลค่าโครงการกว่า 94,000 ล้านบาท 2.ธุรกิจที่สร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง (Recurring Income Business) เช่น โรงแรม เซอร์วิส อพาร์ตเมนท์ ค้าปลีก 3.ธุรกิจบริการ (Service Business) เช่น ธุรกิจการจัดการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจตัวแทนซื้อ ขาย เช่า อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ และยังมีวิสัยทัศน์ในการขยายประเภทธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร

1-10 of 100