Real Estate





“เอสซีจี” แนะธุรกิจชู 4 เทรนด์ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ยุคโควิด 19

posted Oct 13, 2021, 10:27 PM by Maturos Lophong

“เอสซีจี” แนะธุรกิจชู 4 เทรนด์ “สร้างภูมิคุ้มกัน” ยุคโควิด 19

การระบาดของโควิด 19 ที่ขณะนี้แม้สถานการณ์ทั่วโลก รวมถึงในไทยจะเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จากการระดมฉีดวัคซีน ไปพร้อมกับผู้คนการ์ดยังไม่ตก อาทิ ภาคธุรกิจได้สกัดการระบาดของโรค เพื่อให้การผลิตสินค้าและบริการสามารถเดินหน้าอย่างไม่สะดุด ด้วยมาตรการป้องกันและควบคุมโรค (Bubble and Seal) และมาตรการแยกกักตัวที่บ้านและสถานประกอบการ (Home and Factory isolation) อย่างเข้มข้น

อย่างไรก็ตาม การกลายพันธุ์ของโควิด 19 หลายสายพันธุ์ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการระบาดของสายพันธุ์เดลต้า (Delta) ทำให้เชื่อว่าโควิด 19 จะไม่หมดไป ดังนั้น “การเรียนรู้ที่จะอยู่กับโควิด 19” จึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเลี่ยง โดยผ่านมุมมองของ “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ได้เปิดมุมมองแนวคิดสำหรับภาคธุรกิจ มี “4 เทรนด์” สำคัญ ที่จะสร้างภูมิคุ้มกันฝ่าภัยโควิด 19 “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส”

เทรนด์แรกคือ “Automation” หรือระบบอัตโนมัติ จะไม่ใช่การลงทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจอีกต่อไป แต่จะเป็น “ความจำเป็น” ที่ต้องดำเนินการ โดยเฉพาะการนำ AI (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ต่างๆมาใช้ในภาคอุตสาหกรรม (Industry Automation) และภาคบริการ (Service Automation) เป็นต้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารความเสี่ยงทางธุรกิจแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานส่วนหนึ่งที่ติดเชื้อโควิด 19 ระบบนี้ยังจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการสินค้าและบริการของลูกค้าจากสถานการณ์โควิด 19 ที่มีความต้องการหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น อาทิ การนำ AI มาใช้ทำ Digital twin หรือแบบจำลองการผลิต ปรับสูตร หรือการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิตโดยรวม เพื่อให้รู้ผลกระทบก่อนดำเนินการจริง เป็นต้น

เทรนด์สอง “E-Commerce” หรือการรุกสู่ธุรกิจค้าออนไลน์ โดยโควิด 19 ถือเป็น “ตัวเร่ง” ให้ธุรกิจค้าออนไลน์เติบโตก้าวกระโดด โดยที่ผ่านมาเอสซีจี ได้รุกสู่ธุรกิจนี้ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ อาทิ แพลตฟอร์มออนไลน์ “คิวช่าง” (Q-Chang) เพื่อให้เจ้าของบ้าน เลือกช่างมาให้บริการตามความเหมาะสมกับเนื้องาน แก้ปัญหาการหาช่างซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของคนทำบ้าน ,การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มออนไลน์ design connext ที่จะเป็นผู้ช่วยเจ้าของบ้าน ตั้งแต่เรื่องการออกแบบ การก่อสร้าง การตกแต่ง และการบำรุงรักษา เป็นต้น
นอกจากนี้ เอสซีจี ยังทำเรื่องการออกแบบบรรจุภัณฑ์ (packaging) ให้เหมาะสมกับการขนส่ง เพื่อรักษาคุณภาพสินค้า ยืดอายุสินค้าให้กับเหมาะสมกับการบริโภค และมีแม้กระทั่งแพลตฟอร์มที่ให้บริการธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือ SMEs ด้านอาหาร เรียกว่า Dezpack ให้บริการออกแบบทำแบรนด์ ออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการขนส่ง รวมถึงวัดความพึงพอใจลูกค้าให้ด้วย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุนให้เอสเอ็มอี

เทรนด์ถัดมา คือ “Smart Farming” หรือ เกษตรอัจฉริยะ ซึ่งเอสซีจีมองว่า โควิด 19 จะส่งผลให้แรงงานส่วนหนึ่งกลับถิ่นฐานไปอยู่ในแวดวงการเกษตร ซึ่งผู้คนเหล่านี้พร้อมที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตามกว่า 70% ของภาคการเกษตรในไทยเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก ทำให้ยากต่อการลงทุนในเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตร แรงงานยังหายาก และขาดเทคโนโลยีในการเพาะปลูก
ที่สำคัญคือเรื่องของการขาย การตลาด ซึ่งจะแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ ประกอบด้วย “Hard ware” หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต ในลักษณะร่วมกันใช้ (Sharing) เครื่องจักรกลการเกษตร ผ่านการจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรแปลงเล็กเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยี ,”Software” หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ควบคุมบริหารจัดการการเพาะปลูก ควบคุมความชื้น การให้น้ำ ให้ปุ๋ย การวางแผนเพาะปลูกชนิดของพืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ และการตลาด “Peopleware” หรือการให้ผู้เชี่ยวชาญถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร การตลาด ถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูก และพันธุ์พืช



เทรนด์สุดท้ายคือ “Green (Sustainable) Construction” หรือ การก่อสร้างสีเขียว การก่อสร้างตอบโจทย์ความยั่งยืน ต้องยอมรับว่าโควิด 19 เป็นตัวเร่งเทรนด์ดังกล่าว อาทิ จากข้อจำกัดในการเข้าไซด์งาน ทำให้ต้องหาเทคโนโลยีจำกัดเวลาก่อสร้าง ลดปัญหาฝุ่น ลดของเสียในการก่อสร้าง ซึ่งปัจจุบันมีถึง 30% ซึ่งสิ่งเหล่านี้ เอสซีจี ได้นำระบบ BIM (Building Information Modelling) เพื่อวางแผนกระบวนการก่อสร้างผ่านแบบจำลอง โดยนำมาใช้ร่วมกับระบบการก่อสร้าง Modular Construction เพื่อลดกระบวนการทำงาน ลดปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม และเพิ่มคุณภาพงานก่อสร้าง เช่นเดียวกับเทรนด์อาคารสีเขียว (Green building) โดยเฉพาะการออกแบบอาคารประหยัดพลังงาน ดูแลความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้ที่อยู่ในอาคาร จะเป็นทิศทางที่อุตสาหกรรมการก่อสร้างจะมุ่งไป

“จะเห็นได้ว่าทั้ง 4 เทรนด์พูดถึงการดำเนินงานเป็นแพลตฟอร์ม ไม่เฉพาะคนซื้อกับคนขาย และพูดถึงทั้ง Ecosystem อาทิ ในภาคก่อสร้าง อาจรวมถึงคนออกแบบ คนให้บริการ แพลตฟอร์มที่ดีคือการทำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ ลดเวลาในการทำงาน สร้างมูลค่า หากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ภาคบริการ มองเห็นโอกาสของ 4 เทรนด์นี้ และนำไปใช้ ก็จะช่วยฟื้นธุรกิจจากโควิด 19 ไปด้วยกัน” นายรุ่งโรจน์ กล่าว

สำหรับเอสซีจี ถือว่าได้รับผลกระทบจากโควิด 19 ไม่มากเท่ากับอีกหลายธุรกิจที่กระทบตรง อย่างธุรกิจสายการบิน ท่องเที่ยว นอกจากนี้หากมองผลกระทบเชิงบวกทำให้เอสซีจีปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในธุรกิจค้าออนไลน์สำหรับวัสดุก่อสร้าง และการนำแพลตฟอร์มดิจิทัล มาใช้ในการทำการตลาด การกระจาย จำหน่าย และการขนส่ง รวมถึงการคำนึงถึงเรื่องการก่อสร้างสีเขียว และระบบ modular construction เพื่อลดเวลาการก่อสร้าง

ผลกระทบของโควิด 19 ทำให้เอสซีจีมีการทบทวนแผนการดำเนินงานใหม่และมีการ “set zero” เพื่อพิจารณาการลงทุนใหม่ จัดอันดับความสำคัญใหม่ว่าแผนเดิมยังเหมาะต่อสถานการณ์ในปัจจุบันหรือหลังโควิด 19 หรือไม่ ขณะที่ผลพลอยได้ที่สำคัญจากวิกฤติทำให้เห็นความเป็นผู้นำของผู้บริหารเอสซีจีหลายคน รวมถึงการปรับกระบวนการทำงานนอกสำนักงาน (Hybrid Workplace) ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการทำงานในอนาคต ขณะที่ผลกระทบทางลบจากโควิด 19 ทำให้โอกาสการลงทุนในอาเซียนต้องช้าออกไป จากข้อจำกัดในการเดินทาง ทำให้การทำงานเป็นทีมในฐานการผลิตแต่ละประเทศทำได้ไม่ง่าย

อย่างไรก็ตาม ในวิกฤติก็ยังมีโอกาสอยู่เสมอ ที่เอสซีจี ได้นำมาใช้ปรับตัวเพื่อสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจ อาทิ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการซัพพลายเชน การเข้าถึงลูกค้า รวมถึงการพัฒนาสินค้าบริการเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของลูกค้า (well-being) อีกตัวอย่างที่เป็นความสำเร็จช่วงโควิด 19 คือ การนำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (SCGP) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อปลดล็อกสร้างการเติบโตในอาเซียน ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญในการศึกษาการปรับโครงสร้างของธุรกิจเคมีภัณฑ์ให้เติบโตในอนาคต

“โควิดเหมือนเราป่วยเป็นโรคร้ายแรง แต่เราผ่านไปได้แม้จะเจ็บหนัก คำถามคือหลังจากเรารอดมาได้ เราจะยังคงใช้ชีวิตแบบเดิมไหม การกิน การออกกำลังกาย การดูแลตัวเอง หรือเราจะปรับการใช้ชีวิตให้ต่างจากการใช้ชีวิตแบบเดิมก่อนเกิดโควิด ใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาส สร้างความเข้มแข็ง ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าได้” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวทิ้งท้าย

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ชี้หากไทยฟื้น ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’ ได้ จะสร้างเม็ดเงินคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ

posted Jun 25, 2021, 1:57 AM by Maturos Lophong



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ชี้หากไทยฟื้น ‘ส่งออก-ท่องเที่ยว’ ได้ จะสร้างเม็ดเงินคืนสู่ระบบเศรษฐกิจ

ย้ำแผนการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ต้าน COVID-19 คือปัจจัยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ “บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี” เปิดเผยว่า จากนโยบายของรัฐที่ตั้งเป้าสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้ภายในปี 2564 ด้วยการกระจายการฉีดวัคซีนให้ครบ 100 ล้านโดสนั้น และเปิดประเทศใน 120 วัน หากดำเนินตามแผนดังกล่าวได้ก็จะเป็นผลดีอย่างมากต่อภาพรวมเศรษฐกิจของไทย ดังที่ทราบกันดีว่ารายได้หลักของระบบเศรษฐกิจไทยมาจากภาคส่งออกและท่องเที่ยว หากไทยเดินหน้าฉีดวัคซีนได้มากพอก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติมั่นใจที่จะเดินทางเข้ามา ทั้งมาท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจ ซึ่งจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมสามารถขับเคลื่อนไปได้ คาดว่าแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทยจะขยับอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามลำดับ


“เมื่อกิจกรรมทางสังคมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจสามารถเริ่มดำเนินการได้ กลไกโดยรวมก็จะเริ่มกลับสู่สภาวะปกติ ภาครัฐพยายามวางแผนนโยบายเพื่อเริ่มทำให้กลไกดังกล่าวเดินหน้า ดังจะเห็นได้จากแผนภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ (Phuket Sandbox) ที่เริ่มเปิดการท่องเที่ยวซึ่งถือเป็น New Model ก่อนที่จะเปิดประเทศ โดยจำกัดพื้นที่เฉพาะในแบบโครงการนำร่องพร้อมกำหนดมาตรการการดูแลด้านการระบาดของเชื้อ COVID-19 ตามมาตรฐานด้านสาธารณสุข ซึ่งคงต้องรอดูผลลัพธ์ของโครงการดังกล่าว และคงต้องเรียนรู้ในการปรับแผนไปพร้อมๆ กัน นอกจากนี้ การที่ล่าสุดรัฐได้ตั้งเป้าเปิดประเทศให้ได้ภายใน 120 วันนั้น นับเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่จะฟื้นคืนเศรษฐกิจในองค์รวมเช่นกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงต้องพิจารณาควบคู่ไปกับภาพรวมการฉีดวัคซีนและภาพรวมจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศด้วย” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวแสดงมุมมองต่อแผนการเปิดประเทศเพื่อขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจของรัฐ


ด้านการคาดการณ์ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยหลังแผนการฟื้นฟูประเทศนั้น นายชูรัชฏ์ ชาครกุล แสดงความเห็นว่า “หากแผนฟื้นคืนธุรกิจท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้า การจ้างงานในภาคธุรกิจเกี่ยวเนื่อง อาทิ โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็จะเริ่มกลับมาเปิดบริการได้ทำให้มีเงินเข้ามาหมุนเวียนในระบบและเม็ดเงินดังกล่าวก็จะส่งผลทางบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพราะเมื่อลูกค้ากลุ่มที่อยู่ในภาคธุรกิจบริการเกิดการฟื้นตัว ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคก็จะกลับมา ซึ่งจะส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยในช่วงครึ่งปีหลัง 2564 มีอัตราการเติบโตโดยรวมดีกว่าภาพรวมในครึ่งปีแรก”


ทั้งนี้ ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเขตโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้นก็จะฟื้นคืนเช่นกันหากไทยสามารถเปิดประเทศได้ตามเป้า “อุตสาหกรรมส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวคือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ EEC หากเศรษฐกิจโลกโดยรวมกลับมาฟื้นตัว ก็จะทำให้ธุรกิจส่งออกของไทยเริ่มฟื้นตัวได้ด้วยเช่นกัน จากข้อมูลทางเศรษฐกิจพบว่าในหลายๆ ประเทศเริ่มมีตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น อาทิ สหรัฐอเมริกาและจีน ประกอบกับภาคการผลิตที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้านี้ก็จะเริ่มมีการสั่งผลิตเพิ่มเนื่องจากสต็อกสินค้าที่มีอยู่เริ่มลดลง เห็นได้จากตัวเลขส่งออก 5 เดือนแรกมีการเติบโต 10.7 % ก็จะส่งผลให้เศรษฐกิจในโซน EEC เริ่มเดินหน้าได้มากขึ้น และจะเป็นโมเดลเดียวกันกับภาพรวมประเทศที่เมื่อธุรกิจส่งออกและธุรกิจท่องเที่ยวที่ถือเป็นธุรกิจหลักในการสร้างรายได้สู่ประเทศฟื้น ก็จะเกิดลูกโซ่การฟื้นตัวมาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ใน EEC เช่นกัน”


“ปัจจุบัน ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ มีการพัฒนาโครงการบ้านป้อนสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวนวัตกรรมแบบบ้านใหม่ สไตล์ French Colonial ที่มุ่งตอบโจทย์ความต้องการของเทรนด์ Work from Home ในราคาที่จับต้องได้ ที่สำคัญในช่วงการระบาดของเชื้อ COVID-19 บริษัทฯ ได้กำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยในทุกโครงการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งลูกค้า พนักงาน และบริษัทคู่สัญญาในส่วนงานต่างๆ เมื่อเข้ามาเยี่ยมชมโครงการหรือติดต่อทางธุรกิจกับ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กล่าวสรุป

เอสซีจี รุกตลาดด้วยนวัตกรรมสินค้าเคมีภัณฑ์-โซลูชันบ้าน-บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

posted Apr 30, 2021, 1:19 AM by Maturos Lophong   [ updated Apr 30, 2021, 1:20 AM ]



ผลประกอบการเอสซีจีไตรมาส 1 ประจำปี 2564 ฟื้นตัวจากเศรษฐกิจโลก

รุกตลาดด้วยนวัตกรรมสินค้าเคมีภัณฑ์-โซลูชันบ้าน-บรรจุภัณฑ์ครบวงจร

มุ่งเป็นต้นแบบธุรกิจ ESG สร้างการเติบโตระยะยาว


กรุงเทพฯ : 29 เมษายน 2564 – เอสซีจีเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2564 กำไรเพิ่มขึ้น จากนวัตกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มรับตลาดโลกฟื้น การเริ่มผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ เฟส 2 และการส่งมอบโซลูชันที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการปรับปรุงบ้านในช่วง Work from Home ขณะที่บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหาร-เครื่องดื่ม และอีคอมเมิร์ซเติบโตต่อเนื่อง ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดต้นทุน พร้อมมุ่งขับเคลื่อนองค์กรสู่ต้นแบบธุรกิจ ESG ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในบริษัทรีไซเคิลพลาสติก ในโปรตุเกส พัฒนาโซลูชัน Medical & Healthcare และ EV รับเทรนด์โลก เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว



นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี

ไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2564 มีรายได้จากการขาย 122,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 26 จากไตรมาสก่อน จากผล

การดำเนินงานที่ดีขึ้นของทุกกลุ่มธุรกิจ และมีกำไรสำหรับงวด 14,914 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 85 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

จากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยธุรกิจเคมิคอลส์มีปริมาณขายเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์

(MOC) ในไตรมาสก่อน การเริ่มผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ เฟส 2 (MOC Debottleneck) และอุปสงค์ทั่วโลกปรับตัวดีขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างดีขึ้นจากปัจจัยตามฤดูกาล ด้านธุรกิจแพคเกจจิ้งมีการขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) ในภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตยิ่งขึ้น และกระจายฐานลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม

เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 15 และกำไรสำหรับงวดเพิ่มขึ้นร้อยละ 114 สาเหตุหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์มีส่วนต่างราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ประกอบกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น

ในไตรมาสที่ 1 ปี 2564 เอสซีจีมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services – HVA) 41,475 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 34 ของรายได้จากการขายรวม ทั้งนี้ ยังมีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่ (New Products Development – NPD) และ Service Solution เช่น โซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy Solution) โซลูชันบรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart and Functional Solutions) คิดเป็นร้อยละ 13 และ 5 ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ในไตรมาสที่ 1

ปี 2564 ทั้งสิ้น 51,104 ล้านบาท โดยคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42 ของรายได้จากการขายรวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2564 มีมูลค่า 800,932 ล้านบาท โดยร้อยละ 38

เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน





ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 1 ปี 2564 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้



ธุรกิจเคมิคอลส์ มีรายได้จากการขาย 51,607 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 43 จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการหยุดซ่อมบำรุงของโรงงาน MOC ในไตรมาสก่อน และการเริ่มผลิตของโครงการMOC Debottleneck ในไตรมาสนี้ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด8,829 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 51 จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ 397 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าและส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัทกรุงเทพ ซินธิติกส์ จำกัด หรือ BST ที่เป็นผู้ผลิตน้ำยางสังเคราะห์ไนไตรล์รายเดียวในประเทศไทย เพื่อการผลิตถุงมือยางไนไตรล์สำหรับแพทย์


ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มีรายได้จากการขาย 46,185 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความต้องการสินค้าและบริการในภูมิภาคที่ลดลง และการซ่อมบำรุงตามแผนของโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศกัมพูชา โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,809 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ และเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากปัจจัยตามฤดูกาล




ธุรกิจแพคเกจจิ้ง มีรายได้จากการขาย 27,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเติบโตของความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในอาเซียน ราคากระดาษบรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น การรุกขยายพอร์ตสินค้าบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ และบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น บรรจุภัณฑ์สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อสุขอนามัย ฯลฯ การปรับตัวอย่างรวดเร็วด้วยการกระจายฐานลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมถึงกลยุทธ์ Merger & Partnership หรือ M&P ได้แก่ การเข้าลงทุนใน Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) ประเทศเวียดนาม และการเข้าลงทุนใน Go-Pak UK Limited เพื่อขยายฐานตลาดบรรจุภัณฑ์อาหารในภูมิภาคต่าง ๆ รองรับเมกะเทรนด์



นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า “ผลประกอบการของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 ได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง เอสซีจีจึงเตรียมความพร้อมด้วยการปรับตัวให้มีความยืดหยุ่น (Resiliency) เช่น เพิ่มสัดส่วนการขายนวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนโดยยังคงรักษาความปลอดภัยด้วยการปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด 19 อย่างเคร่งครัด

ทั้งกับพนักงาน ลูกค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตลอดกระบวนการทำงาน เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจ ส่งมอบสินค้า บริการ และโซลูชันครบวงจรต่าง ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Managementหรือ BCM)

ขณะเดียวกัน เอสซีจีได้มุ่งดำเนินทุกธุรกิจให้สอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environmental, Social and Governance - ESG) โดยเร่งพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการ พร้อมโซลูชันครบวงจรด้าน Circular Economy, Medical & Healthcare และยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle หรือ EV) ที่กำลังเติบโตสูง โดยล่าสุดได้ลงนามในสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท Recycled Plastic ในประเทศโปรตุเกส เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตในระยะยาว

ปัจจุบัน เอสซีจีมีสินค้าในกลุ่ม SCG Green Choice ที่ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดการใช้พลังงาน และยืดอายุ การใช้งานสินค้า เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภค จำนวนสินค้า 103 รายการ และมุ่งขยายเป็น 135 รายการ ภายในปีนี้ โดยในไตรมาสที่ 1 มีรายได้จากการขายสินค้า SCG Green Choice เท่ากับ 45,635 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37 ของรายได้จากการขายรวม

นอกจากนี้ เอสซีจีได้เพิ่มการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) สำหรับกระบวนการผลิต โดยในปี 2563

มีสัดส่วนการใช้เท่ากับ 88,125 เมกะวัตต์-ชั่วโมง และในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 เท่ากับ 14,769

เมกะวัตต์–ชั่วโมง เช่นเดียวกับพลังงานทางเลือก (Alternative Fuel) ที่มีสัดส่วนการใช้เพิ่มขึ้น เพื่อให้บรรลุนโยบายลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล (Zero Coal Initiative) โดยในปี 2563 มีสัดส่วนการใช้เท่ากับร้อยละ 14.3 ในขณะที่ในช่วงสองเดือนแรกของไตรมาสที่ 1 ปี 2564 มีสัดส่วนการใช้เท่ากับร้อยละ 16.0


สำหรับธุรกิจเคมิคอลส์ ดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งในไทยและต่างประเทศ โดยขับเคลื่อนธุรกิจตามแนวคิด ESG เพื่อมุ่งสู่การเป็น “ธุรกิจปิโตรเคมีเพื่อความยั่งยืน” ซึ่งนอกจากจะเน้นการขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (HVA) อาทิ SMX™ HDPE และ HDPE Pipe PE112 แล้ว ยังเร่งการเข้าสู่ธุรกิจที่ตลาดมีการเติบโตสูง

เช่น ธุรกิจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ล่าสุด ได้เข้าสู่ธุรกิจด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในยุโรป ด้วยการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นบริษัท ซีพลาสต์ (Sirplaste) ผู้ประกอบธุรกิจและผู้นำด้านพลาสติกรีไซเคิลในประเทศโปรตุเกส ซึ่งนอกจากจะส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้ว ยังสามารถนำความได้เปรียบนี้ไปพัฒนาและต่อยอดเทคโนโลยีรีไซเคิลในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งขยายช่องทางการขายในตลาดยุโรปได้

นอกจากนี้ โครงการขยายกำลังการผลิตของโรงงาน MOC Debottleneck ซึ่งธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี และ DOW ได้ร่วมมือกันดำเนินโครงการ ก่อสร้างแล้วเสร็จเร็วกว่าแผนและเริ่มทดลองดำเนินการผลิตแล้ว คาดว่าจะผลิตได้เต็มกำลังภายในเดือนพฤษภาคม 2564 จะทำให้มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์เพิ่มขึ้น 350,000 ตันต่อปี ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้กระบวนการผลิตมีต้นทุนการลงทุนที่ต่ำลง และยังทำให้ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Process)

ในส่วนของโครงการปิโตรเคมีครบวงจร Long Son Petrochemicals Company Limited (LSP) ที่เวียดนามคืบหน้าตามแผนร้อยละ 76 โดยจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ในครึ่งปีแรกของปี 2566

นอกจากนี้ เอสซีจีอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับโครงสร้างธุรกิจเคมิคอลส์ รวมถึงการเสนอขายหุ้น SCG Chemicals ต่อประชาชนทั่วไป เพื่อรองรับโอกาสในการขยายธุรกิจเคมิคอลส์ในอนาคต เช่น ความเป็นไปได้ในการขยายกำลังการผลิตในภูมิภาคอาเซียน และการลงทุนอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าการศึกษาและการปรับโครงสร้างดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2565

ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ยังคงเติบโตอย่างมีคุณภาพ ผ่านการนำเสนอสินค้า บริการ และโซลูชันครบวงจร ตอบโจทย์การก่อสร้างและการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง ESG อาทิ โซลูชัน Green Construction ของ CPAC ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างของไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการด้วย CPAC Construction Solution เช่น CPAC BIM, CPAC Drone, CPAC 3D Printing และ CPAC Smart Structure ตั้งเป้าเปลี่ยนของเสียจากงานก่อสร้างให้เกิดประโยชน์คืนกลับสู่สังคม (Waste to Wealth) ในอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ประมาณร้อยละ 10-20

นอกจากนี้ ธุรกิจได้ขยายตลาด SCG Solar Roof Solution ทั้งลูกค้ากลุ่มเจ้าของบ้าน (Residential) และกลุ่มผู้ประกอบการ (Non- Residential) ที่ใช้ไฟในตอนกลางวันต่อเนื่อง ตอบโจทย์ความต้องการลดรายจ่ายค่าไฟฟ้าและเพิ่มการใช้พลังงานสะอาดในภาคประชาชนให้สูงขึ้น โดยตั้งเป้ายอดขายรวม 600 ล้านบาท ในปี 2564 และล่าสุดได้เปิดตัว EV Solution Platform โซลูชันที่ให้บริการด้านยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อรองรับการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน ธุรกิจได้เปิดตัว SCG D’COR (เอสซีจี เดคคอร์) วัสดุตกแต่งทางเลือกใหม่ พร้อมบริการ SCG D’COR Facade Solution ตอบรับการก่อสร้างที่ต้องการทั้งความสวยงามและประสิทธิภาพการใช้งาน และจะขยายสาขา SCG HOME เพิ่มอีก 33 สาขา รวมเป็น 50 สาขา ภายในปีนี้ ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนา SCGHOME.com ให้เป็น Super Platform ของการทำบ้านที่ครบวงจรที่สุด เชื่อมต่อระหว่างหน้าร้านและระบบออนไลน์ตามแนวคิด Active Omni-channel เป็นเพื่อนคู่คิดให้ลูกค้าตั้งแต่การวางแผน การปรับปรุงบ้าน จนถึงการเข้าอยู่อาศัย



ขณะที่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ยังคงเติบโตได้ดี ด้วยการนำเสนอโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน โดยดำเนินงานตามโมเดลธุรกิจที่มุ่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคอาเซียนรุกขยายกำลังการผลิตและผนึกกำลังระหว่างฐานการผลิตต่าง ๆ ซึ่งได้เปิดดำเนินการโรงงานผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์กำลังผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี ของ Fajar ในประเทศอินโดนีเซีย และการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์อีกกว่า 347 ล้านชิ้นต่อปี ในบริษัทวีซี่ แพ็คเกจิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งสินค้าทางเรือได้ดี ทำให้สามารถรองรับความต้องการของตลาดที่ฟื้นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ธุรกิจได้พัฒนานวัตกรรมโซลูชันด้านบรรจุภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ล่าสุดได้พัฒนา OptiBreath® บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยคงความสดของผักผลไม้ให้นานขึ้น ลดการเน่าเสียและข้อจำกัดทางการขนส่ง ด้วยเทคโนโลยีของฟิล์มที่ช่วยควบคุมการผ่านเข้าออกของก๊าซและไอน้ำ และ Odor LockTM บรรจุภัณฑ์ที่ช่วยเก็บกลิ่นอาหาร สะดวกต่อ

การขนส่งและวางจำหน่ายร่วมกับสินค้าอื่น โดยวางจำหน่ายแล้วในร้านค้าออนไลน์ เพื่อรองรับความต้องการของผู้ประกอบการและผู้บริโภคในฤดูกาลผลไม้นี้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด 19 ระลอกสามนี้ ค่อนข้างรุนแรง และส่งผลกระทบด้านสุขภาพและเศรษฐกิจในวงกว้าง ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามเต็มที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสัปดาห์นี้ ที่ภาครัฐได้ยกระดับมาตรการให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่ดี และเชื่อว่า หากพวกเราทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลอย่างเคร่งครัด เช่น ช่วยกัน Work from Home ให้มากที่สุด สวมหน้ากากผ้าหรือหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือให้สะอาด และเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ฯลฯ ก็จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้

สำหรับการผลิตวัคซีนป้องกันโควิค 19 “แอสตราเซเนก้า” โดยบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด มีความคืบหน้าด้วยดี ล่าสุด อย. ได้อนุมัติให้บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นฐานการผลิตวัคซีนที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการผลิตและกระจายวัคซีนไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สามารถเข้าถึงวัคซีนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยจะเริ่มทยอยฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนได้ภายในเดือนมิถุนายนนี้

ขณะเดียวกัน มูลนิธิเอสซีจี เอสซีจี และเอสซีจีพี ได้กระจายความช่วยเหลือไปยัง 270 หน่วยงานใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วนให้กับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ด้วยนวัตกรรม “เตียงสนามกระดาษเอสซีจีพี (SCGP Paper Field Hospital Bed)” จำนวน 22,000 ชุด ที่ผลิตจากกระดาษรีไซเคิล ออกแบบตามหลักการยศาสตร์ รองรับการใช้งานตามสรีระของคนเอเชีย รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัมขนส่งและประกอบได้ง่าย รวมถึงนวัตกรรม “ห้องน้ำสำเร็จรูป (Bathroom Mobile Unit)” นวัตกรรม “ห้องความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room)” และอุปกรณ์ทางการแพทย์อื่น ๆ

นอกจากนี้ เอสซีจี หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และบริษัทชั้นนำ จะช่วยสนับสนุนภาครัฐในการกระจายวัคซีนให้รวดเร็ว เกิดประสิทธิภาพ และทั่วถึงมากที่สุด ทั้งด้านอุปกรณ์ บุคลากร งบประมาณ และสถานที่ โดยเอสซีจีได้จัดเตรียมพื้นที่บริเวณสำนักงานใหญ่เอสซีจี บางซื่อ ให้เป็น “สถานีฉีดวัคซีน” สำหรับประชาชน โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในเดือนมิถุนายนนี้ ผมหวังว่า ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการดูแลตนเองของเราทุกคน จะช่วยให้เราผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยกัน ขณะเดียวกัน ก็จะนำไปสู่การฟื้นเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักได้โดยเร็ว”

CPAC รุกกลยุทธ์ ‘Green Construction’ ชูเทคโนโลยีดิจิทัลเคลื่อนนวัตกรรมก่อสร้าง

posted Apr 9, 2021, 1:55 AM by Maturos Lophong



CPAC รุกกลยุทธ์ ‘Green Construction’ ชูเทคโนโลยีดิจิทัลเคลื่อนนวัตกรรมก่อสร้าง


CPAC สานวิสัยทัศน์ ESG เคลื่อนธุรกิจ ผ่านกลยุทธ์ ‘Green Construction’ ดันรายได้โตต่อเนื่อง รุกนำเทคโนโลยีดิจิทัลสร้างนวัตกรรมทุกกระบวนการก่อสร้าง“คุ้มค่า-ลดสูญเสีย” ตอบโจทย์ลูกค้าครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง ยกระดับวงการก่อสร้างไทย สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

นายชนะ ภูมี Vice President – Cement and Construction Solution Business และกรรมการบริหาร CPAC ในธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด หรือ CPAC ในปี 2564 ว่ามีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนโดยยึดหลัก ESG (Environmental, Social and Governance) ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และมีบรรษัทภิบาล

โดยวิสัยทัศน์ดังกล่าว CPAC จะผลักดันผ่านกลยุทธ์ ‘Green Construction’ มีเป้าหมายที่จะ“ยกระดับ”มาตรฐานงานก่อสร้างของประเทศให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการก่อสร้างเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน ทั้งการใช้ทรัพยากรและวัสดุก่อสร้างอย่างคุ้มค่าลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้มาตรฐานสุขภาพอนามัย มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียน เปลี่ยน Waste หรือความสูญเสีย ให้เป็น Wealth หรือการสร้างผลประโยชน์คืนกลับสู่สังคม ผ่านการพัฒนานวัตกรรมโซลูชันครบวงจรด้วย CPAC Green Construction Solution

“CPAC จะเพิ่มสัดส่วน Green Construction ผ่านสินค้ารักษ์โลก (Green Products) และบริการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Solution) สร้างรายได้เติบโตต่อเนื่อง ตอบสนองความต้องการลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ขอเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลก”

ทั้งนี้ความสำเร็จของ Green Construction เกิดจากการนำ“เทคโนโลยีดิจิทัล” มาผลักดัน“นวัตกรรมก่อสร้าง” (Digital & Construction Technology) เพื่อนำไปสู่ End to end service solution หรือการตอบโจทย์ลูกค้าครบ จบที่เดียว ตั้งแต่ออกแบบ ก่อสร้าง ดูแลหลังก่อสร้าง ช่วยแก้ปัญหาการก่อสร้างที่ไม่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดย CPAC มีนวัตกรรมก่อสร้างที่สำคัญ ได้แก่




CPAC Drone Solution นวัตกรรมในการประเมินพื้นที่เพื่อให้เห็นภาพรวมของพื้นที่โดยใช้โดรนบินสำรวจ ประเมินระดับความสูงต่ำของพื้นที่ สภาพแวดล้อมโดยรวม เพื่อนำข้อมูลมาออกแบบจัดทำผังโครงการ และสามารถใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ลดความผิดพลาดในการก่อสร้าง เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่ เกิดความปลอดภัย ลดเวลาก่อสร้าง

CPAC BIM การนำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้ในการบริหารจัดการงานก่อสร้าง ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง (Ecosystem) เห็นภาพรวมของงานก่อสร้างในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบ สามารถตรวจสอบจุดผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ติดตามความคืบหน้างานก่อสร้างให้เป็นไปตามเป้าหมายโครงการ เเละเมื่อส่งมอบงานแล้วสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการบริหารอาคารต่อไป ลดงานตีกลับ (Reject) , การทำงานซ้ำ (Rework) และลดความสูญเสีย (Waste)




CPAC 3D Printing Solution เป็นนวัตกรรมการก่อสร้างรูปแบบใหม่ที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยออกแบบและควบคุมกระบวนการก่อสร้างด้วยการใช้เครื่องจักร 3D Printer สามารถพิมพ์ รูปโครงสร้างและตัวอาคารตามรูปแบบที่ต้องการ ลดระยะเวลาทำงาน ลดการใช้แรงงาน ลดเศษวัสดุในพื้นที่งานก่อสร้าง และยังประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คอนกรีตตกแต่งอื่นๆ เช่น เฟอร์นิเจอร์ และฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง

“การผลักดัน Green Construction เราต้องการสร้างความร่วมมือกับผู้เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ตั้งแต่ เจ้าของงานก่อสร้าง ผู้รับเหมา ช่าง ผู้ให้บริการด้านการก่อสร้าง ผู้ออกแบบ ผู้ผลิตวัสดุ และผู้จำหน่ายวัสดุ ทั้งในระดับประเทศไปจนถึงระดับท้องถิ่น ความร่วมมือกับภาครัฐในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาด้านเทคโนโลยี การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลระดับ World Class เพื่อยกระดับงานก่อสร้างให้มีการบริหารจัดการการใช้ทรัพยากรในการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดเป็น Green & Wealth Society” นายชนะ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ที่สนใจ CPAC สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ CPAC Contact Center โทร. 02-555-5555 หรือ ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ https://web.cpac.co.th

 

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนากลยุทธ์การตลาดสู่ยุคดิจิทัลเทรนด์

posted Jan 17, 2021, 9:53 PM by Maturos Lophong   [ updated Jan 17, 2021, 9:55 PM ]



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ พัฒนากลยุทธ์การตลาดสู่ยุคดิจิทัลเทรนด์ 

ตอบไลฟ์สไตล์แบบ New Normal เสิร์ฟข้อมูลโครงการผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม

เปลี่ยนให้การซื้อบ้านช่วง COVID-19 ‘ปลอดภัยและง่าย’ ยิ่งขึ้น



ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ปรับกลยุทธ์เสริมความสะดวกลูกค้าให้สามารถเลือกชมบ้านผ่านออนไลน์แพลตฟอร์ม VR360 ให้ได้สัมผัสประสบการณ์เสมือนเข้าชมด้วยตนเอง พร้อมนัดชมแบบ VIP ในรูปแบบ VDO Call ลดเสี่ยง COVID-19 ด้วยการลงทะเบียน Pre-registration เพิ่มความมั่นใจในทุกครั้งที่เข้าชมทุกโครงการ


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ (LALIN) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์คุณภาพภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘บ้านที่ปลูกบนความตั้งใจที่ดี’ เปิดเผยว่า จากวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนในยุคปัจจุบันที่โลกดิจิตอลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำรงชีวิตแบบปฏิเสธไม่ได้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวและวางกลยุทธ์ให้สามารถเติมเต็มทุกความต้องการได้อย่างครบครันในเวลาที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้วันนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อวางระบบ customer centric digital journey ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เพื่อให้การซื้อบ้านเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะในยุค New Normal เพื่อลดความเสี่ยงจาก COVID-19

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ได้วิเคราะห์ Customer journey & experience อย่างเจาะลึก ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างดี และนำ data ที่ได้มาวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์เพื่อหาลูกค้าตัวจริง (Right Target) ถูกช่วงเวลา (Right Time) และที่สำคัญต้องถูกช่องทาง (Right Channel) “ปัจจุบันลูกค้ายุคใหม่ต้องการการนำเสนอสินค้าหรือบริการที่ตรงตามความต้องการ และ Real-time นับเป็นความท้าทายของแบรนด์ในการทำการตลาดและวางแผนการสื่อสาร โดยบริษัทฯ ได้ปรับรูปแบบการทำการตลาดออนไลน์ให้ลูกค้าสะดวกในการใช้งานและหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจของลูกค้าเบื้องต้นได้อย่างครบถ้วน มีการนำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR360) หรือเทคโนโลยีภาพจำลองเสมือนจริง ที่สามารถสร้างประสบการณ์สมจริงเสมือนอยู่ในเหตุการณ์มาถ่ายทอดทุกมุมมองทั้ง interior และ exterior ให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์จริงของการใช้ชีวิตในบ้านของลลิล พร็อพเพอร์ตี้ นอกจากนี้ เรายังพบว่าคนส่วนใหญ่มักมองหาที่อยู่ใหม่ใกล้กับแหล่งที่อยู่เดิม เราจึงพัฒนาระบบการค้นหาโครงการใกล้คุณ เพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจของลูกค้าในการเลือกทำเลได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งพบว่าลูกค้าให้การตอบรับกับระบบดังกล่าวเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายชูรัชฏ์ ชาครกุล อธิบายเพิ่มเติม

(สามารถคลิกดูตัวอย่างโครงการบ้านที่ใช้เทคโนโลยี VR360 ได้ที่ : https://www.lalinproperty.com/properties/lio-bliss-bangna-srivaree/ )




นายชูรัชฏ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ลูกค้ากว่า 90% ต้องการทราบ ณ เวลาที่กำลังเลือกซื้อบ้านคือ การประเมินศักยภาพการผ่อนชำระของตนเอง ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้พัฒนาระบบผู้ช่วยส่วนตัวในการคำนวนสินเชื่อเบื้องต้นให้แก่ลูกค้าอีกด้วย “กว่า 30 ปีที่ผ่านมา บริษัทฯ มีพันธมิตรจากสถาบันการเงินและการธนาคารที่พร้อมมอบข้อเสนอพิเศษให้แก่ลูกค้าของลลิลฯเสมอ การเสริมระบบออนไลน์ที่ช่วยให้คำปรึกษาด้านการเงินจึงได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานที่คอยสนับสนุนเรื่องข้อมูลทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้ประกอบการตัดสินใจซื้อบ้านได้แบบ one stop service ทำให้ประหยัดเวลาและสามารถเปรียบเทียบข้อเสนอได้แบบ real time” 

ทั้งนี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการพร้อมอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าที่ประสงค์จะชมโครงการ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จึงได้จัดทำออนไลน์แพลตฟอร์มลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-registration) เพื่อลงทะเบียนเข้าเยี่ยมชมโครงการแบบ VIP เพื่อนัดเยี่ยมชมในรูปแบบ VDO Call ที่พร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้กับลูกค้า โดยจะมีพนักงานขายเป็นผู้นำชมโดยรอบโครงการตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งลูกค้าจะสามารถสอบถามข้อมูลเชิงลึกได้อย่างครบถ้วน ดำเนินการได้ง่ายเพียงคลิ๊กเข้าสู่เว็บไซต์ https://www.lalinproperty.com/visit-vip/ เพื่อลงทะเบียน และกดเลือกโครงการที่ต้องการเยี่ยมชม พร้อมระบุวันและเวลาที่สะดวกในการ VDO Call ทางเจ้าหน้าที่จะติดต่อไปตามวันและเวลาที่นัดหมาย เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้นในช่วง COVID-19

SCG วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021

posted Jan 11, 2021, 8:03 PM by Maturos Lophong



SCG วิเคราะห์เทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย 2021 

พร้อมเผยปัจจัยเร่งสู่ยุค Smart City เชื่อมต่อแนวคิด Smart Living

อย่างที่ทราบกันดีว่าในปี 2020 เกิดสถานการณ์ขึ้นมากมาย และได้สร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ อย่างสถานการณ์โควิด 19 ซึ่งปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ที่ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทย แต่ได้กระทบไปทั่วโลก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตของผู้คน รวมไปถึงผู้ประกอบการ ที่ต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้น สถานการณ์ดังกล่าวยังเป็นตัวกำหนดเทรนด์ให้เกิดการเร่งเครื่อง ทั้งเรื่องของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด การเกิด Digital Disruption ยังรวมไปถึงแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอีกมากมาย ให้เดินทางมาเร็วกว่าปกติ และแน่นอนว่าจะส่งผลต่อเนื่องมายังปี 2021

จากสังคมโลกที่เปลี่ยนไป สิ่งใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต นายวชิระชัย คูนำวัฒนา Head of Living Solution Business ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง มองเทรนด์การก่อสร้างและที่อยู่อาศัย ในปี 2021 ประกอบไปด้วย 4 ข้อ ดังนี้

1. Digital Transformation คือการนำเอาดิจิทัล เทคโนโลยี มาปรับใช้กับทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นหนึ่งตัวแปรการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากคนส่วนใหญ่ได้ให้เวลาและเรียนรู้การใช้งานเครื่องมือและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้นในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ (New Normal) ที่ทุกคนต้องทำไปเสียแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันโปรแกรมการประชุมออนไลน์ เข้ามาอำนวยความสะดวกแทนการเดินทางมาประชุมในรูปแบบเก่า หรือ การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ เป็นต้น ที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย และง่าย แบบ Anywhere Anytime ของคนทุกเพศ ทุกวัย 


2. ผู้คนหันมาให้ความสำคัญ ใส่ใจกับพื้นที่อยู่อาศัยมากขึ้น เทรนด์นี้เกิดขึ้นจากช่วงล็อคดาวน์ เมื่อคนอยู่บ้านกันมากกว่าที่เคย จะเห็นได้ว่า มีการปรับปรุงตกแต่งบ้านให้น่าอยู่และรองรับวิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น ดังนั้นไม่ว่าโลกจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด “ที่อยู่อาศัย” ก็ยังคงเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญ และเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด


3. นำไปสู่ตัวแปรที่สาม Well-Being โลกกำลังตื่นตัวในเรื่องของสุขอนามัยกันมากขึ้น เทรนด์ที่กําลังอยู่ในความสนใจของผู้คนทุกเพศทุกวัย และเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างต่อเนื่อง จากวิถีการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ทำให้มองเห็นการมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญและให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัว ไปพร้อม ๆ กับการที่มีบ้านที่ดี มีความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังต้องปรับตัวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) สอดคล้องกับพฤติกรรมการเลือกและใส่ใจกับความปลอดภัยเป็นเรื่องแรก ทั้งการอาศัยอยู่ภายในบ้าน รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมตัวเอง และสมาชิกในบ้าน สู่การเป็นผู้สูงวัยในอนาคต



4. จากสถานการณ์ที่ทั่วโลกต่างรับมือกับการสภาวการณ์เปลี่ยนแปลงของโลกเรา ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงานกันมากขึ้น หรือแม้แต่เรื่องระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การหมุนเวียนเอาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เป็นสิ่งที่มนุษย์เราเริ่มหันมามองสิ่งรอบตัว จนเกิดคำถามที่ว่า เมื่อโลกเปลี่ยน ถึงเวลาที่ต้องหันกลับมามองที่ตัวเราเอง ว่าที่ผ่านมาดูแลโลกนี้ดีเพียงพอหรือยัง?...



“พอเกิดโควิดแล้ว เกิดคำถามขึ้นมากมายตามมาว่าที่ผ่านมาเราดูแลโลกนี้ดีเพียงพอไหม เพราะต้องยอมรับหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้น ก็เกิดจากผลกระทบของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป คนจะกลับมาตระหนักเหมือนกันว่าเราดูแลตัวเราเองแล้ว เราดูแลโลกไปด้วยไหม ซึ่งจริง ๆ แล้ว เรื่องเทรนด์ กระแสนิยม รวมถึงแนวโน้มที่เกิดขึ้น อาทิ การดูแลสิ่งแวดล้อม การประหยัดพลังงาน การใส่ใจด้านสุขอนามัย คงต้องมองย้อนกลับมามองถึงการใช้ชีวิต และ รอบ ๆ ตัว ว่าเราจะดูแลต่อจากนี้อย่างไร สำหรับผมมองว่าทั้ง 4 ข้อข้างต้นก็เป็นเทรนด์ที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วในก่อนหน้านี้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันช่วยให้มันชัดเจนขึ้น และช่วยเร่งความเร็วมากขึ้น”

นายวชิระชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ด้วยบริบทของสังคมที่เปลี่ยนผ่านได้ยกระดับความต้องการพื้นฐานทางกายภาพของมนุษย์สู่ความเป็นดิจิทัล โดยการผนวกเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกสบายในทุกมิติ ส่งผลให้ภาพของ Smart City หรือ เมืองอัจฉริยะ ชัดเจนมากขึ้น นำไปสู่การใช้ชีวิตในรูปแบบ Smart Living ที่เชื่อมต่อทุกประสบการณ์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ในฐานะองค์กรต้องเตรียมพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่เกิดขึ้น ทั้งด้านพฤติกรรม ความเป็นอยู่ การใช้ชีวิต สุขอนามัย โดยเอสซีจีได้พัฒนาสินค้าและบริการ พร้อมพัฒนากลยุทธ์รอบด้านเพื่อตอบโจทย์ด้วยโซลูชัน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและพฤติกรรมที่หลากหลายของผู้บริโภค ตลอดจนด้านการผลิตทั้ง Supply Chain ได้พัฒนาเรื่องพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Smart City รวมไปถึงการนำระบบ IoT (Internet of Things) เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการและแก้ปัญหา โดยการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาอาคารตามมาตรฐานอาคารระดับโลก ด้วยการให้บริการตั้งแต่การออกแบบ ก่อสร้าง รวมไปถึงการรับรองอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจของ SCG Building and Living Care Consulting ให้เป็นไปตามมาตรฐานอาคารเขียว (Green Building Certification) เพื่อได้รับรองจาก LEED และ TREES รวมไปถึงอาคารที่ได้มาตรฐานอาคารเพื่อสุขภาวะที่ดี (Well-Being Building) ตามมาตรฐาน WELL และ fitwel โดยเป็นการวัดค่าความเป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานอาคาร ทั้งในด้านสภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุมคุณภาพน้ำและอากาศ รวมถึงให้ความสำคัญต่อผู้สูงอายุ โดยออกแบบอาคารตามหลัก Universal Design (UD) เพื่อรองรับคนได้ทุกช่วงวัย”

สำหรับการอยู่อาศัยในสภาวะที่ดีภายในอาคารเป็นเรื่องที่สำคัญมากในปัจจุบัน SCG Smart Building Solution ได้นำเอาโซลูชันและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยยกระดับการใช้งานอาคาร ทั้งในด้านการประหยัดพลังงาน ความสะดวกสบาย ความสะอาดและความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น Energy WELL Series ระบบที่ช่วยลดการใช้พลังงานในระบบระบายอากาศ ด้วยระบบดูดซับสารพิษในอากาศ ช่วยควบคุมคุณภาพอากาศภายในอาคารให้ดียิ่งขึ้น ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานภายในอาคารได้ถึง 20-40% ต่อปี และ HYGIENE Series การปรับปรุงและยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคารให้สะอาดจากเชื้อโรค โดยการใช้เทคโนโลยี Bi-polar Ionization System ปล่อยประจุบวกและลบ ที่มีคุณสมบัติลดสิ่งเจือปนในอากาศ อย่างเช่น ไวรัส แบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของโรคติดต่อชนิดต่าง ๆ รวมไปถึงเชื้อราในอากาศ ได้มากถึง 99% เป็นต้น

ทั้งนี้ การอยู่อาศัยภายในบ้านก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ เทคโนโลยีที่รองรับสำหรับบ้าน ที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการประหยัดพลังงาน อย่าง SCG Solar Roof Solution หลังคาโซลาร์เพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ช่วยประหยัดค่าไฟได้สูงสุดถึง 60% หรือ ระบบ Active AIRflow™ System นวัตกรรมถ่ายเทอากาศที่ช่วยลดอุณหภูมิ 2-5 องศาในบ้าน ลดการสะสมเชื้อโรค ความอับชื้นภายในบ้าน และลดอาการภูมิแพ้ ส่วนเรื่องของสุขอนามัยภายในบ้าน อย่าง สุขภัณฑ์และก๊อกน้ำอัตโนมัติ จากความกังวลเกี่ยวกับความสะอาด โดยเฉพาะห้องน้ำ ซึ่งต้องการที่จะลดการสัมผัสให้ได้มากที่สุด กระเบื้องกลุ่ม Hygienic Tile และ Health and Clean Tile นวัตกรรมที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียภายในบ้าน รวมถึง DoCare เทคโนโลยีเพื่อการดูแลผู้สูงอายุภายในบ้านให้มีความปลอดภัยโดยเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เป็นต้น

จากแนวคิดเมืองฉลาดรู้ที่เชื่อมต่อกับความเป็นอยู่สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งอีกไม่นานคงจะได้เห็นถึงการผนึกกำลังกันของภาคอุตสาหกรรมทั้งระบบ ร่วมสร้างเมืองให้เป็น Smart City ที่ครอบคลุมไปถึงการก่อสร้างตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อให้เกิด Ecosystem เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนและยั่งยืน

“การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนอีกอย่าง คือการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในสายงานก่อสร้าง และขาดแคลนในเชิงของคุณภาพและทักษะของงานก่อสร้างที่มีความหลากหลาย ซึ่งต้องเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาต้าควบคู่ อย่างเช่นการพัฒนาแรงงานฝีมือช่าง นอกจากนี้ยังมีปัญหาอีกด้านหนึ่ง โดยเมื่อก่อนนี้นึกถึงแค่งานโครงสร้าง อาคาร แต่ปัจจุบันมันต้องมองทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาโลกร้อน ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ปัญหาเรื่องฝุ่นละออง เรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งมันจะเชื่อมโยงในภาคการอุปโภค บริโภค ทั้งในเชิงของการเกษตร และอุตสาหกรรม” นายชูโชค ศิวะคุณากร Managing Director บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จำกัด


นายชูโชค กล่าวเพิ่มเติมว่า “ตัวกำหนดทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนแวดวงการก่อสร้าง คือความเบ็ดเสร็จ ครบวงจรและรวดเร็ว ทั้งรูปแบบของการใช้งานตัวอาคาร และโครงสร้าง ทั้งการเพิ่มฟังก์ชันการใช้งานบนโครงสร้างเดิมให้มีความหลากหลาย หรือเป็นการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของการใช้งานโครงสร้างเดิมให้ต่างออกไป รวมถึงการรีโนเวทปรับปรุงอาคาร สิ่งปลูกสร้าง ไปสู่การพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อตอบโจทย์สูงสุด ซึ่งอีกหนึ่งเทคโนโลยีทันสมัยที่จะมีบทบาทมากขึ้นในวงการก่อสร้างไทย อย่าง CPAC BIM คือการนำเทคโนโลยี Building Information Modeling (BIM) มาใช้ในการสร้างหรือปรับปรุงอาคาร ตั้งแต่การวางแผนการก่อสร้าง การออกแบบและเลือกวัสดุ คำนวณการใช้พลังงาน การจัดการเรื่องเวลา ตลอดจนการสำรวจหน้างานแบบเสมือนจริง โดยใช้ VR Walk Through และการทำงานบน Collaboration Platform เพื่อช่วยการสื่อสารให้เห็นภาพเดียวกัน ทั้งผู้ออกแบบ สถาปนิก วิศวกร และผู้รับเหมา รวมทั้งตัวเจ้าของงาน ทำให้เกิดการบริหารจัดการอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ”


จากความต้องการความเบ็ดเสร็จและรวดเร็ว ทำให้เกิดแนวทางการก่อสร้างแนวใหม่ คือ Smart Construction ซึ่งจะช่วยจัดการกับการออกแบบที่ไม่มีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีที่ล้าสมัย และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังปรับให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ให้มีความเป็น Smart Building มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบการทำงานมาตรฐาน CPAC BIM เทคโนโลยีที่ช่วยสร้างความแม่นยำในการออกแบบ และ ควบคุมคุณภาพในงานก่อสร้าง ประกอบกับระบบการก่อสร้างยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแบบ Prefabrication เป็นเทคนิคการก่อสร้างอาคารจากชิ้นส่วนสำเร็จ และนำมาประกอบที่ตัวอาคาร หรือการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป (Precast) เพื่อให้เกิดความรวดเร็วและลดการเกิดของเสีย ณ จุดก่อสร้าง ยังรวมไปถึงการสร้างโรงงาน โรงเรือนฟาร์มเลี้ยงสัตว์
ก็มีโซลูชันเข้ามาช่วยวางแผน และ Lifetime Solution ที่ช่วยสำรวจความแข็งแรง ตรวจประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้าง และทำการซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง โดยเสริมกำลังโครงสร้างด้วยคาร์บอนไฟเบอร์และวิธีการที่หลากหลาย เพื่อยืดอายุการใช้งานโครงสร้างและช่วยประหยัดทรัพยากรอีกด้วย


“ความน่าสนใจอีกข้อที่ก่อตัวขึ้นจากการเปลี่ยนแปลง คือ Networking การสร้างเครือข่ายขนาดใหญ่ที่ทำให้เกิดการแชร์ข้อมูลร่วมกัน แชร์ Resource หรือแม้แต่ Knowledge แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ทั้งกลุ่มเจ้าของโครงการและกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องในแวดวงการก่อสร้าง ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและภาพรวม เพิ่มทักษะงานก่อสร้าง ภายใต้ Ecosystem เดียวกัน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น” นายชูโชค กล่าวทิ้งท้าย

 

"โตโต้" พาชมสายการผลิตโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET

posted Dec 3, 2020, 9:26 PM by Maturos Lophong   [ updated Dec 3, 2020, 9:36 PM ]




"โตโต้" พาชมสายการผลิตโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET
เผยโฉมฝารองนั่งอัตโนมัติรุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทยด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น


​“โตโต้” เดินเครื่องโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET จังหวัดสระบุรี หลังทุ่มงบลงทุนกว่า 1,073 ล้านบาท บนพื้นที่ก่อสร้างประมาณ 49,000 ตารางเมตร รองรับการผลิต 450,000 ชิ้นต่อปี พร้อมเปิดตัวฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย ด้วยมาตรฐานระดับญี่ปุ่น
นายทาคายะสุ ชิมาดะ (Mr. Takayasu Shimada) ประธานบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสุขภัณฑ์ที่มีความล้ำสมัยทั้งการดีไซน์รูปลักษณ์และเทคโนโลยีที่ผสานเข้ากันอย่างลงตัว ภายใต้แบรนด์ “โตโต้” (TOTO) เปิดเผยว่า “โตโต้” เป็นผู้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านสุขภัณฑ์มายาวนานกว่า 100 ปี และมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจนถึงปัจจุบันฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET มียอดจัดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นมากกว่า 50 ล้านชิ้นทั่วโลก นับเป็นการตอกย้ำความสำเร็จในการจำหน่ายสินค้านวัตกรรมของโตโต้ได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ที่มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์วิถีชีวิตที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบายให้กับผู้คนทั้งโลก ผ่านการใช้งานฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET บริษัทฯ เล็งเห็นศักยภาพและโอกาสอันดีเนื่องจากประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการกระจายสินค้าระดับโลก จึงก่อสร้างโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่อำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี โดยใช้งบลงทุนกว่า 1,073 ล้านบาท บนพื้นที่ก่อสร้าง 49,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในนิคมเดียวกับโรงงานผลิตสุขภัณฑ์ของบริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 โดยเริ่มก่อสร้างในเดือนพฤษภาคมปี 2561 แล้วเสร็จในเดือนพฤษภาคม ปี 2562 และสามารถเริ่มทำการผลิตจริงได้ในเดือนกรกฎาคม ปี 2562 ประเมินกำลังการผลิตประมาณ 450,000 ชิ้นต่อปี

สำหรับโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ของโตโต้ กรุ๊ป มีทั้งในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 2 โรงงาน และโรงงานในต่างประเทศ โดยโรงงาน WASHLET ที่ก่อตั้งในประเทศไทย นับเป็นโรงงานลำดับที่ 5 ถัดจากประเทศญี่ปุ่น, มาเลเซีย และจีน

โรงงานดังกล่าวนอกจากการพัฒนากำลังการผลิตด้วยการนำเครื่องจักรแบบใหม่ล่าสุดมาใช้แล้ว ยังมีการนำเครื่องมือที่มีคุณภาพสูงเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการผลิต เช่น การติดตั้งเครื่องปรับอากาศภายในพื้นที่ประกอบฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET และการติดตั้งเครื่องทดสอบการทำงานของฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET โดยตรวจสอบแบบอัตโนมัติ ลดความผิดพลาดจากการตรวจสอบของพนักงาน ทั้งนี้เรามีการตรวจสอบสินค้าจำนวน 100% ที่ทำการผลิตในทุกกระบวนการ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าของบริษัทโตโต้ได้คุณภาพทุกชิ้นงาน

นอกเหนือจากนำเสนอสินค้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแล้ว ทางบริษัทฯ ยังได้เปิดเผยถึงเป้าหมายสำคัญที่จะปฏิวัติการใช้ห้องน้ำอีกด้วย เนื่องจากห้องน้ำที่ดีนั้น ไม่ได้ประกอบไปด้วยสุขภัณฑ์ที่นั่งสบาย หรือมีรูปลักษณ์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียว หากแต่รวมถึงเทคโนโลยีที่ผสมผสานอยู่ในทุกกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นระบบการชำระล้างทรงพลังอย่าง TORNADO FLUSH ที่สามารถชำระล้างสิ่งสกปรกได้หมดจด โดยใช้น้ำในปริมาณน้อย และไม่กระเซ็นออกนอกโถสุขภัณฑ์ อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องน้ำ ซึ่งระบบชำระล้างนี้ทำงานควบคู่กับโถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ ไร้จุดอับ ง่ายต่อการทำความสะอาด รวมไปถึงการเคลือบสาร CEFIONTECT บนพื้นผิวเซรามิกก่อนการเผา ทำให้รวมเป็นเนื้อเดียวกัน มีอายุการใช้งานที่คงทน พื้นผิวเรียบลื่น ช่วยลดการเกาะติดของคราบสกปรก ตลอดจน EWATER+ น้ำบริสุทธิ์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยลดเชื้อแบคทีเรีย สำหรับทำความสะอาดก้านฉีดชำระและโถสุขภัณฑ์โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นเทคโนโลยีด้านความสะอาดที่ถูกคิดค้นมาอย่างพิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อให้การใช้ห้องน้ำเป็นมากกว่าแค่พื้นที่ในการขับถ่าย แต่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง

นายฮิโรกิ ฟูจิมูระ (Mr. Hiroki Fujimura) ผู้จัดการโรงงานและผู้เชี่ยวชาญผลิตภัณฑ์ WASHLET บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET เป็นสินค้าที่บริษัทฯ คิดค้นและพัฒนา รวมถึงจัดจำหน่ายมามากกว่า 40 ปีแล้ว จนกลายเป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์อันดับ 1 ของประเทศญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ได้เป็นอย่างดี
พร้อมทั้งเปิดตัวฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่นใหม่ล่าสุดที่ผลิตจากโรงงานผลิตฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ที่ประเทศไทย โดยมีการควบคุมการผลิตและการตรวจสอบทุกกระบวนการอย่างเข้มงวด ด้วยมาตรฐานจากประเทศญี่ปุ่นเช่นเดียวกัน

ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่น TCF6041TH มาพร้อมกับโถสุขภัณฑ์ทั้งสิ้น 4 รุ่น ได้แก่ CST767UW1, CST920UW1, CST230UW1, CST340UW1 โดยพัฒนาจากความต้องการของผู้ใช้งานด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด สามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกด้าน ทั้งด้านความสะอาด, สุขอนามัย, การออกแบบ, ความสะดวก, ความสบาย รวมไปถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางบริษัทโตโต้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก
โถสุขภัณฑ์พร้อมฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET รุ่น TCF6041TH มาพร้อมกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานพื้นฐานอย่างครบครันไม่ว่าจะเป็นระบบชำระล้าง TORNADO FLUSH, โถสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ, การเคลือบสาร CEFIONTECT, ก้านฉีดชำระล้างในตัว, ระบบกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์, ระบบปรับอุณหภูมิฝารองนั่ง ให้อุ่นสบายตลอดการใช้งาน, ระบบการทำความสะอาดหลากหลายรูปแบบ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถควบคุมฟังก์ชันการใช้งานได้อย่างง่ายดายผ่านแผงควบคุมด้านข้าง เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับความสะดวกสบาย และความพึงพอใจสูงสุด
“เราอยากส่งมอบความสะดวกสบายของการใช้ฝารองนั่งอัตโนมัติ WASHLET ให้กับคนไทย และอยากให้ลูกค้าคนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ห้องน้ำที่ดีและถูกสุขอนามัย ซึ่งการที่ลูกค้าของเราจะมีความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์แบบและสะดวกสบายนั้น เป็นหนึ่งในความรับผิดชอบต่อสังคมและเป็นหน้าที่ของบริษัทโตโต้ ที่พนักงานบริษัทฯ ทุกคนยึดมั่นถือมั่นในการดำเนินธุรกิจมาตลอดกว่า 100 ปี” นายทาคายะสุ ชิมาดะ กล่าวปิดท้าย





Nusa Tech เปิดตัว Nusa Digital Asset การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใหม่

posted Nov 12, 2020, 6:00 PM by Maturos Lophong



Nusa Tech เปิดตัว Nusa Digital Asset

การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบใหม่

Nusa Tech ภายใต้บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) ทุ่มพันล้าน เปิดตัว Nusa Digital Asset การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่แห่งแรกในประเทศเพื่อเข้าถึงนักลงทุนทั่วโลก หวังดึงยอดหมื่นล้านเข้าประเทศ

Nusa Tech (ณุศา เทค) กลุ่มธุรกิจใหม่ภายใต้การนำของบริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) จัดงาน NUSA OPEN THE NEW WORLD ในรูปแบบ Virtual Conference เพื่อเปิดตัวกลุ่มธุรกิจและโครงการใหม่แห่งอนาคตที่จะมาเสริมกำลังทางธุรกิจพร้อมเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยธุรกิจพัฒนาแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่จะเชื่อมต่อสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ ให้กับผู้ประกอบการในประเทศไทย เพื่อยกระดับธุรกิจในอุตสาหกรรมหลักของไทยสู่ตลาดโลกแบบไร้พรมแดน โดยเปิดตัวโครงการ Thailand Digital Kingdom อาณาจักรเศรษฐกิจใหม่บนโลกดิจิทัล ด้วยกลยุทธ์ 3+6+1 นำร่องด้วยแพลตฟอร์มยักษ์ 3 ด้านเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านการท่องเที่ยว การแพทย์ และการค้าออนไลน์ และ 6 แพลตฟอร์มที่จะมาเป็นระบบรองรับในรูปแบบ Supply Chain และ อีก 1 การซื้อขายรูปแบบใหม่ของวงการอสังหาริมทรัพย์




แพลตฟอร์มด้านการค้าออนไลน์ Thailand Showroom มีงบการลงทุนถึง 200 ล้านบาทเพื่อสร้างระบบAIที่จะเชื่อมต่อและผลักดันให้สินค้าไทยออกสู่ตลาดโลก พร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับอุตสาหกรรมไทยในทุกระดับด้วยระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นเสมือนโชว์รูม ของสินค้าไทยที่ยิ่งใหญ่จากทั่วทุกภูมิภาคของไทย จะมารวมไว้เป็นหนึ่งเดียวเพื่อให้สินค้าของไทยออกสู่ตลาดโลกผ่านโลกดิจิทัลที่ไร้พรมแดน แพลตฟอร์มที่สองโดดเด่นด้านการแพทย์และสุขภาพใช้งบ 100 ล้าน จัดทำแพลตฟอร์มชื่อ P.A.L.P by WMA (world medical alliance) ที่จะยกระดับวงการการแพทย์ไทยสู่สากลเพื่อเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพของเอเชีย ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการกรองข้อมูลและวิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำ พร้อมเชื่อมต่อการบริการทางการแพทย์และสุขภาพแบบไร้ขีดจำกัด สร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้บริการทั่วโลก โดยร่วมมือกับ Thailand Elite card โดยมีเป้าหมายจะดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ใส่ใจด้านสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีแพลตฟอร์มสำคัญที่ร่วมมือกับ Depa ที่จะมาสร้างมาตรฐานใหม่และเป็นเครื่องมือหลักของการท่องเที่ยวในประเทศที่จะรวบรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยแบบครบวงจรด้วยแพลตฟอร์ม Safe-T Travelที่ทุ่มงบ 100 ล้าน เพื่อสร้างเทคโนโลยีเพื่อออกแบบการท่องเที่ยวส่วนบุคคลและด้วยระบบการให้บริการจากกลุ่มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อเพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก​เป็นเสมือนประตูสู่ประเทศไทย


นอกจากนี้กลุ่ม Nusa Tech (ณุศา เทค) ยังมีแผนทุ่มงบอีก1000 ล้าน เพื่อสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะอีก6ด้าน โดยกระจายงบให้แต่ละแพลตฟอร์ม 50-60 ล้าน ให้แต่ละแพลตฟอร์มอัจฉริยะเพิ่มอีก 6 ด้านที่จะมาเติมเต็มให้ครบวงจรในรูปแบบ Ecosystem และจะมาเป็นอาวุธเสริมในการผนึกกำลังเพื่อพัฒนาและผลักดันระบบ Supply Chain ให้พร้อมรองรับธุรกิจของไทยอย่างมีประสิทธิภาพ โดยประกอบ 

ไปด้วยแพลตฟอร์ม Smart factories and warehouses แพลตฟอร์มพัฒนาระบบการจัดเก็บสินค้าระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม Smart food agriculture ที่จะมาผลักดันการเกษตรอย่างเป็นระบบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แพลตฟอร์ม Delivery เพื่อมาใช้ในการพัฒนาการขนส่งที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ แพลตฟอร์ม Export and Shipping ที่จะใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาการส่งออกให้สะดวกและรวดเร็ว นอกจากนั้นยังเสริมด้วยแพลตฟอร์มที่จะมาเป็นรากฐานและเป็นต้นทุนทางการเงินและความคิดอย่างแพลตฟอร์ม Nusa Money ที่จะมาเชื่อมโยงทุกแพลตฟอร์มด้วยกระเป๋าเงินดิจิทัลใบเดียว สุดท้ายคืออาวุธทางปัญญาที่จะมาขับเคลื่อนทุกธุรกิจด้วยการจัดหาขุนพลรุ่นใหม่เพื่อจับคู่สายงานกับความถนัดแบบเป็นระบบด้วยแพลตฟอร์ม HR new gen strategy platform

ณุศา เทค ร่วมกับภาครัฐและเอกชน พร้อมด้วยนักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยแพลตฟอร์มมาตราฐานระดับสากลในโครงการ Thailand Digital Kingdom ที่จะมาขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหลัก ด้วยการนำเทคโนโลยี AI ที่เป็นนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ที่ทรงประสิทธิภาพ เข้าถึงตลาดโลกและวิเคราะห์เพื่อประมวลผลอย่างแม่นยำ โดยแพลตฟอร์มสามแพลตฟอร์มหลักจะพร้อมใช้ในปี 2021 เพื่อรองรับความต้องการของนักธุรกิจและคู่ค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ อีก 6 แพลตฟอร์มจะพร้อมใช้ในปี 2021-2022 เพื่อพัฒนาระบบ Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าของไทยอย่างยั่งยืน

ณุศา เทค วางเป้าหมายว่าธุรกิจแพลตฟอร์มทั้งหมดจะสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศไทยถึงหมื่นล้านเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อปี โดยตั้งเป้า Thailand showroom จะสร้างรายได้ 0.1%ของมูลค่าการส่งออกประมาณ 7,500 ล้านบาท แพลตฟอร์ม PALP อีก 2,500 ล้านบาท แพลตฟอร์ม Save-T Travel จะสร้างเม็ดเงินให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยประมาณ 300 ล้านบาท และอีก 6 แพลตฟอร์มด้าน Supply Chain อีก 1​,500 ล้านบาท แต่เมื่อทุกแพลตฟอร์มเชื่อมต่อกันทั้งหมดจะสร้างรายได้ให้กับการท่องเที่ยวของประเทศไทยทั้งประเทศถึง 10% ของมูลค่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและจะช่วยสร้างรายได้สู่ชุมชนเนื่องจากทุกแพลตฟอร์มจะเชื่อมต่อกันเป็นระบบจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ คาดว่าโครงการ Thailand Kingdom จะเป็นแพลตฟอร์มระดับชาติ ที่จะสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคต




นอกจากระบบที่จะมาเป็นแรงผลักดันทางธุรกิจ สร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการมากมาย ทางโครงการยังเปิดตัว Nusa Digital Asset ที่เป็นการเปลี่ยนผ่านการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบเดิมที่มีความยุ่งยากซับซ้อนมาสู่รูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยี Blockchain ทำให้การซื้อขายสะดวกสบายขึ้น ง่ายขึ้น รวดเร็วขึ้น โปร่งใส ปลอดภัย และสามารถเข้าถึงผู้ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ได้ทั่วโลก Nusa Digital Asset ถือเป็นครั้งแรกในการซื้อขายรูปแบบใหม่ที่รวม 3 องค์ประกอบไว้ด้วยกันคือ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเสริมสร้างสุขภาพครบวงจร รวมถึงโอกาสการซื้อขายในตลาดทุนดิจิทัลได้ในอนาคต โดยโครงการแรกคือ Nusa My Ozone ที่มีสูงมูลค่า 10,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่ทำเลดีที่สุดในเขาใหญ่ ท่ามกลางอากาศบริสุทธิ์อันดับ 7 ของโลกที่จะพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นศูนย์สุขภาพที่พร้อมสรรพด้วยการบริการด้านสุขภาพครบวงจรควบคู่ไปกับที่พักอาศัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการใช้ชีวิต ด้วยการร่วมมือจากโรงพยาบาล Panacee และบริหารโครงการด้วย Digital โรงแรมระดับโลกอย่าง Movenpick โดยตั้งเป้ายอดซื้อในเฟสแรกประมาณ 10% ประมาณ 1,000 ล้าน

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย คุณวีรวรรณ เทพเจริญ, ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ ผศ.ดร.รัฐกร พูลทรัพย์ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการที่จะมาสร้างมิติใหม่แห่งการลงทุนและโอกาสทางธุรกิจบนโลกแห่งอนาคต

ศิริญา เทพเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาดและผู้ก่อตั้ง Thailand Digital Kingdom by NusaTech กล่าวถึงวัตถุประสงค์ “ด้วยโลกที่มันเปลี่ยนไปทุกวัน ทาง ณุศาศิริ จึงริเริ่มธุรกิจด้านดิจิทัลขึ้นมา โดยมีวัตถุประสงค์ตามปณิธานที่เรามีมาตลอดขององค์กรคือ เราจะสร้างให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกด้านอย่างยั่งยืน ครั้งนี้เรามุ่งหวังเพื่อสร้างโอกาสใหม่ในชีวิตให้คนไทย ด้วยทุกวันนี้เทคโนโลยีเข้ามีบทบาทสำคัญทางการทำธุรกิจและเศรษฐกิจระดับโลก เราจึงมุ่งหวังจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจให้ดีขึ้นจากเดิม โดยเริ่มพัฒนาจากประเทศไทยให้ธุรกิจไทยออกสู่ตลาดโลกและจากตลาดโลกนำเม็ดเงินกลับสู่ประเทศไทย ด้วยนวัตกรรมทางความคิดผนวกกับเทคโนโลยีของโครงการจากณุศา เทค ”

ด้าน ผศ.ดร.รัฐกร พูลทรัพย์ ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนให้คำนิยามของการลงทุน กล่าวถึงการซื้ออสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ว่า “Nusa Digital Asset เป็นการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain มาช่วยทำให้การซื้อขายสะดวกสบายขึ้น มีความคล่องตัวในการซื้อขายและโอนกรรมสิทธิ์ต่างจากการซื้อขายแบบเดิม พิเศษสำหรับผู้ซื้อต่างชาติที่ซื้อด้วยมูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐจะได้รับวีซ่า 20 ปี Nusa Digital Asset ถือเป็นการซื้อขายรูปแบบใหม่ในยุคดิจิทัลที่จะมาทดแทนการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์แบบเดิมๆ ในอนาคต”

นอกจากนี้ ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวถึงการสนับสนุนแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของณุศา เทค ว่า “depa ภายใต้กระทรวงดิจิทัล เล็งเห็นถึงความสำคัญในโครงการดังกล่าว นอกจากโครงการจะใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการทางธุรกิจในหลายภาคส่วน อีกทั้งยังเป็นโครงการที่จะเข้ามามีบทบาทที่จะเข้ามาเสริมสร้างฐานเศรษฐกิจของประเทศไทยและพัฒนาประเทศไทยให้พร้อมรับมือเข้าสู่ยุคใหม่แห่งอนาคต เราจึงสนับสนุนโครงการน้ำดีนี้ และนี่คือการร่วมแรงร่วมใจกันระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ได้แค่เราหรือใครแต่ที่ได้ มันคือสิ่งใหม่ที่ดีกับทุกวงการ ทั้งวงการเทคโนโลยี ทั้งเศรษฐกิจและสังคม ผมเชื่อว่าโครงการนี้จะสร้างเศรษฐกิจที่สร้างสรรค์และยั่งยืน”

ภายในงาน Virtual Conference ที่จัดอย่างยิ่งใหญ่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างคับคั่ง ครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ในการเปลี่ยนถ่ายและต่อยอดของ ณุศาศิริ จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาถึงกลุ่มธุรกิจสายเทคโนโลยีเพื่อสร้างโอกาสในยุคดิจิทัลแห่งอนาคตรอบด้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

งานแฟร์ยิ่งใหญ่แห่งปี SCG HOME & LIVING FAIR “บ้านเก่า หลังใหม่”

posted Oct 12, 2020, 2:03 AM by Maturos Lophong



งานแฟร์ยิ่งใหญ่แห่งปี SCG HOME & LIVING FAIR “บ้านเก่า หลังใหม่”

ตอบโจทย์เพื่อคนทำบ้าน ให้คุณดีไซน์ความสุขให้ชีวิตและคนที่คุณรัก



นางสุพรศรี นาคธนสุกาญจน์ Managing Director บริษัท เอสซีจี เอ็กซพีเรียนซ์ จำกัด ขอเชิญชวนร่วมงานแฟร์ยิ่งใหญ่แห่งปี SCG HOME & LIVING FAIR ที่มาพร้อมคอนเซ็ปซ์ “บ้านเก่า หลังใหม่” งานแฟร์ที่ตอบโจทย์เพื่อคนทำบ้าน เอาใจคนทุกเจนทั้งครอบครัวที่ต้องการรีโนเวทบ้าน เพื่อให้คุณดีไซน์ความสุขให้ชีวิตและคนที่คุณรัก กับงานที่ครบครันไปด้วยฟังก์ชันและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ครบจบในงานเดียวสำหรับคนทำบ้าน รวมถึงขนขบวนสินค้า และกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งโปรโมชันสินค้าคุณภาพ และบริการติดตั้งครบวงจรหลากหลายจากแบรนด์ชั้นนำ พร้อมไฮไลท์เด็ดกับ 4 เทรนด์ปรับบ้านเพื่อคนทุกวัย อาทิ บ้านเย็น ไม่ร้อน ไม่รั่ว, บ้านกันเสียง, บ้านสมาร์ท, บ้านวัยเก๋า และมุมพิเศษตรวจสุขภาพบ้านกับ คลินิก “หมอบ้าน” บริการให้คำปรึกษาทุกเรื่องบ้าน บริการออกแบบบ้านกับสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ และกิจกรรมแชร์ประสบการณ์เรื่องบ้านจากคนดัง พร้อมกิจกรรมเวิร์กชอป Home DIY รวมทั้งแจกแบบบ้านสำเร็จรูปฟรี! เริ่มวันที่ 16 – 25 ต.ค. 63 เวลา 10.00-19.00 น. ที่ SCG EXPERIENCE สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา และโปรโมชันเด็ดที่สาขาของ เอสซีจี โฮม ทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลผ่าน SCG HOME Contact Center โทร 02-586-2222 #SCGHOME #SCGHOMELivingFair ดูรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://bit.ly/2G5jX7R, นัดคิวปรึกษากับหมอบ้าน ฟรี! คลิก https://bit.ly/30EiQDd, ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม คลิก https://bit.ly/30mOtAG

แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ เผยแนวคิดพลิกโฉมบ้านพื้นที่จำกัดสู่โซลูชั่นจัดการพื้นที่อัจฉริยะ

posted Aug 27, 2020, 7:54 PM by Maturos Lophong

แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ เผยแนวคิดพลิกโฉมบ้านพื้นที่จำกัดสู่โซลูชั่นจัดการพื้นที่อัจฉริยะ
ทุ่มงบอัดฉีดครั้งยิ่งใหญ่ปรับ “สินค้าราคาลดลงกว่าเดิม” กว่า 300 รายการ
ขานรับพฤติกรรมผู้บริโภค ชูสินค้าตกแต่งขนาดย่อม

กรุงเทพฯ, 27 สิงหาคม 2563 – กลายเป็นธรรมเนียมและสิ่งที่คนรักบ้านทั่วโลกจับตามองไปแล้วกับการเปิดตัวแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ในช่วงไตรมาส 3 ของทุกปี ซึ่งแคตตาล็อกอิเกียเป็นเหมือนคู่มือหลักในการสื่อสารของอิเกียกับแฟนๆ ทั่วโลกที่ใช้งานมายาวนานถึง 69 ปีแล้ว นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งรวมแรงบันดาลใจและไอเดียในการแต่งบ้าน รวมถึงเทรนด์รูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกที่น่าสนใจอีกด้วย

รอย เดวาร์ ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางนา กล่าวว่า “แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่นี้ เราให้ความสนใจกับรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันที่มีพื้นที่จำกัดมากขึ้น โดยเฉพาะคนที่อาศัยในเมืองใหญ่ๆ แฟนอิเกียจะได้เห็นไอเดีย และแนวคิดการจัดสรรพื้นที่ด้วยเฟอร์นิเจอร์และโซลูชั่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลาย และตอบโจทย์ความต้องการที่แตกต่างของทุกคนในครอบครัว อัดแน่นด้วยแรงบันดาลใจและไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ในชีวิตประจำวันของทุกคน ช่วยให้คุณแต่งบ้านได้อบอุ่นขึ้น ฉลาดขึ้น ยั่งยืนยิ่งขึ้น และสวยมากขึ้น เพราะ “บ้าน” มีความสำคัญกับทุกคนมากกว่าที่เคย


สำหรับกลยุทธ์การทำธุรกิจของอิเกียในปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นปีที่มีความท้าทายเป็นอย่างมาก จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยหลังการแพร่ระบาดของ Covid-19 อิเกียได้ลงทุนในเรื่องของการปรับราคาสินค้ายอดนิยมกว่า 300 รายการ หรือที่เรียกว่าสินค้าราคาลดลงกว่าเดิม (Even Lower Price) ตอกย้ำจุดแข็งของอิเกียในเรื่องราคาย่อมเยา เพื่อให้ลูกค้าได้จับจ่ายสินค้าตกแต่งบ้านทำบ้านให้เป็นสถานที่ที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในราคาที่สบายใจสบายกระเป๋ามากขึ้น นอกจากนี้ เรายังได้ปรับแผนการตลาดโดยนำพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ Covid-19 มาใช้ จากการที่ผู้บริโภคใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น เราเห็นว่าลูกค้าให้ความสนใจสั่งซื้อสินค้าสินค้าขนาดย่อม หรือ small accessory เพื่อไปเติมเต็มการใช้งานในบ้าน เช่น กล่องใส่อาหาร IKEA365+/อิเกีย 365+ ถุงเก็บของ PÄRKLA/แพร์คลา และชุดภาชนะอาหาร OFTAST/ออฟตาสท์ เป็นต้น จึงได้วางแผนที่จะสื่อสารถึงสินค้าขนาดย่อมของอิเกียมากขึ้น และที่สำคัญ แม้การปรับหรือเพิ่มของตกแต่งเพียงเล็กน้อย ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับบ้านได้”

แผนธุรกิจของอิเกียประเทศไทย ในปีการเงิน 2021 (ก.ย. 2563 – ส.ค. 2564)
สินค้าราคาลดลงกว่าเดิม: ปรับราคาสินค้ายอดนิยมกว่า 300 รายการให้ลดลงกว่าเดิมเฉลี่ยถึง 20% เพื่อให้สินค้ามีราคาลดลง ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย และกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก ควบคู่ไปกับการออกแบบสินค้าอย่างชาญฉลาด ผลิตในปริมาณมาก และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์กล่องแบนที่ช่วยให้ขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้จำหน่ายสินค้าในราคาย่อมเยากว่าเดิมได้ โดยไม่ต้องลดทอนด้านคุณภาพ
โซลูชั่นอุปกรณ์จัดเก็บ: เดินหน้าครองความเป็นผู้นำด้านอุปกรณ์การจัดเก็บที่มีให้เลือกหลากหลาย ช่วยจัดระเบียบห้องต่างๆ ในบ้านตั้งแต่ห้องนอน ห้องเด็ก ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่น หรือมุมทำงาน ผู้ช่วยคนสำคัญของบ้านยุคใหม่ที่มีพื้นที่จำกัด และบ้านที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย ให้จัดสรรพื้นที่ได้อย่างชาญฉลาด เพื่อความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นของทุกคนในบ้าน

สินค้าตกแต่งขนาดย่อม: นำเสนอสินค้าตกแต่งขนาดย่อมเพื่อให้ลูกค้ามีโซลูชั่นการใช้งานและตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในงานเปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่อิเกียได้ชวนครอบครัวสุขสันต์ “กาย-ฮารุ” มาเล่าถึงรูปแบบการใช้ชีวิตของครอบครัวในยุค New Normal “ช่วงที่ผ่านมาเป็นเรื่องที่บันเทิงมากสำหรับบ้านผม ไหนจะต้องห่วงเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัยต่างๆ เพื่อป้องกันโรคแล้ว เราก็ยังต้องดูแลให้ทุกคนในบ้านมีความสุข ไม่เครียด ลูก 3 คน ก็ต้องขยันหากิจกรรมให้เขาทำ แล้วยังจะตัวเรากับฮารุอีก ตอนแรกๆ ก็โอเค แต่พอสักพักเริ่มรู้สึกว่าบ้านเรามันขาดนู่นขาดนี่ อยากจะปรับเปลี่ยนมุมต่างๆ ในบ้าน เริ่มมองหาแนวทางหรือโซลูชั่นที่จะช่วยให้เราใช้ชีวิตในบ้านได้ดีขึ้น แคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ช่วยได้เยอะเลยครับ เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจดีๆ ในการแต่งบ้าน นอกจากจะมีให้เลือกหลากหลาย ทั้งฟังก์ชั่น ดีไซน์ และราคา ยังมีข้อแนะนำที่น่าสนใจในการเลือกเฟอร์นิเจอร์ เหมือนเป็นคู่มือการแต่งบ้านให้เราจริงๆ” คุณพ่อกาย-รัชชานนท์ สุประกอบกล่าว


นอกจากนี้ อิเกีย ยังได้เปิด E-catalogue เพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าเลือกดูเฟอร์นิเจอร์ สินค้าตกแต่งบ้าน และไอเดียดีๆ ได้ทุกที่ทุกเวลา โดยสามารถดูรายละเอียดของสินค้าที่สนใจและลิงก์ต่อไปยังเว็บไซต์ของอิเกียได้ทันที พบกับแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ได้ที่สโตร์อิเกียใกล้บ้านคุณ และ IKEA.co.th/catalogue

ข้อมูลของแคตตาล็อกอิเกียเล่มใหม่ในฉบับพิมพ์
จำนวนหน้าทั้งหมด 280 หน้า + หน้าปก 4 หน้า
จำนวนฉบับที่ตีพิมพ์ 38,013,000 เล่ม
จำนวนประเทศที่อิเกียเปิดให้บริการ 53 ประเทศ
จำนวนภาษาที่ตีพิมพ์ 32 ภาษา
จำนวนเวอร์ชันที่ตีพิมพ์ 69 เวอร์ชัน



1-10 of 126