Travel & Sport





KOP Run Bangkok, presented by AXA

posted Oct 9, 2019, 3:07 AM by Maturos Lophong

กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดงาน KOP Run Bangkok, presented by AXA 

มจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ผู้สนับสนุนหลักสโมสรลิเวอร์พูล โดยนางภควิภา เจริญตรา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายลูกค้า พร้อมผู้บริหาร (คนที่ 5 จากขวา) และ มร.ฟิล บาบบ์ เลเจนด์ของสโมสรลิเวอร์พูล เอฟซี (คนที่ 6 จากขวา)

ร่วมเปิดงาน KOP Run Bangkok, presented by AXA โดยในงานมีผู้เข้าร่วมวิ่งกว่า 8,500 คน ณ สนามกีฬาแห่งชาติ

กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับพันธสัญญาของแบรนด์ใหม่ของบริษัทฯ “Know You Can” โดยสนับสนุนความเชื่อมั่นในตัวเอง และมุ่งมั่นให้ทุกคนมีสุขภาพ และชีวิตที่ดีขึ้นตามใจปรารถนา


“เดิน – วิ่งการกุศลเพื่อคนพิการ : Charity Walk And Run”

posted Oct 2, 2019, 1:48 AM by Maturos Lophong   [ updated Oct 2, 2019, 9:11 PM ]



ที่ผ่านมา มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีชาย/กึ่งหญิง ได้จัดแถลงข่าว จัดเดิน-วิ่งการกุศลเพื่อคนพิการ : Charity Walk and Run ณ ห้างสรรพสินค้า MBK


งานแถลงข่าวดังกล่าว มีอดีตผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้แก่ นางศิริรัตน์ อายุวัฒน์ อดีตรองปลัดกระทรวง พม. และประธานมูลนิธิบ้านกึ่งวิถีชาย ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีแถลงข่าว พร้อมด้วย นายสมชาย เจริญอำนวยสุข อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และรองประธานมูลนิธิบ้านกึ่งวิถีชาย และอดีตผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง


 ทั้งนี้ ในงานแถลงข่าวมีกิจกรรมร้องเพลงจาก วง Hope Boy Band วงดนตรีของคนพิการ โดยมีคณะผู้บริหาร ข้าราชการ บุคลากร และเจ้าหน้าที่ในสังกัด พก. เข้าร่วมกิจกรรมแถลงข่าว 



โครงการ “เดิน – วิ่งการกุศลเพื่อคนพิการ : Charity Walk And Run”

*วันที่จัดการแข่งขัน

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม 2562

*สถานที่จัดการแข่งขัน

ณ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี


*ระยะการแข่งขัน/และของรางวัล

วิ่งแข่งขัน 10 กม. Overall. ชาย อันดับ 1-5 และ หญิง อับดับ 1-5 ไม่แบ่งอายุ

วิ่งแข่งขัน 5 กม. Overall. ชาย อันดับ 1-5 และ หญิง อันดับ 1-5 ไม่แบ่งอายุ ** ไม่มีการแข่งขัน

เดิน-วิ่ง ระยะทาง 3 กม. ** ไม่มีการแข่งขัน

*ของที่ระลึกภายในงาน 

1. ผู้วิ่งเข้าเส้นชัยได้รับเหรียญรางวัล

2. ผู้ซื้อบัตร/ผู้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้รับเสื้อ 1 ตัว

3. รางวัลแต่งกายแฟนซี ชาย – หญิง




*ค่าสมัคร

500.-บาท (ต่อ 1 ท่าน)

*การสมัคร

- สมัครในเว็บไซต์ (www.fanaticrun.com) โทร. 08 2015 1119 (คุณไม้)

- ชำระเงินสด : สมัครได้ที่หน้างาน ตั้งแต่เวลา 04.30 น. เป็นต้นไป

- โอนเงินเข้าบัญชี “มูลนิธิบ้านกึ่งวิถีชาย เพื่อกิจกรรม เดิน – วิ่งการกุศลเพื่อคนพิการ”

ธนาคารกรุงไทย สาขารังสิต – นครนายก คลอง 6

เลขที่บัญชี 480 – 0 -44972 – 3

***กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงิน เลขที่ใบสมัครพร้อมชื่อที่อยู่เพื่อใช้ในการออกใบเสร็จรับเงิน ผ่านช่องทาง ดังนี้

FAX : 0 2577 2254

E-Mail : halfwayhomeformen@dep.go.th

และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เบอร์ 0 2577 1864

(ในวันและเวลารายการ จันทร์ – ศุกร์ 09.00 – 16.00 น.)

*กำหนดการ*****กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลง*****

วันอาทิตย์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2562

04.30 – 06.00 น. ลงทะเบียนรับเสื้อ/เบอร์เดิน – วิ่ง

05.30 น. Warm up ด้วยกิจกรรมแอโรบิค

05.50 น. ประธานเปิดงาน

06.00 น. ปล่อยขบวนวิ่งแข่งขัน ระยะ 10 กม.

06.10 น. ปล่อยขบวนวิ่งแข่งขัน ระยะ 5 กม.

และปล่อยขบวน เดิน – วิ่ง ระยะ 3 กม.

07.30 – 08.30 น. พิธีมอบรางวัล/ของที่ระลึก

กิจกรรมและการแสดงบนเวที

08.30 – 10.00 น. ชมนิทรรศการและร่วมสนุกในซุ้มกิจกรรม

*การบริการ

บริการอาหารและเครื่องดื่ม

หน่วยปฐมพยาบาล

รับฝากของ

บริการสุขาเคลื่อนที่

สถานที่จอดรถ

บราเดอร์ จัดวิ่ง Brother Beat Cancer Run 2019

posted Sep 27, 2019, 3:11 AM by Maturos Lophong

22 ธ.ค. 62 บราเดอร์ จัดวิ่ง Brother Beat Cancer Run 2019

นำรายได้มอบ รพ.รามาธิบดี ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้

-เพิ่มระยะทางวิ่ง เพื่อเอาชนะขีดจำกัดที่ไม่เคยข้ามผ่าน พร้อมร่วมส่งพลังใจถึงผู้ป่วย-

บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับโรงพยาบาลรามาธิบดีจัดวิ่งการกุศล Brother Beat Cancer Run 2019 เส้นทางสะพานพระราม 8 เพื่อนำรายได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ยากไร้ ในมูลนิธิรามาธิบดีกองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่ โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2562 ผ่านช่องทาง www.brotherbeatcancerrun.com


นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กิจกรรม Brother Beat Cancer Run 2019 ถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมด้าน CSR ของบริษัทฯ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในการรักษา ในโครงการของมูลนิธิรามาธิบดี กองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่โรงพยาบาลรามาธิบดี ภายใต้นโยบายการดำเนินกิจกรรมเพื่อชุมชนท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปรัชญาการดำเนินธุรกิจตามพันธสัญญาสากล (Global Charter) ของกลุ่มบริษัทบราเดอร์ ภายใต้โครงการ “Golden Ring” ของบราเดอร์สำนักงานใหญ่ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งที่ผ่านมากิจกรรมดังกล่าว มีผู้สนใจและเข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน

“เพราะโรคมะเร็งคือสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี ซึ่งบราเดอร์ได้เล็งเห็นและให้ความสำคัญกับปัญหา จึงให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตลอด 5 ปีที่ผ่านมา” นายธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กล่าว “ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Brother Beat Cancer Run 2019 นอกจากจะได้ช่วยผู้ป่วยโรคมะเร็งแล้ว ยังได้สร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายของตนเองอีกด้วย จึงอยากเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่าน บราเดอร์ สามารถรวบรวมเงินบริจาคได้สูงถึง 5,478,187 บาท และได้ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งในมูลนิธิรามาธิบดีกองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่ โรงพยาบาลรามาธิบดีไปได้แล้วกว่า 240 ราย”

ด้านนายพรภัค อุไพศิลป์สถาพร ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการเงินและการบริหาร บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงรายละเอียดการจัดกิจกรรมวิ่งการกุศล Brother Beat Cancer Run 2019 ว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมไว้ที่ 3,000 คน รวมทั้งยังได้มีการกำหนดยอดเงินบริจาคขั้นต่ำไว้ที่ 1,000,000 บาท ซึ่งความพิเศษของการจัดกิจกรรมในปีนี้ คือ เราต้องการเน้นให้ทุกคนรับรู้ว่ารายได้ทุกบาททุกสตางค์ที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมนี้ จะถูกนำไปใช้กับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในมูลนิธิรามาธิบดีกองทุนมะเร็งโลหิตวิทยาผู้ใหญ่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ซึ่งในครั้งนี้ได้มีการเพิ่มระยะทางการวิ่งให้เพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้วิ่งได้ท้าทายขีดความสามารถของตนเอง และขณะเดียวกันก็ได้ส่งพลังใจไปยังผู้ป่วยโรคมะเร็ง ให้ก้าวผ่านจุดเปลี่ยนของชีวิตไปด้วยกัน


“ระยะทางการวิ่งในครั้งนี้ เราได้เพิ่มจาก 5 กิโลเมตรเป็น 6 กิโลเมตร, จาก 10 กิโลเมตรเป็น 12 กิโลเมตร และจาก 21 กิโลเมตรเป็น 24 กิโลเมตร เพื่อให้ผู้ร่วมวิ่งได้ท้าทายขีดความสามารถของตนเอง” นายพรภัค อุไพศิลป์สถาพร กล่าวเสริม “ที่สำคัญจากพลังสนับสนุนของชาวไทยในทุกครั้งที่ผ่านมา ทำให้กิจกรรมวิ่งการกุศลของบราเดอร์มีผู้เข้าร่วมเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ส่งผลให้ปีนี้ โรงพยาบาลรามาธิบดี จึงสามารถนำเงินจากกองทุนฯ ไปขยายการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งโลหิตวิทยาเพิ่มขึ้นอีก 2 ประเภท ได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรัง และมะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลัน จากเดิมที่ใช้ในการรักษาเพียงมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดมัยอิโลมา และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง”

สำหรับการจัด กิจกรรมวิ่งการกุศล Brother Beat Cancer Run 2019 จะจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 22 ธันวาคม 2562 เส้นทางสะพานพระราม 8 โดยการแข่งขันในครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย ระยะทาง 6 กิโลเมตร 12 กิโลเมตร และ 24 กิโลเมตร โดยมีค่าสมัครดังนี้ ระยะทาง 6 กิโลเมตร และ 12 กิโลเมตร ค่าสมัคร 600 บาทต่อท่าน ระยะทาง 24 กิโลเมตร ค่าสมัคร 800 บาทต่อท่าน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้ที่ www.brotherbeatcancerrun.com ซึ่งผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับเสื้อที่ระลึก ถุงผ้า และเหรียญ ที่ระลึกเมื่อเข้าเส้นชัย ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.02-111-2201, 096-885-5609,086-389-5627 และ www.facebook.com/BrotherBeatCancerRun

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ร่วมกับ Syntrel เปิดตัวเสื้อ 10 ปี

posted Sep 13, 2019, 12:27 AM by Maturos Lophong


"ปราสาทสายฟ้า" บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เดินหน้าเข้าสู่การครบรอบ 10 ปี ของสโมสร ร่วมกับ Syntrel เปิดตัวเสื้อ 10 ปี ที่มีแนวคิดสะท้อนการสร้างเมืองบุรีรัมย์ ด้วยกีฬาฟุตบอล จนเป็นที่ปักหมุดแลนด์มาร์คบนแผนที่ประเทศไทย รวมถึงความตระหนักในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการผลิตเสื้อแข่งขัน ขึ้นจากขวดพลาสติกที่เป็นปัญหาต่อระบบนิเวศน์ของโลก

ที่ผ่านมา บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด ร่วมกับ บริษัท นันยางการทออุตสาหกรรม จำกัด ภายใต้แบรนด์ Syntrel ผู้ผลิตเสื้อแข่งขันให้กับทีมปราสาทสายฟ้า ได้ทำการเปิดตัวเสื้อครบรอบ 10 ปี สโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยมี นายเนวิน ชิดชอบ ประธาน บริษัท บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จำกัด และนายวินยุตม์ คชภักดี ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายปฏิบัติการ บริษัท นันยางการทออุตสาหกรรม จำกัด ร่วมกันเป็นประธานในงานแถลงข่าว

นายเนวิน ชิดชอบ เปิดเผยว่า “10 ปีที่ผ่านมา มันเป็น 10 ปีที่มีเรื่องราวในชีวิตมากมาย 10 ปีที่เริ่มจาก บุรีรัมย์ ไม่ได้อยู่ในแผนที่ของฟุตบอลของประเทศไทยและของโลก 10 ปีที่ผ่านมา เป็นสาเหตุให้น้องแนน (คุณชิดชนก ชิดชอบ) เอาแผนที่จังหวัดบุรีรัมย์ มาใส่ในเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อจะบอกว่าวันนี้เราเอาจังหวัดบุรีรัมย์ มาอยู่ในแผนที่แล้วนะ ทั้งในเรื่องของฟุตบอล การท่องเที่ยว และมอเตอร์สปอร์ต”
“10 ปีมีเรื่องราวมากมายเริ่มจากคนบุรีรัมย์ ดูฟุตบอลยังไม่เป็น แมตช์แรกของการแข่งขันฟุตบอลของบุรีรัมย์ แฟนบอลยังไม่รู้เลยว่าล้ำหน้าเป็นอย่างไร คนบุรีรัมย์ยังใส่ผ้าถุงมาเชียร์ฟุตบอลร้องเพลงสามช่ากันอยู่เลย แล้วก็ใน 10 ปี เรามีนักเตะอย่าง พี่แชมป์ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน และพี่กบ สุเชาว์ นุชนุ่ม ถือเป็นนักบอลรุ่นแรกของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และอยู่เป็นตำนานจนทุกวันนี้ ชิติพัทธ์ แทนกลาง ก็เป็นอะคาเดมีรุ่นแรกของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จักรพันธ์ แก้วพรม ก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของบุรีรัมย์ แล้วก็นำมาสู่นักฟุตบอลเลือดใหม่ของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ในทุกวันนี้"

"ถ้าเด็กเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนบุรีรัมย์โดยกำเนิด ก็ต้องเติบโตด้วยการเป็นนักเตะบุรีรัมย์ อะคาเดมี และที่สำคัญไปกว่านั้น 10 ปีที่ยาวนาน ช้างเพื่อนผม อยู่กับผมมาตลอดถึง 10 ปี มันก็ทำให้น้องแนน ได้คิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่าง จากการที่ 10 ปี เรามายืนอยู่บนแผนที่โลกได้ เราอยู่ในแผนที่ของวงการฟุตบอลได้ แผนที่ของประเทศไทยได้ 10 ปีจากนี้ไป เรากับเพื่อนของเราคือ ช้าง ควรต้องทำอะไรด้วยกันเพื่อตอบแทนโลกใบนี้ ฉะนั้นแนวคิดที่เราจะตอบแทนโลกใบนี้ จากนี้เป็นต้นไป เราจะจับมือกันในการที่จะสร้างโลกใบใหม่ และรักษาโลกเอาไว้ หมายความว่าฤดูกาลหน้า 2020 เป็นต้นไป เสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะต้องเป็นเสื้อที่ผลิตขึ้นมาจากขวดน้ำดื่มพลาสติกของช้าง 17 ใบ ต่อเสื้อ 1 ตัว สำหรับแฟนบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด”

“เรารู้ดีว่าการรักษ์โลก การเปลี่ยนแปลงของโลก เราใช้ทรัพยากรของโลกมากมหาศาล วันนี้เรารู้แล้วว่าทรัพยากรโลกหมดไป เราใช้โลกอย่างสิ้นเปลือง วันนี้บนแนวความคิดของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เรากำลังจะกลับมาสร้างสิ่งซึ่งมันรักษาโลกแล้วก็ช่วยโลกได้ จะเห็นได้ว่ารายละเอียดในเสื้อ 10 ปี นอกจากน้องแนนเอาแผนที่บุรีรัมย์มาใส่ในตัวเสื้อ ไม่ใช่แค่เอาขวดช้างมาทำเส้นใย แต่เฟล็กซ์ที่อยู่ในเสื้อก็มาจากฝา มาจากทุกสิ่งที่อยู่ในขวดน้ำดื่มช้าง เพื่อแปลงมาสู่การเป็นเสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ณ วันนี้ และต่อไปในวันหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในฤดูกาล 2020 มันไม่ใช่แค่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นผู้นำฟุตบอลของประเทศไทย แต่เราจะเป็นผู้นำของวงการกีฬาของประเทศไทยที่จะนำเอาระบบ Recycle (รีไซเคิล - วัสดุที่ใช้แล้ว นำมาแปรรูป เพื่อนำมาใช้ใหม่) มาใช้กับเสื้อกีฬา เพื่อช่วยกันรักษาโลก และรักษาในสิ่งที่เราต้องรักษาทรัพยากรต่างๆ ของโลก"

"วันนี้ถือว่าเรามาร่วมศักราชใหม่กับเพื่อนของเรา กับแฟนบอล เราหวังว่า Syntrel จะพัฒนาตัวเองในเรื่องของการรีไซเคิลที่จะทำให้เราสามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในโลกใบนี้อีก แน่นอนบนทุกการเปลี่ยนแปลงมันมีต้นทุน เสื้อบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เราขายราคาเดิม แต่เรามีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก 30 เปอร์เซ็นต์ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยอมรักษาราคาเดิมไว้ให้แฟนบอล เราถือว่าการช่วยกันรักษาโลก การช่วยกันทำสิ่งใหม่ๆ มันมีค่ามากกว่าเงินหรือผลตอบแทนที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะต้องได้ ทุกปีเราขายเสื้อ 800,000 ตัว แน่นอนต้นทุนผลประกอบการเราหายไป 30 เปอร์เซ็นต์จากการขายของที่ระลึก แต่เราคิดว่า 30 เปอร์เซ็นต์ที่เรายอมเสียไป

1. เราทำเพื่อโลกใบนี้

2. เราทำเพื่อแฟนบอลที่รักทีมของเรา ถือว่านี่คือ 10 ปีที่แฟนบอลให้การสนับสนุนบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มา จากปีที่ 11 เป็นต้นไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะเริ่มตอบแทนโลกใบนี้ และแฟนบอลทุกๆ คน หวังว่าจากนี้ เราจะมีเราตลอดไป ครับ”

โดยเสื้อฉลองครบรอบ 10 ปี ของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ผลิตขึ้นเพียง 20,000 ตัว จะเป็นชุดเกราะให้กับเหล่าขุนพลปราสาทสายฟ้า ใช้สวมใส่ลงแข่งขันในศึกฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2019 ในเกมที่จะเปิด ช้างอารีนา รับการมาเยือนของ ชัยนาท ฮอร์นบิล ในวันที่ 22 กันยายน ที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นเสื้อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะมาจากสโลแกนของสโมสร “Breath of Buriram” มีลายผ้าเป็นแผนที่จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อบ่งชี้ว่าจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของประเทศไทย ที่เติบโตมาด้วยการสร้างเมืองด้วยกีฬา ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา

ส่วนตัวของเนื้อผ้านั้นผลิตมาจากเส้นใยรีไซเคิล (Recycle) ที่ถักทอมาจากขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว เป็นอีกหนึ่งความใส่ใจต่อแฟนบอล ต่อสาธารณะและโลกของเรา ทั้งนี้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มีความตั้งใจที่อยากจะเป็นส่วนร่วมในการกระตุ้นจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมในแบบของชาวบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ให้ “เรามีเรา” แบบนี้ตลอดไป ทั้งนี้เส้นใย Recycle ที่ผ่านกระบวนการ และเทคโนโลยี ให้ได้เส้นใยในระดับ Performance เพื่อให้สวมใส่สบาย ทั้งยามเล่นกีฬาและทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน

สำหรับเสื้อ 1 ตัว จะใช้ขวดพลาสติกที่ใช้แล้ว 17 ขวดในการผลิต อีกทั้ง Tag สินค้าต่าง ๆ ในคอลเลคชั่น 10 ปี ยังใช้กระดาษฟางข้าว ซึ่งผสมเมล็ดพันธุ์พืชเอาไว้ สามารถนำไปแช่น้ำและปลูกเป็นต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเชียวให้โลกได้อีกด้วย

ทั้งนี้ เสื้อแข่ง Jersey มีราคา 790 บาท, เสื้อยืด มี 2 สี กรมท่า, ดำ ราคา 590 บาท, เสื้อแจ็คเก็ต มี 2 สี กรมท่า, ดำ ราคา 1,490 บาท

นอกจากนี้ยังมี “SPECIAL SET 10 ปี” ซึ่งมีเพียง 1,010 ชุดเท่านั้น ประกอบด้วย เสื้อแข่ง JERSEY 1 ตัว, กระเป๋าไวนิล (Vinyl Bag) 1 ใบ, ตุ๊กตาธันเด้อ ที่ออกแบบมาพิเศษใส่เสื้อแข่ง 10 ปี 1 ตัว และธงแลกขนาดพิเศษ (Mini Flag) 1 ผืน ทั้งเซตนี้ในราคา 1,990 บาท

เนื่องจากเป็นสินค้า Limited Edition (จำนวนจำกัด) แฟนบอลปราสาทสายฟ้าพันธุ์แท้สามารถสั่งจองล่วงหน้าเป็นเจ้าของ เสื้อแข่ง JERSEY และ SPECIAL SET คอลเลคชั่น 10 ปี ได้ก่อนใครเฉพาะช่องทาง Online ที่ https://buriram.shop ในวันที่ 12 กันยายน 2562 ตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป อีกทั้งยังสั่งจองได้ที่บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เมกาสโตร์ สาขาสยามสแควร์ และสาขาช้างอารีนา วันที่ 13 กันยายน 2562 ไปจนถึง วันที่ 15 กันยายน 2562 พร้อมรอรับสินค้าได้ภายในวันที่ 27 กันยายน 2562 (สินค้าพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ตุลาคม ที่จะถึงนี้)

BGPU เฟ้นหาสาวใส แพสชั่นสูง เข้าประกวด Rabbit Girls 2020

posted Sep 13, 2019, 12:13 AM by Maturos Lophong

 

BGPU เฟ้นหาสาวใส แพสชั่นสูง เข้าประกวด Rabbit Girls 2020 ชิงรางวัลรวม 4 ล้านบาท พร้อมเส้นทางต่อยอดในแวดวงบันเทิง

'เดอะ แรบบิท' บีจี ปทุมยูไนเต็ด จัดประกวด "BGPU Rabbit Girls Contest 2020" สานฝันให้หญิงสาวสวยใสที่มีแพสชั่นอยากจะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ปั้นเป็น Brand Ambassador ของสโมสร โดยเชิญ 3 กูรูฝีปากกล้า ดีเจต้นหอม-ดีเจเชาเชา-วีเจจ๋า มาอัพสกิลการพูดขั้นเทพพร้อมปรับบุคลิกภาพ สุดพิเศษกับการเปิด Watermill Golf & Resort สนามกอล์ฟ ที่รีโนเวตใหม่ของกลุ่มบีจีให้ทำกิจกรรมเวิร์กชอปสไตล์สปอร์ตเกิร์ล พร้อมจับมือ บริษัท บีวี มีเดีย แอดส์ จำกัด เพิ่มโอกาสให้แรบบิทเกิร์ลได้โชว์ศักยภาพอย่างหลากหลาย

คุณวรเดช กฤตยาเกียรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด สโมสร บีจีปทุมยูไนเต็ด กล่าวว่า การประกวด BGPU Rabbit Girls Contest ในปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จด้วยดี ในกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ขึ้นและกูรูทุกท่านที่เชิญมา มีส่วนช่วยให้สาวสวยรุ่นใหม่ได้ค้นพบความสามารถ และพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างรอบด้าน ทั้งทักษะการแสดง การพูด การร้องเพลง สำหรับ BGPU Rabbit Girls Contest ประจำปี 2020 นี้ ตั้งใจจะโฟกัสไปที่ทักษะ 'การพูด' และ 'การนำเสนอ' ซึ่งเป็นสกิลสำคัญที่ผู้เข้าประกวดมีโอกาสได้ใช้จริง และสามารถนำไปต่อยอดในสายอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น นักแสดง พิธีกร ดีเจ พรีเซนเตอร์สินค้า ฯลฯ


ต้องยอมรับว่าผู้หญิงสมัยใหม่ มีความสามารถ กล้าแสดงออก และใส่ใจสุขภาพ มีความเป็นสปอร์ตเกิร์ลในตัว ทำให้การคัดเลือกแรบบิทเกิร์ลในแต่ละปีท้าทายยิ่งขึ้น สำหรับ BGPU Rabbit Girls Contest 2020 เราได้รับเกียรติจาก ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ ดีเจเชาเชา-ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม และวีเจจ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี มาร่วมเป็นคณะกรรมการ รวมทั้งเป็นกูรูพัฒนาทักษะการพูด ไหวพริบปฏิภาณ ตลอดจนพัฒนาบุคลิกภาพให้กับผู้เข้าร่วมประกวด โดยเฉพาะดีเจต้นหอมที่มีทักษะการพูดที่ดี มีสไตล์ที่ชัดเจน และที่สำคัญคือ คุณต้นหอมเป็นตัวแทนของผู้หญิงที่ใช้ความสามารถในการพิสูจน์ตนเอง จนประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงในฐานะดีเจ พิธีกร นักแสดง ซึ่งเรามองว่าคุณต้นหอมมีคุณสมบัติพร้อมที่จะเป็น 'Role Model' สร้างแรงบันดาลใจให้กับแรบบิทเกิร์ลของสโมสรบีจีปทุมยูไนเต็ด"

ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้สมัครแรบบิทเกิร์ลนั้นจะต้องเป็นสาวมั่นและโสดที่มีอายุระหว่าง 20 - 27 ปี มีส่วนสูงตั้งแต่ 160 ซม. ขึ้นไป กำลังศึกษาหรือจบการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความเป็นสปอร์ตเกิร์ล เท่ ฉลาด สดใส บุคลิกภาพดี มีทักษะในการสื่อสาร รวมทั้งมีความมั่นใจและกล้าแสดงออก ผู้สนใจสามารถสมัครและส่งคลิปวิดีโอแนะนำตัวเอง ความยาว 1 นาที มาที่ www.bgputd.com ภายในวันที่ 12 กันยายน - 13 ตุลาคม 2562 จากนั้นคณะกรรมการจะคัดเลือกผู้เข้าประกวดเพียง 100 คน มาเข้าร่วมออดิชั่น ณ สิงห์คอมเพล็กซ์ ในวันที่ 22 ตุลาคม ก่อนประกาศผู้เข้ารอบ 20 คน ที่จะได้รับโอกาสสุดพิเศษไปเก็บตัวทำกิจกรรมเวิร์กช็อปที่ Watermill Golf & Resort คลอง 14 ถนนรังสิต-นครนายก ในระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน

ซึ่งรีสอร์ทดังกล่าวถือเป็นธุรกิจใหม่ที่กลุ่มบีจีเข้าไปบริหาร และลงทุนรีโนเวตไปกว่า 100 ล้าน ในระหว่างที่ผู้เข้าประกวดทำเวิร์คช็อปกับกูรูทั้งสาม ผู้สนับสนุนหลัก ตลอดจนการทำกิจกรรมเพื่อสังคมกับชุมชนโดยรอบ จะมีการ Live สดให้แฟนๆ บีจีพียูได้ติดตามเป็นระยะ ก่อนจะประกาศผู้เข้ารอบ 10 คนสุดท้าย เพื่อขึ้นเวทีแสดงโชว์ครั้งใหญ่ พร้อมสัมภาษณ์สด และลุ้นจนหยดสุดท้ายว่าใครจะเป็น Brand Ambassador ทั้ง 5 คน ของสโมสรบีจีปทุมยูไนเต็ด รับรางวัลมูลค่ารวม 4 ล้านบาท ในรอบตัดสินที่งาน BGPU Season Opening 2020 ในเดือน มกราคม ณ BG Hall รังสิต คลอง 3

คุณวรเดชกล่าวว่า แรบบิทเกิร์ลทั้ง 5 คน นอกจากจะเซ็นสัญญาเป็นแรบบิทเกิร์ลของสโมสรฟุตบอล บีจีปทุมยูไนเต็ด ประจำปี 2020 และปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับแรบบิทเกิร์ลรุ่นพี่ จำนวน 5 คน เป็นระยะเวลา 1 ปี จะได้รับผลตอบแทนเป็นรายเดือนจากทางสโมสร ยังจะมีโอกาสได้แสดงความสามารถอย่างหลากหลายในฐานะ Brand Ambassador ให้กับสโมสร ทั้งผู้นำเชียร์ ผู้เชิญธง พิธีกรภาคสนาม ณ สนามลีโอ สเตเดี้ยม พิธีกรรายการ Chic & Chill ของสโมสร ตลอดจนถ่ายแบบให้กับสินค้าของสโมสรและสปอนเซอร์ผู้สนับสนุน

ล่าสุด สโมสรบีจีปทุมยูไนเต็ด เพิ่งจะลงนามบันทึกข้อตกลงกับ บริษัท บีวี มีเดีย แอดส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาการสื่อสารการตลาดและผู้ให้บริการด้านการตลาดอินฟลูเอ็นเซอร์ (บริการ BV ORBIT) โดยการทำงานร่วมกับ KOL เซเลบริตี้ผู้มีชื่อเสียงทางสังคมเมือง รวมถึงขวัญใจชาวต่างประเทศ เพื่อสร้างสรรเนื้อหาที่เหมาะสมตามสินค้าและกลุ่มเป้าหมายในการตลาด โดยรับแรบบิทเกิร์ลจะเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังกัด เพื่อดูงานด้านกิจกรรมการตลาดที่เหมาะสมต่อไป

"เราภูมิใจที่เวทีการประกวด BGPU Rabbit Girls Contest ซึ่งเป็นปีที่ 12 เป็นเหมือนสถาบันหนึ่งที่มอบประสบการณ์ที่มีค่า เป็นใบเบิกทางให้แรบบิทเกิร์ลนำไปต่อยอดในสายอาชีพที่ตนมุ่งมั่นตั้งใจ อาทิ พิธีกร นักแสดง พรีเซนเตอร์ แอร์โฮสเตส เป็นต้น เนื่องจากแรบบิทเกิร์ลมีศักยภาพและมีภาพลักษณ์ที่ดีเป็นต้นทุน ดังนั้น อยากให้ผู้หญิงยุคใหม่เข้ามาเรียนรู้ เปิดใจที่จะพัฒนาศักยภาพ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ และความรู้สึกดีๆ จากแฟนคลับ ของสโมสร เพราะแรบบิทเกิร์ลก็เหมือนสมาชิกหนึ่งในครอบครัวของสโมสร บีจีปทุมยูไนเต็ด"

สาวมั่นแพสชั่นสูงคนไหนอยากจะอัพสกิลการพูดแบบเทพๆ และใช้เวที BGPU Rabbit Girls Contest สร้างโอกาสสู่ความสำเร็จ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม และกรอกใบสมัครออนไลน์ BGPU Rabbit Girls Contest 2020 ได้ที่ www.bgputd.com หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/BGPURabbitgirls และ โทรศัพท์ 02 834 7000 ต่อ 7330, 7428 ID Line: @BGPU

เกี่ยวกับสโมสรฟุตบอล บีจี ปทุมยูไนเต็ด

สโมสรฟุตบอล บีจี ปทุมยูไนเต็ด (BGPU) เป็นธุรกิจหนึ่งในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส ถือเป็นหนึ่งในสโมสรระดับแนวหน้าของไทย โดยประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์หลากหลายรายการ จนเป็นที่รู้จักในฉายา เดอะ แรบบิต (The Rabbits) ทั้งยังร่วมมือกับ Cerezo Osaka FC สโมสรชื่อดังจากญี่ปุ่น ก่อตั้งอะคาเดมี่ฟุตบอลสำหรับเยาวชน YHA ณ รังสิตคลอง 4 เพื่อยกระดับมาตรฐานและสร้างโอกาสทางอาชีพของนักกีฬาไทยสู่สากล

กลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าสประกอบธุรกิจอย่างหลากหลาย โดยธุรกิจหลักคือ บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส (BGC) ซึ่งผลิตและจัดจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วครบวงจรเป็นรายใหญ่ที่สุดในประเทศและภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งยังขยายธุรกิจในกลุ่มกระจกแผ่น ธุรกิจกลุ่มบรรจุภัณฑ์ประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่แก้ว และธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจกีฬา ธุรกิจร้านอาหาร ตลอดจนธุรกิจโรงแรมและสถานที่พักตากอากาศ

บุรีรัมย์มาราธอน 2020 ชวนนักวิ่งร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่

posted Sep 2, 2019, 2:52 AM by Maturos Lophong


บุรีรัมย์มาราธอน 2020 ชวนนักวิ่งร่วมสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม 8-9 ก.พ. ปีหน้า 

“จ.บุรีรัมย์”ผนึกกำลังพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เตรียมเปิดฉากการวิ่งมาราธอนระดับโลก“บุรีรัมย์มาราธอน 2020” วันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ปีหน้า “บิ๊กเน” เนวิน ชิดชอบ ประกาศยกระดับมาตรฐานเพื่อก้าวสู่ บรอนซ์เลเบิลในเดือนตุลาคมนี้ พร้อมจัดบิ๊กเซอร์ไพรส์แบ่งการแข่งขันเป็น 2 วัน “ฟันรัน” วันแรกในรูปแบบ “ไนท์รัน” บนแทร็คเดียวกับรถแข่งโมโตจีพี ขณะ มาราธอน, ฮาล์ฟ มาราธอน และ มินิ มาราธอน ดวลวันที่สองพร้อมนักวิ่งระดับท็อปของโลก ตั้งเป้ารับนักวิ่งสูงสุด 30,000 คน พร้อมเปลี่ยนเส้นชัยสัมผัสความยิ่งใหญ่ของสนามช้างอารีนา ถิ่นเหย้าของสโมสรบุรีรัมย์ยูไนเต็ด เพิ่มจุดรับน้ำดื่มทุกๆ 2 กม. ชี้รับฟังทุกปัญหาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการ

เมื่อวันจันทร์ที่ 2 กันยายน 2562 ที่ศูนย์การค้าเดอะ สตรีท รัชดา นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์, นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต และ พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์ นายกสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พร้อมผู้สนับสนุนภาคเอกชน นายสุรพล อุทินทุ ผู้อำนวยการสำนักประสานงานภายนอก บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยเครื่องดื่มตราช้าง ร่วมแถลงข่าวการจัดการแข่งขันวิ่ง รายการ “บุรีรัมย์ มาราธอน 2020” ภายใต้แนวคิด “YOUR ULTIMATE DESTINATION-สวรรค์ของนักวิ่ง ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 1,650,000 บาท ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน โดยจะชิงชัยในวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์ 2563 ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “กระทรวงฯมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ในทุกประเภท โดยเฉพาะกีฬาที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมากอย่างการวิ่งมาราธอน แผนงานระยะยาวของเราคือการผลักดันให้ มาราธอน ในประเทศไทย กลายเป็น 1 ใน เมเจอร์มาราธอนของโลก เช่นเดียวกับ โตเกียว มาราธอน, บอสตัน มาราธอน, ลอนดอน มาราธอน, เบอร์ลิน มาราธอน, นิวยอร์ก ซิตี้ มาราธอน และ ชิคาโก มาราธอน ซึ่งมีเป้าหมายให้งานวิ่งของไทยกลายเป็นแบรนด์ระดับต้นๆ ของโลก”

“บุรีรัมย์ มาราธอน นับเป็นงานวิ่งรายการใหญ่ของไทย ทางรัฐบาลพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่เพราะมีนักวิ่งเข้าร่วมจำนวนมากจากปีแรก 7,000 คน ปีที่สอง 13,000 คน ปีที่ผ่านมาเพิ่มมากถึง 24,000 คน โดยการจัดงานมีมาตรฐานสูง การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพ ในปีนี้ได้ขยายรับจำนวนนักวิ่งเพิ่มเติมขึ้นเป็น 30,000 คน โดยเฉพาะโควตานักวิ่งชาวต่างชาติ ซึ่งการเดินทางมาของนักวิ่งทั้งไทยและเทศเหล่านี้ พร้อมกับผู้ติดตาม จะทำให้ประเทศได้รับประโยชน์สูงสุด มีรายได้หมุนเวียนในจังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงอย่างมหาศาล”

นายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า “จังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักวิ่งและพร้อมแสดงศักยภาพของจังหวัด ในฐานะ 1 ใน 6 เมืองกีฬาของประเทศไทย ด้วยการเป็นแลนด์มาร์คของเมืองแห่งการท่องเที่ยว เมืองแห่งการจัดอีเวนต์และเมืองกีฬา ตาม “บุรีรัมย์ โมเดล” นักวิ่งทุกท่านสามารถมั่นใจได้ว่าจะได้รับการต้อนรับที่ดีเยี่ยม ทั้งการเดินทาง ที่พัก และอาหาร รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ซึ่งเราวางแผนและเตรียมการอย่างดีที่สุดสมบูรณ์ที่สุด”

“บุรีรัมย์ มาราธอน ถือเป็นงานที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดในประเทศไทย หรือในโลกเลยก็ว่าได้ปีที่ผ่านมามีนักวิ่งมากถึงสองหมื่นกว่าคนมีชาวบ้านเข้ามาเป็นกองเชียร์หลายหมื่นคน มากกว่าจำนวนนักวิ่งเสียด้วยซ้ำคนบุรีรัมย์ไม่ได้มีส่วนแค่ในการเชียร์ของวันแข่งขันเท่านั้น แต่ยังดูแลนักวิ่งทุกคนเหมือนแขกที่มาเยี่ยมบ้านตั้งแต่วันรับบิบ วันงานเอ็กซ์โป วันวิ่ง และตามส่วนต่างๆ ของเมืองให้กำลังใจตั้งแต่นักวิ่งออกสตาร์ทจนถึงนักวิ่งคนสุดท้ายเข้าเส้นชัย”


ด้าน นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต กล่าวว่า “ผมและทีมงานพยายามที่จะยกระดับไปสู่ระดับโลกให้ได้ มั่นใจว่าในปีนี้ บุรีรัมย์มาราธอน จะก้าวเข้าสู่การเป็น เวิลด์ สแตนดาร์ด โดยเก็บเกี่ยวสิ่งที่เกิดขึ้นใน 3 ปีที่ผ่านมา ปรับให้ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิม เพื่อก้าวสู่มาตรฐานโลกบรอนซ์เลเบิลในเดือนตุลาคม โดยการแข่งขันปีนี้แยกออกเป็น 2 วัน คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ แยกฟันรัน ออกมาจัดวิ่งเดี่ยวๆ ในรูปแบบ ไนท์รัน คือวิ่งในตอนหัวค่ำในสนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ส่วนวันที่ 9 กุมภาพันธ์ จะเป็นการวิ่งมินิมาราธอน, ฮาล์ฟมาราธอนและฟูลมาราธอน โดยการแยกเป็น 2 วัน จะทำให้เรารับสมัครนักวิ่งได้มากขึ้น เพราะเราทราบปัญหาดีว่า มีนักวิ่งจำนวนมากอยากลงสมัครวิ่ง มินิมาราธอน, ฮาล์ฟมาราธอน และ ฟูล มาราธอน ซึ่งในปีนี้เราจำกัดจำนวนนักวิ่งไว้ที่ไม่เกิน 30,000 คน เพื่อให้มีการดูแลที่ทั่วถึง และปรับจุดเข้าเส้นชัยใหม่ โดยในปีนี้จะออกสตาร์ทจากสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต สนามแข่งรถระดับโลกสังเวียนเดียวกับโมโตจีพี โดยเปลี่ยนเส้นชัยสัมผัสความยิ่งใหญ่ของสนามฟุตบอลช้างอารีนา”

ทั้งนี้ นายเนวิน กล่าวว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในทุกๆ ปีที่ผ่านมา จะได้รับการปรับปรุงให้มีความสะดวกสบายสำหรับนักวิ่งมากขึ้น โดยรับฟังทุกปัญหาจากนักวิ่ง นับตั้งแต่การรับบิบที่รวดเร็วมากขึ้น แก้ปัญหาความแออัด และความล่าช้าให้หมดไป ส่วนพื้นที่จัดอาหารจะแบ่งโซนให้ชัดเจนของแต่ละประเภทการวิ่งทั้งของมินิ มาราธอนฮาล์ฟมาราธอน และฟูลมาราธอน โดยจะมีการจัดบุรีรัมย์พาวิลเลียน ไม่แจกอาหารกล่อง แต่จะเปลี่ยนเป็นโซนอาหารชนิดต่างๆ เป็นอาหารพื้นบ้าน ของอร่อยจากท้องถิ่นไว้บริการทุกๆ คน ปีนี้จะมีแคมเปญบุรีรัมย์ชวนชิมไว้บริการ

“ส่วนที่ใช้สำหรับรับประทานอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยคิดจะทำมาก่อนและไม่เคยยอมให้ใครนำอาหารหรือแม้กระทั่งขวดน้ำมาดื่มบนสเตเดียมแต่ในครั้งนี้เราจะเปิดสนามฟุตบอลให้นักวิ่งได้ขึ้นไปนั่งทานอาหารและชมวิวสนามเพื่อผ่อนคลายหลังวิ่งเสร็จ”

นอกจากนี้จะมีการเพิ่มจุดบริการน้ำดื่มให้มากขึ้นเพื่อให้เพียงพอสำหรับนักวิ่งในทุกๆระยะ โดยจุดต่างๆ ที่สามารถเติมได้และไม่ขัดกับกฎของเวิลด์มาราธอน ก็จะเพิ่มเติมเข้าไปให้เพียงพอมากที่สุด รวมถึงน้ำแข็งก็จะไม่ขาดตกบกพร่อง ทำให้นักวิ่งจะมีน้ำเย็นดื่มดับกระหายในทุกจุด ขณะเดียวกันจะเพิ่มโซนที่เป็นอุโมงค์ม่านน้ำ เพื่อคลายร้อนกรณีที่อุณหภูมิสูงเกินไป หากนักวิ่งต้องการปรับอุณหภูมิร่างกายก็สามารถวิ่งผ่านอุโมงค์ม่านน้ำได้เลยแต่จะเลือกไม่วิ่งผ่านก็ได้”

นายเนวิน กล่าวทิ้งท้ายว่า “ผมหวังจะได้เจอนักวิ่งทุกๆ คน ในวันที่ 8-9 กุมภาพันธ์นี้ เจอกันนะครับ สิ่งต่างๆ ที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น เรามีเป้าหมายเดียวคือจะทำให้บุรีรัมย์มาราธอนเป็นสวรรค์ของนักวิ่งอย่างแท้จริง”

ในงานแถลงข่าวคณะผู้จัดงานบุรีรัมย์ มาราธอน โดย นายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บุรีรัมย์ยูไนเต็ดอินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต จำกัด มอบเงินรายได้จากกิจกรรม บุรีรัมย์ มาราธอน ชาริตี้ ปี 2019 ซึ่งเปิดให้มีการจำหน่าย bib เลขสวย ได้รับความสนใจจากนักวิ่งเข้าร่วมกิจกรมจำนวนมาก รายได้จำนวน 796,000 บาท มอบให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์และยังได้การมอบเงินสนับสนุนสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จำนวน 1 ล้านบาท โดยมี พลตำรวจเอก สันต์ ศรุตานนท์ นายกสมาคมฯ เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ บุรีรัมย์ มาราธอน มีความโดดเด่นในเรื่องของเส้นทางการวิ่งอย่างมาก ทุกระยะของเส้นทางจะตัดผ่านอารยธรรมทุกช่วงสมัยของจังหวัดบุรีรัมย์ ทั้งในปัจจุบันและเส้นทางแห่งประวัติศาสตร์ รวมถึงขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมต่างๆ สอดคล้องกับนโยบาย “สปอร์ต ทัวริซึม” ของรัฐบาลไทย ที่ต้องการผสานกีฬาเข้ากับการท่องเที่ยวเพื่อสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในแต่ละภูมิภาคของไทย

การจัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากภาคเอกชนอย่างมากมายนำโดยเครื่องดื่มตราช้าง บริษัท ไทยดริ้งค์ จำกัด, บริษัท ฮอนด้าออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR, บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด, บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน), บริษัท ซีพีแรม จำกัด, บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน), บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด, บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น

ทั้งนี้ บุรีรัมย์ มาราธอน 2020 เปิดรับสมัครแล้วอย่างเป็นทางการ โดยประกอบด้วยการแข่งขันทั้งสิ้น 4 ระยะทาง ได้แก่ ระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร โดยจะเป็นปีแรกที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดลำดับรุ่นอายุในระยะมาราธอน ที่เรียกว่า AbbottWMM Wanda Age Group Ranking ซึ่งจัดโดย Abbott World Marathon Majors ซึ่งจะทำให้นักวิ่งที่ในระยะมาราธอนมีสิทธิ์ไปวิ่งในรายการ WORLD MARATHON ได้, ระยะฮาล์ฟมาราธอน 21.1 กิโลเมตร, ระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร และฟันรัน 4.554 กิโลเมตร โดยในปีนี้ วันงานเอ็กซ์โปเดย์ จะเปิดให้รับอุปกรณ์การแข่งขัน 2 วัน คือวันที่ 7-8 กุมภาพันธ์ 2563 สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.burirammarathon.com และ www.facebook.com/bru.marathon

กรมการขนส่งทางบก" พร้อมเต็มกำลังอำนวยความสะดวกแฟนโมโตจีพี

posted Sep 1, 2019, 9:29 PM by Maturos Lophong




"กรมการขนส่งทางบก" พร้อมเต็มกำลังอำนวยความสะดวกแฟนโมโตจีพีหลักแสน เน้นรณรงค์ขับขี่ปลอดภัย เตรียมพร้อมเส้นทาง 100% เพิ่ม"รถโดยสาร-รถรับส่ง"เกือบเท่าตัว 

“กรมการขนส่งทางบก” ผนึกกำลัง “การกีฬาแห่งประเทศไทย” ลงนามความร่วมมือผลักดัน โมโตจีพี รายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 เป็นวาระสำคัญของประเทศไทย ปล่อยแคมเปญใหญ่รณรงค์ขับขี่ปลอดภัย เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณา ตัวใหม่ รวมถึงบูธกิจกรรมอัดแน่นความรู้แก่ผู้มาร่วมงาน เดินหน้าอำนวยความสะดวกแฟนความเร็วหลายแสนคนจากทั่วโลก ด้วยการปรับปรุงเส้นทางให้สมบูรณ์ ขยายถนนส่วนที่เป็นคอขวดลดการจราจรติดขัด เพิ่มรถโดยสารประจำทางจาก กทม.-บุรีรัมย์ กว่า 60 ต่อวัน จาก นครราชสีมา-บุรีรัมย์ 120 เที่ยวต่อวัน และรถโดยสารไม่ประจำทางไม่ต่ำกว่า 10 เส้นทาง ขณะเดียวกันยังเตรียม ชัตเติ้ล บัส 4 เส้นทางวิ่งรับส่งตลอด 3 วันของการแข่งขัน

. ประเทศไทยเตรียมรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี 2019 สนามที่ 15 รายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคมนี้ ที่ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ โดยนับเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่ไทยรับบทบาทฝ่ายจัดการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับเวิลด์คลาสรายการนี้

.
จากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ และเอกชน ส่งผลให้ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ เป็นศึกโมโตจีพี ครั้งแรกในประเทศไทย ถูกยกให้เป็น “เบสต์ กรังด์ปรีซ์ ออฟ เดอะ เยียร์” พร้อมจำนวนผู้ชมมากที่สุดจากทั้งสิ้น 19 สนาม ขณะเดียวกันยังสร้างเม็ดเงินมหาศาล ตลอด 3 วันของการแข่งขัน

ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางบก ร่วมกับ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้จัดงานแถลงข่าวพิธีลงนาม ความร่วมมือและการสนับสนุน การแข่งขัน โมโตจีพี รายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ 2019 ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการใช้ศึกจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก สะท้อนสู่นโยบายการขับขี่ปลอดภัยเพื่อรณรงค์ให้เป็นวาระสำคัญของประเทศไทย

.

ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เปิดเผยว่า ถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่มีการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐด้วยกัน เพราะการจัดโมโตจีพีนั้นไม่ใช่ทางด้านกีฬาที่ได้รับผลประโยชน์อย่างเดียว แต่ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลดีแก่ประเทศไทยในด้านต่างๆ ด้วย ทั้งเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ตรงตามยุทธศาสตร์ “สปอร์ตทัวริซึ่ม” ของรัฐบาลเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่องค์กรภาครัฐทุกภาคส่วน ให้ความสำคัญกับการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โมโตจีพี ของ ประเทศไทยเพราะผลประโยชน์ที่กลับมาสู่ประเทศไทยนั้นมากมายจริงๆ

.
“การเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกในประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้ชมเดินทางมาจากทั้งในและต่างประเทศ โดยส่วนใหญ่เดินทางโดยโครงข่ายคมนาคมทางบก ฉะนั้นกรมการขนส่งทางบกจึงเป็นหน่วยงานสำคัญมาก ที่ให้การสนับสนุนทั้งในเรื่องการอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยของเส้นทาง นอกจากนี้ยังมีโครงการความร่วมมือระหว่างกันในการรณรงค์การขับขี่อย่างปลอดภัย ซึ่งทาง กกท. ต้องขอขอบคุณอีกครั้งที่ทางขนส่งทางบกเห็นความสำคัญ และให้ความร่วมมือในการจัดงานครั้งนี้”

. นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า “เราได้บูรณาการเส้นทางการเดินทางทางบกให้มีความพร้อมมากที่สุดทั้งเส้นทางหลักของกรมทางหลวงที่จะขยายเส้นทาง เช่น สายบุรีรัมย์-นางรอง บูรณะผิวทางเดิม ซึ่งเดิมทีเป็นเส้นทางรองให้พร้อมรองรับการเดินทางของแฟนมอเตอร์สปอร์ตจำนวนมาก ปรับปรุงบริเวณคอขวดไหล่ทาง มีการติดตั้งป้ายบอกทางเพิ่มเติมเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดขัด ภายในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ นอกจากนั้น กรมการขนส่งทางบก ยังได้เตรียมแผนการรองรับการแข่งขัน สำหรับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตที่เดินทางระหว่างจังหวัดด้วยการเพิ่มเที่ยวรถในช่วงการจัดงานในส่วนของ บขส. เส้นทาง กทม. สู่บุรีรัมย์ วันละไม่ต่ำกว่า 60 เที่ยว ต่อวัน เส้นทางนครราชสีมา – บุรีรัมย์ ไม่ต่ำกว่า 120 เที่ยวต่อวัน รถโดยสารประจำทางไม่ต่ำกว่า 10 เส้นทาง ส่วนการอำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนที่จะเข้ามาชมการแข่งขันฯ ในจังหวัดบุรีรัมย์ มีการเตรียมรถ Shuttle Bus 4 เส้นทาง ได้แก่ ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ - สนามช้างอารีน่า สถานีรถไฟบุรีรัมย์ – สนามช้างอารีน่า, สถานีขนส่งบุรีรัมย์ – สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และ อบจ.บุรีรัมย์ - สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต และมีรถลูป 3 เส้นทาง ได้แก่ วงเวียน รัชกาลที่ 1 - สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต, เรือนจำ - แยกภัทร และแยกภัทร - แยกกระสัง ซึ่งเราคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนได้รับความสะดวกสบาย และระบายคนทั้งขาเข้าขาออกจากสนามได้เป็นอย่างดี”

.
อธิบดีกรมขนส่งทางบกยังได้เปิดเผยเกี่ยวกับแคมเปญรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยสำหรับงานโมโตจีพีในปีนี้ว่า“ปีที่ผ่านมามีผู้ชมจากทั่วโลกเดินทางมาดู พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ เป็นจำนวนมาก กลุ่มเป้าหมายหลักเป็นผู้ใช้รถมอเตอร์ไซด์ โดยเฉพาะบิ๊กไบค์เรานำกระเเสดังกล่าวมารณรงค์เพื่อให้เยาวชนเเละคนไทยทุกคน เล็งเห็นความปลอดภัยในการขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีนักแข่งระดับโลกเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งทุกคนจะต้องสวมหมวกกันน็อค และมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายของตัวเองทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุก็จะไม่เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินพร้อมปลูกฝังให้คนไทยทุกคนให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนน” ในปีนี้กรมขนส่งทางบกยังคงมีโครงการความร่วมมือส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน รณรงค์การขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ปลอดภัยผ่านการแข่งขันรายการ พีทีที ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์ 2019 อีกครั้ง กับแคมเปญ ”ความเร็วใช้ในสนามแข่งเท่านั้น” โดยมีภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ ที่เปิดตัวครั้งแรกในวันนี้และบูธกิจกรรมในวันงานที่ใหญ่ขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาและอัดแน่นกิจกรรมให้ความรู้ เพื่อเน้นย้ำกับกลุ่มเป้าหมายให้ใช้ความเร็วให้ถูกสถานที่ มีเกมส์การขับขี่แบบใช้ความเร็วในสนามแข่งและถนนจำลองเพื่อการขับขี่อย่างถูกกฎหมายบนท้องถนนอีกด้วย

. นายตนัยศิริ ชาญวิทยารมณ์ กรรมการผู้อำนวยการ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต กล่าวว่า คาดว่าปีนี้จะมีผู้ชมเพิ่มมากกว่าเดิมมาก เนื่องจากปีที่แล้วเราได้รางวัล Best Grand Prix of the year ส่วนในปีนี้ทางสนามยังคงมีแผนในการทำรถรับ-ส่ง เส้นทางภายในสนาม 3 สาย โดยชัตเติ้ลแต๋น ซึ่งปีนี้จะเพิ่มรถบรรทุก 6 ล้อไปด้วยรวมเป็นหลายร้อยคัน เพื่อให้จำนวนเพียงพอกับความต้องการ มีจุดขึ้น-ลงรถให้บริการทั้ง 2 ประตูทางเข้าหลัก สู่ลานกิจกรรม และแสตนด์ จุดต่างๆอย่างทั่วถึง นายตนัยศิริ ยังได้กล่าวถึงแคมเปญ ”ความเร็วใช้ในสนามแข่งเท่านั้น” ของกรมขนส่งทางบกว่า ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างมาก มีการใช้ภาพนักแข่งระดับโลกใน การแข่งโมโต จีพี ที่สนามบ้านเรา มาช่วยสร้างความน่าสนใจ นักแข่งเหล่านี้เวลาลงแข่งในสนามแข่งขัน จะมีอุปกรณ์ Safety ต่างๆมากมาย โดยการขับด้วยความเร็ว 220 กม. ต่อชั่วโมง ถือว่าเร็วมากๆ แต่พอนักแข่งเหล่านี้ล้ม แทบจะไม่ได้รับบาดเจ็บขั้นรุนแรง เนื่องจากมีการป้องกันส่วนสำคัญๆของร่างกายอย่างถูกวิธี”

“ช้าง”เปิดแคมเปญ”เล่นไม่เลิก”ส่งใจเชียร์ทีมชาติไทย

posted Aug 29, 2019, 7:02 PM by Maturos Lophong   [ updated Aug 29, 2019, 7:09 PM ]




"เครื่องดื่มตราช้าง" ร่วมกับ "สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เขย่าวงการลูกหนังไทย เปิดตัวแคมเปญ “เล่นไม่เลิก”พร้อมขนทัพเหล่านักเตะ โค้ช และตำนานของวงการฟุตบอล ถ่ายทอดเรื่องราวและความทุ่มเท กว่าจะก้าวสู่เส้นทางฟุตบอลทีมชาติ พบ ตูน-บอดี้สแลม เหล่าศิลปินดาราดัง และแฟนบอลกว่า 5,000 คน มาร่วมกัน ส่งพลังใจเชียร์ให้ช้างศึก

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2562 ณ สนามศุภชลาศัย “เครื่องดื่มตราช้าง” ร่วมกับ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เปิดตัวแคมเปญ “#เล่นไม่เลิก” ด้วยการขนทัพเหล่านักเตะ โค้ช และตำนานของวงการฟุตบอล มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวและความทุ่มเท กว่าจะก้าวสู่เส้นทางของฟุตบอลทีมชาติ กับคำมั่นว่า จะ #เล่นไม่เลิก พบกับ ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เทิดศักดิ์ ใจมั่น โค้ชเตี้ย-สะสม และเหล่าแฟนบอลที่เป็นศิลปินดาราดังมากมาย ที่ชื่นชอบและเป็นแฟนตัวยงฟุตบอลไทย อาทิ ตูน-บอดี้สแลม, ก้อย-รัชวิน อาเล็ก-ธีรเดช, เกรท-วรินทร, บอย-ปกรณ์, ปั๊บ-โปเตโต้, พีเค, กาละแม, ศิลปินดาราจาก GMM และ GMM TV ฯลฯ และแฟนบอล กว่า 5,000 คน ที่จะมาร่วมกันส่งแรงใจ แรงเชียร์ให้ทีมฟุตบอลไทย #เล่นไม่เลิก



เกี่ยวกับรายละเอียดของงานนี้ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการฟุตบอลไทยและทีมช้างศึก มากว่า 20 ปี กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นการรวมพลังกันของทุกฝ่าย และเห็นความสามัคคีในการร่วมแรงร่วมใจกันเชียร์ช้างศึก รวมถึงได้เห็นความมุ่งมั่น และความพยายามของนักเตะ และทีมโค้ชผู้ช่วยที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะทุ่มเทกันสุดตัวแบบไม่เคยย่อท้อ กับคำมั่นว่าจะเล่นไม่เลิก”

พล.ต.อ.ดร. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในวันนี้ได้เห็นทุกฝ่ายมาร่วมมือร่วมใจเพื่อสนับสนุนช้างศึก ภาพความร่วมมือและเสียงเชียร์ของวันนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่แสดงให้เห็นถึงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันอันสำคัญให้กับเหล่านักเตะ โค้ช และทีมงานทุกคน ผมต้องขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และคนไทยทุกคนที่ยังคงเชื่อใจและเป็นแรงสนับสนุนให้กับช้างศึกอยู่เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์วันข้างหน้า ทีมจะต้องเจอกับศึกหนักแค่ไหน ผมเชื่อว่าช้างศึกจะเล่นไม่เลิก และไม่ย่อท้อ ให้สมกับที่ทุกคนคอยส่งแรงเชียร์เราอยู่เสมอ”

ลีซอ-ธีรเทพ วิโนทัย ในฐานะนักเตะที่รับใช้ทัพช้างศึกมาทั้งชุดเล็กและชุดใหญ่ กล่าวว่า “ผมโชคดีที่หาเส้นทางของตัวเองได้เร็ว ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตั้งแต่ 8 ขวบ ก็หมั่นฝึกฝนและมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองตลอด เริ่มต้นก็ได้แข่งขันฟุตบอลระดับโรงเรียน จากนั้นได้ก้าวเป็นทีมเยาวชนของสโมสนคริสตัลพาเลซ และเป็นเด็กรุ่นแรกของโครงการช้างไทยไปเอฟเวอร์ตัน จากนั้นก็เริ่มลงเล่นให้กับสโมสรฟุตบอลต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แต่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจที่สุด คือ การได้รับใช้ช้างศึก เพราะผมทุ่มเทอย่างหนัก เพื่อให้ได้สวมสีเสื้อทีมชาติไทย และเมื่อลงสนามก็จะใส่ความมุ่งมั่นเกินร้อย พยายามมีสติ ควบคุมเกมให้ได้ และเมื่อจบแต่ละเกมก็ต้องมองหาจุดบกพร่องของตัวเอง เพื่อนำมาแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะผมมีความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่นักเตะให้ดีที่สุด ทำให้แฟนบอลที่คอยเชียร์อยู่มีความสุข และสัญญาว่าจะทุ่มเทยิ่งขึ้น และจะเล่นไม่เลิกเพื่อแฟนบอล”



โค้ชเตี้ย-สะสม พบประเสริฐ กล่าวถึงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบว่า “แม้เราจะไม่ใช่คนที่ลงเล่นเอง ไม่ใช่คนที่ยิงประตู หรือไม่ได้เป็นคนสกัดบอลฝั่งตรงข้าม แต่โค้ช คือ ผู้อยู่เบื้องหลังคอยปรุงแต่งทีมให้มีความสมดุล ไม่ว่าจะเป็น การคุมซ้อม การวางแผนการเล่นและแทคติกต่างๆ ต้องประเมินเกมของเราและคู่แข่ง ทั้งก่อนการแข่งขันและระหว่างการแข่งขัน รวมถึงโค้ชจะต้องมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวนักเตะและสต๊าฟฟ์ทุกคน เพราะเราต้องเป็นผู้ที่คอยประเมินศักยภาพของนักเตะแต่ละคน เพื่อมาพัฒนาและดึงความสามารถเฉพาะตัวของเขาออกมาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องคอยกระตุ้นลูกทีมให้มีศรัทธาในตัวเอง ให้พวกเขาเล่นเพื่อทีม เพื่อตัวเอง ที่สำคัญเพื่อแฟนบอลที่คอยเชียร์เราอยู่ ผมในฐานะโค้ชสัญญาว่าจะไม่หยุดพัฒนานักเตะไทยแน่นอน”







ด้านตำนานศูนย์หน้าและกุนซือทีมช้างศึก ซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กล่าวว่า “การได้รับใช้ชาติในฐานะนักเตะทีมชาติชุดใหญ่ ถือเป็นเกียรติอันสูงสุดในชีวิต แม้การลงเล่นในสีเสื้อทีมชาติจะมาพร้อมหน้าที่และความกดดันอันยิ่งใหญ่ แต่ทุกครั้งที่ได้ก้าวลงสนาม ผมคิดเสมอว่าต้องทำให้เต็มที่ ต้องมีสมาธิ และต้องสู้จนกว่านกหวีดเป่าหมดเวลา เพื่อนำชัยชนะมาให้ทีมและแฟนบอลชาวไทย และถือว่าผมโชคดีที่ได้รับเกียรติให้กลับมารับใช้ชาติอีกครั้งในฐานะเฮดโค้ชช้างศึก จากคนที่ลงเล่นเองในสนามต้องเปลี่ยนบทบาทมาคุมทีม ต้องมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังคอยวางแผนการเล่น วางแทคติก ประเมินเกมการแข่งขัน รวมถึงต้องเชื่อมั่นในตัวนักเตะและสต๊าฟฟ์ทุกคน ร่วมสู้ไปพร้อมกัน เพื่อสร้างผลงานที่ดีและสร้างความสุขให้คนไทยทุกคน ดังนั้นจากคนที่เคยลงสนามทั้งในฐานะนักเตะและเฮดโค้ช จึงรู้ว่าเสียงเชียร์ของแฟนบอล คือกำลังใจที่สำคัญสำหรับนักเตะทุกคนจริงๆ แม้ตอนนี้จะไม่ได้คุมทีมแล้ว แต่ผมยังติดตามและคอยเชียร์ช้างศึกเสมอ และอยากให้คนไทยทุกคนร่วมกันเชียร์ทีมชาติไทยไปด้วยกัน”

ตูน-บอดี้แสลม หรือนายอาทิวราห์ คงมาลัย กล่าวเสริมในฐานะตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศว่า “ผมเป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของทีมชาติชุดใหญ่ที่คอยตามเชียร์มาตั้งแต่เด็กๆ อาจจะไม่ได้ไปดูในสนาม แต่ติดตามผลงานตลอด ผมมั่นใจว่าในทุกๆ แมชต์นักเตะทุกคนทำหน้าที่อย่างเต็มที่ และเล่นด้วยสปิริตของนักกีฬามืออาชีพในทุกเกม ดังนั้นเราในฐานะกองเชียร์ ก็อยากให้ทำหน้าที่เชียร์อย่างเต็มที่เช่นกัน เปิดใจที่จะยอมรับผลการแข่งขัน ขอให้มีศรัทธาและเป็นกำลังใจให้นักเตะและทีมโค้ชทุกคน เพราะผมเชื่อว่าทุกคนรู้ว่านักเตะทุกคนตั้งใจฝึกซ้อมอย่างหนัก ทุ่มเทเวลาเพื่อ การฝึกฝนและเตรียมตัว เตรียมแผนการเล่นกันมาอย่างดี ดังนั้นอยากให้คนไทยทุกคนทำสิ่งที่ง่ายที่สุดแต่สำคัญที่สุด นั่นคือร่วมกันส่งแรงใจเชียร์นักเตะทีมชาติไทย”



เมืองไทยประกันชีวิตผนึกพันธมิตร จัด ‘เมืองไทยมาราธอน 2019’

posted Aug 27, 2019, 12:37 AM by Maturos Lophong


เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬากรีฑาฯ มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจฯ เดอะมอลล์ กรุ๊ป และจ๊อกแอนด์จอย จัด “เมืองไทยมาราธอน 2019” สนับสนุนคนไทยใส่ใจดูแลสุขภาพ พร้อมกระตุ้นท่องเที่ยว ชูแนวคิด ”รักษ์โลก” พร้อมเปิดตัวเสื้อ Finisher ที่ผลิตจากขยะขวดพลาสติก และร่วมรณรงค์ลดการใช้พลาสติกภายในการจัดงาน

นายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “เมืองไทยมาราธอน 2019 (MUANG THAI MARATHON 2019)” รายการวิ่งมาราธอนที่บริษัทฯ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งสนับสนุนให้คนไทยออกกำลังกายและส่งเสริมการดูแลด้านสุขภาพที่ดีอย่างครบวงจร รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวของประเทศไปในอีกทางหนึ่ง โดยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และบริษัท จ๊อกแอนด์จอย จำกัด พร้อมพันธมิตรผู้ให้การสนับสนุน ร่วมในงานด้วย ณ อาคารเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

ทั้งนี้ในปี 2562 จะจัดการแข่งขันใน 2 สนามได้แก่ เมืองไทยมาราธอน 2019 Smile @ Bangkok ในวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ณ เส้นทางสะพานพระราม 8 – สะพานยกระดับบรมราชชนนี และ เมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน 2019 Smile @ Chiang Mai ในวันที่ 22 ธันวาคม 2562 ณ ถนนรอบ ‘คูเมืองเชียงใหม่’ ซึ่งเป็นรายการแข่งขันมาราธอนที่มีระยะทางได้มาตรฐานรับรองการแข่งขันโดยสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สหพันธ์กรีฑาแห่งเอเชีย (Asian Athletics Association : AAA) และสหพันธ์กรีฑานานาชาติ (International Association of Athletics Federations : IAAF) โดยแบ่งประเภทการแข่งขันตามระยะทาง คือ มาราธอน (Full Marathon) ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร, ฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) ระยะทาง 21.100 กิโลเมตร, มินิมาราธอน (Mini Marathon) ระยะทาง 10 กิโลเมตร และเมืองไทยสไมล์รัน (Muang Thai Smile Run) ระยะทาง 5 กิโลเมตร (และ 3 กิโลเมตร สำหรับเมืองไทยเชียงใหม่มาราธอน)


งานในครั้งนี้จัดขึ้นโดยมุ่งเน้นการมอบความสุขให้กับนักวิ่งที่เข้าร่วมงานทุกคน ภายใต้แนวคิด “HappyHealth” พร้อมเติมเต็มความสุขด้วยกันผ่านกิจกรรม “รักษ์โลก” ด้วยการเปิดตัวเสื้อ Finisher สุดพิเศษ สำหรับผู้วิ่ง Full Marathon ที่เข้าเส้นชัย โดยจะเป็นเสื้อUpcycling Running T-Shirt ซึ่งเป็นเสื้อผลิตมาจากขยะขวดพลาสติกที่ถูกนำมาแปลงร่างให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกครั้ง โดยเสื้อ 1 ตัว ผลิตมาจากขวดน้ำพลาสติกขนาด 600 ML จำนวน 12 ขวด ซึ่งในงานนี้ได้จัดทำเสื้อ Upcycling Running T-Shirt ทั้งสิ้นจำนวน 1,210 ตัว หรือผลิตจากขวดพลาสติก PET ที่ใช้แล้วรวม 14,520 ใบ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการลดการใช้พลาสติกใหม่ (Virgin Plastic) และการฝังกลบได้ประมาณ 1,285 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ใหญ่จำนวน 143 ต้น (เพื่อดูดซับปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้น)

ภายในงานยังมีการรณรงค์ “ลด” การใช้พลาสติก มีจุดแยกขยะ เพื่อการนำกลับไปรีไซเคิลไว้ทั่วบริเวณงาน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแห่งความสุขและสร้างรอยยิ้ม ด้วยการจัดประกวดชุดแต่งกายวิ่งแฟนซี ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิ่งได้มาร่วมประกวดไอเดียการแต่งกายภายใต้ธีม “HappinessMeansSaveTheEarth” แฟนซีรักษ์โลก ที่สามารถนำเสนอความเป็นตัวตนของคนใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้อย่างโดดเด่นและมีความคิดสร้างสรรค์ออกแบบได้หลากหลายแนว “โดยล่าสุดในรายการวิ่ง ‘เมืองไทยมาราธอน 2019 Smile @ Bangkok’ ที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ณ สะพานพระราม 8 พบว่า มีผู้ให้ความสนใจติดตามสอบถามทั้งข่าวสารรายละเอียดการจัดงานในปีนี้จำนวนมาก และมีผู้สนใจสมัครแล้วเกือบ 8,500 คน เป็นนักวิ่งชาวต่างชาติประมาณ 160 คน จาก 35 ประเทศ และจะมีการเปิดรับสมัครอีกครั้งในวันที่ 1-5 กันยายน 2562 ซึ่งคาดว่าปีนี้จะมีผู้สนใจสมัครร่วมวิ่งทั้งสิ้นประมาณ 10,000 คน” นายสาระ กล่าว




สำหรับการจัดวิ่งมาราธอนในครั้งนี้ นอกจากจะตอบสนองกับเทรนด์ความสนใจด้านการดูแลสุขภาพของคนไทยแล้ว ยังเพิ่มความอุ่นใจให้กับนักวิ่งยิ่งขึ้น ด้วยประกันอุบัติเหตุ “ฟรี” ทุนประกันสูงสุดถึง 100,000 บาท/คน (เงื่อนไขการได้รับสิทธิ์เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด) พร้อมรับสิทธิพิเศษอีกมากมายจากพันธมิตรที่ร่วมสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ รวมถึงกิจกรรมพิเศษสำหรับสมาชิก “เมืองไทย Smile Club” ที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นต้น นอกจากนี้ รายได้จากการจัดงานหลังหักค่าใช้จ่าย ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปบริจาค แก่มูลนิธิโรงพยาบาลตำรวจ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เพื่อสมทบทุนโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

ด้านนายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “เดอะมอลล์ กรุ๊ป มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนกิจกรรมดีๆ โครงการ เมืองไทยมาราธอน 2019 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อรณรงค์ให้คนไทยหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่ทางเดอะมอลล์ กรุ๊ป ให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งนี้เดอะมอลล์ กรุ๊ป ในนาม สปอร์ตมอลล์ (SPORTS MALL) ศูนย์รวมอุปกรณ์กีฬาทุกประเภทครบครันที่สุดในประเทศไทย ส่งเสริมและจัดกิจกรรมด้านกีฬาอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ร่วมสนับสนุนพื้นที่ในการรับเสื้อและเบอร์นักวิ่ง (BIB) ที่ด้านหน้า SPORTS MALL Q Stadium ชั้น M ตึก WATER FALL QUARTIER (ตึก C) ดิ เอ็มควอเทียร์ พร้อมมอบโปรโมชั่นพิเศษสำหรับนักวิ่งโครงการ เมืองไทยมาราธอน2019 อาทิ UNDER ARMER มอบคูปองส่วนลดพิเศษให้กับนักวิ่งทุกท่าน, NIKE มอบส่วนลดสูงสุด 40%, REEBOK, PUMA ซื้อ 1 แถม 1, สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกผู้ถือบัตรเมืองไทย Smile Club และ M CARD เมื่อซื้อสินค้าแบรนด์ REV RUNN มอบส่วนลดทันที10% สามารถใช้สิทธิพิเศษนี้ได้ในวันรับเสื้อวิ่งเมืองไทยมาราธอน ในวันที่ 28-29 กันยายน 2562 ที่ สปอร์ตมอลล์ ดิ เอ็มโพเรียม และ ดิ เอ็มควอเทียร์ เท่านั้น”

นายสายัณห์ สมดุลยาวาทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จ๊อกแอนด์จอย จำกัด กล่าวว่า การจัดงานเมืองไทยมาราธอน 2019 Smile @ Bangkok ในวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ณ เส้นทางสะพาน พระราม 8 – สะพานยกระดับบรมราชชนนี นักวิ่งจะได้พบกับประสบการณ์การวิ่ง “ลอยฟ้ามาราธอน” ที่ออกสตาร์ทบนสะพานพระราม 8 วิ่งต่อเนื่องเส้นทางสะพานยกระดับบรมราชชนนี และที่สำคัญปลอดภัยจากอุบัติเหตุเนื่องจากจะปิดการจราจร 100% โดยได้รับอนุญาตการปิดเส้นทางดังกล่าวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล

โดยกำหนดการปล่อยตัวในแต่ละระยะของงานเมืองไทยมาราธอน 2019 Smile @ Bangkok คือ มาราธอน (Full Marathon) ระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 00.30 น. ฮาล์ฟมาราธอน (Half Marathon) ระยะทาง 21.100 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 03.00 น.มินิมาราธอน (Mini Marathon) ระยะทาง 10 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 05.00 น. และเมืองไทยสไมล์รัน (Muang Thai Smile Run) ระยะทาง 5 กิโลเมตร ปล่อยตัวเวลา 05.15 น. หมายเหตุ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.muangthaimarathon.com

AOT เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ AOT DIGITAL AIRPORTS : สนามบินมีชีวิต

posted Aug 21, 2019, 12:11 AM by Maturos Lophong


AOT เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ AOT DIGITAL AIRPORTS : สนามบินมีชีวิต

พร้อมทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่โลกเสมือนจริง เชื่อมท่าอากาศยานทั่วโลก

บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) หรือ AOT เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ AOT DIGITAL AIRPORTS : สนามบินมีชีวิต ครอบคลุมท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. นำร่องท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เดินหน้าเชื่อมโยงท่าอากาศยานพันธมิตร 16 แห่งทั่วโลก พร้อมทรานส์ฟอร์มสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันเชิงธุรกิจ



นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT กล่าวว่า AOT DIGITAL AIRPORTS : สนามบินมีชีวิต เป็นนวัตกรรมที่เชื่อมโยงระบบ IT ทั้งหมดในสนามบินหรือท่าอากาศยาน ให้สื่อสารเพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการแก่ผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน ซึ่งในการดำเนินการต่อจากนี้ จะยังมีการเชื่อมโยงระบบไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวนอกท่าอากาศยาน ทั้งการคมนาคมและแหล่งท่องเที่ยวภายในประเทศ และเชื่อมโยงไปยังท่าอากาศยานพันธมิตร 16 แห่งทั่วโลก โดยปีนี้จะเป็นก้าวย่างที่สำคัญของ ทอท.ที่จะปรับรูปแบบการให้บริการ การพาณิชย์ (Digital Airports) การบริหารงานภายในองค์กร (Digital Office) รวมถึงการปฏิบัติการเพื่อผู้โดยสาร (Digital Operation) และสินค้า (Digital Cargo) อยู่บนโลกเสมือนจริง (Digital Platform) พร้อมก้าวสู่องค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในอนาคต

Digital Platform จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ ทอท.นับจากนี้ไป ถือเป็นการทรานส์ฟอร์มรูปแบบและโครงสร้างธุรกิจของ ทอท. ในเชิงการบริหารจัดการ โดยจะเชื่อมโยงไม่เฉพาะภายใน ทอท. เท่านั้น แต่จะเชื่อมโยงไปยังหน่วยงานและองค์กรชั้นนำต่าง ๆ ทั้งภายในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งต่อไปนี้การสื่อสารกับระบบต่างๆ ในท่าอากาศยานจะขึ้นไปสู่โลกเสมือนจริง โดยในช่วงแรกจะสื่อสารผ่าน Application ของโทรศัพท์สมาร์ทโฟน

สำหรับ AOT DIGITAL AIRPORTS เป็นการพัฒนาเทคโนโลยีในรูปแบบ Application บนอุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเลต เพื่อบริหารจัดการท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพ และยกระดับคุณภาพการให้บริการ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกผู้โดยสารในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการส่งเสริมกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของผู้ประกอบการ ในท่าอากาศยาน โดย Digital Platform นี้จะครอบคลุมท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท. โดยในช่วงแรกจะนำร่องที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และในอนาคตจะเชื่อมโยงท่าอากาศยานพันธมิตรอีก 16 แห่งทั่วโลก ซึ่งไม่เพียงสามารถนำข้อมูลการใช้งาน Application มาเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการภายในท่าอากาศยาน เช่น ปริมาณของผู้โดยสาร ตามจุดต่างๆ แบบเรียลไทม์ ทอท.ยังสามารถนำข้อมูลมาวางแผนปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการท่าอากาศยาน รวมทั้งในการนำเสนอข้อมูลต่างๆ ได้ตรงใจผู้โดยสารมากขึ้น และสร้างประสบการณ์อันดีแก่ผู้โดยสาร โดยในเบื้องต้น Application ดังกล่าวจะมีฟังก์ชันสำหรับให้ผู้โดยสารได้ใช้งาน ดังนี้ 1. Flight Information ตรวจสอบข้อมูลเที่ยวบิน เคาน์เตอร์เช็คอินและสัมภาระ 2. Map and Navigation แผนที่อัจฉริยะ (Intelligence Map) ในอาคารผู้โดยสารพร้อมนำทางไปยังจุดต่างๆ 3. Transport & Car Park บริการข้อมูลการให้บริการขนส่งสาธารณะและการเดินทางภายในท่าอากาศยาน 4. Facilities & Services บริการข้อมูลสิ่งอำนวนความสะดวกภายในท่าอากาศยาน 5. Shop & Dine แหล่งรวบรวมข้อมูลสินค้า ร้านอาหาร พร้อมโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษ 6. Flight Alerts แจ้งเตือนเที่ยวบินที่กำหนดไว้เพื่อให้ผู้โดยสารได้มีเวลาเตรียมตัวก่อนไปท่าอากาศยาน 7. Suggestion & Help Desk ช่องทางการรับฟังข้อคิดเห็น และ 8. Mobile Application Translation เครื่องมือช่วยแปลภาษาได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษารัสเซีย และภาษาญี่ปุ่น



นายนิตินัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันมีพันธมิตรจากองค์กรชั้นนำมากมาย เล็งเห็นความสำคัญของ Digital Platform รูปแบบใหม่ จึงร่วมให้การสนับสนุนและนำเสนอสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้งาน Application จากกลุ่มพันธมิตรต่างๆ อาทิ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน), บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด, บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรอื่นๆ อีกมากมาย

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและบริการ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กล่าวว่า สำหรับ CAT มองภาพของ Digital Platform ว่าจะเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านชีวิตประจำวัน และในเชิงธุรกิจได้อย่างชัดเจน ซึ่งสำหรับองค์กรธุรกิจนั้น สิ่งสำคัญคือ องค์กรจะต้องมีการ Transformation อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่ง AOT DIGITAL AIRPORTS จะเป็นการปฏิวัติรูปแบบการเดินทาง ก้าวสู่การเป็น Smart Life อย่างแท้จริง นับเป็นการพลิกโฉมธุรกิจการบริหารท่าอากาศยาน ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้โดยสาร และเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจได้อย่างมาก

สำหรับ CAT ในฐานะหน่วยงานผู้ให้บริการด้านดิจิทัลและสื่อสารโทรคมนาคมของชาติมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุน Free WiFi ให้กับท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งของ ทอท.เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการก้าวสู่การเป็น AOT DIGITAL AIRPORTS ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐ ที่ต้องการยกระดับธุรกิจไทยให้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเกิดขึ้น ที่จะช่วยให้ท่าอากาศยานของประเทศไทยได้รับการยอมรับ และเกิดความเชื่อมั่นในการเป็นศูนย์กลางการบินชั้นนำของโลก

Mr. Sumeet Sharma, Head of Business Development, Next Billion Users (SEA), Google Asia Pacific กล่าวว่า ปัจจุบันโลกได้เข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ที่ Digital Technology เข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตเหมือนเป็นปัจจัยที่ 5 ทำให้การเข้าถึงโซลูชั่นและบริการต่างๆ ผ่านช่องทางดิจิทัลง่ายขึ้นแค่ปลายนิ้วสัมผัส ซึ่งเชื่อว่า AOT DIGITAL AIRPORTS จะตอบโจทย์ผู้บริโภคถือเป็นก้าวแรกในการเชื่อมโยงผู้คนที่เดินทางนับล้านๆ คน นับเป็นเรื่องที่ท้าทายมากในธุรกิจการบิน

ทั้งนี้ CAT และ GOOGLE STATION เห็นความสำคัญของ Digital Platform พร้อมร่วมเป็นพันธมิตรในการร่วมให้บริการ Free WiFi ภายในท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งในชื่อ "Free Airport Google Station WiFi by CAT" โดยให้ความเร็ว Super High Speed ในการให้บริการถึง 30/30 Mbps ฟรี

นายนิตินัย กล่าวในตอนท้ายว่า ทอท.ยังคงมุ่งมั่นและใส่ใจการให้บริการผู้โดยสารและผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน ให้ได้รับความสะดวกสบายด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และเกิดความประทับใจแก่ผู้โดยสารเพื่อก้าวเป็นท่าอากาศยานที่ดีระดับโลกอย่างมั่นคงและยั่งยืน

1-10 of 87