Travel & Sport





“เอส โฮเทล แอนด์​ รีสอร์ท” เดินหน้าปั้นแบรนด์อย่างยั่งยืน

posted Dec 15, 2020, 12:56 AM by Maturos Lophong



“เอส โฮเทล แอนด์​ รีสอร์ท” เดินหน้าปั้นแบรนด์อย่างยั่งยืน 

เผยโฉมแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ เตรียมเปิดตัวทั่วไทยและเอเชียแปซิฟิก

SHR เตรียมผลักดันสองแบรนด์ผู้นำ SAii (ทราย) และ nābor (เนเบอร์) ภายใต้คอนเซปต์ไลฟสไตล์ ตั้งเป้ารีแบรนด์และการเปิดตัวโรงแรมและรีสอร์ทแห่งใหม่ปีหน้า ผสานแรงบันดาลใจจากท้องถิ่นสู่การพักผ่อนที่แตกต่างและสไตล์ที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคดิจิทัล


กรุงเทพฯ ประเทศไทย – บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (S Hotels & Resorts Public Company Limited: SHR) บริษัทในเครือของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมและลงทุนในธุรกิจโรงแรมระดับนานาชาติที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว เผยแผนการเตรียมพร้อมสำหรับปี 2564 เดินหน้าพัฒนาแบรนด์ครั้งสำคัญ​ ตั้งเป้าขยายตัวโรงแรมและรีสอร์ทหลายแห่งทั่วไทยและเอเชีย

แผนการพัฒนาเหล่านี้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (United Nations’ Sustainable Development Goals) 6 ประการที่ “เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” มุ่งมั่นปฏิบัติตลอดมา ผ่านการดำเนินงานที่เกี่ยวกับการบริโภคที่ยั่งยืน การลดมลพิษจากขยะในทะเล โครงการโรงแรมคาร์บอนต่ำ โครงการให้ความรู้และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมสำหรับเด็ก การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบในชุมชน การสนับสนุนอาหารท้องถิ่น และสิทธิมนุษยชน





หัวใจสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตของ “เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท” คือแบรนด์ไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ได้แก่ “SAii” (ทราย) ซึ่งเป็นแบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทระดับบน (Upper Upscale) ด้วยบุคลิกแบรนด์ที่สนุกสนาน และมอบความอิสระให้กับนักเดินทางที่แสวงหาประสบการณ์การพักผ่อนรูปแบบใหม่ ๆ และ “nābor” (เนเบอร์)​ แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทใหม่ล่าสุดของ SHR ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ชาญฉลาดและใช้ชีวิตด้วยดิจิทัล nābor เป็นแบรนด์ระดับกลาง ที่คุณภาพเทียบเท่าระดับลักชัวรี่ (Luxury Midscale) นำเสนอการการพักผ่อนที่มีสไตล์ เข้าถึงง่าย สะดวกสบายตามมาตรฐานสากล โดยจะเปิดตัวโรงแรมและรีสอร์ทใหม่อย่างน้อย 6 แห่ง ภายในปี 2564 ซึ่งแผนการเปิดตัวเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในกลยุทธ์การพัฒนาของ SHR ที่มีแผนจะเพิ่มพอร์ตโฟลิโอเป็น 2 เท่า ภายใน 5 ปี จากโรงแรม 39 แห่ง (4,647 ห้อง) เป็น 82 แห่ง (9,000 ห้อง) ภายในปี 2568

“SAii” หรือ "ทราย" เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2562 พร้อมกับ “ทราย ลากูน มัลดีฟส์” (SAii Lagoon Maldives) รีสอร์ทบนเกาะมัลดีฟส์ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่โครงการ “ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์” (CROSSROADS Maldives) จุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนและไลฟ์สไตล์แห่งแรกของมัลดีฟส์ โดย SHR มีแผนที่จะเปิดตัวรีสอร์ทภายใต้แบรนด์ “SAii” อีก 2 แห่งในประเทศไทย ในไตรมาสแรกของปี 2564 ได้แก่ “ทราย ลากูน่า ภูเก็ต” (SAii Laguna Phuket) และ “ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ” (SAii Phi Phi Island Village)

“ทราย ลากูน่า ภูเก็ต” (SAii Laguna Phuket) รีสอร์ทริมทะเลแห่งใหม่ภายใต้แบรนด์ SAii ที่จะตั้งอยู่ใจกลาง “ลากูน่า ภูเก็ต” (Laguna Phuket) ชุมชนรีสอร์ทชั้นนำของประเทศไทย ผู้เข้าพักจะได้สัมผัสกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่พลิกโฉมให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น รวมถึงห้องจัดงานรูปแบบใหม่ ร้านอาหารริมทะเลและบาร์ริมชายหาดที่สวยงามมากกว่าที่เคย และอื่น ๆ มากมาย ให้บริการห้องพักและห้องสวีทที่กว้างขวาง หลายห้องมองเห็นวิวหาดบางเทาและทะเลอันดามันสีฟ้าใส พร้อมรอต้อนรับผู้เข้าพักด้วย เสน่ห์ทางวัฒนธรรม อาหารเลิศรส และกิจกรรมสำหรับครอบครัว รวมถึงสไลเดอร์ที่ยาวที่สุดแห่งหนึ่งของภูเก็ต รีสอร์ทแห่งนี้จึงเหมาะสำหรับคู่รัก ครอบครัว และกลุ่มเพื่อน ตลอดจนงานอีเวนท์และงานแต่งงานที่ไม่เหมือนใคร

“ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ” (SAii Phi Phi Island Village) สวรรค์แห่งการพักผ่อนครอบคลุมพื้นที่กว่า 170 ไร่ริมชายหาดบนเกาะพีพีดอน ประเทศไทย ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อ “พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท” (Phi Phi Island Village Beach Resort) ซึ่งจะได้รับการรีแบรนด์และตกแต่งใหม่สู่แบรนด์ SAii ด้วยเสน่ห์ความเป็นไทยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ย่างก้าวแรก ณ ล็อบบี้ของ

รีสอร์ทที่สวยงามตราตรึง สระว่ายน้ำรูปทรงอิสระ สปาบรรยากาศผ่อนคลาย ร้านอาหารที่มองเห็นวิวทะเล ไปจนถึงห้องพักพรีเมียม อย่าง “ฮิลไซด์ พูลวิลลา” (Hillside Pool Villa) พร้อมสระว่ายน้ำส่วนตัว สำหรับการพักผ่อนที่เงียบสงบเป็นส่วนตัว และมองเห็นวิวอ่าวโละบาเกาอันสวยงาม นอกจากนั้น รีสอร์ทแห่งนี้ยังสนับสนุนให้นักเดินทางใส่ใจและรักษาสิ่งแวดล้อมผ่านกิจกรรมที่ “ศูนย์การเรียนรู้ทางทะเล” (Marine Discovery Centre) ซึ่งที่ตั้งอยู่ภายในรีสอร์ท และกิจกรรมทางน้ำต่างๆ บริเวณรีสอร์ท

รีสอร์ทใหม่ทั้งสองแห่งของแบรนด์ “SAii” จะสร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ด้วยแนวคิดด้าน “สุขภาพ” (Wellness) และเอกลักษณ์ด้านอาหาร ​โดยมีห้องอาหารและบริการซิกเนเจอร์มากมาย ประกอบด้วย “Mr Tomyam” (มิสเตอร์ต้มยำ) ให้บริการอาหารไทย พร้อมครัวแบบเปิด และพื้นที่รับประทานอาหารกลางแจ้ง “Miss Olive Oyl” (มิสโอลีฟออยล์) ห้องอาหารและบาร์ เสิร์ฟอาหารทะเลปิ้งย่างสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน และ “Lèn Be Well” (เล่นบีเวล) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกที่ “ทราย ลากูน มัลดีฟส์” เป็นกิจกรรมที่จะสร้างแรงบันดาลใจในการดูแลสุขภาพและการเป็นอยู่ที่ดี ผ่าน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ โรแมนติก (Romance) ผ่อนคลาย (Relax) วัฒนธรรม (Culture) การผจญภัย (Adventure) และครอบครัว (Family) ผสมผสานกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดร่างกาย การรับประทานอาหาร และอื่น ๆ อีกมากมาย แนวคิดนี้ได้นำใปปรับใช้แล้วที่ “สันติบุรี เกาะสมุย” (Santiburi Koh Samui) รีสอร์ทสุดหรูริมทะเลบนเกาะสมุย ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าพักที่ชื่นชอบด้านสุขภาพ (Health and Wellness)พร้อมมอบประการณ์ด้านสุขภาพผ่านสปาที่โดดเด่น กิจกรรมอันหลากหลาย และการรังสรรค์เมนูอาหารสุดพิเศษ

สำหรับปี 2564 เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จะเปิดตัว “nābor” (เนเบอร์)​ แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องถิ่น ทางเลือกใหม่สำหรับกลุ่มตลาด “Luxury Midscale” หรือตลาดระดับกลาง แต่คุณภาพระดับลักชัวรี่ที่เข้าถึงง่ายมากขึ้น เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวยุคใหม่ (Millennial-Minded Travellers) ได้ “ออกไปสัมผัสที่สุดของการเดินทาง” (Out There) และสัมผัสแก่นแท้ของจุดหมายปลายทางที่พวกเขาไปเยือน ไม่ว่าจะเป็นสายรักธรรมชาติ สายชิลริมหาด และผู้ที่มองหาความสนุกสนานในตัวเมือง จุดมุ่งหมายของ “nābor” คือการนำเสนอกลิ่นอายที่แท้จริงของแต่ละสถานที่ โดยจะเปิดตัวในเดือนเมษายน 2564 ซึ่งโรงแรมแห่งแรกจะตั้งอยู่ที่ บ่อผุด เกาะสมุย

โรงแรมและรีสอร์ทภายใต้แบรนด์ “nābor” จะเป็นที่พักที่เต็มไปด้วยความทันสมัย สามารถเข้าถึงได้ง่าย และให้บริการแบบไร้รอยต่อด้วยแพลตฟอร์มดิจิตัลแบบครบวงจร ตั้งแต่การจองห้องพัก และการดูแลในระหว่างการเข้าพัก และหลังจากการเข้าพัก นอกจากนั้น ผู้เข้าพักยังค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ร้านอาหารอร่อย สัมผัสวิถีชีวิตแบบคนท้องถิ่นกับกิจรรมการมากมาย ด้วย “nāborhood guides” (เนเบอร์ฮู้ด ไกด์) ผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถืออย่างง่ายดาย “nābor” ยังมีกิมมิคพิเศษที่เชิญชวนนักเดินทางคนรุ่นใหม่ด้วย กิจกรรมดีไอวายผสมเครื่องหอมที่ใช้ระหว่างการเข้าพัก (bathroom amenities) ในเวิร์กช็อป M.I.Y Aroma Lab หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปจากตู้จำหน่าย M.I.Y เพื่อนำกลับมาใช้ที่บ้านให้ได้คิดถึงเสมือนพักผ่อนอยู่ที่ “nābor” ทั้งนี้ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท มีแผนจะเปิดโรงแรมและรีสอร์ทแบรนด์ “nābor” จำนวน 6 แห่งในปี 2564 บนทำเลที่มีศักยภาพ รวมถึงศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย และจุดหมายปลายทางแห่งการพักผ่อนที่สำคัญในเอเชีย



เดิร์ก อังเดร ลีน่า คุยเบอร์ (Dirk De Cuyper) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท กล่าวว่า “ปี 2564 จะเป็นปีที่สำคัญสำหรับ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ซึ่งเราเตรียมพร้อมที่จะขยายแบรนด์ไลฟ์สไตล์อย่างเต็มกำลัง โดยมีแผนที่จะรีแบรนด์และการเปิดตัวโรงแรมและรีสอร์ทแห่งใหม่ในปีหน้าหลายแห่ง เพื่อที่จะสร้างอนาคตที่แข็งแรงและยั่งยืนให้กับ SHR เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้นำเสนอแนวคิดที่แตกต่างของเราไปยังหลากหลายจุดหมายปลายทางอันสวยงามทั่วเอเชีย ปัจจุบันความหรูหราไม่ใช่เพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์หรือกิมมิคในการบริการต่างๆ เท่านั้น แต่นักท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องการการเข้าพักที่ราบรื่น ได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจ และสามารถค้นพบเสน่ห์และวิถีชีวิตที่แท้จริงของสถานที่นั้น ๆ โดย SAii และ nābor มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์การเดินทางที่โดดเด่นและไม่เหมือนใคร หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้มอบการพักผ่อนที่ลงตัว เข้าถึงง่าย และน่าประทับใจ ให้กับแขกทุกคนในปีหน้าและปีต่อ ๆ ไป” 

ปัจจุบัน เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ประกอบด้วยโรงแรมและรีสอร์ท 39 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และสหราชอาณาจักร รวม 4,647 ห้อง โดย SHR มีเป้าหมายที่จะเพิ่มพอร์ตการลงทุนเป็น 2 เท่า ภายใน 5 ปี ผ่านการลงทุนระหว่างประเทศ การซื้อกิจการ และการรับบริหารโรงแรม ซึ่งรวมถึงการเติบโตของ “SAii และ “nābor” โดยมุ่งเน้นไปที่การเปิดตัวโรงแรมในเครือในทำเลเอเชียแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย

แม้จะมีการชะลอตัวทั่วโลก แต่ปี 2563 ถือเป็นปีที่ประสบความสำเร็จสำหรับ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท โดย SHR ได้รับรางวัลมากมายซึ่งเป็นการตอกย้ำคุณภาพของโรงแรมและรีสอร์ทจากความพยายามด้านสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย SHR ได้รับรางวัล Asia Responsible Enterprise Awards ในสาขาผู้นำด้านสิ่งแวดล้อม (Green Leadership) และ “สันติบุรี เกาะสมุย” ลงนามปฏิญญาเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของยูเนสโก (UNESCO Sustainable Tourism Pledge) “พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท” ได้รับรางวัล Responsible Thailand Awards ครั้งที่ 12 ในด้าน Marine and Nature จากโรงแรมกว่า 600 แห่งที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล ของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในสหราชอาณาจักร เพื่อยกย่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของไทย

ในขณะที่สมาชิก TripAdvisor ได้เลือกให้ สันติบุรี เกาะสมุย, พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท, ฮาร์ดร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ และ ทราย ลากูน มัลดีฟส์ ได้รับรางวัล Travellers ’Choice และผู้อ่าน Condé Nast Traveler ทั่วโลกโหวตให้ พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ บีช รีสอร์ท และ ฮาร์ดร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ ได้รับรางวัล Condé Nast Readers’ Choice Awards ขณะที่ ฮาร์ดร็อค โฮเทล มัลดีฟส์ และ ทราย ลากูน มัลดีฟส์ ได้รับรางวัล World Luxury Hotel Awards และ ทราย ลากูน มัลดีฟส์ ได้รับรางวัลชนะเลิศ World MICE Awards อีกด้วย

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท ได้ที่ www.shotelsresorts.com และติดตามข่าวสารต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, Instagram, YouTube or LinkedIn

#####

เกี่ยวกับ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (S Hotels & Resort: SHR)

บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (S Hotels and Resorts Public Company Limited: SHR) บริษัทในเครือของ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบธุรกิจบริหารจัดการโรงแรมและลงทุนในธุรกิจโรงแรมระดับนานาชาติที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงบันดาลใจจากความเป็นไทย บวกรวมกับผลงานระดับนานาชาติที่กว้างขวางและได้มาตรฐานระดับโลก รวมถึงความเชี่ยวชาญในการบริหารและการลงทุนของโรงแรมและรีสอร์ทคุณภาพสูงในจุดหมายปลายทางที่เป็นที่ต้องการทั่วโลก SHR ได้สร้างคอลเลกชันของแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่โดดเด่นของตัวเอง ในขณะที่ยังเป็นพันธมิตรกับแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ของอุตสาหกรรมการบริการ โดยมีเป้าหมายที่จะกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับการพักผ่อนและการใช้ชีวิต ผ่านแพลตฟอร์มธุรกิจที่หลากหลาย และสร้างมูลค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย บนพื้นฐานของปรัชญาการพัฒนาที่ยั่งยืนและส่งมอบผลประโยชน์ให้กับชุมชนท้องถิ่น ค้นพบข้อมูลเพิ่มได้ที่ www.shotelsresorts.com หรือติดตามเราบน Facebook, Instagram, YouTube, LinkedIn

อีซูซุจัดการแข่งขัน “นาฏมวยไทยอีซูซุ” รอบชิงชนะเลิศ ปีที่ 11

posted Dec 13, 2020, 7:56 PM by Maturos Lophong



อีซูซุจัดการแข่งขัน “นาฏมวยไทยอีซูซุ” รอบชิงชนะเลิศ ปีที่ 11 

ชิงถ้วยพระราชทาน พร้อมทุนการศึกษากว่า 1 ล้านบาท 


บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ได้จัดการแข่งขัน “นาฏมวยไทยอีซูซุ” รอบชิงชนะเลิศ ในโครงการ “รักชาติ...รักษ์มวยไทย” สนับสนุนเยาวชนรุ่นใหม่ร่วมสืบสานและอนุรักษ์ศิลปะการต่อสู้แม่ไม้มวยไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 เพื่อชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทุนการศึกษารวมกว่า 1 ล้านบาท โดยโรงเรียนวัดน้ำพุ (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 54) จังหวัดราชบุรี คว้าแชมป์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ จังหวัดสงขลา คว้าแชมป์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา 





กลุ่มตรีเพชร โดย มร. โทชิอากิ มาเอคาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การจัดการแข่งขัน “นาฏมวยไทยอีซูซุ” เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในโครงการ “รักชาติ…รักษ์มวยไทย” โดยได้เริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2553 ในโอกาสครบรอบ 20 ปี “ศึกอีซูซุคัพ” และได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนไทยอนุรักษ์ มวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย โดยการนำลีลาแม่ไม้มวยไทยมาประยุกต์เป็นการออกกำลังกายให้เข้าจังหวะเพลงอย่างพร้อมเพรียงและสวยงาม อีกทั้ง ยังเป็นการสนับสนุนให้วัยรุ่นยุคใหม่ได้แสดงออกอย่างสร้างสรรค์และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์อีกด้วย ซึ่งการแข่งขันในปีนี้มีการจำกัดจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมและผู้ชมทั้งในรอบคัดเลือกและรอบชิงชนะเลิศ มีการตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน และสวมหน้ากากอนามัยตลอดการชมการแข่งขันตามมาตรการด้านสุขอนามัยเพื่อให้สอดคล้องกับยุค New Normal ถึงแม้ว่าจำนวนกองเชียร์จะลดลงไป แต่เยาวชนทุกทีมต่างแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจและความสามารถด้านนาฏมวยไทยได้อย่างน่าประทับใจ” 




สำหรับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนั้น มีทีมเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกในระดับภูมิภาค 11 ทีม จากระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 6 ทีม และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา 5 ทีม เข้าร่วมประชันฝีไม้ลายมือกัน โดยแต่ละทีมต่างนำเสนอการแสดงชุดพิเศษซึ่งไม่เพียง โดดเด่นในด้านชั้นเชิงมวยไทยเท่านั้น แต่ยังผสมผสานความลงตัวด้วยดนตรีและความคิดสร้างสรรค์ที่สอดแทรกวัฒนธรรม ประเพณี และความรักในผืนแผ่นดินเกิดได้อย่างตระการตา

โดยในปีนี้ทีมจากโรงเรียนวัดน้ำพุ (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 54) จังหวัดราชบุรี แชมป์เก่า 2 สมัย มาพร้อมการแสดงในชื่อชุด “ตำรับตับจาก” ที่นำเสนอเรื่องราวของ มวยตับจาก ซึ่งเป็นกีฬาพื้นบ้านของภาคตะวันออกที่ปัจจุบันเริ่มสูญหายไปตามกาลเวลา นำมาถ่ายทอดในรูปแบบการออกลีลามวยไทย หมัด เท้า เข่า ศอก ได้อย่างครบถ้วนและดุดันพร้อมผสมผสานกับดนตรีได้อย่างลงตัว สร้างความประทับใจให้กับกรรมการจนคว้าแชมป์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน โดยตัวแทนจากโรงเรียนวัดน้ำพุ (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 54) จังหวัดราชบุรี เผยว่า “พวกเรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมากที่ได้ครองแชมป์ระดับมัธยมต้นถึง 3 ปีซ้อน เพราะว่าเราทุกคนซ้อมกันอย่างหนัก และนำคำแนะนำของกรรมการในปีก่อน ๆ มาแก้ไขข้อบกพร่อง ปรับแต่งการแสดงให้ดียิ่งขึ้น สำหรับคนที่สนใจ...เรียนนาฏมวยไทยก็เท่ได้นะครับ”




ด้านการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาก็ตระการตาไม่แพ้กัน ในท้ายที่สุดการแสดงชื่อชุด “มุสิกะวิฬาร์มหายุทธ์” จากโรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ จังหวัดสงขลา คว้าแชมป์ไปครอง “เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของทีมเราค่ะ เพราะกว่าที่เราจะได้แชมป์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ก่อนหน้านี้ทีมเราเข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยกันมา 8 ปี และปีนี้เราก็ได้แชมป์มาครองเป็นครั้งที่ 2 ค่ะ ขอเชิญชวนให้เยาวชนรุ่นใหม่เข้าร่วมแข่งขันนาฏมวยไทยอีซูซุและช่วยกันรักษาศิลปะวัฒนธรรมไทยให้ยั่งยืนต่อไปค่ะ”

แชมป์ “นาฏมวยไทยอีซูซุ” ระดับประเทศได้รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทุนการศึกษา ระดับละ 300,000 บาท ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 รับทุนการศึกษาระดับละ 100,0000 บาท 50,000 บาท ตามลำดับ พร้อมโล่เกียรติยศ และทีมอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาทีมละ 15,000 บาท รวมมูลค่ารางวัลตลอดการแข่งขันทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านบาท





ผลการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนต้น

· รางวัลชนะเลิศ : โรงเรียนวัดน้ำพุ (สำนักงานสลากกินแบ่งสงเคราะห์ 54) จังหวัดราชบุรี

รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทุนการศึกษา มูลค่า 300,000 บาท

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 : โรงเรียนมาบตะโกพิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา

รับโล่เกียรติยศ และทุนการศึกษา 100,000 บาท

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : โรงเรียนเทพบดินทร์วิทยาเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

รับโล่เกียรติยศ และทุนการศึกษา 50,000 บาท

ผลการแข่งขันระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

· รางวัลชนะเลิศ : โรงเรียนพะตงวิทยามูลนิธิ จังหวัดสงขลา

รับถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทุนการศึกษา มูลค่า 300,000 บาท

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 : วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี จังหวัดราชบุรี

รับโล่เกียรติยศ และทุนการศึกษา 100,000 บาท

· รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 : โรงเรียนหนองพอกวิทยาลัย จังหวัดร้อยเอ็ด

รับโล่เกียรติยศ และทุนการศึกษา 50,000 บาท

ปราสาทสายฟ้า ผนึกกำลัง ซีพี-เมจิ เดินหน้าจัดใหญ่ต่อเนื่องยกระดับลูกหนังเยาวชน

posted Oct 21, 2020, 8:20 PM by Maturos Lophong



ปราสาทสายฟ้า ผนึกกำลัง ซีพี-เมจิ เดินหน้าจัดใหญ่ต่อเนื่องยกระดับลูกหนังเยาวชน 

“ซีพี-เมจิ ธันเดอร์ คัพ ยู-14 แชมเปี้ยนส์ 2020”


เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ณ โรงภาพยนตร์ เมเจอร์ ซีนีเพลกซ์ รัชโยธิน (โรงที่ 5) บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จับมือกับ ซีพี-เมจิ และพันธมิตรลูกหนัง เตรียมจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน พร้อมกระจายสนามแข่งขัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ลงเล่นรอบคัดเลือก 3 สนาม 96 ทีมลงฟาดแข้ง เพื่อชิงโควตา 6 ที่นั่ง ไปลุยรอบสุดท้าย ร่วมกับ 2 ทีมวาง “เจ้าภาพ” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และ“รองแชมป์เก่า” อัสสัมชัญ ยูไนเต็ด ระหว่างวันที่ 10 - 12 ธันวาคม 2563 ที่ ช้างอารีนา และสนามช้าง เทรนนิ่ง กราวด์ จังหวัดบุรีรัมย์


บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด ร่วมกับ บริษัท ซีพี เมจิ จำกัด และผู้สนับสนุน ร่วมกันจัดงานแถลงข่าว และจับสลากแบ่งสายการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รายการ “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” โดยมี คุณไชยชนก ชิดชอบ รองผู้อำนวยการสายงานการตลาด และการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด พร้อมด้วย คุณชาลินี พูนลาภมงคล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ซีพี เมจิ จำกัด, คุณพลัฏฐ์ ประวีร์ชานนท์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดกลุ่มสินค้ารถสปอร์ต บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด, คุณธัชเมศฐ์ ธนนท์วุฒิฉัตร์กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกแอธเลติก จำกัด, ดร.ศราวุธ ดิษยวรรธนะ ผู้จัดการกิจกรรมพิเศษ และกีฬา บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอมเมอเชียล จำกัด ร่วมขึ้นแถลงข่าว
โดยมี คุณศศิรดา สุทธิลักษณ์ ผู้อำนวยการสายงานการตลาดและการสื่อสาร บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด, คุณธนพล ขาวคม ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายกีฬาเเละกิจกรรมพิเศษ บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด, คุณจิรัชยากร กองทอง ผู้จัดการโครงการกีฬาฟุตบอลไทยเบฟ ไทยทาเล้นท์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยเครื่องดื่มตราช้าง, คุณอัจฉรา อาทิภาณุ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์โก้ สปอร์ต แอนด์ มิวสิคเคิล จำกัด รวมถึงมีตัวแทนจาก เครื่องดื่มเกลือแร่สปอนเซอร์, คุณชนน์ชนก ชิดชอบ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเยาวชนสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด, โค้ชเชาว์ กิตติพงษ์ สมมาตร ตัวแทนจากอัสสัมชัญ ยูไนเต็ด และตัวแทนสโมสรต่างๆ ให้เกียรติร่วมงานแถลงข่าวครั้งนี้

การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” เตรียมเปิดศึกชิงชัยเพื่อเฟ้นหา 6 ทีมแกร่ง จากรอบคัดเลือก 3 สนาม ทีมชนะเลิศ และรองชนะเลิศของแต่ละสนาม เข้าสู่รอบสุดท้ายที่จะแข่งขัน ณ สนามช้างอารีนา และสนามช้าง เทรนนิ่ง กราวด์ จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 10 - 12 ธันวาคม 2563 โดยมีเงินรางวัลและเงินสนับสนุนทีม มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท

โดยการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ที่ถูกยกย่องให้เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ดีที่สุด รายการ “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” ถูกเปลี่ยนชื่อมาจากการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนนานาชาติ รายการ “CP-Meiji CUP U-14 International Champions” ที่จัดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้ 4 ปีติดต่อกัน เนื่องจากทีมฟุตบอลนานาชาติ ไม่สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้ ด้วยสถานการณ์ของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

โดย คุณชาลินี พูนลาภมงคล กล่าวถึงการเป็นผู้ร่วมจัดการแข่งขันรายการนี้อย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ปีที่ 5 รวมทั้งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันในปีนี้เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ว่า “ในฐานะตัวแทนของซีพี เมจิ ก็ยังคงรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงอีกครั้ง ที่ได้มีโอกาสร่วมกับสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด สานต่อการพัฒนาเยาวชนไทย แม้ปีนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ด้วยสถานการณ์ของโลกเราในปัจจุบัน ที่มีไวรัสโควิด-19 ระบาดในทุกมุมโลก ทำให้การจะเดินทางของทีมจากต่างประเทศเข้ามายังเมืองไทย ต้องใช้เวลามากกว่าเดิม และยากกว่าเดิม” 

“เราจึงได้มีการพูดคุยกันของทุกฝ่ายเพื่อเดินหน้าสานต่อฟุตบอลรายการนี้ต่อไป พร้อมกับเปลี่ยนชื่อจาก ฟุตบอลเยาวชนนานาชาติ รายการ “CP-Meiji CUP U-14 International Champions” เป็นฟุตบอลเยาวชน รายการ “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” ซึ่งมีเฉพาะทีมเยาวชนไทยเข้าร่วมแข่งขัน พร้อมกับเป็นการเปิดโอกาสให้ฟุตบอลรายการนี้เข้าถึงน้อง ๆ เยาวชนมากขึ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา จึงมีการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขัน ให้มีรอบคัดเลือกมากขึ้นกว่าเดิมเป็น 3 สนาม โดยสนามแรก จะมีขึ้นที่ จังหวัดปทุมธานี, สนามที่ 2 จังหวัดปัตตานี และสนามที่ 3 จังหวัดแพร่ ที่เราตัดสินใจเดินหน้าต่อไปไม่พักการแข่งขัน เพราะเราต้องการที่จะให้น้อง ๆ นักเตะเยาวชนไทย ได้มีเวทีที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของเรากับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ได้วางเอาไว้ตั้งแต่การแข่งขันครั้งแรกในปี 2016 นั้นเอง”

 นายไชยชนก ชิดชอบ กล่าวถึงความพร้อมของการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรอบสุดท้าย และการเลือก 3 สนามรอบคัดเลือก ว่า “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทุ่มเทเต็มที่ทุกครั้งกับการจัดฟุตบอลทัวร์นาเมนต์นี้ และงานอื่น ๆ เรามีมาตรฐานที่สูงในการจัดงานทุกครั้ง และครั้งต่อ ๆ ไป เราก็ต้องทำให้ได้ดีกว่าเดิม ครั้งนี้จึงมั่นใจได้ว่า “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” ต้องเป็นการแข่งขันที่ดี และมีคุณภาพ ให้สมกับการที่ถูกยกย่องว่าเป็นทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลเยาวชน รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี ที่จัดการแข่งขันได้ดีที่สุดในเมืองไทย ผมขอการันตีให้ทุกคนรับทราบตรงนี้เลยว่าเราพร้อมมาก ทั้งรอบคัดเลือก และรอบสุดท้ายที่จะมีขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์”



“ส่วนการแข่งขันรอบคัดเลือกที่เราต้องแบ่งออกเป็น 3 สนามนั้น เพราะตัวผมเอง และทีมงาน รวมถึงซีพี-เมจิ เคยมีประสบการณ์ในการลงไปให้โอกาสเด็ก ๆ จากการคัดเลือกเด็กเข้าอะคาเดมีของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในโครงการ trial on tour โดยเฉพาะภาคใต้ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก ซึ่งมันมาพร้อมกับคำถามที่ว่า เมื่อไหร่การแข่งขันฟุตบอลซีพี-เมจิ คัพ จะมาที่ภาคใต้ และที่อื่นบ้าง เราจึงเก็บคำถามเหล่านี้มา ช่วยกันตกผลึกว่าจะทำอย่างไรเราจึงจะกระจายโอกาสที่ดีให้เด็กๆ จากทั่วประเทศได้สัมผัสกับฟุตบอลรายการดีๆ แบบนี้ จึงกลายเป็นเป็นที่มาของการเลือกทั้ง 3 จังหวัดนี้เป็นสนามคัดเลือก”

ส่วน คุณพลัฏฐ์ ประวีร์ชานนท์ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดกลุ่มสินค้ารถสปอร์ต บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด กล่าวถึงการมีส่วนรวมสนับสนุนฟุตบอลรายการนี้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันว่า “ปกติฟุตบอลทัวร์นาเมนต์ “ซีพี-เมจิ คัพ ยู-14 อินเตอร์เนชั่นแนล แชมเปี้ยนส์” จะมีการเชิญทีมต่างประเทศเข้ามาร่วมการแข่งขัน ซึ่งยามาฮ่า ในฐานะเจ้าของทีม จูบิโล อิวาตะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจของเราในประเทศญี่ปุ่น ได้นำทีมเข้าร่วมการแข่งขันรายการนี้มาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา แต่ปีนี้จากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ทีมจากต่างประเทศไม่สามารถเดินทางมาแข่งขันได้ ทำให้ทีมจูบิโล อิวาตะ ในฐานะแชมป์เก่า และเป็นแชมป์มา 3 สมัย จะไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยามาฮ่าเอง ในฐานะผู้ที่ให้การสนับสนุนวงการฟุตบอลไทยทั้งระดับสโมสร และระดับเยาวชน ที่พยายามผลักดันเด็กไทยได้มีโอกาสในการพัฒนาศักยภาพในเวทีระดับนานาชาติ พร้อมที่จะให้การสนับสนุน “ซีพี-เมจิ ธันเดอร์ คัพ ยู-14 แชมเปี้ยนส์” รายการฟุตบอลนี้ต่อไป เพื่อสักวันหนึ่งเด็ก ๆ จากรายการนี้ อาจจะมีโอกาสได้แสดงฝีมือในเวทีระดับนานาชาติในอนาคต”


คุณธัชเมศฐ์ ธนนท์วุฒิฉัตร์ กล่าวถึงปีแรกของผลิตภัณฑ์แพน (Pan) สปอร์ตแบรนด์สัญชาติไทย ที่ยืนหยัดคู่กับวงการฟุตบอลเยาวชนไทยมาอย่างยาวนานว่า “ที่ผ่านมาเราพร้อมให้การสนับสนุนกีฬาในทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬาที่เกี่ยวข้องกับเยาวชนไทย ซึ่งถือเป็นรากหญ้าที่สำคัญของทุก ๆ วงการกีฬาไทย เมื่อเรามีโอกาสได้พูดคุยกับทางบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และซีพี เมจิ ที่ต้องการจะสานต่อทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลนี้ต่อไป เพื่อเป็นเวทีให้กับเด็กไทย ซึ่งตรงกับจุดมุ่งหมายของเราที่ต้องการจะพัฒนาเยาวชน เราจึงตัดสินใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรจัดการแข่งขัน “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” โดยเราเองนั้นจะสนับสนุนในเรื่องของเสื้อผ้า และอุปกรณ์ในการแข่งขันต่างๆ เราเองมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของรายการที่ถูกยกย่องว่าเป็นทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลรุ่น U-14 ที่ดีที่สุดรายการนี้”





ดร.ศราวุธ ดิษยวรรธนะ กล่าวถึง ในฐานะผู้สนับสนุนวงการฟุตบอลไทย และจัดการแข่งขันฟุตบอลระดับเยาวชนมาอย่างยาวนาน ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดี และดีใจกับเด็กนักฟุตบอลเยาวชน ที่มีรายการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ไล่ระดับมาเรื่อยๆ จากผู้สนับสนุนที่เห็นความสำคัญในการพัฒนาเยาวชน ตรงนี้เองเรามองว่าเมื่อเด็กมีเวทีให้เล่นอย่างต่อเนื่องทุกช่วงอายุ จะช่วยให้วงการฟุตบอลไทย และเด็กไทย พัฒนาศักยภาพตัวเองไปข้างหน้า และก้าวไปทันกับฟุตบอลระดับเอเชีย และระดับโลก ผมยินดีกับเด็กๆ ไทยทุกคนด้วยที่มีผู้ใหญ่ใจดีคอยสนับสนุน และเปิดโอกาสให้ตลอด ขอให้ทุกคน ทุกทีมทำอย่างเต็มที่ เพื่อพัฒนาตัวเองสู่การเป็นนักเตะอาชีพในอนาคต”

สำหรับการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” รอบคัดเลือกทั้ง 3 สนาม มีดังนี้ สนามที่ 1 จะมีขึ้นที่ สนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (คลองหก) จังหวัดปทุมธานี วันที่ 31 ตุลาคม - 1 พฤศจิกายน 2563, สนามที่ 2 จังหวัดปัตตานี ใช้สนามกีฬากลางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี (สนามเรนโบว์สเตเดียม) และสนามกีฬาองค์การบริหารส่วนตำบลบานา วันที่ 14-15 พฤศจิกายน 2563 และสนามที่ 3 ใช้สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ และสนามกีฬาเทศบาลตำบลทุ่งโฮ้ง เป็นสังเวียนแข้ง ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2563

โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกทั้ง 3 สนาม จะมีทีมแข่งขันทั้งสิ้นสนามละ 32 ทีม รวม 96 ทีม รอบแรกจะแบ่งเป็น 8 สายๆ ละ 4 ทีม แข่งแบบพบกันหมด เพื่อหาทีมแชมป์ของแต่ละสาย เข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย แข่งแบบน็อกเอาท์ เพื่อหาทีมชนะเข้ารอบรองชนะเลิศ และชิงชนะเลิศ ต่อไป โดยทีมที่ผ่านเข้าชิงชนะเลิศ จะได้สิทธิ์ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายที่จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 10 – 12 ธันวาคม 2563 เพื่อลุ้นชิงถ้วยรางวัล, เงินรางวัลและเงินสนับสนุนทีม มูลค่ารวมกว่า 300,000 บาท ทั้งนี้ทีมชนะเลิศ รอบคัดเลือกแต่ละสนามจะได้รับถ้วยรางวัล และเงินรางวัล 5,000 บาท อีกด้วย

ทั้งนี้ แฟนบอลสามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน รายการ “CP-Meiji Thunder CUP U-14 Champions 2020” ได้ทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ CP-Meiji Thunder Cup ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม นี้เป็นต้นไป

ชวนนักท่องเที่ยวรุ่นใหญ่ ซิลเวอร์เอจ ไปเที่ยวหมู่บ้านเล็ก ๆ ใน “ชนบท” ด้วยกัน

posted Sep 2, 2020, 1:40 AM by Maturos Lophong   [ updated Sep 2, 2020, 1:53 AM ]


ชวนนักท่องเที่ยวรุ่นใหญ่ ซิลเวอร์เอจ ไปเที่ยวหมู่บ้านเล็ก ๆ ใน “ชนบท” ด้วยกัน

กับแคมเปญ “ชนบทที่รัก Silver Age 5.0”



31 สิงหาคม 2563 ชั้น 11 ห้องเมย์แฟร์บอลรูม เอบี โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ, กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคัล จำกัด (มหาชน) สายการบินไทยสมายล์ สายการบินไทย แอร์เอเชีย เปิดตัวแคมเปญ “ชนบทที่รัก” Silver Age 5.0 ชู 16 ชุมชนวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์สำหรับกลุ่มซิลเวอร์เอจ เชิญคนดังหลากหลายวงการร่วมโปรโมตชุมชนเตรียมพร้อมรองรับนักเดินทางรุ่นใหญ่ทั้งชาวไทยและต่างประเทศ





นางสาวอัจฉราพร พงษ์ฉวี รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า “กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับโครงการ Thailand Village Academy Season 2 ได้คัดเลือกแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมในชุมชนมาออกแบบสร้างสรรค์ใหม่ให้ตอบโจทย์ความสนใจของกลุ่มซิลเวอร์เอจ

 เช่น ออกแบบกิจกรรม ออกแบบเมนูอาหาร ของว่าง เครื่องดื่ม ให้สอดคล้องความต้องการของกลุ่มซิลเวอร์เอจ เพื่อกระตุ้นหรือจูงใจให้คนวัย ซิลเวอร์เอจเดินทางท่องเที่ยวไปยังชนบทอย่างมีความสุขและประทับใจ 


ทั้งนี้ ชุมชนท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่ได้รับการพัฒนายกระดับเป็นชุมชนท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมสำหรับนักเดินทางรุ่นใหญ่วัย“ซิลเวอร์เอจ” มี 16 ชุมชน ประกอบด้วย 


1) กลุ่มวิสาหกิจวนเกษตรดงเย็น จ.สุพรรณบุรี 



2) ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จ.สมุทรสงคราม



3) ชุมชนแหลมผักเบี้ย (ท่องเที่ยวชุมชนบ้านดอนใน) จ.เพชรบุรี


4) ชุมชนตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี 



5) ชุมชนท่องเที่ยวบ้านทะเลน้อย ระยองฮิ จ.ระยอง 

6) วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวประแสโฮมสเตย์ จ.ระยอง

7) ชุมชนบ้านโคกเมือง จ.บุรีรัมย์



8) วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเขมราฐ ลุ่มน้ำโขง จ.อุบลราชธานี



  9) ชุมชนศิลาเพชรโฮมสเตย์ จ.น่าน 



 10) ท่องเที่ยวชุมชนปางห้าโฮมสเตย์ จ.เชียงราย



     
11) โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง จ.เชียงราย 


12) ชุมชนไตลื้อเมืองลวงเหนือ จ.เชียงใหม่


13) กลุ่มชุมชนลีเล็ดนำเที่ยวเพื่อการอนุรักษ์ จ.สุราษฎร์ธานี 


14) วิสาหกิจกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ (บ้านหน้าทับ) จ.นครศรีธรรมราช


15) วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านทุ่งหยีเพ็ง จ.กระบี่


16) วิสาหกิจชุมชนโฮมสเตย์เพื่อการท่องเที่ยวชุมชนตะโหมด จ. พัทลุง


ขณะที่ นายนพดล ภาคพรต รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า “กลุ่มซิลเวอร์เอจเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ทรงพลังที่สุดของยุคนี้ ชอบเที่ยวและหากิจกรรมทำเพื่อให้ชีวิตมีสีสันอยู่เสมอ เป็นกลุ่มที่สนใจวัฒนธรรมท้องถิ่น ชอบเสาะหาของกิน อาหารพื้นบ้าน โหยหาความเป็นธรรมชาติ ต้องการสัมผัสบรรยากาศชนบท เพราะได้ย้อนวันวานนึกถึงความสุขสมัยยังเด็ก โครงการ“ชนบทที่รัก” ได้เชิญกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยวรุ่นใหญ่ “ซิลเวอร์เอจ” จากหลากหลายวงการเข้าร่วมผลักดันแคมเปญนี้ โดยออกเดินทางท่องเที่ยว ช่วยโปรโมตชุมชน

คุณปิยะมาน เตชะไพบูลย์ ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตัวแทนกลุ่มซิลเวอร์เอจ กล่าวว่า “การออกเดินทาง ท่องเที่ยวจะทำให้เรามีประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกับเพื่อน ๆ ซึ่งจะมีคุณค่าและเพิ่มพลังให้กับชีวิตของเราค่ะ การได้ช่วยเหลือชุมชนก็เป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ อยากให้ “ซิลเวอร์เอจ” ทุกคนออกเดินทางท่องเที่ยวกันเยอะ ๆ นะคะ”

คุณชาริตา ลีลายุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยสมายล์แอร์เวย์ จำกัด ตัวแทนกลุ่มซิลเวอร์เอจ กล่าวว่า “ซิลเวอร์เอจ” เป็นวัยที่พร้อมทุกอย่าง เห็นโลกมากว้างไกล อยากให้ย้อนกลับมามอง ชุมชนของบ้านเรา มาเที่ยว มาเยี่ยมชุมชน มาสัมผัสวัฒนธรรม ให้เราได้พลังชีวิตกลับไปค่ะ” 

คุณอัญชลี จรัสยศวุฒิชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม Transaction Banking Sales and Products สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ บริษัทธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ตัวแทนกลุ่มซิลเวอร์เอจ กล่าวว่า “ท่องเที่ยวชุมชนมีครบรสจริง ๆ มีสิ่งที่ไม่เคยเห็น ไม่เคยสัมผัสมาก่อน คนในชุมชนก็น่ารัก ทุกคนใส่ใจและมีความตั้งใจให้เราไปทำความรู้จักกับบ้านเขาจริง ๆ ตอบโจทย์การท่องเที่ยวค่ะ”
คุณพิษณุ สว่างเนตร ผู้บริหาร บริษัทมหาภิรมย์ จำกัด (โรงแรมวิลลา มหาภิรมย์ เชียงใหม่) ตัวแทนกลุ่มซิลเวอร์เอจ กล่าวว่า “พอเราได้ยินคำว่าชนบท เรามักจะนึกถึงความล้าหลัง แต่พอเรามา “ชนบทที่รัก” กลับทำให้เรารู้ว่าชนบทนั้นเป็นที่ที่มีแต่ความรัก และหากออกเดินทางไปยังชนบทในประเทศของเรา คุณจะได้รับความรักกลับไปแน่นอนครับ”


คุณสุทธิพงษ์ สุริยะ ผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต จังหวัดบึงกาฬ ตัวแทนกลุ่มซิลเวอร์เอจ กล่าวว่า “ชุมชนมีความน่ารักและรู้จักหาวัตถุดิบรอบตัวมาทำเป็นจุดขาย ทั้งธรรมชาติ อาหาร ผู้คน ทุกอย่างมันน่ารักไปหมด อยากเชิญชวนทุกคนออกมาท่องเที่ยวชุมชน แล้วท่านจะหลงรัก และประทับใจอย่างผมครับ”


แคมเปญ “ชนบทที่รัก” ได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มออนไลน์กลุ่มซิลเวอร์เอจต่าง ๆ ในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ อาทิ เว็บไซต์ Forever-young.asia เพจ Count Up.life เพจ Silver Journey รุ่นใหญ่หัวใจกระเตาะ เพจ Giant Gogo เว็บไซต์ Journey D เพจ Wongnai.travel เพจ Gler รวมถึงบริษัททัวร์ กลุ่มซิลเวอร์เอจ และสายการบินชั้นนำ อาทิ สายการบินไทยสมายล์ สายการบินไทย แอร์เอเชีย สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส บริษัท อาเดลี จำกัด บริษัท อูดาชี จำกัด บริษัท ฟายด์ โฟล์ค จำกัด บริษัท ฟรายเดย์ ทริป จำกัด บริษัท ทัวร์ มติชนอคาเดมี่ จำกัด บริษัท บางกอกแอร์ทัวร์ (1988) จำกัด และบริษัท บางกอก แทรเวล คลับ จำกัด ร่วมเป็นพันธมิตรในการโปรโมตขายโปรแกรมท่องเที่ยวชุมชน ทั้ง 16 แห่ง เชิญชวนกลุ่มนักท่องเที่ยววัยซิลเวอร์เอจให้ออกเดินทางไปท่องเที่ยวชุมชน

ขอเชิญนักเดินทางกลุ่มซิลเวอร์เอจออกเดินทางไปเที่ยวหมู่บ้านเล็ก ๆ ใน “ชนบท” ด้วยกัน ไปลองใช้ชีวิตแบบบ้าน ๆ เรียบง่าย สุข สงบ ไปดูชาวบ้านทำสวน ทำไร่ ทำนา ทอผ้า ไปนั่งชิล จิบกาแฟชมวิวท้องนา ตกเย็นล้อมวงกินข้าวเมนูบ้านทุ่งกับก๊วนเพื่อนรู้ใจ แล้วคุณจะหลงรักชีวิตในชนบทจนไม่อยากกลับมาเป็นคนเมือง

สนใจจองทริปไปเที่ยวชนบท www.ชนบทที่รัก.com

ไทยประกันชีวิตต่อยอดแนวคิด Eco-Health System ชวนวิ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพในรูปแบบ Virtual Run

posted Jul 2, 2020, 1:04 AM by Maturos Lophong



ไทยประกันชีวิตต่อยอดแนวคิด Eco-Health System ชวนวิ่งเพื่อเสริมสร้างสุขภาพในรูปแบบ Virtual Run “Run To The World 2020” วิ่งขนานกับมาราธอนระดับโลก โดยไม่ต้องเดินทางไปแข่งขันจริง รองรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม รายได้ส่วนหนึ่งสมทบโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” ผ่าตัดเด็กโรคหัวใจที่ขาดแคลนโอกาส

นางดวงเดือน คงคาสวัสดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากแนวคิดการดำเนินธุรกิจมุ่งสู่การเป็นทุกคำตอบของชีวิต หรือ Life Solutions ผ่านการส่งมอบสุขภาพที่ดี ชีวิตที่มั่งคั่ง มั่นคง และการสร้างความสุขด้วยการเติมเต็มคุณค่าชีวิตให้กับลูกค้าและคนไทย ไทยประกันชีวิตจึงวางแนวทางการสร้าง Eco-Health System เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร

ในปี 2563 ไทยประกันชีวิตจึงร่วมมือกับพันธมิตร บริษัท ไทยดอทรัน จำกัด จัดกิจกรรมวิ่งในรูปแบบ Virtual Run เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ที่รักสุขภาพและชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง โดยจัดเป็นซีรีย์พิเศษ “Run To The World 2020” กิจกรรมวิ่งที่ทำให้ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของงานวิ่งมาราธอนระดับโลก โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงสนามแข่งขันในต่างประเทศ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องให้ความสำคัญกับสุขอนามัย (Physical Distancing) เป็นพิเศษ ซึ่งผู้สมัครวิ่งสามารถกำหนดเป้าหมาย สถานที่ และเวลาวิ่งได้เองตามความต้องการและความสะดวก




โดยกิจกรรม Run To The World 2020 มีการออกแบบเสื้อวิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของมาราธอนระดับโลกให้เลือกถึง 12 แบบ จาก 6 เมืองใหญ่ ได้แก่ Tokyo, Boston, London, Berlin, Chicago และ New York ผู้สมัครสามารถเลือกวิ่งได้ทั้งแบบที่กำหนดระยะทางเป้าหมายเอง หรือแบบสัญญาว่าจะวิ่ง ในระยะทาง 10 กิโลเมตร และเมื่อภารกิจการวิ่งสำเร็จ สามารถแชร์ผลการวิ่งที่แสดงผ่าน Application ที่เชื่อมต่อกับนาฬิกาหรือสมาร์ทโฟน ไปยัง https://vr.thai.run/world2020 เพื่อยืนยันผลการวิ่ง โดยผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ https://race.thai.run/world2020 หรือเพจ ThaiRun ฮับความสุขนักวิ่ง ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2563

กิจกรรม Virtual Run ดังกล่าว นอกจากผู้สมัครจะได้วิ่งเพื่อสุขภาพแล้ว รายได้ส่วนหนึ่งจากการสมัครจะนำไปสมทบทุนโครงการ “หนึ่งคนให้ หลายคนรับ เพื่อชีวิตใหม่หัวใจเด็ก” ที่ไทยประกันชีวิตร่วมกับมูลนิธิหนึ่งคนให้ หลายคนรับ และโรงพยาบาลสมิติเวช ระดมทุนผ่าตัดผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจที่ยากไร้ ให้ได้รับโอกาสในการรักษา ซึ่งกิจกรรม Virtual Run 2019 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สามารถนำรายได้สมทบทุนโครงการฯ เป็นจำนวนเงิน 500,000 บาท

“สำหรับผู้สมัครวิ่งในกิจกรรม Virtual Run : Run To The World 2020 ในปีนี้ นอกจากจะมีเสื้อวิ่งหลากหลายสไตล์ให้เลือกแล้ว ยังสามารถเลือกวิ่งแบบกำหนดระยะทางเป้าหมาย หรือวิ่งตามระยะที่สัญญาไว้ โดยสามารถวิ่งที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ทั้งการวิ่งบนลู่วิ่ง หรือวิ่งในสวนสาธารณะ ซึ่งนอกจากจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพในเชิงป้องกัน ทำให้ร่างกายแข็งแรง เสมือนเป็นภูมิคุ้มกันจากโรคร้ายแรงหรือโรคระบาดแล้ว ยังช่วยให้จิตใจปลอดโปร่งและผ่อนคลาย และทุกคนที่สมัครวิ่งยังได้รับความสุขใจในฐานะ “ผู้ให้” ที่มีส่วนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคมอีกด้วย” นางดวงเดือนกล่าว

เอไอเอ พาแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ‘เดวิด เบ็คแฮม’ มาเจอกับพันธมิตรอย่าง ‘ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์’

posted May 13, 2020, 2:30 AM by Maturos Lophong



เอไอเอ พาแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ‘เดวิด เบ็คแฮม’ มาเจอกับพันธมิตรอย่าง ‘ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์’ เพื่อร่วมกันสนับสนุนผู้คนให้มีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น 

แบ่งปันวิธีง่ายๆ ในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ผ่านภาพยนตร์ออนไลน์ชุดใหม่

ฮ่องกง, 13 พฤษภาคม 2563: เอไอเอ กลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เปิดตัวภาพยนตร์ออนไลน์ชุดใหม่ (ถ่ายทำก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19) โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกอย่าง ‘เดวิด เบ็คแฮม’ และพันธมิตรอย่าง ‘สโมสรฟุตบอลท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์’ (“สเปอร์ส” หรือ “สโมสร”)

ภาพยนตร์ชุดนี้ ถ่ายทอดถึงครั้งแรกที่เอไอเอ ได้พาสองพันธมิตรระดับโลกมาเจอกัน ซึ่งเป็นภาพอันน่าประทับใจของทั้งคู่ ณ สนามฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกของสเปอร์ส

ยิ่งไปกว่านั้น ภาพยนตร์ชุดนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากความมุ่งมั่นของเอไอเอ ในการยึดมั่นคำมั่นสัญญาที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ‘Healthier, Longer, Better Lives’ ซึ่งจะได้เห็นเดวิด เบ็คแฮม เดินทางไปเยี่ยมเยียนสนามฝึกซ้อมและสนามฟุตบอลของสเปอร์ส พร้อมกับมีโอกาสได้พบกับโฮเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าโค้ช นักเตะตัวจริง โค้ชฝึกสอน และนักโภชนาการของทีม โดยเดวิด เบ็คแฮม และสมาชิกในทีมสเปอร์ส ได้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับทางเลือกในการดำเนินชีวิตและการมีสุขภาพดีแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาสุขภาพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพหรือไม่ก็ตาม

สจ๊วต เอ สเปนเซอร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด กลุ่มบริษัท เอไอเอ กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับสองพันธมิตรระยะยาวที่มีความสำคัญมากที่สุดของเอไอเอ ทั้ง เดวิด เบ็คแฮม และนักเตะทีมสเปอร์ส เพื่อร่วมกันออกภาพยนตร์ออนไลน์ซึ่งเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่หลายคนกำลังมองหาวิธีการปฏิบัติตัวเพื่อให้มีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งที่เอไอเอ เรามีคำมั่นสัญญาที่ต้องการสร้างสรรค์แคมเปญต่างๆ ในทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยการที่เราได้ทั้ง เดวิด เบ็คแฮม และสเปอร์สมาช่วยในครั้งนี้ แน่นอนว่าจะสามารถดึงดูดและสร้างแรงจูงใจไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราประสบความสำคัญกับแคมเปญนี้ สำหรับภาพยนตร์ชุดนี้ จะบอกถึงความสำคัญของพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถช่วยพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตได้ ไม่ว่าจะเป็นการนอนหลับให้เพียงพอ ใช้เวลากับครอบครัวและเพื่อน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือแม้แต่การออกกำลังกายให้เหมาะสม”


ชมวิดิโอ David Beckham & Spurs: Purpose and Performance - https://youtu.be/2QUA25XrgkA

ยกตัวอย่างคลิปวิดิโอตามลิงค์ข้างต้น เราเน้นไปที่ความสำคัญของการนอนหลับให้เพียงพอ ผ่านความสำเร็จของโปรแกรม #OneMoreHour โดยสร้างการรับรู้ถึงประโยชน์ทางด้านร่างกายและจิตใจของการนอนหลับ ในตอนนี้ เดวิด เบ็คแฮม ได้เจอกับ ซน ฮึง-มิน นักเตะชาวเกาหลีใต้ และลูคัส มูร่า นักเตะชาวบราซิล ซึ่งทั้งคู่ได้อธิบายถึงรูปแบบการนอนที่คงที่ เช่น เข้านอน และตื่นนอน ให้เป็นเวลา ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสมรรถภาพทั้งในขณะฝึกซ้อมและลงสนามจริง

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญของสเปอร์สยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีที่สโมสรสนับสนุนให้พวกเขาสร้างวินัยที่ดี นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเพียงพอ รวมถึงแนะนำเคล็ดลับการใช้ชีวิตประจำวันที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ สเปอร์สยังเล็งเห็นว่าการนำเอาวิธีปฎิบัติตัวของแต่ละคนมารวมกัน จะยิ่งช่วยเพิ่มความแข็งแรงของทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งเมื่อเราใส่ใจสุขภาพ ปฎิบัติในสิ่งที่เราสามารถทำได้ ย่อมช่วยให้เราแข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่มีความสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

เดวิด เบ็คแฮม แอมบาสเดอร์ระดับโลกของเอไอเอ เผยว่า “ในฐานะที่ผมเพิ่งเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอินเตอร์ ไมอามี่ ผมมีเป้าหมายที่ต้องการสนับสนุนทีมอย่างสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้ ดังนั้น ผมรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่เอไอเอ ให้โอกาสผมได้เรียนรู้วิธีการส่งเสริมสุขภาพและการดำเนินชีวิตของนักเตะในแบบฉบับของสเปอร์ส พร้อมทั้งได้รับข้อมูลอย่างละเอียดจากผู้จัดการทีม ซึ่งทั้งประสบการณ์และความสำเร็จของโฮเซ่ ถือเป็นสิ่งพิเศษสุดที่ผมได้รับ ตอนที่ผมยังเป็นนักฟุตบอล ผมมักมีหลักการทางวิทยาศาสตร์และวิธีคิดใหม่ๆ เมื่ออยู่ในสนาม แต่ตอนนี้ผมรู้ซึ้งเลยว่า จริงๆ แล้ว แค่เรื่องง่ายๆ เช่น การปฎิบัติตัวอย่างมีวินัย และการนอนหลับที่ดี สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นพันธมิตรกับเอไอเอ และได้เห็นความทุ่มเทของเอไอเอ ที่ต้องการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น”


โฮเซ่ มูรินโญ่ หัวหน้าโค้ช ทีมสเปอร์ส กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่เราได้ต้อนรับอดีตนักเตะระดับตำนานอย่าง เดวิด เบ็คแฮม ซึ่งมาเยือนที่สโมสรเมื่อต้นฤดูกาล และเราได้รู้ว่าครอบครัวของเดวิดและตัวเขาเองมีความผูกผันกับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ มาอย่างยาวนาน ซึ่งตัวเดวิดเคยมาฝึกซ้อมที่สโมสรในปี 2011 อีกด้วย พวกเราได้ใช้เวลาในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันเกี่ยวกับการเตรียมทีมให้ดีและมั่นใจได้ว่านักเตะทุกคนอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ อย่างไรก็ดี การที่เอไอเอ เป็นผู้นำด้านสุขภาพนั้น ไม่สำคัญไปกว่าตอนนี้ ที่เอไอเอ กำลังมุ่งมั่นส่งเสริมด้านสุขภาพ โดยทำงานร่วมกับสเปอร์สและเดวิด เบ็คแฮม ซึ่งทำให้เราทั้งคู่รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมครั้งนี้”

ในอีกตัวอย่างวิดิโอที่นักเตะสเปอร์ส แฮร์รี่ วิงค์ส และ จาเฟ็ต ทังกังกา ได้เจอกับเดวิด เบ็คแฮม และพูดคุยกันถึงความสำคัญของการรักษาวินัยเมื่อต้องเลือกวิธีการดำเนินชีวิต ไม่ใช่แค่การนอนหลับให้เพียงพอ แต่ยังรวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยขน์ เพื่อให้พวกเขาสามารถอยู่ในอาชีพให้ได้นานที่สุด ซึ่งการนำสิ่งเล็กๆ มารวมกัน ก็สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมให้กับสุขภาพและร่างกายได้

ทั้ง เดวิด เบ็คแฮม และสเปอร์ส มีบทบาทสำคัญเหมือนกัน คือการสนับสนุนให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น ‘Healthier, Longer, Better Lives’ โดยใช้ฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยม เพื่อให้เข้าถึงคนหลายล้านคนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก

เอไอเอ เป็นพันธมิตรกับสเปอร์สตั้งแต่ปี 2013 และเป็นผู้สนับสนุนหลักระดับโลกอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นความร่วมมือกันส่งเสริมบทบาทสำคัญในด้านกีฬา เพื่อช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้น รายละเอียดเพิ่มเติมเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ https://www.aia.co.th/th/about-aia/our-commitments/partnership-with-spurs.html

สโมสรและเอไอเอ ประสบความสำเร็จในการส่งต่อโปรแกรมพัฒนาทักษะด้านกีฬาฟุตบอลที่มีแบบฉบับเฉพาะตัว ซึ่งสามารถทำให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งยังช่วยพัฒนาทักษะฟุตบอลให้กับเยาวชนกว่า 55,000 คน ใน 15 ประเทศ จากทั้งหมด 18 ประเทศในเอเชีย แปซิฟิก ที่เอไอเอดำเนินธุรกิจอยู่

นอกเหนือจากนั้น เอไอเอ ได้แต่งตั้งให้เดวิด เบ็คแฮม เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลก ในปี 2560 ในฐานะที่เดวิดเป็นบุคคลที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ทางด้านกีฬาที่มีชื่อเสียงระดับสากล และเป็นคุณพ่อที่ทุ่มเทเพื่อครอบครัว เดวิด กำลังดำเนินบทบาทในการเป็นผู้นำที่ช่วยสนับสนุนเอไอเอ ให้สามารถเข้าถึงผู้คนในการผลักดันส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้แก่พวกเขา ทั้งนี้ เอไอไอ ได้เปิดตัวแคมเปญ #WhatsYourWhy ร่วมกับเดวิด เพื่อตั้งคำถามกับคนทั่วไป ว่าอะไรคือแรงบันดาลใจให้เขาอยากมีชีวิตที่มีสุขภาพแข็งแรง โดยมีคนนับล้านทั่วเอเชีย ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับแคมเปญนี้ นอกจากนี้ เดวิด ยังได้เดินทางไปเยี่ยมเยียนหลายๆ ประเทศที่เอไอเอดำเนินธุรกิจอยู่ เพื่อช่วยขับเคลื่อนแคมเปญ ให้ผู้คนมีสุขภาพและคุณชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเดวิด ได้พบเจอและเข้ามามีส่วนร่วมกับคนจำนวนมาก ทั้งลูกค้า ตัวแทนประกันชีวิต พันธมิตรธุรกิจ และพนักงานของเอไอเอ

เกี่ยวกับกลุ่มบริษัทเอไอเอ

กลุ่มบริษัทเอไอเอ และบริษัทในเครือ (รวมเรียกว่า “เอไอเอ” หรือ “กลุ่มบริษัทเอไอเอ”) เป็นกลุ่มบริษัทประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และมีการบริหารจัดการอย่างอิสระ มีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาใน 18 ประเทศทั่วเอเชีย-แปซิฟิก ทั้งในฮ่องกง ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน (จีน) เวียดนาม นิวซีแลนด์ มาเก๊า บรูไน กัมพูชา และเมียนมาร์ และเป็นผู้ถือหุ้น 99% ในบริษัทในเครือในประเทศศรีลังกา และถือหุ้นร่วมทุน 49% ในประเทศอินเดีย

เอไอเอเริ่มต้นธุรกิจครั้งแรกในเมืองเซี่ยงไฮ้เมื่อศตวรรษที่ผ่านมา ในปี 2462 โดยเป็นผู้นำตลาดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ยกเว้นประเทศญี่ปุ่น) ในด้านเบี้ยประกันภัยรับจากธุรกิจประกันชีวิต และเป็นผู้นำตลาดโดยส่วนใหญ่ในภูมิภาค โดยมีสินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ที่ 284 พันล้านเหรียญสหรัฐ

กลุ่มบริษัทเอไอเอนำเสนอผลิตภัณฑ์ในการออมเงินระยะยาวและความคุ้มครองชีวิตแก่ลูกค้าบุคคลผ่านผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลาย ทั้งการประกันชีวิต การประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ และการวางแผนทางการเงินในวัยเกษียณ นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทเอไอเอยังให้บริการลูกค้าองค์กรผ่านผลิตภัณฑ์สวัสดิการพนักงาน ประกันสินเชื่อ และให้บริการเป็นผู้จัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพผ่านเครือข่ายตัวแทน พันธมิตรและพนักงานทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยเอไอเอมีลูกค้าที่ถือครองกรมธรรม์ประกันชีวิตรายบุคคลที่มีผลบังคับมากกว่า 36 ล้านกรมธรรม์ และเป็นสมาชิกกรมธรรม์ประกันกลุ่มมากกว่า 16 ล้านคน

กลุ่มบริษัทเอไอเอจดทะเบียนในกระดานหุ้นหลักของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ภายใต้รหัสหลักทรัพย์ 1299 สำหรับ American Depositary Receipts (ระดับ 1) มีการซื้อขายหลักทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ (Over-the-Counter) ภายใต้สัญลักษณ์ AAGIY

"นิฮาริกา ซิงห์" รับตำแหน่งที่ปรึกษา "ชาตรี ศิษย์ยอดธง"

posted Apr 14, 2020, 1:21 AM by Maturos Lophong


"นิฮาริกา ซิงห์" รับตำแหน่งที่ปรึกษา "ชาตรี ศิษย์ยอดธง" ลุยตัดสิน The Apprentice: ONE Championship Edition

หลังจากใช้เวลาร่วมประชุมหลายชั่วโมงกับ คุณชาตรี ศิษย์ยอดธง ประธานใหญ่ของ ONE Championship ล่าสุด นิฮาริกา ซิงห์ รองประธานและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ ONE Championship ได้ตัดสินใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของที่ปรึกษารายการ The Apprentice: ONE Championship Edition

ดาวน์โหลดวิดีโอ โปรโมต The Apprentice : ONE Championship Edition โดย นิฮาริกา ซิงห์ ได้ที่ https://onechampionship.sharefile.com/share/view/s8623c23eba1486eb


ผู้บริหารสาววัย 31 ปี จบการศึกษาด้านวิศวกรรมศาสตร์จาก IIT Delhi และ IIM Bangalore รวมถึงระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ทำให้เธอได้มีโอกาสร่วมงานกับองค์กรศิลปะการต่อสู้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง ONE Championship

ด้วยดีกรีดังกล่าว ทำให้ซิงห์มีคุณสมบัติครบถ้วนในการรับหน้าที่ให้คำปรึกษากับคุณชาตรีใน 'The Apprentice: ONE Championship Edition' ซึ่งเธอจะเป็นผู้ช่วยคุณชาตรีในการคัดเลือก 16 คนสุดท้ายที่จะได้รับสิทธิ์เข้าแข่งขันในรายการนี้

"ในฐานะที่ปรึกษาของคุณชาตรี ฉันจะเป็นเสมือนตาและหูของเขาอีกคน" ซิงห์กล่าว "ฉันจะคอยสังเกตและประเมินผู้สมัครอย่างต่อเนื่อง ฉันพร้อมดำเนินการทันทีหากมีคำสั่งจากคุณชาตรีแม้จะเป็นกรณีเร่งด่วนหรือระหว่างงาน และฉันจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของการประชุมคณะกรรมการด้วย"

"ฉันร่วมงานกับคุณชาตรีมาเป็นระยะเวลาพอสมควร ทำให้รู้ว่าเขามีวิธีการทำงานอย่างไร, เขากำลังคิดอะไรอยู่ และอะไรที่เขาต้องการเมื่อต้องจ้างใครสักคนมาทำงาน"

สำหรับ ซิงห์ เธอเริ่มอาชีพในฐานะที่ปรึกษาของ McKinsey & Company ก่อนย้ายไปอยู่กับเครือโรงแรม Treebo ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของเธอในอินเดีย ก่อนจะมาลงหลักปักฐานในสิงคโปร์

ตั้งแต่เข้าร่วมงานกับ ONE Championship ในตำแหน่งรองประธานและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ เมื่อช่วงกลางปี 2019 ซิงห์ปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดกับคุณชาตรีมาโดยตลอด และได้รับข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับความคิดของผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์มากมาย ซึ่งซิงห์เชื่อว่าจะช่วยให้เธอแนะนำคุณชาตรีคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันสู่ ‘The Apprentice’ ได้เป็นอย่างดี

"ฉันจะติดตามและจับตาดูผู้สมัคร พร้อมส่งข้อเสนอแนะไปยังคุณชาตรีในฐานะที่ปรึกษาของเขา ฉันจะให้ความเห็นอย่างตรงไปตรงมาและเปิดเผยต่อสาธารณะได้ พูดง่ายๆเลยคือ ไม่ว่าใครที่ยื่นใบสมัครเข้ามาต้องผ่านฉันก่อนจะถึงมือคุณชาตรี"

สำหรับรายการ The Apprentice: ONE Championship Edition มีกำหนดฉายในช่วงไตรมาสที่สี่ของปี 2020 อยู่ภายใต้การผลิตของ ONE Studio ที่ได้รับลิขสิทธิ์จาก MGM Television รายการนี้ถือเป็นเรียลลิตี้ยอดนิยมทางโทรทัศน์ เผยแพร่แบบทั้งสตรีมมิ่งและแพลตฟอร์มอื่นๆ รวมถึงมายังภูมิภาคเอเชียด้วย นอกจากนี้ ยังออกอากาศในเครือข่ายโทรทัศน์และช่องดิจิทัลหลักๆ อีกกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

นับตั้งแต่เปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อ 16 ปีที่แล้ว รายการ The Apprentice ก็กลายเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์เรียลลิตี้ทางโทรทัศน์ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ตอนนี้มีผู้สมัครหลายพันคนจากทั่วทุกมุมโลกต้องการเข้ามาร่วมแข่งขัน นับตั้งแต่มีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา แม้ว่าทาง ONE จะยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกผู้ผ่านเข้ารอบสุดท้าย แต่ซิงห์เชื่อว่าคุณชาตรีกำลังอยู่ในช่วงตรวจสอบอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันที่มีคุณภาพเต็มเปี่ยม

"ผู้เข้าแข่งขันรายการ 'The Apprentice' ต้องมีคุณสมบัติคุ้มกับที่เราจะจ้าง ต้องมีองค์ประกอบครบถ้วนตามที่เราต้องการ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ชนะ เรามองหาคนที่มีฝันยิ่งใหญ่และต้องการไปให้ถึงจุดนั้นเพื่อทำให้ฝันของเขาเป็นจริง"

ซิงห์เองเชื่อว่า ผู้เข้าแข่งขันจะประสบความสำเร็จในรายการนี้ได้ ต้องมีลักษณะสำคัญ 3 ข้อ

"สิ่งแรกเลยคือ ความยืดหยุ่น ฉันบอกเลยว่าคุณต้องเคยผ่านการฝึกฝนในเรื่องของความอดทนอย่างหนักมาก่อน" ซิงห์กล่าว

"ถัดมาคือ ต้องไร้ความกลัวใดๆ คุณชาตรีไม่ใช่คนที่ถูกใจอะไรง่ายๆ คุณต้องทำและพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ข้อสุดท้ายคือ สมองซีกซ้ายและขวา นั่นก็คือ IQ และ EQ ของคุณต้องสมดุลกัน"

"เมื่อพูดถึงการเลือกผู้ชนะ คุณชาตรีและฉันต้องการคนที่มีคุณค่าคู่ควรกับ ONE Championship ซึ่งคุณค่าดังกล่าวรวมถึงคุณสมบัติการทำงานเป็นทีม และความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดี"

ผู้เข้าแข่งขันในรายการ The Apprentice: ONE Championship Edition จะอยู่ในภารกิจที่ทาง ONE ให้จำกัดความไว้ว่า "เกมที่มีการเดิมพันสูงในด้านการแข่งขันทางธุรกิจและความท้าทายทางกายภาพ" โดยผู้ชนะจะได้รับข้อเสนองานมูลค่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นเวลา 1 ปี ทำงานภายใต้การดูแลของคุณชาตรี ศิษย์ยอดธง ที่สำนักงานใหญ่ ONE Championship ในประเทศสิงคโปร์

สำหรับ The Apprentice เวอร์ชั่นดั้งเดิมของอเมริกานั้นมีเนื้อหาค่อนข้างดุเดือด แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงเด็ดขาดทางธุรกิจ แต่ซิงห์เชื่อว่าในเวอร์ชั่นของ ONE Championship จะแตกต่างออกไป แต่ยังคงมีความสดใหม่ด้านแนวคิด พร้อมให้ความสำคัญกับความสนุกสนานโดยเฉพาะผู้ชมในเอเชีย

"ฉันคิดว่าผู้ชมชาวเอเชียต้องรักรายการนี้อย่างแน่นอน" ซิงห์กล่าว

"แฟนๆรัก ONE Championship ไม่ใช่แค่เพราะกิจกรรมที่เราเคยจัดเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่พวกเขายังรักในจุดยืนของเรา เหนือสิ่งอื่นใด แฟนๆรักคุณชาตรี รายการเรียลลิตี้นี้จะเสาะหาผู้ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันกับคุณชาตรีซึ่งแฟนๆเตรียมตั้งตารอชมได้เลย"

"อย่าลืมว่ารายการนี้จะมีผู้บริหารระดับท็อปของทวีปเอเชียอีก 12 คนมาร่วมเป็นคณะกรรมการเคียงข้างกับคุณชาตรี รวมไปถึงนักกีฬาระดับแชมป์โลกของเราอีก 12 คนที่จะมาร่วมท้าทายศักยภาพทางร่างกายไปกับผู้เข้าแข่งขันด้วย การแข่งขันครั้งนี้จึงน่าติดตามอย่างมาก" ซิงห์กล่าวต่อ

อย่างที่ทั้งซิงห์และคุณชาตรีได้กล่าวไว้ รายการ The Apprentice: ONE Championship Edition จะเป็นหนึ่งในเรียลลิตี้ที่เข้มข้นและยากที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมีผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับรางวัลนี้

"เรามองหาคนที่มีความแข็งแกร่งทั้งจิตใจและร่างกาย รวมถึงสปิริตที่ไม่มีวันถดถอย ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีการคัดสรรเข้าสู่ ONE Championship ดังนั้น เตรียมพบกับความตื่นเต้นสุดขีด, ความดราม่าที่มีเดิมพันกันสูง และการระเบิดอารมณ์ของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 16 คน ที่จะช่วงชิงโอกาสครั้งสำคัญในชีวิตกันให้ดี" ซิงห์ทิ้งท้าย

ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต’ เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ปีที่ 15

posted Mar 6, 2020, 12:26 AM by Maturos Lophong



ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต’ เตรียมจัดงานยิ่งใหญ่ปีที่ 15

การันตีมาตรฐานสนามจาก IAAF AIMS ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน

‘ซูเปอร์สปอร์ต’ เข้าร่วมสนับสนุนการ‘วิ่งมาราธอนจัดงานต่อเนื่องถึง 3 ปี

คาดปีนี้ได้ต้อนรับนักวิ่งกว่า 15,000 คนจาก 70 ประเทศทั่วโลก 13-14 มิ.ย.นี้

‘วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต’ (Supersports Laguna Phuket Marathon) งานวิ่งมาราธอนชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก เตรียมจัดงานอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้งเป็นปีที่ 15 ในวันที่ 13-14 มิถุนายน 2563 นี้ ณ ลากูน่า ภูเก็ต โดยในปีนี้ได้รับการสนับสนุนจาก ‘ซูเปอร์สปอร์ต’ เข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์หลักในการจัดงาน คาดว่าจะได้ต้อนรับนักวิ่งกว่า 15,000 คน จากกว่า 70 ประเทศทั่วโลก




‘วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต’ เป็นสปอร์ตอีเว้นท์ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดภูเก็ตและเป็นงานวิ่งมาราธอนชั้นนำของประเทศไทย โดยได้รับการการันตีมาตรฐานสนามวิ่งมาราธอนระดับสากลจากสมาคมวิ่งมาราธอนนานาชาติและ

การแข่งขันทางเรียบ (IAAF AIMS) ตั้งแต่เริ่มจัดงานในปีแรกจนถึงปัจจุบันและเป็นงานที่นักวิ่งสามารถนำไปควอลิฟายเพื่อเข้าแข่งขันวิ่งระดับโลก อาทิ บอสตัน มาราธอน ได้อีกด้วย นอกจากนั้น ยังถือเป็นเดสติเนชั่นมาราธอนชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสปอร์ตอีเว้นท์รายการสำคัญที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้กับภูเก็ต ในปี 2562 ที่ผ่านมาได้สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นถึง 291.58 ล้านบาท โดยนักวิ่งที่เข้าร่วมงานเดินทางจากนอกจังหวัดภูเก็ตกว่า 80% และนักวิ่งกว่า 20% เดินทางมาจากต่างประเทศ

มิสเตอร์โรมัน ฟลูสเซอร์ ประธานบริหาร, จีเอเอ อีเว้นส์ ผู้จัดงานวิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต กล่าวว่า “ผู้สมัครเข้าร่วมงานมีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน แม้จะอยู่ในช่วงเวลาสถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 แต่นักวิ่งยังคงให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมงาน ซึ่งทางเราและพันธมิตรได้เตรียมความพร้อมด้วยการทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อให้นักวิ่งที่เข้าร่วมงานได้มีความสนุกสนานและมีความปลอดภัยสำหรับทุกคน ซึ่งการจัดงานยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิมและมั่นใจว่าจะได้ต้อนรับนักวิ่งมากกว่า 15,000 คนจากทั่วโลกเข้าร่วมงานในปีนี้ และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ทาง ซูเปอร์สปอร์ต ได้เข้าร่วมเป็นสปอนเซอร์หลักในจัดงาน ซึ่งซูเปอร์สปอร์ต เป็นร้านค้าปลีกเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬาอันดับต้นๆ ของประเทศไทย เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์แบบ Athleisure ได้ยืนยันการเข้าร่วมการเป็นสปอนเซอร์หลักการจัดการแข่งขันเป็นเวลา 3นางเออร์ลินดา เพชรพิสิฐ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซีอาร์ซี สปอร์ต จำกัด ผู้บริหารร้านซูเปอร์สปอร์ต กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมเป็นสปอนเซอร์หลักของวิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต เป็นเวลา 3 ปี ในฐานะการเป็นร้านค้าปลีกเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬาอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย ที่มีช่องทางจำหน่ายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ การเข้าร่วมสนับสนุนงานในครั้งนี้จะทำให้เราได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มเป้าหมายที่มาร่วมทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพและได้สวมใส่เสื้อผ้ากีฬาในสไตล์ Athleisure จำนวนกว่า 15,000 คน ที่จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน ซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ตมาราธอน ซึ่งเป็นเดสติเนชั่นมาราธอนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”

การแข่งขันจะจัดขึ้น 2 สองวัน โดยในช่วงเย็น (ซันเซ็ท) ของวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2563 ประกอบด้วย วิ่งยุวชน (2 กม.), วิ่ง 5 กม., วิ่ง 10.5 กม., ส่วนระยะฮาล์ฟมาราธอน (21.097 กม.) และมาราธอน (42.195 กม.) และมาราธอนประเภททีม จะจัดแข่งขันในเช้า (ซันไร้ส์) ของวันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2563 ซึ่งจุดปล่อยตัวและเส้นชัยจะอยู่บริเวณลากูน่าโกรฟลากูน่า ภูเก็ต เส้นทางที่วิ่งผ่านเป็นเส้นทางที่มีทิวทัศน์ความสวยงามและมนต์เสน่ห์ที่น่าสนใจอย่างหมู่บ้านของชาวภูเก็ต สวนมะพร้าว ชายหาดอันสวยงามของอุทยานแห่งชาติสิรินาถ

มิสเตอร์พอล วิลสัน ผู้ช่วยอาวุโสรองประธานกรรมการและผู้อำนวยการระดับกลุ่ม ฝ่ายกอล์ฟ การขายและการตลาด ลากูน่าภูเก็ต เปิดเผยว่า “รู้สึกเป็นเกียรติที่วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ตเป็นรายการในฝันของนักวิ่งมาตลอดหลายปี และน่ายินดีที่เห็นการเติบโตต่อเนื่องของชุมชนนักวิ่งในประเทศ และช่วงหลังมานี้ เราได้เห็นบทบาทงานวิ่งที่ชัดเจนขึ้นทั้งในการช่วยส่งเสริมสุขภาพ การสร้างความตระหนักรู้และระดมทุนเพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งรายการวิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต ประสบความสำเร็จทั้งสองเป้าหมาย สอดคล้องกับปณิธานของลากูน่า ภูเก็ตเป็นอย่างมาก”



“ผมเชื่อว่าวิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต ในฐานะรายการกีฬาชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และเป็นพื้นที่ระดมทุนเพื่อสร้างประโยชน์ให้ชุมชนท้องถิ่น บวกกับศักยภาพงานบริการอันโดดเด่นของลากูน่าภูเก็ต ช่วยให้เราได้รับเกียรติเป็น ‘สนามแข่งขันกีฬายอดเยี่ยมในประเทศไทย ระดับเหรียญทอง Best Sports Event Venue in Thailand – Gold Winner จากเวทีรางวัลอุตสาหกรรมกีฬาแห่งเอเชีย (Sports Industry Awards and Conference: SPIA ASIA) เมื่อปี 2561 และรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการพัฒนากีฬาและการออกกำลังกาย โดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในโอกาสครบรอบ 83 ปีวันสถาปนากรมพลศึกษา เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา”

“ในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ลากูน่า ภูเก็ต จะได้ต้อนรับนักวิ่งและผู้ชมนับหมื่นคน สู่จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่แข่งขัน ณ ลานกิจกรรมริมน้ำลากูน่า โกรฟ งานเลี้ยงพาสต้า ณ เอซเซส (ACES) ศูนย์ประชุมแห่งใหม่ใจกลางลากูน่าภูเก็ต และรีสอร์ททั้ง 7 แห่งภายในกลุ่มรีสอร์ทครบวงจรของเราอีกครั้ง เราอยากเชิญชวนให้นักวิ่งทุกคนได้ร่วมสัมผัสความงามของเกาะภูเก็ตทั้งก่อนและหลังการแข่งขันในปีนี้ และร่วมบริจาคเงินให้กองทุนเพื่อเด็กซีเอฟเอฟ (Children First Fund) โดยมูลนิธิลากูน่าภูเก็ต เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้ากว่า 400 คนในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า 7 แห่งทั่วภูเก็ต ผ่านการบริจาคเมื่อลงสมัครแข่งขัน หรือติดต่อ CSR@lagunaphuket.com”

วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต จัดขึ้นในวันที่ 13-14 มิถุนายน 2563 นี้ ณ ลากูน่า ภูเก็ต ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ www.phuketmarathon.com/registration ข้อมูลเพิ่มเติมเยี่ยมชม

เว็บไซต์ www.phuketmarathon.com

เฟสบุ๊ก www.facebook.com/phuketmarathon

อินสตาแกรม @phuketmarathon

ยูทูบ https://www.youtube.com/user/LagunaPhuketMarathon


# # #

เกี่ยวกับการแข่งขัน

‘วิ่งมาราธอนซูเปอร์สปอร์ต ลากูน่า ภูเก็ต’ (Supersports Laguna Phuket) จัดขึ้นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2549 โดยจีเอเอ อีเว้นส์ (GAA Events) ปัจจุบันจัดเป็นปีที่ 15 โดยได้รับรางวัล “งานกีฬาสมัครเล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศไทย” ระดับ GOLD จากงานประกาศรางวัลสุดยอดแห่งวงการกีฬาเอเชีย (SPIA Asia 2017)



ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการประจำปี 2563 ได้แก่

ผู้สนับสนุนหลัก ลากูน่า ภูเก็ต และซูเปอร์สปอร์ต

ผู้ร่วมสนับสนุน AIA Vitality, และ เครื่องดื่มเกเตอร์เรท

สื่อมวลชนสัมพันธ์ เว็บไซต์ รัน สิงคโปร์, และทรูวิชั่นส์

ผู้ให้บริการอย่างเป็นทางการ อะมิโน ไวทัล, เครื่องดื่มอควาฟิน่า, โรงพยาบาลกรุงเทพ ภูเก็ต, ฟินิชเชอร์ พิค, โก ไทยแลนด์ ทัวร์, นิว บาลานซ์, โอ๊คลี่ย์, โปรฟรีซ และไซโก้

องค์กรที่ร่วมสนับสนุน จังหวัดภูเก็ต, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา,​ และการกีฬาแห่งประเทศไทย

เส้นทางการแข่งขันรับรองมาตรฐานโดย สมาคมวิ่งมาราธอนนานาชาติและการแข่งขันทางเรียบ (The Association of International Marathons and Distance Races: IAAF AIMS) ลงทะเบียนออนไลน์ โดย โก ทู เรซ (GoToRace.com) จับเวลาและรายงานผล โดย สปอร์ตสแตท เอเชีย (Sportstats Asia) และที่ปรึกษาด้านการตลาดโดย The Sponsorship Experts.

ทิพยประกันภัย จัดแข่งขัน TIP Lady Golf Challenge ครั้งที่ 5

posted Feb 24, 2020, 10:01 PM by Maturos Lophong





ทิพยประกันภัย จัดแข่งขัน TIP Lady Golf Challenge ครั้งที่ 5

ส่งเสริมนักกอล์ฟสตรีไทย โชว์ศักยภาพ

คุณวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ คุณศุภกิจ จิตร์เพิ่มพูลผล รก.ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและ CSR ทิพยประกันภัย มอบถ้วยรางวัลเกียรติยศ พร้อมเงินสด และกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ TIP Lady (กรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์สำหรับผู้หญิงที่ให้ความคุ้มครองมากกว่าประกันชั้น 1) แก่ผู้ชนะเลิศในการแข่งขันกอล์ฟสำหรับผู้หญิง รายการ “TIP Lady Golf Challenge ครั้งที่ 5” โดยมีนักกอล์ฟสตรีมืออาชีพและมือสมัครเล่นให้ความสนใจเข้าร่วมการแข่งขันมากมาย นอกจากนี้ยังมอบรางวัลพิเศษ อาทิ กรมธรรม์ประกันภัยกอล์ฟ , กรมธรรม์ประกันภัยไวรัสโคโรนา เครื่องฟอกอากาศภายในรถยนต์ และรางวัลอีกมากมาย

สำหรับการจัดการแข่งขัน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นักกอล์ฟสตรีไทย ได้เพิ่มศักยภาพ พัฒนาฝีมือพร้อมที่จะก้าวไปสู่ระดับนานาชาติและ Tournament ที่สูงขึ้นต่อไป โดยได้รับความสนใจจากนักกอล์ฟสตรีทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นเข้าร่วมการแข่งขันมากมายณ สนามกอล์ฟรอยัล ฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ต แอนด์สปา นครนายก




FWD Run for Cancer

posted Feb 6, 2020, 9:00 PM by Maturos Lophong



เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จับกระแสโรคมะเร็ง จัดแคมเปญ FWD Run for Cancer

มอบเงิน 600,000 บาท ให้แก่มูลนิธิถันยรักษ์ฯ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

หลังบรรลุเป้าหมาย ประชาชนร่วมแชร์โพส 100,000 แชร์


เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต มอบเงิน 600,000 บาทให้แก่มูลนิธิถันยรักษ์ฯ จากกิจกรรม Run For Cancer ที่ได้เต๋า สมชาย เข็มกลัด และป๊อก อิทธิพล สมุทรทอง ซึ่งจะเป็นตัวแทนประเทศไทย เพื่อร่วมวิ่งในโครงการ FWD North Pole Marathon ในเดือนเมษายนนี้



นายปรีชา รุธิรพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่า มะเร็งเต้านมเป็นโรคมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 1 ของโรคมะเร็งในผู้หญิงทั้งหมด และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูงทุกปี เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ ภาวะอ้วนน้ำหนักเกิน มีญาติสายตรงเป็นโรคมะเร็งนี้ ใช้ฮอร์โมนเพศหรือยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน เป็นต้น สำหรับผู้ชายก็มีสิทธิ์เป็นมะเร็งเต้านมนี้ได้ ซึ่งมีการเปิดเผยตัวเลขว่า มีผู้ป่วยจากโรคมะเร็งเต้านมเสียชีวิต วันละ 12 คน แต่ทั้งนี้ผลการรักษามะเร็งเต้านมระยะแรก สามารถรักษาให้หายขาดได้สูงถึง 95% (ข้อมูล ณ วันที่ 4/12/2562)





ด้วยแนวคิดว่า มะเร็งเดี๋ยวไม่ได้ บริษัทฯจึงได้จัดกิจกรรม Run For Cancer ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้โครงการ FWD North Pole Marathon 2020 ที่ปีนี้ เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ได้รับเกียรติจาก คุณสมชาย เข็มกลัด ดารานักแสดงชื่อดัง และคุณอิทธิพล สมุทรทอง นักวิ่งคู่กาย “ตูน บอดี้สแลม” เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมวิ่งในโครงการ FWD North Pole Marathon 2020 ที่ละติจูด 78 องศา ที่เมือง Svalbard ประเทศนอร์เวย์ ในเดือนเมษายนนี้

ทั้งนี้กิจกรรม Run For Cancer ได้เปิดให้ประชาชนร่วมกิจกรรมโดยให้เข้าไปที่หน้า FWD Thailand Facebook Fan Page พร้อมกดไลค์ที่โพสต์รูปคุณเต๋า-สมชาย แชร์แบบสาธารณะ และติด #มะเร็งเดี๋ยวไม่ได้ แล้วบริษัทฯจะมอบเงินให้ 1 แชร์ = 6 บาท ซึ่งเราต้องการทั้งหมด 100,000 แชร์ เมื่อครบตามจำนวนดังกล่าวแล้วเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จะมอบเงิน 600,000 บาท ให้กับมูลนิธิถันยรักษ์ ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในเครือของโรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นทุนทรัพย์ในการตรวจรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านม ซึ่งขณะนี้มีผู้สนใจร่วมแชร์โพสต์ครบ 100,000 แชร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


นายปรีชา กล่าวต่อว่า “นอกจากกิจกรรม Run For Cancer แล้ว บริษัทฯจึงแนวความคิดว่า โรคมะเร็งจะคิดว่าเดี๋ยวค่อยใส่ใจ หรือดูแลตัวเอง ไม่ได้แล้ว เราจึงได้ออกแบบประกันที่ให้ความคุ้มครองโรคมะเร็งโดยเฉพาะ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่ามีหลักประกันที่มั่นคง ไม่ต้องกังวลกับภาระที่จะเกิดขึ้น คือ แพ็กเกจแบบประกัน Cancer Knockout ที่ให้คุ้มครองสูงสุด 3 ล้านบาท เบี้ยประกันเริ่มต้นเพียง 27 บาทต่อวัน (สำหรับเพศชาย อายุ 30 ปี) และกรณีเสียชีวิตจะได้รับความคุ้มครองชีวิตเพิ่มอีก 300,000 บาท ซึ่งแบบประกันนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก”

นายสมชาย เข็มกลัด นักแสดง-นักร้องชื่อดัง กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Run for Cancer โดยเมื่อได้รับการเชิญจากเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต ตนสนใจเข้าร่วมทันที เพราะตนมี Passion ที่จะวิ่งมาราธอนทั้งสนามในประเทศและต่างประเทศ และครั้งนี้เป็นการไปวิ่งที่ขั้วโลกเหนือ ซึ่งเป็นการวิ่งที่ท้าทายความหนาวและการเอาชนะตัวเอง และประการสำคัญ คือ การวิ่งครั้งนี้ยังเป็นการวิ่งเพื่อทำความดี โดยเอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จะบริจาคให้กับมูลนิธิถันยรักษ์ฯเพื่อเป็นค่ารักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ตนยินดีเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากบิดามารดาของตนเสียชีวิตจากโรคมะเร็งทั้ง2 ท่าน ตนจึงรู้สึกว่าเต็มใจที่จะร่วมกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ตนและนายอิทธิพล สมุทรทอง ได้ทุ่มเทในการฝึกซ้อมอย่างหนัก ตนจึงอยากให้ทุกท่าน โปรดช่วยส่งกำลังใจให้ตนทั้ง 2 คน สามารถทำให้ภาระกิจนี้บรรลุเป้าหมาย



นายอิทธิพล สมุทรทอง กล่าวว่า ในปีที่แล้วตนได้รับเกียรติเข้าร่วมวิ่งใน FWD North Pole marathon ซึ่งตนได้รับรู้ว่า เป็นกิจกรรรมที่ท้าทายมาก เพราะต้องวิ่งบนพื้นหิมะน้ำแข็งที่แสนยากและความกดอากาศต่ำ แต่เนื่องจากปีที่แล้ว ติดปัญหาบางประการ คณะนักวิ่งจึงไม่ได้วิ่งที่ละติจูด 90 องศา ทางผู้จัดงานจึงได้ปรับแผนมาวิ่งกันที่ละติจูด 78 องศาแทน ซึ่งมีอุณหภูมิ -40 องศาเช่นกัน ดังนั้นในปีนี้ตนจึงเข้าร่วมวิ่งอีกครั้ง เพื่อให้ภาระกิจนี้สำเร็จลุล่วงอย่างแท้จริง

ทั้งนี้มูลนิธิถันยรักษ์ฯ เป็นผู้ให้บริการศูนย์ถันยรักษ์ฯ โดยให้บริการด้านงานบริการวินิจฉัยโรคของเต้านมอย่างครบวงจรด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ทันสมัยได้มาตรฐานสากล โดยมีระบบควบคุมคุณภาพและประกันคุณภาพ (QC & QA system) รวมถึงมีระบบการเก็บข้อมูลรายงานผลแมมโมแกรม และรายงานสถานะมะเร็งของผู้ใช้บริการ เพื่อนำมาวิเคราะห์ย้อนหลังหาค่าตัวชี้วัดทางสถิติและนำมาเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐาน ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีระบบการประเมินและติดตามการรายงานผลแมมโมแกรมของรังสีแพทย์ นอกจากนี้ศูนย์ถันยรักษ์ยังมีรังสีแพทย์ พยาบาล และนักรังสีการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ มีความตั้งใจในการให้บริการที่มีคุณภาพ จึงทำให้ปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการแล้วกว่า 120,000 คน

สำหรับกิจกรรม Run for Cancer นอกหนือจากพิธีมอบเงินบริจาคให้กับมูลนิธิถันยรักษ์ฯแล้ว ในงานยังมีกิจกรรมทำเต้านมเทียม สอนวิธีตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง และรับบริจาคเส้นผมสำหรับทำวิกให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย กิจกรรมนี้จัดที่ลาน The Atrium ชั้น G อาคารสินธร ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ

1-10 of 102