Real Estate





CI กางแผนธุรกิจปี 63 เปิดโครงการใหม่-ต่อยอดโครงการในเครือ

posted Jan 9, 2020, 10:37 PM by Maturos Lophong




CI กางแผนธุรกิจปี 63 เปิดโครงการใหม่-ต่อยอดโครงการในเครือ

เสริมทัพปั้มรายได้ สร้างความต่างรับดีมานด์ลูกค้า

ชาญอิสสระ เผยภาพรวมผลการดำเนินงาน ปี 62 สามารถปิดงบได้อย่างสวยงาม แม้มีปัจจัยทางเศรษฐกิจ มาตการภาครัฐ ต่างๆ เข้ามากระทบ ชี้ปัจจัยหนุนจากการขายหน่วยลงทุนศรีพันวามูลค่ากว่า 264 ล้านบาท ช่วยดันรายได้การเติบโตในไตรมาส 4/62 เดินหน้าแผนพัฒนาธุรกิจปี 63 เปิดโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพ-ต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาต่อยอดโครงการในเครือเสริมทัพ มั่นใจตลาดที่อยู่อาศัยยังมีดีมานด์ มองการแข่งขันต้องสร้างความต่าง พัฒนาสินค้าบนพื้นฐานความต้องการให้ตรงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ที่ผ่านมา เป็นปีที่เหนื่อยในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในส่วนของการขาย และการตลาด โดยมีปัจจัยกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว รวมถึงมาตรการภาครัฐต่างๆ ที่ออกมา ส่งผลให้ผู้บริโภคมีการชะลอการตัดสินใจซื้อ ขณะที่ในส่วนของกลุ่มลูกค้าระดับลักชัวรี่ยังถือว่าเป็นตลาดกลุ่มที่ยังมีดีมานด์ที่อยู่อาศัยที่มีความโดดเด่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต

ทั้งนี้ในส่วนของชาญอิสสระ แม้ว่าจะมีปัจจัยลบดังกล่าวเข้ามากระทบ แต่ก็เชื่อว่าปัจจัยดังกล่าวกระทบทั่วกันทั้งอุตสาหกรรม ซึ่งที่ผ่านมาต่างก็ต้องมีการปรับตัวทั้งในเรื่องของสินค้า การขาย การตลาด โปรโมชั่นต่างๆ ชาญอิสสระ ก็ต้องปรับกลยุทธ์ เพื่อรองรับปัจจัยลบต่างๆ ของปี 2562 อย่างไรก็ตามบริษัทสามารถมีผลประกอบการโดยสรุปปี 2562 ได้ดีจากการขายเงินลงทุนในกองทรัสต์ศรีพันวา มูลค่ากว่า 264 ล้านบาท

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2563 นี้ บริษัทเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาต่อยอดโครงการในเครืออย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความพร้อมในการนำโรงแรมบาบา บีช คลับ หัวหิน เมนโฮเทล และโรงแรมบาบา บีช คลับ ภูเก็ต เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์โรงแรม ศรีพันวา (กองทรัสต์ SRIPANWA) ในปลายปี 2563 หลังจากเมื่อปลายปี 2561 บริษัทได้นำโรงแรม บาบา บีชคลับ หัวหิน ห้องพักโรงแรม จำนวน 18 ห้องพัก เข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ไปแล้ว มูลค่า 530 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้กองทรัสต์นี้เติบโตจาก 4,000 ล้านบาท เป็น 6,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ในส่วนของความคืบหน้าการพัฒนาส่วนต่อขยายโรงแรมของบริษัท ซึ่งมีทั้งในส่วนของส่วนต่อขยายโรงแรมที่ภูเก็ต และหัวหิน สำหรับส่วนต่อขยายของโรงแรมศรีพันวา ภูเก็ต คอนเวนชั่นฮอลล์ ขนาดจุ 400 คน พร้อมห้องพักแบบพูลสวีท จำนวน 24 ห้อง มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท สำหรับรองรับการจัดงานอีเว้นท์ งานประชุม งานสัมมนา งานแต่งงาน รวมถึงงานเปิดตัวสินค้าต่างๆ จะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในต้นปี 2563 ออกแบบโดยบริษัทแฮบบิตา จำกัด ได้ผ่านการอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบ

ด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งคาดว่าจะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นเวลา 2 ปี และคาดว่าจะนำเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ต่อไป ขณะเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา ศรีพันวามีการก่อสร้างบ้านพักตากอากาศ (X25) เพิ่มเติม เป็นแบบพูลวิลล่า 1 ห้องนอน จำนวน 4 หลัง พื้นที่ใช้สอย 150 ตารางเมตรต่อหลัง และพื้นที่ส่วนกลางกว่า 1,000 ตารางเมตร ซึ่งเป็นสระว่ายน้ำและพูลบาร์ มูลค่ารวม 200 ล้านบาท ปัจจุบันการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการเมื่อปลายธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ในส่วนของโรงแรมบาบาบีช คลับ ภูเก็ต ปัจจุบันในส่วนของโรงแรมบริเวณหน้าหาดจำนวน 16 ยูนิต ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้บริการแล้วประมาณ 1 ปีกว่า คาดว่าจะนำเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ช่วงปลายปี 2563 มูลค่าประมาณ 500 ล้านบาท นอกจากนี้การก่อสร้างอาคารพูลวิลล่าแบบ 2 ห้องนอน จำนวน 18 ยูนิต ได้ดำเนินการแล้วเสร็จช่วงต้นปี 2562 มียอดขายแล้วบางส่วน และได้บริหารเป็นห้องพักของโรงแรมแบบพูลวิลล่าเพื่อรองรับการขายพูลวิลล่าพร้อมผลตอบแทนต่อไป ขณะเดียวกันได้ก่อสร้าง Beach Front Villa เพื่อขายจำนวน 4 หลัง ปัจจุบันดำเนินการแล้วเสร็จ โดยมียอดขายแล้วบางส่วน

“ภาพรวมธุรกิจท่องเที่ยวภูเก็ต แม้ที่ผ่านมาจะมีสัญญาณการปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงกลางปี 2561 ที่ผ่านมา เนื่องมาจากหลายๆ ปัจจัย อาทิอุบัติเหตุจากเหตุการณ์เรือล่ม, มาตรการการยกเว้นวีซ่า ส่งผลกระทบให้นักท่องเที่ยวหายไปส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนใจเดินทางไปประเทศอื่นแทน ในส่วนของศรีพันวาเอง แม้จะได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้น แต่ก็เป็นผลกระทบทั่วทุกโรงแรมทั้งภูเก็ต ทั้งนี้ที่ผ่านมาศรีพันวามีการรับมือและปรับแผนการกระตุ้นการท่องเที่ยว ส่งผลให้สัดส่วนของนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมาพักศรีพันวาเพิ่มขึ้น แทนที่จากนักท่องเที่ยวจีน นอกจากนี้ยังมีการเน้นการตลาดกระจายไปยังกลุ่ม USA, UK, Japan และ HK อย่างไรก็ตามในปี 2563 เชื่อว่าตลาดนักท่องเที่ยวจีนน่าจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง แบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งหลังจากภาครัฐอนุมัติมาตรการ “ยกเว้นวีซ่า” แก่นักท่องเที่ยวชาวจีนและอินเดียที่เดินทางมาไทย กำหนดให้พำนักในไทยได้ 15 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ ‪1 พ.ย. 2562 -31 ต.ค. 2563 หรือเป็นระยะเวลา 1 ปี รวมถึงมาตรการ “ยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแบบ VoA” อัตรา 2,000 บาทต่อคน ออกไปอีก 1 ปี หรือจนถึงวันที่ 31 ต.ค.2563 แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ 19 ประเทศ ไม่รวมจีนกับอินเดีย เพราะถือว่ายกเว้นวีซ่าให้แล้ว จะช่วยดันจีนเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 11ล้านคน โดยเชื่อว่าทั้ง 2 มาตรการด้านวีซ่า จะช่วยรักษาตลาดนักท่องเที่ยวจีนมาไทย รวมถึงขยายตลาดใหม่อย่างอินเดียให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด” นายสงกรานต์ กล่าว

นายสงกรานต์ กล่าวต่อถึงภาพรวมความคืบหน้าส่วนต่อขยายโรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ว่า ในส่วนของเมนโฮเทล ซึ่งเป็นอาคารสูง 12 ชั้น จำนวน 50 ห้อง ประกอบด้วยห้องจัดเลี้ยง ห้องประชุม

ห้องสัมมนา ห้อง Meeting Room ห้องสปา ที่ครบครัน เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยมีมูลค่าโครงการ 1,500 ล้านบาท เริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2561 คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการได้ปลายปี 2563 นี้ และจะเตรียมนำเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ประมาณปลายปี 2563 มูลค่ากอง 1,500 ล้านบาท อีกด้วยเช่นกัน


“ในปลายปีนี้ตั้งใจนำ โรงแรมบาบาบีช คลับ หัวหิน ในส่วนของเมนโฮเทล และโรงแรมบาบา บีช คลับ ภูเก็ต ซึ่งมีมูลค่ากอง 1,500 ล้านบาท และ 500 ล้านบาท ตามลำดับเข้ากองทรัสต์ SRIPANWA ประมาณปลายปี 2563 รวม 2 กอง มูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งหลังจากเข้ากองแล้ว จะส่งผลให้กองทุนดังกล่าวมีมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท” นายสงกรานต์ กล่าว

สำหรับการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิด วี ไอ พี เดย์ เพื่อเผยโฉมลักชัวรี่คอนโด “ดิ อิสสระ สาทร” (The Issara Sathorn) มูลค่าโครงการกว่า 2,400 ล้านบาท ใจกลางเมืองย่านสาทร ภายใต้แนวคิด “ใช้ชีวิตอิสสระ...ให้สุดในทุกด้าน” ด้วยจุดเด่นการอยู่อาศัยที่ให้ความรู้สึกของคำว่าบ้าน ที่ผสมผสานความเป็นเมือง และความเป็นธรรมชาติอย่างกลมกลืน กับวิวโค้งน้ำเจ้าพระยาและบางกะเจ้า ราคาเริ่มต้น 4.88 ล้านบาท โดยได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โครงการจะมีการเปิดพรีเซล พร้อมเปิดให้ลูกค้าได้ชมห้องตัวอย่างในเดือนกุมภาพันธ์นี้

สำหรับปี 2562 ที่ผ่านมานอกจากซื้อที่ดินที่ถนนจันทน์แล้ว บริษัทยังทำการซื้อที่ดินติดชายหาดบริเวณเขาตะเกียบ หัวหิน เพื่อพัฒนาโครงการเป็นคอนโดมิเนี่ยม ตากอากาศ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดขายในช่วงกลางปี 2563 นี้

ด้านนายดิฐวัฒน์ อิสสระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ร่วมอิสสระ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมการดำเนินธุรกิจภายใต้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตท ชะอำ-หัวหิน ว่ายังมีการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งในส่วนของโครงการบ้านทิวทะเล อความารีน (Aqua Marine) และบาบา บีช คลับ เรสซิเดนซ์ เฟส 1 พูลวิลล่า จำนวน 11 ยูนิต ซึ่งปัจจุบันสามารถปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว, โครงการบ้านทิวทะเล บลูแซฟไฟร์ (Blue Sapphire) ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 90% และโครงการบลู คอนโด ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 70% ขณะที่ในส่วนของ โครงการ “บาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์” เฟส 2 พูลวิลล่าสุดหรู จำนวน 7 ยูนิต ราคาเริ่มต้นที่ 33.9 ล้านบาท ตั้งอยู่บนพื้นที่รวมกว่า 1 ไร่ ออกแบบในสไตล์นีโอโคโลเนียล โดย บริษัท แฮบบิตา จำกัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาไปแล้วกว่า 50% โดยจะเปิดให้เข้าชมบ้านตัวอย่างได้ในเดือน เมษายน 2563 และคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมดในช่วงกลางปี 2563



สำหรับภาพรวมของหัวหินยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวชาวไทย และชาวต่างชาติ อีกทั้งยังมีแรงสนับสนุนแผนการตลาดของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทั้งนี้มั่นใจว่าแผนการตลาดของ ททท. จะช่วยผลักดันภาพรวมการท่องเที่ยวของชะอำ-หัวหิน รวมถึงตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะวิลล่าในพื้นที่ท่องเที่ยวดังกล่าวนี้ให้มีความแข็งแรงและเพิ่มรายได้จากค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจากการกระตุ้นการเดินทางของนักท่องเที่ยว ทั้งนี้แผนการตลาดนี้จัดขึ้นมาเพื่อช่วยในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลท่องเที่ยวสื่อสารการตลาดสร้างกระแสการเดินทางภายในประเทศ รวมถึงการเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวข้ามภูมิภาคให้เข้ามายังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มากขึ้น และเพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในวันธรรมดาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

“จากประสบการณ์การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด รวมไปถึงการวิเคราะห์ภาพรวมการแข่งขันของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม โรงแรม ที่ผ่านมา เราจึงมั่นใจว่าโครงการบาบาบีช คลับ เรสซิเดนซ์ เฟส 2 นี้ จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าที่ต้องการมองหาที่พักอาศัยที่มีความสงบ เป็นส่วนตัว รายล้อมด้วยธรรมชาติในการมาพักผ่อน รวมไปถึงผู้ที่ต้องการมองหาโอกาสจากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาว โดยมีทีมงานบริหารจากโรงแรมศรีพันวา เข้ามาช่วยบริหารจัดการด้านการลงทุนปล่อยเช่าให้กับลูกค้าอีกด้วย” นายดิฐวัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้ในช่วงปลายปี 2562 ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมกับ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด เปิดสถานีบริการน้ำมัน เชลล์ หัวหินวัน (Shell Hua Hin One) ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาจักรทิวทะเล เอสเตท กม.196 ถนนเพชรเกษม (บ่อเขม) เพื่อให้เป็นจุดพักรถและแหล่งแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของชะอำ-หัวหิน สำหรับนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางผ่านไปมาได้แวะใช้บริการ นอกเหนือจากนั้นยังมีบริการล้างรถหรือ EV Charger รองรับรถยนต์รุ่นใหม่พลังงานไฟฟ้า

“สถานีบริการน้ำมันแห่งนี้มีการออกแบบภายใต้รูปแบบที่แปลกใหม่ พร้อมรองรับลูกค้าได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้เพื่อสร้างจุดสนใจ และสร้างแลนด์มาร์คให้กับผู้ที่สัญจรผ่านไปมาที่เข้ามาแวะใช้บริการ บริษัทได้นำศิลปินผู้มีชื่อเสียงอย่าง P7 ซึ่งเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงด้านงาน Art Painting มารังสรรค์ผลงาน Wall Art ภายในโครงการหัวหินวัน ด้วยลวดลายที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีให้เป็นอีกหนึ่งจุดความน่าสนใจในการถ่ายภาพ และ Check In” นายดิฐวัฒน์ กล่าว


อย่างไรก็ตามในปีนี้อาณาจักรทิวทะเลเอสเตทเตรียมที่จะสร้างปรากฎการณ์ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างการรับรู้ และโชว์วิสัยทัศน์ความเป็นอาณาจักรมิกซ์ยูสเต็มรูปแบบอย่างแท้จริงให้กับลูกค้า และทุกๆ ท่านที่ผ่านมาได้เข้ามาพักผ่อน และใช้บริการต่างๆ ของโครงการ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้จะเป็นอย่างไร ทางโครงการอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในการสร้างปรากฎการณ์ในครั้งนี้ คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในไตรมาส 2 ของปีนี้อย่างแน่นอน

“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ปักธงเป็นผู้นำในตลาดแนวราบ

posted Jan 5, 2020, 11:44 PM by Maturos Lophong


“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ปักธงเป็นผู้นำในตลาดแนวราบ ประกาศแผนงานปี 63 วางแผนเปิดโครงการใหม่เพิ่มเติม 9 – 11 โครงการ

ตั้งเป้าเติบโต 13% ยอดขาย 6,200 ล้านบาท ยอดรับรู้รายได้ 5,250 ล้านบาท

ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศแผนธุรกิจปี 2563 ตั้งเป้าเติบโตเหนือกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดยบริษัทฯ เน้นขยายตลาดแนวราบซึ่งเป็น Real Demand เตรียมขยายโครงการใหม่เพิ่มเติมอีก 9 – 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 5,000 – 5,500 ล้านบาท ปักธงเป็น National Housing Company พร้อมขึ้นเป็นผู้นำตลาดอสังหาฯ แนวราบในช่วงราคา 2 - 6 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายในปี 2563 ที่ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 13%

สำหรับผลประกอบการปี 2562 แม้สภาวการณ์ของตลาดอสังหาฯ โดยรวมจะไม่เอื้ออำนวย ตลาดได้รับผลกระทบทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนปัจจัยลบหลายปัจจัยที่เข้ามา ส่งผลให้บริษัทส่วนใหญ่ในตลาดฯ มีผลประกอบการที่ปรับลดลง แต่สำหรับ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ยังคงสามารถบริหารงานได้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเป็นเพียงไม่กี่บริษัทที่ยังคงมียอดรับรู้รายได้ที่เติบโต โดยมียอดรับรู้รายได้ทั้งปี 2562 ที่ราว 4,640 ล้านบาท เติบโตขึ้น 13.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน


นายไชยยันต์ ชาครกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr.Chaiyan Chakarakul (CEO, Lalin Property Plc.) ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากว่า 30 ปีกล่าวว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยของไทยในปี 2562 ที่ผ่านมา มีการชะลอตัวลง โดยเฉพาะในกลุ่มแนวสูง ซึ่งเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลง ภาวะหนี้ครัวเรือนที่ทรงตัวในระดับสูง ตลอดจนมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ออกมาเพื่อลดการเก็งกำไรในตลาดอสังหาฯ ทำให้ตลาดแนวสูง ที่มี Demand ในกลุ่มการลงทุน และ Speculative อยู่ ได้รับผลกระทบที่มากกว่าตลาดแนวราบ ทั้งนี้ ลลิลฯ มีการประเมินและมองเห็นความเสี่ยงตรงจุดนี้มาล่วงหน้า จึงได้หยุดการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมมาแล้วกว่า 2 ปี เน้นพัฒนาแต่โครงการแนวราบที่เป็น Real Demand จึงทำให้บริษัทฯ ยังคงสามารถเติบโตได้ แม้ในภาวะตลาดอสังหาฯ โดยรวมที่ซบเซา 



สำหรับในปี 2563 นี้ คาดว่าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศจะขยายตัวได้ใกล้เคียงกับในปี 2562 หรือดีขึ้นเล็กน้อย หรือขยายตัวได้ที่ราว 3% บวกลบ โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ เม็ดเงินการลงทุนของภาครัฐ ที่จะเข้ามาสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้นในปี 2563 นี้ หลังจากที่มีการล่าช้าไปในปี 2562 ตลอดจนมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ของภาครัฐที่ออกมา และนโยบายสนับสนุนให้คนไทยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ผ่านการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยแบงก์รัฐ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ตลาดธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยของประเทศไทยในไตรมาส 1 ปี 2563 ขยายตัวได้ดีขึ้นจากปี 2562 ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็จะพยายามกระตุ้นกำลังซื้อผ่านกิจกรรมทางการตลาดอย่างเข้มข้น ทั้งนี้ คาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบในปี 2563 จะเติบโตได้ที่ 2 – 4%

สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปี 2563 นี้ จะให้ความสำคัญกับตลาดที่อยู่อาศัยในกลุ่มแนวราบ ที่เป็น Real Demand โดยมีแผนขยายโครงการใหม่ทั้งในทำเลใหม่ๆ ที่มีศักยภาพ ตลอดจนเปิดโครงการใหม่เพื่อทดแทนโครงการเดิมของบริษัทฯ ที่ทยอยปิดโครงการ โดยในปี 2563 นี้ มีแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 9 – 11 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 5,000 – 5,500 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ 6,200 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ที่ 5,250 ล้านบาท ซึ่งเติบโตขึ้นราว 13% จากปี 2562


นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) (LALIN) (Mr. Churat Chakarakul, Deputy Managing Director, Lalin Plc.) กล่าวถึง แผนงานด้านการตลาด ว่า “ในปีนี้ ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จะดำเนินธุรกิจเชิงรุก แสดงศักยภาพขององค์กรต้นแบบผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์อย่างยั่งยืน มากกว่า 30 ปี รวมถึงการสร้างศักยภาพองค์กรให้เติบโตในตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างมั่นคง ขึ้นเป็น National Housing Company โดยเมื่อกล่าวถึงที่อยู่อาศัยแนวราบราคาตั้งแต่ 2 -6 ล้านบาท แบรนด์ลลิล จะต้องเป็น Top of Mind ใน 3 ลำดับแรกของผู้บริโภค 

ในปีนี้ จะนำเอากลยุทธ์ Lifestyle Marketing มาสื่อสารกับลูกค้าทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ อีกทั้งเป็นการสร้าง Brand Loyalty กับลูกค้าเป้าหมาย สร้างความเชื่อมั่นในทุกมิติ ให้เกิดการแนะนำและบอกต่อ โดยในปีนี้จะเน้นต่อยอดการใช้สื่อ Digital Marketing ตลอดจนมีการนำ Big Data มาใช้ เพื่อวิเคราะห์และหา Customer Insight รวมถึงระบบ CRM เชิงรุก ในรูปแบบ Lalin 4.0 Connection ที่ลูกค้าสามารถรับทราบข่าวสารข้อมูล สื่อสารกับลลิล แบบทูเวย์คอมมิวนิเคชั่นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทั้งหมดคือการต่อยอดมาตรฐาน Lalin’s Quality of Living โดยตั้งงบด้านการตลาดในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 3 – 4%

ในส่วนของทางด้านการเงิน บริษัทฯ วางงบซื้อที่ดินไว้ที่ประมาณ 1,000 – 1,200 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และกำไรสะสมของบริษัทฯ ในส่วนของ Working Cap ในการดำเนินธุรกิจ นอกจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงานแล้ว ส่วนหนึ่งจะมาจากการออกหุ้นกู้ และแหล่งเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะพิจารณาออกในจำนวนและช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับการขยายธุรกิจ และการเติบโตในระยะยาวของบริษัท


 ทั้งนี้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ของบริษัทฯ ในปัจจุบันอยู่ในระดับเพียงประมาณ 0.8 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ราว 1.4 เท่าอยู่มาก ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความเสี่ยงทางด้านการเงินที่ต่ำ และยังคงมีศักยภาพในการขยายธุรกิจได้อีกมากโดยไม่ติดปัญหาเรื่องของแหล่งเงินทุน

“เอสซีจี” เผยแนวทางชูเทคโนโลยีดิจิทัลเสริมแกร่ง “ธุรกิจโลจิสติกส์”

posted Dec 26, 2019, 7:57 PM by Maturos Lophong



เมื่อธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศมีแนวโน้มการเติบโตอย่างมากในปัจจุบัน แต่ละองค์กรในสนามแข่งขันนี้จึงต่างมีคำถามเกิดขึ้น ว่าจะปรับตัวอย่างไรเพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุดแก่ลูกค้า พนักงาน องค์กร และสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

เอสซีจี โลจิสติกส์ ภายใต้ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 20 ปี เป็นหนึ่งในองค์กรที่เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นดังกล่าว จึงเร่งปรับตัวในหลายด้านโดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สร้างประโยชน์ให้ลูกค้า และเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ดียิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นการเดินทางเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจยุคใหม่


“ไพฑูรย์ จิรานันตรัตน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสซีจี โลจิสติกส์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เล่าว่า ปัจจุบันธุรกิจต่าง ๆ เกิดขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว ธุรกิจที่ไม่ปรับตัวจึงมีสิทธิ์ถูกดิสรัปต์ได้มาก ดังนั้น การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้าจึงเป็นทางเลือกที่ดีและตอบโจทย์การทำธุรกิจในโลกสมัยใหม่ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือเทคโนโลยีแต่ละประเภทไม่ได้เหมาะกับทุกขั้นตอนของการดำเนินธุรกิจ จึงควรมีการเลือกใช้ให้เหมาะสม

สำหรับการทำงานของเอสซีจี โลจิสติกส์ นั้น เดิมจำเป็นต้องใช้จำนวนพนักงานมากเพื่อติดต่อกับลูกค้า ช่วยค้นหาข้อมูลของสินค้า และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้กับลูกค้า การทำงานแต่ละครั้งจึงใช้เวลานาน และเสี่ยงต่อการที่ข้อมูลจะผิดพลาดสูง อีกทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูลให้เป็นระบบส่วนกลางก็ค่อนข้างยาก การนำเทคโนโลยีแต่ละอย่างมาค่อย ๆ ปรับใช้ในการทำงานจึงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

หนึ่งในเทคโนโลยีที่เอสซีจี โลจิสติกส์ นำมาใช้ คือ แชทบอท (Chatbot) หรือโปรแกรมโต้ตอบอัตโนมัติ “ทัคคุง” ทำให้จากปกติที่ลูกค้าต้องโทรศัพท์หาคอลล์ เซ็นเตอร์ เพื่อติดตามสถานะสินค้าของตนเองที่ทำการขนส่งว่าจะมีการจัดส่งเมื่อใดและจัดส่งถึงที่ใดแล้ว มาเป็นการที่ลูกค้าสามารถคุยกับแชทบอทได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) และสามารถทราบคำตอบต่าง ๆ ได้ทันทีจากการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) ที่สำคัญ “ทัคคุง” ยังฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ เพราะระบบมี Machine Learning ที่สามารถเรียนรู้แนวโน้มความต้องการของลูกค้า และสามารถนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าอาจจะชอบในอนาคตได้

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังใช้เทคโนโลยี RPA หรือ Robotic Process Automation ซึ่งเป็นการนำหุ่นยนต์มาใช้ในระบบคอมพิวเตอร์ ที่สามารถทำงานแทนพนักงานโดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการจัดเก็บข้อมูลหรือการคีย์ข้อมูล ได้อย่างแม่นยำตลอด 24 ชั่วโมง จึงสามารถแบ่งเบาการทำงานของพนักงานได้ถึง 3 คนต่อการใช้ RPA 1 ตัว ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้นและช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดียิ่งขึ้น

เอสซีจี โลจิสติกส์ ยังได้นำเทคโนโลยี Machine Learning และ AI เข้ามาช่วยควบคุมความปลอดภัยในการทำงานของพนักงานขับรถ โดยมีศูนย์ Logistics Command Center (LCC) ที่คอยติดตาม GPS ของรถขนส่งกว่า 10,000 กว่าคัน ว่ากำลังเคลื่อนที่ไปถึงจุดใด และแต่ละคันขับตามความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง ที่บริษัทฯ กำหนดหรือไม่ ซึ่งหากรถมีความเร็วเกินกำหนด ระบบก็จะแจ้งเตือนให้พนักงานทราบผ่านลำโพงในรถยนต์เพื่อให้คนขับรถลดความเร็วทันที ขณะเดียวกันหากมีการจอดรถอย่างฉุกเฉินและเกินเวลาที่กำหนดจนทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ระบบก็จะแจ้งพนักงานที่ควบคุมดูแลศูนย์ LCC ให้ประสานงานไปยังคนขับรถเพื่อสอบถามและให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมต่อไป
ไม่เพียงเพิ่มความสะดวกสบาย แต่ช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจมากขึ้น

“ไพฑูรย์” กล่าวเสริมว่า อย่ามองเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเพียง “ทางลัด” ที่จะช่วยให้บริษัทฯ ทำอะไรหลายอย่างได้สะดวกขึ้น แต่ให้มองว่าสิ่งนี้เป็น “หน้าต่าง” ที่สามารถสร้างโอกาสอื่น ๆ ให้บริษัทฯ ได้ในอนาคตด้วย อย่างการใช้ Big Data หรือการจัดเก็บข้อมูลการทำงานอย่างเป็นระบบกับห้อง LCC ที่ได้กล่าวไปข้างต้น ซึ่งทำให้นอกจากการติดตามสถานะความเคลื่อนไหวของรถขนส่งแล้ว บริษัทฯ ยังสามารถรวบรวมสถิติเกี่ยวกับเส้นทางและข้อมูลความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำมาวิเคราะห์และคาดการณ์เหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นพร้อมหาแนวทางป้องกันการเกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย

ยกระดับศักยภาพพนักงาน เพื่อการใช้งานเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หลายองค์กรมักประสบปัญหาในการตัดสินใจนำเทคโนโลยีดิจิทัลต่าง ๆ มาใช้งานมากขึ้น คือพนักงานที่กังวลว่าจะเผชิญภาวะตกงานหรือไม่ ประเด็นนี้ “ไพฑูรย์” กล่าวว่า สำหรับเอสซีจี โลจิสติกส์ นั้น สิ่งแรกที่บริษัทฯ ทำเมื่อจะเกิดการเปลี่ยนแปลงใด ๆ คือการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ให้พนักงานทุกคนรู้ถึงประโยชน์ที่แท้จริงว่าการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะช่วยเหลือพวกเขาได้อย่างไรบ้าง ส่วนพนักงานบางส่วนที่อาจจะไม่ได้ทำงานในลักษณะเดิมแล้ว บริษัทฯ ก็เตรียมความพร้อมให้พวกเขาด้วยการจัดโปรแกรมฝึกอบรมที่ช่วยเสริมทักษะที่จำเป็นสำหรับหน้างานใหม่ ๆ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนองค์กรได้ดีขึ้นให้พนักงานทุกคนด้วย

หวังขับเคลื่อนธุรกิจสู่ Digital Driven Logistics

ทั้งหมดนี้คือแนวทางการดำเนินงานของเอสซีจี โลจิสติกส์ ในช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และพัฒนาสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า รวมทั้งพนักงานทุกคน

“แม้การเดินทางครั้งนี้จะมีความท้าทายอย่างมาก แต่ด้วยความทุ่มเทและความร่วมมือร่วมมือใจของพนักงานเอสซีจี โลจิสติกส์ ทุกคน ทำให้ผมเชื่อว่าเราจะสามารถนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ได้อย่างเต็มตัว เพื่อนำไปสู่ความเป็นมืออาชีพในการบริการ และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมและตรงจุด” ไพฑูรย์ กล่าวสรุป

ผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับเอสซีจี โลจิสติกส์ เพิ่มเติมได้ที่ www.scglogistics.co.th และสามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของเอสซีจีได้ที่ https://scgnewschannel.com / Facebook: scgnewschannel / Twitter: @scgnewschannel หรือ Line@: @scgnewschannel

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ขยายอาณาจักรพอร์ตโครงการโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยว

posted Nov 14, 2019, 6:21 PM by Maturos Lophong   [ updated Nov 19, 2019, 11:55 PM ]



แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น หรือ AWC ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของไทยที่มุ่งเน้นตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เดินหน้าก้าวสำคัญในการขยายอาณาจักรพอร์ตโครงการโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ด้วยการลงนามในสัญญาครั้งสำคัญกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อนำ 3 แบรนด์โรงแรมระดับโลกมาสู่พัทยาและภูเก็ต สองเมืองท่องเที่ยวชายทะเลชั้นนำที่ทั่วโลกรู้จักดี ความร่วมมือกับแมริออท ซึ่งเป็นผู้บริหารโรงแรมระดับโลกครั้งนี้ นับเป็นก้าวแรกสู่การสร้างสรรค์โครงการที่จะกลายเป็นแลนด์มาร์คใหม่ใจกลางพัทยา ซึ่งประกอบด้วยโรงแรมระดับเวิลด์คลาสสำหรับทั้งนักเดินทางกลุ่มไมซ์และนักท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางของการช้อปปิ้งแห่งใหม่ และนำแนวคิดใหม่ของโรงแรมที่สร้างพลังและแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าพักสู่ภูเก็ต ซึ่งพร้อมต้อนรับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายครอบคลุม 

AWC CENTER PATTAYA คือโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจคใหม่ ประกอบด้วย โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา และ โรงแรม พัทยา แมริออท มาร์คีส์ ตลอดจนจุดหมายปลายทางด้านช้อปปิ้งไลฟ์สไตล์ระดับไอคอนของพัทยา พร้อมเปิดประตูสู่ประสบการณ์ใหม่ในการเข้าพักที่หรูหราให้กับกลุ่มลูกค้าจากทั่วโลกอย่างครอบคลุม ตั้งแต่นักเดินทางกลุ่มไมซ์ นักท่องเที่ยว ตลอดจนกลุ่มลูกค้าองค์กร ขณะที่ โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโรงแรมระดับบนที่เปี่ยมด้วยสไตล์อันโดดเด่นในใจกลางเมืองภูเก็ต

นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า “เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความร่วมมืออีกครั้งกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่า ด้วยการพัฒนาโครงการระดับเวิลด์คลาสเพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยไปอีกขั้น การร่วมเป็นพันธมิตรกับแมริออทครั้งนี้จะมอบประสบการณ์อันโดดเด่นให้กับลูกค้าทั้งกลุ่มนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวด้วยบริการอันเหนือระดับ”

“ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของ แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น และความเชื่อมั่นในศักยภาพแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยที่แข็งแกร่ง ทำให้ AWC มีวิสัยทัศน์และพันธกิจ ที่พร้อมจะร่วมสร้างสรรค์อนาคตที่ดีขึ้นให้กับชุมชน สังคม และประเทศ ผ่านการดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในประเทศไทย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเรายังได้เล็งเห็นถึงศักยภาพที่ดีในระยะยาวของอุตสาหกรรมไมซ์ของไทย ซึ่งมีข้อพิสูจน์ได้จากอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งโดยเฉลี่ยที่ 47.6% ตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ความคืบหน้าล่าสุดของโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานสำคัญของรัฐบาล อย่างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ก็มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการเดินทางและธุรกิจท่องเที่ยวของไทย เป็นที่ทราบกันดีว่า พัทยาและภูเก็ตคือเมืองสำคัญของไทยที่ปัจจุบันได้กลายเป็นสุดยอดจุดหมายปลายทางของทั้งนักท่องเที่ยวและนักเดินทางกลุ่มไมซ์ ด้วยปัจจัยความพร้อมต่าง ๆ ที่ดึงดูดนักเดินทางทั้งสองกลุ่มได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยพันธกิจของเราในการมุ่งสร้างอนาคตที่ดีกว่า โครงการใหม่ระดับไอคอนของเราที่พัทยาจะช่วยยกระดับให้ที่นี่เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่ครอบคลุมและสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการต่างๆ ที่พร้อมสำหรับกิจกรรมทางธุรกิจ การพักผ่อนหย่อนใจ เอนเตอร์เทนเมนต์ ตลอดจนไลฟ์สไตล์ต่างๆ ส่วนโรงแรมใหม่ที่ภูเก็ตจะช่วยพลิกโฉมหน้าใหม่ให้กับการท่องเที่ยวในเขตตัวเมืองภูเก็ตด้วยบรรยากาศที่ทันสมัยด้วยเสน่ห์ของเมืองภูเก็ต พรั่งพร้อมด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ สำหรับนักเดินทาง”

จุดแข็งของโรงแรมภายใต้แบรนด์แมริออททุกแห่งคือ แพล็ตฟอร์มในการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งครอบคลุมทั่วโลก การสร้างสรรค์แคมเปญการขายและการตลาดที่น่าสนใจ ตลอดจนทีมงานที่มีประสบการณ์สูงในธุรกิจโรงแรม นอกจากนั้น แมริออทยังมีเครือข่ายขนาดใหญ่และโครงการสำหรับสมาชิกโรงแรมที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดแขกและลูกค้าใหม่ ๆ อย่างสม่ำเสมอ

มร. เครก เอส สมิธ ประธานบริหารกลุ่มแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เราเล็งเห็นถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่มีอย่างต่อเนื่องยาวนานกับแอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น และการเติบโตต่อเนื่องไปด้วยกัน การลงนามในสัญญาครั้งสำคัญสำหรับการบริหารสามโรงแรมใหม่ในพัทยาและภูเก็ต ทั้ง AWC และแมริออทต่างยึดมั่นต่อการสร้างสรรค์มาตรฐานระดับสูงสุดในธุรกิจโรงแรม เราจึงภูมิใจที่ได้มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ของ AWC เพื่อขยายพอร์ตโรงแรมและโครงการสถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ในประเทศไทยให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น”

โครงการมิกซ์ยูสใหม่ระดับเมกะโปรเจคใจกลางพัทยา

AWC CENTER PATTAYA โครงการมิกซ์ยูสใหม่ของ AWC คือโครงการขนาดใหญ่ที่จะเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในพัทยา สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในการสร้างสรรค์โครงการอสังหาริมทรัพย์และเปิดโฉมหน้าใหม่ให้กับพัทยาในฐานะศูนย์กลางด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวชั้นนำในประเทศไทย และจะกลายเป็นโครงการระดับไอคอนแห่งใหม่ ที่จำลองแนวคิดและรูปแบบมาจากเอเชียทีค เดอะริเวอร์ฟร้อนท์ ในกรุงเทพฯ ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาแล้ว ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกและพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจทั้งในร่มและกลางแจ้ง ภายใต้บรรยากาศที่หลากหลายเพื่อกลุ่มลูกค้าในทุกช่วงวัย พร้อมโรงแรมระดับหรูสองแห่งภายใต้แบรนด์แมริออท

โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา และโรงแรม พัทยา แมริออท มาร์คีส์

ทั้งสองโรงแรมตั้งอยู่ภายในโครงการมิกซ์ยูสใหม่บนทำเลพัทยากลาง ประกอบด้วยห้องพักรวมกัน 1,298 ห้อง ภัตตาคารและร้านอาหาร 11 แห่ง พร้อมด้วยพื้นที่สำหรับการจัดเลี้ยง ประชุม สัมมนา กว่า 10,000 ตารางเมตร กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ โรงแรม เจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา คือนักเดินทางยุคใหม่ที่เลือกสรร ต้องการที่พักระดับหรูซึ่งมอบบรรยากาศของการพักผ่อนและเติมเต็มทั้งทางกายและจิตใจ ด้วยหลากหลายบริการต่าง ๆ ที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันมาไว้ภายในโรงแรม ขณะที่โรงแรมพัทยา แมริออท มาร์คีส์ ซึ่งสะท้อนถึงแนวคิด “Let Your Mind Travel” ของแบรนด์แมริออท จะมีการผสมผสานนวัตกรรมดีไซน์อันทันสมัยในห้องพักที่ออกแบบขึ้นเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุดแก่ผู้พัก บริการที่ชาญฉลาด รวมทั้งตัวเลือกภัตตาคารและร้านอาหารที่ตอบสนองทุกความต้องการของนักเดินทาง เพื่อให้โรงแรมเป็นพื้นที่แห่งการจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้แขกผู้เข้าพักจากทั่วโลก

โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์

โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ตั้งอยู่ในใจกลางตัวเมืองภูเก็ต รายล้อมด้วยอาคารเก่าสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสอันสง่างามและทรงคุณค่า ภายใต้บรรยากาศที่สวยงามตลอดสองฝั่งถนน คอร์ทยาร์ด บาย แมริออท ภูเก็ต เป็นการปรับโฉมจากโรงแรมเมโทรโพล ภูเก็ต ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ประกอบด้วยห้องพัก 248 ห้อง ภัตตาคารและร้านอาหาร 2 แห่ง และพื้นที่จัดประชุมสัมมนากว่า 2,000 ตารางเมตร พร้อมมองประสบการณ์ที่ช่วยเติมพลังและแรงบันดาลใจให้แขกผู้เข้าพัก ทั้งนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย ครบครัน

การลงนามในสัญญาครั้งนี้

แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่น คือหนึ่งในเจ้าของโรงแรมแบรนด์ในเครือแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลรายใหญ่ที่สุดในเอเชีย แปซิฟิค (ยกเว้นประเทศจีน) ด้วยจำนวนห้องพักรวม 4,252 ห้องทั่วประเทศไทย (จากโรงแรมที่เปิดบริการอยู่ 9 แห่ง ห้องพักรวม 3,452 ห้อง และโรงแรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 1 แห่ง ห้องพักรวม 800 ห้อง) การลงนามสัญญาครั้งนี้จะส่งผลให้มีโรงแรมเพิ่ม 3 แห่ง (ในพัทยาและภูเก็ต มีห้องพักรวม 1,546 ห้อง) และส่งผลให้จำนวนนห้องพักรวมเพิ่มขึ้นเป็น 5,820 ห้อง (ซึ่งหากรวมกับโรงแรมในเครือของบริษัททั้งหมด 6,826 ห้อง) แอสเสท เวิรด์ คอร์ปอเรชั่นยังคงเดินหน้าสานต่อความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าด้วยสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้กับทุกคน



เกี่ยวกับบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)

บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัท Holding Company ภายใต้เครือทีซีซีกรุ๊ป (TCC Group) ซึ่งดำเนินธุรกิจพัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำที่มุ่งตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในประเทศไทย โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) ซึ่งบริหารงานโดยผู้บริหารโรงแรมที่มีชื่อเสียงภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักระดับสากล อาทิ แมริออท, อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, บันยันทรี, ฮิลตัน และเชอราตัน และกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมโครงการในกลุ่ม 1) อสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยวแนวไลฟ์สไตล์ คอมมูนิตี้ชอปปิงมอลล์ คอมมูนิตี้ มาร์เก็ต และอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้าส่ง โดยอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้ามีโครงการที่มีชื่อเสียงคือ โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ โครงการเกทเวย์ แอท บางซื่อ โครงการพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ประตูน้ำ และโครงการตะวันนา บางกะปิ 2) อาคารสำนักงาน (Office) โดยโครงการที่โดดเด่นในเครือ AWC คือ อาคารเอ็มไพร์ ทาวเวอร์ และอาคารแอทธินี ทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ในทำเลทางธุรกิจที่มีศักยภาพในใจกลางย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ

ล่าสุด บริษัทประสบความสำเร็จหลังจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ณ วันที่ 10 ต.ค. ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และยังเป็นหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ (จากฐานข้อมูลของบลูมเบิร์ก)

เกี่ยวกับแมริออท อินเตอร์เนชันแนล อิงค์

แมริออท อินเตอร์เนชันแนล อิงค์ (NASDAQ: MAR) ตั้งอยู่ในเมืองเบเธสดา รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีทรัพย์สินมากกว่า 7,000 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์โรงแรมชั้นนำ 30 แบรนด์ใน 132 ประเทศและอาณาเขต แมริออทดำเนินกิจการและบริหารธุรกิจแฟรนไชส์โรงแรม และรีสอร์ทที่มีกรรมสิทธิ์ในการออกใบอนุญาตทั่วโลก ปัจจุบันดำเนินโครงการสำหรับสมาชิกโรงแรมภายใต้ชื่อ Marriott Bonvoy™ ซึ่งใช้แทน Marriott Rewards®, The Ritz-Carlton Rewards® และ Starwood Preferred Guest® สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราที่ www.marriott.com สำหรับข่าวล่าสุดของบริษัทฯ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.marriottnewscenter.com หรือติดตามเราที่ Facebook และ @MarriottIntl บน Twitter และ Instagram

ไอคอนสยามเผยโฉม ทรู ไอคอน ฮอลล์

posted Nov 7, 2019, 12:22 AM by Maturos Lophong



ไอคอนสยามเผยโฉม ทรู ไอคอน ฮอลล์ 

ศูนย์ประชุมระดับประเทศแห่งใหม่ของไทย

· ทรู ไอคอน ฮอลล์ นำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในภูมิภาค มุ่งดึงดูดงานประชุมและอีเวนต์ที่สำคัญระดับโลกเข้ามาจัดที่ประเทศไทย

· เสริมแกร่งแม่น้ำเจ้าพระยาในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่


“นี่คือส่วนหนึ่งของการนำพาประเทศไทยไปชนะใจคนทั้งโลก

ทรู ไอคอน ฮอลล์ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม คืออีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาติ และเป็นศูนย์การประชุม การจัดแสดงงาน และความบันเทิงต่างๆ ที่ล้ำสมัยที่สุด เท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา มีความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์อยู่ที่ทัศนียภาพที่สวยงามอลังการ แบบพาโนรามาของแม่น้ำเจ้าพระยา” –


นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด

“ทรู ไอคอน ฮอลล์ เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มทรู ที่ได้มีส่วนร่วมกับพันธมิตรชั้นนำอย่างไอคอนสยาม พลิกโฉมรูปแบบของศูนย์ประชุมระดับเวิลด์คลาส

ให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ นับว่าเป็นการรวมสิ่งที่ดีที่สุดเข้าด้วยกัน ทั้งสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องของสถานที่และเทคโนโลยีล้ำสมัย เป็น ‘Best of both Worlds’ โดยไอคอนสยามเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดอันเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลก ในขณะที่กลุ่มทรู เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีสื่อสารล้ำสมัยมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษ ซึ่งจะทำให้ทรู ไอคอน ฮอลล์ แห่งนี้ เป็นไอคอนที่แท้จริงของการสร้างประสบการณ์” –
นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

 ‘ไอคอนสยาม’ อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่า 55,000 ล้านบาท ซึ่งเพิ่งได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่ง ในฐานะโครงการแห่งใหม่ที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จัดโดยสมาคมศูนย์การค้าโลก ประกาศเปิด “ทรู ไอคอน ฮอลล์” อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นศูนย์การประชุมและการจัดแสดงงาน และความบันเทิงต่างๆ แห่งใหม่ของประเทศไทย พื้นที่ 12,000 ตารางเมตร ครอบคลุมพื้นที่ชั้น 7 และชั้น 8 ของโครงการไอคอนสยาม โดยถือเป็นศูนย์การประชุมที่ทันสมัยขนาดใหญ่แห่งแรกในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา



นายสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด เปิดเผยว่า “นี่คือส่วนหนึ่งของการนำพาประเทศไทยไปชนะใจคนทั้งโลก ทรู ไอคอน ฮอลล์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของไอคอนสยาม คืออีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาติ และเป็นศูนย์การประชุม การจัดแสดงงานและความบันเทิงที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา ซึ่งจะดึงดูดงานประชุมและการแสดงที่สำคัญและเหนือระดับอย่างไม่เคยมีมาก่อน เข้าสู่ประเทศไทย โดยความโดดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ ทรู ไอคอน ฮอลล์ อยู่ที่ทัศนียภาพที่สวยงามอลังการแบบพาโนรามาของแม่น้ำเจ้าพระยา”

“การเปิดทรู ไอคอน ฮอลล์ จะเป็นตัวขับเคลื่อนที่ทรงพลังตัวใหม่ ที่มาช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมไมซ์ (Meetings, Incentives, Conventions & Exhibitions: MICE) ของไทยให้เติบโต รวมทั้งช่วยกระตุ้นการพัฒนาพื้นที่ฝั่งธนบุรีด้วย นอกจากนั้น ยังช่วยให้โรงแรมระดับ 4-5 ดาวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยามีอัตราการเข้าพักสูงขึ้น ตอกย้ำความเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกแห่งใหม่ของแม่น้ำเจ้าพระยาได้เป็นอย่างดี” นายสุพจน์ กล่าว

นายสุพจน์กล่าวต่อไปว่า ทรู ไอคอน ฮอลล์ สะท้อนแนวความคิดของไอคอนสยามในการรวบรวมสิ่งที่ดีที่สุดของไทยกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลกเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของไทย ก็คือการให้บริการและการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองตามแบบไทย ควบคู่ไปกับสิ่งที่ดีที่สุดของโลก คือเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อสื่อสาร 


ทรู ไอคอน ฮอลล์ เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างไอคอนสยามกับทรู คอร์ปอเรชั่น มีมูลค่าการลงทุน 2,000 ล้านบาท มีความจุ 2,700 ที่นั่ง ภายในฮอลล์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นและสะดวกรวดเร็ว มีระบบจัด และปรับเปลี่ยนแถวที่นั่งได้โดยอัตโนมัติ มีระบบหลอดไฟ LED ที่สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบของไฟ เพื่อปรับความสว่างของเวทีอย่างเหมาะสมตามลักษณะการใช้สถานที่ในการจัดงาน หรือการแสดงสด และนอกจากฮอลล์ขนาดใหญ่จำนวน 3 ฮอลล์แล้ว ทรู ไอคอน ฮอลล์ ยังมีห้องประชุมอีก 14 ห้อง ขนาดตั้งแต่ 26 ตารางเมตรไปจนถึงเกือบ 400 ตารางเมตร ซึ่งสามารถรองรับคนได้อีก 950 ที่นั่ง

นายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านคอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ทรู ไอคอน ฮอลล์ เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของกลุ่มทรู ที่ได้มีส่วนร่วมกับพันธมิตรชั้นนำอย่างไอคอนสยาม พลิกโฉมรูปแบบของศูนย์ประชุมระดับเวิลด์คลาสให้เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ นับว่าเป็นการรวมสิ่งที่ดีที่สุดเข้าด้วยกัน ทั้งสิ่งที่ดีที่สุดในเรื่องของสถานที่และเทคโนโลยี “Best of both Worlds” โดยไอคอนสยามเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด อันเป็นที่ยอมรับกันในระดับโลก ในขณะที่กลุ่มทรู เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีสื่อสารล้ำสมัยมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์สุดพิเศษ อันจะทำให้ทรู ไอคอน ฮอลล์ แห่งนี้ เป็นไอคอนที่แท้จริงของการสร้างประสบการณ์ สร้างความสุขจากการได้เข้ามาเยือน ทั้งสิ่งที่เห็น ได้ยิน และได้สัมผัส ทั้งนี้ กลุ่มทรู ได้ นำสุดยอดนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้าเชื่อมโยงเพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาใช้บริการได้รับความสุขและประสบการณ์ที่ประทับใจ ทั้งระบบสื่อสารในรูปแบบไฟเบอร์ออพติกที่เร็วที่สุดในประเทศ เน็ตเวิร์คไร้สายทรูมูฟ เอช ทั้ง 4G+ ที่พร้อมรองรับเทคโนโลยี 5G และ WiFi เทียบชั้นมาตรฐานโลก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อการสื่อสารทั้งในระดับภูมิภาค และระดับนานาชาติ ตลอดจนการติดต่อสื่อสารทั้งภายในและภายนอกได้อย่างราบรื่นต่อเนื่อง รองรับระบบดิจิทัลล้ำสมัยต่างๆ ของผู้ที่มาจัดงานในทุกรูปแบบ”

“นอกจากนี้ กลุ่มทรู ในฐานะที่เป็นผู้นำทางด้านคอนเทนต์และมีเดีย มีประสบการณ์ด้านความบันเทิง ทำให้เราเข้าใจความต้องการของผู้จัดอีเวนท์ และเข้าใจถึงเทรนด์รูปแบบการนำเสนองานแสดงระดับนานาชาติ จึงพัฒนานวัตกรรมโซลูชั่น และแอปพลิเคชันพิเศษขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้มาใช้บริการในทรู ไอคอน ฮอลล์ตั้งแต่แรกที่เข้ามาเยือน ทั้งการลงทะเบียนที่สะดวกรวดเร็วด้วยการสแกนใบหน้าแบบ Face Recognition การแปลภาษาด้วยนวัตกรรม Audio Translation ที่สามารถรับฟังคำแปลจากแอปพลิเคชันในสมาร์ทโฟนของตัวเองได้ทันที โดยไม่ต้องยืมอุปกรณ์ Headphone นับได้ว่าเป็นการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแบบครบ 360 องศา สร้างความทรงจำที่ดีให้กับชาวต่างชาติทั่วโลก และดึงดูดผู้จัดงานในแวดวงไมซ์ นำเม็ดเงินเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ตลอดจนมีส่วนช่วยผลักดันให้ไทยขึ้นแท่นประเทศที่โดดเด่นของทวีปเอเชียในการจัดอีเวนท์ระดับโลกทุกรูปแบบ”

นายทาลูน เทง หัวหน้าคณะผู้บริหาร ทรู ไอคอน ฮอลล์ เปิดเผยถึงปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยและครั้งแรกในเอเชียมากมายในทรู ไอคอน ฮอลล์ ว่า

“เป็นครั้งแรกในเอเชียที่เพดานศูนย์ประชุมเป็นแผงหลอดไฟแบบพิกเซล ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนไฟบรรยากาศในห้องประชุมได้อย่างหลากหลาย ให้เหมาะสมกับทุกโอกาส โดยสามารถใช้เพดานไฟเล่นแสงสี สร้างภาพแอนิเมชั่นได้หลากหลาย เพื่อประสบการณ์มัลติมีเดียที่กลมกลืนตื่นตาตื่นใจ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องรู้สึกตื่นเต้น หรือใช้เป็นการกำกับอารมณ์ร่วมในการจัดคอนเสิร์ตและการประชุม หรือการจัดอีเวนต์ ก็สามารถทำได้” นายทาลูนกล่าว

ในบรรดาปรากฏการณ์ครั้งแรกในประเทศไทยของทรู ไอคอน ฮอลล์ ได้แก่ ระบบฉนวนกันเสียงที่ติดตั้งกับผนัง ฝากั้นห้องและเพดาน รวมทั้งผนังกั้นห้องแบบคู่ขนานซึ่งเว้นระยะห่างตรงกลางระหว่าง 2 ผนัง (Double Operable Walls) ทำให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างราบรื่น ต่อเนื่อง ไม่ถูกรบกวน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในห้องข้างๆ ก็ตาม

นายทาลูน กล่าวว่า “ความโดดเด่นที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของทรู ไอคอน ฮอลล์ คือสถานที่ตั้งที่เต็มไปด้วยสุดยอดแรงบันดาลใจ การจัดวางผังที่ฉีกรูปแบบออกจากกรอบเดิมๆ ซึ่งมักจะทำออกมาเหมือนเป็นกล่องขนาดใหญ่ แต่ที่ทรู ไอคอน ฮอลล์ ไม่ใช่แบบนั้น และการที่ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ตั้งอยู่ในแลนด์มาร์คที่ได้รับการยกย่องระดับโลกอย่างไอคอนสยาม มีบรรยากาศล้อมรอบเป็นทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ทุกงานที่มาใช้ทรู ไอคอน ฮอลล์ เป็นสถานที่จัดงาน ได้รับประสบการณ์ที่พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก”

นายทาลูนกล่าวต่อไปว่า “สิ่งที่เราทำ คือเราให้มากกว่าพื้นที่สำหรับการจัดประชุมหรือการจัดแสดงงานต่างๆ เรามุ่งหวังที่จะมีส่วนช่วยขยายศักยภาพและความสามารถของผู้คนในการเชื่อมต่อถึงกัน และส่งต่อแรงบันดาลใจซึ่งกันและกันผ่านสิ่งที่คนเหล่านั้นพูดหรือแบ่งปันไปให้คนอื่น ซึ่งจะทำสำเร็จตามสิ่งที่เรามุ่งหวังได้ จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่เป็นสุดยอด สิ่งอำนวยความสะดวกที่ยอดเยี่ยม และโลเคชั่นที่เหนือระดับจริงๆ ซึ่ง ทรู ไอคอน ฮอลล์ มีทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด คืออยู่ในอภิมหาโครงการเมืองที่ได้รับรางวัลยกย่องมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ไม่ว่าจะเป็นในด้านการออกแบบที่โดดเด่น การนำเสนอทางศิลปะวัฒนธรรมที่ครอบคลุม หลากหลาย เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ครบถ้วนไปด้วยความบันเทิง ภัตตาคาร ร้านอาหารและแหล่งช้อปปิ้งเหนือระดับ เป็นที่ที่สิ่งที่ดีที่สุดของโลกมาบรรจบกับสิ่งที่ดีที่สุดของไทยอย่างแท้จริง”

นายทาลูน กล่าวว่า ขณะนี้มีงานอีเวนต์สำคัญยืนยันจองใช้บริการทรู ไอคอน ฮอลล์ ในปีหน้าแล้วกว่า 30 งาน และอยู่ในระหว่างการพูดคุยอีกกว่า 100 งาน โดยเป็นงานที่มีผู้เข้าร่วมงานตั้งแต่ 200 คนไปจนถึงเกือบ 3,000 คนต่องาน


“ที่เรารู้สึกภูมิใจเป็นพิเศษก็คือ งานประชุมทางการแพทย์ที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของภูมิภาค คืองาน Asia-Pacific Society of Cardiology Annual Conference ได้ยืนยันเป็นที่แน่นอนแล้วว่าจะมาจัดการประชุมประจำปีที่ทรู ไอคอน ฮอลล์ ของเราในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2564” นายทาลูนกล่าว

ในบรรดาอีเวนต์สำคัญซึ่งยืนยันมาจัดงานที่ทรู ไอคอน ฮอลล์ เป็นที่แน่นอนแล้ว อาทิ มหกรรมเลโก้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “BRICK LIVE Built for LEGO fans” ที่ยกตัวต่อเลโก้กว่าล้านชิ้นและเซ็ตเลโก้สะสมหายากมาไว้ที่นี่ พร้อมโซนกิจกรรมมากมาย กำหนดจัดงานวันที่ 14 -17 พฤศจิกายน 2562, การแข่งขัน “E-Sport Game (AOV : Arena of Valor)” เกมส์บนมือถือที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งจะมีเกมเมอร์ที่เป็นสุดยอดเดินทางมาจากทั่วโลก กำหนดจัดในช่วงวันที่ 23-24 พฤศจิกายน 2562, การแสดง “มหาอุปรากรสะท้านปฐพี” สุดยอดการแสดง “งิ้ว” จากคณะอุปรากรจีนแต้จิ๋ว เมืองซัวเถา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เต็มอิ่มจุใจ 4 วัน 13 เรื่อง ในช่วงวันที่ 13-16 ธันวาคม 2562, งาน “Word Camp Asia” วันที่ 21-23 กุมภาพันธ์ 2563 และ งาน “World Congress of the International Union Against Sexually Transmitted Infections” วันที่ 1-4 ธันวาคม 2563

เอสซีจี แถลงผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562

posted Oct 29, 2019, 3:14 AM by Maturos Lophong


เอสซีจี แถลงผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562

ธุรกิจเคมิคอลส์กำไรลดตามวัฏจักรปิโตรเคมี ส่วนซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกำไรเพิ่ม

ผลประกอบการไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562 ของเอสซีจี กำไรลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักจากกำไรที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ตามวัฏจักรปิโตรเคมี สงครามการค้าที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และเงินบาทที่แข็งค่า ส่วนธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกำไรเพิ่มขึ้น พร้อมเผยแผนเร่งเครื่องธุรกิจแพคเกจจิ้งรับโอกาสตลาดเติบโต

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “งบการเงินรวมก่อนสอบทานของเอสซีจี ในไตรมาสที่ 3 ประจำปี 2562 มีรายได้จากการขาย 110,330 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 6,204 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 35 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 12 จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากผลประกอบการที่ลดลงของธุรกิจเคมิคอลส์ เนื่องจากมีส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลง การกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน 1,063 ล้านบาท และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทร่วม สงครามการค้าที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว เงินบาทที่แข็งค่า ประกอบกับการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชี (assets impairment) จำนวน 762 ล้านบาท โดยมาจากธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำนวน 640 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ ทั้งนี้ หากไม่รวมการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีดังกล่าว จะทำให้เอสซีจีมีกำไรสำหรับงวด 7,267 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 23 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน


สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 331,803 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 24,910 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 27 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ รายการสำคัญในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 ประกอบด้วย ไตรมาสที่ 2 มีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงาน จำนวน 2,035 ล้านบาท ไตรมาสที่ 3 มีการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี จำนวน 1,063 ล้านบาท และการปรับลดมูลค่าสินทรัพย์ทางบัญชีจำนวน 762 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธุรกิจเซรามิกในต่างประเทศ ประกอบกับความกังวลจากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อส่วนต่างราคาสินค้าเคมีภัณฑ์ของทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม

โดยในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม (High Value Added Products & Services - HVA) 44,450 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 40 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาสก่อน ทำให้ใน 9 เดือนแรกของปี 2562 เอสซีจีมียอดขายสินค้า HVA 137,077 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รวมการส่งออกจากประเทศไทย ใน 9 เดือนแรกของปี 2562 ทั้งสิ้น 134,522 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41 ของยอดขายรวม ลดลงร้อยละ 12 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


สินทรัพย์รวมของเอสซีจี ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีมูลค่า 611,503 ล้านบาท โดยร้อยละ 35 เป็นสินทรัพย์ในอาเซียน

ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 3 และ 9 เดือนแรกของปี 2562 แยกตามรายธุรกิจ ดังนี้

ธุรกิจเคมิคอลส์ ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 44,048 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 24 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 4 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 3,247 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 57 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 18 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทร่วม รวมถึงการกลับรายการสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 ธุรกิจเคมิคอลส์มีรายได้จากการขาย 136,283 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 19 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง โดยมีกำไรสำหรับงวด 13,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าที่ลดลง

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 45,317 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 1 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการชะลอตัวของตลาดเซรามิกในต่างประเทศ โดยมีกำไรสำหรับงวด 888 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 235 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากมีรายการปรับเงินชดเชยตามกฎหมายแรงงานในไตรมาสที่2 ของปี 2562

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีรายได้จากการขาย 139,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการขยายตัวของธุรกิจค้าปลีกและการจัดจำหน่าย โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน 

ธุรกิจแพคเกจจิ้ง ในไตรมาสที่ 3 ปี 2562 มีรายได้จากการขาย 24,445 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 จากไตรมาสก่อน เนื่องจากการรวมผลประกอบการของ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. และ Visy Packaging (Thailand) Limited โดยมีกำไรสำหรับงวด 1,527 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น และเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 จากไตรมาสก่อน

สำหรับผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปี 2562 ธุรกิจแพคเกจจิ้งมีรายได้จากการขาย 65,974 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีกำไรสำหรับงวด 4,245 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 12 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า “แม้ผลประกอบการของเอสซีจีในช่วงไตรมาส 3 และ 9 เดือนแรกปี 2562 จะได้รับผลกระทบหลักจากธุรกิจเคมิคอลส์ที่มีกำไรลดลงตามวัฏจักรปิโตรเคมี เนื่องจากส่วนต่างราคาสินค้าปรับตัวลดลงและส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ของบริษัทร่วม แต่ธุรกิจเคมิคอลส์ยังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก โดยล่าสุดได้นำนวัตกรรมพลาสติกเพื่อความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Passion for a Better World ไปจัดแสดงในงานนิทรรศการ K2019 ที่เยอรมนี ซึ่งเป็นงานแสดงนวัตกรรมสินค้าพลาสติกและยางที่ใหญ่ที่สุดในโลก อาทิ เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีนจากเทคโนโลยี SMX™ ของเอสซีจี ที่มีความแข็งแรง ทำให้ใช้เม็ดพลาสติกน้อยลง แนวคิดนวัตกรรม Mono-Material Packaging ที่ทำให้บรรจุภัณฑ์สามารถนำไปรีไซเคิลได้ง่าย และเม็ดพลาสติกที่พัฒนาจากสูตรการผสมเม็ดพลาสติกชนิดพิเศษของเอสซีจี กับพลาสติกชนิด Post-Consumer Recycled Resin (PCR) ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนและการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างยังสามารถสร้างรายได้ให้เอสซีจีอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตลาดจะค่อนข้างอ่อนตัวลงโดยเฉพาะตลาดเซรามิกในต่างประเทศ แต่เอสซีจียังคงมุ่งเน้นการรุกธุรกิจค้าปลีกและจัดจำหน่าย ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงนวัตกรรมสินค้าและบริการต่างๆ ในทุกช่องทางได้อย่างสะดวกสบาย หลากหลายโซลูชั่น ตลอดจนการพัฒนา Construction Solution ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและแก้ปัญหาการก่อสร้างอย่างครบวงจร พร้อมยกระดับวงการก่อสร้างไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง ซึ่งมีศักยภาพที่โดดเด่นโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ทำให้เอสซีจีได้อนุมัติแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัทเอสซีจี แพจเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) ไม่เกินร้อยละ 30 ของทุนชำระแล้วของ SCGP ภายหลังการเพิ่มทุน และนำ SCGP เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสร่วมลงทุนในธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่อไปในอนาคต และเพื่อให้ SCGP สามารถระดมทุนมาใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจแพคเกจจิ้งของเอสซีจีทั้งในและต่างประเทศให้เติบโต รวมทั้งเพื่อปรับโครงสร้างทางการเงินให้มีความพร้อมในการรองรับการขยายธุรกิจต่อไปในอนาคต โดยที่เอสซีจีจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และมีอำนาจควบคุม SCGP ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 และ SCGP จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของเอสซีจีเช่นเดิม ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว นับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้เอสซีจีได้รับประโยชน์กลับมาจากผลการดำเนินงานของ SCGP ที่มีโอกาสสร้างมูลค่าการเติบโตในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นด้วย” นายรุ่งโรจน์ กล่าวสรุป

อนันดาฯ เปิดตัว 4 โครงการไฮไลท์แห่งปี

posted Oct 15, 2019, 2:58 AM by Maturos Lophong



อนันดาฯ เปิดตัว 4 โครงการไฮไลท์แห่งปี คอนโดติดรถไฟฟ้า ราคาดี ทำเลเด่น พร้อมดีไซน์และฟังก์ชั่นตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การอยู่อาศัยคนเมือง มูลค่ารวมกว่า 13,000 ล้านบาท 

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ผู้นำแห่งวงการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับคนเมือง ครองตำแหน่งผู้นำตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้า มุ่งมั่นสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัวที่สุด เตรียมเปิดตัว 4 โครงการใหม่ ในราคาที่คุ้มค่าและดีที่สุด บนสุดยอดทำเล พร้อมพงษ์ / พระโขนง / จุฬา-สามย่าน และ จรัญสนิทวงศ์ นำเสนอประสบการณ์การอยู่อาศัยที่สมบูรณ์แบบ พร้อมเผยแนวคิด ANANDA URBAN WELLNESS ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด โดยมุ่งหวังเพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยของชีวิตคนเมืองและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน เติมเต็มทุกการอยู่อาศัยของคนเมือง ผ่าน 4 โครงการใหม่ เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน มูลค่ารวมกว่า 13,000 ล้านบาท เริ่ม 1.59 - 5.73 ล้าน* หรือคิดเป็นราคาต่อ ตรม. เริ่มเพียง 62,000 – 149,000 บาท/ตร.ม. พร้อมจุดขายและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่เลือกสรรมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ย้ำมั่นใจความต้องการที่อยู่อาศัยทำเลใกล้รถไฟฟ้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง


คุณชานนท์ เรืองกฤตยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทเชื่อว่าในอนาคตเศรษฐกิจไทยในระยะยาวยังมีแนวโน้มขยายตัว การลงทุนอย่างต่อเนื่องในโครงการขั้นพื้นฐาน ตลอดจนระบบขนส่งมวลชนแบบราง อีกทั้งอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ยังคงเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจในระยะสั้นยังคงมีความผันผวนจากภายในและต่างประเทศก็ตาม ทั้งนี้บริษัทได้เตรียมความพร้อมและความยืดหยุ่นในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม สามารถขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสำเร็จแบบแข็งแกร่ง โดยการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาปรับใช้ในโครงการเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองให้ดียิ่งขึ้นในราคาที่สมเหตุผลและสามารถจับต้องได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพบนทำเลศักยภาพสูงติดรถไฟฟ้า ซึ่งยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 109 สู่ 319 สถานีในอนาคต สามารถตอบสนองความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

สำหรับการเปิดตัว 4 โครงการใหม่ ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นสุดยอดโครงการที่คิดมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งลูกค้าและสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน ด้วยราคาที่คุ้มค่าและคุณภาพที่ดีที่สุด บนทำเลศักยภาพ พร้อมด้วยดีไซน์และฟังก์ชั่น เติมเต็มการใช้ชีวิตในทุกๆ ด้าน มูลค่าโครงการรวมกว่า 13,000 ล้านบาท โดยทั้ง 4 โครงการ มั่นใจว่าสามารถจะสร้างยอดขายรวมในช่วงเปิดตัวโครงการ ได้กว่า 5,200 ล้านบาท ได้แก่

1. โครงการ ไอดีโอ จุฬา-สามย่าน (IDEO CHULA – SAMYAN) โครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 34 และ 35 ชั้น จำนวน 773 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,846 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท เพียง 400 เมตร จาก MRT สามย่าน* พื้นที่ส่วนกลาง 3 ชั้น พร้อม Fitness ให้บริการ 24 ชั่วโมง คอนโดมิเนียมที่คิด… เพื่อชีวิตจุฬา !! พบกันที่งาน Pre sales วันที่ 9-10 พ.ย. นี้ ที่ Sales Gallery

2. โครงการ ไอดีโอ สุขุมวิท – พระราม 4 (IDEO SUKHUMVIT – RAMA 4) โครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 32 ชั้น จำนวน 642 ยูนิต มูลค่าโครงการ 4,087 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท ใกล้ BTS พระโขนง เพียง 350 เมตร ห้องพักเพดานสูง 2.9 เมตร Courtyard สูง 6 ชั้น พื้นที่สีเขียวกว่า 2,500 ตร.ม. พร้อม Lobby ลอยฟ้าที่ชั้น 6 และเป็นคอนโดมิเนียมที่สามารถรองรับไลฟ์สไตล์ได้ทั้ง 3 Gen พบกันที่งาน Pre sales วันที่ 16-17 พ.ย. นี้ ที่ Sales Gallery

3. โครงการ ไอดีโอ จรัญฯ 70 – ริเวอร์วิว (IDEO CHARAN 70 – RIVERVIEW) โครงการคอนโดมิเนียม High Rise สูง 38 ชั้น จำนวน 1,421 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้าน เพียง 295 เมตร จาก MRT สถานีบางพลัด วิวแม่น้ำทุกยูนิต (ตั้งแต่ชั้น 10) และพื้นที่ส่วนกลางชั้นบนสุดวิวแม่น้ำ พร้อมห้อง HYBRID (เพดานสูง 4.5 เมตร) ที่เห็นวิวแม่น้ำแห่งแรกย่านจรัญสนิทวงศ์ จองก่อนใคร!! ในราคาที่ดีที่สุด สำหรับการจองผ่าน Online Booking วันที่ 5 พ.ย. นี้ และเปิดจองที่ Sales Gallery วันที่ 16-17 พ.ย.

4. โครงการ คิว ประสานมิตร (Q PRASARNMIT) โครงการคอนโดมิเนียม Low Rise สูง 7 ชั้น จำนวน 76 ยูนิต มูลค่าโครงการ 712 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 149,000 บาท/ตร.ม. ใกล้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เพียง 120 เมตร ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวสูง ด้วยจำนวนยูนิตน้อย พิเศษสุด!! สร้างเสร็จก่อนขาย พร้อมเข้าอยู่ สามารถชมห้องจริง บรรยากาศจริง พบกันที่งาน VIP Date วันที่ 8-10 พ.ย. นี้ ที่ Sales Gallery

สำหรับแนวคิด ANANDA URBAN WELLNESS เป็นแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่พัฒนาขึ้นมาจากความตั้งใจ ที่ไม่เพียงมุ่งพัฒนาแค่ที่อยู่อาศัย โดยมุ่งหวังเพื่อยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยของชีวิตคนเมือง และคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน สร้างชีวิตที่ดีให้กับคนเมือง และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วย 3 แนวคิดหลัก ดังนี้ คือ

1. Active Well Being : การออกแบบที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัย เน้นเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบแสงให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ มีพื้นที่สีเขียวที่เพียงพอ มีพื้นที่ออกกำลังกายแบบ Active Gym ทั้งในบริเวณภายในอาคารและภายนอกตัวอาคาร รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่มีสาร VOC ต่ำ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการออกแบบสำหรับผู้อยู่อาศัยทุกวัยและรวมถึงผู้พิการ ไม่ว่าจะเป็นการใช้พื้นที่ส่วนกลางหรือการเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ( Universal Design )

2. Sustainability Design with Zero Pollution : การออกแบบด้วยแนวคิดแบบ Passive design ที่ประหยัดทั้งพลังงานและยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวไปอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางต่างๆ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย หรือการออกแบบ Lobby ให้เป็น Semi Outdoor รับลมธรรมชาติได้ หรือระบบหมุนเวียนของลม air ventilation system ภายในอาคาร เพื่อลดการใช้พลังงานและสร้าง pollution ให้แก่เมือง

3. Tech Smart Living Solutions : นวัตกรรมการออกแบบโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้อยู่อาศัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยแก่ลูกบ้านอีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญในการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบตลอดเวลาพร้อมกระแสเงินสดในมือกว่า 5,900 ล้านบาท (ข้อมูล ณ มิถุนายน 2562) ซึ่งบริษัทคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศและเตรียมพร้อมปรับแผนธุรกิจหากมีความจำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาวของบริษัท

“แม้ว่าสภาวะตลาดจะผันผวน แต่ดีมานด์หรือความต้องการที่อยู่อาศัยในประเทศนั้นไม่ได้ลดน้อยลงหรือหายไปจากตลาดซึ่งอนันดาฯ ต้องศึกษาและทำงานอย่างหนักเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองอย่างดีที่สุด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้ง 4 โครงการ ที่เราพัฒนาด้วยความตั้งใจ จะได้รับการตอบรับอย่างดีและสามารถครองใจคนเมืองอย่างเช่นเคย” คุณชานนท์ กล่าวทิ้งท้าย

งานสภาสถาปนิก’19 ภายใต้แนวคิด “RE-ACT: ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง”

posted Oct 9, 2019, 2:57 AM by Maturos Lophong


สภาสถาปนิกร่วมกับบริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด ปักธงเปิดงานสภาสถาปนิก’19 งานประชุมนานาชาติทางสถาปัตยกรรมและแสดงเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ครบถ้วนและยิ่งใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ภายใต้แนวคิด “RE-ACT: ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” ระหว่างวันที่ 14 – 17 พฤศจิกายน 2562 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี

พลอากาศตรี หม่อมหลวงประกิตติ เกษมสันต์ นายกสภาสถาปนิก กล่าวว่า “สภาสถาปนิกมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพสถาปัตยกรรม ควบคู่กับการเผยแพร่และให้บริการด้านงานวิชาการต่างๆ แก่ประชาชนและองค์การที่เกี่ยวกับวิทยาการและเทคโนโลยีทางสถาปัตยกรรม จึงเป็นที่มาของการจัดงานสภาสถาปนิก’19 ซึ่งถือว่าเป็นมิติใหม่ของการจัดงานประชุมเชิงวิชาการและแสดงนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างระดับนานาชาติ ที่มีความพิเศษกว่างานอื่นๆ เพราะนอกจากจะเป็นงานแสดงนวัตกรรมจากผู้ผลิต ผู้จำหน่ายสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก่อสร้างจากทั่วโลกแล้ว ภายในงานจะได้พบกับสถาปนิกครบทั้ง 4 สาขาวิชาชีพ ได้แก่ สถาปัตยกรรมหลัก สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์ ภูมิสถาปัตยกรรม และสถาปัตยกรรมผังเมือง เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม รวมถึงอัพเดทเทรนด์เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ที่สำคัญการจัดงานครั้งนี้ยังได้เชิญวิทยากรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศมาแบ่งปันความรู้และแนวคิดด้านการออกแบบ รวมถึงช่วยสร้างกระบวนการทางความคิดและพัฒนาวิชาชีพให้กับสถาปนิกไทย”


นายประกิต พนานุรัตน์ ประธานจัดงานสภาสถาปนิก’19 กล่าวว่า งานสภาสถาปนิก’19 จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “RE-ACT: ตอบสนอง ต่อยอด ต่อเนื่อง” เพื่อสื่อถึงการที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางสถาปัตยกรรมรวมถึงทุกวิชาชีพต้องปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสังคมปัจจุบัน ด้วยการศึกษาต่อยอดความรู้อย่างต่อเนื่อง” ภายในงานฯ จะมีการจัดเวทีสัมมนาและประชุมเชิงวิชาการทางสถาปัตยกรรม รวมกว่า 30 หัวข้อ แบ่งเป็น 4 รูปแบบ ได้แก่

- Forum A: The Key Note (A Forum for Inspiration) เป็นการเปิดโอกาสให้สถาปนิกไทยและผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมรับฟังแนวคิดจากสถาปนิกที่มีชื่อเสียงในระดับโลก อาทิ สเตฟาโน โบเอรี่ (Stefano Boeri) สถาปนิกและ นักออกแบบเมืองชื่อดังจากอิตาลี แอนดริว แกรนท์ (Andrew Grant) สถาปนิกระดับโลกจากประเทศอังกฤษเจ้าของผลงานออกแบบ Gardens by the bay ที่มีชื่อเสียงของสิงคโปร์ บาร์บาร่า แบรี่ (Barbara Barry) มัณฑนากรระดับโลกจากลอสแอนเจลิสที่ทำงานอินทีเรียสไตล์ luxury อันเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น เพื่อเป็นการให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ และก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาการทำงานสู่ระดับสากลต่อไป

- Forum B: The Practice (Sharing Knowledge from a Master) เป็นการให้ความรู้ทางวิชาการและวิชาชีพแก่สมาชิกสภาสถาปนิกและประชาชนทั่วไป โดยจะมีเนื้อหาครอบคลุมการปฏิบัติวิชาชีพทั้ง 4 สาขา รวม 5 ประเภทงาน ทั้งในส่วนงานศึกษาโครงการ งานออกแบบ งานบริหารและอำนวยการก่อสร้าง งานตรวจสอบ และงานให้คำปรึกษา

- Forum C: The Innovation (Discussion for the Best Solution) ครั้งแรกกับเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมระหว่างสถาปนิกและกลุ่มธุรกิจ เพื่อนำไอเดียไปต่อยอดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด

- Forum D: The ACT Services (ACT Commitment to Serve Our Society) เป็นกิจกรรมที่สภาสถาปนิกให้บริการสังคมในรูปแบบของการให้คำปรึกษาโดยตรงแก่ประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมโดยกลุ่มสถาปนิกอาสา และยังเปิดพื้นที่และโอกาสให้สถาบันการศึกษาได้เผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะ

“นอกจากนี้ ในงานฯ ยังจะมีการจัดการต่ออายุสมาชิกและให้สิทธิพิเศษต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์แก่บุคลากรใน แวดวงสถาปัตยกรรม รวมถึงมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานทางสถาปัตยกรรม เพื่อสร้างแนวคิดและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในด้านต่างๆ โดยได้รับความร่วมมือจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังรวบรวมกิจกรรมที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายของงานไว้อย่างมากมาย” นายประกิต กล่าว

ด้านนายศุภแมน มรรคา ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท อารยะ เอ็กซ์โป จำกัด ผู้จัดงานสภาสถาปนิก’19 เผย ถึงความพร้อมในการจัดงานครั้งนี้ว่า “ในขณะนี้ มีผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ก่อสร้างกว่า 500 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น จีน เวียดนาม สิงคโปร์ เยอรมัน อิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ และสหรัฐอเมริกา ได้ตอบรับเข้าร่วมแสดงสินค้าในงานสภาสถาปนิก’19 ทั้งยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ชั้นนำเข้าร่วมงานแล้วกว่า 50 ราย ภายในงานฯ นอกจากจะมีฟอรั่มทั้ง 4 รูปแบบแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอีกมากมาย เช่น Product Launching Day ที่จัดขึ้นในวันที่ 14 พฤศจิกายน ตั้งแต่เวลา 12.00-13.30 น. ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ชั้นนำในแวดวงผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้นำเสนอนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่ยังไม่เคยเปิดตัวที่ไหนมาก่อน เรียกว่าเป็นการนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ในปี 2020 มาให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสก่อนใคร อาทิ ระบบเจาะยึดเพื่อการติดตั้งผนัง Rain Screen แบบ Dry-process นำเข้าจากเยอรมัน ชุดท่อระบายน้ำสำหรับงานภูมิทัศน์ นำเข้าจากเยอรมัน และ Neolith นวัตกรรมวัสดุปิดผิวประเภทใหม่ที่เกิดจากการนำแร่หินธรรมชาติมาบดละเอียดแล้วหลอมเป็นแผ่นเรียบ เป็นต้น”

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่ทำการจัดแสดงในงาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในหมวด Designed for Wellness ที่ตอบโจทย์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่หันมาใส่ใจดูแลทั้งสุขภาพกายและจิตใจตัวเองมากขึ้น อาทิ

- Beau Showerlet จากบริษัท อาซาฮิ อเล็ก เอเชีย จำกัด ซึ่งเป็นนวัตกรรมฝารองนั่งสุขภัณฑ์ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นที่มีระบบชำระล้างแบบอ่อนโยน ช่วยคงความสะอาดให้ร่างกายและไม่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อส่วนอื่นๆ ทั้งยังทำมาจากวัสดุพิเศษที่มีคุณสมบัติป้องกันและยับยั้งการเกิดแบคทีเรีย ช่วยรักษาความสะอาดได้เป็นอย่างดี

- ARITCO Homelift จากบริษัท อาริทโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ลิฟต์บ้านจาก ARITCO ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัย ตัวลิฟท์ควบคุมด้วย 2 ระบบ คือ ไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้านและแบตเตอรีสำรอง ที่จะทำงานทันทีที่ไฟดับ รวมถึงระบบขับเคลื่อนโดยใช้สกรู จึงไม่มีความเสี่ยงในเรื่องสลิงขาด อีกทั้งกระจกที่ใช้ยังเป็นประเภท Tempered Laminated ที่มีความแข็งแรงและปลอดภัยสูง

- Panaplast Laminate จากบริษัท อีดีแอล ลามิเนตส์ จำกัด ลามิเนตส์ที่มีความโดดเด่นในเรื่องความโปร่งแสง สามารถนำไปดัดแปลงเป็นรูปทรงต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย จึงสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระ ที่สำคัญคือ แอนตี้แบคทีเรีย 99.99% จึงเหมาะกับงานด้าน Health Care อาทิ โรงพยาบาล คลินิก ห้องสำหรับเด็ก

- Green Wall System จากบริษัท ดีวันซิสเต็ม จำกัด สวนแนวตั้งด้วยระบบแผง (Panel) ช่วยประหยัดพื้นที่ ทั้งยังสามารถเพิ่มลูกเล่น เช่น การจัดต้นไม้ไล่สี หรือทำเป็นลวดลายต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ทำจากวัสดุที่แข็งแรง ปลอดภัย และมีระบบการให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ สามารถให้น้ำได้อย่างทั่วถึงในทุกจุด จึงทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตดูสวยงาม ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดอุณหภูมิในอาคารบ้านเรือน และกรองอากาศได้

ในส่วนของแบรนด์ดังที่มาร่วมจัดแสดงสินค้าภายในงาน อาทิ TOSTEM แบรนด์ประตูหน้าต่างอลูมิเนียมคุณภาพจากญี่ปุ่น ได้นำผลิตภัณฑ์ใหม่มาจัดแสดง ได้แก่ GRANTS SERIES กรอบประตูหน้าต่างที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งบนอาคารสูงโดยเฉพาะ ตอบโจทย์การออกแบบของดีไซเนอร์ได้เป็นอย่างดีด้วยแบบบานที่หลากหลาย ทั้งบานเลื่อน บานเปิด บานกระทุ้ง บานเข้ามุม สามารถเลือกต่อกับบานช่องแสงได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ ยังมี Ventilation Room ที่ประกอบด้วย GRANTS Ventilation ระบบระบายอากาศที่เหมาะสำหรับอาคารสูง เพราะฝังอยู่ในกรอบเฟรมแนวตั้ง จึงให้การรับชมวิวแบบพาโนรามาได้สุดสายตา ช่วยสร้างการไหลเวียนอากาศในห้องและป้องกันน้ำฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพ Ventilation Door ประตูระบายอากาศช่วยสร้างการหมุนเวียนอากาศธรรมชาติภายในห้อง และประตูทางเข้า GIESTA ที่ออกแบบโดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก มีระบบล็อคที่แน่นหนา

ทางด้านบริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ – ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด ได้สร้าง BIM Center ขึ้น เพื่อนำเทคโนโลยี BIM (Building Information Modeling) มาจัดแสดง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ในอุตสาหกรรมการก่อสร้างผ่านกระบวนการออกแบบตั้งแต่เริ่มต้น จึงสามารถช่วยลดของเสียจากการก่อสร้าง (Construction Waste) ด้วยวิธีการสร้างโมเดล 3 มิติ ที่รวมแบบสถาปัตย์ โครงสร้าง และงานระบบเข้าด้วยกัน โดยใส่ข้อมูลของวัตถุองค์ประกอบต่างๆ ในอาคารเข้าไป ทำให้สามารถวางแผนการก่อสร้างและทำ Clash Detection เพื่อตรวจสอบความผิดพลาดผ่านโมเดลก่อนการลงมือก่อสร้างจริง เพื่อให้ประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด นำเสนอ สี GColor รุ่นใหม่ เพื่อเจาะตลาดอาคารอนุรักษ์ในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัยสไตล์ย้อนยุคที่นิยมนำมา renovate เพื่อเป็นร้านอาหาร โฮสเทล หรือโบราณสถานที่ทรงคุณค่า พื้นที่เหล่านี้ต้องมีการใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนทั้งรื้อถอนและซ่อมแซม ต้องทำอย่างประณีต การเลือกวัสดุที่นำมาใช้ซ่อมแซมต้องไม่ทำให้พื้นผิวโบราณสถานเดิมได้รับความเสียหายและต้องช่วยรักษาพื้นผิวให้มีความสอดคล้องกับลักษณะของโบราณสถานเดิม

นอกจากนี้ ภายในงานสภาสถาปนิก’19 ยังมีโซน Designer Hub Pavilion หรือพื้นที่สำหรับนักออกแบบจากทุกสาขาวิชาชีพ ซึ่งเป็นสมาชิกของสภาสถาปนิก เพื่อมาพบปะพูดคุยกับผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก่อสร้าง ออกแบบ และตกแต่ง เพื่อเป็นการสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ ส่วนผู้เข้าร่วมงานที่เป็นบุคคลทั่วไปก็สามารถมาพบกับผู้ให้บริการด้านการออกแบบ ตกแต่ง และผู้ให้บริการด้านการก่อสร้าง ที่สามารถให้คำแนะนำได้ในทุกความต้องการ

นายศุภแมน กล่าวเสริมว่า “จากไฮไลท์ทั้งหมดที่กล่าวไป คาดว่าจะสามารถดึงดูดให้มีผู้เข้าชมงานตลอดทั้ง 4 วัน อยู่ที่ประมาณ 90,000 คน ทั้งจากในและต่างประเทศ สำหรับต่างประเทศคิดเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 25% ซึ่งตอนนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้ว อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ คณะผู้จัดงานฯ ยังมั่นใจว่างานครั้งนี้จะสามารถกระตุ้นอุตสาหกรรมก่อสร้างภายในประเทศได้ ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของธนาคารไทยพาณิชย์ในหัวข้อ Construction Industry 2019 ที่คาดว่ามูลค่าการก่อสร้างรวมของไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นราว 1.38 ล้านล้านบาท คิดเป็น 6.5% เมื่อเทียบกับปี 2018 ซึ่งเป็นผลพลอยได้มาจากการก่อสร้างของภาครัฐในโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างคมนาคม อีกทั้งการก่อสร้างภาคเอกชนก็ยังมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตราว 5.6 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3.5% ซึ่งเป็นผลมาจากการก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า และโครงการอาคารพาณิชย์ อย่างสำนักงาน และโครงการ mixed-use”

“การเติบโตด้านการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนที่กล่าวมาจะเป็นปัจจัยเสริมที่ดึงดูดผู้สนใจให้เข้ามาดูงานสภาสถาปนิกครั้งนี้กันมากยิ่งขึ้น เพราะเป็นงานที่ได้รวบรวมนวัตกรรมด้านการก่อสร้าง รวมถึงโปรโมชั่นจากผู้ประกอบ การธุรกิจมากมายไว้ในงานนี้งานเดียว”

“สุดท้ายนี้ คณะผู้จัดงานฯ อยากจะขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงานสภาสถาปนิก’19 ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายนนี้ ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมืองทองธานี โดยทางคณะผู้จัดงานฯ มีความตั้งใจและต้องการผลักดันให้งานนี้เป็นงานที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมและนวัตกรรมในแวดวงอุตสาหกรรมก่อสร้างที่ครบถ้วนที่สุดของเมืองไทยและยิ่งใหญ่ที่สุดอีกงานหนึ่งในเอเชีย เพื่อให้ทุกคนที่สนใจได้มาอัพเกรดความรู้และเทคโนโลยีจากทุกสาขาวิชาชีพสถาปัตยกรรม”

บจธ. ชู ความสำเร็จวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ต้นแบบโมเดลบริหารจัดการที่ดินครบวงจร

posted Sep 24, 2019, 5:26 PM by Maturos Lophong   [ updated Sep 25, 2019, 10:38 PM ]



สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน หรือ บจธ. เผยการให้ความช่วยเหลือจัดหาที่ดินทำกินกับเกษตรกรผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องการหาที่ดินประกอบอาชีพเกษตร เพื่อกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ 65 ครัวเรือน เกินเป้าหมาย ภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า การลงพื้นที่พบกลุ่มสมาชิกเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย ของคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินและผู้บริหาร บจธ. นำโดย ผศ.ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา ประธานกรรมการบริหาร บจธ. ในพื้นที่เป้าหมายชองชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 7 บ้านใหม่กือนา ตำบลริมกก อ. เมือง จังหวัดเชียงราย ห่างจากสนามบินแม่ฟ้าหลวง ประมาณ 7 กม. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรผู้ยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ของ บจธ. ในรูปแบบของโฉนดชุมชนหรือโฉนดรวม โดยจะมีการจัดสรรแบ่งแปลงตามความต้องการให้ทำกินร่วมกันรวมเนื้อที่ประมาณ 69 ไร่

ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์” นี้เกิดจากการรวมตัวของสมาชิกบางส่วนของสหกรณ์เคหะสถานล้านนาเชียงราย จำนวน 65 ครัวเรือน โดยมี นายจรัส บำรุงแคว้น เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ สมาชิกสามารถ สร้างความเข้มแข็งในการออมเงินกันเองภายในกลุ่ม จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนขึ้น และเคยได้รับความช่วยเหลือในด้านที่อยู่อาศัย โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ซึ่งปัจจุบันยังขาดที่ดินทำกิน และได้นำเสนอโครงการเข้ามายัง บจธ. เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2562 เพื่อขอรับการสนับสนุนความช่วยเหลือ ต้องการมีที่ดินเพื่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมด้านเกษตรอินทรีย์แบบยั่งยืน สมาชิกมีความมุ่งมั่นในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เพาะปลูกพืชผักปลอดสารหรือพืชผักเกษตรอินทรีย์ อาทิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมมะลิ ผักกาดฮ่องเต้ ผักกาดเขียว กวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย ผักกุ๋ยฉ่าย ถั่วฟักยาว ผักบุ้ง เพาะเห็ดนางฟ้า เลี้ยงปลา เป็นต้น และยังแบ่งพื้นที่ส่วนกลางของกลุ่มไว้ประมาณ 5 ไร่ สำหรับใช้เป็นพื้นที่เป็นที่ทำการของวิสาหกิจฯ ถนน และสาธารณูปโภค โดยสมาชิกเกษตรกรจะทยอยผ่อนชำระกับ บจธ. ในระยะเวลา 30 ปี 

“โครงการที่บ้านเวียงกือนา ตำบลริมกก แห่งนี้ มีความก้าวหน้าไปกว่า 90% แล้ว เป็นไปตามเป้าหมายการช่วยเหลือให้เกษตรกรและผู้ยากจนที่เป็นผู้ไม่มีที่ดิน ได้สามารถถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม สัมฤทธิ์ผลความสำเร็จเป็นโครงการแรกของโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรของ บจธ. ที่ขณะนี้เหลืออยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริการพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560” นายกุลพัชรกล่าว 

ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น นอกจากสามารถช่วยเหลือเกษตรกรยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองตามภาระกิจและวัตถุประสงค์ของ บจธ. ในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเหมาะสมแล้ว สัมฤทธิ์ผลในด้านการเกิดเป็น “นวัตกรรมใหม่” ในการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน (Innovation Land Management) ภายใต้โครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินครบวงจรอีกด้วย คือ สามารถใช้หลักเกณฑ์แบบใหม่ทางการเงิน ที่สามารถนำทรัพย์สินที่ดินของคนอื่นที่ไม่ได้ใช้ หรือทำประโยชน์ไม่เต็มที่ มาให้เกษตรกรสามารถถือครองที่ดินและเป็นของตนเองได้ในระยะยาว และสามารถบริหารจัดการที่ดินร่วมกันอย่างยั่งยืน สนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรเพื่อสร้าง ความเข้มแข็ง ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรอินทรีย์ ตามแนวทางพระราชดำริ เศรษฐกิจแบบพอเพียง เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรได้

นายกุลพัชร เปิดเผยอีกว่า การดำเนินการให้ความช่วยเหลือสมาชิกเกษตรกรกลุ่มนี้ที่ผ่านมา บจธ. ได้ลงพื้นที่ไปแล้ว 2 ครั้งหลังจากที่เสนอโครงการเข้ามา เพื่อทำการสำรวจความพร้อมของที่ดินในการทำการเกษตรกรรม วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ตลอดจนความเหมาะสมของที่ดินเพื่อเกษตรกรรม บริเวณที่ดินโดยรอบมีความเหมาะสม แก่การทำการเกษตร รวมถึงเรื่องน้ำสำหรับใช้เพาะปลูก และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ จากการวิเคราะห์พื้นที่โดยรวมแล้ว พบว่าที่ดินนี้ มีความสมบูรณ์เหมาะสำหรับการเพาะปลูก และการคมนาคมขนส่งสะดวกอยู่ห่างจากสนามบินตัวเมืองประมาณ 7 กิโลเมตร อีกทั้ง บจธ. ได้ประสานกับตลาดกลางทางการเกษตรรายใหญ่ในจังหวัดเชียงรายที่กำลังจะเปิดบริการในเดือนพฤศจิกายน 2562 นี้ ให้เกษตรกรในกลุ่มได้สามารถนำสินค้าการเกษตรของตนเข้ามาจำหน่ายในตลาดแห่งนี้ได้ 

โมเดลโครงการต้นแบบการบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรนี้ เป็น 1 ใน 4 ของโครงการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ บจธ. ดำเนินการ ซึ่งเป็นโครงการที่สนับสนุนให้เกษตรกรได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ที่ดินที่ได้รับอย่างเหมาะสม เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการทำเกษตรกรรมของเกษตรกร โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือ เริ่มต้นที่เกษตรกรจะต้องมี การรวมกลุ่มในรูปแบบของสถาบันเกษตรกร เช่น สหกรณ์ หรือวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมีรายชื่อและ จำนวนสมาชิกที่ชัดเจน โดยจะต้องมีเป้าหมายหลักในการกระจายการถือครองที่ดิน ให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน กล่าวคือ จะต้องมีแผนงานที่ชัดเจน ในการจะใช้ประโยชน์และจัดสรรที่ดินให้กับสมาชิกในกลุ่ม ซึ่งทาง บจธ. จะมีหน้าที่คอยให้ความ ช่วยเหลือดูแล ตั้งแต่ต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ โดยในเบื้องต้น บจธ. จะเป็นผู้ลงสำรวจพื้นที่ ตรวจสอบ ความเหมาะสมในการใช้ที่ดิน สำหรับเป็นที่ทำกิน ดูความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ รวมถึงปัจจัยแวดล้อมในการผลิตต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาแล้วผ่าน ก็จะเข้าสู่กระบวนการต่างๆ เพื่อจัดซื้อที่ดินต่อไป ที่ต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้างและบริการพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560

นอกจากการสนับสนุนให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มเสนอโครงการ จัดทำข้อมูลวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ และจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกรตามเป้าหมายแล้ว ในโมเดลนี้ยังสนับสนุนการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน และสร้างอาชีพที่ มั่นคงแก่เกษตรกรด้วยการส่งเสริมอาชีพอีกด้วย โดย บจธ. ได้ร่วมกับ 15 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนดำเนินการด้านสนับสนุนให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ ดูแลกระบวนการผลิตไปจนถึงจัดหาแหล่งตลาดกลางพืชผลและส่งเสริมด้านการตลาดให้แก่กลุ่มเกษตรกรอีกด้วย ซึ่งปัจจุบัน บจธ. ได้ดำเนินโครงการไปแล้วใน 4 พื้นที่ ได้แก่ 1.ชุมชนใน ต. ริมกก อ. เมือง จ. เชียงราย 2. ชุมชนน้ำแดงพัฒนา อ.ชัยบุรี จ.สุราษฏร์ธานี 3. ชุมชนใน อ.พิมาย จ.นครราชสีมา และ 4. ชุมชนใน จ. นครศรีธรรมราช โดยมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ รวมทั้งหมดประมาณ 150 ครัวเรือน ในวงเงินงบประมาณ 50 ล้านบาท จากงบทั้งหมดที่ คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ บจธ. ต้องดำเนินการ ในพื้นที่ทั่วประเทศทั้งหมด 200 ล้านบาท 

สำหรับทั้ง 4 โครงการที่ต้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ในวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 400 ล้านบาท ได้แก่ 1.โครงการนำร่องธนาคารที่ดินในพื้นที่นำรอง 5 ชุมชน ครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ เชียงใหม่ และ ลำพูน 2. โครงการต้นแบบการบริหารจัดการธนาคารที่ดินแบบครบวงจรใน 4 พื้นที่ 3. โครงการแก้ไขปัญหาการสูญเสียสิทธิ์ในที่ดินของเกษตรกร และผู้ยากจน 4. โครงการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาด้านที่ดินจากการดำเนินนโยบายภาครัฐ และยังมีอีก 1 โมเดล คือ โครงการตลาดกลางที่ดิน ซึ่งทั้งหมด 5 โมเดลนี้เป็นโมเดลที่ บจธ. ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องนับจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภารกิจที่ บจธ. ต้องดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชกฤษฏีกาในการจัดตั้ง บจธ. เมื่อปี 2554 มีดังนี้ กระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรมและยั่งยืน ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเหมาะสม จัดตั้งธนาคารที่ดิน รวบรวมข้อมูลที่ดินและเป็นตัวกลางระหว่างผู้ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดิน กับเจ้าของที่ดินที่ยังมิได้ใช้ประโยชน์ หรือเจ้าของที่ดินที่ยังไม่ประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเต็มที่ ประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินของรัฐ และดำเนินการให้ได้มาซึ่งที่ดินของเอกชน ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ หรือใช้ประโยชน์ไม่คุ้มค่า เพื่อให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึง สนับสนุนให้ชุมชนมีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกัน ทั้งที่ดินทำกินและที่ดินสำหรับการอยู่อาศัยในรูปแบบโฉนดชุมชน รวมทั้งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินของเกษตรกรและผู้ยากจน

สำหรับเกษตรกรและผู้ยากจนที่ต้องการรับการช่วยเหลือเงินสินเชื่อดังกล่าว สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.labai.or.th หรือส่งอีเมลล์ที่ labai@labai.or.th หรือโทรติดต่อได้ที่ โทร 0 2278-1244, 02278-1648 ต่อ 601,602,610 มือถือ 09 2659 1689

เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร

posted Sep 18, 2019, 1:39 AM by Maturos Lophong


เอสบี ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร

ประกาศส่ง Zelection Built-in ทลายทุกกฎการตกแต่ง

ครั้งแรกในไทยกับนวัตกรรมดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการบิลท์อิน


เอสบี ดีไซน์สแควร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและดีไซน์เฟอร์นิเจอร์ของเมืองไทย ทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ปรับลุคสาขา CDC ใหม่ เป็น Flagship Store สุดครบวงจร บนพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations” ประกาศปฏิวัติวงการบิลท์อินด้วยนวัตกรรมดีไซน์ล่าสุดและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งแรกในเมืองไทยกับ “Zelection Built-in” ที่ทลายทุกกฎการตกแต่งบ้าน เสริมทัพด้วยเฟอร์นิเจอร์ 2 แบรนด์ดังจากฝั่งยุโรปและอเมริกา Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) และ Universal (ยูนิเวอร์แซล) พร้อมเปิด “Designer Club” ที่จะเป็น Hub ของกลุ่มลูกค้าอินทีเรียดีไซน์เนอร์ที่เป็นสมาชิก SB Designer Club เท่านั้น

นางธัญญรักข์ ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ เผยถึงแนวคิดการปรับเปลี่ยนลุคใหม่ของ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) ว่า ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เอสบี ดีไซน์ สแควร์ มีสินค้าตกแต่งบ้านใหม่ๆ แบรนด์ชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหลากหลายสไตล์ แต่ด้วยพื้นที่ที่มีอยู่ 10,000 ตาราเมตร ไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อการเพิ่มแบรนด์สินค้าใหม่ๆ ดังนั้นบริษัทฯ จึงทุ่มงบประมาณกว่า 200 ล้านบาท ขยายพื้นที่เพิ่มจากเดิมเป็น 15,000 ตารางเมตร พร้อมปรับโฉมใหม่ให้เป็น Flagship Store สุดครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The New Era of Luxe Design Home Decorations”


“สาขานี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2552 ถึงปัจจุบันนับเป็นปีที่ 10 แล้ว เรามีแบรนด์สินค้าใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแบรนด์จากต่างประเทศ อาทิ Habitat ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ได้รับสิทธิ์จัดจำหน่ายแต่เพียง ผู้เดียวในประเทศไทย อีกทั้งยังมีนวัตกรรมดีไซน์ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาอีกมากมาย และเพื่อตอบสนอง ความต้องการของลูกค้าที่มีอย่างหลากหลายเราจึงทำการปรับปรุงพื้นที่ ซึ่งการปรับลุคใหม่ในครั้งนี้ นอกจากเป็นการขยายพื้นที่ให้บริการแล้ว เรายังมีการเปิดตัว Zelection Built-in ซึ่งเป็นแบรนด์ของกลุ่มสินค้าบิลท์อินที่เรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการบิลท์อินในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์อย่างเต็มรูปแบบ เพราะจากการสำรวจพฤติกรรมลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการ ไม่เพียงแต่ให้ความสนใจกับสินค้าที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ของเราเท่านั้น แต่ยังให้ความสนใจกับงานตกแต่งอื่นๆ เช่น การกรุกระจกและการทำผนังตกแต่งในห้องตัวอย่างของเรา ทำให้เราได้แรงบันดาลใจในการพัฒนาสินค้า ที่สามารถตอบโจทย์และแก้ปัญหาที่ลูกค้าต้องประสบจากกระบวนการทำงานบิลท์อินรูปแบบเดิมๆ อีกด้วย

Zelection Built-in เป็นนวัตกรรมดีไซน์ที่นับเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญและจะช่วยสร้างความแตกต่างให้แบรนด์ในตลาดเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างแท้จริง นับเป็น “ครั้งแรกในไทย” กับการนำเอากระบวนการแบบ “PREFAB” มาใช้ในการทำ บิลท์อิน ซึ่งวันนี้ เอสบี ก้าวข้ามความเป็นผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไปแล้ว และเรากำลังก้าวสู่โลกของ “งานตกแต่งภายใน” อย่างเต็มรูปแบบ เราพร้อมเป็นผู้รับเหมาทำงานตกแต่งภายในแบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทั้งกลุ่มที่เป็น End User และกลุ่มที่เป็นอินทีเรียดีไซน์เนอร์ ซึ่งโดยศักยภาพของ เอสบี ที่พร้อมอย่างเต็มที่ในด้านนวัตกรรมดีไซน์, กระบวนการผลิต, เทคโนโลยี และเครือข่ายที่แข็งแกร่งของซัพพลายเออร์วัตถุดิบจากทั่วโลก ทำให้ Zelection Built-in ทลายกรอบเดิมๆ ของงานบิลท์อินในหลากหลายมิติ ทั้งในเรื่อง ·Smart Structural Design คือ ทุกชิ้นส่วนของ งานโครงสร้างและวัสดุตกแต่งจะถูกผลิตที่โรงงานเพื่อช่วยให้กระบวนการติดตั้งเป็นไปอย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลา การทำงานไปได้มากกว่าครึ่ง ทำให้ลูกค้าได้งานบิลท์อินที่สวยสมบูรณ์แบบ มีคุณภาพมาตรฐาน และในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคนี้ที่ชอบความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งในส่วนนี้เราได้ทำการจดสิทธิบัตรการออกแบบไว้เรียบร้อยแล้ว Limitless Design โดยเรามีศูนย์รวมวัสดุหรือ Material Library ที่คัดสรรมาจากทั่วโลกนับ 1,000 รายการ ซึ่ง เอสบี เป็นผู้นำเข้าเองแบบเอ็กซ์คลูซีฟจะไม่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป สร้างความยืดหยุ่นสูงในการให้ลูกค้าเลือกออกแบบงานบิลท์อินที่ตรงใจ เพื่อสร้างสรรค์ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ ตอบโจทย์แบบ Personalize ได้อย่างแท้จริง Design Automation ซอฟต์แวร์สุดล้ำจากเยอรมัน เป็นตัวเชื่อมระหว่างการออกแบบและกระบวนการผลิต ให้ทุกออเดอร์ดีไซน์จากหน้าโชว์รูมพุ่งตรงสู่โรงงานผลิต ลด Human Error ช่วยให้ลูกค้าได้ชิ้นงานที่ถูกต้องแม่นยำได้มาตรฐานในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งที่นี่เรามี Model Rooms จำนวน 24 ห้อง ที่สร้างสรรค์ด้วย Zelection Built-in เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบิลท์อิน การตอบโจทย์และการแก้ปัญหาพื้นที่ การมิกซ์แอนด์แมตช์วัสดุที่หลากหลาย การสร้างสรรค์งานดีไซน์ให้สะท้อนคาแรคเตอร์ของ ผู้อยู่อาศัยตอบรับกับไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของลูกค้า”


นางธัญญรักข์ กล่าวต่อไปว่า “แม้ภาพรวมตลาดเฟอร์นิเจอร์ปี 2562 อาจจะไม่สวยหรูนัก เนื่องจากผลกระทบ ทางเศรษฐกิจและตลาดอสังหาฯ แต่กลุ่มลูกค้าตลาดระดับบนของที่อยู่อาศัยแนวราบนับว่ายังพอไปได้ ดังนั้น การเปิดตัว “Zelection Built-in” ครั้งนี้ เราจึงเน้นเจาะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้าของเรามากยิ่งขึ้น ครั้งนี้เราได้รับเกียรติจาก 2 แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากฝั่งยุโรปและอเมริการ ได้แก่ Laura Ashley และ Universal มาเปิดที่สาขา CDC แห่งนี้”

โดย นายฌอห์ณ แองลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ฝ่ายปฏิบัติการ แบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) เผยถึงความร่วมมือกับ เอสบี ครั้งนี้ ว่า “เรามองว่า เอสบี เป็นแบรนด์ที่มีความเข้มแข็งมากในตลาดเฟอร์นิเจอร์เมืองไทย มีทีมงานที่เป็นมืออาชีพ มีประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเรารู้สึกโชคดีที่ได้ร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์ที่มีความเชี่ยวชาญในหลายๆ ด้าน ทั้งการออกแบบโชว์รูม การคัดสรรสินค้าที่เหมาะกับรสนิยมของผู้บริโภคชาวไทย การจัดแสดงสินค้าสวยงามและมีแผนการตลาดที่ดี เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ขยายแบรนด์ลอร่าร่วมกับเอสบีไปอีกหลายสาขา” ทั้งนี้หากใครที่เคยอยู่อังกฤษ เชื่อว่าน่าจะคุ้นเคยกับแบรนด์ Laura Ashley (ลอร่า แอชลี่) เป็นอย่างดี โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการแต่งบ้านสไตล์ Modern Vintage ด้วยความ โดดเด่นเรื่อง “ลวดลายและสีสันของงานผ้า” ที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความมีระดับในแบบฉบับอังกฤษ ทั้งเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ห้องน้ำ รวมถึงของตกแต่งต่างๆ มากมาย จะถูกยกมาไว้ให้ได้ ช็อปแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์

ขณะที่ นายแมททิว คิม รองประธานฝ่ายขายต่างประเทศ แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) เผยว่า “Universal เป็นแบรนด์ที่มุ่งเรื่องการทำตลาดต่างประเทศ และเราก็รู้สึกตื่นเต้นยินดีเสมอที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของพาร์ทเนอร์ของเรา โดยเฉพาะกับ เอสบี ดีไซน์สแควร์ ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้นำในตลาดเมืองไทย มันมากกว่าแค่เรื่องของสัมพันธภาพที่ดีต่อกันมาเป็นเวลาหลายปี แต่ทั้งยูนิเวอร์แซลและเอสบี เราต่างเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ อันยาวนานกว่า 50 ปี ในอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ เรามักจะแชร์กระบวนการคิดความเข้าใจต่อความต้องการของลูกค้า และทำงานร่วมกันในการที่จะตอบสนองความต้องการนั้นๆ ในหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเรื่องสไตล์ ราคา คุณภาพ และความสบายในการใช้งาน ซึ่งการที่ยูนิเวอร์แซลได้ขยายตลาดมาใน เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขาที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีเช่นนี้ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวที่ท้าทายสำหรับเรา” แบรนด์ Universal (ยูนิเวอร์แซล) ได้เปิดช็อปแบบเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ เท่านั้น โดยมีความหรูหราสง่างามและทันสมัยสไตล์ Modern American เป็นจุดเด่นของแบรนด์ เฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้นล้วนเป็นงาน Handcraft เน้นการใช้วัสดุเกรดพรีเมี่ยม เพื่อสร้างสัมผัสที่โดดเด่นแบบ American Signature เชื่อว่าคนรักการแต่งบ้านที่มาเยี่ยมชมภายในร้านต้องได้ Inspire ดีๆ ในการตกแต่งบ้านแน่นอน

สำหรับ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์เซ็นเตอร์ (CDC) เป็น Flagship Store โดดเด่นด้วยไฮไลท์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย ทั้งนี้เพื่อให้จิ๊กซอร์ในการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามีความครบถ้วนและเข้มแข็งขึ้น นอกจาก Zelection Built-in แล้วยังมี โซน Custom Shop เป็นศูนย์รวมสินค้าสั่งทำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า “ออกแบบได้ตรงใจ เลือกดีไซน์ในแบบที่เป็นตัวเอง” สำหรับสินค้ากลุ่มเตียงนอน, โซฟา, สตูล, เก้าอี้, หมอนอิง และผ้าม่าน อย่างเตียงนอน ก็เลือกได้ตั้งแต่ขนาดเตียง ความสูงของหัวเตียง ดีไซน์ขาเตียง กระทั่งสีสันของหมุดตอกและลวดลวย การตอกหมุดก็เลือกได้เพื่อเพิ่มดีไซน์ความเก๋ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นบอดี้เตียงเสริมหรือเตียงลิ้นชัก เพื่อตอบโจทย์ ที่เพิ่มเติมด้วย เพื่อให้สามารถออกแบบได้ตามที่ต้องการและตรงใจมากที่สุด โซน Power Buy ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำที่จะเติมเต็มความสมบูรณ์ให้ประสบการณ์ช้อป และ Pacamara ร้านกาแฟที่ขึ้นชื่อเรื่องเมล็ดกาแฟที่คั่วเอง

“และเพื่อให้สาขา CDC สามารถรองรับลูกค้าได้ทุกกลุ่ม เราได้เปิดตัว SB Designer Club Workspace ซึ่งจะเป็น Hub แห่งแรกของเหล่าอินทีเรียดีไซเนอร์เฉพาะที่เป็นสมาชิก “SB Designer Club” เท่านั้น โดยเราได้จัดเตรียม สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น Meeting Rooms, Smart TV, Free WIFI, Pointer, Bluetooth Speaker, F&B Special Pack” นางธัญญรักข์ กล่าวในที่สุด

1-10 of 106