Real Estate‎ > ‎

“เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” เผยแผนธุรกิจปี 60 ตอกย้ำภาพผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งด่วน

posted Apr 3, 2017, 2:00 AM by Maturos Lophong


“เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” เปิดแผนธุรกิจปี 60 รุกตลาดส่งด่วนเต็มรูปแบบ รับแนวโน้มธุรกิจการค้าออนไลน์ที่โตก้าวกระโดด เดินหน้าสร้างการรับรู้ถึงจุดแข็ง “บริการที่มีคุณภาพ เอาใจใส่ ตรงต่อเวลา” และการเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทยที่เปิดตลาด “ขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ” (COOL TA-Q-BIN) ตอบความต้องการลูกค้ากลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ต้องการส่งสินค้าในรูปแบบควบคุมอุณหภูมิ อาทิ อาหารแช่แข็ง ผลไม้ ยา และเครื่องสำอาง ลุยขยายศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Point) และตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent) อย่างต่อเนื่อง เตรียมจับมือพันธมิตรเปิดจุดบริการตัวแทนรับพัสดุ ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเล็งจับมือพันธมิตรรายอื่นๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจร่วมเป็นตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส ตลอดจนเตรียมขยายพื้นที่การให้บริการสู่ภาคตะวันออก, ภาคตะวันตก และภาคอีสานภายในปีนี้ และครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2561 ตั้งเป้ายอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท ภายใน 5 ปี

นายนิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ ธุรกิจ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า “เอสซีจี” ได้ร่วมกับ บริษัท ยามาโตะ กรุ๊ป จำกัด เปิดธุรกิจ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” ธุรกิจส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด “Deliver Your Happiness” เพื่อต่อยอดการให้บริการจากธุรกิจเอสซีจี โลจิสติกส์ ที่ให้บริการด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ อีกทั้งยังตอบเทรนด์ตลาดการค้าออนไลน์ หรืออีคอมเมิร์ซ (E-commerce) ที่มี

การเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2559 ตลาดอีคอมเมิร์ซในรูปแบบค้าปลีกค้าส่ง (E-commerce Retail Market)

มีมูลค่า 7 แสนล้านบาท เติบโตขึ้น 30% ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนมีแนวโน้มสูงขึ้น

ตามไปด้วย โดยวางให้ “เอสซีจี เอ็กซ์เพรส” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งพัสดุแบบเร่งด่วน ที่มอบบริการที่มีคุณภาพ

ตรงต่อเวลา และเอาใจใส่พัสดุประดุจแม่แมวดูแลลูกแมว และได้ประเดิมเปิดให้บริการในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าที่ให้ความสนใจใช้บริการส่งพัสดุด่วน

กว่า 150,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลา 3 เดือน

“เอสซีจี เอ็กซ์เพรส มี 4 รูปแบบบริการให้เลือก โดยบริการที่นับว่าเป็นการเปิดตลาดครั้งแรกของประเทศไทย คือบริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (COOL TA-Q-BIN) จัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้รับ ด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์จากยามาโตะ กรุ๊ป ได้แก่ “กล่องรักษาความเย็น” (Cool Container) ที่สามารถเก็บรักษา

ความเย็นได้นานถึง 12 ชั่วโมง ตลอดจนกระบวนการควบคุมคุณภาพและการรักษาความเย็นด้วยหลัก “530” คือ พัสดุควบคุมอุณหภูมิ ทุกชิ้นจะมีโอกาสสัมผัสกับอุณหภูมิปกติไม่เกิน 30 วินาที และจะถูกดำเนินการคัดแยกภายในระยะเวลา

5 นาที นับตั้งแต่เปิดกล่องรักษาความเย็น (Cool Container) ตลอดจนมีกระบวนการเช็คอุณหภูมิทุกขั้นตอน เพื่อให้

ผู้บริการมั่นใจได้ว่าพัสดุถูกจัดเก็บภายใต้อุณหภูมิที่เหมาะสมจนส่งมอบถึงมือผู้รับ ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถส่งได้ทั้งพัสดุแบบแช่เย็น (Chilled) ระบบควบคุมอุณหภูมิที่รักษาความเย็นได้ 0-8 องศาเซลเซียส สินค้าแช่แข็ง (Frozen) ระบบควบคุมอุณหภูมิที่รักษาความเย็นได้ต่ำกว่า -15 องศาเซลเซียส ซึ่งบริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (COOL TA-Q-BIN) จะสามารถตอบความต้องการลูกค้ากลุ่มธุรกิจรายย่อยที่ต้องการส่งสินค้าในรูปแบบควบคุมอุณหภูมิ อาทิ อาหารแช่แข็ง ผลไม้ ยา ขนม และเครื่องสำอาง โดยคาดการณ์ว่าตลาดนี้มีมูลค่ากว่า 1,300 ล้านบาท และยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดให้บริการ นอกจากนี้ยังมีบริการอื่นๆ อีก ได้แก่ บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนถึงบ้านหรือทัค-คิว-บิง (TA-Q-BIN) บริการรับพัสดุถึงบ้านลูกค้าและจัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไป, บริการส่งเอกสารหรือพัสดุภัณฑ์ด่วนระหว่างบริษัทถึงบริษัท (DOCUMENT TA-Q-BIN), บริการเก็บเงินปลายทาง (TA-Q-BIN COLLECT)” นายนิธิกล่าว

โดยทิศทางการดำเนินธุรกิจของเอสซีจี เอ็กซ์เพรสในปี 2560 เน้นเดินหน้าสร้างการรับรู้ถึงจุดแข็งด้านคุณภาพใน

การให้บริการและความทันสมัยของระบบการจัดส่งพัสดุ โดยเน้นสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ และการเพิ่มจุดรับพัสดุ

เอสซีจี เอ็กซ์เพรสอย่างรวดเร็ว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้ ตอกย้ำการเป็นรายแรกและรายเดียวในตลาดที่มีนวัตกรรมบริการส่งพัสดุด่วนแบบควบคุมอุณหภูมิ และการส่งมอบบริการด้วยความเอาใจใส่จากพนักงานที่ได้รับการอบรมมาตรฐานการให้บริการจาก ยามาโตะ กรุ๊ป โดยเจาะไปยังกลุ่มเป้าหมายหลักคือ กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ (B2C)

กลุ่มนักช้อปออนไลน์ และประชาชนทั่วไป (C2C) ขณะเดียวกันเตรียมเปิดจุดรับบริการในกรุงเทพฯ และปริมณฑลต่อเนื่องตลอดปี โดยจะเปิดศูนย์บริการเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Point) เพิ่มอีก 4 สาขา ได้แก่ พื้นที่เขตรัชดาภิเษก, รังสิต,

ปทุมวันและบางนา ทั้งยังเตรียมจับมือกับพันธมิตรเพื่อเปิดจุดบริการตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent) นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้องค์กรธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจร่วมสมัครเป็นตัวแทนรับพัสดุเอสซีจี เอ็กซ์เพรส (Service Agent)

ผ่านเว็บไซต์ www.scgexpress.co.th โดยวางเป้าหมายทั้งปีไว้ที่ 300 สาขา

ทั้งนี้ยังมีแผนในการรุกขยายพื้นที่ให้บริการไปพร้อมกับการพัฒนาคุณภาพ โดยตั้งเป้าขยายการให้บริการสู่ภาคตะวันออก, ภาคตะวันตก และภาคอีสานภายในปี 2560 พร้อมตั้งเป้าหมายขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศภายในปี 2561 ด้วยการนำจุดแข็งที่มีของทั้ง 2 บริษัทมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของเอสซีจี โลจิสติกส์ ที่มีบริการและ

จุดกระจายสินค้าอยู่ทั่วประเทศ และการใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญและบุคลากรจากยามาโตะ กรุ๊ป ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับโลก ทั้งในเรื่องความสุภาพและความเต็มใจให้บริการ มาพัฒนาพนักงานขับรถ



ด้าน มร.ฉั่ว ขิ่ง เส็ง กรรมการผู้จัดการ “บริษัท ยามาโตะ เอเชีย จำกัด” (YAMATO ASIA PTE., LTD) ผู้นำตลาดการขนส่งพัสดุย่อยประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “ยามาโตะ กรุ๊ป” มีวิสัยทัศน์ในการมุ่งสู่การเป็นธุรกิจบริการขนส่งสินค้าและพัสดุอันดับหนึ่ง ทั้งในด้านนวัตกรรมการบริการและการส่งเสริมความเป็นอยู่ของผู้บริโภคในเอเชีย จึงเดินหน้าขยายธุรกิจไปยังประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย อินเดีย อินโดนีเซีย พม่า และ ฟิลิปปินส์ ล่าสุดได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ “เอสซีจี” องค์กรชั้นนำไทยที่มีนโยบายการดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจและให้ความสำคัญกับการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภคเช่นเดียวกับยามาโตะ กรุ๊ป ทั้งยังมีความแข็งแกร่งของเครือข่ายด้านโลจิสติกส์และการขนส่งสินค้าในประเทศไทย จึงนำ จุดแข็งดังกล่าวมาผสมผสานกับนวัตกรรมและความเชี่ยวชาญด้านตลาดขนส่งสินค้าย่อยแบบเร่งด่วนของยามาโตะ
เพื่อมอบความสะดวกด้านการขนส่งสินค้าและพัสดุที่ดีที่สุด และตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยได้มากที่สุด

“ตลาดขนส่งพัสดุย่อยในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนที่เข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้เพื่อซื้อขายสินค้าระหว่างบุคคล ส่งผลให้ตลาดอีคอมเมิร์ซเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมถึงจำนวนการขนส่งพัสดุแบบย่อยก็มีอัตราเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จึงมองว่าประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพที่จะช่วยเพิ่มเครือข่ายทางธุรกิจบริการขนส่งพัสดุขนาดย่อยที่มีคุณภาพ บริษัทเชื่อมั่นว่าการจับมือกับเอสซีจี จะสามารถให้บริการขนส่งที่มีคุณภาพให้กับทุกคนในประเทศไทยได้แน่นอน” มร.ฉั่ว ขิ่ง เส็ง กล่าว

“ทั้งนี้จากกลยุทธ์ในการสร้างการรับรู้ถึงจุดแข็งเรื่องการให้บริการที่แตกต่างของเอสซีจี เอ็กซ์เพรส การเพิ่มจำนวนจุดรับบริการทั้งในรูปแบบศูนย์บริการ และตัวแทนรับพัสดุ ตลอดจนขยายพื้นที่บริการให้ครอบคลุมควบคู่กับการพัฒนาระบบการให้บริการอย่างมีนวัตกรรม เรามั่นใจว่าเอสซีจี เอ็กซ์เพรส จะเป็นที่รู้จักและครองใจผู้บริโภคได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยตั้งเป้าภายใน 5 ปี มียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านบาท และครองความเป็นผู้นำตลาดส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ” นายนิธิ กล่าวสรุป
Comments